Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘income’

recommendare

บทความเรื่อง  ””รายได้ภรรยาถือเป็นรายได้ของสามี” นัยดูแคลนสตรี ที่ยังมีในกฎหมายไทย”

โดย

บรรยง วิทยวีรศักดิ์

นายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิต

ความมีดังนี้

1 สิงหาคมนี้ เป็นวันสตรีไทย การหยิบยกประเด็นนี้มาพูด จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้อง เพราะนับวันหญิงไทยได้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมมากยิ่งขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันแทบไม่มีข้อแตกต่างระหว่างหญิงกับชายแล้ว

ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ว่า “รายได้ของภรรยาให้ถือเป็นรายได้ของสามี” ถ้าเป็นยุคแม่พลอยในหนังสี่แผ่นดิน คงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มายุคนี้ ถ้าใครยังคิดว่ารายได้ของภรรยาล้วนมาจากบารมีและความสามารถของสามีแล้ว ก็ดูจะหลงยุค หลงสมัยไปหน่อย

ที่มาของกฎหมายมาตรานี้

สมัยก่อน ในยุคเจ้าขุนมูลนาย ชายไทยเป็นผู้หารายได้หลักเข้าครอบครัว ผู้หญิงแทบทั้งหมดล้วนเป็นแม่บ้าน อยู่ดูแลครอบครัว รายได้ต่างๆที่เกิดขึ้นในชื่อของภรรยา มักจะถูกมองว่าเป็นวิธีเลี่ยงภาษีของสามี โดยการนำรายได้ของตนไปแบ่งใส่ในชื่อของภรรยา ทำให้กรมสรรพากรในยุคนั้น ได้ข้อสรุปว่า รายได้ในชื่อภรรยาเป็นการเลี่ยงภาษี ต้องนำมารวมคิดเป็นรายได้ของสามีเสมอ

ประเด็นปัญหา ในปัจจุบัน ในยุคปากกัดเท้าถีบ ผู้หญิงส่วนใหญ่ได้ออกมาทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายแล้ว แต่กฎหมายยังกำหนดให้รายได้ของภรรยาถือเป็นรายได้ของสามีอยู่ ในขณะที่ระบบภาษีของไทยเป็นระบบภาษีก้าวหน้าในอัตราตั้งแต่ 5-37% ดังนั้นเมื่อนำรายได้ของภรรยามารวมคำนวณภาษีกับสามี ฐานเงินได้ที่ใช้ในการคำนวณภาษีย่อมสูงขึ้น ทำให้มีภาระภาษีในอัตราก้าวหน้าสูงขึ้นตามไปด้วย เช่น เดิม ก่อนแต่งงาน ทั้งคู่เคยเสียภาษีในฐาน 20% แต่เมื่อสมรสแล้วต้องนำรายได้มารวมคำนวณ ทำให้ฐานภาษีอาจจะขยับมาที่ฐาน 30% ทำให้มีภาระภาษีสูงขึ้นมาก

กลายเป็นว่า ใครแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกัน จะต้องคำสาปให้เสียภาษีสูงขึ้น เพื่อแลกกับการได้ชื่อว่า “สมรสแล้ว”

ข้อเท็จจริงในปัจจุบัน จริงอยู่ ถึงแม้กฎหมายจะกำหนดให้มีข้อยกเว้น ไม่ต้องนำรายได้ของภรรยาที่เป็นเงินเดือน (มาตรา 40(1)) มารวมคำนวณเป็นรายได้ของสามี ด้วยเชื่อว่าการได้รับเงินเดือน แสดงว่าฝ่ายหญิงต้องไปนั่งทำงานจริงๆ

แต่ข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันทั่วไปคือ ทุกวันนี้ หญิงไทยมีความสามารถทำงานได้แทบทุกอย่าง เก่งพอๆกับชาย ไม่ว่า อาชีพอิสระ (ม.40(6)) อย่างแพทย์, ทนายความ, สถาปนิก, นักบัญชี หรืออาชีพตัวแทนนายหน้า (ม.40(2)) อย่างการเป็นตัวแทนขายประกันชีวิต หรือนายหน้าขายบ้านและที่ดิน ทั้งยังมีผู้หญิงอีกมากมายที่มีความสามารถในการทำธุรกิจส่วนตัว (ม.40(8)) อย่างเปิดร้านค้า เปิดโรงงานทำขนม หรือแม้แต่เปิดร้านเสริมสวย ต่างถูกกฎหมายบังคับให้ต้องนำรายได้มารวมคำนวณเป็นรายได้ของสามีทั้งสิ้น

ทำให้มีคู่สามีภรรยาบางคู่ ตัดสินใจไปจดทะเบียนหย่า เพื่อหวังหลีกเลี่ยงภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น นี่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมสมัยใหม่ โดยพวกเขาถือคติว่า ใบทะเบียนสมรสไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ความรักที่แท้จริง แต่เงินทองต่างหาก ที่เป็นสิ่งเจือจุนครอบครัวให้อยู่รอดได้ กลายเป็นว่าการจดทะเบียนสมรสเป็นตราบาปอย่างหนึ่งของครอบครัวไทย

ผลที่เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ทำให้สังคมไทยได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมดังนี้

1.มีนัยให้เห็นว่า สังคมไทยยังไม่ยอมรับบทบาทของสตรี ยังดูแคลนความสามารถของสตรี ผู้ซึ่งก้าวขึ้นมาเคียงบ่าเคียงไหล่กับบุรุษแล้ว

2.รัฐธรรมนูญกำหนดให้คนไทยทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ไม่อาจยกเอาข้ออ้างเรื่องเพศหรือศาสนามาเลือกปฏิบัติได้ การที่ประมวลรัษฎากรระบุว่ารายได้ของภรรยาถือเป็นรายได้ของสามี จึงมีนัยดูแคลนเพศหญิงอยู่ น่าจะผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายสูงสุด

3.ตามหลักการ กฎหมายควรมีส่วนช่วยจรรโลงสถาบันครอบครัว มิใช่สนับสนุนหรือเป็นเหตุจูงใจให้มีการหย่าร้าง ซึ่งถือเป็นการทำลายสถาบันครอบครัว

4.การคิดภาษีที่ไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวเมื่อต้องยื่นเสียภาษี ทำให้บั่นทอนกำลังใจในการทำงาน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ตัวอย่างที่ได้สัมผัสมา

ในฐานะนายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิต ขอเรียนว่าได้รับการร้องเรียน ถึงความไม่เป็นธรรมของกฎหมายเรื่องนี้ค่อนข้างมาก เพราะข้อเท็จจริงของธุรกิจประกันชีวิตทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศคือ กว่า 60%ของผลผลิตในอุตสาหกรรมนี้มาจากการขายของผู้หญิง

และสถิติในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาคือ 100 อันดับแรกของผู้ขายประกันชีวิตได้สูงสุด มาจากผู้หญิง 60-65%เสมอ

ในอุตสาหกรรมประกันชีวิต มีข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วว่า ตัวแทนหญิงเป็นกำลังหลักในการขาย เนื่องจากมีความมุ่งมั่น มีน้ำอดน้ำทน และมีการพูดการจาดี เข้าถึงลูกค้าได้ดีกว่าผู้ชาย

ขณะที่ในแวดวงการศึกษา ก็ได้ข่าวว่าบางคณะวิชาเช่นคณะเภสัชศาสตร์หรือคณะทันตแพทยศาสตร์ ที่สมัยก่อนมีสัดส่วนผู้เรียนเป็นชายครึ่งหนึ่ง เป็นหญิงครึ่งหนึ่ง แต่ปัจจุบัน เป็นหญิงเสีย 70-80% ส่วนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่เดิมนักศึกษาแทบเป็นชายทั้งหมด เดี๋ยวนี้ก็มีนักศึกษาหญิงเข้าเรียนมากขึ้นอย่างชัดเจน

แล้วเรายังคิดว่า รายได้ของครอบครัวยังมาจากผู้ชายฝ่ายเดียวอีกหรือ

อนาคตในมือกรมสรรพากร

นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่กรมสรรพากรได้มีความคิดริเริ่มที่จะแก้ไขกฎหมายในประเด็นนี้ โดยได้มอบหมายให้ ศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ไปศึกษาวิจัยว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ล้าสมัย ซึ่งก็ได้ข้อสรุปว่า การนำรายได้ของภรรยามารวมเป็นรายได้ของสามี ไม่เป็นธรรมและเป็นปัญหาค่อนข้างมาก

ในวาระที่วันที่ 1 สิงหาคมนี้ เป็นวันสตรีไทย การหยิบยกประเด็นนี้มาพูด จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้อง เพราะนับวันหญิงไทยได้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมมากยิ่งขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันแทบไม่มีข้อแตกต่างระหว่างหญิงกับชายแล้ว

ดังนั้น จึงหวังว่า กรมสรรพากรจะเดินหน้าสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นต่อไป และถือเป็นการมอบของขวัญให้ประชาชนในยุคข้าวยากหมากแพงนี้ด้วย

ส่วนการแก้กฎหมายก็เป็นการแสดงนัยว่า วันนี้ นักกฎหมายไทยได้ให้การยอมรับและเห็นคุณค่าของหญิงไทยแล้วว่า เธอคือผู้ร่วมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายอย่างแท้จริง

Advertisements

Read Full Post »

เสนอ 3 ข้อ ผ่าทางตันการเมืองไทย

recommendare

 

” …. ทางออกของเรื่องนี้ คือการยุติ และเสียสละของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยอมยุติ บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยอมยุติด้วย แต่เมื่อการยุติ เป็นการยุติแบบชั่วคราว ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ จะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่มีบุคคลแบบอดีตนายกฯเกิดขึ้นอีก … ประวัตศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เกิดวิกฤตเหมือนเดิม … “

 

สรุป

ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การเมืองไทยในปัจจุบัน”

 

เนื่องโอกาสการประชุมใหญ่ทางวิชาการโรงพยาบาลราชวิถี

วันที่ 24 กุมภาพันธ์

 

โดย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

ราชบัณฑิตยสภา

 

ความมีดังนี้

 

วิกฤติการเมืองไทยที่เกิดขึ้น เป็นความขัดแย้งที่สะสมมาตั้งแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารประเทศและระบอบเศรษฐกิจ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเทศาภิบาล เป็นกระทรวง ทบวง กรม ระบบขุนนางกินเมืองเป็นข้าราชการกินเงินเดือน รายได้จากพระคลังและภาษี เป็นการเก็บภาษีอากร นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง กับสภาพสังคมไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 1-3 เน้นการผลิตและนำเข้า ฉบับที่ 4 และ 5 เน้นการผลิตเพื่อการส่งออก แต่ไม่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจใดที่กล่าวถึงการพัฒนาภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศเป็นรายได้หลักของประเทศ รวมทั้งไม่มีแผนพัฒนาอย่างชัดเจนถึงการขยายผลผลิต ยุทธศาสตร์การผลิตเพื่อการเกษตร ที่น่าแปลกและส่งผลถึงปัจจุบัน เมื่อข้าวมีราคาแพง รัฐบาลกลับไม่ดีใจ เข้ามาแทรกแซง ไม่ได้คำนึงว่าจะกระทบต่อคนจนหรือชาวนา 

 

สาเหตุหลักของความขัดแย้ง เหลื่อมล้ำ เป็นเพราะคนจนไม่เคยได้รับการช่วยเหลือ ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากร การช่วยเหลือทั้งของบีโอไอ (สำนักงานส่งเสริมการลงทุน) และเอสเอ็มอี (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) เป็นการช่วยเหลือที่กระจุกตัวอยู่ในคนมั่งคั่งและคนชั้นกลาง มีแต่ชนชั้นกลางกับชนชั้นสูงที่ได้รับการส่งเสริม จึงทำให้เกิดคนจนจำนวนมาก  คนรวย ก็รวยมากขึ้น ส่วนคนจนก็ยิ่งจนลง เมื่อคนจนไม่มีอำนาจต่อรองทรัพยากรเหมือนชนชั้นกลางความขัดแย้งจึงยิ่งทวีคูณ ในปี 2519 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 และ 5 พบว่า รายได้ของคนรวย ร้อยละ 20 มีรายได้เป็นเจ้าของรายได้ประชาชาติสุทธิ 29.26 คนจน 6.05 ในปี 2529 เพิ่มขึ้นเป็นคนรวย 55.63 ขณะที่คนจน 4.55 ซึ่งสังเกตได้ว่า ชนชั้นกลางแม้ว่าจะมีรายได้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ยังไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเช่นเดิม ขณะที่คนจนก็ไม่มีอำนาจต่อรอง

 

ในปีที่ผ่านมาประเทศไทย มีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน จากการบริหารประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย 76 ปี ขณะนี้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีแล้วทั้งสิ้น 27 คน มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ เกิดกบฏ 11 ครั้ง รัฐประหารสำเร็จ 9 ครั้ง ความขัดแย้งในเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งปิดและเปิดยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และซ่อนตัว และเมื่อปี 2540 เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นการแก้ในส่วนของเรื่องการเมืองเป็นหลัก ทำให้เกิดระบบการเลือกตั้ง ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เน้นการหาเสียงเชิงนโยบายเป็นหลัก พรรคไทยรักไทย จึงได้รับคะแนนนิยมสูงสุดจากประชาชนในปี 2544 และได้เสียงข้างมากเกินครึ่งในปี 2548 เป็นผลมาจากนโยบายประชานิยม ทั้ง 30 บาท กองทุนหมู่บ้าน 1 อำเภอ 1 ทุน โอท็อป ซึ่งความขัดแย้งที่ถูกปิดก็ถูกเปิดขึ้นมา คนจนเข้าถึงทรัพยากรมากขึ้น ได้ลิ้มลองการรักษาฟรี และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ
  

จึงเป็นที่มาว่า คนจนเลือกตั้งรัฐบาล โดยคำนึงถึงนโยบายประชานิยม เพื่อการเข้าถึง ในขณะที่คนชั้นกลาง เป็นคนกำหนดนโยบายและล้มรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไทยรักไทยถือได้ว่า เป็นการรวมตัวของมหาเศรษฐีที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงเกิดปัญหาการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายขึ้น แต่การเมืองภาคประชาชนก็ไม่กล้าที่จะต่อสู้เรียกร้อง เพราะกลัวไม่ได้รับทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกจากนโยบายของรัฐ ขณะที่สื่อมวลชนก็ตกภายใต้การบีบคั้นของภาคธุรกิจ ถ้าหากวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โฆษณาก็จะลดน้อยลง ทำให้เสียงวิจารณ์ไม่มี และเลยเกิดความขัดแย้ง ที่ส่งผลต่อปัจจุบัน 
  

ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะนักการเมืองในสมัยที่แล้วรู้เห็นเป็นใจและปลุกให้กลุ่มคนเสื้อแดงขึ้นมาต่อสู้กัน และไม่มีใครรู้ได้ว่าความขัดแย้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่ ซึ่งความขัดแย้งอาจเกิดจาก 2 ปัจจัยคือ

 

1.มาจากความขัดแย้งของคนเสื้อเหลืองกับอดีตนายกฯ ที่ผู้ต่อต้านไม่ยอมรับการได้มาซึ่งอำนาจ หากฝ่ายหนึ่งยอมหยุดก็จะยุติเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากมีคนที่ใช้วิธีเดียวกันขึ้นมาอีกก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้น

2.ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่าง คนมี กับ คนไม่มี ซึ่งวันนี้คนจนรู้แล้วว่าจะเข้าถึงอำนาจได้อย่างไรเพื่อให้เข้าถึงทรัพยากร

 

อนาคตพรรคการเมืองจะหันมาใช้นโยบายประชานิยมกันหมดเพื่อให้ได้คะแนนเสียง โดยไม่สนใจว่าจะเอาเงินมาจากไหนเพื่อทำตามนโยบายนั้น ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะนี้การหันมาใช้นโยบายประชานิยมกันหมด จะส่งผลให้ทรัพยากรหมดประเทศ เพราะเป็นประชานิยมที่ออกแบบแบบฉาบฉวยไม่คำนึงถึงการหาทรัพยากรเพิ่มเติม กลายเป็นการผลักภาระหนี้ไปในอนาคตให้รัฐบาลรับผิดชอบภาระหนี้แทนภาคประชาชน สุดท้ายประเทศก็จะเป็นหนี้ระยะยาว เกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนละตินอเมริกาที่เป็นเจ้าประชานิยม

 

การปกครองประเทศแบบประชาธิปไตย เหมาะกับประเทศที่มีคนชนชั้นกลางมาก แต่ประเทศไทย ไม่ใช่ เพราะมีแต่คนจน และคนชอบประชานิยมแบบไม่มีเหตุผล ลด แลก แจก แถมไปเรื่อย  

 

ทางออกของเรื่องนี้ คือการยุติและเสียสละของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยอมยุติ บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยอมยุติด้วย ความขัดแย้งก็จะไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อการยุติ เป็นการยุติแบบชั่วคราว ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ จะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่มีบุคคลแบบอดีตนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นอีก หากนำนโยบายประชานิยมเข้ามาใช้และกลับมาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ประวัตศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เกิดวิกฤตเหมือนเดิม

 

ทางออกในเรื่องนี้ จึงต้องจัดสรรโครงสร้างทรัพยากรทางเศรษฐกิจใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้างภาครัฐ ให้คนชนชั้นล่างมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องพึงพารัฐ ซึ่งสามารถทำได้ 3 ทาง  คือ 1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ต้องเปิดโอกาสให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรและเศรษฐกิจมากขึ้น

 

1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ต้องเปิดโอกาสให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรและเศรษฐกิจมากขึ้น

2.ปรับระบบภาษี หารายได้มาบริหารจัดการรายจ่าย นำเงินของคนมั่งมีมาช่วยคนจน เช่นภาษีมรดก ภาษีที่ดิน จัดการเรื่องรายจ่ายของประเทศ ไม่เน้นนโยบายประชานิยม เพราะเป็นการนำเงินอนาคตมาใช้ และ

3.ลดการกระจุกตัวของกลุ่มทุนธุรกิจขนาดใหญ่ จัดสรรทรัพยากรจากคนรวยให้เข้าถึงคนจน แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดวิกฤตตามอีก ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่กระชากทรัพย์จากคนมีให้คนจน เหมือนระบอบคอมมิวนิสต์ หรือเป็นการแย่งชิงทรัพยากร แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจกัน ช่วยเหลือกระจายทรัพยากร

 

ทางออกวิกฤตก็ขึ้นอยู่กับคนในสังคมทั้งหมด ไม่ใช่แค่นักการเมือง หรือ รัฐสภา เพราะเป็นเรื่องใหญ่เกินที่ใครจะทำเพียงคนเดียวได้ แต่เชื่อว่าหากทำเช่นนี้ปัญหาต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ คลี่คลายและหมดไป 

 

Read Full Post »