Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘democracy’

recommendare

บทความเรื่อง  ”บทเรียนจากสงครามศักดิ์สิทธิ์ถึงสงครามระหว่างสี”

โดย

เกษียร เตชะพีระ

ความมีดังนี้

โฮเวิร์ด ซิน ผู้เขียน “ประวัติศาสตร์สหรัฐภาคประชาชน, ค.ศ.1492-ปัจจุบัน”

เสียงย่ำกลองรบอ่านแถลงการณ์ประกาศ “สงครามระหว่างสี” สั่นสะท้านหัวใจคนไทย-ดังที่ราเกห์ โอมาร์ ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา รายงานไว้ในหนังสารคดี Thailand : Warring Colours ที่ออกอากาศไปเมื่อกลางเดือนธันวาคมศกก่อน-นอกจากทำให้ผมรู้สึกเบื่ออิ๊บอ๋ายเลยและอดสงสัยไม่ได้ว่าพวกท่านเหล่านั้นไม่เบื่อตัวเองบ้างหรือไงแล้ว

ก็ทำให้ผมนึกถึง โฮเวิร์ด ซิน ขึ้นมา…

ในวัยย่าง 88 ปี ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์กิตติคุณ โฮเวิร์ด ซิน แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน นับเป็นนักประวัติศาสตร์ภาคประชาชนที่โดดเด่นโด่งดังที่สุดในสหรัฐอเมริกา ผลงานวิชาการชิ้นเอกของเขาเรื่อง A People”s History of the United States, 1492-Present (ประวัติศาสตร์สหรัฐภาคประชาชน, ค.ศ.1492-ปัจจุบัน) ซึ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี ค.ศ.1980 นั้นขายดิบขายดีไม่แพ้นิยายเบสท์เซลเลอร์ถึงกว่า 2 ล้านเล่มเข้าไปแล้ว!

งานชิ้นนี้มุ่งสำรวจและสังเคราะห์ประวัติศาสตร์อเมริกันด้วยมุมมองกลับตาลปัตร กล่าวคือแทนที่จะมองจากมุมของมหาบุรุษและผู้นำการเมืองดังเคยทำกันมา ซินกลับเลือกมองจากมุมของชนชั้นคนงานและชนกลุ่มน้อยผู้ถูกกดขี่ทางการเมือง ขูดรีดทางเศรษฐกิจ และละเลยไปในประวัติศาสตร์กระแสหลักส่วนใหญ่

เขาบันทึกรวบรวมประวัติของผู้คนหลากเชื้อชาติ เพศและชนชั้น, เล่าเรื่องราวการต่อสู้แบบอารยะขัดขืนและธรรมเนียมประเพณีการสร้างอำนาจประชาชนของคนเหล่านั้น, เพื่อชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าจริงที่เกิดจากแรงผลักดันของพวกเขา

ขณะเดียวกันก็บ่งบอกว่าความหวังของพวกเขาในอันที่จะสร้างสังคมซึ่งเท่าเทียมกันยิ่งขึ้นนั้นได้ถูกสกัดขัดขวางในที่สุดเช่นใด, และในทางกลับกันชนชั้นนำส่วนน้อยยึดกุมผูกขาดอำนาจและทรัพย์สินเอาไว้ได้อย่างไร ฯลฯ

งานชิ้นนี้ได้รับยกย่องเป็นหลักหมายสำคัญในความคิดประชานิยมทวนกระแสของอเมริกา และถูกเอาไปดัดแปลงนำเสนอและจัดแสดงผ่านสื่อประสมหลายแบบ ไม่ว่าในรูปบันทึกปากคำและเอกสารชั้นต้นที่เกี่ยวข้อง, หนังสือย่อยให้อ่านง่าย, แผ่นซีดีบันทึกเสียงอ่าน, การแสดงบนเวที, ภาพยนตร์สารคดี เป็นต้น

โฮเวิร์ด ซิน มีภูมิหลังเป็นลูกหลานผู้อพยพยากไร้ที่เติบโตในสลัมย่านบรู๊คลินของมหานครนิวยอร์ก ต้องไปทำงานหารายได้ในอู่ซ่อมเรือตั้งแต่วัยรุ่น เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาร่วมรบเป็นนักบินทิ้งระเบิดยศเรืออากาศตรีในสมรภูมิยุโรปและได้รับเหรียญกล้าหาญมามากมาย

พอสิ้นสงคราม เขามีโอกาสเข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยทุนการศึกษา “จีไอ” ของรัฐบาลในฐานะทหารผ่านศึก จนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ก่อนจะทำงานเป็นนักวิจัยและอาจารย์สอนรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งในสหรัฐและต่างประเทศสืบมา

ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960-1970 ซินโถมตัวเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสมอภาคของชนผิวสีอเมริกันและต่อต้านสงครามเวียดนามอย่างดุเดือดแข็งขัน ซึ่งเป็นพื้นฐานประสบการณ์ที่ยึดหยั่งจุดยืน ทรรศนะและวิธีการทางประวัติศาสตร์ของเขาอย่างหนักแน่นมั่นคงเรื่อยมา ดังที่เขาเล่าไว้ในคำนำหนังสือ The Twentieth Century : A People”s History (คริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ : ประวัติศาสตร์ภาคประชาชน-ซึ่งเป็นฉบับสังเขปและอัพเดตของประวัติศาสตร์สหรัฐภาคประชาชน, ค.ศ.1998) ว่า :-

“ประวัติศาสตร์คือความทรงจำของรัฐทั้งหลาย” เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ (ผู้วางนโยบายความมั่นคงและต่างประเทศของสหรัฐในตำแหน่งผู้ช่วยประธานาธิบดีด้านความมั่นคงและ รมว.ต่างประเทศ ระหว่างปี ค.ศ.1969-1977 – ผู้แปล) เขียนไว้เช่นนี้ในหนังสือเล่มแรกของเขาเรื่อง A World Restored จากนั้นเขาก็เดินหน้าเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากมุมมองของบรรดาผู้นำออสเตรียและอังกฤษ โดยมองข้ามคนนับล้านๆ ผู้ต้องทนทุกข์ทรมานจากนโยบายของรัฐบุรุษเหล่านั้นไป…

“ส่วนมุมมองของผมในการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์สหรัฐนั้นแตกต่างกัน ผมถือว่าเราจักต้องไม่ยอมรับความทรงจำของรัฐทั้งหลายว่าเป็นของเราเอง ชาติทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ และไม่เคยเป็นชุมชน ประวัติศาสตร์ของประเทศใดก็ตามแต่ที่ถูกนำเสนอเสมือนหนึ่งประวัติศาสตร์ของครอบครัวนั้นล้วนปิดบังความขัดแย้งทางผลประโยชน์อันดุเดือดไว้ทั้งสิ้น (ซึ่งบางทีก็ระเบิดออกมา แต่ส่วนใหญ่แล้วจะถูกเก็บกดไว้) ระหว่างผู้พิชิตกับผู้ถูกพิชิต, เจ้านายกับไพร่ทาส, นายทุนกับคนงาน, ผู้ครอบงำกับผู้ถูกครอบงำทางเชื้อชาติและเพศ และในโลกแห่งความขัดแย้งดังกล่าวอันเป็นโลกแห่งเหยื่อกับเพชฌฆาตนั้น หน้าที่ของประชาชนผู้รู้คิดทั้งหลายก็คือจักต้องไม่ยอมอยู่ข้างเดียวกับเพชฌฆาต ดังที่อัลแบต์ กามูส์ แนะไว้นั่นเอง”

ในทางการเมือง ข้อสรุปจากประวัติศาสตร์สหรัฐภาคประชาชนของซินคือ : –

“หากประวัติศาสตร์จะช่วยชี้ทางอะไรให้ได้แล้ว นั่นก็คือว่า-ถ้าจะให้ประชาธิปไตยมีความหมายใดๆ บ้าง, ถ้าจะให้ประชาธิปไตยข้ามพ้นขีดจำกัดของทุนนิยมและชาตินิยมละก็, สิ่งนี้จะไม่มาจากเบื้องบน แต่จะมาจากการเคลื่อนไหวของพลเมืองที่ให้การศึกษา, จัดตั้ง, ปลุกระดม, นัดหยุดงาน, คว่ำบาตร, ชุมนุมแสดงพลัง, และคุกคามผู้กุมอำนาจด้วยการก่อกวนเสถียรภาพซึ่งพวกเขาต้องการให้กลับปั่นป่วนวุ่นวาย”

ในปาฐกถาเรื่อง “สงครามศักดิ์สิทธิ์” (Holy Wars) ที่มหาวิทยาลัยบอสตันเมื่อ 11 พฤศจิกายน ศกก่อน โฮเวิร์ด ซิน ได้เสนอให้ทบทวนท้าทายซักถามสงครามที่ยึดมั่นถือมั่นกันว่าเป็น “สงครามที่ดี” (the good wars) ในประวัติศาสตร์อเมริกัน 3 ครั้งที่ผ่านมา ได้แก่สงครามกู้อิสรภาพจากอังกฤษ (ค.ศ.1775-1783), สงครามกลางเมืองระหว่างมลรัฐฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ที่นำไปสู่การเลิกทาส (ค.ศ.1861-1865), และสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อโค่นล้มฝ่ายอักษะฟาสซิสต์ (ค.ศ.1939-1945 สหรัฐเข้าร่วมสงครามปลายปี 1941 หลังญี่ปุ่นบุกถล่มฐานทัพเรือที่อ่าวเพิร์ล ฮาร์เบอร์)

ในทุกกรณี ซินเรียกร้องให้กล้าทักกล้าถาม คิดค้นให้ละเอียดรอบด้านโดยเฉพาะด้านที่มักถูกมองข้ามละเลย ประเมินเปรียบเทียบให้กว้างและลึกกับกรณีใกล้เคียงกัน และไม่ด่วนผลีผลามสรุป ในประเด็นสำคัญๆ เหล่านี้คือ : –

-ต้นทุนผลเสียที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในแง่ชีวิตผู้คนที่ล้มตายหรือบาดเจ็บพิการไปในสงคราม ด้วยการให้น้ำหนักคุณค่าแก่ประสบการณ์ความเจ็บปวดสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเหยื่อสงครามผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่โดยเฉพาะเด็กเล็ก ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขสถิติอันแห้งแล้งตื้นเขิน

-ผลลัพธ์ที่ได้มาว่ากระจายไปในหมู่ผู้คนทั้งหลายที่เข้าร่วมและ/หรือได้รับผลสะเทือนจากสงครามอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกันไหม? ยืนนานแค่ไหน? และเป็นดังคำมั่นสัญญาที่ผู้ก่อสงครามให้ไว้หรือไม่?

-มีทางเลือกอื่นหรือไม่ในการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายอันถูกต้องชอบธรรมที่พึงประสงค์ (อิสรภาพ, การเลิกทาส, การโค่นเผด็จการฟาสซิสต์) นอกเหนือจากวิธีทำสงคราม? ทั้งนี้หากเปรียบเทียบกับกรณีใกล้เคียงกันอื่นๆ ในต่างประเทศหรือในประวัติศาสตร์

-โดยไม่ละเลยหรือดูเบาเป้าหมายอันชอบธรรมดีงามและการเสียสละอันทรงค่าสูงส่งในสงครามดังกล่าว ทั้งประเมินน้ำหนักเต็มแห่งคุณค่าของมันทุกอย่างทุกประการ, แต่กระนั้นคำถามที่ซินชวนให้คิดพิจารณาคือทั้งหมดนั้นมันคุ้มกันไหมกับน้ำหนักเต็มแห่งคุณค่าทุกชีวิต ทุกร่างกายและอวัยวะที่ทุพพลภาพ รวมทั้งทุกบาดแผลที่สูญเสียไปอย่างไม่มีวันได้คืน? และเอาเข้าจริงมีทางเลือกอื่นอีกไหมที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนั้นโดยเสียสละชีวิตผู้คนน้อยกว่า นอกเหนือจากการทำสงคราม แม้อาจจะช้านานกว่าบ้างหรือเลี้ยวลดคดเคี้ยวกว่าบ้างก็ตามที?

เบื้องหน้าคำป่าวร้องปลุกเร้าของชนชั้นปกครองสหรัฐให้ทำ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” ในอิรักและอัฟกานิสถาน และอาจจะลุกลามไปยังปากีสถานและเยเมน ฯลฯ ต่อไป ซินเรียกร้องให้ชาวอเมริกันคิดทบทวนคำถามข้างต้นให้ถี่ถ้วนรอบด้าน ละเอียดรอบคอบที่สุดเสียก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ…

ขออนุญาตยกตัวอย่างปาฐกถาบางตอนของโฮเวิร์ด ซิน เรื่องนี้มาประกอบ : –

ความรุนแรงกับความรวดเร็ว

“…แล้วมันดีไหมล่ะที่เราได้เป็นอิสระจากอังกฤษ? ใช่ มันก็ดีเสมอล่ะครับที่ได้เป็นอิสระ แต่ด้วยต้นทุนอะไรที่ต้องจ่ายไป? และที่ว่าเป็นอิสระนั้นน่ะจริงแค่ไหน? แล้วมันเป็นไปได้ไหมที่เราจะช่วงชิงอิสรภาพมาได้โดยไม่ต้องทำสงคราม? ดูแคนาดามั่งซีครับ แคนาดาเป็นอิสระจากอังกฤษ สังคมของแคนาดาเขาก็ไม่เลว มีบางอย่างของแคนาดาที่ดึงดูดใจมากทีเดียว พวกเขาได้อิสรภาพจากอังกฤษโดยไม่ต้องทำสงครามนองเลือดเลย

“แน่ล่ะมันใช้เวลานานกว่าบ้าง แต่คุณทราบไหมครับว่าบางทีมันใช้เวลานานกว่าถ้าคุณไม่อยากจะฆ่า ความรุนแรงมันเร็ว สงครามมันเร็ว และมันมีเสน่ห์ดึงดูดใจใช่ไหมล่ะครับ เราอยากทำอะไรได้เร็วๆ และถ้าคุณไม่อยากให้ฆ่ากัน คุณอาจต้องยอมเสียเวลามากขึ้นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของคุณ และเมื่อคุณบรรลุวัตถุประสงค์ของคุณแล้ว คุณอาจพบว่ามันบรรลุได้ด้วยวิธีที่ดีกว่าและได้ผลลัพธ์ดีกว่า อย่างระบบดูแลรักษาสุขภาพของแคนาดานั่นไงซึ่งดีกว่าระบบดูแลรักษาสุขภาพอเมริกันเราเสียด้วยซ้ำ (ผู้ชมหัวเราะ)”

พิษภัยของสงคราม

“รายงานสภาพผู้บาดเจ็บล้มตายจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาทำให้ผมเริ่มทบทวนความคิดเรื่อง “สงครามที่ดี” ใหม่ ซึ่งก็คือสงครามของเรากับฟาสซิสต์ จากเดิมที่คิดว่าโอ๊ยมันโอเค เรารบชนะฮิตเลอร์ เหมือนที่เราได้อิสรภาพจากอังกฤษและเราเลิกทาสสำเร็จ แต่ประเดี๋ยวก่อน เรื่องมันไม่ง่ายอย่างนั้น และสงครามโลกครั้งที่ 2 มันก็ไม่ง่ายอย่างนั้น

“เอาล่ะเรารบชนะฮิตเลอร์และดังนั้นทุกอย่างก็โอเค เราเป็นพระเอก พวกมันเป็นผู้ร้าย นั่นเป็นสิ่งที่เราตัดสินใจตอนเริ่มทำสงคราม แต่ที่ตอนนั้นผมยังไม่ตระหนักก็คือในกระบวนการทำสงครามนั้น พระเอกนั่นแหละจะกลายเป็นผู้ร้ายเสียเอง สงครามมันเป็นพิษกับคนทุกคน สงครามทำให้ทุกคนเสื่อมทรามลง และดังนั้นพวกที่ขึ้นชื่อว่า “พระเอก” ก็เริ่มทำตัวเหมือน “ผู้ร้าย” พวกนาซีทิ้งระเบิดฆ่าพลเรือนในเมืองโคเวนทรี, ลอนดอน และรอตเตอร์ดัม แล้วเราก็ทิ้งระเบิดฆ่าพลเรือนมั่ง เราก็กระทำการทารุณโหดร้ายมั่ง

“เราบินไปเหนือกรุงโตเกียวหลายเดือนก่อนที่จะไปฮิโรชิมา และผมพนันเลยว่าพวกคุณร้อยละ 90 ไม่รู้เรื่องการโจมตีกรุงโตเกียว พวกคุณล้วนเคยได้ยินเรื่องฮิโรชิมา แต่ผมเชื่อเลยว่าคนอเมริกันร้อยละ 90 ไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นหลายเดือนเราส่งเครื่องบินไปเหนือกรุงโตเกียวเพื่อเผามันด้วยระเบิดเพลิง และมีคนตายไปหนึ่งแสนคนในชั่วการทิ้งระเบิดโตเกียวคืนเดียว เบ็ดเสร็จแล้วเราฆ่าคนตายไปครึ่งล้านในญี่ปุ่น พลเรือนนะครับ บางคนบอกว่าพวกนั้นมาบุกเพิร์ล ฮาร์เบอร์เราก่อน แต่เอาเข้าจริงคนที่ตกเป็นเหยื่อพวกนั้นไม่ได้มาทิ้งระเบิดเพิร์ล ฮาร์เบอร์ เด็กเหล่านั้นไม่ได้ทิ้งระเบิดเพิร์ล ฮาร์เบอร์

“ความคิดเรื่องความรุนแรง การล้างแค้น การแก้เผ็ดเอาคืนเป็นสิ่งที่เราควรขจัดทิ้ง”

สุดท้ายนี้ขออนุญาตถามสักหน่อยเถอะครับว่า…

ที่ชวนคนไทยทำ “สงคราม” เหยงๆ ไม่ขาดปากนั้น เพราะอยากชนะเร็วๆ ใช่ไหมครับ?

ถ้าล่าช้ากว่านี้ แต่ถนอมรักษาชีวิตคนไทยด้วยกันไว้ได้โดยไม่ต้องทำสงคราม ไม่ดีกว่าหรือครับ?

และในกระบวนการทำ “สงครามระหว่างสี” เพื่อเป้าหมายอันสูงส่งยิ่งใหญ่หรูเลิศประเสริฐสุดต่างๆ นานานั้น พวกคุณทำตัวแตกต่างจากศัตรูสีตรงข้ามของคุณตรงไหนครับ?

ที่มา มติชนรายวัน วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 11640

อ้างอิง

Howard Zinn, a professor emeritus of political science at Boston University, historian, and war critic, is the author of A People’s History of the United States, a book both lauded and derided for telling American history from the perspective of minorities, immigrants, laborers, and others Zinn feels had been excluded from traditional textbooks.

Born in Brooklyn to Jewish immigrants, the former shipyard worker was a bombardier in World War II, attended New York University on the G.I. Bill, and taught at the all-black women’s Spelman College from 1956 until 1963, when he was fired for encouraging students to fight segregation. Zinn taught at BU from 1964 until his retirement in 1988.

Read Full Post »

เสนอ 3 ข้อ ผ่าทางตันการเมืองไทย

recommendare

 

” …. ทางออกของเรื่องนี้ คือการยุติ และเสียสละของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยอมยุติ บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยอมยุติด้วย แต่เมื่อการยุติ เป็นการยุติแบบชั่วคราว ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ จะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่มีบุคคลแบบอดีตนายกฯเกิดขึ้นอีก … ประวัตศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เกิดวิกฤตเหมือนเดิม … “

 

สรุป

ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การเมืองไทยในปัจจุบัน”

 

เนื่องโอกาสการประชุมใหญ่ทางวิชาการโรงพยาบาลราชวิถี

วันที่ 24 กุมภาพันธ์

 

โดย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

ราชบัณฑิตยสภา

 

ความมีดังนี้

 

วิกฤติการเมืองไทยที่เกิดขึ้น เป็นความขัดแย้งที่สะสมมาตั้งแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารประเทศและระบอบเศรษฐกิจ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเทศาภิบาล เป็นกระทรวง ทบวง กรม ระบบขุนนางกินเมืองเป็นข้าราชการกินเงินเดือน รายได้จากพระคลังและภาษี เป็นการเก็บภาษีอากร นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง กับสภาพสังคมไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 1-3 เน้นการผลิตและนำเข้า ฉบับที่ 4 และ 5 เน้นการผลิตเพื่อการส่งออก แต่ไม่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจใดที่กล่าวถึงการพัฒนาภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศเป็นรายได้หลักของประเทศ รวมทั้งไม่มีแผนพัฒนาอย่างชัดเจนถึงการขยายผลผลิต ยุทธศาสตร์การผลิตเพื่อการเกษตร ที่น่าแปลกและส่งผลถึงปัจจุบัน เมื่อข้าวมีราคาแพง รัฐบาลกลับไม่ดีใจ เข้ามาแทรกแซง ไม่ได้คำนึงว่าจะกระทบต่อคนจนหรือชาวนา 

 

สาเหตุหลักของความขัดแย้ง เหลื่อมล้ำ เป็นเพราะคนจนไม่เคยได้รับการช่วยเหลือ ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากร การช่วยเหลือทั้งของบีโอไอ (สำนักงานส่งเสริมการลงทุน) และเอสเอ็มอี (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) เป็นการช่วยเหลือที่กระจุกตัวอยู่ในคนมั่งคั่งและคนชั้นกลาง มีแต่ชนชั้นกลางกับชนชั้นสูงที่ได้รับการส่งเสริม จึงทำให้เกิดคนจนจำนวนมาก  คนรวย ก็รวยมากขึ้น ส่วนคนจนก็ยิ่งจนลง เมื่อคนจนไม่มีอำนาจต่อรองทรัพยากรเหมือนชนชั้นกลางความขัดแย้งจึงยิ่งทวีคูณ ในปี 2519 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 และ 5 พบว่า รายได้ของคนรวย ร้อยละ 20 มีรายได้เป็นเจ้าของรายได้ประชาชาติสุทธิ 29.26 คนจน 6.05 ในปี 2529 เพิ่มขึ้นเป็นคนรวย 55.63 ขณะที่คนจน 4.55 ซึ่งสังเกตได้ว่า ชนชั้นกลางแม้ว่าจะมีรายได้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ยังไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเช่นเดิม ขณะที่คนจนก็ไม่มีอำนาจต่อรอง

 

ในปีที่ผ่านมาประเทศไทย มีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน จากการบริหารประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย 76 ปี ขณะนี้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีแล้วทั้งสิ้น 27 คน มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ เกิดกบฏ 11 ครั้ง รัฐประหารสำเร็จ 9 ครั้ง ความขัดแย้งในเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งปิดและเปิดยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และซ่อนตัว และเมื่อปี 2540 เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นการแก้ในส่วนของเรื่องการเมืองเป็นหลัก ทำให้เกิดระบบการเลือกตั้ง ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เน้นการหาเสียงเชิงนโยบายเป็นหลัก พรรคไทยรักไทย จึงได้รับคะแนนนิยมสูงสุดจากประชาชนในปี 2544 และได้เสียงข้างมากเกินครึ่งในปี 2548 เป็นผลมาจากนโยบายประชานิยม ทั้ง 30 บาท กองทุนหมู่บ้าน 1 อำเภอ 1 ทุน โอท็อป ซึ่งความขัดแย้งที่ถูกปิดก็ถูกเปิดขึ้นมา คนจนเข้าถึงทรัพยากรมากขึ้น ได้ลิ้มลองการรักษาฟรี และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ
  

จึงเป็นที่มาว่า คนจนเลือกตั้งรัฐบาล โดยคำนึงถึงนโยบายประชานิยม เพื่อการเข้าถึง ในขณะที่คนชั้นกลาง เป็นคนกำหนดนโยบายและล้มรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไทยรักไทยถือได้ว่า เป็นการรวมตัวของมหาเศรษฐีที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงเกิดปัญหาการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายขึ้น แต่การเมืองภาคประชาชนก็ไม่กล้าที่จะต่อสู้เรียกร้อง เพราะกลัวไม่ได้รับทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกจากนโยบายของรัฐ ขณะที่สื่อมวลชนก็ตกภายใต้การบีบคั้นของภาคธุรกิจ ถ้าหากวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โฆษณาก็จะลดน้อยลง ทำให้เสียงวิจารณ์ไม่มี และเลยเกิดความขัดแย้ง ที่ส่งผลต่อปัจจุบัน 
  

ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะนักการเมืองในสมัยที่แล้วรู้เห็นเป็นใจและปลุกให้กลุ่มคนเสื้อแดงขึ้นมาต่อสู้กัน และไม่มีใครรู้ได้ว่าความขัดแย้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่ ซึ่งความขัดแย้งอาจเกิดจาก 2 ปัจจัยคือ

 

1.มาจากความขัดแย้งของคนเสื้อเหลืองกับอดีตนายกฯ ที่ผู้ต่อต้านไม่ยอมรับการได้มาซึ่งอำนาจ หากฝ่ายหนึ่งยอมหยุดก็จะยุติเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากมีคนที่ใช้วิธีเดียวกันขึ้นมาอีกก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้น

2.ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่าง คนมี กับ คนไม่มี ซึ่งวันนี้คนจนรู้แล้วว่าจะเข้าถึงอำนาจได้อย่างไรเพื่อให้เข้าถึงทรัพยากร

 

อนาคตพรรคการเมืองจะหันมาใช้นโยบายประชานิยมกันหมดเพื่อให้ได้คะแนนเสียง โดยไม่สนใจว่าจะเอาเงินมาจากไหนเพื่อทำตามนโยบายนั้น ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะนี้การหันมาใช้นโยบายประชานิยมกันหมด จะส่งผลให้ทรัพยากรหมดประเทศ เพราะเป็นประชานิยมที่ออกแบบแบบฉาบฉวยไม่คำนึงถึงการหาทรัพยากรเพิ่มเติม กลายเป็นการผลักภาระหนี้ไปในอนาคตให้รัฐบาลรับผิดชอบภาระหนี้แทนภาคประชาชน สุดท้ายประเทศก็จะเป็นหนี้ระยะยาว เกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนละตินอเมริกาที่เป็นเจ้าประชานิยม

 

การปกครองประเทศแบบประชาธิปไตย เหมาะกับประเทศที่มีคนชนชั้นกลางมาก แต่ประเทศไทย ไม่ใช่ เพราะมีแต่คนจน และคนชอบประชานิยมแบบไม่มีเหตุผล ลด แลก แจก แถมไปเรื่อย  

 

ทางออกของเรื่องนี้ คือการยุติและเสียสละของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยอมยุติ บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยอมยุติด้วย ความขัดแย้งก็จะไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อการยุติ เป็นการยุติแบบชั่วคราว ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ จะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่มีบุคคลแบบอดีตนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นอีก หากนำนโยบายประชานิยมเข้ามาใช้และกลับมาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ประวัตศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เกิดวิกฤตเหมือนเดิม

 

ทางออกในเรื่องนี้ จึงต้องจัดสรรโครงสร้างทรัพยากรทางเศรษฐกิจใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้างภาครัฐ ให้คนชนชั้นล่างมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องพึงพารัฐ ซึ่งสามารถทำได้ 3 ทาง  คือ 1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ต้องเปิดโอกาสให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรและเศรษฐกิจมากขึ้น

 

1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ต้องเปิดโอกาสให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรและเศรษฐกิจมากขึ้น

2.ปรับระบบภาษี หารายได้มาบริหารจัดการรายจ่าย นำเงินของคนมั่งมีมาช่วยคนจน เช่นภาษีมรดก ภาษีที่ดิน จัดการเรื่องรายจ่ายของประเทศ ไม่เน้นนโยบายประชานิยม เพราะเป็นการนำเงินอนาคตมาใช้ และ

3.ลดการกระจุกตัวของกลุ่มทุนธุรกิจขนาดใหญ่ จัดสรรทรัพยากรจากคนรวยให้เข้าถึงคนจน แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดวิกฤตตามอีก ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่กระชากทรัพย์จากคนมีให้คนจน เหมือนระบอบคอมมิวนิสต์ หรือเป็นการแย่งชิงทรัพยากร แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจกัน ช่วยเหลือกระจายทรัพยากร

 

ทางออกวิกฤตก็ขึ้นอยู่กับคนในสังคมทั้งหมด ไม่ใช่แค่นักการเมือง หรือ รัฐสภา เพราะเป็นเรื่องใหญ่เกินที่ใครจะทำเพียงคนเดียวได้ แต่เชื่อว่าหากทำเช่นนี้ปัญหาต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ คลี่คลายและหมดไป 

 

Read Full Post »

ปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย

recommendare

 

แม้แต่”ความรักลูก”ก็เป็นอาวุธได้ และ “ความรักลูก” คือพฤติกรรม ; ดังนั้น พฤติกรรมของคนทางสังคมวิทยา ก็ถูกใช้เป็นอาวุธได้ 

ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์

 

ถอดความ

จากปาฐกถาพิเศษเรื่อง  ปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย

 

โดย

ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์
ประธานกรรมการกฤษฎีกา

 

ความมีดังนี้

 

ท่านองคมนตรี ท่านประธานศาลปกครองสูงสุด ท่านตุลาการศาลปกครองสูงสุด ท่านตุลาการ ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณที่ทางศาลปกครองได้ให้เกียรติผมมาพูดในวันนี้ โดยในวันที่ ๙ มีนาคม ก็จะเป็นวันที่ครบรอบ ๗ ปีของศาลปกครอง ผมเชื่อว่า ศาลปกครองจะอยู่คู่กับประเทศไทยนานแสนนาน และคงจะเป็นสถาบันที่พัฒนาหลักฎหมายและแก้ “ปัญหา”ให้ประเทศต่อไปข้างหน้า

 

เป็นที่ทราบดีว่า กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายยุคใหม่ เมื่อทางศาลปกครองเชิญผมมาพูด ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดในเรื่องอะไร ท่านทั้งหลายก็มีความรู้มากมาย ผมก็มาคิดว่า ขณะนี้เรามีวิกฤติอยู่และทุกเช้าเราได้ฟังวิกฤติของกฎหมายมหาชนอยู่ตลอดเวลา แม้เมื่อเร็ว ๆ นี้ เราก็มีปัญหาเรื่องการโยกย้ายข้าราชการ เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการว่า เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม มี “การเมือง”แทรกแซงหรือไม่ และข้างหน้าก็คงจะมีปัญหาตามมาอีกมาก ผมก็เลยมานั่งนึกว่าจะเอาเรื่องอะไรมาพูดในวันนี้ ; ขณะนี้ผมกำลังเขียนบทความอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นบทความที่ค่อนข้างยาว และผมคิดว่าบทความนี้จะเป็นบทความชุดสุดท้ายของผม ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าผมจะเขียนจบหรือไม่จบ ; บทความบทนี้เป็นบทความที่เป็นความเห็นของผมเกี่ยวกับ “ทางออก”ของประเทศไทยในภาวะการเมืองปัจจุบัน คือ ถ้าเราหาทางออกได้ เราก็คงจะหลุดพ้นจากวงจร vicious circle ไปได้ แต่ถ้าเราหลุดพ้นจากวงจรไม่ได้ ผมก็คิดว่าข้างหน้าเราคงจะมีเหตุการณ์อีกมากมาย ที่อาจกระทบกระเทือนถึงประวัติศาสตร์ของเราในอนาคตด้วย ; ในบทความดังกล่าว ผมพยายามจะเขียนให้เห็นทุกแง่ทุกมุมของปัญหาสังคมของเรา ขณะนี้ก็เริ่มเขียนมาหลายตอนแล้ว และในบางตอนเมื่อย้อนกลับไปอ่านแล้วก็ยังรู้สึกว่าภาษาค่อนข้างเข้าใจยาก

 

ดังนั้น “เรื่อง”ที่ผมจะพูดในวันนี้ เป็น”ส่วนหนึ่ง”ที่ตัดตอนมาจากบทความขนาดยาวดังกล่าว บางส่วนก็เขียนเป็นบทความและลงเว็บไปแล้ว บางส่วนก็คิดไว้ในใจและตั้งใจจะเขียนเป็นบทความตอนต่อ ๆ ไป ; ผมขอให้”ชื่อ”ของหัวข้อเรื่องที่ผมจะพูดในวันนี้อย่างสั้น ๆ แต่อยากให้เป็น “ชื่อ”ที่มีความหมายค่อนข้างกว้างพอที่จะครอบคลุมปัญหาการเมืองของไทยในขณะนี้ได้ คือ ผมจะพูดเรื่อง “ปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย” ซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือ ปัญหาของสังคม ที่มีสาเหตุมาจาก “ชนชั้นนำ”ของเราเอง

 

นักประวัติศาสตร์ เวลาเขามองย้อนว่าประเทศเราจะเจริญหรือเสื่อม เขาจะดูที่บทบาทของ “ชนชั้นนำ” หรือ Elite ; ถ้าเราอยากจะรู้ว่า ข้างหน้า อนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เราก็ต้องวิเคราะห์บทบาทของ Elite ในปัจจุบัน ; ในบทความที่ผมเขียนและลง Web ไว้ ผมได้นำข้อวิจารณ์ของนักประวัติศาสตร์ต่างประเทศ ที่เขาวิจารณ์และให้ความเห็นว่า เหตุการณ์ของประเทศฝรั่งเศสในยุคปลายศตวรรษที่ ๑๘ คือ ในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ เกิดขึ้นเพราะอะไร ซึ่งผมเชื่อว่า ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วว่า มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในประเทศผรั่งเศสในระยะนั้น โดยผมไม่ต้องกล่าวซ้ำอีก

 

ในการพูดในวันนี้ ผมก็จะขอใช้แนวทางวิเคราะห์ในแนวทางเดียวกันกับนักประวัติศาสตร์ของต่างประเทศ คือ วิเคราะห์ปัญหาของประเทศไทย บนพื้นฐานของ “บทบาทของ Elite”ในปัจจุบัน โดยถือว่า เป็นการเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ท่านที่มีความรอบรู้ช่วยนำไปคิด 

 

โดยในส่วนแรก จะเป็นความนำหรือ”บทนำ” ซึ่งผมจะขอเรียนให้ท่านทราบอย่างสั้น ๆ ว่า ทำไมผมถึงเลือก “หัวข้อ”เกี่ยวกับปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย มาพูด และจากนั้น จะเป็นส่วนที่เป็น”สาระ”ที่ผมตั้งใจจะพูด โดยจะขอแบ่งออกเป็น ๓ ตอน 

 

ตอนที่ ๑ คือ ทำไมเมื่อปีที่แล้ว คือ นับแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่เรามีการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน จนถึงพ.ศ.๒๕๕๐ รวมเวลา ๑ ปี ๓ เดือน เราจึงล้มเหลวใน”การปฏิรูปการเมือง” ซึ่งส่วนนี้ผมได้เขียนไว้ในบทความที่ได้กล่าวถึงแล้ว ซึ่งยังเขียนเข้าใจยาก แต่วันนี้ ผมจะสรุปให้ง่ายขึ้น เพื่อมาดูอย่างรวบรัดว่า เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว เราล้มเหลวเพราะอะไร ชนชั้นนำ หรือ Elite กลุ่มใหนที่รับผิดชอบ

 

ตอนที่ ๒ เราจะมาดูว่า ถ้าเราอยากจะรู้ “อนาคต”ของเราว่าเป็นอย่างไร เราก็ต้องดู Eliteของเรา ณ “ปัจจุบัน” โดยเราจะพิจารณาว่า เราจะต้องสนใจ Elite ของเราประเภทหรือจำพวกใดบ้าง ดังนั้นในตอนที่สองนี้ ผมจะพูดถึง Elite ของเรา ๓ ประเภท ประเภทที่หนึ่ง ก็คือ “นักกฎหมาย” ประเภทที่สอง คือ นักการเมือง ซึ่งแก่ “นายทุนธุรกิจ”ที่มาเล่นการเมืองอยู่ในขณะนี้ และประเภทที่สาม คือ “นักวิชาการประเภท philosophers” ที่มักจะสร้างปัญหาแต่ไม่ได้ช่วยคิดเพื่อแก้ปัญหาให้ประเทศ ;เราจะลองมาคาดคะเนดูว่า Elite ของเรา ๓ ประเภทหรือ ๓ จำพวกนี้ จะพาเราคนไทยไปถึงไหน ในเวลาข้างหน้า 

 

ตอนที่ ๓ จะเป็นตอนสุดท้าย เราจะดูว่า อนาคตของเราจะมืดมน อย่างไร โดยผมจะย่ออย่างสั้น ๆ โดยแยกเป็น ๒ ประเด็น คือ ในประเด็นแรก ผมจะพูดถึง “คุณภาพ”ของ Elite ของเราในอดีตสมัยรัชการที่ ๕ เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นในระยะเดียวกันว่า เป็นอย่างไร และดูว่าในขณะนี้ “คุณภาพ”ของ Elite ในปัจจุบันของเรา ก้าวไปข้างหน้าหรือถอยงหลั และในประเด็นที่สอง ผมจะพูดถึง คือ “กระบวนการยุติธรรม” ของเรา ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการยุติธรรมทางอาญาว่า จะพาเราไปรอดหรือไม่ 

ทั้งหมดนั้น เป็นแนวทางที่ผมกำหนดจะพูด ในวันนี้ นะครับ

 

บทนำ

 

ในส่วนต้นหรือ “บทนำ”ว่า ทำไมผมถึงเลือกเรื่องนี้ คือ “ปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย”มาพูดในวันนี้ ; ผมขอเรียนว่า นักประวัติศาสตร์เขาเคยวิเคราะห์ว่า เหตุที่เกิดความวุ่นวายและมิคสัญญีนองเลือดในประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ เกิดจาก Elite ๒ กลุ่ม 

 

ผมเชื่อว่า ท่านตุลาการศาลปกครองที่จบจากฝรั่งเศสหลายท่าน คงทราบอยู่แล้วว่า Elite กลุ่มแรก ที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดของประเทศฝรั่งเศส ก็มาจากพวกตุลาการนี่แหละครับ ในสมัยนั้นศาลยุติธรรมของฝรั่งเศส เรียกว่า le Parlement และพวกตุลาการเรียกว่า Parlementaires ; พวก Parlementaires นี่แหละครับ คือ กลุ่มแรกที่สร้างปัญหาและทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แก้ปัญหาประเทศไม่ได้ ไม่ว่าจะมีนายกรัฐมนตรีที่เก่งอย่างไร ก็แก้ไม่ได้ ; และกลุ่มที่สอง คือ พวก philosophers ที่นักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส เรียกว่า the Philosophes คือ นักวิชาการที่พูดถึงสิทธิเสรีภาพ แต่ไม่คิดถึงวิธีที่จะแก้ปัญหา 

 

ในรายละเอียดที่ผมเขียนไว้ในบทความในส่วนที่เกี่ยวกับศาล le Parlement นี้ ผมได้กล่าวไว้อย่างสั้น ๆ ว่า ในระยะนั้นตุลาการของฝรั่งเศสมีอำนาจมาก คือ ถ้ารัฐบาลออก”กฎหมาย”อะไรมา ตุลาการมีสิทธิที่จะจดหรือไม่จดทะเบียนกฎหมายสำหรับให้ศาลทั่วประเทศใช้บังคับ ; ถ้าไม่จดทะเบียน ก็หมายความว่าใช้ฟ้องศาลไม่ได้ เพราะศาลไม่บังคับให้ ดังนั้น ในระยะนั้น แม้ว่ารัฐบาลของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จะมีนายกรัฐมนตรีมีชื่อเสียงและเก่งกาจอย่างไรก็ตาม แต่ถ้ากฎหมายที่ตราออกมาเพื่อแก้ปัญหาประเทศ มีผลกระทบกระเทือนสิทธิและประโยชน์ของตุลาการหรือเป็นการปฏิรูประบบศาล ศาลก็จะไม่รับ register และบังคับใช้ไม่ได้ และด้วยเหตุนี้เอง พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จึงแก้ปัญหาประเทศไม่ได้ จนกระทั่งนโปเลียนทำการปฏิวัติ และเข้ามาแก้ปัญหาและปฏิรูประบบศาล จนได้มีศาลปกครองขึ้นมา

 

ดังนั้น เราจะเห็นว่า ในการบริหารประเทศ ศาลซึ่งเป็นองค์กรที่บังคับใช้กฎหมาย จะมีอิทธิพลอยู่มาก ; ปัญหาของเราในขณะนี้ ก็คือ กระบวนการยุติธรรมของเรามี “ปัญหา”หรือเปล่า “นักกฎหมาย”ของเรามีปัญหาหรือเปล่า ทำไมเราจึงต้องมีตุลาการภิวัฒน์ ขอให้ท่านย้อนไปพิจารณาเหตุการณ์ดู ; ขณะนี้ เราคงเห็นอยู่แล้วว่า คตส. ขัดแย้งกับอัยการ กกต. ก็มีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย เจ้าหน้าที่เดิม ๆ ของ DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ถูกโยกย้ายไปหมดแล้ว และ DSI ก็กำลังกล่าวหาว่า กกต.ทำผิดกฎหมาย ฯลฯ ; ถ้าสภาพเป็นอย่างนี้แล้ว สังคมของเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ใครถูกใครผิด ; และในเวลาต่อไปข้างหน้า ก็คงจะมีปัญหาอีกมากนะครับ 

 

ผมเห็นว่า ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมของประเทศอื่น ๆ เขาแก้ปัญหากันไปหมดแล้ว แต่ของเรายังไม่ได้แก้ นี่คือเหตุผลข้อแรก ที่ผมเลือกหัวข้อว่าด้วย “ปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย” มาพูดในวันนี้

 

ปัญหาในเรื่องนักวิชาการประเภท “The Philosophes” ก็เช่นเดียวกัน เราจะเห็นว่า ขณะนี้มีนักวิชาการบางกลุ่มออกมาต่อต้านเผด็จการกัน แต่ดูเหมือนว่า นักวิชาการเหล่านี้จะพูดถึงและต่อต้านเฉพาะ “เผด็จการทหาร” แต่ไม่พูดถึง “เผด็จการโดยนายทุนธุรกิจ” ; เราจะพูดถึงแต่สิทธิเสรีภาพของเอกชนและของตัวเอง แต่ไม่ได้บอกว่า ประเทศเรา จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ; ดังนั้น The Philosophes ก็ยังเป็นปัญหาของเมืองไทย และนี่ก็คือ เหตุผลอีกข้อหนึ่ง ที่ผมเลือกหัวข้อว่าด้วย “ชนชั้นนำที่เป็นปัญหาของสังคมไทย” มาพูด

 

ต่อไปนี้ ผมจะพูดถึงเรื่องใน “สาระ”ที่ผมตั้งใจจะพูด โดยเริ่มต้นจากตอนแรก คือ เมื่อหนึ่งปีสามเดือนที่ล่วงมาแล้ว หลังการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ทำไมเราถึงแก้ปัญหาไม่ได้ โดยจะมองจาก Elite ของเรา 

 

Eliteของเรา ในขณะนั้น คือ “นักการเมืองจำเป็น”ที่กระโดดเข้ามาทำการปฏิวัติ ทั้ง ๆที่ไม่รู้ว่า เมื่อปฏิวัติสำเร็จแล้ว จะต้องทำอะไร พูดง่าย ๆ ก็ คือบริหารประเทศไม่เป็น ; ตรงนี้ ผมเขียนไว้ในบทความแล้ว ผมจะพยายามสรุปให้สั้นที่สุด และต่อจากนั้น ผมจะพูดถึงบทบาทของ Elite ๓ จำพวกหรือ ๓ประเภทของเรา คือ “นักกฎหมาย” ซึ่ง รวมทั้งผู้พิพากษา ตุลาการ และ อาจารย์ คือ รวมนักกฎหมายทั้งหมด ; ส่วน Elite ประเภทที่สอง ซึ่งได้แก่ “นักการเมืองนายทุนธุรกิจ” ที่เป็นเจ้าของพรรคการเมืองอยู่ในขณะนี้ Eliteประเภทนี้ประเทศฝรั่งเศสในยุคปี ๑๗๘๙ ยังไม่มี แต่ของเรามีอยู่ในปัจจุบัน ; ส่วน Elite ประเภทที่สาม คือพวก The Philosophers ซึ่งประเทศฝรั่งเศสก็มี และประเทศไทยของเราก็มี โดยเราจะลองมาวิเคราะห์ดูว่า Elite ทั้ง ๓ ประเภทซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคมเราในปัจจุบัน มีบทบาทอย่างไร ทำเพื่อส่วนตัวหรือทำเพื่อส่วนรวม 

 

นักการเมืองจำเป็น

 

ผมขอเริ่มต้นด้วย “นักการเมืองจำเป็น” คือ Elite ที่เข้ามาใช้อำนาจรัฐด้วยการรัฐประหาร ปัญหาของเรามีว่า เมื่อปฏิวัติมาแล้ว มีอำนาจเต็มที่ แต่ทำไมแก้ปัญหา ประเทศไม่ได้

 

ผมเห็นว่า การที่เราทำไม่สำเร็จ ก็เพราะผู้ที่ทำการปฏิวัติเข้ามา ไม่รู้ว่า”ภารกิจ”ของตัวเองคืออะไร ผมคิดว่า ก่อนที่จะทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ผู้ที่ทำการรัฐประหาร ควรจะต้องกำหนด “ภารกิจ”ของตนเองเสียก่อน 

 

ในบทความที่ผมเขียนไว้ ผมแยกภารกิจสำคัญของการทำรัฐประหารเพื่อแก้ปัญหาของประเทศไว้ ๒ ประการ ซึ่งจะต้องแยกให้ชัดเจน และอย่าปนกัน ;

 

ภารกิจประการแรก ก็คือ “รปฏิรูปการเมือง” ผู้ที่ทำการรัฐประหารเข้ามา จะต้องหา “รัฐธรรมนูญใหม่“ที่ดีกว่าเก่า และภารกิจประการที่สอง คือ การบริหารประเทศในช่วงระหว่างการปฏิวัติ ซึ่งผู้ที่ทำการรัฐประหารจะต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และต้องรีบทำเพราะมีระยะเวลาอันจำกัดสั้น แต่ปรากฏว่า นักการเมืองจำเป็น หรือ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่ผ่านมาแล้ว ไม่ได้ทำ คือไม่ได้กำหนดภารกิจของตนเอง 

 

นอกจากจะต้องกำหนด “ภารกิจ”ของตนเองแล้ว ผู้ที่ทำรัฐประหารจะต้องรู้ด้วยว่า ภารกิจทั้ง ๒ ประการนั้น มี “ลักษณะ”อย่างไร และจะต้องทำอย่างไร “ภารกิจ”จึงจะสำเร็จได้ 

 

การที่จะทำให้ “ภารกิจ”ทั้ง ๒ ประการสำเร็จ จำเป็นจะต้องสร้าง “องค์กร”ขึ้นมาเพื่อปฏิบัติภารกิจ และเครื่องมือในการสร้างองค์กรนี้ ก็คือ “รัฐธรรมนูญชั่วคราว ” ; ผู้ที่ทำรัฐประหารจะต้องรู้ว่า “รัฐธรรมนูญชั่วคราว” จะมีสาระแตกต่างจาก”รัฐธรรมนูญถาวร” ; องค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นตาม รัฐธรรมนูญชั่วคราวจะมีความมุ่งหมายอยู่ ๒ ประการ คือ ประการแรก เพื่อสร้าง “องค์กรที่จะสร้างรัฐธรรมนูญถาวร” และประการที่สอง เพื่อสร้าง “องค์กรสำหรับการบริหารประเทศเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่มีการร่างรัฐธรรมนูญถาวร ซึ่งได้แก่ รัฐบาลชั่วคราวและสภานิติบัญญัติชั่วคราว 

 

ถ้าหาก “องค์กร”ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ดี ผลที่ตามมาก็คือ “รัฐธรรมนูญถาวร”ก็จะออกมาดีไม่ได้ และการบริหารราชการแผ่นดินชั่วคราว ก็จะดีไม่ได้เช่นกัน เพราะ “รุปแบบ” ขององค์กรที่จะปฏิบัติภารกิจผิด มาตั้งแต่ต้น

 

ดังนั้น เราลองมาดูว่าใน “ภารกิจแรก” คือ การปฏิรูปการเมืองหรือการจัดหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้คนไทย นักการเมืองจำเป็นหรือคณะรัฐประหารของเรา สร้าง “องค์กร”อะไรขึ้นมาให้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือรัฐธรรมนูญถาวร 

 

ท่านทั้งหลายทราบดีอยู่แล้วว่า “องค์กร”ที่มาเขียนหรือออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๙ ของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ก็คือ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ”

 

เราลองมาดูโครงสร้างของ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ของคณะปฏิรูปการปกครองฯ หรือของนักการเมืองจำเป็น ว่ามีอย่างไร และท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้วเช่นกันว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญของเรา เป็นรูปแบบ”สภานานาอาชีพ” คือเป็นสภาที่มีสมาชิกที่คัดสรรมาจากระบบสมัชชาแห่งชาติ โดยมีแนวความคิดว่า การร่างรัฐธรรมนูญควรมีส่วนร่วมจากประชาชนหลากหลายอาชีพ เพื่อ “ความเป็นประชาธิปไตย” ; ตรงนี้ ผมขอให้ท่านหยุดคิดสักนิดและลองถามตัวท่านเองว่า สภาที่มีสมาชิกจากนานาอาชีพจะสามารถร่างรัฐธรรมนูญ ได้ดีหรือไม่ หรือว่า รัฐธรรมนูญที่ดีนั้นต้องการความเชี่ยวชาญของนักวิชาการที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในรูปแบบและการร่างรัฐธรรมนูญ ; ทั้งนี้ โดยเราจะยังไม่พิจารณาไปถึงว่า ทำอย่างไร จึงจะออกแบบ “องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ” ที่เป็นไปหลักการของระบอบประชาธิปไตยและในขณะเดียวกันก็อยู่บนพื้นฐานของความเชี่ยวชาญด้วย เพราะถ้าพูดถึงข้อนี้ ก็คงจะต้องพูดไปอีกยาว

 

ในที่นี้ เราคงพูดเพียงว่า ถ้าเรากำหนดรูปแบบของ “องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ” ผิด รัฐธรรมนูญที่เป็น “ผลงาน”ขององค์การยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะออกมาผิด ๆด้วย เหมือนกับที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน คือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เราได้มา เป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ปัญหาการเมืองของเราไม่ได้ และทำให้เราต้องกลับมาสู่ที่เดิม ก่อนมีการรัฐประหาร

 

ความจริง ผมได้เคยเตือนเรื่องนี้ไว้แล้ว คือ ก่อนมีการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ประมาณ ๔เดือน ผมได้ไปปาฐกถาในวันปรีดีพนมยงค์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดูเหมือนว่าจะเป็นเดือนพฤษภาคม ผมได้ยก”นิทาน” ขึ้นมาเรื่องหนึ่ง สมมุติว่า มีประเทศหนึ่งใช้ชื่อว่าสารขันธ์ ซึ่งผมยืมชื่อมาจากท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ประเทศนี้อยากจะออกแบบบ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ให้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ ดังนั้น สภานิติบัญญัติของประเทศสารขันธ์ ก็เลยออกกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง จัดตั้ง”สภาออกแบบบ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ”ขึ้นมา ให้มีสมาชิกสภาเป็นแบบสภานา ๆ อาชีพหลายประเภท โดยกำหนดให้มีสมัชชาการเลือกกันเองขึ้นมาตามประเภทของอาชีพที่เกี่ยวข้อง ประเภทละ ๕ คน คือ จะมีตั้งแต่กลุ่มคนที่มีหน้าที่ต่างๆในบ้าน คือ คนครัว แม่บ้าน คนทำสวน ประเภทละ ๕ คน กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในบ้าน คือ หญิง ๕ คน ชาย ๕ คน เยาวชน ๕ คน แล้วก็มีกลุ่มนักเทคนิคที่เกี่ยวกับการสร้างบ้านและออกแบบบ้าน คือ วิศวกร และ สถาปนิก ประเภทละ ๑๐ คน รวมทั้งหมดทุกประเภท ก็จะมีสมาชิกของ “สภาออกแบบพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ” ประมาณ ๕๐ – ๖๐ คน

 

แล้วให้ “สภาออกแบบบ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ” นี้มาช่วยกันออกแบบบ้าน ด้วยการให้สมาชิกออกเสียงโหวตกันด้วยเสียงข้างมาก “เพื่อความเป็นประชาธิปไตย ว่า จะเอาบ้านรูปแบบใด หลังคาจะเอาอย่างไร ประตูจะเอาแบบไหน หน้าต่างจะเป็นอย่างไร ฯลฯ

 

ถามว่า ในผลสุดท้ายเมื่อเอามารวมกันแล้ว “บ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ”ของประเทศสารขันธ์ จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ซึ่งผมเชื่อว่าทุกท่านคงจะตอบได้ว่า บ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลังนี้คงมีผสมผเส คือ อาจมี “หลังคา”เป็นแบบสเปน “ประตู”เป็นแบบจีน “หน้าต่าง”อาจจะออกมาคล้าย ๆ อังกฤษ ฯลฯ เพราะสภาหรือองค์กรในลักษณะนานาอาชีพนี้ ต่างคนต่างมีความเห็น ต่างคนต่างออกเสียง ; เสียงข้างมากของสภาในแต่ละประเด็นจะออกมาอย่างไร คงไม่มีผู้ใดคาดคะเนล่วงหน้าได้ ; แต่บอกได้อย่างเดียวว่า เมื่อสภาออกแบบบ้าน ฯ ประกอบด้วยสมาชิกนานาอาชีพ ผลก็คือ รูปร่างหน้าตาของบ้าน ฯ ก็คงจะเป็นสัพเพเหระ อย่างละนิด อย่างละหน่อย

 

ผมยกตัวอย่างเรื่องสภาออกแบบบ้าน ฯ นี้ก่อนการรัฐประหาร ๔ เดือน แต่หลังเมื่อมีการรัฐประหารแล้ว เราก็ยังอุตสาห์มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จัดตั้ง “สภาร่างรัฐธรรมนูญนานาอาชีพ”มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาอีก ; และผมก็คิดว่า “ผลงาน” คือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจาก “องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญนานาอาชีพ” ก็คงออกมาอย่างสัพเพเหระ และไม่ดีไปกว่า “บ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ”ของประเทศสารขันธ์ 

 

ผมถามว่าใครเป็นคนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ความจริงผู้ที่ยกร่างก็เป็นนักกฎหมายของเรานี่แหละครับ แต่ใครจะยกร่างก็ไม่สำคัญ เพราะคนที่จะรับผิดชอบนั้นไม่ใช่นักกฎหมาย ; คนที่จะรับผิดชอบ คือ “ผู้ที่ทำการรัฐประหาร” เพราะผู้ที่ทำการรัฐประหาร เป็นผู้ที่นำเอาร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่นักกฎหมายเป็นผู้ร่างนั้น มาประกาศใช้บังคับ 

 

ผู้ที่ทำการรัฐประหารของเรา ขาดความรู้และขาดความสนใจ ไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญนั้นจะใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ดังนั้น ภารกิจประการแรกของการรัฐประหาร จึงล้มเหลว

 

จริง ๆ แล้ว ในการร่างกฎหมายในยุคปัจจุบัน ประเทศที่พัฒนาแล้วเขามีระบบบังคับ ให้ผู้ที่ยกร่างกฎหมายจะต้องจัดทำเอกสารประกอบร่างกฎหมาย หรือ Exposé ซึ่งผู้ยกร่างกฎหมายจะต้องอธิบายให้ได้ว่า กฎหมาย มีเป้าหมายอย่างไร และ รูปแบบของกฎหมายที่ตนเองเขียนขึ้นมานั้น จะสามารถทำให้เป้าหมายหรือภารกิจสำเร็จได้อย่างไร ; แต่บังเอิญ ผู้ที่ทำการรัฐประหารของเราในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ไม่สนใจในเรื่องนี้ การยกร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๙ จึงไม่ได้มีการตรวจสอบ

 

แต่ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งได้แก่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ของเรา สภาร่างรัฐธรรมนูญนานาอาชีพของเราก็อุตส่าห์เขียน Exposé ให้เราเหมือนกัน คือทำเป็น “คำชี้แจงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่” มีอยู่ประมาณ ๑๐ หน้า ; ถ้าท่านมีโอกาสและมีเวลา ก็โปรดไปอ่านดูได้ ; ผมอ่านดูแล้ว แต่ผมไม่คิดว่า คำชี้แจงสาระสำคัญนี้ จะอยู่ในมาตรฐานที่เป็นคำชี้แจงของผู้เชี่ยวชาญในระดับที่จะมายกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัญหานี้ ผมได้วิเคราะห์ไว้ในบทความของผมที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว 

 

ผมจำได้ว่า ในคำชี้แจงดังกล่าว ขึ้นต้นว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความมุ่งหมายใน ๔ แนวทาง และแนวทางแรก ที่ปรากฏในคำชี้แจง ก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีสิทธิเสรีภาพให้มากที่สุด ฯลฯ ซึ่งผมคิดว่า การให้มีเสรีภาพมากที่สุด ไม่ใช่ “เป้าหมาย” ของการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ ; การเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ จะต้องเริ่มต้นด้วยการทำ”ความเข้าใจ”และวิเคราะห์ว่า รัฐธรรมนูญฉบับเดิมก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองได้อย่างไร และอะไร คือข้อผิดพลาดของรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ฯลฯ ; ผมเห็นว่า ถ้าสภาร่างรัฐธรรมนูญของเราแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และเขียน Exposé อธิบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกมาในระดับนี้ ผมคิดว่า ถ้าแปลออกมาเป็นภาษาต่างประเทศ แล้วเอาไปให้นักกฎหมายของต่างประเทศดู ก็อาจจะเสียชื่อกันไปหมดทั้งประเทศ 

 

ความล้มเหลวอันนี้แหละครับ ที่ทำให้สภาพการเมืองของเรา กลับไปเหมือนเดิมก่อนการรัฐประหาร

 

ตรงนี้ ผมขอขยายความให้ยาวสักเล็กน้อย เพราะถ้าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอีกครั้งหนึ่งข้างหน้า ไม่ว่าจะมีการรัฐประหารหรือไม่ก็ตาม เราจะได้แก้รัฐธรรมนูญได้ดีกว่าครั้งนี้

 

ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือมีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราจะต้องพิจารณาแยกสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ ออกเป็นส่วน ๆ และมีประมาณ ๔ – ๕ ส่วน เช่น ส่วนที่หนึ่งเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ส่วนที่สองเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของประชาชน ส่วนที่สามว่าด้วยนโยบายของรัฐ และต่อ ๆ ไป 

 

ส่วนที่สำคัญที่สุด หรือส่วนที่เป็น key ของรัฐธรรมนูญ ก็จะได้แก่ “ระบบสถาบันการเมือง” ที่ว่าด้วย สภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัติ กับรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี นี่แหละครับ และส่วนสำคัญต่อไป ก็จะเป็นบทบัญญัติว่าด้วยศาล และองค์กรอิสระต่าง ๆ

 

“ระบบสถาบันการเมือง” ในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ เรียกว่า Form of Government ซึ่งมีระบบหลัก ๆ อยู่ ๓ -๔ รูปแบบ เช่น ระบบรัฐสภา ซึ่งจะมีทั้งระบบรัฐสภาสมัยใหม่และสมัยเก่า หรือระบบประธานาธิบดี หรือระบบพรรคการเมืองพรรคเดียว คือพรรคคอมมิวนิสต์ ; ในการเขียนหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญของต่างประเทศ จะต้องพิจารณาเป็นข้อแรกก่อนสิ่งอื่นใด ก็คือ Form of Government เพราะ Form of Government เป็น รูปแบบของการจัดองค์กรของรัฐ ที่จะใช้ “อำนาจสูงสุด”ในทางการเมือง ; นักกฎหมายรัฐธรรมนูญจะต้องวิเคราะห์หลักการข้อนี้ก่อนว่า จะใช้รูปแบบใหน และจะปรับเปลี่ยนด้วยเหตุผล ที่เรียกว่า rationalization อย่างไร ; ไม่ใช่แก้ไปอย่างสัพเพเหระตามใจชอบด้วยเสียงข้างมากเพื่อความเป็นประชาธิปไตย ตามที่เราทำมาแล้วในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ 

 

ผมขอให้ข้อสังเกตไว้ว่า ตลอดระยะเวลาที่เราทำการร่างรัฐธรรมนูญกันมาเป็นเวลา ๑๒ เดือนตลอดปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา นักกฎหมายทั้งประเทศไทยรวมทั้งผู้ที่มิได้มีส่วนร่วมอยู่ในสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วย ไม่เคยพิจารณาและไม่เคยใช้คำว่า Form of Government แม้แต่คนเดียว ; สิ่งเหล่านี้บอก “อะไร” แก่เรา 

 

ผมขอเรียนว่า สิ่งเหล่านี้บอกว่าการสอนกฎหมายมหาชนในมหาวิทยาลัยของเราล้าหลัง และเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลา ๗๐ กว่าปี การสอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญของเราล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง 

 

ถ้าเราพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ จากหลักเกณฑ์ของ “Form of Government ” แล้ว เราก็จะทราบได้ทันทีว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ ล้มเหลวเพราะเหตุใด และทำไม การเมืองของเราในปัจจุบันของเรา จึงกลับไปสู่ที่เดิมก่อนมีการรัฐประหาร โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาบทบัญญัติอื่น ๆ ของรัฐธรรมนูญในรายละเอียด 

 

Form of Government ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ ของเรา เหมือนกับ Form of Government ในรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. ๒๕๔๐ คือ ใช้ “ระบบผูกขาดอำนาจในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” เหมือนกัน และข้อนี้ คือ สาเหตุที่ทำให้การเมืองของเราในปัจจุบันของเรา กลับไปสู่ที่เดิมก่อนมีการรัฐประหาร

 

ทำไมผมจึงเรียก ระบบสถาบันการเมืองตามรัฐธรรมนูญของเราว่า เป็นการ “การผูกขาดอำนาจในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ; ผมขออธิบายง่าย ๆ ว่า ใน “ระบบรัฐสภา” หรือ Form of Government นี้ จะมีกลไกหรือหลักการที่เป็น key ของระบบ ที่แตกต่างกับ “ระบบประธานาธิบดี” หรือ “ระบบพรรคการเมืองพรรคเดียวของประเทศสังคมนิยม”

 

ระบบรัฐสภา มีทั้งระบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นระบบ conventional system และ ระบบที่มีการปรับเปลี่ยนแล้ว ที่เรียกว่า rationalized system ซึ่งจะแตกต่างกัน แต่ในที่นี้คงไม่มีเวลาพอที่จะกล่าวถึง ; พูดโดยหลักการแล้ว ใน “ระบบรัฐสภา” จะมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน คือ ถือว่า ใครคุมเสียงข้างมากในสภา คนนั้นเป็นรัฐบาลด้วย ; แต่ข้อที่รัฐธรรมนูญของไทยเรา แตกต่างกับรัฐธรรมนูญของประเทศอื่นทั่วโลก ก็คือ ใน “ระบบรัฐสภา”ของประเทศอื่นทั่วโลกนั้น เขาไม่บังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัด และไม่ให้พรรคการเมืองมีอำนาจบังคับให้ ส.ส.ต้องปฏิบัติตามมติของพรรคการเมือง เหมือนกับรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ; เพราะฉะนั้น ตรงนี้แหละครับ ที่เป็นจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญของประเทศไทย และทำให้ปัญหาการเมืองของประเทศไทยกลับสู่ที่เดิม 

 

ใน “ระบบพรรคคอมมิวนิสต์ของประเทศสังคมนิยม” ซึ่งเป็นระบบผูกขาดอำนาจรัฐโดยพรรคการเมือง เหมือนกับประเทศไทย ; แต่แล้ว เราต้องถามว่า ทำไมผลของการใช้บังคับรัฐธรรมนูญของเขาจึงไม่เหมือนประเทศไทย ; ข้อแตกต่างอยู่ตรงนี้ครับ พรรคการเมืองของเขานั้น “นายทุนนักธุรกิจ”เป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้ ผู้ที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของเขานั้น จะต้องเป็นผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร และนักวิชาการ คือ มีเพียง ๓ อาชีพนี้เท่านั้น ; นอกจากนั้น แม้จะเป็นบุคคลใน ๓ อาชีพนี้ ก็มิใช่ว่าทุกคนจะสามารถจะเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ตามใจชอบนะครับ ผู้ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค จะต้องถูกสกรีนหรือกลั่นกรองโดยระบบพรรคก่อน ; ผู้ที่จะได้รับคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิกพรรคจะต้องเป็นผู้ที่เสียสละและพิสูจน์ “พฤติกรรม”มาแล้วว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามอุดมการณ์ของพรรค และกว่าที่จะเลื่อนลำดับตำแหน่งภายในพรรค ขึ้นไปถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคการเมือง ก็จะมีการสกรีนกันหลายชั้น ; และเมื่อได้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคการเมืองแล้ว จึงจะมีสิทธิเป็นผู้บริหารประเทศระดับสูงตามรัฐธรรมนูญ คือ เป็นประธานาธิบดี หรือเป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นประธานสภานิติบัญญัติ ฯลฯ ซึ่งเป็นตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญได้

 

ถ้าท่านอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อ ๒ – ๓ วันมานี้ ท่านก็จะพบว่า “สภาผู้แทนประชาชน”ตามรัฐธรรมนูญของประเทศจีน เพิ่งเปิดการประชุมเมื่อวันที่ ๓ มีนาคมมานี้เอง และท่านก็จะรู้ว่า หูจินเทา เป็นผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน รุ่นที่ ๔ และขณะนี้เป็นประธานาธิบดีของประเทศจีน และประเทศจีนกำลังจะเตรียมเลือกผู้นำพรรค รุ่นที่ ๕ ; และตาม” ชื่อ”ที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ บุคคลที่มีโอกาสจะขึ้นไปเป็น “ผู้นำพรรค รุ่นที่ ๕” คนหนึ่ง ก็คือ สีจิ้นผิง ซึ่งเคยเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำจังหวัดเจ๋อเจียง และต่อมาย้ายมาเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นจังหวัดหรือมณฑลสำคัญของประเทศจีน ; และแม้ว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งในคราวนี้ คือ ต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๑ หรือ ค.ศ. ๒๐๐๘ ก็มิใช่ว่า สีจิ้นผิง จะได้เป็นผู้นำพรรค รุ่นที่ ๕ อย่างแน่นอนนะครับ สีจิ้นผิงยังจะต้องพิสูจน์พฤติกรรมและการกระทำตามอุดมการณ์ของพรรคไปอีก ๕ ปีข้างหน้า คือ ในปี ค.ศ. ๒๐๑๒ อันเป็นปีที่หูจิ่นเทา ประธานาธิบดีจะก้าวลงจากอำนาจ พรรคคอมมิวนิสต์จีน จึงจะได้พิจารณากันอีกครั้งหนึ่งว่า สีจิ้นผิงจะได้เลื่อนขึ้นเป็นเลขาธิการของพรรคคอมมิวนิสต์ และเข้ามาเป็นประธานาธิบดีจีนตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ 

 

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในการปกครองในประเทศสังคมนิยม พรรคการเมืองที่เข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐ คือพรรคคอมมิวนิสต์ของเขา ; และพรรคของเขาจะเป็นองค์กรที่ “เลือก”ตัวบุคคลที่จะเข้ามาดำรง “ตำแหน่งบริหาร”ตามรัฐธรรมนูญและใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ ; พรรคการเมืองของเขาสกรีนแล้วสกรีนอีกและใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์พฤติกรรมของคน แต่ระบบการผูกขาดอำนาจรัฐในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองของเราตามรัฐธรรมนูญ ก็คือ ใครมี ” เงิน”ออกทุนในการเลือกตั้งของพรรคการเมืองได้มาก และทำให้พรรคการเมืองมีจำนวน ส.ส.มากกว่าพรรคอื่น คนนั้นก็เข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐ คือ เป็นทั้งรัฐบาลและคุม ส.ส.เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ 

 

พูดอย่างง่าย ๆ ก็คือ “ระบบรัฐสภา”ตามรัฐธรรมนูญของเราที่มีการบังคับให้ ส.ส. ของเราต้องสังกัดพรรคการเมือง ฯลฯ เป็นการเอา “อำนาจรัฐ”ทั้งหมดไปขึ้นอยู่กับ จำนวน ส.ส.ของพรรคการเมืองของนายทุนธุรกิจ ; “ผู้ใด” มีเงินมากพอจะออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ให้แก่ผู้ที่สมัครใจมาเป็นพรรคพวก รวมทั้งนักวิชาการที่อยากเล่นการเมืองโดยไม่ต้องลงทุน “ผู้นั้น” ก็เอาอำนาจรัฐไป

 

“ระบบรัฐสภา” ผิดกับ ” ระบบประธานาธิบดี” เพราะในระบบประธานาธิบดี จะมีการแบ่งแยกอำนาจจากผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ออกเป็น ๒ ขั้ว หรือ ๒ สาย คือ ขั้วแรก เป็น “อำนาจบริหาร” ที่ประธานาธิบดีเป็นผู้ใช้ โดยประธานาธิบดีจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง ซึ่งแยกจากการเลือกตั้งของสมาชิกสภานิติบัญญัติ และขั้วที่สอง เป็น “อำนาจนิติบัญญัติ” ที่สภานิติบัญญัติเป็นผู้ใช้ โดยสมาชิกของสภานิติบัญญัติต่างคนต่างสมัครรับเลือกตั้งของตนเอง จะสมัครโดยสังกัดพรรคการเมืองก็ได้หรือไม่สังกัดก็ได้ ; ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ในระบบประธานาธิบดีนั้น จะไม่สามารถเกิด ” ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมือง” หริอ “ระบบเผด็จการโดยประธานาธิบดี” ได้เลย และประธานาธิบดีของเขาไม่มีอำนาจหรืออิทธิพลไปบังคับให้ ส.ส.ต้องปฏิบัติความต้องการของประธานาธิบดี และพรรคการเมืองของเขาก็ไม่มีอำนาจไปบังคับให้ ส.ส.ต้องปฎิบัติตามมติของพรรค 

 

ผมขอเรียนถามท่านว่า ตามข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ขณะนี้ คือ เมื่อรัฐธรรมนูญของเรา ทั้งรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๐ และฉบับ ปีพ.ศ. ๒๕๕๐ ให้อำนาจแก่ “พรรคการเมือง”ในการบังคับ ส.ส.ที่อยูในสังกัดพรรค ต้องปฏิบัติตามมติพรรค ประการหนึ่ง ; และใน “ระบบรัฐสภา”ที่เราใช้อยู่ในรัฐธรรมนูญของเรา กำหนดว่า พรรคการเมืองใดมี ส.ส.จำนวนมากที่สุด พรรคนั้นจะได้เป็นรัฐบาล ประการหนึ่ง ; ประกอบกับ สภาพที่สังคมไทยมีความอ่อนแอและอ่อนไหวต่อการใช้เงินและอิทธิพลทางสังคม อีกประการหนึ่ง ; รวมกันทั้ง ๓ ประการนี้ ขอถามว่า เมื่อรัฐธรรมนูญวางระบบนี้ลงไป คนมีเงินจะทำ “อะไร” 

 

ผมเห็นว่า คำตอบนั้นง่ายเหลือเกิน เพราะเป็นไปตามพฤติกรรมตามธรรมชาติของคน คือ เมื่อรัฐธรรมนูญวางระบบนี้ลงไป คนมีเงินก็ย่อมรวมทุนกันตั้งพรรคการเมือง เพราะว่าประโยชน์ตอบแทนที่จะกลับคืนมานั้นมหาศาล เนื่องจากเป็นการลงทุนเพื่อเข้ามาครอบครองทรัพยากรของชาติทั้งหมด จะเอาตำแหน่งใดก็ได้ จะออกกฎหมายใด ๆ ก็ได้ จะตั้งใครก็ได้ ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะพรรคการเมืองของเรา เป็นทั้งสภาและเป็นทั้งรัฐบาล

 

นี่คือ ความล้มเหลวของ “ภารกิจที่หนึ่ง” ของคณะปฏิรูปการปกครอง หรือนักการเมืองจำเป็น ใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา 

 

ภารกิจที่สอง คือ “การบริหารราชการแผ่นดิน”ในระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ในระหว่างที่มีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราลองมาดูว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มอบหมาย ภารกิจนี้ ให้องค์กรใด

 

ผมขอพูดสั้น ๆ ว่า ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๙ ของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ในการบริหารราชการแผ่นดิน เราก็มีอยู่ ๒ องค์กร คือ เรามี “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” และเรามี “รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี” ; สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็เลือกสรรกันมาอย่างหลากหลาย และมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และสำหรับรัฐบาล ก็มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีก็มาเลือกบุคคลแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีอีกทอดหนึ่ง 

 

ข้อเท็จจริงที่ปรากฎ ก็คือ สมาชิกสภานิติบัญญัติ ฯ ต่างคนต่างทำงานตามใจชอบของตนเอง และรัฐบาล คือ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ใครคิดอะไรได้ก็ต่างคนต่างทำ ; แสภานิติบัญญัติฯ กับรัฐบาล ไม่มี “เป้าหมาย”ร่วมกัน และก็ไม่มีใครมากำหนดหรือพูดถึง “ภารกิจเร่งด่วน” ในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่จะต้องทำให้สำเร็จในช่วงเวลาของการรัฐประหาร ที่มีอยู่ไม่นานนัก

 

ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐบาล ต่างก็บริหารกันไปโดยปราศจาก “เป้าหมาย””ตามที่เห็น ๆ กันอยู่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนใดนึกจะเสนอร่างกฎหมายอะไร ก็ไปรวบรวมเพื่อนฝูงมาร่วมกันลงชื่อเสนอเป็นร่างกฎหมายให้สภาพิจารณา ฯลฯ ถ้าท่านมีเวลา ท่านอาจลองไปขอดู”บัญชีรายชื่อ” กฎหมายและร่างกฎหมายที่บรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเสนอต่อสภาฯ มาพิจารณาดูก็ได้นะครับ ; ทางฝ่ายบริหาร รัฐมนตรีต่างคนต่างเสนอร่างกฎหมายที่ตนเองชอบ คณะรัฐมนตรีก็เห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบ้าง ; ผมเห็นว่า การบริหารประเทศอย่างนี้ ไม่น่าจะเป็นการบริหารประเทศในช่วงที่ประเทศมีปัญหาและมีการรัฐประหาร ด้วยเหตุนี้ ผลงานรัฐบาลในช่วง ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ จึงไม่มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน 

 

เมื่อผมอ่านรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งจะต้องเป็น”เครื่องมือ” ในการทำภารกิจของผู้ที่ทำการรัฐประหาร ที่ได้ประกาศใช้บังคับ ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ ผมจึงสามารถบอกได้ตั้งแต่ต้น คือ หลังจากการรัฐประหารในวันที่ ๑๙ กันยายน ได้เพียง ๑๑ วัน ว่า “การรัฐประหาร”ของคณะปฏิรูปการปกครองฯ จะล้มเหลวอย่างแน่นอน เพราะเห็นได้ชัดว่า รูปแบบของ “องค์กร” ต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวดังกล่าว ไม่สามารถทำให้ “ภารกิจ” ที่คณะปฏิรูปการปกครองฯหรือคณะรัฐประหารควรจะต้องทำได้ ให้สำเร็จลงได้

 

ผมอยากจะเรียนว่า “การบริหารประเทศ”ในช่วงของการปฏิวัติหรือรัฐประหารนั้น มากกว่าและยากกว่าการบริหารประเทศในภาวะปกติ เพราะว่า ประการแรก รัฐบาลและสภานิติบัญญัติ ที่จัดตั้งขึ้นมานั้น มีระยะเวลาทำงานจำกัด และประการที่สอง การที่ประเทศมีปัญหามากมายอยู่ในปัจจุบัน จนถึงกับต้องมี”การปฏิวัติหรือการรัฐประหาร”นั้น ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า กฎหมายซึ่งเป็นระบบบริหารพื้นฐานของประเทศจำนวนมากนั้นไม่ดี ซึ่งคณะปฏิรูปการปกครองฯที่รัฐประหารเข้ามา มี “ภาระ”ที่จะต้องแก้กฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ นอกเหนือไปจาก ที่จะต้องบริหารประเทศที่เป็นภาระประจำวันและเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ที่จะต้องทำให้ดีที่สุดและเร็วที่สุด เท่าที่จะสามารถทำได้ 

 

เมื่อ “การบริหารประเทศ”ในช่วงของการรัฐประหารหรือการปฏิวัติ ทั้งยากกว่า มากกว่า และมีเวลาอันจำกัด ดังนั้น ในการเขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อจัดองค์กรเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งได้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐบาล คณะปฏิรูปการปกครองฯ จำเป็นจะต้องคิดถึง “ภารกิจ”นี้ไว้ในใจ และออกแบบรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้เหมาะสมกับภารกิจ ; และในการเลือกและแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ดี การเลือกตัวบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือแม้แต่เป็นรัฐมนตรีก็ดี การวางระบบการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติกับรัฐบาลก็ดี คณะปฏิรูปการปกครองฯ จะต้องกำหนดขึ้น โดยมี “ความมุ่งหมาย”ที่จะทำให้ภารกิจบรรลุผลสำเร็จ และจะต้องอธิบายให้ประชาชนทั่วไปทราบถึงความตั้งใจดีของคณะปฏิรูปการปกครองฯ 

 

แต่สิ่งเหล่านี้ ปรากฎว่า คณะปฏิรูปการปกครองฯไม่ได้ทำแต่ประการใด และดังนั้น คณะปฏิรูปการปกครองฯ จึงประสบความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงระยะเวลาของการรัฐประหาร ใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๐

 

สรุปได้ว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ได้ประสบความล้มเหลวในภารกิจทั้ง ๒ ประการ คือ (๑)ไม่สามารถหา”รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ที่ดีกว่ารัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่คณะปฏิรูปการปกครองฯได้รัฐประหารและยกเลิกไปได้ และ (๒)ไม่สามารถแก้ไขหรือวางแนวทางไว้สำหรับการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับ “ระบบบริหารพื้นฐานของประเทศ”หลังจากการรัฐประหารได้ และการล้มเหลวนี้ เป็นการล้มเหลวที่เรียกได้ว่า สมบูรณ์แบบที่สุด

 

ในบทความที่ผมได้เขียนไว้ ผมได้เขียนไว้ว่า เหตุที่ “สภาพการเมือง”เราเป็นเช่นนี้ ก็เพราะเราคิดเพียงว่า “ประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้ง” และเราคิดได้เพียงเท่านี้ ; ผมมีความเห็นว่า เราคนไทย”คิด”ไม่เป็น และคนไทยไม่ค่อยสนใจวิชา”นิติปรัชญา” ซึ่งเป็นวิชาที่สอนวิธีคิดให้แก่เรา ; และแม้แต่ในการทำรัฐประหาร คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ ซึ่งเป็น Elite กลุ่มสำคัญในระดับสูงของสังคมไทย ก็ยังไม่คิดที่จะกำหนด”เป้าหมาย” ที่เป็นภารกิจที่ควรจะต้องทำให้สำเร็จ

 

มาถึง ตรงนี้ ผมคงต้องขออนุญาตพูดขยายความในตอนนี้ให้ยาวไปอีกเล็กน้อยอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ โดยผมจะพูดถึงวิธีคิดและนิติปรัชญาของคนไทย 

 

อะไร คือ “จุดหมาย” ของระบอบประชาธิปไตย เรามักจะคิดกันว่า ถ้ามี “การเลือกตั้ง”แล้ว เราก็เป็นประชาธิปไตย และนักการเมืองที่มาเลือกตั้งของเราก็ย้ำบอกให้เราเชื่ออยู่ทุก ๆ วันตลอดเวลาว่า ถ้ามีการเลือกตั้งแล้ว จึงจะเป็นประชาธิปไตย เราคิดของเราอย่างนี้ และผมก็เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านก็ยังคิดอย่างนี้ 

 

ในบทความที่ผมเขียนไว้ ผมอธิบายไว้ว่า “จุดหมาย”ของระบอบประชาธิปไตย คือ การทำให้ “ระบบสถาบันการเมือง” ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และประสานประโยชน์ของปัจเจกชนหรือของเอกชน ให้สอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวม ; นี่ คือ จุดหมายของการปกครองระบอบประชาธิปไตย และ “จุดหมาย”นี้ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่า “รูปแบบ”ของระบบสถาบันการเมือง หรือ form of government จะเป็นอย่างไร

 

แล้วดังนั้น “การเลือกตั้ง” คืออะไร ; ทำไมนักการเมืองของเราจึงพยายามทำให้เราและคนทั่วไปเข้าใจว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือการเลือกตั้ง ; นักการเมืองของเรา ทำอย่างนี้ เพื่อประโยชน์อะไร

 

การเลือกตั้ง ไม่ใช่ “จุดหมาย”ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ; การเลือกตั้งเป็น “วิธีการ”อันจำเป็น ที่จะต้องมีในการปกครองระบอบประชาธิไตย เพราะ เราต้องเลือกผู้แทนเพื่อให้เข้ามาบริหารประเทศแทนคนจำนวนมาก ที่ไม่สามารถมาใช้อำนาจในการบริหารประเทศพร้อมกันด้วยตนเอง แต่ใน “การบริหารประเทศ”ของผู้แทน ผู้แทนจะต้องบริหารให้เป็นไปตาม “จุดหมาย”ของ การปกครองระบอบประชาธิปไตย คือ ประโยชน์ส่วนรวมของสังคม 

 

“การเลือกตั้ง” จึงไม่ใช่ “จุดหมาย” ของระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นวิธีการอันจำเป็นที่จะต้องมีในการปกครองระบอบประชาธิปไตย 

 

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า “จุดหมาย”ของระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่แน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่วิธีการเลือกตั้งและการที่จะกำหนดให้ผู้ได้รับเลือกตั้งมีอำนาจมากน้อยเพียงใด สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปตาม “จุดหมาย”ของระบอบประชาธิปไตย เช่น ในระบบประธานาธิบดี เราจะแยกอำนาจของประธานาธิบดีและอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรออกจากกัน เพื่อให้เป็นระบบที่การควบคุมและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ก็สามารถทำได้

 

ในการกำหนด form of government หรือ รูปแบบของระบบสถาบันการเมือง จึงเป็นศิลปะของกฎหมายมหาชน ที่จะต้องทำให้กลไกหรือระบบสถาบันการเมืองที่จำต้องมีการเลือกตั้งนั้น ทำ”หน้าที่”ไปสู่จุดหมายของการปกครองระบอบประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และมีการประสานประโยชน์ปัจเจกชนให้สอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวม 

 

“จุดหมาย”ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก้บ “การเลือกตั้ง”ในการปกครองในระบอบประชาธิไตย ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ; นักการเมืองนายทุนธุรกิจของเรา ไม่ต้องการให้เรามี “ความรู้”ในเรื่องนี้ เพราะเขารู้ว่า ถ้าเรามีความรู้เรื่องนี้แล้ว เราคนไทยก็อาจจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ ไม่ให้มี “ระบบการผูกขาดอำนาจรัฐ โดยพรรคการเมือง ที่บังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองของนายทุนธุรกิจเจ้าของเงินทุน”

 

สิ่งที่เราจะต้องทำ คือ ทำความเข้าใจให้ดีว่า การเลือกตั้งไม่ใช่ “จุดหมาย”ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่เราจำเป็นต้องมีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ผู้แทนมาบริหารประเทศ แต่เราต้องมี “ความรู้”พอที่จะปรับวิธีการเลือกตั้งและขอบเขต “อำนาจ”ของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมานั้น เพื่อให้เขาทำหน้าที่ที่ทำให้ “จุดหมาย”ของการปกครองเพื่อประโยชน์ส่วนรวมนั้น เป็นผลสำเร็จ ; ซึ่งแน่นอนว่า “ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ย่อมไม่สามารถทำให้จุดหมายของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยบรรลุผลได้ เพราะการขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ตามพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์

 

ปัญหาอยู่ที่ว่า เรามี “ความรู้”พอที่จะปรับเปลี่ยน ที่เรียกว่า rationalization ระบบสถาบันการเมือง เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายได้ หรือไม่ และนี่ คือปัญหาของเรา

 

ดังนั้น ถ้าคณะปฏิรูปการปกครองฯ หรือคณะรัฐประหารประสงค์จะทำให้ประเทศไทยออกนอกวงจรแห่งความเสื่อม vicious circle คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ จำเป็นจะต้องรู้ในสิ่งเหล่านี้และต้องมีความสามารถพอที่เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีการปรับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง ให้มีอำนาจหน้าที่คานกันและสมดุลกันให้ได้ ไม่ใช่เอา “อำนาจรัฐ”นั้น ไปขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในสภาที่มาจาก “การเลือกตั้ง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้งของประเทศไทย ที่สภาพสังคมของเรามีความอ่อนแอ ที่คนส่วนใหญ่ยังยากจนและตกอยู่ภายไต้อิทธิพลของการใช้เงินที่สามารถซื้อเสียงได้ ซึ่งเป็นสภาพการณ์ที่แตกต่างกับสภาพสังคมของประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ประชาชนของเขามีประสบการณ์ทางการเมืองจากวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ; ถ้าตราบใดที่เรายังมีระบบผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจอยู่อย่างนี้ เราก็คงออกนอกวงจรแห่งความเสื่อมเดิม ๆ ไปไม่ได้ 

 

ผมเปรียบเทียบไว้ว่า การเขียนรัฐธรรมนูญของเราที่สร้างระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลก เปรียบเหมือนกับเป็นการเอา “ปลาย่าง”ไปวางไว้ให้แมว แล้วไปสร้างกลไกและองค์กรอิสระให้มาคอยไล่จับแมวที่มากินปลาย่าง แทนที่จะไปคิดและเขียนรัฐธรรมนูญทำให้ปลาย่างไม่ให้เป็นปลาย่าง เหมือน ๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้ว ; ดังนั้น เราจะเห็นว่าเมื่อเราวาง “ปลาย่าง”ไว้อย่างนี้ ผลก็เป็นอย่างนี้ ; ปัจจุบันนี้เราพยายามไล่จับแมวกันยกใหญ่ แต่ไม่เคยมีใครไปมองว่าความผิดพลาดอยู่ที่ “เป้าหมาย”ของแมวที่จะมากิน คือ ระบบการผูกขาดอำนาจรัฐโดยพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา ; อย่างนี้ ผมเห็นว่า เราไม่มีทางที่จะไปจับแมวได้หมด และในที่สุด กลไกและองค์กรอิสระที่จะจับแมวเหล่านี้ ก็จะถูกแมวกัดตายหมด ; ผมคิดว่า เท่าที่พูดมานี้ ท่านคงจะพอเข้าใจปัญหาการเมืองของประเทศไทย ในขณะนี้ได้

 

ปัญหาการเมืองของประเทศไทยข้างหน้านี้ เป็นปัญหาใหญ่ ; ผมมองว่า คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ มีโอกาสแล้ว แต่ไม่มีความรู้และไม่มีความเสียสละพอ ซึ่งเป็นเหตุให้เราต้องกลับมาสู่ที่เดิมอีกครั้ง ใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ คือ ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองของนายทุนธุรกิจ ; และผมก็ไม่ทราบว่า ข้างหน้าเราจะมีโอกาสออกจากวงจรนี้ได้หรือไม่ เพราะคนที่มีอำนาจแล้วจะไม่สละอำนาจของตนเอง 

 

ถ้าหากเราไม่รู้และยังไม่สนใจที่จะแสวงหาความรู้และศึกษาแนวทางที่จะออกจากวงจร ผมเองก็ไม่ทราบว่า จะทำอย่างไร ขณะนี้ ผมคิดว่าเราถูกหลอกตลอดเวลา ; ท่านลองอ่านหนังสือพิมพ์ทุก ๆ วัน แล้วดูว่า มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง มีข่าวว่า จะตั้ง “สหภาพข้าราชการ”เพื่อป้องกันการเมืองแทรกแซงการโยกย้ายข้าราชการประจำที่สุจริตที่ไม่ยอมรับใช้นักการเมือง มีการพยายามที่จะไปเซ็นชื่อขับไล่รัฐมนตรี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่”สาเหตุ”ของปัญหา ; สาเหตุจริง ๆของปัญหา อยู่ที่การผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมืองของนายทุนธุรกิจในระบบรัฐสภา ; เราไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ ด้วยการไล่ตามแก้สิ่งที่เป็น “ผล”ของระบบการผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมือง เพราะแก้อย่างไรก็ไม่หมด ปัญหาข้างหน้ายังจะตามมาอีกมากมาย 

 

การที่จะปฏิรูปการเมืองได้สำเร็จ ผมคิดว่า ประการแรก คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ หรือใครก็ตามที่จะเข้ามาแก้ปัญหาประเทศ จะต้องมี “ความรู้” คือ รู้ว่า ความเสื่อมของการบริหารประเทศเกิดจากอะไร อะไรเป็นสาเหตุ และนอกจากนั้น ยังจะต้องรู้ถึงวิธีการที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยว่า จะแก้ได้อย่างไร ; และเมื่อรู้แล้ว ในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาประเทศ โดยมีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติชั่วคราวและรัฐบาลชั่วคราว คณะรัฐประหารหรือใครก็ตามที่จะมาแก้ปัญหาประเทศ จะต้องกำหนดเป้าหมายและทำให้เกิดการประสานงานระหว่างสภาชั่วคราวกับรัฐบาลชั่วคราวเพื่อให้องค์กรทั้งสอง ทำงานไปสู่เป้าหมาย ไม่ใช่ให้ต่างคนต่างทำ 

 

จริงๆ แล้ว คณะปฏิรูปการปกครอง ฯจะต้องเป็นแกนกลางและกำหนดเป้าหมายไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้ชัดเจนว่าจะทำอะไร เพื่ออะไร และให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ด้วยว่า เป้าหมายของการบริหารประเทศชั่วคราวนั้น คือ อะไร และคณะปฏิรูปการปกครอง ฯ ต้องการจะทำอะไรและทำอย่างไร เพื่อให้เป้าหมายดังกล่าวบรรลุผล 

 

และในขณะเดียวกัน คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ จะต้องมีความเสียสละ และแสดงความเสียสละให้ปรากฏให้ประชาชนได้เห็น ; ความเสียสละ คืออย่างไร ผมก็เขียนไว้ในบทความที่กล่าวถึงแล้ว ; ความเสียสละมีอยู่ ๒ อย่าง ; ข้อที่หนึ่ง ก็คือ คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ จะต้องบอกว่า คณะปฏิรูปการปกครอง จะไม่สืบทอดอำนาจ คือ เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองทำสำเร็จตามภารกิจที่กำหนดไว้แล้ว จะต้องวางกลไกไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะดำเนินการแก้ปัญหาของประเทศต่อไปไปได้โดยอัตโนมัติ ; ข้อที่สอง ก็คือ ในระหว่างที่คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ ใช้อำนาจบริหารประเทศเป็นการชี่วคราวในระหว่างการรัฐประหาร คณะปฏิรูปการปกครองจะต้องบริหารประเทศด้วยความโปร่งใส (Transparency) ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ทั่วไปของกฎหมายมหาชนยุคใหม่ที่จะต้องมีการกำหนด “วิธีการใช้อำนาจ” ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส โดยคณะปฏิรูปการปกครอง ฯ จะต้องไม่หาประโยชน์ให้แก่ตนเอง 

 

เมื่อใดที่ คณะปฏิรูปการปกครองมีความเสียสละทั้ง ๒ ประการนี้ คณะปฏิรูปการปกครอง ก็จะปฏิรูปการเมืองให้คนไทยได้สำเร็จ ; แต่ถ้าคณะปฏิรูปการปกครอง ฯหรือใครก็ตามที่รับอาสามาแก้ไขปัญหาของประเทศ ไม่แสดงความเสียสละสองอย่างนี้ให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่วไป ประชาชนทั่วไปก็จะไม่เชื่อถือ และนอกจากนั้น ก็ยังจะถูกฝ่ายตรงกันข้ามที่เสียประโยชน์ พยายามจะทำลายคณะปฏิรูปการปกครองหรือใครก็ตามที่เข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ ด้วยการไปแสวงหาเรื่องราวที่ดิสเครดิตคณะปฏิรูปการปกครอง ฯลฯ ไม่ว่าเรื่องเหล่านั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ และไม่ว่าเรื่องเหล่านั้นจะเป็นเรื่องใหญ่ หรือเรื่องเล็กน้อย เช่น การมีภริยาสองคนของผู้ที่ศาสนามุสลิม เป็นต้น

 

เท่าที่กล่าวมานี้ เป็นอันจบสาระของตอนแรก ที่ผมตั้งใจจะพูด คือ เรื่องความล้มเหลวของการบริหารประเทศในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เมื่อ ๑ ปี ๓ เดือนที่ล่วงมาแล้ว ; และผู้ที่ต้องรับผิดชอบในความล้มเหลวครั้งสำคัญนี้ ก็คือ โดย Elite ที่เข้ามาบริหารประเทศด้วยการรัฐประหาร ที่ผมเรียกว่า เป็น “นักการเมืองจำเป็น” ที่อาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศ แต่ขาดความรู้และความเสียสละ ; และอันที่จริง สาระในส่วนนี้ ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด จะเป็นส่วนที่ผมได้เขียนไว้ในบทความและลงเว็บไว้แล้ว ผมเพียงแต่เอามาสรุปย่อ ๆ เป็นตอน ๆ ให้ท่านฟัง ; ส่วนสาระที่ผมจะพูดต่อไป จะเป็นส่วนที่ผมกำลังจะเขียนเป็นบทความในตอนต่อๆ ไป แต่ยังไม่ได้เขียน ก็ขอเอามาเล่าเป็นการล่วงหน้าก่อน

 

Elite กลุ่มต่าง ๆ ของสังคมไทย ที่มีบทบาทในทางการเมืองของไทยอยู่ในปัจจุบัน

 

ต่อไปนี้ จะเป็น “สาระ”ในตอนที่สอง ว่าด้วย Elite กลุ่มต่าง ๆ ของสังคมไทย ที่มีบทบาทในทางการเมืองของไทยอยู่ในปัจจุบัน คือ นับตั้งแต่ปีนี้ พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นต้นไป ; และตามที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า ถ้าอยากทราบอนาคตของประเทศ ก็จะรู้ได้จากการศึกษา “พฤติกรรม” ของ Elite ในปัจจุบัน

 

ในประเทศฝรั่งเศส หลังจากเกิดมิคสัญญีเมื่อ ๒๐๐ ปีก่อน นักประวัติศาสตร์ของเขาวิเคราะห์ไว้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดมาจาก Elite ๒ จำพวก คือ กลุ่มแรกได้แก่ พวก “นักกฎหมาย”ที่เป็นผู้พิพากษา ที่เรียกว่า parlementaires และกลุ่มที่สองได้แก่ กลุ่ม “นักวิชาการประเภท The Philosophes” ที่สนใจสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน แต่ไม่สนใจการแก้ปัญหาของสังคม ; สำหรับของไทยเราในปัจจุบัน Eliteที่เป็นพื้นฐานสังคมมีอยู่ ๓ จำพวก ซึ่งได้แก่ (๑)นักกฎหมาย (๒) นายทุนธุรกิจที่เป็นนักการเมือง และ (๓)นักวิชาการประเภท The Philosophes ; ซึ่งจะเห็นได้ว่า Elite ที่มีบทบาททางการเมืองของเรามีมากกว่าประเทศฝรั่งเศสหนึ่งจำพวก การที่ประเทศไทยมีมากกว่าฝรั่งเศส ก็เพราะการเมืองของไทยในปัจจุบัน เรามี “นายทุนธุรกิจ” เจ้าของพรรคการเมือง ที่เข้าผูกขาดอำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเทศฝรั่งเศสไม่มี

 

เราลองมาประเมินดูว่า Elite ๓ จำพวกหรือ ๓ประเภทของเรา มีสภาพเป็นอย่างไร ; Elite แต่ละจำพวกหรือแต่ละประเภท จะช่วย”แก้”ปัญหา หรือจะช่วย”สร้าง”ปัญหา ให้แก่คนไทย โดยผมจะให้ความเห็นของผมอย่างรวบรัดให้สั้นที่สุด ; สำหรับรายละเอียด ผมจะไปเขียนเป็นบทความ

 

นักกฎหมาย

 

เราเริ่มต้นดูจาก Elite กลุ่มแรก คือ “นักกฎหมาย”ก่อน ผมแยกนักกฎหมายออกเป็น ๒ พวก พวกแรกได้แก่นักกฎหมายทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็น ตุลาการ ผู้พิพากษา อัยการ หรือนักกฎหมายอะไรก็ได้ และนักกฎหมายพวกที่สอง ได้แก่ นักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ที่สันนิษฐานว่า จะเป็นผู้ที่ช่วยเขียนหรือออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เรา

 

สำหรับนักกฎหมายทั่วไป ผมจะขอประเมินคุณภาพโดยพิจารณาจาก “วิธีคิด”ของนักกฎหมายของเราว่า นักกฎหมายของเราใช้กฎหมาย บนพื้นฐานของหลัก “นิติปรัชญา”ในยุคศตวรรษที่ ๒๐ หรือว่า ยังติดอยู่กับความคิดเดิม ๆ เมื่อ ๒๐๐ – ๓๐๐ ปีก่อน ; เพราะผมเห็นว่า “วิธีคิด”ของนักกฎหมาย เป็นเครื่องชี้วัด “คุณภาพ”ของนักกฎหมาย ; ผมจะวิเคราะห์พฤติกรรมของนักกฎหมายที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ ให้แก่สังคม คือ การเขียนหรือการออกแบบกฎหมาย การตีความกฎหมาย หรือการใช้กฎหมาย the application of laws ในด้านต่าง ๆ ; และศึกษาดูว่า ในการทำหน้าที่ดังกล่าวนี้ นักกฎหมายของเราได้คำนึงถึง “จุดหมาย – purpose” ของกฎหมาย มากน้อยเพียงใด

 

ผมมีความเห็นว่า การที่นักกฎหมายของเรา ชอบตีความแบบศรีธนนชัยก็ดี หรือนำกฎหมายมาใช้โดยทำตัวเป็นนิติบริกรเพื่อให้บริการแก่นักการเมืองก็ดี เป็นเพราะนักกฎหมายเราใช้กฎหมายโดยไม่คำนึงถึง purpose ของกฎหมาย ; นอกจากนั้น เพราะการที่หนังสือตำรากฎหมายของเรา ที่ยังคงอ้างถึง Montesquieu หรือ Hobbes หรือ Locke หรือ Rousseau เช่น “หลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย” หรือ “สัญญาประชาคม” ในลักษณะที่ทำให้นักศึกษากฎหมายของเรา เข้าใจว่า แนวความคิดดังกล่าว เป็นแนวความคิดในปัจจุบัน มากกว่าที่จะอธิบายให้นักศึกษากฎหมายเข้าใจว่า ความคิดของบุคคลดังกล่าวเป็นวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ และด้วยเหตุนี้ เราจึงยังมีนักกฎหมายจำนวนมากที่ยังหลงติดยึดอยู่กับแนวความคิดหรือนิติปรัชญาเดิม ๆ เมื่อ ๓๐๐ ปีก่อน โดยไม่รู้ว่าความคิดของตนเองล้าหลังไปแล้ว ๑๐๐ – ๒๐๐ ปี ; ท่านในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย ลองพิจารณาทบทวนความจำจากเรื่องที่ท่านได้ผ่าน ๆ มาก็ได้ ว่า สิ่งที่ผมพูดนี้ มีความจริงมากน้อยเพียงใด 

 

ผมขอเรียนว่า นิติปรัชญาในยุค ๒๐๐ ปีที่ผ่านมานี้ได้เปลี่ยนไปจากแนวความคิดเดิม ๆ ไปหมดแล้ว “นิติปรัชญา”ในยุครุ่นหลังนี้ เป็นแนวความคิดกฎหมายเชิงสังคมวิทยา Sociological Approaches เช่น เมื่อนักกฎหมายพูดถึงคำว่า “ประชาชน” นักกฎหมายจะต้องนึกถึง “ประชาชน”บนพื้นฐานของสังคมวิทยา คือ ประชาชนเป็นกลุ่มชนที่มีพฤติกรรม แบ่งเป็นกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ และแต่ละกลุ่มต่างมีผลประโยชน์ส่วนตัวของตนเอง ; ซึ่งหมายความว่า ความหมายของคำว่า “ประชาชน”ในปัจจุบันนี้ ไม่เหมือนกับ ความหมายของ”ประชาชน”ในยุคที่มีการเรียกร้องการปกครอง “ระบอบประชาธิปไตย” ใน สมัย Montesquieu ” เมื่อ ๒๕๐ ปีก่อน คือ ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในโลกยังปกครองกันด้วย”ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช” ที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสิทธิขาด และในระยะนั้น เรากำลังคิดว่า จะจำกัดพระราชอำนาจของกษัตริย์ลงได้อย่างไร ; ดังนั้น ถ้านักกฎหมายของเรายังมี”วิธีคิด”เหมือนเก่าในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช หรือสมัย Montesquieu หรือนักปราชญ์ในยุคนั้น ก็แสดงว่า นักกฎหมายของเรามี “วิธีคิด” ล้าหลังอย่างน้อย ๑๕๐ ปี ; และในปัจจุบันนี้ “โจทก์”ทางการเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว โจทก์ทางการเมืองในปัจจุบัน ได้แก่ “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง”ไม่บริหารประเทศให้เป็นไปตาม “จุดหมาย”ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการทุจริดคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง 

 

Jhering (เยียริ่ง) คือ นักนิติปรัชญาที่ถือกันว่า เป็น”บิดา”ของแนวความคิดนิติปรัชญาเชิงสังคมวิทยาแห่งยุคศตวรรษที่ ๒๐ ได้บอกเราเมื่อ ๑๕๐ ปีมาแล้วว่า “กฎหมาย”มาจากพื้นฐานของสังคม – society ซึ่งก่อนหน้านั้น แนวความคิดทางนิติปรัชญามิได้คิดถึงเงื่อนไขของกฎหมายจากด้านพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ ; ผมได้เขียนไว้ในบทความแล้วว่าสังคมวิทยาเกิดขึ้นเพราะ Auguste Comte ท่านผู้นี้เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า Sociology และหลังจากนั้น แนวความคิดของนิติปรัชญาเชิงสังคมวิทยาก็ตามมา และกลายเป็น “วิธีคิด”ของนักกฎหมายยุคใหม่ 

 

การเขียนกฎหมาย และการตีความกฎหมาย ถ้าไม่คำนึงถึงพฤติกรรมของมนุษย์แล้ว การใช้กฎหมายนั้นก็จะล้มเหลว ; ในระยะ ๑๕๐ ปีที่ผ่านมา นิติปรัชญาเชิงสังคมวิทยาได้ทำให้การเขียนกฎหมายกลายเป็นเทคโนโลยีของการจัดองค์กรและกลไกของรัฐในการควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ เพื่อให้กฎหมายมีผลในทางปฏิบัติตาม “จุดหมาย”ของการตรากฎหมาย คือ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และทำให้การตีความกฎหมาย เป็นเครื่องมือของการอุดช่องว่างของกฎหมาย

 

บางท่านอาจจะเคยได้ยินมาแล้วว่า บทกฎหมายพัฒนาไม่ทันกับพฤติกรรมของคน บางท่านอาจจะเคยได้ยินนักนิติปรัชญาในยุคนี้บางคนกล่าวว่า ในสังคมเรามี Living Law ที่มิใช่ตัวบทกฎหมาย และนักกฎหมายมีหน้าที่ต้องเขียนกฎหมายลายลักษณ์อักษรให้ทันกับวิวัฒนาการของ living Law แต่ถ้ากฎหมายลายลักษณ์อักษรตามไม่ทัน living law แล้ว เรานักกฎหมายในยุคปัจจุบัน จะทำอย่างไร : และแน่นอน ในหลาย ๆครั้ง ตัวบทกฎหมายก็ไม่ชัดเจนด้วยเหตุหลาย ๆ เหตุ ซึ่งทำให้ต้องมีการตีความกฎหมาย ; ปัญหามีว่า “นักกฎหมาย”ที่มีหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม นักกฎหมายจะทำหน้าที่นี้อย่างไร 

 

นักกฎหมายของประเทศที่พัฒนาแล้วได้สร้าง “หลักกฎหมายทั่วไป – the general principle of law ” ขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างของบทกฎหมายไว้เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่บอกว่าไม่มีตัวบทแล้ว ก็ทำอะไรไม่ได้ ; ผมคงไม่ต้องบอกว่า “การอุดช่องว่างของกฎหมาย”คืออะไร และนักกฎหมายมหาชนของประเทศที่พัฒนาแล้วได้สร้าง “หลักกฎหมายทั่วไป”ขึ้นมาได้อย่างไร เพราะท่านคงทราบดีอยู่แล้ว ; “กฎหมายมหาชน” ไม่ใช่กฎหมายอาญา ; “กฎหมายมหาชน” ได้แก่กฎหมายปกครอง – administrative law และ กฎหมายรัฐธรรมนูญ – constitutional law ; ถ้าในกฎหมายแพ่ง ศาลแพ่งมีอำนาจหน้าที่ในการอุดช่องว่างของกฎหมายแพ่งได้ ศาลปกครองก็มีอำนาจหน้าที่ในการอุดช่องว่างของกฎหมายปกครองได้เช่นกัน

 

ตามความจริง หลักกฎหมายที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมหรือหลักการที่ว่าทุกคนจะต้องใช้สิทธิโดยสุจริต เหล่านี้ คนทั่วไปได้รับรู้และถือว่ามีอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้เขียนเป็นตัวบทไว้ให้ครบถ้วนในทุกกรณีเท่านั้น ; ตรงนี้แหละครับ ที่ “คุณภาพ” ของนักกฎหมายของเราแตกต่างกับนักกฎหมายของประเทศที่พัฒนาแล้ว

 

ผมเชื่อว่า ใน “การใช้กฎหมาย”ของนักกฎหมายของเราส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน นักกฎหมายของเราไม่ได้คิดถึงพฤติกรรมทางสังคมวิทยาของคนหรือของชุมชน สิ่งเหล่านี้ขาดหายไปจากความคิดของนักกฎหมายของเรา ; นักกฎหมายของเราไม่เคยคิดว่า พฤติกรรมทางสังคมวิทยาของคน เป็นเงื่อนไขของกฎหมาย ; “ผล”ที่เกิดจากการที่นักกฎหมายของเราขาดคุณสมบัติในเรื่องนี้ ที่เห็นได้ชัดที่สุด ก็คือ ทำให้นักกฎหมายของเราออกแบบและเขียนกฎหมายไม่เป็น ; ผมไม่เข้าใจว่า นักกฎหมายของเราเขียนรัฐธรรมนูญ จนเกิด “ระบบผูกขาดอำนาจในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ “ขึ้นมาได้อย่างไร โดยที่เราเป็นประเทศเดียวในโลกที่เขียนรัฐธรรมนูญอย่างนี้ ไม่มีประเทศไหนเขาเขียนกัน และเราก็เขียนกันมาซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายฉบับ ทั้ง ๆ ที่ผลเสียของระบบผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจก็เห็น ๆ กันอยู่ แต่เราก็ยังคิดว่า นี่คือ “ประชาธิปไตย”

 

Roscoe Pound (รอสโค พาวด์) บอกว่า งานของกฎหมายเป็นงานวิศวกรรมทางสังคม – social engineering และนักกฎหมายเป็น วิศวกรสังคม – social engineer แต่นักกฎหมายของเราโดยทั่วๆไปยังคงเป็นศรีธนญชัย ตีความกฎหมายโดยเล่นถ้อยเล่นคำ โดยไม่มี “จุดหมาย”ของกฎหมายกำกับ ; นักกฎหมายของเราเขียนกฎหมายไม่เป็นและใช้กฎหมายไม่เป็น เพราะนักกฎหมายของเราใม่สนใจนิติปรัชญา 

 

ผู้เขียนเคยเปรียบเทียบไว้ว่า การเรียนวิชา “นิติปรัชญา”เหมือนกับเราเรียนวิชาว่ายน้ำ นักศึกษากฎหมายที่เรียนนิติปรัชญาและสอบได้ร้อยคะแนนเต็ม เพราะเขียนคำตอบได้เหมือนตำรา แต่ไม่ได้หมายความว่านักศึกษากฎหมายนั้นเก่งนิติปรัชญา ; ตำราว่ายน้ำก็เหมือนกัน นักศึกษากฎหมายเขียนคำตอบข้อสอบเหมือนตำราและได้คะแนนเต็ม แต่เมื่อนักศึกษานั้นกระโดดลงน้ำแต่ว่ายน้ำไม่เป็น และนักศึกษาอาจจมน้ำตาย 

 

นิติปรัชญาไม่ได้เรียนเพื่อท่องสอบเอาคะแนน แต่นักกฎหมายเรียนนิติปรัชญาเพื่อทำให้ “วิธีคิด”ทางนิติปรัชญา ให้กลายเป็นคุณสมบัติประจำตัวของนักกฎหมายเอง ; เมื่อนักกฎหมายจะใช้กฎหมาย นักกฎหมายจะต้องดู”จุดหมาย”ของกฎหมายและตรวจดูพฤติกรรมและสภาพทางสังคมวิทยาของคนที่เกี่ยวข้อง และ เมื่อนักกฎหมายทำตัว เอง ให้มีหลักการของนิติปรัชญาแล้วหนหนึ่ง ก็เหมือนกับนักกฎหมายทำตัวเองให้ว่ายน้ำเป็น และเมื่อว่ายน้ำเป็นแล้ว นักกฎหมายก็จะว่ายน้ำเป็นตลอดไป แต่ถ้านักกฎหมายไม่มีนิติปรัชญา นักกฎหมายก็เป็นศรีธนญชัย เพราะนักกฎหมายไม่มีเป้าหมายของกฎหมายในการใช้กฎหมายและในการตีความกฎหมาย และดังนั้น ก็เลยไม่รู้ว่าจะใช้เกณฑ์อะไรมาเป็นเครื่องวัดความถูกต้องและความเป็นธรรม 

 

วิธีคิดทางนิติปรัชญา จึงเป็น “เครื่องวัด”สภาพล้าหลังของนักกฎหมาย และดูเหมือนว่า สภาพของนักกฎหมายทั่วๆไปของเราในปัจจุบัน จะยังคงติดอยู่กับนิติปรัชญาเก่า ๆในทางประวัติศาสตร์ ที่ผ่านพ้นเวลาของการใช้ประโยชน์ไปแล้วไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ปี ; ถ้าท่านสนใจในนิติปรัชญาในยุคศตวรรษที่ ๒๐ ท่านก็อาจไปอ่านได้จากบทความของผมที่อยู่ในเว็บ ซึ่งผมย่อไว้ให้แล้ว รวมทั้งแนวความคิดของนักนิติปรัชญายุคใหม่ ที่สำคัญ ๆ

 

สำหรับนักกฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมทั้งนักกฎหมายที่อ้างตัวเองว่าเป็นนักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมจะขอประเมินคุณภาพจาก “ความรู้”ของนักกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยพิจารณาว่านักกฎหมายรัฐธรรมนูญของเรา มีความรอบรู้เกี่ยวกับการวิวัฒนาการของรูปแบบของ “ระบบสถาบันการเมือง หรือ Form of Government ” มากน้อยเพียงใด เพราะถ้านักกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่มีความรอบรู้ในเรื่องนี้แล้ว ก็เป็นอันสรุปเป็นข้อยุติได้ว่า นักกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทย ไม่มีความสามารถพอที่จะเขียนหรือออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เราได้ เพราะขาดความรู้พื้นฐาน

 

ดังนั้น ในระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเรา ตลอดปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ทั้งในสภาร่างรัฐธรรมนูญและนอกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเวลาปีกว่า ผมติดตามประเด็นนี้มาโดยตลอด และ เมื่อไม่ปรากฎว่า มีนักกฎหมายและนักวิชาการคนใด พูดถึงเรื่อง Form of Government แม้แต่คนเดียว ก็เป็นข้อเท็จจริงที่บอกอยู่ในตัวว่า การสอน “กฎหมายมหาชน”ในมหาวิทยาลัยของเราล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า ในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั่วโลก ” Form of Government ” จะต้องเป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณากันเป็นอันดับแรก เพราะเป็นประเด็นที่จะกำหนดว่า สถาบันการเมืองใดจะใช้อำนาจรัฐอย่างไร มีขอบเขตเพียงใด และมีระบบการถ่วงดุลอำนาจระหว่างสถาบันการเมืองอย่างไร จะควบคุมและกำกับ “พฤติกรรม”ของบุคคลที่มีใช้อำนาจรัฐได้อย่างไร ฯลฯ ; ถ้านักกฎหมายรัฐธรรมนูญของเราสร้างหรือออกแบบ Form of Government ไม่เป็นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปพูดถึงประเด็นอื่น

 

โดยสรุป ผมเห็นว่า ประเทศเราไม่มี “นักกฎหมายรัฐธรรมนูญ”ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ เป็น professional มีแต่มือสมัครเล่น และเมื่อสรุปโดยรวมแล้ว สำหรับ Elite ประเภทแรกของเรา คือ “นักกฎหมาย “เท่าที่ประเมินมาแล้ว ผมมีความเห็น ไม่อยู่ในสภาพที่จะทำ”หน้าที่”พัฒนาสังคมให้แก่คนไทย 

 

นักการเมืองนายทุนธุรกิจ

 

Elite กลุ่มที่สอง คือ “นักการเมืองนายทุนธุรกิจ” ซึ่งผมก็จะขอพูดอย่างสั้นๆ ; ขณะนี้ เราแยกพรรคการเมืองออกเป็นสองฝ่าย คือ พรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน ทั้งนี้ โดยผมจะไม่ระบุ ” ชื่อ”พรรคการเมืองแต่อย่างใด 

 

ผมขอเรียนว่า จากพฤติกรรมที่แสดงออก ทุกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหญ่หรือพรรคเล็ก ไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน ดูเหมือนว่า ทุกพรรคการเมืองต่างต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็น “ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ทั้งสิ้น ; ดังนั้น จะแก้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญเรื่องใดก็ได้ แต่นักการเมืองของเราขออย่าแก้ “ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ก็แล้วกัน ; ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

 

วันหนึ่งเมื่อ ๓ – ๔ เดือนที่ผ่านมา ผมหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่าน พบว่าพรรคฝ่ายค้านแถลงว่า พรรคฝ่ายค้านได้จัดตั้ง “รัฐบาลเงา”ประกบกับรัฐบาล เพื่อจะได้ติดตามการบริหารประเทศของพรรครัฐบาลอย่างใกล้ชิด และหวังว่าในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า พรรคฝ่ายค้านจะได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและจะได้เป็นรัฐบาล 

 

เราลองมาพิจารณาดูว่า ทำไมนักการเมืองในพรรคการเมืองต่าง ๆ ของเรา จึงชอบระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ ผมขออธิบายอย่างง่าย ๆว่า

 

“ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” เกิดจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของเรา ๓ – ๔ มาตราที่กระจัดกระจายกันอยู่ ถ้าไม่อ่านและไม่พิจารณารวมกันก็จะมองไม่เห็นระบบเผด็จการหรือระบบผูกขาดอำนาจนี้ ; ซึ่งแตกต่างกับรัฐธรรมนูญของประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่เขาเขียนไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญว่า ระบอบการปกครองของเขา จะบริหารโดยชนชั้นนำจาก ๓ ประเภท คือ แรงงาน เกษตรกรและนักวิชาการ เท่านั้น ; แต่ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย บทบัญญติมาตราหนึ่ง จะบังคับให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง บทบัญญัติอีกมาตราหนึ่ง ให้พรรคการเมืองมีอำนาจบังคับให้ สส. ต้องทำตามมติพรรค ยกเว้นเรื่องบางเรื่องที่ไม่ใช่สาระสำคัญ และบทบัญญัติอีกมาตราหนึ่ง กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง คือ ต้องเป็น ส.ส. เท่านั้น ; หมายความว่า ถ้านายทุนเอาเงินมารวมทุนกันจัดตั้ง “พรรคการเมือง” แล้วออกเงินค่าใช้จ่ายให้พรรคพวก ไปสมัครรับเลือกตั้งในขณะนี้ คือ ในขณะที่สังคมไทยมีความอ่อนแอและอ่อนไหวต่ออิทธิพลการใช้เงิน และเมื่อได้ ส.ส. จำนวนมาก นายทุนเจ้าของทุนของพรรคการเมืองเหล่านี้ก็จะได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐบาล เพราะเขียนรัฐธรรมนูญจำกัดไว้ให้ตัวเองแล้วว่า คนอื่นที่ไม่ใช่ ส.ส.จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ซึ่งบทบัญญัติจำกัดเช่นนี้ไม่มีในรัฐธรรมนูญของประเทศที่พัฒนาแล้ว ; นอกจากนั้น ยังไม่พอ ถ้าปรากฏว่า ส.ส.ที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากนายทุนธุรกิจเจ้าของพรรคการเมือง ไม่เชื่อฟังหรือหักหลังเจ้าของทุน และพรรคการเมืองมีมติไล่ออกไปจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองแล้ว ก็ยังเขียนรัฐธรรมนูญให้ “การออกจากสมาชิกพรรคการเมือง”นั้น มีผลทำให้ ส.ส.คนนั้นต้องพ้นจากสมาชิกภาพของการเป็น ส.ส. ไปด้วย 

 

ผมขอเรียนว่า ไม่มีรัฐธรรมนูญของประเทศเสรีประชาธิปไตยใด ที่เขียนรัฐธรรมนูญเหมือนประเทศไทย และ อย่าว่าแต่รัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติทั้ง ๓ มาตรานี้รวมบัญญัติไว้ด้วยกันเลยครับ แม้แต่รัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญํติเพียงมาตราเดียว ไม่ว่าจะเป็นมาตราใดมาตราหนึ่งใน ๓ มาตราดังกล่าว ก็ไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญของประเทศเสรีประชาธิปไตย 

 

แต่ทำไมพรรคการเมืองของเราทุกพรรคจึงชอบระบบนี้อยู่ คำตอบก็คือ ทุกพรรคการเมืองต่างก็มี “นายทุนธุรกิจ” เป็นเจ้าของทุนของพรรค และคาดหวังว่าตนเองจะได้มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นรัฐบาลบ้าง ดีกว่าการเลิกระบบที่บังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง และเปิดโอกาสให้ “คนที่ไม่มีเงิน”มาเลือกตั้งแข่งกับพรรคการเมืองของตน

 

มี”ข้อเท็จจริง”ที่น่าศึกษาและน่าวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พฤติกรรม”ของ Elite ประเภทนักการเมืองนายทุนธุรกิจอยู่กรณีหนึ่ง ที่นักวิเคราะห์ไม่ควรจะผ่านไป คือ ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒๓ เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองพรรคใหญ่พรรคหนึ่งที่คาดหวังว่าตนเองจะได้เป็นรัฐบาล เพราะพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามที่มีเงินทุนมหาศาลได้เพลี่ยงพล้ำทางการเมืองเพราะถูกรัฐประหาร และดังนั้น เพื่อความแน่นอนในการที่จะได้เป็นรัฐบาล พรรคการเมืองพรรคใหญ่นี้ได้พยายามทำ “ความตกลง” กับพรรคการเมืองในระดับรอง ๆ ที่จะมี ส.ส. ประมาณ ๒๐ – ๔๐เสียง ไว้เป็นการล่วงหน้า ที่จะร่วมกันเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และมาร่วมกันตั้งรัฐบาล ; แต่ปรากฎว่า พรรคการเมืองพรรคใหญ่พรรคนี้ต้องผิดหวังเพราะไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะพรรคการเมืองในระดับรองนั้น เปลี่ยนใจ และไปร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด

 

สำหรับผม ข้อที่น่าสังเกตในเหตุการณ์ครั้งนี้ ก็คือ “ความไม่รอบรู้ทางการเมือง” ของนักการเมืองชั้นนำ ของพรรคการเมืองพรรคใหญ่ที่เก่าแก่พรรคนี้ ที่ขาดพื้นฐานของนิติปรัชญาเชิงสังคมวิทยา ในศตวรรษที่ ๒๐ ; “ความไม่รอบรู้ทางการเมือง”นี้ ปรากฎให้เห็นอย่างน้อย ๒ ประการ คือ ประการแรก ผมได้เคยวิเคราะห์ไว้ล่วงหน้าอย่างเปิดเผยว่า ในสภาพสังคมที่อ่อนแอเช่นประเทศไทยและในระบบสถาบันการเมืองตามรัฐธรรมนูญที่เป็น “ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา”นี้ เมื่อ “นายทุนระดับชาติ”ร่วมกันลงทุนกันตั้งพรรคการเมืองและเล่นการเมืองแล้ว พรรคการเมืองของนายทุนระดับท้องถิ่นจะไม่มีโอกาสที่จะได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและเป็นรัฐบาลได้อีกต่อไป และผมให้ความเห็นแนะนำไว้ว่า พรรคการเมืองของนายทุนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองพรรคใหญ่ที่เก่าแก่ ควรริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ให้เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็น “ประชาธิปไตย” ที่แท้จริง และไม่ควรคาดหวังกับประโยชน์ส่วนตัวของ”นายทุนท้องถิ่น”ของพรรค ที่จะได้รับจาก”ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา” เพราะกฎเกณฑ์ของระบบเผด็จการเช่นนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ “นายทุนระดับชาติ” (ที่มีเงินทุนมากกว่า) มากกว่าตนเอง ; และ ประการที่สอง การขาดความรู้พื้นฐานทางสังคมวิทยาและพฤติกรรมของมนุษย์ ทำให้นักการเมืองชั้นนำของพรรคการเมืองพรรคใหญ่ดังกล่าว มองข้าม “พฤติกรรม”ของนักการเมืองที่เป็น “นายทุน” ของพรรคการเมืองในระดับรองพรรคอื่นที่มี ส.ส.ระหว่าง ๑๐ – ๔๐ คน เพราะตามความเป็นจริง – reality ผลประโยชน์ส่วนตัวทางการเมือง ย่อมมีน้ำหนักมากกว่า “สัญญาหรือความตกลงระหว่างพรรคการเมือง” ซึ่งนักการเมืองชั้นนำในพรรคการเมืองพรรคใหญ่นี้ ควรจะต้องรู้อยู่แล้ว

 

ผมคิดว่า อาจเป็นที่น่าสงสารสำหรับพรรคการเมืองพรรคใหญ่พรรคนี้ ที่แม้จนกระทั่งในขณะนี้ นักการเมืองชั้นนำของพรรคการเมืองพรรคนี้ ก็ยังคาดหวังว่าจะได้ร้บเสียงข้างมากในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าถ้ามีการยุบสภา ซึ่งผมเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะในปัจจุบันนี้ สภาพสังคมไทยอ่อนแอและมีความอ่อนไหวต่อการใช้เงิน ประกอบกับสภาพกลไกการบริหารประเทศที่พิกลพิการ ซึ่งสภาพทั้ง ๒ ประการนี้ เป็นข้อเท็จจริง – facts ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น พรรคการเมืองของใครมีเงินมาก พรรคการเมืองนั้นก็ได้ สส. มาก สิ่งนี้ เป็นความเป็นจริงทางสังคมวิทยา ; ผมเห็นว่า ความคาดหวังของพรรคการเมืองดังกล่าว คงเป็นเพียง “ความฝัน”

 

นักปรัชญา

 

Elite กลุ่มที่สาม นักวิชาการประเภท “นักปรัชญา – The Philosophes” Elite ประเภทนี้ เป็นประเภทที่หาชื่อเสียงให้ตัวเอง โดยแสดงตนว่า เป็นนักสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน แต่ไม่คิดที่จะหาวิธีแก้ปัญหาให้แก่สังคม

 

ก่อนที่จะมาปาฐกถาที่ศาลปกครองในวันนี้ ผมคิดว่าจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรดี จึงจะพูดได้ง่าย ๆ และท่านผู้ฟังเกิดความเข้าใจ ผมก็เลยแวะไปที่ร้านหนังสือศึกษาภัณฑ์ที่ถนนราชดำเนิน และชื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง คือ หนังสือเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ ; อันที่จริง ผมต้องขอพูดเสียหน่อยว่า “สามัคคี”กันไม่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอไปนะครับ ความสำคัญอยู่ที่ว่าสามัคคีไปทำอะไร ; เพราะ สามัคคีเป็นเพียง “วิธีการ” ถ้าสามัคคีกันทำความดี ก็ดี แต่ถ้าสามัคคีกันไปปล้น ก็ไม่ดี อยู่ที่ว่าสามัคคีกันไปทำอะไร ;”สมานฉันท์” ก็คงมีนัยเหมือน ๆ กัน 

 

ผมจะเอาหนังสือสามัคคีเภทคำฉันท์ มาจะอ่านเนื้อเรื่องให้ท่านฟัง ดูว่าท่านจะคิดอะไรได้บ้าง 

 

ในหนังสือเขาบอกว่า ในกาลโบราณมีกษัตริย์องค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า “พระเจ้าอชาตศัตรู”ครอบครองแคว้นมคธ มีกรุงราชคฤห์เป็นเมืองหลวง มีอำมาตย์ที่สนิทคนหนึ่งชื่อวัสสการพราหมณ์ เป็นผู้ที่ฉลาดและมีความรอบรู้ศิลปศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ; พระเจ้าอชาตศัตรูประสงค์จะไปปราบแคว้นวัชชี ซึ่งมีกษัตริย์ลิจฉวีปกครองอยู่ โดยแคว้นวัชชีเป็นสหพันธรัฐ มีกษัตริย์ผลัดเปลี่ยนกันปกครอง ๑๒ พระองค์ ทุกพระองค์ล้วนอยู่ในธรรมะที่เรียกเป็นภาษาบาลีว่า อปริหานิยธรรม คือเป็นธรรมที่เป็นเหตุแห่งความเจริญ ดังนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูจึงปรึกษากับวัสสการพราหมณ์ว่า จะทำอย่างไร จึงจะทำลายความพร้อมเพรียงของกษัตริย์ลิจฉวีได้ 

 

เมื่อปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว วันหนึ่ง พระเจ้าอชาตศัตรูก็เสด็จออกว่าราชการ แล้วมีดำรัสเป็นเชิงหารือกับพวกอำมาตย์ว่า จะยกกองทัพไปรบกับแคว้นวัชชี และมีเพียงคนเดียวที่ค้านพระเจ้าอชาติศัตรู คือ วัสสการพราหมณ์ ที่กราบทูลทักท้วงว่า ให้ทรงยับยั้งรอไว้ก่อนเพื่อเห็นแก่มิตรภาพ และทำนายว่า ถ้ารบก็จะพ่ายแพ้ ; พระเจ้าอชาตศัตรูทรงฟังแล้วแสดงอาการพิโรธถือว่า หมิ่นพระเดชานุภาพ ให้นำตัววัสสการพราหมณ์ไปลงโทษตามคำพิพากษาตามบทพระอัยการ คือ เฆี่ยน โกนผม ประจาน และขับไล่ออกจากราชอาณาเขต

 

วัสสการพราหมณ์ ยอมทนรับราชอาญาด้วยทุกขเวทนาแสนสาหัสถึงแก่สลบ และเมื่อถูกเนรเทศจากแคว้นมคธ ก็ไปเมืองเวสาลี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นวัชชี แล้วก็ไปผูกมิตรไมตรีกับชาวเมือง ข่าวนี้ทราบไปถึงกษัตริย์ลิจฉวี จึงได้ตีกลองสำคัญขึ้น เชิญกษัตริย์ทั้งหลายมาชุมนุมปรึกษาราชการ กษัตริย์ลิจฉวีประชุมกันแล้วตกลงกันเห็นควรให้พราหมณ์ผู้นี้เข้ามาเพื่อจะได้เห็นท่าทางและฟังความดูก่อน ; ภายหลังที่วัสสการ พราหมณ์ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์ลิจฉวีกราบทูลข้อความ ประกอบกับมีรอยฟกช้ำจากการถูกโบยให้เห็น กษัตริย์ลิจฉวีทุกพระองค์ต่างก็หมดความสงสัย และแต่งตั้งให้วัสสการ พราหมณ์ เป็นครูสอนศิลปวิทยาแก่บรรดาราชกุมาร และให้มีตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาชี้ขาดอรรถคดีอีกตำแหน่งหนึ่ง 

 

วัสสการพราหมณ์ก็เอาใจใส่ราชการเป็นอย่างดี จนกษัตริย์ลิจฉวีให้ความไว้วางใจหมดความสงสัย วัสสการพราหมณ์จึงยั่วยุราชกุมารทั้งหลายผู้เป็นศิษย์ให้แตกร้าวกัน และวัสสการพราหมณ์ก็คอยส่งเสริมเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทให้บังเกิดขึ้นในหมู่ราชกุมารอยู่เนืองนิตย์ จนกระทั่งที่สุดราชกุมารก็แตกความสามัคคีกัน และเมื่อทะเลาะวิวาทกันแล้วก็นำความไปทูลพระชนกคือบิดาของตน ความแตกร้าวก็ลามไปถึงบรรดากษัตริย์ที่เชื่อถ้อยคำโอรสของตนโดยปราศจากการไตร่ตรอง ; วัสสการพราหมณ์ ใช้เวลา ๓ ปี สามัคคีธรรมในระหว่างพวกกษัตริย์ลิจฉวีก็ถูกทำลายลง

 

วัสสการพรามณ์จึงให้คนลอบไปทูลพระเจ้าอชาตศัตรู และพระเจ้าอชาตศัตรูก็กรีฑาทัพเข้าเมืองเวสาลี ; ชาวเมืองเวสาลีตกใจกลัว มุขมนตรีตีกลองสำคัญขึ้นเป็นอาณัติสัญญาณให้ยกทัพมาต่อสู้ แต่กษัตริย์ลิจฉวีก็หาเข้าที่ประชุมไม่ ทุกพระองค์ต่างเพิกเฉยแม้แต่ประตูเมืองทุกทิศก็ไม่มีใครสั่งให้ปิด พระเจ้าอชาติศัตรูยึดแคว้นวัชชีได้โดยง่าย ไม่ต้องเปลืองรี้พลในการรบ

 

เรื่องนี้คืออะไร บอกอะไรแก่เรา ; ผมขอให้ท่านสังเกตเรื่องนี้ว่า แม้แต่”ความรักลูก”ก็เป็นอาวุธได้ และ”ความรักลูก” คือพฤติกรรม ; ดังนั้น พฤติกรรมของคนทางสังคมวิทยา ก็ถูกใช้เป็นอาวุธได้ 

 

ทำไมประเทศมหาอำนาจจึงบอกให้เราเลือกตั้งและให้เอกชนมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ แต่เขาไม่เคยบอกเราว่า ก่อนที่จะเลือกตั้ง ต้องทำ “ระบบการบริหารประเทศ”ให้ดีเสียก่อน และเขาไม่เคยบอกเราว่า การมีสิทธิเสรีถาพของเอกชน จะต้องมีเงื่อนไขอย่างไรเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และต้องทำอย่างไร ; ดังนั้น การที่ประเทศมหาอำนาจบอกว่า ให้คนของเรามีสิทธิเสรีภาพ และให้มีการเลือกตั้งเพื่อความเป็นประชาธิปไตย หมายถึงอะไร 

 

“แนวความคิด”นี้ ถูกส่งเข้ามาในประเทศที่ด้อยพัฒนาเช่นประเทศไทย ในขณะที่ประเทศไทยเต็มไปด้วย Elite ของเราที่มีความคิดในระดับกษัตริย์ลิจฉวีอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือนักวิชาการ ; ในโลกปัจจุบันนี้ “วัสสการพราหมณ์” ไม่จำเป็นต้องส่งมาเป็นตัวคน ไว้ผมยาวและแต่งตัวเป็นพราหมณ์ แต่ “วัสสการพราหมณ์”เป็นแนวความคิดที่ส่งเข้ามาในประเทศ โดยทางหนึ่งทางใดก็ได้ และในประเทศด้อยพัฒนา ย่อมจะมี Elite ที่มี “ความไม่ฉลาด” หรือมี”ความอยากมีชื่อเสียงของตนเอง” ที่เป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ อยู่ทั่วไป

 

ดังนั้น ผมเห็นว่า ถ้าประเทศใด มีนักวิชาการจำพวก the Philosophes คือ นักวิชาการประเภทที่สนใจจะหาชื่อเสียงด้วยการทำตนให้เป็นที่รุ้จักในฐานะนักสิทธิเสรีภาพ โดยไม่สนใจที่จะรู้ว่า สังคมจะแก้ปัญหาอย่างไร และจะทำอย่างไรจึงจะประสานประโยชน์ ระหว่าง “ประโยชนส่วนตัวของปัจเจกชน” กับ “ประโยชน์ของส่วนรวม”ได้ ; นักวิชาการจำพวกนี้จะทำให้ “คนส่วนใหญ่ของประเทศ” กลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัวและคิดถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ; ประเทศใด มี Elite ที่เป็นนักวิชาการ ประเภท the Philosophes จำนวนมาก ประเทศนั้นก็อาจจะเสียเมืองได้ เพราะใครจะไปนึกว่า “ความรักลูก”ก็เป็นอาวุธได้ ใช่ไหมครับ 

 

ท่านคิดว่า ในปัจจุบันนี้ สภาพทางสังคมวิทยาของสังคมไทยเป็นอย่างไร และในประเทศไทย เรามีนักวิชาการจำพวก the Philosophes มากหรือไม่มาก (?)

 

ผมได้ประเมิน Elite ที่เป็นพื้นฐานของสังคมไทย มาครบทั้ง ๓ ประเภทแล้วนะครับ และอนาคตของประเทศไทย ก็ขึ้นอยู่กับ Elite ทั้ง ๓ ประเภทนี่แหละครับ ; ถ้าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยข้างหน้า ก็กรุณาอย่าไปโทษพลเมืองของประเทศไทยทั้ง ๖๓ ล้านคนเศษ เพราะเขาต้องทำมาหากิน แต่ความรับผิดชอบจะอยู่ที่ Elite ของสังคม ของเรานี่เอง

 

อนาคตอันมืดมนของประเทศ

 

มาถึง ตอนที่สาม ที่เป็น “สาระ”ตอนสุดท้ายที่ผมจะพูดในวันนี้ ก็คือ อนาคตอันมืดมนของประเทศ ; ผมมีความเห็นว่า ถ้า Elite ของเรายังมีสภาพเช่นนี้ คือ “ความรู้” ก็มีไม่พอ และยังมีพฤติกรรมที่เห็นแก่ตัวอีกด้วย ประเทศไทยคงเป็นประเทศที่ไม่มีอนาคต

 

ในตอนสรุปนี่ ผมจะขอยกประเด็น ๒ ประเด็นมาพูดอย่างสั้น ๆ ประเด็นที่ ๑ ก็คือ Elite ของเราในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นอย่างไร และประเด็นที่ ๒ คือ สภาพกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย

 

ในประเด็นที่ ๑ ผมมีเจตนาที่จะตรวจสอบดูว่า ชนชั้นนำในอดีตของเราในสมัยรัชกาลที่ ๕ ของเรา มีสภาพทางวิชาการอย่างไร และเมื่อผ่านมาแล้วประมาณ ๑๕๐ ปี สภาพทางวิชาการของชนชั้นนำของเราในปัจจุบัน เป็นอย่างไร โดยผมคงจะไม่เทียบ สภาพวิชาการของเราเองในระหว่างสองเวลาที่ต่างกัน เพราะเป็นที่แน่นอนว่า ถ้าเทียบอย่างนั้น นักวิชาการของเราในปัจจุบันคงจะมีความรู้มากกว่านักวิชาการในสมัยรัชกาลที่ ๕ อย่างแน่นอน เนื่องจากนักวิชาการของเราในปัจจุบันไปเรียนต่างประเทศมากกว่า มีหนังสือตำราอ่านมากกว่า มีวิธีการที่จะหาความรู้ได้มากกว่า แต่ผมจะเทียบมาตรฐานวิชาการของนักวิชาการของเรากับต่างประเทศในระยะเดียวกัน เพื่อดู “ความห่าง”ระหว่างมาตรฐานความรู้ของประเทศที่พัฒนาแล้ว กับมาตรฐานความรู้ของนักวิชาการของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นักกฎหมาย” ว่า ช่องห่างระหว่างมาตรฐานความรู้ดังกล่าวนี้ของนักวิชาการในสมัยรัชกาลที ๕ กับ นักวิชาการในพ.ศ. ๒๕๕๑ ที่เป็นเวลาต่างกัน ๑๕๐ ปีนี้ จะห่างกว้างมากขึ้นหรือลดลง

 

เราทราบแล้วว่า ในปลายศตวรรษที่ ๑๘ ประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นมี “ปัญหา”ในยุคที่ประเทศมหาอำนาจตะวันตกมีนโยบายตามลัทธิขยายอาณานิคม มาคล้าย ๆ กัน และประเทศในทวีปเอเชียตะวันออกที่สามารถรักษาเอกราชไว้ได้ในยุคนั้น ก็มีเพียง ๒ ประเทศเท่านั้น คือประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น ; ในวันนี้ ผมจะขอนำ “ผลสำเร็จ”ของการแก้ปัญหาของประเทศญี่ปุ่นกับของประเทศไทย มาเปรียบเทียบให้ท่านดูความแตกต่างอย่างสั้น ๆ และแน่นอนครับ ความแตกต่างของผลสำเร็จนั้น เกิดจาก “ความรู้”และ”พฤติกรรม”ของ Elite ของประเทศ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ “คุณภาพ”ของ Elite นั่นเอง 

 

สมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นตรงกับสมัยจักรพรรดิญี่ปุ่น พระเจ้ามัตสุฮิโต – Mutsuhito ซึ่งเวลาการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์เกือบจะตรงกัน คือ ห่างกันเพียง ๑ ปี และระยะเวลาหรือความยาวในการครองราชย์ก็ใกล้เคียงกัน คือ รัชกาลที่ ๕ ของเราครองราชย์อยู่ ๔๒ ปี พระเจ้ามัตสุฮิโตครองราชย์ ๔๔ ปี ; รัชกาลที่ ๕ ของเราขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุได้ ๑๕ พรรษา จักรพรรดิญี่ปุ่นขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา เกือบเหมือนกันเช่นเดียวกัน โดยรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ ของเรา จาก ค.ศ.๑๘๖๙ ถึง ๑๙๑๑ และรัชสมัยของจักรพรรดิญี่ปุ่น จาก ค.ศ. ๑๘๖๘ ถึง ๑๙๑๒ ; ต่อไปนี้ เราลองมาดูว่า “ผลงาน” ในรัชสมัยของกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่สองพระองค์ว่าเป็นอย่างไร 

 

แต่ก่อนอื่น อย่าลืมนะครับว่า ในคุณสมบัติส่วนพระองค์แล้ว จักรพรรดิของญี่ปุ่นแล้ว มีข้อเสียเปรียบอย่างมากเมื่อเทียบกับรัชกาลที่ ๕ ของเรา ; รัชกาลที่ ๕ ของเราเรียนรู้ภาษาอังกฤษและการบริหารราชการแผ่นดินมาก่อนที่จะขึ้นครองราชย์ อันเนื่องมาจาก รัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นพระราชบิดาได้ทรงติดต่อกับต่างประเทศ และทรงรู้ปัญหาของประเทศไทยในระยะนั้นเป็นอย่างดี ; ตามความเห็นส่วนตัวของผม รัชกาลที่ ๔ พระองค์ท่านทรงเป็น “มหาราช” รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงถ่ายทอดประสบการณ์ของพระองค์ท่านให้แก่พระราชโอรสพระราชธิดา ฯลฯ แต่ตามประวัติศาสตร์ราชวงศ์ของญี่ปุ่น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเหล่านี้ ; แต่ “อะไร”ล่ะครับ ที่ทำให้ผลงานการบริหารประเทศในช่วงรัชสมัยของกษัตริย์ทั้งสองพระองค์นี้ ต่างกันอย่างมากมาย 

 

โปรดดู “ผลงาน”ของญี่ปุ่นในรัชสมัยของพระเจ้ามัตสุฮิโต เทียบกับรัชสมัยของรัชกาล ที่ ๕ ของเรา นะครับ โดยผมจะเทียบไว้ ๓ หัวข้อ คือ การเลิกซามูไรกับการเลิกทาส การพระราชทานรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน

 

พระเจ้ามัตสุฮิโตเมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว ได้เรียกรัชสมัยของพระองค์ท่านว่า เป็นสมัยเมจิ – enlightened rule แปลว่า “รัชสมัยแห่งความรุ่งโรจน์” หรือ “รัชสมัยแห่งปัญญา”

 

การเลิกซามูไรของญี่ปุ่น เทียบกับการเลิกทาสของประเทศไทย กษัตริย์เมจิของญี่ปุ่นใช้เวลา ๙ ปีในการเลิกซามูไร โดยซามูไรเป็นประเพณีของญี่ปุ่นมานานประมาณ ๒๕๐ ปี แต่การเลิกทาสของประเทศไทย ใช้เวลา ๓๐ ปี 

 

ผมคิดว่า เมื่อไม่นานมานี้ หลายท่านคงจะดูภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai มาแล้ว ภาพยนตร์ดังกล่าว เป็นเรื่องราวหลังจากที่ซามูไรในแคว้นต่าง ๆ ร่วมกันปฏิรูปประเทศญี่ปุ่นแล้ว แต่มีซามูไรในแคว้นหนึ่งที่ไม่ยอมเลิกระบบซามูไรและสิทธิพิเศษของซามูไร โดยเห็นว่า ซามูไรเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ควรรักษาไว้ แต่ถูกซามูไรกลุ่มอื่นที่เห็นว่าถ้าญี่ปุ่นจะปฏิรูปประเทศ ก็ต้องทำให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด อะไรที่เป็นอุปสรรคของการปฏิรูปประเทศ ก็ควรยกเลิกให้หมด ; ภาพยนตร์ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องราวของทหารรัฐบาลญี่ปุ่นยกกำลังไปปราบกลุ่มซามูไรที่ไม่ยอมทำตามกฎหมายที่ออกมายกเลิกระบบซามูไร ทั้งที่ซามูไรที่เป็นกบฎนั้น ยังมีความจงรักภักดีกับจักรพรรดิ แต่ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายยกเลิกซามูไร 

 

การพระราชทานรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น เทียบกับของไทย ต่อมาอีก ๑๔ ปีนับตั้งแต่ครองราชย์ย์ คือ ในปี ค.ศ. ๑๘๘๑ จักรพรรดิเมจิประกาศว่า จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ as a gift เป็นของขวัญแก่ประชาชน และญี่ปุ่นใช้เวลายกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ๘ ปี ญี่ปุนประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก ในปี ค.ศ. ๑๘๘๙ กล่าวคือ นับเวลารวมทั้งหมด ตั้งแต่จักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. ๑๘๖๘ จนถึงเวลาที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ญี่ปุ่นใช้เวลา ๒๓ ปี 

 

สำหรับประเทศไทย รัชกาลที่ ๕ ขึ้นครองราชย์ ในปี ค.ศ. ๑๘๖๙ จนถึงเวลาที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกในปีพศ. ๒๔๗๕ หรือ ค.ศ.๑๙๓๒ ประเทศไทยใช้เวลา ๖๓ปี ต่างกันถึง ๔๐ ปี ; ปัญหาที่นักกฎหมายหรือนักประศาสตร์ของเรา จะต้อง “คิด”และศึกษา ก็คือ เพราะเหตุใด

 

การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินของญี่ปุ่น เทียบกับของไทย ผมคงจะไม่พูดในรายละเอียดว่า ประเทศญี่ปุ่นในสมัยรัชกาลจักรพรรดิเมจิทำอะไรบ้างและทำอย่างไร และประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทำอะไรบ้างและทำอย่างไร ; ผมคิดว่าเราลองมาดู “ผลสำเร็จ”ที่เกิดขึ้นจริงจากการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นหลักฐานที่เห็นได้จริงและพิศูจน์ได้ และถ้าเราคนไทยมี “เวลา”ว่างพอที่จะย้อนกลับไปพิจารณาถึง “สาเหตุ”ของความแตกต่างกันระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น เราคนไทยก็จะพบสิ่งที่เราควรจะรู้ แต่ไม่รู้อีกมาก 

 

ในปี ค.ศ. ๑๘๗๖ อันเป็นปีที่ ๘ หลังจากจักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. ๑๘๖๘ ญี่ปุ่นสามารถสร้างกองทัพเรือที่สามารถไปปิดเมืองท่าของประเทศเกาหลี ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของจีน ให้เปิดทำการค้ากับตน ; เหมือนกับที่นายพลเรือเพอร์รี่ของสหรัฐอเมริกาทำกับตนเอง เมื่อ ค.ศ. ๑๘๕๓ ห่างกันเพียง ๒๓ ปี

 

ในปี ค.ศ. ๑๘๙๔ อันเป็นปีที่ ๒๖ หลังจากจักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์ ญี่ปุ่นทำสงครามกับประเทศจีน เพื่อขยายดินแดนครอบคลุมเกาหลี ประเทศญี่ปุ่นชนะจีนภายในเวลา ๙ เดือน ซึ่งเป็นที่ประหลาดใจของประเทศมหาอำนาจตะวันตกเป็นอย่างมาก และจีนจำต้องสละอิทธิพลเหนือประเทศเกาหลี และยกเกาะไต้หวันให้ประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งการชดใช้เงินเป็นค่าปฏิกรรมสงคราม

 

ในปี ค.ศ. ๑๘๙๙ อันเป็นปีที่ ๓๑ หลังจากจักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์ ประเทศญี่ปุ่นปลดสนธิสัญญาสภาพนอกอาณาเขต – extraterritoriality กับประเทศมหาอำนาจทั้งหมด

 

ในปี ค.ศ. ๑๙๐๔ -๑๙๐๕ อันเป็นปีที่ ๓๖ – ๓๗ หลังจากจักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์ ญี่ปุ่นทำสงครามกับประเทศรัสเซีย และรบชนะรัสเซีย โดยทำลายกองทัพเรือของรัสเซียทั้งกองทัพ นายพลเรือของรัสเซีย ๓คนถูกจับและทหารเรือรัสเซียถูกจับเป็นเชลยกว่า ๗๐๐๐คน และเสียชีวิตกว่า ๔๐๐๐คน และประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาต้องเข้ามาเป็นคนกลางในการเจรจาสงบศึก 

 

ในปี ค.ศ. ๑๙๑๒ อันเป็นปีที่ ๔๔ หรือปิสุดท้ายของจักรพรรดิเมจิ หรือพระเจ้ามัตสุฮิโตสิ้นพระชนม์ ประเทศญี่ปุ่นได้รับการยอมรับว่าเป็น “ประเทศมหาอำนาจ” เท่าเทียมกันสหรัฐอเมริกาและประเทศมหาอำนาจตะวันตก และอาณาเขตของประเทศญี่ปุ่นทางไต้จะลงมาถึงเกาะไต้หวัน และทางตะวันตกครอบคลุมประเทศเกาหลี

 

สำหรับประเทศไทย ผมคงไม่สรุป เพราะท่านในฐานะที่เป็นคนไทยคงทราบดีอยู่แล้วว่า ผลสำเร็จของประเทศไทยในสมัยรัชการที่ ๕ เป็นอย่างไร และในปี ค.ศ. ๑๙๑๑ อันเป็นปีที่ ๔๒ หรือปีสุดท้ายของรัชกาลที่ ๕ ประเทศไทยเราเป็นอย่างไร

 

ต่อไปนี้ ผมคิดว่า เราลองมาทบทวนเหตุการณ์บางเหตุการณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับวงการกฎหมาย เพื่อดู “เหตุผล”ว่า เพราะเหตุใด ประเทศไทยจึงพัฒนาได้ช้ากว่าประเทศญี่ปุ่นมาก

 

รัชกาลที่ ๕ พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต ในปี ค.ศ. ๑๙๑๑ หรือ พ.ศ. ๒๔๕๓ โดยมีพระชนมายุ ๕๗ พรรษา แต่ก่อนที่พระองค์ท่านจะเสด็จสวรรคต ๓ เดือน พระองค์ท่านได้มีพระราชดำรัสปรารภกับราชอำมาตย์ว่า อีก ๓ ปีเมื่อพระองค์ท่านมีพระชนมายุ ๖๐ พรรษา พระองค์ท่านจะสละราชสมบัติและจะให้รัชกาลที่ ๖ พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ประชาชนคนไทย แต่บังเอิญพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ก่อน คนไทยก็เลยไม่ได้รัฐธรรมนูญ และต้องรอมาจนถึงรัชกาลที่ ๗ และเรามีรัฐธรรมนูญฉบับแรก ใน ปีพ.ศ. ๒๔๗๕ หรือ ค.ศ. ๑๙๓๒

 

ผมได้เรียนให้ท่านแล้วว่า คุณสมบัติส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ ๕ นั้น ทรงมีคุณสมบัติที่ได้เปรียบกว่าจักรพรรดิญี่ปุ่นอยู่หลายประการ แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทย ที่ประเทศญี่ปุ่นมีแต่ประเทศไทยไม่มี ก็คือ “คุณภาพและความรู้ ของ Elite” 

 

ท่านลองดูประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นดังต่อไปนี้นะครับ ในปี ค.ศ. ๑๘๕๓ ขณะที่นายพลเรือเพอร์รี่ นำกองเรือรบอเมริกันเข้ามาข่มขู่ประเทศญี่ปุ่นให้เปิดประเทศในทางการค้านั้น ญี่ปุ่นอยู่ในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิโคเมอิ พระราชบิดาของจักรพรรดิมัตสุฮิโต และในระยะนั้น ญี่ปุ่นอยู่ในระบบโชกุน ซึ่งโชกุนจะผู้ใช้อำนาจแทนจักรพรรดิทั้งหมด ซึ่งผมขอแปลระบบโชกุนว่า เป็นระบบผู้สำเร็จราชการผู้มีอำนาจเต็ม plenipotentiary regent 

 

ในขณะที่นายพลเรือเพอร์รี่เข้ามา โชกุนที่ใช้อำนาจแทนจักรพรรดิ์ได้แก่ โชกุน ตระกูลโตกุกาว่า และดังนั้น การทำสัญญาระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่น ก็คือ การทำสัญญาระหว่างนายพลเพอรี่กับโชกุนนั้นเอง ; ตระกูลโตกุกาว่านี้ มีอำนาจครองตำแหน่งเป็นโชกุนต่อเนื่องกันมา ๒๕๐ ปีแล้ว ; ในระบบโชกุนของญี่ปุ่น ก็จะมีหัวหน้ารองลงไปในภูมิภาค เรียกว่า “ไดเมียว” โดยไดเมียวส่วนใหญ่จะอยู่ไต้อาณัติของโชกุน แต่ไดเมียวบางคนก็วางตัวเป็นอิสระ ; ไดเมียวคนสำคัญ ๔ – ๕ ไม่พอใจและไม่เห็นด้วยที่โชกุนโตกุกาว่า เจรจาทำสัญญากับสหรัฐอเมริกา และไม่แน่ใจว่าโชกุนทำสัญญาเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือของประเทศญี่ปุ่น 

 

พวกไดเมียว ๔ – ๕ นี้ จึงพร้อมใจกันปลดโชกุนโตกุกาวาและปฏิวัติยกเลิกระบบโชกุน เอาอำนาจคืนให้จักรพรรดิ ซึ่งพอดีกับจักรพรรดโคเมอิเสด็จสวรรคต พระเจ้ามัตสุฮิโตพระราชโอรส จึงเป็นจักรพรรดิแทนเมื่อมีพระชนมายุเพียง ๑๖ พรรษา

 

ความแตกต่างของ “การปฏิรูปประเทศ”ของประเทศญี่ปุ่น กับของประเทศไทยอยู่ตรงนี้ครับ ประการแรก ก็คือ การปฏิรูปประเทศของประเทศญี่ปุ่นเป็นเจตจำนงร่วมกันขององค์พระจักรพรรดิกับบรรดา Elite ของสังคม ; โดยบรรดาไดเมียวที่มองเห็น “ปัญหาของประเทศ” ในภาวะที่ต้องเผชิญกับพลังอำนาจของประเทศมหาอำนาจ และพร้อมใจกันยกฐานะและมอบอำนาจให้องค์จักรพรรดิเมจิ เป็นศูนย์รวมของการปฏิรูปประเทศ ; ซึ่งแตกต่างกับประเทศไทย การปฏิรูปประเทศของประเทศไทยมาจากพระราชอัจฉริยะของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว และ Elite ของสังคมไทยไม่มีเจตจำนงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่จะปฏิรูปประเทศ 

 

ประการที่สอง ซึ่งสำคัญยิ่งกว่าเหตุประการแรก ก็คือ Elite ของสังคมญี่ปุ่น มีความเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม กล่าวคือ หลังจากที่กลุ่มไดเมียวได้ร่วมใจกันให้จักรพรรดิเป็นศูนย์รวมแห่งอำนาจแล้ว บรรดาไดเมียวทั้งหลายได้พร้อมใจตกกันลงถวายที่ดิน สิทธิ และรายชื่อทะเบียนประชาชนที่เคยเป็นของตน คืนให้จักรพรรดิ์ทั้งหมด ซึ่งได้ทำเสร็จสิ้นภายใน ๒ ปี นับแต่การสถาปนาองค์จักรพรรดิ ; นี่คือ ความแตกต่างประการสอง คือ “คุณภาพ”ของ Elite ของญี่ปุ่นนี้ ดูเหมือนว่า จะไม่มีใน Elite ของสังคมไทยในปัจจุบัน

 

และประการที่สาม Elite ของญี่ปุ่นซึ่งไม่มี “ความรู้”ในระยะนั้น ได้รู้จักตนเองว่าไม่มีความรู้ และตั้งใจจะแสวงหาความรู้และเทคโนโลยี่จากประเทศมหาอำนาจตะวันตก อย่างมีระบบและไม่ชิงดีชิงเด่นระหว่างกัน ; ญี่ปุ่นส่งคณะออกไปศึกษาดูงาน และจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเข้ามาทำงานในด้านต่างๆ อย่างมีแผนงาน ; จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ เขียนไว้ว่า แผนการพัฒนาประเทศเพื่อตามให้ทันประเทศมหาอำนาจในด้านต่าง ๆ รวมกันเป็นเอกสาร ถึง ๕ เล่มใหญ่

 

ในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาระบบสถาบันการเมืองและการปฎิรูประบบบริหารราชการ ปรากฎว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่ง คณะ Elite รุ่นใหม่ที่รับผิดชอบการบริหารประเทศ ออกไปศึกษารูปแบบของการจัดระบบสถาบันการเมืองและการจัดหน่วยงานการบริหารราชการของรัฐ ในประเทศมหาอำนาจอย่างละเอียด โดยเดินทางไปทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆยุโรป รวม ๑๒ ประเทศ และใช้เวลาของการเดินทางไปศึกษาในเที่ยวนั้น เกือบ ๓ ปี

 

จากเอกสารที่ผมได้อ่านๆ มา ผมเองก็รู้สึกแปลกใจว่า Elite ของญี่ปุ่นเป็นชาติที่ขวนขวายหาความรู้และมีวิธีคิดในการทำงานอย่างคาดไม่ถึง ทั้งที่เป็นเวลากว่า ๑๐๐ ปีมาแล้ว ตัวอย่างเช่น Dicey ศาสตราจารย์กฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีชื่อเสียงของอังกฤษที่ตำรารัฐธรรมนูญของไทยในปัจจุบันอ้างอิงกันอยู่ในปัจจุบัน และคนไทยรู้จัก Dicey บ้าง ไม่รู้จักบ้าง แต่ปรากฎว่า คณะทำงานที่ญึ่ปุ่นส่งไปศึกษาเรื่องรัฐธรรมนูญนี้ได้ไปพบตัวจริงและไปสัมภาษณ์ Dicey ด้วยตัวเอง 

 

สิ่งที่ผมแปลกใจอย่างยิ่ง ก็คือ สิ่งที่ผมนำมาเขียนไว้ในบทความของผมที่กำลังเขียนลง web อยู่ในขณะนี้ ในปีพ.ศ. ๒๕๕๑ และยังเขียนไม่จบ ว่า การพัฒนาประเทศของประเทศในยุโรปทั้งหมดในระยะต้นของ constitutionalismนั้น ไม่ว่าจะเป็นเยอรมันนี สวีเดน ฮอลแลนด์ ต่างก็ใช้รัฐธรรมนูญ ที่มี “รูปแบบ”ที่กำหนดให้ อำนาจบริหารเป็นของกษัตริย์และกษัตริย์ทรงใช้อำนาจนี้ด้วยพระองค์เอง และให้อำนาจนิติบัญญัติ เป็นของสภาผู้แทนที่เลือกตั้งมาโดยประชาชน และผมได้วิจารณ์ไว้ว่า รูปแบบรัฐธรรมนูญแบบนี้ ไม่มีสอนอยู่ในตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทยแม้เต่เล่มเดียว ซึ่งทำให้นักศึกษากฎหมาย(ไทย)ในมหาวิทยาลัยของไทยไม่มีประสบการณ์และไม่มีความรู้เกี่ยวกับ “วิวัฒนาการของรูปแบบระบบสถาบันการเมืองในรัฐธรรมนูญ” และดังนั้น นักศึกษากฎหมายในมหาวิทยาลัยของเรา จึงขาด”พื้นฐานความรู้” สำหรับการคิดปรับเปลี่ยน – rationalize รูปแบบของรัฐธรรมนูญ หรือ form of government เมื่อประเทศไทยมีปัญหา

 

ท่านเชื่อหรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญรูปแบบนี้ มีปรากฎอยู่ในแผนปฏิรูปการเมืองของญี่ปุ่นตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๘๙ แล้ว กล่าวคือ Elite ของญี่ปุ่นศึกษาและนำ “รูปแบบ”รัฐธรรมนูญของประเทศมหาอำนาจต่าง ๆมาเปรียบเทียบกัน มานานกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว ในขณะที่เขาทำการปฏิรูปประเทศและจะเขียนรัฐธรรมนูญ ; ซึ่งผิดกับนักกฎหมายและนักวิชาการของคนไทย เพราะในปัจจุบันนี้ ปี ค.ศ. ๒๐๐๘ นักศึกษากฎหมายของไทยยังไม่รู้เลยว่า ในโลกนี้ เคยมีรูปแบบของรัฐธรรมนูญที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ “อำนาจบริหาร”ได้โดยตรง เพราะ อาจารย์ของเราไม่เคยสอน และตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของเราไม่ได้กล่าวถึง 

 

ท่านเชื่อหรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นฉบับแรก ค.ศ. ๑๘๘๙ ไม่ได้เขียนขึ้นตามแนวทางรัฐธรรมนูญของอังกฤษ ตามที่เราเรียนกันอยู่ทุกวันนี้ ; ในคราวนั้น คณะทำงานของญี่ปุ่นได้เดินทางออกไปพบศาสตราจารย์กฎหมายรัฐธรรมนูญในหลายประเทศ รวมทั้งศาสตราจารย์กฎหมายรัฐธรรมนูญของเยอรมันนี ซึ่งในขณะนั้น คือประเทศปรัสเซีย และเท่าที่จำได้ ดูเหมือนว่าคณะทำงานของประเทศญี่ปุ่นได้พบกับ บิสมาร์ค ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศปรัสเซียในขณะนั้นด้วย 

 

ท่านทราบหรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศญี่ปุ่นได้เขียนตามแนวทางรัฐธรรมนูญของประเทศปรัสเซีย โดยไม่ใด้ใช้ตามแนวทางรัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษที่นักวิชาการไทยอ้างและสอนกันมาอย่างผิด ๆ ; รัฐธรรมนูญของปรัสเซีย ใช้ “รูปแบบ”ของรัฐธรรมนูญที่ผมกล่าวมาแล้ว คือ กษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจบริหารได้โดยตรงแม้ว่าจะต้องมีการรับสนองพระบรมราชโองการโดยรัฐมนตรีที่กษัตริย์ทรงแต่งตั้งเองก็ตาม 

 

การที่ Elite ของญี่ปุ่นในขณะนั้น เลือกใช้รัฐธรรมนูญรูปแบบดังกล่าวนี้ก็ไม่ผิดพลาด เพราะเป็นรูปแบบรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้สถาบันกษัตริย์และ Eliteของญี่ปุ่น ร่วมกันคิดร่วมกันทำงาน ภายไต้บารมีของสถาบันกษัตริย์อันเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไปได้ และประเทศญี่ปุ่นก็ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูง ; ซึ่งแตกต่างกับประเทศไทยเรา นักกฎหมายและนักวิชาการเรา รู้จักแต่รูปแบบรัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษที่สอนต่อ ๆ กันมา และไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า รัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษมีวิวัฒนาการมาอย่างไร และใช้เวลาในการวิวัฒนาการมานานแค่ไหน 

 

ผมเข้าใจว่า เมื่อผมเขียนบทความเรื่อง constitutionalism เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ หรือ ค.ศ. ๑๙๙๔ คือ เมื่อ ๑๔ ปีที่แล้ว ผมได้นำ “รูปแบบ”ของรัฐธรรมนูญที่มีระบบสถาบันการเมือง หรือ form of government ต่าง ๆ มาเรียงลำดับไว้ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ และในจำนวนนั้น ผมได้นำรูปแบบของ ระบบรัฐสภา – parliamentary system ที่กษัตริย์เป็นผู้ทรงใช้ “อำนาจบริหาร”โดยตรงมาเขียนไว้ด้วย ; และผมเชื่อว่า บทความของผมเป็นเอกสารฉบับแรกของประเทศไทยที่กล่าวถึงรัฐธรรมนูญรูปแบบนี้ เพราะก่อนหน้านั้น ตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา จะสอนเพียงว่า อำนาจอธิปไตยแยกเป็น ๓ อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ และพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการทางศาล 

 

ขอให้ท่านลองทบทวนความจำของท่านดูก็ได้ว่า ข้อความของหนังสือตำรารัฐธรรมนูญของเราที่ผมกล่าวมาข้างต้นนี้ ยังก้องอยู่ในความคิดของท่านแม้ในขณะนี้ หรือไม่

 

Elite ของญี่ปุ่น เขารู้เรื่องรูปแบบของรัฐธรรมนูญ – form of government ต่าง ๆ ตามกฎหมายเปรียบเทียบ มาก่อน Elite ของเรากว่า ๑๐๐ ปี แล้วเขาเลือกรูปแบบระบบสถาบันการเมืองที่จะทำให้เขาพัฒนาประเทศได้โดยเร็วที่สุด ; จริงอยู่ในขณะนี้ อาจจะเป็นการช้าเกินไป ที่จะนำรูปแบบหรือระบบเดิม ๆ ของรัฐธรรมนูญมาใช้ เพราะในเวลากว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาสภาพสังคมและสภาพการเมืองระหว่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ; แต่ที่ผมนำมาพูดในที่นี้ ก็เพื่อเป็น”ตัวอย่าง”ว่า ก่อนที่เราจะทำอะไร เราต้องหา”ความรู้”ก่อน ; และก็เป็นที่น่าเสียใจ ที่จะต้องเรียนให้ท่านทราบว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเราใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ หรือ ค.ศ. ๒๐๐๗ ซึ่งห่างจากการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศญี่ปุ่น ปี ค.ศ. ๑๘๘๙ เป็นเวลานานถึง ๑๑๘ ปี แต่เรายังไม่มี “นักกฎหมาย”และ”นักวิชาการ”ของประเทศไทยแม้เต่คนเดียว ที่พูดเอ่ยถึง ประเด็นเรื่อง form of government ในการร่างรัฐธรรมนูญ ; และ นี่คือ “คุณภาพ” ของ Elite ประเภทนักกฎหมายและนักวิชาการ ของสังคมไทยในปัจจุบัน ค.ศ. ๒๐๐๘

 

“ความห่าง”ระหว่างมาตรฐานความรู้ของประเทศที่พัฒนาแล้วกับมาตรฐานความรู้ของ'”นักกฎหมาย” และ “นักวิชาการ” ของเราในปัจจุบัน ดูจะกว้างมากขึ้น เมื่อเทียบกับ สมัยรัชกาลที ๕ (?)

 

ผมขอย้อนไปใน ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ของเราสักเล็กน้อย ซึ่งผมเห็นว่า เป็นความผิดพลาดครั้งแรก ในการเขียนรัฐธรรมนูญของเรา ; ผมคิดว่า รูปแบบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นรูปแบบที่ผิด ; รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๗๕ นี้ ผมหมายถึง รัฐธรรมนูญฉบับที่สองของประเทศไทย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย คือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่ใช้บังคับอยู่เพียง ๖ เดือนก็ถูกยกเลิกไป ; รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๗๕ ฉบับที่สองนี้ เป็นรูปแบบที่คณะราษฎร์ปฏิเสธพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์โดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ไม่ใช้รูปแบบของระบบรัฐสภา -parliamentary system ในยุคแรก ๆ ของประเทศในภาคพื้นยุโรปหรือ ไม่ได้ตามอย่างรัฐธรรมนูญของประเทศญี่ปุ่น ปี ค.ศ.๑๘๘๙ หรือ พ.ศ. ๒๔๓๒ ซึ่งจะเป็นรูปแบบที่เปิด “โอกาส”ให้มีความร่วมมือระหว่างสถาบันกษัตริย์และ Elite รุ่นใหม่ และทำให้มีการใช้ทรัพยากรบุคคลของประเทศอย่างเต็มที่และเหมาะสม ;และนอกจากนั้น ถ้าจะพิจารณากันจริง ๆ แล้ว รูปแบบระบบรัฐสภาในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๗๕ ของเรา ก็มิใช่ว่าจะเป็นรูปแบบระบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษ

 

เนื่องจากการเริ่มต้นครั้งแรกที่ผิด ๆในรูปแบบของ “ระบบรัฐสภา” ที่ถูกบิดเบือน ดังนั้น ในเวลาต่อมา รูปแบบรัฐธรรมนูญที่ผิด ๆ ของเรา จึงได้ทำให้เกิดการแย่งชิง “อำนาจรัฐ” ระหว่างกลุ่มทหารกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ; “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง”ก็อ้างสิทธิอันชอบธรรมในการเข้ามาใช้อำนาจรัฐ และเมื่อได้อำนาจมาแล้ว ก็ใช้อำนาจในการแสวงหาประโยขน์ส่วนตัวและทำการทุจริดคอร์รัปชั่นจากทรัพยากรของส่วนรวม และในทางกลับกัน ก็เป็นโอกาสของ “กลุ่มทหาร” ที่จะก้าวเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศเมื่อการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั่วไป 

 

“การแก่งแย่งอำนาจรัฐ”ในระบบรัฐสภา ระหว่างกลุ่ม Elite สองฝ่าย ได้ต่อเนื่องกันมาเป็น เวลาถึง ๖๕ ปี คือ นับจากปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๕ หลังพฤษภาทมิฬ ซึ่งในระหว่างนั้น ประเทศไทยไม่มี “โอกาส”ที่จะพัฒนากฎหมายที่เป็นระบบบริหารพื้นฐานของประเทศแต่อย่างใด; “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง” ก็จะออกกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง ซึ่งก็คือ การเพิ่ม “โอกาส”ในการทุจริดคอร์รัปชั่นให้มากขึ้นและง่ายขึ้นโดยจะได้ไม่ต้องมี”ใบเสร็จ”ให้เห็น ; และนักกฎหมายและนักวิชาการก็เป็นฝักเป็นฝ่าย เข้าเล่นการกับ Elite กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสองกลุ่ม เพื่อแสวงหาประโยชน์ แสวงหาตำแหน่งและความก้าวหน้าให้กับตนเอง และไม่สนใจที่จะหา “ความรู้” ; ประเทศไทยเสียเวลาพัฒนาประเทศไปถึง ๖๕ ปี เพราะการเลือกรูปแบบรัฐธรรมนูญที่ผิดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕

 

ความผิดพลาดครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ หลังพฤษภาทมิฬ ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงกว่าความผิดพลาดครั้งแรก ; ความผิดพลาดของสังคมไทยครั้งนี้ เกิดจากพฤติกรรมของ Elile ของสังคมไทย ๒ กลุ่ม คือ “ความเห็นแก่ตัว” ของ Elite ประเภทที่เป็นนายทุนธุรกิจและเป็นนักการเมือง ที่ต้องการเข้ามาผูกขาดการใช้ “อำนาจรัฐ” ด้วยการเลือกตั้งในขณะที่สภาพสังคมไทยมีความอ่อนแอ และ “ความไม่ฉลาด” และความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ของ Elite ประเภทที่เป็นนักกฎหมายและนักวิชาการของไทย

 

Elite ทั้งสองประเภทนี้ ได้ช่วยกันเขียนรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประเทศไทยมีรูปแบบของรัฐธรรมนูญ – form of government ที่ไม่เหมือนกับรัฐธรรมนูญประเทศใด ๆ ในโลก คือ เป็นรัฐธรรมนูญประเทศเดียวในโลก ที่สร้าง “ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ซึ่งหมายความว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ “การเมือง”เป็น”ธุรกิจ” กล่าวคือ ถ้านายทุนธุรกิจรวมกลุ่มกันตั้งพรรคการเมืองและร่วมทุนกันออกเงินให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งไปทำการเลือกตั้งในสภาพที่สังคมไทยมีความอ่อนแอ ; และถ้านายทุนธุรกิจที่รวมทุนกันนั้น สามารถทำให้ ส.ส.ในสังกัดหรือในอาณัติของตนมีจำนวนมากพอและเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นพรรคเดียวกันหรือหลายพรรคตกลงร่วมกัน นายทุนธุรกิจกลุ่มนั้น ก็เอา “อำนาจรัฐ”ไป ทั้งในการบริหารเป็นรัฐบาล และในการออกกฎหมายในสภานิติบัญญัติ

 

“ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” นี้ เริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๕ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๓๔ หลังพฤษภาทมิฬ และระบบนี้ได้ใช้ ต่อเนื่องกันมา ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ และ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามลำดับ ; ความเลวร้าย – vice ของระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ มีอย่างไร ผมคงไม่ต้องนำมากล่าวในที่นี้ เพราะท่านอาจหาอ่านได้จากหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นประจำได้ทุกวันในขณะนี้

 

ปัญหาของคนไทย ก็คือ เราจะหลุดพ้นจากระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองของนายทุนธุรกิจ ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ได้อย่างไร เพราะพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจที่ผูกขาดอำนาจอยู่ในขณะนี้ ย่อมไม่ยอมแก้ไขระบบนี้ในรัฐธรรมนูญ และตามสภาพในปัจจุบัน สังคมไทยเองยังมีความอ่อนแอและขาดประสบการทางการเมือง คนส่วนใหญ่ของประเทศยังยากจนต้องทำมาหากิน และมีความจำเป็นต้องมองผลประโยชน์ของตนเองระยะสั้น จนไม่มีเวลาพอที่จะคิดถึงปัญหาระยะยาวของประเทศ ; แล้ว ใครจะมาเป็นผู้แก้ปัญหาให้คนไทย (?) ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ

 

ประเด็นที่ ๒ คือ เรื่องกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย ; เรื่องนี้เป็นเรื่อง”ยาก”และเป็นเรื่อง”ใหญ่” ; ที่ผมเอามาพูดในที่นี้ ก็เพื่อเปรียบเทียบกับกรณีของศาล le Parlement ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเรื่องของ “นักกฎหมาย”เหมือนกัน เพราะ ผมได้เรียนให้ท่านทราบแล้วว่า ตุลาการ parlementaires ของศาล le Parlement ของประเทศฝรั่งเศส ได้เคยเป็นสาเหตุอันสำคัญของการล้มเหลวในการแก้ “ปัญหาการเมือง”ของประเทศฝรั่งเศส จนกระทั่งได้กลายเป็นเหตุการณ์รุนแรงในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ ; ผมคิดว่า ในปัจจุบันสภาพกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเราในหลาย ๆ กรณี ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง และความล้มเหลวในการดำเนินคดีได้เป็นสาเหตุสำคัญของความล้มเหลวในการแก้ปัญหาทางการเมืองของประเทศไทย

 

ประเทศไทยมีคดีฟ้องร้องกลับไปกลับมาระหว่างคู่ความเป็นจำนวนมาก มีการกลับคำให้การในระหว่างการสอบสวนและในการพิจารณาคดีในศาลโดยไม่ปรากฎว่ามีการดำเนินคดีฐานให้การเท็จ มีการฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ จนยากที่จะแยกได้ว่าเป็นการฟ้องโดยสุจริตใจ หรือเป็นการฟ้องเพื่อข่มขู่เจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการโดยสุจริต ทั้งนี้โดยไม่พูดถึงความล่าช้าในการสอบสวนและในการดำเนินคดี และความคั่งค้างของคดีจำนวนมาก ; ข้อเท็จจริงต่าง ๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึง “ความผิดปกติ”ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเรา ; และเหตุการณ์เช่นนี้ ผมไม่ค่อยพบในประเทศอื่น

 

การที่ผมใช้คำว่า “กฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา” ก็เพราะผมอยากให้มีความหมายอย่างกว้าง คือ ผมตั้งใจให้มีความหมายรวม ทั้งกฎหมายที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา หรือกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการตำรวจ ข้าราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ อัยการ ผู้พากษา และรวมไปถึงกฎหมายสารบัญญัติในทางอาญา ที่เกี่ยวกับ “อำนาจฟ้อง”ในความผิดอันยอมความและในความผิดต่อรัฐตามประมวลกฎหมายอาญา 

 

กล่าวโดยทั่ว ๆไป สาเหตุของ “ความผิดปกติ”ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเรา น่าจะมีได้หลายประการและหลากหลาย ผมเห็นว่า กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของเรา ดูจะแยกออกเป็น ๓ กระบวนการ มากกว่าที่จะเป็นหนึ่งกระบวนการยุติธรรม โดยขั้นตอนที่หนึ่งการสอบสวนเป็นของตำรวจ ขั้นตอนที่สองการสั่งคดีเป็นของอัยการ และขั้นตอนสุดท้ายการพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นของศาล โดยในแต่ละขั้นตอนมีลักษณะแยกเป็นอิสระจากกัน และไม่ประสานกัน ; และในกฎหมายว่าด้วยการระบบบริหารงานบุคคลก็เช่นเดียวกัน คือ เรามีกฎหมายว่าด้วยข้าราชการตำรวจ กฎหมายว่าข้าราชการฝ่ายอัยการ และกฎหมายว่าด้วยข้าราชการฝ่ายตุลาการ ฯลฯ ซึ่งมีสาระแยกเป็นเอกเทศและต่าง “รวมศูนย์”ในการบังคับบัญขาหรือการกำกับดูแล 

 

ในการดำเนินคดี ถ้าเรื่องยังไม่เสร็จจากการสอบสวนของพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นตำรวจ พนักงานอัยการก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ; พอมาถึงขั้นตอนการสั่งคดีหรือการสั่งฟ้องของอัยการ แม้พนักงานอัยการเห็นข้อบกพร่องของสำนวนและต้องการทำสำนวนให้สมบูรณ์ พนักงานอัยการจะทำการสอบสวนเพิ่มเติมเอง ก็ทำไม่ได้ ต้องส่งกลับไปให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม ; นอกจากนั้น เมื่อ ๓ ปีก่อน คือ ต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๗ เราก็มีพระราชบัญญัติว่าด้วย”ระบบการสอบสวนคดีพิเศษ” เพิ่มเติมขึ้นมาอีก โดยเรามีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คณะกรรมการคดีพิเศษ คณะกรรมการพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขึ้นในกระทรวงยุติธรรม ; ซึ่งดูเหมือนว่า เมื่อเรามี “ปัญหา”ในระบบปกติในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเรา และเรายังแก้ปัญหาไม่ได้หรือแก้ไม่เป็น ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม และเราก็เพิ่ม”ระบบพิเศษ”ขึ้นมา ซึ่งผมสงสัยว่า ในอนาคต ระบบสอบสวนคดีพิเศษนี้ อาจจะเพิ่ม “ปัญหาพิเศษ”ให้แก่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ให้มากขึ้นจากปัญหาที่เรามีอยู่เดิม

 

นอกจากนั้น ในหน้าหนังสือพิมพ์ขณะนี้ ก็ปรากฎข้อขัดแย้งในระหว่างเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม อยู่หลายกรณี เช่น กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอนี้ กำลังจะตั้งข้อกล่าวหาคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต.ว่า กระทำผิดกฎหมาย หรือ กรณีที่อัยการสูงสุดขัดแย้งกับ”คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ” หรือ คตส. ในเรื่อง “อำนาจฟ้องคดี”ในคดีสำคัญเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมือง ซึ่งผมเห็นว่า ข้อขัดแย้งนี้เป็น “ปรากฏการณ์”ที่ค่อนข้างแปลก คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมของเราขัดแย้งกันเอง แทนที่จะร่วมมือกันทำงาน เพื่อให้”จุดหมาย”ของกฎหมายบรรลุผล 

 

และยังมี “ประเด็น”ไปถึงกับว่า อัยการอาจมีอำนาจไปว่าความให้แก่”จำเลย” ที่เป็นหรือเคยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ถูกฟ้องโดย คตส.ในคดีทุจริตคอร์รัปชั่น ; ซึ่งในประเด็นนี้ มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “อัยการสูงสุด”ยังสงวนอำนาจตามกฎหมายที่จะพิจารณาว่า อัยการจะเป็นผู้ว่าคดีให้จำเลยดังกล่าวได้ ในเมื่อได้รับคำร้องขอจากจำเลย ; ซึ่งผมเห็นว่า เป็นเรื่องที่ยิ่งแปลกและยิ่งผิดปกติอย่างมาก

 

ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่า “กระบวนการยุติธรรมทางอาญา”ของเรา ควรจะเป็นอย่างไร และควรแก้ไขอย่างไร แต่ผมเห็นว่า “ความผิดปกติ”ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเราเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะเราได้ปล่อยปละละเลยให้กฎหมายเรื่องนี้เป็นไปตาม “กฎหมาย” ที่ข้าราชการที่เกี่ยวข้องแต่ละฝ่าย ต่างคนต่างเขียนและต่างคนต่างเสนอกฎหมายกันคนละที มานานแล้ว จนกระทั่งกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเราอยู่ในสภาพที่พิกลพิการ ; ผมคิดว่า การที่เราจะออกจาก “ปัญหาที่ผิดปกติ”ของ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเราได้ เราคงจะต้องมี “การวิจัย”ตามหลักวิชาการในแนวทางของนิติปรัชญายุคใหม่ คือ ต้องวิเคราะห์ในเชิงของสังคมวิทยาและกฎหมายเปรียบเทียบ ; เพราะเราจะคงต้องรู้ก่อนว่า ปัญหาของเราเกิดจากอะไร “รูปแบบ”ของระบบกฎหมายของประเทศที่พัฒนาแล้วมีกี่รูปแบบที่จะให้เราเลือก เราจะปรับเปลี่ยน “รูปแบบ”ที่เราเลือกแล้วได้อย่างไรบ้าง และเราจะวางขั้นตอนของการปรับเปลี่ยนกันอย่างไรและจะใช้เวลานานสักเท่าใด 

 

ปัญหาที่แท้จริงของเรา ก็คือ นักกฎหมายและนักวิชาการเราไม่มี”ความรู้”พอที่จะทำการวิจัย แต่เราคงจะต้องมีวิธีการที่จะหา “ความรู้” 

 

ผมคิดว่า เราไม่ควรรอให้เรื่องเหล่านี้เรื้อรังต่อเนื่อง เหมือนกับปัญหา'”นักกฎหมาย”ที่เป็นตุลาการของประเทศฝรั่งเศส ที่เรียกว่า parlementaires ของศาล le Parlement ในอดีต ; ที่ประเทศฝรั่งเศสได้ปล่อยปัญหานี้ไว้ โดยไม่ได้คิดแก้ปัญหาที่เป็น “ปัญหาพื้นฐาน”ของประเทศ จนกระทั่งสภาพทางการเมืองได้กลายเป็นเหตุการณ์รุนแรงขึ้น 

 

ข้อที่ผมเป็นห่วงและกังวล ก็คือ เราคนไทยไม่รู้ว่า “ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา” คือ อุปสรรคสำคัญของการแก้ “ปัญหาทางการเมือง” ผมก็เลยขอถือโอกาสในการมาพูดที่ศาลปกครองนี้ มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ท่านตุลาการของศาลปกครองในฐานะที่เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการยุติธรรมสาขาหนึ่ง ได้รับทราบปัญหานี้และปวดหัวไปพร้อม ๆ กับผม 

 

ผมขอจบตอนสุดท้ายที่ผมจะพูดในวันนี้ คือ อนาคตอันมืดมนของประเทศไทย ที่เกิดจาก “คุณภาพ” ของ Elite ของเราเอง ; และผมขอขอบคุณ “ศาลปกครอง”ที่กรุณาเชิญผมมาพูด และขอขอบคุณท่านตุลาการศาลปกครองที่ให้เกียรติมาฟังข้อคิดเห็นของผม ขอบคุณครับ

 

Read Full Post »

กรณีศึกษา การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม พ.ศ.2546

torplus

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมาในสังคมไทยตั้งแต่เริ่มมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดนั่นคือการทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งนี้เนื่องจากอำนาจในการปกครองประเทศมักตกอยู่ในมือกลุ่มผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่กลุ่มที่มีผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน1 หรือเป็นเพราะประชาชนชาวไทยยังไม่มีความเข้าใจถึงอำนาจหน้าที่ของตนในการปกครองระบอบนี้ ตลอดเวลาที่ดำเนินมาถึงปัจจุบัน ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบด้านลบต่อประเทศชาติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ผลร้ายอย่างชัดเจนก็คือการดูดเงินที่สามารถนำไปสร้างสาธารณะประโยชน์แก่สังคมให้ไปสู่กลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เป็นการส่งผลกระทบภายนอกในทางลบแก่สังคม (Negative external benefit) เมื่อมีเงินรั่วไหลออกไปในการดำเนินงานของโครงการต่างๆ นั่นคือการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการดำเนินงาน ประชาชนผู้ซื้อสินค้าและใช้บริการก็จะต้องจ่ายค่าบริการต่างๆในราคาแพงขึ้น เป็นการลดทอนอัตราความเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจได้ ส่งผลกระทบไปถึงระบบการปกครองบ้านเมือง นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังค่านิยม และวัฒนธรรมที่เห็นประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้องของตนเป็นตัวอย่างที่ผิดๆแก่เยาวชนและคนทั่วไปในสังคมอีกด้วย

 

การทุจริตคอร์รัปชั่นโดยทั่วไปนั้น มีสาเหตุและกระบวนการอยู่ด้วยกัน 3 ประการ เริ่มจากการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม (Conflict of Interest) กระบวนการนี้เกิดขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่งเข้ามามีตำแหน่ง หน้าที่ และอำนาจที่สามารถบิดเบือนเป้าหมายที่แท้จริงแต่เดิมของกิจการหรือโครงการต่างๆเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องได้ หลังจากการขัดกันของผลประโยชน์นี้เกิดขึ้น บุคคลนั้นก็จะทำการแสวงหาค่าเช่า (Rent seeking) นั่นคือการแสวงหาผลประโยชน์จากการสร้างความเหนือกว่าแก่ผู้ใดผู้หนึ่งในตลาดการแข่งขัน ซึ่งมักเป็นการสร้างการผูกขาด หรือกึ่งผูกขาด ตามมาด้วยกระบวนการสุดท้ายคือการกระจายผลประโยชน์ (Diversification) ซึ่งกระบวนการนี้นับเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะถึงแม้จะเกิดกระบวนการทั้งสองกระบวนการแรก แต่สามารถกระจายผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นให้แก่ประชนชนทุกคนในระบบเศรษฐกิจนั้น การกระทำดังกล่าวก็ไม่ถือเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด

 

ที่กล่าวมานั้นเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นในรูปทั่วไป อย่างไรก็ตามในปัจจุบันที่มาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีการปรับปรุงมากขึ้น รูปแบบของการทุจริตคอร์รัปชั่นจึงมีการพัฒนาปรับตัวไปเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปรามปรามนั้นด้วย เหมือนดั่งเชื้อโรคที่มีการพัฒนาตัวเองเพื่อต้านทานกับยาปฏิชีวนะอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ในปัจจุบันเราจึงได้ยินคำว่า “การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” อย่างหนาหู ซึ่งการคอร์รัปชั่นรูปแบบนี้มีการพัฒนาสลับซับซ้อนขึ้นมาก จนแม้ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังไม่สามารถชี้ชัดหรือเอาผิดกับกรณีต่างๆที่เข้าข่ายการคอร์รัปชั่นประเภทนี้ได้ ดังกรณีที่ผู้วิจัยจะได้นำมาเสนอในบทความนี้ คือเรื่องการจัดเก็บภาษีในกิจการโทรคมนาคม เมื่อปีพ.ศ.2546

 

การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคมนี้ หากมองเพียงผิวเผินก็จะดูเป็นการสร้างผลประโยชน์ให้แก่สังคมโดยรวม เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการผูกขาดกิจการการให้บริการโทรคมนาคม 2 ประเภทคือ โทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์พื้นฐาน เป็นแนวทางในการแปรสัญญาสัมปทาน หรือยกเลิกสัญญาสัมปทานการให้บริการโทรคมนาคมของบริษัท ทีโอที จำกัด (ทศท.) และ บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (กสท.) เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรมในตลาด2 แนวคิดนี้ถูกเสนอขึ้นมาโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อการศึกษาการยกเลิกสัมปทานที่มีมา 2 แนวทางไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากแนวทางหนึ่งเอกชนต้องจ่ายค่าชดเชยสำหรับการยกเลิกสัญญาเป็นมูลค่าสูงมาก3 ในขณะที่อีกแนวทางหนึ่งก็คิดค่าชดเชยต่ำจนเกินไปจนได้รับการคัดค้านว่า จะทำให้รัฐเสียประโยชน์4

 

ตามที่ได้กล่าวมาว่าหากมองเพียงผิวเผินนโยบายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมนั้นน่าจะให้ผลประโยชน์ต่อทั้งผู้ให้บริการและผู้บริโภคมากกว่า เมื่อตลาดกิจการโทรคมนาคมมีการแข่งขันกันอย่างเสรี แต่การออกนโยบายนี้ของรัฐบาลมีขั้นตอนและกระบวนการที่ส่อให้เห็นถึงการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้อง และเป็นการสร้างผลกระทบด้านลบต่อทรัพย์สินสาธารณะ ซึ่งจะเห็นได้จากข้อสังเกตดังต่อไปนี้

 

ข้อสังเกตแรก เมื่อแรกเริ่มการกำหนดนโยบาย คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2546 อนุมัติพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตสูงถึงร้อยละ 50 ของรายได้จากการให้บริการ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 ได้ปรับลดอัตราการจัดเก็บภาษีเหลือร้อยละ 2 สำหรับการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน และร้อยละ 10 สำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นแนวทางการเปิดเสรีในกิจการโทรคมนาคมทั้งๆที่ ประเทศไทยนั้นมีความผูกพันตามข้อตกลงการเปิดเสรีบริการโทรคมนาคมภายในสิ้นปี 2549 ตามกรอบข้อตกลงที่มีกับองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) เฉพาะกิจการ โทรเลข เทเล็กซ์ เท่านั้น แนวทางที่รัฐบาลต้องการเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมนี้จึงเป็นการเกินกว่ากรอบความผูกพันที่มีตามข้อตกลงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ในช่วงระหว่างที่มีการพิจารณา ได้มีการคัดค้านจากหลายส่วนงานที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม เนื่องจากเห็นว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตนั้นไม่ควรจัดเก็บจากบริการโทรศัพท์เนื่องจากไม่ได้เข้าข่ายสินค้าฟุ่มเฟือยที่จะต้องเก็บภาษี นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มต้นทุนของผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้ามาให้บริการแข่งขัน ซึ่งเป็นการขัดกับแนวทางการสร้างการแข่งขันอย่างเสรีในกิจการนี้อีกด้วย

 

ข้อสังเกตที่สอง เมื่อต่อมาเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดแนวทางการหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องส่งให้แก่รัฐวิสาหกิจที่ได้รับสัมปทานกิจการโทรคมนาคม นั่นคือกำหนดให้เอกชนที่จ่ายส่วนแบ่งรายได้สามารถนำเงินที่จ่ายภาษีไปหักลดจากส่วนแบ่งรายได้ที่จะส่งให้รัฐวิสาหกิจได้ เช่น บริษัทเอไอเอส เดิมจ่ายส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 25 ให้กับ ทศท.ในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็ให้แบ่งเป็นจ่ายส่วนแบ่งให้กับ ทศท.ร้อยละ 15 และจ่ายภาษีสรรพสามิตร้อยละ 10 ซึ่งทำให้บริษัทผู้ได้รับสัมปทานในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ต้องสูญเสียรายได้จากส่วนแบ่งรายได้นี้ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2549 เป็นจำนวนเงินกว่า 47,262 ล้านบาท ทำให้ทั้ง ทศท.และ กสท.เกือบถึงภาวะล้มละลายทีเดียว และหากยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมนี้ไปก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้จัดเก็บของรัฐบาลมากนักเพราะทั้งสองบริษัทที่ได้รับสัมปทานกิจการโทรคมนาคมไปจะต้องจ่ายเงินปันผลคืนแก่กระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อยู่แล้วในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน ส่วนในแง่ของบริษัทผู้ได้สัมปทานก็จะได้มีเม็ดเงินมาใช้จ่ายในการบริหารก่อนจะส่งคืนสู่รัฐ

 

ข้อสังเกตที่สาม เมื่อคณะรัฐมนตรีมีการตีความพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมกำหนดให้รัฐวิสาหกิจต้องเสียภาษีดังกล่าวตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้อีกด้วย เท่ากับต้องเสียภาษีจากรายรับในกิจการของตนเอง และเสียภาษีแทนเอกชนไปพร้อมกัน ในกรณีของ ทศท.ต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติมอีกกว่า 735 ล้านบาท ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อรัฐวิสาหกิจอย่างชัดเจน โดยกรมสรรพสามิตได้ให้ข้อแก้ต่างว่า ทศท.เป็นผู้ประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตหรือสัมปทานจากรัฐจึงมีหน้าทีเสียภาษีทั้งหมดซึ่งขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ว่าผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานภาครัฐหรือ ภาคเอกชน มีหน้าที่จะต้องชำระภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมโดยถ้วนทั่ว และเสมอหน้ากัน (Equality before The Law)

 

ข้อสังเกตสุดท้าย เมื่อบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญากับ กสท.ได้ฉวยโอกาสนำภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากเงินค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Access Charge) ทั้งที่สัญญาการเชื่องโยงโครงข่ายไม่ได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานตามขอบเขตที่คณะรัฐมนตรีกำหนดไว้แต่ประการใด ซึ่งความสูญเสียของ กสท.นี้นับเป็นเงินถึงกว่า 6,150 ล้านบาททีเดียว

 

ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ มีข้อต้องคำนึงด้วยว่า ผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์เป็นอันมากในกรณีนี้คือ ทศท.และ กสท.ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ นั่นก็คือประชาชนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เมื่อบริษัททั้งสองสูญเสียผลประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน ก็เท่ากับประชาชนเป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์เหล่านั้นให้กับบริษัทเอกชนเพียงไม่กี่บริษัท นอกจากนี้ในขณะที่มีมติของคณะรัฐมนตรีนี้ออกมา ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเคยเป็นผู้บริหาร และถือหุ้นในบริษัทเอไอเอส ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่ได้รับผลประโยชน์จากพระราชกำหนดนี้ไปอย่างน้อย 29,121 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์การเข้าข่ายทุจริตคอร์รัปชั่นที่กล่าวไว้ในด้านบนแล้วพบว่า เกณฑ์การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม เนื่องจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นอดีตผู้บริหารและถือหุ้นของบริษัทเอไอเอส ซึ่งได้รับผลประโยชน์ไปอย่างมากจากพระราชกำหนดนี้ และเป้าหมายที่แท้จริงของพระราชกำหนดที่ต้องการให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีในกิจการโทรคมนาคม ถูกบิดเบือนให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตซึ่งนับเป็นต้นทุนสำหรับบริษัทขนาดเล็กที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาด จึงถือว่าเข้าข่ายเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม เกณฑ์การแสวงหาค่าเช่าพบว่าการที่สร้างผลประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชน เหนือประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจที่ได้รับสัญญาสัมปทานกิจการโทรคมนาคม และพระราชกำหนดนี้ยังเป็นการกีดกันการเข้ามาแข่งขันใหม่ของบริษัทอื่นๆอีกด้วย จึงเป็นการสร้างผลตอบแทนแก่บริษัทเอกชนกลุ่มนี้เหนือกว่าที่มีการแข่งขันอย่างเสรี เป็นการเข้าข่ายการแสวงหาค่าเช่า เกณฑ์สุดท้ายคือการกระจายผลประโยชน์ เป็นประเด็นที่มีความน่าสนใจมากตรงที่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ตกอยู่กับใครคนหนึ่งคนเดียว หรือบริษัทแห่งเดียว แต่ตกกลับบริษัทเอกชนที่ให้บริการโทรคมนาคมหลายบริษัท ได้แก่ เอไอเอส ดีแทค ทรู ทีทีแอนด์ที และดีพีซี ซึ่งบริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีเจ้าของเดียวกัน และเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกันด้วย ดังนั้นผู้ที่สร้างการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม และแสวงหาค่าเช่าจึงตอบได้ว่าเขาได้สร้างผลประโยชน์ให้แก่ทุกบริษัทในกิจการโทรคมนาคมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ได้ให้แก่พวกพ้องของตนอย่างเดียว ประเด็นนี้จึงทำให้กรณีศึกษานี้แตกต่างไปจากการทุจริตคอร์รัปชั่นในรูปแบบทั่วๆไป ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ากรณีศึกษานี้เข้าข่าย “การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” ทั้งนี้ผู้วิจัยเชื่อว่ายังมีเกณฑ์อื่นอีกทีสำคัญในการกำหนดกรอบลักษณะ และความหมายของการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย แต่ทั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการค้นคว้าวิจัยของผู้วิจัย5

 

จากเหตุผลทั้งหลายที่ได้กล่าวมาจึงทำให้มีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาขอให้พิจารณาส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่าพระราชกำหนดดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ โดยมีประเด็นส่งพิจารณาด้วยกัน 3 ประเด็น

 

ประเด็นแรกคือการขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา40 วรรคหนึ่ง เพราะ รัฐใช้กลไกทางภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพในการใช้สอยทรัพยากรการสื่อสารของประชาชน

 

ประเด็นที่สองพิจารณาว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคมโดยกระทรวงการคลังเป็นการแทรกแซงอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ที่ได้รับอำนาจให้ควบคุมกิจการโทรคมนาคมทั้งหมดโดยรัฐธรรมนูญ

 

ประเด็นสุดท้ายกล่าวถึงการที่การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตนี้เป็นการสร้างต้นทุนต่อหน่วยการให้บริการของผู้ประกอบการรายใหม่ที่สูงกว่าผู้ประกอบการรายเก่าซึ่งได้สิทธิพิเศษจากสัญญาร่วมการงาน มีฐานลูกค้าและพัฒนาเครื่องหมายการค้าแล้ว จึงเป็นการขัดต่อหลักเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา50

 

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2548 เห็นว่า

 

ประเด็นที่หนึ่ง การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเป็นเรื่องการดำเนินการทางนโยบายของฝ่ายบริหารเพื่อจัดหารายได้เข้ารัฐ มิได้เป็นการริดรอนสิทธิและเสรีภาพการใช้ประโยชน์สาธารณะจากทรัพยากรสื่อสารของชาติแต่อย่างใด

 

ประเด็นที่สอง การตราพระราชกำหนดเก็บภาษีสรรพสามิตนั้น มิใช่การกำหนดเงื่อนไขที่ใช้ในการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการ ซึ่งเป็นอำนาจของ กทช.จึงมิใช่การใช้อำนาจซ้ำซ้อนหรือแทรกแซงการใช้อำนาจของ กทช.

 

ประเด็นที่สาม การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งมีมาตรการรองรับในการขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันและการคุ้มครองของผู้บริโภค

 

ตุลาการเสียงข้างมาก 11 คนจึงวินิจฉัยว่าไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ

 

ตุลาการเสียงข้างน้อย 3 คน วินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการแทรกแซงการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเป็นการกีดกันเสรีภาพในการประกอบกิจการและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ตลอดจนกระทบกระเทือนถึงสัมปทานซึ่งมีผลสมบูรณ์อยู่แล้วขณะที่ประกาศใช้

 

ตุลาการอีก 1 คน วินิจฉัยให้ยกคำร้อง

 

ล่าสุดศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งรับฟ้องกรณีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อกล่าวหามีการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดกรณีใช้อำนาจหน้าที่ในการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต โดยศาลฯนัดเปิดคดีครั้งแรกในวันที่ 15 ตุลาคม 2551 อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังไม่ได้เข้ามาตามหมายเรียกของศาล และคดีก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาหรือไต่สวนแต่อย่างใด

 

นี่จึงเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าความครอบคลุมของกฎหมายไทยยังไม่กว้างพอที่จะเอาผิดกับการทุจริตคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายที่สลับซับซ้อนเช่นนี้ได้ ทั้งนี้เนื่องจากความไม่ชัดเจนในประเด็นการกระจายตัวของผลประโยชน์ที่แม้จะเอื้อผลประโยชน์แก่พวกพ้องตนเองจริง แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการนั้นด้วย และการที่จุดประสงค์ของนโยบายเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม แต่แท้จริงแอบแฝงผลประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้องไว้โดยไม่เปิดเผย จึงสำคัญมากที่จะต้องมีการศึกษา วิจัยลักษณะและความหมายของการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำไปพัฒนามาตรฐานการป้องกันและปรามปรามการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ทำให้นโยบายอื่นๆในอนาคตเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง ไม่มีการเอื้อผลประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งอย่างแอบแฝงอีกต่อไป

Read Full Post »

การแยกอำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจบริหารออกจากกัน

recommendare

 

บันทึก

จากบทความหัวข้อ  “การแยกอำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจบริหารออกจากกัน”

 

เขียนโดย

 

อัมมาร สยามวาลา
นักวิจัยเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

ความมีดังนี้

 

ในปัจจุบัน มีกระแสความคิดที่จะให้มีการปฏิรูประบบการเมือง อันสืบเนื่องมาจากความไม่พอใจในระบบที่มีอยู่ แนวทางในการแก้ไขนั้นมีอยู่หลายแนวทาง แนวทางของคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยเป็นเพียงหนึ่งในหลายแนวทางที่เสนอกันอยู่ อีกแนวทางหนึ่งที่มีผู้เสนอทุกครั้งที่มีการร่างรัฐธรรมนูญกัน ก็คือ ให้แยกอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติออกจากกัน ในการพิจารณากันครั้งนี้ ศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ก็ได้แปรแนวทางนี้ให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

 

เนื่องจากการแยกอำนาจกันดังกล่าวนี้ มักจะถูกเสนอให้เป็นทางออกสำหรับปัญหานานับประการของระบบการเมืองไทย ประชาชนโดยทั่วไปจึงควรจะครุ่นคิดอย่างหนัก เพราะถ้ามีการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะเช่นว่านี้แล้ว ก็จะมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อระบบการเมืองและต่อสังคมเศรษฐกิจของไทยอย่างไม่ต้องสงสัย

 

โครงสร้าง

 

สายความรับผิดชอบในระบบที่มีการแยกอำนาจ

 

สรุปอย่างง่ายๆ ที่สุด ในการแยกอำนาจการปกครองส่วนนิติบัญญัติออกจากส่วนบริหาร ฝ่ายบริหารนั้น (ซึ่ง ศ. ชัยอนันต์ เสนอให้เป็นคณะมีจำนวน 20 คน) จะต้องไม่มาจากการเลือกตั้งโดยผ่านสภาผู้แทนราษฎรอย่างในปัจจุบัน แต่จะต้องได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติก็จะได้รับเลือก โดยตรงจากประชาชนเหมือนเดิม (อาจมีการแบ่งเขตเลือกตั้งแตกต่างไปจากปัจจุบันบ้าง แต่นั่นเป็นประเด็นปลีกย่อย) ในเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ต่างก็จะมีที่มาจากประชาชนโดยตรง ก็จะตัดสายความรับผิดชอบ (accountability) ที่คณะรัฐมนตรีในปัจจุบันมีต่อรัฐสภา โดยฝ่ายบริหารจะรับผิดชอบโดยตรง กับประชาชน หากประชาชนไม่พอใจการบริหารประเทศของคณะผู้บริหาร ก็จะมีโอกาสขับไล่คณะนั้นออกไปเมื่อครบวาระสี่ปี ในระหว่างสี่ปีนี้ คณะผู้บริหารก็จะมี โอกาสแสดงฝีไม้ลายมือและมีโอกาสใช้อำนาจในการสั่งการและจัดการได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องพะวักพะวนต่อเสียงในรัฐสภามากเท่าใดนัก ถ้าจะต้องง้อรัฐสภา ก็ต้องง้อในเรื่องงบประมาณ ที่จะต้องให้รัฐสภาอนุมัติเท่านั้น

 

ตารางที่ 1 ข้อแตกต่างของโครงสร้างระบบการเมืองต่าง ๆ

ประเด็น ระบบอังกฤษ/ไทย ระบบอเมริกัน ระบบที่ ศ. ชัยอนันต์ เสนอ
ที่มาของฝ่ายนิติบัญญัติ สภาล่าง (สภาผู้แทนราษฎร) ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเลือกตั้งต่างๆ ในอังกฤษใช้ระบบเขตเดียวคนเดียว ในไทยเขตหนี่งมีผู้แทนไม่เกินสามคน สภาสูงมาจากการแต่งตั้ง ในอังกฤษ มีเจ้านายที่มีตำแหน่งโดยตระกูลอีกด้วย สภาล่างได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเลือกตั้งเขตเดียวคนเดียว สภาสูงได้รับเลือกตั้งจากประชาชนทั้งรัฐ โดยแต่ละรัฐจะมีสภาชิกวุฒิสภารัฐละสองคน สภาผู้แทนราษฏรได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเลือกตั้งเขตเดียวคนเดียว ไม่มีข้อเสนอเกี่ยวกับวุฒิสภา เข้าใจว่าเหมือนเดิม
ที่มาของคณะผู้บริหาร นายกรัฐมนตรีจากสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจมาจากสภาผู้แทนฯ (ส่วนใหญ่) หรือจากข้างนอกก็ได้ ประธานาธิบดี ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งประเทศ และแต่งตั้งคณะผู้บริหาร คณะผู้บริหาร 20 คนได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งประเทศ และอาจแต่งตั้งอีก 30 คนจาก ส.ส. หรือสมาชิกวุฒิสภา สำหรับบุคคลกลุ่มหลัง เมื่อได้รับแต่งตั้ง ยังคงดำรงตำแหน่งในสภา แต่จะไม่มีเสียงในการลงคะแนน
การพ้นวาระของฝ่ายนิติบัญญัติ สำหรับสภาล่าง สี่ปี (อังกฤษห้าปี) หรือเมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา สมาชิกวุฒิสภาไทยมีวาระหกปี และหมุนเวียนกันออก สำหรับสภาสูงอังกฤษสมาชิกเป็นตลอดชีพ สภาล่างมีวาระสองปี สมาชิกสภาสูงมีวาระหกปี หมุนเวียนกันออก สี่ปีสำหรับสภาผู้แทนราษฏร โดยนายกรัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ยุบสภา ส่วนวุฒิสภา ไม่มีการกล่าวถึง เข้าใจว่าเหมือนในปัจจุบัน
การพ้นวาระของคณะผู้บริหาร พร้อมกับสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจ ประธานาธิบดีพ้นวาระทุกสี่ปี หรือเมื่อรัฐสภาดำเนินมาตรการขับไล่ (impeachment) ด้วยกระบวนการกึ่งตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่มีอำนาจสอบสวนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะฝ่ายนิติบัญญัติจะพิจารณาความผิดของฝ่ายบริหาร เพื่อดำเนินคดีต่อฝ่ายบริหารหากมีความผิดจริง
อำนาจทางการคลังและกฎหมายการเงิน รัฐบาลเสนองบประมาณทั้งทางด้านรายได้และรายจ่ายให้แก่สภาผู้แทนราษฎร สภามีสิทธิ์ตัดรายจ่าย แต่ไม่มีสิทธิ์เสนอให้เพิ่มการใช้จ่าย สมาชิกจะเสนอกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลเห็นชอบด้วย รัฐสภาเป็นผู้อนุมัติการใช้จ่ายเงินที่ฝ่ายรัฐบาลเสนอมา และสามารถเสนอโครงการที่ต้องใช้เงินได้ รัฐสภามีหน้าที่จัดหาเงิน (ด้วยการออกกฎหมายภาษีอากร) อีกด้วย รัฐสภามีอำนาจอนุมัติงบประมาณประจำปี มีอำนาจในการจัดหาเงิน มีการกล่าวถึงบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการอนุมัติงบประมาณจังหวัด แต่ไม่ได้ให้รายละเอียด
พรรคการเมือง ในอังกฤษไม่มีข้อบังคับ ในประเทศไทย รัฐธรรมนูญระบุให้ผู้สมัครเป็น ส.ส. ต้องสมัครในนามพรรค หากได้รับเลือกแล้วและย้ายพรรค ก็ต้องพ้นจากการเป็น ส.ส. พรรคจะต้องส่งผู้สมัครเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปไม่น้อยกว่าหนี่งในสี่ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด ในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุว่าจะต้องมีพรรคการเมือง ในการเลือกตั้งทั้งของประธานาธิบดี และของสมาชิกรัฐสภา กฎหมายของรัฐอาจกำหนดให้พรรคการเมืองมีการเลือกตั้งขั้นต้นภายในพรรค (primary election) เพื่อให้ได้ผู้สมัครสำหรับพรรคนั้นๆ ส.ส. ไม่ต้องสังกัดพรรค พรรคจะส่งผู้สมัครจำนวนเท่าไรก็ได้
อำนาจตุลาการ ในอังกฤษ เนื่องจากไม่มีรัฐธรรมนูญ ศาลจึงไม่สามารถใช้รัฐธรรมนูญล้มกฎหมายได้ แต่มีประเพณีปฏิบัติจากระบบ common law พิทักษ์สิทธิของปัจเจก ในไทย ถ้าศาลวินิจฉัยว่ากฎหมายอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ ต้องส่งเรื่องให้ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินชี้ขาดก่อน สามารถลบล้างกฎหมายที่บัญญัติโดยรัฐสภาได้ หากขัดกับรัฐธรรมนูญ ไม่มีการกล่าวถึง

 

ในช่องสุดท้ายของตารางที่ 1 ได้สรุปข้อเสนอเกี่ยวกับโครงสร้างการปกครองที่แยกอำนาจในรูปแบบที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอไว้ โดยเปรียบเทียบกับระบบการปกครอง แบบอังกฤษปนไทยที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ และแบบที่สหรัฐอเมริกาใช้อยู่ นอกจากนี้ ข้อมูลในตารางที่ 1 ยังมิได้จำกัดเฉพาะประเด็นที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เน้นไว้เท่านั้น แต่ได้เติมบางประเด็นที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เสนอไว้แบบผ่านๆ (เช่น เรื่องอำนาจทางการเงิน) หรือที่ไม่ได้กล่าวถึงเลย (เช่น อำนาจตุลาการ) ด้วย เพื่อประกอบการวิเคราะห์ต่อไป โดยเฉพาะเรื่องอำนาจทางการเงินนั้นเป็นเรื่องระดับโครงสร้างที่สำคัญ เพราะฉะนั้นจะขอนำมาวิเคราะห์เสียตั้งแต่ต้น

 

อำนาจการเงินของฝ่ายนิติบัญญัติ

อำนาจเหนือการเงินเป็นหัวใจของการบริหารประเทศ อำนาจนี้รวมถึงอำนาจในการเรียกเก็บภาษีจากประชาชน อำนาจในการใช้จ่ายเงินที่ได้มาจากภาษีอากรเหล่านั้น และอำนาจในการที่รัฐบาลจะกู้หนี้ยืมสินอีกด้วย ถ้าฝ่ายบริหารไม่มีหรือไม่ได้รับอำนาจดังกล่าวก็จะทำอะไรไม่ได้ ในประวัติการต่อสู้ระหว่างรัฐสภากับพระมหากษัตริย์อังกฤษ อำนาจเหนือการเงินของรัฐบาลได้เป็นชนวนสำคัญในข้อขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายนี้ จนในที่สุด พระมหากษัตริย์ต้องทรงยอมผ่อนคลายพระราชอำนาจในด้านนี ้ให้แก่รัฐสภาตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่ 17 และรัฐสภาก็ได้ใช้อำนาจเหนือการเงินเป็นเครื่องมือบังคับสถานการณ์ให้รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีมาจากรัฐสภา อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แทนที่จะเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์ หลังจากหลักการที่กำหนดให้ฝายบริหารต้องมาจากรัฐสภา ได้เป็นที่ยอมรับในศตวรรษที่ 19 ฝ่ายบริหารที่มาจาก รัฐสภานี้กลับเริ่มมีอำนาจเหนือสมาชิกรัฐสภามากขึ้น อำนาจริเริ่มของสมาชิกรัฐสภาก็ถูกบั่นทอนตลอดมา จริงอยู่ ถึงแม้รัฐสภายังคงไว้ซึ่งอำนาจ ที่จะไม่อนุมัติงบประมาณรวมของฝ่ายบริหาร ซึ่งก็เท่ากับเป็นการถอดถอนคณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง เพราะในกรณีนี้ โดยมารยาทแล้วคณะรัฐมนตรีจะต้องลาออก แต่อำนาจของสมาชิกรัฐสภาที่จะเสนอร่างกฎหมายนั้นถูกจำกัดลงอย่างมาก และเมื่อดูในรายละเอียด สมาชิกรัฐสภาจะไม่มีอำนาจในการเสนอร่างกฎหมาย ที่มีผลกระทบทางการเงินเลย กฎหมายเหล่านี้เสนอได้โดยฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้นแผนงานการออกกฎหมายของรัฐสภาแทบจะถูกกำหนดโดยฝ่ายบริหารโดยสิ้นเชิง ในอังกฤษอำนาจหลักของรัฐสภาในปัจจุบันนั้นมีอยู่ตรงที่เป็นที่มา (และที่ไป) ของฝ่ายบริหารเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว รัฐสภาก็จะเป็นแต่เพียงช้างเท้าหลังเท่านั้น ตราบใดที่เสียงข้างมากของเหล่าสมาชิกยังให้ความไว้วางใจกับรัฐบาลอยู่

 

เมื่อสหรัฐฯ ประกาศอิสรภาพจากอังกฤษและร่างรัฐธรรมนูญของตนเองขึ้นมา ก็มองอำนาจการเงินเป็นส่วนสำคัญในระบบการคานอำนาจของรัฐบาล ปฏิกิริยาที่ชาวอเมริกัน มีต่อการกดขี่ข่มเหงโดยมาตรการทางภาษีอากรของรัฐบาลอังกฤษ ทำให้สหรัฐฯ พยายามจัดระบบการปกครอง ที่ทำให้ฝ่ายบริหารขาดพลานุภาพที่จะตั้งตัวเอง ขึ้นมาเป็นเผด็จการ จึงได้ให้อำนาจการเงินอยู่กับรัฐสภา นอกจากนั้นแล้วสมาชิกรัฐสภาในสหรัฐฯ ยังคงอำนาจทางการเงินไว้มาก สมาชิกรัฐสภาสามารถเสนอและอนุมัติ กฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน โดยไม่ต้องรับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหารแต่ประการใด แต่ก็มีการคานอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติโดยให้สิทธิ์แก่ฝ่ายบริหารที่จะไม่อนุมัติ (veto) กฎหมายที่ส่งมาจากรัฐสภาได้

 

แม่แบบระบบรัฐสภาทั้งสองนี้แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายนิติบัญญัตินั้นมีได้สองแบบ แบบแรกคือแบบของอังกฤษ และจะเรียกว่าเป็นแบบอ่อน ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการกำหนดว่า ใครจะมาอยู่ในฝ่ายบริหาร แต่เมื่อกำหนดไปแล้ว ก็แทบจะไม่มีอำนาจอย่างใดนอกเหนือไปจากนี้ โดยเฉพาะจะไม่มีสิทธิในการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ในกรณีของสหรัฐฯ เป็นระบบนิติบัญญัติแบบแข็ง จริงอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนฝ่ายบริหาร แต่ฝ่ายนิติบัญญัติจะมีและจะใช้อำนาจ ในการออกกฎหมาย (โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน) อย่างสมบูรณ์กว่าในกรณีของอังกฤษ ดังนั้นในสหรัฐฯ ฝ่ายนิติบัญญัติจึงมองตัวเองว่ามีฐานันดร เท่าเทียมกับฝ่ายบริหาร และปกติจะมีเรื่องที่ต้องงัดข้อกับฝ่ายบริหารอยู่เนืองๆ

 

ระบบการปกครองของประเทศไทยลอกแบบมาจากอังกฤษ เพราะฉะนั้นฝ่ายนิติบัญญัติเป็นแบบอ่อน สมาชิกรัฐสภาจะถูกจำกัดสิทธิ์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน2 (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม 2538 มาตรา 143) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ประเภทนี้ได้ ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ การจำกัดความว่าอะไรเป็น พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน อะไรไม่เป็น พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน ก็จำกัดสิทธิ์ของ สมาชิกรัฐสภาค่อนข้างมาก (อรพิน 2538)

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ไม่ชัดเจนอยู่สองประการ ประการแรก ในข้อเสนอของ ศ. ชัยอนันต์ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ยังมีอำนาจที่จะไม่อนุมัติกฎหมายที่ฝ่ายบริหารเสนอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายนิติบัญญัติมีสิทธิ์ไม่อนุมัติ พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งถ้าไม่อนุมัติ ฝ่ายบริหารจะไม่สามารถปกครองประเทศได้ ในระบบปัจจุบันรัฐบาล ก็จะต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่ในระบบที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งโดยตรงไม่ปรากฏชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าฝ่ายบริหารเลือกที่จะไม่แยแส ต่อการที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่อนุมัติงบประมาณ และเรียกเก็บภาษีต่อ และใช้เงินต่อไปโดยใช้อำนาจพลการ ก็สามารถอ้างความชอบธรรมอันได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเป็นโล่กำบังได้ ถึงอย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้ว ฝ่ายบริหารจะมีอำนาจคุมตำรวจส่วนกลาง3 และกองทัพ อีกทางหนึ่งที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือ รัฐสภาจะเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารดำเนินการ และสั่งการตามที่ตนต้องการเป็นเงื่อนไขในการอนุมัติงบประมาณ ถ้าเช่นนั้น เอกภาพของฝ่ายบริหารที่ได้จากการมีวาระสี่ปีก็จะค่อยๆ ลดความหมายไป

 

อีกประเด็นหนึ่งที่ยังไม่ชัดเจนก็คือ เมื่อมีการแยกอำนาจแล้ว ส.ส. จะมีอำนาจเสนอร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวด้วยการเงินโดยไม่ต้องได้รับการอนุมัติจากฝ่ายบริหารหรือไม่ ในแง่หนึ่งแล้ว ตรรกะของสถานการณ์ใหม่ที่เสนอมานั้นชวนให้สรุปต่อไปได้ว่า ในเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่มีอำนาจในการกำหนดตัวของผู้บริหารแล้ว ก็น่าจะมีอำนาจในการออกกฎหมายมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน แต่ในเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจน และจะเห็นได้ว่าอำนาจนี้มีความสำคัญมากในการกำหนดบทบาท ของฝ่ายนิติบัญญัติในอนาคต

 

อำนาจตุลาการกับอำนาจนิติบัญญัติ

 

ระบบการเมืองของอังกฤษนั้นมีเอกลักษณ์อยู่อย่างหนึ่ง กล่าวคือ เป็นระบบที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร มีแต่ประเพณีปฏิบัติ และมีหลักการที่สำคัญ ที่ยึดกันมาโดยตลอด คือหลัก parliamentary sovereignty4 กล่าวคือ รัฐสภามีอำนาจสูงสุดในเชิงกฎหมาย แม้ว่าในปัจจุบัน รัฐสภาจะทำหน้าที่เป็นแต่เพียง ช้างเท้าหลังให้แก่ฝ่ายบริหารเสียส่วนใหญ่ แต่สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของคนอังกฤษก็ยังมิได้ถูกคุกคามโดยอำนาจรัฐ เพราะเหตุว่าในการตีความกฎหมายนั้น ศาลอังกฤษจะใช้ระบบ common law ซึ่งเป็นระบบกฎหมายจากคำพิพากษาเดิมๆ และในอดีต ศาลอังกฤษได้ร่วมกับรัฐสภา ต่อสู้กับอำนาจของพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด ระบบ common law จึงมีบทบาทพิทักษ์สิทธิของปัจเจกจากอำนาจรัฐค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยความของศาลอังกฤษนั้น จะขัดกับกฎหมายที่ผ่านโดย รัฐสภาไม่ได้ กระนั้นก็ตาม หากรัฐสภาเห็นว่าคำพิพากษานั้นฝืนเจตนารมณ์ของตน รัฐสภาก็อาจจะยืนยันตามเจตนารมณ์ของตน ด้วยการแก้กฎหมายให้ชัดเจนขึ้น

 

สหรัฐฯ มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร และยังอาศัย common law ที่ได้มาจากอังกฤษอีกด้วย ที่สำคัญที่สุด ศาลสูงสุด (U.S. Supreme Court) สามารถยับยั้งการบังคับใช้กฎหมายที่รัฐสภาบัญญัติขึ้นมาได้ หากเห็นว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ ในกรณีเช่นนี้ ถ้ารัฐสภายังประสงค์ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์เดิม ก็จะต้องเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและยาวนาน อีกทั้งจะต้องได้รับการยินยอมจากรัฐต่างๆ อีกด้วย เพราะฉะนั้น ในสหรัฐฯ จึงถือกันว่า อำนาจตุลาการนั้น มีฐานะเคียงบ่าเคียงไหล่กับอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร

 

ไทยมีประวัติทางกฎหมายแตกต่างจากอังกฤษ เพราะรัฐเป็นผู้ยกเอาประเพณีกฎหมายแบบตะวันตกมาใช้ และได้กำหนดภาระหน้าที่และขอบเขตของฝ่ายตุลาการ โดยไม่ให้มีบทบาทมากนักในการพิทักษ์สิทธิของปัจเจกจากอำนาจรัฐ เหมือนเช่นในอังกฤษ หรือในสหรัฐฯ5 นอกจากนี้ ไทยยังมีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร (ถึงแม้ว่าจะถูกฉีกทิ้งบ่อยครั้งก็ตาม) ซึ่งมีบทบัญญัติในด้านสิทธิของปัจเจกที่ศาลสามารถนำไปประยุกต์ได้ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถ้าหากศาลพิจารณาเห็นว่า ประเด็นกฎหมายบางประเด็นอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ ศาลก็จะต้องส่งประเด็นนั้นมายังตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย การตัดสินใจว่า ประเด็นนั้นมีโอกาสหรือไม่ ที่จะขัดกับรัฐธรรมนูญ ศาลเท่านั้นที่จะวินิจฉัยชี้ขาดได้ คู่ความไม่สามารถที่จะอุทธรณ์การวินิจฉัยดังกล่าว โดยตรงต่อตุลาการรัฐธรรมนูญได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่มีร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านรัฐสภาแล้วแต่ยังไม่ลงพระปรมาภิไธย และหากนายกรัฐมนตรีมีข้อสงสัยว่าร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายกรัฐมนตรีอาจส่งร่าง พ.ร.บ.นั้นไปให้ตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาได้

 

มีข้อน่าสังเกตอยู่อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับตุลาการรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ทั้งในด้านบุคลากรและในสำนวนวินิจฉัย ตุลาการรัฐธรรมนูญของเราจะมีบทบาททางการเมือง มากกว่าในทางกฎหมาย

 

จะเห็นได้ว่าในทุกกรณี อำนาจตุลาการนั้นมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่รูปแบบและบทบาทนั้นแตกต่างไปแล้วแต่กรณี ถ้าหากจะแบ่งแยกอำนาจบริหารและอำนาจปกครองออกจากกันแล้ว บทบาทของอำนาจตุลาการก็คงต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย ในขณะนี้ ยังไม่ประจักษ์ชัดจากข้อเสนอของ ศ. ชัยอนันต์ว่า ที่มาและบทบาทของตุลาการรัฐธรรมนูญควรจะยังเป็นอยู่อย่างเดิมหรือไม่

 

จากโครงสร้างสู่พฤติกรรม

 

โครงสร้างการปกครองในตัวของมันเองคงไม่ได้ให้คุณให้โทษกับประชาชนโดยตรงเท่าใดนัก มีนัยสำคัญก็ในฐานะที่เป็นกรอบกำหนดพฤติกรรมของผู้ที่จะมีบทบาท ในองค์กรต่างๆ ของรัฐ พฤติกรรมเหล่านี้ต่างหากที่จะส่งผลต่อสวัสดิภาพของประชาชน ข้อนี้คงจะไม่เป็นที่ถกเถียงกันมาก ศ. ชัยอนันต์เอง ก็ให้เหตุผลที่ท่านอยากเห็น การเปลี่ยนแปลงว่า โครงสร้างที่เป็นอยู่นำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาหลายประการ ข้อดีที่ท่านเห็นในระบบแยกอำนาจ (ที่ผู้เขียนเห็นด้วย) มีดังต่อไปนี้

 

  • ผู้บริหารประเทศมีโอกาสบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่องจนครบวาระสี่ปี
  • คณะที่จะสมัครมาเป็นคณะผู้บริหารจะต้องมาจากทุกภาคของประเทศ มิฉะนั้นจะไม่มีโอกาสได้รับเลือก เนื่องจากมิได้รับเสียงนิยมอย่างทั่วถึ
  • ประชาชนจะทราบอย่างแน่นอนตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่าผู้ใดจะมาเป็นแกนนำในคณะผู้บริหาร ไม่ปล่อยให้การเลือกสรรรัฐมนตรี เกิดขึ้นจากการเจรจาต่อรองหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจได้บุคคลที่ไม่เป็นที่พอใจสำหรับประชาชนมาเป็นรัฐมนตรี

 

แต่ ศ. ชัยอนันต์ได้อ้างผลดีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ประจักษ์ อาทิเช่น

 

  • เป็นการยากที่จะมีการซื้อเสียงทั่วประเทศ อย่างน้อยในการเลือกตั้งคณะผู้บริหาร
  • ระบบใหม่มีการแบ่งงาน โดยแยกคุณภาพและประสบการณ์ของคนสองกลุ่ม คือฝ่ายบริหารและฝ่ายผู้แทนของประชาชน

 

จะเห็นได้ว่า ทั้งหมดนี้เป็นการอนุมานผลทางพฤติกรรมจากโครงสร้างหรือแบบแผนหลัก ที่ว่า “อนุมาน” นั้น ก็เพราะเหตุว่าประเทศไทยไม่เคยมีระบบ การปกครองแบบใหม่นี้ที่จะชี้ให้เห็นเป็นหลักฐานประจักษ์ชัดได้ว่า การปกครองแบบนี้จะส่งผลอย่างไรต่อพฤติกรรมของประชาชนผู้เลือกตั้ง ของนักการเมือง และของข้าราชการประจำ ที่ดีที่สุดที่จะทำได้ก็คือ ต้องศึกษาผลของการออกแบบระบบการปกครองในประเทศอื่นๆ ที่มีรูปแบบการปกครองคล้ายกับที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอ ว่ามีผลอย่างไร และจากนั้นก็ต้องอนุมานต่อไปว่าผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยหรือไม่ ภายใต้สภาพสังคมของประเทศไทย ทั้งในปัจจุบันและที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

 

โครงสร้างหรือรูปแบบการปกครองมิได้เป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดพฤติกรรมทางการเมือง ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองที่คล้ายคลึงกับในประเทศอังกฤษมาก ดังที่เห็นได้จากตารางที่ 1 แต่พฤติกรรมทางการเมืองนั้นผิดแผกแตกต่างไปจากของอังกฤษมาก การทำนายพฤติกรรมจากโครงสร้าง จึงเป็นเรื่องที่จะต้องทำด้วย ความระมัดระวังอย่างยิ่ง จะต้องคำนึงถึงปัจจัยรอบด้านอื่นๆ อีกมาก เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าในส่วนต่อไปนี้ ผู้เขียนจะยกตัวอย่างพฤติกรรมจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศ ที่ใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่ชัดเจนที่สุด แต่ผู้เขียนก็มิได้ตั้งใจที่จะให้ผู้อ่านเห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้น ในประเทศไทยหากเรานำเอาระบบแบ่งแยกอำนาจมาใช้ ตรงกันข้าม จุดประสงค์ของบทความนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมเหล่านี้มีที่มานอกเหนือไปจากรูปแบบ การปกครองแต่ถ่ายเดียว และถ้าจะแยกอำนาจการปกครองตามแนวของ ศ. ชัยอนันต์ ก็จะต้องศึกษาที่มาอื่นๆ เหล่านี้อีกด้วย

 

ปัจจัยอื่นๆ ที่กำหนดพฤติกรรมนอกเหนือจากโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญนั้นกำหนดโดยวัฒนธรรมทางการเมืองในประเทศไทย (นิธิ 2534) วัฒนธรรมทางการเมือง ในไทยนั้นได้สร้างสมกันมานับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา วัฒนธรรมทางการเมืองนั้น แท้จริงก็คือความเข้าใจและความคาดหวัง ที่ตัวละครทางการเมืองมีต่อพฤติกรรมของตัวละครอื่นๆ ในเวทีเดียวกัน คือที่ประชาชน ผู้ลงคะแนนเสียงมีต่อ ส.ส. และที่ผู้สมัครมีต่อผู้ลงคะแนน ที่ ส.ส. มีต่อรัฐบาล ที่นักเลือกตั้งมีต่อทหาร ที่ทหารมีต่อนักเลือกตั้ง ความคาดหวังทั้งหลายนี้ได้รับการทดสอบและตอกย้ำมาหลายครั้งหลายคราวแล้วใน 60 ปีที่ผ่านมา

 

นอกจากวัฒนธรรมทางการเมืองที่ได้สร้างสมกันมา ยังมีผลงานที่เป็นรูปธรรมของเหล่า ส.ส. ที่ได้รับเลือกมา อาทิเช่น บรรดากฎหมายบ้านเมืองที่ ส.ส.เหล่านี้ ได้ตราขึ้นมาแล้วหลายฉบับ (โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎหมายที่ตราโดยรัฐบาลเผด็จการอีกมากฉบับกว่านั้น) รัฐบาลที่ ส.ส. เหล่านี้มีส่วนในการแต่งตั้งและถอดถอน ก็มีมาแล้วหลายคณะ และได้สร้างความคาดหวังให้แก่ประชาชนว่า บทบาทของรัฐควรจะเป็นอย่างไร เราจะชื่นชมหรือสะอิดสะเอียนกับวัฒนธรรมและผลงาน เหล่านี้มากน้อยอย่างไรก็ตาม แต่มันก็เป็นมรดกตกทอดมา ที่อยู่กับเราโดยที่จะโยนทิ้งออกไปไม่ได้ แม้ว่าเราจะปรับระบบการปกครองกันอย่างถอนรากถอนโคนกันในวันพรุ่งนี้

 

ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องวิเคราะห์ผลกระทบจากโครงสร้างต่อพฤติกรรมของตัวละครทางการเมืองในระดับต่างๆ นับตั้งแต่ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง ไปจนถึงรัฐมนตรีหรือคณะผู้บริหาร

 

พฤติกรรม

 

ลักษณะของกฎหมายในสองระบบ

 

ไม่ว่าในสหรัฐฯ ที่มีการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ หรือในอังกฤษและไทยที่ให้ฝ่ายบริหารมาจากสภานิติบัญญัติ อำนาจในการออกกฎหมาย จะอยู่กับรัฐสภาเหมือนกันทั้งนั้น แต่ลักษณะของกฎหมายที่ออกมานั้นจะแตกต่างกันมาก สาเหตุที่แตกต่างกันนั้นเกิดจากการที่ฝ่ายนิติบัญญัติมี หรือไม่มีอำนาจที่จะเสนอ กฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหาร

 

ถ้ารัฐสภาสามารถออกกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน กฎหมายนั้นก็จะมีรายละเอียดและความซับซ้อนสูงมาก ตัวอย่างเช่น กฎหมายที่ให้การอุดหนุนภาคเกษตรของสหรัฐฯ นั้นจะมีความยาวเป็นร้อยๆ หน้า จะระบุสาระของนโยบายอย่างละเอียด ว่ารัฐจะให้การอุดหนุนสินค้าใดบ้าง จะอุดหนุนได้เท่าไร อีกทั้งกำหนดขอบเขตของการควบคุม การผลิตของฝ่ายบริหารอย่างเคร่งครัด กฎหมายเหล่านี้มักมีอายุที่จำกัด ซึ่งบังคับให้มีการทบทวนกฎหมายแต่ละฉบับเป็นระยะๆ และเปิดโอกาสให้รัฐสภา ควบคุมฝ่ายบริหารได้อีกทางหนึ่ง

 

จะเห็นได้ว่ากฎหมายอย่างที่รัฐสภาอเมริกันออก จะแตกต่างจากกฎหมายส่วนใหญ่ของไทยที่มักมีความยาวไม่เกินยี่สิบหน้า กฎหมายของไทยจะเน้นการให้อำนาจ แก่องค์กรของรัฐในการจัดการและดำเนินนโยบายอย่างกว้างๆ แต่จะไม่กำหนดสาระของนโยบาย ปล่อยให้ส่วนนั้นเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้กำหนด เพราะในทางทฤษฎี ฝ่ายบริหารจะต้องนำนโยบายของตน มาแถลงเพื่อได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาอยู่แล้ว และหากรัฐบาลนำเอากฎหมายไปใช้ในทิศทางที่ไม่ชอบ ก็จะมีโอกาสที่จะได้รับ การคัดค้านท้วงติง จนถึงขั้นได้รับมติไม่ไว้วางใจจากรัฐสภา (อย่างเช่นในกรณีการออกเอกสาร สปก. 4-01 เป็นต้น)

 

ถ้าไทยหันไปยึดแนวทางการแบ่งอำนาจก็จะต้องตั้งคำถามก่อนว่า จะให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจ ในการเสนอกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงินได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่ ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจเช่นนั้น ก็พอจะอนุมานได้ว่า ในระยะยาว รัฐสภาไทยก็จะเริ่มบัญญัติกฎหมายในลักษณะคล้ายกับของสหรัฐฯ มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน หลังจากระยะหนี่ง รูปโฉมของกฎหมายไทยก็จะเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงนี้ก็มีข้อดีข้อเสีย ข้อดีก็คือ สาระของนโยบายจะมีความโปร่งใส และมีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าเดิม ไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามกระแสการเมือง กระแสอารมณ์ หรือกระแสการเงินของรัฐมนตรีผู้ดำเนินนโยบายได้ แต่ขณะเดียวกัน (และนี่คือข้อเสีย) นโยบายที่ระบุไว้ ในกฎหมาย จะรัดตัวฝ่ายบริหารและประเทศชาติมากเกินไป ไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้ทันท่วงที

 

อย่างไรก็ตาม ในระบบใหม่นั้น กฎหมายจะมีสาระทางนโยบายมากขึ้นได้ก็ในระยะยาวเท่านั้น หลังจากระบบใหม่นี้ ได้ถูกนำมาใช้เป็นระยะนานพอที่จะเกิด พฤติกรรมใหม่ในรัฐสภาไทย และนานพอที่รัฐสภาจะออกกฎหมายทดแทนกฎหมายเดิมๆ ที่มีอยู่ แต่กว่าจะถึงวันนั้น การบริหารประเทศก็จะต้องอาศัยกฎหมายเดิม ที่ได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารไว้สูงมาก กฎหมายเหล่านี้บัญญัติโดยรัฐสภาภายใต้ทฤษฎีที่ว่า ในที่สุดแล้ว รัฐสภาสามารถคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารได้ เนื่องจากมีอำนาจที่จะถอดถอนรัฐบาลได้ ดังนั้นหากเราหันไปใช้ระบบแยกอำนาจ โดยไม่ยกเครื่องระบบกฎหมายที่เป็นอยู่ รัฐสภาก็จะมีข้อจำกัดมากในการคุ้มครอง ประชาชนจากการใช้อำนาจค้ำฟ้าที่ฝ่ายบริหารได้รับ จากกฎหมายเก่าที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันในทางไม่ถูกไม่ควรได้

 

ถ้าในระบบใหม่นั้น ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีอำนาจเสนอและออกกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงินโดยไม่ต้องขออนุญาตจากฝ่ายบริหาร กฎหมายไทยก็คงสภาพเหมือนเดิม ปัญหาในการคุ้มครองประชาชนจากการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมของฝ่ายบริหารก็จะมีอยู่อย่างถาวร

 

ผลกระทบต่อนโยบายการคลัง

 

นโยบายการคลังในประเทศไทยในปัจจุบัน นโยบายการคลังในประเทศไทยเป็นนโยบายที่ค่อนข้างรอบคอบระมัดระวังตลอดมา ไม่ว่าในระบบสมบูรณาญาสิทธิราช หรือในช่วงที่ทหารครองประเทศ หรือแม้กระทั่งในระยะประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือเสี้ยวใบมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น เศรษฐกิจไทยในระดับมหภาค จึงมีเสถียรภาพสูงมาโดยตลอด ซึ่งก็ได้นำประโยชน์มาให้แก่ชาติบ้านเมืองมาก

 

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะนโยบายทั้งทางด้านการคลังและการเงินถูกครอบงำโดยข้าราชการประจำมาโดยตลอด ข้าราชการเหล่านี้ก็คือกลุ่มที่เรียกกันว่า เทคโนแครตในกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย ในอดีต นักการเมือง ทั้งที่เป็นทหาร และที่เป็นนักเลือกตั้ง ยินยอมที่จะให้เทคโนแครตเหล่านี้เป็นผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค เทคโนแครตส่วนใหญ่ ก็มีไหวพริบทางการเมือง ดีพอที่จะไม่ไปก้าวก่ายในขบวนการแสวงหาผลประโยชน์ของเหล่าทหารและนักเลือกตั้งทั้งหลาย ยกเว้นถ้าการแสวงหาผลประโยชน์อยู่ในระดับสูง จนไปกระทบกระเทือนกรอบนโยบายในระดับมหภาค ดังเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงต้นๆ สมัยรัฐบาลเปรม เป็นต้น แต่เทคโนแครตก็ต้องอิงอำนาจทหารเพื่อการนี้

 

นอกจากการจัดการนโยบายเศรษฐกิจมหภาคโดยฝ่ายบริหารแล้ว เมื่อสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถริเริ่มกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ก็ไม่เปิดโอกาสที่จะให้ ส.ส. ผลักดันให้รัฐใช้จ่ายเงินจนเกินตัว การจัดการด้านการเงินของประเทศจึงเป็นไปอย่างมีเอกภาพ โดยฝ่ายบริหารและฝ่ายเทคโนแครตเป็นผู้ดำเนินการ

 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองก็ตาม ก็ไม่ควรจะคาดหวังต่อไปว่า เทคโนแครต จะสามารถครอบงำนโยบายการเงินและนโยบาย การคลังได้ต่อไปอีกนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่มี ส.ส.จำนวนไม่น้อยที่หวังจะเลียนแบบนายบรรหาร ศิลปอาชา ในเรื่องการผันเงินงบประมาณเข้าสู่จังหวัดของตน

 

นโยบายการเงินการคลังในระบบการเมืองต่างๆ ในสหรัฐฯ ฝ่ายประธานาธิบดีกับฝ่ายรัฐสภาได้ขับเคี่ยวกัน ที่จะลดการขาดดุลงบประมาณมากว่าสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ จึงน่าจะสรุปในขั้นต้นได้ว่า รูปแบบการเมืองแบบแยกอำนาจบริหารออกจากฝ่ายนิติบัญญัตินั้นจะทำให้วินัยทางการคลังลดลงได้ งานวิจัยในเรื่องนี้อาจให้ข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้น ถึงแม้ว่าจำนวนงานวิจัยยังมีอยู่จำกัด และคลุมแต่เฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น (Roubini and Sachs 1989, Schick 1993) ผลจากงานวิจัยเหล่านี้ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นระบบประธานาธิบดีหรือระบบรัฐสภา แนวทางที่จะมีวินัยทางการคลังได้ ก็จากการมีรัฐบาลที่มีเอกภาพ อย่างเช่นในสหรัฐฯ ผู้วิจัยได้สรุปว่า สาเหตุที่ปัญหาการขาดดุลงบประมาณไม่ได้รับการเยียวยา ก็เพราะประธานาธิบดีและเสียงข้างมากในรัฐสภามาจากต่างพรรคกัน และประเทศในยุโรป ที่ใช้ระบบรัฐสภา และที่มีปัญหาการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง (เช่นเนเธอร์แลนด์ หรืออิตาลี) มักจะเป็นประเทศที่มีรัฐบาลผสมหลายพรรค อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวอยู่นั้น มีโอกาสมากกว่าที่รัฐบาล (รวมทั้งรัฐบาลที่ขาดเอกภาพ) จะรักษาวินัยทางการคลังไว้ได้ เพราะเงินที่หลั่งไหลเข้ามาสู่คลังนั้น ทำให้รัฐบาลสามารถเพิ่มค่าใช้จ่ายได้ระดับหนึ่งโดยไม่ต้องสร้างความเดือดร้อนแก่ใคร ปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจหยุดขยายตัว หรือขยายต่ำกว่าที่คาดไว้ และเกิดความจำเป็นที่รัฐบาลต้องรัดเข็มขัด โดยการที่จะต้องทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสังคมต้องเดือดร้อน รัฐบาลที่ขาดเอกภาพในความหมายที่ให้ไว้นี้ ก็จะไม่สามารถดำเนินมาตรการที่จะให้บางส่วนของสังคมต้องเดือดร้อนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่พัฒนาแล้ว มีภาระทางด้านการประกันสังคมสูง และภาระเหล่านี้มีลักษณะคล้ายสัญญา ที่รัฐในฐานะเป็นตัวแทนสังคมได้ให้ไว้แก่กลุ่มต่างๆ จะเพิกถอนเฉยๆ ไม่ได้ การบริหารงบประมาณจึงไม่สู้จะมีความคล่องตัวเท่าที่ควร

 

ประเทศไทยปัจจุบันนี้เป็นระบบรัฐสภาที่มีรัฐบาลผสม แต่อาศัยที่เศรษฐกิจของประเทศได้ขยายตัวมาอย่างดีโดยตลอด (ยกเว้นในทศวรรษ 2520) ปัญหาเรื่องการขาดดุล งบประมาณจึงยังไม่รุนแรง แต่ถ้าเศรษฐกิจหยุดขยายตัวหรือขยายตัวช้าลง อย่างเช่นที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้น

 

ในประเทศไทยก็มีปัญหาความคล่องตัวในการปรับงบประมาณลงเหมือนกัน เพราะสัดส่วนของงบประมาณที่ต้องใช้เป็นเงินเดือนข้าราชการ (ที่ลดไม่ได้) ก็สูงเกินกว่าครึ่ง ถ้ายิ่งจะมีการประกันสังคมในอัตราที่สูงกว่าปัจจุบัน ปัญหาความคล่องตัวในด้านงบประมาณก็จะหนักขึ้นไปอีก ถ้าไทยยังใช้ระบบรัฐสภาและมีรัฐบาลผสมอยู่ ก็คงจะมีปัญหาการคลังที่เรื้อรังได้เหมือนกัน ถ้าในตอนนั้นเรามีระบบแยกอำนาจ ระหว่างรัฐสภากับคณะผู้บริหาร ปัญหาดังกล่าวจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า ฝ่ายนิติบัญญัติจะใช้อำนาจของตนอย่างเต็มที่หรือไม่ และขึ้นอยู่กับฝีมือในการประนีประนอมระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ

 

ในขณะนี้หลายคนคาดหวังว่า ถ้าหากให้ฝ่ายบริหารได้รับเลือกตั้งโดยตรง และให้มีอายุได้ถึง 4 ปี จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพตลอดวาระ และเมื่อมีเสถียรภาพแล้ว ก็จะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากฝ่ายบริหารไม่ต้องพึ่งการประนีประนอมกัน ระหว่างพรรคหลายๆ พรรคที่มาร่วมรัฐบาลอย่างในปัจจุบัน แต่ถ้ารัฐสภาใช้อำนาจทางการเงินอย่างจริงจัง ข้อขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารก็จะต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งก็หมายความว่า ฝ่ายบริหารจะไม่มี เอกภาพอย่างที่คาด และจะต้องประนีประนอมกับฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ตลอดเวลา

 

วินัยจากพรรคการเมืองและความจงรักภักดีต่อพรรคการเมือง

 

ในการประนีประนอมร่วมมือกันกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ศ. ชัยอนันต์มีข้อเสนอที่จะให้การร่วมมือนั้นราบรื่นยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดให้สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติ เข้ามาร่วมอยู่ในคณะผู้บริหาร แต่ในตำแหน่งรองๆ ลงไป กติกาแบบนี้เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้คณะผู้บริหารสามารถ “ซื้อ” เสียงสนับสนุนในรัฐสภา ด้วยการเอาตำแหน่งมาล่อ แต่เนื่องจากคณะผู้บริหารสามารถดึงสมาชิกรัฐสภาได้ไม่เกิน 30 คน ซึ่ง 30 คนนี้จะมีพรรคพวกของตนอยู่ในสภานิติบัญญัติ ถ้าเลือกคน 30 คนนี้อย่างฉลาดแล้ว ฝ่ายบริหารก็จะมีฐานเสียงในสภานิติบัญญัติอีกด้วย แต่ฐานเสียงนี้จะมีความถาวรยั่งยืนแค่ไหน อยู่ที่วินัยที่พรรคการเมืองจะมีอยู่เหนือสมาชิก

 

ในปัจจุบันนี้ อำนาจที่พรรคการเมืองมีอยู่เหนือการลงคะแนนเสียงของสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรนั้น ไม่ได้เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เกิดจากข้อจำกัด ทางรัฐธรรมนูญที่ให้ผู้สมัครเป็น ส.ส. ต้องสังกัดพรรค และให้ ส.ส. ที่ออกจากพรรคเดิม ไม่ว่าเพราะลาออกหรือเพราะถูกพรรคไล่ออกต้องลงสมัครใหม่ โดยทั่วไป (ยกเว้นในกรุงเทพฯ และในหัวเมืองใหญ่ๆ) ผู้ที่ได้รับเลือกเป็น ส.ส. ไม่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคก็มีสิทธิ์เป็น ส.ส. ได้ ดังนั้น ส.ส. เหล่านี้จึงไม่มีความรู้สึกว่า ตนเป็น ส.ส. ได้ เพราะได้สังกัดพรรคการเมือง ต่างจากในอังกฤษ ที่ประชาชนจะเลือกลงคะแนนตามพรรคเท่านั้น และวินัยของพรรค ในการลงคะแนนเสียงของ ส.ส. ในสภานั้นมีสูงมาก ทั้งๆ ที่ไม่มีบทบัญญัติทางกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญที่บีบบังคับ ส.ส. อยู่

 

ส.ส. ที่ถูกบังคับให้อยู่ภายใต้วินัยของพรรคในประเทศไทยนั้นไม่สามารถขายเสียงของตนให้แก่ฝ่ายรัฐบาลได้ในการลงมติแต่ละครั้ง จริงอยู่ ส.ส. ยังถูกซื้อตัวอยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นการซื้อตัวไปเลยแบบเหมาจ่ายตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง และผู้ซื้อก็จะได้ความ จงรักภักดีไป ตลอดอายุของสภา จนกระทั่งการเลือกตั้งครั้งต่อไป จึงจะประมูลตัวกันใหม่

 

ในระบบที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอนั้น ผู้สมัคร ส.ส. ไม่ต้องสังกัดพรรค สิ่งที่พอจะพยากรณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นก็คือ เมื่อถึงระยะที่จะมีการอนุมัติงบประมาณประจำปี ฝ่ายคณะผู้บริหารก็ต้องซื้อเสียงจากเหล่า ส.ส. ถ้าไม่โดยการยื่นซองให้โดยตรง ก็โดยทางอ้อมโดย จัดสรรงบประมาณให้แก่ท้องที่ของ ส.ส. ให้มากขึ้น

 

เมื่อ ส.ส. สามารถใช้อำนาจของตนดึงดูดทรัพยากรจากฝ่ายบริหารได้เช่นนี้ ก็จะชักนำไปสู่การซื้อเสียงจากประชาชน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ในการดึงดูดทรัพยากรดังกล่าว แม้ว่าเงินที่ต้องใช้ซื้อเสียงนั้นอาจไม่มากเหมือนในกรณีที่ ส.ส. สามารถเป็นรัฐมนตรีได้เองอย่างเช่นในปัจจุบัน

 

ลักษณะท้องถิ่นนิยมและภูมิภาคนิยมของนักการเมือง

 

ผู้ที่จะสมัครอยู่ในคณะผู้บริหารคงจะไม่สามารถแสดงตนเป็นภูมิภาคนิยมได้ เพราะจะต้องได้รับเลือกจากทั้งประเทศ แต่ในระบบที่มีการแบ่งแยกอำนาจ ผู้ที่จะสมัคร มาอยู่เป็นฝ่ายนิติบัญญัตินั้นจะยิ่งมีลักษณะภูมิภาคนิยมหรือท้องถิ่นนิยมยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะเหตุว่าในระบบใหม่นี้ ส.ส. จะยิ่งมีบทบาทในระดับชาติน้อยลงกว่าเดิม การพยากรณ์พฤติกรรมของสมาชิกรัฐสภานี้ สอดคล้องกับพฤติกรรมของสมาชิกรัฐสภาของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

 

การซื้อขายเสียงและคอร์รัปชั่นในระบบต่างๆ

 

ทุกคนทราบดีว่า ปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่นและการซื้อขายคะแนนเสียงในการเลือกตั้งเป็นปัญหาหลักของระบบการเมืองไทยในปัจจุบัน และเป็นปัญหาที่วิเคราะห์และศึกษา หาสาเหตุได้ยากมาก ที่สุดปัญหาหนึ่ง8 ในตลาดวิชาการนั้นมีความเห็นกันอยู่สองฝ่ายด้วยกัน

 

ฝ่ายแรกยืนยันว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นนั้นเป็นปัญหาอันเกิดจากการ “ทุ่มทุนตั้งพรรค สนับสนุน ส.ส. ซื้อเสียง โดยหวังเข้ามาอาศัยตำแหน่งรัฐมนตรีกอบโกยผลประโยชน์” (ชัยอนันต์ 2538:10) เพราะฉะนั้น ถ้าจะขจัดปัญหาคอร์รัปชั่น จะต้องรื้อกลไกการเมืองทั้งระบบให้ “เกมการเมืองเปลี่ยนไปตรงที่ความเกี่ยวโยงระหว่าง อำนาจแฝงภายในพรรคกับการได้เป็นรัฐมนตรี…หมดไป”

 

ฝ่ายที่สองยืนยันว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นนั้นเป็นปัญหาที่มีต้นตอทางประวัติศาสตร์รัฐไทย ระบบการปกครองของเรานั้นผันแปรจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยรัฐประหารของข้าราชการ ไม่ใช่ด้วยวิวัฒนาการหรือโดยการปฏิวัติทางสังคม อำนาจของฝ่ายบริหารยังเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ ที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือตุลาการ ไม่สามารถหรือไม่ประสงค์จะคานไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ายบริหารจึงมีอำนาจและโอกาสที่จะดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อให้รัฐมนตรีหรือข้าราชการได้รายได้จากคอร์รัปชั่น ในความเห็นนี้ คอร์รัปชั่นนั้นเกิดจากโอกาสที่มีอยู่ ภายใต้กลไกของรัฐและระบบกฎหมายในปัจจุบัน หาได้เกิดขึ้นจากการลงทุนหาเสียงเลือกตั้งไม่ ตรงกันข้าม การลงทุนซื้อเสียงนั้นเกิดขึ้นเพราะโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์ในตำแหน่ง ตราบใดที่โอกาสนั้นยังมีอยู่ คอร์รัปชั่นและการซื้อขายเสียงก็จะเป็นปรากฏการณ์ คู่บ้านคู่เมืองอยู่ร่ำไป ในความเห็นของฝ่ายนี้ กระบวนการเลือกตั้งเป็นการเปิดสนามให้มีการแข่งขันให้นักเลือกตั้งทั้งหลาย ไปกอบโกยผลประโยชน์กับเขาบ้าง นักเลือกตั้งก็จะแห่กันมาลงทุนเพื่อจะแย่งสิทธิ์ในการที่เข้าไปเป็นรัฐมนตรี เพราะเมื่อชั่งระหว่างเงินที่ต้องลงไปและรายได้ที่จะได้ การลงทุนนั้นคุ้ม ยิ่งเศรษฐกิจขยายตัว ตำแหน่งรัฐมนตรีก็ยิ่งมีค่ามากขึ้น เงินที่จะต้องทุ่มในการเลือกตั้งก็จะมากขึ้น

 

ข้อแตกต่างระหว่างสองฝ่ายนี้ มิใช่เป็นข้อแตกต่างระหว่างผู้ที่บอกว่าไข่ออกก่อนไก่ กับผู้ที่บอกว่าไก่ออกก่อนไข่เท่านั้น แต่เป็นข้อแตกต่างที่มีผลต่อข้อเสนอแนวทางการแก้ไข ทางออกของฝ่ายที่สองก็คือ การแก้กฎหมายและระบบการตรวจสอบ ซึ่งฝ่ายแรกจะปฏิเสธว่าเป็นการ “หลงทาง”9 ทางที่ถูกก็จะต้องเป็นการแก้กลไกทางการเมือง ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงความเห็นของฝ่ายที่สอง แต่จะตั้งคำถามว่าทางออกของฝ่ายที่หนึ่งที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงเกมการเมืองนั้นจะนำไปสู่ผลที่อ้างว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ โดยจะยึดตาม ทฤษฎีของฝ่ายที่หนึ่งเองอย่างน้อยในขั้นต้นก่อน

 

ตามข้อเสนอที่จะให้คณะที่ประสงค์จะเป็นฝ่ายบริหาร 20 คนเสนอตัวเองเพื่อการเลือกตั้งทั่วประเทศ การที่จะแข่งขันกันทั่วประเทศนั้น แม้จะไม่มีการซื้อเสียงก็ตาม ย่อมต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะต้องทำตัวเองให้เป็นที่รู้จักกับคนทั้งประเทศ ซึ่งก็จะต้องอาศัยสื่อมวลชน และการออกตระเวนหาเสียงอย่างหนักหน่วง นอกจากนี้ถ้าอ่านจากที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เขียนไว้ จุดประสงค์อันหนึ่งที่จะให้มีการเลือกฝ่ายบริหารโดยตรง ก็เพื่อจะบั่นทอนอำนาจที่พรรคการเมืองในขณะนี้มีอยู่ แต่การที่กลุ่มจะจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศได้นั้น ก็ต้องอาศัย infrastructure ทางการเมืองในระดับท้องถิ่นทั่วทุกแห่ง ในขณะนี้มีแต่พรรคใหญ่ๆ และเครือข่ายของ นักเลือกตั้งเท่านั้นที่จะมี infrastructure เช่นว่านั้น เหล่านักเลือกตั้งที่นักวิชาการส่วนใหญ่มองว่าเป็นต้นตอของปัญหาจะสามารถรวมตัวกัน จัดตั้งเครื่องจักรกลในการเลือกตั้งทั่วประเทศได้ดีกว่าคนดีมีวิสัยทัศน์ทั้งหลาย และ infrastructure นั้นก็จะถูกนำมาใช้ในการซื้อเสียงเพื่อทีมฝ่ายบริหารของตนในท้องที่ต่างๆ ได้

 

ครั้นเมื่อได้รับเลือกมาแล้ว คณะผู้บริหารก็ไม่จำเป็นต้องเดือดเนื้อร้อนใจกับการถูกมติไม่ไว้วางใจ (เพราะจะไม่มี) หรือเสียงครหาจากสื่อมวลชนใดๆ ทั้งสิ้น สามารถ “หากิน” ไปได้สบายๆ เป็นเวลาสี่ปีเต็ม ทุกปีเมื่อถึงคราวลงมติ พ.ร.บ. งบประมาณก็ออกมาโปรยเงินบางส่วนให้แก่เหล่า ส.ส. เมื่อครบเทอมแล้ว ถ้าประชาชนเอือมระอาไม่เลือกอีกต่อไป ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะในสี่ปีนั้นจะกอบโกยได้พอที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบายๆ ไปหลายชั่วคน

 

จริงอยู่ ข้อเสนอของ ศ. ชัยอนันต์ได้เปิดให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถริเริ่มกระบวนการถอดถอนฝ่ายบริหารได้ ดังต่อไปนี้

 

“สภาผู้แทนราษฎร … ไม่มีอำนาจในการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่มีสิทธิในการตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะหรือเป็นรายบุคคล เพื่อเสนอรายงานต่อคณะกรรมาธิการพิจารณาความผิดของฝ่ายบริหาร เพื่อดำเนินคดีต่อฝ่ายบริหารหากมีความผิดจริง” (ชัยอนันต์ 2538:9)

 

ศ. ชัยอนันต์มิได้กล่าวต่อไปว่า ถ้ามีความผิดจริงแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับอำนาจของคณะผู้บริหาร

 

อีกประการหนึ่ง ข้อแตกต่างระหว่างมติไม่ไว้วางใจกับกระบวนการที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เสนอไว้ก็คือ การอภิปรายและมติไม่ไว้วางใจในระบบรัฐสภานั้นเป็นมาตรการ ทางการเมือง ส่วนกระบวนการพิจารณาความผิดในระบบแยกอำนาจนั้นเป็นมาตรการกึ่งตุลาการ มาตรฐานในการหาหลักฐานมาหนุนหลังการไม่ไว้วางใจนั้น จะอ่อนกว่าในกรณีหลังมาก จุดประสงค์ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นก็เพื่อลิดรอนความชอบธรรมทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล และมักจะมีจุดมุ่งหมายที่จะแสดงว่า การดำเนินงาน ของรัฐบาลขาดจริยธรรม แม้ว่าจะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม หลักฐานที่อ้างกันทุกครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาก็ล้วนเป็นหลักฐาน ที่ไม่เพียงพอต่อการนำไปสู่ การฟ้องร้องเอาผิดในศาลได้ แต่ถ้าจะให้ได้ผลทางการเมือง ก็จะต้องเป็นหลักฐานที่พอจะมีน้ำหนักอยู่บ้าง แต่วิธีการที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอนั้น ต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก

 

ถ้าเราหันมาดูความสำเร็จของกระบวนการยุติธรรมเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชั่นในเมืองไทย ก็จะเห็นได้ว่า ความสำเร็จนั้นมีน้อยมาก ในระยะ 50 ปีหลังสงครามโลก ครั้งที่สองเป็นต้นมา มีรัฐมนตรีที่ต้องโทษเข้าคุกเพราะคอร์รัปชั่นอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น คงไม่มีใครในเมืองไทยขณะนี้ที่เชื่อว่า นั่นคือจำนวนรัฐมนตรีทุจริต ที่เรามีมาในระยะ 50 ปีที่ผ่านมานี้ กระบวนการเอาผิดโดยการสอบสวนของรัฐสภาก็จะไร้ผลพอๆ กัน แต่บัดนี้ จะไม่มีโอกาสลิดรอนความชอบธรรมทางการเมือง และอำนาจของฝ่ายบริหาร ด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจอีกด้วย

 

สรุป

 

ปัญหาในการพยากรณ์พฤติกรรมของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงของนักการเมือง ที่จะลงสมัครเลือกตั้ง และพฤติกรรมของนักการเมืองเหล่านี้เมื่อเข้ามามีอำนาจ หลังจากโครงสร้างได้เปลี่ยนแปลงไปนั้น เป็นเรื่องยากมาก และมีโอกาสที่จะผิดพลาดได้เสมอ (รวมทั้งความพยายามที่จะพยากรณ์ข้างบนนี้) แต่ทั้งผู้เสนอและผู้ค้าน ก็จำต้องพยากรณ์ให้ได้ มิฉะนั้นจะไม่สามารถโน้มน้าวให้ผู้อื่นเห็นชอบด้วยกับแนวทางที่ตนต้องการ

 

แนวทางวิเคราะห์ที่น่าสนใจอันหนึ่งคือแนวทางการวิเคราะห์วัฒนธรรมการเมืองไทยที่ ศ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้บุกเบิกไว้ (นิธิ 2534) โดยเริ่มจากการแยกพิจารณา “อำนาจ” (คือ ส่วนที่ “ถูกต้องตามกฎหมายและประเพณี”) และ “อิทธิพล” (คือ “อำนาจที่ไม่มีกฎหมายหรือประเพณีรับรอง แต่ก็มีพลังเหมือนกับอำนาจอย่างแรก”) จากจุดเริ่มต้นนี้ ศ. นิธิ สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้หลายอย่าง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ ก็คือส่วนที่ท่านกล่าวถึงบทบาทของ ส.ส. จากสายตาของประชาชน

 

“… ส.ส. ไม่ใช่ผู้ปกครอง แม้แต่หน้าที่ทางนิติบัญญัติก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่าไรนัก ในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม ส.ส. แทบไม่มี ‘อำนาจ’ อะไรเลย จะแต่งตั้งใครเป็นกำนันยังไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ ส.ส. มี ‘อิทธิพล’ ที่แม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดยังเกรงใจ ส.ส. จึงเป็น ‘อิทธิพล’ ให้ราษฎรได้พึ่งพิงช่วยวิ่งเต้นต่อรองกับผู้ปกครองได้อย่างดี

 

คนไทยไม่คิดจะให้ ส.ส. มี ‘อำนาจ’ อะไรมากขึ้น อยากเห็น ส.ส. กระจอกอย่างนั้น แต่ขอให้มี ‘อิทธิพล’ มากๆ เป็นดี ฉะนั้น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลย่อมดีกว่า ส.ส. ฝ่ายค้าน เนื่องจากคาดหวังกันว่า เมื่อเป็นฝ่ายรัฐบาลแล้ว ก็คงมี ‘อิทธิพล’ มากขึ้น เช่น วิ่งเต้นบีบให้ย้ายผู้ว่ายังได้

 

หน้าที่ของ ส.ส. ในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมจึงเป็นผู้วิ่งเต้นต่อรองกับราชการแทนประชาชน และเป็นผู้ใช้ ‘อิทธิพล’ ปกป้องคุ้มครองราษฎร ให้รอดพ้นจากพวกผู้ปกครองคนที่ราษฎรไม่ชอบ ส่วนจะไปยกไม้ยกมือออกกฎบัตรกฎหมายอะไรนั้น ก็ทำไปเถิดเพราะดูจะทำให้มี ‘อิทธิพล’ มากขึ้นดี แต่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่โดยตรงของ ส.ส. ทำก็ได้ หลับไปเสียบ้างก็ได้ หายหน้าไปจากสภาเลยก็ได้ ไม่เป็นไร”

 

การอ้างถ้อยคำเหล่านี้ มิได้มีจุดประสงค์ที่จะให้เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทที่แท้จริงดังกล่าวของ ส.ส. แต่เพื่อให้เห็นอีกมิติหนึ่งในการพิจารณารัฐธรรมนูญ ซึ่งมักจะถูกมองข้ามกันไป ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่เรามี ส.ส. มาอย่างเกือบจะต่อเนื่อง ประชาชนได้เรียนรู้ที่จะใช้ ส.ส. ให้เป็นประโยชน์ และนักเลือกตั้งทั้งหลาย ก็ได้เรียนรู้ที่จะใช้กลไกทางการเมือง ที่จะบริการให้ประชาชนพอใจกับตน (และเพิ่มพูนทรัพย์สินของตนเองไปด้วย)

 

ผู้เขียนเชื่อว่า หากมีการเปลี่ยนแบบแผนการปกครองให้มีการแยกอำนาจฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกันมากกว่านี้ ประชาชนก็จะได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีใช้ ส.ส. และคณะผู้บริหาร (ที่ในตอนนั้นจะอยู่ห่างไกล และสูงส่งกว่ารัฐมนตรีในปัจจุบันมาก) ให้เป็นประโยชน์ได้เหมือนกัน ขณะเดียวกัน นักเลือกตั้งทั้งหลายก็จะปรับเปลี่ยน เรียนรู้จากระบบใหม่เช่นเดียวกัน และจะใช้ระบบนั้นเพื่อให้บริการตามการคาดหวังของประชาชน และเพื่อเพิ่มพูนทรัพย์สินของตนเองไปด้วยเหมือนกับในปัจจุบัน

 

แต่ผู้เขียนเชื่อต่อไปด้วยว่า อัตราการเรียนรู้ของนักเลือกตั้งมืออาชีพนั้นจะสูงกว่าของประชาชนโดยทั่วไป (และจะสูงกว่านักวิชาการ “ที่มีวิสัยทัศน์” แน่ๆ) เพราะฉะนั้น มีโอกาสสูงที่เราจะมีผู้ปกครองประเทศที่ใช้ระบบใหม่ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง โดยที่ประชาชนไม่มีโอกาสใช้ “อิทธิพล” ของ ส.ส. เพื่อปกป้องคุ้มครองตนเองได้ เพราะจุดประสงค์หลักของระบบใหม่ก็เพื่อจะลด “อิทธิพล” ของ ส.ส. นั่นเอง

 

ระบบการเมืองที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นระบบที่ไม่น่าชื่นชมเท่าไรนัก แต่เป็นระบบที่ทุกคนทราบดีว่า โครงสร้างเป็นอย่างไร และพฤติกรรมเป็นอย่างไร ถ้าจะอุปมาอุปไมยก็เปรียบเสมือนวงดนตรีที่เล่นมาหลายสิบปีแล้ว อาจจะมีการเปลี่ยนเครื่องดนตรีบ้างเล็กๆ น้อย ๆ แต่ก็เป็นวงคลาสสิคของอังกฤษที่คนไทยเล่น ผู้ฟังฟังแล้วก็รำคาญ แต่เข้าใจปรับหูของตนเองไม่ให้ต้องรับฟังดนตรีนี้มากจนทนไม่ได้ แต่ ศ. ชัยอนันต์กำลังเสนอให้ไล่วงดนตรีนี้ออกจากเวที ให้เปลี่ยนเครื่องดนตรีใหม่ ให้เป็นวงแจ๊ซอเมริกันผสมไทยสากล และยืนยันว่าวงนี้จะต้องเล่นได้ดีกว่า โดยที่ยังไม่มีใครเคยได้ยินวงดนตรีนี้เล่น และไม่ทราบแม้กระทั่งว่านักดนตรีที่จะมาเล่นนั้น จะเป็นนักดนตรีชุดเดิมแต่หันมาเล่นวงใหม่ ทราบแต่เพียงว่าคนเล่นจะเป็นคนไทย

 

การอุปมาอุปไมยนี้ก็มีข้อจำกัดของมัน ถ้าเป็นการประกวดดนตรี ผู้เขียนก็พร้อมที่จะให้วงใหม่มาเล่นให้ฟังเปรียบเทียบกับวงเก่า และเลือกว่าวงไหนเล่นเก่งกว่า แต่คงจะไม่มีใครเสนอให้ประกวดรัฐธรรมนูญโดยการทดลองใช้รูปแบบใหม่เป็นการชั่วคราว แล้วเลือกเอาฉบับนี้ฉบับนั้น เหตุผลที่ใช้ในการเลือกนั้นจะต้องได้จากข้อคิด และการประเมินสถานการณ์จากประเทศอื่นๆ ที่เคยมีประสบการณ์อย่างนั้น บทความนี้ได้พยายามให้ข้อคิดเหล่านี้และผลการประเมินสถานการณ์จากประเทศอื่นๆ ผสมกับข้อคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมการเมืองของไทย เพื่อชี้ให้เห็นว่า ระบบการแยกอำนาจนั้นก็มีจุดอันตรายอย่างน้อยเท่าๆ กับระบบในปัจจุบัน

 

เอกสารอ้างอิง

ชัยอนันต์ สมุทวณิช. 2538. “ผ่าทางตันการเมืองไทย.” เอกสารสัมมนา สถาบันนโยบายศึกษา 13 ธันวาคม.
นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2534. “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย” ศิลปและวัฒนธรรม 13(1) พฤศจิกายน รวบรวมไว้ใน นิธิ เอียวศรีวงศ์. ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน 2538.
อรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป. 2538. ระบบการเสนอและพิจารณากฎหมายการเงิน. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
Roubini, Nouriel, and Jeffrey D. Sachs. 1989. “Political and Economic Determinants of Budget Deficits in the Industrial Democracies.” European Economic Review 33 (May): 903-938.
Schick, Allen. 1993. “Government versus Budget Deficits.” Pp. 187-236 in R. Kent Weaver and Bert A. Rockman (eds.) Do Institutions Matter: Government Capabilities in the United States and Abroad. Washington DC: The Brookings Institution.

Read Full Post »

triamboy

 

THE MOST IMPORTANCE THING IN COMMUNICATION IS TO HERE WHAT ISN’T BEING SAID.

Peter Drucker.

 

หลายวันมานี้ข้าพเจ้าเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และรัฐบาลผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง  และหลายคนใจจดจ่อต่อการรับรู้ข่าวสารเรื่องนี้ตลอดเวลาด้วยสาเหตุอย่างหนึ่ง  การสื่อสารในปัจจุบันนี้มีวิวัฒนาการจากเดิมมาก  ทำให้ผู้บริโภคข่าวสารได้รับข่าวสารต่างๆมากมายจากอุปกรณ์ต่างๆรอบตัวอย่างไม่มีโอกาสปฏิเสท  อาทิ  ข่าวด่วนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่  โทรทัศน์  หนังสือพิมพ์   หนังสือพิมพ์ออนไลน์  เป็นต้น  หลายครั้งหลายคราพบว่าทำให้ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารคาดการณ์เหตุการณ์ต่างๆเกินกว่าความเป็นจริง  ส่งผลต่อทัศนคติ  ความคิด  ความเชื่อของแต่ละบุคคล  อย่างไรก็ตามแล้วไม่ว่าการนำเสนอ  หรือได้รับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทาง  หรือเครื่องมือไหนมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ  เป็นข้อมูลที่ถูกเลือกมาจากส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากเหตุการณ์นั้น  โดยไม่คำนึงว่าการนำเสนอมีความพอเพียง  (เท่าเทียม  และทั่วถึง)  ในการนำเสนอข้อเท็จจริง  ความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย  ได้แต่นำเสนอบางส่วนจากบุคคลที่เรียกร้อง  พูดโฉ่งฉ่าง  โวยวาย  เป็นต้น  (เพื่อความน่าสนใจของข่าวสาร  ทำให้คนจำนวนมากสนใจ  นำมาซึ่งผลประโยชน์ของผู้นำเสนอ)  ด้วยสาเหตุนี้ทำให้พฤติกรรมของคนในสังคมทุกวันยิ่งบิดเบือนไปในทางที่ไม่พึงประสงค์

 

ในเหตุการณ์หนึ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับคนจำนวนมาก  เหตุการณ์ของสังคม  นั้นมีสมาชิกที่มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก  ซึ่งหมายความว่าทางออกของปัญหา  หรือทางเลือกในการสร้างสรรค์  ดำเนินกิจกรรมมีความหลากหลาย  โดยไม่จำเป็นต้องมี  2  ทางเลือกเพื่อเปรียบเทียบ  หรือให้เลือกข้าง  เพื่อแสดงออกซึ่งพฤติกรรมของบุคคล  อันเนื่องมาจากระดับต้นทุนการบริโภคสะสมที่แตกต่างกัน  อาทิ  การศึกษา  ประสบการณ์  วัฒนธรรม  ความรู้  ข้อเท็จจริง  เป็นต้น  เป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้  ภายใต้ขอบเขต  กฎระเบียบของสังคม  เพื่อความชัดเจนขอยกตัวอย่างต่อเนื่องจากข้างต้น  คือ

 

การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกจากหน้าที่  โดยการเข้ายึดธรรมเนียบรัฐบาล  และสถานที่ราชการต่างๆ  จากกรณีนี้เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่เพียงแต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และรัฐบาล  โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดังนี้

 

1.  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

2.  รัฐบาล  และเจ้าหน้าที่  บุคคลากรของรัฐ

3.  ประชาชนทั่วไป

 

เห็นได้ว่าเหตุการณ์นี้ประกอบไปด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  3  ส่วนหลัก  โดยมีปัจจัยกำหนด  หรือสาเหตุ  คือ  ทางเลือกในการแก้ไขสถานการณ์  โดยสองส่วนแรกนั้นพบว่ามีความชัดเจนในทางเลือกที่มีทิศทางในตรงกันข้าม  คือ  

 

1.  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  เลือกที่จะดำเนินกิจกรรมเพื่อให้รัฐบาลลาออก  โดยอารยะขัดขืน  

2.  รัฐบาลเลือกที่จะอยู่ต่อ  และอดทน  ดำเนินการตอบโต้ภายใต้กระบวนการยุติธรรมต่อการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  

3.  ประชาชนทั่วไปมีทางเลือกที่ชัดเจนอาจอยู่ระหว่างสองข้างเลือกข้างต้นหรือไม่ก็ได้  มีความหลากหลายในรายละเอียดรูปแบบปฏิบัติขึ้นกับแต่ละปัจเจกชน อาจมีจุดร่วมในภาพรวม อาทิ  ประชาชนบางส่วนเลือกที่จะให้มีการประนีประนอม  มีการถอยกันคนละก้าว  และดำเนินกิจกรรมภายใต้กฎกติกาของประเทศเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อบ้านเมือง  และประชาชนทั่วไปมากไปกว่านี้  บางส่วนเลือกไม่เห็นด้วยกับทั้งสองทางเลือก  บางส่วนเลือกที่จะนิ่งเฉย  บางส่วนเลือกที่จะให้เกิดการปะทะ  ใช้ความรุนแรง  เพื่อเหลือเพียงข้างใดข้างหนึ่ง  เป็นต้น

 

หากพิจารณาถึงสัดส่วนของแต่ละองค์ประกอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  พบว่า  ส่วนที่  3  ประชาชนทั่วไปที่มีทางเลือกโดยไม่ได้เรียกร้อง  หรือถูกนำเสนอมีสัดส่วนมากที่สุด  เมื่อเปรียบเทียบกับอีกสองส่วนที่เหลือ  แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า  สองส่วนที่เหลือดูเหมือนจะมีบทบาท  ความสำคัญมากกว่าส่วนของประชาชนทั่วไป  โดยสาเหตุหลักของพฤติกรรมที่บิดเบือนนี้มาจาก  สื่อมวลชน  ทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริง  แต่เป็นข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน  เป็นของสองส่วนนี้เป็นส่วนใหญ่  ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับเวลาที่นำเสนอ  ระดับความสำคัญเนื้อหาของข้อเท็จจริง  เป็นต้น  ทำให้เกิดสภาพแวดล้อม  บริบทของความไม่สมมาตรของข้อมูล  หรือกล่าวได้ว่าต้นทุนในการเข้าถึงอยู่ในระดับสูง  ดังนี้

 

1.  การนำเสนอข้อมูลเพียงบางส่วนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  ของสื่อมวลชน  เป็นอุปสรรคต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนอื่นที่ไม่ได้รับการนำเสนอ  เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิด  ความคาดหวััง  และการกระทำไปยังผู้รับสาร  ทำให้เกิด

2.  ความไม่สมมาตรของข้อมูล  ข้อมูลเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมด  ในบริบทของสังคมใดสังคมหนึ่ง

 

จากปัจจัยทั้งสองที่กำหนดให้ต้นทุนในการเข้าถึงอยู่ในระดับสูง  ทำให้พฤติกรรมของผู้รับสาร  หรือประชาชนทั่วไปมีความบิดเบือน  คือ  ประชาชนทั่วไปที่มีทางเลือกของแต่ละบุคคล  บนความรู้  เหตุผลของตน  เมื่อได้รับการนำเสนอข้อมูลอีกด้าน  มีแรงจูงใจต่อข้อมูล  มีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์  สังเคราะห์  ทำให้ได้รับการแทรกแซงต่อการตัดสินใจเพื่อแสดงพฤติกรรมจากข้อมูลที่ได้รับ  เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากสถานะเดิม  โดยเลือกที่จะเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากขึ้น  หลังจากนั้นเมื่อมีการสะสมการบริโภคข้อมูล  หรือสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องมากขึ้น  เมื่อต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูงสุดท้ายทำให้แสดงพฤติกรรมออกมาชัดเจนโดยเลือกทางเลือกที่ถูกกำหนดมาไม่ว่าทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน   หรือสามารถกล่าวอย่างง่ายได้ว่า  การนำเสนอของสื่อมวลชนด้วยข้อมูลด้านหนึ่ง  เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่  จูงใจให้ผู้รับสารเลือกทางเลือกที่กำหนดมาให้  จนท้ายที่สุดแล้วจะมีทางเลือกน้อยเพียงหนึ่ง  หรือสองทางเลือกที่ปรากฎ  เกิดปรากฎการณ์  “ถูกบังคับให้เลือกข้างอย่างชัดเจน”  นั่นหมายรวมถึงข้างเดียวในที่สุด

 

ในทางกลับกันหากสื่อมวลชนมีการนำเสนอข้อมูลครบทุกด้านจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  มีความสมมาตรของข้อมูล  ทำให้ผู้รับสารมีการถูกแทรกแซง  จูงใจต่อการตัดสินใจเพื่อแสดงพฤติกรรมน้อย   ยังคงสถานะการแสดงพฤติกรรมใกล้เคียงเดิม  เนื่องมาการได้รับสารที่มีความหลากหลาย  มีสภาพแวดล้อม  บริทบที่มีความหลากหลาย  มีทางเลือกที่หลากหลาย  และความหลากหลายนี้บางส่วนมีจุดร่วมกัน  ผู้บริโภคจึงมีความมั่นใจมากขึ้นในการแสดงออกพฤติกรรมเดิมของตนเอง  และถ้าหากทางเลือกของตนได้รับการนำเสนอยิ่งมีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อการแสดงพฤติกรรม  ดังนั้น  สื่อมวลชน  ที่ทำหน้าที่เสนอข้อมูล  ข้อเท็จจริงควรที่จะนำเสนอข้อมูลครบทุกด้าน  จากทุกส่วนที่ได้เสีย  อย่างเท่าเทียมกัน  เพื่อที่จะให้ทุกคนสามารถเลือกทางเลือกของตนเองได้  โดยที่ไม่มีการแทรกแซง   บิดเบือนให้กระทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด  รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในอนาคตก็เป็นได้

 

ฟังสิ่งที่ไม่ได้ยิน  เสียงที่ไม่ได้พูด

ฟังสิ่งที่ได้ยิน  เสียงที่ได้พูด

นั่นคือ  “สังคมอันพึงประสงค์”

Read Full Post »