Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘countries’

recommendare

สรุป

บทความเรื่อง “การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก :

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา”

 

 

โดย

ศาสตราจาร์ดร.จุมพต สายสุนทร

คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ความมีดังนี้

 

บทนำ

        เป็นที่น่าแปลกใจว่าทั้ง ๆ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตัวตั้งตัวตีจัดให้มีการประชุมกฎหมายทะเล ครั้งที่ 3 (The Third United Nations Conference on the Law of the Sea หรือ UNCLOS III) ขึ้นในปี ค.ศ. 1973 แต่สหรัฐอเมริกาเองกลับปฏิเสธ แม้กระทั่งจะลงนามในอนุสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea ซึ่งต่อไปจะขอเรียกว่า อนุสัญญาปี ค.ศ. 1982)2 ซึ่งเป็นผลของการประชุม UNCLOS III เปิดให้ประเทศต่าง ๆ ลงนามเมื่อเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1982 สหรัฐอเมริกาเพียงแต่ลงนามในกรรมสารสุดท้าย (Final Act)3 เท่านั้น และจนกระทั้งบัดนี้อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ก็ยังไม่มีผลใช้บังคับเนื่องจากยังไม่มีการให้สัตยาบัน หรือเข้าภาคยานุวัติครบ 60 ประเทศ ตามมาตรา 308 ของอนุสัญญาปี ค.ศ. 1982 ระบุไว้ เป็นที่น่าสังเกตว่านับแต่ อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ได้เปิดให้ประเทศต่าง ๆ ให้สัตยาบัน (ปี ค.ศ.1982) จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ก็เป็นเวลาร่วม 4 ปีเต็มแล้ว ยังไม่ปรากฏว่าจะมีการให้สัตยาบันครบ 60 ประเทศ จึงทำให้สงสัยว่าเพราะเหตุใดนานาประเทศจึงได้ลังเลใจที่จะให้สัตยาบันแก่ อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 นี้ ซึ่งถือกันว่าเป็นอนุสัญญาที่ครอบคลุมเรื่องทุก ๆ เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายทะเลไว้ เหตุผลประการสำคัญที่ทำให้นานาประเทศลังเลใจที่จะให้สัตยาบัน น่าจะเป็นผลมาจากการที่ มาตรา 309 แห่งอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 นี้ที่ห้ามมิให้มีการตั้งข้อสงวน (reservation) ในการให้สัตยาบันอนุสัญญา เว้นแต่ตามที่บทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้อนุญาตไว้เท่านั้น ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่ามาตรา 309 ได้วางมาตรการป้องกันไม่ให้รัฐต่าง ๆ เลือกที่จะผูกพันตามบทบัญญัติของอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ในส่วนที่จะเป็นประโยชน์แก่ตน และตั้งข้อสงวนในส่วนที่ตนจะเสียประโยชน์ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ก็จะไม่มีความหมายอันใด จากข้อห้ามของมาตรา 309 นี้เอง นานาประเทศจึงลังเลใจที่จะให้สัตยาบัน เพราะปรากฏว่ามีบทบัญญัติของอนุสัญญานี้หลายส่วนที่ขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ประเทศต่าง ๆ จึงต้องชั่งน้ำหนักส่วนได้เสียที่ตนจะได้จากการให้สัตยาบันดังกล่าว

 

        ในส่วนของประเทศที่ถือว่าบทบัญญัติแห่งอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของตนอย่างมาก และมีท่าทีอันแข็งกร้าวต่ออนุสัญญานี้ คือประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ผลักดันให้มีการประชุมกฎหมายทะเล ครั้งที่ 3 นั่นเอง บทบัญญัติของอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ที่สหรัฐอเมริกาถือว่าขัดกับประโยชน์ของตนมากที่สุดคือ บทบัญญัติในส่วนที่ 11 ว่าด้วยการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก (Deep Seabed Mining) ถึงแม้จะมีบทบัญญัติของอนุสัญญาในส่วนอื่นทีสหรัฐอเมริกาไม่เห็นด้วยก็ตาม อาทิเช่น บทบัญญัติว่าด้วยการจับปลาที่มีธรรมชาติของการย้ายถิ่นสูง (highly migratory species)4 หรือบทบัญญัติว่าด้วยการใช้สิทธิผ่านแดน (ชั่วคราว) (transit passage)5 สหรัฐอเมริกาเองยังเห็นว่า ความขัดแย้งในสองส่วนนี้ยังพอประนีประนอมได้ แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกแล้ว สหรัฐอเมริกาจะไม่ยอมเป็นอันขาด เว้นแต่จะมีการแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติในส่วนนี้เสียใหม่ ซึ่งก็ย่อมจะขัดกับผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ผลักดันให้มีบทบัญญัติดังกล่าวในอนุสัญญาปี ค.ศ. 1982

 

        บทบัญญัติว่าด้วยการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกในอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 นั้นเกิดจากการผลักดันของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่รู้จักกันในนามของกลุ่ม 77 ซึ่งพยายามนำความคิดเกี่ยวกับ “ระเบียบเศรษฐกิจระหวางประเทศแนวใหม่” (New International Economic Order) เข้ามาปรับใช้กับกฎหมายทะเลโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ทะเลลึก หัวใจสำคัญของระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่ก็คือ การให้ทุกประเทศในโลกได้รับการจัดสรรทรัพยากร และมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีโดยทัดเทียมกัน โดยประเทศที่พัฒนาแล้วต้องช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนาทั้งในด้านทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศด้อยพัฒนาสามารถพัฒนาระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของตนให้ทัดเทียมกับนานาประเทศได้

 

        แนวความคิดเรื่องระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่ได้ถูกนำมาใช้กับบทบัญญัติว่าด้วย การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกของอนุสัญญา ดังจะเห็นได้จากมาตรา 136 ของอนุสัญญาซึ่งบัญญัติไว้มีใจความว่า พื้นทะเลตลอดทั้งทรัพยากรที่ได้จากพื้นทะเลนั้นให้ถือเป็นมรดกร่วมกันของมนุษยชาติ (common heritage of mankind) การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดังกล่าว จึงต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนทุกคน แม้สหรัฐอเมริกาจะยอมรับความคิดในเรื่องสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติก็ตาม แต่สหรัฐอเมริกายังยืนยันว่า ทรัพยากรใต้ทะเลเป็นทรัพย์ไม่มีเจ้าของ (Resnullius) ใครสามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้ก่อนก็ย่อมมีสิทธิในทรัพย์นั้น และนี่คือที่มาแห่งความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาซึ่งคัดค้านอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งสนับสนุน อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 วัตถุประสงค์ของบทความนี้จึงมุ่งเสนอให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายนี้ ทั้งในด้านทฤษฎีความคิดและในทางปฏิบัติ ในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกว่ามีประการใดบ้าง โดยจะเริ่มจากความสำคัญของการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก ต่อจากนั้นจะได้กล่าวถึงจุดยืนและทฤษฎีความคิดของแต่ละฝ่าย ความขัดแย้งประการอื่นในทางปฏิบัติ ทางออกของแต่ละฝ่าย และบทสรุปที่จะประเมินถึงความเป็นไปได้ในอนาคตเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

 

ความสำคัญของแร่ในท้องทะเลลึก

        สินแร่ในท้องทะเลบึกที่กล่าวถึงนี้จะรวมตัวกันเป็นก้อนมีลักษณะคล้ายมันฝรั่ง (nodule) และจะมีส่วนผสมของแร่ต่าง ๆ แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสถานที่7 ก้อนแร่เหล่านี้จะอยู่กระจัดกระจายทั่วไปในระดับความลึกประมาณ 3 ไมล์8 และมีการประเมินกันว่ามีปริมาณก้อนแร่นี้ถึง 22 พันล้านตัน ซึ่งก้อนแร่แต่ละก้อนจะมีส่วนผสมของแร่ที่สำคัญคือ ทองแดง นิกเกิล โคบอล และแมงกานีส9 ปัจจุบันมีผู้ดำเนินกิจการเกี่ยวกับเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกถึง 9 กลุ่ม10 ในจำนวนทั้งหมด 9 กลุ่มนี้ 4 กลุ่มเป็นพวกบรรษัทข้ามชาติ11 อีกสองกลุ่มเป็นวิสาหกิจของฝรั่งเศสและญี่ปุ่น และอีกสามกลุ่มที่เหลือเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของสหภาพโซเวียต อินเดีย และจีน

 

        แร่ทองแดง นิกเกิล โคบอล และแมงกานีส ที่จะได้จากการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกนั้นมีความสำคัญต่อประเทศอุตสาหกรรมอย่างสหรัฐอเมริกามาก เนื่องจากเป็นแร่ที่จำเป็นในการทำเครื่องจักรกลหรือเครื่องบิน หรืออุตสาหกรรมถลุงเหล็ก ตัวอย่างเช่น แมงกานีสนำไปใช้ในอุตสาหกรรมถลุงเหล็ก โคบอลนำไปใช้ในการทำเครื่องจักรกลที่ใช้ในทางอุตสาหกรรมหรือทำเป็นโลหะผสมที่ทนความร้อนสูง เพื่อนำไปใช้กับเครื่องยนต์เจท ส่วนนิกเกิลนั้นก็นำไปใช้เป็นโลหะผสมป้องกันการผุกร่อน เหตุที่แร่ธาตุเหล่านี้มีความสำคัญต่อสหรัฐอเมริกามาก จะเห็นได้จากการที่สหรัฐอเมริกาต้องสั่งแร่เหล่านี้เข้าประเทศปีละมาก ๆ และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้สั่งแร่เหล่านี้เป็นสินค้าเข้ามีจำนวนสูง อาทิเช่น โคบอล สั่งเข้าถึง 98% ส่วนใหญ่สั่งจากประเทศ Zaire แมงกานีสสั่งเข้าถึง 97% จากกาบองและอาฟริกาใต้ และสั่งนิกเกิลเข้าถึง 73% ส่วนใหญ่จากประเทศคานาดา13 เมื่อเป็นเช่นนี้หากสหรัฐอเมริกาสามารถทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกได้เอง ก็จะช่วยลดการนำเข้าได้เป็นจำนวนมหาศาล อีกทั้งจะสร้างความมั่นคงในทางยุทธศาสตร์ให้กับสหรัฐอเมริกาด้วย เนื่องจากไม่ต้องพึ่งพาแร่ดังกล่าวจากต่างประเทศ ซึ่งความผันผวนทางการเมืองระหว่างประเทศอาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอน สำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้น หากได้มีการจัดสรรทรัพยากรใต้ทะเลให้กับประเทศของตน ตามบทบัญญัติของอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกแล้ว นอกจากจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศของตนแล้ว ยังสามารถเปิดโอกาสให้ประเทศของตนนำแร่ดังกล่าวมาใช้พัฒนาอุตสาหกรรมของตนได้อีกด้วย

 

การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกเป็นการใช้เสรีภาพแห่งท้องทะเลหลวง  : จุดยืนของสหรัฐอเมริกา

        จุดยืนประการสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกาปฏิเสธที่จะให้สัตยาบันต่ออนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 คือหลักการใช้เสรีภาพแห่งท้องทะเลหลวง (freedom of the high seas) ดังที่ปรากฏในอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยทะเลหลวง ปี ค.ศ. 195814 ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นภาคี สหรัฐอเมริกาอ้างว่า หากจะพิจารณาจากต้นร่างของอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1958 ในรายงานของคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law Commission) แล้วจะเห็นได้ว่า มาตรา 2 แห่งอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยทะเลหลวง ปี ค.ศ. 1958 เพียงแต่ให้ตัวอย่างของการกระทำที่ถือว่ารัฐมีเสรีภาพที่จะทำได้ในท้องทะเลหลวงไว้เพียง 4 ประการเท่านั้น คือ เสรีภาพในการเดินเรือ (navigation) เสรีภาพในการจับปลา เสรีภาพในการวางสายเคเบิลใต้ทะเลและการวางท่อใต้น้ำ (pipeline) และเสรีภาพในการบินเหรือทะเลหลวง (overflight) เสรีภาพทั้ง 4 ประการนี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น หาได้จำกัดไว้แต่เพียง 4 ประการเท่านั้นไม่ ทั้งนี้ดังจะเห็นได้จากตัวบทมาตรา 2 แห่งอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1958 เองที่ใช้คำว่า “inter alia” ซึ่งหมายความถึง อาจจะมีเสรีภาพอย่างอื่น ๆ อีกก็ได้ที่เป็นการใช้เสรีภาพโดยชอบด้วยกฎหมาย15 ดังนั้นสหรัฐอเมริกาจึงถือว่าการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกซึ่งเป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเลหลวงมาใช้เป็นการใช้เสรีภาพในท้องทะเลหลวงอันชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นสหรัฐอเมริกาเองยังถือต่อไปอีกว่า ทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเลหลวงเป็นทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของ ดังนั้นใครก็ตามที่สามารถครอบครองทรัพย์นั้นได้ก่อน ก็ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นตามหลักผู้มาก่อน (The first taker) อย่างไรก็ตาม การใช้เสรีภาพดังกล่าวก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อจำกัด เพราะในมาตรา 2 ของอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1958 เองได้ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า การใช้เสรีภาพดังกล่าวรัฐผู้ใช้จำต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศอื่น ๆ ด้วย ซึ่งนอกจากจะหมายถึงการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกนั้นต้องไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพในการเดินเรือ เสรีภาพในการจับปลา และเสรีภาพอื่น ๆ แล้วรัฐผู้ใช้จะต้องพยายามหลีกเลี่ยงมิให้เกิดข้อพิพาท หรือระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยสันติวิธี นักวิชาการของสหรัฐอเมริกาบางท่านกลับมองไปถึงว่า เสรีภาพแห่งท้องทะเลหลวงนี้ก่อให้เกิดหน้าที่ต่อรัฐผู้ใช้ในอันที่จะตกลงกันให้มีการระงับข้อพิพาท อันจะเกิดจากการใช้ทะเลหลวง16 และด้วยความเห็นนี้เองที่ทำให้สหรัฐอเมริกาได้เจรจาตกลงกับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมในยุโรปอีก 3 ประเทศคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยรมันตะวันตก เพื่อกำหนดข้อตกลงระงับข้อพิพาทอันจะเกิดจากการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก (Agreement Concerning Interim Arrangements Relating to Polymetallic Nodules of the Deep Seabed)17

 

        อย่างไรก็ตามจุดยืนของสหรัฐอเมริกานี้ยังไม่เป็นที่พอใจของกลุ่มเอกชนอเมริกัน ที่ต้องการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มเอกชนดังกล่าว ต้องการให้รัฐบาลสหรัฐให้ความคุ้มครองตนมากกว่าที่เป็นอยู่ แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐจะยืนยันว่า เอกชนมีเสรีภาพที่จะทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกได้ก็ตาม18 กลุ่มเอกชนยังเกรงว่า ตนจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา หากเกิดความเสียหายขึ้น เนื่องจากการแทรกแซงของ International Seabed Authority ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นตาม อนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982

 

ทรัพยากรใต้ทะเลเป็นสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ : ข้อต่อสู้ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

        จุดยืนของสหรัฐอเมริกาดังกล่าวข้างต้น ถูกคัดค้านตลอดเวลาจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ดังต่อไปนี้

 

        1) กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาถือว่าอนุสัญญาว่าด้วยท้องทะเลหลวง ปี ค.ศ. 1958 ไม่สามารถนำมาปรับใช้กับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกได้ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอ้างว่า การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกนั้นไม่สอดคล้องกับหลักเสรีภาพในท้องทะเลหลวง เนื่องจากลักษณะของสินแร่ที่พบใต้ทะเลนั้นถือเป็นทรัพยากรประเภทที่ไม่อาจหมุนเวียนได้ (exhaustible resources)19 และเนื่องจากการก่อตัวของก้อนแร่ เป็นไปในอัตราช้ามาก การที่ประเทศอุตสาหกรรมใช้ทรัพยากรดังกล่าวในขณะนี้ หรือในอนาคตอันใกล้นี้ถือได้ว่าเป็นการตัดโอกาสของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ยังขาดเทคโนโลยีในการที่จะนำทรัพยากรมาใช้ต่อไป20 นอกจากนี้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนายังถือว่า บรรดาประเทศที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยทะเลหลวงปี ค.ศ. 1958 มีเพียง 40 ประเทศเท่านั้น และนับแต่นั้นเป็นต้นมาจำนวนของรัฐต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้น จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าหลักกฎหมายที่ประเทศเพียง 40 ประเทศให้สัตยาบันนั้นจะเป็นหลักกฎหมายที่สะท้อนความต้องการของประชาคมระหว่างประเทศในปัจจุบัน21

 

        2) กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาถือว่า ท้องทะเลลึกและทรัพยากรในท้องทะเลลึกเป็นสมบัติของทุกคน (res communis) และถือเป็นมรดกร่วมกันของมนุษยชาติ ดังปรากฏในมาตรา 136 แห่งอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 ดังนั้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเลต้องเป็นไปเพื่อทุกคน ผู้ใดหรือรัฐใดจะยึดถือครอบครองหรือใช้อำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรดังกล่าวมิได้ ทั้งนี้ การใช้ทรัพยากรดังกล่าวจะทำได้ก็แต่โดยอาศัย International Seabed Authority ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของมนุษยชาติเท่านั้น (มาตรา 137 ของอนุสัญญา) และสำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาแล้วหลักการที่ว่าด้วยทรัพย์สมบัติร่วมกันของมนุษยชาตินี้ ยังหมายความรวมถึงการที่รัฐทุกรัฐมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรนี้ด้วย22 กลุ่มประเทศกำลังพัฒนายังอ้างต่อไปอีกด้วยว่า อนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 เป็นอนุสัญญาที่ได้รวบรวมเอาจารีตประเพณีระหว่างประเทศไว้ ซึ่งถึงแม้จะไม่ผูกพันประเทศอื่นในฐานะอนุสัญญาก็อาจผูกพันประเทศอื่น ๆ ในฐานะจารีตประเพณีระหว่างประเทศ23

 

ข้อโต้แย้งประการอื่นระหว่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

        นอกจากความขัดแย้งในทางทฤษฎีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ความขัดแย้งทางเทคนิคประการอื่น ๆ อาจสรุปได้ดังนี้

 

        1) สหรัฐอเมริกาถือว่าผู้ที่จะทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกควรจะมีสิทธิเลือกสถานที่ที่ตนต้องการขุด โดยให้มีการควบคุมน้อยที่สุด กลุ่มประเทศกำลังพัฒนากลับเห็นว่า การเลือกสถานที่ที่จะทำเหมืองนั้น ควรจะมีการควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ โดยให้หน่วยงานที่เรียกว่า International Seabed Authorsty (ISA) ซึ่งตั้งขึ้นตามอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 เป็นผู้ควบคุมดูแล นอกจากนี้ผู้ลงทุนบุกเบิก (pioneer investor) ควรจะจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีเพื่อเป็นการบำรุง ISA ด้วย

 

        2) สหรัฐอเมริกาเห็นว่า การลงทุนทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกนั้นต้องใช้ทุนมหาศาล ไม่ต่ำกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ต่อ 1 แหล่งเป็นอย่างต่ำ ดังนั้นผู้ลงทุนบุกเบิกควรจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มทุนรวมทั้งดอกเบี้ยที่เสียไปและให้มีกำไรตามสมควร กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่า ผลกำไรทั้งหลายที่ได้จากการลงทุนบุกเบิกควรจะมีการหักภาษีโดย ISA และนำภาษีที่หักได้ไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่ด้อยพัมนาที่สุดต่อไป

 

        3) สหรัฐอเมริกาเห็นว่า การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกนั้น นอกจากจะใช้ทุนมหาศาลแล้ว ยังจะต้องทำการค้นคว้าวิจัยและนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ ดังนั้นจึงควรจะมีการคุ้มครองผู้ที่ทำการค้นคว้าวิจัยหรือผู้ที่คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่า The Enterprise (มาตรา 153 (2) (a) ของอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982) ซึ่งจะเป็นหน่วยงานทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกให้กับ ISA ควรจะมีโอกาสที่จะได้รับการถ่ายทอดทางเทคโนโลยีจากกลุ่มผู้ทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกของประเทศอุตสาหกรรม ภายใต้เงื่อนไขและค่าตอบแทนอันสมควรตลอดจนได้รับการอำนวยความสะดวกในการนำเทคโนโลยีนั้นมาใช้ด้วย

 

        4) เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นผู้อุปโภครายใหญ่ของแร่ธาตุที่จะได้จากการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก (ทองแดง แมงกานีส นิกเกิล โคบอล) สหรัฐอเมริกาจึงขอเป็นผู้อุปโภครายใหญ่ของแร่ที่จะได้จากการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกนั้น กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่า การปล่อยให้ประเทศอุตสาหกรรมอุปโภคสินแร่ที่ได้จากพื้นทะเลทั้งหมดโดยไม่มีการจำกัดปริมาณ จะเป็นการกระทบกระเทือนต่อประเทศผู้ผลิตแร่ดังกล่าวบนภาคพื้นดินซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั่นเอง ดังนั้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจึงเสนอให้มีการจำกัดปริมาณการใช้การผลิต ทั้งนี้เพื่อมิให้กระเทือนถึงราคาแร่ของประเทศผู้ผลิตบนภาคพื้นดิน

 

        5) เนื่องจากบุคลากรที่จะปฏิบัติงานในการลงทุนบุกเบิกนั้น เป็นบุคลากรจากบริษัทในสหรัฐอเมริกาหรือบริษัทที่นำโดยสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่า บุคลากรจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาควรได้รับการฝึกให้มีความสามารถทัดเทียมกับบุคลากรจากประเทศที่พัฒนาแล้ว

 

        6) เนื่องจากทุนในการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกส่วนใหญ่จะมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมในยุโรป และญี่ปุ่น กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่า ควรมีการรวมทุนจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาบางกลุ่ม เช่น OPEC ด้วย

 

        7) สหรัฐอเมริกาเห็นว่า ตนเองสามารถทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกได้โดยไม่ต้องให้สัตยาบันแก่อนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 ทั้งนี้โดยอาศัยกฎหมายภายในของตน คือ Deep Seabed Hard Mineral Resources Act (DSHMRA)24 ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1980 ตามกฎหมายฉบับนี้การลงทุนทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกจะเริ่มทำได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี ค.ศ. 1988 เป็นต้นไป ส่วนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาถือว่า การกระทำของสหรัฐอเมริกานี้จะขัดกับอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 โดยอ้างว่าอนุสัญญาดังกล่าวเป็นการรวบรวมจารีตประเพณีระหว่างประเทศไว้25

 

การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกนอกกรอบของอนุสัญญาปี ค.ศ. 1982 : ทางออกของสหรัฐอเมริกา

        ในเมื่อสหรัฐอเมริกายังยืนยันตามหลักเรื่องเสรีภาพแห่งท้องทะเลหลวงตามที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญาว่าด้วย ท้องทะเลหลวง ปี ค.ศ. 1958 สหรัฐอเมริกาจึงอ้างว่า ตนสามารถจะทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกได้ โดยจะผูกพันก็แต่เพียงจารีตประเพณีระหว่างประเทศหรือสนธิสัญญา (ถ้ามี) เกี่ยวกับการใช้เสรีภาพในท้องทะเลหลวงเท่านั้น และในขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาก็ปฏิเสธและคัดค้านหลักเกณฑ์การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก ที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 ทั้งนี้เพราะถึงแม้ว่าหลักเกณฑ์การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกในอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 ดังกล่าวจะกลายเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศขึ้นมาจริงดังที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนากล่าวอ้าง สหรัฐอเมริกาก็มิจำต้องผูกพันตามกฎหมายจารีตประเพณีนั้น เมื่อสหรัฐอเมริกาได้คัดค้านจารีตประเพณีระหว่างประเทศนั้นอย่างต่อเนื่อง สหรัฐอเมริกาอ้างว่า การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกของตนตามหลักเสรีภาพแห่งท้องทะเลหลวงนั้น ถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่ออยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ต่อไปนี้

 

1.หลักว่าด้วยความเหมาะสมในการใช้เสรีภาพ (reasonableness) 

        หลักนี้ได้ระบุไว้ชัดแจ้งในตัวบทแห่งมาตรา 2 ของอนุสัญญาว่าด้วยท้องทะเลหลวง ปี ค.ศ. 1958 นั่นเองที่บัญญัติไว้มีใจความว่า การใช้เสรีภาพในท้องทะเลหลวงนั้นจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมที่จะไม่ให้กระทบกระทั่งถึงการใช้เสรีภาพของรัฐอื่น เช่น เสรีภาพในการเดินเรือหรือจับปลาของรัฐอื่น หลักเรื่องความเหมาะสมในการใช้เสรีภาพนี้เป็นหลักที่ยอมรับกันทั่วไปในกฎหมายระหว่างประเทศ26 ดังนั้น การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกของสหรัฐอเมริกาหากได้ทำไปโดยคำนึงถึงหลักความเหมาะสม คือไม่เป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพในการเดินเรือ ในการจับปลา หรือการวางสายเคเบิล หรือสายท่อของรัฐอื่น ๆ แล้วก็ย่อมเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ

 

 2. หลักเรื่องการงดเว้นไม่ใช้อำนาจอธิปไตย (non – sovereignty)

        หลักนี้ได้ถูกนำมาบัญญัติไว้ในอนุสัญญา ค.ศ. 1982 ด้วย (มาตรา 137 (1)) ซึ่งสหรัฐอเมริกาเองก็มิได้ปฏิเสธหลักนี้แต่ประการใด ดังจะเห็นได้จากนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่ปฏิเสธข้อเสนอของบริษัท Deepsea Ventures Inc. ที่จะขอเข้าครอบครองแหล่งทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกในมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อปี ค.ศ. 197427 ดังนั้นตราบใดที่สหรัฐอเมริกามิได้ใช้อำนาจอธิปไตยเหนือแหล่งเหมืองแร่แล้ว ย่อมถือเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ

 

3. หลักว่าด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์ (revenue sharing) 

        หลักว่าด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์นี้ก่อให้เกิดปัญญาตีความ กล่าวคือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ตีความหลักนี้อย่างกว้าง โดยนอกจากให้รวมถึงการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกโดยตรง (ในรูปของตัวเงิน) แล้ว ยังรวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี และรวมถึงการมีส่วนรวมของประเทศกำลังพัฒนาในการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกด้วย แต่สหรัฐอเมริกาเองตีความหลักนี้อย่างแคบให้หมายความถึงการแบ่งสรรผลประโยชน์ที่ได้จากการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกโดยตรง ในรูปของกองทุน (trust fund) เท่านั้น สหรัฐอเมริกาเห็นว่าตนไม่มีหน้าที่อื่นใด นอกเหนือจากนั้น เพราะตาม DSHMRA นั้น สหรัฐอเมริกาได้จัดให้มีการตั้งกองทุนขึ้นโดยการเก็บภาษีในอัตรา 3.75% จากผู้ที่ลงทุนทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก28 และสหรัฐอเมริกาเองมีความปรารถนาที่จะจัดสรรกองทุนดังกล่าวให้กับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับความคิดเรื่องสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ หากว่าสหรัฐอเมริกาให้สัตยาบันแก่อนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 และจากเจตนานี้เองที่สหรัฐอเมริกาถือว่าตนได้ปฏิบัติ หรือพร้อมที่จะปฏิบัติตามหลักว่าด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์แล้ว

 

        สหรัฐอเมริกาเห็นว่าหากตนได้ปฏิบัติตามหลักทั้งสามประการโดยเคร่งครัดแล้ว การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกของตนย่อมถือว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ ถึงแม้ตนจะมิได้ให้สัตยาบันอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 ก็ตาม ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงเตรียมการที่จะทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกโดยอาศัยวิธีการสองวิธี คือ


 1.ทำข้อตกลงต่างตอบแทนกับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมในยุโรปหรือประเทศอุตสาหกรรมอื่น (Reciprocating State Agreements) 

        ภายใต้บทบัญญัติของ DSHMRA สหรัฐอเมริกาอาจดำเนินการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก โดยร่วมมือกับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันตะวันตก ซึ่งจะมีกฎหมายภายในทำนองเดียวกัน DSHMRA ของสหรัฐอเมริกา และภายใต้ข้อตกลงต่างตอบแทนนี้ประเทศภาคีจะรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ลงทุนของประเทศภาคีอื่น เสมือนหนึ่งเป็นผู้ลงทุนของตน และเป็นที่คาดหมายว่า สหรัฐอเมริกาจะทำข้อตกลงต่างตอบแทนนี้กับประเทศอุตสาหกรรมอื่นในอนาคตอันใกล้นี้ แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 ได้ห้ามรัฐภาคีมิให้ยอมรับข้อเรียกร้องหรือทำการขุดใช้ทรัพยากรใต้ทะเล โดยวิธีอื่นใดนอกจากวิธีที่อนุญาตไว้ตามอนุสัญญาเท่านั้น (มาตรา 137) ซึ่งวิธีที่อนุสัญญาอนุญาตไว้คือการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกต้องผ่าน ISA เท่านั้น ดังนั้นรัฐที่จะทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกจะเป็นภาคีของข้อตกลงต่างตอบแทนและเป็นภาคีของ อนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 ในขณะเดียวกันมิได้

 

2.ทำสนธิสัญญาย่อย (mini treaty)

        การทำสนธิสัญญาย่อยก็มีหลักเกณฑ์ทำนองเดียวกับการทำข้อตกลงต่างตอบแทน แต่การทำสนธิสัญญาย่อยอาจจะไม่ต้องทำอย่างรัดกุมเหมือนข้อตกลงต่างตอบแทน เช่น กฎหมายภายในของภาคีของสนธิสัญญาย่อยอาจแตกต่างกันบ้าง แต่ตัวสนธิสัญญาย่อยเองจะเป็นตัวกำหนดถึงการรับรองและคุ้มครองผู้ทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก และก็เช่นเดียวกับกรณีของข้อตกลงต่างตอบแทนคือ รัฐจะเป็นภาคีของอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 และสนธิสัญญาย่อยในขณะเดียวกันมิได้ ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 137 ของอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982

 

        ส่วนทางออกของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้นคงมีเพียงว่า จะทำอย่างไรจึงจะให้อนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 มีผลใช้บังคับเพราะเมื่อใดที่อนุสัญญาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ISA ก็จะสามารถทำหน้าที่ควบคุมดูแลเรื่องการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกได้ โดยจะมีหน่วยงานที่เรียกว่า Enterprise (มาตรา 153 (2) (a) ) ทำหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก แต่ถึงแม้อนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 จะมีผลใช้บังคับแล้วก็ตาม ปัญหาของ ISA ก็มิใช่ว่าจะหมดไป เพราะ ISA อาจจะต้องประสบกับปัญหาเรื่องทุนที่จะใช้ในการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก ตลอดทั้งเทคโนโลยีในการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกด้วย

 

บทสรุป

        จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่เป็นที่ยุติว่า บทบัญญัติในอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเลแนวใหม่ ปี ค.ศ. 1982 เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกนั้นได้กลายเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศดังที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้อ้างไว้ ถึงแม้จะมีการสนับสนุนจากบางฝ่าย ให้ถือว่า บทบัญญัติดังกล่าวได้กลายเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศแล้วก็ตาม31 สำหรับสหรัฐอเมริกานั้นไม่ถือว่าบทบัญญัติว่าด้วยการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ32 ดังนั้นเมื่อสหรัฐอเมริกามิได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาปี ค.ศ. 1982 สหรัฐอเมริกาจึงไม่ต้องผูกพันตามอนุสัญญาดังกล่าว สิ่งใดที่สหรัฐอเมริกาทำลงเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก หากว่าสอดคล้องกับหลักทั้ง 3 ประการข้างต้นตามหลักเรื่องเสรีภาพแห่งท้องทะเลหลวงแล้ว ย่อมถือเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น คำกล่าวของ Tommy Koh แห่งสิงคโปร์ซึ่งเป็นประธานของการประชุมกฎหมายทะเล ครั้งที่ 3 (UNCLOS III) ที่ว่า สหรัฐอเมริกาอาจถูกฟ้องต่อศาลโลก (International Court of Justice หรือ ICJ) หากว่าสหรัฐอเมริกาได้ทำการใด ๆ อันเป็นการขัดต่อบทว่าด้วยการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก แห่งอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 ดูออกจะเลื่อนลอยไป

 

        ตามมาตรา 96 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ สมัชชาใหญ่สหประชาชาติอาจร้องขอ “ความเห็น” (advisory opinion) จากศาลโลกในปัญหา “ข้อกฎหมาย” อันเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก โดยพลการของสหรัฐอเมริกาใต้ แต่อย่างไรก็ตามนอกจากประเด็นว่า การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกโดยพลการของสหรัฐอเมริกาเป็นปัญหา “ข้อกฎหมาย” หรือไม่แล้ว การที่ศาลโลกเข้าไปก้าวก่ายในกรณีที่ยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่า เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่แล้ว กลับจะเป็นผลเสียต่อภาพพจน์ของศาลเอง และอาจจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ อันจะเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการเจรจาของทั้งสองฝ่าย เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้นในแง่ของกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว “ความเห็น” ของศาลโลกไม่ผูกพันสหรัฐอเมริกาเพราะเป็นเรื่องของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติกับศาลโลกเท่านั้น ยิ่งในกรณีที่จะฟ้องสหรัฐอเมริกาเป็นจำเลยต่อศาลโลกยิ่งดูห่างไกล เพราะตามธรรมนูญศาลโลกแล้ว ศาลจะมีเขตอำนาจเหนือคดีก็ต่อเมื่อประเทศนั้น ๆ ได้ยอมอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาล (มาตรา 36 ของธรรมนูญศาลโลก) และเป็นไปได้ยากที่สหรัฐอเมริกาจะยอมอยู่ใต้อำนาจศาล เพราะการกระทำเช่นนั้นอาจเท่ากับเป็นการยอมรับว่า สหรัฐอเมริกาได้ละเมิดบทบัญญัติว่าด้วย การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกแห่งอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 จริง ในเมื่อขณะนี้ทั้งสองฝ่าย (สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา) ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ปัญหาที่ตามมาก็คือ อาจเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับการกำหนดเขตทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก ซึ่งซ้อนกันระหว่างสหรัฐอเมริกา และ ISA ซึ่งต้องอาศัยการเจรจาตกลงกันต่อไป

 

        ความเป็นไปได้สำหรับสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมในยุโรปในอันที่จะทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกในเชิงพาณิชย์นั้นมีมาก เ พราะประเทศเหล่านี้พร้อมทั้งด้านทุนและเทคโนโลยี ส่วนกลุ่มที่สนับสนุนอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเลแนวใหม่นั้น มีกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเป็นส่วนใหญ่และมีกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่น้อย ความเป็นไปได้ในการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกจึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างกลุ่มกำลังพัฒนา และกลุ่มที่พัฒนาแล้ว ลำพังแต่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาถึงแม้จะหาทุนได้แต่ก็ขาดเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญ จึงต้องอาศัยสิ่งสองสิ่งนี้จากกลุ่มที่พัฒนาแล้ว จากทั้งสองกลุ่มนี้ร่วมมือกันจึงสำเร็จ โอกาสที่จะผลักดันให้อนุสัญญาปี ค.ศ. 1982 มีผลใช้บังคับก็เป็นไปได้ แต่ถ้าหากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วถอนตัวจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือเข้าร่วมกับฝ่ายสหรัฐอเมริกา ความพยายามของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่จะวางระเบียบการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกก็จะกลายเป็นหมันไป ความใผ่ฝันที่จะทำให้เกิดระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่ ก็คงถูกทำลายไปด้วย และถึงแม้ว่ากลุ่มของประเทศสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะมีความสามารถที่จะทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกได้ก็ตาม ปํญหาความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายนี้ก็จะมีอยู่ต่อไป หรืออาจเพิ่มมากขึ้นก็เป็นได้ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับการแข่งขันราคาของแร่ที่ผลิตบนภาคพื้นดินและที่ได้จากใต้ทะเล ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของนานาประเทศและของโลกด้วย

 

        ความน่าจะเป็นจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก ที่เป็นที่ยอมรับของทั้งกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ ISA ยังอยู่ในระหว่างการก่อตั้งโดย “คณะกรรมาธิการเตรียมการ” (Preparatory Committee) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Prep Com33 ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่คณะกรรมาธิการเตรียมการนี้จะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและสหรัฐอเมริกา ถึงแม้สหรัฐอเมริกาจะอยู่ในฐานะเพียงผู้สังเกตการณ์ในคณะกรรมาธิการนี้ สหรัฐอเมริกาก็สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ เว้นแต่การออกเสียงลงมติเท่านั้น และหากว่าทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อยุติในเรื่องการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกได้ ก็จะเป็นที่น่ายินดีว่าโอกาสที่อนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 จะมีผลบังคับก็มีทางเป็นไปได้ และเป็นการสมประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายสหรัฐอเมริกาเองและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการให้มีกฎหมายทะเลที่ทุกฝ่ายยอมรับ

 

โฆษณา

Read Full Post »

triamboy

 

สองสาวลาว

 

ด�กไม้สักการะด้วยส�งใจส�งสาว

ชื่อภาพ – สองสาวรักษ์ศาสนา  และรักเงิน


คำอธิบาย – สองสาวลาวผู้ซึ่งทำหน้าที่ดูแลรักษาวัดร่องขุ่น  วัดร้างสีขาวตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาคู่กับพระธาตุพูสี  สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นที่ตั้งของตัวเมืองหลวงพระบางนั่นเอง  ด้วยงบประมาณที่ขาดแคลนทำให้วัดร่องขุ่นถูกปล่อยร้างเอาไว้  ปราศจากการดูแลจากหน่วยงานของรัฐ  รวมถึงไม่มีพระจำพรรษาด้วย

 

สองสาวลาวในรูปซึ่งทำหน้าที่ดูแลเก็บค่าผ่านทางจำนวนห้าพันกีบ  อยู่  ณ  เชิงบันไดทางขึ้นวัด  ได้เสนอตัวเป็นมัคคุเทศน์  เพื่อที่จะแนะนำ  ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัดให้กับข้าพเจ้า  ระหว่างที่สองสาวลาวพักผ่อนกายพิงฝนังของโบสถ์นั้นเป็นจังหวะที่ทำให้ข้าพเจ้าได้รูปนี้มา  

 

หลังจากที่ข้าพเจ้าสำรวจ  ชมความงามไปรอบๆวัดจนเป็นที่อิ่มเอมใจแล้ว  ได้เวลาที่ต้องลงจากภูเขาและบอกลาเธอทั้งสอง  สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้เขียนเป็นอย่างมากไม่ใช่การเอ่ยคำลา  แต่เป็นการเริ่มต้นการสนทนาเรื่องใหม่  นั่นคือ  การเอ่ยปากขอ “เงิน”  ด้วยเหตุที่ว่าเป็นต้นทุนของการนำเที่ยว  รวมถึงช่อดอกไม้ในมือของทั้งสองที่เตรียมไว้ให้สำหรับการสักการะพระผู้มีพระภาคเจ้า  

 

ตอนจบจะเป็นอย่างไรนั้นไม่สำคัญ  จากการนั่งทบทวนของผู้เขียนช่างน่าสงสารความไร้เดียงสาของเด็กสาวลาวทั้งสองผู้นี้  ที่ทำให้แรงจูงใจของตนเองถูกกำหนดด้วยเงิน  หรือกล่าวได้ว่าตกเป็นทาสน้ำเงิน  ไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ของโลก ท่ามกลางบรรยากาศการเปลี่ยนผ่านสู่กระแสทุนนิยมของประเทศ   คนลาวทุกคนต้องการเงินเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าทันสมัยเพื่อความสะดวกสบายที่มากขึ้น  ซึ่งส่วนใหญ่แล้วต้องนำเข้าจากต่างประเทศ  (ส่วนรั่วไหล) โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย

 

หากพิจารณาให้ดีแล้วภาพเหล่านี้เหมือนตัวสะท้อนเหตุการณ์ใน “อดีต”  และไม่แน่ใจว่าเป็นเหตุการณ์  ณ  “ปัจจุบัน”  ของราชอาณาจักรไทยด้วยหรือไม่  หากมองในแง่ดีแล้วผู้เขียนหวังว่าลักษณะเหล่านี้ของคนไทยมีแนวโน้มที่ลดลง

 

หิ้วด้วยส�งมื�ส�งสาว

ชื่อภาพ –  ร่วมใจสองมือสองสาวลาว

 

คำอธิบาย –  ยามเย็นหลังจากที่ผู้คนท้องถิ่น  หรือชาวลาวเองนั้นเสร็จสิ้นจากการทำงาน  รวมถึงแม่ค้าตลาดสดที่หมดหน้าที่ขายของไปโดยปริยาย  ด้วยที่ผู้คนส่วนใหญ่ได้ทยอยกลับบ้านเพื่อหุงหาอาหารสำหรับสมาชิกครอบครัวทุกคน

 

สองสาวลาวตัวน้อยผู้มีใจเอื้ออารีย์  กำลังใช้สองมือของทั้งสองคนร่วมใจกันช่วยหิ้วตะกร้าบรรจุสินค้าสำหรับขาย  ณ  ตลาดสด  ที่เหลือในวันนั้นของมารดามุ่งตรงสู่บ้านของทั้งสองก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า  และเริ่มหุงหาอาหารเช่นเดียวกับครอบครัวส่วนใหญ่อื่นๆ  เว้นเสียแต่ครอบครัวที่ประกอบอาชีพในเมือง

 

ชีวิตของเด็กในเมืองนั้นการหุงหาอาหารนั้นต้องทำแต่เย็น  โดยส่วนใหญ่แล้วก่อนห้าโมงเย็น  สำหรับหลายหลายคนเริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการหุงหาอาหารภายในครอบครัวมาเป็นการหาซื้ออาหาร  ณ  ร้านอาหารนอกบ้านที่เหมือนจะเพิ่มมากขึ้นทุกวัน  เพื่อแลกกับความสะดวกสบาย  รวมถึงค่าเสียโอกาสจากการที่ต้องออกไปประกอบอาชีพในยามค่ำคืน  ที่มีแรงจูงใจจาก  “น้ำเงิน” 

 

ยามค่ำคืนที่เคยหลับไหลในอดีตสำหรับหลายเมือง  แต่ด้วย  “แสงเสียง”  จากการ “พัฒนา” ทำให้บรรยากาศที่เคยหลับไหลเปลี่ยนไปเป็นความครึกครื้นสนุกสนาน  ว่าไปแล้วอาจดูเหมือนทำให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น  ด้วยเหตุที่ว่าทำให้เกิดการสร้างงาน  สร้างอาชีพที่เกี่ยวข้องตามมาอย่างมาก  ทำให้เกิดกาเพิ่มพูน  “รายได้”  ที่ดูเหมือนจะเพิ่มพูนความสุข  หรือที่บางคนเรียกว่าคุณภาพชีวิตสูงขึ้น

 

ส�งสาวกระโดดโลดเต้น

ชื่อภาพ –  ไร้เดียงสาซึ่งสองสาวชาวเขาลาว

 

คำอธิบาย –  ด้วยความพยายามเข้าถึงชีวิตผู้คนในท้องถิ่นทำให้ผู้เขียนต้องพยายามกระเสือกกระสนหาทางออกจากตัวเมืองแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่ง  หลวงพระบางก็เช่นกันไม่ต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นของลาว  ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเป็นเมือง  ชีวิตผู้คนต่างกำลังเปลี่ยนผ่านทั้งที่รู้ตัว  หรือไม่รู้ตัว  แต่เกิดจากการกระทำโดยรวมของเขาเหล่านั้น  และคนภายนอกที่เข้ามา  มากกว่านั้นหลวงพระบางยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวลำดับหนึ่งของประเทศ  หากพิจารณาจากจำนวนนักท่องเที่ยว  เห็นได้ชัดว่าจากตัวอย่างข้อมูลของจำนวนเที่ยวบินมุ่งสู่หลวงพระบางมีมากถึง  17  เที่ยวบินต่อวัน  ซึ่งมากกว่าเมืองหลวง  หรือนครเวียงจันทร์

 

กว่า  15  กิโลเมตรจากตัวเมืองหลวงพระบาง  ผ่านเจ้ารถถีบสองล้อด้วยค่าเช่าวันละ  250  บาท  ยืนยันได้ว่านี่คือราคาที่ผ่านการต่อรองแล้ว  (ค่าเช่ารถจักร  หรือรถมอร์เตอร์ไซน์ในบ้านเรานั่นเอง  อยู่ที่  วันละ  1000  บาท  ต่อรองอย่างมากได้  800  บาท)  ผ่านหมู่บ้านต่างๆ  ระหว่างสองข้างทาง  ด้วยความสามารถของผู้เขียนที่ในเบื้องต้นแล้วตั้งใจว่าจะปั่นให้ถึง  20  กิโลฯ  (ขาเดียว)  แต่ก็เห็นทีจะไม่เป็นผล  ทำได้เพียง  15  กิโลเมตร  แล้วจึงตัดสินใจทำการพักผ่อนแวะพักกินเฟ๋อ  (ก๋วยเตี๋ยวลาว)  อยู่  ณ  ร้านค้าเดียวประจำหมู่บ้าน

 

ระหว่างที่กำลังลิ้มลองรถชาติเฟ๋อ  ณ  ร้านค้าในหมู่บ้านชาวเขาที่ดูเหมือนจะไม่อร่อยเท่าที่ควรในความรู้สึกของข้าพเจ้า  ได้มีสองเด็กสาวชาวเขาลาวเดินลงมาจากบ้านของตนเอง  ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของร้านค้า  ท่าทีของเธอทั้งสองดูเหมือนเป็นการเดินเล่นอย่างไร้จุดหมายอื่นใด  นอกเหนือจากความสนุกสนาน  หรือกล่าวได้ว่าช่างเป็นความไร้เดียงสาตามประสาเด็กทั่วไปในโลกใบนี้

 

ความสนุกสนานของสองเด็กสาวชาวเขาลาวทั้งสอง  ที่เกิดจากความไร้เดียงสาภายในจิตใจของทั้งสอง  ถูกส่งผ่านออกมาผ่านสีหน้า  รอยยิ้ม  ท่าทางอย่างเห็นได้ชัด  ช่างแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากเด็กที่อาศัยในเมือง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงพระบางที่ห่างออกไปเพียง  15  กิโลเมตรเอง  ที่ความไร้เดียงสาต้องถูกพรากจากตัวพวกเขาเหล่านั้นไปก่อนวัยอันควร  พร้อมกับการเข้ามาของปัจจัย  และเงื่อนไขที่หลากหลายจากกระแสโลกาภิวัฒน์

 

ความไร้เดียงสาที่ถูกพรากไปก่อนวัยอันควรของเด็กหลายหลายคนที่อาศัยในตัวเมือง  ด้วยศักยภาพ  หรือความสามารถของ  “เงิน”  ถูกทดแทนด้วยกิจกรรมหลายหลายอย่าง  อาทิเช่น  

 

การเลิกเรียนในตอนกลางวันสำหรับคนที่ต้องทำงานในตอนกลางใน  ตามร้านอาหารปกติทั่วไป  รวมถึงที่พักในรูปแบบต่างๆที่มากขึ้นทุกวัน  

 

การเลิกเรียนสายสามัญ  เนื่องมาจากสายตาสั้นที่มองเห็นผลตอบแทนระยะสั้น  กับรายได้ตัวเงินที่น้อยของครอบครัว  มากกว่านั้นด้วยข้อบังคับของรัฐที่ต้องมีการรับรองความสามารถทางภาษาก่อนเข้าทำงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  ทำให้ต้องออกมาเรียนภาษาต่างถิ่น  เช่น  อังกฤษ  ฝรั่งเศษ  ญี่ปุ่น  รวมถึงจีนตามโรงเรียนเอกชนสอนภาษาที่เกิดขึ้นจำนวนมากในห้าปีที่ผ่านมา  ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของแนวโน้มนักท่องเที่ยวที่เข้ามา  ด้วยค่าเรียนแต่ละโปรแกรมที่เริ่มต้นตั้งแต่ 2000  –  8000  บาท  ระยะเวลาประมาณสามเดือน

 

การเที่ยวกลางคืนตามสถานบันเทิงรูปแบบต่างของเด็กอายุต่ำกว่า  15  ปี  ถือว่าเป็นเรื่องปกติของชีวิตเด็กเมืองส่วนใหญ่ที่สามารถหารายได้ตัวเงินได้เอง

เป็นต้น

 

ส�งสาวแลกเปลี่ยน

ชื่อภาพ –  สองสาวลาวแลกเปลี่ยน

 

คำอธิบาย –  บรรยากาศยามเช้าตรู่บริเวณใกล้เคียงของตลาดในแต่ละเมืองเต็มไปด้วยเสียงของผู้คนมากมายกำลังต่อรองราคาสินค้า  เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้ากับตัวเงิน  พบเห็นได้ทั่วไปในตลาดเกิดใหม่เกือบทุกแห่ง  มากกว่านั้นในประเทศที่พัฒนาแล้วการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์  รวมถึงสินค้าทางการเงินที่สมมติขึ้นสามารถทำการซื้อขายในตลาดที่มีการพัฒนาซับซ้อนมากขึ้น  อาทิเช่น  ตลาดอนุพันธ์  ตลาดตราสารหนี้  เป็นต้น  ซึ่งรูปแบบมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมทีนั้นมนุษย์แลกเปลี่ยนสิ่งของ  ปัจจัยการผลิต  (แรงงาน  ความรู้)  หรือสินค้ากันโดยตรง

 

สองสาวลาวในรูปก็เช่นกัน  คนหนึ่งที่เป็นเจ้าของไก่กำลังงุ่นง่านกับการจัดการไก่ให้อยู่ในสภาพที่สะดวกในการเคลื่อนย้ายสำหรับลูกค้า  ซึ่งยืนอีกฟากหนึ่งที่กำลังงุ่นง่านไม่แพ้ผู้ขายในการจัดเตรียมเงินเพื่อซื้อไก่ตามมูลค่าที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้า  เงินใช้กันตามมูลค่าที่ตกลงกันนี้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า  และปัจจัยการผลิตได้สะดวกสบายขึ้น  (ต้นทุนการเข้าถึง  รวมกับต้นทุนสะสมของสินค้า)  นั่นสามารถอธิบายให้ชัดเจนขึ้น  ดังนี้คือ  ในทางผู้ขาย  หรือผู้ผลิตไก่  ต้องตั้งราคาของไก่โดยคิดรวมเอา  ต้นทุนสะสมอันได้แก่  ค่าอาหาร  ค่าแรงงานที่จ้างตัวเอง  ค่าคอก  ค่ายา  ค่าซ่อมแซม  รวมถึงค่าเสื่อมราคาปัจจัยการผลิต  ค่าขนส่ง  ค่าปัจจัยการผลิตอื่น  เป็นต้น  ต้นทุนการเข้าถึง  ได้แก่  ค่าของการได้มาซึ่งความรู้ในการเลี้ยง  ดูแล  รวมถึงการตลาด  ความรู้ในการได้มาของไก่  เครือข่ายของผู้เลี้ยงไก่  เป็นต้น

 

ในทางผู้ซื้อไก่  หรือผู้บริโภคนั้นต้องพึงพอใจที่จะซื้อไก่  ณ  ราคาสมเหตุสมผลราคาหนึ่ง   ตามการรับรู้ในอดีต  (ต้นทุนบริโภคสะสม)  ของแต่ละบุคคล  ผ่าน  “เงิน”  ที่ได้มาจากการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งของผู้ซื้อที่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ  อาทิเช่น  แรงงาน  ที่ดิน  เครื่องจักร  หรือความรู้  เป็นต้น

 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าในความเป็นจริงราคาของสินค้าต้องสะท้อนเท่ากับต้นทุนตามที่กล่าวมาข้างต้น  ในความเป็นจริงพบว่าในตลาดเกิดใหม่  หรือประเทศที่เปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจแบบตลาดนั้น  กลไกราคายังทำงานไม่สมบูรณ์  ไม่สมเหตุสมผล  หรือกล่าวได้ว่ายังไม่สะท้อนภาระต้นทุนต่างๆ  เช่น  หลายหน่วยการผลิตของประเทศ  หรือตลาดใหม่เหล่านี้  ไม่สามารถรวมเอาต้นทุนค่าเช่าทางเศรษฐกิจ  อาทิ  เช่น  การจ้างงานตัวเอง  ค่าเช่าการใช้ประโยชน์จากที่ดิน  บ้านของตนเอง  น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ  อาหารจากธรรมชาติ  เป็นต้น  ในทางกลับกันสินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่แล้วนำเข้าจากประเทศที่เปลี่ยนผ่านมาก่อนหน้านี้  อาทิเช่น  ประเทศพัฒนาแล้ว  ประเทศกำลังพัฒนาอื่น  เป็นต้น  ซึ่งกลไกราคาค่อนข้างทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง  และในบางประเทศทำงานจนที่เรียกว่า  “เฟ้อ”  จนเกินไป  ทำให้ราคาสินค้าที่เห็นอยู่สูงกว่าราคาต้นทุนที่แท้จริง  

 

ดังนั้นกล่าวได้ว่าในประเทศที่เร่ิมต้นเปลี่ยนผ่านสู่ระบบตลาดอย่างลาวนั้น  ราคาสินค้าที่ผลิตได้เองในประเทศนั้นอยู่ในระดับต่ำกว่าความเป็นจริง  นำไปสู่ผลตอบแทนในระดับต่ำสู่คนท้องถิ่น  หรือชนในชาติ  ขณะที่ราคาสินค้าที่ต้องนำเข้านั้นอยู่ในระดับสูงกว่าความเป็นจริง  นำไปสู่ผลตอบแทนระดับสูงสู่ผู้ผลิตต่างชาติ  อย่างที่เราเคยเป็นมาในอดีต  ระยะเวลาเริ่มต้นเปลี่ยนผ่าน  เราต้องประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ  และสังคมแห่งชาติที่ตั้งเป้าหมายการพัฒนา  โดยการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า

 

ยังร�ค�ย...โดยส�งสาว

ชื่อภาพ –  สองสาวรอคอยการกลับมา

 

คำอธิบาย –  นอกเหนือจากการพัฒนาในสิ่งต่างๆไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว  และได้รับการประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจด้านดีนี้เป็นส่วนใหญ่  ในทางกลับกันการพัฒนานั้นได้ทำให้การดำเนินไปของสิ่งต่างๆมากมายเป็นไปในทิศทางที่แย่ลง  สาเหตุหลักนั้นมาจากเงื่อนไขของธรรมชาตินั่นเอง  และรวมถึงมนุษย์ด้วย  เพื่อที่จะให้เข้าใจอย่างชัดเจนมากขึ้น  เงื่อนไขที่ว่านี้  คือ  ขีดความสามารถในการดำรงอยู่  สำหรับมนุษย์เองแล้ว  คือ  ขีดความสามารถในการกระทำกิจกรรมบางอย่าง  ในขณะเดียวกันถูดทดแทนด้วยอีกกิจกรรมหนึ่ง  หรือหลายกิจกรรมซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

 

ภาพสองสาวลาวน้อยที่ปรากฎข้างบน  หากพิจารณาแล้วดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอทั้งสอง  แต่จากการสังเกตความเป็นไปของครอบครัวนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้ประจักษ์  เข้าใจหลายสิ่งที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อีกความเป็นไปหนึ่ง  วูบแรกที่ได้เห็นสองสาวลาวน้อยนั้นรู้สึกว่าช่างเป็นเด็นที่น่ารักอีกคู่หนึ่ง  บนระเบียงบันไดที่มีฉากหลังเป็นจานดาวเทียมเพื่อการรับรู้ความเป็นไปภายนอก  ที่นำไปสู่การคาดการณ์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อไป

 

ในความน่ารักของทั้งสอง  หากพิจารณาดูนัยย์ตาของทั้งสองให้ดีแล้ว  พบว่า  ไม่ได้แสดงออกซึ่งความสุข  หรือความสนุกสนาน  แต่กลับสะท้อนความเศร้าหมองที่ดูเหมือนจะสะสมมานานพอในระดับหนึ่ง  เธอทั้งสองดูเหมือนจะนั่งรอคอยบางสิ่งบางอย่างอย่างไร้จุดหมาย  หันซ้ายแล้ว  หันขวาแล้ว  ก็ยังหันสลับไปมาอย่างนั้น  ซึ่งเป็นภาพที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากสองเด็กสาวชาวเขาลาวในภาพก่อนหน้า

 

หลักจากการเฝ้าสังเกตการณ์พักนึงในเวลาใกล้ค่ำ  ได้พบว่า  แม่ของเธอได้เดินทางกลับมาจากการประกอบอาชีพอย่างสุจริต (หรือป่าว)  ในเมืองที่ที่ให้โอกาสในการหารายได้เลี้ยงครอบครัว  ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทั้งประเทศ  ด้วยเหตุนี้ยิ่งตอกย้ำให้ข้าพเจ้าตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาที่ผู้คนส่วนใหญ่เพิกเฉย  หรือละเลย  (เน่ืองจากคงมีเหตุผลพอที่จะคิด  ตัดสินใจได้  แต่เลือกที่จะเพิกเฉย  แล้วกระทำการในทิศทางอื่น)

 

ครอบครัว  ความเป็นอยู่ภายในครอบครัวมีความสำคัญไม่น้อยกว่าความเป็นอยู่นอกครอบครอบ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ทำงาน  ยิ่งหากครอบครัวที่มีผู้คนหลายรุ่น  ก่อนที่เปลี่ยนผ่าน  โดยทั่วไปแล้วครอบครัวทางเอเชียจะอาศัยเป็นครอบครัวเชิงผสม  คือ  มีความเป็นครอบครัวใหญ่  อาศัยรวมกันมากกว่า  2  ชั่วอายุคน  ครอบครัวเหล่านี้ต้องการการลงทุนอย่างจำเป็นยิ่ง  ไม่ต่างจากการทำงาน  หรือประกอบธุรกิจ  การลงทุนนี้ต้องใช้ปัจจัยทุนหลายอย่าง  อาทิเช่น  เวลา  อาหาร  เงิน  การศึกษา  แรงงาน  มนุษยสัมพันธ์  การรักษาพยาบาลทางกาย  รวมถึงการรักษาพยาบาลทางใจ  เป็นต้น

 

การพัฒนาโดยเฉพะในช่วงการเปลี่ยนผ่านของสังคม  ทำให้เกิดปัญหาภายในครอบครัว  (ปัญหาของทุนมนุษย์)  ได้อย่างมาก  เช่น

การละทิ้งเด็ก  คนชราไว้ตามบ้านในชนบท  หรือสถานรับเลี้ยงในเมือง  รวมถึงบ้านพักคนชรา (ว่าไปแล้วการพัฒนาได้สร้างนวัตกรรมทางสังคมหลายอย่าง  อาทิเช่น  บ้านพักคนชรา  สถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน  เป็นต้น)

การละทิ้งผู้พิการ  และทุพพลภาพ

การละทิ้งชนบท  เข้าสู่เมือง

การละทิ้งความสัมพันธ์ครอบครัวเชิงผสม  สู่ความสัมพันธ์ครอบครัวเชิงเดี่ยว

การละทิ้งการพัฒนาในชนบท  ซึ่งเป็นที่มาของผู้มีอำนาจในการจัดการทรัพยากร  (เพราะเป็นเพียงสิ่งที่ทำให้ได้มา)

การมุ่งสู่เมืองของเด็ก  คนชรา  จากการที่ถูกละทิ้ง

การมุ่งสู่เมืองของผู้พิการ  และทุพพลภาพ  จากการที่ถูกละทิ้ง

การมุ่งสู่เมืองของทุกสิ่ง  เพื่อรวมตัวกันสร้างอำนาจต่องรองเรียกร้องผลประโยชน์  รวมถึงการเรียกร้องความเข้าใจ  ความเห็นใจ  รวมถึงใช้บริการจากนวัตกรรมทางสัมคมต่างๆ  เช่น  สถานรับเลี้ยงต่างๆ  รวมถึงสถานรับเลี้ยงนักโทษ  หรือเรือนจำ

การกระจุกตัวความเจริญ  และความเสื่อมในเมือง  ที่ภาพรวมดูเหมือนดำเนินไปได้ของมันเอง  และรอวันล่มสลายไปพร้อมกัน

 

จัดแจงข�งหน้าบ้านน่ารักโดยส�งสาว

ชื่อภาพ –  สองสาวลาวรอผู้ซื้อใจดี

 

คำอธิบาย –   การเปลี่ยนผ่านประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการปกครองแบบสังคมนิยม  สู่การปกครองโดยระบบเศรษฐกิจแบบตลาด  หรือทุนนิยมนั้น  พบว่า  ธุรกิจที่เติบโตได้ดีในช่วงแรกๆนั้นคือ  อุตสาหกรรมท่องเที่ยว  และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง  ด้วยสาเหตุหลักจากความเหลือเฟือของทรัพยากรธรรมชาติ  ที่เหลืออยู่อันน้อยนิดในโลกใบนี้  รวมถึงทรัพยากรทางสังคมที่มีรูปแบบคงเดิมอยู่มาก  ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสหลัก  กอปรกับการถวิลหาต้องการของที่มีอยู่น้อยนิดเหล่านี้ในช่วงเวลาของการพักผ่อน  และต้องการเรียนรู้คำว่า  “ธรรมชาติ”  โดยเฉพาะอย่างประเทศที่พัฒนาแล้ว

 

การไหลเข้าของชนต่างชาติจำนวนมากในประเทศเหล่านี้  พร้อมกับการอ้าแขนเปิดรับจึงไม่ใช้เรื่องแปลก  แต่ทุกคนต่างชอบของแปลกตรงที่ว่า  ชนต่างชาตินั้นชอบ  หรือต้องการเสพบรรยากาศ  ทิวทัศน์  ทรัพยากรธรรมชาติที่แปลก  วัฒนธรรมประเพณี  ความเป็นไปของชนในชาติที่แปลก  ในทางกลับกันชนในชาติชอบ  หรือต้องการเสพบรรยากาศของเงิน  วัตถุที่แปลก  รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่  ทั้งสองฝั่งจึงบรรจบกันด้วยความพอใจที่ดี

 

สองสาวลาวครอบครัวเดียวกันในรูปที่กำลังเปล่ียนผ่านจากอาชีพเดิมมาเป็นแม่ค้า  จึงไม่ต่างจากหนุ่มสาวลาวผู้อื่น  ที่ต้องการเสพบรรยากาศของการมีเงิน  เพื่อที่จะนำไปแลกกับการเสพวัตถุ  เทคโนโลยี  นวัตกรรมใหม่ๆ  เธอทั้งสองขมักเขม้นกับการจัดแจงเตรียมสินค้า  โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นผ้าทอด้วยไหมหลากหลายชนิด  นำมาเปลี่ยนแปรรูปให้มีความหลากหลายตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคชนต่างชาติ  ที่มีรสนิยมชอบของแปลกเช่นกัน  การจัดแจงของต้องทำไปด้วยความเร่งรีบเนื่องจากสถานที่เรียกว่าตลาดนี้เดิมทีกลางวันนั้นใช้เป็นถนนในการสัญจรของยานพาหนะ  ในช่วงของเวลากลางคืนถูกเปลี่ยนเป็นตลาดกลางคืน  พวกเธอเหล่านี้จึงมีเวลาน้อยในการจัดแจงเตรียมสินค้าเพื่อที่จะให้เสร็จทันก่อนที่ลูกค้าชนต่างชาติเริ่มออกจากที่พักออกมาหาอาหารยามค่ำคืน  พร้อมกับการเลือกซื้อของแปลกเหล่านี้ติดไม้ติดมือกลับบ้าน  มากกว่านั้นพวกเธอที่เป็นแม่ค้าด้วยกันเองยังต้องเร่งรีบเตรียมสินค้าเนื่องจากว่าใครที่สามารถจัดแจงเสร็จเรียบร้อยก่อน  นั้นหมายถึงว่า  โอกาส  ในการสร้างรายได้  กำไรนั้นมีมากกว่าคนอื่น  และคาดหวังว่าจะได้รับรายได้มากกว่าแม่ค้าคนอื่นที่ยังจัดแจงไม่เสร็จ  

 

บนตลาดกลางคืนในยามค่ำนั้นจะคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชนต่างชาติ  และแม่ค้าในร้านค้าจำนวนมาก  นั่นไม่ได้หมายความว่าแม่ค้าทุกคนจะสามารถขายของได้  และในทางกลับกันไม่ได้หมายความว่านักท่องเที่ยวชนต่างชาติทุกคนที่มาแวะเวียนจะซื้อของในตลาดกลางคืนแห่งนี้  ดังนั้น  แม่ค้าชาวลาวทุกคนต่างคาดหวังว่าจะมีผู้ซื้อชนต่างชาติใจดีสักคนที่เลือกสินค้าภายในร้านของเธอ  ไม่เสียแล้วนั้นต้องกลับบ้านไปเจอสมาชิกในครอบครัวมือเปล่าอย่างผิดหวัง  ปราศจากเงินติดไม้ติดมือกลับบ้าน  แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าความผิดหวังนี้จะทำให้พวกเธอไม่สามารถยืนบนลำแข้งของตนเองได้  ขณะเดียวกันก็ไม่แน่ใจว่าพวกเธอเหล่านี้จะหมดภูมิคุ้มกันที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคนจนไม่สามารถพึ่งตนเองได้หรือไม่

Read Full Post »