Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘subprime’

recommendare

Rajan

บันทึก

จากบรรยายหัวข้อ  “รากระดับโลกของวิกฤตการเงินปัจจุบัน และนัยยะต่อการกํากับดูแล

The Global Roots of the Current Financial Crisis and its Implications for Regulation”

 

International Symposium ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ประจําปี 2008

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2551

บรรยาย  โดย

 

รากุราม ราจัน  Raghuram Rajan

นักเศรษฐศาสตร์การเงิน  มหาวิทยาลัยชิคาโก

อดีตหัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์ประจํากองทุนการเงินระหว่างประเทศ 

ผู้เขียนหนังสือ  Saving Capitalism from the Capitalists

แปล  โดย

สฤณี อาชวานันทกุล  นักวิชาการอิสระ

 

กล่าวดังนี้

 

รากของวิกฤตการเงิน 

วิกฤตการเงินปัจจุบันประกอบด้วยปัญหาหลักสองประการ ได้แก่ การปล่อยสินเชื่อมากเกินควร (excessive credit) และการใช้เงินกู้ในการดําเนินธุรกิจมากเกินควร (excessive leverage) ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนสภาพคล่องอย่างรุนแรง สถาบันการเงินล้มละลาย และตลาดตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนก (panic)

คําถามของราจันคือ รากของวิกฤตในครั้งนี้คืออะไร และเชื่อมโยงกันอย่างไรบ้าง

 

1.  การปล่อยสินเชื่อมากเกินควร


ราจันสาวรากของปัญหาการปลอยสินเชื่อมากเกินควรกลับไปถึงวิกฤตการเงินในประเทศกําลัง พัฒนาปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งทําให้รัฐบาลของประเทศที่เผชิญกับภาวะวิกฤตดําเนินนโยบายอย่างอนุรักษ์นิยมมากกว่าเดิม ออมเงินที่ได้รับจากการส่งออกมากขึ้นและลงทุนน้อยลง ส่งผลให้เกิดความต้องการตราสารการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีอายุ (maturity) สั้น ในขณะเดียวกัน การระเบิดของฟองสบู่ภาคไอทีในอเมริกา (สะท้อนในการดิ่งลงของตลาดหุ้นแนสแด็ก) ในปี 2001 ก็ส่งผลให้ธนาคารกลางดําเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ําเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ระดับการลงทุนของภาครัฐและเอกชนทั่วโลกเติบโตไม่ทันความต้องการลงทุนของเงินออมที่ เพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่า ก่อให้เกิดภาวะ “เงินออมล้นโลก” (savings glut) ซึ่งในที่สุดก็ไหลเข้าสู่ตลาด หลักๆ ที่เปิดรับการลงทุน รวมทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์​ในประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้ทั้งราคาบ้านและอัตราการก่อสร้างบ้านใหม่ถีบตัวสูงขึ้น 

 

คําถามต่อไปคือ ทําไมวิกฤตการเงินจึงเกิดขึ้นในอเมริกาก่อน? ในมุมมองของราจัน คําตอบอยู่ ในข้อเท็จจริงที่ว่าตลาดการเงินในอเมริกาเป็นตลาดที่ “ก้าวหน้า” ที่สุดในแง่ของนวัตกรรมทาง การเงิน ซึ่งสามารถนําส่งผลตอบแทนสูงๆ ที่นักลงทุนต่างชาติ (นอกอเมริกา) ต้องการ ตราบใด ที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังบูมอยู่ พ่อมดการเงินในอเมริกาแปลงสินเชื่อบ้านซับไพรมให้กลายเป็นหลักทรัพย์ที่มีระดับความน่าเชื่อถือ  AAA  ด้วยการนําสินเชื่อซับไพรมมารวมกันเป็น หลักประกันของหลักทรัพย์  (mortgage-backed securities หรือ MBS) ซึ่งแบ่งความเสี่ยง ออกเป็นหลายชั้น ดังนั้น สินเชื่อซับไพรมมูลค่า $100 ซึ่งมีความเสี่ยงว่า 5% หรือ $5 จะชําระ คืนไม่ได้ จึงถูกแปลงเป็นตราสารหนี้ AAA มูลค่า $80, ตราสาร A มูลค่า $5 และตราสาร BBB มูลค่า $10 (มูลค่า $5 ที่เหลือคือ “ส่วนทุน” (equity) ของหลักทรัพย์เพื่อซึมซับความเสี่ยงที่ 5% อาจชําระคืนไม่ได้) หลังจากนั้นพ่อมดการเงินก็เอาตราสาร BBB ไปกองรวมกัน ใช้เป็นหลักประกันของหลักทรัพย์ใหม่เรียกว่า collateralized debt obligation (CDO) เสร็จแล้วก็เอา CDO หลายอันไปกองรวมกันเป็นหลักประกันของหลักทรัพย์ใหม่อีกทอดหนึ่ง เรียกว่า “CDO square” (CDO ยกกําลังสอง) ทําแบบนี้เป็นทอดๆ และสถาบันจัดอันดับเครดิตก็ยินดีรับรองหลักทรัพย์เหล่านี้ ไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดว่าความเสี่ยงดั้งเดิมซึ่งถูกหั่นออกเป็นชั้นๆ ได้กระจาย ไปอยู่ที่ไหนบ้าง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสําคัญ เพราะหลักทรัพย์เหล่านั้นนําส่งผลตอบแทนได้ตรงตามสัญญา ตราบใดที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ยังไม่แตก

 

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การแปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ (securitization) ได้ลดทอนคุณภาพของสินเชื่อ ที่สถาบันการเงินปล่อย ธนาคารประสบปัญหา “จริยวิบัติ” (moral hazard) คือปล่อยกู้อย่างหละหลวม ไม่ใช้วิจารณญาณในการตรวจสอบความสามารถในการชําระหนี้ของลูกหนี้เท่าที่ควร ปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ควรได้รับอนุมัติสินเชื่อตั้งแต่แรก รวมทั้งคนที่ไม่มีงานทํา ไม่มีสินทรัพย์ และไม่มีรายได้ หรือที่เรียกว่า “NINJA” (no income, no job or assets) กระบวนการแปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ลดทอนข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถในการชําระหนี้ ซึ่งปกติมีทั้ง ข้อมูลเชิงตัวเลข (hard information) และข้อมูลเชิงคุณภาพ (soft information) ให้เหลือเพียง ข้อมูลเชิงตัวเลขเท่านั้น

 

2. การใช้เงินกู้ในการดําเนินธุรกิจมากเกินควร


ปัญหาต่อมาคือหลังจากที่แปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ไปแล้ว สถาบันการเงินหลายแห่งยังมี หลักทรัพย์ที่โยงกับซับไพรม (เช่น CDO หรือ CDO square) ปริมาณมหาศาลอยู่ในงบดุล เนื่องจากหลักทรัพย์เหล่านั้นให้ผลตอบแทนสูง ใช้เงินกู้  (leverage) ระยะสั้นในการซื้อ หลักทรัพย์เหล่านี้ หลังจากที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก ราคาบ้านเริ่มปรับตัวลดลง ลูกหนี้ซับ ไพรมเริ่มชําระคืนไม่ได้ มูลค่าของหลักทรัพย์ที่อ้างอิงซับไพรมก็ตกลงอย่างฮวบฮาบ ไม่มีใครอยากซื้อขายหลักทรัพย์ เจ้าหนี้เงินกู้ระยะสั้นก็เริ่มเรียกเงินกู้คืน สถาบันการเงินประสบปัญหา ในการหาเงินมาชําระหนี้ ส่งผลกระเพื่อมต่อเนื่องไปยังสถาบันการเงินอื่นๆ ผ่านการดิ้นรนขาย เลหลังหลักทรัพย์เหล่านี้ (fire sale) ซึ่งก็ทําให้มูลค่าของหลักทรัพย์ยิ่งตกลงไปอีก สถาบัน การเงินยิ่ง “ร้อนเงิน” มากกว่าเดิม และสภาพคล่องที่หดหายก็ทําให้สถาบันการเงิน “กอด” เงินสดเอาไว้แทนที่จะปล่อยสินเชื่อ นําไปสู่ภาวะ “สินเชื่อตึงตัว” (credit crunch) ซึ่งก่อความ เดือดร้อนให้กับภาคเศรษฐกิจจริง เพราะทําให้ลูกหนี้คุณภาพดีพลอยกู้ไม่ได้และเผชิญกับต้นทุน ทางการเงินที่สูงกว่าปกติ

 

ถึงตรงนี้คําถามที่น่าสนใจสองข้อคือ เหตุใดสถาบันการเงินจึงซื้อหลักทรัพย์อ้างอิงซับไพรมใน ปริมาณมหาศาล? และเหตุใดพวกเขาจึงใช้เงินกู้ระยะสั้นในการลงทุนดังกล่าว?

 

ตอบคําถามข้อแรก ราจันมองว่าคําตอบอยู่ในปัญหาธรรมาภิบาลหรือปัญหาตัวแทน (agency problem) ในระบบการเงิน เขายกตัวอย่างคําพูดของ Chuck Prince อดีตซีอีโอของธนาคาร ยักษ์ใหญ่ Citigroup (ซึ่งลาออกในเดือนพฤศจิกายน 2007 หลังจากที่ Citigroup ประกาศผล ขาดทุนในหลักทรัพย์อิงซับไพรม ด้วยเงินค่าชดเชย $38 ล้าน) ตอนที่ตอบคําถามผู้สื่อข่าว Financial Times ในเดือนกรกฎาคม 2007 เกี่ยวกับความเสี่ยงของหลักทรัพย์ดังกล่าวซึ่งมี มูลค่าลดลงมากในเดือนนั้นว่า

“เมื่อดนตรีหยุดเล่น ในแง่ของสภาพคล่อง เรื่องนี้ก็คงซับซ้อนมาก แต่ตราบใดที่ดนตรียังเล่นอยู่ คุณก็ต้องลุกขึ้นเต้น ตอนนี้เรากําลังเต้นตามดนตรี”

 

ราจันย้ําว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับผู้บริหารสูงสุดของสถาบันการเงินเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในระดับรองลงมาด้วย เนื่องจากนักค้าตราสารอนุพันธ์หรือเทรดเดอร์ (trader) ได้รับเงินเดือนและโบนัสที่ตั้งอยู่บนผลการดําเนินงานระยะสั้น ไม่มีใครรับผิดชอบผลการดําเนินงาน ในระยะยาว ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงยังคงอยู่ว่าจะเกิดวิกฤตไม่ช้าก็เร็ว และประสิทธิผลของระบบ บริหารความเสี่ยงภายในก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ ตราบใดที่พวกเขายังได้กําไร (“ตายใจ” ว่าความเสี่ยงจะไม่เกิดขึ้นจริง) ดังนั้น เทรดเดอร์จึงอาจเข้าใจผิดว่าพวกเขามีความสามารถสูง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงผลตอบแทนของพวกเขามาจากค่าความเสี่ยงของตลาด (market risk premium) เพียงเท่านั้น คล้ายกับในกรณีประกันแผ่นดินไหว ที่บริษัทประกันจะมีรายได้จากเบี้ยประกันไปเรื่อยๆ ตราบใดที่แผ่นดินไหวยังไม่เกิด

 

ต่อคําถามที่ว่าเหตุใดสถาบันการเงินจึงใช้เงินกู้ระยะสั้นในการซื้อหลักทรัพย์เหล่านี้ ราจันมองว่า คําตอบคือเพราะเงินกู้มีต้นทุนต่ํากว่าการเพิ่มทุน (ขายหุ้น หรือ equity) และที่เงินกู้มีระยะสั้นก็เพราะสินทรัพย์ของสถาบันการเงินมีสภาพคล่องสูง โดยเฉพาะหลักทรัพย์อิงซับไพรม (ก่อนเกิด วิกฤต) ทําให้เจ้าหนี้ของสถาบันการเงินย่อมอยากปล่อยกู้ในระยะสั้นมากกว่าระยะยาว

 

บทเรียนจากวิกฤต และวิธีการรับมือ

 

ราจันย้ําว่าวิกฤตการเงินในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาปล่อยสินเชื่อมากเกินควรจะเกิดจากจุดไหน ในระบบก็ได้  และเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะก่อปัญหาให้กับทั้งระบบ  ภาวะขาดแคลนสภาพคล่อง เปรียบเสมือน “โรคติดต่อ” ในระบบการเงิน นอกจากนี้ นโยบายการเงินก็ส่งผลกระทบต่อระดับ เสถียรภาพของระบบการเงินด้วย กล่าวคือ ตราบใดที่สถาบันการเงินเชื่อว่าภาครัฐจะดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ํา พวกเขาก็จะมีแรงจูงใจอย่างต่อเนื่องที่จะกู้เงินระยะสั้นมาลงทุนใน สินทรัพย์ระยะยาว (เช่น สินเชื่อซับไพรม)

 

ในแง่ของการกํากับดูแล ราจันมองว่าถ้าภาครัฐพยายามกํากับดูแลธุรกิจในระบบการเงินที่ถูก กํากับดูแลอย่างเข้มงวดอยู่แล้วให้เข้มงวดขึ้นกว่าเดิมอีก สถาบันการเงินก็จะหาทางหลบเลี่ยง กฎเกณฑ์ไปทําธุรกรรมใน “ระบบการเงินเงา” เช่น ใช้โครงสร้าง special purpose vehicle (SPV) ในดินแดนปราศภาษี ราจันมองว่าการพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจให้มอง ระยะยาวมากขึ้นจะมีประโยชน์กว่า เพราะปัจจุบันกฎเกณฑ์ของภาครัฐตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่า ผู้บริหารสถาบันการเงินทํางานเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ระยะยาวของผู้ถือหุ้น

 

ราจันมองว่าในเมื่อเราไม่มีทางหลบเลี่ยงวิกฤตการเงินที่ย่อมจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว และในเมื่อเราต้องยอมรับว่าสถาบันการเงินหลายแห่ง “ใหญ่เกินกว่าที่จะปล่อยให้ล้ม” จริงๆ เราก็ควรให้ความสําคัญกับการปรับปรุงโครงสร้างให้แข็งแรงเพียงพอที่จะบรรเทาความเสียหายจากวิกฤต โดยที่ใช้เงินของภาคการเงินเอง ไม่ใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างที่เกิดขึ้น และก็ไม่ควรพุ่งเป้า ไปที่การเขียนกฎเกณฑ์ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤต เพราะเราไม่สามารถป้องกันได้ ราจัน เปรียบเทียบว่า ไม่ว่าเราจะเขียนกฎเกณฑ์การสร้างอาคารให้รัดกุมปลอดภัยเพียงใด เราก็ไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้เลยได้  แต่เราสามารถติดตั้งหัวฉีดน้ําดับเพลิงในอาคารมากกว่าเดิม หัวฉีดน้ําที่ภาคเอกชนควรเป็นผู้รับภาระ ไม่ใช่ภาครัฐหรือสังคม

 

“หัวฉีดน้ํา” ในภาคการเงินในมุมมองของราจัน ไม่ใช่การเรียกร้องให้สถาบันการเงินเพิ่มระดับ ทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (capital requirements) ให้สูงกว่าในอดีต เพราะทุนของธนาคารซึ่งก็คือ หุ้นมีต้นทุนทางการเงินค่อนข้างสูงดังที่ได้อธิบายไปแล้ว และการบังคับให้สถาบันการเงิน “กัน” ทุนไว้เฉยๆ ในงบดุลก็จะยิ่งสร้างแรงจูงใจให้หาวิธีหลบหลีก นําทุนนั้นไปแสวงหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง (เพื่อหาผลตอบแทนสูง) ก่อให้เกิดปัญหาตัวแทนไม่ต่างจากที่แล้วมา นอกจากนี้การเพิ่มระดับทุนก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาการเลหลังหลักทรัพย์และภาวะสินเชื่อตึงตัว เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาระยะสั้นที่เกิดจากการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงและภาวะตื่นตระหนก ไม่ใช่การขาดแคลนเงินทุน (ถึงแม้ว่าการขาดแคลนเงินทุนก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา)

 

ราจันเสนอว่า “หัวฉีดน้ํา” ที่เหมาะสมน่าจะเป็นการ “ประกันเงินทุน” (capital insurance) ในทางที่คล้ายกับกรมธรรม์ประกันภัยธรรมชาติ กล่าวคือ เพิ่มระดับทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่สถาบันการเงินต้องมี แต่ยอมให้สถาบันการเงินใช้ “ทุนฉุกเฉิน” (contingent capital) ที่จะไหลเข้าก็ต่อเมื่อเกิดวิกฤต โดยตั้งอยู่บนเงื่อนไข (triggers) บางประการที่ตกลงกันก่อนล่วงหน้า โดยในระยะแรกทุนฉุกเฉินที่หาได้จะถูกนําไปใส่  “ตู้นิรภัย” ที่ธนาคารกลาง ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลโดยไม่ให้สถาบันการเงินถอนออก นักลงทุนที่ลงทุนใน “ทุนฉุกเฉิน” ของสถาบันการเงินจะได้รับ ผลตอบแทนเป็นเบี้ยประกันจากสถาบันการเงิน เมื่อเกิดภาวะวิกฤต ตู้นิรภัยจะถูกไขออก ทุน ฉุกเฉินจะไหลเข้าสู่สถาบันการเงินจนถึงเพดานที่กําหนดล่วงหน้า วิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนทาง การเงินและปัญหาตัวแทนของสถาบันการเงิน และไม่น่าจะเพิ่มปัญหา “จริยวิบัติ” ในระดับที่ต้อง กังวล เพราะไม่ได้จ่ายชดเชยผลขาดทุนของธนาคารโดยตรง แต่จ่ายตาม triggers เมื่อเกิดวิกฤต

 

ราจันทิ้งท้ายว่า การประกันเงินทุนดังกล่าวไม่ควรให้รัฐบาลเป็นผู้ขาย เนื่องจากรัฐจะเผชิญกับ แรงกดดันทางการเมืองจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ให้ขายประกันในราคาที่ประเมินความเสี่ยง ต่ําเกินไป ไม่ต่างจาก “ของขวัญ” ให้เปล่า และในภาพรวมเขาคิดว่ารัฐบาลทั่วโลกจะเปิดกว้าง มากขึ้นในการพิจารณาที่จะดําเนินโยบายการเงินแบบสวนกระแสเศรษฐกิจ (countercyclical) ในภาวะที่ราคาสินทรัพย์พุ่งสูงเกินควร เพื่อชะลอความเร็วและบรรเทาความรุนแรงของวิกฤต การเงินที่จะเกิดขึ้นเมื่อถึงจุดที่ฟองสบู่แตก

 

English version

 

The Global Roots of the Current Financial Crisis and its Implications for Regulation 

 

Anil Kashyap     University of Chicago

Raghuram Rajan  University of Chicago

Jeremy Stein     Harvard University

 

Read Full Post »

จากหลายคนที่คิดๆว่าเศรษฐกิจสหรัฐนั้นกำลังร่วง และเกิดการหดตัวหรือเศรษฐกิจตกต่ำมาเป็นระยะเวลานานแล้ว อีกทั้งยังมีเพลงฮิปฮอป ออกมาของ Young Jeezy ชื่อเพลง The Recession ก็ลองไปหาฟังเอาเองเลยละกัน

ก็มีหลายอย่างที่ทำให้มนุษย์ปุถุชนทั่วไปของชาวอเมริกัน รู้สึกว่าเศรษฐกิจตกต่ำ สาเหตุหลักๆใหญ่นั่นก็มาจาก ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น อีกทั้ง การว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น รายงานหุ้นที่ได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ตกถึงมือชาวอเมริกันมากนัก

อะไรเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จิตคิดไปเองทั้งสิ้นทั้งๆที่ GDP ของประเทศนั้นก็เพิ่มเยอะกว่าที่คาดการณ์ไว้จาก 1.2% เป็น 1.8% ซึ่งนั้นก็ถือว่าเพิ่มเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศ G-7 แล้ว อีกทั้งเรื่องการว่างงาน ที่มี 6.8% แต่หากกลับไปดูปี 90-91 นั้น ว่างงานสูงถึง 7.8% หลังจาก 1982 ว่างงาน 10.8%)

หลายอย่างที่ทำให้คนคิดเอาเองว่างานที่ตนทำนั้นไม่มั่นคง ล้วนแล้วแต่คิดไปเองทั้งนั้น ส่วนใหญ่แล้วมาจากความมั่นคงของอาชีพตน ที่มีหลายบริษัทล้มลง อีกทั้งปัญหา subprime ซึ่งเป็นการลงทุนโดยเงินส่วนใหญ่เป็นของชาวต่างชาติ ที่มารวมกันปล่อยกู้ให้คนในประเทศ ทำให้เวลาล้มแล้ว คนอเมริกานั้น ไม่ได้เจ็บหนักเท่าไหร่ เพราะไม่ได้เอาเงินมาลง เท่าใดนัก

แล้วอีกปัญหาหนึ่งหลายคนอาจคิดว่าเศรษฐกิจไม่ดี แล้วรายได้จะลด แต่ไม่ใช่ หากแต่ว่าเป็น การที่คิดว่าหลายๆอย่างในประเทศนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แล้วบริษัทก็ล้มมากมาย อาจส่งผลต่อความมั่นคงของการงานที่ไม่สามารถทำให้แน่ใจได้ว่าเมื่อไหร่จะโดนโละทิ้ง อย่างไม่ใยดีซะที และกังวลต่ออนาคตของตัวเองว่าจะเป็นอย่างไร – นี่แหละ คือสาเหตุสำคัญใหญ่ๆ ของหลายๆคนที่คิดว่าทำให้เศรษฐกิจนั้นกำลังอยู่ในช่วงตกต่้ำ

แต่ดูจากรูปการณ์จากเหตุการณ์ต่างๆแล้วนั้น ชาวอเมริกันส่วนใหญ่นั้น จะไม่ค่อยสนใจความจริงเท่าไหร่ หรือเรียกได้ว่าเอาอารมณ์เป็นหลัก เช่น ตอนปี 1992 George H.W. Bush ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วง Recession คล้ายๆเวลานี้ แต่เวลาหาเสียงบอกว่า เศรษฐกิจจะเติบโตต่อไปได้อย่างดี ซึ่งต่างจากคลินตัน ที่บอกว่าเข้าใจหัวอกชาวอเมริกันดี ทำให้ชาวอเมริกันเชื่อคลินตันมากกว่า และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวอเมริกันเลือกคลินตัน

จึงเป็นบทเรียนให้ โอบามา และแมคเคน มาพูดในรอบนี้ พูดในทำนองเดียวกันเปี๊ยบ ที่แมคเคนก็บอกว่า มันไม่ได้แย่อย่างที่คิดมากนัก ส่วนโอบามาก็บอกทำนองเดียวกับคลินตัน ดังนั้น รอบนี้ก็ต้องลองมาดูกัน ว่าใครจะได้เป็น หุหุหุ

แต่ในทางกลับกัน ในประเทศไทยนั้น หุ้นก็ตกระนาว อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด นโยบายการเงิน และทิศทางการเมืองที่ยังขาดความชัดเจนและแน่นอน ทำให้เกิดภาวะความล้มเหลวทางความเชื่อมั่นด้านการลงทุนอย่างรุนแรง แต่ประชาชนชาวไทยก็ยังไม่สะทกสะท้าน ไปชุมนุม ไม่ยอมทำงาน ประท้วงนู่นนี่ ไม่คิดคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจในระยะยาว คิดแต่ว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองที่ยังไม่มีข้อเสนอ ที่ชัดเจน มิได้มีข้อมูลมาก่อน ทำให้ประเทศขาดช่วงในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ก้าวถอยหลังสู่ความยากจนดักดานเรื้อรังที่มีท่าทีว่าจะกินเวลายาวนาน

ซึ่งในต่างประเทศขณะนี้ ถึงแม้ยังมีปัญหาด้านเศรษฐกิจมากมาย แต่ก็ยังพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดอยู่ดี ไม่มีประเทศใดจะมาคอยใจดีรอประเทศโลกที่สามที่ยังมีมือที่มองไม่เห็นจูงจมูกอยู่เบื้องหลัง และทะเลาะกันเองโดยยกเอาประเด็นที่ไม่สามารถขัดแย้งได้ด้วย กฏหมายและ norm ของประเทศมาเป็นต้นเหตุในการอ้างสิทธิ์ในการกระทำอันไม่พึงกระทำ ตามหลักว่าด้วยกฏหมายและศีลธรรมอันดีที่จะสะท้อนออกไปสู่สายตาภาพลักษณ์ชาวต่างชาติ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการมาลงทุน และเกิด liquidity ของเงินที่ต่ำลง ทำให้ลงทุนช้าลง จ้างงานน้อยลง คนจนลง และเกิดเศรษฐกิจตกต่ำอย่างแท้จริง หลังจากโดนจูงจมูกมานั่งตากแดดตากฝนอยู่นาน คนที่เป็นพิธีกรก็รวยแล้วหนีเข้ากลีบเมฆไปอยู่ต่างประเทศ หรือไปเสพย์สุขจากเงินที่ได้จากการขายเสื้อเหลืองและมือตบทั้งหลาย

หุหุหุ บ่นพอแล้ว เนื้อหาวิชาการน้อยไปหน่อย รอบนี้ หุหุหุ

Read Full Post »

triamboy

IN GOD WE TRUST

Official national motto of The United States and The U.S. State of Florida.

 

ในพระผู้เป็นเจ้า,  เราเชื่อมั่น  หรือกล่าวได้ว่าเราเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า  สามารถพบเห็นได้ทั่วไปบนธนบัตร  และเหรียญดอลลาร์สหรัฐอเมริกา  เนื่องมาจากบรรยากาศที่อบอวลด้วยความศรัทธาศาสนาเป็นอย่างมากในช่วงสงครามการเมืองของอเมริิกา  และเพื่อเป็นการระลึก  ตระหนักถึงพระผู้เป็นเจ้าผ่านสิ่งของที่มีความใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุดในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน  มากกว่านั้นข้าพเจ้าเชื่อว่าการนำวลีนี้มาใช้บนเงินตราของดอลลาร์สหรัฐอเมริกานั้น  ทำขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่น  ความมั่นใจ  แล้วจูงใจให้มีการใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า  และบริการ เพื่อทดแทนการแลกเปลี่ยนสินค้าโดยตรง  มากกว่านั้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการเป็นเงินตราสกุลสากล  โดยควบคู่กับการเผยแพร่ศาสนาในช่วงอดีตที่ผ่านมา

 

เห็นได้ว่าการสร้างความเชื่อมั่น  เป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้นต่อการจูงใจให้ทำกิจกรรมต่างต่างที่วางไว้  หรือกิจกรรมที่ต้องการให้เกิดขึ้น  ทุกกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองทุกหน่วย  หากพิจารณาย้อนกลับไปในอดีต  พบว่า  เรากำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตทุกอย่างของสิ่งมีชีวิตในโลก  โดยพยายามฝืนข้อจำกัด  เงื่อนไขที่ธรรมชาติกำหนด  ที่กิจกรรมทุกอย่างมีการดำเนินไปตามวัฏจักรของธรรมชาติ  กล่าวได้ว่ามีดำเนินตามวงจรของธรรมชาติ  (Pro-cyclical of nature)  หรือกำหนดโดยอุปทาน   (Supply-side world  – ตอบสนองความต้องการผู้ผลิต  ที่มีธรรมชาติเป็นผู้ผลิต)  โดยเปลี่ยนเป็นการดำเนินกิจกรรมตามความต้องการของมนุษย์  ภายใต้เงื่อนไข  และบริบทใหม่ที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการนั้น  โดยเงื่อนไขของธรรมชาตบางส่วนที่ได้รับการท้าทาย  (Counter-cyclical of nature)  หรือกล่าวได้ว่าดำเนินตามวงจรใหม่ที่มนุษย์สร้างขึ้น  ตามวัฏจักรต่างๆที่สร้างขึ้น  ที่ถูกกำหนดโดยอุปสงค์  (Demand-side world – ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค  ที่มีมนุษย์เป็นผู้บริโภค)

 

ดังนั้นหากเราต้องการดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองตามวัฏจักรใหม่ที่มนุษย์เราเองออกแบบขึ้นมา  โดยมีเป้าหมายที่คาดว่า  มนุษย์โดยรวมจะมีคุณภาพชีิวิตที่ดีขึ้น  เงื่อนไขที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อโลกของการตอบสนองความต้องการ  คือ  การสร้างความเชื่อมั่น  ความมั่นใจ  ความศรัทธาในระบบ  แบบจำลองที่สร้างขึ้น  เพื่อที่จะได้ดำเนินกิจกรรมตามเส้นทาง  กระบวนการที่กำหนดไว้  โดยมีผลลัพธ์ในอนาคตด้านดี (ถูกนำเสนอส่วนใหญ่ด้านเดียว) ที่ถูกคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเป็นเป็นแรงจูงใจสำคัญ  อาทิ

 

วงจรทางสัมคมในโลกของการตอบสนองความต้องการ  เช่น  วงจรความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน  วรจรสังคมเมือง  วงจรสังคมชนบท  เป็นต้น

วงจรทางเศรษฐกิจในโลกของการตอบสนองความต้องการ  เช่น  วงจรธุรกิจ  วงจรปิโตรเคมี  วงจรการเงิน เป็นต้น

วงจรทางการเมืองในโลกของการตอบสนองความต้องการ  เช่น  วงจรของอำนาจต่างๆ  ทั้งบริหาร  นิติบัญญัติ  ตุลาการ  องค์กรอิสระ  รวมถึงการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน  รวมถึงวงจรของระบอบการเมืองต่างๆ  เป็นต้น

โดยแต่ละวงจรมีรายละเอียดของเงื่อนไข  บริบทที่แตกต่างกันไปตามที่กำหนดไว้

 

แต่นั่นเป็นเพียงด้านของโลกที่สวยงาม  ในยามปกติสุขเท่านั้น  หากพิจารณาในทางกลับกัน  พบว่า  เมื่อเกิด  “ความกลัว”  ความไม่เชื่อมั่น  ไม่เชื่อถือขึ้นในระบบใดระบบหนึ่งที่สร้างขึ้นมานั้น  ผลลัพธ์ที่ออกมาน้ันยากต่อการคาดการณ์ได้อย่างชัดเจน  มีผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงอีกมากที่เกิดขึ้นตามมา  และที่สำคัญกว่าคือ  ผลลัพธ์ที่ได้มีทิศทางตรงข้ามกับผลลัพธ์ตามวงจรที่กำหนดไว้ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความเชื่อมั่นในระดับสูง  ยากต่อการคาดคะเนขนาดของความเสียหายที่ชัดเจน  รวมถึงความหายนะที่คาดไม่ถึงด้วย  เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนมากขึ้น  จึงขอยกตัวอย่างสถานการณ์อธิบายประกอบ  ดังนี้

วงจรของสินทรัพย์

ในปัจจุบันมีสินทรัพย์ให้มนุษย์เลือกถือครองมากมายหลายชนิด  รวมถึงสินทรัพย์ที่ได้รับการพัฒนาขั้นสูง  โดยปกติแล้วสินทรัพย์ที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนในตลาดนั้น  ความต้องการถือครองสินทรัพย์แต่ละชนิดมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้าม  หรือสามารถทดแทนกันได้  คือ  ถ้าสินทรัพย์ชนิดหนึ่งมีผลตอบแทนลดลง  ความต้องการต่อสินทรัพย์นั้นลดลง  ทำให้ราคาสินทรัพย์ลดลง  ผู้ลงทุนนำเงินที่ได้ย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า  (โดยเปรียบเทียบ)  ความต้องการต่อสินทรัพย์นี้เพิ่มขึ้น  ทำให้ราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้น   การทดแทนได้ในสัดส่วนมากน้อยเท่าไหร่นั้นหมายถึงความยืดหยุ่นของการทดแทนกันของสินทรัพย์  สินทรัพย์บางชนิดสามารถทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์  หมายความว่า  สินทรัพย์เดิมจำนวน 1  หน่วย  สามารถเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ใหม่  1  หน่วย  เป็นต้น

 

จากผลเชิงประจักษ์ของกรณีซับไพร์ม  พบว่า  จากภาวะฟองสบู่แตกของอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกา  ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงต่อเนื่องอย่างมาก  กอปรกับการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ประเภทด้อยมาตรฐานที่มีปริมาณมาก  เนื่องมาจากความต้องการอสังหาริมทรัพย์อย่างมากในช่วงก่อนฟองสบู่แตก  เมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงทำให้ธนาคารพาณิยช์ต้องดำเนินการป้องกันความเสี่ยงโดยเรียกเงินกู้คืน  เมื่อผู้กู้ไม่สามารถชำระได้  ทำให้เกิดหนี้ที่ก่อไม่ให้เกิดรายได้ขึ้น  มากกว่านั้นธนาคารพาณิยช์ยังมีการออกตราสารหนี้โดยที่ใช้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ประเภทด้อยมาตรฐานเป็นสินทรัพย์คำ้ประกัน  ที่เรียกว่า  Collatteral Debt Obligation (CDO)  เมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลง  ทำให้มูลค่าตราสารหนี้ชนิดนี้ลดลงด้วย  โดยที่ตราสารหนี้ี่ใช้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ประเภทด้อยมาตรฐานเป็นสินทรัพย์คำ้ประกันนี้ได้รับการถือครองจากนักลงทุนทั่วโลก  เนื่องมาจากผลตอบแทนในระดับสูง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับต่ำ  ซึ่งมีความเสี่ยงสูง  สภาพคล่องน้อย  ทำให้ธนาคารพาณิยช์ต้องนำเงินมารับซื้อหน่วยลงทุนคืนจากผู้ต้องการขายหน่วยจำนวนมาก  ถ้าธนาคารพาณิยช์มีสภาพคล่องไม่เพียงพอ  ทำให้ต้องขายสินทรัพย์ที่มีการลงทุนทั่วโลกออกไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหุ้นซึ่งมีสภาพคล่องสูง  ผลตอบแทนในระดับสูง

 

เห็นได้ชัดว่าเมื่อเกิด “ความกลัว” ขึ้นในตลาด  ไม่มีความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่ง  นำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นโดยรวม  พบว่า  เมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงต่อเนื่องอย่างมาก  เกิดความกลัว  ไม่่เชื่อมั่นต่อตลาด  แทนที่จะมีการเปลี่ยนการถือครองสินทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์  เป็นสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า  ทำให้ราคาสินทรัพย์นั้นสูงขึ้น  แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น  เนื่องจากความกลัว  ทำให้นักลงทุนไม่เชื่อมั่น  ไม่ต้องการถือครองสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงทั้งสูง  และต่ำ  รอดูแนวโน้มในอนาคต  เพราะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าขนาดของความเสียหายเท่าไหร่  ทั้งประเด็นของส่วนไหนบ้างที่ได้รับความเสียหาย  ส่วนที่ได้รับความเสียหาย  เสียหายมากน้อยแค่ไหน  และความเสียหายทางอ้อมต่อธุรกิจอื่น  ทำให้ความต้องการถือครองสินทรัพย์ต่างๆลดลงอย่างรวดเร็ว  ราคาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเกือบทุกชนิดลดลงอย่างมากในระยะเวลารวดเร็ว  และต่อเนื่องเรื่อยมา  ยกเว้นเสียแต่สินทรัพย์ที่เกือบจะไม่มีความเสี่ยง  คือ  ทองคำ  ซึ่งเป็นหลักประกันความมั่งคั่ง  และมั่งคงของแต่ละประเทศ  ซึ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้น  ทำให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่วิกฤตซับไพร์ม

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นเห็นได้ว่าเมื่อมีความกลัว  ไม่มีความเชื่อมั่นในวงจรที่สร้างขึ้นในโลกของการตอบสนองความต้องการ  ทำให้เกิดผลลัพธ์ในทิศทางตรงข้ามซึ่งไม่เป็นที่พึงประสงค์  (ไม่ต้องการ)  อย่างมาก  นั่นเป็นเพราะว่าวงจรที่สร้างขึ้นมานั้นเป็นความต้องการที่พยายามฝืนธรรมชาติ  ละเลยเงื่อนไขธรรมชาติบางส่วนไป  ต่างจากวงจรธรรมชาติที่เป็นแบบจำลองที่รวมเอาทุกอย่างไว้ด้วยกัน  รวมถึงกำหนดซึ่งกันและกัน  ในกรณีซับไพร์ม  นั้นคือ  การละเลย “ความกลัว”  อันเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของมนุษย์เราเอง

 

หากคุณยังคงมี “ความกลัว”

คุณยังคงเป็นมนุษย์โดยธรรมชาติ

Read Full Post »