Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘future market’

นาน โขแล้วนะครับ ที่ไม่ได้เขียนบทความในเว็บนี้ ก็เลยสำนึกว่า ถึงคราวต้องช่วยจารย์แบงค์ กับทั่นเต้ ทำงานซะหน่อย

ประจวบเหมาะกับ มีการเรียกร้องจากท่านผู้อ่านมาบ้างว่าอยากรู้เรื่องของตราสารอนุพันธ์ พอดีกระผมรู้อยู่เล็กน้อย ก็สบโอกาสได้มีเรื่องเขียนกะเขาบ้าง

เรื่องมีอยู่ว่า……ตราสาร (Securities) ในโลกทุกวันนี้เนี่ย เพื่อไม่ให้งงกัน เขาก็จะแบ่งตราสารทั้งหมดออกได้เป็นสามจำพวกครับได้แก่

1. ตราสารทุน (Equity) ซึ่งพูดง่ายๆก็คือหุ้นที่เราซื้อขายกันในตลาดหุ้นนั่นเอง สำหรับตลาดหุ้นในประเทศไทย เราเรียกกันย่อๆว่า SET(Securities Exchange of Thailand) และ MAI(Market for Alternative Investment) ส่วน ตลาดหุ้นสำคัญๆใน ต่างประเทศ ก็เช่น NYSE(New York Stock Exchange) และ NASDAQ ของอเมริกา LSE, FWB ของ อังกฤษ และ เยอรมัน ถ้าเป็นตลาดสำคัญของ ภูมิภาคของเอเชียก็จะเป็น TSE, HESK, SGX ของ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และ สิงคโปร์ครับ

Ps.  มักมีการสับสนกันว่า DAX, Nikkei, Hang Seng, Straits Times เป็นชื่อเล่นตลาดหุ้นของ เยอรมัน ญี่ปุ่น ฮ่องกง และ สิงคโปร์ ซึ่งแท้จริงแล้ว เป็นชื่อเล่นของ Indexของตลาดหุ้นในประเทศนั้นต่างหาก ครับ

2. ตราสารหนี้ (Debt Securities หรือ Fixed Income Securities) ก็ยกตัวอย่างเช่น พันธบัตรต่างๆที่ออกเพื่อระดมเงิน(กู้)จากผู้ให้กู้ ไม่ว่าจะออกโดยภาครัฐ หรือ เอกชนครับ สำหรับประเทศไทย ถ้าพันธบัตรนั้นออกโดยภาครัฐ เราก็จะเรียกว่าพันธบัตรรัฐบาล(Government Bond) (หรือตั๋วเงินคลัง (Treasury Bills or T-Bills) ในกรณีที่มีอายุไม่เกินหนึ่งปี) พันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลนี้เนี่ย ถือว่าเป็นตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงจากการชักดาบหรือผิดชำระหนี้(credit risk-default risk)น้อยที่สุดครับ ถ้าใครทำproject feasibility แล้วต้องการหาอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง ก็สามารถเลือกใช้ผลตอบแทนของการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุสอดคล้องกับอายุของโครงการได้ครับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยภาคเอกชน เราคนไทยจะเรียกว่า หุ้นกู้ ซึ่งตามความเห็นของผม มันแปลกมากครับ ที่เราจะเรียกตราสารหนี้ว่าหุ้นกู้ ถ้าคำฝรั่งเขาจะตั้งชื่อว่า Corporate Bond อันนี้ไม่ทำให้สับสนใช่มั้ยครับ สำหรับตลาดรองที่เป็นทางการของของตราสารหนี้ในประเทศไทยนั้นเราเรียกกันสั้นๆว่า BEX(Bond Electronic Exchange)ครับ

Ps. หนังสือหลายเล่มต่างให้ความเห็นกันกันว่า หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) ควรจะนับเป็นตราสารหนี้ ที่มีการซื้อขายกันบนตลาดตราสารทุน เพราะลักษณะที่ให้ผลตอบแทนคงที่แน่นอนเหมือน ตราสารหนี้ไม่มีอายุไถ่ถอนครับ

3. ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) ยกตัวอย่างเช่น Forward, Future, Options, Warrants, Swap, Swaption, Hybrid และ Exotic ครับ (ซึ่งสามตัวอย่างหลังเป็น instrument ใหม่ๆที่ถือกำเนิดขึ้นจากการผสมปนเป คุณสมบัติของ หลายๆ instrument เข้าด้วยกันครับ) ตราสารอนุพันธ์นี้มีคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งครับที่ทำให้มันถูกเรียกว่า อนุพันธ์ ก็คือ มูลค่าของตัวมันนั้นจะต้องผูกโยงเข้ากับ Underlying Assetอย่างใด อย่างหนึ่งก่อน เช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้ายาง ก็คือ Future ที่ผูกพันธ์อยู่กับมูลค่าของ Underlying Asset ก็คือยางในอนาคตเป็นต้น คนที่ซื้อ Futureยางก็ไม่ได้เป็นเจ้าของยางในวันนี้นะครับ เขามีแต่สัญญาใบหนึ่งซึ่งบอกว่าในอนาคต ณ เวลาในสัญญา เขามีภาระผูกพันที่ต้องซื้อยางจาก คู่สัญญาก็คือคนขาย Future (ซื้อก็ต้องคู่กับขาย ใช่มั้ยครับ) ในราคาที่ตกลงกันไว้ในสัญญาอย่างนั้นครับ ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทย ตอนนี้ แบ่งออกเป็นตลาด

a. TFEX(Thailand Future Exchange)ซึ่งปัจจุบันมีการซื้อขาย Future SET 50 Index และ Option SET 50 Index ครับ แต่ในเดือนพฤศจิกายน 2551 ที่จะถึงนี้ TFEXจะเปิดตัว Stock Future หรือ ซื้อขายล่วงหน้าหุ้นรายตัว บน PTTปตท. PTTEPปตท.สผ. ADVANCแอดวานซ์ SCBไทยพาณิชย์ และ KBANKกสิกรไทยครับ อีกทั้ง ในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อความเป็นมาตรฐานมากขึ้น TFEXยังได้มีแผนการจะนำ Gold Future หรือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าทอง เข้ามาไว้ในตลาดด้วยครับ

b. AFET(Agricultural Future Exchange of Thailand) หรือ ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ซึ่งปัจจุบันมีการซื้อขายFutureของ ยางแผ่น ข้าว และ มันสำปะหลังเส้นครับ

ตลาดอนุพันธ์AFET และ TFEXในประเทศไทยนี้เพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ไปเมื่อกลางปี2547และ2549เองครับ ฝรั่งเขาเรียกว่ายังเป็น Emerging Market อยู่เลย คือตลาดเกิดใหม่ ยังมีสภาพคล่องน้อย ผู้เข้าเทรดมีไม่มาก อีกทั้งผู้เทรดที่มีความเชี่ยวชาญก็ยังไม่มากด้วย สังเกตได้จากSET 50 Option มีจำนวนสัญญา และ สภาพคล่องที่ยังต่ำอยู่ครับ ส่วนใครที่เลือกเข้าซื้อขายใน AFET ก็ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการเข้าแทรกแซงตลาดโดยการประกันราคาของรัฐบาลอีกต่างหากครับ

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในขณะที่จุดประสงค์หลักของตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ มีเพื่อสนับสนุน ให้เกิดการระดมทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่สำหรับตลาดอนุพันธ์ ซึ่งประกอบด้วยสัญญา Future และ Option มีขึ้นเพื่อส่งผ่านความเสี่ยงจากผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยง (Hedger) ไปยังผู้ที่ต้องการรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น (Speculator หรือ นักเก็งกำไร) ครับ

คราวนี้ขอหยุดที่ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวคราวหน้าเราจะดูว่า Instrument ของอนุพันธ์ แต่ละตัวนั้น เป็นยังไงกันบ้าง และ การลดความเสี่ยงอย่างง่ายๆนั้น เขาทำกันยังไงละกันนะครับ

Vice Versa in Finance


ps. ถ้าอยากให้อธิบายตรงไหนเพิ่ม หรือ มีคำถามก็post ไว้เลยนะครับ ยังไงก็จะลองไปค้นดู

Read Full Post »