Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘consumption’

triamboy

 

หลายครั้งหลายคราที่ผู้เขียนได้มีโอกาสพบปะผู้คนหลากหลายรูปแบบ  ทั้งในบริบทของรายได้  ภายใต้มิติทางเศรษฐกิจ  บริบทความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์สังคม ภายใต้มิติทางสังคม  หรือแม้กระทั่งบริบทขอบทบาทหน้าที่ในระบอบการปกครอง  ภายใต้บริบทของการเมือง  ในโอกาสต่างต่าง,  พบว่า  ภายใต้ความแตกต่างของเนื้อหาของการสื่อสารระหว่างกันที่มีความแตกต่างในรายละเอียด  กลับมีจุดร่วมทั่วไปที่เหมือนกัน.  แน่นอนว่าจุดร่วมที่ว่านี้  เกือบเสียทั้งหมดแล้วเกี่ยวข้องกับการกระทำกิจกรรมทางสังคม เศรษฐกิจ ,และการเมืองภายในขอบเขตที่ตั้งภูมิศาสตร์ที่เรียกว่า “ราชอาณาจักรไทย”.

 

ในความเป็นจริงที่เห็นได้ชัดตั้งแต่อดีตจนถึงเท่าทันปัจจุบัน, จุดร่วมนานาที่ว่านี้มีลักษณะ (dominant characters) กำหนดที่เด่นชัดคือ  “มีความแดกด่วน”   เป็นตัวกำหนดสำคัญ หรือในทางเทคนิค  หรือทางวิชาการแล้วเรียกว่า  “สายตาสั้น”,  วิสัยทัศน์สั้น, หรือความเป็นเหตุเป็นผลในขอบเขตที่จำกัด.  มากกว่านั้นดุลยภายความแดกด่วนจะเกิดขึ้นเสียไม่ได้, หากไม่มีเงื่อนไขของผู้ผลิต  และผู้บริโภคความแดกด่วน  รวมถึงตลาดสำหรับแลกเปลี่ยนความแดกด่วน.  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสินค้าในตลาดจะมีเพียงสินค้าที่มีลักษณะของความแดกด่วนเสียอย่างเดียว รวมถึงไม่ได้หมายความว่าความต้องการบริโภคและผลิตต่อสินค้าจะถูกกำหนดจากตัวแปรระยะสั้นแต่เพียงอย่างเดียว.

 

เป็นที่คาดไม่ถึงเลย, ถ้าสินค้าที่มีความแดกด่วนจะไม่ได้เป็นตัวเลือกเพียงอย่างเดียวภายในตลาด, แล้วปัจจัยอะไรมากกว่านั้นที่ทำให้เกิดดุลยภาพของการรังสรรค์  และรังแต่จะบริโภคสินค้าที่มีความแดกด่วนนี้. จึงเห็นได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน, ความเป็นไปได้ของตัวกำหนดดุลยภาพตลาดมากที่สุด  คือ  ความต้องการรังสรรค์  และรังแต่บริโภคของทั้งผู้ผลิต  และผู้บริโภคตามลำดับ.  ดังนั้น  ตัวการสำคัญของดุลยภาพที่มีความแดกด่วน  คือ ตัวกำหนดความต้องการต่างต่างของผู้บริโภค  และผู้ผลิต.

 

หากเริ่มพิจารณาในรายละเอียดแล้ว, ตัวกำหนดความต้องการผู้บริโภคนั้นมีมากมายโดยสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่  คือ  ๑.)  ปัจจัยเชิงปริมาณ,  อาทิ  รายได้หลังหักภาษี,  ราคา, เป็นต้น, ๒.)  ปัจจัยเชิงคุณภาพ, ยกตัวอย่างเช่น  รสนิยม,  ความจำเป็น (การอยู่รอดไปวันวัน),  เป็นต้น. ในขณะเดียวกันนั้นไม่แตกต่างกัน, ปัจจัยกำหนดความต้องการของผู้ผลิตสามารถถูกแบ่งได้เป็นสองส่วนใหญ่ๆได้เช่นเดียวกัน  ดังนี้  ๑.)  ปัจจัยเชิงปริมาณ  เช่น  ต้นทุนการผลิต,  ต้นทุนการบริหารจัดการ, ราคา, เป็นต้น, ๒.)  ตัวกำหนดเชิงคุณภาพ  สามารถถูกแสดงตัวอย่างได้  อาทิ  ขีดความสามารถในการแข่งขัน, สภาพดินฟ้าอากาศ, จำนวนผู้ผลิต, เป็นต้น

 

ในขณะเดียวกันนั้น, ตัวแปรที่ถูกแยกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ข้างต้น, สามารถถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ภายใต้บริบทของเวลาได้เช่นเดียวกัน, คือ ตัวแปรระยะสั้น  และปัจจัยระยะยาว. สำหรับส่วนแรกนั้นเป็นตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาน้อย คือ สองถึงสามปีเป็นอย่างมาก, แต่ส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงที่น้อยกว่าหนึ่งปี. ตัวอย่างสามารถถูกแสดงได้ดังนี้  ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ, อัตราดอกเบี้ย, การประท้วงของประชาชน, การร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐ, การจัดงานประเพณี, การร่วมงานศพ, เป็นต้น. ในส่วนหลังแล้วเกี่ยวข้องกับระยะเวลาที่ยาวนานพอที่จะสามารถมองเห็นพัฒนาการ, ทิศทาง, หรือแนวโน้ม, กล่าวพอให้เห็นจับต้องได้คร่าวคร่าวว่า ควรจะมากกว่าสี่ห้าปีเป็นต้นไป. วัฏจักรธุรกิจ, วัฏจักรปิโตรเคมี, ทิศทางเงินเฟ้อ, แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคล, พัฒนาการประเพณี และงานข้องเกี่ยวทางวัฒนธรรม, ทั้งหมดนี้สามารถกล่าวได้ว่าเป็นตัวอย่างของปัจจัยระยะยาว. มากกว่านั้น,  เห็นได้ชัดเจนว่าภายใต้การพิจารณาปัจจัยภายใต้มิติของเวลา, ตัวแปรต่างต่างมีทั้งที่ข้องเกี่ยวกับเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ.

 

จากข้างต้น, ตัวกำหนดความต้องการนั้นภายใต้การพิจารณาของบริบทเวลา  ทั้งตัวแปรระยะยาว  และระยะสั้น, โดยที่ปัจจัยเหล่านี้ทุกตัวมีบทบาทมากน้อยตามแต่ละหน่วยการกระทำกิจกรรมทั้งทางสังคม, เศรษฐกิจ, และการเมือง. สำหรับในสังคมหนึ่งหนึ่ง, หน่วยการตัดสินใจบางส่วนมีการให้น้ำหนักในการกำหนดความต้องการกับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง  หรือเพียงสองสามตัวแปรมากกว่าปัจจัยอื่นอื่น. ดังนั้นการให้นำ้หนักที่ไม่เท่าเทียมกันนี้เองระหว่างปัจจัยต่างต่าง ให้ผลลัพธ์โดยตรงต่อการกระทำกิจกรรมนั้น. ในรายละเอียดแล้ว, ถ้าหน่วยการตัดสินใจนั้น, ทั้งปัจเจกบุคคล และเครือข่าย, ให้ความสำคัญกับปัจจัยระยะยาวมากกว่าปัจจัยระยะสั้น, ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นผลของปัจจัยนั้น. ตัวอย่างเช่น, ถ้าหน่วยการตัดสินใจนั้นคือพ่อ และแม่, ผู้ปกครอง, ที่มีต่อการเลี้ยงดูลูกในวัยเด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบ หรือปฐมวัย, ให้ความสำคัญของความสะดวกสบายของลูก มากกว่าการศึกษา  หรือพัฒนาการการเรียนรู้ของลูก, ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นผลจากความสะดวกสบายที่ให้แก่ลูกเป็นส่วนใหญ่ (ในรายละเอียดของการเลี้ยงดูลูกในบริบทของปัจจัยเกี่ยวข้องกับเวลา, ปัจจัยระยะสั้น สามารถยกตัวอย่างได้เช่น  อาหาร, ความสะดวกสบาย, ความอบอุ่นในแต่ละวัน, เป็นต้น. อีกส่วนหนึ่ง, การเรียนรู้ทางวิชาการ, การเรียนรู้ทางโลก, พัฒนาการทางกายภาพเด็ก, พัฒนาการทางสมอง, เป็นต้น สามารถเป็นตัวอย่างของตัวแปรระยะยาว.

 

นอกเหนือจากการให้ความสำคัญของปัจจัยแล้ว, ความแนบแน่นต่อการให้ความสำคัญปัจจัยในการดำเนินกิจกรรมต่างต่างกระทบต่อผลลัพธ์ในระยะยาว, ซึ่งมีคุณลักษณะของพัฒนาการ, แนวโน้ม, หรือทิศทาง. ผลที่ได้รับ, แน่นอนว่า, สามารถแยกได้เป็นสองส่วนกว้าง คือ ผลลัพธ์ที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน และผลลัพธ์ที่มีทิศทางไม่ชัดเจน. ในทางกลับกัน, กล่าวได้ว่าเป้าหมายในระยะยาวได้ถูกบรรลุ สำหรับผลลัพธ์ที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน, และสำหรับผลลัพธ์ที่มีทิศทางไม่ชัดเจน กล่าวได้คือเป้าหมายระยะยาวไม่ได้รับการบรรลุ.

 

ด้วยการเปลี่ยนแปลงในกิจกรรม, พฤติกรรม, นานาในโลกทุกวันนี้, ที่มีแนวโน้มความเร็วที่เพ่ิ่มมากขึ้น, ส่งผลให้วัฏจักร, พัฒนาการ, และทิศทาง, มีช่วงระยะเวลาที่สั้นลง  ดังนั้น กรอบการพิจารณาปัจจัยภายใต้บริบทของเวลาต้องเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. และก่อนที่จะดำเนินต่อไป, ขอทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้นำ  และผู้ตามอย่างทั่วไป. เริ่มต้น, ผู้นำ คือ (กลุ่ม)ผู้ที่มีอำนาจในการต่อรองสูงกว่าในตลาดหนึ่ง, ที่เกิดจากการสะสมทุนในการต่อรอง ทั้งเงินทุน, ทุนอสังหาริมทรัพย์, ทุนสังหาริมทรัพย์, ทุนปัญญาคน, ทุนอำนาจรัฐโดยเจ้าหน้าที่รัฐ, ทุนอำนาจรัฐโดยทหาร, ทุนอาวุธ, ทุนอำนาจรัฐโดยตำรวจ (บังคับใช้กฎหมายในทางผิด), ทุนอำนาจรัฐโดยตุลาการ (เอาผิดในทางที่ผิด เอาถูกในทางที่ผิด), ทุนอำนาจรัฐโดยฝ่ายบริหาร (การจัดสรรทรัพยากรรัฐ), ทุนอำนาจรัฐโดยนิติบัญญัติ, และทุนโดยคน (รวบรวมจำนวนคน). ส่วนหลัง, ผู้ตาม คือ (กลุ่ม) ผู้ที่มีอำนาจในการต่อรองต่ำกว่าในตลาดหนึ่ง.

 

จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด, ทั้งสินค้าในตลาด, ความต้องการผู้บริโภค, ความต้องการของผู้ผลิต, และความแนบแน่นต่อดุลยภาพ, ล้วนส่งผลให้เกิดรูปแบบของกิจกรรมทางสังคม, เศรษฐกิจ, และการเมืองต่างกันไป.

 

เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งตามความเห็นของข้าพเจ้า, การผลิตสิ่งแดกด่วนโดยผู้นำ และการสมยอมแดกด่วนโดยผู้ตามได้ปรากฎในสังคมไทย. ในการพิจารณารายละเอียด, ดุลยภาพที่มีลักษณะความแดกด่วนในที่ตั้งภูมิศาสตร์ประเทศไทยนั้น  เป็นการพบกันพอดีของผู้นำที่ผลิตสิ่งแดกด่วน และผู้ตามที่สมยอมบริโภคความแดกด่วน. มากกว่านั้น, ทั้งผู้ผลิต  และผู้บริโภคยังมีความแนบแน่นต่อดุลยภาพแดกด่วนอย่างชัดเจน.ไม่ง่ายนัก, ทุกอย่างมาเจอกันพอดี จนหล่อหลอมเป็นความเป็นไปในที่ตั้งประเทศไทย.

 

ในเบื้องลึกและกว้างขึ้น, สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ ความตรงกันของความต้องการ และความสนใจ คือ ความแดกด่วน. สาหตุพื้นฐานหลักมาจากความที่ชนส่วนใหญ่ในที่ตั้งประเทศไทยมีวิสัยทัศน์สั้น (ว่าไปแล้วชนส่วนใหญ่สามารถเห็น คาดการณ์วิสัยทัศน์ทั้งไกล และสั้น, แต่กลับเลือกกระทำตามวิสัยทัศน์ที่สั้น, ซึ่งสุดท้ายแล้วเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์สั้นนั่นเอง). การมีวิสัยทัศน์ที่สั้น สามารถกล่าวในรายละเอียดได้ อาทิ เห็นแก่ความสนใจระยะสั้นมากกว่าความสนใจระยะยาว,เห็นแก่(กลุ่ม)ตนเองก่อนหน้าที่ บทบาท, เห็นแก่เผด็จการมากกว่าเสรีภาพ, เห็นแก่รูปธรรมมากกว่านามธรรม, เห็นแก่ค่านิยมในผลลัพธ์มากกว่าค่านิยมกระบวนการ อาทิ เห็นแก่เกียรติการเรียนหมอ, วิศวกรรม, ซึ่งในรายละเอียดที่มาอาจเกิดจากความต้องการหมอ  และวิศวกรจำนวนมาก แต่ใช้กลวิธีผ่านค่านิยมที่ไม่สมควร, มากกว่าอาชีพอื่น, ที่ในบางครั้งผู้ประกอบอาชีพนั้นได้กระทำโดยสุจริตใจ, โดยเสรีภาพทางจิตใจ, ตามความต้องการทางจิตใจ, เห็นแก่ความสงบมากกว่าความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการจัดการ, เห็นแก่ความสำเร็จมากกว่าให้โอกาสความล้มเหลว, เห็นแก่ความผิดเบื้องหลังมากกว่าเบื้องหน้า, เห็นแก่ความชอบเบื้องหน้ามากกว่าเบื้องหลัง, เป็นต้น. มากกว่านั้น, ความสมยอมต่อค่านิยมเหล่านี้ยังฝังรากลึกในสังคมที่ตั้งประเทศไทย, มากจนสร้างความแนบแน่นต่อดุลยภาพต่อสิ่งแดกด่วนเรื่อยมา. 

 

ข้าพเจ้า, ผู้เขียน, มีความจริงใจอย่างยิ่งที่ต้องการเขียนบทความนี้ในจุดประสงค์เพ่ือให้เพื่อนร่วมโลก,ผู้ที่สนใจ, ได้อภิปราย ได้นำเสนอ และแลกเปลี่ยนสิ่งที่แดกด่วนในสังคมไทยให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้. หลังจากนั้นคาดว่าจะได้ทำการช่วยสังเคราะห์ วิเคราะห์ต่อไปในรายละเอียด  และสามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่เหมาะสมต่อไปได้.

 

ดรรชนีคำศัพท์ในกลุ่มเดียวกัน

แดกด่วน : ขอไปที, ให้เสร็จเสร็จไป

สายตาสั้น : วิสันทัศน์สั้น, เหตุผลที่มีอยู่อย่างจำกัด

สมยอม : เห็นแก่

พัฒนาการ : ทิศทาง, แนวโน้ม, การพัฒนา, วิวัฒนาการ

Advertisements

Read Full Post »

นโยบายเศรษฐกิจ 2009 ของ เกาหลีใต้

recommendare

 

สรุป

นโยบายเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีใต้  ปี  พ.ศ. 2552

กับ  การรับมือภาวะถดถอยเศรษฐกิจโลก

 

ความมีดังนี้

 

 

1. มาตรการระยะสั้นเพื่อรักษาระดับการว่างงาน

 

รักษาเสถียรภาพภาคการเงินและตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ลดอัตราดอกเบี้ย  เพิ่มสภาพคล่องในตลาดเงิน สนับสนุนการเงินแก่ผู้ส่งออก/นําเข้า  


สนับสนุน Korea Ex-Im Bank ในการรับประกันและค้ําประกันการส่งออกแก่ผู้ส่งออก  

 

เร่งการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการลงทุนจํานวนร้อยละ 60 ในครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ เพิ่มการสนับสนุนทางการเงินแก่ภูมิภาค โดยเร่งการใช้จ่ายของภาครัฐ ปรับปรุงระบบการเบิกจ่ายเงินงบประมาณใหม่ให้สะดวกยิ่งขึ้น   

 

ใช้เงินงบประมาณกระตุ้นการจ้างงาน รักษาระดับการจ้างงาน สร้างงานใหม่รับเด็กเพิ่งจบการศึกษาเข้าฝากงานมากขึ้น ทั้ง SMEs และงานในภาครัฐ รวมทั้งจ่ายเงินอุดหนุนแก่เอกชนเพื่อให้มีการจ้างงานต่อไป  

 

เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเครือข่ายทางสังคมและเศรษฐกิจ (Economic and Social Safety Net) ให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ยากจนใหม่ (new poverties) และผู้มีรายได้ต่ําที่ได้รับผลกระทบจากการหดตัวของเศรษฐกิจ    


บรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนแก่ผู้มีปัญหาที่อยู่อาศัย หรือผู้ด้อยโอกาสที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ 

 

ให้การศึกษาและสวัสดิการทางสังคมที่ดีขึ้น โดยเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่โรงเรียนเพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียน รวมทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่พ่อแม่มีรายได้ต่ํา   

 

เพิ่มวงเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) และค้ําประกันแก่ชาวนา ชาวประมง SMEs รวมทั้ง ขยายโควต้าการลดอัตราภาษีศุลกากรสําหรับการนําเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ได้แก่  ปุ๋ย เคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร แป้ง อาหารสัตว์  ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น 


ปรับปรุงกฎหมายนิติบุคคลเพื่อจูงใจให้มีการจ้างงานมากขึ้น 

 

2. นโยบายสําหรับอนาคต  

 

ปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคการเงินและภาคเอกชน ให้การช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ในการเพิ่มทุน เพิ่มสภาพคล่องแก่ภาคเอกชน 

 

สนับสนุนธนาคารพาณิชย์แก่ปัญหาสภาพคล่องเอง โดยการเพิ่มทุน การชะลอการจ่ายเงินปันผล รวมทั้งการออกหุ้นกู้เพื่อระดมเงินทุนเอง 

 

สนับสนุนธนาคารพาณิชย์แก้ปัญหาหนี้เสียผ่าน Korea Asset Management Corp. 

 

แก้กฎหมายล้มละลายให้มีความคล่องตัว เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและการปรับโครงสร้างของเอกชนมากขึ้น   

 

พัฒนาผู้นํารุ่นใหม่ (Global young adult leadership program) จํานวน 100,000 คน เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจฟนตัว 

 

ส่งเสริมการสร้าง Green growth infrastructure    

 

ปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานและภาคอุตสาหกรรม ลดกฎระเบียบการจ้างงานพนักงานชั่วคราว

 

ปรับปรุงค่าจ้างขั้นต่ํา โดยจะมีการแก้กฎหมายค่าจ้างเพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานมากขึ้นในอัตราค่าจ้างที่เหมาะสม   

 

ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิรูป National Agricultural Cooperative Federation และ National Federation of Fisheries Cooperatives  


ส่งเสริมการเป็นผู้นําในเวที G-20  และการจัดทําเขตการค้าเสรี 

 

 3. มาตรการเพิ่มศักยภาพและฟนฟูเศรษฐกิจ

 

สนับสนุนอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา 

 

ศึกษาค้นคว้า new growth engine เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของเกาหลี ได้แก่ green industry อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมทั้งธุรกิจบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

 

เพิ่มการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาสําหรับอุตสหกรรมที่เป็นกลจักรสําคัญในการเจริญเติบโต ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจใหม่ๆ 

 

สนับสนุน green industries โดยใช้ green technology สําหรับอุตสาหกรรมประเภท semi- conductor เหล็ก และอุตสาหกรรมยานยนต์

 

สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี่แหล่งพลังงานหลักๆ 9 ประเภท ได้แก่  Solar power, wind power, hydrogen fuel battery, clean fuel, IGCC, CCS, storing energy, LED, Power-IT 


ส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศของเอกชนเกาหลี

 

ส่งเสริมการซื้อกิจการต่างประเทศที่ทําธุรกิจเกี่ยวกับแหล่งพลังงานและเทคโนโลยี่ประเภท  low-carbon green technology โดยใช้บรรษัทเพื่อการลงทุนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกองทุนที่บริหารเงินทุนสํารองระหว่างประเทศ ( Korea Investment Corporation : KIC ) เป็นเครื่องมือในการร่วมลงทุน   

 

จัดตั้ง Global Korea Network เพื่อดึงดูดให้ชาวต่างประเทศที่มีศักยภาพเข้ามาอยู่ในเกาหลี โดยปรับปรุงระบบการยื่นขอวีซ่าและคนเข้าเมืองเพื่อเอื้ออํานวยแก่ชาวต่างประเทศที่มีความสามารถโดยเฉพาะในสาขาการเงินและวิทยาศาสตร์เข้ามาทํางานในประเทศ  

 

อ้างอิง


 

Ministry of Strategy and Finance of Korea

 

Read Full Post »

กรณีศึกษา การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม พ.ศ.2546

torplus

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมาในสังคมไทยตั้งแต่เริ่มมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดนั่นคือการทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งนี้เนื่องจากอำนาจในการปกครองประเทศมักตกอยู่ในมือกลุ่มผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่กลุ่มที่มีผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน1 หรือเป็นเพราะประชาชนชาวไทยยังไม่มีความเข้าใจถึงอำนาจหน้าที่ของตนในการปกครองระบอบนี้ ตลอดเวลาที่ดำเนินมาถึงปัจจุบัน ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบด้านลบต่อประเทศชาติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ผลร้ายอย่างชัดเจนก็คือการดูดเงินที่สามารถนำไปสร้างสาธารณะประโยชน์แก่สังคมให้ไปสู่กลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เป็นการส่งผลกระทบภายนอกในทางลบแก่สังคม (Negative external benefit) เมื่อมีเงินรั่วไหลออกไปในการดำเนินงานของโครงการต่างๆ นั่นคือการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการดำเนินงาน ประชาชนผู้ซื้อสินค้าและใช้บริการก็จะต้องจ่ายค่าบริการต่างๆในราคาแพงขึ้น เป็นการลดทอนอัตราความเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจได้ ส่งผลกระทบไปถึงระบบการปกครองบ้านเมือง นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังค่านิยม และวัฒนธรรมที่เห็นประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้องของตนเป็นตัวอย่างที่ผิดๆแก่เยาวชนและคนทั่วไปในสังคมอีกด้วย

 

การทุจริตคอร์รัปชั่นโดยทั่วไปนั้น มีสาเหตุและกระบวนการอยู่ด้วยกัน 3 ประการ เริ่มจากการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม (Conflict of Interest) กระบวนการนี้เกิดขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่งเข้ามามีตำแหน่ง หน้าที่ และอำนาจที่สามารถบิดเบือนเป้าหมายที่แท้จริงแต่เดิมของกิจการหรือโครงการต่างๆเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องได้ หลังจากการขัดกันของผลประโยชน์นี้เกิดขึ้น บุคคลนั้นก็จะทำการแสวงหาค่าเช่า (Rent seeking) นั่นคือการแสวงหาผลประโยชน์จากการสร้างความเหนือกว่าแก่ผู้ใดผู้หนึ่งในตลาดการแข่งขัน ซึ่งมักเป็นการสร้างการผูกขาด หรือกึ่งผูกขาด ตามมาด้วยกระบวนการสุดท้ายคือการกระจายผลประโยชน์ (Diversification) ซึ่งกระบวนการนี้นับเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะถึงแม้จะเกิดกระบวนการทั้งสองกระบวนการแรก แต่สามารถกระจายผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นให้แก่ประชนชนทุกคนในระบบเศรษฐกิจนั้น การกระทำดังกล่าวก็ไม่ถือเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด

 

ที่กล่าวมานั้นเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นในรูปทั่วไป อย่างไรก็ตามในปัจจุบันที่มาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีการปรับปรุงมากขึ้น รูปแบบของการทุจริตคอร์รัปชั่นจึงมีการพัฒนาปรับตัวไปเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปรามปรามนั้นด้วย เหมือนดั่งเชื้อโรคที่มีการพัฒนาตัวเองเพื่อต้านทานกับยาปฏิชีวนะอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ในปัจจุบันเราจึงได้ยินคำว่า “การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” อย่างหนาหู ซึ่งการคอร์รัปชั่นรูปแบบนี้มีการพัฒนาสลับซับซ้อนขึ้นมาก จนแม้ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังไม่สามารถชี้ชัดหรือเอาผิดกับกรณีต่างๆที่เข้าข่ายการคอร์รัปชั่นประเภทนี้ได้ ดังกรณีที่ผู้วิจัยจะได้นำมาเสนอในบทความนี้ คือเรื่องการจัดเก็บภาษีในกิจการโทรคมนาคม เมื่อปีพ.ศ.2546

 

การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคมนี้ หากมองเพียงผิวเผินก็จะดูเป็นการสร้างผลประโยชน์ให้แก่สังคมโดยรวม เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการผูกขาดกิจการการให้บริการโทรคมนาคม 2 ประเภทคือ โทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์พื้นฐาน เป็นแนวทางในการแปรสัญญาสัมปทาน หรือยกเลิกสัญญาสัมปทานการให้บริการโทรคมนาคมของบริษัท ทีโอที จำกัด (ทศท.) และ บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (กสท.) เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรมในตลาด2 แนวคิดนี้ถูกเสนอขึ้นมาโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อการศึกษาการยกเลิกสัมปทานที่มีมา 2 แนวทางไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากแนวทางหนึ่งเอกชนต้องจ่ายค่าชดเชยสำหรับการยกเลิกสัญญาเป็นมูลค่าสูงมาก3 ในขณะที่อีกแนวทางหนึ่งก็คิดค่าชดเชยต่ำจนเกินไปจนได้รับการคัดค้านว่า จะทำให้รัฐเสียประโยชน์4

 

ตามที่ได้กล่าวมาว่าหากมองเพียงผิวเผินนโยบายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมนั้นน่าจะให้ผลประโยชน์ต่อทั้งผู้ให้บริการและผู้บริโภคมากกว่า เมื่อตลาดกิจการโทรคมนาคมมีการแข่งขันกันอย่างเสรี แต่การออกนโยบายนี้ของรัฐบาลมีขั้นตอนและกระบวนการที่ส่อให้เห็นถึงการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้อง และเป็นการสร้างผลกระทบด้านลบต่อทรัพย์สินสาธารณะ ซึ่งจะเห็นได้จากข้อสังเกตดังต่อไปนี้

 

ข้อสังเกตแรก เมื่อแรกเริ่มการกำหนดนโยบาย คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2546 อนุมัติพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตสูงถึงร้อยละ 50 ของรายได้จากการให้บริการ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 ได้ปรับลดอัตราการจัดเก็บภาษีเหลือร้อยละ 2 สำหรับการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน และร้อยละ 10 สำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นแนวทางการเปิดเสรีในกิจการโทรคมนาคมทั้งๆที่ ประเทศไทยนั้นมีความผูกพันตามข้อตกลงการเปิดเสรีบริการโทรคมนาคมภายในสิ้นปี 2549 ตามกรอบข้อตกลงที่มีกับองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) เฉพาะกิจการ โทรเลข เทเล็กซ์ เท่านั้น แนวทางที่รัฐบาลต้องการเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมนี้จึงเป็นการเกินกว่ากรอบความผูกพันที่มีตามข้อตกลงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ในช่วงระหว่างที่มีการพิจารณา ได้มีการคัดค้านจากหลายส่วนงานที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม เนื่องจากเห็นว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตนั้นไม่ควรจัดเก็บจากบริการโทรศัพท์เนื่องจากไม่ได้เข้าข่ายสินค้าฟุ่มเฟือยที่จะต้องเก็บภาษี นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มต้นทุนของผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้ามาให้บริการแข่งขัน ซึ่งเป็นการขัดกับแนวทางการสร้างการแข่งขันอย่างเสรีในกิจการนี้อีกด้วย

 

ข้อสังเกตที่สอง เมื่อต่อมาเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดแนวทางการหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องส่งให้แก่รัฐวิสาหกิจที่ได้รับสัมปทานกิจการโทรคมนาคม นั่นคือกำหนดให้เอกชนที่จ่ายส่วนแบ่งรายได้สามารถนำเงินที่จ่ายภาษีไปหักลดจากส่วนแบ่งรายได้ที่จะส่งให้รัฐวิสาหกิจได้ เช่น บริษัทเอไอเอส เดิมจ่ายส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 25 ให้กับ ทศท.ในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็ให้แบ่งเป็นจ่ายส่วนแบ่งให้กับ ทศท.ร้อยละ 15 และจ่ายภาษีสรรพสามิตร้อยละ 10 ซึ่งทำให้บริษัทผู้ได้รับสัมปทานในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ต้องสูญเสียรายได้จากส่วนแบ่งรายได้นี้ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2549 เป็นจำนวนเงินกว่า 47,262 ล้านบาท ทำให้ทั้ง ทศท.และ กสท.เกือบถึงภาวะล้มละลายทีเดียว และหากยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมนี้ไปก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้จัดเก็บของรัฐบาลมากนักเพราะทั้งสองบริษัทที่ได้รับสัมปทานกิจการโทรคมนาคมไปจะต้องจ่ายเงินปันผลคืนแก่กระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อยู่แล้วในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน ส่วนในแง่ของบริษัทผู้ได้สัมปทานก็จะได้มีเม็ดเงินมาใช้จ่ายในการบริหารก่อนจะส่งคืนสู่รัฐ

 

ข้อสังเกตที่สาม เมื่อคณะรัฐมนตรีมีการตีความพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมกำหนดให้รัฐวิสาหกิจต้องเสียภาษีดังกล่าวตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้อีกด้วย เท่ากับต้องเสียภาษีจากรายรับในกิจการของตนเอง และเสียภาษีแทนเอกชนไปพร้อมกัน ในกรณีของ ทศท.ต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติมอีกกว่า 735 ล้านบาท ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อรัฐวิสาหกิจอย่างชัดเจน โดยกรมสรรพสามิตได้ให้ข้อแก้ต่างว่า ทศท.เป็นผู้ประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตหรือสัมปทานจากรัฐจึงมีหน้าทีเสียภาษีทั้งหมดซึ่งขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ว่าผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานภาครัฐหรือ ภาคเอกชน มีหน้าที่จะต้องชำระภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมโดยถ้วนทั่ว และเสมอหน้ากัน (Equality before The Law)

 

ข้อสังเกตสุดท้าย เมื่อบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญากับ กสท.ได้ฉวยโอกาสนำภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากเงินค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Access Charge) ทั้งที่สัญญาการเชื่องโยงโครงข่ายไม่ได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานตามขอบเขตที่คณะรัฐมนตรีกำหนดไว้แต่ประการใด ซึ่งความสูญเสียของ กสท.นี้นับเป็นเงินถึงกว่า 6,150 ล้านบาททีเดียว

 

ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ มีข้อต้องคำนึงด้วยว่า ผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์เป็นอันมากในกรณีนี้คือ ทศท.และ กสท.ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ นั่นก็คือประชาชนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เมื่อบริษัททั้งสองสูญเสียผลประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน ก็เท่ากับประชาชนเป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์เหล่านั้นให้กับบริษัทเอกชนเพียงไม่กี่บริษัท นอกจากนี้ในขณะที่มีมติของคณะรัฐมนตรีนี้ออกมา ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเคยเป็นผู้บริหาร และถือหุ้นในบริษัทเอไอเอส ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่ได้รับผลประโยชน์จากพระราชกำหนดนี้ไปอย่างน้อย 29,121 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์การเข้าข่ายทุจริตคอร์รัปชั่นที่กล่าวไว้ในด้านบนแล้วพบว่า เกณฑ์การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม เนื่องจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นอดีตผู้บริหารและถือหุ้นของบริษัทเอไอเอส ซึ่งได้รับผลประโยชน์ไปอย่างมากจากพระราชกำหนดนี้ และเป้าหมายที่แท้จริงของพระราชกำหนดที่ต้องการให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีในกิจการโทรคมนาคม ถูกบิดเบือนให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตซึ่งนับเป็นต้นทุนสำหรับบริษัทขนาดเล็กที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาด จึงถือว่าเข้าข่ายเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม เกณฑ์การแสวงหาค่าเช่าพบว่าการที่สร้างผลประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชน เหนือประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจที่ได้รับสัญญาสัมปทานกิจการโทรคมนาคม และพระราชกำหนดนี้ยังเป็นการกีดกันการเข้ามาแข่งขันใหม่ของบริษัทอื่นๆอีกด้วย จึงเป็นการสร้างผลตอบแทนแก่บริษัทเอกชนกลุ่มนี้เหนือกว่าที่มีการแข่งขันอย่างเสรี เป็นการเข้าข่ายการแสวงหาค่าเช่า เกณฑ์สุดท้ายคือการกระจายผลประโยชน์ เป็นประเด็นที่มีความน่าสนใจมากตรงที่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ตกอยู่กับใครคนหนึ่งคนเดียว หรือบริษัทแห่งเดียว แต่ตกกลับบริษัทเอกชนที่ให้บริการโทรคมนาคมหลายบริษัท ได้แก่ เอไอเอส ดีแทค ทรู ทีทีแอนด์ที และดีพีซี ซึ่งบริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีเจ้าของเดียวกัน และเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกันด้วย ดังนั้นผู้ที่สร้างการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม และแสวงหาค่าเช่าจึงตอบได้ว่าเขาได้สร้างผลประโยชน์ให้แก่ทุกบริษัทในกิจการโทรคมนาคมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ได้ให้แก่พวกพ้องของตนอย่างเดียว ประเด็นนี้จึงทำให้กรณีศึกษานี้แตกต่างไปจากการทุจริตคอร์รัปชั่นในรูปแบบทั่วๆไป ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ากรณีศึกษานี้เข้าข่าย “การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” ทั้งนี้ผู้วิจัยเชื่อว่ายังมีเกณฑ์อื่นอีกทีสำคัญในการกำหนดกรอบลักษณะ และความหมายของการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย แต่ทั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการค้นคว้าวิจัยของผู้วิจัย5

 

จากเหตุผลทั้งหลายที่ได้กล่าวมาจึงทำให้มีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาขอให้พิจารณาส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่าพระราชกำหนดดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ โดยมีประเด็นส่งพิจารณาด้วยกัน 3 ประเด็น

 

ประเด็นแรกคือการขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา40 วรรคหนึ่ง เพราะ รัฐใช้กลไกทางภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพในการใช้สอยทรัพยากรการสื่อสารของประชาชน

 

ประเด็นที่สองพิจารณาว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคมโดยกระทรวงการคลังเป็นการแทรกแซงอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ที่ได้รับอำนาจให้ควบคุมกิจการโทรคมนาคมทั้งหมดโดยรัฐธรรมนูญ

 

ประเด็นสุดท้ายกล่าวถึงการที่การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตนี้เป็นการสร้างต้นทุนต่อหน่วยการให้บริการของผู้ประกอบการรายใหม่ที่สูงกว่าผู้ประกอบการรายเก่าซึ่งได้สิทธิพิเศษจากสัญญาร่วมการงาน มีฐานลูกค้าและพัฒนาเครื่องหมายการค้าแล้ว จึงเป็นการขัดต่อหลักเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา50

 

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2548 เห็นว่า

 

ประเด็นที่หนึ่ง การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเป็นเรื่องการดำเนินการทางนโยบายของฝ่ายบริหารเพื่อจัดหารายได้เข้ารัฐ มิได้เป็นการริดรอนสิทธิและเสรีภาพการใช้ประโยชน์สาธารณะจากทรัพยากรสื่อสารของชาติแต่อย่างใด

 

ประเด็นที่สอง การตราพระราชกำหนดเก็บภาษีสรรพสามิตนั้น มิใช่การกำหนดเงื่อนไขที่ใช้ในการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการ ซึ่งเป็นอำนาจของ กทช.จึงมิใช่การใช้อำนาจซ้ำซ้อนหรือแทรกแซงการใช้อำนาจของ กทช.

 

ประเด็นที่สาม การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งมีมาตรการรองรับในการขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันและการคุ้มครองของผู้บริโภค

 

ตุลาการเสียงข้างมาก 11 คนจึงวินิจฉัยว่าไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ

 

ตุลาการเสียงข้างน้อย 3 คน วินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการแทรกแซงการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเป็นการกีดกันเสรีภาพในการประกอบกิจการและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ตลอดจนกระทบกระเทือนถึงสัมปทานซึ่งมีผลสมบูรณ์อยู่แล้วขณะที่ประกาศใช้

 

ตุลาการอีก 1 คน วินิจฉัยให้ยกคำร้อง

 

ล่าสุดศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งรับฟ้องกรณีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อกล่าวหามีการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดกรณีใช้อำนาจหน้าที่ในการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต โดยศาลฯนัดเปิดคดีครั้งแรกในวันที่ 15 ตุลาคม 2551 อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังไม่ได้เข้ามาตามหมายเรียกของศาล และคดีก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาหรือไต่สวนแต่อย่างใด

 

นี่จึงเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าความครอบคลุมของกฎหมายไทยยังไม่กว้างพอที่จะเอาผิดกับการทุจริตคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายที่สลับซับซ้อนเช่นนี้ได้ ทั้งนี้เนื่องจากความไม่ชัดเจนในประเด็นการกระจายตัวของผลประโยชน์ที่แม้จะเอื้อผลประโยชน์แก่พวกพ้องตนเองจริง แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการนั้นด้วย และการที่จุดประสงค์ของนโยบายเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม แต่แท้จริงแอบแฝงผลประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้องไว้โดยไม่เปิดเผย จึงสำคัญมากที่จะต้องมีการศึกษา วิจัยลักษณะและความหมายของการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำไปพัฒนามาตรฐานการป้องกันและปรามปรามการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ทำให้นโยบายอื่นๆในอนาคตเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง ไม่มีการเอื้อผลประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งอย่างแอบแฝงอีกต่อไป

Read Full Post »

triamboy

 

เวลา  นั้นเป็นตัวบ่งชี้มิติของทุกกิจกรรม  พฤติกรรม  ความเป็นไป  ของมนุษย์  สัตว์ร่วมโลก  ต้นไม้  รวมถึงสิ่งแวดล้อมทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้น  และมีมาแต่เดิม  ทำให้เกิดการเรียนรู้  ตระหนัก  ระลึก  เข้าใจได้ถึงอดีต  รับรู้  กระทำการในปัจจุบัน  และคาดการณ์ได้ถึงอนาคต  หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่ง  คือ  เวลา  บอกเล่าถึง  ต้นทุนการบริโภคสะสมของแต่ละหน่วยการตัดสินใจ  ที่เป็นองค์ประกอบของธรรมชาติหน่วยย่อยนั้นนั้น  ซึ่งต้นทุนการบริโภคสะสมนี้เองที่เป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการตัดสินใจแสดงออกซึ่งพฤติกรรมในทิศทางหลากหลายมากน้อยของแต่ละหน่วยนั้น

 

จากความสำคัญของ  เวลา  ทำให้มีการสร้างบทความนี้ขึ้นมาด้วยเหตุ  ดังนี้

 

๑.  เวลา  ในช่วงปลายเดือนมกราคมของทุกปี  เป็นประเพณีปฏิบัติ  ทำกิจกรรมงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์  สะสมต่อเนื่องกันมา  ทำให้ข้าพเจ้าซึ่งมีความสัมพันธ์กับกิจกรรมนี้  ได้กลับมา  “ย้อนมอง”  กิจกรรมนี้อีกครั้ง  ผ่านการรวบรวม  และเรียบเรียงความเป็นไป  (สะสม)  ของกิจกรรมนี้ในอดีต

 

๒.  เวลา  ในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าเองเพิ่งเสร็จสิ้นจากกิจกรรมต่างๆ  ทั้งที่ให้ความสำคัญกับตนเองมาก  และคนอื่นมาก  เป็นช่วงเวลาสั้นๆที่จะ  “ทบทวน”  อดีตที่ผ่านมาในหลายประเด็น  รวมทั้งกิจกรรมงานบอลนี้ด้วย

 

๓.  เวลา  ในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์  หน่วยตัดสินใจที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจกิจกรรมงานบอลนี้มากขึ้นกว่าปกติ  กอปรกับความคาดหวังจากข้าพเจ้าเองที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนี้  ได้คาดหวังว่า  พยายามถ่ายทอดสิ่งที่สะสมมาในอดีต  เพื่อการตัดสินใจที่สมบูรณ์มากขึ้นของหน่วยต่างๆในปัจจุบัน  และอนาคต

 

คำขออภัย  และขอขอบใจ

 

๑.  ขออภัยที่นำเอาเนื้อหาที่พาดพิงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง  นอกเหนือจากข้าพเจ้า  โดยที่ไม่ได้แจ้งให้ท่านบุคคลเหล่านั้นทราบล่วงหน้า

 

๒.  ขออภัยอย่างสูง  หากบทความนี้ทำให้ท่านบุคคลที่ถูกพาดพิงได้รับความเสียหายไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง  ข้าพเจ้าเองไม่ได้มีเจตนาทำร้าย  สร้างความเสียหายแก่บุคคลที่ถูกพาดพิง  ผ่านงานเขียนครั้งนี้

 

๓.  ขอขอบใจอย่างมากสำหรับความเห็นใจ  เข้าใจ  และให้อภัยข้าพเจ้า

 

กรอบการพิจารณาความคิด

 

ข้าพเจ้าเองตั้งใจนำเสนอผ่านมิติของ  เวลา  แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าจะเรียงลำดับตามเวลาที่เกิดขึ้นก่อน  ในทางกลับกับ  ข้าพเจ้าเชื่อว่าการนำเสนอโดยเริ่มจากจุดตั้งต้น  และจุดที่แสดงถึงผลสรุป (ผลลัพธ์) สุดท้าย  จากความตั้งใจเจตนารมย์ร่วมกัน (พยายามรวบรวม  และยอมรับร่วมกัน)  ของหน่วยตัดสินใจที่เกี่ยวข้อง  หลังจากนั้นจะเป็นการนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง  (การบริโภคสะสม)  ตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้นก่อน  ดังนี้

 

จุดตั้งต้น

 

  พวกเราทุกคนต่างมาจากทุกส่วนของประเทศ  มารวมกันที่จุฬาฯ  ทุกคนได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน    สังคมแห่งนี้  งานฟุตบอลประเพณี ก็เช่นกัน  เป็นโอกาสอันดีที่เราคนจุฬาฯด้วยกันเอง  และชาว ธรรมศาสตร์ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันอีกครั้ง  ยิ่งสังคมปัจเจกชนได้ ปรากฎชัดเจนขึ้น  ยิ่งน้อยกิจกรรมทางสังคมที่สามารถหล่อหลอม คนส่วนใหญ่ได้  เหตุนี้เราจึงให้ความสำคัญกับคนงานบอลทุกคนที่เป็น คนจุฬาฯ  คนจุฬาฯ  คือ  “เจ้าของงานบอล”  ไม่ใช่แค่คน เข้าร่วมงาน  ไม่ใช่แค่คนมีส่วนร่วม  แต่เป็นเจ้าของ  ทุกความคิดเห็น  ทุกแรงกาย  จากทุกส่วน  เราร่วมรับฟัง  ร่วมแสดงความคิดเห็น  ร่วมทำงาน  ร่วมกันสร้าง  และรักษาประเพณีดีงามยิ่งใหญ่สืบไป 

——————————————————————————————————————————-

 

จุดสุดท้ายของเจตนารมย์ร่วมกัน

 

ถึง เจ้าของงานบอลทุกคน


ก่อนอื่นขอขอบใจทุกทุกคนในความห่วงใย และกำลังใจตลอดเวลาที่ผ่านมา ตอนนี้อาการดีขึ้นมากแล้ว  เริ่มเดิน นั่งได้บ้างแล้ว หมอบอกว่าโชคดีมากที่กระดูกหักด้านหน้า ถ้าหักข้างหลังแล้วคงแย่ เพราะเกี่ยวกับไขสันหลัง ไม่ก็เอ๋อเหมือนที่น้องนัทบอกก็ได้ ที่ได้ออกจากโรงพยาบาลนั้นก็เพราะว่าหมอเขาไล่่ จะได้เอาเตียงให้คนที่ลำบากกว่า จริงแล้วเขาคงเห็นว่าเราสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว จึงให้ออก  คนไทยเราเป็นคนเมตตา มีน้ำใจ เกื้อกูลกัน เมื่อรู้ว่าใครเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ไปให้กำลังใจเขา คนไข้ที่ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เมื่อได้รับกำลังใจ ใจก็สบาย ความเจ็บป่วยก็หายเร็ววัน วันนี้ก็เหมือนกัน เรามาให้กำลังใจคนงานบอลทุกคน

 

เข้าเรื่องกันเลย ตอนที่ได้รับหน้าที่ให้เป็นคนประสานงานงานบอลครั้งที่ 64 ได้ตัดสินใจแล้วว่าต้องทำตามหน้าที่ให้ดี ถึงแม้นว่าจะเคยทำงานนี้มาบ้างแล้วในปีกลาย ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้หน้าที่ทุกอย่างแล้ว เรากลับต้องเตรียมตัวหนักกว่าเดิม เพราะได้รู้จุดบอด ปัญหา เพื่อเป็นการไม่ประมาท  ต้องย้อนศึกษางานเก่าหลายปี ดูวัตถุประสงค์ รูปแบบกิจกรรม และโครงสร้างที่สอดคล้องกับทุกส่วน  ตอนที่เริ่มวางโครงสร้าง ได้ชักจูงเพื่อน น้องมานั่งดูกันว่าส่วนไหนดี ส่วนไหนไม่ดี ควรปรับเปลี่ยน ตรงไหน ทุกคนได้ช่วยกันคิด พอเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา หลังจากนั้นส่วนที่สำคัญมาก คือ คนที่ จะมาทำหน้าที่แต่ละส่วน ขอความช่วยเหลือคนโน้นที คนนี้ที ทั้งที่เคยรู้จักกันมาก่อน และบางคน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต้องหน้าด้านไปขอความช่วยเหลือ เพราะเราไม่สามารถทำคนเดียวได้ ด้วยเลือดจุฬาฯ ด้วยกันแล้ว เรารู้สึกปลื้มใจมาก ที่หลายคนให้ความช่วยเหลือ มากน้อย แล้วแต่กำลัง ทุกคนล้วนเสียสละผลประโยชน์ส่วนตน ทุกคนมีความตั้งใจดีที่จะช่วย ต้องขอบใจทุกคนมาก

 

ถึงวันนี้ เป็นที่รู้กันดีว่าคนงานบอลทุกคนได้พยายามอย่างเต็มความสามารถตามหน้าที่ ฝันฝ่าอุปสรรคมากมาย ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ทุกคนเอาใจคนทำงานด้วยกัน ช่วยเหลือกัน เกื้อกูลกัน  ทำให้การดำเนินงานที่ผ่านมาสำเร็จด้วยดี เป็นที่เข้าใจกันดีว่า เวลานี้ บ้านเมืองอยู่ในช่วงโศกเศร้าอาดรู  อันเนื่องมาจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระพี่นางเธอฯ เมื่อต้นเดือนทีผ่านมา ยังผลกระทบมายังการดำเนินงานงานบอลครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีการวางแผนรับมือของพวกเราแล้วก็ตาม ด้วยพระราช ประสงค์ของในหลวงในการจัดพระราชพิธี กระแสสังคม รวมทั้งการกราบบังคมทูลเชิญในหลวง เป็นองค์ประธาน นั้นเป็นสิ่งที่เหนือกว่าความคาดหมาย และเหนือกว่าการแก้ไขของเราได้

 

ถึงแม้นว่า ผลสรุปวันนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการจัดงานบอลครั้งนี้ ต้องเลื่อนออกไปเกินกว่าวิสัยที่คนงานบอลทุกคนสามารถร่วมมือ ร่วมใจกันจัดให้มีขึ้นได้ วันนี้เราบอกชัดแล้วว่ามาให้กำลังใจคนงานบอลทุกคน  คนที่เราหน้าด้านชักจูงมา ให้ทุกคนตั้งสติมั่น อย่าคิดว่าที่ผ่านมาเราเหนื่อยเปล่า อย่าคิดว่าเวลาอีกไม่นานเกือบถึงวันงาน เข้าใจว่าไม่มีใครอยากให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้น การตัดสินใจของคนงานบอลทุกคน ที่ยังยืนยันที่จะจัดงานบอลขึ้นในวันที่ 19 มกรา หรืิอ 9 กุมภา รวมทั้งการยอมรับการเลื่อนงานบอลของผู้ใหญ่ ารตัดสินใจยากยิ่งของคนงานบอลครั้งนี้ เป็นความสำเร็จเสมอการจัดงานบอลเช่นกัน เป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่ ที่คนงานบอลทุกคนได้เสียสละจนวาระสุดท้าย เป็นงานบอลในแบบของเราเองเป็นงานบอลที่เรา คนงานบอลทุกคนจดจำตลอดไป  มากกว่านั้นแม้ว่าข้อสรุปเป็นดังที่กล่าวมา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะจบกัน ณ วันนี้ เราคงต้องมีกิจกรรมบางอย่างทำร่วมกัน เพื่อเป็นการจบงานบอลครั้งนี้ของคนงานบอลทุกคนอย่างที่เราภูมิใจ อย่างที่ เราทำกันมาเป็นปีที่ 64

 

ขอบใจทุกคน

เต้

——————————————————————————————————————————-

 

แต่ละจุดระหว่างการเดินทาง

 

ถึงเป้ง ณิก วุ้น แม็ค เอ็มมี่ ตาล

 

มีเรื่องอยากให้ช่วยอย่างนึง เกี่ยวกับท่านรองอธิการบดี ดังนี้

 

๑.) ฝากขอบคุณท่านในนามทีมงานบอล 64 ถ้าให้ดีพาทีมงานไปขอบคุณพร้อมกัน ยิ่งเร็วยิ่งดี อย่าปล่อยไว้หลายวัน และอย่าลืมเอาพวงมาลัยติดไม้ติดมือไปด้วยยิ่่งดี

 

๒.) ฝากทำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีลักษณะแจ้งข้อสรุปของนิสิต (ฝ่ายเชียร์ และพาเหรด) ตามที่ได้สรุปร่วมกับท่านรอง และท้ายข้อสรุปนั้นเป็นการลงชื่อรับรองจากทีมงานอันประกอบด้วยประธาน รองประธาน และทุกคนจนครบ 26 คน (ถ้าไม่พอ เอาลงกระดาษอีกหนึ่งแผ่นได้) เพื่อเป็นการรับรองข้อสรุปของเรา ยื่นให้แก่ท่านรอง เป็นการแสดงออกให้เห็นชัดเจน และยืนยันว่าทางนิสิตมีข้อสรุปเหมือนท่าน และจะไม่หักหลังท่าน ไม่เสียแล้วอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าเราทุกคนได้ให้สัตย์กับท่านไว้แล้ว หากภายหลังพบว่าการจัดงานในเดือนเมษามีการร่วมมือระหว่าง สนจ. และทีมงานนิสิต (พวกเรา)  แล้วการสู้เพื่อเราของท่านรองในวันนี้ก็ไม่มีนัยสำคัญ และท่านเองก้เป็นเหมือนตัวตลกที่แสดงตามบท และเราเองจะไม่มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป  และเหตุทีี่สำคัญอีกอย่างนึง ท่านสามารถใช้กระดาษแผ่นนี้ให้เกิดประโยชน์ในการต่อรองกับ สนจ. และอนาคตของงานบอลในปีต่อไป ที่ท่านกำลังจะเริ่มสะสาง ณ บัดนี้  (การสนับสนุนงบจาก สนจ. อาจเปลี่ยนเป็นจากมหาลัยเอง รวมถึงการทำเสื้อเชียร์ด้วย เป็นต้น)

 

จึงอยากให้ทุกคนคอยสนับสนุนให้ความช่วยเหลือท่าน เพราะยังไงเสียแล้วเราเชื่อมั่นว่าท่านจะทำเต็มความสามารถของท่านที่จะให้งานบอลขอลเรามีพัฒนาการที่ดีขึ้่น ขจัดปัญหาเชิงโครงสร้าง และอยากให้เป็นกิจกรรมที่หลอมรวมจุฬาฯ เป็นหนึ่งเดียว เช่นเดียวกับที่เราทุกคนพยายามทำอยู่เช่นกัน

 

ขอบใจมาก
เต้
๘ มกราคม ๕๑
๐.๒๐ นาฬิกา

——————————————————————————————————————————-

 

ถึง  เป้ง ณิก วุ้น แม็ค เอ็มมี่  ตาล  และพีช

 

เข้าใจว่าเวลานี้ทุกคนเริ่มตั้งสติได้  ฝากกำชับเรื่องที่สำคัญบางเรื่อง เพื่อลดปัญหา ความ วุ่นวาย  ความไม่เข้าใจกันที่จะเกิดขึ้น ดังนี้

 

๑.)  เรื่องข้อสรุปของงานบอลปีนี้  โดยอธิบายอย่างชัดเจนทั้งส่วนของภาพรวม  ว่างานจะ เลื่อน  โดยเกิดขึ้นเมื่อไหร่  รูปแบบใด  พร้อมทั้งอธิบายในส่วนย่อยลงมา  คือ  ส่วนของ นิสิตจุฬาฯ  สรุปเช่นใด  ส่วนของผู้ใหญ่สรุปเช่นใด  และส่วนของนักศึกษาธรรมศาสตร์ สรุปเช่นใด  ทั้งนี้ข้อสรุปแต่ละส่วนเป็นเอกภาพจากกัน  ทั้งนี้เข้าใจว่าคนทำงานบางส่วน อาจเกิดความสับสน  หรือปัญหาต่างๆ  อาทิ  แล้วสรุปว่างานบอลจะเลื่อน  หรืองด  แล้วส่วนงานของเราต้องทำยังไงต่อไป  แล้วธรรมศาสตร์เห็นเขาบอกว่าจะมีต่อไป  เป็นต้น

 

๒.)  สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า  การปฏิบัติกิจกรรมมีแนวทางการปฏิบัติอย่างไรต่อไป อาทิ  ๑.)  ยังคงเตรียมงานทุกอย่างต่อไปให้แล้วเสร็จ  และเก็บอุปกรณ์  พร้อมทั้งสรุปงาน ทุกอย่างเพื่อส่งมอบต่อไป  หรือ  ๒.)  หยุดการเตรียมงานทุกอย่าง  และเก็บอุปกรณ์  พร้อมทั้งสรุปงานทุกอย่างเพื่อส่งมอบต่อไป  หรือ  ๓.)  แนวทางอย่างอื่นที่เป็นไปได้  เป็นไปได้ควรอธิบายถึงฝ่ายย่อยใน    ฝ่ายใหญ่  เช่น  ผู้นำเชียร์  ถนนนี้สีชมพู  เป็นต้น  ทั้งนี้ ไม่ว่าจะได้ข้อสรุปจะออกมาอย่างไร  อาจจะเลือกทางเลือกเพียงทางเลือกเดียว  หรืออาจเลือก ทั้งสองทางเลือกแตกต่างกันตามฝ่ายย่อย

 

๓.)  สุดท้ายแล้วคงต้องมีกิจกรรมบางอย่างเพื่อเป็นการร่วมมือ  ร่วมใจ  ทำกิจกรรมร่วมกัน ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปตามภาระหน้าที่  เพื่อเป็นการสรุป ส่งต่อ  และปิดงานบอลที่ทุกคน ร่วมกันสืบสานต่อเป็นปีที่  64  ในแบบฉบับของเราเอง  ทั้งนี้ในเรื่องนี้ทางเรา  และธรรมศาสตร์ในส่วนของกร  และทีมงานได้คุยกันไว้บ้างแล้ว  ว่าแนวทางการจัด กิจกรรมร่วมในส่วนของนิสิต  นักศึกษาทั้งสองสถาบันเป็นอย่างไร  มีข้อเสนอ  อาทิ  การจัดค่ายสร้างจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์  เป็นครั้งแรก  การจัดกิจกรรมส่งท้าย  เลี้ยงขอบคุณสต๊าฟงานร่วมกัน    สนามจุ๊บ  เป็นต้น

 

๔.)  หลังจากที่ได้แนวทางการปฏิบัติงานในปีนี้  และดำเนินการสำเร็จลุล่วงแล้ว  พร้อมที่จะ ส่งต่อให้ทีมงานชุดต่อไป  เรื่องทีมงานชุดต่อไปที่จะเข้ามาทำงานบอลในช่วงเดือนเมษายน  ต้องมีข้อแนะนำต่อไปว่าจะให้มีทีมงานหรือไม่  ไม่ให้มีเพราะจะไม่มีการเข้าร่วมจัดกิจกรรม จากส่วนนิสิตเลย  ถ้าให้มีจะเป็นไปในรูปแบบใด  เท่าที่เราแนะนำได้  คือ  ต้องเป็นทีมงาน ที่ได้รับอนุญาตจากทางมหาลัย​ โดยอธิการบดี  หรือตัวแทนอธิการบดี  ซึ่งต้องมีหนังสือ แสดงความจำนงขอความช่วยเหลือจากทาง  สนจ.  มายังมหาลัยก่อนหน้านี้แล้ว  ทั้งนี้ต้อง ได้รับความเห็นชอบจากทางมหาลัย  และที่สำคัญกว่านั้นคือเราต้องไม่ขัดกับข้อสรุปของเรา ที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้  ไม่งั้นเสียแล้วเราเองไม่มีความน่าเชื่อถือเสียเลย และสิ่งที่มหาลัยได้ ยืนหยัดในจุดยืนที่เป็นข้อสรุปของเราก็เป็นเรื่องตลกเช่นกัน  ส่วนความรู้สึกของท่านรอง ก็ไม่ต่างกับทางมหาลัยด้วย   เข้าใจว่าในระหว่างที่ท่านรองอยู่ในหน้าที่  และพ้นจากวาระแล้ว  เราก็ไม่ควรหักล้างคำพูดของเราเอง  จะดียิ่ง  เพราะจะดีต่อทีมงานบอลเราเองในปัจจุบัน  และต่อไปในอนาคต  ในการดำเนินการต่างๆ  รวมทั้ง

 

๕.)  การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของงานบอล   ในส่วนของการขาดเอกภาพในการจัดการ  ทั้งนี้ที่ผ่านมาในช่วงเกือบสิบปีที่ผ่านมาการจัดงานบอลของจุฬาฯ  จะจัดขึ้นโดยมี  สนจ.  เป็นเจ้าภาพ  ซึ่งเป็นสมาคม  หรือหน่วยงานที่ขึ้นตรง  และอ้างอิงกับมหาวิทยาลัย  เป็นที่รู้กันดีว่าด้วยการทำงานภายใต้โครงสร้างดังกล่าวนี้  ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ  ในการจัดการ  อาทิ  การขอความช่วยเหลือจากนิสิตในการจัดกิจกรรม  การผลิตเสื้อ ประจำงานบอล  การเบิกจ่ายงบประมาณ  และเป็นปัญหาที่ทีมงานบอลทุกปีประสบมา  และพยายามถ่ายทอด  บอกต่อกับทีมงานรุ่นถัดไป  ถึงแม้ว่าทีมงานแต่ละปีจะรับทราบถึง ปัญหาดังที่กล่าวมาแล้ว  แต่ไม่สามารถจัดการ  หรือแก้ไขได้  ด้วยหลายเหตุปัจจัย  พอสรุปได้ดังนี้  ๑.)  เหตุจากโครงสร้างการทำงาน  ๒.)  อำนาจในการต่อรองของนิสิต ที่เป็นทีมงาน  และ  ๓.)  การเข้าใจถึงปัญหา  สาเหตุ  แนวทางการแก้ไข  รวมทั้งความมุ่งมั่น ที่จะแก้ปัญหาของทีมงาน เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ยังคงวนเวียนเป็นวัฏจักรของทีมงานบอลต่อไป  ถ้าหากไม่ได้รับการแก้ไข  เราจึงมีความพยายามที่จะหยุดวัฏจักรนี้ โดยการแก้ปัญหาเชิง โครงสร้างที่สะสมมานานแล้ว  แต่ทั้งนี้ไม่สามารถสำเร็จลุล่วงได้  ถ้าหากไม่ได้รับความ ร่วมมือจากทีมงานทุกส่วน    ก่อนอื่นนั้นขอความร่วมมือจากทุกคนให้หนักแน่นในสิ่งที่เรา ได้ตัดสินใจแล้ว  เพราะว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีทีสุด    เวลานั้น  ภายใต้สภาพแวดล้อม ขณะนั้น  นั้นหมายรวมทั้งการตัดสินใจของเราต่อการเลื่อนการจัดงานของผู้ใหญ่ด้วย  แล้วหลังจากนี้  เราอาจจะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง  ในรายละเอียดแล้ว แนวทางที่เป็นไปได้อยากให้ทุกคนช่วยกันคิด  รวมถึงตัวเราเองด้วยแล้ว เราจะแจ้งให้ทราบ อีกที

 

ขอบใจมาก

เต้

  มกราคม  ๒๕๕๑

๑๓.๓๓  นาฬิกา

——————————————————————————————————————————-

 

ถึง  เป้ง ณิก วุ้น แม็ค เอ็มมี่  ตาล  และพีช

 

นึกแล้วบางที  ทุกคนอาจจะรู้สึกว่าเต้ส่งแต่งานเข้ามาเรื่อย  ยังไงเสียแล้วต้องขอโทษด้วย  เราเกรงว่าไม่บอกวันนี้  วันหน้าจะลืมเสีย  สำหรับรายละเอียดของการปรับโครงสร้างงานบอล ที่ค้างไว้ของคราวที่แล้ว  ขอส่งแยกเนื้อหาออกมาอีกฉบับนึง  คราวนี้ยังคงเป็นเรื่องที่คิดว่า ต้องสะสางให้แล้วเสร็จต่อไป  ดังนี้

 

๑.)  การเงิน  สำหรับเรื่องนี้ไม่ว่าแนวทางการทำงานที่ชัดเจนจากที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้จะออกมา เช่นไร  สำหรับเรื่องนี้แล้ว  เป็นกระบวนการที่ต้องทำอยู่แล้ว  ทั้งนี้ต้องขอฝากเหรัญญิก  ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักของงานนี้  ในการสรุปค่าใช้จ่ายของงานบอลที่เสร็จสิ้น  พร้อมทั้งหลักฐาน ทางการเงินให้เป็นที่เรียบร้อย  พร้อมทั้งมีรองประธานเป็นผู้คอยสนับสนุนให้การทำงานของ เหรัญญิกดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย  ตามความคิดเห็นของเราแล้ว  กระบวนการเหล่านี้ ควรเสร็จสิ้นก่อนกลางเดือนกุมภาพันธ์  ทั้งนี้ต้องประสานงานกับพี่น้อย  ในฐานะตัวแทน ของฝ่ายเชียร์  และพาเหรด  รวมทั้งพี่วิไลซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวก  และแนะนำขั้นตอนให้ กระบวนการเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กำหนด


๒.)  สื่อประชาสัมพันธ์  ที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีว่า  การทำงานของประชาสัมพันธ์งานบอล เป็นที่น่าพอใจ  การติดตั้งสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อเชิญชวน  เป็นที่ปรากฎแก่นิสิต  และบุคคลากรทุกคนเป็นอย่างดี  ทั้งนี้เมื่อการทำงานได้ดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว  ในส่วนของการประชาสัมพันธ์ก็เช่นกัน  จะต้องมีการดำเนินการเก็บสื่อประชาสัมพันธ์  อาทิคัตเอาท์  ธงราว  ธงญี่ปุ่น  เป็นต้น  ทั้งนี้การดำเนินการเก็บจะมีกระบวนการอย่างไร  นั้นเป็นสิทธิ์ของฝ่ายประชาสัมพันธ์โดยตรง  และอยากฝากถึงกระบวนการเก็บสื่อ ประชาสัมพันธ์  ให้คำนึงถึงประโยชน์การใช้งานสูงสุด  ส่วนของคัตเอาท์จะมีการเก็บรักษา อย่างไร  ที่ไหน  ใครเป็นผู้ดูแล  หรือจะให้ทีมงานผู้แข่งขัน  อบจ.  นำไปใช้ประโยชน์  หรือหน่วยงานอื่นของจุฬาฯ  อาทิคณะ  ชมรม  ก็เป็นได้  ทั้งนี้ให้พิจารณาดู เอาประโยชน์เป็นที่ตั้ง  และความยั่งยืนของการใช้ประโยชน์  ส่วนเรื่องแผ่นพลาสติกไวนิวล์  สามารถรวบรวมไว้ทำประโยชน์อะไรได้บ้าง  หรือสามารถให้ใครนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้


๓.)  การประชาสัมพันธ์  การชี้แจงงานบอล  ส่วนนี้อยากให้พิจารณาดูว่า  เมื่อเราได้กำหนด ความชัดเจนของงานบอลตามประเด็นแรกที่ได้แจ้งไปก่อนหน้านี้แล้ว  การสร้่างความชัดเจน ของงานบอลก็เป็นส่วนสำคัญ  ไม่ว่าจะผ่านสื่อต่างๆ  อาทิ  การบอกเล่า  การชี้แจง  ไปรษณีย์อิเล็คโทรนิกส์  เว็บไซท์  เป็นต้่น  อยากให่พิจารณาดูว่าที่ผ่านมา  การสร้าง ความชัดเจนผ่านสื่อต่างๆ  มีผลลัพธ์อย่างไร  ต่อกลุ่มคนใด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่ เกี่ยวข้องกับงานบอลโดยตรง  อาทิ  คนงานบอล  นิสิตจุฬาฯในส่วนของนิสิตปัจจุบัน  นิสิตจุฬาฯในส่วนของนิสิตเก่า  ชุมนุมเชียร์ของธรรมศาสตร์  เป็นต้น  ถ้าหากพิจารณา แล้วว่าผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ  มีความชัดเจนในข้อสรุปงานบอล  และเป็นที่ทราบโดยทั่วกัน  ก็ไม่จำเป็นต้องมีการทำสื่อประชาสัมพันธ์ขึ้นมาชี้แจง  ถ้าหากไม่แล้วพยายามพิจารณาดูว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีการสร้างความชัดเจนขึ้น  และผ่านสื่ออะไรบ้าง  ตามตัวอย่างที่ กล่าวมาแล้ว  ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายตามมาอย่างมาก  สำหรับเนื้อหาในการ ชี้แจงเข้่าใจว่าควรเป็นเนื้อหาเพียงเนื้อหาเดียวที่เป็นข้อสรุปชัดเจน  ถ้าเป็นไปได้ควรต้องมี การอ้างอิงแหล่งของข้อมูลที่ชัดเจน  และน่าเชื่อถือ  อาจจะเป็นบุคคล  หรือหน่วยงาน  ก็แล้วแต่เห็นสมควร  และควรมีระยะเวลากำกับชัดเจน

 

สำหรับวันนี้  มีเพียงแค่นี้  ใครมีความคิดเห็นต่าง  หรือเสริม  หรือ  เพิ่มประเด็นที่เห็นสมควร  ให้ปรึกษาหารือกัน  ได้ข้อสรุป  แล้วดำเนินการทันที  อย่างไรเสียแล้วต้องขอโทษด้วยที่ไม่ สามารถช่วยอะไรได้มาก  ต้องฝากทีมงานทุกคนช่วยดำเนินการต่อให้เสร็จสิ้น

 

ขอบใจ

เต้

๑๖.๒๙  นาฬิกา

๑๑  มกราคม  ๒๕๕๑

——————————————————————————————————————————-

 

ถึงเป้ง ณิก วุ้่น แม็ค เอ็มมี่  ตาล  และพีช

 

วันนี้อยากจะเล่าให้ทราบถึงความเคลื่อนไหวของ  สนจ.  เพื่อที่ทุกคนสามารถใช้เป็นข้อมูลใน การตัดสินใจทำการต่างๆ  ได้ดีขึ้น  ล่าสุดเมื่อวันศุกร์  ที่  ๑๑  มกราคม  ที่ผ่านมา   ทาง  สนจ.  โดยพี่วิไล  และพี่เต้  ได้ติดต่อสอบถามมาถึงการเข้าร่วมฝ่ายเชียร์  และพาเหรด  (ส่วนของ นิสิตปัจจุบัน)  ของงานบอลที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้  ซึ่งมีความพยายามที่จะให้ ฝ่ายเชียร์  และพาเหรดเข้าร่วมในงานบอลที่จะถึงนี้  (อาจมีการเปลี่ยนแปลง)  และใน วันพฤหัสบดีที่  ๑๙  มกราคม  ที่จะถึงนี้จะมีการประชุม    กรมสรรพากร  เพื่อกำหนด ความชัดเจนของงานบอล  ในทุกประเด็นหลัก  อาทิ  วัน  เวลา  รูปแบบกิจกรรม  เป็นต้น  ทั้งนี้ทาง  สนจ.  มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะให้นิสิตเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้  ส่วนหนึ่งเท่าที่ ฟังมาจากพี่วิไล  ได้ความว่า  ทาง  สนจ.  เข้าใจว่านิสิตเอง  อยากทำงานบอล  และพยายาม ชักจูงให้เปลี่ยนใจ  รวมทั้งเข้าใจว่าทางท่านรองเป็นผู้บังคับนิสิตให้ได้ข้อสรุป  ตามที่ท่าน ต้องการ  และที่สำคัญคือทาง  สนจ.  อยากให้เราเข้าร่วม  เพื่อที่จะสามารถมัดมือชก  ได้สะดวกกว่าการที่ท่านรองเป็นตัวแทน  ทั้งแง่น้ำหนักการตอบคำถาม  ความน่าเชื่อถือ  และความหนักแน่นของนิสิต  เป็นต้น  ยังไงแล้วเข้าใจว่าการประชุมที่จะถึงนี้  ท่านรอง ยังคงเป็นตัวแทนของพวกเรา  และคงยืนหยัดสู้  และเราทุกคนยังคงปฏิบัติดีเช่นเดิม

 

ให้ทุกคนหนักแน่น  และเหนียวแน่น  ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี

 

ขอบใจทุกคนมาก

เต้

๑๔   มกราคม  ๒๕๕๑
๑๐.๓๓  นาฬิกา

 ——————————————————————————————————————————-


ถึง  เป้ง  วุ้น  ณิก  แม็ค  เอ็มมี่  ตาล  และพีช

 

เมื่อวานนี้  ประมาณสามทุ่ม  เราได้มีโอกาสคุยกับท่านรอง  ในหลายประเด็น  สรุปความได้ดังนี้

 

๑.)  การประชุมในวันพฤหัสบดีที่  ๑๗  มกราคม  นี้    กรมสรรพากร  ในการกำหนด ความชัดเจนของงานบอล  ๖๔  ทั้งประเด็นของวัน  เวลา  รูปแบบกิจกรรม  ทั้งนี้โดยตัวแทน ของฝ่ายเชียร์  และพาเหรด  จะมอบหมายให้นางสาวอัจฉราวรรณ  หรือพี่น้อย  เข้าร่วม การประชุม  เนื่องด้วยท่านรองติดประชุมคณะกรรมการสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ  ซึ่งจัดขึ้น    ครั้งในหนึ่งเดือน  และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านจากหน่วยงานภายนอก เข้าร่วมในการนี้


๒.)  สำหรับเรื่องที่ประชุม  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายเชียร์  และพาเหรด  นั่นคือ  รูปแบบ กิจกรรมทั้งหมดในส่วนของเรา  ซึ่งเป็นมติที่ประชุม  ตามที่ได้สรุปมาก่อนหน้านี้  ทั้งนี้ ฝ่ายเชียร์  และพาเหรดก็ยังคงให้ข้อสรุปเช่นเดิมต่อไป  ทั้งนี้ในส่วนของมหาวิทยาลัย  โดย อธิการบดี  และรองอธิการ  (ท่านรอง)  มีความเห็นตรงกันในข้อสรุปของนิสิต  และ ยืนยันตามข้อสรุปนั้น  ถึงแม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันนี้  ทาง  สนจ.  เองพยายามดิ้นรน  และติดต่อโดยตรงมายังนิสิต  เพื่อที่จะยังคงกิิจกรรมในส่วนของฝ่ายเชียร์  และพาเหรดต่อไป


๓.)  เนื่องด้วยข้อสรุปนี้ทำให้กิจกรรมของฝ่ายเชียร์  และพาเหรด  ในส่วนของการเงิน ต้องมีการจัดการสรุปค่าใช้จ่าย  และรวบรวมหลักฐานทางการเงินให้เป็นที่เรียบร้อยภายใน เดือนมกราคมนี้  ทั้งนี้ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง  ถ้าหากมากกว่างบประมาณ ที่รองจ่ายมา  โดยหลักการแล้วสมควรต้องได้รับมาเท่าที่จ่ายจริง  ทั้งนี้ต้องแจ้งให้ท่านรองทราบ ว่าส่วนที่เกินมา  เป็นจำนวนเท่าไร  และอะไรที่ได้จ่ายไปแล้วบ้าง  เพื่อที่ท่านรองจะได้ ประสานงานเรื่องนี้ต่อไปยัง  สนจ.  เพื่อจัดการเบิกจ่ายต่อไป  และขอฝากข้อสังเกต  สำหรับเรื่องนี้  ระวังงบประมาณส่วนที่แจ้งให้ท่านรองทราบ  ควรจะสอดคล้องกับงบที่แจ้งให้ ท่านทราบแต่ต้นแล้ว  เป็นไปได้ที่ท่านจะจำได้ว่าในบางประเด็น  ไม่ได้ตามที่เราตกลงกัน ไว้ตั้งแต่ต้น  ยังไงเสียแล้วควรทำเป็นสองส่วน  คือ  รายจ่ายจริงทั้งหมดของเรา   และรายจ่าย ที่สอดคล้องกับที่เสนอท่านรอง  (สนจ.)  สำหรับเรื่องผู้สนับสนุนกิจกรรมในส่วนของนิสิต  ต้องมาจัดการปัญหาต่างๆ  ทั้งการให้ผลประโยชน์ตอบแทน  อาทิ  บอลลูน  ท่านให้ข้อเสนอมาว่า  สามารถนำมาติดตั้งที่สยามได้  ทั้งนี้พวกนี้ต้องลองทำรายการมา  แล้วนำมาปรึกษาท่านรอง


๔.)  การเก็บสื่อประชาสัมพันธ์  ท่านรองท่านมีความเข้าใจดีอย่างยิ่งว่าสถานการณ์  ขณะนี้อยู่ในช่วงโศกเศร้า  ทั้งส่วนของการสิ้นพระชนม์  และการเลื่อนงานบอลออกไป  โดยที่นิสิตไม่สามารถจัดการได้  เรื่องนี้เป็นประเด็นที่สำคัญเช่นกัน  เท่าที่ฟัง  เข้าใจว่าทางมหาลัยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก  น่าด้วยเหตุผลหลายประการ  อาทิ  ความชัดเจนของการเลื่อนงาน  ถ้าหากไม่มีงานแล้ว  ในส่วนของมหาลัยต้องชัดเจน  และเรื่องของความสะอาด  เรียบร้อย  ภายในมหาลัย โดยความเห็นของเราแล้วเรื่องนี้เราก็ ควรให้ความสำคัญ  และช่วยท่านจัดการให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว  โดยท่านรองเองได้เสนอว่า ท่านจะลองคุยกับเจ้าหน้าที่หอพักให้มาช่วยเก็บสื่อประชาสัมพันธ์  โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น  ทางมหาลัยจะรับผิดชอบดูแลให้  ทั้งนี้ข้อเสนอนี้  ยังไม่ได้สรุปชัดเจน  ทางท่านเอง จะลองคุยดูหลายๆ  ส่วน  เพื่อที่จะจัดการให้เสร็จสิ้นรวดเร็ว

 

ใจความสรุปการสนทนา  สรุปตามที่ได้กล่าวมานี้

 

ขอบใจมาก

เต้

๑๖  มกราคม  ๒๕๕๑

๑๒.๕๕  นาฬิกา

——————————————————————————————————————————-

 

ถึง  เป้ง ณิก วุ้น  แม็ค  เอ็มมี่  ตาล  และพีช

 

เมื่อค่ำวานนี้  เราได้มีโอกาสคุยกับเป้งเกี่ยวกับเรื่องการเงิน  เนื่องด้วยขณะนี้สถานะทางการเงิน ของงานบอลครั้งนี้  ในเบื้องต้นแล้วสามารถสรุปคร่าวๆ  ได้ว่ารายจ่ายมากกว่ารายรับ โดยฐานะ ทางการเงินติดลบประมาณ    ล้านบาท  ซึ่งเป็นที่หนักใจอย่างยิ่ง  ด้วยแหล่งของรายได้แแต่ละ แหล่ง  ยังไม่มีความแน่นอนในประเด็นของการได้มา  และจำนวน  ดังนั้นจึงปรึกษาร่วมกันถึง แนวทางของแหล่งรายได้  สามารถจัดหาจากไหน  ในบางส่วนเพิ่มเติมจากที่ได้คุยกับเป้ง  สามารถสรุปแหล่งรายได้  ได้ดังนี้


 ๑.)   สนจ.

๒.)  ผู้สนับสนุนในส่วนของนิสิต

๓.)  การติดตั้งสื่อประชาสัมพันธ์ในสยามสแควร์  (อาจขายเพิ่มก็เป็นได้)

๔.)  ขายเสื้อสต๊าฟ  หมวกงานบอล

๕.)  จัดกิจกรรมขอบคุณสตาฟ  และให้มีผู้สนับสนุนออกบูท

 

โดยในส่วนของ  สนจ.  คงต้องคุนกับท่านรอง  ในส่วนของผู้สนับสนุน  วุ้นเป็นคนดูแลและใน เบื้องต้นสามารถให้คำตอบคร่าวๆ  ได้ภายในวันศุกร์นี้  ส่วนของการติดตั้งสื่อตอบแทนใน สยามสแควร์  ต้องปรึกษากับท่านรอง  ท่านยินดีช่วยเหลือ  ส่วนการขายเสื้อสตาฟ  และ หมวกงานบอลให้ปรึกษาหารือความเป็นไปได้

 

ทั้งนี้  สำหรับการขายเสื้อสต๊าฟควรขายให้กับสต๊าฟ

ราคาขายเสื้อ  แนะนำว่าน่าจะขายที่ราคา  ๖๔  บาทเพื่อเป็นการรำลึกถึงงานบอลครั้งนี้  สำหรับการขายหมวกงานบอล  ควรขายให้กับบุคคลทั่วไป  รวมทั้งสต๊าฟที่สนใจ  ซื้อเป็นที่ระลึก (ให้คุยกับพี่ปุ้ยก่อน  ว่ามีความจำเป็นต้องนำมาขายเพื่อหารายได้           เป็นไปได้แค่ไหน)    สำหรับราคาขายหมวก  แนะนำว่าน่าจะขาย  ๔๖  บาท  เพื่อล้อกับราคาเสื้อ


มากกว่านั้นถ้าเรานำเอาถุงผ้างานบอลมารวมเข้ากับเสื้อ  และหมวก  และดูความเป็นไปได้ ที่จะจัดรวมกันเป็นแพคเกจ  แล้วจำหน่ายในราคา  ๑๒๐  บาท  นอกจากเป็นการเพิ่มรายได้แล้ว  ยังเป็นการลดต้นทุนสินค้าคงคลังอีกด้วย       

 

การจำหน่ายในครั้งนี้อยากให้อธิบายให้ทุกคนเห็นใจ  และเข้าใจว่าเราทำโดยไม่ได้หวังผลกำไรแต่หารายได้เพื่อชดเชยรายจ่าย อันเนื่องมาจากรายการสินค้าที่ซื้อแล้ว  และสั่งไว้ เพื่อเตรียมการ

 

ประเด็นที่สำคัญเช่นกัน  คือ  สถานที่จัดจำหน่าย  ให้ขอสถานที่หน้าสหกรณ์  ก็เห็นว่า เหมาะสมอยู่  พร้อมกันนั้น    สถานที่จัดจำหน่ายควรมีการแจกสื่อประชาสัมพันธ์ของ งานบอล  ซึ่งมีเนื้อหาที่ชี้แจงประเด็นต่างๆ  เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกำหนดการงานบอลด้วย  เพื่อช่วยสร้างความชัดเจน  และความเข้าใจของทุกคนให้ตรงกันมากขึ้น

 

สำหรับคนที่มีแนวทางอื่นแนะนำ  ประเด็นที่บกพร่อง  สามารถปรึกษา  และดำเนินกาต่อไป

 

ขอบใจมาก

เต้ 

๑๗  มกราคม  ๒๕๕๑ 

เวลา  ๐.๓๙  นาฬิกา 

——————————————————————————————————————————-

 

“คุณค่า”  ขึ้นอยู่กับแต่ละหน่วยการตัดสินใจ

แต่เราไม่สามารถให้คุณค่าได้เหมาะสม  ถ้าละเลย  “ย้อนมอง”

โดยเฉพาะ  “รากเหง้า”  ของหน่วยการตัดสินใจ

พร้อมกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

 

สำหรับข้าพเจ้าเองแล้ว  ได้มองเห็น  “คุณค่า”  งานบอลทั้งในประเด็นเดิม

และประเด็นใหม่  ผ่านการกลับไปมองอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งผู้เขียนตั้งใจไว้ว่า

ไม่ต้องการนำเสนอคุณค่าที่ได้รับ  แต่ต้องการนำเสนอกิจกรรมที่สะสม

ไว้ในอดีต  เพื่อให้หน่วยการตัดสินใจทั้งที่เกี่ยวข้อง  และไม่เกี่ยวข้อง

สามารถให้ คุณค่า สมบูรณ์มากขึ้น

 

ปัญหามากมายในปัจจุบัน  ส่วนใหญ่แล้วข้าพเจ้าเชื่อว่ามาจาก  

การพยายามพัฒนา   การพยายามก้าวหน้า

“ที่ยายามละเลยการบริโภคสะสมในอดีต – ประวัติศาสตร์”

ทั้งที่พยายามย้อนมอง  และลืมมองกลับไป

ด้วยเหตุของผลประโยชน์ระยะสั้น

Read Full Post »

triamboy

MAN IS THE ONLY CREATURE THAT CONSUMES WITHOUT PRODUCING


George Orwell in “Animal Farm” 

 

พฤติกรรมมนุษย์นั้นถ้าหากพิจารณาอย่างผิวเผินแล้วกล่าวได้ว่ามีความหลายหลายมากจนหลายคนไม่อยากทำความเข้าใจ  และพยายามค้นหาเหตุเบื้องหลังที่ทำให้ตัวเราเองแสดงพฤติกรรมต่างๆ  ออกมา  ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่าย  การทำบุญ  รวมถึงการช่วยเหลือผู้อื่นในยามปกติ  และเดือดร้อน  ยิ่งคิดแล้วยิ่งปวดหัว  ในตอนแรกนั้นก็มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามศึกษา  นั้นคือ  นักจิตวิทยา  ได้พยายามจำแนกพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็นสองส่วน  ส่วนแรกคือ  พฤติกรรมอัตโนมัติ  หรือไม่สามารถควบคุมได้  เช่น  การสะดุ้งเมื่อโดนของแหลมมีคม  การกระพริตา  เมื่อมีสิ่งกระทบตา  และการจาม  เมื่อมีสิ่งที่มาระคายเคือง  เป็นต้น  และส่วนหลังเป็นพฤติกรรมที่สาามรถควบคุมได้โดยสติของมนุษย์  ประกอบด้วย  ปัญญา  และอารมณ์  แต่นักจิตวิทยาเชื่อว่าส่วนหลัง-อารมณ์-นั้นมีอิทธิพลมากกว่าปัญญา  ทำให้เราทุกคนยังคงมีโลภ  โกรธ  หลง  อย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง  และหลุดพ้นได้

 

ในอีกมุมมองหนึ่งข้าพเจ้าขอนำเสนอการพิจารณาพฤติกรรมมนุษย์ภายใต้กรอบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรม  และต้นทุน  โดยพิจารณาเงื่อนไขของพฤติกรรมส่วนหลัง  หรือพฤติกรรมที่ควบคุมได้โดยสติมนุษย์  ดังนี้

 

พฤติกรรมของมนุษย์นั้นมาจากการตัดสินใจของตัวมนุษย์เอง  ซึ่งมีแรงจูงใจเป็นปัจจัยกำหนดสำคัญต่อการตัดสินใจ  ซึ่งกำหนดพฤติกรรมในที่สุด  แรงจูงใจนั้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับต้นทุนของที่เกี่ยวเนื่องกับการตัดสินใจ  ซึ่งการตัดสินใจแต่ละเรื่องของมนุษย์นั้นจะมีทางเลือกต่างๆ  โดยเลือกทางเลือกที่ตอบจุดประสงค์หลักของการตัดสินใจนั้น  คือ  ทางเลือกที่มีผลได้มากที่สุด  หรือไม่ก็มีผลเสียน้อยที่สุด  โดยมีต้นทุนที่เกี่ยวข้อง 2  ส่วน  ดังนี้

 

1.  ต้นทุนการเข้าถึง (Access Cost)  หมายถึงต้นทุนที่ให้  หรือสร้างโอกาสแก่ผู้บริโภค  เป็นเงื่อนไขที่ใช้ประกอบการตัดสินใจหรือเรียกได้ว่าแรงจูงใจ  ก่อนที่จะนำไปสู่การตัดสินใจ  เพื่อแสดงพฤติกรรมออกมาทางใดทางหนึ่ง  ยกตัวอย่างเช่น


ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคสบู่  คือ  ต้นทุนการได้มาซึ่งข้อมูล อาทิ  ฉลากบอกประโยชน์  ส่วนประกอบ  เป็นต้น  ราคา

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคกฎหมาย  คือ  ต้นทุนการรวบรวมจำนวนคนเพื่อลงชื่อเสนอร่างกฎหมาย

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคความมั่นคงของประเทศ หรือการไม่มีสงคราม  คือ  ต้นทุน หรือราคาอาวุธยุทโธปกรณ์

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคเพื่อน(มีเพื่อน)  คือ  ต้นทุนการรู้จักกันครั้งแรก  ความยากง่ายในการทำความรู้จัก

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคบุญ  คือ  ต้นทุน  หรือราคาสิ่งของที่บริจาคให้แก่กัน  ความยากง่ายของการบริจาค

ฯลฯ

 

หากให้เข้าใจง่ายมากขึ้นลองพิจารณาดูว่าเราต้องการ(บริโภค)อะไร  แล้วพิจารณาว่าความต้องการนั้นต้องได้มาซึ่งอะไรบ้าง  เพื่อบรรลุความต้องการนั้น  ทั้งนี้สินค้าบางอย่างขึ้นกับมุมมองของสังคม  โดยเฉพาะสินค้าทางสังคม  ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อบริบทเปลี่ยนไปตามกาล  เช่น  ถ้าสังคมมองว่าการบริจาคเลือดเป็นการทำบุญ  นั่นคือ  การที่เราสามารถไปบริจาคเลือดเพื่อทำบุญ  เป็นต้นทุนการเข้าถึงการทำบุญ  ซึ่งในอนาคตสังคมอาจให้คุณค่าอย่างอื่นที่ต้นทุนการเข้าถึงต่ำ หรือสูงกว่านี้เป็นการทำบุญ   ยังงัยเสียแล้วลองฝึกใช้กับตัวอย่างข้างต้นดู

 

โดยส่วนใหญ่แล้วจะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนการเข้าถึง  และแรงจูงใจของมนุษย์มีความสัมพันธ์ตรงข้าม  นั่นคือ  ถ้าต้นทุนการเข้าถึงลดลง  แรงจูงใจของมนุษย์ในการเข้าหาสิ่งนั้นมากขึ้น  หรือในทางกลับกันถ้าต้นทุนการเข้าถึงเพิ่มขึ้น  แรงจูงใจของมนุษย์ในการเข้าหา  หรือให้ความสนใจสิ่งนั้นลดลง  จากตัวอย่างข้างต้นพบว่า

 

ต้นทุนในการเข้าถึงของผู้บริโภคสบู่ลดลง  ไม่ว่าจะสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง  หรือหลายสาเหตุ  เช่น  ราคาลดลง  ข้อมูลฉลากชัดเจน  มีคุณสมบัติแตกต่างชัดเจน  มีการจัดวางในชั้นวางที่สดุดตา  เป็นต้น  พบว่าผู้บริโภคจะมีแรงจูงใจเข้าหา  ให้ความสนใจสบู่นั้นมากขึ้น  หรือในทางกลับกันลดลง

ต้นทุนในการเข้าถึงการบริโภคกฎหมายลดลง  ด้วยสาเหตุต่างๆ  เช่น  จำนวนผู้เข้ารายชื่อเสนอร่างกฎหมายลดลง  หรือความเข้าใจง่ายของกฎหมาย  เป็นต้น  พบว่าผู้บริโภคกฎหมายมีแรงจูงใจที่จะเสนอร่างกฎหมาย  หรือศึกษา  พิจารณากฎหมายมากขึ้นตามลำดับ

ต้นทุนการเข้าถึงการบริโภคความมั่นคงของประเทศ  หรือการไม่มีสงครามลดลง  ด้วยสาเหตุดังตัวอย่างนี้  คือ  ราคาอาวุธยุทโธปกรณ์ลดลง  หรือประเทศเพื่อนบ้านมีความมั่นคั่ง  เสถียรภาพมากขึ้น  เป็นต้น  ทำให้ผู้บริโภคความมั่นคงของประเทศมีแรงจูงใจหาอาวุธเพิ่มมากขึ้น  หรือมีแรงจูงใจที่จะเข้าหาเพื่อนบ้านเพื่อยกระดับคุณภาพความเป็นอยู่มากขึ้นสำหรับกรณีหลัง

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคเพื่อนลดลง  ไม่ว่าสาเหตุใดตามตัวอย่าง  เช่น  การเปิดรับเพื่อนของผู้บริโภค  การเปิดรับเพื่อนของเพื่อน  เป็นต้น  พบว่าผู้บริโภคเพื่อนมีแรงจูงใจเข้าหาเพื่อนมากขึ้น

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคบุญลดลง  เช่น  การเปลี่ยนบรรทัดฐานการบริจาคเลือดเป็นการทำบุญ  หรือการงดเหล้าเข้าพรรษาเป็นการได้บุญ  เป้นต้น  พบว่าผู้บริโภคบุญมีแรงจูงใจในการบริจาคเลือดมากขึ้น  หรืองดเหล้าในช่วงเข้าพรรษามากขึ้นเพื่อบริโภคบุญ

 

2.  ต้นทุนการบริโภคสะสม  (Accumulated Consumption Cost or Expense)  คือ  ต้นทุนเนื่องมาการบริโภคสิ่งนั้นๆ  หรือการที่ได้ตอบสนองความต้องการด้วยสิ่งๆหนึ่ง  ซึ่งต้นทุนการบริโภคความต้องการแต่ละอย่างต้องเป็นต้นทุนหลายครั้งต่อเนื่องกัน (Flow)  แล้วสะสมไปเรื่อยๆ (Accumulation)  จากตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วสามารถแสดงต้นทุนการบริโภคสะสมได้ดังนี้


ต้นทุนการบริโภคสะสมสบู่  คือ  มูลค่าสบู่ทั้งหมดที่บริโภค  (ปริมาณคูณราคา)

ต้นทุนการบริโภคสะสมกฎหมาย  คือ  ต้นทุนทั้งหมดตั้งแต่การเสนอร่างกฎหมาย  กระทั่งได้รับการพิจารณา (ไม่ว่าจะผ่านความเห็นชอบหรือไม่จากรัฐสภา) จากรัฐสภา  รวมถึงการประกาศและบังคับใช้

ต้นทุนการบริโภคสะสมความมั่นคง  คือ  มูลค่าอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จัดซื้อทั้งหมด

ต้นทุนการบริโภคสะสมเพื่อน  คือ  ต้นทุนจากการกระทำสิ่งต่างๆแก่เพื่อน  เช่น  ให้เพื่อนยืมสมุดจดไปถ่ายเอกสาร  ให้เวลาเพื่อนไปเตะบอล  เล่นเกมส์  ดื่มเหล้าเมื่อเพื่อนชวน  ให้คำปรึกษาต่างๆ  เป็นต้น

ต้นทุนการบริโภคสะสมบุญ  คือ  มูลค่าของเลือดที่บริจาค  เวลาที่เสีย  เป็นต้น

 

จะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนการบริโภคสะสม  และแรงจูงใจสู่การแสดงพฤติกรรมบริโภคนั้นมีความสัมพันธ์ทางเดียวกัน  คือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมลดลง  แรงจูงใจการแสดงพฤติกรรมนั้นลดลง  หรือในทางกลับกันเมื่อต้นทุนการบริโภคสะสมนั้นเพิ่มขึ้น  แรงจูงใจในการแสดงพฤติกรรมนั้นเพิ่มขึ้น   สามารถอธิบายตัวอย่างข้างต้นได้ดังนี้

 

ต้นทุนในการบริโภคสะสมสบู่ยี่ห้อเดิมมากขึ้น (ใช้มาตลอด)  แรงจูงใจในการบริโภคสบู่ยี่ห้อเดิมมากขึ้น  หรือในทางกลับกัน

ต้นทุนในการบริโภคสะสมกฎหมายมากขึ้น (ผลักดัน  ทำวิจัย  หรือเครื่องมืออื่นๆ) แรงจูงใจในการบริโภคกฎหมายนั้นมากขึ้น  หรือ…

ต้นทุนในการบริโภคสะสมความมั่นคงมากขึ้น  (สะสมอาวุธมาก)  แรงจูงใจในการบริโภคความมั่นคงมากขึ้น  หรือ…

ต้นทุนในการบริโภคสะสมเพื่อนมากขึ้น  (ผูกพันธ์มาก)  แรงจูงใจในการบริโภคเพื่อนมากขึ้น  หรือ…

ต้นทุนในการบริโภคสะสมบุญมากขึ้น  (สั่งสมบุญมาก)  แรงจูงใจในการบริโภคบุญมากขึ้น

หลังจากที่ได้อธิบายต้นทุนทั้งสองมาอย่างละเอียดแล้ว  จะได้กล่าวถึงส่วนของการวิเคราะห์

 

การวิเคราะห์  และสรุปผล

ถ้าหากเราตั้งจุดประสงค์ของการตัดสินใจ  หรือของแสดงออกพฤติกรรมแล้ว  กระบวนการในการสร้างแรงจูงใจเพื่อตอบสนองการตัดสินใจ  หรือการแสดงพฤติกรรม  โดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุนทั้งสอง  สามารถอธิบายได้  4  ทางเลือกดังนี้

 

1.  ต้นทุนการเข้าถึง  และต้นทุนการบริโภคสะสมลดลง  พบว่า  ผู้บริโภคมีแรงจูงใจที่จะเข้าหา  หรือสนใจสิ่งนั้น  แต่หลังจากบริโภคสิ่งนั้นแล้วมีแรงจูงใจที่จะบริโภคลดลง  เช่น  การบริโภคกฎหมายเมืองไทยเสนอร่างกฎหมายโดยประชาชน  ทำให้เกิดการบิดเบือนพฤติกรรมผู้เสนอร่าง  และผู้รับร่าง  โดยผู้รับร่างอาจตั้งใจสร้างความปั่นป่วนแก่สังคมได้  และไม่จำเป็นต้องผลักดันให้ผ่าน  ในทางกลับกันผู้รับร่างอาจบิดเบือน  แก้ไขกฎหมายที่รับมาจากประชาชน  แล้วผ่านรัฐสภา  หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือ  การศึกษาไทย  พบว่า นักเรียนมีสถานศึกษาให้เลือกมากมายทั้งของรัฐ  และเอกชน  ใกล้บ้านและไกลบ้าน  ทำให้นักเรียน  นักศึกษาแค่เข้าไปเรียนโดยไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา  มีการหนีเรียน  ไม่สนใจการสอน  อาจารย์ก็มีเวลาว่างทำอย่างอื่นมากขึ้นเพราะนักเรียน  นักศึกษาแสดงพฤติกรรมให้เห็นว่าไม่ต้องสอนมากก็ได้ไม่ต้องการ  หรือการบริโภคเพื่อนก็เช่นกันถึงแม้นจะเปิดรับเพื่อนใหม่  แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์่ต่อมามากขึ้น  ในที่สุดแล้วก็ไม่สนิทกัน  (บริโภคลดลง)

 

2.  ต้นทุนการเข้าถึง  และต้นทุนการบริโภคสะสมเพิ่มขึ้น  พบว่า  ผู้บริโภคมีแรงจูงใจน้อยที่จะเข้าถึง  สนใจสิ่งนั้น  หรือไม่คำนึงถึงเลย  แต่ผู้ที่เข้าไปแล้วพบว่ากลับมีการบริโภคสิ่งนั้นมากขึ้น  ตัวอย่างเช่น  การบริโภคเพื่อนที่ไม่ได้เปิดรับเรามาก  ทำให้เพื่อนจำนวนมากไม่ค่อยได้เข้าหา  แต่เมื่อได้มีโอกาสทำความรู้จัก  และสานปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องแล้วไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม  การบริโภคเพื่อนก็เพิ่มมากขึ้น  (สนิทกันมาก ไปมาหาสู่บ่อย  ปรึกษาได้ทุกเรื่อง)    อีกตัวอย่างคือ  การศึกษาของสถานศึกษาที่มีคุณภาพ  ชื่อเสียง  นักเรียน  นักศึกษาจำนวนมากไม่คิดแม้กระทั่งจะมาสอบ  หรือมาเลือก  มีเพียงคนจำนวนน้อยของสัมคม  มีแรงจูงใจต้องพยายามสอบให้ผ่านการคัดเลือกเพื่อที่จะได้เข้าไปเรียน  เมื่อเข้าได้แล้วต้องพยายามเรียนอย่างแข็งขัน  และแข่งขัน  เพราะต้นทุนการบริโภคสูงเนื่องมาจากการแข่งขัน  (ต้องแข่งสะสมความรู้  ไม่ว่าผ่านเครื่องมือใดก็ตามที)

 

3.  ต้นทุนการเข้าถึงเพิ่มขึ้น  และต้นทุนการบริโภคสะสมลดลง  พบว่า  ผู้บริโภคส่วนมากมีแรงจูงใจจะไม่เข้าหา หรือเกือบจะไม่ให้ความสนใจ  หรือไม่คิดถึงเลย  และสำหรับคนที่ได้บริโภคแล้ว  ก็จะบริโภคลดลง  เช่น  การบริโภคกฎหมายเสนอร่างกฎหมายโดยประชาชนก่อนปี  พ.ศ.  2540  เนื่องจากไม่มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนโดยตรงสามารถเสนอร่างกฎหมายได้  ทำให้ไม่มีประชาชนคนไหนมีแรงจูงใจที่จะไปเสนอร่างกฎหมาย  และอาจจะไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย  และคนที่พยายามก็ตามถึงแม้นจะเสนอผ่านตัวแทนโดยการเลือกตั้ง  ก็ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายนั้นจะไปถึงฝั่งเพราะต้นทุนการบริโภคต่ำหมายถึงเราไม่สามารถเข้าไปบริโภคได้เลย  จะทำให้ต้นทุนการบริโภคสูงยังงัยก็ไม่สูง  เพราะส.ส.ทำหน้าที่นี้  ยังไงแล้วก็สามารถแก้ไข  กฎหมายตามที่ตนเองต้องการได้  ทำให้บิดเบือนความต้องการของประชาชนได้  สุดท้ายแล้วประชาชนบริโภคกฎหมายลดลง

 

4.  ต้นทุนการเข้าถึงลดลง  และต้นทุนการบริโภคสะสมเพิ่มขึ้น  พบว่า  ผู้บริโภคมีแรงจูงใจที่จะเข้าถึง  สนใจสิ่งนั้น  และเมื่อได้บริโภคแล้วมีแรงจูงใจบริโภคมากขึ้น  เช่น  สบู่ที่มีความแตกต่างโดดเด่น  ราคาถูกก็ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค  เมื่อผู้บริโภคใช้ไปเรื่อยๆก็มีความเคยชินก็จะยังคงบริโภคไปเรื่อยๆ  หรือตัวอย่างระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกา  พบว่าต้นทุนการเข้าถึงลดลง  จากสาเหตุ  สถานศึกษาที่เพียงพอ และมีมาตรฐาน  การให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา  วัฒนธรรมการให้ทิปส์แก่เด็กๆที่ทำงาน  ทำให้ผู้บริโภคมีแรงจูงใจมากขึ้นที่เข้าถึงการเรียน  การศึกษา  และเมื่อบริโภคแล้วมีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นที่จะตั้งใจเรียน  ศึกษาหาความรู้จนจบ  เพราะส่วนหนึ่งตระหนักถึงค่าเล่าเรียนที่สูง  (เดิมพันสูง)  ส่วนหนึ่งคือความสำคัญของการศึกษา

 

จากการวิเคราะห์ต้นทุนทั้งสอง  และยกตัวอย่าง  สามารถสรุปได้ว่า  แนวทางการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้มีการแสดงพฤติกรรมตรงกับวัตถุประสงค์  เจตนารมย์  และไม่บิดเบือนขึ้นกับเงื่อนไข 2  ประการ  ดังนี้

1.  เงื่อนไขพอเพียง  คือ  ต้นทุนการเข้าถึงลดลง – มีการให้โอกาสในการเข้าถึงสิ่งต่างๆ  อย่างทั่วถึง  และเท่าเทียมกัน

2.  เงื่อนไขจำเป็น  คือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมเพิ่มขึ้น – มีการสะสม  สั่งสมการบริโภคสิ่งต่างๆ อย่างต่อเนื่อง  รวมถึง การคิดค้น  ความพยายาม  ผลักดัน และการมีส่วนร่วม

 

ยกตัวอย่าง

ทุกประเทศต้องการบริโภคความมั่นคง  ไม่มีสงคราม  เพราะฉะนั้นผู้ผลิตต้องจำหน่ายอาวุธยุทโธปกรณ์ในราคาที่แต่ละประเทศสามารถยอมรับได้ (ต่อรองได้- อย่างเช่นปัจจุบัน  การซื้อขายแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล)  นั่นคือ  ทำให้แต่ละประเทศมีแรงจูงใจ  สนใจอาวุธ  แล้วทุกประเทศต้องมีการจัดซื้ออาวุธสงครามอย่างต่อเนื่อง  หรือสะสมอาวุธนั่นเอง  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วทุกประเทศก็จะต้องการบริโภคความมั่นคงมากขึ้น  ไม่อยากมีสงครามมากขึ้น  (เดิมพันมากขึ้น – แรงจูงใจในการบิดเบือนพฤติกรรมลดลง)  ในทางกลับกันถ้ามีการทำสงคราม  นั่นคือ  การนำมาสู่การสูญเสียเดิมพันจำนวนมากในพริบตาก็เป็นได้


สุดท้ายแล้วก็คือการบริโภคอย่างไม่หยุดยั้ง

Read Full Post »