Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘recovery’

recommendare

บทความเรื่อง  ”บทสรุปจาก”เอดีบี” เศรษฐกิจเกิดใหม่เอเชียเริ่ม”ฟื้น” แต่”จีน”ไม่ใช่ที่พึ่งของภูมิภาค”

โดย

ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย

Export per GDP

ความมีดังนี้

บทสรุปจาก”เอดีบี” เศรษฐกิจเกิดใหม่เอเชียเริ่ม”ฟื้น” แต่”จีน”ไม่ใช่ที่พึ่งของภูมิภาค

ในรายงานกึ่งประจำปี 2009 ของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออก (EEA: Emerging East Asia) ซึ่งครอบคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) 10 ประเทศ, จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน ชี้ว่าไตรมาสที่ 2 ปีนี้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EEA เข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านจากภาวะถดถอยไปสู่การฟื้นตัว สาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจ EEA ฟื้นตัวเกิดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล มากกว่าจะเป็นเพราะตลาดส่งออกขยายตัว

ในการประเมินเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ เอดีบีชี้ว่า ปีนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจของ EEA จะลดลงค่อนข้างมาก หรือเติบโตเพียง 3% ก่อนจะฟื้นอย่างรวดเร็วในรูปตัว V (V-shaped recovery) เฉลี่ย 6% ในปีหน้า โดยในปีนี้ประเมินว่าประเทศไทยจะติดลบ 2% มาเลเซียจะติดลบ 0.2% ฮ่องกงลบ 2% เกาหลีใต้ลบ 3% สิงคโปร์ลบ 5% ไต้หวันลบ 4% ส่วนประเทศที่สามารถรักษาการเติบโตในแดนบวกปีนี้ ประกอบด้วย ฟิลิปปินส์โต 2.5% อินโดนีเซียโต 3.6% เวียดนามโต 4.5% จีนเติบโต 7%

สำหรับปีหน้า EEA ทุกประเทศจะอยู่ในแดนบวก ประกอบด้วยไทยจะเติบโต 3% อินโดนีเซีย 5% มาเลเซีย 4.4% ฟิลิปปินส์ 3.5% เวียดนาม 6.5% สิงคโปร์ 3.5% ฮ่องกง 3% เกาหลีใต้ 4% ไต้หวัน 2.4% จีนเติบโต 8%

อย่างไรก็ตาม เอดีบีชี้ว่า แม้เศรษฐกิจ EEA จะฟื้นตัวแต่ยังเต็มไปด้วยอุปสรรค ความเสี่ยงและความไม่แน่นอน ซึ่งอาจทำให้มุมมองเศรษฐกิจโดยรวม (outlook) ผันแปรไป ความเสี่ยงและอุปสรรคนั้นประกอบด้วย เศรษฐกิจของประเทศรวยหรือประเทศพัฒนาแล้ว (ยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น) ยังคงถดถอยต่อไปและสถานการณ์ทางการเงินโลกก็ยังตึงตัว นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจของชาติรวยจะถดถอยยาวนานและอ่อนแอกว่าที่คาด และอาจได้รับผลกระทบจากการที่มีการเลิกกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วเกินไปโดยไม่ตั้งใจ

ตารางแสดงสัดส่วนการพึ่งพาส่งออกต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เอเชียตะวันออก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศที่พึ่งพาการส่งออกมาก ส่งผลให้จีดีพีติดลบมากตามไปด้วย จากการที่ตลาดส่งออกทั่วโลก โดยเฉพาะในชาติรวยถดถอย

อีกประการหนึ่งก็คือเกรงกันว่าอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่องอาจนำไปสู่ภาวะเงินฝืด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาลของประเทศในเอเชียจะต้องคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเอาไว้เพื่อเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ

เอดีบีชี้ว่า ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน อาจมีแนวโน้มที่จะถูกปรับเศรษฐกิจของปีนี้ในทางแย่ลง เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจของกลุ่ม จี 3 (สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น) ยังมีความอ่อนแอ ส่วนประเทศที่อาจได้รับการปรับเศรษฐกิจในทางที่ดีขึ้นในปีนี้ประกอบด้วยจีนและอินโดนีเซีย เนื่องจากจีนนั้นมีการกระตุ้นบริโภคภายในสูง ขณะที่อินโดนีเซียก็พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างน้อย เพียง 26.8% ของจีดีพี (ดูในตาราง) ส่วนประเทศที่คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือเกาหลีใต้ เวียดนาม

คำถามหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมามากก็คือ จีนสามารถเป็นพระเอกในการฉุดดึงให้เศรษฐกิจใน EEA พ้นจากภาวะถดถอยและเติบโตได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ คำตอบจากเอดีบีก็คืออาจจะ “ไม่”

อาจจะกล่าวได้ว่าในเวลานี้จีนเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยไตรมาสที่ 1 เติบโต 6.1% ส่วนไตรมาสที่ 2 ขยายตัวถึง 7.9% ทำให้ทุกสายตาพุ่งเป้าไปที่จีนว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่พาเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยในระยะหลายปีมานี้จีนเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของกลุ่มประเทศ EEA อย่างไรก็ตาม จีนไม่สามารถเป็นตลาดส่งออกของ EEA ได้ด้วยตัวเองโดยสมบูรณ์หรือไม่สามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง เพราะสินค้าที่จีนนำเข้าจาก EEA เป็นสินค้าขั้นกลางที่จีนต้องนำไปแปรรูปเพื่อส่งออกเป็นขั้นสุดท้าย (final exports)ไปจำหน่ายยังประเทศพัฒนาแล้วอีกทอดหนึ่ง

แต่หลังจากเกิดวิกฤตการเงินโลก การส่งออก 6 เดือนแรกปีนี้ของจีนลดลง 21.7% ขณะที่การนำเข้าลดลงถึง 25.4% สาเหตุก็เกิดจากเหตุผลที่กล่าวข้างต้นคือจีนส่งออกได้น้อยลงเนื่องจากประเทศรวยมีความสามารถการซื้อสินค้าจากจีนได้น้อยลง หากตลาดโลกยังไม่ฟื้นตัว จีนก็จะนำเข้าสินค้าจากประเทศใน EEA ลดลงเช่นกัน

จากข้อมูลการค้าโลกประเมินว่า 60% ของตลาดส่งออกขั้นสุดท้ายของประเทศเอเชีย ก็คือ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น (จี 3) สะท้อนให้เห็นว่า จี 3 ยังเป็นแหล่งส่งออกขั้นสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเอเชีย ดังนั้น หากตลาดโลกไม่ฟื้นตัว จีนก็ไม่สามารถเป็นเครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเอเชีย

นอกจากนี้ สินค้าส่งออกของจีนหลายอย่าง เป็นสินค้าเดียวกับที่ EEA ส่งออก เช่นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า ดังนั้น ผู้ส่งออกจาก EEA อาจเข้าสู่ตลาดจีนได้ยาก หากจีนปรับเปลี่ยนการผลิตจากเพื่อส่งออกมาเป็นการจำหน่ายในประเทศ ยกเว้นแต่ว่าสินค้าใดที่ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงจากจีนอาจได้เปรียบกว่า

หากในอนาคตจีนปรับเปลี่ยนการผลิตโดยเน้นจำหน่ายในประเทศแทนการส่งออก ประเทศที่จะได้เปรียบในการเข้าตลาดจีนคือเกาหลีใต้ ไต้หวันที่ผลิตสินค้าเทคโนโลยีระดับสูง ขณะที่ประเทศที่อาจประสบความลำบาก ได้แก่ มาเลเซีย ไทย เพราะผลิตสินค้าคล้ายคลึงกับที่จีนผลิตอยู่แล้ว และก็อย่าลืมว่าราคาส่งออกที่ EEA ส่งไปจำหน่ายในจีนจะได้ราคาต่ำกว่าการส่งออกไปยังกลุ่มจี 3

อีกเหตุผลหนึ่งที่จีนอาจไม่ช่วยยกเศรษฐกิจในภูมิภาคก็คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันมุ่งไปที่การลงทุนในสาธารณูปโภค ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ก็คือภาคก่อสร้างและจะมีการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการก่อสร้าง ซึ่งจะไม่ช่วยเพิ่มการส่งออกของ EEA เนื่องจากนโยบายของจีนคือใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก เพื่อช่วยผู้ผลิตในท้องถิ่น

Read Full Post »

นโยบายเศรษฐกิจ 2009 ของ เกาหลีใต้

recommendare

 

สรุป

นโยบายเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีใต้  ปี  พ.ศ. 2552

กับ  การรับมือภาวะถดถอยเศรษฐกิจโลก

 

ความมีดังนี้

 

 

1. มาตรการระยะสั้นเพื่อรักษาระดับการว่างงาน

 

รักษาเสถียรภาพภาคการเงินและตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ลดอัตราดอกเบี้ย  เพิ่มสภาพคล่องในตลาดเงิน สนับสนุนการเงินแก่ผู้ส่งออก/นําเข้า  


สนับสนุน Korea Ex-Im Bank ในการรับประกันและค้ําประกันการส่งออกแก่ผู้ส่งออก  

 

เร่งการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการลงทุนจํานวนร้อยละ 60 ในครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ เพิ่มการสนับสนุนทางการเงินแก่ภูมิภาค โดยเร่งการใช้จ่ายของภาครัฐ ปรับปรุงระบบการเบิกจ่ายเงินงบประมาณใหม่ให้สะดวกยิ่งขึ้น   

 

ใช้เงินงบประมาณกระตุ้นการจ้างงาน รักษาระดับการจ้างงาน สร้างงานใหม่รับเด็กเพิ่งจบการศึกษาเข้าฝากงานมากขึ้น ทั้ง SMEs และงานในภาครัฐ รวมทั้งจ่ายเงินอุดหนุนแก่เอกชนเพื่อให้มีการจ้างงานต่อไป  

 

เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเครือข่ายทางสังคมและเศรษฐกิจ (Economic and Social Safety Net) ให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ยากจนใหม่ (new poverties) และผู้มีรายได้ต่ําที่ได้รับผลกระทบจากการหดตัวของเศรษฐกิจ    


บรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนแก่ผู้มีปัญหาที่อยู่อาศัย หรือผู้ด้อยโอกาสที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ 

 

ให้การศึกษาและสวัสดิการทางสังคมที่ดีขึ้น โดยเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่โรงเรียนเพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียน รวมทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่พ่อแม่มีรายได้ต่ํา   

 

เพิ่มวงเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) และค้ําประกันแก่ชาวนา ชาวประมง SMEs รวมทั้ง ขยายโควต้าการลดอัตราภาษีศุลกากรสําหรับการนําเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ได้แก่  ปุ๋ย เคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร แป้ง อาหารสัตว์  ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น 


ปรับปรุงกฎหมายนิติบุคคลเพื่อจูงใจให้มีการจ้างงานมากขึ้น 

 

2. นโยบายสําหรับอนาคต  

 

ปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคการเงินและภาคเอกชน ให้การช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ในการเพิ่มทุน เพิ่มสภาพคล่องแก่ภาคเอกชน 

 

สนับสนุนธนาคารพาณิชย์แก่ปัญหาสภาพคล่องเอง โดยการเพิ่มทุน การชะลอการจ่ายเงินปันผล รวมทั้งการออกหุ้นกู้เพื่อระดมเงินทุนเอง 

 

สนับสนุนธนาคารพาณิชย์แก้ปัญหาหนี้เสียผ่าน Korea Asset Management Corp. 

 

แก้กฎหมายล้มละลายให้มีความคล่องตัว เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและการปรับโครงสร้างของเอกชนมากขึ้น   

 

พัฒนาผู้นํารุ่นใหม่ (Global young adult leadership program) จํานวน 100,000 คน เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจฟนตัว 

 

ส่งเสริมการสร้าง Green growth infrastructure    

 

ปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานและภาคอุตสาหกรรม ลดกฎระเบียบการจ้างงานพนักงานชั่วคราว

 

ปรับปรุงค่าจ้างขั้นต่ํา โดยจะมีการแก้กฎหมายค่าจ้างเพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานมากขึ้นในอัตราค่าจ้างที่เหมาะสม   

 

ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิรูป National Agricultural Cooperative Federation และ National Federation of Fisheries Cooperatives  


ส่งเสริมการเป็นผู้นําในเวที G-20  และการจัดทําเขตการค้าเสรี 

 

 3. มาตรการเพิ่มศักยภาพและฟนฟูเศรษฐกิจ

 

สนับสนุนอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา 

 

ศึกษาค้นคว้า new growth engine เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของเกาหลี ได้แก่ green industry อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมทั้งธุรกิจบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

 

เพิ่มการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาสําหรับอุตสหกรรมที่เป็นกลจักรสําคัญในการเจริญเติบโต ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจใหม่ๆ 

 

สนับสนุน green industries โดยใช้ green technology สําหรับอุตสาหกรรมประเภท semi- conductor เหล็ก และอุตสาหกรรมยานยนต์

 

สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี่แหล่งพลังงานหลักๆ 9 ประเภท ได้แก่  Solar power, wind power, hydrogen fuel battery, clean fuel, IGCC, CCS, storing energy, LED, Power-IT 


ส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศของเอกชนเกาหลี

 

ส่งเสริมการซื้อกิจการต่างประเทศที่ทําธุรกิจเกี่ยวกับแหล่งพลังงานและเทคโนโลยี่ประเภท  low-carbon green technology โดยใช้บรรษัทเพื่อการลงทุนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกองทุนที่บริหารเงินทุนสํารองระหว่างประเทศ ( Korea Investment Corporation : KIC ) เป็นเครื่องมือในการร่วมลงทุน   

 

จัดตั้ง Global Korea Network เพื่อดึงดูดให้ชาวต่างประเทศที่มีศักยภาพเข้ามาอยู่ในเกาหลี โดยปรับปรุงระบบการยื่นขอวีซ่าและคนเข้าเมืองเพื่อเอื้ออํานวยแก่ชาวต่างประเทศที่มีความสามารถโดยเฉพาะในสาขาการเงินและวิทยาศาสตร์เข้ามาทํางานในประเทศ  

 

อ้างอิง


 

Ministry of Strategy and Finance of Korea

 

Read Full Post »