Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘consume’

triamboy

 

หลายครั้งหลายคราที่ผู้เขียนได้มีโอกาสพบปะผู้คนหลากหลายรูปแบบ  ทั้งในบริบทของรายได้  ภายใต้มิติทางเศรษฐกิจ  บริบทความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์สังคม ภายใต้มิติทางสังคม  หรือแม้กระทั่งบริบทขอบทบาทหน้าที่ในระบอบการปกครอง  ภายใต้บริบทของการเมือง  ในโอกาสต่างต่าง,  พบว่า  ภายใต้ความแตกต่างของเนื้อหาของการสื่อสารระหว่างกันที่มีความแตกต่างในรายละเอียด  กลับมีจุดร่วมทั่วไปที่เหมือนกัน.  แน่นอนว่าจุดร่วมที่ว่านี้  เกือบเสียทั้งหมดแล้วเกี่ยวข้องกับการกระทำกิจกรรมทางสังคม เศรษฐกิจ ,และการเมืองภายในขอบเขตที่ตั้งภูมิศาสตร์ที่เรียกว่า “ราชอาณาจักรไทย”.

 

ในความเป็นจริงที่เห็นได้ชัดตั้งแต่อดีตจนถึงเท่าทันปัจจุบัน, จุดร่วมนานาที่ว่านี้มีลักษณะ (dominant characters) กำหนดที่เด่นชัดคือ  “มีความแดกด่วน”   เป็นตัวกำหนดสำคัญ หรือในทางเทคนิค  หรือทางวิชาการแล้วเรียกว่า  “สายตาสั้น”,  วิสัยทัศน์สั้น, หรือความเป็นเหตุเป็นผลในขอบเขตที่จำกัด.  มากกว่านั้นดุลยภายความแดกด่วนจะเกิดขึ้นเสียไม่ได้, หากไม่มีเงื่อนไขของผู้ผลิต  และผู้บริโภคความแดกด่วน  รวมถึงตลาดสำหรับแลกเปลี่ยนความแดกด่วน.  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสินค้าในตลาดจะมีเพียงสินค้าที่มีลักษณะของความแดกด่วนเสียอย่างเดียว รวมถึงไม่ได้หมายความว่าความต้องการบริโภคและผลิตต่อสินค้าจะถูกกำหนดจากตัวแปรระยะสั้นแต่เพียงอย่างเดียว.

 

เป็นที่คาดไม่ถึงเลย, ถ้าสินค้าที่มีความแดกด่วนจะไม่ได้เป็นตัวเลือกเพียงอย่างเดียวภายในตลาด, แล้วปัจจัยอะไรมากกว่านั้นที่ทำให้เกิดดุลยภาพของการรังสรรค์  และรังแต่จะบริโภคสินค้าที่มีความแดกด่วนนี้. จึงเห็นได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน, ความเป็นไปได้ของตัวกำหนดดุลยภาพตลาดมากที่สุด  คือ  ความต้องการรังสรรค์  และรังแต่บริโภคของทั้งผู้ผลิต  และผู้บริโภคตามลำดับ.  ดังนั้น  ตัวการสำคัญของดุลยภาพที่มีความแดกด่วน  คือ ตัวกำหนดความต้องการต่างต่างของผู้บริโภค  และผู้ผลิต.

 

หากเริ่มพิจารณาในรายละเอียดแล้ว, ตัวกำหนดความต้องการผู้บริโภคนั้นมีมากมายโดยสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่  คือ  ๑.)  ปัจจัยเชิงปริมาณ,  อาทิ  รายได้หลังหักภาษี,  ราคา, เป็นต้น, ๒.)  ปัจจัยเชิงคุณภาพ, ยกตัวอย่างเช่น  รสนิยม,  ความจำเป็น (การอยู่รอดไปวันวัน),  เป็นต้น. ในขณะเดียวกันนั้นไม่แตกต่างกัน, ปัจจัยกำหนดความต้องการของผู้ผลิตสามารถถูกแบ่งได้เป็นสองส่วนใหญ่ๆได้เช่นเดียวกัน  ดังนี้  ๑.)  ปัจจัยเชิงปริมาณ  เช่น  ต้นทุนการผลิต,  ต้นทุนการบริหารจัดการ, ราคา, เป็นต้น, ๒.)  ตัวกำหนดเชิงคุณภาพ  สามารถถูกแสดงตัวอย่างได้  อาทิ  ขีดความสามารถในการแข่งขัน, สภาพดินฟ้าอากาศ, จำนวนผู้ผลิต, เป็นต้น

 

ในขณะเดียวกันนั้น, ตัวแปรที่ถูกแยกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ข้างต้น, สามารถถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ภายใต้บริบทของเวลาได้เช่นเดียวกัน, คือ ตัวแปรระยะสั้น  และปัจจัยระยะยาว. สำหรับส่วนแรกนั้นเป็นตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาน้อย คือ สองถึงสามปีเป็นอย่างมาก, แต่ส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงที่น้อยกว่าหนึ่งปี. ตัวอย่างสามารถถูกแสดงได้ดังนี้  ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ, อัตราดอกเบี้ย, การประท้วงของประชาชน, การร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐ, การจัดงานประเพณี, การร่วมงานศพ, เป็นต้น. ในส่วนหลังแล้วเกี่ยวข้องกับระยะเวลาที่ยาวนานพอที่จะสามารถมองเห็นพัฒนาการ, ทิศทาง, หรือแนวโน้ม, กล่าวพอให้เห็นจับต้องได้คร่าวคร่าวว่า ควรจะมากกว่าสี่ห้าปีเป็นต้นไป. วัฏจักรธุรกิจ, วัฏจักรปิโตรเคมี, ทิศทางเงินเฟ้อ, แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคล, พัฒนาการประเพณี และงานข้องเกี่ยวทางวัฒนธรรม, ทั้งหมดนี้สามารถกล่าวได้ว่าเป็นตัวอย่างของปัจจัยระยะยาว. มากกว่านั้น,  เห็นได้ชัดเจนว่าภายใต้การพิจารณาปัจจัยภายใต้มิติของเวลา, ตัวแปรต่างต่างมีทั้งที่ข้องเกี่ยวกับเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ.

 

จากข้างต้น, ตัวกำหนดความต้องการนั้นภายใต้การพิจารณาของบริบทเวลา  ทั้งตัวแปรระยะยาว  และระยะสั้น, โดยที่ปัจจัยเหล่านี้ทุกตัวมีบทบาทมากน้อยตามแต่ละหน่วยการกระทำกิจกรรมทั้งทางสังคม, เศรษฐกิจ, และการเมือง. สำหรับในสังคมหนึ่งหนึ่ง, หน่วยการตัดสินใจบางส่วนมีการให้น้ำหนักในการกำหนดความต้องการกับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง  หรือเพียงสองสามตัวแปรมากกว่าปัจจัยอื่นอื่น. ดังนั้นการให้นำ้หนักที่ไม่เท่าเทียมกันนี้เองระหว่างปัจจัยต่างต่าง ให้ผลลัพธ์โดยตรงต่อการกระทำกิจกรรมนั้น. ในรายละเอียดแล้ว, ถ้าหน่วยการตัดสินใจนั้น, ทั้งปัจเจกบุคคล และเครือข่าย, ให้ความสำคัญกับปัจจัยระยะยาวมากกว่าปัจจัยระยะสั้น, ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นผลของปัจจัยนั้น. ตัวอย่างเช่น, ถ้าหน่วยการตัดสินใจนั้นคือพ่อ และแม่, ผู้ปกครอง, ที่มีต่อการเลี้ยงดูลูกในวัยเด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบ หรือปฐมวัย, ให้ความสำคัญของความสะดวกสบายของลูก มากกว่าการศึกษา  หรือพัฒนาการการเรียนรู้ของลูก, ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นผลจากความสะดวกสบายที่ให้แก่ลูกเป็นส่วนใหญ่ (ในรายละเอียดของการเลี้ยงดูลูกในบริบทของปัจจัยเกี่ยวข้องกับเวลา, ปัจจัยระยะสั้น สามารถยกตัวอย่างได้เช่น  อาหาร, ความสะดวกสบาย, ความอบอุ่นในแต่ละวัน, เป็นต้น. อีกส่วนหนึ่ง, การเรียนรู้ทางวิชาการ, การเรียนรู้ทางโลก, พัฒนาการทางกายภาพเด็ก, พัฒนาการทางสมอง, เป็นต้น สามารถเป็นตัวอย่างของตัวแปรระยะยาว.

 

นอกเหนือจากการให้ความสำคัญของปัจจัยแล้ว, ความแนบแน่นต่อการให้ความสำคัญปัจจัยในการดำเนินกิจกรรมต่างต่างกระทบต่อผลลัพธ์ในระยะยาว, ซึ่งมีคุณลักษณะของพัฒนาการ, แนวโน้ม, หรือทิศทาง. ผลที่ได้รับ, แน่นอนว่า, สามารถแยกได้เป็นสองส่วนกว้าง คือ ผลลัพธ์ที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน และผลลัพธ์ที่มีทิศทางไม่ชัดเจน. ในทางกลับกัน, กล่าวได้ว่าเป้าหมายในระยะยาวได้ถูกบรรลุ สำหรับผลลัพธ์ที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน, และสำหรับผลลัพธ์ที่มีทิศทางไม่ชัดเจน กล่าวได้คือเป้าหมายระยะยาวไม่ได้รับการบรรลุ.

 

ด้วยการเปลี่ยนแปลงในกิจกรรม, พฤติกรรม, นานาในโลกทุกวันนี้, ที่มีแนวโน้มความเร็วที่เพ่ิ่มมากขึ้น, ส่งผลให้วัฏจักร, พัฒนาการ, และทิศทาง, มีช่วงระยะเวลาที่สั้นลง  ดังนั้น กรอบการพิจารณาปัจจัยภายใต้บริบทของเวลาต้องเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. และก่อนที่จะดำเนินต่อไป, ขอทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้นำ  และผู้ตามอย่างทั่วไป. เริ่มต้น, ผู้นำ คือ (กลุ่ม)ผู้ที่มีอำนาจในการต่อรองสูงกว่าในตลาดหนึ่ง, ที่เกิดจากการสะสมทุนในการต่อรอง ทั้งเงินทุน, ทุนอสังหาริมทรัพย์, ทุนสังหาริมทรัพย์, ทุนปัญญาคน, ทุนอำนาจรัฐโดยเจ้าหน้าที่รัฐ, ทุนอำนาจรัฐโดยทหาร, ทุนอาวุธ, ทุนอำนาจรัฐโดยตำรวจ (บังคับใช้กฎหมายในทางผิด), ทุนอำนาจรัฐโดยตุลาการ (เอาผิดในทางที่ผิด เอาถูกในทางที่ผิด), ทุนอำนาจรัฐโดยฝ่ายบริหาร (การจัดสรรทรัพยากรรัฐ), ทุนอำนาจรัฐโดยนิติบัญญัติ, และทุนโดยคน (รวบรวมจำนวนคน). ส่วนหลัง, ผู้ตาม คือ (กลุ่ม) ผู้ที่มีอำนาจในการต่อรองต่ำกว่าในตลาดหนึ่ง.

 

จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด, ทั้งสินค้าในตลาด, ความต้องการผู้บริโภค, ความต้องการของผู้ผลิต, และความแนบแน่นต่อดุลยภาพ, ล้วนส่งผลให้เกิดรูปแบบของกิจกรรมทางสังคม, เศรษฐกิจ, และการเมืองต่างกันไป.

 

เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งตามความเห็นของข้าพเจ้า, การผลิตสิ่งแดกด่วนโดยผู้นำ และการสมยอมแดกด่วนโดยผู้ตามได้ปรากฎในสังคมไทย. ในการพิจารณารายละเอียด, ดุลยภาพที่มีลักษณะความแดกด่วนในที่ตั้งภูมิศาสตร์ประเทศไทยนั้น  เป็นการพบกันพอดีของผู้นำที่ผลิตสิ่งแดกด่วน และผู้ตามที่สมยอมบริโภคความแดกด่วน. มากกว่านั้น, ทั้งผู้ผลิต  และผู้บริโภคยังมีความแนบแน่นต่อดุลยภาพแดกด่วนอย่างชัดเจน.ไม่ง่ายนัก, ทุกอย่างมาเจอกันพอดี จนหล่อหลอมเป็นความเป็นไปในที่ตั้งประเทศไทย.

 

ในเบื้องลึกและกว้างขึ้น, สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ ความตรงกันของความต้องการ และความสนใจ คือ ความแดกด่วน. สาหตุพื้นฐานหลักมาจากความที่ชนส่วนใหญ่ในที่ตั้งประเทศไทยมีวิสัยทัศน์สั้น (ว่าไปแล้วชนส่วนใหญ่สามารถเห็น คาดการณ์วิสัยทัศน์ทั้งไกล และสั้น, แต่กลับเลือกกระทำตามวิสัยทัศน์ที่สั้น, ซึ่งสุดท้ายแล้วเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์สั้นนั่นเอง). การมีวิสัยทัศน์ที่สั้น สามารถกล่าวในรายละเอียดได้ อาทิ เห็นแก่ความสนใจระยะสั้นมากกว่าความสนใจระยะยาว,เห็นแก่(กลุ่ม)ตนเองก่อนหน้าที่ บทบาท, เห็นแก่เผด็จการมากกว่าเสรีภาพ, เห็นแก่รูปธรรมมากกว่านามธรรม, เห็นแก่ค่านิยมในผลลัพธ์มากกว่าค่านิยมกระบวนการ อาทิ เห็นแก่เกียรติการเรียนหมอ, วิศวกรรม, ซึ่งในรายละเอียดที่มาอาจเกิดจากความต้องการหมอ  และวิศวกรจำนวนมาก แต่ใช้กลวิธีผ่านค่านิยมที่ไม่สมควร, มากกว่าอาชีพอื่น, ที่ในบางครั้งผู้ประกอบอาชีพนั้นได้กระทำโดยสุจริตใจ, โดยเสรีภาพทางจิตใจ, ตามความต้องการทางจิตใจ, เห็นแก่ความสงบมากกว่าความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการจัดการ, เห็นแก่ความสำเร็จมากกว่าให้โอกาสความล้มเหลว, เห็นแก่ความผิดเบื้องหลังมากกว่าเบื้องหน้า, เห็นแก่ความชอบเบื้องหน้ามากกว่าเบื้องหลัง, เป็นต้น. มากกว่านั้น, ความสมยอมต่อค่านิยมเหล่านี้ยังฝังรากลึกในสังคมที่ตั้งประเทศไทย, มากจนสร้างความแนบแน่นต่อดุลยภาพต่อสิ่งแดกด่วนเรื่อยมา. 

 

ข้าพเจ้า, ผู้เขียน, มีความจริงใจอย่างยิ่งที่ต้องการเขียนบทความนี้ในจุดประสงค์เพ่ือให้เพื่อนร่วมโลก,ผู้ที่สนใจ, ได้อภิปราย ได้นำเสนอ และแลกเปลี่ยนสิ่งที่แดกด่วนในสังคมไทยให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้. หลังจากนั้นคาดว่าจะได้ทำการช่วยสังเคราะห์ วิเคราะห์ต่อไปในรายละเอียด  และสามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่เหมาะสมต่อไปได้.

 

ดรรชนีคำศัพท์ในกลุ่มเดียวกัน

แดกด่วน : ขอไปที, ให้เสร็จเสร็จไป

สายตาสั้น : วิสันทัศน์สั้น, เหตุผลที่มีอยู่อย่างจำกัด

สมยอม : เห็นแก่

พัฒนาการ : ทิศทาง, แนวโน้ม, การพัฒนา, วิวัฒนาการ

Read Full Post »

นโยบายเศรษฐกิจ 2009 ของ เกาหลีใต้

recommendare

 

สรุป

นโยบายเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีใต้  ปี  พ.ศ. 2552

กับ  การรับมือภาวะถดถอยเศรษฐกิจโลก

 

ความมีดังนี้

 

 

1. มาตรการระยะสั้นเพื่อรักษาระดับการว่างงาน

 

รักษาเสถียรภาพภาคการเงินและตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ลดอัตราดอกเบี้ย  เพิ่มสภาพคล่องในตลาดเงิน สนับสนุนการเงินแก่ผู้ส่งออก/นําเข้า  


สนับสนุน Korea Ex-Im Bank ในการรับประกันและค้ําประกันการส่งออกแก่ผู้ส่งออก  

 

เร่งการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการลงทุนจํานวนร้อยละ 60 ในครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ เพิ่มการสนับสนุนทางการเงินแก่ภูมิภาค โดยเร่งการใช้จ่ายของภาครัฐ ปรับปรุงระบบการเบิกจ่ายเงินงบประมาณใหม่ให้สะดวกยิ่งขึ้น   

 

ใช้เงินงบประมาณกระตุ้นการจ้างงาน รักษาระดับการจ้างงาน สร้างงานใหม่รับเด็กเพิ่งจบการศึกษาเข้าฝากงานมากขึ้น ทั้ง SMEs และงานในภาครัฐ รวมทั้งจ่ายเงินอุดหนุนแก่เอกชนเพื่อให้มีการจ้างงานต่อไป  

 

เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเครือข่ายทางสังคมและเศรษฐกิจ (Economic and Social Safety Net) ให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ยากจนใหม่ (new poverties) และผู้มีรายได้ต่ําที่ได้รับผลกระทบจากการหดตัวของเศรษฐกิจ    


บรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนแก่ผู้มีปัญหาที่อยู่อาศัย หรือผู้ด้อยโอกาสที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ 

 

ให้การศึกษาและสวัสดิการทางสังคมที่ดีขึ้น โดยเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่โรงเรียนเพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียน รวมทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่พ่อแม่มีรายได้ต่ํา   

 

เพิ่มวงเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) และค้ําประกันแก่ชาวนา ชาวประมง SMEs รวมทั้ง ขยายโควต้าการลดอัตราภาษีศุลกากรสําหรับการนําเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ได้แก่  ปุ๋ย เคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร แป้ง อาหารสัตว์  ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น 


ปรับปรุงกฎหมายนิติบุคคลเพื่อจูงใจให้มีการจ้างงานมากขึ้น 

 

2. นโยบายสําหรับอนาคต  

 

ปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคการเงินและภาคเอกชน ให้การช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ในการเพิ่มทุน เพิ่มสภาพคล่องแก่ภาคเอกชน 

 

สนับสนุนธนาคารพาณิชย์แก่ปัญหาสภาพคล่องเอง โดยการเพิ่มทุน การชะลอการจ่ายเงินปันผล รวมทั้งการออกหุ้นกู้เพื่อระดมเงินทุนเอง 

 

สนับสนุนธนาคารพาณิชย์แก้ปัญหาหนี้เสียผ่าน Korea Asset Management Corp. 

 

แก้กฎหมายล้มละลายให้มีความคล่องตัว เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและการปรับโครงสร้างของเอกชนมากขึ้น   

 

พัฒนาผู้นํารุ่นใหม่ (Global young adult leadership program) จํานวน 100,000 คน เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจฟนตัว 

 

ส่งเสริมการสร้าง Green growth infrastructure    

 

ปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานและภาคอุตสาหกรรม ลดกฎระเบียบการจ้างงานพนักงานชั่วคราว

 

ปรับปรุงค่าจ้างขั้นต่ํา โดยจะมีการแก้กฎหมายค่าจ้างเพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานมากขึ้นในอัตราค่าจ้างที่เหมาะสม   

 

ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิรูป National Agricultural Cooperative Federation และ National Federation of Fisheries Cooperatives  


ส่งเสริมการเป็นผู้นําในเวที G-20  และการจัดทําเขตการค้าเสรี 

 

 3. มาตรการเพิ่มศักยภาพและฟนฟูเศรษฐกิจ

 

สนับสนุนอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา 

 

ศึกษาค้นคว้า new growth engine เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของเกาหลี ได้แก่ green industry อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมทั้งธุรกิจบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

 

เพิ่มการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาสําหรับอุตสหกรรมที่เป็นกลจักรสําคัญในการเจริญเติบโต ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจใหม่ๆ 

 

สนับสนุน green industries โดยใช้ green technology สําหรับอุตสาหกรรมประเภท semi- conductor เหล็ก และอุตสาหกรรมยานยนต์

 

สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี่แหล่งพลังงานหลักๆ 9 ประเภท ได้แก่  Solar power, wind power, hydrogen fuel battery, clean fuel, IGCC, CCS, storing energy, LED, Power-IT 


ส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศของเอกชนเกาหลี

 

ส่งเสริมการซื้อกิจการต่างประเทศที่ทําธุรกิจเกี่ยวกับแหล่งพลังงานและเทคโนโลยี่ประเภท  low-carbon green technology โดยใช้บรรษัทเพื่อการลงทุนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกองทุนที่บริหารเงินทุนสํารองระหว่างประเทศ ( Korea Investment Corporation : KIC ) เป็นเครื่องมือในการร่วมลงทุน   

 

จัดตั้ง Global Korea Network เพื่อดึงดูดให้ชาวต่างประเทศที่มีศักยภาพเข้ามาอยู่ในเกาหลี โดยปรับปรุงระบบการยื่นขอวีซ่าและคนเข้าเมืองเพื่อเอื้ออํานวยแก่ชาวต่างประเทศที่มีความสามารถโดยเฉพาะในสาขาการเงินและวิทยาศาสตร์เข้ามาทํางานในประเทศ  

 

อ้างอิง


 

Ministry of Strategy and Finance of Korea

 

Read Full Post »

triamboy

MAN IS THE ONLY CREATURE THAT CONSUMES WITHOUT PRODUCING


George Orwell in “Animal Farm” 

 

พฤติกรรมมนุษย์นั้นถ้าหากพิจารณาอย่างผิวเผินแล้วกล่าวได้ว่ามีความหลายหลายมากจนหลายคนไม่อยากทำความเข้าใจ  และพยายามค้นหาเหตุเบื้องหลังที่ทำให้ตัวเราเองแสดงพฤติกรรมต่างๆ  ออกมา  ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่าย  การทำบุญ  รวมถึงการช่วยเหลือผู้อื่นในยามปกติ  และเดือดร้อน  ยิ่งคิดแล้วยิ่งปวดหัว  ในตอนแรกนั้นก็มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามศึกษา  นั้นคือ  นักจิตวิทยา  ได้พยายามจำแนกพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็นสองส่วน  ส่วนแรกคือ  พฤติกรรมอัตโนมัติ  หรือไม่สามารถควบคุมได้  เช่น  การสะดุ้งเมื่อโดนของแหลมมีคม  การกระพริตา  เมื่อมีสิ่งกระทบตา  และการจาม  เมื่อมีสิ่งที่มาระคายเคือง  เป็นต้น  และส่วนหลังเป็นพฤติกรรมที่สาามรถควบคุมได้โดยสติของมนุษย์  ประกอบด้วย  ปัญญา  และอารมณ์  แต่นักจิตวิทยาเชื่อว่าส่วนหลัง-อารมณ์-นั้นมีอิทธิพลมากกว่าปัญญา  ทำให้เราทุกคนยังคงมีโลภ  โกรธ  หลง  อย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง  และหลุดพ้นได้

 

ในอีกมุมมองหนึ่งข้าพเจ้าขอนำเสนอการพิจารณาพฤติกรรมมนุษย์ภายใต้กรอบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรม  และต้นทุน  โดยพิจารณาเงื่อนไขของพฤติกรรมส่วนหลัง  หรือพฤติกรรมที่ควบคุมได้โดยสติมนุษย์  ดังนี้

 

พฤติกรรมของมนุษย์นั้นมาจากการตัดสินใจของตัวมนุษย์เอง  ซึ่งมีแรงจูงใจเป็นปัจจัยกำหนดสำคัญต่อการตัดสินใจ  ซึ่งกำหนดพฤติกรรมในที่สุด  แรงจูงใจนั้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับต้นทุนของที่เกี่ยวเนื่องกับการตัดสินใจ  ซึ่งการตัดสินใจแต่ละเรื่องของมนุษย์นั้นจะมีทางเลือกต่างๆ  โดยเลือกทางเลือกที่ตอบจุดประสงค์หลักของการตัดสินใจนั้น  คือ  ทางเลือกที่มีผลได้มากที่สุด  หรือไม่ก็มีผลเสียน้อยที่สุด  โดยมีต้นทุนที่เกี่ยวข้อง 2  ส่วน  ดังนี้

 

1.  ต้นทุนการเข้าถึง (Access Cost)  หมายถึงต้นทุนที่ให้  หรือสร้างโอกาสแก่ผู้บริโภค  เป็นเงื่อนไขที่ใช้ประกอบการตัดสินใจหรือเรียกได้ว่าแรงจูงใจ  ก่อนที่จะนำไปสู่การตัดสินใจ  เพื่อแสดงพฤติกรรมออกมาทางใดทางหนึ่ง  ยกตัวอย่างเช่น


ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคสบู่  คือ  ต้นทุนการได้มาซึ่งข้อมูล อาทิ  ฉลากบอกประโยชน์  ส่วนประกอบ  เป็นต้น  ราคา

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคกฎหมาย  คือ  ต้นทุนการรวบรวมจำนวนคนเพื่อลงชื่อเสนอร่างกฎหมาย

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคความมั่นคงของประเทศ หรือการไม่มีสงคราม  คือ  ต้นทุน หรือราคาอาวุธยุทโธปกรณ์

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคเพื่อน(มีเพื่อน)  คือ  ต้นทุนการรู้จักกันครั้งแรก  ความยากง่ายในการทำความรู้จัก

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคบุญ  คือ  ต้นทุน  หรือราคาสิ่งของที่บริจาคให้แก่กัน  ความยากง่ายของการบริจาค

ฯลฯ

 

หากให้เข้าใจง่ายมากขึ้นลองพิจารณาดูว่าเราต้องการ(บริโภค)อะไร  แล้วพิจารณาว่าความต้องการนั้นต้องได้มาซึ่งอะไรบ้าง  เพื่อบรรลุความต้องการนั้น  ทั้งนี้สินค้าบางอย่างขึ้นกับมุมมองของสังคม  โดยเฉพาะสินค้าทางสังคม  ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อบริบทเปลี่ยนไปตามกาล  เช่น  ถ้าสังคมมองว่าการบริจาคเลือดเป็นการทำบุญ  นั่นคือ  การที่เราสามารถไปบริจาคเลือดเพื่อทำบุญ  เป็นต้นทุนการเข้าถึงการทำบุญ  ซึ่งในอนาคตสังคมอาจให้คุณค่าอย่างอื่นที่ต้นทุนการเข้าถึงต่ำ หรือสูงกว่านี้เป็นการทำบุญ   ยังงัยเสียแล้วลองฝึกใช้กับตัวอย่างข้างต้นดู

 

โดยส่วนใหญ่แล้วจะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนการเข้าถึง  และแรงจูงใจของมนุษย์มีความสัมพันธ์ตรงข้าม  นั่นคือ  ถ้าต้นทุนการเข้าถึงลดลง  แรงจูงใจของมนุษย์ในการเข้าหาสิ่งนั้นมากขึ้น  หรือในทางกลับกันถ้าต้นทุนการเข้าถึงเพิ่มขึ้น  แรงจูงใจของมนุษย์ในการเข้าหา  หรือให้ความสนใจสิ่งนั้นลดลง  จากตัวอย่างข้างต้นพบว่า

 

ต้นทุนในการเข้าถึงของผู้บริโภคสบู่ลดลง  ไม่ว่าจะสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง  หรือหลายสาเหตุ  เช่น  ราคาลดลง  ข้อมูลฉลากชัดเจน  มีคุณสมบัติแตกต่างชัดเจน  มีการจัดวางในชั้นวางที่สดุดตา  เป็นต้น  พบว่าผู้บริโภคจะมีแรงจูงใจเข้าหา  ให้ความสนใจสบู่นั้นมากขึ้น  หรือในทางกลับกันลดลง

ต้นทุนในการเข้าถึงการบริโภคกฎหมายลดลง  ด้วยสาเหตุต่างๆ  เช่น  จำนวนผู้เข้ารายชื่อเสนอร่างกฎหมายลดลง  หรือความเข้าใจง่ายของกฎหมาย  เป็นต้น  พบว่าผู้บริโภคกฎหมายมีแรงจูงใจที่จะเสนอร่างกฎหมาย  หรือศึกษา  พิจารณากฎหมายมากขึ้นตามลำดับ

ต้นทุนการเข้าถึงการบริโภคความมั่นคงของประเทศ  หรือการไม่มีสงครามลดลง  ด้วยสาเหตุดังตัวอย่างนี้  คือ  ราคาอาวุธยุทโธปกรณ์ลดลง  หรือประเทศเพื่อนบ้านมีความมั่นคั่ง  เสถียรภาพมากขึ้น  เป็นต้น  ทำให้ผู้บริโภคความมั่นคงของประเทศมีแรงจูงใจหาอาวุธเพิ่มมากขึ้น  หรือมีแรงจูงใจที่จะเข้าหาเพื่อนบ้านเพื่อยกระดับคุณภาพความเป็นอยู่มากขึ้นสำหรับกรณีหลัง

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคเพื่อนลดลง  ไม่ว่าสาเหตุใดตามตัวอย่าง  เช่น  การเปิดรับเพื่อนของผู้บริโภค  การเปิดรับเพื่อนของเพื่อน  เป็นต้น  พบว่าผู้บริโภคเพื่อนมีแรงจูงใจเข้าหาเพื่อนมากขึ้น

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคบุญลดลง  เช่น  การเปลี่ยนบรรทัดฐานการบริจาคเลือดเป็นการทำบุญ  หรือการงดเหล้าเข้าพรรษาเป็นการได้บุญ  เป้นต้น  พบว่าผู้บริโภคบุญมีแรงจูงใจในการบริจาคเลือดมากขึ้น  หรืองดเหล้าในช่วงเข้าพรรษามากขึ้นเพื่อบริโภคบุญ

 

2.  ต้นทุนการบริโภคสะสม  (Accumulated Consumption Cost or Expense)  คือ  ต้นทุนเนื่องมาการบริโภคสิ่งนั้นๆ  หรือการที่ได้ตอบสนองความต้องการด้วยสิ่งๆหนึ่ง  ซึ่งต้นทุนการบริโภคความต้องการแต่ละอย่างต้องเป็นต้นทุนหลายครั้งต่อเนื่องกัน (Flow)  แล้วสะสมไปเรื่อยๆ (Accumulation)  จากตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วสามารถแสดงต้นทุนการบริโภคสะสมได้ดังนี้


ต้นทุนการบริโภคสะสมสบู่  คือ  มูลค่าสบู่ทั้งหมดที่บริโภค  (ปริมาณคูณราคา)

ต้นทุนการบริโภคสะสมกฎหมาย  คือ  ต้นทุนทั้งหมดตั้งแต่การเสนอร่างกฎหมาย  กระทั่งได้รับการพิจารณา (ไม่ว่าจะผ่านความเห็นชอบหรือไม่จากรัฐสภา) จากรัฐสภา  รวมถึงการประกาศและบังคับใช้

ต้นทุนการบริโภคสะสมความมั่นคง  คือ  มูลค่าอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จัดซื้อทั้งหมด

ต้นทุนการบริโภคสะสมเพื่อน  คือ  ต้นทุนจากการกระทำสิ่งต่างๆแก่เพื่อน  เช่น  ให้เพื่อนยืมสมุดจดไปถ่ายเอกสาร  ให้เวลาเพื่อนไปเตะบอล  เล่นเกมส์  ดื่มเหล้าเมื่อเพื่อนชวน  ให้คำปรึกษาต่างๆ  เป็นต้น

ต้นทุนการบริโภคสะสมบุญ  คือ  มูลค่าของเลือดที่บริจาค  เวลาที่เสีย  เป็นต้น

 

จะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนการบริโภคสะสม  และแรงจูงใจสู่การแสดงพฤติกรรมบริโภคนั้นมีความสัมพันธ์ทางเดียวกัน  คือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมลดลง  แรงจูงใจการแสดงพฤติกรรมนั้นลดลง  หรือในทางกลับกันเมื่อต้นทุนการบริโภคสะสมนั้นเพิ่มขึ้น  แรงจูงใจในการแสดงพฤติกรรมนั้นเพิ่มขึ้น   สามารถอธิบายตัวอย่างข้างต้นได้ดังนี้

 

ต้นทุนในการบริโภคสะสมสบู่ยี่ห้อเดิมมากขึ้น (ใช้มาตลอด)  แรงจูงใจในการบริโภคสบู่ยี่ห้อเดิมมากขึ้น  หรือในทางกลับกัน

ต้นทุนในการบริโภคสะสมกฎหมายมากขึ้น (ผลักดัน  ทำวิจัย  หรือเครื่องมืออื่นๆ) แรงจูงใจในการบริโภคกฎหมายนั้นมากขึ้น  หรือ…

ต้นทุนในการบริโภคสะสมความมั่นคงมากขึ้น  (สะสมอาวุธมาก)  แรงจูงใจในการบริโภคความมั่นคงมากขึ้น  หรือ…

ต้นทุนในการบริโภคสะสมเพื่อนมากขึ้น  (ผูกพันธ์มาก)  แรงจูงใจในการบริโภคเพื่อนมากขึ้น  หรือ…

ต้นทุนในการบริโภคสะสมบุญมากขึ้น  (สั่งสมบุญมาก)  แรงจูงใจในการบริโภคบุญมากขึ้น

หลังจากที่ได้อธิบายต้นทุนทั้งสองมาอย่างละเอียดแล้ว  จะได้กล่าวถึงส่วนของการวิเคราะห์

 

การวิเคราะห์  และสรุปผล

ถ้าหากเราตั้งจุดประสงค์ของการตัดสินใจ  หรือของแสดงออกพฤติกรรมแล้ว  กระบวนการในการสร้างแรงจูงใจเพื่อตอบสนองการตัดสินใจ  หรือการแสดงพฤติกรรม  โดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุนทั้งสอง  สามารถอธิบายได้  4  ทางเลือกดังนี้

 

1.  ต้นทุนการเข้าถึง  และต้นทุนการบริโภคสะสมลดลง  พบว่า  ผู้บริโภคมีแรงจูงใจที่จะเข้าหา  หรือสนใจสิ่งนั้น  แต่หลังจากบริโภคสิ่งนั้นแล้วมีแรงจูงใจที่จะบริโภคลดลง  เช่น  การบริโภคกฎหมายเมืองไทยเสนอร่างกฎหมายโดยประชาชน  ทำให้เกิดการบิดเบือนพฤติกรรมผู้เสนอร่าง  และผู้รับร่าง  โดยผู้รับร่างอาจตั้งใจสร้างความปั่นป่วนแก่สังคมได้  และไม่จำเป็นต้องผลักดันให้ผ่าน  ในทางกลับกันผู้รับร่างอาจบิดเบือน  แก้ไขกฎหมายที่รับมาจากประชาชน  แล้วผ่านรัฐสภา  หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือ  การศึกษาไทย  พบว่า นักเรียนมีสถานศึกษาให้เลือกมากมายทั้งของรัฐ  และเอกชน  ใกล้บ้านและไกลบ้าน  ทำให้นักเรียน  นักศึกษาแค่เข้าไปเรียนโดยไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา  มีการหนีเรียน  ไม่สนใจการสอน  อาจารย์ก็มีเวลาว่างทำอย่างอื่นมากขึ้นเพราะนักเรียน  นักศึกษาแสดงพฤติกรรมให้เห็นว่าไม่ต้องสอนมากก็ได้ไม่ต้องการ  หรือการบริโภคเพื่อนก็เช่นกันถึงแม้นจะเปิดรับเพื่อนใหม่  แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์่ต่อมามากขึ้น  ในที่สุดแล้วก็ไม่สนิทกัน  (บริโภคลดลง)

 

2.  ต้นทุนการเข้าถึง  และต้นทุนการบริโภคสะสมเพิ่มขึ้น  พบว่า  ผู้บริโภคมีแรงจูงใจน้อยที่จะเข้าถึง  สนใจสิ่งนั้น  หรือไม่คำนึงถึงเลย  แต่ผู้ที่เข้าไปแล้วพบว่ากลับมีการบริโภคสิ่งนั้นมากขึ้น  ตัวอย่างเช่น  การบริโภคเพื่อนที่ไม่ได้เปิดรับเรามาก  ทำให้เพื่อนจำนวนมากไม่ค่อยได้เข้าหา  แต่เมื่อได้มีโอกาสทำความรู้จัก  และสานปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องแล้วไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม  การบริโภคเพื่อนก็เพิ่มมากขึ้น  (สนิทกันมาก ไปมาหาสู่บ่อย  ปรึกษาได้ทุกเรื่อง)    อีกตัวอย่างคือ  การศึกษาของสถานศึกษาที่มีคุณภาพ  ชื่อเสียง  นักเรียน  นักศึกษาจำนวนมากไม่คิดแม้กระทั่งจะมาสอบ  หรือมาเลือก  มีเพียงคนจำนวนน้อยของสัมคม  มีแรงจูงใจต้องพยายามสอบให้ผ่านการคัดเลือกเพื่อที่จะได้เข้าไปเรียน  เมื่อเข้าได้แล้วต้องพยายามเรียนอย่างแข็งขัน  และแข่งขัน  เพราะต้นทุนการบริโภคสูงเนื่องมาจากการแข่งขัน  (ต้องแข่งสะสมความรู้  ไม่ว่าผ่านเครื่องมือใดก็ตามที)

 

3.  ต้นทุนการเข้าถึงเพิ่มขึ้น  และต้นทุนการบริโภคสะสมลดลง  พบว่า  ผู้บริโภคส่วนมากมีแรงจูงใจจะไม่เข้าหา หรือเกือบจะไม่ให้ความสนใจ  หรือไม่คิดถึงเลย  และสำหรับคนที่ได้บริโภคแล้ว  ก็จะบริโภคลดลง  เช่น  การบริโภคกฎหมายเสนอร่างกฎหมายโดยประชาชนก่อนปี  พ.ศ.  2540  เนื่องจากไม่มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนโดยตรงสามารถเสนอร่างกฎหมายได้  ทำให้ไม่มีประชาชนคนไหนมีแรงจูงใจที่จะไปเสนอร่างกฎหมาย  และอาจจะไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย  และคนที่พยายามก็ตามถึงแม้นจะเสนอผ่านตัวแทนโดยการเลือกตั้ง  ก็ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายนั้นจะไปถึงฝั่งเพราะต้นทุนการบริโภคต่ำหมายถึงเราไม่สามารถเข้าไปบริโภคได้เลย  จะทำให้ต้นทุนการบริโภคสูงยังงัยก็ไม่สูง  เพราะส.ส.ทำหน้าที่นี้  ยังไงแล้วก็สามารถแก้ไข  กฎหมายตามที่ตนเองต้องการได้  ทำให้บิดเบือนความต้องการของประชาชนได้  สุดท้ายแล้วประชาชนบริโภคกฎหมายลดลง

 

4.  ต้นทุนการเข้าถึงลดลง  และต้นทุนการบริโภคสะสมเพิ่มขึ้น  พบว่า  ผู้บริโภคมีแรงจูงใจที่จะเข้าถึง  สนใจสิ่งนั้น  และเมื่อได้บริโภคแล้วมีแรงจูงใจบริโภคมากขึ้น  เช่น  สบู่ที่มีความแตกต่างโดดเด่น  ราคาถูกก็ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค  เมื่อผู้บริโภคใช้ไปเรื่อยๆก็มีความเคยชินก็จะยังคงบริโภคไปเรื่อยๆ  หรือตัวอย่างระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกา  พบว่าต้นทุนการเข้าถึงลดลง  จากสาเหตุ  สถานศึกษาที่เพียงพอ และมีมาตรฐาน  การให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา  วัฒนธรรมการให้ทิปส์แก่เด็กๆที่ทำงาน  ทำให้ผู้บริโภคมีแรงจูงใจมากขึ้นที่เข้าถึงการเรียน  การศึกษา  และเมื่อบริโภคแล้วมีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นที่จะตั้งใจเรียน  ศึกษาหาความรู้จนจบ  เพราะส่วนหนึ่งตระหนักถึงค่าเล่าเรียนที่สูง  (เดิมพันสูง)  ส่วนหนึ่งคือความสำคัญของการศึกษา

 

จากการวิเคราะห์ต้นทุนทั้งสอง  และยกตัวอย่าง  สามารถสรุปได้ว่า  แนวทางการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้มีการแสดงพฤติกรรมตรงกับวัตถุประสงค์  เจตนารมย์  และไม่บิดเบือนขึ้นกับเงื่อนไข 2  ประการ  ดังนี้

1.  เงื่อนไขพอเพียง  คือ  ต้นทุนการเข้าถึงลดลง – มีการให้โอกาสในการเข้าถึงสิ่งต่างๆ  อย่างทั่วถึง  และเท่าเทียมกัน

2.  เงื่อนไขจำเป็น  คือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมเพิ่มขึ้น – มีการสะสม  สั่งสมการบริโภคสิ่งต่างๆ อย่างต่อเนื่อง  รวมถึง การคิดค้น  ความพยายาม  ผลักดัน และการมีส่วนร่วม

 

ยกตัวอย่าง

ทุกประเทศต้องการบริโภคความมั่นคง  ไม่มีสงคราม  เพราะฉะนั้นผู้ผลิตต้องจำหน่ายอาวุธยุทโธปกรณ์ในราคาที่แต่ละประเทศสามารถยอมรับได้ (ต่อรองได้- อย่างเช่นปัจจุบัน  การซื้อขายแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล)  นั่นคือ  ทำให้แต่ละประเทศมีแรงจูงใจ  สนใจอาวุธ  แล้วทุกประเทศต้องมีการจัดซื้ออาวุธสงครามอย่างต่อเนื่อง  หรือสะสมอาวุธนั่นเอง  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วทุกประเทศก็จะต้องการบริโภคความมั่นคงมากขึ้น  ไม่อยากมีสงครามมากขึ้น  (เดิมพันมากขึ้น – แรงจูงใจในการบิดเบือนพฤติกรรมลดลง)  ในทางกลับกันถ้ามีการทำสงคราม  นั่นคือ  การนำมาสู่การสูญเสียเดิมพันจำนวนมากในพริบตาก็เป็นได้


สุดท้ายแล้วก็คือการบริโภคอย่างไม่หยุดยั้ง

Read Full Post »