Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘south’

recommendare

บทความเรื่อง  ”สถานการณ์ในภาคใต้ – ข้อเสนอ (2)”

โดย

นิธิ เอียวศรีวงศ์

ความมีดังนี้

จากการอ่านงานวิจัยสามชิ้น ผมได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภาคใต้ไว้ในฉบับที่แล้วนี้ 3 ประการ ในฉบับนี้จะพูดถึงข้อเสนอที่เหลือต่อไป

4/ แม้เราไม่อาจจัดขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวจิฮาดสากล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีอิทธิพลจากภายนอกในขบวนการเสียเลย ถึงอย่างไรเราอยู่ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีอะไรเกิดขึ้นในท้องถิ่นโดยไม่มีอะไรเชื่อมโยงไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกกว้างเอาเลย

เนื่องจากข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับเรื่องนี้มีน้อย ในที่นี้ผมจึงขอใช้การวิเคราะห์เจไอในอินโดนีเซีย ซึ่งสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์แห่งออสเตรเลียทำขึ้นเป็นแนวเทียบ

จุดเริ่มต้นสำคัญของความเกี่ยวพันกับขบวนการจิฮาดสากลของเจไอคือ การส่งนักรบเข้าร่วมรบต่อต้านโซเวียตในอัฟกานิสถาน แม้ไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดเจไอ แต่กลุ่มคนเหล่านี้ได้นำเอาทักษะของการรบ และสายสัมพันธ์กับขบวนการจิฮาดสากลกลับเข้ามา นอกจากนี้ในเวลาต่อมายังตั้งค่ายฝึกอบรมขึ้นในมินดาเนา ในกรณีของภาคใต้ไทย ยังไม่มีข้อมูลว่ามีมูจาฮีดีนที่เคยรบในอัฟกานิสถานเข้าร่วมปฏิบัติการ และไม่มีข้อมูลว่าผู้ปฏิบัติการกลุ่มใดที่เคยได้รับการฝึกในอินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์บ้าง หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงไทยเคยอ้างว่ามีแต่ไม่มีหลักฐานยืนยันข้ออ้างของตนสักครั้ง

อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีบ้าง ก็ไม่ทำให้ขบวนการกลายเป็นจิฮาดสากล เช่นเดียวกับเจไอในอินโดนีเซียก็ไม่ใช่ขบวนการจิฮาดสากลอยู่นั่นเอง (นอกจากในโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐ)

กรณี 9/11 เป็นแรงบันดาลใจให้แก่กลุ่มเจไอในอันที่จะใช้การก่อการร้าย เป็นเครื่องมือดำเนินการที่สำคัญ และที่จริงแล้วเป็นแรงบันดาลใจแก่กลุ่มอิสลามระดับรากเหง้าหลายองค์กรทั่วโลก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าขบวนการในภาคใต้ของไทยได้เตรียมการมานานก่อนจะเกิดการปล้นปืนใน พ.ศ.2547 ฉะนั้นถ้ากรณี 9/11 จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบบ้าง ก็คงเป็นเพียงแรงบันดาลใจให้มองเห็นทางสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น ส่วนความคิดในการลุกขึ้นสู้กับรัฐไทยคงมีมาก่อนแล้ว

ปฏิบัติการบางอย่างที่ดูคล้ายกับที่ใช้กันในอิรัก เมื่อดูเข้าไปในรายละเอียดจะเห็นว่าแตกต่างกัน เช่น การตัดหัวเหยื่อ ผู้ปฏิบัติการในภาคใต้ให้สัมภาษณ์กับนักวิจัยว่า ไม่ได้มีคำสั่งจากหน่วยเหนือให้ปฏิบัติ แต่ผู้ปฏิบัติการในพื้นที่ลงมือทำการเอง เพราะเห็นว่าสร้างความสะพรึงกลัวได้ดี นอกจากนี้ นักวิจัยบางคนยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ในอิรัก กลุ่มผู้ก่อการร้ายจะตัดหัวเหยื่อขณะยังมีชีวิตอยู่ ในขณะที่ในประเทศไทย เหยื่อถูกฆ่าแล้วจึงได้บั่นคอ

จากหลักฐานเท่าที่เปิดเผยในสื่อจนถึงทุกวันนี้ อาวุธยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในการปฏิบัติการ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ในประเทศไทย แม้อาจเป็นของเถื่อนก็ตาม

ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนส่อว่า หากขบวนการก่อความไม่สงบจะได้รับความช่วยเหลืออย่างใดจากนอกประเทศ ก็ยังเป็นความช่วยเหลือที่ไม่ใช่กำลังหลักของการต่อสู้ และเมื่อคำนึงถึงพลังของขบวนการจิฮาดสากลในทุกวันนี้ซึ่งอ่อนแอลงอย่างมาก ก็ดูจะไม่มีทางที่ความช่วยเหลือจากนอกประเทศจะเป็นกำลังหลักในอนาคตอันใกล้

5/ insurgency ซึ่งบางท่านแปลว่าการลุกขึ้นสู้ แต่ผมขอแปลว่ากบฏ กับการก่อการร้าย (terrorism) นั้นต่างกัน แม้จะมีอะไรที่เหลื่อมกันอยู่มาก กบฏอาจใช้หรือไม่ใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือก็ได้ (เช่นปฏิบัติการของ พคท.ไม่ได้ใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือ) ในขณะที่การก่อการร้ายอาจทำไปโดยไม่เกี่ยวกับการกบฏเลยก็ได้ ในกรณีของขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้ เป้าหมายคือการกบฏอย่างแน่นอน เพราะต้องการเปลี่ยนนโยบายของรัฐหรือต้องการสร้างรัฐใหม่ขึ้น แต่จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่ได้ดำเนินการก่อกบฏในมิติอื่นใดมากไปกว่าการก่อการร้าย…ยังไม่มีเขตปลดปล่อยอย่างแท้จริง, แม้ว่าโดยโครงสร้างการบริหารอาจมี “ระบบราชการ” ลำลองขึ้นทำงาน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับต่างประเทศและการหาเงินสนับสนุน แต่ก็ยังไม่มีกฎหมายออกมาใช้บังคับได้สักฉบับเดียว (ที่มีอยู่เป็น “คำสั่งสนาม” ในการรบเท่านั้น), ไม่พร้อมจะเปิดองค์กรที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งอาจไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็ได้, ยังไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลใดในโลก, ไม่สามารถให้บริการประชาชนได้สักเรื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสาธารณสุข, การศึกษา หรือสื่อ…ห้าปีผ่านไป จากเหตุการณ์ปล้นปืนที่นราธิวาส แต่ขบวนการยังไม่ก้าวหน้าไปได้มากไปกว่าการใช้เครื่องมืออันเดียวที่มีอยู่ คือการก่อการร้าย

การก่อการร้ายนั้นให้ผลเป็นความสะพรึงกลัวที่กระจายออกไปกว้างขวาง และท้าทายอำนาจรัฐได้อย่างจะแจ้งก็จริง แต่การก่อการร้ายเพียงอย่างเดียวเช่นนี้มีจุดอ่อนในตัวเองหลายอย่าง เช่น การก่อการร้ายย่อมไม่สามารถแยกมิตรและศัตรูได้ชัด ยิ่งทำมากขึ้นก็ยิ่งผลักให้ผู้คนถอยห่างออกไป หรือถึงกับเป็นศัตรูกับขบวนการมากขึ้น เช่น แม้จะอ้างว่ามุสลิมที่ถูกฆ่าเป็นมูนาฟิค (“คนหน้าไหว้หลังหลอก” หรือผู้ทรยศต่ออิสลาม) แต่ในการระเบิดในที่ชุมชน จะเลือกเหยื่อระหว่างมุสลิมที่ดีกับมูนาฟิคได้อย่างไร จนถึงทุกวันนี้ จำนวนของมุสลิมที่ตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้าย (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่) มีจำนวนสูงกว่าชาวพุทธ โดยประมาณคือ 6 : 5 ในขณะเดียวกันยุทธวิธีก่อการร้ายยังทำให้ยกระดับการต่อรองทางการเมืองขึ้นสู่ระดับนานาชาติได้ยาก ไม่ว่าเป้าหมายทางการเมืองของขบวนการจะเป็นอย่างไร ปราศจากแรงกดดันจากนานาชาติ การขึ้นสู่โต๊ะเจรจาในฐานะเสมอภาคกับประเทศไทยย่อมเป็นไปไม่ได้

ฉะนั้น แทนที่ประเทศไทยจะฝากความหวังไว้กับการเจรจา สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดกว่ากันมากก็คือ ต้องระวัง, พิถีพิถัน และรอบคอบ ที่จะป้องกันไม่ให้ปฏิบัติการของฝ่ายรัฐกลายเป็นการก่อการร้ายโดยรัฐ ดังกรณีการอุ้มฆ่า, กรือเซะ, ตากใบ และความคลุมเครือในการสืบสวนคดีมัสยิดอัลฟูระกอน

ตราบเท่าที่ขบวนการยังทำได้เพียงการก่อการร้าย การต่อสู้กับขบวนการก่อการร้ายที่ได้ผลในทุกที่ของโลกที่ผ่านมา ก็คือมาตรการทางกฎหมาย ที่สุจริต เที่ยงธรรม และเคร่งครัด ในขณะเดียวกัน ก็ต้องทำให้มาตรการทางกฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการสร้างกลไกการข่าวและการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาพยานหลักฐานที่รัดกุม

ฉะนั้น ตำรวจ-ไม่ใช่ทหาร-จึงเป็นกำลังหลักในการปราบปรามการก่อการร้าย หากจำเป็นต้องใช้ทหารเข้าช่วย ก็ต้องเข้าช่วยในฐานะเป็นผู้ช่วยตำรวจ ทำงานตามคำสั่งและการอนุมัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น หากตำรวจยังมีประสิทธิภาพไม่พอในด้านใด ก็ต้องลงทุนทุ่มงบประมาณลงไปเสริมสร้างประสิทธิภาพนั้นให้มีในหมู่ตำรวจให้ได้ ดังเช่นงบลับนั้น ตำรวจในพื้นที่ต้องมีมากเป็นพิเศษ เพื่อสร้างสายข่าวที่สามารถตรวจสอบข่าวได้เที่ยงตรง อย่าเอางบลับไปให้ทหารซึ่งไม่รู้วิธีปราบการก่อการร้าย นอกจากแปรสภาพให้กลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบซึ่งจะสร้างศัตรูในพื้นที่ขึ้นอีกมากมาย

ตราบเท่าที่ขบวนการยังไม่สามารถยกระดับการปฏิบัติการของตนเป็นกบฏเต็มรูปแบบ ทหารไม่เกี่ยว (โดยตรง)

มาตรการยกเว้นกฎหมายทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะยกเว้นกฎหมายด้วยปฏิบัติการโดยพลการ หรือยกเว้นกฎหมายด้วยกฎหมายพิเศษใดๆ ก็ตาม กลับเป็นอันตรายต่อการปราบปรามการก่อการร้ายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการให้ความชอบธรรมแก่การก่อการร้ายโดยตรง

6/ เราจำเป็นต้องพัฒนาวิธีประเมินผลของยุทธศาสตร์การต่อต้านการก่อการร้ายในภาคใต้ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ วิธีที่ใช้อยู่ในทุกวันนี้ไม่บ่งชี้อะไรได้จริง เช่น การนับศพหรือนับจำนวนผู้ที่ถูกจับตัวได้ ย่อมไม่บอกอะไรเลย เพราะเราไม่รู้ว่า กำลังที่แท้จริงของฝ่ายตรงข้ามมีเท่าไร ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต การตรวจนับความถี่ห่างของการก่อการร้ายก็ไม่บอกอะไรได้มากนัก เพราะต้องอาศัยข้อมูลในอดีตเพียงอย่างเดียว โดยทำนายไม่ได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร อันที่จริงการประเมินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นการประเมินผลของยุทธวิธีมากกว่าการประเมินผลทางยุทธศาสตร์

นักวิจัยในงานศึกษาหลายชิ้นทั้งในออสเตรเลียและสหรัฐ เสนอการประเมินยุทธศาสตร์ไว้หลายประเด็น จะยกให้ดูเป็นตัวอย่างเพียงบางประเด็น

ก.การประเมินต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลา

ข.การสำรวจทัศนคติของคนในพื้นที่ ทั้งระดับชนชั้นนำและระดับชาวบ้าน

ค.ติดตามผลพัฒนาการด้านการเมืองของผู้ต้องหาที่ถูกจับได้

ง.เก็บข้อมูลจากผู้ก่อการทั้งที่เสียชีวิตในการสู้รบและที่ถูกจับได้อย่างละเอียด

จ.ติดตามวิเคราะห์และสร้างฐานข้อมูลของเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ทั้งที่ทำได้สำเร็จและล้มเหลว

ฉ.วิเคราะห์ขีดความสามารถของฝ่ายก่อการอย่างสม่ำเสมอ

ฯลฯ

กล่าวโดยสรุปคือ ต้องสู้ด้วยความรู้ ไม่ใช่อารมณ์, การปลุกสำนึกชาตินิยมแบบล้าหลังคลั่งชาติ, การประชาสัมพันธ์, การปิดข่าว หรือการเปิดสงครามกับประชาชน ล้วนไม่ทำให้เกิดความแข็งแกร่งแก่ตนเอง ตรงกันข้าม ในหลายกรณี กลับช่วยสร้างเสริมพลังความแข็งแกร่งให้แก่ฝ่ายตรงข้าม

Read Full Post »

recommendare

“ถามว่าทำไม เคจีบี (หน่วยข่าวกรองรัสเชีย) ถึงมีเจ้าหน้าที่เป็นคนอเมริกัน เพราะเขารู้ว่าต้องใช้งานใคร ถ้าทำได้หลักฐานจะแน่นมาก ไล่ตามถึงตัวใหญ่ได้ ส่งศาลศาลก็รับ แต่บ้านเราคงเกิดยาก เพราะเวลาเกิด ตำรวจก็เร่งจับเร่งแถลง ไมค์จ่อปาก อย่างนี้ภาษาฝรั่งเรียกว่า ปีศาจอยู่ในรายละเอียด ผมเลยไม่ค่อยให้น้ำหนักมากกับการตั้งองค์กรใหม่ ที่จะเป็นองค์กรถาวร”

บทความเรื่อง  “วิพากษ์ไฟใต้”หินทับหญ้า””

โดย

Picture 1

พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา

ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ

*สัมภาษณ์พิเศษ โดย จำนง ศรีนคร และ หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ


ความมีดังนี้

@ มองปัญหาภาคใต้มีทางออกอย่างไร

สิ่งหนึ่งที่เราไม่ค่อยได้ทำกันคือ การข่าวทางลึก ต้องเจาะให้ถึงระดับแกนนำ ทุกวันนี้เราเห็นแต่ข่าว พอระเบิดตูมๆ ก็เอาหมอพรทิพย์ (โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์) ลงไป ศาลก็รับฟ้องบ้างไม่รับบ้าง ปัญหาวันนี้คือ งานข่าวในพื้นที่เอง ทำเชิงลึกไม่ได้ ใช้ตำรวจในพื้นที่ ทำได้แต่ตามเหตุการณ์ งานข่าวมันต้องเกาะติด ค่อยๆ เก็บหลักฐานทีละน้อย เกาะติดตามแกนนำ ปลอมตัว แฝงเข้าไปใกล้ชิด ถามว่าทำไม เคจีบี (หน่วยข่าวกรองรัสเชีย) ถึงมีเจ้าหน้าที่เป็นคนอเมริกัน เพราะเขารู้ว่าต้องใช้งานใคร ถ้าทำได้หลักฐานจะแน่นมาก ไล่ตามถึงตัวใหญ่ได้ ส่งศาลศาลก็รับ แต่บ้านเราคงเกิดยาก เพราะเวลาเกิด ตำรวจก็เร่งจับเร่งแถลง ไมค์จ่อปาก อย่างนี้ภาษาฝรั่งเรียกว่า ปีศาจอยู่ในรายละเอียด ผมเลยไม่ค่อยให้น้ำหนักมากกับการตั้งองค์กรใหม่ ที่จะเป็นองค์กรถาวร

@ กลุ่มก่อความไม่สงบใช้อะไรขับเคลื่อน

ปัญหาที่สำคัญ คือ เรื่องเงิน ความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คือ เงินราชการ งบประมาณราชการ ถูกดูด ถูกไซฟ่อนไปสู่ขบวนการก่อความไม่สงบจำนวนมาก ไม่มีใครรู้ เช่น งบฯด้านการศึกษา ที่ให้กับโรงเรียนสอนศาสนาต่างๆ เรื่องการแจกทุนไปเรียนตะวันออกกลาง หน่วยราชการก็รู้ บางทีจำเป็นจริงๆ แค่ 50 ทุน แต่ขอมา 100 ทุน เงิน บางส่วนจากรัฐ จึงถูกดูดออกไปสู่ขบวนการ บวกกับเงินที่เขาได้รับบริจาคกันมาอีกส่วน ต่างจากสมัยเก่า ที่ขบวนการอยู่ได้ด้วยค่าคุ้มครอง

ที่มันเละเทะอยู่อย่างนี้ เพราะเราคิดแต่จะเอาเงินเข้าไป ปีหนึ่งเป็นแสนล้านบาท แต่ไม่ดูความจริงว่า ปีศาจมันอยู่ในรายละเอียด แล้วยังบอกว่า จะแยกงานพัฒนาไปขึ้นกับหน่วยความมั่นคง แล้วเอางานความมั่นคงไปขึ้นกับอีกหน่วยหนึ่ง ยุ่งตายโหงเลย ไม่ว่าจะเป็นงบฯหมื่นล้าน แสนล้าน ตัดถนนใหญ่ มันไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหา

ที่กู้เงินกันมาแล้วทุ่มลงไปในพื้นที่มหาศาล ถ้าไม่ดูปีศาจในรายละเอียด มันจะเป็นปัญหา ไม่ใช่ว่าจะปูพรมไปเหมือนกันหมด มันต้องให้ชาวบ้านคิด ชงขึ้นมาจากระดับล่าง นักการเมืองชอบไปบอกว่า ต้องเอาโครงการแบบนั้นแบบนี้ เพราะ 3 เดือนผมจะเลือกตั้งแล้ว อะไรที่ได้ผลเกิน 3-4 ปี นักการเมืองไม่สน นักการเมืองมองเรื่องการตลาด แล้วยิ่งให้นักการเมืองมาคุมเรื่องการจัดงบประมาณ โอกาสรั่วไหลก็มหาศาล

@ แล้วทางออกของเรื่องนี้คืออะไร

ผมพูดไปแล้วเชื่อว่าโดนรุมเหยียบแน่ คือ บางคนมีความคิดว่า ถ้าเราไปยอมรับผิด ไปขอโทษ แล้วจะแก้ปัญหาได้ ถ้าขอโทษแล้ว มันจะได้เท่านั้นเท่านี้ แล้วสันติวิธีแบบไทยๆ ของเรา คิดแบบว่าไปบอกว่า ในสมัยโบราณตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เราเป็นฝ่ายไปไล่กวาดต้อนเขา สันติวิธีอย่างนั้นไม่ถูกต้อง มันจะเกิดค่านิยมที่ผิด

สันติวิธีที่ดีที่สุด คือ ต้องอย่าไปสื่อว่าปู่ย่าตายายเราเคยไปรุกราน เพราะเรื่องแบบนี้มันเป็นพัฒนาการมนุษย์ ไม่ใช่เอาผ้าไปปู แล้วบอกว่าผมต้องทำอะไรให้คุณ

@ เคยเสนอแนวทางแก้ปัญหาเหล่านี้ให้รัฐบาลบ้างหรือไม่

หลายคนเข้าใจผิดว่า สมช. คือซีไอเอ มันไม่ใช่ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น มันเป็นการใช้ สมช.สนองการเมือง สมช.เป็นหน่วยงานนักคิด สมช.เองก็ทำงาน คุยกับหน่วยงานอื่น อย่างกับสถาบันพระปกเกล้า แต่เขามองว่ามันต้องยอมรับผิดก่อน คือไปยอมรับความขมขื่นทางประวัติศาสตร์ แต่สันติวิธีแบบนั้น ถ้าไปใช้กับพวกแบ่งแยกดินแดน เข้าทางเลย

@ มองงบฯการทหารในภาคใต้อย่างไร

มันต้องดูจากเนื้องาน ถ้างานคุณไม่ส่งผล แสดงว่าเป็นส่วนเกิน ต้องมาไล่ดู ถ้างานไม่ส่งผล ยกเลิกไปก็ได้ ถ้าเราเอาเงินเป็นตัวตั้ง เขาก็เขียนโครงการมาเสนอขอเงินได้ตลอด ทหารอยู่ในพื้นที่เยอะ เพราะเราทำงานแบบตั้งรับ ไม่รุก เหมือนรู้ว่ามีโจร 2 คนจะปล้นบ้าน แต่เราไม่รู้เลยว่า จะมาปล้นเมื่อไหร่ เราก็ต้องขนทหารไปเฝ้าไว้ มันเลยมีคำถามว่า โจรที่มีไม่กี่พันคน แต่ใช้ทหารหลายหมื่นคนได้อย่างไร

เราใช้โมเดลหินทับหญ้า เหมือนสงครามในไนจีเรีย ใช้กำลังอัตรา 11:1 ของไทยโจรมี 6,000 คน เราใช้ทหาร 60,000 คน มันก็เป็นงบฯจำนวนมหาศาล วิธีแบบนี้จะไปไม่รอด ต้องเปลี่ยน ค่อยๆ ใช้เวลา แล้วปรับลดกำลังทหารลง ผมเองก็เข้าใจ ผมกับท่าน ผบ.ทบ.(พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา) ก็เป็นเพื่อนกัน (ตท.10) เพราะถ้าจะคอยคุมเหตุมันก็ต้องใช้กำลังทหารเยอะๆ

@ กลุ่มก่อความไม่สงบตอนนี้มีกลุ่มไหนบ้าง

มันมีมานานแล้ว ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เราจับตัวเจ้าเมืองแล้วไปขังไว้ที่พิษณุโลก ผลที่เกิดตามมาคือ เกิดการซ่องสุม เมื่อออกมาแล้วมาทำกองกำลัง ข้ามไปมาเลเซีย ถึงขนาดมีสายสัมพันธ์ ฝากให้รับราชการกันได้ มันมีสายสัมพันธ์กับพรรคปาสในยุคนั้น พัฒนามาจนมีกลุ่ม เช่น จีเอ็มไอพี และบีอาร์เอ็นที่เคร่งศาสนา

หลังการก่อการร้ายเริ่มเข้าไปในอัฟกานิสถาน มีการทำจีฮัด (สงครามศาสนา) แล้วเริ่มมีการฝึกกองกำลังที่ลิเบีย ช่วงนั้นการก่อการร้ายเริ่มมีบทบาทในหลายภูมิภาค มีการอบรมนักรบจากปากีสถาน ตั้งองค์กรที่ใช้กำลัง เพื่อมาเรียกร้องจากรัฐไทย จึงมีหลายองค์กรมาร่วมกันตั้ง ขบวนการเบอร์ซาตู สถาปนา ดร.วัน อับดุลกาเดร์ แจ๊ะมาน เป็นผู้นำ เป้าหมายแบ่งแยกดินแดน กลุ่มนี้ก็เคลื่อนไหวในไทย

ขณะเดียวกันยังมีอีกพวกที่ไม่ต้องการแยกดินแดนแบบขาดออกจากกัน เพราะกลัวเลี้ยงตัวเองไม่ได้ จะไปไม่รอด เรียกร้องอีกแบบ คือ ให้ปกครองตัวเอง เลือกตั้งเอง อยากให้ดำรงสถานะเป็นสาธารณรัฐอิสลาม โดยจำลองโมเดลจากการต่อสู้ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

ในปัจจุบัน มีหลายกลุ่มที่ยังคุมการก่อเหตุในพื้นที่ เช่น บีอาร์เอ็นซึ่งใช้วิธีการรุนแรง ก่อเหตุทุกรูปแบบ ส่วนการชักจูงปลุกปั่นเยาวชน จะเป็นฝีมือของพวกพูโล และเบอร์ซาตู

ส่วนกลุ่มพูโลเกิดจากตวนกูบุลอซึ่งมาจากนักรัฐศาสตร์ เห็นได้ว่าแผนโรดแม็ปต่างๆ ส่วนมากจะมาจากพูโล พูโลในอดีตเขียนแผน กฎหมายไว้เรียบร้อยหมดนานแล้ว ต่อมาก็เกิดพูโลเก่าและใหม่ มีการเดินสายไปตะวันออกกลาง แต่สุดท้ายไปไหนไม่ได้ ก็ไปปักหลักแถบสแกนดิเนเวีย ทำเว็บไซต์โจมตีรัฐบาลไทยอยู่ที่นั่น

แล้วพูโลก็พยายามส่งใครต่อใครมาขอเจรจาตลอดเวลา กลุ่มพูโลนี้แหละ ที่มาจูง พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต ผบ.ทบ.จนมีการออกมาแถลงข่าว แต่เราเช็คแล้ว พวกพูโลไม่มีบทบาท เมื่อพวกนั้นเป็นเครือข่ายที่ไม่ได้ควบคุมในพื้นที่ พวกนั้นมันเก็บค่าหัวคิว ไม่มีอิทธิพลอะไรในพื้นที่เลย

@ แล้วระดับแกนนำตัวจริงเรารู้จักตัวบ้างหรือไม่

เรามีรายชื่อหมด มี Order Of Battle หรือภาษาทหารเรียกว่า ทำเนียบกำลังรบ หน่วยข่าวจะแยกหมด มีชื่อหมด แต่หาตัวไม่ได้ ไม่รู้อยู่ฝั่งไทย หรือฝั่งโน้น ต้องยอมรับว่า เราไม่สามารถติดตามคนเหล่านี้ได้ ส่วนหนึ่งเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ

@ รัฐบาลนี้บอกว่ามาถูกทางแล้ว

มาถูกทางตันมั้ง (หัวเราะ) ที่ว่ามาถูกทางในเรื่องสร้างงานสร้างเงินนั้นใช่ แต่ไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วชาวบ้านจะได้ความสงบปลอดภัย ถ้าเราไปทำแบบ Islamization (อิสลามานุวัตน์) เอาเงินใส่เข้าไป น่าห่วง แล้วถ้าไปใช้วิธีการยอมรับผิด ต่อไปมันจะเกิดปัญหา ต่อไปคนพุทธจะย้ายออกไปหมดโดยอัตโนมัติ แล้วฝ่ายโน้นก็ไม่ต้องแยกดินแดนเพราะอีกศาสนาหนีไปหมดแล้ว

วันนี้สถานการณ์ภาคใต้รุนแรงมากขึ้น เพราะเราไปทำให้เป็นการเมือง เราไปบอกว่านายกฯคนนั้นคนนี้ ไปพูดว่ายกเลิกหน่วยนั้นหน่วยนี้ ตอนที่ยังมี ศอ.บต.มันก็มีเหตุเกิด แล้วยังบริหารแบบมีปีศาจในรายละเอียด ให้ทุนไปเรียน เรียกมาถามเลย จะเอาทุนกี่หัว มันเป็นการบ่มเพาะมาในยุคนั้น เมื่อก่อนผมพูดอย่างนี้ไม่ได้เดี๋ยวพรรคการ เมืองนั้นจะเป็นอย่างนี้อย่างนั้น แต่อดีตเป็นสิ่งบ่มเพาะ จนถูกนำมาออกดอกออกผลแล้วในวันนี้ คนบางคนไปว่าเป็นเพราะมีคนไปด่าว่าโจรกระจอก มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองทั้งหมด มันไม่ใช่ มันบ่มเพาะกันมา

“ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ ผมไม่มีเรื่องการเมือง มองประโยชน์ชาติเป็นหลัก ตั้งใจจะพูดตั้งแต่รัฐบาลท่านสมัครแล้ว แต่พูดไม่ได้ ผมมันพระป่าไม่มีเปรียญ ผมมันใช้ทุกไพ่ จริงๆ แล้วผมออกมาแบบนี้ ทำอะไรพูดอะไรได้มากกว่ายังอยู่อีก ผมก็ต้องขอขอบคุณ ที่ช่วยเทผมออกจากตู้ปลา มาอยู่ในบ่อ ตอนนี้ก็กลับมาเป็นอิสระเสรีชน ปลาออกจากตู้กระจก

***

มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ให้โอนจากการนั่งตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ

ซึ่งถึงคราวที่ “บิ๊กเผื่อน” พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาธิการ สมช. เพื่อน ตท.10 ร่วมรุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ต้องถูกเช็คบิลโทษฐานเป็นคนของพรรคเพื่อไทย

เหตุเพราะมาในรัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช” ด้วยการโยกจากตำแหน่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แทน พล.ท.ศิรพงศ์ บุญพัฒน์ อดีตเลขาฯสมช. สายตรง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกฯ

“บิ๊กเผื่อน” มีสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมรุ่นในทำเนียบ ตท.10 และ นรต.26

ดังนั้นในวันที่เก้าอี้หลุดลอย เขาจึงกล้าตัดสินใจนั่งจิบน้ำชา วิพากษ์วิจารณ์แนวทางดับไฟใต้ของรัฐบาลอย่างหมดเปลือก

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”สถานการณ์ในภาคใต้ – ข้อเสนอ (1)”

โดย

นิธิ เอียวศรีวงศ์

ความมีดังนี้

หลังจากคุณมาร์ค แอสคิว ได้ลงบทสัมภาษณ์ผู้ต้องหากรณีก่อความไม่สงบในภาคใต้สองคน ในบางกอกโพสต์ฉบับวันที่ 19 ก.ค.ไปแล้ว ผมต้องกลับไปเอาเอกสารอีกสองฉบับมาอ่านใหม่อย่างละเอียด หนึ่งคือ Recruiting Militants in Southern Thailand อันเป็นรายงานเอเชียฉบับที่ 170 ของ ICG หรือกลุ่มศึกษาวิกฤตนานาชาติ สองคือ Local Jihad: Radical Islam and Terrorism in Indonesia ของ Greg Fealy และ Aldo Borgu

หลังจากอ่านแล้ว ผมคิดว่าได้พบอะไรบางอย่างที่อยากเสนอเพื่อแบ่งปันแลกเปลี่ยนกับผู้ที่สนใจสถานการณ์ในภาคใต้

1/ ในบัดนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ในหมู่ผู้ที่เคลื่อนไหวก่อความไม่สงบนั้น สำนึกชาติพันธุ์มีความสำคัญกว่าอิสลาม เพียงแต่ขบวนการใช้ศัพท์และแนวคิดในศาสนามานิยามความคิดและการกระทำของตนเท่านั้น และมีผู้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่านับวันยิ่งใช้ศัพท์และแนวคิดจากอิสลามมากขึ้น

รูปแบบที่ค่อนข้างตายตัวในการระดมคนเข้าร่วมการต่อสู้ชี้ให้เห็นความจริงดังกล่าว หลังจากเลือกสรรนักเรียนที่เคร่งศาสนาและประพฤติดีเป็นเป้าแล้ว ผู้ระดมซึ่งมักเป็นครูจะสื่อความสองอย่าง คือประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองและสงบสุขของรัฐปาตานีในอดีตเมื่อยังเป็นอิสระ และการกดขี่ข่มเหงชาวมลายูมุสลิมของสยาม-ไทย หลังจากถูกสยาม-ไทยผนวกเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ประเด็นทางศาสนาเช่น จิฮาดหรือสงครามศักดิ์สิทธิ์ ว่าจะพึงทำได้ในเงื่อนไขอะไรบ้าง และในเงื่อนไขของไทยพึงทำจิฮาดได้หรือไม่ เป็นประเด็นทางศาสนาที่ละเอียดอ่อน และมีการโต้แย้งกันในหมู่ผู้รู้อิสลามทั่วโลก จะไม่ถูกยกขึ้นมาอภิปรายในการระดมคนและฝึกปรือ หากสรุปลงไปเลยว่าการก่อความไม่สงบครั้งนี้เป็นจิฮาด

การต่อสู้เชิงอุดมการณ์ของรัฐไทย ในการนำผู้รู้ทางศาสนามาชี้แจงเรื่องของจิฮาดที่ถูกต้องตามหลักศาสนาก็ดี หรือความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมและรัฐที่ไม่ใช่รัฐอิสลามก็ดี แม้มีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ไม่ตรงเป้านัก (ยังไม่พูดถึงความไม่แพร่หลายไปถึงประชาชนในสามจังหวัด เพราะไม่เคยถูกสื่อในภาษาและอักษรท้องถิ่น

ในทางตรงกันข้าม เงื่อนไขภายในเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนเข้าร่วมขบวนการมากกว่า ถึงขนาดที่รองแม่ทัพภาคที่ 4 คนหนึ่ง กล่าวกับผู้วิจัยคนหนึ่งว่า 80% ของผู้ก่อการที่จับตัวได้ ล้วนให้การว่าที่เข้าร่วมขบวนการเพราะกรณีกรือเซะและตากใบ ทั้งนี้ ตรงกับคำสัมภาษณ์หนึ่งในผู้ต้องหา 2 คน ที่คุณมาร์ค แอสคิว รายงาน ฮาหมัดบอกว่า เขาตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการเมื่อได้ดูวีซีดีกรณีตากใบ

วีซีดีตากใบนั้นแพร่หลายในพื้นที่อย่างมาก รวมทั้งแพร่หลายเข้าไปในมาเลเซียและอินโดนีเซียด้วย (แต่ผู้ชมในทั้งสองประเทศนั้นอาจรู้สึกต่อเหตุการณ์ในวีซีดีต่างจากชาวมลายูมุสลิมในสามจังหวัด เช่น ในอินโดนีเซีย กลุ่มหัวรุนแรงใช้เป็นเครื่องยืนยันว่าจำต้องทำจิฮาดสากลเพราะอิสลามถูกกดขี่เบียดเบียน) มีชาวมาเลเซียสองคนที่ถูกจับได้หลังลักลอบข้ามพรมแดนเข้ามาช่วยมุสลิมต่อสู้กับรัฐของคนนอกศาสนา หนึ่งในนั้นสารภาพว่า แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมรบด้วยก็เพราะวีซีดีตากใบเช่นกัน

ท่านนายกฯพูดย้ำบ่อยครั้งว่า ความยุติธรรมเป็นเงื่อนไขสำคัญในการนำความสงบกลับคืนมาสู่ภาคใต้ ท่านควรเข้าใจคำพูดของท่านเองให้ดี ไม่ใช่ในระดับหลักการ แต่ระดับปฏิบัติจริงในพื้นที่ การต่ออายุสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม ความไม่กระตือรือร้นต่อกรณีการยิงผู้คนที่กำลังทำละหมาดในมัสยิดอัลฟูรกอนก็ตาม แสดงให้เห็นระดับของความเข้าใจต่อปัญหาของท่านนายกฯ ว่าลึกลงไปเลยปากแค่ไหน

กล่าวโดยสรุป ความเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบในภาคใต้ ไม่เป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวจิฮาดสากล กล่าวคือไม่ผูกพันกับโรฮิงญา ปาเลสไตน์ อิรัก อาฟกานิสถาน อัลกออิดะห์ เจไอ ฯลฯ แม้อาจได้รับแรงบันดาลใจและวิธีการจากความเคลื่อนไหวของจิฮาดสากลบ้าง (โดยเฉพาะกรณี 9/11) และอาจได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรที่อยู่นอกประเทศบ้าง แต่เป็นความเคลื่อนไหวที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ในพื้นที่ของไทยเอง มีเป้าหมายและอาศัยบริบทของพื้นที่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไทย

2/ อย่างไรก็ตาม ผู้ศึกษาขบวนการกลับไปหาอิสลามระดับรากและการก่อการร้ายในอินโดนีเซียเห็นว่า แท้จริงแล้ว ขบวนการเคลื่อนไหวทำนองนี้ ล้วนมาจากเงื่อนไขภายในของพื้นที่หรือประเทศนั้นๆ ทั้งสิ้น แม้แต่การเคลื่อนไหวของเจไอในอินโดนีเซีย แม้ได้รับความช่วยเหลือจากอัลกออิดะห์ หรือร่วมมือกันในการตั้งค่ายฝึกขึ้นที่มินดาเนาในฟิลิปปินส์ แต่จะเข้าใจขบวนการของเจไอในอินโดนีเซียได้ ต้องเข้าใจเงื่อนไขภายในทางการเมือง, เศรษฐกิจและสังคมของอินโดนีเซียเอง เพราะเจไอเคลื่อนไหวในบริบทของอินโดนีเซีย ไม่ใช่การสถาปนาอำนาจสูงสุดของมุสลิมระดับโลก

แม้กระนั้น ก็ไม่ปฏิเสธว่าความเคลื่อนไหวของมุสลิมในพื้นที่เฉพาะใดๆ ก็ตาม ย่อมปลุกสำนึกความเป็นหนึ่งเดียวกันของมุสลิมทั้งโลกด้วยเสมอ อย่างน้อยก็เป็นการให้กำลังใจว่าไม่โดดเดี่ยว ดังนั้น กลุ่มอิสลามระดับรากโคนในมาเลเซีย, อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ในตะวันออกกลาง ก็อาจพูดถึงความเคลื่อนไหวของชาวมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ด้วย ดังนั้น แม้ว่าความเคลื่อนไหวของชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ไม่เป็นสากล แต่สากลก็อาจดึงเอากรณีนี้เข้าไปเป็นสากล เพื่อประโยชน์แก่การเคลื่อนไหวในระดับท้องถิ่นของแต่ละแห่งในโลก

รัฐบาลไทยห่วงไยอย่างมากว่า ขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้จะเชื่อมต่อกับขบวนการจิฮาดสากล ซึ่งก็ควรห่วงไย แต่ต้องตระหนักชัดว่าห่วงใยตรงไหน ประการแรกขบวนการจิฮาดสากลอ่อนพลังลงอย่างมากในปัจจุบัน นักวิจัยบางคนเห็นว่ากลายเป็นขบวนการที่ปัจเจกบุคคลแต่ละคนกระทำการในนามเท่านั้น ในขณะที่การจัดองค์กรที่เคยมีมาพังสลายไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว ประการที่สอง หากไม่นับมูจาฮีดีนจำนวนน้อยซึ่งอาจลักลอบเข้ามาร่วมต่อสู้ ความช่วยเหลือจากนอกประเทศที่อาจเป็นไปได้ในปัจจุบันก็เหลือแต่เพียงการให้ทุนทรัพย์ แต่เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ในการต่อสู้ อย่าลืมเป็นอันขาดว่า เรากำลังเผชิญกับขบวนการของคนที่เอาชีวิตเข้าเสี่ยงโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ฉะนั้นจึงเคลื่อนไหวได้กว้างขวางโดยใช้ทุนทรัพย์จำกัดมาก เราจะเอาชนะใจคนเหล่านี้ได้อย่างไรสำคัญกว่าเขามีทุนทรัพย์เท่าไร

อดุล (Adul) หนึ่งในผู้ต้องหาที่ให้สัมภาษณ์คุณมาร์ค แอสคิว และผ่านการศึกษาศาสนาอิสลามถึงชั้น 14 บอกว่า ที่ตนไม่สนใจอยากรู้ว่าหน่วยเหนือที่สั่งการตนคือใคร ก็เพราะตนทำงานให้แก่พระเจ้า ไม่ได้ต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องรู้ว่าหน่วยเหนือคือใคร

3/ สำนักคิดของศาสนาอิสลามที่ใช้ในขบวนการไม่ใช่ทั้ง Salafi (หลักการคือกลับไปสร้างสังคมบริสุทธิ์ของ “บรรพบุรุษ” – salaf คือเหมือนในยุคสมัยพระนะบีและกาหลิบสามองค์แรก) และ Wahabi (ที่จริงก็เป็นแขนงหนึ่งของ Salafi) พิธีกรรมสาบานตน ที่ผู้ปฏิบัติการทุกคนต้องผ่านนั้น (หรือที่เรียกว่าซูเปาะ – sumpah ในภาษามาลินเซีย) ผิดหลักศาสนาอิสลาม เพราะเท่ากับยอมรับว่าอาจารย์ผู้ให้คำสาบานเป็นตัวกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า การสวดมนตร์ปลุกเสกอาวุธหรือการสวดมนตร์ก่อนปฏิบัติการเพื่อความปลอดภัยหรือเพื่อเข้าถึงสวรรค์หากเสียชีวิตก็ตาม ล้วนแสดงให้เห็นอิทธิพลของความเชื่อดั้งเดิมซึ่งผสมปนเปอยู่ในอิสลามของคนภาคใต้มานานทั้งสิ้น ไม่แตกต่างจากพิธีกรรมที่กลุ่ม Darul Islam กระทำในอินโดนีเซีย (เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางศาสนาเพื่อสถาปนารัฐอิสลามขึ้นในอินโดนีเซีย ถูกปราบปรามในเวลาต่อมาและปัจจุบันนี้อยู่ในสภาพ “ใต้ดิน” แต่มีสาวกจำนวนมากและมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มอิสลามระดับรากโคนสูง) ผู้นำของ Darul Islam อ้างว่า ทำพิธีกรรมเพื่อเสริมกำลังใจ

ผู้ปฏิบัติการในภาคใต้บางคนกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยทั้งกับ Salafi และ Wahabi และยอมรับว่าตั้งใจเอาซูฟีเข้ามาผสม เพื่อให้มีกำลังใจเข้มแข็งในการปฏิบัติการ ผู้ปฏิบัติการบางคนบอกแก่ผู้วิจัยเรื่องการระดมผู้คนว่า ในกระบวนการที่จะผ่านเข้าสู่การเป็นผู้ปฏิบัติการ หรือก่อนการปฏิบัติการ มีการทำสมาธิในที่รโหฐานแต่ลำพัง (อิทธิพลซูฟีอย่างชัดเจน)

การปฏิเสธว่าขบวนการนี้ไม่ใช่ Sallafi หรือ Wahabi มิได้หมายความว่าหากเป็นแล้วจะมีอันตรายต่อรัฐไทย ส่วนใหญ่ของสาวกทั้งสองสำนักนี้ ล้วนเป็นมุสลิมที่รักความสงบ และอยู่ร่วมกับคนต่างศาสนาได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่ามีกลุ่มจิฮาดสากลบางกลุ่ม ที่นำเอาความคิดของสองสำนักนี้มาปรับใช้อธิบายเงื่อนไขในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อเป็นเหตุผลความชอบธรรมในการก่อการร้าย การปรับหรือการตีความนี้ แม้ในหมู่ “ผู้ก่อการร้าย” ด้วยกันเอง ก็อาจไม่ตรงกันก็ได้ ดังเช่น อดุลที่ให้สัมภาษณ์แก่คุณมาร์ค แอสคิว กล่าวว่า การปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่พื้นที่ทางศาสนาและพื้นที่ทางการเมืองในประเทศไทยไม่สอดคล้องกัน เป็นการยากที่จะปฏิบัติตามศาสนาอิสลามในพื้นที่ทางการเมืองที่ไม่ใช่อิสลาม จึงจำเป็นต้องสถาปนาพื้นที่ทางการเมืองให้เป็นอิสลามเสียก่อน นั่นคือการแยกประเทศออกเป็นอิสระ เพื่อตั้งรัฐอิสลามขึ้น (หมายถึงรัฐที่ใช้ชาริอะห์เป็นกฎหมายเต็มรูปแบบ)

น่าสังเกตว่า การอธิบายโดยอาศัย “พื้นที่” เช่นนี้ตรงกับความคิดของอิหม่าม สมุทระ ผู้นำเจไอคนหนึ่งในอินโดนีเซีย ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะอดุลได้อ่านพบในเว็บไซต์ก็เป็นได้ แต่ในกรณีอินโดนีเซีย เจไอต้องการสถาปนารัฐอิสลามขึ้นในประเทศที่ผู้ปกครองเป็นมุสลิมอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องการสถาปนาระบอบกาหลิบขึ้นใหม่ด้วย

ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่า เป็นหรือไม่เป็น Salafi ก็ล้วนต้องอธิบายใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ซึ่งแตกต่างกันทั้งสิ้น

หน่วยงานความมั่นคงในประเทศไทยชอบประกาศง่ายๆ ว่าได้พบอิทธิพลทางความคิดของอิสลามสำนักนั้นสำนักนี้ในขบวนการของผู้ปฏิบัติการก่อความไม่สงบ (เช่นวาฮาบี, ซูฟี, ซาลาฟี ฯลฯ) คำถามคือแล้วยังไง เพราะสำนักคิดเหล่านี้หาได้มีลักษณะเป็นเนื้อเดียวกัน (monolithic) ในโลกไม่ การค้นพบเฉยๆ คงไม่เป็นไร หากไม่ทำให้เราลืมไปว่า เงื่อนไขอะไรในท้องถิ่นที่ทำให้ผู้คนพากันลุกขึ้นจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับรัฐ และรัฐจะสามารถปรับแก้อะไรได้บ้างเพื่อลดเงื่อนไขเหล่านี้ลง นี่ต่างหากที่สำคัญกว่า

Read Full Post »