Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘society’

recommendare

บทความเรื่อง  ”สื่อ-การเมือง-สังคม…บนความขัดแย้ง”

โดย

ประเวศ วะสี

สัมภาษณ์โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

เรียบเรียงโดย บุญชัย แซ่เงี้ยว

ความมีดังนี้

“ถ้าเพียงแต่ไปแตะประชานิยม แม้แต่ไปบอกให้นิยมใคร แม้แต่ไปบอกว่าข้างนี้นิยมกษัตริย์ ข้างนี้นิยมคุณทักษิณ พูดตรงไปตรงมา มันแก้ปัญหาไม่ได้ถ้าเราไม่ไปแก้โครงสร้าง”

บทสนทนานี้ เริ่มขึ้นจากงานเปิดตัวหนังสือ สื่อมวลชนบนวิถีศีลธรรมตามทัศนะของพุทธทาส ของท่านพุทธทาสภิกขุ

บทสนทนานี้ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ได้ชวน ศ. นพ. ประเวศ วะสี มานั่งคุยในรายการตอบโจทย์ ทีวีไทย ถึงปัญหาเรื่องความขัดแย้งในสังคมไทย โดยเฉพาะด้านสื่อสารมวลชน เสื้อเหลืองเสื้อแดง และสังคมที่ไม่ยุติธรรม

และบทสนทนานี้ จะช่วยไขทางแก้ แนะทางออก ได้หรือไม่ และอย่างไร  อ่านคำตอบของราษฎรอาวุโส ได้ที่นี่

จากคำพูดของท่านพุทธทาสที่บอกไว้ในหนังสือ สื่อมวลชนบนวิถีศีลธรรมตามทัศนะของพุทธทาส ว่า สังคมกำลังเป็นข้าศึกกับบรมธรรม  ทีนี้เมื่อสื่อมวลชนมีหน้าที่สะท้อนความเป็นไปของสังคม หมายความว่าสื่อมวลชนได้กลายเป็นข้าศึกกับบรมธรรมไปด้วยหรือเปล่า

จริงๆ แล้วอาจจะเป็น หากไปดูที่อัล กอร์ (Al Gore) บอกไว้ว่า เขาอยู่ในอเมริกามาตั้งแต่ก่อนมีทีวี แต่หลังมีทีวี ทุกอย่างเลวลงหมด (หัวเราะ) การเมืองก็เลวลง ศีลธรรมก็เลวลง  แต่จะไปโทษสื่ออย่างเดียวก็ไม่ได้ มันประกอบขึ้นจากหลายอย่างด้วยกัน สังคมมันเปลี่ยนแปลง

ครั้งที่ผมเป็นเด็กๆ สังคมไม่เหมือนสมัยนี้ คนไม่ได้เห็นแก่ตัวเห็นแก่วัตถุเหมือนเดี๋ยวนี้  ผมเรียนโรงเรียนประชาบาล ครูก็ไม่ได้มีวุฒิอะไร แต่ตั้งใจสอนดี  ผมคิดว่ากระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม มันไปกระตุ้นความเห็นแก่ตัว  ถ้าไม่เห็นแก่ตัวมันก็ไม่บริโภค บริโภคน้อย  ธุรกิจ เศรษฐกิจก็ไม่เจริญ  เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน เพราะมันไปขัดแย้งในโครงสร้างของประโยชน์ของมันเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราบอกว่า บาร์ ไนต์คลับ อาบอบนวด ไม่ดีกับเยาวชน มีทำไม น่าจะปิดซะ แต่ถ้าเราปิด แม่ค้าส้มตำที่ขายหน้าบาร์ก็เดือดร้อน สาวเชียร์เบียร์ก็ลำบาก เราเอาอาชีพของผู้คนไปผูกไว้กับโครงสร้างของบริโภคนิยม  ผมเคยพูดกับคุณชวน หลีกภัย ตอนเป็นนายกฯ อยากจะแก้ปัญหาโสเภณีเด็ก แต่แก้ไม่ได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง เราต้องเข้าใจตรงนี้ การไปเรียกร้องเอาดื้อๆ ว่าจงทำดี มีศีลธรรม มันไม่ได้ช่วยให้เกิดการแก้ปัญหา

ผมมีตัวอย่างของจริงที่ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ย้อนหลังไป 40 ปี ที่นั่นเต็มไปด้วยความชั่วทุกชนิด เล่นการพนัน ลักขโมย ยาเสพติด  พระสอนเท่าไรๆ ก็ไม่หาย  ต่อมามีหลวงพ่อองค์หนึ่ง จบ ป.4 ท่านได้ทำเรื่องสัมมาชีพ คนทั้งตำบลมีสัมมาชีพเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกคนมีอาชีพ มีรายได้ 200-400 บาทต่อวันต่อคนในสมัยนั้น ดังนั้นเราต้องรู้ตรงนี้ อย่าไปเรียกร้องเอาเฉยๆ ผมเคยไปที่อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ที่นั่นคนจนมาก มีลุงคนหนึ่งบอกผมว่า แกกับเมียทะเลาะกันเป็นประจำ เพราะมันเครียดมาก พระมาบอกให้ใจเย็นไว้ แต่ก็ไม่หาย

เราต้องเข้าใจว่าการสร้างสัมมาชีพให้คนมีอาชีพเต็มพื้นที่คือบ่อเกิดของศีลธรรม วัดเรามีตั้งเยอะ สามหมื่นวัด หลวงพ่อก็มีตั้งเยอะ ควรจะส่งเสริมให้คนมีสัมมาชีพให้เต็ม ถ้าจะไปสอนศีลธรรมเฉยๆ มันยากมาก

สื่อสารมวลชนควรมีท่าทีอย่างไร เพราะทุกวันนี้สื่อต้องพึ่งโฆษณามาก  75-80 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ต้องพึ่งโฆษณา

เป็นการยากมากในสังคมแบบบริโภคนิยม เพราะสื่อต้องอาศัยโฆษณา และโฆษณามันก็ไปกระตุ้นให้คนอยากบริโภคมากขึ้น เพราะฉะนั้น เขาจะทำอะไรให้มันดี ก็ทำได้ยาก เพราะเขาก็ต้องอยู่ได้ เขาก็ต้องมีกำไร กระนั้นเขาก็ยังทำประโยชน์ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีคิด วิธีคิดวิธีหนึ่งคือ ธุรกิจนั้นทำเพื่อกำไร  ใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ธุรกิจทำเพื่อสังคมไปด้วยได้พร้อมกัน  เมื่อก่อน วิธีคิดเก่าคือถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่อย่างนี้ เป็นวิธีคิดแบบสุดโต่ง ตายตัว เหมือนที่จอร์จ บุช (George W. Bush) พูด ถ้าคุณไม่เป็นพวกเรา คุณก็เป็นศัตรูของเรา  อีกวิธีคิดหนึ่งคือ คนเราเป็นสองอย่างพร้อมกันได้ในขณะเดียวกัน ขณะนี้จึงมีกระแสความรับผิดชอบต่อสังคม(Corporate Social Responsibility: CSR) สำหรับภาคธุรกิจ ว่าธุรกิจนั้นทำกำไรและมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยได้พร้อมกัน

สื่อก็เช่นเดียวกัน ถ้าสื่อเป็นธุรกิจ สื่อก็รับผิดชอบต่อสังคมด้วยได้ ซึ่งการรับผิดชอบนั้นก็คือการพยายามสื่อความจริงให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง ใช้วจีสุจริตตามพระพุทธเจ้าสอนว่า จะพูดอะไร จะสื่ออะไร ต้องเป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง  สอง เป็นปิยวาจา อย่าใช้คำเสียดสีด่าทอกัน  สาม พูดถูกกาลเทศะ  สี่ พูดแล้วเกิดประโยชน์ ต้องรู้ว่าสื่ออะไรที่จะเป็นความรู้และเป็นความจริงที่ทำให้คนฉลาดขึ้น สื่อยังไงที่จะทำให้คนมีปิยวาจาต่อกัน สื่อยังไงให้ถูกกาลเทศะ และสื่อยังไงให้เกิดประโยชน์ เรื่องนี้ต้องไปคิดใคร่ครวญดู ผมคิดว่าทำพร้อมกันได้ และสามารถทำให้ไม่ขาดทุนด้วยได้ แต่ต้องใช้ความพยายาม

อีกอย่างหนึ่ง เรื่องดีๆ ในสังคมมีเยอะมาก แต่ไม่มีสื่อที่ไปสื่อ สื่อเรื่องร้ายๆ ใครฆ่าใคร ใครด่าใคร ใครข่มขืนใคร มันง่ายกว่า ทั้งที่สิ่งดีๆ ที่มีอยู่นั้นเยอะมากมาย ผมทำงานข้างล่าง เห็นเรื่องดีๆ เยอะมาก มันต้องลงไปสัมผัส ต้องลงทุนหน่อย ลงแรงหน่อย ไปสัมผัสเรื่องดีๆ แล้วเอามาสื่อ  เมื่อเร็วๆ นี้ผมชวนนายกสมาคมนักเขียนไปคุยกันว่า นักเขียนแต่งนวนิยายต้องมีพล็อตเรื่อง บางทีต้องคิดแทบหัวแตก ขณะที่เรื่องดีๆ ข้างล่างมีเยอะมาก นิยายชีวิตมันมีเหลือเต็มไปหมด เอามาเขียน เพราะฉะนั้น เรื่องการสื่อสาร ถ้าสื่อสารดีๆ จะมีเรื่องดีๆ ให้เขียนเยอะ ต้องทำฝืนธรรมชาติหน่อย ธรรมชาติมันอยากฟังเรื่องร้ายๆ และจำเรื่องร้ายแม่นกว่าเรื่องดี ทั้งที่เรื่องดีเกิดมากกว่ามันก็ไม่จำ มันจะไปจำเรื่องร้าย และเอาเรื่องร้ายมาเกี่ยวข้องหมองใจ เกิดการทะเลาะต่างๆ นานา ฉะนั้น ต้องฝืนกระแสธรรมชาติด้วยการใส่ความพยายามเข้าไป ไปหาเรื่องดีๆ เข้ามา แล้วจะทำให้คนมีความสุขขึ้นเยอะ ตอนนี้คนตื่นเช้ามาอ่านหนังสือพิมพ์ เหนื่อย มีแต่เรื่องร้ายๆ เต็มไปหมด

ท่านพุทธทาสอ้างพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าไม่ให้ด่าแม้แต่คนที่เป็นศัตรู แต่สื่อมวลชนในทุกวันนี้ แม้แต่คนที่เป็นมิตร ถ้าทำอะไรไม่เข้าท่าเข้าทาง เราก็ด่าเหมือนกัน เราจะอยู่อย่างไรในสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงอย่างนี้ สื่อจะอยู่อย่างไร ประชาชนจะเสพสื่ออย่างไร

เบื้องต้นคือต้องอดทน จะแก้ทันทีเป็นไปไม่ได้  สอง ต้องมีความเมตตา  จริงๆ อาจารย์พุทธทาสได้สอนธรรมะชุดหนึ่งไว้ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ไปหาท่านอาจารย์พุทธทาส ไปเคารพท่าน ตอนนั้นท่านอาจารย์สัญญาเป็นนายกฯ ท่านอาจารย์สัญญาพูดว่า “ท่านอาจารย์ขอรับ ก่อนผมเป็นนายกรัฐมนตรี อะไรที่ผมทำเขาว่าดีทุกอย่าง แต่พอผมเป็นนายกฯ อะไรที่ผมทำเขากลับว่าเลวทุกอย่าง” อันนี้เป็นธรรมชาติ ใครมีอำนาจคนก็อยากจะโจมตี

ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงบอกว่า การจะทำอะไรในสาธารณะแล้วสามารถฝ่าความเสียดทานไปได้ ให้ใช้คาถา 4 คำดังต่อไปนี้

หนึ่ง สุทธิ คือความบริสุทธิ์ ความไม่โกง ถ้าโกงแล้วจะรักษาตัวได้ยากมาก สุทธิคือความบริสุทธิ์จนคนเขาเชื่อว่าคนนี้ไม่โกง อย่างอาจารย์สัญญาไม่มีคนเชื่อว่าท่านจะโกง มันก็ช่วยให้ผ่านพ้นปัญหาไปได้ง่าย เรื่องใหญ่ก็กลายเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าตรงข้าม เขาเห็นว่าคนคนนี้ไว้ใจไม่ได้ มันอาจจะโกง เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้น ทำอะไรต้องมีความบริสุทธิ์

แต่ความบริสุทธิ์อย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องใช้ปัญญา ต้องเรียนรู้ รู้เท่าทัน

แต่สองอย่างก็ยังไม่พอ ต้องใช้ความเมตตา เพราะสิ่งที่เข้ามากระทบ สิ่งที่ต้องฝ่าความเสียดทาน หรือการที่เราคิดว่าเราทำดีทุกอย่างแล้วก็ยังมีคนเข้ามาโจมตี มาว่า ในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ  มันเป็นธรรมดา มันจะโกรธ มันจะมีความทุกข์ได้ จึงต้องมีความเมตตา ความเมตตาจะทำให้ไม่ทุกข์ ไม่มีปฏิกิริยารุนแรงเกินไป (Overreact)

แต่สามอย่างก็ยังไม่พอ ต้องมีขันตี ต้องอดทน อดทนให้เรื่องมันผ่านไปได้ เพราะสิ่งต่างๆ มันเปลี่ยนแปลงเป็นอนิจจัง มันไม่ได้คงทนอย่างนั้นตลอดไป คนที่ร้ายกับเรา ไม่จำเป็นต้องร้ายตลอดไป มันเปลี่ยนเป็นดีได้ถ้าเราอดทน

ทั้งหมดนี้เป็นคาถาสี่คำของท่านอาจารย์พุทธทาส สามารถใช้กับเรื่องต่างๆ ได้ เป็นแพ็กเกจชุดธรรมะเพื่อฝ่าความเสียดทานในการทำงานสาธารณะ

ทุกวันนี้ปัญหาบ้านเมืองทั้งหมดเราโยนไปที่คุณทักษิณ ว่าสาเหตุอาจจะเกิดจากคุณทักษิณ  อาจารย์ครับ สังคมไทยควรจะอยู่กับคุณทักษิณต่อไปอย่างไร

ผมเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงคุณทักษิณ เพราะว่ารู้จักกันอยู่  เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมหนังสือพิมพ์ก็ลงเผยแพร่  ผมเขียนว่า คุณทักษิณ คุณเป็นคนมีศักยภาพมาก คุณน่าจะทำเรื่องใหญ่กว่านี้ ถามว่าเรื่องใหญ่กว่านี้คืออะไร เรื่องใหญ่คือขณะนี้โลกทั้งโลกมันเกิดความขัดแย้ง เกิดวิกฤตทั้งโลก เพราะมนุษย์มีจิตสำนึกเล็ก  มนุษย์ต้องมีจิตสำนึกใหญ่ ต้องมีจิตสำนึกใหม่  มีนักข่าวฝรั่งคุยกัน บอกว่า มนุษย์วิกฤต ไม่มีทางอื่นที่จะแก้วิกฤตนอกจากการปฏิวัติจิตสำนึก (Consciousness Revolution) ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของมนุษย์ทั้งโลก  ผมบอกคุณทักษิณว่า มีหลานของคุณอยู่คนหนึ่งที่สนใจเรื่องนี้ ถ้าคุณสนใจจริงๆ เขาคงยินดีเดินทางมาคุยกับคุณที่ดูไบ

ผลตอบรับจากคุณทักษิณเป็นอย่างไร ได้จดหมายตอบกลับไหม

ได้ ท่านเรียกหลานคนนี้ไปที่ดูไบ แสดงว่าท่านสนใจเรื่องนี้อยู่

ทำอย่างไรสังคมไทยถึงจะก้าวพ้นคุณทักษิณไปได้ และทำอย่างไรคุณทักษิณถึงจะก้าวพ้นความขัดแย้งในสังคมไทยไปได้

สังคมไทยมันขัดแย้งเชิงโครงสร้างมานานเป็นร้อยปี ทีนี้ การต่อสู้กันในขณะนี้มันไม่ได้ไปแก้โครงสร้าง  เพราะทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่อาจจะเรียกว่าอำมาตยาธิปไตยหรืออะไรก็แล้วแต่ และฝ่ายที่อาจจะเรียกว่าฝ่ายอนุรักษ์ ต่างทำประชานิยมเหมือนกัน หาเสียงอย่างประชานิยม ไม่ได้ไปจับที่โครงสร้าง ผมคิดว่ามันไม่หายหรอก มันจะขัดแย้งกันอยู่เรื่อยไป ซึ่งผมคิดว่าทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลืองต่างมีคนที่คิดเชิงโครงสร้าง เราต้องไปทำงานเรื่องโครงสร้าง โครงสร้างในสังคมไทยมันไม่ยุติธรรมกับคนจนคนเล็กคนน้อย มันแก้ความยากจนไม่ได้หรอกถ้าไม่แก้โครงสร้าง โครงสร้างยังขาดความเป็นธรรม ทั้งโครงสร้างทางกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม ทุกชนิด ร้อยแปด

อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ บอกไว้เมื่อนานมาแล้วว่า กฎหมายมีอคติกับคนจน เพราะฉะนั้น เราต้องทำงานแก้โครงสร้างให้ได้ จึงจะแก้ความยากจนได้จริง แก้ความอยุติธรรมในสังคมได้จริง ถ้าเพียงแต่ไปแตะประชานิยม แม้แต่ไปบอกให้นิยมใคร แม้แต่ไปบอกว่าข้างนี้นิยมกษัตริย์ ข้างนี้นิยมคุณทักษิณ พูดตรงไปตรงมา มันแก้ปัญหาไม่ได้ถ้าเราไม่ไปแก้โครงสร้าง เพราะฉะนั้น มันน่าจะมีทางเลือกที่สามเข้ามาทำงานเพื่อแก้ไขตรงนี้ ชวนทุกฝ่ายมาปรึกษากัน ถ้าไม่แก้มันก็ขัดแย้งเรื่อยไป ถึงคุณทักษิณจะตายไปก็ยังมีคนขัดแย้งเรื่องพวกนี้อยู่

อาจารย์จะฝากอะไรถึงคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อฟ้า เสื้อน้ำเงิน ทุกๆ เสื้อในประเทศไทย

เราคนไทยต้องมีจิตสำนึกใหญ่ เห็นคนทุกสีเป็นเพื่อนมนุษย์  ไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็แล้วแต่ พวกนี้มันเป็นมายาคติ ลึกๆ แล้วทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์กัน และเพื่อนมนุษย์มันก็มีที่แตกต่างกันไป ถูกบ้างผิดบ้าง มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาฆ่ากันตาย สิ่งที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการทำงานและมีเป้าหมายร่วมกัน ถึงแม้ข้างไหนชนะก็ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ปัญหาได้ เพราะฝ่ายที่ชนะก็ต้องไปแบกรับภาระปัญหาซึ่งแก้ได้ยาก รัฐบาลทุกรัฐบาลก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะปัญหามันยาก คุณทักษิณเป็นนายกฯ ผมก็เตือนท่านว่า คุณทักษิณอย่าใช้อำนาจ แก้ไม่ได้ ต้องเอาคนมาร่วม ถ้าคุณใช้อำนาจ อำนาจมันจะตีกลับมาที่คุณ

ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ผมอยากเห็นรัฐบาลที่สามารถดึงคนไทยให้มาร่วมกันและให้ขยับไปได้ เพราะประเทศไทยมีทรัพยากรเยอะแยะ มากกว่าประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก มากกว่าสวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน

เราคนไทยต้องเข้ามาร่วมกันทำงาน เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของไทยที่ไม่ยุติธรรม แก้ปัญหาเรื่องขาดความเป็นธรรมให้เกิดความเป็นธรรม ถ้าเราทำได้ เราจะแก้ความยากจนได้ ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ เราแก้ไม่ได้  รับรอง เอาเงินไปแจกเท่าไรๆ ไอ้โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมก็ดูดกลับหมด แต่ถ้าเราเรียนรู้ตรงนี้ เราสามารถแก้ความยากจนได้อย่างเด็ดขาดและถาวร

เรามาร่วมกันสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ผมคิดว่าเราทำได้  ถ้าเราทำงานด้วยกัน มันจะเกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน หัวใจของความเป็นมนุษย์คือตรงนี้ และพอเกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน ผมคิดว่ามันเป็นทุนมโหฬารที่ทำให้เกิดความสุข และช่วยให้ทำอะไรก็สำเร็จได้ง่าย เรื่องนี้มันซื้อไม่ได้ ใช้เงินกี่พันกี่หมื่นล้านก็ซื้อไม่ได้ มันจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการทำงานร่วมกัน เพราะมนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์ความดีอยู่ในหัวใจ ขอให้เอาตรงนี้มาเจอกัน มันเกิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมรับรองได้ เพราะมันมีอยู่ใน ธรรมชาติของคน

เราเป็นเพื่อนมนุษย์กัน เรื่องสีมันเป็นเรื่องมายาคติ ไม่ใช่ความจริงแท้  ความจริงแท้คือความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ ถ้าเรารักเพื่อนมนุษย์ ช่วยกันทำงาน เราสามารถสร้างสันติภาพความอยู่เย็นเป็นสุขในประเทศเราได้อย่างสบาย เมื่อถึงตอนนั้นประเทศเราก็จะเป็นพลังในการไปแก้ปัญหาโลก เพราะโลกมีปัญหาเยอะ ต้องการการเยียวยาแก้ปัญหา เรามาร่วมกันทำเมืองไทยของเราให้ดี ทำให้เมืองไทยมีบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาโลก ถ้าทิ้งโลก ปัญหาก็จะไม่มีวันจบ

เรียบเรียงจาก รายการตอบโจทย์ ทีวีไทย  27 พฤจิกายน 2552

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง

”สังคมหนวดเต่า เขากระต่าย สังคมไทยมีแต่การ สร้างเรื่องเท็จมาใส่กัน”

โดย

นิติภูมิ  นวรัตน์

ความมีดังนี้

๑. เต่าไม่มีหนวด

๒. กระต่ายไม่มีเขา

๓. หนวดเต่าเขากระต่าย จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง

๔. รัฏฐาภิปาลโนบาย คือ วิธีการปกครองบ้านเมือง

๕. วิเทโศบาย คือ วิธีดำเนินการที่รัฐบาลใช้ปฏิบัติต่อต่างประเทศ

๖. หากผู้นำฝ่ายบริหารซึ่งเป็นผู้ใช้รัฏฐาภิปาลโนบายด้อยความสามารถ แถมมีการกระทำที่ข่มเหงคะเนงร้ายประชาชน ชาติบ้านเมืองก็ยากที่จะเดินหน้าไปได้อย่างสุขสงบ

๗. หากเสนาบดีผู้ต้องมีความชำนาญในวิเทโศบาย มีกาลธารณาหรือความผิดเพี้ยน ชอบสร้างเรื่องจากการณาภาพ หมายถึงสร้างจากความไม่มีเหตุ เป็นพวกปรทัตตูปชีวี ที่หมายถึงเปรตที่อยู่ด้วยส่วนบุญที่ผู้อื่นแบ่งปันให้ เป็นสมาชิกของพวกกุหกชีวี หมายถึงเป็นคนที่หากิน และขอตำแหน่งโดยหลอกลวงตลบตะแลงตอแหลมาตลอดชีวิตราชการ แถมยังเป็นคนปากเปราะเราะร้าย พูดมากปากหยาบเป็นขี้ทูดกุฏฐัง เสนาบดีประเภทนี้ย่อมนำสัมประหารเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้านมาให้เรามิรู้จักจบสิ้น

๘. ชาติรัฐที่มีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศที่มีโทษสมบัติอย่างข้อ ๖ และ ๗ ประชาชนคนในประเทศนั้นจักมีแต่ความหนาวใจ

๙. จิรกาล เวลานานมาแล้ว ประวัติศาสตร์ชาติไทยเริ่มโดยพระปฐมบรมกษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ผู้ทรงครองราชย์สมบัติตั้งแต่ พ.ศ. ๑๗๖๒

๑๐. อาณาจักรแห่งแรกของไทยดำรงคงพระมหากษัตริย์มาจนถึงรัชกาลที่ ๙ ราชวงศ์ก็ถึงกาลล่มสลายหายไป สุโขทัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา โดยดำรงสถานะราชอาณาจักรระหว่าง พ.ศ.๑๗๖๒ จนถึง พ.ศ. ๑๙๘๑ รวมเวลา ๒๑๙ ปี

๑๑. เมืองแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของกรุงสุโขทัยที่มีชื่อว่าอู่ทอง ค่อยๆ ทยอยเติบโตจนเป็นอาณาจักร กาลต่อมา อาณาจักรอู่ทองก็พัฒนามาเป็นอาณาจักรอยุธยา

๑๒. ราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ราชวงศ์สุโขทัย ราชวงศ์ปราสาททอง ราชวงศ์บ้านพลูหลวง ทั้งหมดนี้เป็นราชวงศ์แห่งพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ๓๔ พระองค์ ๓๕ รัชกาล กรุงศรีอยุธยาถือกำเนิดเกิดมาเป็นราชธานีของไทยอยู่นานถึง ๔๑๗ ปี กระทั่งวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ เวลา ๒๐.๐๐ น. ซึ่งเป็นวันเวลานาทีที่พม่าเข้ามาในเมืองได้ ความเป็นอาณาจักรของกรุงศรีอยุธยาก็มลายหายสิ้นไป

๑๓. กรุงธนบุรีได้รับการสถาปนาเป็นราชธานีโดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ พระองค์ทรงกู้เอกราชกลับคืนมาได้ในเวลา ๗ เดือน กรุงธนบุรีที่สถาปนาโดยพระเจ้าตากสินเป็นราชธานีของไทยอยู่นาน ๑๕ ปี

๑๔. สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกไปปราบปรามเขมร ขณะเดียวกันก็ทรงทราบข่าวการก่อจลาจลในกรุงธนบุรี จึงทรงเดินทัพมาตรวจดูเหตุการณ์บ้านเมือง พระองค์ทรงเห็นว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีพระสติฟั่นเฟือน ลงพระราชอาญาแก่พระสงฆ์และฆราวาส ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกจึงรับสั่งให้นำตัวสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไปสำเร็จโทษ จากนั้น บรรดาขุนนาง ข้าราชการ เสนาอำมาตย์ผู้ใหญ่ได้อัญทูลเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีในวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ พระองค์ทรงย้ายราชธานีจากเดิมกรุงธนบุรีมาอยู่ที่กรุงเทพฯ

๑๕. ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ กรุงเทพฯ จะเป็นราชธานีของไทยได้นานถึง ๒๒๘ ปี

๑๖. ประเทศในโลกนี้ มีสถานะทางการปกครองมากมายหลายประเภท ทั้ง รัฐ รัฐเอกราช รัฐสุลต่าน เครือรัฐ นครรัฐ สาธารณรัฐ สาธารณรัฐประชาชน สาธารณรัฐสังคมนิยม สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตย สาธารณรัฐสังคมนิยมอาหรับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน สาธารณรัฐอิสลาม สาธารณรัฐอาหรับ สาธารณรัฐสหกรณ์ สหสาธารณรัฐ สหภาพ สหรัฐ สมาพันธรัฐ สหพันธรัฐ สหพันธ์สาธารณรัฐ สหราชอาณาจักร ราชรัฐ ราชอาณาจักร และราชอาณาจักรฮัชไมต์

๑๗. กลุ่มประเทศที่เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ มีความขลัง มีวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์อันยาวนาน มักจะเป็นกลุ่มที่ขึ้นต้นชื่อประเทศด้วย ราชอาณาจักร ซึ่งหมายถึงเป็นประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข มีราชวงศ์ปกครองที่ได้รับการยอมรับนับถือกันมายาวนาน อาทิ ราชวงศ์แซกเซ-โคเบิร์ก-โกธา (เบลเยี่ยม), ราชวงศ์เดนมาร์ก, ราชวงศ์นัสเซา-วีลเบิร์ก (ลักเซมเบิร์ก), ราชวงศ์ออเรนจ์-นัสเซา(เนเธอร์แลนด์), ราชวงศ์โอลเดนเบิร์ก (นอร์เวย์), ราชวงศ์กรีมัลดี (โมนาโก), ราชวงศ์บูร์บอง (สเปน), ราชวงศ์แบร์นาด็อตต์ (สวีเดน), ราชวงศ์วินด์เซอร์ (อังกฤษ), ราชวงศ์แห่งบาห์เรน, ราชวงศ์ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน, ราชวงศ์อัลซาบาห์ (คูเวต), ราชวงศ์อัลซาอิด (โอมาน), ราชวงศ์อัลทานี (กาตาร์), ราชวงศ์อัลซาอุด (ซาอุดีอาระเบีย), ราชวงศ์อัลนาห์ยัน (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์), ราชวงศ์อาลาวิท (โมร็อกโก), ราชวงศ์วังชุก (ภูฏาน), ราชวงศ์แห่งบรูไน, ราชวงศ์แห่งกัมพูชา, ราชวงศ์เบญจมาศ (ญี่ปุ่น) ฯลฯ

๑๘. พ.ศ. ๒๕๕๓ ราชอาณาจักรไทยได้ดำรงคงความมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขมายาวนานถึง ๗๙๑ ปี นับว่าเป็นประเทศโชคดีที่ยังสามารถดำรงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ได้อย่างมั่นคง อีกไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ เราก็จะเป็นชนชาติที่ดำรงคงเผ่าพันธุ์อันยาวนานถึง ๘ ศตวรรษ ยากที่จะมีประเทศชาติใดทำได้เสมอเหมือน

๑๙. ความโชคดีและความโชคร้ายมักจะมาด้วยกันเสมอ เสมือนหนึ่งร่างกายมนุษย์ส่วนใหญ่ที่ธรรมชาติสร้างมาให้มีทั้งแขนซ้ายขวา โชคดีที่ไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ติดต่อกันมั่นคงยาวนานเกือบจะถึง ๘๐๐ ปี แต่ประเทศไทยโชคร้ายที่มีการเมืองไม่มั่นคง มีการปฏิวัติรัฐประหาร ยกเลิก และร่างธรรมนูญขึ้นมาใช้ใหม่อยู่เนืองๆ

๒๐. ไทยมีผู้นำฝ่ายบริหารส่วนหนึ่งไม่มีความสามารถ

๒๑. ส่วนนายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถ ซึ่งแม้แต่นานาอารยประเทศก็ยอมรับ กลับถูกสกัดในออกนอกประเทศด้วย “ข้อหาส่วนหนึ่ง” ที่เป็นหนวดเต่าเขากระต่าย ซึ่งพวกเจ้าถ้อยหมอความบางกลุ่มสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นความชอบธรรมในการทำลายคนฉลาดปราดเปรื่อง และเพื่อปูทางสว่างโล่งให้คนของตนได้ขึ้นมาปกครองประเทศเท่านั้น

๒๒. หากสังคมไทยกลับมาสู่การสมานฉันท์ พ.ศ. ๒๕๕๓ จะเป็นศักราชที่คณะเราชาวท่านทั้งหลายจะมีแต่ความสุข สุขที่มีพระยุติธรรมธรเปรียบเสมือนบิดรของพวกเราทุกคน เราประชาชนคนไทยควรกลับมาตระหนักว่า เราทั้งหลายมีพ่อแม่พระองค์เดียวกัน

๒๓. ตลอด พ.ศ. ๒๕๕๓ อย่าให้ใครมาหลอกเราเรื่องหนวดเต่าเขากระต่ายอีก

๒๔. พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นปีที่เราควรนำคนเก่งของจริงทั้งหลายกลับมาทำงานรับใช้ประเทศชาติประชาชน และนำกลับมารับใช้เบื้องพระยุคลบาทเพื่อทำให้ไทยเป็นชาติแข็งแกร่งในสกลจักรวาลไปอีกนานนับพันปี การกระทำของเราในศักราชใหม่นี้จะนำนิรันตสุข สุขไม่มีที่สิ้นสุด สุขเสมอ สุขตลอดกาล กลับมาให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

อ้างอิง

http://www.nitipoom.com/th/article1.asp?idOpenSky=3417&ipagenum=

Read Full Post »

แนวคิดพื้นฐานของ สื่อสารมวลชน

recommendare

 

จากบทความเรื่อง  แนวคิดพื้นฐานของ สื่อสารมวลชน

 

เขียน  โดย

ผศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล
อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

 

ความมีดังนี้

สื่อสารมวลชนมีหน้าที่ทางสังคมอย่างไร มีกระบวนการทำงานอย่างไร มีลักษณะอย่างไร หลายครั้งที่คนข้างนอกไม่เข้าใจก็มักจะประณามสื่ออย่างเดียว เช่น กรณีเหตุการณ์รุนแรงที่เด็กเป็นผู้กระทำ ปรากฏว่า สื่อกำลังเป็นเป้าหมายใหญ่ของการถูกประณาม จนกระทั่งมีคนถามว่า สื่อเป็นแพะหรือเปล่า คำตอบคือไม่ เพราะสื่อมีส่วนอย่างมากที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง แต่ไม่อยากให้สังคมมองว่าเป็นเพราะสื่อมวลชนอย่างเดียว อยากให้สังคมมองว่า ปัญหาความรุนแรงเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน แล้วสื่อเป็นส่วนหนึ่งที่เข้าไปช่วยเสริม หรือตอกย้ำความรุนแรงที่มีอยู่ในสังคม หรือไปตอกย้ำความเชื่อของการเอาความรุนแรงออกมาใช้โต้ตอบ

 

เช่น เวลามีคนถามเรื่องเด็กกับสื่อ ดิฉันก็จะถามกลับว่า แทนที่เราจะมาโทษสื่ออย่างเดียว ทำไมเราไม่ตั้งคำถามกลับว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเด็กไทยของเรา ที่ทำให้เด็กไทยสมัยนี้อ่อนแอต่อการปกป้องตัวเองจากความรุนแรง ทำไมเด็กสมัยนี้มีความยับยั้งชั่งใจน้อย ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ถึงขนาดต้องตัดสินใจใช้อาวุธทำร้ายเพื่อนด้วยกัน ถามว่าเป็นเพราะสื่ออย่างเดียวหรือเปล่า คำตอบคือ “ไม่ใช่แน่นอน” มันต้องย้อนกลับไปถามว่า การที่เด็กปัจจุบันนี้อ่อนแอมาก เป็นเพราะอะไร ซึ่งแน่นอนว่ามีเรื่องของสถาบันครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าเด็กคนนั้นเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเคยชินกับการเห็นความรุนแรงในครอบครัว ไม่ว่าจะโดยการกระทำทางกาย ทางวาจา ฯลฯ มันก็ทำให้เขาตัดสินใจที่จะใช้ความรุนแรงได้ง่าย เพราะเขาชินกับการเห็นความรุนแรง

 

นอกจากนั้น ยังมีความรุนแรงอีกประเภทหนึ่งที่เราไม่ค่อยพูดกัน นั่นคือ ความรุนแรงในแง่เพิกเฉย เป็นความรุนแรงที่เกิดจากความไม่ใส่ใจซึ่งกันและกัน เราจะเห็นว่าครอบครัวเดี๋ยวนี้เป็นแบบนี้มาก เด็กไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับพ่อแม่ บางทีเด็กมีปัญหาอยากปรึกษาพ่อแม่ พ่อแม่ก็ไม่มีเวลาที่จะคุยด้วย ทั้ง ๆ ที่บ้านนั้นเขาไม่ได้ใช้กำลังกันเลย แต่ความเพิกเฉยที่พ่อแม่มีต่อลูกก็ถือว่าเป็นความรุนแรงประเภทหนึ่ง เป็นการละเลย ลักษณะแบบนี้ทำให้เด็กรู้จักที่จะรับอย่างเดียว มากกว่าที่จะรู้จักให้

 

เรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการที่เด็กมองว่า เขารู้สึกว่าสิ่งสิ่งนั้นเป็นของเขา เขาจะสูญเสียมันไปไม่ได้ อย่างกรณีเด็กที่แฟนบอกเลิก ก็เอาปืนไปทำร้ายคนในบ้าน หรือกรณีที่หยิบปืนไปยิงกันเพราะว่าแย่งผู้หญิงคนเดียวกัน ก็สะท้อนมาจากการที่เขาคิดตลอดเวลาว่า ของสิ่งนั้นเป็นของเขา

 

เคยตั้งคำถามกับจิตแพทย์ว่า มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเด็กรู้สึกเป็นเจ้าของมากเหลือเกิน ทำไมเด็กไม่รู้จักปล่อยวางกับสิ่งเหล่านี้ เขาบอกว่า เป็นเพราะเด็กในปัจจุบันรู้จักแต่การรับเพียงอย่างเดียว ไม่เคยเรียนรู้ที่จะให้ เมื่อไม่เคยเรียนรู้ที่จะให้ จึงไม่เคยเรียนรู้ที่จะสูญเสียและผิดหวัง เมื่อเกิดความผิดหวังขึ้นมาเขาจึงรู้สึกกับมันอย่างรุนแรง ทนต่อไปไม่ได้แล้ว มันจึงเกิดปัญหาแบบทุกวันนี้ ดังนั้น จึงควรต้องย้อนกลับไปดูที่สถาบันครอบครัวกันใหม่ ว่าทำอะไรที่ทำให้เด็กรู้จักรับเพียงอย่างเดียว

 

นอกจากสถาบันครอบครัวแล้ว สถาบันการศึกษาหรือระบบการศึกษาที่มุ่งแต่จะจับคนไว้อยู่ในระบบอย่างเดียว ต้องคิดตามที่ระบบการศึกษาบอกให้คิด เด็กไม่มีโอกาสได้คิดอะไรที่หลากหลายตามความสนใจของเขา เมื่อเป็นเช่นนั้น ระบบการศึกษาที่จัดคนไว้อยู่ในระบบและเชื่อว่าเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาน่าจะเป็นเส้นทางเดียวกับที่ตะวันตกกำหนดเอาไว้ ก็เป็นผลทำให้เด็กมีปัญหาเรื่องความรุนแรงด้วย

 

ส่วนสถาบันสื่อมวลชนนั้นมีผลในแง่ที่ว่า พอเด็กขาดช่องทางที่จะพูดคุยกับพ่อแม่หรือครู เด็กก็หันเข้าหาสื่อ เพราะฉะนั้นสื่อก็เป็นช่องทางที่เขามีปฏิสัมพันธ์ด้วยตลอดเวลา เมื่อสื่อมีเนื้อหารุนแรง เช่น นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย ฯลฯ เยอะมาก เด็กก็จะคิดว่านี่เป็นทางเลือกทางเดียวสำหรับชีวิต ทั้งที่ในความเป็นจริงคนเรามีทางเลือกมากมาย แต่เขามองไม่เห็น

 

ยังมีอีกสถาบันหนึ่งที่เกี่ยวข้องและต้องพูดถึง นั่นคือ สถาบันศาสนา ซึ่งสำคัญมาก มีประเด็นที่พูดถึงว่าปัจจุบันภูมิธรรมของเด็กน้อยลง ถ้ารากฐานทางศีลธรรมของเด็กแข็งแรง เขาจะมีเกราะป้องกันตัวเยอะ แต่เด็กสมัยนี้ก็ไม่วิ่งเข้าหาเรื่องของศีลธรรม เรื่องของศาสนาเหมือนกัน เด็กจะมองว่านี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับวิถีชีวิตประจำวันของเขา ศาสนาก็ศาสนา ไปวัดก็แค่ทำบุญ แต่เขาไม่เห็นว่า ศีลธรรมอยู่ในชีวิตจิตใจของเขา นี่เป็นปัญหาที่เราพูดกันเยอะมาก ดังนั้นปัญหาความรุนแรงไม่ใช่แค่เรื่องสื่ออย่างเดียว แต่เป็นทุกสถาบัน ซ้อนทับกันหมด เพราะฉะนั้นตอนนี้การป้องกันความรุนแรงจึงมีอยู่ทางเดียว นั่นคือ ดึงทุกสถาบันมาทำงานร่วมกัน น่าจะเกิดการทำงานแบบเครือข่าย

 

ภาระหน้าที่ของสื่อมวลชน

 

1. ให้ข้อมูลข่าวสาร เป็นหน้าที่หลักที่เราพบเห็นในสื่อมวลชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรายงานเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งการให้ข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันนี้ สื่อไม่ได้เพียงแค่บอกว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น แต่สื่อตีความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยทุกครั้ง การตีความนี้ เช่น ถ้าเป็นข่าว วันนี้เลือกนำเสนอเฉพาะฝ่ายนี้ฝ่ายเดียวก่อน ก็เป็นการบ่งบอกเชิงนัยแล้วว่าสื่อเข้าข้างฝ่ายไหน เลือกนำเสนอฝ่ายไหนมากกว่า ฝ่ายไหนน้อยกว่า มันเป็นการบ่งบอกอยู่ในตัว ถึงแม้เขาจะนำเสนอในรูปแบบของข่าวก็ตาม ดังนั้นจึงไม่มีข่าวสารไหนที่ถูกนำเสนอแบบไม่ถูกแต่งเติม นอกเหนือจากนี้ก็จะมีในเรื่องของการส่งเสริมความคิดต่าง ๆ หรือการชี้นำความคิดในตัวด้วย

 

2. การประสานส่วนต่างๆ ของสังคมเข้าด้วยกัน ในสังคมปัจจุบันที่มีความเป็นพหุนิยมสูงมาก เรียกว่า “สังคมมวลชน” เรารู้จักเขาผ่านหน้าจอทีวี เราดูข่าวของเขา เราดูสารคดีเกี่ยวกับคนอาฟริกันซึ่งทำให้เรารู้จักเขา คำถามอยู่ที่ว่า การทำหน้าที่เชื่อมโยงเราไปยังวัฒนธรรมอื่น ๆ นั้น สื่อทำหน้าที่อย่างไร สื่อไปถ่ายทำชีวิตคนอาฟริกันมาเฉย ๆ แล้วให้เราดูหรือเปล่า เวลาเรานั่งดูสารคดี เช่น สารคดีชีวิตคนต่าง ๆ ที่เราไม่เคยได้ไปสัมผัสชีวิตจริงของเขา เรารู้จักเขาจากสื่อจริง ๆ เลย เรารู้จักเขาแบบไหน มันเป็นเรื่องที่เราถกกันได้อีกเยอะเลย หรือเวลาที่เราดูสารคดีคนชนเผ่า เรารู้สึกอย่างไร มันก็ขึ้นอยู่กับว่าสื่อต้องการนำเสนออะไรในชนเผ่ากลุ่มนั้น ถ้าสื่อคิดว่าชนเผ่ากลุ่มนี้ขายได้เชิงการท่องเที่ยว สารคดีจะออกมาในแง่สวยงาม โรแมนติก เห็นแต่ในเชิงของการแต่งตัว การแสดง หรือจุดขายของคนกลุ่มนี้ แต่เราไม่เห็นชีวิตจริง ๆ ของเขา มันก็เป็นปัญหามาตลอดว่า เวลาคนกรุงไปที่ไหนก็จะมีภาพฝังใจว่าอยากไปเห็นเขาในแบบนั้น แต่พอไปจริง ๆ เราไม่เห็นแบบนั้น ก็จะรู้สึกว่าทำไมชุมชนนี้เป็นแบบนี้

 

เพราะฉะนั้น การทำหน้าที่ประสานส่วนต่างๆ ของสังคมมีทั้งแง่ดีและไม่ดี แง่ดีคือ ทำให้เรารู้จักคนทั่วทั้งโลกโดยที่เราไม่ต้องไปรู้จักในเชิงส่วนบุคคล แต่แง่ไม่ดีคือ เราต้องตระหนักว่า การที่เรารู้จักเขา มันเป็นการรู้จักผ่านการทำงานของสื่อมวลชนไปแล้ว

 

นอกเหนือจากในแง่ของการทำให้เราได้รู้จักกลุ่มต่าง ๆ แล้ว การประสานส่วนต่าง ๆ ยังมีความหมายในแง่ของการไปสนับสนุนสถาบันหลัก ๆ ของสังคมด้วย เราจะเห็นว่า ในการนำเสนอเรื่องของกลุ่มต่าง ๆ สื่อจะมีการหยิบยกบางสถาบันขึ้นมาตลอดเวลาว่านี่เป็นสถาบันความคิดหลัก เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากจะมีมุมมองในเรื่องนี้ เราก็ต้องคิดตามสถาบันหลักเหล่านี้ ไม่ว่าจะเรื่องของการศึกษาก็ดี ก็จะเสนออยู่ภายใต้กรอบของสถาบันหลักทางการศึกษา หรือเรื่องของการปกครองท้องถิ่น ยิ่งตอนนี้มีนโยบายเรื่องของท้องถิ่นชุมชนเยอะ ก็จะเป็นนโยบายท้องถิ่นหรือชุมชนที่ผ่านนโยบายของฝ่ายปกครอง มากกว่าที่จะเป็นเสียงที่มาจากชุมชนจริง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้รับรู้ ความคิดที่เราสั่งสมขึ้นมา ก็เป็นความคิดที่มันไปสอดคล้องกับบรรทัดฐานของสถาบันหลักเหล่านั้น

 

3. การสร้างความต่อเนื่องทางสังคม เป็นบทบาทหน้าที่เชิงวัฒนธรรม การที่เรายังเชื่อมต่อความคิดระหว่างคนจากรุ่นสู่รุ่นได้ เพราะสื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้เราได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมแต่ไหนมา เราก็รับรู้ผ่านสื่อมวลชนเป็นส่วนใหญ่ในขณะนี้ สถาบันครอบครัวก็ไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ สถาบันการศึกษาก็ไม่ค่อยได้ทำหน้าที่ รวมถึงสถาบันศาสนาด้วยหรือเปล่า ก็กลายเป็นสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของคนแต่ละรุ่นต่อ ๆ กันมา คำว่า “แต่ละรุ่น” อาจจะไม่ต้องไปไกลก็ได้ แม้แต่เรื่องของเมื่อวานนี้ก็ได้เหมือนกัน

 

เพราะฉะนั้นการสร้างความต่อเนื่องทางสังคม ในแง่ดีมันอาจจะไปเสริมรากฐาน รากเหง้าของสังคมนั้นให้มีความเข้าใจ ให้มีความเข้มแข็งกับรากฐานของสังคมเรา แต่ในแง่ไม่ดีก็มีเยอะ เพราะบางทีการถ่ายทอดวัฒนธรรมก็ถูกเลือกปฏิบัติ วัฒนธรรมบางอย่างเท่านั้นที่ถูกเลือกถ่ายทอด วัฒนธรรมบางอย่างก็หายไปเลยไม่ถูกหยิบมาพูดถึง วัฒนธรรมกลุ่มย่อยอีกมากมายที่ไม่ได้ถูกพูดถึงขึ้นมาผ่านสื่อมวลชนเลย การทำหน้าที่ตรงนี้จึงมีทั้งดีและไม่ดี

 

4. การให้ความเพลิดเพลิน อันนี้เข้าใจง่ายมาก สื่อก็นำเสนอเรื่องของความบันเทิงใจให้กับคน โดยเฉพาะชีวิตของคนเมืองที่มีความเคร่งเครียด จากงานวิจัยในเรื่องการวิเคราะห์การรับสารของคนในเมืองที่ทำมาไม่ว่ากี่งานก็ตาม ผลที่ออกมาคือ กว่า 60% ของการเลือกรับสื่อเป็นไปเพื่อการผ่อนคลายและความบันเทิง ซึ่งก็ไม่แปลกกับคำถามที่ว่าทำไมสัดส่วนของสื่อถึง 60% จึงเป็นเนื้อหาเพื่อความบันเทิง ซึ่งก็เป็นบันเทิงจริง ๆ เห็นชัดมากเมื่อเราเปิดทีวี 6 ช่อง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของทีวี (prime time) คือช่วง 1 ทุ่ม – 4 ทุ่ม เป็นช่วงที่คนดูทีวีมากที่สุด มีทั้งข่าว ละคร เกมโชว์ จะเห็นว่าละครครองพื้นที่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของทีวี ที่เหลือช่วงเวลาไม่ดี คือช่วง 6 โมงเช้าไปจนถึง 5-6 โมงเย็น ช่วงนั้นจะมีข่าว สารคดี การเกษตร เรื่องเกี่ยวกับชุมชน ฯลฯ สาระความรู้ต่าง ๆ จะไปอยู่ช่วงนั้น ถ้าเป็นช่วงเช้าจะเป็นรายการเด็ก ๆ ผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มคนดูที่จำกัด และตอนกลางวัน ช่วงบ่ายจะมีแต่เกมโชว์ทั้งนั้น และเป็นเกมโชว์ที่ไร้สาระโดยสิ้นเชิง ที่เกมโชว์ช่วงบ่ายของทีวีเป็นแบบนี้ก็เพราะเขารู้อยู่ว่าคนดูน้อย เพราะฉะนั้นถ้าลงทุนมากก็ไม่มีประโยชน์ ยิ่งลงทุนมากยิ่งขาดทุน ดังนั้นจึงต้องทำรายการง่าย ๆ ถูก ๆ ไร้สาระ แต่เมื่อเป็นรายการง่าย ๆ ถามว่าคนดูเป็นใคร ช่วงกลางวันคนดูคือแม่บ้านเป็นส่วนใหญ่ และก็มีร้านค้าด้วย ถามว่ายุติธรรมไหมกับคนกลุ่มนี้ ซึ่งโอกาสที่เขาจะได้เปิดปัญญาของตัวเองไปสู่เรื่องอื่น ๆ มันก็น้อย ยิ่งคนเป็นแม่บ้าน พอตกเย็นสามีและลูก ๆ กลับมา เวลาก็หมดแล้ว ตอนเช้าก็ยุ่งอีก เวลาช่วงบ่ายที่เขาจะได้พักผ่อน รายการทีวีที่มีให้เขาก็คือเกมโชว์

 

ดิฉันเคยไปทำวิจัยกับผู้หญิงในสลัมคลองเตย 4 เดือน ไปกินไปนอนกับเขา และนั่งดูทีวีกับผู้หญิงที่นั่น ปรากฏว่าทุกคนจะคิดเหมือนกันหมด คือ ทำยังไงชาตินี้จะรวย ทำยังไงจะเป็นมหาเศรษฐี ซึ่งไม่แปลกเพราะเกมโชว์บอกเขาอย่างนั้น และเกมโชว์เป็นสิ่งที่เขาติดมาก ใกล้บ่ายเขาจะลุ้นอยู่หน้าจอทีวี ดิฉันก็ถามเขาว่าลุ้นแล้วได้อะไร เขาบอกว่าอย่างน้อยทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตนี้ก็มีความหวัง แต่มันไม่ใช่หวังของเขา มันเป็นความหวังของคนอื่น เพราะเขาไม่ได้ไปเล่น เกมโชว์คนที่เล่นก็คือดารา เขาไม่เอาชาวบ้านไปเล่น แต่ผู้หญิงพวกนี้พูดเลยว่า อย่างน้อยความเป็นคนจนไม่ใช่ว่าเกิดเป็นคนจนแล้วจะจนตลอด โอกาสที่จะรวยก็มีถ้าไปลุ้นแบบนี้ ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่มี ฉะนั้นเกมโชว์นอกจากมันไม่ประเทืองปัญญาแล้ว ก็ยังหลอกเขาอยู่ตรงนั้น เราจะเห็นว่าการให้ความเพลิดเพลินที่เป็นบทบาทหนึ่งของสื่อ มันกลายเป็นบทบาทหลักที่กำลังทำร้ายผู้คนมากมายอยู่ในเวลานี้

 

นอกจากในแง่ของความเพลิดเพลินผ่านละคร ผ่านเกม ผ่านเพลง ฯลฯ ความเพลิดเพลินยังผ่านสาระหลัก ซึ่งเราไม่คิดว่ามันน่าจะทำให้เพลิดเพลินได้ คือ ข่าว ปัจจุบันนี้กระบวนการผลิตสื่อเอาเทคนิคของความเพลิดเพลินใจเข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกรูปแบบของการผลิตแล้ว เดี๋ยวนี้เวลาทำข่าวก็ต้องดูแล้วเพลิดเพลินใจ ข่าวไหนดูแล้วเครียดคนก็ไม่ดู จะมีรูปแบบที่ทำให้ดูแล้วเพลิดเพลินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกมาเล่าข่าวให้สนุก เช่น ระเบียงข่าว ช่อง 3 ที่มีพิธีกรชายหญิงออกมายืนเล่าข่าวกัน พูดคุยแบบล้อเล่น สนุก ทำให้ความเครียดของข่าวลดลง แต่บางครั้งมันก็มีอคติของพิธีกรหลุดออกมาเยอะมาก นี่ก็เป็นรูปแบบที่ว่าความเพลิดเพลินเข้าไปแทรกซึมอยู่ในเรื่องของการนำเสนอสาระด้วย

 

หรือที่เห็นชัด ๆ คือ การเขียนข่าวหนังสือพิมพ์บางฉบับ ที่อ่านพาดหัวข่าวแล้วอาจจะเพลิดเพลินใจ ไม่ใช่ความหมายแบบมีความสุข แต่เพลิดเพลินใจในแง่นี้คือ อ่านแล้วได้อารมณ์ เพราะภาษาที่ใช้ คำบางคำที่ใช้พาดหัวก็ใส่อคติไปเรียบร้อย เช่น พาดหัวเรื่อง “นักเรียนดิบเถื่อน เอาอีกแล้ว แย่งผู้หญิงคนเดียวกัน ไร้ความคิด” คำว่าดิบเถื่อนเป็นคำที่แรง ทำให้คนอ่านแล้วรู้สึกว่านักเรียนสมัยนี้มันแย่มาก ๆ มันไม่ใช่แค่สะท้อนความไม่ดีของคนกลุ่มนั้น เป็นคำที่เมื่อก่อนตะวันตกใช้ว่าคนไทยว่าไร้อารยธรรม ป่าเถื่อน แต่คิดไม่ถึงว่าตอนนี้คนไทยก็หยิบเอาคำนี้มาใช้กับนักเรียน ซึ่งถ้าเราตีความต่อ มันมีความหมายลึกมาก ถ้าเราปล่อยให้สื่อใช้ภาษาง่าย ๆ แบบนี้เพียงเพื่อหวังว่าใช้แล้วมันสนุกสนาน เกิดอารมณ์ มันอันตราย เพราะต่อไปสังคมจะมองว่าพวกนักเรียนเป็นพวกไร้อารยธรรม ส่วนพวกฉันเป็นพวกมีอารยธรรม มันจะเกิดการแบ่งแยกสังคมมากขึ้นทุกที นี่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่มองเห็นว่าความเพลิดเพลินเข้ามาก่อปัญหาอย่างไรบ้าง

 

5. หน้าที่ในการรณรงค์ทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความคิดทางประชาธิปไตยต่าง ๆ คงไม่ต้องพูดถึงว่ามีผลอย่างไร แต่ในแง่ลบ การรณรงค์นี้ก็นำไปสู่การชักนำให้สังคมเกิดความคิดไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ต้องเป็นเศรษฐกิจระดับมหภาคถึงจะเรียกว่าดี หรือเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับตัวเงิน การลงทุนข้ามชาติ ฯลฯ มีผลทำให้ภาพของความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจเป็นทิศทางเดียว ขณะที่เศรษฐกิจระดับชุมชน ระดับชาวบ้านที่พึ่งตัวเอง ไม่ถูกนำเสนอเท่าไร เราจะเห็นว่าบทบาทการรณรงค์ของสื่อเองก็เป็นการรณรงค์ที่เป็นไปตามกระแสหลักของสังคมด้วย

 

กระบวนการทำงานของสื่อมวลชน

 

1. ในฐานะผู้รักษาช่องทางการสื่อสาร (gatekeeper) สมมติว่าเรามีที่มาของข่าวสาร การทำหน้าที่ของสื่อคือ เริ่มคัดเฉพาะบางประเด็นเท่านั้น เวลาที่ข้อมูลเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นทั้งหมด แต่ข้อมูลที่ถูกคัดกรองมีน้อยมาก จะมีประเด็นที่ถูกคัดทิ้งออกไปเยอะ จะมีเหลือไม่กี่ประเด็นของข่าวสารที่เข้าไป ฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏออกมาในเนื้อหาสื่อแล้วเราได้อ่าน มันจึงถูกคัดมาแล้ว

 

ประเด็นไม่ได้อยู่แค่ว่า คนที่เป็นสื่อคัดอะไรเข้าไป ยังคิดต่อได้อีกว่า ความเป็นสื่อตรงนี้ องค์ประกอบของคนเป็นสื่อมวลชนประกอบด้วยอะไรบ้าง ในความเป็นคน กว่าที่เขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนทำสื่อ เขาผ่านอะไรมาบ้าง ชีวิตคนมีอะไรซับซ้อนมาก มีค่านิยม อุดมการณ์ ประสบการณ์ ความรู้ชุดไหนบ้าง มีอะไรต่อมิอะไรหลาย ๆ อย่างที่ประกอบกันเป็นตัวเขา สิ่งเหล่านี้จึงมีส่วนทำให้สื่อมวลชนบางคนเลือกที่จะคัดเหตุการณ์บางอย่างให้มาเป็นข้อมูล เพราะฉะนั้นถ้าเราดูแค่เรื่องค่านิยมตัวเดียวซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ก็ทำให้เข้าใจได้เลยว่า ทำไมเรื่องบางเรื่องถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะมันไปสอดรับกับกรอบคิดค่านิยมของคนที่เป็นสื่อมวลชน เช่น ถ้าเราพูดเรื่องเศรษฐกิจ ก็จะชัดว่าคนเป็นสื่อส่วนใหญ่จะมองเรื่องของเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจระดับชาติ ฉะนั้นเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับการตลาด บริโภคนิยม จะถูกนำเสนอมาก เพราะมันตอบรับกับค่านิยมชุดนี้ของเขา

 

2. ในฐานะผู้กำหนดวาระหรือประเด็นทางสังคม (agenda setter) เช่น เหตุการณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งจะถูกทำให้เป็นประเด็นใหญ่มาก จะให้พื้นที่มาก การรับรู้ของคนในสังคมก็จะใหญ่ตามไปด้วย เพราะสื่อเลือกที่จะนำเสนอเรื่องการเลือกตั้งที่เข้มข้นมาก ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง สื่อก็จะนำเสนอแต่เรื่องนี้ คำว่า “กำหนดวาระของสังคม” ก็คือ การทำให้วาระมันใหญ่ ถูกทำให้เป็นวาระหลัก คนก็จะพูดถึงเรื่องนี้กันมาก แต่ในเวลาเดียวกันมีเรื่องวิทยุชุมชน ปรากฏว่าสื่อให้ความสำคัญน้อยมากเมื่อเทียบกับเรื่องการเลือกตั้ง การรับรู้ของคนก็จะน้อยตามไปด้วย

 

การเลือกอะไรขึ้นมาเป็นวาระสาธารณะก็ขึ้นอยู่กับสื่อ ฉะนั้น การที่เราบอกว่าตอนนี้สังคมกำลังสนใจเรื่องความรุนแรง ถามว่าสังคมสนใจเอง หรือสื่อกระตุ้น มันชัดมาก เช่น ประเด็นเรื่องนามสกุล จริง ๆ แล้วไม่น่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มากถึงขนาดที่คนพูดกันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่สื่อสัมภาษณ์คนต่าง ๆ ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มันจึงเกิดเป็นประเด็นขึ้นมา ถึงขนาดว่าใครไม่พูดก็จะตกประเด็นหรือตกสังคม

 

3. ในฐานะผู้ตรวจสอบอำนาจรัฐของสาธารณชน (public watchdog) แปลตามภาษาอังกฤษก็คือ “หมาเฝ้าบ้าน” สื่อจะเข้าไปตรวจสอบผู้มีอำนาจต่าง ๆ ของรัฐ ตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองหรือรัฐ ซึ่งสื่อก็ทำอยู่ตลอดเวลา แต่การตรวจสอบนั้นก็มีทั้งทำได้และทำไม่ได้ และอาจจะมีอคติ

 

4. ในฐานะผู้รักษาผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนและรัฐ (guard dog and servant of the state) แปลตามภาษาอังกฤษคือ “หมาที่ปกป้องเจ้านาย” หน้าที่นี้เห็นชัดว่า เป็นเพราะสื่อมักจะเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มอำนาจหลักในสังคมทุกครั้งไป มีน้อยมากที่สื่อจะมารักษาผลประโยชน์ของประชาชนหรือคนเสียงน้อย สื่อจะบอกว่า เขาเป็นธุรกิจ เขาต้องอยู่รอด ซึ่งความอยู่รอดของเขาก็คือ ความอยู่รอดภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุน กลุ่มอำนาจทางการเมืองต่าง ๆ

 

ลักษณะของสื่อมวลชนในสังคมมวลชน

 

สังคมทุกวันนี้เป็นสังคมมวลชน (Mass) สื่อที่มีอยู่ก็คือ สื่อมวลชน (Mass Media) คือการผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ๆ ลักษณะของสื่อมวลชนในสังคมมวลชน สามารถพิจารณาแบ่งออกเป็นแต่ละประเด็นดังนี้

 

1.แหล่งที่มาของอำนาจของสื่อ ว่ามาจากไหนบ้าง ก็คือ
1. ชนชั้นปกครองที่มีอำนาจทางการเมือง
2. ชนชั้นนายทุน

 

ตอบแค่นี้เราจะเห็นเลยว่า แล้วประชาชนหายไปไหน ประชาชนมีสิทธิ์ในการเข้าไปควบคุมและให้อำนาจแก่สื่อได้ไหม น้อยมาก แต่พอเราไปวิพากษ์วิจารณ์เขา อย่างเช่นไทยรัฐ คำตอบเดียวที่ไทยรัฐมีให้และตอบมาสิบกว่าปีแล้ว คือตอบว่า “เราอยู่ได้เพราะคนอ่าน ถ้าอาจารย์มาว่าก็ไปว่าคนอ่านสิ ถ้าคนอ่านไม่สนับสนุนเรา เราก็อยู่ไม่ได้” แต่ถามว่าคนอ่านมีอำนาจกับไทยรัฐจริงหรือเปล่า จริง ๆ แล้วไม่มี อาจจะมีในแง่ของการเป็นเป้าหมายทางการตลาด ตลาดในที่นี้ก็ไม่ใช่ตลาดใหญ่ ไทยรัฐอยู่ได้ไม่ใช่เพราะขาย เขาไม่สนใจเรื่องการขาย การขายเป็นผลพลอยได้ เพราะทุกฉบับที่พิมพ์ออกมาได้กำไรไปแล้วเรียบร้อยจากการโฆษณา หนังสือพิมพ์อยู่ได้ด้วยโฆษณา ไม่ใช่อยู่ได้ด้วยการขาย การขายเป็นรายได้พิเศษ โฆษณาเป็นรายได้ 2 ใน 3 ของหนังสือพิมพ์ ที่เหลือไม่ถึง 1 ใน 3 เป็นรายได้จากการขาย

 

เมื่อเปรียบเทียบหนังสือพิมพ์ใหญ่กับหนังสือพิมพ์เล็ก ๆ เช่น ไทยรัฐ กับ ไทยโพสต์ ความหนาต่างกันมาก ก็เป็นเพราะหน้าโฆษณา ไทยโพสต์มีโฆษณาน้อยมาก ต้องกัดฟันมาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ทุนคืน ในขณะที่ไทยรัฐมีความหนามากและเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ไม่ง้อโฆษณา เขาบอกว่า คนเข้าคิวรอลงโฆษณาจนถึงสิ้นปีแล้ว บริษัทเอเจนซี่โฆษณาเวลาจะลงไทยรัฐต้องมาจองตั้งแต่ต้นปี ได้ลงปลายปี พื้นที่ก็แพงมาก แต่ที่เจ้าของโฆษณายอมลงทุนลงโฆษณากับไทยรัฐเพราะว่ามีคนอ่านมาก

 

ตามทฤษฎีพูดไว้ว่า หนังสือพิมพ์ไม่ได้สนใจว่าใครเป็นผู้อ่าน เขาสนใจว่าตลาดผู้อ่านเขาคือใคร เพราะเขาเอาตลาดผู้อ่านไปขายให้กับบริษัทโฆษณา การที่จะดึงให้บริษัทไหนมาสนใจลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ของเขาได้ นั่นคือเขาสามารถบอกได้ว่าผู้อ่านซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของเขาคือใคร มีจำนวนกี่คน เพราะฉะนั้นคำว่า “ผู้อ่าน” ของสื่อใดก็ตาม คุณค่าที่มีต่อสื่อคือ เอาไปขายต่อให้บริษัทโฆษณาอีกที

 

ในแง่ของแหล่งที่มาของอำนาจ จริง ๆ แล้วคือชนชั้นปกครองกับชนชั้นนายทุน ถ้าเราดูตัวองค์กรสื่อมวลชนเองในปัจจุบัน เราจะเห็นว่ามันกระจุกตัวอยู่ในมือของกลุ่มที่มีอำนาจ ถ้าเป็นสื่อโทรทัศน์ วิทยุ ก็ยังถูกกำหนดให้เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐอยู่ มีคนถามมาว่าวิทยุชุมชน[1] จะไปถึงไหน ก็บอกว่ายังไปยากมาก วิทยุชุมชนตอนนี้ก็เป็นการทดลองทำเท่านั้นเอง และขณะที่กำลังทดลองทำก็ถูกกรมประชาสัมพันธ์ส่งจดหมายไปเตือนอยู่บ่อย ๆ ว่าให้รู้ตัวไว้ว่ากำลังทำวิทยุเถื่อน ซึ่งชาวบ้านโกรธมากว่า พวกเขากำลังทำรายการเพื่อให้ชาวบ้านได้รับรู้ แล้วคลื่นสาธารณะควรเป็นสมบัติของประชาชน ชาวบ้านเสียใจมากกับคำว่า “เถื่อน” นี่เป็นประเด็นที่เราต่อสู้อยู่มากเรื่องวิทยุชุมชน ว่ายังไปไม่ถึงไหนเลย

 

แต่ระหว่างที่ กสช.[2] ก็ยังไม่เกิด ก็ต้องขอชื่นชมภาคประชาสังคมมาก ที่เขาก็ไม่หยุดรอที่จะมี กสช.ก่อนถึงจะค่อยทำ เขาก็ไปจัดทำกลุ่มวิทยุชุมชน ไปร่วมมือกับวัดหลายแห่ง มีการตั้งเสาวิทยุ มีการทำรายการกันเอง เพราะเขาบอกว่า ระหว่างที่นั่งรอว่ารัฐตกลงจะเอายังไง การที่เขาใช้เวลาตรงนี้ไปเตรียมตัวทำรายการให้เป็น มันจะทำให้เขาเกิดความพร้อม พอถึงเวลาที่มี กสช.ขึ้นมาจริง ๆ เขาก็ได้จัดรายการเป็น และมันก็เป็นกระบวนการต่อรองอย่างหนึ่งกับรัฐ เพราะรัฐชอบอ้างว่าชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องทำ วิทยุนี่เป็นเรื่องของคนที่เรียนจบมา ชาวบ้านบอกว่าเมื่อถึงเวลานั้นที่ กสช.ไฟเขียวให้เขา เขาจะได้เอาตรงนี้มาอ้างว่าเขามีประสบการณ์แล้ว ถ้า กสช.จัดตั้งเรียบร้อยจริง คลื่นวิทยุ 20% ต้องเอามาให้ชุมชนจริง ๆ นี่เป็นประเด็นความเคลื่อนไหวเรื่องวิทยุชุมชน

 

สภาพการผลิตของสื่อมวลชนในปัจจุบัน

ในปัจจุบันนี้สื่อมวลชนถือเป็นองค์กรธุรกิจอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องใช้ทุนในการผลิตมาก จึงต้องผลิตให้คุ้มทุน ดังนั้นการผลิตจึงต้องคำนึงถึงการลดความเสี่ยง ยิ่งลดความเสี่ยงได้มากเท่าไร ยิ่งได้กำไรมาก นี่เป็นระบบการผลิตเชิงการตลาดแบบง่าย

 

วิธีการที่สื่อจะลดความเสี่ยงคือ

 

1.ลงทุนให้น้อย แล้วให้มีคนอ่านเยอะ มีคนดูมาก รายการที่ไม่ต้องใช้ทุนมาก เช่น ละคร เกมโชว์ หรือข่าวในหนังสือพิมพ์ จึงถูกนำเสนอเยอะ

 

2.นำเสนอในสิ่งที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย เช่น ถ้าเขียนข่าวก็ต้องเป็นข่าวที่คนทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจง่าย ต้องใช้ภาษาง่าย เราจะเห็นว่าภาษาข่าวแบบไทยรัฐ เดลินิวส์ เป็นภาษาข่าวที่คนอ่านแล้วไม่ต้องคิดอะไรมาก คนส่วนใหญ่ต้องการบริโภคอะไรที่ง่าย ๆ ก็จะมีสื่อที่ผลิตงานแบบนี้ออกมาเยอะ หรือละครก็จะมีโครงเรื่องอยู่ไม่กี่โครงเรื่อง เพราะสังคมส่วนใหญ่คุ้นเคยกับเนื้อหาแบบนี้

 

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจเพลง เราจะเห็นว่า ถ้าใครเป็นนักร้องอยากออกอัลบัมของตนเองต้องไปสังกัดค่ายเพลงถึงจะอยู่รอด ซึ่งค่ายยักษ์ใหญ่ก็จะมี แกรมมี่ และอาร์เอส ถ้าคุณไม่สามารถเข้าไปเป็นนักร้องในสังกัด แกรมมี่ได้ ก็ลำบากมาก ยกเว้นจะไปเคาะกะโหลกกะลาข้างถนน คือเป็นศิลปินไร้สังกัด เคยได้ดูข่าวที่ว่ามีกลุ่มศิลปินไทยที่ตระเวนไปร้องเพลงในที่ต่าง ๆ ไปเปิดหมวกร้องเพลงตามสวนสาธารณะ เพียงเพื่ออยากให้คนได้รู้จักเพลงของเขาและไม่ต้องการผ่านกระบวนการค่ายธุรกิจแบบนี้ เขาดูมีความสุขกับการร้องเพลงของเขามาก เขาบอกว่า มีความสุขกับการแต่งตัวตามแบบของเขา ซึ่งถ้าไปสังกัดค่ายก็ต้องถูกบังคับให้ต้องทำตัวแบบนี้ ต้องแต่งตัวแบบนี้ สมมติคุณไม่ใช่คนแบบนี้ ก็ต้องถูกเปลี่ยนทั้งเนื้อทั้งตัวให้เป็นแบบนี้ให้ได้ ซึ่งเขาไม่ต้องการ แต่เราจะเห็นว่าเพลงที่ออกมาขายตามตลาดก็ต้องผ่านค่ายเพลงใหญ่ ๆ มาอีกทีหนึ่ง

 

การลดความเสี่ยงของค่ายเพลงก็คือ ถ้านักร้อง 1 คนจะออกอัลบัมมาอีก 1 อัลบัม ก็ต้องคิดแล้วคิดอีกว่า ออกมาแล้วคุ้มไหม ถ้าจะผลิตอัลบัม 1 ชุดแต่ทำมาแค่ไม่กี่พันแผ่นก็ไม่คุ้มกับการลงทุน เพราะฉะนั้นต้องผลิตอย่างน้อยเป็นแสน ๆ แผ่น อย่างพี่เบิร์ด ธงชัยจะออกเทปครั้งหนึ่งก็ผลิตหลายแสนแผ่น เพื่อให้คุ้มกับการลงทุน 1 ครั้ง นี่คือวิธีการลดความเสี่ยง แต่การที่จะทำให้พี่เบิร์ดขายเทปได้เป็นแสน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวนักร้องเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยกลยุทธในการส่งเสริมการขายด้วย คือ ก่อนจะออกเทปต้องมีการโหมโฆษณาในรูปแบบต่าง ๆ เยอะมาก ทำนองว่า นาน ๆ ทีจะออก แล้วสังเกตว่าพี่เบิร์ดจะออกเทปใกล้ ๆ สิ้นปี เพราะรู้ว่าเป็นจังหวะที่คนสนใจเริ่มซื้อหาเพลง ซึ่งคนก็คิดแล้วว่า ใกล้สิ้นปีจะมีเทปใหม่ของเบิร์ดออกมา ดังนั้นคนก็จะไปหาซื้อ ถามว่าเพราะไหม? เราก็ตอบไม่ได้ แต่มันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างให้กลายเป็นวัฒนธรรมของเบิร์ด-ธงชัยไปแล้ว

 

นอกจากนี้ยังมีการโฆษณาในรูปแบบแฝง คือ เอาเบิร์ดไปเล่นละครเป็นพระเอกหนัง ซึ่งมันเป็นโฆษณาที่ควบคู่กับการออกเทปเพลง ตอนนี้เราคงทราบว่าค่ายแกรมมี่ไม่ได้ผลิตแต่เพลงอย่างเดียว แต่เขาผลิตละครโทรทัศน์ทางช่อง 5 ที่เรียกว่า เอ็กซ์แซก (Exact) ด้วย คุณดูละครของเอ็กซ์แซกทางช่อง 5 แล้วคุณจะซึมซับเพลงของนักร้องแกรมมี่ไปโดยไม่รู้ตัว มันมาทุกวัน เพลงไตเติ้ลก็ดี พอถึงตอนบทนางเอกซึ้งเพลงก็จะมา เราก็จะรู้สึกว่าชินกับเพลงนี้ พอเราได้ฟังมันก็เพราะ นี่นางเอกร้อง เราก็ต้องไปหาซื้อ ถ้าอยากโปรโมทนักร้องคนไหนก็เอามาเล่นละครก่อน คนก็จะชินแล้วก็ไปซื้อเพลงฟัง นี่ก็เป็นรูปแบบของธุรกิจที่ลดความเสี่ยง ซึ่งมันก็จะเอื้อไปกับสื่อหลาย ๆ ประเภทด้วย จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันค่ายเพลงไม่ได้ทำแต่ธุรกิจเพลงแล้ว การที่แกรมมี่มีละคร ก็เป็นไปเพื่อเสริมธุรกิจเพลงของเขา เราจะเห็นว่าการผลิตสื่อจะเป็นไปในลักษณะที่เป็น mass มากขึ้น

3. เนื้อหาสาระของสื่อในสังคมมวลชน จะมีลักษณะของการกลั่นกรองไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้นทุกที วันก่อนได้คุยกับนักข่าวหลายคน เขาบอกว่ารูปแบบการทำข่าวในปัจจุบันนี้น่ากลัวมาก เขาเรียกว่า การลอกข่าว คือ สมมติว่าคุณเป็นนักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล มันไม่จำเป็นอีกแล้วที่ต่างคนต่างทำข่าว เพราะว่าวิ่งเข้าไปเอาไมค์จ่อปากแล้วถามคนเดียวก็พอ คนอื่นก็เอาเทปไปอัด พอได้มาแล้วเดี๋ยวนี้เขามีวิธีการที่เรียกว่า “ครูข่าว” คือการทำข่าวร่วมกัน โดยสัมภาษณ์มา 1 ครั้งแล้วก็จัดเวรกันว่า เวรวันนี้นักข่าวฉบับนี้เป็นคนเขียน พิมพ์ พิมพ์เสร็จแล้วก็แฟกซ์ไปทุกฉบับเลย

ตอนนี้บรรณาธิการเขาเริ่มระวังเหมือนกันว่า ข่าวที่นักข่าวของเขาส่งเข้ามาจากการไปประจำตามกระทรวงต่าง ๆ นั้น มันเหมือนกันหมดใช่ไหม? คือข่าวชิ้นหนึ่งมันถูกส่งไปทุกฉบับ ถูกจับได้หลายครั้ง เพราะบางฉบับก็ลืมลบหัว สมมติว่า แฟกซ์ถึงเดลินิวส์แต่ส่งไปไทยรัฐ ซึ่งเขาก็กำลังตักเตือนนักข่าวของเขากันอยู่เยอะ แต่ถึงไม่ต้องพิมพ์ข่าวแผ่นเดียวกัน ข่าวมันก็เหมือนกันหมด เพราะว่ามันทำด้วยกัน แบ่งข่าวกัน บรรดานักข่าวอาวุโสก็เริ่มกังวลกับนักข่าวรุ่นใหม่ของเขามากในเรื่องการลอกข่าว ว่าจะแก้ไขการทำข่าวร่วมกันได้อย่างไร

 

ในแง่นี้ เราจะเห็นได้ว่า เนื้อหาสาระมันเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ข่าวแบบไหนที่กำลังเป็นวาระสาธารณะของสังคมก็จะหยิบมาพูดถึง ไม่พูดไม่ได้ นี่คือทิศทางเดียวกันแล้ว มีสื่อมวลชนน้อยมากที่เลือกจะลงไปอยู่กับชาวบ้านตามหมู่บ้าน ฝังตัวอยู่ในนั้นแล้วเขียนข่าวขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็วิ่งตามกระแส

 

4. ผู้รับสาร ความที่มันเป็นสังคมมวลชน ผู้รับสารก็เป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่มาก สื่อมวลชนมักจะทำให้ผู้รับสารเป็นเพียงแค่ผู้รับ คือ ตั้งรับฝ่ายเดียว ผู้รับสารที่จะเข้ามาร่วมกระบวนการผลิตในสื่อมวลชนมีน้อยมาก และจะมีลักษณะตั้งรับ หรือ Passive คือ รับสารเฉย ๆ ไม่คิดอะไร ยิ่งรับมากยิ่งเกิดความเคยชิน ไม่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์มากนัก เพราะผู้รับสารบ้านเราเป็นอย่างนั้นจริง ๆ

 

5. ผลกระทบทางสังคมของสื่อสารมวลชน จากองค์ประกอบของลักษณะสื่อสารมวลชนเท่าที่พูดมา เราจะเห็นว่าจริง ๆ แล้วสื่อก็ถูกควบคุมด้วยระบบกลไกต่าง ๆ มากมาย เมื่อสื่อถูกควบคุม สังคมที่รับสื่อก็ถูกควบคุมความคิดไปด้วย และสังคมนั้น คือผู้รับสารก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาตรวจสอบสื่อ มันก็หมุนกันอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นความคิดที่ผู้รับสารได้รับจึงไม่ได้เป็นความคิดของสื่ออย่างเดียว สื่อก็ถูกควบคุมถ่ายทอดความคิดมาจากกลุ่มอำนาจอีกทีเหมือนกัน มันจะต่อกันไปเรื่อย ๆ นี่คือสภาพของสังคมมวลชนในบ้านเรา

 

ลักษณะของสังคมสารสนเทศ (Information society)

 

เชิงปริมาณ คือ สังคมที่มีขนาดใหญ่ มีคนจำนวนมาก มีการอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย แต่ในการกระจัดกระจายจะมีการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มก้อนทั่วๆไป ซึ่งแต่ละกลุ่มจะเป็นกลุ่มที่มีความสนใจเฉพาะส่วน

 

เชิงสังคมและวัฒนธรรม คือ ความที่มีคนอยู่จำนวนมาก สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ

 

1. สภาพที่คนไม่รู้จักกัน เรียกว่ารู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ เช่น เราขึ้นรถเมล์มีคนอยู่ประมาณ 60-70 คน เราไม่ได้รู้ใจทุกคนที่อยู่บนรถ เราได้แต่เห็นว่าคนนี้หน้าตาแบบนี้ และเราก็จะมีแนวโน้มที่ไม่อยากรู้จักคนมาก เพราะมันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปรู้จักคนขนาดนั้น

 

2. มีความแปลกแยก เราเริ่มแปลกแยกตัวเองจากคนทั้งหลายในสังคม เพราะยิ่งเราเจอคนเยอะ มันก็จะเป็นสภาพตอบสนองของร่างกายและจิตใจ ยิ่งเราต้องเผชิญกับคนจำนวนหนึ่งที่เราไม่รู้ใจ เราก็อยากถอยกลับมาอยู่กับตัวเราเองมากกว่า เพราะฉะนั้นจะเกิดความแปลกแยกโดดเดี่ยวมากขึ้น

 

มนุษย์ผู้โดดเดี่ยวแปลกแยกในสังคมบริโภคนิยม

 

ผู้คนในสังคมมวลชนมีลักษณะแปลกแยก คือ อยู่ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก แต่มีความรู้สึกโดดเดี่ยว บางทีนั่งทำงานอยู่ในห้องที่มีคนแวดล้อมเป็นสิบ ๆ แต่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนอยู่คนเดียว ทั้งที่พูดกับใครก็ได้ แต่ความรู้สึกโดดเดี่ยวมันมากขึ้นทุก ๆ ที เมื่อโดดเดี่ยวมากขึ้น แปลกแยกมากขึ้น สิ่งที่คนในสังคมมวลชนเลือก คือเลือกที่จะบริโภค เพราะฉะนั้นมันจะเป็นสังคมบริโภคนิยมมาก ยิ่งโดดเดี่ยวมากก็ยิ่งวิ่งเข้าหาการบริโภคมาก เพราะว่าการบริโภคไม่ว่าจะในแง่ของการบริโภคสินค้าก็ดี เป็นการบริโภคเพื่อความพึงพอใจของตนเองในทุก ๆ ด้าน

 

แม้แต่การบริโภคสื่อ มันเป็นการชดเชยและตอบสนองความโดดเดี่ยวที่เขาสร้างขึ้น ที่เห็นชัดเจนมากในเรื่องของสื่อคือ พอเรากลับถึงบ้านคนส่วนใหญ่ก็ปิดประตูห้องเปิดทีวีดู แล้วบ้านส่วนใหญ่ก็มีทีวีเกือบทุกห้อง คนส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่กับทีวีมากที่สุดในบรรดาสื่อทั้งหลาย วิทยุก็ส่วนหนึ่ง นี่เรียกว่า “พฤติกรรมโต้กลับความโดดเดี่ยว” ก็คือ พอกลับถึงบ้านยิ่งโดดเดี่ยวหนัก เพราะเราปิดช่องทางการสื่อสารกับคนอื่น คนในสังคมมวลชนส่วนใหญ่จะเลือกสื่อสารกับสื่อ กับวัตถุสิ่งของที่เขาเลือกบริโภค เช่น มีความสุขกับการไปชอปปิ้ง มีความสุขกับการมีรถหรู ๆ นั่งในรถและก็ได้สื่อสารกับรถตัวเอง มีความสุขกับการอยู่บ้านที่อยู่แล้วสบาย โฆษณาบ้านปัจจุบันจะมีการล่อหลอกคนเยอะมาก เขาไม่บอกว่า “ซื้อบ้านนี้เถอะ อยู่ไปเพื่อกันตาย” “เป็นที่ซุกหัวนอนที่ดีที่สุดของคุณ” คงไม่มีใครอยากซื้อ แต่จะบอกโดยใช้ภาษาโฆษณาว่า “อัครฐานแห่งคนมีระดับ” หรือ “ความอบอุ่นที่สุดของชีวิต” “เป็นคำตอบ เป็นสัจธรรมของชีวิต” อะไรทำนองนี้ ภาพก็จะเป็นคุณพ่อขับรถหรูกลับมาถึงบ้าน แม่กับลูก ๆ ก็จะออกมาต้อนรับ

 

ลักษณะแบบนี้คือสังคมมวลชน คนจะเริ่มให้ความหมายของตนเองกับวัตถุที่บริโภคมากขึ้น เพราะเราไม่สามารถทำให้คนที่เราไม่รู้จักบอกเราได้ว่าเราเป็นใคร ฉะนั้นการจะบอกว่าตัวตนของเราเป็นใคร ก็โดยการบอกผ่านสิ่งที่เราบริโภค ผ่านเสื้อผ้าที่เราใส่ ผ่านอาหารที่เรากิน ผ่านวัตถุที่เรามี ถ้าเราต้องการให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนมีระดับ เราก็ต้องใช้รถมีระดับ

 

เพราะฉะนั้น สังคมมวลชนยิ่งผลักให้คนบริโภคมากขึ้น เพียงเพื่อจะบอกว่าเราเป็นใคร แค่คนเขารู้ว่าเราเป็นใครเท่านั้นเราก็พอใจแล้ว เราไม่อยากรู้จักคน ไม่ได้อยากพูดคุยกับใคร มันก็โยงมาถึงทฤษฎีมาร์กซิสม์ที่ได้พูดเอาไว้ว่า สังคมมวลชนมีกลยุทธหรือยุทธศาสตร์ของการทำให้คนตกอยู่ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า จิตสำนึกเทียม คือ หลอกคนเอาไว้โดยสร้างจิตสำนึกแบบเทียม ๆ ขึ้นมา ซึ่งจิตสำนึกเทียมจะสร้างให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า นี่คือความจริง นี่คือสัจธรรมสูงสุดที่เราไขว่คว้าหามา แต่ความจริงแล้วมันเทียม เช่น การมีวัตถุสิ่งของทั้งหลายแล้วคิดว่านี่คือความจำเป็นของชีวิต โดยที่เรามองไม่เห็นช่องทางอื่น เป็นต้น จิตสำนึกเทียมมันยังควบคู่กับคำว่า “ความจำเป็นเทียม” สิ่งที่เราบริโภคอยู่ทุกวันนี้ ล้วนแต่เป็นความจำเป็นเทียมทั้งหมด

 

เคยมีอาจารย์บางท่านอธิบายว่า เสื้อผ้าส่วนใหญ่มีไว้เพื่อสวมใส่ให้มันดูเหมาะสมกับร่างกายของเรา แต่ถามว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงซื้อเสื้อผ้าบ่อยมาก ทั้งที่เสื้อบางตัวมันยังไม่ขาดเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ทำไมเราจึงหยิบมันทิ้งหรือบริจาคมันไป ก็เพราะว่า คุณค่าในเชิงใช้สอยของเสื้อผ้ายังมีอยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คุณค่าในเชิงจิตสำนึกไม่มีแล้ว คือจิตสำนึกที่จะสร้างเรา เราใส่แล้วเราพอใจ ใส่แล้วมีความสุข ที่เขาเรียกว่า “คุณค่าในเชิงสัญลักษณ์” มันหมด ไม่มีอีกต่อไปสำหรับเรา ใส่ไปแล้วรู้สึกไม่ใช่เรา รู้สึกอับอายขายหน้าไม่กล้าออกจากบ้าน มันไม่มีคุณค่ากับเรา เราจึงตัดสินใจโยนทิ้ง

 

การบริโภคในสังคมมวลชน เป็นการบริโภคเพื่อคุณค่าเชิงสัญลักษณ์มากกว่าคุณค่าเชิงประโยชน์ใช้สอย เมื่อเรากินข้าวแกงจานละไม่กี่บาทเราก็อิ่มท้องเหมือนกัน แต่ทำไมเราต้องไปกินแม็คโดนัลด์ ซึ่งชิ้นหนึ่งก็ราคา 50-60 บาท ทำไมเป็นอย่างนั้นถ้าไม่ใช่เพราะว่ามันให้คุณค่าเชิงสัญลักษณ์กับเรา นี่คือลักษณะของสังคมมวลชนซึ่งมันเปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจ กลุ่มอำนาจ และสื่อมวลชน เข้าไปใช้ประโยชน์จากลักษณะนี้มากขึ้น

 

ประชา หุตานุวัตร: ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่อาจารย์พูดถึง “คุณค่าเชิงประโยชน์ใช้สอยกับคุณค่าเชิงสัญลักษณ์” เปรียบเทียบกับภาษาของผมก็คือ คุณค่าแท้กับคุณค่าเทียม คุณค่าเทียมก็คือสัญลักษณ์ที่สร้างว่าเราเป็นใคร โดยการขยายสภาวะของความขาดดุล คือขยายอัตตาของเรา มนุษย์คนหนึ่งมีแนวโน้มที่อยากให้ตัวเองรู้สึกว่า ตัวเองดี พิเศษ น่ารัก ก็ใช้ตัวนี้ (คุณค่าเทียม) เป็นสื่อ ซึ่งก็ทำให้เราตกเป็นเหยื่อของสื่อ โดยการนิยามตัวเรา เช่น จากรถที่เราขับ เสื้อผ้าที่เราใส่ เป็นการใช้ประโยชน์จากสภาวะอุปทานเพื่อให้คุณค่าเทียมเป็นที่นิยมมากขึ้น

 

อ.วิลาสินี: ในจุดนี้ พระนักบวชช่วยได้มากในการพยายามเตือนสติคน ว่าเรากำลังตกอยู่ในจิตสำนึกเทียมอย่างไรบ้าง ถ้าพูดบ่อย ๆ อาจจะกระตุกจิตสำนึกของคนได้เยอะ เรื่องการนิยามเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดมาก ตอนนี้สิ่งที่ทำให้สาวไทยคลั่งมากที่สุดคือ เรื่องความขาวกับความหอม โฆษณาว่าใช้แล้วจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ซึ่งโฆษณาพวกนั้นกำลังสร้างนิยามให้คนจำนวนมาก และคนก็ตกเป็นเหยื่อของสังคมบริโภค คนในสังคมมวลชนมักจะเป็นคนที่อ่อนแอกว่า เช่น ผู้หญิง เด็ก หรือแม้แต่ผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อที่ต้องการให้ผู้หญิงของตนเองเป็นอย่างนั้น มันก็มีผลทำให้ผู้หญิงที่มักคิดว่าตัวเองต้องพึ่งพาผู้ชาย ต้องไปขวนขวายหาสิ่งเหล่านี้มาใช้

 

มีคำถามถึงเรื่องว่ามีทฤษฎีของสื่อที่ว่าด้วยหน้าที่ของสื่อในการนำเสนอข่าวเพื่อประชาชน ชุมชน คนไร้เสียง หรือไม่ อย่างไร?

 

มันก็น่าแปลกที่มันไม่มีอยู่ในทฤษฎี แต่ก็พูดคุยเรื่องนี้กันอยู่ และตอนนี้กำลังมีแนวคิดใหม่ที่พยายามสร้างขึ้นมาเพื่อสอนหนังสือ แต่ก็ไม่ใช่ว่าอาจารย์ทุกคนที่สอนนิเทศศาสตร์จะใช้แนวคิดนี้ จะมีอาจารย์บางกลุ่มเท่านั้นที่ใช้ เราเรียกว่า “การสื่อสารเพื่อประชาสังคม” ซึ่งมันเป็นแนวโน้มที่กระแสสังคมกำลังไปในแนวประชาสังคมนี้ด้วย เราก็จะพยายามเอาแนวคิดประชาสังคมมาจับกับแนวคิดการสื่อสาร จับกับแนวคิดการทำข่าว แล้วสอนลูกศิษย์ว่า การสื่อข่าวที่ดี คือ การให้พื้นที่กับเสียงของคนเล็ก ๆ

 

มีหลักการอยู่ข้อหนึ่งซึ่งต่อสู้กับมันมานานมาก คือ หลักแห่งความเป็นกลาง (Objectivity) โดยส่วนใหญ่คนทำสื่อจะถูกพร่ำสอนว่า สื่อมวลชนจะต้องมีหลักข้อนี้เป็นหลักใหญ่ที่สุด แต่ความเป็นกลางของสื่อคือ การไม่ใส่อารมณ์และทัศนคติของตนเองเข้าไปในการนำเสนอข่าว แต่ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้เลย สื่อก็มีทัศนคติสอดแทรกเสมอ หลักความเป็นกลางนี้มันยังไปกำหนดว่าคุณต้องให้ความเท่าเทียมกับแหล่งข่าวด้วย

 

สมมติว่าเกิดปัญหาเรื่อง เขื่อนปากมูล สื่อมักจะชอบอ้างความเป็นกลางเสมอในการลงไปทำข่าวพวกนี้ การอ้างความเป็นกลางก็คือ สื่อเสนอข่าวทั้งฝ่ายรัฐบาลและประชาชนเท่า ๆ กัน แล้วก็เป็นอย่างนี้มาตลอด แต่ในความเป็นจริง คำว่า “ฝ่ายประชาชนเท่ากับฝ่ายรัฐบาล” มันก็ไม่เท่ากันจริง เพราะว่าข้อมูลส่วนใหญ่ที่สื่อเอาไปนำเสนอมักจะมาจากฝ่ายรัฐ พอถามกลับเขาก็บอกว่า ชาวบ้านพูดไม่รู้เรื่อง เวลาเขาลงไปก็ไม่รู้จะเขียนข่าวยังไง ในขณะที่ภาครัฐพูดรู้เรื่อง ภาครัฐมาพร้อมด้วยข้อมูลข่าวแจกพร้อมหมด ซึ่งแน่นอนคนเป็นรัฐเขาจัดการกับสิ่งเหล่านี้ได้ดีกว่า เขามีตัวเลขที่อ้างอิงเชื่อถือได้ เพราะว่าสื่อมวลชนจะถูกสอนว่า ข่าวต้องเชื่อถือได้ คำว่า “เชื่อถือได้” คือ มีแหล่งข่าวอ้างอิง มีตัวเลข มีงานวิจัย มีอะไรชัดเจน เขาถึงจะกล้านำเสนอ ในขณะที่ป้าคนหนึ่งมาพูด ไม่มีอะไรเลย สำหรับนักข่าวก็คือเชื่อถือไม่ได้ ในที่สุดความเป็นกลางมันไม่ได้เท่ากันระหว่างรัฐกับชาวบ้าน มันหมายถึงว่าถ้าซีกรัฐบาลพูดได้รู้เรื่องมากกว่า เชื่อถือได้มากกว่า ก็เป็นข่าวมากกว่า

 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราพยายามสอนลูกศิษย์ตลอดเวลาคือ ต่อไปนี้เลิกไปได้แล้วหลักการความเป็นกลาง มันไม่มีมานานแล้ว และไม่ควรมีอีกต่อไป ทำไมเราไม่คิดกันใหม่ว่า ข่าวมันไม่จำเป็นต้องมีความเป็นกลาง แต่มันต้องเป็นธรรม คือที่ผ่านมาเราเห็นว่า โอกาสที่เสียงของชาวบ้านจะได้เข้ามาเป็นสื่อน้อยมาก ทำไมเราไม่ให้เสียงเขามากกว่า ต่อให้ชาวบ้านนั้นจะเป็นเพียงแค่กลุ่มน้อยก็ตาม แต่ถ้าเทียบกับฝ่ายรัฐในเชิงปริมาณ รัฐบาลจะมีปริมาณที่มากกว่า ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะน้อยกว่า แต่เขาก็แทบจะไม่มีเสียง ถ้าเขาไม่เคยมีเสียงก็ควรให้เสียงเขามากกว่า

 

นี่ก็เป็นแนวคิดการสื่อสารประชาสังคมที่พยายามจะสอนนักศึกษา รวมถึงพยายามจะสอนหลักการทำข่าวด้วยว่า การทำข่าวที่ดีก็คือ คุณไม่ต้องนั่งประจำกระทรวงหรือหน่วยงานของรัฐ แต่คุณเอาตัวคุณออกไปอยู่กับชาวบ้าน ที่ผ่านมาชาวบ้านจะเป็นข่าวก็ตอนที่ยกขบวนมาประท้วงที่หน้าทำเนียบ ก็บอกเขาว่า ไม่จำเป็นเลยทำไมคุณไม่ลงไปอยู่กับเขาเสียก่อนที่เขาจะเดือดร้อนแล้วออกมา แล้วข่าวประชาสังคมก็คือข่าววิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้าน ซึ่งถ้าคุณไปอยู่ร่วมกับชาวบ้านในนั้น คุณก็จะมองเห็นว่ามันมีเรื่องราวที่น่าทำเยอะแยะ ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับรู้ เราก็พยายามจะใช้แนวคิดนี้เข้าไปสอนตลอด แต่ว่ามันก็ยังเป็นกลุ่มเล็ก ๆ

 

“องค์ความรู้” ของสื่อกระเเสหลัก กับ “ความจริง” ของชาวบ้าน

 

จากที่มีคำถามว่า สื่อนอกจากไม่มีความเป็นกลางแล้ว ยังมีการบิดเบือนอีกด้วย สมมติว่าในกรณีที่ชาวบ้านเข้ามาประท้วง สิ่งที่จะเห็นเป็นข่าวขึ้นมาคือ ชาวบ้านประท้วง แล้วเกิดความรุนแรง เกิดการปะทะกัน นักข่าวก็จะไปสัมภาษณ์รัฐบาล รัฐบาลจะพูดอะไรก็แล้วแต่ในเรื่องที่มีการปะทะกัน แต่ไม่มีการกำกับว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นเราไม่มีทางที่จะรับรู้ว่าปัญหาตรงนั้นคืออะไร?

 

อย่างที่พูดไปแล้วว่า สื่อไม่ได้ลงทุนที่จะเข้าไปอยู่กับชาวบ้านหรือไปรู้จักชาวบ้านกลุ่มนั้นเสียก่อน เขาไม่ลงทุนแน่นอนอยู่แล้ว เพราะว่าโดยโครงสร้างที่มันถูกกำหนดด้วยความเป็นอำนาจทุน อำนาจธุรกิจต่าง ๆ เขาไม่เสียเวลาที่จะให้นักข่าวหนึ่งคนไปฝังตัวอยู่ในพื้นที่ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ลำบากมาก ๆ ว่าทำอย่างไรจึงจะมีสื่อที่ดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าสื่อจะเลวหมด สื่อที่ลงทุนอย่างนั้นก็มี แต่น้อยมาก หรือไม่ก็เป็นสื่อทางเลือก อย่างที่มีคนถามว่า สื่อทางเลือกมีได้ไหม มีก็ได้ แบบนี้แหละ คุณก็ขายแบบทางเลือก ความที่เป็นสื่อทางเลือกมันก็จะไม่ออกมาขายตามแผงหนังสือตามท้องตลาด ก็คือ ทำแล้วขายเอง ผลิตเอง เขียนด้วยมือก็มีที่เรียกว่าหนังสือทำมือ ไปวางขายตามซุ้มโค้กบ้าง มันก็ขายได้จำกัด แต่เพราะความที่มันเป็นสื่อทางเลือกที่ไม่ต้องใช้ทุนมาก มันก็ส่งผลให้สามารถที่จะทำเนื้อหาจากสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ว่ามันก็ยังเป็นสื่อทางเลือกอยู่ดี ไม่มีวันจะเป็นสื่อกระแสหลักได้ แต่บางครั้งเราอาจพอใจที่มีสื่อทางเลือกเยอะ ๆ เพื่อเอามาคัดง้างกับสื่อกระแสหลักเหล่านี้

 

ในสังคมไทยจำเป็นจะต้องมีสื่อทางเลือก จำเป็นต้องมีคนทำสื่ออย่างนี้เยอะ ๆ เพียงแต่เราต้องถามตัวเองว่า ถ้าเรารับไม่ได้กับกระแสข่าวแบบนี้ เราก็น่าจะไปสนับสนุนให้สื่อทางเลือกมีมากขึ้นเรื่อย ๆ คือตัวเราเองก็ต้องทำตัวเป็นทางเลือกเหมือนกัน
ในแง่ที่บอกว่าเวลามีข่าว สื่อจะบิดเบือน ซึ่งก็ใช่ แต่ใช่ว่าสื่อตั้งใจจะบิดเบือนอย่างเดียว เพราะบางครั้งอาจทำไปโดยความไม่รู้ก็ได้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เวลาคุยกับสื่อแล้วรู้เลยว่าสื่อไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จริง ๆ ไม่ใช่ว่าเขาจะตั้งใจบิดเบือน เขามีความรู้จำกัดในหลาย ๆ เรื่อง ยิ่งความรู้ที่เกี่ยวกับชุมชน ชาวบ้าน หรือเรื่องอะไรต่าง ๆ ที่ไม่ใช่สิ่งที่เขาเคยได้รับรู้มา เมื่อเขาไม่รู้ เขาก็เอาสิ่งที่เรียกว่า “องค์ความรู้แบบเขา” มาใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์นั้น ๆ เช่น ความรู้ในเรื่องของชาวบ้านมีจำกัด สิ่งที่เขารู้ก็คือ ชาวบ้านต้องก่อความรุนแรงตลอด ชาวบ้านเคลื่อนขบวนมาทีไรมีแต่ความเสียหาย นั่นคือประสบการณ์ชุดเดียวที่เขามีอยู่ พอเห็นชาวบ้านมาประท้วง เขาก็เอาความรู้ชุดเดียวนี้ไปใช้ในการเสนอข่าว ใช้ในการตีความเหตุการณ์อย่างนั้น เราผู้อ่านก็จะได้อ่านได้รับรู้แต่เนื้อหาอย่างนี้ตลอด ถ้าจะว่าไปแล้วสื่อมวลชนก็น่าสงสาร เพราะการที่เขาไม่รู้ก็จะถูกปิดกั้นโอกาสที่จะรู้ด้วย บวกกับการที่เจ้าของก็ไม่ลงทุนกับเขาที่จะให้เขาไปอยู่ในหมู่บ้าน ไม่ลงทุนที่จะให้เขามีการพัฒนา
[1] การที่คนในชุมชนรวมตัวกันเพื่อทำสื่อวิทยุ การดำเนินการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนทุกขั้นตอน ตั้งแต่ตกลงว่าจะมีวิทยุ การจัดระบบบริหาร การระดมทุน การร่วมวางผังรายการ จัดรายการ และร่วมรับฟังประเมินผล
วิทยุชุมชนเป็นสถานีวิทยุขนาดเล็ก กระจายเสียงในรัศมี 10-20 กิโลเมตร หรือภายใน 1 หรือ 2 ตำบล ชุมชนสามารถดูแลได้เอง ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 ที่กำหนดให้คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ
ความเคลื่อนไหวของวิทยุชุมชนขณะนี้เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระที่จะเข้ามาทำหน้าที่จัดสรรและดูแลคลื่นความถี่ ซึ่งถ้าเป็นไปได้จริง องค์กรอิสระต้องจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุให้กับวิทยุชุมชน 20% ซึ่งขณะนี้มีชุมชนที่จัดทำวิทยุชุมชนแล้วประมาณร้อยกว่าแห่งทั่วประเทศ

 

[2] กสช. – คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ เป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามบทบัญญัติมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

Read Full Post »

recommendare

สรุป

จากหนังสือเรื่อง  “Theory of Hegemony and Ideology”

 

เขียน  โดย

Dr.Chad Raphael
Santa Clara University

 

แปลและเรียบเรียงโดย
มัทนา เจริญวงศ์
สาขาสื่อสารมวลชน คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ความมีดังนี้

 

ทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่ Hegemony

แก่นของทฤษฎีการครองครองความเป็นใหญ่/ การครอบครองความเป็นเจ้า (Hegemony) ก็คือ ทฤษฎีนี้พยายามจะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความมีเสถียรภาพของอำนาจทางการเมือง และการควบคุมทางสังคมในสังคมทุนนิยมประชาธิปไตย ซึ่งในปัจจุบันประเทศส่วนใหญ่ของโลกล้วนเป็นสังคมลักษณะนี้ทั้งสิ้น เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา, ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปตะวันตก ตลอดจนพยายามอธิบายการเกิดขึ้นของภาวะวิกฤติต่างๆ การเกิดสงครามโลก หรือแม้แต่สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ

 

นักคิดต้นตำรับทฤษฎีนี้ คือ อันโตนิโอ แกรมชี่ ในปี ค.ศ. 1971 แกรมชี่ได้แสดงความเห็นว่า พลังอำนาจทางการเมืองในประเทศเสรีประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ได้ถูกแสดงผ่านรูปแบบที่รัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจนั้น ในลักษณะของการจองจำนักโทษการเมืองในคุก, การสังหารผู้ประท้วงคัดค้าน

 

แต่พลังอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงได้ถูกใช้ผ่าน “อุดมการณ์” (ideology) หรือ ทัศนคติ/มุมมองที่สำคัญในการมองโลก ซึ่งความคิดและสัญลักษณ์ต่างๆที่ประกอบขึ้นมาเป็นอุดมการณ์ โดยทั่วไปจะถูกกำหนดขึ้นมาโดยผู้ปกครอง ด้วยอำนาจที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและ “อุดมการณ์”นี้เองที่เป็นตัวช่วยให้ผู้ปกครองสามารถปกครองพลเมืองของตนได้อย่างราบรื่น หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นที่ยอมรับของพลเมือง (เป็นการยอมรับด้วยใจไม่ใช่ด้วยการบังคับ/ใช้กำลัง)

 

ในยุคเศรษฐกิจแบบศักดินา(ยุคกลางของยุโรป-ทาส คือ แรงงานที่จะต้องอุทิศแรงกายให้แก่เจ้าของที่ดินและมีชีวิตอยู่ภายใต้การกดขี่ของเจ้าของที่ดิน) ทาสจะถูกปกครองโดยชนชั้นศักดินา ขณะเดียวกันชนชั้นศักดินาก็จะถูกปกครองโดยกษัตริย์ ซึ่งในลักษณะสังคมแบบนี้ โครงสร้างทางการเมืองทั้งหมดและชุดความคิด(set of ideas) จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปกครองทาสอย่างชอบธรรมตามกฎหมาย และเพื่อควบคุมดูแลทรัพย์สมบัติความมั่งคั่งของชนชั้นสูงและกษัตริย์

 

ชุดของความคิดหรืออุดมการณ์ในสังคมแบบนี้ ได้แก่ ความคิดที่ว่า “กษัตริย์ คือ ผู้ได้รับพรจากพระเจ้า ” ดังนั้นจึงเป็นความชอบธรรมความถูกต้องที่กษัตริย์จะเป็นผู้ปกครอง แนวคิดนี้ในสมัยปัจจุบันอาจจะ “โบราณ” แต่ก็เป็นความคิดที่ช่วยให้คนสมัยก่อนปกครองสังคมได้ยาวนานนับศตวรรษ

 

แม้ว่าแกรมชี่จะได้รับแรงบันดาลใจหลักๆมาจากคาร์ล มาร์กซ์ แต่ทฤษฎีของแกรมชี่แตกต่างจากทฤษฎีมารก์ซิสต์แบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง

 

ทฤษฎีมาร์กซิสต์แบบดั้งเดิมมีความเชื่อว่า สังคมแต่ละสังคมจะเป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับระบบเศรษฐกิจ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดรูปแบบของสังคม เศรษฐกิจ คือ ฐานของสังคม และเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อโครงสร้างส่วนบน(superstructure) ซึ่งประกอบด้วย สถาบันทางการเมือง, สถาบันที่เกี่ยวข้องกับพลเมือง, วัฒนธรรมและความเชื่อ (1)

 

ตามแนวคิดของมาร์กซ์ เขาเชื่อว่าเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม ความคิดทางการเมืองและพื้นที่ทางวัฒนธรรมของประชาชนในสังคม ซึ่งเมื่อนำแนวคิดของมาร์กซ์ไปอธิบายสังคมศักดินา จะอธิบายได้ว่าความคิดทางการเมืองของพลเมืองที่เชื่อว่า กษัตริย์ คือ ผู้ได้รับพรจากพระเจ้า กษัตริย์จึงมีความชอบธรรมในการปกครองนั้นเป็นผลมาจากระบบเศรษฐกิจแบบศักดินาที่กษัตริย์และชนชั้นสูง คือ เจ้าของที่ดิน ที่ดิน คือ ทรัพย์สิน เป็นสถานที่ที่ทาสต้องมาเพาะปลูก มาทำให้ที่ดินงอกเงย มีค่าขึ้นมา ทว่าทาสไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของหรือเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแรงงานของตน

 

ในขณะที่แกรมชี่เห็นว่า “ชุดของความคิด” และสัญลักษณ์ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นอุดมการณ์ที่ใช้ในการปกครองเป็นปัจจัยที่มีพลัง และเป็นตัวกำหนดโครงสร้างของแต่ละสังคมเท่าๆกับปัจจัยเศรษฐกิจ แต่เรย์มอนด์ วิลเลี่ยม นักคิดชาวอังกฤษเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างส่วนบนและส่วนล่างเป็นความสัมพันธ์ที่ยากจะระบุให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นตัวกำหนดอะไร คือ ต้องพิจารณาด้วยเหตุผล เพราะทั้งสองต่างส่งผลกระทบและสร้างความเปลี่ยนแปลงซึ่งกันและกัน ดังนั้นทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่ จึงแตกต่างจากทฤษฎีมาร์ซิสต์แบบดั้งเดิม โดยเชื่อว่าสถาบันทางวัฒนธรรมและความคิด เป็นปัจจัยที่มีพลังในการขัดเกลามนุษย์ และเป็นตัวบอกว่ามนุษย์จะมีชีวิตอย่างไรต่อไป

 

จะเห็นได้ว่าในทัศนะของแกรมชี่ กลไกหรือพลังที่ใช้ในการควบคุมปกครองสังคมนั้นมีความสลับซับซ้อนมากกว่าที่มาร์กซ์คิด มาร์กซ์สนใจผู้ปกครองโดยนำชนชั้นปกครองไปผูกอยู่กับการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เช่น ใคร คือ เจ้าของโรงงาน, ที่ดิน, เครื่องจักร หรืออะไรก็ตามที่ใช้ผลิตผลผลิตได้

 

สำหรับมาร์กซ์ รัฐบาลและสถาบันทางสังคมต่างๆในสังคมทุนนิยมมีความเป็นอิสระจากเจ้าของปัจจัยการผลิตน้อยมาก รัฐบาลในมุมมองของมาร์กซ์ ก็คือ คณะกรรมการที่ทำหน้าที่จัดการแบ่งสรรผลประโยชน์ทั้งหมดให้ชนชั้นนำอย่างลงตัว

 

แต่แกรมชี่ไม่ได้มองว่าพลังในการปกครองสังคมจะผูกติดอยู่กับชนชั้นนำ (เจ้าของปัจจัยการผลิต) หรือชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่มองว่าสังคมจะถูกปกครองโดยคนกลุ่มหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งๆ พอช่วงเวลาผ่านไปก็เป็นไปได้ที่กลุ่มอื่นจะขึ้นมามีอำนาจแทน ดังนั้นในมุมมองของแกรมชี่ กลุ่มที่ทำหน้าที่ปกครองสังคม จะเรียกว่า “historical bloc” หรือกลุ่มประวัติศาสตร์

 

ลักษณะของ” historical bloc” คือ กลุ่มคนที่มาจากกลุ่มต่างๆไม่จำเป็นต้องเป็นชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง แต่มีผลประโยชน์ร่วมกัน และมีการแบ่งสรรอำนาจทางการเมืองกันได้ลงตัวในห้วงเวลาหนึ่ง (คือ เป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่ตกลงกันได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ) เช่น กรณีการเกิดขึ้นของกลุ่มขวาใหม่ในสหรัฐอเมริกา ที่ช่วยให้รีพับลิกันได้รับชัยชนะทั้งในทำเนียบขาวและในวุฒิสภาในปี 1980 กลุ่มขวาใหม่เกิดจากการรวมตัวกันของคนหลายกลุ่ม(coalition of multinational corporations) อาทิ ชาวเมืองที่ต้องการให้ลดการเก็บภาษีลง กลุ่มคริสเตียนที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม, แรงงานผิวขาวที่ไม่ชอบนโยบายของเดโมแครต อย่างไรก็ตามในปี 1992 บิล คลินตันก็สามารถสลายการรวมตัวกันของกลุ่มขวาใหม่นี้ได้ และทำให้เดโมแครตได้รับชัยชนะไปในที่สุด

 

แกรมชี่ให้คำจำกัดความของ “การครอบครองความเป็นใหญ่” ว่าเป็นกระบวนการที่ชนชั้นซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในสังคมหรือชนชั้นที่เป็นคนจำนวนไม่มาก ใช้สถาบันทางสังคมบางสถาบัน เช่น สถาบันสื่อมวลชน(โดยอาศัยอภิสิทธิ์บางอย่างที่ทำให้เข้าถึงสถาบันเหล่านี้ได้) เป็นเครื่องมือในการธำรงไว้ซึ่งพลังทางการเมืองและเศรษฐกิจของกลุ่มตน โดยผ่าน “อุดมการณ์หลัก” ของสังคมนั่นเอง

 

ตามปกติ”อุดมการณ์หลัก”ของสังคมแต่ละแห่ง ก็คือ ชุดของแนวความคิดพื้นฐานที่จัดว่าเป็นสามัญสำนึกของพลเมืองในสังคมนั้นๆ ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือ ร่องรอยของการจัดสรรอำนาจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย “อุดมการณ์หลัก”ของสังคม ทำให้โครงสร้างของอำนาจดูราวกับว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เรื่องปกติธรรมดา หรือ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องปกติเช่นกันที่ “อุดมการณ์หลัก”จะถูกท้าทายเป็นระยะ (เพราะตามความเชื่อของแกรมชี่ อุดมการณ์เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อรักษาอำนาจเดิมให้คงไว้ เมื่อถูกสร้างขึ้น ไม่ได้มีอยู่เอง จึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่ต้องถูกท้าทายด้วยอุดมการณ์ใหม่ๆจากกลุ่มอื่นที่แสวงหาอำนาจเช่นกัน)

 

ตัวอย่างของอุดมการณ์หลักในสังคม เช่น

1. “ความยากจนเป็นเรื่องธรรมดา” แต่ข้อเท็จจริงในอดีตก็มีหลายสังคมที่จัดสรรผลประโยชน์ความมั่งคั่งให้เท่าเทียมกันอย่างเป็นธรรม ดังนั้นคนส่วนใหญ่ของประเทศจึงไม่จำเป็นต้องยากจน

2. “เราไม่มีทางไปต่อกรกับรัฐบาลหรือข้าราชการได้หรอก” แต่จำนวนที่ประชาชนลุกขึ้นมาฟ้องร้องรัฐบาลก็มีไม่น้อย

3. “คนดำฉลาดน้อยกว่า และขี้เกียจมากกว่าคนผิวขาว คนผิวขาวจึงต้องเป็นนายเพื่อคอยควบคุมการทำงาน แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ก็คือ ทาสผิวดำนั้นทำงานหนักและทำงานได้นานกว่าคนผิวขาว ซึ่งเป็นนาย มิหนำซ้ำยังไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่ามีเชื้อชาติใดเฉลียวฉลาดกว่าเชื้อชาติอื่น

4. “คนเอเชียอ่อนน้อมถ่อมตัว จึงไม่มีทางเป็นผู้นำที่ดีได้” แต่ข้อเท็จจริงก็คือ คนเอเชียก็ปกครองประเทศของตนเองได้ก่อนที่คนผิวขาวจะขึ้นฝั่งมาประเทศเขาเสียอีก

5. “อเมริกาเป็นแดนแห่งโอกาสที่เท่าเทียม” แต่หลายคนกลับเริ่มต้นโอกาสของตนในสลัม ขณะที่หลายคนเริ่มต้นโอกาสจากแมนชั่นสุดหรู

อย่างไรก็ตาม “อุดมการณ์”ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปกครอง จะมีหลักสากลอยู่ กล่าวคือ เป็นอุดมการณ์ที่พยายามทำให้พลเมืองเชื่อว่า “ผลประโยชน์ที่คนบางกลุ่มได้รับเป็นผลประโยชน์ของทุกคน” เช่น นโยบายที่บอกว่าจะเก็บภาษีคนรวยน้อยลง เพื่อให้คนรวยนำเงินมาลงทุนและสร้างงานให้คนว่างงานในสังคม เราจะทราบได้อย่างไรว่า คนรวยเหล่านั้นนำเงินไปสร้างงานจริง และเราจะทราบได้อย่างไรว่างานแต่ละตำแหน่งนั้นต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร

สิ่งเหล่านี้แกรมชี่เชื่อว่า เป็นผลมาจากการทำงานของ”กลไกทางอุดมการณ์” ซึ่งได้ผลกว่าการใช้”กลไกอำนาจรัฐ” เข้าบังคับโดยตรง โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจของกลุ่มตน อำนาจเหล่านี้จะมีประสิทธิผลมากที่สุดเมื่อไม่ได้ใช้ผ่านการอบรมสั่งสอนที่เปิดเผย หรือการเซ็นเซอร์อย่างเป็นทางการ แต่ใช้ผ่านกระบวนการสร้างความเชื่อ ค่านิยม และมุมมองในการมองโลกของบุคคล ดังนั้น”อุดมการณ์”ในความหมายของแกรมชี่ จึงแตกต่างไปจากอุดมการณ์ในความหมายทั่วไปๆ

 

การสร้างและการแพร่กระจายอุดมการณ์เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ในแง่นี้สถาบันวัฒนธรรมจะมีบทบาทสำคัญมาก ในฐานะที่เป็นผู้สร้างมุมมองในการมองโลกที่สำคัญแก่พลเมืองของสังคม นอกเหนือจากสถาบันครอบครัว องค์กรศาสนา และสถาบันสื่อสารมวลชน

 

บทบาทของสื่อมวลชนในมุมมองของทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่

นักทฤษฎีสำนักนี้มักจะมองว่า บทบาทหลักของสื่อมวลชนไม่ได้ทำตัวเป็น”สุนัขเฝ้าบ้าน” เฝ้าติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล แต่มักจะค้ำจุนรัฐบาลทุนนิยมด้วยการพยายามขจัดมุมมองที่ว่า เรามีความแตกต่างทางชนชั้น ข่าวสารในสื่อมักจะถูกขัดเกลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากอุดมการณ์ของผู้ปกครองในสังคมทุนนิยมประชาธิปไตย เช่น การนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับนักการเมืองระดับสูง ความร่วมมือระหว่างผู้นำภาคธุรกิจ และความเป็นมิตร สมานฉันท์ระหว่างกลุ่มทางสังคมและชนชั้นต่างๆ

 

Daniel Hallin ศึกษาการใช้อุดมการณ์ระหว่างสงครามเย็น เพื่อหาคำตอบว่าทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่สามารถนำมาปรับใช้กับสื่อมวลชนได้อย่างไร และพบว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาใช้กลไกอุดมการณ์ทำงานโดยแสดงให้ชาวโลกเห็นว่า นาทีนี้โลกกำลังเป็นสนามสู้รบระหว่าง”โลกเสรี” และลัทธิอันตรายอย่าง “คอมมิวนิสต์”ที่กำลังแผ่อิทธิพลไปทั่วโลกภายใต้การนำของโซเวียต

 

มุมมองเช่นนี้ช่วยทำให้คำว่า “สันติภาพ” หรือ “ความสงบสุข” ซึ่งมักจะถูกสหรัฐอเมริกาใช้อ้างอิงการกระทำของตน เมื่อเข้าไปรุกล้ำ/แทรกแซงอธิปไตยของชาติอื่น เป็นเรื่องสมเหตุสมผล

 

นับแต่ปี 1945 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาพาประเทศต่างๆ (แน่นอนว่ามากที่สุดเท่าที่จะชักจูง หรือบังคับทางอ้อมได้)เข้าสู่ระบบทุนนิยมเสรีโลกที่สหรัฐเป็นผู้นำทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ “สงครามเย็น” ยังทำให้ชาวอเมริกันตระหนักและเชื่อมั่นในภาวะความเป็นผู้นำโลกของประเทศตน ความเชื่อเช่นนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว และช่วยให้ชาวอเมริกันยอมรับการตัดสินใจของรัฐบาลได้อย่างง่ายดาย อาทิ

 

การเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อใช้เป็นค่าประกันชีวิตทหารอเมริกันที่ถูกส่งไปรบที่เกาหลี, เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ภาพภยันอันตรายจากคอมมิวนิสต์ที่คุกคามใกล้เข้ามาอย่างเกินจริง ยังทำให้รัฐบาลสามารถปกปิดนโยบายต่างประเทศ, นโยบายทางการทหารจำนวนมาก ให้เป็นความลับจากสื่อมวลชนและประชาชนได้อย่างชอบธรรม ภายใต้ข้ออ้างว่าเพื่อความมั่นคงของประเทศ

 

นอกจากนี้ Hallin ยังศึกษาเนื้อหาข่าวสงครามเวียดนามที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ระหว่างปี1960-1979 รวมทั้งข่าวสหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซงทางการเมือง และทางการทหารบรรดาประเทศในอเมริกากลาง อาทิ เอลซัลวาดอร์ นิคารากัว ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี1980-1989 แล้วพบว่า หลังสงครามเวียดนามสิ้นสุดลง พลังอำนาจของอุดมการณ์ว่าด้วย “สงครามเย็น” ก็อ่อนแรงลงด้วย เนื่องจากชนชั้นนำเริ่มตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของสภาคองเกรสอย่างเผ็ดร้อน แต่รัฐบาลก็ยังคงใช้อุดมการณ์ดังกล่าวต่อไป

 

ในปี 1980-1989 นักข่าวต่างพากันรายงานว่า รัฐบาลนายเรแกนเรียกร้องให้กองกำลังสหรัฐเข้าแทรกแซงประเทศในกลุ่มอเมริกากลาง ข้อเรียกร้องดังกล่าวถูกนำเสนอในลักษณะที่ชอบธรรม เมื่อยกเหตุผลว่าขณะนั้นคิวบาซึ่งปกครองประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ และสหภาพโซเวียตกำลังมีอิทธิพลเหนือดินแดนดังกล่าว มาประกอบการรายงานข่าว

 

ทัศนะคติในการรายงานข่าวดังกล่าวเป็นมุมมองเดียวกันกับสภาคองเกรส แต่นักข่าวยังตอกย้ำทัศนคตินี้ให้ชัดเจนขึ้นด้วยการรายงานข่าว โดยใช้แหล่งข่าวรัฐบาลและชนชั้นนำทางการเมืองมาเป็นผู้แสดงความคิดเห็น อภิปรายโต้เถียงกันในประเด็นการแทรกแซงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะวิธีการจัดการและรักษาอำนาจในต่างประเทศของสหรัฐให้มีประสิทธิผลมากที่สุด อาทิ การนำเสนอว่าจะนำการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเข้ามาสู่ภูมิภาคนี้ได้อย่างไร และการแสวงหาพันธมิตรทางการทหาร ขณะที่ตีพิมพ์เนื้อหาข่าวเกี่ยวกับความเห็น ท่าทีของพลเมืองอเมริกันที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวน้อยมาก

 

Hallin แสดงความเห็นว่า เหตุการณ์ที่อเมริกากลางแสดงถึงกรอบความคิดที่สหรัฐอเมริกา และโซเวียตมีต่อประเทศโลกที่สามผ่านกลไกอุดมการณ์ว่าด้วยสงครามเย็น กล่าวคือ ประเทศโลกที่สาม ไม่ต่างอะไรกับเวทีต่อสู้ช่วงชิงผลประโยชน์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต เป็นสนามที่ผู้นำโลกใช้เพื่อสำแดงพลังอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง

 

ดังนั้นเนื้อหาข่าวในมุมท้องถิ่น อาทิ รัฐบาลใหม่ที่สหรัฐเข้าไปแทรกแซงนี้ จะจัดการปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมที่เป็นสาเหตุหลักของการต่อสู้ดิ้นรนอย่างไร ความปรารถนาของชาวท้องถิ่นที่อยากปลดแอกประเทศตน จากการครอบครองของกองทัพสหรัฐ ภายหลังจากตกอยู่ภายใต้จักรวรรดินิยมสหรัฐในเวลาไม่กี่ปี ฯลฯ จึงแทบจะไม่มีปรากฏให้เห็น

 

เช่นเดียวกับการรายงานข่าวของประเทศกำลังพัฒนาส่วนมาก ข่าวเกี่ยวกับกลุ่มประเทศอเมริกากลาง มีแนวโน้มจะถูกนำเสนอในลักษณะที่ดินแดนแห่งนี้ปราศจากประวัติศาสตร์ เป็นสถานที่ที่เกิดความขัดแย้งซึ่งเต็มไปด้วยความซับซ้อนยากยิ่งจะเข้าใจ และละเลยการกล่าวถึงชนพื้นเมือง เจ้าของประเทศที่แท้จริง

 

กรอบความคิดลักษณะนี้ย่อมปฏิเสธประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ประวัติศาสตร์ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นผู้สนับสนุนให้ตระกูลเพียงหยิบมือ ทว่ามีฐานะร่ำรวยขึ้นปกครองเอลซัลวาดอร์และนิคารากัว ความละโมบของคนกลุ่มนี้เป็นชนวนปะทุให้เกิดการกบฏในเวลาต่อมา แนวคิดเกี่ยวกับสงครามเย็นจึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้มหาอำนาจทั้งสองประเทศใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ภายใต้ข้ออ้างว่าเข้าไปแทรกแซงการเมือง เศรษฐกิจในประเทศด้อยพัฒนา ป่าเถื่อน เพื่อนำความศิวิไลซ์ไปมอบให้

 

Tod Gitlin นำทฤษฎีการครอบครองความใหญ่มาปรับใช้กับการศึกษาเนื้อหาข่าวภายในประเทศ โดยศึกษาเนื้อหาข่าวโทรทัศน์ของ CBS ในปีค.ศ. 1980 และในหนังสือพิมพ์ News York Times ซึ่งรายงานข่าวเกี่ยวกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมของนักศึกษาในสหรัฐที่เรียกตนเองว่า Students for a Democratic Society (SDS) (2) ในระยะแรกองค์กร SDS ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายประเด็นด้วยกัน อาทิ เรื่องสิทธิพลเมืองของชาวอเมริกัน-อัฟริกัน แต่หลังจากนั้นเยาวชนกลุ่มนี้ก็หันไปทุ่มเท อุทิศตนให้กับการชุมนุมประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม

 

ในปี 1968 กลุ่ม SDS เดินขบวนประท้วงรัฐบาลสหรัฐที่ยังคงดื้อแพ่งส่งทหารไปรบในสงครามเวียดนามที่ถนนกลางนครชิคาโก การประท้วงครั้งนี้จบลงด้วยรัฐบาลสั่งให้กำลังตำรวจเข้ากวาดล้างและทำร้ายผู้เดินขบวน ด้วยไม้กระบองและแก๊สน้ำตา ภาพดังกล่าวแพร่ออกไปทั่วประเทศผ่านจอโทรทัศน์

 

Gitlin เห็นว่า ขบวนการทางสังคมที่มีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการต่อต้านประท้วงนโยบายรัฐและขัดต่อผลประโยชน์ของชนชั้นนำ (elites) เช่น กลุ่ม SDS นั้น ถูกสื่อมวลชนลดคุณค่าเป้าหมายที่แท้จริงลงไป ด้วยการลดความสำคัญหรือแก่นแท้ที่อยู่ในสาร(message) ซึ่งกลุ่ม SDS สื่อสารออกมา ตลอดจนบั่นทอนความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจจากสาธารณะชนในฐานะที่เป็นนักต่อต้านที่กล้าท้าทายอำนาจรัฐ

 

Gitlin เชื่อมั่นว่า มีวิธีการต่างๆมากมายที่นักข่าวใช้ในการรายงานข่าวการเดินขบวนประท้วง การชุมนุมต่อต้าน จะโดยตั้งใจหรือไม่รู้ตัว ดังนี้

1. การทำให้ภาษา (ทั้งวัจนะภาษาและอวัจนภาษา) และเป้าหมายของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไม่มีความสำคัญ

2. การแบ่งแยกอย่างชัดเจน ด้วยการเสนอว่าสมาชิก SDS ทุกคนเป็นพวกนิยมความรุนแรงอย่างสุดขอบ

3. รายงานโดยเน้นไปที่รอยร้าวภายในขบวนการ

4. เพ่งความสนใจไปที่จุดเล็กๆ เรื่องเล็กน้อย เช่น แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้เดินขบวนประท้วง เป็นพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของสังคม , ผู้มาชุมนุมประท้วงไม่ได้อยู่ในฐานะตัวแทนของสาธารณะชน หรือเสนอวาทะ กิริยาท่าทางของผู้เดินขบวน ในทางที่ยั่วยุให้สาธารณะชนโกรธเคือง

5. บิดเบือนจำนวนผู้เข้าร่วมประท้วงให้น้อยลง เพื่อสะท้อนนัยะว่าไม่มีความสำคัญ ไม่มีความหมาย ไม่ใช่เรื่องของคนส่วนใหญ่

6. บิดเบือนผลของการเคลื่อนไหวต่อต้านว่าไร้ค่า ไม่มีผลใดๆทั้งสิ้น

7. เน้นการนำเสนอภาพลักษณ์ผู้ประท้วงในลักษณะที่ผูกติดอยู่กับความรุนแรงเท่าที่จะเป็นไปได้

8. ทำให้ข้อเรียกร้องและป้ายข้อความต่อต้าน กลายเป็นเรื่องที่ขัดต่อ หรือไม่ได้รับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การเรียกผู้ประท้วงขณะเดินขบวนว่า “กลุ่มที่เรียกขานกันว่าขบวนมาร์ชเพื่อสันติภาพ” หรือแสดงให้เห็นว่า บทบาทของผู้ประท้วงนั้น เป็นบทบาทที่แต่งตั้งสถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นผู้นำชุมชน เป็นต้น

Gitlin พบว่าบ่อยครั้งที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวเกี่ยวกับขบวนการ SDS ในลักษณะเดียวกับการรายงานข่าวอาชญากรรม แม้ว่ารัฐธรรมนูญสหรัฐในขณะนั้นจะรับรองสิทธิพื้นฐานของพลเมือง พลเมืองสามารถยื่นอุทธรณ์ให้รัฐบาลแก้ไขปรับปรุงนโยบาย ที่รู้สึกว่าตนถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมได้ รวมทั้งให้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี

 

นอกจากนี้ เนื้อหาด้านลบส่วนใหญ่ยังเป็นผลมาจากสื่อมวลชน มีแนวโน้มในการนำเสนอข่าวโดยเน้นไปที่ตัวเหตุการณ์ มากกว่าให้ความสำคัญกับสถานการณ์ บริบทแวดล้อม, เน้นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมากกว่าข้อตกลง, รายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโดยอิงความคืบหน้าของเหตุการณ์ มากกว่าจะอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอ้างอิงพึ่งพาแหล่งข่าวจากฝ่ายรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่

 

Gitlin ยังแสดงให้เห็นว่า เนื้อหาข่าวในสื่อมวลชนเข้าไปเปลี่ยนแปลงขบวนการทางสังคม (social movement) โดยใช้ประสบการณ์ในฐานะที่เป็นผู้นำนักศึกษาในขบวนการ SDS มาแสดงให้เห็นภาพการขับเคลื่อนของขบวนการทางสังคม ที่อิงแอบอยู่กับเนื้อหาข่าวที่ปรากฏในสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสรรหาสมาชิกใหม่ การกระตุ้นให้สาธารณชนสนใจมุมมองความคิดของพวกเขา ตลอดจนการกระทำของกลุ่มและการทำให้ผู้กำหนดนโยบายหันมารับฟัง

 

เขาพบว่าเนื้อหาในข่าว มีอิทธิพลต่อการเลือกสมาชิกของกลุ่มมาทำหน้าที่ในฐานะโฆษกกลุ่ม และทำให้ผู้นำทางการเมืองกลายเป็นบุคคลมีชื่อเสียง เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แทนที่จะสนใจว่าขบวนการทางสังคมนี้มีเหตุผลอย่างไร ความสนใจก็เปลี่ยนไปอยู่ที่ในบรรดาผู้นำขบวนการ ใครจะพูดจาดุเด็ดเผ็ดมันกว่ากัน การได้ไปปรากฏอยู่ในเนื้อหาสื่อมวลชนบ่อยๆเหมือนจะทำให้ได้รับอภิสิทธิ์อื่นๆตามไปด้วย แม้ว่าการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในทางปฏิบัติ จะได้ประสิทธิผลที่น้อยกว่าการออกไปจัดกิจกรรมภายนอกที่ไม่มีสื่อมวลชนมาทำข่าว เช่น การออกไปเคาะประตูให้ข่าวสารณรงค์ตามบ้านเรือนทีละหลังๆ ก็ตามที

 

นายทุนผู้ให้การสนับสนุนและคนอื่นๆ ก็ยังชอบใช้ความสนใจจากสื่อมวลชนมาเป็นวิธีหนึ่งในการวัดผลกระทบ หรือความสำเร็จของขบวนการทางสังคม ดังนั้นเนื้อหาในสื่อมวลชนจึงสามารถขัดเกลาอัตลักษณ์(identity)ของกลุ่มที่เกิดขึ้นได้ในท้ายที่สุด เนื่องจากสมาชิกของกลุ่มค่อยๆเปลี่ยนตัวเองให้มีสีสันเพื่อดึงความสนใจ ให้ได้มาซึ่งชื่อเสียง การยอมรับจากสื่อมวลชน ซึ่งส่งผลต่อการดึงสมาชิกใหม่ๆมาเข้าร่วมขบวนการอีกทอดหนึ่งด้วย

 

นอกจากนี้ Gitlin ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับภาวะการพึ่งพิงเนื้อหาในสื่อมวลชนว่า ขบวนการทางสังคมบางกลุ่มที่มีจำนวนสมาชิกไม่มาก มักจะพึ่งพาเนื้อหาในสื่อมวลชนสูง เพื่อเผยแพร่มุมมองทัศนะของตน เพราะไม่สามารถระดมประชาชนจำนวนมากให้มาเดินขบวนต่อต้านหรือวิ่งเต้นล็อบบี้รัฐบาลได้ ขบวนการทางสังคมเหล่านี้มักจะออกแบบเครื่องแต่งกาย ริ้วขบวนให้”ขึ้นกล้อง”และ”น่าดึงดูด” เพื่อเอาเรียกความสนใจจากสื่อมวลชน

 

ขณะเดียวกันขบวนการทางสังคมที่มีสมาชิกสนใจเข้าร่วมมาก มีเป้าหมายทางสังคมที่กว้างขวาง มักจะใช้สื่อมวลชนเป็นช่องทางหาสมาชิกใหม่ๆมาเข้าร่วมขบวนการ และเอาชนะใจประชาชนจากโปรแกรมกิจกรรมการเคลื่อนไหวของตน ตัวอย่างที่ดีและร่วมสมัยในกรณีหลังนี้ ก็คือ กลุ่มเคลื่อนไหวที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม และรณรงค์จัดการปัญหาอย่างหลากหลายตั้งแต่ระดับโลกจนถึงพื้นที่บางพื้นที่ อาทิ ปัญหาโลกร้อน การเกิดฝนกรด ไปจนถึงภัยอันตรายต่างๆที่คุกคามสิ่งมีชีวิตบนโลก ซึ่งต้องการความร่วมมือจากประชาคมโลกทั้งหมด เป็นต้น

 

ส่วนขบวนการทางสังคมที่ต้องการแก้ไขปัญหาสังคม ในเชิงปฏิรูปมากกว่าต้องการการเปลี่ยนแปลงในเชิงปฏิวัติ มักจะดูราวกับสามารถเข้าไปควบคุมเนื้อหาในสื่อมวลชน และได้รับความยุติธรรมจากสื่อมวลชนมากกว่า กล่าวโดยสรุปก็คือ สื่อมวลชนจะรายงานข่าวขบวนการทางสังคม ที่แสดงออกว่ามีจุดมุ่งหมายกระตุ้นให้ประชาชน หันมาสนใจปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง มากกว่ารายงานข่าวขบวนการทางสังคมที่มีจุดมุ่งหมายในการท้าทายหรือทวนกระแสทุนนิยม

 

ข้อจำกัดของทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่

ข้อวิพากษ์ทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่ประการหนึ่งก็คือ การถกเถียงในประเด็นที่นักวิชาการสาย Hegemony เชื่อว่า พลังของขบวนการทางสังคมมีรากฐานมาจากการเมือง และการเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาข่าวในสื่อมวลชน เนื่องจากนักวิชาการบางคนเห็นว่าทฤษฎี Hegemony มักจะมองพลเมืองในลักษณะที่เป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้น เพื่อทำกิจกรรมในลักษณะท้าทายอำนาจรัฐ(ขบวนการทางสังคม) และมีพลังที่ประกอบขึ้นจากองค์ประกอบหลายส่วน โดยที่สื่อมวลชนเข้ามามีอิทธิพลต่อการเข้าเป็นสมาชิก และลดคุณค่าความสำคัญของขบวนการลง ทั้งๆที่หลายครั้งขบวนการทางสังคมมักจะเรียนรู้วิธีการที่จะปรับวิธีการต่อสู้ตัวเอง เข้าหาพลังอำนาจของเศรษฐกิจระบบทุนนิยมและรัฐบาล หรือปิดกั้นไม่ให้สาธารณะชนเข้ามามีส่วนร่วมในวาทกรรม(discourse)ที่เกิดขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นถกเถียงเรื่องแนวคิดที่นักทฤษฎี Hegemony แบ่งแยก”การปฏิรูป” ออกจาก “การปฏิวัติ”อย่างชัดเจน ทั้งๆที่ขบวนการทางสังคมที่มีเป้าหมาย ไม่ว่าจะปฏิรูปหรือปฏิวัติ ต่างมีความสัมพันธ์กันอยู่และเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพิจารณาด้วยเหตุผลเป็นกรณีๆไป รวมทั้งการศึกษาเนื้อหาข่าวในสื่อมวลชนโดยปราศจากการยืดหยุ่น ขาดการพิจารณาว่า ในหลายกรณีนักเคลื่อนไหวทางสังคมในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ส่งสาร ได้เรียนรู้ธรรมชาติของข่าว วิธีการรายงานข่าว และรู้จักใช้กลยุทธ์เฉพาะตัวในการส่งสาร เพื่อกระตุ้นให้นักข่าวสนใจเนื้อหาสารของตนโดยไม่ได้สูญเสียอัตลักษณ์และเป้าหมายแรกเริ่มของตนเองแต่อย่างใด เช่น

 

กลุ่มกรีนพีซที่ใช้กลยุทธ์ในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิผล ทำให้สื่อมวลชนหันมาสนใจกิจกรรมรณรงค์ของตนอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ เรื่องการล่าปลาวาฬที่ผิดกฎหมาย การตัดต้นไม้เก่าแก่ในป่าแคลิฟอร์เนียเหนือ การตั้งเตาเผาขยะและกลบฝังขยะมีสารพิษในชุมชนคนผิวสีซึ่งมีรายได้ต่ำ เป็นต้น

 

ส่วนจุดบอดอื่นๆในการนำทฤษฎี Hegemony มาปรับใช้กับการศึกษาสื่อมวลชน ได้แก่ กรณีที่ผู้ศึกษามักมองความสัมพันธ์ระหว่าง ระบบเศรษฐกิจและสถาบันสื่อมวลชนไปในทางลบ โดยที่ในบางกรณีอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น ดังนั้นจึงต้องพึงระลึกไว้ว่า เราใช้ทฤษฎีเป็นเครื่องมือที่พยายามอธิบายบทบาทที่แท้จริง และบทบาทที่ควรจะเป็นของสื่อมวลชนในสังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่อธิบายหน้าที่ของข่าว โดยไม่ได้ให้ข้อเสนอแนะหรือวิสัยทัศน์ในการเสนอข่าวที่ควรเป็นภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

 

อ้างอิง

 

(1) โครงสร้างส่วนบนของสังคมมาจากแนวคิดที่เชื่อว่า สังคมและการจัดรูปองค์กรต่างๆพัฒนาขึ้นมาอย่างเป็นระบบ แต่นักคิดแต่ละคนก็มีความคิดพื้นฐานที่ต่างกันออกไป ตามแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ โครงสร้างส่วนบนของสังคม คือ สถาบันทางกฎหมาย, สถาบันทางสังคม วัฒนธรรมและการเมือง โดยที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจทำหน้าที่เป็นโครงสร้างส่วนล่างหรือฐานให้กับสังคมนั้นๆ (โครงสร้างส่วนล่างในแนวคิดของมาร์กซ์ สำคัญกว่าโครงสร้างส่วนบน เพราะเป็นตัวกำหนด ( determining )ว่าสังคมจะเป็นไปในรูปแบบใด

(2) SDS เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมที่เกิดจากการรวมตัวของเหล่านิสิตนักศึกษาและหนุ่มสาวอเมริกันในระหว่างปี ค.ศ. 1960-1969 มีบทบาทโดดเด่นอย่างมากในการต่อต้านสงครามเวียดนาม

หมายเหตุ : คำว่า Hegemony ซึ่งคุณมัทนา เจริญวงศ์ แปลว่า การคอบครองความเป็นใหญ่ หรือ ครอบครองความเป็นเจ้า นั้น อาจจะไม่เหมาะสม เพราะให้ความรู้สึกในเชิงบังคับควบคุมมากไป (“เป็นใหญ่” “เป็นเจ้า”)

 

กรัมชี่ใช้ศัพท์ภาษาอิตาลี 2 คำ สับเปลี่ยนกัน สำหรับ hegemony คือ egemonia กับ direzione สลับกัน (เป็นส่วนใหญ่ แน่นอนไม่ใช่ทั้งหมด เพระเขาเองมีความไม่แน่นอน ในการให้ความหมาย egemonia เหมือนกัน) ซึ่ง direzione หมายถึง lead, direct “นำ” ซึ่งเข้ากับไอเดียเรื่อง hegemony (เวลาแปลงานของเลนินที่ใช้คำว่า rukuvodstvo ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า hegemony (อย่าลืมว่ากรัมชี่ ยืม-ดัดแปลงไอเดียเรื่อง hegemony มาจากการวิวาทะของชาวพรรครัสเซีย) จะแปลเป็นอิตาลีว่า direzione คือ lead, direct (ดูการอธิบายเรื่องเหล่านี้ของ Quintin Hoare ผู้แปล Prison Notebooks ในฉบับพิมพ์ของ International Publishers หน้า55)

 

เคยเห็นคนแปลในภาษาไทยว่า “อำนาจนำ” ซึ่งอาจจะใกล้กว่า “ความเป็นใหญ่/เป็นเจ้า” แต่โดยส่วนตัวก็ยังไม่ถึงกับแน่ใจเต็มที่นัก (ชอบที่มีคำว่า “นำ” ไม่แน่ใจคำว่า “อำนาจ”)

Read Full Post »

การแยกอำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจบริหารออกจากกัน

recommendare

 

บันทึก

จากบทความหัวข้อ  “การแยกอำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจบริหารออกจากกัน”

 

เขียนโดย

 

อัมมาร สยามวาลา
นักวิจัยเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

ความมีดังนี้

 

ในปัจจุบัน มีกระแสความคิดที่จะให้มีการปฏิรูประบบการเมือง อันสืบเนื่องมาจากความไม่พอใจในระบบที่มีอยู่ แนวทางในการแก้ไขนั้นมีอยู่หลายแนวทาง แนวทางของคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยเป็นเพียงหนึ่งในหลายแนวทางที่เสนอกันอยู่ อีกแนวทางหนึ่งที่มีผู้เสนอทุกครั้งที่มีการร่างรัฐธรรมนูญกัน ก็คือ ให้แยกอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติออกจากกัน ในการพิจารณากันครั้งนี้ ศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ก็ได้แปรแนวทางนี้ให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

 

เนื่องจากการแยกอำนาจกันดังกล่าวนี้ มักจะถูกเสนอให้เป็นทางออกสำหรับปัญหานานับประการของระบบการเมืองไทย ประชาชนโดยทั่วไปจึงควรจะครุ่นคิดอย่างหนัก เพราะถ้ามีการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะเช่นว่านี้แล้ว ก็จะมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อระบบการเมืองและต่อสังคมเศรษฐกิจของไทยอย่างไม่ต้องสงสัย

 

โครงสร้าง

 

สายความรับผิดชอบในระบบที่มีการแยกอำนาจ

 

สรุปอย่างง่ายๆ ที่สุด ในการแยกอำนาจการปกครองส่วนนิติบัญญัติออกจากส่วนบริหาร ฝ่ายบริหารนั้น (ซึ่ง ศ. ชัยอนันต์ เสนอให้เป็นคณะมีจำนวน 20 คน) จะต้องไม่มาจากการเลือกตั้งโดยผ่านสภาผู้แทนราษฎรอย่างในปัจจุบัน แต่จะต้องได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติก็จะได้รับเลือก โดยตรงจากประชาชนเหมือนเดิม (อาจมีการแบ่งเขตเลือกตั้งแตกต่างไปจากปัจจุบันบ้าง แต่นั่นเป็นประเด็นปลีกย่อย) ในเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ต่างก็จะมีที่มาจากประชาชนโดยตรง ก็จะตัดสายความรับผิดชอบ (accountability) ที่คณะรัฐมนตรีในปัจจุบันมีต่อรัฐสภา โดยฝ่ายบริหารจะรับผิดชอบโดยตรง กับประชาชน หากประชาชนไม่พอใจการบริหารประเทศของคณะผู้บริหาร ก็จะมีโอกาสขับไล่คณะนั้นออกไปเมื่อครบวาระสี่ปี ในระหว่างสี่ปีนี้ คณะผู้บริหารก็จะมี โอกาสแสดงฝีไม้ลายมือและมีโอกาสใช้อำนาจในการสั่งการและจัดการได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องพะวักพะวนต่อเสียงในรัฐสภามากเท่าใดนัก ถ้าจะต้องง้อรัฐสภา ก็ต้องง้อในเรื่องงบประมาณ ที่จะต้องให้รัฐสภาอนุมัติเท่านั้น

 

ตารางที่ 1 ข้อแตกต่างของโครงสร้างระบบการเมืองต่าง ๆ

ประเด็น ระบบอังกฤษ/ไทย ระบบอเมริกัน ระบบที่ ศ. ชัยอนันต์ เสนอ
ที่มาของฝ่ายนิติบัญญัติ สภาล่าง (สภาผู้แทนราษฎร) ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเลือกตั้งต่างๆ ในอังกฤษใช้ระบบเขตเดียวคนเดียว ในไทยเขตหนี่งมีผู้แทนไม่เกินสามคน สภาสูงมาจากการแต่งตั้ง ในอังกฤษ มีเจ้านายที่มีตำแหน่งโดยตระกูลอีกด้วย สภาล่างได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเลือกตั้งเขตเดียวคนเดียว สภาสูงได้รับเลือกตั้งจากประชาชนทั้งรัฐ โดยแต่ละรัฐจะมีสภาชิกวุฒิสภารัฐละสองคน สภาผู้แทนราษฏรได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเลือกตั้งเขตเดียวคนเดียว ไม่มีข้อเสนอเกี่ยวกับวุฒิสภา เข้าใจว่าเหมือนเดิม
ที่มาของคณะผู้บริหาร นายกรัฐมนตรีจากสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจมาจากสภาผู้แทนฯ (ส่วนใหญ่) หรือจากข้างนอกก็ได้ ประธานาธิบดี ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งประเทศ และแต่งตั้งคณะผู้บริหาร คณะผู้บริหาร 20 คนได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งประเทศ และอาจแต่งตั้งอีก 30 คนจาก ส.ส. หรือสมาชิกวุฒิสภา สำหรับบุคคลกลุ่มหลัง เมื่อได้รับแต่งตั้ง ยังคงดำรงตำแหน่งในสภา แต่จะไม่มีเสียงในการลงคะแนน
การพ้นวาระของฝ่ายนิติบัญญัติ สำหรับสภาล่าง สี่ปี (อังกฤษห้าปี) หรือเมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา สมาชิกวุฒิสภาไทยมีวาระหกปี และหมุนเวียนกันออก สำหรับสภาสูงอังกฤษสมาชิกเป็นตลอดชีพ สภาล่างมีวาระสองปี สมาชิกสภาสูงมีวาระหกปี หมุนเวียนกันออก สี่ปีสำหรับสภาผู้แทนราษฏร โดยนายกรัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ยุบสภา ส่วนวุฒิสภา ไม่มีการกล่าวถึง เข้าใจว่าเหมือนในปัจจุบัน
การพ้นวาระของคณะผู้บริหาร พร้อมกับสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจ ประธานาธิบดีพ้นวาระทุกสี่ปี หรือเมื่อรัฐสภาดำเนินมาตรการขับไล่ (impeachment) ด้วยกระบวนการกึ่งตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่มีอำนาจสอบสวนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะฝ่ายนิติบัญญัติจะพิจารณาความผิดของฝ่ายบริหาร เพื่อดำเนินคดีต่อฝ่ายบริหารหากมีความผิดจริง
อำนาจทางการคลังและกฎหมายการเงิน รัฐบาลเสนองบประมาณทั้งทางด้านรายได้และรายจ่ายให้แก่สภาผู้แทนราษฎร สภามีสิทธิ์ตัดรายจ่าย แต่ไม่มีสิทธิ์เสนอให้เพิ่มการใช้จ่าย สมาชิกจะเสนอกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลเห็นชอบด้วย รัฐสภาเป็นผู้อนุมัติการใช้จ่ายเงินที่ฝ่ายรัฐบาลเสนอมา และสามารถเสนอโครงการที่ต้องใช้เงินได้ รัฐสภามีหน้าที่จัดหาเงิน (ด้วยการออกกฎหมายภาษีอากร) อีกด้วย รัฐสภามีอำนาจอนุมัติงบประมาณประจำปี มีอำนาจในการจัดหาเงิน มีการกล่าวถึงบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการอนุมัติงบประมาณจังหวัด แต่ไม่ได้ให้รายละเอียด
พรรคการเมือง ในอังกฤษไม่มีข้อบังคับ ในประเทศไทย รัฐธรรมนูญระบุให้ผู้สมัครเป็น ส.ส. ต้องสมัครในนามพรรค หากได้รับเลือกแล้วและย้ายพรรค ก็ต้องพ้นจากการเป็น ส.ส. พรรคจะต้องส่งผู้สมัครเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปไม่น้อยกว่าหนี่งในสี่ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด ในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุว่าจะต้องมีพรรคการเมือง ในการเลือกตั้งทั้งของประธานาธิบดี และของสมาชิกรัฐสภา กฎหมายของรัฐอาจกำหนดให้พรรคการเมืองมีการเลือกตั้งขั้นต้นภายในพรรค (primary election) เพื่อให้ได้ผู้สมัครสำหรับพรรคนั้นๆ ส.ส. ไม่ต้องสังกัดพรรค พรรคจะส่งผู้สมัครจำนวนเท่าไรก็ได้
อำนาจตุลาการ ในอังกฤษ เนื่องจากไม่มีรัฐธรรมนูญ ศาลจึงไม่สามารถใช้รัฐธรรมนูญล้มกฎหมายได้ แต่มีประเพณีปฏิบัติจากระบบ common law พิทักษ์สิทธิของปัจเจก ในไทย ถ้าศาลวินิจฉัยว่ากฎหมายอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ ต้องส่งเรื่องให้ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินชี้ขาดก่อน สามารถลบล้างกฎหมายที่บัญญัติโดยรัฐสภาได้ หากขัดกับรัฐธรรมนูญ ไม่มีการกล่าวถึง

 

ในช่องสุดท้ายของตารางที่ 1 ได้สรุปข้อเสนอเกี่ยวกับโครงสร้างการปกครองที่แยกอำนาจในรูปแบบที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอไว้ โดยเปรียบเทียบกับระบบการปกครอง แบบอังกฤษปนไทยที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ และแบบที่สหรัฐอเมริกาใช้อยู่ นอกจากนี้ ข้อมูลในตารางที่ 1 ยังมิได้จำกัดเฉพาะประเด็นที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เน้นไว้เท่านั้น แต่ได้เติมบางประเด็นที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เสนอไว้แบบผ่านๆ (เช่น เรื่องอำนาจทางการเงิน) หรือที่ไม่ได้กล่าวถึงเลย (เช่น อำนาจตุลาการ) ด้วย เพื่อประกอบการวิเคราะห์ต่อไป โดยเฉพาะเรื่องอำนาจทางการเงินนั้นเป็นเรื่องระดับโครงสร้างที่สำคัญ เพราะฉะนั้นจะขอนำมาวิเคราะห์เสียตั้งแต่ต้น

 

อำนาจการเงินของฝ่ายนิติบัญญัติ

อำนาจเหนือการเงินเป็นหัวใจของการบริหารประเทศ อำนาจนี้รวมถึงอำนาจในการเรียกเก็บภาษีจากประชาชน อำนาจในการใช้จ่ายเงินที่ได้มาจากภาษีอากรเหล่านั้น และอำนาจในการที่รัฐบาลจะกู้หนี้ยืมสินอีกด้วย ถ้าฝ่ายบริหารไม่มีหรือไม่ได้รับอำนาจดังกล่าวก็จะทำอะไรไม่ได้ ในประวัติการต่อสู้ระหว่างรัฐสภากับพระมหากษัตริย์อังกฤษ อำนาจเหนือการเงินของรัฐบาลได้เป็นชนวนสำคัญในข้อขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายนี้ จนในที่สุด พระมหากษัตริย์ต้องทรงยอมผ่อนคลายพระราชอำนาจในด้านนี ้ให้แก่รัฐสภาตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่ 17 และรัฐสภาก็ได้ใช้อำนาจเหนือการเงินเป็นเครื่องมือบังคับสถานการณ์ให้รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีมาจากรัฐสภา อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แทนที่จะเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์ หลังจากหลักการที่กำหนดให้ฝายบริหารต้องมาจากรัฐสภา ได้เป็นที่ยอมรับในศตวรรษที่ 19 ฝ่ายบริหารที่มาจาก รัฐสภานี้กลับเริ่มมีอำนาจเหนือสมาชิกรัฐสภามากขึ้น อำนาจริเริ่มของสมาชิกรัฐสภาก็ถูกบั่นทอนตลอดมา จริงอยู่ ถึงแม้รัฐสภายังคงไว้ซึ่งอำนาจ ที่จะไม่อนุมัติงบประมาณรวมของฝ่ายบริหาร ซึ่งก็เท่ากับเป็นการถอดถอนคณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง เพราะในกรณีนี้ โดยมารยาทแล้วคณะรัฐมนตรีจะต้องลาออก แต่อำนาจของสมาชิกรัฐสภาที่จะเสนอร่างกฎหมายนั้นถูกจำกัดลงอย่างมาก และเมื่อดูในรายละเอียด สมาชิกรัฐสภาจะไม่มีอำนาจในการเสนอร่างกฎหมาย ที่มีผลกระทบทางการเงินเลย กฎหมายเหล่านี้เสนอได้โดยฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้นแผนงานการออกกฎหมายของรัฐสภาแทบจะถูกกำหนดโดยฝ่ายบริหารโดยสิ้นเชิง ในอังกฤษอำนาจหลักของรัฐสภาในปัจจุบันนั้นมีอยู่ตรงที่เป็นที่มา (และที่ไป) ของฝ่ายบริหารเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว รัฐสภาก็จะเป็นแต่เพียงช้างเท้าหลังเท่านั้น ตราบใดที่เสียงข้างมากของเหล่าสมาชิกยังให้ความไว้วางใจกับรัฐบาลอยู่

 

เมื่อสหรัฐฯ ประกาศอิสรภาพจากอังกฤษและร่างรัฐธรรมนูญของตนเองขึ้นมา ก็มองอำนาจการเงินเป็นส่วนสำคัญในระบบการคานอำนาจของรัฐบาล ปฏิกิริยาที่ชาวอเมริกัน มีต่อการกดขี่ข่มเหงโดยมาตรการทางภาษีอากรของรัฐบาลอังกฤษ ทำให้สหรัฐฯ พยายามจัดระบบการปกครอง ที่ทำให้ฝ่ายบริหารขาดพลานุภาพที่จะตั้งตัวเอง ขึ้นมาเป็นเผด็จการ จึงได้ให้อำนาจการเงินอยู่กับรัฐสภา นอกจากนั้นแล้วสมาชิกรัฐสภาในสหรัฐฯ ยังคงอำนาจทางการเงินไว้มาก สมาชิกรัฐสภาสามารถเสนอและอนุมัติ กฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน โดยไม่ต้องรับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหารแต่ประการใด แต่ก็มีการคานอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติโดยให้สิทธิ์แก่ฝ่ายบริหารที่จะไม่อนุมัติ (veto) กฎหมายที่ส่งมาจากรัฐสภาได้

 

แม่แบบระบบรัฐสภาทั้งสองนี้แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายนิติบัญญัตินั้นมีได้สองแบบ แบบแรกคือแบบของอังกฤษ และจะเรียกว่าเป็นแบบอ่อน ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการกำหนดว่า ใครจะมาอยู่ในฝ่ายบริหาร แต่เมื่อกำหนดไปแล้ว ก็แทบจะไม่มีอำนาจอย่างใดนอกเหนือไปจากนี้ โดยเฉพาะจะไม่มีสิทธิในการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ในกรณีของสหรัฐฯ เป็นระบบนิติบัญญัติแบบแข็ง จริงอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนฝ่ายบริหาร แต่ฝ่ายนิติบัญญัติจะมีและจะใช้อำนาจ ในการออกกฎหมาย (โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน) อย่างสมบูรณ์กว่าในกรณีของอังกฤษ ดังนั้นในสหรัฐฯ ฝ่ายนิติบัญญัติจึงมองตัวเองว่ามีฐานันดร เท่าเทียมกับฝ่ายบริหาร และปกติจะมีเรื่องที่ต้องงัดข้อกับฝ่ายบริหารอยู่เนืองๆ

 

ระบบการปกครองของประเทศไทยลอกแบบมาจากอังกฤษ เพราะฉะนั้นฝ่ายนิติบัญญัติเป็นแบบอ่อน สมาชิกรัฐสภาจะถูกจำกัดสิทธิ์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน2 (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม 2538 มาตรา 143) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ประเภทนี้ได้ ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ การจำกัดความว่าอะไรเป็น พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน อะไรไม่เป็น พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน ก็จำกัดสิทธิ์ของ สมาชิกรัฐสภาค่อนข้างมาก (อรพิน 2538)

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ไม่ชัดเจนอยู่สองประการ ประการแรก ในข้อเสนอของ ศ. ชัยอนันต์ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ยังมีอำนาจที่จะไม่อนุมัติกฎหมายที่ฝ่ายบริหารเสนอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายนิติบัญญัติมีสิทธิ์ไม่อนุมัติ พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งถ้าไม่อนุมัติ ฝ่ายบริหารจะไม่สามารถปกครองประเทศได้ ในระบบปัจจุบันรัฐบาล ก็จะต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่ในระบบที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งโดยตรงไม่ปรากฏชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าฝ่ายบริหารเลือกที่จะไม่แยแส ต่อการที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่อนุมัติงบประมาณ และเรียกเก็บภาษีต่อ และใช้เงินต่อไปโดยใช้อำนาจพลการ ก็สามารถอ้างความชอบธรรมอันได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเป็นโล่กำบังได้ ถึงอย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้ว ฝ่ายบริหารจะมีอำนาจคุมตำรวจส่วนกลาง3 และกองทัพ อีกทางหนึ่งที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือ รัฐสภาจะเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารดำเนินการ และสั่งการตามที่ตนต้องการเป็นเงื่อนไขในการอนุมัติงบประมาณ ถ้าเช่นนั้น เอกภาพของฝ่ายบริหารที่ได้จากการมีวาระสี่ปีก็จะค่อยๆ ลดความหมายไป

 

อีกประเด็นหนึ่งที่ยังไม่ชัดเจนก็คือ เมื่อมีการแยกอำนาจแล้ว ส.ส. จะมีอำนาจเสนอร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวด้วยการเงินโดยไม่ต้องได้รับการอนุมัติจากฝ่ายบริหารหรือไม่ ในแง่หนึ่งแล้ว ตรรกะของสถานการณ์ใหม่ที่เสนอมานั้นชวนให้สรุปต่อไปได้ว่า ในเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่มีอำนาจในการกำหนดตัวของผู้บริหารแล้ว ก็น่าจะมีอำนาจในการออกกฎหมายมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน แต่ในเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจน และจะเห็นได้ว่าอำนาจนี้มีความสำคัญมากในการกำหนดบทบาท ของฝ่ายนิติบัญญัติในอนาคต

 

อำนาจตุลาการกับอำนาจนิติบัญญัติ

 

ระบบการเมืองของอังกฤษนั้นมีเอกลักษณ์อยู่อย่างหนึ่ง กล่าวคือ เป็นระบบที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร มีแต่ประเพณีปฏิบัติ และมีหลักการที่สำคัญ ที่ยึดกันมาโดยตลอด คือหลัก parliamentary sovereignty4 กล่าวคือ รัฐสภามีอำนาจสูงสุดในเชิงกฎหมาย แม้ว่าในปัจจุบัน รัฐสภาจะทำหน้าที่เป็นแต่เพียง ช้างเท้าหลังให้แก่ฝ่ายบริหารเสียส่วนใหญ่ แต่สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของคนอังกฤษก็ยังมิได้ถูกคุกคามโดยอำนาจรัฐ เพราะเหตุว่าในการตีความกฎหมายนั้น ศาลอังกฤษจะใช้ระบบ common law ซึ่งเป็นระบบกฎหมายจากคำพิพากษาเดิมๆ และในอดีต ศาลอังกฤษได้ร่วมกับรัฐสภา ต่อสู้กับอำนาจของพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด ระบบ common law จึงมีบทบาทพิทักษ์สิทธิของปัจเจกจากอำนาจรัฐค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยความของศาลอังกฤษนั้น จะขัดกับกฎหมายที่ผ่านโดย รัฐสภาไม่ได้ กระนั้นก็ตาม หากรัฐสภาเห็นว่าคำพิพากษานั้นฝืนเจตนารมณ์ของตน รัฐสภาก็อาจจะยืนยันตามเจตนารมณ์ของตน ด้วยการแก้กฎหมายให้ชัดเจนขึ้น

 

สหรัฐฯ มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร และยังอาศัย common law ที่ได้มาจากอังกฤษอีกด้วย ที่สำคัญที่สุด ศาลสูงสุด (U.S. Supreme Court) สามารถยับยั้งการบังคับใช้กฎหมายที่รัฐสภาบัญญัติขึ้นมาได้ หากเห็นว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ ในกรณีเช่นนี้ ถ้ารัฐสภายังประสงค์ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์เดิม ก็จะต้องเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและยาวนาน อีกทั้งจะต้องได้รับการยินยอมจากรัฐต่างๆ อีกด้วย เพราะฉะนั้น ในสหรัฐฯ จึงถือกันว่า อำนาจตุลาการนั้น มีฐานะเคียงบ่าเคียงไหล่กับอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร

 

ไทยมีประวัติทางกฎหมายแตกต่างจากอังกฤษ เพราะรัฐเป็นผู้ยกเอาประเพณีกฎหมายแบบตะวันตกมาใช้ และได้กำหนดภาระหน้าที่และขอบเขตของฝ่ายตุลาการ โดยไม่ให้มีบทบาทมากนักในการพิทักษ์สิทธิของปัจเจกจากอำนาจรัฐ เหมือนเช่นในอังกฤษ หรือในสหรัฐฯ5 นอกจากนี้ ไทยยังมีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร (ถึงแม้ว่าจะถูกฉีกทิ้งบ่อยครั้งก็ตาม) ซึ่งมีบทบัญญัติในด้านสิทธิของปัจเจกที่ศาลสามารถนำไปประยุกต์ได้ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถ้าหากศาลพิจารณาเห็นว่า ประเด็นกฎหมายบางประเด็นอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ ศาลก็จะต้องส่งประเด็นนั้นมายังตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย การตัดสินใจว่า ประเด็นนั้นมีโอกาสหรือไม่ ที่จะขัดกับรัฐธรรมนูญ ศาลเท่านั้นที่จะวินิจฉัยชี้ขาดได้ คู่ความไม่สามารถที่จะอุทธรณ์การวินิจฉัยดังกล่าว โดยตรงต่อตุลาการรัฐธรรมนูญได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่มีร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านรัฐสภาแล้วแต่ยังไม่ลงพระปรมาภิไธย และหากนายกรัฐมนตรีมีข้อสงสัยว่าร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายกรัฐมนตรีอาจส่งร่าง พ.ร.บ.นั้นไปให้ตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาได้

 

มีข้อน่าสังเกตอยู่อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับตุลาการรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ทั้งในด้านบุคลากรและในสำนวนวินิจฉัย ตุลาการรัฐธรรมนูญของเราจะมีบทบาททางการเมือง มากกว่าในทางกฎหมาย

 

จะเห็นได้ว่าในทุกกรณี อำนาจตุลาการนั้นมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่รูปแบบและบทบาทนั้นแตกต่างไปแล้วแต่กรณี ถ้าหากจะแบ่งแยกอำนาจบริหารและอำนาจปกครองออกจากกันแล้ว บทบาทของอำนาจตุลาการก็คงต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย ในขณะนี้ ยังไม่ประจักษ์ชัดจากข้อเสนอของ ศ. ชัยอนันต์ว่า ที่มาและบทบาทของตุลาการรัฐธรรมนูญควรจะยังเป็นอยู่อย่างเดิมหรือไม่

 

จากโครงสร้างสู่พฤติกรรม

 

โครงสร้างการปกครองในตัวของมันเองคงไม่ได้ให้คุณให้โทษกับประชาชนโดยตรงเท่าใดนัก มีนัยสำคัญก็ในฐานะที่เป็นกรอบกำหนดพฤติกรรมของผู้ที่จะมีบทบาท ในองค์กรต่างๆ ของรัฐ พฤติกรรมเหล่านี้ต่างหากที่จะส่งผลต่อสวัสดิภาพของประชาชน ข้อนี้คงจะไม่เป็นที่ถกเถียงกันมาก ศ. ชัยอนันต์เอง ก็ให้เหตุผลที่ท่านอยากเห็น การเปลี่ยนแปลงว่า โครงสร้างที่เป็นอยู่นำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาหลายประการ ข้อดีที่ท่านเห็นในระบบแยกอำนาจ (ที่ผู้เขียนเห็นด้วย) มีดังต่อไปนี้

 

  • ผู้บริหารประเทศมีโอกาสบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่องจนครบวาระสี่ปี
  • คณะที่จะสมัครมาเป็นคณะผู้บริหารจะต้องมาจากทุกภาคของประเทศ มิฉะนั้นจะไม่มีโอกาสได้รับเลือก เนื่องจากมิได้รับเสียงนิยมอย่างทั่วถึ
  • ประชาชนจะทราบอย่างแน่นอนตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่าผู้ใดจะมาเป็นแกนนำในคณะผู้บริหาร ไม่ปล่อยให้การเลือกสรรรัฐมนตรี เกิดขึ้นจากการเจรจาต่อรองหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจได้บุคคลที่ไม่เป็นที่พอใจสำหรับประชาชนมาเป็นรัฐมนตรี

 

แต่ ศ. ชัยอนันต์ได้อ้างผลดีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ประจักษ์ อาทิเช่น

 

  • เป็นการยากที่จะมีการซื้อเสียงทั่วประเทศ อย่างน้อยในการเลือกตั้งคณะผู้บริหาร
  • ระบบใหม่มีการแบ่งงาน โดยแยกคุณภาพและประสบการณ์ของคนสองกลุ่ม คือฝ่ายบริหารและฝ่ายผู้แทนของประชาชน

 

จะเห็นได้ว่า ทั้งหมดนี้เป็นการอนุมานผลทางพฤติกรรมจากโครงสร้างหรือแบบแผนหลัก ที่ว่า “อนุมาน” นั้น ก็เพราะเหตุว่าประเทศไทยไม่เคยมีระบบ การปกครองแบบใหม่นี้ที่จะชี้ให้เห็นเป็นหลักฐานประจักษ์ชัดได้ว่า การปกครองแบบนี้จะส่งผลอย่างไรต่อพฤติกรรมของประชาชนผู้เลือกตั้ง ของนักการเมือง และของข้าราชการประจำ ที่ดีที่สุดที่จะทำได้ก็คือ ต้องศึกษาผลของการออกแบบระบบการปกครองในประเทศอื่นๆ ที่มีรูปแบบการปกครองคล้ายกับที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอ ว่ามีผลอย่างไร และจากนั้นก็ต้องอนุมานต่อไปว่าผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยหรือไม่ ภายใต้สภาพสังคมของประเทศไทย ทั้งในปัจจุบันและที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

 

โครงสร้างหรือรูปแบบการปกครองมิได้เป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดพฤติกรรมทางการเมือง ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองที่คล้ายคลึงกับในประเทศอังกฤษมาก ดังที่เห็นได้จากตารางที่ 1 แต่พฤติกรรมทางการเมืองนั้นผิดแผกแตกต่างไปจากของอังกฤษมาก การทำนายพฤติกรรมจากโครงสร้าง จึงเป็นเรื่องที่จะต้องทำด้วย ความระมัดระวังอย่างยิ่ง จะต้องคำนึงถึงปัจจัยรอบด้านอื่นๆ อีกมาก เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าในส่วนต่อไปนี้ ผู้เขียนจะยกตัวอย่างพฤติกรรมจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศ ที่ใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่ชัดเจนที่สุด แต่ผู้เขียนก็มิได้ตั้งใจที่จะให้ผู้อ่านเห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้น ในประเทศไทยหากเรานำเอาระบบแบ่งแยกอำนาจมาใช้ ตรงกันข้าม จุดประสงค์ของบทความนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมเหล่านี้มีที่มานอกเหนือไปจากรูปแบบ การปกครองแต่ถ่ายเดียว และถ้าจะแยกอำนาจการปกครองตามแนวของ ศ. ชัยอนันต์ ก็จะต้องศึกษาที่มาอื่นๆ เหล่านี้อีกด้วย

 

ปัจจัยอื่นๆ ที่กำหนดพฤติกรรมนอกเหนือจากโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญนั้นกำหนดโดยวัฒนธรรมทางการเมืองในประเทศไทย (นิธิ 2534) วัฒนธรรมทางการเมือง ในไทยนั้นได้สร้างสมกันมานับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา วัฒนธรรมทางการเมืองนั้น แท้จริงก็คือความเข้าใจและความคาดหวัง ที่ตัวละครทางการเมืองมีต่อพฤติกรรมของตัวละครอื่นๆ ในเวทีเดียวกัน คือที่ประชาชน ผู้ลงคะแนนเสียงมีต่อ ส.ส. และที่ผู้สมัครมีต่อผู้ลงคะแนน ที่ ส.ส. มีต่อรัฐบาล ที่นักเลือกตั้งมีต่อทหาร ที่ทหารมีต่อนักเลือกตั้ง ความคาดหวังทั้งหลายนี้ได้รับการทดสอบและตอกย้ำมาหลายครั้งหลายคราวแล้วใน 60 ปีที่ผ่านมา

 

นอกจากวัฒนธรรมทางการเมืองที่ได้สร้างสมกันมา ยังมีผลงานที่เป็นรูปธรรมของเหล่า ส.ส. ที่ได้รับเลือกมา อาทิเช่น บรรดากฎหมายบ้านเมืองที่ ส.ส.เหล่านี้ ได้ตราขึ้นมาแล้วหลายฉบับ (โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎหมายที่ตราโดยรัฐบาลเผด็จการอีกมากฉบับกว่านั้น) รัฐบาลที่ ส.ส. เหล่านี้มีส่วนในการแต่งตั้งและถอดถอน ก็มีมาแล้วหลายคณะ และได้สร้างความคาดหวังให้แก่ประชาชนว่า บทบาทของรัฐควรจะเป็นอย่างไร เราจะชื่นชมหรือสะอิดสะเอียนกับวัฒนธรรมและผลงาน เหล่านี้มากน้อยอย่างไรก็ตาม แต่มันก็เป็นมรดกตกทอดมา ที่อยู่กับเราโดยที่จะโยนทิ้งออกไปไม่ได้ แม้ว่าเราจะปรับระบบการปกครองกันอย่างถอนรากถอนโคนกันในวันพรุ่งนี้

 

ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องวิเคราะห์ผลกระทบจากโครงสร้างต่อพฤติกรรมของตัวละครทางการเมืองในระดับต่างๆ นับตั้งแต่ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง ไปจนถึงรัฐมนตรีหรือคณะผู้บริหาร

 

พฤติกรรม

 

ลักษณะของกฎหมายในสองระบบ

 

ไม่ว่าในสหรัฐฯ ที่มีการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ หรือในอังกฤษและไทยที่ให้ฝ่ายบริหารมาจากสภานิติบัญญัติ อำนาจในการออกกฎหมาย จะอยู่กับรัฐสภาเหมือนกันทั้งนั้น แต่ลักษณะของกฎหมายที่ออกมานั้นจะแตกต่างกันมาก สาเหตุที่แตกต่างกันนั้นเกิดจากการที่ฝ่ายนิติบัญญัติมี หรือไม่มีอำนาจที่จะเสนอ กฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหาร

 

ถ้ารัฐสภาสามารถออกกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน กฎหมายนั้นก็จะมีรายละเอียดและความซับซ้อนสูงมาก ตัวอย่างเช่น กฎหมายที่ให้การอุดหนุนภาคเกษตรของสหรัฐฯ นั้นจะมีความยาวเป็นร้อยๆ หน้า จะระบุสาระของนโยบายอย่างละเอียด ว่ารัฐจะให้การอุดหนุนสินค้าใดบ้าง จะอุดหนุนได้เท่าไร อีกทั้งกำหนดขอบเขตของการควบคุม การผลิตของฝ่ายบริหารอย่างเคร่งครัด กฎหมายเหล่านี้มักมีอายุที่จำกัด ซึ่งบังคับให้มีการทบทวนกฎหมายแต่ละฉบับเป็นระยะๆ และเปิดโอกาสให้รัฐสภา ควบคุมฝ่ายบริหารได้อีกทางหนึ่ง

 

จะเห็นได้ว่ากฎหมายอย่างที่รัฐสภาอเมริกันออก จะแตกต่างจากกฎหมายส่วนใหญ่ของไทยที่มักมีความยาวไม่เกินยี่สิบหน้า กฎหมายของไทยจะเน้นการให้อำนาจ แก่องค์กรของรัฐในการจัดการและดำเนินนโยบายอย่างกว้างๆ แต่จะไม่กำหนดสาระของนโยบาย ปล่อยให้ส่วนนั้นเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้กำหนด เพราะในทางทฤษฎี ฝ่ายบริหารจะต้องนำนโยบายของตน มาแถลงเพื่อได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาอยู่แล้ว และหากรัฐบาลนำเอากฎหมายไปใช้ในทิศทางที่ไม่ชอบ ก็จะมีโอกาสที่จะได้รับ การคัดค้านท้วงติง จนถึงขั้นได้รับมติไม่ไว้วางใจจากรัฐสภา (อย่างเช่นในกรณีการออกเอกสาร สปก. 4-01 เป็นต้น)

 

ถ้าไทยหันไปยึดแนวทางการแบ่งอำนาจก็จะต้องตั้งคำถามก่อนว่า จะให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจ ในการเสนอกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงินได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่ ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจเช่นนั้น ก็พอจะอนุมานได้ว่า ในระยะยาว รัฐสภาไทยก็จะเริ่มบัญญัติกฎหมายในลักษณะคล้ายกับของสหรัฐฯ มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน หลังจากระยะหนี่ง รูปโฉมของกฎหมายไทยก็จะเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงนี้ก็มีข้อดีข้อเสีย ข้อดีก็คือ สาระของนโยบายจะมีความโปร่งใส และมีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าเดิม ไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามกระแสการเมือง กระแสอารมณ์ หรือกระแสการเงินของรัฐมนตรีผู้ดำเนินนโยบายได้ แต่ขณะเดียวกัน (และนี่คือข้อเสีย) นโยบายที่ระบุไว้ ในกฎหมาย จะรัดตัวฝ่ายบริหารและประเทศชาติมากเกินไป ไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้ทันท่วงที

 

อย่างไรก็ตาม ในระบบใหม่นั้น กฎหมายจะมีสาระทางนโยบายมากขึ้นได้ก็ในระยะยาวเท่านั้น หลังจากระบบใหม่นี้ ได้ถูกนำมาใช้เป็นระยะนานพอที่จะเกิด พฤติกรรมใหม่ในรัฐสภาไทย และนานพอที่รัฐสภาจะออกกฎหมายทดแทนกฎหมายเดิมๆ ที่มีอยู่ แต่กว่าจะถึงวันนั้น การบริหารประเทศก็จะต้องอาศัยกฎหมายเดิม ที่ได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารไว้สูงมาก กฎหมายเหล่านี้บัญญัติโดยรัฐสภาภายใต้ทฤษฎีที่ว่า ในที่สุดแล้ว รัฐสภาสามารถคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารได้ เนื่องจากมีอำนาจที่จะถอดถอนรัฐบาลได้ ดังนั้นหากเราหันไปใช้ระบบแยกอำนาจ โดยไม่ยกเครื่องระบบกฎหมายที่เป็นอยู่ รัฐสภาก็จะมีข้อจำกัดมากในการคุ้มครอง ประชาชนจากการใช้อำนาจค้ำฟ้าที่ฝ่ายบริหารได้รับ จากกฎหมายเก่าที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันในทางไม่ถูกไม่ควรได้

 

ถ้าในระบบใหม่นั้น ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีอำนาจเสนอและออกกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงินโดยไม่ต้องขออนุญาตจากฝ่ายบริหาร กฎหมายไทยก็คงสภาพเหมือนเดิม ปัญหาในการคุ้มครองประชาชนจากการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมของฝ่ายบริหารก็จะมีอยู่อย่างถาวร

 

ผลกระทบต่อนโยบายการคลัง

 

นโยบายการคลังในประเทศไทยในปัจจุบัน นโยบายการคลังในประเทศไทยเป็นนโยบายที่ค่อนข้างรอบคอบระมัดระวังตลอดมา ไม่ว่าในระบบสมบูรณาญาสิทธิราช หรือในช่วงที่ทหารครองประเทศ หรือแม้กระทั่งในระยะประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือเสี้ยวใบมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น เศรษฐกิจไทยในระดับมหภาค จึงมีเสถียรภาพสูงมาโดยตลอด ซึ่งก็ได้นำประโยชน์มาให้แก่ชาติบ้านเมืองมาก

 

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะนโยบายทั้งทางด้านการคลังและการเงินถูกครอบงำโดยข้าราชการประจำมาโดยตลอด ข้าราชการเหล่านี้ก็คือกลุ่มที่เรียกกันว่า เทคโนแครตในกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย ในอดีต นักการเมือง ทั้งที่เป็นทหาร และที่เป็นนักเลือกตั้ง ยินยอมที่จะให้เทคโนแครตเหล่านี้เป็นผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค เทคโนแครตส่วนใหญ่ ก็มีไหวพริบทางการเมือง ดีพอที่จะไม่ไปก้าวก่ายในขบวนการแสวงหาผลประโยชน์ของเหล่าทหารและนักเลือกตั้งทั้งหลาย ยกเว้นถ้าการแสวงหาผลประโยชน์อยู่ในระดับสูง จนไปกระทบกระเทือนกรอบนโยบายในระดับมหภาค ดังเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงต้นๆ สมัยรัฐบาลเปรม เป็นต้น แต่เทคโนแครตก็ต้องอิงอำนาจทหารเพื่อการนี้

 

นอกจากการจัดการนโยบายเศรษฐกิจมหภาคโดยฝ่ายบริหารแล้ว เมื่อสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถริเริ่มกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ก็ไม่เปิดโอกาสที่จะให้ ส.ส. ผลักดันให้รัฐใช้จ่ายเงินจนเกินตัว การจัดการด้านการเงินของประเทศจึงเป็นไปอย่างมีเอกภาพ โดยฝ่ายบริหารและฝ่ายเทคโนแครตเป็นผู้ดำเนินการ

 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองก็ตาม ก็ไม่ควรจะคาดหวังต่อไปว่า เทคโนแครต จะสามารถครอบงำนโยบายการเงินและนโยบาย การคลังได้ต่อไปอีกนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่มี ส.ส.จำนวนไม่น้อยที่หวังจะเลียนแบบนายบรรหาร ศิลปอาชา ในเรื่องการผันเงินงบประมาณเข้าสู่จังหวัดของตน

 

นโยบายการเงินการคลังในระบบการเมืองต่างๆ ในสหรัฐฯ ฝ่ายประธานาธิบดีกับฝ่ายรัฐสภาได้ขับเคี่ยวกัน ที่จะลดการขาดดุลงบประมาณมากว่าสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ จึงน่าจะสรุปในขั้นต้นได้ว่า รูปแบบการเมืองแบบแยกอำนาจบริหารออกจากฝ่ายนิติบัญญัตินั้นจะทำให้วินัยทางการคลังลดลงได้ งานวิจัยในเรื่องนี้อาจให้ข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้น ถึงแม้ว่าจำนวนงานวิจัยยังมีอยู่จำกัด และคลุมแต่เฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น (Roubini and Sachs 1989, Schick 1993) ผลจากงานวิจัยเหล่านี้ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นระบบประธานาธิบดีหรือระบบรัฐสภา แนวทางที่จะมีวินัยทางการคลังได้ ก็จากการมีรัฐบาลที่มีเอกภาพ อย่างเช่นในสหรัฐฯ ผู้วิจัยได้สรุปว่า สาเหตุที่ปัญหาการขาดดุลงบประมาณไม่ได้รับการเยียวยา ก็เพราะประธานาธิบดีและเสียงข้างมากในรัฐสภามาจากต่างพรรคกัน และประเทศในยุโรป ที่ใช้ระบบรัฐสภา และที่มีปัญหาการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง (เช่นเนเธอร์แลนด์ หรืออิตาลี) มักจะเป็นประเทศที่มีรัฐบาลผสมหลายพรรค อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวอยู่นั้น มีโอกาสมากกว่าที่รัฐบาล (รวมทั้งรัฐบาลที่ขาดเอกภาพ) จะรักษาวินัยทางการคลังไว้ได้ เพราะเงินที่หลั่งไหลเข้ามาสู่คลังนั้น ทำให้รัฐบาลสามารถเพิ่มค่าใช้จ่ายได้ระดับหนึ่งโดยไม่ต้องสร้างความเดือดร้อนแก่ใคร ปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจหยุดขยายตัว หรือขยายต่ำกว่าที่คาดไว้ และเกิดความจำเป็นที่รัฐบาลต้องรัดเข็มขัด โดยการที่จะต้องทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสังคมต้องเดือดร้อน รัฐบาลที่ขาดเอกภาพในความหมายที่ให้ไว้นี้ ก็จะไม่สามารถดำเนินมาตรการที่จะให้บางส่วนของสังคมต้องเดือดร้อนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่พัฒนาแล้ว มีภาระทางด้านการประกันสังคมสูง และภาระเหล่านี้มีลักษณะคล้ายสัญญา ที่รัฐในฐานะเป็นตัวแทนสังคมได้ให้ไว้แก่กลุ่มต่างๆ จะเพิกถอนเฉยๆ ไม่ได้ การบริหารงบประมาณจึงไม่สู้จะมีความคล่องตัวเท่าที่ควร

 

ประเทศไทยปัจจุบันนี้เป็นระบบรัฐสภาที่มีรัฐบาลผสม แต่อาศัยที่เศรษฐกิจของประเทศได้ขยายตัวมาอย่างดีโดยตลอด (ยกเว้นในทศวรรษ 2520) ปัญหาเรื่องการขาดดุล งบประมาณจึงยังไม่รุนแรง แต่ถ้าเศรษฐกิจหยุดขยายตัวหรือขยายตัวช้าลง อย่างเช่นที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้น

 

ในประเทศไทยก็มีปัญหาความคล่องตัวในการปรับงบประมาณลงเหมือนกัน เพราะสัดส่วนของงบประมาณที่ต้องใช้เป็นเงินเดือนข้าราชการ (ที่ลดไม่ได้) ก็สูงเกินกว่าครึ่ง ถ้ายิ่งจะมีการประกันสังคมในอัตราที่สูงกว่าปัจจุบัน ปัญหาความคล่องตัวในด้านงบประมาณก็จะหนักขึ้นไปอีก ถ้าไทยยังใช้ระบบรัฐสภาและมีรัฐบาลผสมอยู่ ก็คงจะมีปัญหาการคลังที่เรื้อรังได้เหมือนกัน ถ้าในตอนนั้นเรามีระบบแยกอำนาจ ระหว่างรัฐสภากับคณะผู้บริหาร ปัญหาดังกล่าวจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า ฝ่ายนิติบัญญัติจะใช้อำนาจของตนอย่างเต็มที่หรือไม่ และขึ้นอยู่กับฝีมือในการประนีประนอมระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ

 

ในขณะนี้หลายคนคาดหวังว่า ถ้าหากให้ฝ่ายบริหารได้รับเลือกตั้งโดยตรง และให้มีอายุได้ถึง 4 ปี จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพตลอดวาระ และเมื่อมีเสถียรภาพแล้ว ก็จะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากฝ่ายบริหารไม่ต้องพึ่งการประนีประนอมกัน ระหว่างพรรคหลายๆ พรรคที่มาร่วมรัฐบาลอย่างในปัจจุบัน แต่ถ้ารัฐสภาใช้อำนาจทางการเงินอย่างจริงจัง ข้อขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารก็จะต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งก็หมายความว่า ฝ่ายบริหารจะไม่มี เอกภาพอย่างที่คาด และจะต้องประนีประนอมกับฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ตลอดเวลา

 

วินัยจากพรรคการเมืองและความจงรักภักดีต่อพรรคการเมือง

 

ในการประนีประนอมร่วมมือกันกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ศ. ชัยอนันต์มีข้อเสนอที่จะให้การร่วมมือนั้นราบรื่นยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดให้สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติ เข้ามาร่วมอยู่ในคณะผู้บริหาร แต่ในตำแหน่งรองๆ ลงไป กติกาแบบนี้เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้คณะผู้บริหารสามารถ “ซื้อ” เสียงสนับสนุนในรัฐสภา ด้วยการเอาตำแหน่งมาล่อ แต่เนื่องจากคณะผู้บริหารสามารถดึงสมาชิกรัฐสภาได้ไม่เกิน 30 คน ซึ่ง 30 คนนี้จะมีพรรคพวกของตนอยู่ในสภานิติบัญญัติ ถ้าเลือกคน 30 คนนี้อย่างฉลาดแล้ว ฝ่ายบริหารก็จะมีฐานเสียงในสภานิติบัญญัติอีกด้วย แต่ฐานเสียงนี้จะมีความถาวรยั่งยืนแค่ไหน อยู่ที่วินัยที่พรรคการเมืองจะมีอยู่เหนือสมาชิก

 

ในปัจจุบันนี้ อำนาจที่พรรคการเมืองมีอยู่เหนือการลงคะแนนเสียงของสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรนั้น ไม่ได้เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เกิดจากข้อจำกัด ทางรัฐธรรมนูญที่ให้ผู้สมัครเป็น ส.ส. ต้องสังกัดพรรค และให้ ส.ส. ที่ออกจากพรรคเดิม ไม่ว่าเพราะลาออกหรือเพราะถูกพรรคไล่ออกต้องลงสมัครใหม่ โดยทั่วไป (ยกเว้นในกรุงเทพฯ และในหัวเมืองใหญ่ๆ) ผู้ที่ได้รับเลือกเป็น ส.ส. ไม่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคก็มีสิทธิ์เป็น ส.ส. ได้ ดังนั้น ส.ส. เหล่านี้จึงไม่มีความรู้สึกว่า ตนเป็น ส.ส. ได้ เพราะได้สังกัดพรรคการเมือง ต่างจากในอังกฤษ ที่ประชาชนจะเลือกลงคะแนนตามพรรคเท่านั้น และวินัยของพรรค ในการลงคะแนนเสียงของ ส.ส. ในสภานั้นมีสูงมาก ทั้งๆ ที่ไม่มีบทบัญญัติทางกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญที่บีบบังคับ ส.ส. อยู่

 

ส.ส. ที่ถูกบังคับให้อยู่ภายใต้วินัยของพรรคในประเทศไทยนั้นไม่สามารถขายเสียงของตนให้แก่ฝ่ายรัฐบาลได้ในการลงมติแต่ละครั้ง จริงอยู่ ส.ส. ยังถูกซื้อตัวอยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นการซื้อตัวไปเลยแบบเหมาจ่ายตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง และผู้ซื้อก็จะได้ความ จงรักภักดีไป ตลอดอายุของสภา จนกระทั่งการเลือกตั้งครั้งต่อไป จึงจะประมูลตัวกันใหม่

 

ในระบบที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอนั้น ผู้สมัคร ส.ส. ไม่ต้องสังกัดพรรค สิ่งที่พอจะพยากรณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นก็คือ เมื่อถึงระยะที่จะมีการอนุมัติงบประมาณประจำปี ฝ่ายคณะผู้บริหารก็ต้องซื้อเสียงจากเหล่า ส.ส. ถ้าไม่โดยการยื่นซองให้โดยตรง ก็โดยทางอ้อมโดย จัดสรรงบประมาณให้แก่ท้องที่ของ ส.ส. ให้มากขึ้น

 

เมื่อ ส.ส. สามารถใช้อำนาจของตนดึงดูดทรัพยากรจากฝ่ายบริหารได้เช่นนี้ ก็จะชักนำไปสู่การซื้อเสียงจากประชาชน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ในการดึงดูดทรัพยากรดังกล่าว แม้ว่าเงินที่ต้องใช้ซื้อเสียงนั้นอาจไม่มากเหมือนในกรณีที่ ส.ส. สามารถเป็นรัฐมนตรีได้เองอย่างเช่นในปัจจุบัน

 

ลักษณะท้องถิ่นนิยมและภูมิภาคนิยมของนักการเมือง

 

ผู้ที่จะสมัครอยู่ในคณะผู้บริหารคงจะไม่สามารถแสดงตนเป็นภูมิภาคนิยมได้ เพราะจะต้องได้รับเลือกจากทั้งประเทศ แต่ในระบบที่มีการแบ่งแยกอำนาจ ผู้ที่จะสมัคร มาอยู่เป็นฝ่ายนิติบัญญัตินั้นจะยิ่งมีลักษณะภูมิภาคนิยมหรือท้องถิ่นนิยมยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะเหตุว่าในระบบใหม่นี้ ส.ส. จะยิ่งมีบทบาทในระดับชาติน้อยลงกว่าเดิม การพยากรณ์พฤติกรรมของสมาชิกรัฐสภานี้ สอดคล้องกับพฤติกรรมของสมาชิกรัฐสภาของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

 

การซื้อขายเสียงและคอร์รัปชั่นในระบบต่างๆ

 

ทุกคนทราบดีว่า ปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่นและการซื้อขายคะแนนเสียงในการเลือกตั้งเป็นปัญหาหลักของระบบการเมืองไทยในปัจจุบัน และเป็นปัญหาที่วิเคราะห์และศึกษา หาสาเหตุได้ยากมาก ที่สุดปัญหาหนึ่ง8 ในตลาดวิชาการนั้นมีความเห็นกันอยู่สองฝ่ายด้วยกัน

 

ฝ่ายแรกยืนยันว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นนั้นเป็นปัญหาอันเกิดจากการ “ทุ่มทุนตั้งพรรค สนับสนุน ส.ส. ซื้อเสียง โดยหวังเข้ามาอาศัยตำแหน่งรัฐมนตรีกอบโกยผลประโยชน์” (ชัยอนันต์ 2538:10) เพราะฉะนั้น ถ้าจะขจัดปัญหาคอร์รัปชั่น จะต้องรื้อกลไกการเมืองทั้งระบบให้ “เกมการเมืองเปลี่ยนไปตรงที่ความเกี่ยวโยงระหว่าง อำนาจแฝงภายในพรรคกับการได้เป็นรัฐมนตรี…หมดไป”

 

ฝ่ายที่สองยืนยันว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นนั้นเป็นปัญหาที่มีต้นตอทางประวัติศาสตร์รัฐไทย ระบบการปกครองของเรานั้นผันแปรจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยรัฐประหารของข้าราชการ ไม่ใช่ด้วยวิวัฒนาการหรือโดยการปฏิวัติทางสังคม อำนาจของฝ่ายบริหารยังเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ ที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือตุลาการ ไม่สามารถหรือไม่ประสงค์จะคานไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ายบริหารจึงมีอำนาจและโอกาสที่จะดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อให้รัฐมนตรีหรือข้าราชการได้รายได้จากคอร์รัปชั่น ในความเห็นนี้ คอร์รัปชั่นนั้นเกิดจากโอกาสที่มีอยู่ ภายใต้กลไกของรัฐและระบบกฎหมายในปัจจุบัน หาได้เกิดขึ้นจากการลงทุนหาเสียงเลือกตั้งไม่ ตรงกันข้าม การลงทุนซื้อเสียงนั้นเกิดขึ้นเพราะโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์ในตำแหน่ง ตราบใดที่โอกาสนั้นยังมีอยู่ คอร์รัปชั่นและการซื้อขายเสียงก็จะเป็นปรากฏการณ์ คู่บ้านคู่เมืองอยู่ร่ำไป ในความเห็นของฝ่ายนี้ กระบวนการเลือกตั้งเป็นการเปิดสนามให้มีการแข่งขันให้นักเลือกตั้งทั้งหลาย ไปกอบโกยผลประโยชน์กับเขาบ้าง นักเลือกตั้งก็จะแห่กันมาลงทุนเพื่อจะแย่งสิทธิ์ในการที่เข้าไปเป็นรัฐมนตรี เพราะเมื่อชั่งระหว่างเงินที่ต้องลงไปและรายได้ที่จะได้ การลงทุนนั้นคุ้ม ยิ่งเศรษฐกิจขยายตัว ตำแหน่งรัฐมนตรีก็ยิ่งมีค่ามากขึ้น เงินที่จะต้องทุ่มในการเลือกตั้งก็จะมากขึ้น

 

ข้อแตกต่างระหว่างสองฝ่ายนี้ มิใช่เป็นข้อแตกต่างระหว่างผู้ที่บอกว่าไข่ออกก่อนไก่ กับผู้ที่บอกว่าไก่ออกก่อนไข่เท่านั้น แต่เป็นข้อแตกต่างที่มีผลต่อข้อเสนอแนวทางการแก้ไข ทางออกของฝ่ายที่สองก็คือ การแก้กฎหมายและระบบการตรวจสอบ ซึ่งฝ่ายแรกจะปฏิเสธว่าเป็นการ “หลงทาง”9 ทางที่ถูกก็จะต้องเป็นการแก้กลไกทางการเมือง ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงความเห็นของฝ่ายที่สอง แต่จะตั้งคำถามว่าทางออกของฝ่ายที่หนึ่งที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงเกมการเมืองนั้นจะนำไปสู่ผลที่อ้างว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ โดยจะยึดตาม ทฤษฎีของฝ่ายที่หนึ่งเองอย่างน้อยในขั้นต้นก่อน

 

ตามข้อเสนอที่จะให้คณะที่ประสงค์จะเป็นฝ่ายบริหาร 20 คนเสนอตัวเองเพื่อการเลือกตั้งทั่วประเทศ การที่จะแข่งขันกันทั่วประเทศนั้น แม้จะไม่มีการซื้อเสียงก็ตาม ย่อมต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะต้องทำตัวเองให้เป็นที่รู้จักกับคนทั้งประเทศ ซึ่งก็จะต้องอาศัยสื่อมวลชน และการออกตระเวนหาเสียงอย่างหนักหน่วง นอกจากนี้ถ้าอ่านจากที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เขียนไว้ จุดประสงค์อันหนึ่งที่จะให้มีการเลือกฝ่ายบริหารโดยตรง ก็เพื่อจะบั่นทอนอำนาจที่พรรคการเมืองในขณะนี้มีอยู่ แต่การที่กลุ่มจะจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศได้นั้น ก็ต้องอาศัย infrastructure ทางการเมืองในระดับท้องถิ่นทั่วทุกแห่ง ในขณะนี้มีแต่พรรคใหญ่ๆ และเครือข่ายของ นักเลือกตั้งเท่านั้นที่จะมี infrastructure เช่นว่านั้น เหล่านักเลือกตั้งที่นักวิชาการส่วนใหญ่มองว่าเป็นต้นตอของปัญหาจะสามารถรวมตัวกัน จัดตั้งเครื่องจักรกลในการเลือกตั้งทั่วประเทศได้ดีกว่าคนดีมีวิสัยทัศน์ทั้งหลาย และ infrastructure นั้นก็จะถูกนำมาใช้ในการซื้อเสียงเพื่อทีมฝ่ายบริหารของตนในท้องที่ต่างๆ ได้

 

ครั้นเมื่อได้รับเลือกมาแล้ว คณะผู้บริหารก็ไม่จำเป็นต้องเดือดเนื้อร้อนใจกับการถูกมติไม่ไว้วางใจ (เพราะจะไม่มี) หรือเสียงครหาจากสื่อมวลชนใดๆ ทั้งสิ้น สามารถ “หากิน” ไปได้สบายๆ เป็นเวลาสี่ปีเต็ม ทุกปีเมื่อถึงคราวลงมติ พ.ร.บ. งบประมาณก็ออกมาโปรยเงินบางส่วนให้แก่เหล่า ส.ส. เมื่อครบเทอมแล้ว ถ้าประชาชนเอือมระอาไม่เลือกอีกต่อไป ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะในสี่ปีนั้นจะกอบโกยได้พอที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบายๆ ไปหลายชั่วคน

 

จริงอยู่ ข้อเสนอของ ศ. ชัยอนันต์ได้เปิดให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถริเริ่มกระบวนการถอดถอนฝ่ายบริหารได้ ดังต่อไปนี้

 

“สภาผู้แทนราษฎร … ไม่มีอำนาจในการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่มีสิทธิในการตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะหรือเป็นรายบุคคล เพื่อเสนอรายงานต่อคณะกรรมาธิการพิจารณาความผิดของฝ่ายบริหาร เพื่อดำเนินคดีต่อฝ่ายบริหารหากมีความผิดจริง” (ชัยอนันต์ 2538:9)

 

ศ. ชัยอนันต์มิได้กล่าวต่อไปว่า ถ้ามีความผิดจริงแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับอำนาจของคณะผู้บริหาร

 

อีกประการหนึ่ง ข้อแตกต่างระหว่างมติไม่ไว้วางใจกับกระบวนการที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เสนอไว้ก็คือ การอภิปรายและมติไม่ไว้วางใจในระบบรัฐสภานั้นเป็นมาตรการ ทางการเมือง ส่วนกระบวนการพิจารณาความผิดในระบบแยกอำนาจนั้นเป็นมาตรการกึ่งตุลาการ มาตรฐานในการหาหลักฐานมาหนุนหลังการไม่ไว้วางใจนั้น จะอ่อนกว่าในกรณีหลังมาก จุดประสงค์ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นก็เพื่อลิดรอนความชอบธรรมทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล และมักจะมีจุดมุ่งหมายที่จะแสดงว่า การดำเนินงาน ของรัฐบาลขาดจริยธรรม แม้ว่าจะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม หลักฐานที่อ้างกันทุกครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาก็ล้วนเป็นหลักฐาน ที่ไม่เพียงพอต่อการนำไปสู่ การฟ้องร้องเอาผิดในศาลได้ แต่ถ้าจะให้ได้ผลทางการเมือง ก็จะต้องเป็นหลักฐานที่พอจะมีน้ำหนักอยู่บ้าง แต่วิธีการที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอนั้น ต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก

 

ถ้าเราหันมาดูความสำเร็จของกระบวนการยุติธรรมเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชั่นในเมืองไทย ก็จะเห็นได้ว่า ความสำเร็จนั้นมีน้อยมาก ในระยะ 50 ปีหลังสงครามโลก ครั้งที่สองเป็นต้นมา มีรัฐมนตรีที่ต้องโทษเข้าคุกเพราะคอร์รัปชั่นอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น คงไม่มีใครในเมืองไทยขณะนี้ที่เชื่อว่า นั่นคือจำนวนรัฐมนตรีทุจริต ที่เรามีมาในระยะ 50 ปีที่ผ่านมานี้ กระบวนการเอาผิดโดยการสอบสวนของรัฐสภาก็จะไร้ผลพอๆ กัน แต่บัดนี้ จะไม่มีโอกาสลิดรอนความชอบธรรมทางการเมือง และอำนาจของฝ่ายบริหาร ด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจอีกด้วย

 

สรุป

 

ปัญหาในการพยากรณ์พฤติกรรมของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงของนักการเมือง ที่จะลงสมัครเลือกตั้ง และพฤติกรรมของนักการเมืองเหล่านี้เมื่อเข้ามามีอำนาจ หลังจากโครงสร้างได้เปลี่ยนแปลงไปนั้น เป็นเรื่องยากมาก และมีโอกาสที่จะผิดพลาดได้เสมอ (รวมทั้งความพยายามที่จะพยากรณ์ข้างบนนี้) แต่ทั้งผู้เสนอและผู้ค้าน ก็จำต้องพยากรณ์ให้ได้ มิฉะนั้นจะไม่สามารถโน้มน้าวให้ผู้อื่นเห็นชอบด้วยกับแนวทางที่ตนต้องการ

 

แนวทางวิเคราะห์ที่น่าสนใจอันหนึ่งคือแนวทางการวิเคราะห์วัฒนธรรมการเมืองไทยที่ ศ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้บุกเบิกไว้ (นิธิ 2534) โดยเริ่มจากการแยกพิจารณา “อำนาจ” (คือ ส่วนที่ “ถูกต้องตามกฎหมายและประเพณี”) และ “อิทธิพล” (คือ “อำนาจที่ไม่มีกฎหมายหรือประเพณีรับรอง แต่ก็มีพลังเหมือนกับอำนาจอย่างแรก”) จากจุดเริ่มต้นนี้ ศ. นิธิ สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้หลายอย่าง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ ก็คือส่วนที่ท่านกล่าวถึงบทบาทของ ส.ส. จากสายตาของประชาชน

 

“… ส.ส. ไม่ใช่ผู้ปกครอง แม้แต่หน้าที่ทางนิติบัญญัติก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่าไรนัก ในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม ส.ส. แทบไม่มี ‘อำนาจ’ อะไรเลย จะแต่งตั้งใครเป็นกำนันยังไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ ส.ส. มี ‘อิทธิพล’ ที่แม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดยังเกรงใจ ส.ส. จึงเป็น ‘อิทธิพล’ ให้ราษฎรได้พึ่งพิงช่วยวิ่งเต้นต่อรองกับผู้ปกครองได้อย่างดี

 

คนไทยไม่คิดจะให้ ส.ส. มี ‘อำนาจ’ อะไรมากขึ้น อยากเห็น ส.ส. กระจอกอย่างนั้น แต่ขอให้มี ‘อิทธิพล’ มากๆ เป็นดี ฉะนั้น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลย่อมดีกว่า ส.ส. ฝ่ายค้าน เนื่องจากคาดหวังกันว่า เมื่อเป็นฝ่ายรัฐบาลแล้ว ก็คงมี ‘อิทธิพล’ มากขึ้น เช่น วิ่งเต้นบีบให้ย้ายผู้ว่ายังได้

 

หน้าที่ของ ส.ส. ในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมจึงเป็นผู้วิ่งเต้นต่อรองกับราชการแทนประชาชน และเป็นผู้ใช้ ‘อิทธิพล’ ปกป้องคุ้มครองราษฎร ให้รอดพ้นจากพวกผู้ปกครองคนที่ราษฎรไม่ชอบ ส่วนจะไปยกไม้ยกมือออกกฎบัตรกฎหมายอะไรนั้น ก็ทำไปเถิดเพราะดูจะทำให้มี ‘อิทธิพล’ มากขึ้นดี แต่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่โดยตรงของ ส.ส. ทำก็ได้ หลับไปเสียบ้างก็ได้ หายหน้าไปจากสภาเลยก็ได้ ไม่เป็นไร”

 

การอ้างถ้อยคำเหล่านี้ มิได้มีจุดประสงค์ที่จะให้เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทที่แท้จริงดังกล่าวของ ส.ส. แต่เพื่อให้เห็นอีกมิติหนึ่งในการพิจารณารัฐธรรมนูญ ซึ่งมักจะถูกมองข้ามกันไป ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่เรามี ส.ส. มาอย่างเกือบจะต่อเนื่อง ประชาชนได้เรียนรู้ที่จะใช้ ส.ส. ให้เป็นประโยชน์ และนักเลือกตั้งทั้งหลาย ก็ได้เรียนรู้ที่จะใช้กลไกทางการเมือง ที่จะบริการให้ประชาชนพอใจกับตน (และเพิ่มพูนทรัพย์สินของตนเองไปด้วย)

 

ผู้เขียนเชื่อว่า หากมีการเปลี่ยนแบบแผนการปกครองให้มีการแยกอำนาจฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกันมากกว่านี้ ประชาชนก็จะได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีใช้ ส.ส. และคณะผู้บริหาร (ที่ในตอนนั้นจะอยู่ห่างไกล และสูงส่งกว่ารัฐมนตรีในปัจจุบันมาก) ให้เป็นประโยชน์ได้เหมือนกัน ขณะเดียวกัน นักเลือกตั้งทั้งหลายก็จะปรับเปลี่ยน เรียนรู้จากระบบใหม่เช่นเดียวกัน และจะใช้ระบบนั้นเพื่อให้บริการตามการคาดหวังของประชาชน และเพื่อเพิ่มพูนทรัพย์สินของตนเองไปด้วยเหมือนกับในปัจจุบัน

 

แต่ผู้เขียนเชื่อต่อไปด้วยว่า อัตราการเรียนรู้ของนักเลือกตั้งมืออาชีพนั้นจะสูงกว่าของประชาชนโดยทั่วไป (และจะสูงกว่านักวิชาการ “ที่มีวิสัยทัศน์” แน่ๆ) เพราะฉะนั้น มีโอกาสสูงที่เราจะมีผู้ปกครองประเทศที่ใช้ระบบใหม่ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง โดยที่ประชาชนไม่มีโอกาสใช้ “อิทธิพล” ของ ส.ส. เพื่อปกป้องคุ้มครองตนเองได้ เพราะจุดประสงค์หลักของระบบใหม่ก็เพื่อจะลด “อิทธิพล” ของ ส.ส. นั่นเอง

 

ระบบการเมืองที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นระบบที่ไม่น่าชื่นชมเท่าไรนัก แต่เป็นระบบที่ทุกคนทราบดีว่า โครงสร้างเป็นอย่างไร และพฤติกรรมเป็นอย่างไร ถ้าจะอุปมาอุปไมยก็เปรียบเสมือนวงดนตรีที่เล่นมาหลายสิบปีแล้ว อาจจะมีการเปลี่ยนเครื่องดนตรีบ้างเล็กๆ น้อย ๆ แต่ก็เป็นวงคลาสสิคของอังกฤษที่คนไทยเล่น ผู้ฟังฟังแล้วก็รำคาญ แต่เข้าใจปรับหูของตนเองไม่ให้ต้องรับฟังดนตรีนี้มากจนทนไม่ได้ แต่ ศ. ชัยอนันต์กำลังเสนอให้ไล่วงดนตรีนี้ออกจากเวที ให้เปลี่ยนเครื่องดนตรีใหม่ ให้เป็นวงแจ๊ซอเมริกันผสมไทยสากล และยืนยันว่าวงนี้จะต้องเล่นได้ดีกว่า โดยที่ยังไม่มีใครเคยได้ยินวงดนตรีนี้เล่น และไม่ทราบแม้กระทั่งว่านักดนตรีที่จะมาเล่นนั้น จะเป็นนักดนตรีชุดเดิมแต่หันมาเล่นวงใหม่ ทราบแต่เพียงว่าคนเล่นจะเป็นคนไทย

 

การอุปมาอุปไมยนี้ก็มีข้อจำกัดของมัน ถ้าเป็นการประกวดดนตรี ผู้เขียนก็พร้อมที่จะให้วงใหม่มาเล่นให้ฟังเปรียบเทียบกับวงเก่า และเลือกว่าวงไหนเล่นเก่งกว่า แต่คงจะไม่มีใครเสนอให้ประกวดรัฐธรรมนูญโดยการทดลองใช้รูปแบบใหม่เป็นการชั่วคราว แล้วเลือกเอาฉบับนี้ฉบับนั้น เหตุผลที่ใช้ในการเลือกนั้นจะต้องได้จากข้อคิด และการประเมินสถานการณ์จากประเทศอื่นๆ ที่เคยมีประสบการณ์อย่างนั้น บทความนี้ได้พยายามให้ข้อคิดเหล่านี้และผลการประเมินสถานการณ์จากประเทศอื่นๆ ผสมกับข้อคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมการเมืองของไทย เพื่อชี้ให้เห็นว่า ระบบการแยกอำนาจนั้นก็มีจุดอันตรายอย่างน้อยเท่าๆ กับระบบในปัจจุบัน

 

เอกสารอ้างอิง

ชัยอนันต์ สมุทวณิช. 2538. “ผ่าทางตันการเมืองไทย.” เอกสารสัมมนา สถาบันนโยบายศึกษา 13 ธันวาคม.
นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2534. “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย” ศิลปและวัฒนธรรม 13(1) พฤศจิกายน รวบรวมไว้ใน นิธิ เอียวศรีวงศ์. ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน 2538.
อรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป. 2538. ระบบการเสนอและพิจารณากฎหมายการเงิน. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
Roubini, Nouriel, and Jeffrey D. Sachs. 1989. “Political and Economic Determinants of Budget Deficits in the Industrial Democracies.” European Economic Review 33 (May): 903-938.
Schick, Allen. 1993. “Government versus Budget Deficits.” Pp. 187-236 in R. Kent Weaver and Bert A. Rockman (eds.) Do Institutions Matter: Government Capabilities in the United States and Abroad. Washington DC: The Brookings Institution.

Read Full Post »

ทุนสังคม กับ การพัฒนาทุนมนุษย์

recommendare

 

บันทึก

จากการสัมมนาหัวข้อ  “ทุนสังคม กับ การพัฒนาทุนมนุษย์”

 

การสัมมนาวิชาการประจำปี 2551

วันที่  29  –  30  พฤศจิกายน 2551

โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี

 

บรรยาย  โดย

คุณสุวรรณี คำมั่น และคณะ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

จัดโดย

มูลนิธิชัยพัฒนา 

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

บทสรุปมีดังนี้

 

แนวคิด และความสําคัญของทุนทางสังคมเป็นที่ยอมรับขององค์กรพัฒนาระหว่างประเทศต่างๆ ว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนอันนําไปสู่ความผาสุกของคนในชาติ  โดยเฉพาะ OECD นั้นพิจารณาว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจะเกิดจากทุนมนุษย์และทุนทางสังคมถึง 4  ในสิบส่วน ขณะที่ 2 ส่วนเกิดจากทุนกายภาพและทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ และในบริบทไทย ทุนทางสังคมถือเป็นทุนสําคัญที่เสริมสร้างวิถีชีวิตที่ดีงามของคนในสังคมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการปกครองของประเทศมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริการและกระบวนการผลิตในภาคเศรษฐกิจ การช่วยบรรเทาความรุนแรงและแก้ปัญหาในยามที่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม   

 

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ศึกษาแนวความคิดและองค์ประกอบของทุนทางสังคม ตลอดจนกําหนดกรอบตัวชี้วัดเพื่อแสดงให้เห็นความมีอยู่ของทุนทางสังคมของไทย โดยกําหนดว่า “ทุนทางสังคม เกิดจากการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทํา บนฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ  สายใยผูกพัน และวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทยผ่านระบบความสัมพันธ์ที่มีการสะสมในลักษณะเครือข่ายขององค์ประกอบหลัก ได้แก่ คน สถาบัน วัฒนธรรม และองค์ความรู้ ซึ่งจะเกิดเป็นพลังในชุมชนและสังคม”

 

สําหรับการประเมินสถานภาพทุนทางสังคมนั้น จะพิจารณาทั้งระดับ Micro และ Macro โดยระดับ Micro เป็นการประเมินผลทุนทางสังคมที่เป็นทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทหลักในการพัฒนาองค์กร/ประเทศให้เจริญก้าวหน้า โดยทุนมนุษย์ที่เป็นทุนทางสังคมนั้นจะต้องเป็นคนที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ มีน้ําใจและเอื้ออาทร และมีความเชื่อในระบบคุณค่าและหลักศีลธรรมที่ดี เช่น คุณธรรม วินัย ความซื่อสัตย์และจิตสํานึกสาธารณะ ฯลฯ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของการรวมกลุ่มและเครือข่าย การมีความไว้วางใจและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการดําเนินกิจกรรมและให้ความร่วมมือในการทํากิจกรรมต่างๆ ของชุมชนร่วมกัน สามารถเข้าถึงข่าวสารและการสื่อสารซึ่งเป็นเครื่องมือในการช่วยคนในชุมชนให้สามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้ ตลอดจนมีอํานาจในการตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง

 

สําหรับระดับ Macro เป็นการประเมินผลของทุนทางสังคมที่เป็นปัจจัยแวดล้อมทุนมนุษย์ ประกอบด้วย สถาบันทางสังคมต่างๆ  วัฒนธรรม และองค์ความรู้/  ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งมีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ทั้งด้านความรู้ ทักษะ ค่านิยม ตลอดจนคุณธรรมและจริยธรรมต่างๆ 

 

ผลการประเมินสถานภาพทุนทางสังคมในระดับ Micro พบว่า ประเทศไทยมีทุนทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยจุดเด่นคือประชาชนมีแนวโน้มรวมกลุ่มและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกันมากขึ้น คนส่วนใหญ่เป็นคนมีน้ําใจ ไมตรี มีความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น มีความสามัคคี มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและเข้าร่วมทํากิจกรรมเพื่อสาธารณะต่างๆ มีความไว้วางใจต่อกัน และเป็นผู้มีจิตสาธารณะ  ขณะที่จุดด้อยคือคนส่วนหนึ่งไม่ค่อยยึดถือกฎ ระเบียบและกติกาของสังคม มีค่านิยมฟุ่มเฟือย นิยมวัตถุ รักสนุกรักสบาย รักพวกพ้อง ให้ความสําคัญกับระบบอุปถัมภ์ ฯลฯ ขณะเดียวกันความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนระดับ Macro พบว่า ระบบสถาบันทางสังคมต่างๆ มีแนวโน้มอ่อนแอและมีบทบาทในการพัฒนาทุนมนุษย์ลดลงทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา สถาบันธุรกิจเอกชนสถาบันสื่อ ฯลฯ ขณะที่ประเทศไทยมีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ดีงามมากมายแต่ยังไม่ได้ให้ความสําคัญในการที่จะพัฒนาและนําไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศเท่าที่ควร ทําให้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ดีงามหลายอย่างกําลังเลือนหายไปจากสังคม  ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และต่อการพัฒนาประเทศ

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยและแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและจะส่งผลกระทบต่อทุนทางสังคมและทุนมนุษย์ของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี/การสื่อสาร การเคลื่อนย้ายคนอย่างเสรี การก้าวสู่สังคมหลังฐานความรู้ การขยายตัวของเมือง ฯลฯ ดังนั้น จึงมีประเด็นที่ถือเป็นความท้าทายต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคมในอนาคต ดังนี้ 

 

1.  การพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคมเพื่อเพิ่มผลิตภาพทางสังคม (Social Productivity) โดย


 1.1 สร้างความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางสังคม ทุนมนุษย์ และทุนภูมิปัญญา โดยกําหนดค่านิยมพื้นฐานร่วม (Core Value) สําหรับสังคมไทยและคนไทยทุกคนในการสร้างเสริมและใช้ประโยชน์ทุนทางสังคมระหว่างกลุ่มต่างๆ เพื่อนําไปสู่การเพิ่มผลิตภาพทางสังคม อันเป็นพลังสําคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ 


 1.2 เร่งพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทยไปสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยนอกจากทุนมนุษย์ต้องรู้ว่าในโลกนี้มีอะไร (Knowing) รู้แล้วนํามาคิดต่อยอดได้หรือไม่ (Thinking) นําความคิดนี้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ (Serving) และนําความรู้ที่มีและได้มานั้นมาเป็นประสบการณ์ได้หรือไม่ (Experiencing)แล้วนั้น ต้องมีจิตสาธารณะใน 5 ประการ คือ จิตแห่งวิทยาการ จิตแห่งการสังเคราะห์  จิตแห่งการสร้างสรรค์ จิตแห่งความเคารพ จิตแห่งคุณธรรม ซึ่งล้วนเป็นมิติที่เป็นต้นทางของการสร้างทุนทางสังคมที่นํามาเติมเต็มในกระบวนการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีภูมิคุ้มกันพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และที่สําคัญเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายและทุกระดับของกระบวนการพัฒนาประเทศ

 

 1.3 เสริมสร้างบทบาทครอบครัว ชุมชน ศาสนสถานให้เข้มแข็ง มีสัมพันธภาพที่ดี  ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทสื่อในการนําเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการสร้างกระแสให้เกิดการรับรู้และความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อวิชีวิตครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศ   

 

1.4 ขยายฐานและพัฒนาต่อยอดการมีส่วนร่วมของชุมชนและการเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ให้ชุมชนสามารถกําหนดตําแหน่งการพัฒนาชุมชน (Market positioning) ที่บ่งบอกจุดหมายปลายทางการพัฒนาตัวเองบนฐานของทุนที่มีอยู่ในชุมชน  

 

2. การสร้างพลังให้เกิดทุนทางสังคมที่เข้มแข็งเพื่อการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ตอบสนองความต้องการกําลังคนในอนาคต โดย เสริมสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เกื้อหนุนให้เกิดการพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์และทุนทางสังคมที่เข้มแข็งในทุกมิติที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว พร้อมทั้งทบทวนและปรับปรุงนโยบายกฎระเบียบ กฎหมาย รวมถึงวัฒนธรรมบางอย่างที่จะขัดขวางการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบวินัย อาทิ ระบบอุปถัมภ์ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคม

 

รายงานฉบับเต็ม

 

Read Full Post »

ศิรนันท์ พราหมณี

 

“เย้!” เสียงกรีดร้องด้วยความดีใจของเราและเพื่อนๆ ที่ลงมาจากตึกด้วยกัน ใครๆจะมองว่าเย็นวันนี้เป็นแค่เย็นธรรมดาๆ วันหนึ่ง แต่สำหรับพวกเราที่เดินลงบันใดตึกมาด้วยกัน มันคือวันที่หลุดพ้นซะที คลินิกวันสุดท้ายของชีวิตปีหกนิสิตทันตแพทย์

 

สองเดือนถัดมาเราทุกคนมายืนอยู่ด้วยกันกับเพื่อนๆ ร่วมวิชาชีพต่างสถาบัน ณ ที่นี้ ที่คัดสรรทันตแพทย์ใช้ทุน วันนี้เป็นบรรยากาศที่บอกไม่ถูกว่าตื้นเต้น ดีใจ หรือหดหู่กันแน่ ในเมื่อทุกคนต้องแยกย้ายกันไปทั่วทิศ บ้างสมหวัง บ้างพลาดจากที่หวัง แต่เอาน่า อย่างน้อยก็เป็นวันที่หลุดพ้นจากชีวิตเก่าๆ ซะที หกปีในรั้วมหาวิทยาลัย คราวนี้หล่ะจะเป็นหมอฟันเต็มตัว แล้วเราก็ได้ไปในที่ที่อยากไป แต่ที่น่าใจหายคือ ไม่มีเพื่อนๆ ได้มาอยู่ด้วยกันซักคน แต่ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็ได้กลับบ้าน นั่นคือสิ่งที่หวังมานานไม่ใช่เหรอ

 

จนถึงวันที่ได้มาทำงานที่โรงพยาบาลชุมชนในอำเภอเล็กๆ ห่างไกลตัวเมืองที่สุด เริ่มงานคุณหมอด้วยการอุด ขูด ถอนเหมือนกรรมกรเข้าทุกวัน งานที่ว่าเนี้ยะคืออุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน ใครๆ ก็เรียกเราว่าคุณหมอ แหมค่อยรู้สึกมีค่าขึ้นมาหน่อย โรงพยาบาลที่มาอยู่เป็นโรงพยาบาลขนาดกลางไม่เล็กไม่ใหญ่มาก แต่คนไข้ห้องฟันค่อนข้างเยอะ ด้วยความที่คนไข้จากอำเภอใกล้เคียงเดินทางมารับการรักษาได้สะดวก แต่ละวันเลยทำงานแบบอยากให้เสร็จๆ ไป

 

“เหนื่อยโว้ย!” ได้แต่คิดอยู่ในใจ แต่บางวันก็มีงานยากให้ท้าทายตื่นเต้นอยู่บ้างพอหายง่วง ชีวิตเดินวนเวียนซ้ำๆ อย่างนี้ทุกวันอยู่สองเดือน จนวันหนึ่ง

 

“กรี๊ง!” เสียงโทรศัพท์ที่ฝ่ายดังขึ้นตอนใกล้เที่ยง เสียงพี่พยาบาลประจำตึกผู้ป่วยกรอกกลับมาว่า “หมอคะมีคนไข้มะเร็งเม็ดเลือดขาวอยู่ที่หอผู้ป่วย หมอช่วยดูให้หน่อยนะคะ เผื่อจะทำอะไรให้แกได้บ้าง”

 

ความคิดแวบเข้ามา “ตอนใกล้เที่ยงเนี้ยะนะ”

 

“ก็ได้คะ” มโนธรรมสั่งให้พูดออกไปอย่างนั้น “ส่งมาที่ห้องฟันเลยคะ”

 

เกือบๆ เที่ยงผู้ช่วยเริ่มกระวนกระวาย “หมอจะทำจริงเหรอ” เริ่มชั่งใจเอาเหอะไหนๆ ก็รอแล้ว ไม่ทันขาดสายความคิด เสียงพนักงานเปลมาเคาะประตูหน้าห้องฟัน

 

“เข้ามาเลยคะ” ภาพที่เห็นคือคุณยายแก่ๆ นั่งสลึมสลืออยู่บนรถเข็น ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่แยแสต่อโลก เราหันไปอ่านแฟ้มประวัติผู้ป่วย ผลตรวจเลือด ค่าเม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ปกติค่อนข้างสูง เม็ดเลือดแดงปกติ เกร็ดเลือดค่อนข้างต่ำ พนักงานเปลจัดแจงอุ้มยายขึ้นนอนบนเก้าอี้ทำฟัน

 

“อ้าปากสิคะยาย” สิ่งที่มาก่อนคือกลิ่นของเหม็นเน่ารุนแรงโชยมา เรารีบเบือนหน้าหนีโดยไม่ทันให้คนไข้กับญาติสังเกตเห็น ค่อยๆ สูดกลิ่นทีละนิดให้ชิน มือเอื้อมไปหยิบหน้ากากมาคาดเพิ่มสองชั้น ตรวจดูช่องปากมีเศษอาหารเน่าๆ ติดทุกซอกฟัน ฟันทุกซี่โยกอย่างน้อยหนึ่งมิลลิเมตร ในใจคิด

 

“โอ้ยจะบ้าตาย นี่ไม่เคยบ้วนปากเลยใช่ไหมเนี้ยะ แล้วญาติก็ไม่คิดจะทำความสะอาดช่องปากให้ยายเลยใช่ไหม เอ๊! แล้วไอ้ฟันที่โยกจะหลุดเนี้ยะทำไงดี ต้องถอนออกหมดเลยเหรอ แล้วถ้าถอนแล้วเลือดไหลไม่หยุดหล่ะ แต่ถ้าไม่เอาออกแล้วเกิดติดเชื้อขึ้นมาหล่ะ โอ้ยเอาไงดี” หันไปดูนาฬิกาเที่ยงกว่าแล้ว บ่ายนี้มีประชุมด้วย ผู้ช่วยเริ่มกระวนกระวายเป็นห่วงลูกที่บ้าน เราตัดสินใจหันไปบอกญาติ

 

“งั้นวันนี้หมอเอาฟันหน้าล่างออกสองซี่ละกันคะ เพราะโยกมากแล้วไม่น่าเก็บไว้ท่าทางเวลาเคี้ยวจะปวด ที่สำคัญหลังทานอาหารต้องบ้วนน้ำเยอะๆ ญาติต้องหมั่นเขี่ยเอาเศษอาหารที่ติดตามซอกฟันออกให้ด้วยนะคะ” พอทำเสร็จเราก็วิ่งออกไปทานข้าวด้วยความรีบ จนลืมสังเกตยายไปว่ายังคงไม่มีความรู้สึกดีใจกับการรักษาที่ได้รับ ทั้งหมดนั้นกินเวลาไม่ถึงยี่สิบนาที

 

ตอนบ่ายนั่งประชุมอยู่ สิ่งที่เข้ามารบกวนสมาธิตลอดคือภาพทวดของเราตอนยังไม่จากไปด้วยโรคเดียวกับยายเมื่อเช้า ทวดป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวตอนเรายังใช้คำว่านิสิตทันตแพทย์ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนไม่มีเวลาแม้จะได้กอดทวดก่อนสิ้นใจ นั่งอยู่น้ำตาเจ้ากรรมดันไหลออกมา ตกเย็นหลังเลิกประชุม เราก้าวเท้ายาวๆ ไปหอผู้ป่วยด้วยความเร่งรีบ ภาพที่เห็นเมื่อเดินพ้นโค้งประตูคือญาติกำลังพยายามเอาไม้จิ้มฟันเขี่ยเข้าไปในปากยายคนเดิม งกๆ เงิ่นๆ จนจิ้มไปโดนเหงือกที่อักเสบอยู่แล้วเลือดไหลเพิ่มขึ้นอีก เราเปลี่ยนใจเดินไปหาพี่พยาบาล

 

“พี่คะถ้าหมอจะให้ไปส่งผู้ป่วยคนนี้ที่ห้องฟันทุกครั้งหลังทานข้าวเสร็จได้ไม๊คะ” พยาบาลตอบรับด้วยใบหน้างงๆ จากนั้นงานประจำหลังมื้ออาหารของเราคือฉีดล้างทำความสะอาด เขี่ยเศษอาหารและดูแผลถอนฟันที่ทยอยถอนไปให้คุณยาย ที่สำคัญยายเริ่มมีเพื่อนคุยทุกวันวันละสามครั้งเป็นอย่างน้อย

 

หนึ่งสัปดาห์ก่อนมารับพระราชทานปริญญาบัตร ใบหน้าที่เคยหดหู่ของยายเริ่มแช่มชื่นขึ้นตามลำดับ เช้าวันก่อนกลับกรุงเทพฯ เรานั่งรอยายหลังมื้ออาหารเหมือนเคย โทรศัพท์ที่ฝ่ายดังขึ้น

 

“หมอคะคนไข้ที่หมอนัดมาล้างช่องปากวันนี้ คุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วคะ หมอยังนัดไหมคะ”

 

“งั้นไม่ต้องก็ได้คะ แต่ให้ญาติแวะมาที่ห้องฟันก่อนนะคะ หมอจะคุยด้วยหน่อย” เราตอบไปด้วยความดีใจกับคุณยาย

 

และแล้ววันสำคัญที่สุดวันหนึ่งของชีวิตก็มาถึง เรายืนอยู่หน้าพระพักต์ด้วยความตื่นเต้น ก้าวลงมาจากเวทีแล้วตัวยังลอยไม่หาย ออกมาจากหอประชุมฝนยังคงตกหนัก ทุกคนเดินขวักไขว่งุ่นง่านหาญาติที่มารอพบ พลันโทรศัพท์ของเราก็ดังขึ้น เป็นเบอร์ของผู้ช่วยที่ฝ่ายนี่นา เรารีบกรอกเสียงกลับไปด้วยน้ำเสียงลิงโลด

 

“โทรมายินดีละซิ” เสียงปลายสายตอบกลับมาว่า

 

“อ๋อ พี่จำไม่ได้หรอก หมอรับวันนี้เหรอคะ ยินดีด้วยคะ แต่ที่พี่จะบอกคือยายคนนั้นหมอจำได้ไหม” ภาพยายค่อยๆ ปรากฏขึ้นในหัว “เค้าเสียแล้วนะ” เรานิ่งไป คิดอะไรไม่ออก

 

“ก่อนเสียญาติแกบอกว่ายายฝากขอบคุณหมอด้วยที่อยู่เป็นเพื่อนยายตอนอยู่โรงพยาบาล” น้ำตาเอ่อออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่โกรธพี่เค้าซักนิดที่ไม่ได้โทรมาอวยพร แต่รู้สึกอิ่มในใจ คำพูดยายเป็นของขวัญเพียงพอแล้ว

 

มาตอนนี้ผ่านไปหลายอาทิตย์ นึกย้อนกลับไปถึงคำพูดหนึ่งที่เคยได้ยินตอนเรียนอยู่

 

“เราทุกคนจะออกไปเป็นหมอ ไม่ใช่เพราะหมอเรียกตัวเองว่าหมอ แต่อยู่ที่คนไข้รู้สึกว่าเราเป็นหมอ ค่าของคนเราไม่ใช่อยู่ที่การประเมินของตน แต่อยู่ที่เราได้ให้คุณกับบุคคลอื่นและส่วนรวมต่างหาก”

 

ไม่ได้บอกว่าคำพูดนี้ทำให้เราปฏิบัติกับคุณยายอย่างเต็มที่ แต่อยากบอกว่าขอบคุณคุณยายที่ทำให้เรามีสติและกำลังใจที่จะดูแลคนไข้ด้วยความรู้สึกเหมือนดูแลญาติของเรา หากวันหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ต้องเสียใจที่ยังไม่ได้ทำอะไรให้คนรอบข้างอย่างเต็มที่ แล้ว “ค่า” ก็จะบังเกิดในใจ “คุณ”

Read Full Post »

recommendare

สรุป

จากหนังสือเรื่อง  “สื่อ  และ  สังคม  Media  and  Society”

เขียน  โดย

 

Michael O’Shaughnessy

Jane Stadler

Oxford University Press

Second edition, 2002

 

แปลและเรียบเรียงโดย
สมเกียรติ ตั้งนโม  คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ความมีดังนี้

เรื่อง”การศึกษาเกี่ยวกับสื่อ”(media studies) เป็นเรื่องที่ไปเกี่ยวพันกับคำถามต่างๆทางสังคมในเรื่องบทบาทหน้าที่ของสื่อ ในบทนี้เราจะมาดูกันถึงเรื่องของสื่อกับสังคม และสำรวจถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองส่วนนี้

 

สื่อทำงานอย่างไร (How the media work)

เรื่องที่ว่า “สื่อทำงานอย่างไร” ในที่นี้จะเริ่มต้นด้วยฐานที่มั่น 5 ประการ

 

1. สื่อได้แสดงให้เราเห็นว่า โลกนี้เป็นเหมือนกับอะไร; พวกมันสร้างความเข้าใจที่มีเหตุผลเกี่ยวกับโลกให้กับเรา
กระบวนการเกี่ยวกับการเป็นตัวแทน การตีความ, และการประเมินคุณค่าคือใจกลางที่แท้จริงต่อการศึกษาเรื่องสื่อ(media studies)

 

การเป็นตัวแทน (Representation) สื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และอื่นๆ ได้กลายเป็นสถานที่ซึ่งเราทั้งหลายได้รับข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่(และความบันเทิง)เกี่ยวกับโลก ด้วยเหตุนี้ สื่อต่างๆข้างต้นจึงเป็นต้นตอแรกสุดสำหรับการมองโลกของเราว่าเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น พวกเราส่วนใหญ่มีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับเทือกหิมาลัยว่าเป็นอย่างไร และมันดูเหมือนกับอะไร แต่ความรู้อันนี้ เป็นไปได้มากที่ว่าถูกรับรู้มาไม่ใช่โดยผ่านจากประสบการณ์จริงของพวกเราในการไปยัง ณ ที่นั้น แต่โดยผ่านการอ่าน, การฟัง, และการดูเรื่องราวจากสื่อ ที่บอกให้เราทั้งหลายทราบและมองดูภาพเกี่ยวกับเทือกเขาแห่งนี้

 

การตีความ (Interpretation) ในการเป็นตัวแทนของสื่อ สื่อได้ให้คำอธิบายต่างๆแก่เรา และได้ให้วิธีการต่างๆเกี่ยวกับความเข้าใจโลกที่เราทั้งหลายอาศัยอยู่ พวกมันมีบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับการตีความโดยการให้สิทธิพิเศษแก่บางประเด็นและเอกลักษณ์บางอย่างอย่างเหนียวแน่น ในขณะที่ได้ลดคุณค่าต่อประเด็นอื่นๆลง

 

การประเมินคุณค่า (Evaluation) ในการกระทำเช่นนั้นเป็นประจำ สื่อได้สอนเราว่าจะเข้าใจโลกนี้อย่างไร คนอื่นๆและตัวของพวกเราเองจะเข้าใจเกี่ยวกับข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับโลกที่เรารับรู้อย่างไรบ้าง

 

เราสามารถเข้าใจกระบวนการทั้งสามเหล่านี้(หมายถึงการเป็นตัวแทน การตีความ และการประเมินคุณค่า)ในความสัมพันธ์กับเรื่องเพศ(gender) และเรื่องชาติพันธุ์ / เชื้อชาติ (ethnicity / race). สื่อได้เสี้ยมสอนเราเกี่ยวกับความเป็นผู้ชายและความเป็นผู้หญิง ซึ่งหมายความถึงการเป็นผู้ชายและผู้หญิงตามปกติ; พวกมันเสี้ยมสอนเราเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางด้านเชื้อชาติ, เกี่ยวกับคนที่ไม่ใช่ชาวยุโรปและวัฒนธรรมของชาวยุโรป, เกี่ยวกับอัตลักษณ์ต่างๆที่เป็นแบบอย่างที่สมมุติขึ้นมาเกี่ยวกับคนกลุ่มต่างๆเหล่านี้

 

ในบทบาททางสังคมนั้น สื่อก็ได้มากำหนดความเป็นผู้ชายและผู้หญิง, คนขาวและคนที่ไม่ใช่คนขาว; ในส่วนของทัศนคติที่ตายตัว(stereotypes)เกี่ยวกับสิ่งที่น่าปรารถนาและสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ซึ่งสื่อยังคงนำเสนออย่างต่อเนื่อง พวกมันได้ให้โครงสร้าง เค้าโครง และแบบแผนแก่เราสำหรับการทำความเข้าใจในเรื่องชาติพันธุ์และประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเพศ

 

อันนี้ไม่ได้กล่าวว่า สื่อได้ตระเตรียมหรือวางแนวทางการศึกษา-การสอน-และประเด็นขึ้นมาในความคิด หรือที่ว่าพวกมันมีสำนึกอย่างไรเกี่ยวกับสิ่งที่พวกมันกำลังทำ แต่เป็นการพูดถึงอิทธิพลอันนั้นที่สื่อต่างๆมีต่อพวกเราขณะที่เราเติบโตขึ้นมา การอ่านและการบริโภคสื่อ ที่ได้ให้แบบแผนอันนี้แก่เรา ซึ่งอธิบายว่า เราจะมองตัวของพวกเราเองและคนอื่นๆอย่างไร เราจะเข้าใจเรื่องเพศ เชื้อชาติ และเอกลักษณ์ของตัวเราเองในฐานะที่เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง, เป็นคนขาวหรือไม่ใช่คนขาวอย่างไร

 

อันนี้เป็นเรื่องการเมืองเกี่ยวกับความเป็นตัวแทน. ดังที่ Richard Dyer กล่าวว่า, “เราถูกมองอย่างไร ขึ้นอยู่กับส่วนที่ว่า เราถูกปฏิบัติอย่างไร, เราปฏิบัติกับคนอื่นโดยวางอยู่บนพื้นฐานที่ว่าเรามองพวกเขาอย่างไร; การมองอันนั้นมาจากการเป็นตัวแทน (Dyer 1993, p.1)

 

แน่นอน เป็นไปได้สำหรับสื่อที่จะให้คำอรรถาธิบายที่แตกต่างกันมากมายเกี่ยวกับโลกใบนี้ มันมีวิธีการทำความเข้าใจอย่างมีเหตุผลในเชิงตรงข้ามจำนวนมากเกี่ยวกับความเป็นเพศชายและความเป็นเพศหญิง และแง่มุมอื่นๆเกี่ยวกับเอกลักษณ์ แต่หนังสือเล่มนี้จะให้เหตุผลว่า ทางออกหรือทางระบายของสื่อหลักๆที่ไขว้กันไปมา มันมีแนวโน้มอันหนึ่งซึ่งจะให้ทัศนะบางอย่างเกี่ยวกับโลกของเราอย่างกว้างๆในทำนองเดียวกัน สิ่งที่เราจะพูดถึงภายหลังในหนังสือเล่มนี้คือ วาทกรรมที่ครอบงำซึ่งมีต่อความเป็นชายและความเป็นหญิงที่มีน้ำหนักมากกว่าทัศนคติหรือข้อคิดเห็นอื่นๆ

 

2. ผลผลิตของสื่อไม่ได้แสดงหรือนำเสนอโลกที่แท้จริง; พวกมันได้สร้างและเป็นตัวแทนความจริงเท่านั้น

ผลผลิตสื่อเป็นจำนวนมากนำเสนอโลกความจริงใหม่อีกครั้ง(re-present) แต่ผลผลิตสื่อเหล่านี้ไม่ใช่โลกของความจริงในตัวของมันเอง; พวกมันคือ การเป็นตัวแทนใหม่อีกครั้ง หรือการสร้างโลกนี้ขึ้นมา. อันนี้คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งและจะถูกสำรวจในเชิงลึกต่อไป. การศึกษาเรื่องสื่อ จะตรวจตราดูว่า สื่อได้สร้างความจริงขึ้นมาอย่างไร และถัดจากนั้นจะสำรวจถึงเรื่องคุณค่า ค่านิยมต่างๆ ความเชื่อ และความรู้สึกที่ได้รับการสร้างขึ้นมาเหล่านี้

 

3. สื่อเป็นเพียงหนึ่งในหนทางต่างๆที่ทำให้เราและสังคมเข้าใจโลกหรือสร้างโลกขึ้นมา

สื่อไม่ใช่พลังอำนาจทางสังคมเพียงอย่างเดียวที่สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโลกของเรา และมันไม่ได้มาควบคุมเราทั้งหมด เกี่ยวกับการมองโลกและการที่เรามีความคิดเกี่ยวกับโลกว่าเป็นอย่างไร. มันมีพลังอำนาจอื่นๆเกี่ยวกับการทำให้เป็นสังคมที่สื่อได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย. สิ่งที่มีนัยสำคัญที่สุดของบรรดาเด็กๆทั้งหลาย ซึ่งจะมาทำให้เป็นสังคมเป็นรูปเป็นร่างดังที่พวกเขารับรู้ ได้ถูกกระทำโดยผ่านสถาบันครอบครัวและระบบการศึกษา ซึ่งสอนพวกเขาว่า จะเข้าใจและกระทำกับโลกนี้อย่างไร

 

เช่นดังที่เราเติบโตขึ้นมา ทัศนะอื่นๆเกี่ยวกับว่าเราควรจะประพฤติปฏิบัติตัวอย่างไร เกี่ยวกับศีลธรรมทางสังคม ได้รับการเผยแพร่ผ่านพลังอำนาจทางกฎหมาย วัฒนธรรม และการเมืองทั้งหมดชุดหนึ่ง. สื่อได้ทำหน้าที่จัดหาหรือตระเตรียมสังเวียนหรือเวทีอันหนึ่งขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งทัศนะต่างๆเหล่านี้ได้ถูกนำเสนอและทำให้มันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป. ปกติแล้ว สื่อทำหน้าที่เพิ่มเติมเสริมส่งคุณค่าต่างๆ ซึ่งคือส่วนหนึ่งของสังคมทั้งหมด

 

4. สื่อถูกเป็นเจ้าของ ถูกควบคุม และถูกสร้างขึ้นมาโดยคนบางกลุ่มซึ่งมีความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมในนามของคนอื่น

ผู้คนเหล่านั้นซึ่งเป็นเจ้าของ ควบคุม และสร้างสื่อขึ้นมา คือผู้ผลิตสื่อ. พวกเขาไม่ใช่กลุ่มสังคมที่แยกตัวออกไปอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด พวกเขายังคงเป็นส่วนหนึ่งของผู้รับสื่อและสังคมในภาพรวมทั้งหมด แต่พวกเขาเป็นคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มพวกหัวกระทิ. พวกเขาคือกลุ่มที่สลับซับซ้อนที่ประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้:

– บรรดาผู้เป็นเจ้าของและผู้จัดการทางธุรกิจ ผู้ซึ่งได้ถูกนำไปเกี่ยวพันเป็นอันดับแรกกับความต้องการที่จะทำให้สื่อมีกำไร
– บุคลากรในฝ่ายสร้างสรรค์(creative personnel): ประกอบด้วยบรรดานักเขียนต่างๆ ผู้กำกับ ตากล้อง ผู้เชี่ยวชาญเว็ป หรือ webmaster และอื่นๆ
– บรรดาผู้ทำงานฝ่ายเทคนิค(technicians) ซึ่งทำงานกับเครื่องไม้เครื่องมือและเครื่องจักรต่างๆ การแบ่งหมวดหมู่เหล่านี้ข้างต้นนี้มีการทับซ้อนกันในหลายๆทาง: ยกตัวอย่างเช่น งานทางเทคนิคเป็นจำนวนมากเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์ด้วย, บรรดาผู้จัดการบางคนมีความสนใจในเรื่องการสร้างสรรค์ และบรรดานักสร้างสรรค์ส่วนใหญ่ต่างตระหนักถึงความต้องการและการบีบบังคับทางการเงิน ดังหมายเหตุต่อไปนี้:

– โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ผลิตสื่อเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ และมีจำนวนค่อนข้างจำกัด พวกเขาพูดกับ, และพูดในนามของสังคมทั้งหมด (เป็นการพูดข้ามหรือตัดผ่านสาธารชนอย่างกว้างขวาง)

– ผู้คนเหล่านั้นกับพลังอำนาจสื่อส่วนใหญ่ – โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจทางการเงินและพลังของการสร้างสรรค์ – เป็นกลุ่มที่เล็กลงไปกว่ากลุ่มที่หนึ่ง

– มันถูกจำกัดการเข้าถึงทรัพยากรสำหรับคนที่ต้องการผลิตสื่อ

– กลุ่มคนเหล่านั้นซึ่งเข้าใจเกี่ยวกับสังคมในนามของคนอื่นหรือ ในฐานะตัวแทนของคนอื่น คือพวกคนขาวที่เข้ามามีอิทธิพล, เป็นพวกชนชั้นกลาง, และเป็นผู้ชาย. โดยไม่ต้องเสนอแนะถึงการสมรู้ร่วมคิดใดๆในที่นี้ มันดูเหมือนจะเป็นที่ชัดแจ้งว่า บุริมสิทธิ์หรือสิทธิพิเศษของการเป็นคนขาว, ชนชั้นกลาง, คุณค่าต่างๆของความเป็นผู้ชายกลายเป็นบรรทัดฐานขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ คุณค่าหรือค่านิยมต่างๆเหล่านี้จึงเป็นธรรมชาติของคนกลุ่มดังกล่าว. ผลลัพธ์ที่ตามมา สื่อจึงมีแนวโน้มอันหนึ่งที่จะเข้าใจโลก หรืออ่านโลกจากมุมมองและข้อคิดเห็นที่มีลักษณะเฉพาะข้างต้น

 

5. ความต้องการสำหรับความนิยม

ยาแก้พิษอันหนึ่ง ต่อความคิดเกี่ยวกับพวกหัวกระทิอันทรงพลังซึ่งได้เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบสื่อ หมายเหตุเอาไว้ว่า สื่อได้ขายตัวเองจนประสบความสำเร็จต่อประชากรจำนวนมาก: พวกเขาเอาชนะใจของผู้รับสื่อขนาดใหญ่ เพื่อที่จะอยู่รอดและเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป. ความต้องการนี้เป็นไปเพื่อบรรลุถึงความนิยมที่ค่อนข้างซับซ้อน และเพิ่มการคลุกเคล้าเข้ากับพลังอำนาจของคนขาว ชนชั้นกลาง และความเป็นชาย

 

ถ้าหากว่าผู้คนทั้งหลายไม่ชอบผลผลิตอันหนึ่ง พวกเขาก็จะมองไปยังที่อื่นๆซึ่งอาจเป็นที่ใดที่หนึ่ง ด้วยเหตุนี้ สื่อจะต้องทำให้ผู้รับสื่อเกิดความรู้สึกพึงพอใจ ซึ่งก็คือคนในวัยทำงานซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก และในหมู่คนทำงานเหล่านี้มีผู้หญิงอยู่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์

 

เมื่อแรกที่โทรทัศน์ในเชิงพาณิชย์ได้ถูกนำเสนอเข้าสู่สังคมตะวันตกต่างๆ บรรดาผู้รับสื่อทั้งหลายได้หมุนลูกบิดไปยังโทรทัศน์ช่องเหล่านั้นนั้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้ให้ความบันเทิงอันที่นิยมชมชอบส่วนใหญ่แก่พวกเขา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการเกมส์โชว์ และละครโทรทัศน์). มันเป็นการตีจากที่สำคัญไปจากสถานีโทรทัศน์สาธารณะ – อย่างเช่นสถานีโทรทัศน์ ABC ของออสเตรเลีย และ BBC ของอังกฤษ เป็นต้น – ซึ่งได้นำเสนอรายการโทรทัศน์กับบรรดาชนชั้นกลาง และค่านิยมต่างๆของคนที่มีการศึกษาและพวกรสนิยมสูง(highbrow values)

 

ช่องสัญญานโทรทัศน์เหล่านี้ยังคงต่อสู้ดิ้นรนกับความต้องการที่จะรักษาจำนวนผู้ดูหรือเรตติ้งต่อไปอย่างต่อเนื่อง และความต้องการที่จะสนองตอบรายการที่สร้างความพึงพอใจให้กับบรรดาผู้รับจำนวนมหาศาลของมัน สถานีโทรทัศน์ ABC ยังคงได้รับความเอาใจใส่และนับถือโดยพวกหัวกระทิจำนวนมาก เพราะมันให้สิทธิพิเศษแก่เนื้อหาวัฒนธรรมชั้นสูง อย่างไรก็ตาม มันสามารถได้รับการมองว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สำคัญต่อรายการกระแสหลัก และเนื้อหาอเมริกันที่มีอิทธิพลขึ้นหน้าขึ้นตา ซึ่งมีอยู่ตามสถานีโทรทัศน์ในเชิงพาณิชย์ทั่วไป

 

ผลที่ตามมาคือ นี่อาจเป็นความขัดแย้งที่น่าสนใจอันหนึ่งระหว่างค่านิยมหรือคุณค่าต่างๆของผู้ผลิตสื่อกับความปรารถนาของผู้รับสื่อทั้งหลาย ความขัดแย้งในเชิงตรงข้ามกันอันหนึ่งที่ได้รับการเปิดเผยออกมาในแนวทางเกี่ยวกับความพึงพอใจ สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ในเรื่องความนิยม; มันเป็นการยอมรับเกี่ยวกับพลังอำนาจต่างๆของผู้รับสื่อหรือผู้บริโภค ที่มาตัดสินให้ผลผลิตสื่อทั้งหลายประสบความสำเร็จ. เราอาจให้เหตุผลว่า ผู้รับสื่อทั้งหลายมีอิทธิพล ถ้าหากว่ามีการควบคุมผลผลิตที่ออกมาของสื่อโดยผ่านทางเลือกต่างๆของพวกเขา เกี่ยวกับสิ่งที่สื่อต่างๆผลิตออกมาเพื่อการบริโภค

 

การวิเคราะห์ถึงบทบาทหน้าที่และฐานะตำแหน่งของวัฒนธรรมป๊อปปิวล่าร์ ในหนทางที่พิจารณากัน ทั้งในด้านของการผลิตสื่อ และผู้รับสื่อ/ผู้บริโภค เป็นเรื่องที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน สื่อถูกอธิบายโดยบรรดานักคิดแฟรงค์เฟริทสคูล ในฐานะที่เป็น”อุตสาหกรรมความสำนึก” หรือconsciouness industry มันเป็นปฏิบัติการเกี่ยวกับการควบคุมทางสังคมรูปแบบหนึ่ง โดยการทำให้มวลชนอยู่ในคำบัญชาหรืออยู่ในระเบียบ แต่นักวิจารณ์ในแนวการศึกษาทางด้านวัฒนธรรม(cultural studies)บางคน มองพวกมันในฐานะที่เป็นแหล่งต้นตออันหนึ่งของประชาธิปไตยที่มีศักยภาพ และเป็นการให้อำนาจแก่ประชาชน

 

ความขัดแย้งในเชิงตรงข้ามนี้ ได้ถูกให้ความกระจ่างโดยวิธีการให้นิยามความหมายเกี่ยวกับวัฒนธรรมป๊อปปิวล่าร์ที่แตกต่างกัน 2 วิธี

 

วิธีการแรก ได้ให้นิยามความหมาย”วัฒนธรรมป๊อปปิวล่าร์”ในฐานะที่เป็นการดำเนินรอยตามวัฒนธรรมเหล่านั้น ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้คนทั้งหลาย หรือมาจากผู้คนทั้งหลายนั่นเอง; นั่นคือ พวกมันถูกสร้างขึ้นมาในฐานะองค์ประกอบหนึ่ง โดยผู้คนทั้งหลายโดยตัวของพวกเขาเอง (การให้นิยามทำนองนี้ บ่อยครั้งมาก ได้ถูกนำมาใช้เวลาที่อธิบายถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมพื้นบ้านในช่วงต้นๆ(earlier folk-culture activities) อย่างเช่น เพลงพื้นบ้านและการเต้นรำแบบชาวบ้าน)

 

ในบริบทสมัยใหม่ ความคิดที่ว่าวัฒนธรรมป๊อปิวล่าร์คือวัฒนธรรมของผู้คน วางอยู่บนความคิดที่ว่า จำนวนคนดูหรือเรตติ้ง และกลไกการย้อนกลับอื่นๆซึ่งทำหน้าที่รับรองว่า เนื้อหาของรายการทีวีและรูปแบบสื่ออื่นๆ อย่างน้อยที่สุด บางส่วนได้ถูกกำหนดตัดสินโดยสิ่งที่ประชาชน(ผู้บริโภค)ต้องการ

 

วิธีการที่สอง ได้ให้นิยาม”วัฒนธรรมป๊อปิวล่าร์”ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมเพื่อประชาชน; อันนี้เป็นการเสนอว่า บางสิ่งบางอย่างได้ถูกถ่ายทอดลงมาสู่พวกเขาซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขายอมรับ.

 

อันนี้เป็นความแตกต่างที่ใหญ่มากอันหนึ่งระหว่างวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับผู้คน และมาจากผู้คน กับวัฒนธรรมที่ทำขึ้นเพื่อประชาชน; ความแตกต่างอันนี้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการคิดถึงพลังอำนาจของสื่อ หรือส่วนใหญ่แล้ว มันวางอยู่กับบรรดาผู้ผลิตทั้งหลาย หรือผู้ใช้/ผู้รับสื่อ/ผู้บริโภคทั้งหลายกันแน่; หรือเนื้อหาของสื่อได้มาจากวัฒนธรรมของชนหัวกระทิของสังคม หรือจากวัฒนธรรมของกลุ่มคนส่วนใหญ่ของสังคมกันแน่. ปกติแล้ว มันไม่มีคำตอบง่ายๆในการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับสื่อ; เราอาจพบพื้นฐานปัจจัยสำคัญของทั้งคู่ที่ผูกมัดเข้าด้วยกัน

 

คำย่อของพยัญชนะตัวแรก “CRASH” (The Acronym “CRASH”)

การมองไปที่บทบาทหน้าที่ต่อสังคมของสื่อ หมายถึง ความสนใจในคุณค่าทางสังคมและความเชื่อต่างๆเกี่ยวกับเนื้อหาสื่อ ซึ่งรวมไปถึงอุดมคติของสื่อด้วย. คำย่อของพยัญชนะตัวแรก “CRASH” เป็นเรื่องของประเด็นทางสังคมและความแตกต่างกันทางสังคม. แต่ละตัวอักษรมีความหมาย หรือใช้แทนวิธีการหนึ่งเกี่ยวกับผู้คนที่มีการจัดหมวดหมู่กันทางสังคม และหมวดหมู่แต่ละหมวดหมู่ ปกติแล้วจะรวมทั้งเรื่องของการได้ประโยชน์และการเสียประโยชน์ทางสังคมด้วย

 

“C” ใช้แทนคำว่า class (ชนชั้น). สังคมสมัยใหม่ได้ถูกอธิบายในฐานะที่ประกอบตัวขึ้นมาโดยผู้คนต่างๆ 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นสูง/ชนชั้นปกครอง, ชนชั้นกลาง, และชนชั้นล่าง/ชนชั้นคนงาน. ชนชั้นสูงหรือชนชั้นปกครองเป็นกลุ่มคนจำนวนน้อยที่สุดซึ่งได้ประโยชน์สูงสุดในทางสังคมหรือได้รับสิทธิพิเศษที่เหนือกว่าชนชั้นอื่นๆ ขณะที่ชนชั้นล่างหรือชนชั้นคนงานทั้งหลายคือกลุ่มคนที่มีขนาดใหญ่สุดและเป็นผู้เสียประโยชน์ทางสังคมมากที่สุด

 

การนิยามความหมายเกี่ยวกับชนชั้นนี้ ปกติแล้วได้ถูกวางกรอบในเทอมต่างๆของเรื่องอำนาจ(และความมั่งคั่ง) หรือค่านิยมทางวัฒนธรรมต่างๆของบุคคล. นิยามความหมายเหล่านี้ค่อนข้างสลับซับซ้อน และเป็นเรื่องยุ่งยากมากที่นำมาใช้ในทุกวันนี้ยิ่งกว่าในอดีต เพราะสังคมต่างๆค่อนข้างที่จะลื่นไหลไปมามากในเทอมต่างๆของชนชั้นทางสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันไม่ง่ายนักที่จะแบ่งหมวดหมู่ผู้คนทั้งหลายไปตามเรื่องของชนชั้น

 

อย่างไรก็ตาม มันไม่มีค่าอะไรหรือมีประโยชน์ที่ว่า สังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ทั้งหลาย ในการตื่นขึ้นมาของการเพิ่มระดับของการจ้างงานมากขึ้นและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีการใช้คำว่า underclass หรือ”ชนชั้นล่าง” เพื่ออรรถาธิบายถึงชะตากรรมหรือส่วนที่มีนัยสำคัญของประชากร และมันเป็นที่ชัดเจนว่า สังคมยังคงมีการแบ่งแยกกว้างๆทั้งในเทอมของความร่ำรวย เงินทอง ค่าจ้าง/ค่าแรงอยู่ และในเทอมต่างๆของสิ่งที่ได้รับการเอาใจใส่ในฐานะที่เป็นคุณค่าต่างๆทางวัฒนธรรมที่ยอมรับได้. ด้วยเหตุนี้ มันจึงยังคงมีประโยชน์ที่จะใช้วิธีการแบ่งหมวดหมู่อันนี้ในการทำความเข้าใจสังคม

 

“R” ใช้แทนคำว่า race (เชื้อชาติ). คำนี้ได้รับการสร้างขึ้นมาเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างกัน และสังคมสมัยใหม่ส่วนใหญ่มีลักษณะวัฒนธรรมที่หลากหลาย และหลากหลายในเรื่องชาติพันธุ์. อย่างไรก็ตาม ในเชิงประวัติศาสตร์ บางเชื้อสายหรือบางกลุ่มชาติพันธุ์มีอิทธิพลครอบงำ และตักตวงผลประโยชน์จากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ่านลัทธิอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดิ์นิยม. ความไม่เสมอภาคกันทางเชื้อชาติและความขัดแย้งที่ยังฝังแน่นอยู่นี้ เราสามารถที่จะเห็นได้ว่า มันยังคงดำรงอยู่เกี่ยวกับการครอบงำและความมีอิทธิพลเหนือกลุ่มคนที่มีเชื้อสายที่เป็นรอง เช่นเดียวกับทัศนคติในเชิงลบและทัศนคติที่ตายตัว(stereotype) ซึ่งมากำกับหรือควบคุมต่อกลุ่มคนบางสายพันธุ์อยู่

 

“A” ใช้แทน age (อายุ). สังคมได้รับการสร้างขึ้นโดยผู้คนที่มีอายุแตกต่างกันหลายหลากแต่สังคมเป็นจำนวนมากมีแง่มุมเกี่ยวกับอคติหรือการแบ่งแยกเรื่องอายุอยู่(ageist) ซึ่งในสังคมพวกนั้น คนแก่และเด็กๆจะได้รับการปฏิบัติในฐานะที่เป็นพลเมืองชั้นสอง(second-class citizen)

 

“S” ใช้แทนคำว่า sex (เพศ) และ sexual orientation (การกำหนดทางเพศ). ในการเปรียบเทียบกับผู้หญิง ผู้ชายเป็นฝ่ายได้เปรียบหรือได้ประโยชน์ในทางสังคมในสังคมสมัยใหม่ต่างๆ ผู้ชายทั้งหลายมีพลังอำนาจทางสังคมมากกว่า และมีพลังควบคุมมากกว่าผู้หญิง และมันเป็นเรื่องของการแบ่งแยก(discrimination)หรือการเลือกที่รักมักที่ชังที่มีต่อผู้หญิง

 

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการแบ่งแยกบนพื้นฐานเกี่ยวกับความชื่นชอบทางเพศของผู้คนด้วย หรือการกำหนดทิศทางเกี่ยวกับเพศ – นั่นคือ ใครคือผู้ที่พวกเขาถูกกระตุ้นความสนใจทางเพศ. ความดึงดูดใจในเพศตรงข้ามหรือความรักที่มีต่อเพศตรงข้าม(heterosexuality)ได้รับการมองว่าเป็นบรรทัดฐาน ขณะที่ความดึงดูดใจต่อเพศเดียวกัน หรือความรักในเพศเดียวกัน(homosexuality), หญิงรักร่วมเพศ(lesbianism), และความเป็นคนสองเพศ(bisexuality) ถูกมองโดยวัฒนธรรมกระแสหลักในฐานะที่เป็นคนซึ่งผิดปกติ โดยเหตุนี้ จึงทำให้คนเหล่านั้นที่ไม่ใช่คนที่รักเพศตรงข้ามกลายเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เสียเปรียบและประโยชน์ทางสังคมไป

 

“H” ใช้แทนคำว่า handicap (คนที่เสียเปรียบ ผู้ด้อยกว่า). บุคคลที่ไร้ความสามารถ หรือด้อยกว่า (คำนี้ยังถูกรู้จักในฐานะคนที่มีความสามารถในเชิงที่แตกต่าง – differently abled people – หมายเหตุ, คำหรือป้ายฉลากที่แตกต่าง เช่น คำอธิบายที่แตกต่าง[different discourse], นำพาความสัมพันธ์ที่ต่างไปด้วย) คือคนอีกกลุ่มหนึ่งของสังคม ผู้ซึ่งเสียเปรียบหรือถูกแบ่งแยกออกไปในหลายๆทาง

 

เราสามารถที่จะใช้วิธีการอื่นๆในการจัดหมวดหมู่อีกได้ (เช่น ความสูง น้ำหนัก สีผม เป็นตัวอย่าง) ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายเกี่ยวกับบรรทัดฐาน หรือสิ่งที่ต่างออกไป แต่การจัดแบ่งหมวดหมู่ทั้ง 5 ข้างต้น(ชนชั้น เชื้อชาติ อายุ เพศ และความด้อยกว่า)เป็นสิ่งที่มีประโยชน์โดยเฉพาะสำหรับการดึงความสนใจไปสู่การแบ่งแยกกันทางสังคม. มีใครบางคนอาจต้องการพิจารณาหรือดึงเอาเรื่องของศาสนาเข้ามาด้วย ในฐานะที่เป็นการจัดหมวดหมู่เพื่อทำความเข้าใจการจัดกลุ่มต่างๆทางสังคม

 

แต่ในที่นี้ เราต้องการที่จะเพิ่มเติมปัจจัยพื้นฐานอีกอันหนึ่งที่จะมาช่วยตระเตรียมบริบทกว้างๆอีกอันหนึ่ง ซึ่งปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญนี้ในคำย่อพยัญชนะของคำว่า CRASH จะถูกทำให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น นั่นคือคำว่า environment (สิ่งแวดล้อม)

 

สังคมของเราในปัจจุบัน ได้เผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ทางด้านสิ่งแวดล้อมของโลก ซึ่งนอกเหนือไปจากประเด็นปัญหาทางสังคมของมนุษย์แต่เพียงอย่างเดียว. มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะมองว่า สื่อได้พรรณาถึงสิ่งแวดล้อมในทุกวันนี้อย่างไรบ้าง พวกเขากระตุ้นหรือสนับสนุนเราที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับโลกทั้งใบนี้อย่างไร

 

น่าสนใจที่ว่า สื่อดูเหมือนจะยกย่องสรรเสริญโลกธรรมชาติและโลกที่ไม่มีมนุษย์ในหลายๆทาง – ข้อสังเกตในที่นี้คือ บ่อยครั้ง สัตว์ต่างๆถูกนำมาใช้ในเชิงบวกเกี่ยวกับการโฆษณาและประชาสัมพันธ์. อย่างไรก็ตาม ความเจริญงอกงามของมนุษย์ยังคงคุกคามดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง. ปัจจุบัน คุณสามารถที่จะทำให้คำย่อพยัญชนะ CRASH เข้าไปอยู่ในบริบทของข้อพิจารณาต่างๆทางด้านสิ่งแวดล้อมได้ และใช้มันเพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสื่อ และเพื่อทำความเข้าใจว่า คุณและคนอื่นๆถูกทำให้เป็นตัวแทน ถูกจัดหมวดหมู่ และถูกวางตำแหน่งเอาไว้อย่างไรในทางสังคม

 

1. คุณถูกวางในความสัมพันธ์กับการจัดหมวดหมู่ทั้ง 6 หมวดหมู่เหล่านี้อย่างไร? และรู้สึกอย่างไรกับการถูกวางอยู่ในตำแหน่งเหล่านี้? นอกจากนี้ มันดีอย่างไรในการที่คุณถูกทำให้เป็นตัวแทนในสื่ออย่างนั้น?

 

2. สื่อเป็นตัวแทนโลกในความสัมพันธ์ทั้ง 6 หมวดหมู่นี้อย่างไร? ให้ตั้งคำถามที่ตามมาเกี่ยวกับเนื้อหา/ภาพของสื่อโดยเฉพาะ และให้ใช้คำย่อพยัญชนะ CRASH ในฐานะที่เป็นวิธีการศึกษา:

 

ก. เนื้อหาสื่อแต่ละอย่างรวมถึงภาพที่สื่ออกมาได้เป็นตัวแทนสภาพแวดล้อม, ชนชั้น เชื้อชาติ อายุ เพศ และความด้อยกว่า หรือไร้สมรรถภาพอย่างไรบ้าง?

ข. เนื้อหาสื่อแต่ละชนิดรวมทั้งภาพสื่อซึ่งดูเหมือนกับ ชนชั้นคนงาน, คนที่ไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากชาวยุโรป, คนชราคนหนึ่ง, ผู้หญิง, บุคคลที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ, คนที่ด้อยโอกาส(handicapped person), คนที่ห่วงใยในสายพันธุ์สัตว์ที่กำลังตกอยู่ในอันตรายใกล้สูญพันธุ์ กำลังจะสื่ออะไรออกมา?

ค. สื่อได้ให้บุริมสิทธิ์หรือสิทธิพิเศษแก่ทัศนะบางอย่างของคนบางกลุ่มเหนือกว่าคนกลุ่มอื่นๆหรือเปล่า มันกำลังแสดงให้เห็นว่าคนบางกลุ่มได้ประโยชน์ และคนบางกลุ่มเสียประโยชน์หรือไม่?

 

สื่อและสังคม (Media and Society)

คำถามใหญ่ซึ่งเรากำลังหวนกลับมาพิจารณากันก็คือ สื่อมีผลกระทบและมีอิทธิพลต่อเราอย่างไร? การมองไปที่อิทธิพลของสื่อที่มีต่อตัวเรา เกี่ยวข้องกับคำถามเชิงปรัชญาอย่างค่อนข้างกว้างขวาง ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำๆในหลายๆรูปแบบและสถานการณ์: พวกเราได้รับผลกระทบและถูกควบคุมอย่างไร้สำนึกโดยอำนาจที่อยู่นอกเหนือตัวของพวกเราเองใช่ไหม? (ทัศนะเกี่ยวกับมนุษย์ในฐานะที่เป็นฟันเฟืองหนึ่งของเครื่องจักรขนาดใหญ่) หรือพวกเรามีอิสรภาพและสามารถดูแลตัวเองได้ (เรามีสิทธิในการปกครองตนเองหรือกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง) โดยการกำหนดตัดสินใจด้วยตัวของเราเองใช่ไหม? (ทัศนะเกี่ยวกับมนุษย์ในฐานะที่มีเจตจำนงเสรี หรือ free-will)

 

ในความสัมพันธ์กับสื่อ เราถูกควบคุมโดยสื่อใช่ไหม หรือเรามีอิสรภาพและทางเลือกในการที่จะใช้มันอย่างไรใช่หรือไม่? สำหรับคำตอบเหล่านี้ ในบทที่ 13 เราจะสำรวจถึงทฤษฎีต่างๆอย่างหลากหลายเกี่ยวกับการสร้างทางสังคม (social construction) ซึ่งเสนอว่า เราถูกวางตำแหน่งอย่างไร้สำนึกและถูกกำหนดโดยไม่รู้ตัว โดยอำนาจที่อยู่นอกเหนือไปจากตัวของพวกเรา. สำหรับในที่นี้ เราให้เหตุผลว่า เราได้ถูกโปรแกรมหรือควบคุมโดยอำนาจภายนอกที่มาควบคุมตัวเรา(อันนี้รวมถึงสื่อด้วย) ทว่าผ่านความมีเหตุมีผลของตัวเราเอง, ความรู้สึกต่างๆของเรา, และความสำนึกซึ่งเรามีความสามารถที่จะตั้งคำถามและเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ: เราสามารถสร้างทางเลือกขึ้นมาได้

 

กุญแจสำคัญสำหรับความเป็นอิสระ ปกครองตนเองได้ คือการรับรู้และความเข้าใจของเรา, ความสำนึกของเรา, เกี่ยวกับว่าโลกใบนี้มันทำงานอย่างไร. บางครั้งการรับรู้ของเราเกี่ยวกับโลกอาจเป็นสิ่งที่แฝงอยู่อย่างสงบ ไม่เปิดเผย: “ถ้ามันยังไม่แตก อย่าได้ไปซ่อมมัน”(if it ain’t broke, don’t fix it) ประโยคที่ยกมานี้เป็นสุภาษิตที่รู้จักกันเป็นอย่างดี, ดังนั้น ถ้าหากว่าสิ่งต่างๆดูเหมือนมันกำลังทำงานไปหรือดำเนินการไปด้วยดี ถ้าเผื่อว่าผู้คนมีความสุขกับชีวิต หากเป็นเช่นนั้น สังคมก็สามารถที่จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องดังที่มันเป็น, เราไม่ต้องไปคิดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น การรับรู้รับทราบของเราสามารถถูกทำให้เชื่องลงหรือนอนเนื่องอย่างสงบเสงี่ยม

 

แต่เมื่อไรก็ตามที่สิ่งต่างๆดำเนินไปในหนทางที่ผิด, ล้มเหลว, แตกร้าว, เมื่อนั้นเราต้องค้นหาหนทางใหม่ๆเกี่ยวกับความเป็นอยู่. เราต้องสร้างความพยายามอันหนึ่งขึ้นมาเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และค้นหาทางออกและระบบใหม่ๆ. การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจะบังเกิดขึ้น ณ ช่วงขณะเหล่านี้ของการแตกหักและวิกฤต

 

การฆาตกรรมหมู่ที่ Port Arthur ในทัสมาเนีย(อยู่ทางตอนใต้ของออสเตรเลีย) (ชายคนหนึ่งได้กราดยิงและฆ่าคนไปราว 35 คน) หรือกรณีเหตุของการบุกเข้าไปยิงที่ Columbine School ในอเมริกา (คน 13 คนถูกฆ่าโดยนักเรียนมัธยมปลาย) สามารถได้รับการมองว่าเป็นกรณีตัวอย่างเกี่ยวกับช่วงขณะของการแตกหักทางสังคม(social fracture) ในกรณีต่างๆเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่น่าขนพองสยองเกล้า และเป็นการฆาตกรรมหมู่ซึ่งไม่อาจอธิบายได้อย่างแจ่มแจ้ง มันบีบบังคับให้ผู้คนทั้งหลายตั้งคำถามถึงกฎเกณฑ์ของสังคมและบรรทัดฐานที่ถูกยอมรับมาก่อนหน้านั้น ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เป็นธรรมชาติ

 

ในกรณีของการฆาตกรรมหมู่ที่ Port Arthur พยายามที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับว่า ทำไมคนๆหนึ่งถึงได้ยิงแบบเดาสุ่มอย่างสนุกสนาน ซึ่งอันนี้ได้ทำให้เกิดทฤษฎีต่างๆขึ้นมาอธิบายอย่างมากมาย. แนวทางปฏิบัติอันหนึ่งก็คือ เพื่อท้าทายและเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธปืนที่ได้รับการยอมรับมาก่อนหน้านั้นของออสเตรเลีย

 

เหตุการณ์เหล่านี้ได้สร้างคลื่นของความตื่นตระหนกในสังคมออสเตรเลียและสังคมอเมริกัน มันบีบคั้นให้ผู้คนทั้งหลายตั้งคำถามว่า ทำไมและอย่างไร เหตุการณ์เหล่านี้จึงเกิดขึ้นมาได้. การโจมตีตึก Pentagon (กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ) และ World Trade Center ในวันที่ 11 กันยายน 2001 ได้น้อมนำไปสู่อาการช็อค และความรู้สึกตื่นตระหนกอย่างกว้างขวางมาก เหตุการณ์เหล่านี้ได้นำผู้คนไปสู่การพิจารณาถึงเงื่อนไขเหตุปัจจัยต่างๆที่อาจเป็นแรงกระตุ้นของบรรดาผู้ก่อการร้าย. สื่อได้แสดงบทบาทที่เป็นแกนกลางในความพยายามต่างๆของผู้คนที่จะค้นหาคำอธิบายซึ่งนำไปสู่ปฏิกริยาโต้ตอบที่แตกต่างกันหลายๆอย่าง

 

เพื่อเปิดให้ประเด็นปัญหาข้างต้นนี้ได้รับการคิดใคร่ครวญอย่างเสรี ให้ถามตัวคุณเองด้วยคำถาม 2 คำถามต่อไปนี้… โดยทั่วไป คุณมองคนอื่นๆและตัวคุณเองจากมุมมองที่คิดว่ามนุษย์ได้ถูกกำหนดจากเหตุปัจจัยภายนอก(deterministic perspective)ในฐานะที่เป็นฟันเฟืองของเครื่องจักรขนาดใหญ่ หรือในฐานะที่คุณสามารถกำหนดตัดสินชะตากรรมของตัวเองได้ในฐานะปัจเจกชนด้วยเจตจำนงเสรี – คุณคิดว่าเป็นอย่างไหนกันแน่? ในความสัมพันธ์กับสื่อ คุณคิดว่าสื่อมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของมนุษย์, หรือตัวคุณเอง มากน้อยเพียงใด; คุณคิดว่าคุณมีอิสระจากอิทธิพลครอบงำของมันมากน้อยเพียงใด?

 

ให้บันทึกความคิดของคุณเพื่อตอบคำถาม 2 ข้อข้างต้น บรรยายถึงความเข้าของคุณเกี่ยวกับผู้คนและสื่อ และยกตัวอย่างจากประสบการณ์ต่างๆของตัวคุณเอง. ให้ลองถามคำถามเดียวกันนี้กับคนอื่นๆและบันทึกทัศนะหรือคำตอบของพวกเขาเอาไว้. พยายามรวบรวมความคิดเห็นทั่วไปและกรณีตัวอย่างที่ชี้เฉพาะเหล่านี้ เพื่อแสดงให้เห็นภาพเกี่ยวกับทัศนะต่างๆโดยทั่วไปข้างต้นน้า 2 จาก 2

สื่อสามารถสะท้อนหรือส่งผลกระทบต่อโลกได้ใช่ไหม? (Do the media reflect or affect the world?)

โดยจารีตแล้ว มีแบบจำลอง 2 แบบที่ได้รับการนำเสนอในฐานะที่เป็นวิธีการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสื่อและสังคม

 

ข้อเสนอแรกก็คือ สื่อได้สะท้อน(reflect)ความจริง คุณค่า และบรรทัดฐานต่างๆของสังคม. ด้วยเหตุดังนั้น ถ้าเผื่อว่าเราต้องการศึกษาสังคมใดสังคมหนึ่ง เราสามารถที่จะมองมาที่สื่อของสังคมนั้นได้ เช่น ภาพยนตร์, นวนิยาย, รายการโทรทัศน์, และเรื่องราวซึ่งเป็นที่นิยมในสังคมดังกล่าว

 

พวกมันสามารถที่จะสะท้อนให้เราทราบว่า ผู้คนในสังคมนั้นรู้สึกและคิดอะไร, พวกเขาประพฤติปฏิบัติกันอย่างไร, และอื่นๆ. สื่อทำหน้าที่ในฐานะกระจกเงาของสังคม หรือหน้าต่างบานหนึ่งบนโลกใบนี้ ซึ่งสามารถถูกนำมาใช้ในฐานะที่เป็นหนทางหรือวิธีการเข้าใจสังคม

 

แบบจำลองที่สองเสนอว่า สื่อได้ส่งผลกระทบ(affect)ถึงความคิด ความเชื่อ และความประพฤติของผู้คนให้เป็นไป. สื่อสร้างค่านิยมและคุณค่าต่างๆขึ้นมาให้กับเรา และมีอิทธิพลโดยตรงต่อการกระทำของพวกเรา. เราควรสำรวจตรวจตราแบบจำลองทั้งคู่นี้

 

สื่อในฐานะที่เป็นการสะท้อนอันหนึ่งเกี่ยวกับสังคม (The media as a reflection of society)

ข้อถกเถียงต่างๆที่สำคัญซึ่งมีต่อความนึกคิดที่ว่า สื่อเป็นเครื่องสะท้อนบรรทัดฐาน คุณค่า และความจริงต่างๆของสังคมคือ สื่อได้”สร้างและเปลี่ยนแปลง”เหตุการณ์ต่างๆมากยิ่งกว่าจะ”สะท้อน”ถ่ายเหตุการณ์ทั้งหลายออกมาเท่านั้น. ยกตัวอย่างเช่น ให้คิดถึงเหตุการณ์ต่างๆซึ่งเกิดขึ้นบนโลกที่เป็นจริง ซึ่งได้ถูกนำเสนออย่างกว้างขวางครอบคลุมอยู่ในสื่อ – เหตุการณ์ต่างๆอย่างเช่น งานพระราชพิธีศพของเจ้าหญิง Diana, พิธีการมอบรางวัล the Academy Award, หรือการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค. เหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างอิสระในสื่อ แต่สื่อได้สร้างให้เหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นมาเป็นบางสิ่งบางอย่างที่มากกว่า, เป็นเหตุการณ์ต่างๆของสื่อ(media events) มันเป็นการสร้างมากกว่าที่จะสะท้อนเหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้ออกมา (Wark 1994)

 

ในออสเตรเลีย การแข่งม้าเพื่อชิงถ้วย Melbourne Cup ได้รับการจัดขึ้นเป็นงานพิธีระดับชาติ(และเมื่อเร็วๆนี้ มีแนวโน้มที่จะเป็นงานระดับนานาชาติ อันนี้ต้องขอบคุณต่อการรายงานข่าวออกไปในโลกกว้างโดยสื่อต่างๆ) ในฐานะที่เป็น”การแข่งขันที่สะกดให้ประเทศทั้งประเทศถึงกับหยุดนิ่ง”(the race that stops a nation). อันนี้ถูกนำเสนอในประโยคปัจจุบัน(present tense), ดูประหนึ่งว่ามันเป็นความจริงเสมอและจะเป็นความจริงเช่นนั้นเสมอไป

 

ในเชิงประวัติศาสตร์ การแข่งม้าดังกล่าวย้อนวันเวลากลับไปได้เพียงคริสตศตวรรษที่ 19 เท่านั้น; แต่เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่ถึงกับ”สะกดให้ประเทศทั้งเทศหยุดลง”จนกลายเป็นความเป็นไปได้ที่เป็นจริงอันหนึ่ง เมื่อการสื่อสารของสื่อสามารถที่จะถ่ายทอดเหตุการณ์นี้อย่างสดๆไปได้ทั่วทั้งประเทศ โดยผ่านโทรเลข, ถัดมาก็วิทยุ, และต่อมาก็โทรทัศน์. ณ จุดนี้นี่เอง สื่อทำให้เกิดความเป็นไปได้เกี่ยวกับการแบ่งปันข่าวสารข้อมูลในเวลาเดียวกันได้ กลายเป็นเหตุการณ์ระดับชาติ (นัยสำคัญของการแข่งม้าเพื่อชิงถ้วย Melbourne Cup สัมพันธ์กับการแสวงหาเอกลักษณ์ของชาติของประเทศออสเตรเลีย). เหตุการณ์ต่างๆที่นำพาให้ประเทศทั้งประเทศดังที่ Benedict Anderson (1983)เรียกว่า “ชุมชนจินตนาการ”(imagined community)ช่วยให้ออสเตรเลียนิยามตัวเองและวัฒนธรรมของพวกเขาขึ้นมาได้. แง่มุมอัตลักษณ์ของประชาชาติหนึ่งยกย่องการแข่งม้าเพื่อชิงถ้วย Melbourne Cup คือชัยชนะเกี่ยวกับเวลาว่างที่มีเหนือการทำงาน

 

สื่อได้กระตุ้นส่งเสริมเหตุการณ์บางเหตุการณ์ให้เกิดมีนัยสำคัญขึ้นมา หนังสือพิมพ์ วิทยุ และเครือข่ายโทรทัศน์เริ่มต้นการรายงาน และการคาดการณ์เกี่ยวกับการแข่งขันดังกล่าวอยู่หลายสัปดาห์ล่วงหน้า. (มันเข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะกับปฏิทินกีฬาประจำปี โดยการมาถึงในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน หลังจากฟุตบอลออสเตรเลีย และฤดูกาลการแข่งขันรักบี้ได้สิ้นสุดลง และก่อนกีฬาคริกเก็ตและกีฬาในช่วงฤดูร้อนอื่นๆกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเต็มที่ ดังนั้น จึงมีพื้นที่ว่างบนสื่อต่างๆเป็นจำนวนมากที่นำมาใช้ได้สำหรับการณ์นี้)

 

มันกลายเป็นสารคดีพิเศษอันหนึ่งของสื่อในรายการต่างๆที่ไม่ใช่กีฬา กลายเป็นเหตุการณ์ที่เป็นข่าวสำคัญอันหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น รายการข่าววิทยุแห่งชาติต่างๆ ได้มีการกระจายเสียงมาจากสถานที่แข่งขันจริงๆ. การคาดการณ์เกี่ยวกับว่าใครจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะได้ถูกนำไปเชื่อมโยงกับการพนันขันต่อและวงการธุรกิจ: การมีส่วนร่วมในเหตุการณ์อันนี้หมายถึงถูกนำเข้าไปพัวพันกับการพนันในบางรูปแบบ

 

สองประเด็นได้เกิดขึ้นมาจากเหตุการณ์ที่สื่อทำขึ้น(media event)คือ

 

– “สะกดให้ประเทศทั้งประเทศหยุดชะงัก”(stopping the nation) เป็นเพียงสิ่งที่เป็นไปได้โดยสื่อ ด้วยเหตุนี้เราสามารถกล่าวได้ว่า สื่อได้สร้างเหตุการณ์นี้ขึ้นมามากกว่าที่จะทำหน้าที่ถ่ายทอดหรือสะท้อนมันเท่านั้น

– ถ้าหากว่าคุณเป็นนักบริโภคสื่ออยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยธรรมชาติแล้ว คุณควรจะสนใจในเหตุการณ์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเผื่อว่าคุณถือว่าตัวคุณเองเป็นออสเตรเลียน. อันที่จริงสื่อเสนอว่า ไม่ต้องไปให้ความสนใจ ซึ่งหมายถึงถ้าคุณไม่ได้เป็นออสเตรเลียน

 

ประเด็นข้อที่สองนี้ เกี่ยวข้องกับการที่สื่อได้สร้างและก่อรูปร่างการกระทำของเราขึ้นมาให้เป็นไปอย่างไร มันทำให้เรารู้สึกว่าเราคือใคร รวมไปถึงกำหนดวิถีชีวิตประจำวันและงานประจำปีของเราขึ้นมาด้วย. อันนี้คือตัวอย่างหนึ่งของวิธีการที่เราดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งที่เราเรียกว่า”โลกของสื่อ”(the media world)

 

สื่อสนับสนุนการสร้างปฏิทินเหตุการณ์ต่างๆประจำปีขึ้น การสร้างนั้นไม่ใช่สิ่งใหม่: ตลอดประวัติศาสตร์ บรรดาสังคมต่างๆได้รวมตัวของพวกมันเองขึ้นมาอย่างเป็นระบบรายรอบเหตุการณ์ที่หมุนวนอยู่ ส่วนใหญ่เป็นวันหยุดทางศาสนาและพิธีเฉลิมฉลองต่างๆ ซึ่งเชื่อมโยงในบางหนทางกับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล และการปฏิบัติ รวมไปถึงพิธีกรรมเกี่ยวกับการรวบรวมพืชพันธุ์ธัญญาหาร พิธีกรรมหรือกิจวัตรเหล่านี้ ได้เปลี่ยนแปลงไปกับกระบวนการเกี่ยวกับการทำให้เป็นอุตสาหกรรม เพื่อว่า วันหยุดต่างๆและพิธีกรรมทั้งหลายจะได้รับการรวบรวมขึ้นมาอย่างเป็นระบบ เพื่อเหมาะกับสภาพการณ์และความต้องการของสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

 

เหตุการณ์ที่สื่อทำขึ้นที่ยิ่งใหญ่สุดประจำปีได้แก่วันคริสต์มาส แต่ยังมีวันอื่นๆซึ่งยังคงเป็นเหตุการณ์ที่สื่อทำขึ้นด้วย เช่น วันวาเลนไทน์ วันพ่อ วันแม่ ต่างก็กำลังกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของปฏิทินสังคมและปฏิทินสื่อทั้งหมด. ทั้งสามวันนี้คือ วันวาเลนไทน์ วันพ่อ วันแม่ ได้ถูกทำให้เป็นเรื่องการค้าหรือธุรกิจไป โดยผ่านการซื้อและส่งบัตรอวยพรและบัตรแสดงความรักรวมไปถึงของขวัญต่างๆ : การส่งเสริมของสื่อเป็นสิ่งที่สำคัญต่อธุรกิจและการค้าต่างๆ. อย่างค่อยเป็นค่อยไป เกือบทุกสัปดาห์และเกือบจะทุกๆวันของแต่ละปี ได้ถูกกำหนดให้เป็นเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ หรือเชื่องโยงกับจุดประสงค์ที่จำเพาะอันใดอันหนึ่ง และสื่อต่างๆเป็นตัวกลางที่จะเป็นผู้ส่งต่อหรือผู้เผยแพร่สู่สาธารณะเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้

 

วันคริสต์มาสจะมาถึงก่อนวันอื่นๆในแต่ละปี; อย่างเช่นงานวันให้รางวัล the Academy Awards – ซึ่งเป็นรางวัลยอดเยี่ยมเกี่ยวกับการส่งเสริมตัวสื่อเองและส่งเสริมจักรวรรดิ์นิยมอเมริกัน – ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ต่างๆที่สื่อทำขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ. ให้หมายเหตุว่า พวกมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง – เช่น คุณได้เห็นการมอบรางวัลออสก้าร์ไหม? มีคนถามผมอย่างนั้น. รู้ไหมว่าใครคือผู้ได้รับรางวัลและใครที่พลาดโอกาสรางวัลนี้ไป พวกเขาสวมใส่ชุดอะไร และใครที่พวกเขามาด้วยปีนี้ คำถามเหล่านี้กลายเป็นความรู้ทางสังคมที่สำคัญชิ้นหนึ่ง พื้นฐานสำคัญทางวัฒนธรรมชนิดหนึ่ง สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทางสังคม. การไม่รู้เรื่องเหล่านี้อาจคุกคามทำให้เราถูกกันออกไปจากสังคม

 

การรายงานข่าวเพิ่มขึ้นได้รับความสะดวกมากขึ้นโดยเทคโนโลยี ที่ได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอ (การเชื่อมต่อกันของสัญญานดาวเทียม) ซึ่งทำให้เกิดการถ่ายทอดข่าวสารกันอย่างทันควันและราคาถูกลง ด้วยภาพและเสียงที่คมชัดสมบูรณ์จากทวีปหนึ่งไปยังอีกทวีปหนึ่ง ในหนทางที่ไม่อาจทำเช่นนั้นได้เมื่อไม่กี่ปีมานี้

 

ให้ลองบันทึกลงไปสำหรับตัวคุณเองว่า เหตุการณ์ต่างๆซึ่งเป็นเหตุการณ์เฉพาะได้กลายเป็นเหตุการณ์สื่อ(media events)ไปอย่างไรบ้าง และมันกำลังพัฒนาไปอย่างไรในแต่ละปี

 

มันเป็นกระบวนการคัดสรรอันหนึ่งที่ทำงานอยู่; เหตุการณ์บางเหตุการณ์ไม่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุน – ยกตัวอย่างเช่น ในปี 1988 การแข่งขันฟุตบอลเพื่อชิงถ้วย African Football Cup ของชาติต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้ถกเถียงกันได้ ถือเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่สำคัญเป็นอันดับสามในโลก รองลงมาจากการแข่งขันฟุตบอล World Cup และ European Cup, อันนี้ไม่ได้รับการรายงานข่าวเกือบทั้งหมด หรือเผยแพร่ในออสเตรเลียเลยนอกจาก SBS, ซึ่งเป็นช่องสัญญานโทรทัศน์เกี่ยวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม(the multicultural television channel)

 

ในทางตรงข้าม อเมริกันฟุตบอลและการแข่งขันรถยนต์เวริล์ดกรังด์ปรีส์(world grand-prix motor racing)กลับได้รับรู้กันอย่างแพร่หลาย และมีการรายงานข่าวเพิ่มเติมทางโทรทัศน์ไปทั่วโลก. การคัดเลือกเหล่านี้ ทำขึ้นมาบนพื้นฐานเกี่ยวกับความปรารถนาและทางเลือกของผู้รับสื่อ หรือบนรากฐานในเชิงธุรกิจที่เป็นตัวขับเคลื่อนผลประโยชน์ต่างๆใช่หรือไม่? การแข่งขันรถยนต์ หนึ่งในเวทีมีที่อยู่ไม่มากนักซึ่งยังคงมีสำหรับการโฆษณาบุหรี่และให้การสนับสนุน เป็นเรื่องที่น่าสนใจโดยเฉพาะในประเด็นนี้. มันคือกลุมผลประโยชน์ขนาดใหญ่ที่ให้การสนับสนุนและการล็อบบี้เพื่อให้มีการรายงานข่าวทางสื่อเกี่ยวกับมัน

 

ดังนั้น ขณะที่สื่อได้สร้างและส่งเสริมเหตุการณ์ต่างๆขึ้นมา อย่างเช่น Melbourne Cup, พวกเขาก็เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ทั้งหลายนี้ไปด้วย. การบันทึกเหตุการณ์ใดเหตุการร์หนึ่งธรรมดาง่ายๆจะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์นั้นไป อันนี้เห็นได้ชัดกับกล้องถ่ายรูป การมีขึ้นมาของกล้องถ่ายรูปได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คน อันนี้อาจเกิดขึ้นกับเรื่องที่ไม่สำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม มันเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่สังเกตเห็นได้

 

เป็นความน่าสนใจและน่าใส่ใจที่สำคัญอันหนึ่งสำหรับผู้สร้างงานสารคดีทั้งหลาย ซึ่งพยายามที่จะบันทึกเหตุการณ์จริงๆเอาไว้อย่างเป็นภววิสัย; ปัจจุบันมีผู้สร้างงานสารคดีจำนวนมากยอมรับการมีอยู่ของพวกเขาที่เปลี่ยนแปลงเรื่องราวต่างๆไป

 

ให้ดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคุณหันกล้องไปยังเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูปหรือกล้องถ่ายภาพยนตร์ ไปยังคนบางคน หรือเขากำลังหันกล้องมายังคุณ. เป็นไปได้ที่คนที่กำลังจะถูกถ่ายรูปหรือถ่ายภาพยนตร์จะกระทำบางสิ่งบางอย่างในการโต้ตอบกับกล้อง แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำอะไรที่แตกต่างไปเลยภายนอก แต่คุณและพวกเขาจะกำลังรู้สึกบางสิ่งบางอย่างที่ต่างไปภายใน เช่น อารมณ์ เป็นต้น. โดยเหตุนี้ เหตุการณ์อันนั้นจึงถูกเปลี่ยนไป

 

การบันทึกของสื่อยังเป็นตัวเริ่มต้นที่ไปกำหนดว่า เหตุการณ์ต่างๆที่เป็นจริงจะเกิดขึ้นเมื่อไรและอย่างไรด้วย. ความเชื่อมโยงกันระหว่างกีฬาและสื่อเป็นสิ่งที่มีนัยสำคัญ; แต่ละอย่างดำรงอยู่ด้วยการพึ่งพาอาศัยกันและกันและส่งเสริมกัน. ความสัมพันธ์กันอันนี้หมายความถึง ตัวอย่างเช่น การยุติการแข่งขันชั่วคราวและการเริ่มเล่นต่อของรายการกีฬาต่างๆ ตัวของมันเองทำได้เหมาะเจาะสอดคล้องกับผลประโยชน์จากการรายงานข่าวผ่านสื่อหรือไม่. ดังกรณีตัวอย่าง เมื่อประตูฟุตบอลถูกยิงเข้า ตามกฎฟุตบอลออสเตรเลียนในเกมการแข่งขันที่ถูกถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ผู้ตัดสินจะต้องรอจนเห็นแสงไฟจากช่องสัญญานโทรทัศน์บ่งชี้ว่า การโฆษณาทางโทรทัศน์ได้ยุติลงแล้วก่อน จึงจะเริ่มต้นการแข่งขันกันต่อไป

 

รายการแข่งขันกีฬาต่างๆยังถูกวางตารางในช่วงของวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับเวลาการดูทีวีที่มีมากที่สุดนั่นเอง. การรายงานข่าวเกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิคได้ถูกจัดการขึ้นอย่างเป็นระบบ รายรอบการรายงานข่าวทางโทรทัศน์ได้ดีที่สุด และสามารถที่จะนำเสนอข่าวกีฬาอันนี้ไปทั่วโลกเหมาะกับเวลาที่มีผู้ชมสูงสุด; เนื่องจากความจำเป็นที่ไม่หลีกเลี่ยงได้อันนี้ การแข่งขันการวิ่งมาราธอนจึงออกวิ่ง ณ เวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับผู้ชมโทรทัศน์ทั่วโลก มากกว่าความเหมาะสมกับตัวนักกีฬาเอง

 

สื่อสามารถกลายเป็นผู้เล่นที่สำคัญอันหนึ่งในเหตุการณ์ต่างๆที่มีนัยสำคัญมากๆ. หนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคือ การรายงานข่าวผ่านสื่อเกี่ยวกับเรื่องของสงครามเวียดนาม. ภาพถ่ายทางโทรทัศน์เกี่ยวกับความโหดร้ายของทหารอเมริกันและความเสียหาย กลายเป็นปัจจัยหลักอันหนึ่ง ในการพัฒนาเกี่ยวกับขบวนการต่อต้านสงครามขึ้นมาในสหรัฐฯและออสเตรเลีย ผลลัพธ์ในการประท้วงของประชาชนได้ช่วยให้เกิดการยุติสงครามในเวลาต่อมา

 

จนกระทั่งปัจจุบัน ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการสะท้อน(reflection)ที่ครุ่นคิดกันว่า สื่อมีอิทธิพลต่อสถานการณ์ในชีวิตจริงอย่างไร; ปรากฏว่า พวกมันไม่สามารถเป็นกระจกเงาที่ส่องสะท้อนอันบริสุทธิ์ไร้เดียงสาได้ นับตั้งแต่ที่พวกมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์และเปลี่ยนแปลงมันไป

 

อย่างไรก็ตาม หากเราพิจารณากันถึงเรื่องราวที่แต่งขึ้นทั้งหลาย(fictions) มันคือแบบจำลองของการสะท้อนที่มีประโยชน์ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่? เรื่องราวที่แต่งขึ้นแสดงให้คนภายนอกทั้งหลายเห็นว่าชีวิตเป็นอย่างไร มันคล้ายกับกับในสังคมบางสังคมโดยเฉพาะใช่ไหม? เราสามารถที่จะบรรลุถึงความเข้าใจเกี่ยวกับอเมริกา, แอฟริกา, หรือออสเตรเลียโดยการดูละครทางโทรทัศน์ของประเทศเหล่านี้ได้ไหม?

 

แบบจำลองการสะท้อน(reflection model)เป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงพอใจในที่นี้ ถ้าหากว่าจะมาทึกทักเอาว่า ผลผลิตต่างๆของสื่อเปิดเผยอย่างโปร่งใสถึงความจริงเกี่ยวกับสังคมบางอย่าง. การใช้วิธีการเข้าถึงอันนี้ คุณจะทึกทักว่าละครทีวีประเภท television soap เรื่อง Neighbours ได้ให้ภาพสะท้อนที่ชัดเจนถูกต้องเกี่ยวกับชีวิตชานเมืองที่เป็นเช่นนั้นของออสเตรเลีย! แต่อย่างไรก็ตาม เป็นที่กระจ่างชัดว่า ขณะที่มันอาจจะสะท้อนถึงท่าทีหรือทัศนคติทางสังคมที่เป็นอยู่ เราต้องการที่จะเข้าใจเรื่อง Neighbours มากกว่านี้มาก โดยการวางมันลงในบริบทของสังคมทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดยการมองไปที่ใครเป็นผู้ผลิตมันขึ้นมา และภายใต้ข้อจำกัดอะไรบ้าง. ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เป็นจริงทางสังคมเกี่ยวกับออสเตรเลีย(หรือสหราชอาณาจักร) ณ เวลาของการสร้างและการบริโภคเกี่ยวกับรายการเหล่านี้ เพื่อเข้าใจถึงว่า รายการพวกนี้มันเหมาะกับจินตนาการซึ่งนิยมกันอย่างไรของผู้รับสื่อทั้งหลาย

 

อันนั้น เราต้องพยายามและเข้าใจว่า ทำไมชาวออสเตรเลียนและชาวอังกฤษ(Briton)จึงดูเรื่อง Neighbours กัน: การวาดภาพที่มีลักษณะเฉพาะอันนั้นเกี่ยวกับความเป็นจริง ทำให้ผู้รับสื่อรู้สึกถูกอกถูกใจบางอย่าง และความสุขเหล่านี้สัมพันธ์กับความเป็นจริงที่แท้อย่างไรบ้างของผู้ดู. อันนี้คือสิ่งทีสำคัญโดยเฉพาะเมื่อพยายามที่จะเข้าใจว่า ทำไมเรื่อง Neighbours จึงเป็นที่นิยมชมชอบกันมากสำหรับผู้ดูที่เป็นคนอังกฤษ

 

มันคือลักษณะของยูโธเปียของมันใช่ไหม แดดกล้า การดำเนินชีวิตที่สะอาดหมดจดไร้มลทิน ที่ได้ให้ความพึงพอใจจากการพยายามหนีรอดไปจากชีวิตจริงของผู้ชมทั้งหลาย ซึ่งต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดและกดดันมากของความเปล่าเปลี่ยว, ชีวิตในเมือง, และทิวทัศน์ในประเทศอังกฤษที่น่าเบื่อใช่หรือไม่?

 

แม้แต่การไม่มีอยู่หรือการละเลยต่างๆในเนื้อหาของสื่อ ก็เปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้อย่างน่าสนใจเช่นกันเกี่ยวกับประเด็นปัญหาทางสังคม ซึ่งมันแพร่หลายอยู่ ณ เวลานั้น และในสถานที่ซึ่งเนื้อหาของมันได้รับการสร้างขึ้นมา ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะตระหนักหรือรู้ถึงสิ่งที่ได้ถูกกีดกันออกไป. ยกตัวอย่างเช่น แม่ที่เก่งกล้าซึ่งอยู่คนเดียว และผู้คนในความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศที่น่าเป็นห่วง แทบจะไม่ถูกนำเสนอมาก่อนช่วงกลางทศวรรษที่ 1980s เลย เป็นต้น

 

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าเราพยายามที่จะทำความเข้าใจสังคมอังกฤษและออสเตรเลียในช่วงทศวรรษที่ 1980s และ 1990s, เรื่อง Neighbours ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสุดๆ จะเป็นแหล่งต้นตอที่มีประโยชน์อันหนึ่ง ท่ามกลางเรื่องอื่นๆอีกมากมาย, พยายามและบรรลุถึงภาพๆหนึ่งเกี่ยวกับสังคมเหล่านั้นว่ามันทำงานอย่างไร ความเชื่อและค่านิยมต่างๆของพวกเขาคืออะไร. กล่าวอีกนัยหนึ่ง บางส่วน มันสามารถที่จะถูกนำมาใช้ในฐานะที่เป็นการสะท้อนถ่ายอันหนึ่งเกี่ยวกับช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์อันนี้

 

แบบจำลองเรื่องผล: อิทธิพลชนิดใดที่ทำให้สื่อมีผลต่อคนดู?
(The effects model: what sort of influence do the media have on audiences?)

มาถึงตอนนี้ขอให้เรามาพิจารณากันถึงเรื่องแบบจำลองเกี่ยวกับผล(the effect model). ส่วนหนึ่งของปัญหาในที่นี้คือ คำอะไรที่นำมาใช้เพื่ออธิบายถึงสิ่งที่สื่อได้กระทำกับพวกเรา. คำนั้นก็คือคำว่า”ผล”(effect) ได้ถูกนำมาใช้อยู่บ่อยๆอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อนำเสนอสิ่งที่เป็นคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำกับสิ่งที่ถูกกระตุ้นโดยสื่อ: เราดูบางสิ่ง และมันทำให้เรากระทำบางสิ่ง. คำว่า”อิทธิพล”(influence)ค่อนข้างจะเป็นประโยชน์ในที่นี้ เพราะมันยินยอมให้เกิดความยืดหยุ่นได้มากกว่า: เราจ้องดูบางสิ่งบางอย่าง และมันกระตุ้นให้เราทำหรือเชื่อบางสิ่งบางอย่าง

 

ศัพท์คำว่า”ผล”(effect) ยังเป็นประโยชน์ด้วยในฐานะที่มันสามารถอ้างอิงถึง”การเปลี่ยนแปลง”(change)ในความรู้สึกทั่วๆไปอันหนึ่ง หรือสามารถถูกนำมาใช้เป็นการเฉพาะเพื่อบ่งชี้ถึงมิติต่างๆในเชิงกายภาพเกี่ยวกับการขานรับทางด้านอารมณ์ความรู้สึก (อย่างเช่น ความกลัวที่ทำให้ขนหัวลุก [hair-raising fear] หรืออาการร้อนผ่าวขึ้นมาทันที [hot flush] เกี่ยวกับความรู้สึกขวยเขิน หรือรู้สึกอับอาย)

 

ข้ออ้างเหตุผลของเราในที่นี้คือ สื่อสามารถกระทำ และมีอิทธิพลต่อเราในหลายๆวิธีการ. เพราะฉะนั้น เราควรจะโอนเอียงกับศัพท์คำนี้. แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งเราจะใช้ศัพท์คำว่า”ผล”(effect)เพื่อบ่งชี้ถึงผลลัพธ์โดยตรงหรือสามารถวัดได้เกี่ยวกับการบริโภคสื่อ และแน่นอน เราต้องตระหนักเกี่ยวกับศัพท์คำนี้ เพราะว่า มันเป็นแนวคิดสำคัญในการถกเถียงเกี่ยวกับอิทธิพลและพลังอำนาจของสื่อ

 

ประเด็นที่ก่อให้เกิด”ผล”เกี่ยวกับความนิยม มันถูกนำเสนอขึ้นมาอย่างไร? ในปี ค.ศ.1988 มีเรื่องราวหนึ่งในหน้าหนังสือพิมพ์ West Australian ซึ่งพาดหัว “Cartoon Triggers Illness”(การ์ตูนกระตุ้นให้เกิดอาการป่วย)รายงานว่า เด็กๆหลายร้อยคนถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น หลังจากรู้สึกไม่สบายขณะที่ดูรายการภาพยนตร์การ์ตูนยอดนิยมทางโทรทัศน์ซึ่งถ่ายทอดผ่านเครือข่ายทั่วประเทศ. การ์ตูน… กระตุ้นให้เกิดอาการชักกระตุก อาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อในเด็ก… เมื่อแสงแลบสีแดงแปลบปลาบที่สว่างเจิดจ้าปรากฎขึ้นมาบนจอทีวีราว 5 วินาที (West Australian 1988a)

 

ดูเหมือนไม่ต้องสงสัยเลยว่า ฉากนี้โดยเฉพาะของรายการยอดนิยม(Pokemon)ได้ก่อให้เกิดปฏิกริยาโต้ตอบของผู้ดูเป็นจำนวนมาก แต่ผลอันนั้นของสื่อในตัวอย่างกรณีนี้ไม่ได้สัมพันธ์กับเรื่องราวความรุนแรงแต่อย่างใด (เนื้อหาของรายการโทรทัศน์) แต่มันเนื่องมาจากรูปแบบการนำเสนอของมันมากกว่า (การถ่ายทอดของสัญญานแสงซึ่งเป็นเรื่องของอิเล็คทรอนิค)

 

ผลในทำนองเดียวกันซึ่งเป็นคำอธิบายในหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว ได้รายงานว่าฉากของ Pokemon ถูกค้นพบว่า ปรากฎขึ้นในฐานะที่เป็นผลลัพธ์อันหนึ่งของแสงไฟแฟลชที่กระพริบอย่างรวดเร็ว(stroboscopic) ซึ่งสามารถที่จะก่อให้เกิดอาการโรคลมบ้าหมูได้ในผู้ดูบางคน. อันนี้คือตัวอย่างหนึ่งของวิธีการต่างๆที่สื่อทั้งหลาย สามารถส่งผลกระทบต่อสมาชิกที่เป็นคนดูได้ในระดับกายภาพ

 

ส่วนผลทางด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมโดยตรงของเนื้อหาสื่อ เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากกว่ามากที่จะวัดหรือประเมินผล. ในทำนองที่คล้ายกัน มันเป็นไปได้ที่จะตรวจวัดโดยทันทีได้, เช่นปฏิกริยาต่อความรู้สึกอย่างเช่น การหัวเราะ หรือแนวโน้มต่างๆที่เกี่ยวกับอาการเครียด ซึ่งเกิดขึ้นมาในช่วงระหว่างภาพกำลังตื่นเต้นและตัดไปยังโฆษณาหรือหยุดพัก, แต่นั่นยังไม่สลับซับซ้อนเท่าไรนัก มันเป็นการโต้ตอบทางอารมณ์เกี่ยวกับความต่อเนื่องเท่านั้น

 

สื่อยังสามารถสร้างผลต่อพฤติกรรมของพวกเราโดยผ่านรูปแบบต่างๆทางด้านเทคโนโลยีของมัน. อุปนิสัยและการดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเราได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง โดยผ่านการเพิ่มจำนวนมากขึ้นของระบบการสื่อสาร. พัฒนาการเกี่ยวกับสื่อได้ทำให้ความเป็นอยู่ของพวกเรารวดเร็วขึ้น ยึดติดอยู่กับการนั่งมากขึ้น และอยู่กับบ้านมากตามไปด้วย: การสื่อสารผ่านโทรศัพท์ ผ่านอินเตอร์เน็ต ทำให้เราสามารถติดต่อกับคนอื่นๆได้อย่างทันทีทันควัน

 

โทรศัพท์มือถือทำให้วัยรุ่นทั้งหลายและบรรดานักธุรกิจ มีอิสรภาพในเชิงภูมิศาสตร์มากกว่าแต่ก่อน ทำให้พวกเขาสามารถติดต่อและถูกติดต่อได้อย่างสะดวกง่ายดายมากขึ้นโดยเพื่อนๆของพวกเขา, พ่อแม่, หรือการติดต่อทางด้านธุรกิจ เมื่อพวกเขาอยู่นอกบ้านหรือสำนักงาน. เราสามารถเกี่ยวข้องกับปัญหาต่างๆ และสื่อสารความรู้สึกต่างๆกันได้ ข้ามระยะทางในชั่วขณะ และผู้คนไม่จำเป็นต้องมีความสามารถในทางคำนวณง่ายๆธรรมดากันอีกต่อไปแล้ว เมื่อพวกเขาได้เรียนรู้ว่าจะใช้เครื่องคิดเลขกันอย่างไรเท่านั้น

 

การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่าง word processor มีผลอย่างมากต่อการเขียนของพวกเรา มันทำให้ง่ายมากที่จะผลิตเนื้อหาต่างๆขึ้นมา และสามารถที่จะก๊อปปี้ได้สะดวกด้วย อันนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการจัดระบบใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง. ดังนั้น แบบแผนที่แท้จริงเกี่ยวกับการดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเรา ในโลกของสื่อซึ่งเราอาศัยอยู่ร่วม ได้ถูกสร้างขึ้นมาในหนทางที่แตกต่างอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีสื่อต่างๆ

 

อันนี้คือส่วนหนึ่งซึ่ง Marshall McLuhan กำลังได้รับเมื่อตอนที่เขาพูดประโยคที่ว่า “The Medium is the message” (สื่อก็คือสารนั่นเอง)(McLuhan 1987, p.7). มากยิ่งกว่าการเพ่งความเอาใจใส่ลงไปที่เนื้อหาของสาร เขาต้องการให้ผู้คนคิดถึงรูปแบบต่างๆทางด้านเทคโนโลยีของสื่อ และสิ่งเหล่านี้มันส่งผลกระทบต่อผู้คนทั้งหลายอย่างไร

 

แต่ในความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับคำถามเกี่ยวกับ”ผล”, การส่งผล, และอิทธิพล มันคือพื้นที่เกี่ยวกับเนื้อหาของสื่อ(media content) และวิธีการที่มันถูกนำเสนอที่พวกเราต้องโฟกัสลงในรายละเอียดมากกว่านี้. อันนี้คือพื้นที่ที่ได้มีการหยิบยกขึ้นมาสนทนากันส่วนใหญ่และเป็นเรื่องที่โต้เถียงกันมาก. รายงานของหนังสือพิมพ์อีกฉบับหนึ่ง ด้วยการพาดหัวว่า”Suicide Alert on Film”(ระวังการฆ่าตัวตายในภาพยนตร์) ได้แสดงให้เห็นคำเตือนให้ระวังอันตรายเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายดังกล่าว ซึ่งสามารถถูกนำเสนอออกมาเป็นความนิยมได้

 

ฉากการฆ่าตัวตายในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดในเรื่อง Romeo and Juliet ได้กระตุ้นความห่วงใยในท่ามกลางนักจิตวิทยาและผู้ให้คำปรึกษาทั้งหลาย เกี่ยวกับภาพยนตร์ที่มีฉากการฆ่าตัวตายแบบโรแมนติคต่างๆ… “อะไรก็ตามที่มีอทธิพลต่อการฆ่าตัวตายให้สูงขึ้น ควรจะได้รับความเอาใจใส่จากสังคมเป็นอย่างสูง”(West Australian 1997)

 

ความเกี่ยวพันกันในที่นี้ก็คือ ภาพยนตร์สามารถที่จะกระตุ้นการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นได้โดยตรง เมื่อช่วงเริ่มต้นคริสตศตวรรษที่ 21ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศหนึ่งซึ่งมีสถิติเด็กวัยรุ่นฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นผู้ชายซึ่งมีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ในระดับสูง ผลที่ตามมาทำให้สังคมออสเตรเลียนมีความรู้สึกอ่อนไหวต่อประเด็นปัญหานี้

 

แต่อย่างไรก็ตาม หากเคลื่อนไปสู่การเซ็นเซอร์ภาพยนตร์นี้ เนื่องมาจากการที่มันให้ภาพเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย จะเป็นเรื่องที่ผิดที่ผิดทางไปอย่างลึกซึ้งในการแก้ปัญหา. การฆ่าตัวตายของเยาวชนเป็นผลผลิตของเงื่อนไขหรือสภาพการณ์ทางสังคมที่กว้างมาก และอันนี้เป็นเรื่องซึ่งต้องการการพิจารณาให้ถี่ถ้วน. ในเวลาเดียวกัน สื่อสามารถที่จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขทางสังคมเหล่านี้

 

การดูการรายงานข่าวเกี่ยวกับเรื่องโรดเอดส์, ผู้ก่อการร้าย ผู้อพยพลี้ภัย โลกที่กำลังร้อนขึ้น และความอดอยากหรือวาตภัย พอจะเป็นไปได้ว่ามันอาจทำให้ใครบางคนซึ่งรู้สึกหดหู่ ไร้พลัง และขาดความเชื่อมั่นอยู่แล้วทำการอัตวินิบาตกรรมตนเองสำหรับเหตุผลเหล่านี้ ซึ่งง่ายที่จะเข้าใจกว่าการได้รับการยั่วยวนโดยการแสดงที่ดึงดูดใจเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของคนหนุ่มสาวในภาพยนตร์เรื่อง Romeo and Juliet

 

ลองดูตัวอย่างซึ่งเป็นรูปธรรมมากขึ้นอีกตัวอย่างหนึ่ง หนึ่งในสถิติเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของเด็กวัยรุ่นผู้ชายในออสเตรเลียคือว่า วัยรุ่นที่เป็นเกย์จำนวนมากพยายามที่จะฆ่าตัวตาย. อันนี้ได้รับการให้เหตุผลว่า เกิดขึ้นเนื่องมาจากความทุกข์ยากลำบากใจของพวกเขา ที่มีต่อวิธีการที่สังคมปฏิบัติกับคนที่รักร่วมเพศ

 

จากสถิติที่เชื่อถือได้ที่สุดแสดงให้เห็น… 20-35 เปอร์เซนต์ของวัยรุ่นที่เป็นเกย์ พยายามที่จะฆ่าตัวตาย. หนุ่มสาวชาวเกย์ บ่อยครั้ง มีท่าทีที่ฝังลึกภายในเกี่ยวกับภาพลักษณ์และทัศนคติที่ตายตัวเกี่ยวกับตัวของพวกเขาเอง. และเมื่อไรที่คุณถูกบอกว่าคุณเป็นคนป่วย, คนเลว และดำรงอยู่อย่างผิดๆ โดยไม่เข้าใจว่าคุณเป็นใคร คุณก็เริ่มเชื่อคำพูดเหล่านั้น (Herdt 1989, p.31)

 

Alan McKee (1997) ได้ให้เหตุผลว่า สื่อได้ถูกนำเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพราะพวกมันนำเสนอภาพลักษณ์ที่เป็นไปในเชิงบวกน้อยมากเกี่ยวกับหนุ่มสาวเกย์. เขาเห็นถึงความต้องการเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนชาวเกย์ที่ป๊อปปิวล่าร์ ในฐานะที่เป็นหนทางหนึ่งซึ่งจะช่วยยกระดับความเข้าใจและความนับถือในตนเอง และต่อสู้กับสถิติการฆ่าตัวตายเหล่านี้. ในความสัมพันธ์กับประเด็นปัญหาข้างต้น และสำหรับคนทั่วไปส่วนใหญ่ ความเชื่อมโยงระหว่างสื่อและสังคมเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน

 

นอกจากนี้ ประเด็นเกี่ยวกับผล บ่อยครั้งมาก ยังถูกตั้งคำถามขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องเพศและความรุนแรงด้วย. สมมุติฐานง่ายๆธรรมดาคือว่า ความรุนแรงของสื่อกระตุ้นพฤติกรรมอันรุนแรงในหมู่ผู้รับ และการเสนอภาพเกี่ยวกับเรื่องเพศโดยสื่อ สามารถที่ทำให้ผู้รับชั่วหรือเลวลงได้. ถึงแม้ว่างานวิจัยเกี่ยวกับผลของสื่อต่างๆจะยังไม่สรุปเช่นนั้น บ่อยทีเดียว มันถูกเสนอว่าการก่ออาชญากรรมได้ถูกกระตุ้นหรือสนับสนุนโดยการดูเรื่องความรุนแรงหรือภาพโป๊ในสื่อ อันนี้คือข้ออ้างเหตุผลอันหนึ่งซึ่งบางครั้งได้ถูกนำมาใช้ในศาลสถิตย์ยุติธรรม

 

คำตอบในเชิงตรรกสำหรับผู้คนเป็นจำนวนมากคือ ต้องมีการจำกัดสิ่งที่สามารถถูกเฝ้าดูโดยผ่านการเซ็นเซอร์. แต่อย่างไรก็ตาม ดังแนวทางนี้จากภาพยนตร์เรื่อง Scream เสนอแนะอย่างเหมาะสมว่า สื่อไม่อาจที่จะรับผิดชอบสำหรับการทำให้ผู้คนเป็นคนเลว: “ภาพยนตร์ไม่ได้สร้างสรรค์ผู้ป่วยทางจิตขึ้นมา แต่พวกมันทำให้ผู้ป่วยทางจิตสร้างสรรค์มากขึ้น”

 

ขณะที่ยอมรับว่า สื่อสามารถที่จะมีอิทธิพลต่อเรา และนั่นทำให้เราต้องการการเซ็นเซอร์ในบางรูปแบบ เราได้สร้างข้อเสนอต่างๆที่ตามมาต่อไปนี้ ซึ่งสวนทางกับการเซ็นเซอร์ที่เพิ่มขึ้น และสวนทางกับการใช้แบบจำลองเกี่ยวกับผล(the effect models) เพื่อให้เหตุผลหรือหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้

 

1. เรามีความเป็นอิสระบางอย่าง (เช่น การควบคุมตนเอง, และการกำหนดตัดสินได้ด้วยตนเอง)ในสิ่งที่เราประพฤติปฏิบัติ; ขณะที่เราอาจลอกเลียนบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งเราเรียนรู้จากสื่อ – เช่น จะสวมใส่เสื้อผ้าชุดอะไร สไตล์ของการใช้ภาษา และปฏิกริยาต่อกันทางสังคม – เรารู้ถึงสิ่งที่มันมุ่งหมายหรือเจตนาให้เป็นเรื่องรุนแรงกับบางคน และเราระมัดระวังเกี่ยวกับการกระทำต่างๆอันนั้น. เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลซึ่งสามารถที่จะคิดและสะท้อนถ่ายสิ่งที่เราเห็นและกระทำ. เรายังรู้ถึงความแตกต่างระหว่าง การแสดงหรือเป็นตัวแทนต่างๆของสื่อ สำหรับเรื่องราวทั้งหลายและภาพความรุนแรงที่ปรากฏขึ้น – นั่นคือ พวกมันเป็นเพียงเรื่องราว”สิ่งที่เสกสรรค์”ขึ้นมาหรือ”สิ่งที่เป็นจริง”

 

เราสามารถตัดสินได้เกี่ยวกับสิ่งที่เราบริโภคจากสื่อ; เราไม่ได้ขานรับมันโดยอัตโนมัติในสิ่งที่เราเห็น. เราเชี่ยวชาญในการจำแนกระหว่าง การเป็นตัวแทนของสื่อ เรื่องราวและเรื่องที่แต่งขึ้น ที่อาจบรรจุภาพของความรุนแรงต่างๆเอาไว้ (เลียนแบบโดยการใช้เลือดหมูและแผลที่ทำปลอมขึ้นมา) และสิ่งที่เป็นจริง. การกล่าวโทษหรือตำหนิสื่อเป็นการแก้ตัวชนิดหนึ่งซึ่งปฏิเสธความรับผิดชอบของตัวเราเอง (และบ่อยครั้งมันถูกใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในฐานะที่เป็นข้ออ้างเหตุผลเพื่อจุดประโยคบางประโยคขึ้นมา อันนำไปสู่การสอบสวนอาชญากรรมความรุนแรงต่างๆเหล่านั้น)

 

2. มันเป็นสิ่งสำคัญที่ว่า เราสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความรุนแรงจริงๆและเรื่องทางเพศได้ในโลกนี้ เพราะการจำกัดการเข้าถึงดังกล่าว และการควบคุมข้อมูลข่าวสาร ถือเป็นการสะกัดกั้นทางสังคมและทางการเมือง. สงครามเวียดนามถือเป็นตัวอย่างที่สำคัญยิ่ง เกี่ยวกับว่า การรายงานข่าวของสื่อสามารถจัดหาข่าวสารข้อมูลให้กับสังคมได้อย่างไรบ้าง ซึ่งได้ส่งผลทางการเมืองในเวลาต่อมา

 

การายงานข่าวของสื่อเกี่ยวกับสงครามครั้งนี้ เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อการผันเปลี่ยนชาวอเมริกันและชาวออสเตรเลียนให้ต่อต้านสงคราม. ในช่วงระหว่างสงครามอ่าวในปี ค.ศ.1991 สื่อตะวันตกได้ถูกควบคุมอย่างหนักโดยกองทัพ และการรายงานข่าว ถูกเปรียบเทียบคล้ายกับวิดีโอเกม ถูกทำอย่างมีสติมากในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสนับสนุนสงคราม. เราต้องการที่จะเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างเต็มที่ นั่นคือ อิทธิพลต่อสาธารณชนโดยตรงซึ่งมีต่อเรา

 

นับตั้งแต่ที่ผู้คนทั้งหลายได้ให้ความไว้วางใจในสื่อ เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่มาจากระยะไกลและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นห่างออกไป การควบคุมการเป็นตัวแทนโดยสื่อสามารถเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่งในการสนับสนุนความเชื่อและทัศนคติโดยเฉพาะทั้งหลาย: สื่อได้ก่อรูปหรือสร้างการรับรู้ของพวกเราขึ้นมาเป็นเนื้อที่ที่แน่นอนอันหนึ่ง

 

ยังมีคำถามอีกข้อหนึ่งเกี่ยวกับการที่ความรุนแรงจริงๆได้ถูกนำเสนอในโทรทัศน์อย่างไร. ที่เรียกว่า”reality TV”โปรแกรม อย่างเช่นรายการ When Animals Attack (เมื่อสัตว์จู่โจม) และการแสดงให้เห็นภาพที่ถูกถ่ายขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องการการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และคนขับรถที่เลวๆ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการที่พวกมันได้ทำให้เกิดความตื่นเต้นจากความรุนแรง

 

หนึ่งในสิ่งต่างๆที่คุณควรตระหนักหรือรับรู้เกี่ยวกับมันในฐานะที่เป็นการวิจารณ์สื่อก็คือ ภาษาของสื่อมันแสดงออกมาอย่างไร เช่น มุมกล้อง ดนตรีประกอบ การตัดต่อ การถ่ายทำภาพช้า และอื่นๆ สามารถถูกนำมาใช้นำเสนอและกำหนดควบคุมเหตุการณ์ต่างๆในลักษณะที่เป็นการเฉพาะได้ และอันนี้ต้องการการวิเคราะห์ในเชิงวิพากษ์อย่างยิ่ง

 

3. กรณีรายรอบซึ่งเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์และความรุนแรงที่แต่งขึ้น(fictional) ก่อให้เกิดการตั้งคำถามที่แตกต่างกัน. กฎหมายการเซ็นเซอร์ในออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ประสบกับความเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการทำให้เป็นประชาธิปไตย และเสรีนิยมกว้างขวางขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1960s. เซ็กส์และความรุนแรงอย่างเปิดเผยกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสื่อโดยเฉพาะเรื่องราวที่แต่งขึ้น อันนี้ได้รับการช่วยเหลือโดยเทคโนโลยีที่ปรับปรุงขึ้นมา และ special effect หรือเทคนิคพิเศษที่ได้มีการทำขึ้นเป็นรูปภาพลายเส้น หรือ graphic เพื่อมาใช้ช่วยอธิบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับเรื่องความรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการใช้ภาพจริงและเสริมรายละเอียดเข้าไปด้วย

 

ปฏิกิริยายาต่างๆต่อเรื่องนี้ และการรณรงค์ที่ต่อต้านเรื่องเซ็กส์และความรุนแรงผ่านสื่อ ได้เกิดขึ้นทั่วไปนับจากทศวรรษที่ 1970s และยังคงมีการถกเถียงกันอยู่อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับประเด็นปัญหาดังกล่าว. พัฒนาการเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดคำถามที่ตามมาคือ: เราต้องการให้มีการเซ็นเซอร์ใช่หรือไม่? ควรจะมีการจำกัดสิ่งที่ถูกนำออกมาแสดงใช่ไหม? ใครคือคนที่ควรได้รับการยินยอมให้ดูอะไรได้บ้าง? เส้นแบ่งเขตอะไรที่เราต้องการลาก เพื่อที่จะทำให้ผู้ดูทั้งหลายได้มีข้อมูลทางเลือกเกี่ยวกับสิ่งที่เขาปรารถนาจะดู โดยไม่มีการตัดโอกาสทางการเมืองและศิลปะซึ่งเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพในการเลือกทิ้งไป? เราจะนิยามถึงลักษณะเฉพาะหรือทิวทัศน์ต่างๆอย่างไร ที่เราต้องการหรือประสงค์จะให้มีในโลกของสื่อ

 

ในการถกเถียงกันระหว่างคนที่เชื่อในเรื่องเสรีภาพของตนเอง (การเป็นอิสระปกครองตนเองได้ และเสรีภาพที่จะเลือก) และพวกที่เชื่อในการกำหนด (เป็นเรื่องของเงื่อนไขที่มีมากกว่า, ฟันเฟืองของเครื่องจักรขนาดใหญ่ เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์มาจากเหตุปัจจัยมากกว่าการเลือก) เราได้ถูกโน้มเอียงไปสู่ลัทธิเสรีนิยม. ในโลกอุดมคติพวกเราไม่ต้องการให้มีการเซ็นเซอร์ แต่โลกของเราไม่ได้เป็นดั่งอุดมคติ; เราต้องการที่ปกป้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กๆ ต่อภาพต่างๆซึ่งเป็นอันตรายและล่อลวงต่อพวกเขา หรือกระตุ้นสนับสนุนอันตรายเหล่านั้น – เราต้องการการตรวจสอบหรือการเซ็นเซอร์บางอย่าง และข้อจำกัดบางประการ. แต่อย่างไรก็ตาม ในที่นี้ได้เสนอข้อถกเถียงในเชิงเหตุผล 2 ประการซึ่งมีต่อเรื่องของการเซ็นเซอร์ดังนี้:

 

ประการแรก, เกี่ยวข้องกับคุณค่าและความสำคัญของความคิดเพ้อฝัน. เรื่องราวที่แต่งขึ้น(fictional stories) อย่างเช่นความฝัน ยินยอมให้เราสำรวจและหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวที่เพ้อฝันได้ ความฝันเกี่ยวกับการทำร้ายคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่อย่างเดียวกันกับการได้กระทำมันไปลงไปจริงๆ กระนั้นก็ตาม พวกเราเป็นจำนวนมาก ฝันเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ในบางครั้ง. เรื่องราวที่เสกสรรค์ขึ้นมาทั้งหลายยอมให้เราสำรวจและทำความเข้าใจความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องเพศและความรุนแรงของเรา

 

Bruno Bettelheim ได้ให้เหตุผลสนับสนุนคุณค่าเกี่ยวกับเทพนิยายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงสำหรับพวกเด็กๆ. แม้ว่า”เทพนิยายต่างๆ”จะประสบกับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อมีการค้นพบใหม่ๆทางด้านจิตวิเคราะห์และและจิตวิทยาเกี่ยวกับเด็ก ซึ่งได้เผยให้เห็นว่า เรื่องความรุนแรง ความกระวนกระวายใจ การทำลายล้าง และแม้กระทั่งเรื่องเกี่ยวกับการกระทำทารุณกับผู้หญิงในช่วงที่เกิดตัณหา(sadistic)ในจินตนาการของพวกเด็กๆเป็นอย่างไร

 

Bettelheim ให้เหตุผลว่า เทพนิยายต่างๆ ยอมให้เนื้อที่อันหนึ่งสำหรับจินตนาการอันนี้ และการไปห้ามปรามหรือประณามเทพนิยาย เพราะว่าพวกมันเป็นสิ่งซึ่งน่าเกลียดน่ากลัวและทำให้ตกอกตกใจ จะเก็บงำอสุรกายที่น่ากลัวอันนี้เอาไว้ภายในตัวเด็กและเป็นสิ่งที่ไม่ได้พูดถึงมัน, มันจะหลบซ่อนอยู่ในจิตไร้สำนึก… การปราศจากเรื่องราวที่เพ้อฝันเหล่านั้น เด็กๆจะขาดเสียซึ่งการได้รู้ถึงสัตว์ประหลาดหรืออสุรกาย[ที่มาโจมตี]เขาได้ดีขึ้น และมันก็จะไม่ช่วยแนะนำเขาเกี่ยวกับว่า เขาอาจจะควบคุมหรือเป็นนายเหนือมันได้อย่างไร (Bettelheim 1978, p.120)

 

ประการที่สอง, มีผู้กล่าวว่าการเซ็นเซอร์เกี่ยวกับเรื่องเพศและความรุนแรงนั้นมันไม่ทำงาน. การตรวจสอบหรือการเซ็นเซอร์สะท้อนความเชื่ออันหนึ่งที่ว่า ถ้าเผื่อเราควบคุมภาพที่ปรากฏบนสื่อได้ เราก็จะสามารถควบคุมพฤติกรรมของคนได้: ถ้าหากว่าเราหยุดยั้งการแสดงภาพของความรุนแรง ผู้คนก็จะยุติการกระทำอันรุนแรงลง. แต่อย่างไรก็ตาม ผู้คนกระทำและรู้สึกรุนแรงกับคนอีกคนหนึ่งด้วยเหตุผลที่หลายหลาก ถ้าเผื่อว่าคนทั้งหลายต้องการดูภาพของความรุนแรงหรืออาการโกรธเกรี้ยวในสื่อ มันอาจเป็นเพราะว่า มันมีความรุนแรงและความรู้สึกเกรี้ยวโกรธมากมายในโลกของความเป็นจริง (ด้วยเหตุนี้ สื่อจึงทำหน้าที่สะท้อนความรู้สึกเหล่านี้ออกมา). ความโกรธถูกทำให้เกิดขึ้นมาโดยการกดขี่บีบคั้นทางสังคม ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุผลที่สำคัญอันหนึ่ง

 

วิธีการเกี่ยวกับข้องกับความรุนแรงอันนั้นมิใช่โดยการไปเซ็นเซอร์สื่อ แต่ควรจะสำรวจตรวจตราสิ่งซึ่งกำลังเกิดขึ้นในสังคมจริงๆ และพยายามเกี่ยวข้องกับมูลเหตุที่ลึกซึ้งของความเกรี้ยวโกรธและความรุนแรง. การโฟกัสความสนใจลงไปที่ความรุนแรงในสื่อและทำการเซ็นเซอร์ จะเป็นการทำให้เราไขว้เขวจากการมองดูปัญหาต่างๆของสังคมที่กำหนดความรุนแรงขึ้นมา. ถ้าหากว่าความรู้สึกรุนแรงมีอยู่ที่นั่นจริง การเซ็นเซอร์ก็จะไม่ทำให้มันหายห่างจากไปได้

 

ข้ออ้างในเชิงเหตุผลอย่างเดียวกันนี้ ประยุกต์ใช้กับภาพเกี่ยวกับเรื่องทางเพศด้วย
ในโลกอุดมคติ เราจะต้องใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจถึงสิ่งที่ผู้คนกำลังรู้สึกในเรื่องทางเพศและเรื่องทางอารมณ์ มากกว่าที่จะพึ่งพาวิธีการเซ็นเซอร์สื่อ. มันกำลังเป็นเรื่องยุ่งยากลำบากขึ้นว่า ผู้คนทั้งหลายต้องการล่อลวงทางเพศกับพวกเด็กๆ หรือต้องการดูการแสดงต่างๆเหล่านั้น แต่ข้อเท็จจริงคือ พวกเขากลับชี้ไปที่ปัญหาต่างๆทางเพศในสังคมตะวันตก. บางครั้งสื่อยกย่องความรู้สึกทางเพศ แต่บ่อยครั้ง พวกเขาก็ชี้ไปยังปัญหาทางเพศและการปราบปรามด้วย ซึ่งถูกรู้สึกโดยคนจำนวนมาก. การเซ็นเซอร์หรือความเกรงกลัวภาพที่ปรากฏบนสื่อเกี่ยวกับเรื่องเพศ ได้ดึงความสนใจไปสู่ความต้องการที่จะมองเข้าไปใกล้มากขึ้นในความรู้สึกต่างๆทางเพศของพวกเรา เพื่อเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้อย่างเปิดเผยในโลกของความเป็นจริง. เราอาจถกว่า จริงๆแล้ว มันมีเรื่องเพศน้อยเกินไปในสื่อต่างๆ มีรายการหรือโปรแกรมเกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยมาก (อย่างเช่น Sex/Life) ซึ่งพยายามที่จะนำเอาแง่มุมเกี่ยวกับเรื่องเพศมาสู่การสนทนาหรือถกเถียงกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น

 

การถกเถียงกันเกี่ยวกับผลของสื่อ(media effect)เป็นเรื่องซึ่งชอบทะเลาะกันเรื่องหนึ่ง เพราะมันกลายเป็นเรื่องเชื่อมโยงกันกับประเด็นทางการเมือง. คนจำนวนมากเหล่านั้นถกกันว่า ความรุนแรงบนจอโทรทัศน์มีผลอันตรายต่อบรรดาผู้ดูทั้งหลาย และกำลังแสวงหาหนทางที่จะเสนอให้มีการการเซ็นเซอร์ในเชิงอนุรักษ์และข้อจำกัดในทางกฎหมายขึ้นมาพิจารณากัน

 

แต่อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้สนับสนุนเสรีภาพของพลเมืองรู้สึกห่วงใยกับการกัดเซาะที่เป็นไปได้เกี่ยวกับอิสรภาพประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงปรารถนาที่จะเสนอประเด็นแย้งที่ว่า มันยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนใดๆเกี่ยวกับผลโดยตรงที่สามารถถูกนำมาวัดได้, ดังนั้น สื่อจึงไม่มีผลหรืออิทธิพลโดยตรงแต่อย่างใด

 

อันตรายที่ตามมาเกี่ยวกับฐานคิดที่สองนี้คือว่า เราได้ละเลยในการมองไปยังข้อเท็จจริงบางอย่างที่ว่า สื่อต่างๆมีผลหรืออิทธิพลต่อผู้รับอย่างไร แม้ว่ามันอาจยากที่จะวัดและประเมินก็ตามในความสัมพันธ์กับผู้ดูแต่ละคน

 

การบำบัดรักษาโดยการใช้ดนตรี หรือที่เรียกว่า music therapy ถือเป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างแจ่มชัด. มันวางอยู่บนที่มั่นของข้อสมมุติฐานที่ว่า ดนตรี(รูปแบบหนึ่งของสื่อ)สามารถที่จะมีผลต่อผู้ฟัง. ในหนังสือของเขาเรื่อง The Mozart Effect ซึ่ง Don Campbell ได้สำรวจถึงตัวอย่างเป็นจำนวนมาก ที่ซึ่งดนตรีประสบความสำเร็จในการนำมาใช้สร้างความรู้สึกที่แตกต่างและภาวะทางอารมณ์ที่ต่างไป(Campbell 1997). ถ้าเผื่อว่าดนตรีสามารถเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสรรค์ห้วงอารมณ์และความรู้สึกของคนให้แตกต่างได้สำหรับบรรดาผู้ฟังมันทั้งหลาย ก็ดูเหมือนจะฟั่นเฟือนหรือเหลวไหลมากหากจะปฏิเสธว่า ผู้รับสื่อจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากสื่อในบางหนทาง

 

ท้ายที่สุดคือ ทำไมบรรดาบริษัทต่างๆจึงลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาลในการโฆษณาหรือทำประชาสัมพันธ์กัน? บางที เราต้องพัฒนาวิธีการที่ละเอียดอ่อนและช่ำชองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เกี่ยวกับการศึกษาและทำความเข้าใจผลกระทบของสื่อและอิทธิพลต่างๆของมัน

 

นักวิเคราะห์คนหนึ่งได้ใช้แนวคิดเกี่ยวกับ”concept of compassion fatigue”(ความเมตตาสงสารที่ยากลำบากเกินไป)เพื่อนำเสนอว่า มันมีผลอันหนึ่งซึ่งทับทวีขึ้นเกี่ยวกับการดูรายงานข่าวมากจนเกินไปในเรื่องเกี่ยวกับหายนภัยของโลก, ภาวะข้าวยากหมากแพงหรือทุพภิกขภัย, และความทุกข์ยากของมวลมนุษย์. เราเรียนรู้ที่จะปิดการโต้ตอบหรือขานรับทางอารมณ์ของเราบางอย่าง – ความรู้สึกเมตตาสงสารสำหรับผู้คนเหล่านี้และเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้น – อย่างง่ายๆ เพราะพวกเขาหรือเหตุการณ์เหล่านั้น มันมากเกินไปสำหรับเราที่จะจัดการอะไรมันได้

 

มีคนบางคนหลีกเลี่ยงที่จะดูข่าวร้ายๆ เพราะพวกเขารู้สึกว่าตัวเองได้รับผลกระทบในเชิงลบโดยการวนเวียนสนอข่าวนั้นอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มารบกวนใจ. ดังนั้นจึงไม่น่าปฏิเสธว่า สื่อได้ส่งผลกระทบกับเราในบางวิธีการ

 

ในเรื่อง Politics of Pictures (การเมืองเกี่ยวกับภาพ), Hartley บันทึกว่า “เวลาที่เรากำลังจะตัดสินข้อดีต่างๆของผู้สมัครรับเลือกตั้งเพื่อเข้าสู่การดำรงตำแหน่งสาธารณะ สาธารณชนจะต้องใช้ภาพถ่ายและภาพยนตร์ที่บันทึกเสียง(talking picture)ที่ทำขึ้นมา เพื่อตัดสินใจดังกล่าว; การกระทำในฐานะที่เป็นพลเมืองคนหนึ่ง หมายถึง การมีภาระผูกพันอยู่ในการเมืองเกี่ยวกับภาพ(Politics of Pictures)”(Hartley 1992b, p.35)

 

ข้อความที่ยกมานี้ได้สาธิตให้เห็นว่า สื่อมีความสำคัญอย่างไรในชีวิตสาธารณชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการให้ข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับทางเลือกที่แตกต่างซึ่งพวกเขาเผชิญอยู่ในฐานะผู้ออกเสียงเลือกตั้ง. โดยเหตุนี้ การสื่อสารทางการเมืองจึงเป็นหนึ่งในบทบาทสำคัญที่สื่อแสดงอยู่ในสังคม

 

ในยุคที่บุคลิกภาพและสไตล์ได้รับการเชื่อว่าเกือบจะเป็นนโยบายและแก่นแกนที่มีนัยสำคัญอันหนึ่ง วิธีการปรากฏตัวของนักการเมืองคนหนึ่งที่ถูกรายงาน หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนบนหน้าหนังสือพิมพ์ สามารถที่จะสร้างผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อความเชื่อถือของบุคคลและจุดยืนทางการเมือง – และต่อความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสื่อ

 

เป็นที่น่าเศร้า หนังสือพิมพ์ทำให้แนวโน้มในการตัดสินของผู้คนเป็นสิ่งที่ถาวรขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดานักการเมืองหญิง โดยการปรากฏตัวที่เป็นส่วนตัวของพวกเธอ. ยกตัวอย่างเช่น ผู้นำพรรค One Nation, Pauline Hanson ซึ่งเป็นที่ดึงดูดความสนใจของสื่ออย่างยิ่งเหนือเส้นทางอาชีพทางการเมือง. ในการพยายามอันหนึ่งที่จะแกว่งไกวและหันเหความคิดเห็นทางการเมืองซึ่งต่อต้านพวกเหยียดชนชาติ(racist), นโยบายต่างๆของพวกปีกขวาที่เธอให้การสนับสนุน หนังสือพิมพ์ออสเตรเลียเฝ้าคอยที่จะหัวเราะเยาะการพูดออกเสียงของเธอ การศึกษาของเธอ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรากฏต่อหน้าของเธอ

 

หนังสือพิมพ์ระดับชาติฉบับหนึ่ง ได้นำเสนอเรื่องราวซึ่งเกี่ยวกับแฟชั่นของ Hanson ทั้งหมด (ภาพลักษณ์ของเธอ – วิธีการในการจัดการตัวเธอเอง) ซึ่งบรรดานักออกแบบแฟชั่นชั้นนำของออสเตรเลียหลายคน ได้รับการเชื้อเชิญให้มาวิพากษ์วิจารณ์สไตล์ส่วนตัวของนักการเมืองคนนี้. การแสดงความคิดเห็นในเชิงวิจารณ์ที่เป็นส่วนตัวมากๆอันนี้ ได้รับการตีพิมพ์ซึ่งทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว ดูเหมือนได้ขาดความรับผิดชอบและขาดเสียซึ่งความน่าเชื่อถือไป

 

การโต้เถียงเกี่ยวกับผลที่ตามมาได้ก่อให้เกิดรูปลักษณ์ภายนอกที่เป็นสาธารณะของนักการเมือง. ไกลห่างไปจากการหันเหผู้คนจากนโยบายเหยียดชาติของพรรค One Nation, การรายงานข่าวที่ไม่รับผิดชอบนี้ได้ดึงความสนใจไปจากสารทางการเมืองต่างๆของ Ms. Hanson และได้สร้างคลื่นหรือกระแสเกี่ยวกับความเห็นอกเห็นใจจากบรรดาผู้อ่านทั้งหลายขึ้นมา ซึ่งเชื่อมั่นจริงๆว่า การโจมตีในเรื่องสไตล์ส่วนตัวเป็นเรื่องการแบ่งแยกและมีอคติทางเพศ(sexist)และไม่เป็นมืออาชีพ

 

ลองเขียนลายชื่อนักการเมืองที่เป็นผู้หญิงสักสามคนที่คุณรู้เกี่ยวกับพวกเธอและพิจารณาดูว่า สื่อเป็นตัวแทนของพวกเธออย่างไร. พวกเธอได้รับการรายงานข่าวแบบเดียวกันกับนักการเมืองผู้ชายหรือเปล่า?

 

การสื่อสารทางการเมือง พาดพิงถึงสิ่งต่างๆมากมาย อย่างเช่น การถ่ายทอดโทรทัศน์ หรือรายงานข่าวเกี่ยวกับการรณรงค์การเลือกตั้ง และการสัมภาษณ์บรรดานักการเมืองเกี่ยวกับนโยบายต่างๆของพวกเขา. นอกจากที่กล่าวมาแล้ว มันยังรวมถึงการรณรงค์ทางด้านการให้ข้อมูลสาธารณะ, การจัดการสื่อ, และการจัดการภาพลักษณ์ในนามของตัวของพวกนักการเมืองเอง

 

การจัดการสื่อ(media management) ดังที่อรรถาธิบายโดย McNair (1995, p.114) รวมถึงยุทธวิธีทั้งหมดที่บรรดานักการเมืองทั้งหลาย (และประชาสัมพันธ์ส่วนตัวของพวกเขา) ใช้เพื่อควบคุม, จัดการอย่างชำนิชำนาญ, หรือมีอิทธิพลต่อการควบคุมสื่อในหนทางต่างๆที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ต่างๆทางการเมืองของพวกเขา. ยุทธวิธีเหล่านี้รวมทั้งการกำหนดวาระ(agenda setting) และการจัดการควบคุมเหตุการณ์สื่อ(media event) อย่างเช่น การเรียกประชุมนักข่าว(press conference) และการเปิดอาคารสาธารณะอย่างเป็นทางการ ทำให้สมบูรณ์ด้วยการถ่ายภาพเหตุการณ์นั้นๆและกล่าวสุนทรพจน์ โรยพริกไทยด้วยข้อความง่ายๆสั้นๆที่เผ็ดร้อนตามสมควรสำหรับการเผยแพร่ผ่านสื่อ

 

นับจากที่การเมืองได้เป็นศูนย์กลางที่นำไปสู่ช่องทางการมีบทบาทหน้าที่ระดับชาติ เนื้อหาอันนั้นคือสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับข่าวหนังสือพิมพ์, เพราะฉะนั้น สื่อและนักการเมืองทั้งหลายจึงมีสัมพันธ์ภาพหรือพันธะที่ขึ้นต่อกันและกัน. บทบาทของสื่อในการสื่อสารทางการเมืองหมายความว่า สื่อมีความรับผิดชอบที่จริงจังอันหนึ่งต่อสาธารณชน

 

แบบจำลองการไหลเวียนเป็นวงจร (A circular model)

 

ที่ผ่านมาหวังว่าคุณเริ่มที่จะมองเห็นความสลับซับซ้อนบางอย่างเกี่ยวกับสื่อ-ในความสัมพันธ์กับโลก. เราได้นำเสนอแบบจำลองต่อไปนี้ ในฐานะที่เป็นวิธีการอันหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่าสื่อได้สะท้อนและมีอิทธิพลต่อสังคมอย่างไร

Chart

ในแบบจำลองนี้ บรรดาผู้ทำสื่อทั้งหลาย, เนื้อหาของสื่อ, และผู้รับสื่อได้ถูกแยกจากสามัญสำนึกโดยทั่วไป. พวกผู้ผลิตสื่อ ในการสร้างภาพต่างๆของพวกเขาและเรื่องราวทั้งหลาย ซึ่งกำลังสะท้อนถ่ายไอเดียและความเชื่อต่างๆของสังคม ที่ได้รับการยึดถือโดยกลุ่มคนซึ่งมีความแตกต่างกันในทางสังคม. บรรดาผู้รับที่บริโภคเนื้อหาเหล่านี้ได้รับอิทธิพลและผลกระทบบางส่วนโดยสิ่งที่พวกเขาดู. ครั้นแล้ว อิทธิพลเหล่านี้ก็ได้ไปช่วยสนับสนุนต่อการถักทอความคิดที่เป็นสามัญสำนึกทั่วไปของสังคมทั้งหมดขึ้นมา

 

ผู้ทำสื่อทั้งหลาย เนื้อหาสื่อ และผู้รับ เหล่านี้คือส่วนทั้งหมดของสังคมทั้งมวล; พวกมันไม่ได้แยกขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง. สื่อคือหนึ่งในพลังอำนาจของสังคมที่ผลิตสามัญสำนึกของคนทั่วไปขึ้นมา ความเชื่อและความรู้สึกต่างๆของสังคมโดยทั่วไปของสังคมหนึ่ง

 

ในลำดับต่อมา ความเชื่อและค่านิยมของสังคมเหล่านี้ก็มีอิทธิพลต่อสื่อด้วย ซึ่งสะท้อนถ่ายความเชื่อและค่านิยมเหล่านี้ของพวกเขา. คล้ายกับไก่กับไข่ มันไม่มีคำตอบง่ายๆว่าอะไรเกิดก่อนกัน การเป็นตัวแทนของสื่อ หรือสามัญสำนึกทั่วๆไป; ทั้งสองถูกฟั่นเกลียวหรือคลุกเคล้าเข้าด้วยกันอย่างถาวร

 

มากยิ่งไปกว่านั้น ในโลกของสื่อทุกวันนี้ ภาพของสื่อและความจริง บ่อยครั้ง มันเบลอๆเข้าหากัน: เราเริ่มจะเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในความสัมพันธ์กับภาพสื่ออันคุ้นเคย. ยกตัวอย่างเช่น สงครามอ่าวอาจดูเหมือนวิดีโอเกม และผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งเกี่ยวกับการจู่โจมของตำรวจสามารถแสดงความคิดเห็นออกมาว่า “มันค่อนข้างคล้ายๆกับเรื่อง NYPD Blue ในจอทีวีเลยเพื่อน”(West Australian 1998b)

 

สรุป (Conclusion)

ในบทนี้ได้นำเสนอสมมุติฐานจำนวนหนึ่งและข้อถกเถียงบางประการเกี่ยวกับสื่อและสังคม และเกี่ยวกับความสัมพันธ์กันระหว่างทั้งสองส่วนนี้. สิ่งเหล่านี้ควรจะก่อรูปก่อร่างบางอย่างอันเป็นประโยชน์สำหรับการเริ่มต้นการวิเคราะห์และความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับสื่อ. มันอาจจะเป็นประโยชน์ที่จะหวนกลับไปสู่ข้อถกเถียงกันอันนี้เป็นครั้งคราว เพื่อเตือนตัวคุณเองเกี่ยวกับเรื่องนี้ และดูว่า ความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับมันกำลังพัฒนาไปอย่างไร

Read Full Post »

triamboy

 

THE MOST IMPORTANCE THING IN COMMUNICATION IS TO HERE WHAT ISN’T BEING SAID.

Peter Drucker.

 

หลายวันมานี้ข้าพเจ้าเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และรัฐบาลผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง  และหลายคนใจจดจ่อต่อการรับรู้ข่าวสารเรื่องนี้ตลอดเวลาด้วยสาเหตุอย่างหนึ่ง  การสื่อสารในปัจจุบันนี้มีวิวัฒนาการจากเดิมมาก  ทำให้ผู้บริโภคข่าวสารได้รับข่าวสารต่างๆมากมายจากอุปกรณ์ต่างๆรอบตัวอย่างไม่มีโอกาสปฏิเสท  อาทิ  ข่าวด่วนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่  โทรทัศน์  หนังสือพิมพ์   หนังสือพิมพ์ออนไลน์  เป็นต้น  หลายครั้งหลายคราพบว่าทำให้ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารคาดการณ์เหตุการณ์ต่างๆเกินกว่าความเป็นจริง  ส่งผลต่อทัศนคติ  ความคิด  ความเชื่อของแต่ละบุคคล  อย่างไรก็ตามแล้วไม่ว่าการนำเสนอ  หรือได้รับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทาง  หรือเครื่องมือไหนมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ  เป็นข้อมูลที่ถูกเลือกมาจากส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากเหตุการณ์นั้น  โดยไม่คำนึงว่าการนำเสนอมีความพอเพียง  (เท่าเทียม  และทั่วถึง)  ในการนำเสนอข้อเท็จจริง  ความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย  ได้แต่นำเสนอบางส่วนจากบุคคลที่เรียกร้อง  พูดโฉ่งฉ่าง  โวยวาย  เป็นต้น  (เพื่อความน่าสนใจของข่าวสาร  ทำให้คนจำนวนมากสนใจ  นำมาซึ่งผลประโยชน์ของผู้นำเสนอ)  ด้วยสาเหตุนี้ทำให้พฤติกรรมของคนในสังคมทุกวันยิ่งบิดเบือนไปในทางที่ไม่พึงประสงค์

 

ในเหตุการณ์หนึ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับคนจำนวนมาก  เหตุการณ์ของสังคม  นั้นมีสมาชิกที่มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก  ซึ่งหมายความว่าทางออกของปัญหา  หรือทางเลือกในการสร้างสรรค์  ดำเนินกิจกรรมมีความหลากหลาย  โดยไม่จำเป็นต้องมี  2  ทางเลือกเพื่อเปรียบเทียบ  หรือให้เลือกข้าง  เพื่อแสดงออกซึ่งพฤติกรรมของบุคคล  อันเนื่องมาจากระดับต้นทุนการบริโภคสะสมที่แตกต่างกัน  อาทิ  การศึกษา  ประสบการณ์  วัฒนธรรม  ความรู้  ข้อเท็จจริง  เป็นต้น  เป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้  ภายใต้ขอบเขต  กฎระเบียบของสังคม  เพื่อความชัดเจนขอยกตัวอย่างต่อเนื่องจากข้างต้น  คือ

 

การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกจากหน้าที่  โดยการเข้ายึดธรรมเนียบรัฐบาล  และสถานที่ราชการต่างๆ  จากกรณีนี้เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่เพียงแต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และรัฐบาล  โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดังนี้

 

1.  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

2.  รัฐบาล  และเจ้าหน้าที่  บุคคลากรของรัฐ

3.  ประชาชนทั่วไป

 

เห็นได้ว่าเหตุการณ์นี้ประกอบไปด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  3  ส่วนหลัก  โดยมีปัจจัยกำหนด  หรือสาเหตุ  คือ  ทางเลือกในการแก้ไขสถานการณ์  โดยสองส่วนแรกนั้นพบว่ามีความชัดเจนในทางเลือกที่มีทิศทางในตรงกันข้าม  คือ  

 

1.  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  เลือกที่จะดำเนินกิจกรรมเพื่อให้รัฐบาลลาออก  โดยอารยะขัดขืน  

2.  รัฐบาลเลือกที่จะอยู่ต่อ  และอดทน  ดำเนินการตอบโต้ภายใต้กระบวนการยุติธรรมต่อการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  

3.  ประชาชนทั่วไปมีทางเลือกที่ชัดเจนอาจอยู่ระหว่างสองข้างเลือกข้างต้นหรือไม่ก็ได้  มีความหลากหลายในรายละเอียดรูปแบบปฏิบัติขึ้นกับแต่ละปัจเจกชน อาจมีจุดร่วมในภาพรวม อาทิ  ประชาชนบางส่วนเลือกที่จะให้มีการประนีประนอม  มีการถอยกันคนละก้าว  และดำเนินกิจกรรมภายใต้กฎกติกาของประเทศเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อบ้านเมือง  และประชาชนทั่วไปมากไปกว่านี้  บางส่วนเลือกไม่เห็นด้วยกับทั้งสองทางเลือก  บางส่วนเลือกที่จะนิ่งเฉย  บางส่วนเลือกที่จะให้เกิดการปะทะ  ใช้ความรุนแรง  เพื่อเหลือเพียงข้างใดข้างหนึ่ง  เป็นต้น

 

หากพิจารณาถึงสัดส่วนของแต่ละองค์ประกอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  พบว่า  ส่วนที่  3  ประชาชนทั่วไปที่มีทางเลือกโดยไม่ได้เรียกร้อง  หรือถูกนำเสนอมีสัดส่วนมากที่สุด  เมื่อเปรียบเทียบกับอีกสองส่วนที่เหลือ  แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า  สองส่วนที่เหลือดูเหมือนจะมีบทบาท  ความสำคัญมากกว่าส่วนของประชาชนทั่วไป  โดยสาเหตุหลักของพฤติกรรมที่บิดเบือนนี้มาจาก  สื่อมวลชน  ทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริง  แต่เป็นข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน  เป็นของสองส่วนนี้เป็นส่วนใหญ่  ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับเวลาที่นำเสนอ  ระดับความสำคัญเนื้อหาของข้อเท็จจริง  เป็นต้น  ทำให้เกิดสภาพแวดล้อม  บริบทของความไม่สมมาตรของข้อมูล  หรือกล่าวได้ว่าต้นทุนในการเข้าถึงอยู่ในระดับสูง  ดังนี้

 

1.  การนำเสนอข้อมูลเพียงบางส่วนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  ของสื่อมวลชน  เป็นอุปสรรคต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนอื่นที่ไม่ได้รับการนำเสนอ  เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิด  ความคาดหวััง  และการกระทำไปยังผู้รับสาร  ทำให้เกิด

2.  ความไม่สมมาตรของข้อมูล  ข้อมูลเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมด  ในบริบทของสังคมใดสังคมหนึ่ง

 

จากปัจจัยทั้งสองที่กำหนดให้ต้นทุนในการเข้าถึงอยู่ในระดับสูง  ทำให้พฤติกรรมของผู้รับสาร  หรือประชาชนทั่วไปมีความบิดเบือน  คือ  ประชาชนทั่วไปที่มีทางเลือกของแต่ละบุคคล  บนความรู้  เหตุผลของตน  เมื่อได้รับการนำเสนอข้อมูลอีกด้าน  มีแรงจูงใจต่อข้อมูล  มีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์  สังเคราะห์  ทำให้ได้รับการแทรกแซงต่อการตัดสินใจเพื่อแสดงพฤติกรรมจากข้อมูลที่ได้รับ  เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากสถานะเดิม  โดยเลือกที่จะเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากขึ้น  หลังจากนั้นเมื่อมีการสะสมการบริโภคข้อมูล  หรือสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องมากขึ้น  เมื่อต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูงสุดท้ายทำให้แสดงพฤติกรรมออกมาชัดเจนโดยเลือกทางเลือกที่ถูกกำหนดมาไม่ว่าทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน   หรือสามารถกล่าวอย่างง่ายได้ว่า  การนำเสนอของสื่อมวลชนด้วยข้อมูลด้านหนึ่ง  เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่  จูงใจให้ผู้รับสารเลือกทางเลือกที่กำหนดมาให้  จนท้ายที่สุดแล้วจะมีทางเลือกน้อยเพียงหนึ่ง  หรือสองทางเลือกที่ปรากฎ  เกิดปรากฎการณ์  “ถูกบังคับให้เลือกข้างอย่างชัดเจน”  นั่นหมายรวมถึงข้างเดียวในที่สุด

 

ในทางกลับกันหากสื่อมวลชนมีการนำเสนอข้อมูลครบทุกด้านจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  มีความสมมาตรของข้อมูล  ทำให้ผู้รับสารมีการถูกแทรกแซง  จูงใจต่อการตัดสินใจเพื่อแสดงพฤติกรรมน้อย   ยังคงสถานะการแสดงพฤติกรรมใกล้เคียงเดิม  เนื่องมาการได้รับสารที่มีความหลากหลาย  มีสภาพแวดล้อม  บริทบที่มีความหลากหลาย  มีทางเลือกที่หลากหลาย  และความหลากหลายนี้บางส่วนมีจุดร่วมกัน  ผู้บริโภคจึงมีความมั่นใจมากขึ้นในการแสดงออกพฤติกรรมเดิมของตนเอง  และถ้าหากทางเลือกของตนได้รับการนำเสนอยิ่งมีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อการแสดงพฤติกรรม  ดังนั้น  สื่อมวลชน  ที่ทำหน้าที่เสนอข้อมูล  ข้อเท็จจริงควรที่จะนำเสนอข้อมูลครบทุกด้าน  จากทุกส่วนที่ได้เสีย  อย่างเท่าเทียมกัน  เพื่อที่จะให้ทุกคนสามารถเลือกทางเลือกของตนเองได้  โดยที่ไม่มีการแทรกแซง   บิดเบือนให้กระทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด  รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในอนาคตก็เป็นได้

 

ฟังสิ่งที่ไม่ได้ยิน  เสียงที่ไม่ได้พูด

ฟังสิ่งที่ได้ยิน  เสียงที่ได้พูด

นั่นคือ  “สังคมอันพึงประสงค์”

Read Full Post »