Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘thailand’

recommendare

บทความเรื่อง ”กรณีเขาพระวิหาร”

.

เขียนโดย

วีรพงษ์ รามางกูร

.

ความมีดังนี้

.

เมื่อปี พ.ศ. 2505 ขณะนั้นยังเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดูจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ออกปราศรัยทางโทรทัศน์เรื่อง คำพิพากษาของศาลโลก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พูดไปควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาว่าเราจำเป็นต้องปฏิบัติตาม คำพิพากษาของศาลโลกโดยการถอนกำลังออกจากพระวิหาร และต้องคืนโบราณวัตถุกลับไปให้กัมพูชา พร้อมกันนั้นก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาและมอบหมายให้สหภาพพม่าเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของทางราชการไทยในพนมเปญและที่เมืองอื่น ๆ

.

ทางรถไฟที่ทอดยาวจากหัวลำโพงไปถึงกรุงพนมเปญก็เป็นอันต้องหยุด ประเทศไทยประกาศปิดชายแดน ตั้งแต่นั้นมาทั้ง 2 ประเทศก็หมดความเป็นมิตรต่อกัน แต่ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศตามชายแดน ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันต่างก็ยังไปมาหาสู่ติดต่อค้าขายกันตามปกติ จนนายพลลอนนอลรัฐประหารขับไล่ สมเด็จพระเจ้าสีหนุออกไปร่วมกับฝ่ายเขมรแดง เราจึงรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศกัมพูชาขึ้นมาใหม่ แล้วข่าวคราวเรื่องเขาพระวิหารก็เงียบหายไป

.

เมื่อปี 2506 พวกเรานิสิตรัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง ต้องเรียนวิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และบรรพ 6 ว่าด้วยครอบครัวและมรดกกับท่านศาสตราจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งท่านเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในคณะทนายของฝ่ายไทย หัวหน้าคณะทนายความของไทยเป็นฝรั่งเข้าใจว่าเป็นอเมริกัน ส่วนหัวหน้าทนายความของฝ่ายกัมพูชาเป็นชาวฝรั่งเศส

.

พวกเราก็กราบเรียนถามท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ว่า ประเด็นที่ต่อสู้กันนั้นว่าอย่างไร ท่านก็บอกให้พวกเรากลับไปอ่านคำพิพากษาของศาลโลกเสียก่อนแล้วท่านจะอธิบายให้ฟัง

.

เมื่ออ่านจบแล้วเราก็เข้าใจขึ้นเป็นอันมาก เพราะคำพิพากษาเขียนเหตุผลไว้อย่างละเอียด ทั้งคำฟ้องร้องของกัมพูชาและคำแก้คดีของฝ่ายไทย รวมทั้งเอกสารสนธิสัญญาแผนที่แนบท้ายสัญญา ลายพระหัตถ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงมีไปถึงข้าหลวงฝรั่งเศสประจำกัมพูชา เรื่องขออนุญาตเสด็จไปเยี่ยมชมเขาพระวิหาร ภาพถ่ายสมเด็จกับ ม.จ.พูนพิศมัยพระธิดาเสด็จเขาพระวิหาร

.

ประเด็นที่ต่อสู้กันก็คือ แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาฉบับปี 1904 ที่ให้เอาสันปันน้ำเป็นเขตแดน แต่แผนที่แนบท้ายใช้มาตราส่วน 1 : 200,000 ขีดมาตามสันปันน้ำ แล้วมาวกเอาปราสาทเขาวิหารไปเป็นของกัมพูชา แล้วจึงวกกลับมาบนสันปันน้ำอีกทีหนึ่ง

.

เรารู้ว่าแผนที่นั้นผิดไม่ตรงกับตัวหนังสือในสนธิสัญญาปักปันเขตแดน ค.ศ. 1904 อีกทั้งไทยไม่เคยยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศส ทำฝ่ายเดียวแล้วส่งมาให้ไทย ไทยรับรองให้ความเห็นชอบเพราะฝ่ายไทยไม่ได้ส่งตัวแทนไปร่วมคณะปักปันเขตแดนตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา

.

แต่ในที่สุดศาลโลกตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา เพราะแผนที่ แนบท้าย ค.ศ. 1904 เป็นส่วนหนึ่งของ สนธิสัญญาทั้งในแง่เอกสารและข้อเท็จจริงที่ทางไทยไม่ได้ทักท้วงภายใน 10 ปี อีกทั้งหัวหน้าคณะปักปันเขตแดนของฝ่ายไทยจะเสด็จเยี่ยมปราสาทพระวิหารก็ทรงมีลายพระหัตถ์ขออนุญาตข้าหลวงฝรั่งเศส ข้าหลวงฝรั่งเศสก็ออกมารับเสด็จพร้อมกับชักธงชาติฝรั่งเศสขึ้นสู่ยอดเสา มีการถ่ายรูปร่วมกัน

.

อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ท่านเล่าให้พวกเราลูกศิษย์ฟังว่า ท่านรู้แต่แรกแล้วว่าเราคงจะแพ้คดี แต่โดยหน้าที่ที่เป็น คนไทยและจรรยาบรรณของทนายความก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างถึงที่สุด

.

ท่านเล่าว่าทางที่ถูกเราไม่ควรตกลงให้กัมพูชานำคดีขึ้นศาลโลก เพราะคดีที่จะขึ้นสู่ศาลโลกได้ทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมให้ศาลโลกพิจารณา

.

แต่จอมพลสฤษดิ์ท่านต้องการรักษาเกียรติภูมิของชาติว่าเราเป็นชาติอารยะ เป็นสมาชิกที่ดีขององค์การสหประชาชาติ และทนายฝรั่งเชื่อว่าฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายชนะ อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ท่านเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อนายกรัฐมนตรีตัดสินใจแล้วท่านก็ต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ในฐานะที่มีอาชีพทนายความและเป็นคนไทย

.

เมื่อฝ่ายเราแพ้คดีแล้ว ก็แปลว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับว่า แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา มีผลบังคับใช้เหมือนกับกรณีเจดีย์สามองค์ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ที่อังกฤษขีดวกเข้ามาทางฝ่ายไทยเป็นปากนกแก้วให้เป็นของพม่า

.

ปัญหาก็คือ ความชัดเจนว่าขอบเขตปราสาทพระวิหารนั้นกินขอบเขตพื้นที่ไปถึงไหน เพราะแผนที่ที่ฝรั่งเศสส่งมาให้ไทยเรารับรองหรือทักท้วงนั้นใช้มาตราส่วนย่อมาก ดูได้ไม่ชัด

.

คณะรัฐมนตรีในสมัยจอมพลสฤษดิ์จึง ตีความคำพิพากษาว่า ขอบเขตของปราสาทพระวิหาร หรือ ′The Temple of Pra Vihar′ (สื่อมวลชนไทย สะกดภาษาอังกฤษตามสำเนียงเขมรว่า The Temple of Preach Vihear ซึ่งไม่ควรสะกดอย่างฝรั่ง ควรสะกดตามสำเนียงไทย หรือสำเนียงแขกเจ้าของภาษาสันสกฤตว่า The Temple of Pra Vihar อาจจะเพราะความไม่รู้หรือไม่ก็เพราะเห่อฝรั่ง)มีขอบเขตแค่ไหน

.

ทางฝ่ายกัมพูชาก็ว่า ′สระตาล′ห่างออกมาไกลสองสระที่เป็นที่สรงน้ำของกษัตริย์ขอมข้างหนึ่ง และเป็นที่อาบน้ำชำระร่างกายของพราหมณ์ข้างหนึ่งก่อนขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรที่ปราสาท เป็นส่วนหนึ่งของเทวสถานแห่งนี้

.

นอกจากนั้น ไกลออกมาถึงสถูปคู่ ซึ่งคงจะหมายถึงประตูทางเข้าพระวิหาร ซึ่งไกลออกมาถึง 2 ก.ม. เป็นเครื่องหมายแสดงขอบเขตของพระวิหาร

.

รวมทั้งหมดจึงจะเป็นเทวสถานหรือ พระวิหารแห่งพระอิศวรเจ้าที่สมบูรณ์ เหมือนกับอาณาเขตของวัดคงไม่ใช่เฉพาะพระอุโบสถภายในเขตที่ลงลูกนิมิตและใบเสมา คงเริ่มจากซุ้มประตูภายในกำแพงทั้งหมด ซึ่งอาจจะมีศาลาราย วิหารคต ศาลา กุฏิพระ ฯลฯ ด้วยประกอบเข้าจึงเป็นวัด หรือ ′พุทธสถาน′ หรือ ′พระวิหาร′

.

ทางเราก็ตีความว่า คำพิพากษาหมายถึงเฉพาะตัวพระวิหารสิ้นสุดที่บันไดขึ้นวิหารเท่านั้น ดังนั้นพื้นที่รอบพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตรจึงยังเป็นของไทย เขมรบอกไม่ใช่ของไทย กัมพูชาไม่เคยรับรู้ ดังนั้นต่างคนต่างอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่ ดังกล่าวจนทางฝ่ายกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทางยูเนสโกจึงขอให้เขมรเจรจากับไทยว่าจะร่วมกันพัฒนาอย่างไรให้เป็นเทวสถานที่สมบูรณ์ เพราะทางขึ้นอยู่ทางฝั่งไทย

.

หนังสือช่วยจำที่ลงนามโดย รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ปี 2543 ก็ถูกต้องแล้ว หนังสือช่วยจำลงนามโดย รมต.นพดล ปัทมะ ที่ทำให้เขมรยอมรับว่าพื้นที่ 4.6 ตร.ก.ม เป็นพื้นที่ทับซ้อนก็ถูกต้อง หนังสือของ รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เพื่อ ปูทางไปในการปักปันเขตแดน ส่วนของ รมต.นพดล ปัทมะ ก็เพื่อนำไปสู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก และร่วมกันพัฒนาให้เป็นมรดกโลก ทั้ง 2 บันทึกมีประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศและของโลกในแง่สันติภาพและวัฒนธรรมร่วมกัน

.

ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะนักการเมืองที่ไม่รับผิดชอบใช้ประเด็นความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองใช้ประหัตประหารกันทางการเมือง โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ของชาติ แท้จริงแล้วก็เพื่อประโยชน์ของตนเอง เมื่อฝ่ายหนึ่งทำเรื่องให้ง่ายให้เป็นประโยชน์ร่วมกัน อีกฝ่ายต้องการให้เป็นเรื่องยากให้เป็นโทษกับประเทศชาติ อีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นนักการเมืองเหมือนกัน มีพรรคฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็ใช้กรณีนี้เล่นงานผู้นำของตน เอาอย่างประเทศไทยเรื่องก็เลยทำท่าจะบานปลายไปกันใหญ่

.

ดีที่ทหารทั้ง 2 ฝ่ายมีความเป็นอารยะพอ ไม่เถื่อนกระโจนไปตามการเมือง ซึ่งต้องชมเชยกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ มิฉะนั้นก็ต้องรบกัน พาลูกหลานชาวบ้านไปตายโดยเปล่าประโยชน์

.

สื่อมวลชนของทั้ง 2 ประเทศก็พลอยไปเล่นการเมืองกับเขาด้วย ไม่ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ไม่เคยศึกษา ไม่อ่านบันทึกของอาจารย์ ดร.บวรศักดิ์ ดร.ชาญวิทย์ คำพิพากษาของศาลโลกก็คงไม่อ่านอยู่แล้ว

.

ถ้าเรื่องไปถึงคณะมนตรีความมั่นคง คณะมนตรีความมั่นคงไม่มีทางเลือกต้องกลับไปที่ศาลโลกให้ตัดสินให้ชัดเจนว่าพื้นที่ 4.6 ตร.ก.ม.เป็นส่วนหนึ่งของปราสาทหรือไม่ เราก็ไม่มีทางเลือกเพราะได้เคยตกลงให้ศาลโลกพิจารณามาแล้ว

.

คิดอย่างสามัญสำนึก โอกาสที่เราจะแพ้น่าจะสูงกว่าโอกาสที่จะชนะ ทางที่ดีปล่อยให้คลุมเครือดีกว่าให้ศาลโลกตัดสินอีกครั้ง โดยถือว่าเป็นประโยชน์ร่วมกัน น่าเสียใจที่เราไปเล่นการเมืองกันจนวิถีทางการแก้ปัญหาที่พัฒนามาด้วยดีนั้นกำลังพังทลายลง พอรัฐบาลจะลงก็ต้องหาบันไดลง

.

แต่ก็มีคนกำลังจะชักบันไดออกไม่ให้ลง

.

Read Full Post »

จดหมายเหตุ วิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทย พฤษภา’๓๕

triamboy

เกริ่นสมมติ.

๑. บทความมีความอคติของบทความ, ด้วยการนำเสนอคำพูดที่ผู้เขียนคัดเลือกมาเองตามเหตุผลของตน, นำเสนอเพียงบางส่วน, บางแง่มุม, จากบางคน, เท่านั้น, โดยเฉพาะบุคคลในวงการสื่อมวลชนบางส่วนเท่านั้น.

๒. ความอคติบางส่วนมาจากบริบทที่บทความนี้เกิดขึ้นอย่างมีนัยยะ.

๓. ข้อความทั้งหมดไม่ได้มีการดัดแปลง, หรือแก้ไขแต่ประการใด.

๔. บทความนี้เป็นการตีพิมพ์บทเสวนา, วิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทย, จัดโดยสถาบันด้านสื่อสารมวลชนทั่วประเทศ, สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย, สมาคมหนังสือพิมพ์ในพระบรมราชูปถัมภ์, องค์กรพัฒนาชนบท, ในวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๕, ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เกริ่มตามความตั้งใจ.

๑. เรียนรู้, และถ่ายทอดข้อเท็จจริงบางส่วนของวิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทยจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง.

๒. เรียนรู้, และถ่ายทอดข้อเท็จจริงบางส่วนของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬผ่านการรับรู้ของตัวแทนภาคสื่อมวลชนเป็นหลัก.

๓. สังเกตพฤติกรรมการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความตามอายุของแต่ละคน.

๔. เปรียบเทียบพฤติกรรมการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความ ณ พฤษภาฯ ๓๕ กับห้วงเวลาปัจจุบัน, ผู้ซึ่งยังมีชีวิตอยู่และปรากฎในการรับรู้ของชนไทยทั่วไป, อาทิ, ประเวศ วะสี, สุทธิชัย หยุ่น, สมเกียรติ อ่อนวิมล, เป็นต้น. มากกว่านั้น, ยังสังเกตพัฒนาการการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความทั้งในแง่เนื้อหา, อารมณ์, รูปแบบการถ่ายทอด, เป็นต้น.

๕. คาดหวังต่อผลจากการรับรู้จะสร้างความคิดความเข้าใจ, และความคาดการณ์ในเบื้องหน้าที่สมเหตุสมผลมากขึ้น, โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับรู้โดยอ้อมของชั่วอายุคนของข้าพเจ้า, และกำเนิดต่อจากข้าพเจ้า.

บางข้อความสร้างความประหลาดใจให้กับข้าพเจ้าเป็นอย่างคาดไม่ถึง, คนคนนี้เคยใช้คำพูดอย่างนี้เหรอ!!, คนคนนี้แสดงอารมณ์ได้ตรงขนาดนี้เหรอ!!

ลองอ่านเพื่อพิจารณาความคาดไม่ถึงของพฤติกรรมในต่างห้วงเวลาของแต่ละปัจเจกบุคคล. ความไม่สมำเสมอบางอย่างดึงดูดให้ข้าพเจ้าสนใจมากขึ้น.

เริ่ม …

“สารที่มันทำหน้าที่ในการสื่อมาโดยตลอด จึงได้แก่ การนำเอาโลกของชนชั้นสูงไม่ว่าจะเป็นจริงหรือเป็นจินตนาการก็ตามมาสู่ความฝันและเริงรมย์ แม้เพียงชั่วขณะหนึ่งของชาวบ้าน”

“เมื่อใดก็ตามที่ผู้มีอำนาจคิดจะทำอะไรที่มิดีมิร้าย โทรทัศน์, วิทยุ, หนังสือพิมพ์ จะถูกจับใส่กรง สวมกุญแจลั่นดานมิให้ภาพแห่งความเป็นจริงถูกถ่ายทอดไปสู่ประชาชนได้ และเมื่อได้ “ห้าม” การเสนอข่าวอย่างหนึ่งแล้ว ก็จะต้อง “ป้อน” ข่าวที่ผู้มีอำนาจอยากจะเสนอด้วย”

“ความจริงเรื่องการปิดข่าวหรือเซ็นเซอร์ข่าวทางโทรทัศน์นั้นไม่ใช้เรื่องลับหรือยากต่อการรับรู้ คนไทยชินและทำใจกับพฤติการณ์ดังกล่าวได้ง่ายกว่าคนในประเทศตะวันตก ส่วนหนึ่งเพราะโทรทัศน์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเป็นกระบอกเสียงหรือพยายามจะเป็นสื่อมวลชนมาตั้งแต่ต้น”

“เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้คิดจะช่วยเจ้านายด้วยการเซนเซอร์ข่าวทีวีนั้นประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการปิดข่าว สิ่งที่ได้จากการกระทำดังกล่าว คือ การตอกย้ำให้เห็นแนวคิดแบบเก่าในเรื่องอำนาจ การพยายามรักษาสถานะเดิมของชนชั้นผู้นำไทย”

“เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กๆถูกผู้ใหญ่หลอกในสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรือสลักสำคัญต่อความมั่นคงหรือพัฒนาการของประเทศเลยแม้แต่น้อย หากแต่จะเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้มีอำนาจ (แต่ไม่มีบารมี) ต่างหาก”

“แต่ใครก็ไม่รู้ในสถานีโทรทัศน์และในกองทัพไทยก็ยังคงพยายามจะขีดเส้นตีกรอบของการรับรู้ข่าวสารของคนไทยระดับกลางและล่างให้เหมือนการนั่งดูลิเกหรือละครเท่านั้น โดยไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนั้นกำลังเป็นการทำสงคราม (การเมือง) กับคนเหล่านี้”

บุญโฮม อิงชัยภูมิ, บรรณาธิการสำนักพิมพ์เคล็ดไทย, บานชื่น.

“พวกมึงเนี่ยทำบ้านเมืองชิบหายวายป่วงหมด มึงอย่าเสือกทำอีกนะ ใครทำปฏิวัติรัฐประหารอีก เป็นการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์”

“สังคมทุกระดับ ทั้งครอบครัว ชุมชน สังคมโลก ล้วนต้องการหลุดพ้นจากความบีบคั้นทั้งสิ้น ถ้ามีเผด็จการก็เกิดความบีบคั้น มนุษย์จะชอบประชาธิปไตย ชอบการมีส่วนร่วม ชอบความเสมอภาค ชอบการกระจายอำนาจ”

นพ. ประเวศ วะสี, นักวิชาการและหนึ่งในกลุ่มพลเมืองอาวุโส

“ตราบใดถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ยังมองว่า สื่อสารมวลชนของรัฐ คือ การทำงานเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลแล้ว สิ่งนี้คือความหายนะของบ้านเมือง”

“แต่ข้าราชการของเราพยายามที่จะปกป้องนาย ผมไม่อยากจะเรียนว่าเป็นการสอพลอ แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้สื่อมวลชนของรัฐได้รับการปิดกั้น”

“ประชาชนมีความรู้สึกว่า เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ถูกต้องก็ไปดูเหตุการณ์ ซึ่งก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมในการที่จะรวมตัวที่จะชุมนุม เมื่อทีวีไม่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ ก็จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปสัมผัสในที่เกิดเหตุ”

“ในบ้านเมืองเราจะทำอะไรสักอย่าง แทนที่จะเอาข้อเท็จจริงมาพูด จะต้องเป็นลักษณะของโฆษณาชวนเชื่อ หรือพูดง่ายๆก็คือ ระหว่างพีอาร์ หรือ พับลิครีเลชัน จะกลายเป็นลักษณะอีกอย่าง เป็นเรื่องของจิตวิทยา หรือปฏิบัติการจิตวิทยา คือกลายเป็นว่าความจริงในบ้านเมืองพูดกันไม่ได้แล้ว จะต้องชี้นำซะก่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย”

ถวัลย์ศักดิ์ สุขวรรณ, ผู้อำนวยการสำนักข่ายไทย อสมท.

“ทางรัฐบาลมิได้สั่งด้วยวาจา ไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ว่าก็มีเจ้าหน้าที่บางท่านที่สั่งกันด้วยวาจา หรือแฟกซ์มา เราก็ได้ให้ความร่วมมือ”

ประสิทธิ์ หิตะนันท์, ผู้อำนวยการ อสมท.

“เสรีภาพนี้หมายถึงการที่เราจะพูดจะเสนออะไรได้ตามที่เราคิด เราชอบ เราพึงพอใจ แต่เราจะต้องให้โอกาสฝ่ายตรงข้ามได้เสนอสิ่งที่เป็นความต้องการของเขา ปรารถนาของเขาด้วย”

จำนงค์ กุมาลย์วิสัย,  คณะบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาลัยศรีประทุม.

“ทีวีถูกอำนาจบางอำนาจบีบคั้นคุกคามอยู่ตลอดเวลา จนถึงวันน้ีอำนาจที่บีบคั้นคุกคามนั้นจะไม่มีวันหมดไป ตราบใดที่ทีวียังไม่มีเสรีภาพอย่างแท้จริง”

“สาเหตุที่ออกผมเลือกอยู่สองอย่างครับ คือ เลือกเงิน กับ ศรัทธาประชาชน ผมขอเลือกศรัทธาจากประชาชน”

“จริงหรือเปล่าครับที่ทำงานกันอย่างกล้าๆกลัวๆ ช่วยตอบด้วยครับ มันยังคงเป็นอย่างนั้นอยู่ ถ้าตราบใดทีวีไม่ได้เป็นของประชาชน”

จักรพันธุ์ ยมจินดา, อดีตผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗ สี.

“การพัฒนาการเมืองไทยให้ยั่งยืนไปจริงๆไม่ได้ขึ้นอยู่กับกองทััพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เด็ดขาด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาเลย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง แต่ขึ้นอยู่กับสังคมทั้งสังคม สังคมต้องมีความเข้มแข็งในทุกๆส่วน”

“ความจริงผมคิดว่าหลักการใหญ่ทางสังคมทุกสังคมที่สำคัญที่สุด ถ้ามันจะต้องอยู่ได้ก็คิดว่าอยู่บนพื้นฐานความจริง ถ้ามีความจริงเป็นพื้นฐานในสังคมเสียอย่าง เราตัดสินปัญหา เราตัดสินใจทุกเรื่องได้อย่างถูกต้อง”

ธีรยุทธ บุญมี, อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

“เมื่อเครื่องบินที่ผ่านระหว่างประเทศลงมาถึงสนามบินดอนเมืองแล้ว ผู้ประกาศบนเครื่องบินประกาศบอกว่า ขณะนี้เราได้นำผู้โดยสารมาถึงประเทศไทย โปรดหมุนเข็มนาฬิกากลับไป ๒๐ ปี”

“การที่โทรทัศน์เป็นอย่างนี้ ผมคิดว่ามันเนื่องมาจากเหตุผล ๓ ประการ ประการแรก เกี่ยวกับกฎหมายบอกให้เป็นอย่างนั้น ประการที่สอง ก็อิทธิพลของคนบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในรัฐบาลและคนรับใช้ของรัฐบาล ใช้อิทธิพลของคนในรัฐบาลไปข่มขู่สถานีโทรทัศน์ ประการที่สาม ก็เนื่องมาจากความรู้สำนึกของคนในสถานีโทรทัศน์นั่นเอง ที่มีบางคน ไม่ใช่อยู่โดยยอมเป็นเครื่องมือเขาบางคน”

“คำสั่งของ กบว. ที่บางคนบอกว่าแปลว่า “กูบ้าแล้วโว้ย” ยังมีอยู่ บอกว่าห้ามไม่ให้สถานีวิทยุเอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน เพราะฉะนั้น บางสถานีวิทยุก็เลยทำเป็นว่าผู้สื่อข่าวของตัวเองออกไปหาข่าวอย่างนั้นมาอย่างนี้มา ผมเองก็ดี พรรคพวกผมเองก็ดี เพื่อนๆในฉบับอื่นก็ดี นั่งฟังไป เอ๊ะ นี่มันข่าวเราเขียนนิ”

มานิจ สุขสมจิตร, บรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ.

“ไม่มีวันหรอกครับที่เราจะมีเสรีภาพอย่างแท้จริง มันมีเป็นชั่วครั้งชั่วคราว ในประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ของผมคิดว่ามีเมื่อรัฐบาลเผลอ เผลอบ้างวันสองวัน บางค่ำบางคืน ปีสองปี”

“การบิดเบือนข่าวสาร เห็นแต่ละช่องเสียงเหมือนกัน ภาพเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าการบังคับให้เชื่อเหมือนๆกัน แต่เป็นการบังคับไม่ให้เชื่อเหมือนๆกัน”

สมเกียรติ อ่อนวิมล, บริษัท แปซิฟิกอินเตอร์คอมมิวนิเคชัน จำกัด.

“การปิดกั้นข่าวสารคืออาชญากรรมขั้นแรกที่ได้ปรากฎครั้งนี้ ก่อนที่ได้ใช้กระสุนด้วยซ้ำไป”

“แม้กระทั่งที่เป็นคำสั่งภาวะฉุกเฉิน ไม่ทราบว่าใครฉุกเฉิน ประชาชนอยู่สบายดี ไปรวมตัวกันเรียกร้องแสดงความคิดเห็น และเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ไม่มีอะไรฉุกเฉินเลย”

“ถ้าเรายอมเชื่อและยอมรับทั้งหมด เราก็ยังคงเป็นแบบสังคมไทยๆ ต่อไป คือ เราจะให้อภัยซึ่งกันและกันต่อไป”

“เป็นธรรมชาติของคนไทยและเราก็จะลืมไป แล้วก็จะให้อภัย แล้ววันดีคืนดีก็มาคุยอย่างนี้อีก และก็มีข้อเสนออย่างนนี้อีก”

“เพราะผมสงสารประเทศขอเราเองที่เขาคิดว่าประชาชนจะฟังและยอมรับเขาได้ เขาลืมไปแล้วว่าประชาชนไม่ได้โง่อย่างที่คิด ประชาชนอาจจะให้อภัยเขาอีก เขาคิดอย่างนั้นครับ และนั่นคือ สิ่งที่เราผิดพลาด”

“ผมอยากจะบอกว่าระหว่างธรรมะ กับ อธรรม เราเป็นกลางไม่ได้ครับ ระหว่างภาพที่เราเห็น ภาพทีวีที่ทหารยิงประชาชน กับ ภาพที่ทหารมาเอายาดมให้ประชาชนที่เป็นลม ถ้าเราบอกว่าจะให้ความสำคัญกับสองรูปนี้เท่ากันแล้วเป็นกลาง บ้านน้ีเมืองนี้ล่มจมครับ”

“จริงๆแล้วคนไทยเป็นคนที่อดกลั้นมากๆนะครับ ก่อนหน้าที่เกิดเรื่องราว ทุกคืนเรานั่งอยู่่ที่บ้านทานข้าว ทุ่มครึ่งเปิดทีวีดูหมดทุกช่อง ใช้รีโมทคอนโทรล ลูกที่นั่งอยู่เรียนมัธยมยังถามว่า พ่อทำไมทุกช่องมันเหมือนกันหมด หน้าคนนี้ออกทุกช่องเหมือนกันหมด คนที่สองก็ทุกช่องหน้าเหมือนกันหมด และคนไทยอดทนมาตลอด คนไทยไม่เคยโกรธ ไม่เคยบอกว่ากูรับไม่ได้ ถ้าเป็นคนอื่นเป็นต่างประเทศที่เขาต้องจ่ายภาษีและจ่ายค่าทีวี เขาเอาก้อนหินขว้างแล้ว ทั้งหมดนี้เราให้อภัยกัน”

“ถ้าผมพูดจริงๆตามความรู้สึกหมด จะไม่มีเพื่อนเหลือเลย แต่ถ้าไม่มีเพื่อนเหลือเลยและแลกกับความสำนึกขอคนไทยทั้งหมด”

สุทธิชัย หยุ่น, นักหนังสือพิมพ์จากเดอะเนชั่น.

“ข่าวที่ยัดเยียดมากนั้น คนไม่รับและผลักออก รายการเพื่อแผ่นดินไทยเป็นรายการวิทยุที่คนไทยฟังน้อยที่สุด ทั้งๆที่ถ่ายทอดมากที่สุด  พอหกโมงเคารพธงชาติ ทุกคนเอาเทปยัดใส่วิทยุหมด”

“คือกลัวหมด เอะอะอะไรก็กลัวไว้ก่อน เตะออกไว้ก่อน เหมือนลูกบอลจะเข้าประตูเตะออกไว้ก่อนปลอดภัย”

“เขาให้คนที่สนิทชิดเชื้อ ยกหูไปหาสปอนเซอร์ เจ้าของโฆษณาบอกว่าคุณสนับสนุนหนังสือพิมพ์ที่โจมตีนายผมเหรอ เข้าฟังแล้วเขาหนาวครับ ขอถอนไปตั้งเยอะ เขาถอนไป”

สุภาพ คลี่ขจาย, นักหนังสือพิมพ์จากแนวหน้า.

“รู้สึกว่ายุคนี้แหละเป็นยุคที่ตกต่ำที่สุดของข่าวโทรทัศน์ คือ ถูกให้บิดเบือนข้อเท็จจริงต่างๆ”

“เมื่อเป็นฝ่ายค้านพร้อมที่จะให้อิสระเสรีภาพ หรือต่อว่าโทรทัศน์นักหนาว่าไม่เสนอข่าว แต่พอเป็นฝ่ายรัฐบาลเอง กลับควบคุมโทรทัศน์อย่างหนักแน่นเลย”

พนม บุญสาลี, บรรณาธิการข่าวไทยสกายทีวี.

“เฮียสุออกมาพูด อย่าให้คนออกนอกบ้าน ปรากฎว่ากลับเป็นการเรียกร้องให้คนออก การมาพูดกล่าวร้ายก็ดี ไม่ว่าพูดถึงสภาเปรโซเดียม หรือเป๊บโวเดนท์ก็ตาม ก็ปรากฎว่าไม่มีใครเชื่อเพราะว่าคนได้สิ้นความเชื่อถือในสื่อประเภททีวี”

“การสั่งปิดหนังสือพิมพ์นั้นจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่จะต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมให้ศาลสั่ง”

“ตัวเลขจากการที่ผู้ร่วมชุมนุมนั้นเนี่ย ในด้านรายได้นี่จากรายได้ ๒ หมื่นถึง ๕ หมื่นบาทมีถึง ๑๕.๕ เปอร์เซ็นต์ รายได้ ๕ หมื่นบาทขึ้นไปมีถึง ๖.๒ เปอร์เซ็นต์ ผู้มาร่วมชุมนุมเป็นภาคเอกชนถึง ๔๕.๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นเจ้าของกิจการถึง ๑๓.๗ เปอร์เซ็นต์ และมาจากภาคราชการถึง ๑๔.๘ เปอร์เซ็นต์ และที่น่าแปลกใจคือ นักเรียน นักศึกษามีเพียงแค่ ๘.๔ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าแกนนำในการเคลื่อนไหวยุคนี้ไม่เหมือนกับยุค ๑๔ ตุลาอีกต่อไปแล้ว”

สุวัฒน์ ทองวัฒนากุล, นักหนังสือพิมพ์จาก ผู้จัดการ.

“มีบุรุษผู้หนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้เป็นรัฐมนตรี และเคยเป็นนักวิชาการมหาวิทยาลัยนิด้ามาก่อน ได้โทรศัพท์พูดกับผมว่า มองต่างมุมน่ะปิดแน่นอน ได้พูดกับผมว่ารายการอย่างนี้มันอยู่ไม่ได้ รายการอย่างนี้เป็นรายการที่คอยว่าทหาร คอยว่ารัฐบาล มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นความเพ้อฝันของคนบางคน ที่บอกว่าสื่อมวลชนนั้นเป็นสื่อของรัฐ หมายความว่าของประชาชน มันฝันทั้งเพ ผมอยากจะให้คุณถวัลย์ศักดิ์ได้ฟังไว้ตรงนี้นะครับ เขาบอกว่าเป็นความฝันทั้งเพ ทั้งหมดนี้เขาบอกว่าจริงๆแล้วสื่อจะต้องเป็นของรัฐหมายถึงรัฐบาล บุคคลผู้เป็นผู้บริหารรัฐบาลจะต้องใช้ ถ้าหากว่าเราไม่สามารถให้มีดคนอื่นมาฟาดฟันตัวเราเองได้”

“ถ้าหากว่าเราไปดูสัมปทานช่อง ๗ ดูสิครับ จ่ายเงินเพียงน้อยนิดให้กับกองทัพบกแล้วที่เหลือจ่ายกันบนโต๊ะใต้โต๊ะอย่างไร ช่อง ๓ ก็เช่นเดียวกัน มีการจ่ายสัมปทานกัน”

“ทั้งนี้เพราะสื่อดังกล่าวมิอาจสะท้อนข่าวสารความเป็นจริง แต่ถูกกล่าวหากันแพร่หลายว่า เป็นสถาบันแห่งการแสวงหาความจริงที่ชอบแถลงข่าวเท็จ”

“เพราะว่าการครอบงำสื่อมวลชน อารยชนถือว่าเป็นการครอบงำบุคคล ครอบงำมนุษย์ อย่างไม่เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นคน และสุดท้ายก็เป็นการปิดกั้นการพัฒนามนุษย์ พัฒนาสังคม พัฒนาประเทศชาติ”

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง

”สังคมหนวดเต่า เขากระต่าย สังคมไทยมีแต่การ สร้างเรื่องเท็จมาใส่กัน”

โดย

นิติภูมิ  นวรัตน์

ความมีดังนี้

๑. เต่าไม่มีหนวด

๒. กระต่ายไม่มีเขา

๓. หนวดเต่าเขากระต่าย จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง

๔. รัฏฐาภิปาลโนบาย คือ วิธีการปกครองบ้านเมือง

๕. วิเทโศบาย คือ วิธีดำเนินการที่รัฐบาลใช้ปฏิบัติต่อต่างประเทศ

๖. หากผู้นำฝ่ายบริหารซึ่งเป็นผู้ใช้รัฏฐาภิปาลโนบายด้อยความสามารถ แถมมีการกระทำที่ข่มเหงคะเนงร้ายประชาชน ชาติบ้านเมืองก็ยากที่จะเดินหน้าไปได้อย่างสุขสงบ

๗. หากเสนาบดีผู้ต้องมีความชำนาญในวิเทโศบาย มีกาลธารณาหรือความผิดเพี้ยน ชอบสร้างเรื่องจากการณาภาพ หมายถึงสร้างจากความไม่มีเหตุ เป็นพวกปรทัตตูปชีวี ที่หมายถึงเปรตที่อยู่ด้วยส่วนบุญที่ผู้อื่นแบ่งปันให้ เป็นสมาชิกของพวกกุหกชีวี หมายถึงเป็นคนที่หากิน และขอตำแหน่งโดยหลอกลวงตลบตะแลงตอแหลมาตลอดชีวิตราชการ แถมยังเป็นคนปากเปราะเราะร้าย พูดมากปากหยาบเป็นขี้ทูดกุฏฐัง เสนาบดีประเภทนี้ย่อมนำสัมประหารเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้านมาให้เรามิรู้จักจบสิ้น

๘. ชาติรัฐที่มีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศที่มีโทษสมบัติอย่างข้อ ๖ และ ๗ ประชาชนคนในประเทศนั้นจักมีแต่ความหนาวใจ

๙. จิรกาล เวลานานมาแล้ว ประวัติศาสตร์ชาติไทยเริ่มโดยพระปฐมบรมกษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ผู้ทรงครองราชย์สมบัติตั้งแต่ พ.ศ. ๑๗๖๒

๑๐. อาณาจักรแห่งแรกของไทยดำรงคงพระมหากษัตริย์มาจนถึงรัชกาลที่ ๙ ราชวงศ์ก็ถึงกาลล่มสลายหายไป สุโขทัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา โดยดำรงสถานะราชอาณาจักรระหว่าง พ.ศ.๑๗๖๒ จนถึง พ.ศ. ๑๙๘๑ รวมเวลา ๒๑๙ ปี

๑๑. เมืองแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของกรุงสุโขทัยที่มีชื่อว่าอู่ทอง ค่อยๆ ทยอยเติบโตจนเป็นอาณาจักร กาลต่อมา อาณาจักรอู่ทองก็พัฒนามาเป็นอาณาจักรอยุธยา

๑๒. ราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ราชวงศ์สุโขทัย ราชวงศ์ปราสาททอง ราชวงศ์บ้านพลูหลวง ทั้งหมดนี้เป็นราชวงศ์แห่งพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ๓๔ พระองค์ ๓๕ รัชกาล กรุงศรีอยุธยาถือกำเนิดเกิดมาเป็นราชธานีของไทยอยู่นานถึง ๔๑๗ ปี กระทั่งวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ เวลา ๒๐.๐๐ น. ซึ่งเป็นวันเวลานาทีที่พม่าเข้ามาในเมืองได้ ความเป็นอาณาจักรของกรุงศรีอยุธยาก็มลายหายสิ้นไป

๑๓. กรุงธนบุรีได้รับการสถาปนาเป็นราชธานีโดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ พระองค์ทรงกู้เอกราชกลับคืนมาได้ในเวลา ๗ เดือน กรุงธนบุรีที่สถาปนาโดยพระเจ้าตากสินเป็นราชธานีของไทยอยู่นาน ๑๕ ปี

๑๔. สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกไปปราบปรามเขมร ขณะเดียวกันก็ทรงทราบข่าวการก่อจลาจลในกรุงธนบุรี จึงทรงเดินทัพมาตรวจดูเหตุการณ์บ้านเมือง พระองค์ทรงเห็นว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีพระสติฟั่นเฟือน ลงพระราชอาญาแก่พระสงฆ์และฆราวาส ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกจึงรับสั่งให้นำตัวสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไปสำเร็จโทษ จากนั้น บรรดาขุนนาง ข้าราชการ เสนาอำมาตย์ผู้ใหญ่ได้อัญทูลเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีในวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ พระองค์ทรงย้ายราชธานีจากเดิมกรุงธนบุรีมาอยู่ที่กรุงเทพฯ

๑๕. ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ กรุงเทพฯ จะเป็นราชธานีของไทยได้นานถึง ๒๒๘ ปี

๑๖. ประเทศในโลกนี้ มีสถานะทางการปกครองมากมายหลายประเภท ทั้ง รัฐ รัฐเอกราช รัฐสุลต่าน เครือรัฐ นครรัฐ สาธารณรัฐ สาธารณรัฐประชาชน สาธารณรัฐสังคมนิยม สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตย สาธารณรัฐสังคมนิยมอาหรับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน สาธารณรัฐอิสลาม สาธารณรัฐอาหรับ สาธารณรัฐสหกรณ์ สหสาธารณรัฐ สหภาพ สหรัฐ สมาพันธรัฐ สหพันธรัฐ สหพันธ์สาธารณรัฐ สหราชอาณาจักร ราชรัฐ ราชอาณาจักร และราชอาณาจักรฮัชไมต์

๑๗. กลุ่มประเทศที่เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ มีความขลัง มีวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์อันยาวนาน มักจะเป็นกลุ่มที่ขึ้นต้นชื่อประเทศด้วย ราชอาณาจักร ซึ่งหมายถึงเป็นประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข มีราชวงศ์ปกครองที่ได้รับการยอมรับนับถือกันมายาวนาน อาทิ ราชวงศ์แซกเซ-โคเบิร์ก-โกธา (เบลเยี่ยม), ราชวงศ์เดนมาร์ก, ราชวงศ์นัสเซา-วีลเบิร์ก (ลักเซมเบิร์ก), ราชวงศ์ออเรนจ์-นัสเซา(เนเธอร์แลนด์), ราชวงศ์โอลเดนเบิร์ก (นอร์เวย์), ราชวงศ์กรีมัลดี (โมนาโก), ราชวงศ์บูร์บอง (สเปน), ราชวงศ์แบร์นาด็อตต์ (สวีเดน), ราชวงศ์วินด์เซอร์ (อังกฤษ), ราชวงศ์แห่งบาห์เรน, ราชวงศ์ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน, ราชวงศ์อัลซาบาห์ (คูเวต), ราชวงศ์อัลซาอิด (โอมาน), ราชวงศ์อัลทานี (กาตาร์), ราชวงศ์อัลซาอุด (ซาอุดีอาระเบีย), ราชวงศ์อัลนาห์ยัน (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์), ราชวงศ์อาลาวิท (โมร็อกโก), ราชวงศ์วังชุก (ภูฏาน), ราชวงศ์แห่งบรูไน, ราชวงศ์แห่งกัมพูชา, ราชวงศ์เบญจมาศ (ญี่ปุ่น) ฯลฯ

๑๘. พ.ศ. ๒๕๕๓ ราชอาณาจักรไทยได้ดำรงคงความมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขมายาวนานถึง ๗๙๑ ปี นับว่าเป็นประเทศโชคดีที่ยังสามารถดำรงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ได้อย่างมั่นคง อีกไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ เราก็จะเป็นชนชาติที่ดำรงคงเผ่าพันธุ์อันยาวนานถึง ๘ ศตวรรษ ยากที่จะมีประเทศชาติใดทำได้เสมอเหมือน

๑๙. ความโชคดีและความโชคร้ายมักจะมาด้วยกันเสมอ เสมือนหนึ่งร่างกายมนุษย์ส่วนใหญ่ที่ธรรมชาติสร้างมาให้มีทั้งแขนซ้ายขวา โชคดีที่ไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ติดต่อกันมั่นคงยาวนานเกือบจะถึง ๘๐๐ ปี แต่ประเทศไทยโชคร้ายที่มีการเมืองไม่มั่นคง มีการปฏิวัติรัฐประหาร ยกเลิก และร่างธรรมนูญขึ้นมาใช้ใหม่อยู่เนืองๆ

๒๐. ไทยมีผู้นำฝ่ายบริหารส่วนหนึ่งไม่มีความสามารถ

๒๑. ส่วนนายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถ ซึ่งแม้แต่นานาอารยประเทศก็ยอมรับ กลับถูกสกัดในออกนอกประเทศด้วย “ข้อหาส่วนหนึ่ง” ที่เป็นหนวดเต่าเขากระต่าย ซึ่งพวกเจ้าถ้อยหมอความบางกลุ่มสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นความชอบธรรมในการทำลายคนฉลาดปราดเปรื่อง และเพื่อปูทางสว่างโล่งให้คนของตนได้ขึ้นมาปกครองประเทศเท่านั้น

๒๒. หากสังคมไทยกลับมาสู่การสมานฉันท์ พ.ศ. ๒๕๕๓ จะเป็นศักราชที่คณะเราชาวท่านทั้งหลายจะมีแต่ความสุข สุขที่มีพระยุติธรรมธรเปรียบเสมือนบิดรของพวกเราทุกคน เราประชาชนคนไทยควรกลับมาตระหนักว่า เราทั้งหลายมีพ่อแม่พระองค์เดียวกัน

๒๓. ตลอด พ.ศ. ๒๕๕๓ อย่าให้ใครมาหลอกเราเรื่องหนวดเต่าเขากระต่ายอีก

๒๔. พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นปีที่เราควรนำคนเก่งของจริงทั้งหลายกลับมาทำงานรับใช้ประเทศชาติประชาชน และนำกลับมารับใช้เบื้องพระยุคลบาทเพื่อทำให้ไทยเป็นชาติแข็งแกร่งในสกลจักรวาลไปอีกนานนับพันปี การกระทำของเราในศักราชใหม่นี้จะนำนิรันตสุข สุขไม่มีที่สิ้นสุด สุขเสมอ สุขตลอดกาล กลับมาให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

อ้างอิง

http://www.nitipoom.com/th/article1.asp?idOpenSky=3417&ipagenum=

Read Full Post »

triamboy

พลวัตประชาธิปไตยแบบตัวแทนของบริบทที่ตั้งประเทศไทย

สิงหาคม 1, 2009

ก่อนเนื้อความ

บทความนี้ถูกตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อนำเสนอโครงสร้างการเคลื่อนตัวของกิจกรรมทางการเมืองภายใต้บริบทที่ตั้งประเทศไทยโดยคน  ตามแต่ทุนสะสมที่มีอยู่ภายในตัวของผู้เขียน. มากกว่านั้นผู้เขียนหวังว่าการนำเสนอครั้งนี้  (ก)  สร้างองค์ความรู้ใหม่ให้แก่สังคม  (ข)  ให้เกิดการเพิ่มเติม  แก้ไข  ปรับปรุงองค์ความรู้นี้  โดยผู้ที่สนใจ  ทั้งเพื่อประโยชน์ในวัตถุประสงค์ต่างๆ  ตามแต่สมควรเห็น  หรือกระทั้งไม่มี  ไม่แน่ใจว่ามีผลประโยชน์จากการแก้ไข  ปรับปรุงหรือไม่  (ค)  พัฒนากระบวนการสร้างองค์ความรู้ของผู้เขียนเอง.

ที่มา

ที่ตั้ง, ที่ถูกเรียกว่าประเทศไทย และประกอบไปด้วยหลายชนชาติ,  ได้ถูกเปลี่ยนผ่านกติกาการทำกิจกรรมของคนจากที่เข้าใจว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นที่เข้าใจว่าประชาธิปไตย,  ผ่านการมีส่วนกำหนดโดยบทบาทของบุคคลในยุคนั้นนั้น. จากจุดเปลี่ยนผ่านกว่า 77 ปีแล้ว,  กล่าวได้ว่าภายใต้รูปแบบกติกาใหม่ได้เปิดโอกาสมากขึ้นในการแสดงพฤติกรรมที่หลากหลายและแปลกใหม่จากรูปแบบเดิม. นอกเหนือจากนั้น, การกระทำกิจกรรมเหล่านี้ได้ถูกสั่งสม และหล่อหลอมเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้, จนมากพอที่จะสามารถอธิบายถึงความเป็นจริงที่ปรากฎชัดต่างๆ อย่างน้อยที่สุด คือ  ทิศทาง และวงจรล้มลุกคลุกคลานของมนุษย์ที่เกิดขึ้นได้.

กรอบความคิด

เงื่อนไขเบื้องต้น

  • คนทุกคนมีความละโมภกอบโกยแตกต่างกันไป อย่างน้อยที่สุด ยังมีความต้องการในสินค้าจำเป็นอยู่.
  • ทุน ในบทความนี้ หมายถึง ทุน และโอกาสในการสร้างทุน. ได้แก่ (ก) ทุนทางเศรษฐกิจ อาทิ สินทรัพย์ทางการเงิน (เงินสด, หุ้น, พันธบัตร, บัตรเครดิต, วงเงินเบิกเกินบัญชี, ตราสารหนี้, เป็นต้น), สินทรัพย์ปัจจัยการผลิต (เงินทุน, ที่ดิน, แรงงาน, ความรู้, การจัดการ, เครื่องจักร, ลิขสิทธิ์, เทคโนโลยี, นวัตกรรม, สัมปทาน, เป็นต้น), สินทรัพย์ที่มีมูลค่า (นาฬิกา, เพชร, ทองคำ, ยานพาหนะ, เป็นต้น) (ข) ทุนทางสังคม อาทิ ทุนเครือข่ายดั้งเดิม (ญาติพี่น้อง, เพื่อน, กลุ่มอาชีพ, สหกรณ์, เป็นต้น), ทุนจากอำนาจทางสังคมตามกฎหมาย (ทุนจากอำนาจบริหารในบทบาทข้าราชการ และพนักงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, ทุนจากอำนาจยุติธรรมในบทบาทผู้ตัดสินความผิดต่างต่าง, ทุนจากอำนาจยุติธรรมในบทบาทผู้บังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติเพื่อความสงบเรียบร้อยภายใน, ทุนจากอำนาจความมั่นคงในบทบาทผู้รักษาอธิปไตยของประเทศ, เป็นต้น) (ค) ทุนทางการเมือง อาทิ ทุนจากอำนาจผู้เป็นตัวแทนของแต่ละระดับสังคม, ทุนจากการสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง, ทุนจากคำมั่นของปัจเจกบุคคลร่วมกันในการสนับสนุน, เป็นต้น.
  • มีตัวแทนบริหารตัดสินใจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะตามแต่ละระดับสังคมตามบทบาทหน้าที่ และอำนาจอำนวย.
  • ตัวแทนบริหารมาจากการเลือกตั้ง ทั้งทางตรง และทางอ้อม.
  • อำนาจต่อรอง หมายถึง ทุนทั้งหมดของหน่วยตัดสินใจ (ทั้งปัจเจกบุคคล และกลุ่มปัจเจกบุคคล)

สมมติฐาน

  • อำนาจการต่อรอง (bargaining power) มีบทบาทหลักในการกำหนดพลวัตของคนบนที่ตั้งประเทศไทย, โดยมีการสะสมของทุนเป็นตัวกำหนดที่สำคัญที่สุดของอำนาจต่อรอง. มากกว่านั้น, ปัจจัยภายนอก หรือบริบทสำคัญหลายประการ เป็นตัวสนับสนุนพลวัตนี้ อาทิ การเลือกตั้ง, ภูมิหลังของบูรณาญาสิทธิราชย์, แนวคิดหลักที่เป็นพื้นฐานของสังคม, เป็นต้น.
  • คน บนที่ตั้งของประเทศไทยสามารถถูกแบ่งได้เป็น 4 ส่วน โดยอำนาจต่อรองเป็นตัวกำหนดที่มีบทบาทมากที่สุด. ปัจจัยภายนอก หรือบริบทต่างต่าง ได้แก่ บริบททางเศรษฐกิจ, ทางสังคม, และทางการเมือง, เป็นปัจจัยสนับสนุนคนแต่ละประเภทแตกต่างกัน, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกตั้ง, ภูมิประเทศที่ตั้ง, และการเปิดประเทศ (การค้า, การลงทุน, แรงงาน, ความรู้), ปัจจัยเหล่านี้มีบทบาทสนับสนุนที่สำคัญลำดับแรก. ในรายละเอียด, คนบนที่ตั้งในประเทศไทย ได้แก่
  1. ชนชั้นอำนาจต่อรองตำ่ (low bargaining power people)
  2. ชนชั้นระหว่างอำนาจต่อรองสุดโต่ง (medium bargaining power people)
  3. ชนชั้นอำนาจต่อรองสูง (high bargaining power people)
  4. ชนชั้นอำนาจต่อรองไม่สิ้นสุด (infinite bargaining power people)

คุณลักษณะเบื้องต้น

ชนชั้นอำนาจต่อรองตำ่ (low bargaining power people)

  • อำนาจต่อรองถูกกำหนดด้วยทุนทางสังคม และทุนทางเศรษฐกิจตามลำดับ. ทุนทางการเมืองเกือบจะไม่มีบทบาทกำหนดอำนาจต่อรองของตนเอง, แต่เป็นหนึ่งในทุนทางการเมืองเพื่อสนับสนุนชนชั้นอำนาจต่อรองสููงกว่า
  • ส่วนใหญ่อาศัยกระจายอยู่ในพื้นที่ชนบท, ที่รายล้อมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ. บางส่วนอาศัยกระจุกอย่างหลวมหลวมในพื้นที่ศูนย์กลางของหมู่บ้าน หรือชุมชน. ในการประกอบอาชีพ, ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกี่ยวเนื่องการเกษตร หรือทรัพยากร อาทิ ประมง, ป่าไม้, ค้าขายเล็กน้อยตามแหล่งท่องเที่ยว, เป็นต้น.
  • ส่วนน้อยอาศัยกระจายตัวในเมืองหลวง และหัวเมืองใหญ่. ในการประกอบอาชีพ, บุคคลเหล่านี้ประกอบอาชีพที่ได้รับผลตอบแทนต่ำ, ที่ไม่ต้องการทักษะ (อุปทาน) และไม่เป็นที่พึงประสงค์ของคนส่วนใหญ่ (อุปสงค์).
  • ผลตอบแทนมีลักษณะไม่คงที่สมำ่เสมอ ขึ้นกับปัจจัยภายนอกเป็นหลัก, หรืออีกในนัยหนึ่งกล่าวได้ว่ารายได้มีลักษณะเป็นก้อนโตทีเดียวในช่วงเวลายาวพอสมควร.

ชนชั้นระหว่างอำนาจต่อรองสุดโต่ง (medium bargaining power people)

  • อำนาจต่อรองถูกกำหนดด้วยทุนทางเศรษฐิจ และสังคมอย่างพอกัน.
  • ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในตัวเมืองของแต่ละจังหวัด, หัวเมืองใหญ่, และเมืองหลวง, ที่รายล้อมโดยสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวเนื่องกับการค้า, การลงทุน, และอุตสาหกรรม. ในการประกอบอาชีพ, ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกี่ยวเนื่องกับการค้า, การลงทุน, และอุตสาหกรรม ซึ่งมีสถานะทางเศรษฐกิจคือ ถูกจ้างงาน หรือลูกจ้าง.
  • ส่วนน้อยอาศัยกระจายตัวในพื้นที่ศูนย์กลางของหมู่บ้าน หรือชุมชน. ในการประกอบอาชีพ, บุคคลเหล่านี้ประกอบอาชีพที่ได้รับผลตอบแทนในระดับกลาง หรือในระดับสูงกว่าชนชั้นอำนาจต่อรองต่ำ, มีการใช้ทักษะเฉพาะทางในระดับเบื้องต้น  (อุปทาน)  และเป็นที่พึงประสงค์ของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่นั้น (อุปสงค์) อาทิเช่น สมาชิกการปกครองท้องถิ่น, ผู้นำแต่ละสาขาอาชีพ, พนักงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, เป็นต้น.
  • ผลตอบแทนมีลักษณะค่อนข้างคงที่สมำ่เสมอ ขึ้นกับปัจจัยภายนอกน้อยลง, หรือกล่าวได้ว่ารายได้มีลักษณะเป็นก้อนเล็กที่ไหลเข้ามาต่อเนื่องค่อนข้างเท่ากันในช่วงเวลายาวในอีกนัยหนึ่ง.

ชนชั้นอำนาจต่อรองสูง (high bargaining power people)

(n.a. ยังไม่พร้อมนำเสนอ)

ชนชั้นอำนาจต่อรองไม่สิ้นสุด (infinite bargaining power people)

(n.a. ยังไม่พร้อมนำเสนอ)

เนื้อความ

human dynamic

ภาพที่ 1 พลวัตของคนบนที่ตั้งประเทศไทย

ในรายละเอียด, ผู้เขียนขอแบ่งการพิจารณาเป็น 3 ส่วน ดังนี้

  • พลวัตของ และระหว่างชนถาวรบนที่ตั้งประเทศไทย (แนวเส้นสีเขียว).
  • พลวัตระหว่างชนชั่วคราวกับชนถาวรบนที่ตั้งประเทศไทย (แนวเส้นสีดำ).
  • พลวัตของทุน (แนวเส้นสีส้ม).

พลวัตของ และระหว่างชนถาวรบนที่ตั้งประเทศไทย

  • ความสัมพันธ์  ก (n.a. ยังไม่พร้อมนำเสนอ)

level

ภาพที่ 2 ระดับพลวัตของคนบนที่ตั้งประเทศไทย

3 เดือนให้หลัง = ธันวาคม 1, 2009.

ในตอนท้าย, จากการพิจารณาของหลายคนคงเห็นได้ว่า  เนื้อหาของบทความยังไม่เรียบร้อยพร้อมต่อการนำเสนอต่อทุกคน. ด้วยที่ข้าพเจ้าไม่มีความพร้อมทางเวลาในช่วงขณะนี้, กอปรกับการกระตุ้นการนำเสนอ  และคำแนะนำของเพื่อนเพื่อน, ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจส่งบทความนี้ออกเผยแพร่ก่อนในตอนนี้ และลักษณะอย่างที่เป็นอยู่. ด้วยคาดหวังว่าหลายหลายท่านคงช่วยขัดเกลา – อภิปราย, แนะนำ, ให้กำลังใจ, เป็นต้น- แต่ละส่วนไปพร้อมพร้อมกัน, ข้าพเจ้าจึงคิดว่าจะค่อยนำเสนอออกมาทีละส่วนตามกรรมตามวาระ.

ขอบใจ ณ พื้นที่นี้.

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”สถานการณ์ในภาคใต้ – ข้อเสนอ (2)”

โดย

นิธิ เอียวศรีวงศ์

ความมีดังนี้

จากการอ่านงานวิจัยสามชิ้น ผมได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภาคใต้ไว้ในฉบับที่แล้วนี้ 3 ประการ ในฉบับนี้จะพูดถึงข้อเสนอที่เหลือต่อไป

4/ แม้เราไม่อาจจัดขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวจิฮาดสากล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีอิทธิพลจากภายนอกในขบวนการเสียเลย ถึงอย่างไรเราอยู่ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีอะไรเกิดขึ้นในท้องถิ่นโดยไม่มีอะไรเชื่อมโยงไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกกว้างเอาเลย

เนื่องจากข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับเรื่องนี้มีน้อย ในที่นี้ผมจึงขอใช้การวิเคราะห์เจไอในอินโดนีเซีย ซึ่งสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์แห่งออสเตรเลียทำขึ้นเป็นแนวเทียบ

จุดเริ่มต้นสำคัญของความเกี่ยวพันกับขบวนการจิฮาดสากลของเจไอคือ การส่งนักรบเข้าร่วมรบต่อต้านโซเวียตในอัฟกานิสถาน แม้ไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดเจไอ แต่กลุ่มคนเหล่านี้ได้นำเอาทักษะของการรบ และสายสัมพันธ์กับขบวนการจิฮาดสากลกลับเข้ามา นอกจากนี้ในเวลาต่อมายังตั้งค่ายฝึกอบรมขึ้นในมินดาเนา ในกรณีของภาคใต้ไทย ยังไม่มีข้อมูลว่ามีมูจาฮีดีนที่เคยรบในอัฟกานิสถานเข้าร่วมปฏิบัติการ และไม่มีข้อมูลว่าผู้ปฏิบัติการกลุ่มใดที่เคยได้รับการฝึกในอินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์บ้าง หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงไทยเคยอ้างว่ามีแต่ไม่มีหลักฐานยืนยันข้ออ้างของตนสักครั้ง

อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีบ้าง ก็ไม่ทำให้ขบวนการกลายเป็นจิฮาดสากล เช่นเดียวกับเจไอในอินโดนีเซียก็ไม่ใช่ขบวนการจิฮาดสากลอยู่นั่นเอง (นอกจากในโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐ)

กรณี 9/11 เป็นแรงบันดาลใจให้แก่กลุ่มเจไอในอันที่จะใช้การก่อการร้าย เป็นเครื่องมือดำเนินการที่สำคัญ และที่จริงแล้วเป็นแรงบันดาลใจแก่กลุ่มอิสลามระดับรากเหง้าหลายองค์กรทั่วโลก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าขบวนการในภาคใต้ของไทยได้เตรียมการมานานก่อนจะเกิดการปล้นปืนใน พ.ศ.2547 ฉะนั้นถ้ากรณี 9/11 จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบบ้าง ก็คงเป็นเพียงแรงบันดาลใจให้มองเห็นทางสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น ส่วนความคิดในการลุกขึ้นสู้กับรัฐไทยคงมีมาก่อนแล้ว

ปฏิบัติการบางอย่างที่ดูคล้ายกับที่ใช้กันในอิรัก เมื่อดูเข้าไปในรายละเอียดจะเห็นว่าแตกต่างกัน เช่น การตัดหัวเหยื่อ ผู้ปฏิบัติการในภาคใต้ให้สัมภาษณ์กับนักวิจัยว่า ไม่ได้มีคำสั่งจากหน่วยเหนือให้ปฏิบัติ แต่ผู้ปฏิบัติการในพื้นที่ลงมือทำการเอง เพราะเห็นว่าสร้างความสะพรึงกลัวได้ดี นอกจากนี้ นักวิจัยบางคนยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ในอิรัก กลุ่มผู้ก่อการร้ายจะตัดหัวเหยื่อขณะยังมีชีวิตอยู่ ในขณะที่ในประเทศไทย เหยื่อถูกฆ่าแล้วจึงได้บั่นคอ

จากหลักฐานเท่าที่เปิดเผยในสื่อจนถึงทุกวันนี้ อาวุธยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในการปฏิบัติการ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ในประเทศไทย แม้อาจเป็นของเถื่อนก็ตาม

ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนส่อว่า หากขบวนการก่อความไม่สงบจะได้รับความช่วยเหลืออย่างใดจากนอกประเทศ ก็ยังเป็นความช่วยเหลือที่ไม่ใช่กำลังหลักของการต่อสู้ และเมื่อคำนึงถึงพลังของขบวนการจิฮาดสากลในทุกวันนี้ซึ่งอ่อนแอลงอย่างมาก ก็ดูจะไม่มีทางที่ความช่วยเหลือจากนอกประเทศจะเป็นกำลังหลักในอนาคตอันใกล้

5/ insurgency ซึ่งบางท่านแปลว่าการลุกขึ้นสู้ แต่ผมขอแปลว่ากบฏ กับการก่อการร้าย (terrorism) นั้นต่างกัน แม้จะมีอะไรที่เหลื่อมกันอยู่มาก กบฏอาจใช้หรือไม่ใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือก็ได้ (เช่นปฏิบัติการของ พคท.ไม่ได้ใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือ) ในขณะที่การก่อการร้ายอาจทำไปโดยไม่เกี่ยวกับการกบฏเลยก็ได้ ในกรณีของขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้ เป้าหมายคือการกบฏอย่างแน่นอน เพราะต้องการเปลี่ยนนโยบายของรัฐหรือต้องการสร้างรัฐใหม่ขึ้น แต่จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่ได้ดำเนินการก่อกบฏในมิติอื่นใดมากไปกว่าการก่อการร้าย…ยังไม่มีเขตปลดปล่อยอย่างแท้จริง, แม้ว่าโดยโครงสร้างการบริหารอาจมี “ระบบราชการ” ลำลองขึ้นทำงาน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับต่างประเทศและการหาเงินสนับสนุน แต่ก็ยังไม่มีกฎหมายออกมาใช้บังคับได้สักฉบับเดียว (ที่มีอยู่เป็น “คำสั่งสนาม” ในการรบเท่านั้น), ไม่พร้อมจะเปิดองค์กรที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งอาจไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็ได้, ยังไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลใดในโลก, ไม่สามารถให้บริการประชาชนได้สักเรื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสาธารณสุข, การศึกษา หรือสื่อ…ห้าปีผ่านไป จากเหตุการณ์ปล้นปืนที่นราธิวาส แต่ขบวนการยังไม่ก้าวหน้าไปได้มากไปกว่าการใช้เครื่องมืออันเดียวที่มีอยู่ คือการก่อการร้าย

การก่อการร้ายนั้นให้ผลเป็นความสะพรึงกลัวที่กระจายออกไปกว้างขวาง และท้าทายอำนาจรัฐได้อย่างจะแจ้งก็จริง แต่การก่อการร้ายเพียงอย่างเดียวเช่นนี้มีจุดอ่อนในตัวเองหลายอย่าง เช่น การก่อการร้ายย่อมไม่สามารถแยกมิตรและศัตรูได้ชัด ยิ่งทำมากขึ้นก็ยิ่งผลักให้ผู้คนถอยห่างออกไป หรือถึงกับเป็นศัตรูกับขบวนการมากขึ้น เช่น แม้จะอ้างว่ามุสลิมที่ถูกฆ่าเป็นมูนาฟิค (“คนหน้าไหว้หลังหลอก” หรือผู้ทรยศต่ออิสลาม) แต่ในการระเบิดในที่ชุมชน จะเลือกเหยื่อระหว่างมุสลิมที่ดีกับมูนาฟิคได้อย่างไร จนถึงทุกวันนี้ จำนวนของมุสลิมที่ตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้าย (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่) มีจำนวนสูงกว่าชาวพุทธ โดยประมาณคือ 6 : 5 ในขณะเดียวกันยุทธวิธีก่อการร้ายยังทำให้ยกระดับการต่อรองทางการเมืองขึ้นสู่ระดับนานาชาติได้ยาก ไม่ว่าเป้าหมายทางการเมืองของขบวนการจะเป็นอย่างไร ปราศจากแรงกดดันจากนานาชาติ การขึ้นสู่โต๊ะเจรจาในฐานะเสมอภาคกับประเทศไทยย่อมเป็นไปไม่ได้

ฉะนั้น แทนที่ประเทศไทยจะฝากความหวังไว้กับการเจรจา สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดกว่ากันมากก็คือ ต้องระวัง, พิถีพิถัน และรอบคอบ ที่จะป้องกันไม่ให้ปฏิบัติการของฝ่ายรัฐกลายเป็นการก่อการร้ายโดยรัฐ ดังกรณีการอุ้มฆ่า, กรือเซะ, ตากใบ และความคลุมเครือในการสืบสวนคดีมัสยิดอัลฟูระกอน

ตราบเท่าที่ขบวนการยังทำได้เพียงการก่อการร้าย การต่อสู้กับขบวนการก่อการร้ายที่ได้ผลในทุกที่ของโลกที่ผ่านมา ก็คือมาตรการทางกฎหมาย ที่สุจริต เที่ยงธรรม และเคร่งครัด ในขณะเดียวกัน ก็ต้องทำให้มาตรการทางกฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการสร้างกลไกการข่าวและการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาพยานหลักฐานที่รัดกุม

ฉะนั้น ตำรวจ-ไม่ใช่ทหาร-จึงเป็นกำลังหลักในการปราบปรามการก่อการร้าย หากจำเป็นต้องใช้ทหารเข้าช่วย ก็ต้องเข้าช่วยในฐานะเป็นผู้ช่วยตำรวจ ทำงานตามคำสั่งและการอนุมัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น หากตำรวจยังมีประสิทธิภาพไม่พอในด้านใด ก็ต้องลงทุนทุ่มงบประมาณลงไปเสริมสร้างประสิทธิภาพนั้นให้มีในหมู่ตำรวจให้ได้ ดังเช่นงบลับนั้น ตำรวจในพื้นที่ต้องมีมากเป็นพิเศษ เพื่อสร้างสายข่าวที่สามารถตรวจสอบข่าวได้เที่ยงตรง อย่าเอางบลับไปให้ทหารซึ่งไม่รู้วิธีปราบการก่อการร้าย นอกจากแปรสภาพให้กลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบซึ่งจะสร้างศัตรูในพื้นที่ขึ้นอีกมากมาย

ตราบเท่าที่ขบวนการยังไม่สามารถยกระดับการปฏิบัติการของตนเป็นกบฏเต็มรูปแบบ ทหารไม่เกี่ยว (โดยตรง)

มาตรการยกเว้นกฎหมายทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะยกเว้นกฎหมายด้วยปฏิบัติการโดยพลการ หรือยกเว้นกฎหมายด้วยกฎหมายพิเศษใดๆ ก็ตาม กลับเป็นอันตรายต่อการปราบปรามการก่อการร้ายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการให้ความชอบธรรมแก่การก่อการร้ายโดยตรง

6/ เราจำเป็นต้องพัฒนาวิธีประเมินผลของยุทธศาสตร์การต่อต้านการก่อการร้ายในภาคใต้ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ วิธีที่ใช้อยู่ในทุกวันนี้ไม่บ่งชี้อะไรได้จริง เช่น การนับศพหรือนับจำนวนผู้ที่ถูกจับตัวได้ ย่อมไม่บอกอะไรเลย เพราะเราไม่รู้ว่า กำลังที่แท้จริงของฝ่ายตรงข้ามมีเท่าไร ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต การตรวจนับความถี่ห่างของการก่อการร้ายก็ไม่บอกอะไรได้มากนัก เพราะต้องอาศัยข้อมูลในอดีตเพียงอย่างเดียว โดยทำนายไม่ได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร อันที่จริงการประเมินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นการประเมินผลของยุทธวิธีมากกว่าการประเมินผลทางยุทธศาสตร์

นักวิจัยในงานศึกษาหลายชิ้นทั้งในออสเตรเลียและสหรัฐ เสนอการประเมินยุทธศาสตร์ไว้หลายประเด็น จะยกให้ดูเป็นตัวอย่างเพียงบางประเด็น

ก.การประเมินต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลา

ข.การสำรวจทัศนคติของคนในพื้นที่ ทั้งระดับชนชั้นนำและระดับชาวบ้าน

ค.ติดตามผลพัฒนาการด้านการเมืองของผู้ต้องหาที่ถูกจับได้

ง.เก็บข้อมูลจากผู้ก่อการทั้งที่เสียชีวิตในการสู้รบและที่ถูกจับได้อย่างละเอียด

จ.ติดตามวิเคราะห์และสร้างฐานข้อมูลของเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ทั้งที่ทำได้สำเร็จและล้มเหลว

ฉ.วิเคราะห์ขีดความสามารถของฝ่ายก่อการอย่างสม่ำเสมอ

ฯลฯ

กล่าวโดยสรุปคือ ต้องสู้ด้วยความรู้ ไม่ใช่อารมณ์, การปลุกสำนึกชาตินิยมแบบล้าหลังคลั่งชาติ, การประชาสัมพันธ์, การปิดข่าว หรือการเปิดสงครามกับประชาชน ล้วนไม่ทำให้เกิดความแข็งแกร่งแก่ตนเอง ตรงกันข้าม ในหลายกรณี กลับช่วยสร้างเสริมพลังความแข็งแกร่งให้แก่ฝ่ายตรงข้าม

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ””รายได้ภรรยาถือเป็นรายได้ของสามี” นัยดูแคลนสตรี ที่ยังมีในกฎหมายไทย”

โดย

บรรยง วิทยวีรศักดิ์

นายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิต

ความมีดังนี้

1 สิงหาคมนี้ เป็นวันสตรีไทย การหยิบยกประเด็นนี้มาพูด จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้อง เพราะนับวันหญิงไทยได้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมมากยิ่งขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันแทบไม่มีข้อแตกต่างระหว่างหญิงกับชายแล้ว

ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ว่า “รายได้ของภรรยาให้ถือเป็นรายได้ของสามี” ถ้าเป็นยุคแม่พลอยในหนังสี่แผ่นดิน คงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มายุคนี้ ถ้าใครยังคิดว่ารายได้ของภรรยาล้วนมาจากบารมีและความสามารถของสามีแล้ว ก็ดูจะหลงยุค หลงสมัยไปหน่อย

ที่มาของกฎหมายมาตรานี้

สมัยก่อน ในยุคเจ้าขุนมูลนาย ชายไทยเป็นผู้หารายได้หลักเข้าครอบครัว ผู้หญิงแทบทั้งหมดล้วนเป็นแม่บ้าน อยู่ดูแลครอบครัว รายได้ต่างๆที่เกิดขึ้นในชื่อของภรรยา มักจะถูกมองว่าเป็นวิธีเลี่ยงภาษีของสามี โดยการนำรายได้ของตนไปแบ่งใส่ในชื่อของภรรยา ทำให้กรมสรรพากรในยุคนั้น ได้ข้อสรุปว่า รายได้ในชื่อภรรยาเป็นการเลี่ยงภาษี ต้องนำมารวมคิดเป็นรายได้ของสามีเสมอ

ประเด็นปัญหา ในปัจจุบัน ในยุคปากกัดเท้าถีบ ผู้หญิงส่วนใหญ่ได้ออกมาทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายแล้ว แต่กฎหมายยังกำหนดให้รายได้ของภรรยาถือเป็นรายได้ของสามีอยู่ ในขณะที่ระบบภาษีของไทยเป็นระบบภาษีก้าวหน้าในอัตราตั้งแต่ 5-37% ดังนั้นเมื่อนำรายได้ของภรรยามารวมคำนวณภาษีกับสามี ฐานเงินได้ที่ใช้ในการคำนวณภาษีย่อมสูงขึ้น ทำให้มีภาระภาษีในอัตราก้าวหน้าสูงขึ้นตามไปด้วย เช่น เดิม ก่อนแต่งงาน ทั้งคู่เคยเสียภาษีในฐาน 20% แต่เมื่อสมรสแล้วต้องนำรายได้มารวมคำนวณ ทำให้ฐานภาษีอาจจะขยับมาที่ฐาน 30% ทำให้มีภาระภาษีสูงขึ้นมาก

กลายเป็นว่า ใครแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกัน จะต้องคำสาปให้เสียภาษีสูงขึ้น เพื่อแลกกับการได้ชื่อว่า “สมรสแล้ว”

ข้อเท็จจริงในปัจจุบัน จริงอยู่ ถึงแม้กฎหมายจะกำหนดให้มีข้อยกเว้น ไม่ต้องนำรายได้ของภรรยาที่เป็นเงินเดือน (มาตรา 40(1)) มารวมคำนวณเป็นรายได้ของสามี ด้วยเชื่อว่าการได้รับเงินเดือน แสดงว่าฝ่ายหญิงต้องไปนั่งทำงานจริงๆ

แต่ข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันทั่วไปคือ ทุกวันนี้ หญิงไทยมีความสามารถทำงานได้แทบทุกอย่าง เก่งพอๆกับชาย ไม่ว่า อาชีพอิสระ (ม.40(6)) อย่างแพทย์, ทนายความ, สถาปนิก, นักบัญชี หรืออาชีพตัวแทนนายหน้า (ม.40(2)) อย่างการเป็นตัวแทนขายประกันชีวิต หรือนายหน้าขายบ้านและที่ดิน ทั้งยังมีผู้หญิงอีกมากมายที่มีความสามารถในการทำธุรกิจส่วนตัว (ม.40(8)) อย่างเปิดร้านค้า เปิดโรงงานทำขนม หรือแม้แต่เปิดร้านเสริมสวย ต่างถูกกฎหมายบังคับให้ต้องนำรายได้มารวมคำนวณเป็นรายได้ของสามีทั้งสิ้น

ทำให้มีคู่สามีภรรยาบางคู่ ตัดสินใจไปจดทะเบียนหย่า เพื่อหวังหลีกเลี่ยงภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น นี่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมสมัยใหม่ โดยพวกเขาถือคติว่า ใบทะเบียนสมรสไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ความรักที่แท้จริง แต่เงินทองต่างหาก ที่เป็นสิ่งเจือจุนครอบครัวให้อยู่รอดได้ กลายเป็นว่าการจดทะเบียนสมรสเป็นตราบาปอย่างหนึ่งของครอบครัวไทย

ผลที่เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ทำให้สังคมไทยได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมดังนี้

1.มีนัยให้เห็นว่า สังคมไทยยังไม่ยอมรับบทบาทของสตรี ยังดูแคลนความสามารถของสตรี ผู้ซึ่งก้าวขึ้นมาเคียงบ่าเคียงไหล่กับบุรุษแล้ว

2.รัฐธรรมนูญกำหนดให้คนไทยทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ไม่อาจยกเอาข้ออ้างเรื่องเพศหรือศาสนามาเลือกปฏิบัติได้ การที่ประมวลรัษฎากรระบุว่ารายได้ของภรรยาถือเป็นรายได้ของสามี จึงมีนัยดูแคลนเพศหญิงอยู่ น่าจะผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายสูงสุด

3.ตามหลักการ กฎหมายควรมีส่วนช่วยจรรโลงสถาบันครอบครัว มิใช่สนับสนุนหรือเป็นเหตุจูงใจให้มีการหย่าร้าง ซึ่งถือเป็นการทำลายสถาบันครอบครัว

4.การคิดภาษีที่ไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวเมื่อต้องยื่นเสียภาษี ทำให้บั่นทอนกำลังใจในการทำงาน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ตัวอย่างที่ได้สัมผัสมา

ในฐานะนายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิต ขอเรียนว่าได้รับการร้องเรียน ถึงความไม่เป็นธรรมของกฎหมายเรื่องนี้ค่อนข้างมาก เพราะข้อเท็จจริงของธุรกิจประกันชีวิตทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศคือ กว่า 60%ของผลผลิตในอุตสาหกรรมนี้มาจากการขายของผู้หญิง

และสถิติในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาคือ 100 อันดับแรกของผู้ขายประกันชีวิตได้สูงสุด มาจากผู้หญิง 60-65%เสมอ

ในอุตสาหกรรมประกันชีวิต มีข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วว่า ตัวแทนหญิงเป็นกำลังหลักในการขาย เนื่องจากมีความมุ่งมั่น มีน้ำอดน้ำทน และมีการพูดการจาดี เข้าถึงลูกค้าได้ดีกว่าผู้ชาย

ขณะที่ในแวดวงการศึกษา ก็ได้ข่าวว่าบางคณะวิชาเช่นคณะเภสัชศาสตร์หรือคณะทันตแพทยศาสตร์ ที่สมัยก่อนมีสัดส่วนผู้เรียนเป็นชายครึ่งหนึ่ง เป็นหญิงครึ่งหนึ่ง แต่ปัจจุบัน เป็นหญิงเสีย 70-80% ส่วนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่เดิมนักศึกษาแทบเป็นชายทั้งหมด เดี๋ยวนี้ก็มีนักศึกษาหญิงเข้าเรียนมากขึ้นอย่างชัดเจน

แล้วเรายังคิดว่า รายได้ของครอบครัวยังมาจากผู้ชายฝ่ายเดียวอีกหรือ

อนาคตในมือกรมสรรพากร

นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่กรมสรรพากรได้มีความคิดริเริ่มที่จะแก้ไขกฎหมายในประเด็นนี้ โดยได้มอบหมายให้ ศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ไปศึกษาวิจัยว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ล้าสมัย ซึ่งก็ได้ข้อสรุปว่า การนำรายได้ของภรรยามารวมเป็นรายได้ของสามี ไม่เป็นธรรมและเป็นปัญหาค่อนข้างมาก

ในวาระที่วันที่ 1 สิงหาคมนี้ เป็นวันสตรีไทย การหยิบยกประเด็นนี้มาพูด จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้อง เพราะนับวันหญิงไทยได้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมมากยิ่งขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันแทบไม่มีข้อแตกต่างระหว่างหญิงกับชายแล้ว

ดังนั้น จึงหวังว่า กรมสรรพากรจะเดินหน้าสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นต่อไป และถือเป็นการมอบของขวัญให้ประชาชนในยุคข้าวยากหมากแพงนี้ด้วย

ส่วนการแก้กฎหมายก็เป็นการแสดงนัยว่า วันนี้ นักกฎหมายไทยได้ให้การยอมรับและเห็นคุณค่าของหญิงไทยแล้วว่า เธอคือผู้ร่วมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายอย่างแท้จริง

Read Full Post »

แนะนำให้รู้จักกันก่อนกับ “Twitter”

Twitter  (อ่านว่า ทวิตเตอร์) เป็นบริการสำหรับสังคมอินเทอร์เน็ต (social network) เพื่อเขียนบล็อกสั้นๆ (micro-blog) ไม่เกิน 140 ตัวอักษร พร้อมระบบ RSS Feed เพื่อติดตาม แล้วแชร์ผ่านหน้าเว็บให้คนที่ติดตามเราได้อ่านว่า ขณะนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ แชร์ประสบการณ์ สอบถามปัญหา แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นครับ ซึ่งเราเรียกการส่งข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรนี้ว่า การ “Tweet” (อ่านว่า ทวีต แปลว่า เสียงนกร้อง)

Twitter เริ่มเป็นที่โด่งดังเมื่อประธานาธิบดีคนปัจจุบัน นายบารัค โอบามา (Barack Obama) ใช้ Twitter เป็นเครื่องมือในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี จนกระทั่งต่อมา Twitter ได้ขึ้นปกนิตยสาร Time ฉบับ 15 มิถุยายน พ.ศ. 2552 ผู้ก่อตั้งคือ Jack Dorsey (อดีตผู้ก่อตั้ง Blogger.com) ถือเป็น 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก และเว็บไซต์ Twitter นั้นเป็น 1 ใน 50 เว็บไซต์ที่มีการจราจรหนาแน่นที่สุดเลยทีเดียว

ความสามารถของ “Twitter”

  • รายงานเหตุการณ์ปัจจุบันได้เร็วกว่าสื่อใดๆในโลกนี้
  • เป็นเสมือนห้องสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นต่างๆ
  • เป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์ ทำการตลาดแบบดิจิทัล (digi-marketing)
  • สื่อสารภายในองค์กร
  • “บ่น” และ “ยุ่งเรื่องชาวบ้าน”

ลักษณะของ “Twitter” เป็นอย่างไร

เป็นคำถามที่อธิบายได้ยากทีเดียว โดยภาพรวมแล้ว Twitter นั้นคล้ายๆกับการนำเอาการสนทนาระหว่างกันของ Windows Live Messenger ผสมกับการเขียน Blog สั้นๆ 140 ตัวอักษร และการส่ง SMS ระหว่างมือถือเข้าด้วยกัน โดยเรียงลำดับตามเส้นเวลาโลก (public timeline)

แล้วทำไมต้อง “Twitter” ทำไมไม่ Windows Live Messenger, Blog, SMS?

เพราะความเรียบง่ายและรวดเร็วครับ จึงทำให้มันมีเสน่ห์ เราสนใจ Twitter ใครก็เพียงแต่ติดตามเขา (Follow) หากเราไม่สนใจ Twitter ใครก็ไม่ต้องทำอะไร ถ้าหากเราไม่ต้องการให้ใครมาอ่าน Twitter ของเราก็เพียงแค่ Block ก็เท่านั้น

สิ่งที่เรานำเสนอออกไปก็คือข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรให้คนที่ติดตามเรา (Follower) และที่สิ่งเราได้รับก็คือ ข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรของคนที่เราติดตาม (Following)

ถึงแม้จะมีเพียงแค่ข้อความ Tweet สั้นๆกันไปมาเท่านั้น แต่ถ้าหากมีคนที่ติดตามเรานั้นสนใจสิ่งที่เรา Tweet ออกไปก็จะมีการตอบกลับ (Reply) หรือมีการย้ำซ้ำข้อความ  (Retweet, RT อ่านว่า รีทวีต) ซ้ำเพื่อส่งต่อข้อความนี้ไปให้คนอื่น สารที่ถูกส่งนั้นก็จะค่อยๆกระจายตัวออกไปตามเครือข่าย Twitter จนกว้างขวางครับ 

และด้วยปัจจุบันที่มี Twitter Client มากมาย ทั้งบน Windows (twhirl), Mac (Tweetie), Linux หรือแม้กระทั่งบนมือถืออย่าง iPhone (TwitterFon), BlackBerry (TwitterBerry), มือถือทั่วไปที่รับรอง J2ME (jibjib) ทำให้การทวีตง่ายขึ้น เพียงแค่อยาก Tweet ก็เปิดมือถือ Tweet ทันที มันจึงเสมือนเป็นเครื่องมือรายงานข่าวสดที่เร็วที่สุดในโลกได้อย่างไม่ยากเย็น

ลองนึกภาพง่ายๆว่า สมมติว่ามีการปิดถนนที่อนุเสาวรีย์ชัยฯแล้วเราอยู่ในเหตุการณ์นั้น เราอยากจะเล่าเรื่องในคนทั่วไปได้ฟัง ปกติจะต้องกลับบ้านก่อน เปิดคอม แล้วค่อยมาเรียบเรียงเขียนเล่าเป็นเรื่องเป็นราวใน Blog ส่วนตัว ซึ่งยาวและต้องใช้เวลาในการเรียบเรียงอยู่พอสมควร ป่านนั้น สื่อต่างๆก็รายงานข่าวไปเรียบร้อยแล้ว แต่ใน Twitter ทำให้เราสามารถเขียน Blog สั้นๆ (ไม่เกิน 140 ตัวอักษร) Tweet ได้ทันทีหากคุณมีมือุปกรณ์ที่สามารถ Tweet ได้อยู่ในมือ นอกจากนี้การ Tweet เราสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆได้อีกด้วย เสมือนเป็นการเล่าเรื่องราวแบบช่วงต่อช่วงให้คนที่ติดตามเราได้อ่านกัน ณ ขณะนั้นเลย เกิดเป็นอารมณ์ร่วม (Emotional Bonding) ให้กับผู้ที่ติดตามเราอยู่และเกิดการสนทนาตอบโต้

พูดไปก็คงไม่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆครับ คงต้องลองสัมผัสด้วยตัวเอง

การเริ่มต้นกับ “Twitter” เพียงแค่มี E-mail ก็สมัครได้ที่หน้าเว็บ http://twitter.com เลยครับ

Krissada Kongkunakornkul
http://smileykid152.multiply.com
@smileyKiD

ข้อมูลเพิ่มเติม

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”สถานการณ์ในภาคใต้ – ข้อเสนอ (1)”

โดย

นิธิ เอียวศรีวงศ์

ความมีดังนี้

หลังจากคุณมาร์ค แอสคิว ได้ลงบทสัมภาษณ์ผู้ต้องหากรณีก่อความไม่สงบในภาคใต้สองคน ในบางกอกโพสต์ฉบับวันที่ 19 ก.ค.ไปแล้ว ผมต้องกลับไปเอาเอกสารอีกสองฉบับมาอ่านใหม่อย่างละเอียด หนึ่งคือ Recruiting Militants in Southern Thailand อันเป็นรายงานเอเชียฉบับที่ 170 ของ ICG หรือกลุ่มศึกษาวิกฤตนานาชาติ สองคือ Local Jihad: Radical Islam and Terrorism in Indonesia ของ Greg Fealy และ Aldo Borgu

หลังจากอ่านแล้ว ผมคิดว่าได้พบอะไรบางอย่างที่อยากเสนอเพื่อแบ่งปันแลกเปลี่ยนกับผู้ที่สนใจสถานการณ์ในภาคใต้

1/ ในบัดนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ในหมู่ผู้ที่เคลื่อนไหวก่อความไม่สงบนั้น สำนึกชาติพันธุ์มีความสำคัญกว่าอิสลาม เพียงแต่ขบวนการใช้ศัพท์และแนวคิดในศาสนามานิยามความคิดและการกระทำของตนเท่านั้น และมีผู้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่านับวันยิ่งใช้ศัพท์และแนวคิดจากอิสลามมากขึ้น

รูปแบบที่ค่อนข้างตายตัวในการระดมคนเข้าร่วมการต่อสู้ชี้ให้เห็นความจริงดังกล่าว หลังจากเลือกสรรนักเรียนที่เคร่งศาสนาและประพฤติดีเป็นเป้าแล้ว ผู้ระดมซึ่งมักเป็นครูจะสื่อความสองอย่าง คือประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองและสงบสุขของรัฐปาตานีในอดีตเมื่อยังเป็นอิสระ และการกดขี่ข่มเหงชาวมลายูมุสลิมของสยาม-ไทย หลังจากถูกสยาม-ไทยผนวกเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ประเด็นทางศาสนาเช่น จิฮาดหรือสงครามศักดิ์สิทธิ์ ว่าจะพึงทำได้ในเงื่อนไขอะไรบ้าง และในเงื่อนไขของไทยพึงทำจิฮาดได้หรือไม่ เป็นประเด็นทางศาสนาที่ละเอียดอ่อน และมีการโต้แย้งกันในหมู่ผู้รู้อิสลามทั่วโลก จะไม่ถูกยกขึ้นมาอภิปรายในการระดมคนและฝึกปรือ หากสรุปลงไปเลยว่าการก่อความไม่สงบครั้งนี้เป็นจิฮาด

การต่อสู้เชิงอุดมการณ์ของรัฐไทย ในการนำผู้รู้ทางศาสนามาชี้แจงเรื่องของจิฮาดที่ถูกต้องตามหลักศาสนาก็ดี หรือความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมและรัฐที่ไม่ใช่รัฐอิสลามก็ดี แม้มีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ไม่ตรงเป้านัก (ยังไม่พูดถึงความไม่แพร่หลายไปถึงประชาชนในสามจังหวัด เพราะไม่เคยถูกสื่อในภาษาและอักษรท้องถิ่น

ในทางตรงกันข้าม เงื่อนไขภายในเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนเข้าร่วมขบวนการมากกว่า ถึงขนาดที่รองแม่ทัพภาคที่ 4 คนหนึ่ง กล่าวกับผู้วิจัยคนหนึ่งว่า 80% ของผู้ก่อการที่จับตัวได้ ล้วนให้การว่าที่เข้าร่วมขบวนการเพราะกรณีกรือเซะและตากใบ ทั้งนี้ ตรงกับคำสัมภาษณ์หนึ่งในผู้ต้องหา 2 คน ที่คุณมาร์ค แอสคิว รายงาน ฮาหมัดบอกว่า เขาตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการเมื่อได้ดูวีซีดีกรณีตากใบ

วีซีดีตากใบนั้นแพร่หลายในพื้นที่อย่างมาก รวมทั้งแพร่หลายเข้าไปในมาเลเซียและอินโดนีเซียด้วย (แต่ผู้ชมในทั้งสองประเทศนั้นอาจรู้สึกต่อเหตุการณ์ในวีซีดีต่างจากชาวมลายูมุสลิมในสามจังหวัด เช่น ในอินโดนีเซีย กลุ่มหัวรุนแรงใช้เป็นเครื่องยืนยันว่าจำต้องทำจิฮาดสากลเพราะอิสลามถูกกดขี่เบียดเบียน) มีชาวมาเลเซียสองคนที่ถูกจับได้หลังลักลอบข้ามพรมแดนเข้ามาช่วยมุสลิมต่อสู้กับรัฐของคนนอกศาสนา หนึ่งในนั้นสารภาพว่า แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมรบด้วยก็เพราะวีซีดีตากใบเช่นกัน

ท่านนายกฯพูดย้ำบ่อยครั้งว่า ความยุติธรรมเป็นเงื่อนไขสำคัญในการนำความสงบกลับคืนมาสู่ภาคใต้ ท่านควรเข้าใจคำพูดของท่านเองให้ดี ไม่ใช่ในระดับหลักการ แต่ระดับปฏิบัติจริงในพื้นที่ การต่ออายุสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม ความไม่กระตือรือร้นต่อกรณีการยิงผู้คนที่กำลังทำละหมาดในมัสยิดอัลฟูรกอนก็ตาม แสดงให้เห็นระดับของความเข้าใจต่อปัญหาของท่านนายกฯ ว่าลึกลงไปเลยปากแค่ไหน

กล่าวโดยสรุป ความเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบในภาคใต้ ไม่เป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวจิฮาดสากล กล่าวคือไม่ผูกพันกับโรฮิงญา ปาเลสไตน์ อิรัก อาฟกานิสถาน อัลกออิดะห์ เจไอ ฯลฯ แม้อาจได้รับแรงบันดาลใจและวิธีการจากความเคลื่อนไหวของจิฮาดสากลบ้าง (โดยเฉพาะกรณี 9/11) และอาจได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรที่อยู่นอกประเทศบ้าง แต่เป็นความเคลื่อนไหวที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ในพื้นที่ของไทยเอง มีเป้าหมายและอาศัยบริบทของพื้นที่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไทย

2/ อย่างไรก็ตาม ผู้ศึกษาขบวนการกลับไปหาอิสลามระดับรากและการก่อการร้ายในอินโดนีเซียเห็นว่า แท้จริงแล้ว ขบวนการเคลื่อนไหวทำนองนี้ ล้วนมาจากเงื่อนไขภายในของพื้นที่หรือประเทศนั้นๆ ทั้งสิ้น แม้แต่การเคลื่อนไหวของเจไอในอินโดนีเซีย แม้ได้รับความช่วยเหลือจากอัลกออิดะห์ หรือร่วมมือกันในการตั้งค่ายฝึกขึ้นที่มินดาเนาในฟิลิปปินส์ แต่จะเข้าใจขบวนการของเจไอในอินโดนีเซียได้ ต้องเข้าใจเงื่อนไขภายในทางการเมือง, เศรษฐกิจและสังคมของอินโดนีเซียเอง เพราะเจไอเคลื่อนไหวในบริบทของอินโดนีเซีย ไม่ใช่การสถาปนาอำนาจสูงสุดของมุสลิมระดับโลก

แม้กระนั้น ก็ไม่ปฏิเสธว่าความเคลื่อนไหวของมุสลิมในพื้นที่เฉพาะใดๆ ก็ตาม ย่อมปลุกสำนึกความเป็นหนึ่งเดียวกันของมุสลิมทั้งโลกด้วยเสมอ อย่างน้อยก็เป็นการให้กำลังใจว่าไม่โดดเดี่ยว ดังนั้น กลุ่มอิสลามระดับรากโคนในมาเลเซีย, อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ในตะวันออกกลาง ก็อาจพูดถึงความเคลื่อนไหวของชาวมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ด้วย ดังนั้น แม้ว่าความเคลื่อนไหวของชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ไม่เป็นสากล แต่สากลก็อาจดึงเอากรณีนี้เข้าไปเป็นสากล เพื่อประโยชน์แก่การเคลื่อนไหวในระดับท้องถิ่นของแต่ละแห่งในโลก

รัฐบาลไทยห่วงไยอย่างมากว่า ขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้จะเชื่อมต่อกับขบวนการจิฮาดสากล ซึ่งก็ควรห่วงไย แต่ต้องตระหนักชัดว่าห่วงใยตรงไหน ประการแรกขบวนการจิฮาดสากลอ่อนพลังลงอย่างมากในปัจจุบัน นักวิจัยบางคนเห็นว่ากลายเป็นขบวนการที่ปัจเจกบุคคลแต่ละคนกระทำการในนามเท่านั้น ในขณะที่การจัดองค์กรที่เคยมีมาพังสลายไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว ประการที่สอง หากไม่นับมูจาฮีดีนจำนวนน้อยซึ่งอาจลักลอบเข้ามาร่วมต่อสู้ ความช่วยเหลือจากนอกประเทศที่อาจเป็นไปได้ในปัจจุบันก็เหลือแต่เพียงการให้ทุนทรัพย์ แต่เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ในการต่อสู้ อย่าลืมเป็นอันขาดว่า เรากำลังเผชิญกับขบวนการของคนที่เอาชีวิตเข้าเสี่ยงโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ฉะนั้นจึงเคลื่อนไหวได้กว้างขวางโดยใช้ทุนทรัพย์จำกัดมาก เราจะเอาชนะใจคนเหล่านี้ได้อย่างไรสำคัญกว่าเขามีทุนทรัพย์เท่าไร

อดุล (Adul) หนึ่งในผู้ต้องหาที่ให้สัมภาษณ์คุณมาร์ค แอสคิว และผ่านการศึกษาศาสนาอิสลามถึงชั้น 14 บอกว่า ที่ตนไม่สนใจอยากรู้ว่าหน่วยเหนือที่สั่งการตนคือใคร ก็เพราะตนทำงานให้แก่พระเจ้า ไม่ได้ต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องรู้ว่าหน่วยเหนือคือใคร

3/ สำนักคิดของศาสนาอิสลามที่ใช้ในขบวนการไม่ใช่ทั้ง Salafi (หลักการคือกลับไปสร้างสังคมบริสุทธิ์ของ “บรรพบุรุษ” – salaf คือเหมือนในยุคสมัยพระนะบีและกาหลิบสามองค์แรก) และ Wahabi (ที่จริงก็เป็นแขนงหนึ่งของ Salafi) พิธีกรรมสาบานตน ที่ผู้ปฏิบัติการทุกคนต้องผ่านนั้น (หรือที่เรียกว่าซูเปาะ – sumpah ในภาษามาลินเซีย) ผิดหลักศาสนาอิสลาม เพราะเท่ากับยอมรับว่าอาจารย์ผู้ให้คำสาบานเป็นตัวกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า การสวดมนตร์ปลุกเสกอาวุธหรือการสวดมนตร์ก่อนปฏิบัติการเพื่อความปลอดภัยหรือเพื่อเข้าถึงสวรรค์หากเสียชีวิตก็ตาม ล้วนแสดงให้เห็นอิทธิพลของความเชื่อดั้งเดิมซึ่งผสมปนเปอยู่ในอิสลามของคนภาคใต้มานานทั้งสิ้น ไม่แตกต่างจากพิธีกรรมที่กลุ่ม Darul Islam กระทำในอินโดนีเซีย (เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางศาสนาเพื่อสถาปนารัฐอิสลามขึ้นในอินโดนีเซีย ถูกปราบปรามในเวลาต่อมาและปัจจุบันนี้อยู่ในสภาพ “ใต้ดิน” แต่มีสาวกจำนวนมากและมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มอิสลามระดับรากโคนสูง) ผู้นำของ Darul Islam อ้างว่า ทำพิธีกรรมเพื่อเสริมกำลังใจ

ผู้ปฏิบัติการในภาคใต้บางคนกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยทั้งกับ Salafi และ Wahabi และยอมรับว่าตั้งใจเอาซูฟีเข้ามาผสม เพื่อให้มีกำลังใจเข้มแข็งในการปฏิบัติการ ผู้ปฏิบัติการบางคนบอกแก่ผู้วิจัยเรื่องการระดมผู้คนว่า ในกระบวนการที่จะผ่านเข้าสู่การเป็นผู้ปฏิบัติการ หรือก่อนการปฏิบัติการ มีการทำสมาธิในที่รโหฐานแต่ลำพัง (อิทธิพลซูฟีอย่างชัดเจน)

การปฏิเสธว่าขบวนการนี้ไม่ใช่ Sallafi หรือ Wahabi มิได้หมายความว่าหากเป็นแล้วจะมีอันตรายต่อรัฐไทย ส่วนใหญ่ของสาวกทั้งสองสำนักนี้ ล้วนเป็นมุสลิมที่รักความสงบ และอยู่ร่วมกับคนต่างศาสนาได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่ามีกลุ่มจิฮาดสากลบางกลุ่ม ที่นำเอาความคิดของสองสำนักนี้มาปรับใช้อธิบายเงื่อนไขในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อเป็นเหตุผลความชอบธรรมในการก่อการร้าย การปรับหรือการตีความนี้ แม้ในหมู่ “ผู้ก่อการร้าย” ด้วยกันเอง ก็อาจไม่ตรงกันก็ได้ ดังเช่น อดุลที่ให้สัมภาษณ์แก่คุณมาร์ค แอสคิว กล่าวว่า การปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่พื้นที่ทางศาสนาและพื้นที่ทางการเมืองในประเทศไทยไม่สอดคล้องกัน เป็นการยากที่จะปฏิบัติตามศาสนาอิสลามในพื้นที่ทางการเมืองที่ไม่ใช่อิสลาม จึงจำเป็นต้องสถาปนาพื้นที่ทางการเมืองให้เป็นอิสลามเสียก่อน นั่นคือการแยกประเทศออกเป็นอิสระ เพื่อตั้งรัฐอิสลามขึ้น (หมายถึงรัฐที่ใช้ชาริอะห์เป็นกฎหมายเต็มรูปแบบ)

น่าสังเกตว่า การอธิบายโดยอาศัย “พื้นที่” เช่นนี้ตรงกับความคิดของอิหม่าม สมุทระ ผู้นำเจไอคนหนึ่งในอินโดนีเซีย ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะอดุลได้อ่านพบในเว็บไซต์ก็เป็นได้ แต่ในกรณีอินโดนีเซีย เจไอต้องการสถาปนารัฐอิสลามขึ้นในประเทศที่ผู้ปกครองเป็นมุสลิมอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องการสถาปนาระบอบกาหลิบขึ้นใหม่ด้วย

ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่า เป็นหรือไม่เป็น Salafi ก็ล้วนต้องอธิบายใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ซึ่งแตกต่างกันทั้งสิ้น

หน่วยงานความมั่นคงในประเทศไทยชอบประกาศง่ายๆ ว่าได้พบอิทธิพลทางความคิดของอิสลามสำนักนั้นสำนักนี้ในขบวนการของผู้ปฏิบัติการก่อความไม่สงบ (เช่นวาฮาบี, ซูฟี, ซาลาฟี ฯลฯ) คำถามคือแล้วยังไง เพราะสำนักคิดเหล่านี้หาได้มีลักษณะเป็นเนื้อเดียวกัน (monolithic) ในโลกไม่ การค้นพบเฉยๆ คงไม่เป็นไร หากไม่ทำให้เราลืมไปว่า เงื่อนไขอะไรในท้องถิ่นที่ทำให้ผู้คนพากันลุกขึ้นจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับรัฐ และรัฐจะสามารถปรับแก้อะไรได้บ้างเพื่อลดเงื่อนไขเหล่านี้ลง นี่ต่างหากที่สำคัญกว่า

Read Full Post »

recommendare

  

สิ่งที่ถูกมองข้าม กรณีการปฏิรูปการเมืองไทย

 

โดย

พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย

อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

 

ความมีดังนี้

 

กระแสข่าวของการปฏิรูปการเมืองนั้นเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างแพร่หลาย ผู้เขียนคงจะมิได้มาวิพากษ์วิจารณ์ว่าองค์กรใดเป็นองค์กรที่เหมาะสมในการเข้ามารับพันธกิจที่สำคัญในครั้งนี้ หากแต่จะได้เสนอแง่คิดบางมุมในเรื่องการปฏิรูปการเมืองในสังคมไทยว่าครอบคลุมในทุกมิติเฉกเช่นเดียวกับที่ต่างประเทศกระทำกัน

 

ประเด็นแรกที่จะต้องกล่าวถึงคือความหมายของ “การปฏิรูปการเมือง” ว่ามีความหมายครอบคลุมไปถึงเรื่องใดบ้าง โดยหากมองในเชิงอำนาจนิยมก็จะให้ความสำคัญไปในเรื่องของโครงสร้างอำนาจทางการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง จะพิจารณาแค่มิติที่ว่าอำนาจนั้นควรจะถูกจัดไว้ให้กับองค์กรใด มีองค์กรใดที่จะเข้ามาตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ การเข้าสู่และออกจากตำแหน่งในองค์กรต่างๆ การรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งก็คือแนวคิดส่วนใหญ่ของสังคมไทยในช่วงที่เวลาผ่านมาและปัจจุบัน

 

แท้ที่จริง “การปฏิรูปการเมือง” มีนัยครอบคลุมไปมากกว่าแนวความคิดข้างต้น ไม่ได้เน้นเฉพาะการเมืองในเชิงการจัดสรรอำนาจที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหรือประชาชนในเพียงแค่บางแง่มุม หากแต่ยังครอบคลุมไปถึงมิติทางเศรษฐกิจและสังคมในองค์รวมด้วย ทั้งนี้อยู่บนตรรกะที่ว่าการเมืองนั้นมีความใกล้ชิดอย่างยิ่งกับเรื่องของเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

 

แม้ว่าล่าสุดจะได้มีการเปลี่ยนชื่อจากการปฏิรูปการเมืองมาเป็น “การศึกษาเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง” ซึ่งอาจจะมีมิติทางสังคมอยู่บ้าง แต่จากแนวคิดของผู้มีส่วนร่วมที่ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ ก็ยังสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการใช้มุมมองเชิงอำนาจนิยมแบบเดิมๆ อยู่ดี

 

หากจะให้วิเคราะห์ถึงสาเหตุในการปฏิรูปการเมือง ผู้เขียนเห็นว่าสามารถจำแนกออกเป็น 2 ปัญหาหลัก ได้แก่ ปัญหาในภาคการเมือง และปัญหาในภาคประชาชน

 

ปัญหาทางภาคการเมืองเห็นได้ชัดว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาในเรื่องโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่และออกจากตำแหน่งขององค์กรต่างๆ การจัดสรรอำนาจ การจัดสรรองค์กรในการใช้อำนาจ ระบบการถ่วงดุลอำนาจขององค์กรต่างๆ ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ฯลฯ

 

อย่างไรก็ดี ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นคงจะมิอาจสรุปได้ว่าเกิดขึ้นมาจากฝ่ายการเมือง หรือตัวนักการเมืองเพียงอย่างเดียว หากแต่ในความเป็นจริง ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยต้องเจอกับปัญหาอย่างหนักหนาสาหัสนั้นคือ ภาคประชาชนเอง

 

ทุกประเทศทั่วโลกทราบกันดีว่า สาเหตุสำคัญที่ขัดขวางการพัฒนาทางการเมืองการปกครองของประเทศและส่งผลให้เกิดการทุจริตในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริตเชิงนโยบาย ส่วนหนึ่งมาจากภาคประชาชนอันอยู่ในรูปแบบของกลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group) เมื่อมีการเสนอแนวความคิดเรื่องการปฏิรูปการเมืองขึ้น ประเด็นนี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันเป็นประเด็นแรกๆ แต่ในไทยกลับไม่มีใครกล่าวถึงและให้ความสนใจ ทั้งๆ ที่ทราบกันดีว่าอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์รุนแรงถึงขั้นสามารถกำหนดทิศทางทางการเมืองทั้งในองค์กรนิติบัญญัติและบริหารได้

 

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาข้างต้นไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนที่เคยทำผ่านๆ มา หากแต่ต้องมีการพิจารณาในเรื่องของการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองฉบับต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือแม้กระทั่งการบัญญัติกฎหมายใหม่ขึ้นมาเพื่อช่วยในการแก้ไขปัญหาในทางการเมืองการปกครองด้วย

 

ในประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่ง ที่จะต้องดำเนินการศึกษาและแก้ไข คือ การจัดสรรอำนาจในองค์กรฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีการออกแบบให้รัฐบาลค่อนข้างอ่อนแอจนเกินไปอันส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินมากพอสมควร

 

ปัญหาทำนองดังกล่าวเคยเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อผู้ร่าง Articles of Confederation ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ได้กำหนดโครงสร้างให้ฝ่ายบริหารมีความอ่อนแอ ทั้งนี้มาจากประสบการณ์ที่เจอมากับกษัตริย์อังกฤษ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพการณ์ทางการเมืองการปกครองแสดงให้เห็นว่าประเทศชาติไม่สามารถเดินหน้าไปได้ภายใต้รัฐบาลที่อ่อนแอ จึงมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางด้านของการจัดสรรอำนาจโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติให้มีความเหมาะสมมากขึ้น

 

เพราะฉะนั้น เพื่อปรับปรุงแก้ไขภาคการเมืองการปกครองของไทยให้มีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพจึงเป็นภาระของผู้ดำเนินการปฏิรูปการเมืองที่จะต้องหาดุลยภาพของอำนาจ (Balance of Power) ให้ได้ องค์กรต่างๆ ต้องไม่มีอำนาจมากหรือน้อยจนเกินไป ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีระบบของการตรวจสอบ การคานและดุลอำนาจซึ่งกันและกันที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรใดมีอำนาจเบ็ดเสร็จซึ่งนำไปสู่การใช้อำนาจไปในทางมิชอบอันกระทบต่อการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้

 

ส่วนประเด็นของการพิจารณาปรับปรุง หรือตรากฎหมายลูกต่างๆ ขึ้นใหม่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาทางด้านการเมืองการปกครอง ผู้มีหน้าที่จะต้องทำการศึกษา แต่ปัญหาหนึ่งที่ผู้เขียนอยากจะขอเสนอแนะก็คือ ประเด็นของระบบการปฏิรูปทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง (Campaign Finance Reform) ซึ่งส่งผลต่อสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยในส่วนหนึ่ง กล่าวคือ ในแต่ละปี หากนำเอางบประมาณของประเทศมาคำนวนแล้วจะเห็นว่าส่วนหนึ่งถูกกันและนำไปใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองไม่ว่าจะผ่านองค์กร หรือตัวบุคคลค่อนข้างมาก

 

หากสามารถจัดระเบียบการใช้เงินดังกล่าวให้ถูกต้องและเหมาะสม งบประมาณของประเทศก็จะไม่บานปลายอย่างที่เป็นอยู่ทุกๆ ปี โดยการจัดระเบียบดังกล่าวสามารถกระทำได้ผ่านมาตรการการปฏิรูปทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง เช่น การกำหนดให้มีการแสดงหลักฐานของงบประมาณอย่างเปิดเผย เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ การกำหนดจำนวนเงินที่เหมาะสมของทางภาครัฐที่สามารถเข้าไปอุดหนุนต่อการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ฯลฯ เป็นต้น ฉะนั้นจะเป็นการลดช่องทางของการทุจริตในการกันงบประมาณแผ่นดินเพื่อไปแสวงหาผลประโยชน์ในทางการเมืองเป็นการส่วนตัวได้

 

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นแล้ว มาตราการปฏิรูปทางการเงินข้างต้นจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเรื้อรังของระบบกลุ่มผลประโยชน์ที่เข้ามาครอบงำระบบการเมืองของประเทศได้ด้วยการกำหนดจำนวนเงินของการบริจาคให้แก่ตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งเองก็ดี หรือตัวพรรคการเมืองเองก็ดี หรือหากไปไกลกว่านั้นก็อาจจะมีการกำหนดว่าบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลใดที่สามารถและไม่สามารถจะบริจาคเงินให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองได้ ดังเช่นที่ได้กำหนดไว้ในประเทศสหรัฐรัฐอเมริกา เป็นต้น โดยประเด็นต่างๆ เหล่านี้จำต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดเพื่อหามาตรฐานที่เหมาะสมกับสภาพสังคมการเมืองของประเทศไทย

 

จริงอยู่แม้ว่าภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 จะได้มีการกล่าวถึงจำนวนเงินในการบริจาคให้กับพรรคการเมืองไว้ แต่ผู้เขียนเห็นการกำหนดอนุญาตให้บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลใดๆ บริจาคเงินให้แก่พรรคการเมืองได้ในจำนวนเงินไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี เป็นจำนวนเงินที่สูงเกินไป อาจไม่สามารถแก้ไขระบบการเมืองแบบนายทุนได้ ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาปฏิรูปจึงควรมาพิจารณาประเด็นนี้เสียใหม่

 

หากกระทำได้เช่นนี้แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าระบบการปฏิรูปทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง จะขจัดเส้นทางอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ในทางการเมือง ทำให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากระบบนายทุนที่จะเข้ามาครอบงำ กำหนดทิศทางทางการเมืองเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอันส่งผลให้เกิดปัญหาทางด้านการเมืองการปกครองในช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ หลักนิติรัฐ หรือที่รัฐธรรมนูญใช้คำว่า “นิติธรรม” ที่ถูกมองข้ามไป ไม่ให้ความเคารพและปฏิบัติตามจากชนชั้นผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง

 

เคยตั้งคำถามไหมว่า ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญไทยมีบทบัญญัติที่ดีมากมายหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบทบัญญัติทางด้านของการเมืองรวมถึงบทบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองในมิติทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ แต่ด้วยเหตุใดปัญหาต่างๆ ยังคงเกิดมาโดยตลอด ทั้งหมดนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่สังคมไทยไม่เป็นนิติรัฐนั่นเอง

 

ถึงแม้จะมีกฎหมายที่ดีเลิศปานใด แต่หากไม่มีผู้ใดเคารพและกระทำตามก็ไร้ประโยชน์ กล่าวคือ แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะมีบทบัญญัติที่ดี หรือตัวบทกฎหมายอื่นๆ จะดีมากมายเท่าใด แต่ถ้าองค์กรและประชาชนมิได้ให้ความเคารพ การเมืองการปกครอง การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน สังคมและเศรษฐกิจที่ดีและมีประสิทธิภาพคงมิอาจเกิดขึ้นได้

 

ผู้เขียนขอย้ำว่าการบัญญัติหลักการต่างๆ ไว้ในตัวบทกฎหมายมิได้หมายความว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้นทั้งหมด อันรวมถึงหลักนิติรัฐ ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการบัญญัติไว้ให้ทุกองค์กรปฏิบัติปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักนิติธรรม แต่กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่าหลายองค์กรมิได้กระทำตามบทบัญญัติดังกล่าวรวมถึงประชาชนด้วย

 

หากพินิจพิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ว่าประเทศที่มีระบบการเมืองการปกครองที่ดี จะเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญและเคารพในหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม ไม่ว่าจะเป็น ประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านี้มิได้มีการบัญญัติหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรมไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนเหมือนประเทศไทย

 

เหตุผลสำคัญที่ทำให้องค์กรต่างๆ และประชาชนของประเทศข้างต้นเคารพในหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม เนื่องจากเขาประพฤติปฏิบัติเป็นประเพณี (Tradition) จนกระทั่งกลายมาเป็นบรรทัดฐาน (Norm) ที่ทุกคนทำกันเป็นปกติวิสัยอยู่แล้ว จึงเป็นโจทย์ใหญ่ให้ผู้ที่จะเข้ามาปฏิรูปการเมืองได้ไปขบคิดว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนในสังคมไทยให้ความเคารพต่อหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรมเช่นเดียวกันกับนานานอารยประเทศ

 

โปรดได้ตระหนักว่ารัฐธรรมนูญมิได้เป็นบ่อเกิดของการปฏิบัติตามหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม หากแต่เป็นเพียงตัวรักษาและธำรงค์หลักการดังกล่าวไว้เท่านั้น ดังนั้น ผู้เขียนเห็นว่าเพียงการนำเอาหลักการดังกล่าวมาบัญญัติอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในรัฐธรรมนูญมิได้เป็นการรับประกันว่าสังคมไทยจะเป็นนิติรัฐ หรือนิติธรรมได้ โดยแนวคิดนี้ยังสามารถตอบโจทย์ในกรณีที่ว่าการบัญญัติหลักการที่สำคัญๆ ทางด้านการเมืองการปกครอง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ การส่งเสริมทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ไว้ในรัฐธรรมนูญก็มิได้ทำให้สังคมไทยเป็นไปตามที่ผู้ร่างต้องการ หากมิได้มีการกระทำตามด้วยเช่นเดียวกัน

 

ท้ายที่สุดนี้ การปฏิรูปทางการเมืองจะสำเร็จเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ต่อเมื่อสามารถทำให้สังคมไทยกลายเป็น“นิติสังคมรัฐ” ได้ อันหมายถึง รัฐที่ทุกคนนั้นอยู่ภายใต้ความเสมอภาคกันทั้งทางด้านของกฎหมาย สังคมและเศรษฐกิจ ฯลฯ มิฉะนั้นแล้ว การปฏิรูปการเมืองในครั้งนี้ก็จะเป็นเพียงการลดกระแสสังคมที่กดดันมาเท่านั้นว่าตนเองได้ทำการปฏิรูปแล้ว ซึ่งก็ไม่ต่างกับการสับไพ่ ที่ไพ่แต่ละใบก็คือไพ่ใบเดิมๆ แทนที่จะเป็นการเปลี่ยนไพ่สำรับใหม่

 

Read Full Post »

Older Posts »