Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘communication’

กรณีศึกษา การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม พ.ศ.2546

torplus

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมาในสังคมไทยตั้งแต่เริ่มมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดนั่นคือการทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งนี้เนื่องจากอำนาจในการปกครองประเทศมักตกอยู่ในมือกลุ่มผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่กลุ่มที่มีผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน1 หรือเป็นเพราะประชาชนชาวไทยยังไม่มีความเข้าใจถึงอำนาจหน้าที่ของตนในการปกครองระบอบนี้ ตลอดเวลาที่ดำเนินมาถึงปัจจุบัน ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบด้านลบต่อประเทศชาติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ผลร้ายอย่างชัดเจนก็คือการดูดเงินที่สามารถนำไปสร้างสาธารณะประโยชน์แก่สังคมให้ไปสู่กลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เป็นการส่งผลกระทบภายนอกในทางลบแก่สังคม (Negative external benefit) เมื่อมีเงินรั่วไหลออกไปในการดำเนินงานของโครงการต่างๆ นั่นคือการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการดำเนินงาน ประชาชนผู้ซื้อสินค้าและใช้บริการก็จะต้องจ่ายค่าบริการต่างๆในราคาแพงขึ้น เป็นการลดทอนอัตราความเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจได้ ส่งผลกระทบไปถึงระบบการปกครองบ้านเมือง นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังค่านิยม และวัฒนธรรมที่เห็นประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้องของตนเป็นตัวอย่างที่ผิดๆแก่เยาวชนและคนทั่วไปในสังคมอีกด้วย

 

การทุจริตคอร์รัปชั่นโดยทั่วไปนั้น มีสาเหตุและกระบวนการอยู่ด้วยกัน 3 ประการ เริ่มจากการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม (Conflict of Interest) กระบวนการนี้เกิดขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่งเข้ามามีตำแหน่ง หน้าที่ และอำนาจที่สามารถบิดเบือนเป้าหมายที่แท้จริงแต่เดิมของกิจการหรือโครงการต่างๆเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องได้ หลังจากการขัดกันของผลประโยชน์นี้เกิดขึ้น บุคคลนั้นก็จะทำการแสวงหาค่าเช่า (Rent seeking) นั่นคือการแสวงหาผลประโยชน์จากการสร้างความเหนือกว่าแก่ผู้ใดผู้หนึ่งในตลาดการแข่งขัน ซึ่งมักเป็นการสร้างการผูกขาด หรือกึ่งผูกขาด ตามมาด้วยกระบวนการสุดท้ายคือการกระจายผลประโยชน์ (Diversification) ซึ่งกระบวนการนี้นับเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะถึงแม้จะเกิดกระบวนการทั้งสองกระบวนการแรก แต่สามารถกระจายผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นให้แก่ประชนชนทุกคนในระบบเศรษฐกิจนั้น การกระทำดังกล่าวก็ไม่ถือเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด

 

ที่กล่าวมานั้นเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นในรูปทั่วไป อย่างไรก็ตามในปัจจุบันที่มาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีการปรับปรุงมากขึ้น รูปแบบของการทุจริตคอร์รัปชั่นจึงมีการพัฒนาปรับตัวไปเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปรามปรามนั้นด้วย เหมือนดั่งเชื้อโรคที่มีการพัฒนาตัวเองเพื่อต้านทานกับยาปฏิชีวนะอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ในปัจจุบันเราจึงได้ยินคำว่า “การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” อย่างหนาหู ซึ่งการคอร์รัปชั่นรูปแบบนี้มีการพัฒนาสลับซับซ้อนขึ้นมาก จนแม้ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังไม่สามารถชี้ชัดหรือเอาผิดกับกรณีต่างๆที่เข้าข่ายการคอร์รัปชั่นประเภทนี้ได้ ดังกรณีที่ผู้วิจัยจะได้นำมาเสนอในบทความนี้ คือเรื่องการจัดเก็บภาษีในกิจการโทรคมนาคม เมื่อปีพ.ศ.2546

 

การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคมนี้ หากมองเพียงผิวเผินก็จะดูเป็นการสร้างผลประโยชน์ให้แก่สังคมโดยรวม เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการผูกขาดกิจการการให้บริการโทรคมนาคม 2 ประเภทคือ โทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์พื้นฐาน เป็นแนวทางในการแปรสัญญาสัมปทาน หรือยกเลิกสัญญาสัมปทานการให้บริการโทรคมนาคมของบริษัท ทีโอที จำกัด (ทศท.) และ บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (กสท.) เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรมในตลาด2 แนวคิดนี้ถูกเสนอขึ้นมาโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อการศึกษาการยกเลิกสัมปทานที่มีมา 2 แนวทางไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากแนวทางหนึ่งเอกชนต้องจ่ายค่าชดเชยสำหรับการยกเลิกสัญญาเป็นมูลค่าสูงมาก3 ในขณะที่อีกแนวทางหนึ่งก็คิดค่าชดเชยต่ำจนเกินไปจนได้รับการคัดค้านว่า จะทำให้รัฐเสียประโยชน์4

 

ตามที่ได้กล่าวมาว่าหากมองเพียงผิวเผินนโยบายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมนั้นน่าจะให้ผลประโยชน์ต่อทั้งผู้ให้บริการและผู้บริโภคมากกว่า เมื่อตลาดกิจการโทรคมนาคมมีการแข่งขันกันอย่างเสรี แต่การออกนโยบายนี้ของรัฐบาลมีขั้นตอนและกระบวนการที่ส่อให้เห็นถึงการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้อง และเป็นการสร้างผลกระทบด้านลบต่อทรัพย์สินสาธารณะ ซึ่งจะเห็นได้จากข้อสังเกตดังต่อไปนี้

 

ข้อสังเกตแรก เมื่อแรกเริ่มการกำหนดนโยบาย คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2546 อนุมัติพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตสูงถึงร้อยละ 50 ของรายได้จากการให้บริการ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 ได้ปรับลดอัตราการจัดเก็บภาษีเหลือร้อยละ 2 สำหรับการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน และร้อยละ 10 สำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นแนวทางการเปิดเสรีในกิจการโทรคมนาคมทั้งๆที่ ประเทศไทยนั้นมีความผูกพันตามข้อตกลงการเปิดเสรีบริการโทรคมนาคมภายในสิ้นปี 2549 ตามกรอบข้อตกลงที่มีกับองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) เฉพาะกิจการ โทรเลข เทเล็กซ์ เท่านั้น แนวทางที่รัฐบาลต้องการเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมนี้จึงเป็นการเกินกว่ากรอบความผูกพันที่มีตามข้อตกลงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ในช่วงระหว่างที่มีการพิจารณา ได้มีการคัดค้านจากหลายส่วนงานที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม เนื่องจากเห็นว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตนั้นไม่ควรจัดเก็บจากบริการโทรศัพท์เนื่องจากไม่ได้เข้าข่ายสินค้าฟุ่มเฟือยที่จะต้องเก็บภาษี นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มต้นทุนของผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้ามาให้บริการแข่งขัน ซึ่งเป็นการขัดกับแนวทางการสร้างการแข่งขันอย่างเสรีในกิจการนี้อีกด้วย

 

ข้อสังเกตที่สอง เมื่อต่อมาเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดแนวทางการหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องส่งให้แก่รัฐวิสาหกิจที่ได้รับสัมปทานกิจการโทรคมนาคม นั่นคือกำหนดให้เอกชนที่จ่ายส่วนแบ่งรายได้สามารถนำเงินที่จ่ายภาษีไปหักลดจากส่วนแบ่งรายได้ที่จะส่งให้รัฐวิสาหกิจได้ เช่น บริษัทเอไอเอส เดิมจ่ายส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 25 ให้กับ ทศท.ในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็ให้แบ่งเป็นจ่ายส่วนแบ่งให้กับ ทศท.ร้อยละ 15 และจ่ายภาษีสรรพสามิตร้อยละ 10 ซึ่งทำให้บริษัทผู้ได้รับสัมปทานในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ต้องสูญเสียรายได้จากส่วนแบ่งรายได้นี้ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2549 เป็นจำนวนเงินกว่า 47,262 ล้านบาท ทำให้ทั้ง ทศท.และ กสท.เกือบถึงภาวะล้มละลายทีเดียว และหากยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมนี้ไปก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้จัดเก็บของรัฐบาลมากนักเพราะทั้งสองบริษัทที่ได้รับสัมปทานกิจการโทรคมนาคมไปจะต้องจ่ายเงินปันผลคืนแก่กระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อยู่แล้วในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน ส่วนในแง่ของบริษัทผู้ได้สัมปทานก็จะได้มีเม็ดเงินมาใช้จ่ายในการบริหารก่อนจะส่งคืนสู่รัฐ

 

ข้อสังเกตที่สาม เมื่อคณะรัฐมนตรีมีการตีความพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมกำหนดให้รัฐวิสาหกิจต้องเสียภาษีดังกล่าวตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้อีกด้วย เท่ากับต้องเสียภาษีจากรายรับในกิจการของตนเอง และเสียภาษีแทนเอกชนไปพร้อมกัน ในกรณีของ ทศท.ต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติมอีกกว่า 735 ล้านบาท ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อรัฐวิสาหกิจอย่างชัดเจน โดยกรมสรรพสามิตได้ให้ข้อแก้ต่างว่า ทศท.เป็นผู้ประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตหรือสัมปทานจากรัฐจึงมีหน้าทีเสียภาษีทั้งหมดซึ่งขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ว่าผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานภาครัฐหรือ ภาคเอกชน มีหน้าที่จะต้องชำระภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมโดยถ้วนทั่ว และเสมอหน้ากัน (Equality before The Law)

 

ข้อสังเกตสุดท้าย เมื่อบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญากับ กสท.ได้ฉวยโอกาสนำภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากเงินค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Access Charge) ทั้งที่สัญญาการเชื่องโยงโครงข่ายไม่ได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานตามขอบเขตที่คณะรัฐมนตรีกำหนดไว้แต่ประการใด ซึ่งความสูญเสียของ กสท.นี้นับเป็นเงินถึงกว่า 6,150 ล้านบาททีเดียว

 

ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ มีข้อต้องคำนึงด้วยว่า ผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์เป็นอันมากในกรณีนี้คือ ทศท.และ กสท.ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ นั่นก็คือประชาชนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เมื่อบริษัททั้งสองสูญเสียผลประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน ก็เท่ากับประชาชนเป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์เหล่านั้นให้กับบริษัทเอกชนเพียงไม่กี่บริษัท นอกจากนี้ในขณะที่มีมติของคณะรัฐมนตรีนี้ออกมา ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเคยเป็นผู้บริหาร และถือหุ้นในบริษัทเอไอเอส ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่ได้รับผลประโยชน์จากพระราชกำหนดนี้ไปอย่างน้อย 29,121 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์การเข้าข่ายทุจริตคอร์รัปชั่นที่กล่าวไว้ในด้านบนแล้วพบว่า เกณฑ์การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม เนื่องจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นอดีตผู้บริหารและถือหุ้นของบริษัทเอไอเอส ซึ่งได้รับผลประโยชน์ไปอย่างมากจากพระราชกำหนดนี้ และเป้าหมายที่แท้จริงของพระราชกำหนดที่ต้องการให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีในกิจการโทรคมนาคม ถูกบิดเบือนให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตซึ่งนับเป็นต้นทุนสำหรับบริษัทขนาดเล็กที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาด จึงถือว่าเข้าข่ายเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม เกณฑ์การแสวงหาค่าเช่าพบว่าการที่สร้างผลประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชน เหนือประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจที่ได้รับสัญญาสัมปทานกิจการโทรคมนาคม และพระราชกำหนดนี้ยังเป็นการกีดกันการเข้ามาแข่งขันใหม่ของบริษัทอื่นๆอีกด้วย จึงเป็นการสร้างผลตอบแทนแก่บริษัทเอกชนกลุ่มนี้เหนือกว่าที่มีการแข่งขันอย่างเสรี เป็นการเข้าข่ายการแสวงหาค่าเช่า เกณฑ์สุดท้ายคือการกระจายผลประโยชน์ เป็นประเด็นที่มีความน่าสนใจมากตรงที่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ตกอยู่กับใครคนหนึ่งคนเดียว หรือบริษัทแห่งเดียว แต่ตกกลับบริษัทเอกชนที่ให้บริการโทรคมนาคมหลายบริษัท ได้แก่ เอไอเอส ดีแทค ทรู ทีทีแอนด์ที และดีพีซี ซึ่งบริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีเจ้าของเดียวกัน และเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกันด้วย ดังนั้นผู้ที่สร้างการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม และแสวงหาค่าเช่าจึงตอบได้ว่าเขาได้สร้างผลประโยชน์ให้แก่ทุกบริษัทในกิจการโทรคมนาคมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ได้ให้แก่พวกพ้องของตนอย่างเดียว ประเด็นนี้จึงทำให้กรณีศึกษานี้แตกต่างไปจากการทุจริตคอร์รัปชั่นในรูปแบบทั่วๆไป ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ากรณีศึกษานี้เข้าข่าย “การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” ทั้งนี้ผู้วิจัยเชื่อว่ายังมีเกณฑ์อื่นอีกทีสำคัญในการกำหนดกรอบลักษณะ และความหมายของการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย แต่ทั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการค้นคว้าวิจัยของผู้วิจัย5

 

จากเหตุผลทั้งหลายที่ได้กล่าวมาจึงทำให้มีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาขอให้พิจารณาส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่าพระราชกำหนดดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ โดยมีประเด็นส่งพิจารณาด้วยกัน 3 ประเด็น

 

ประเด็นแรกคือการขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา40 วรรคหนึ่ง เพราะ รัฐใช้กลไกทางภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพในการใช้สอยทรัพยากรการสื่อสารของประชาชน

 

ประเด็นที่สองพิจารณาว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคมโดยกระทรวงการคลังเป็นการแทรกแซงอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ที่ได้รับอำนาจให้ควบคุมกิจการโทรคมนาคมทั้งหมดโดยรัฐธรรมนูญ

 

ประเด็นสุดท้ายกล่าวถึงการที่การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตนี้เป็นการสร้างต้นทุนต่อหน่วยการให้บริการของผู้ประกอบการรายใหม่ที่สูงกว่าผู้ประกอบการรายเก่าซึ่งได้สิทธิพิเศษจากสัญญาร่วมการงาน มีฐานลูกค้าและพัฒนาเครื่องหมายการค้าแล้ว จึงเป็นการขัดต่อหลักเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา50

 

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2548 เห็นว่า

 

ประเด็นที่หนึ่ง การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเป็นเรื่องการดำเนินการทางนโยบายของฝ่ายบริหารเพื่อจัดหารายได้เข้ารัฐ มิได้เป็นการริดรอนสิทธิและเสรีภาพการใช้ประโยชน์สาธารณะจากทรัพยากรสื่อสารของชาติแต่อย่างใด

 

ประเด็นที่สอง การตราพระราชกำหนดเก็บภาษีสรรพสามิตนั้น มิใช่การกำหนดเงื่อนไขที่ใช้ในการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการ ซึ่งเป็นอำนาจของ กทช.จึงมิใช่การใช้อำนาจซ้ำซ้อนหรือแทรกแซงการใช้อำนาจของ กทช.

 

ประเด็นที่สาม การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งมีมาตรการรองรับในการขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันและการคุ้มครองของผู้บริโภค

 

ตุลาการเสียงข้างมาก 11 คนจึงวินิจฉัยว่าไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ

 

ตุลาการเสียงข้างน้อย 3 คน วินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการแทรกแซงการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเป็นการกีดกันเสรีภาพในการประกอบกิจการและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ตลอดจนกระทบกระเทือนถึงสัมปทานซึ่งมีผลสมบูรณ์อยู่แล้วขณะที่ประกาศใช้

 

ตุลาการอีก 1 คน วินิจฉัยให้ยกคำร้อง

 

ล่าสุดศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งรับฟ้องกรณีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อกล่าวหามีการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดกรณีใช้อำนาจหน้าที่ในการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต โดยศาลฯนัดเปิดคดีครั้งแรกในวันที่ 15 ตุลาคม 2551 อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังไม่ได้เข้ามาตามหมายเรียกของศาล และคดีก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาหรือไต่สวนแต่อย่างใด

 

นี่จึงเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าความครอบคลุมของกฎหมายไทยยังไม่กว้างพอที่จะเอาผิดกับการทุจริตคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายที่สลับซับซ้อนเช่นนี้ได้ ทั้งนี้เนื่องจากความไม่ชัดเจนในประเด็นการกระจายตัวของผลประโยชน์ที่แม้จะเอื้อผลประโยชน์แก่พวกพ้องตนเองจริง แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการนั้นด้วย และการที่จุดประสงค์ของนโยบายเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม แต่แท้จริงแอบแฝงผลประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้องไว้โดยไม่เปิดเผย จึงสำคัญมากที่จะต้องมีการศึกษา วิจัยลักษณะและความหมายของการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำไปพัฒนามาตรฐานการป้องกันและปรามปรามการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ทำให้นโยบายอื่นๆในอนาคตเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง ไม่มีการเอื้อผลประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งอย่างแอบแฝงอีกต่อไป

Advertisements

Read Full Post »

recommendare

สรุป

จากหนังสือเรื่อง  “Theory of Hegemony and Ideology”

 

เขียน  โดย

Dr.Chad Raphael
Santa Clara University

 

แปลและเรียบเรียงโดย
มัทนา เจริญวงศ์
สาขาสื่อสารมวลชน คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ความมีดังนี้

 

ทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่ Hegemony

แก่นของทฤษฎีการครองครองความเป็นใหญ่/ การครอบครองความเป็นเจ้า (Hegemony) ก็คือ ทฤษฎีนี้พยายามจะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความมีเสถียรภาพของอำนาจทางการเมือง และการควบคุมทางสังคมในสังคมทุนนิยมประชาธิปไตย ซึ่งในปัจจุบันประเทศส่วนใหญ่ของโลกล้วนเป็นสังคมลักษณะนี้ทั้งสิ้น เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา, ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปตะวันตก ตลอดจนพยายามอธิบายการเกิดขึ้นของภาวะวิกฤติต่างๆ การเกิดสงครามโลก หรือแม้แต่สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ

 

นักคิดต้นตำรับทฤษฎีนี้ คือ อันโตนิโอ แกรมชี่ ในปี ค.ศ. 1971 แกรมชี่ได้แสดงความเห็นว่า พลังอำนาจทางการเมืองในประเทศเสรีประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ได้ถูกแสดงผ่านรูปแบบที่รัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจนั้น ในลักษณะของการจองจำนักโทษการเมืองในคุก, การสังหารผู้ประท้วงคัดค้าน

 

แต่พลังอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงได้ถูกใช้ผ่าน “อุดมการณ์” (ideology) หรือ ทัศนคติ/มุมมองที่สำคัญในการมองโลก ซึ่งความคิดและสัญลักษณ์ต่างๆที่ประกอบขึ้นมาเป็นอุดมการณ์ โดยทั่วไปจะถูกกำหนดขึ้นมาโดยผู้ปกครอง ด้วยอำนาจที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและ “อุดมการณ์”นี้เองที่เป็นตัวช่วยให้ผู้ปกครองสามารถปกครองพลเมืองของตนได้อย่างราบรื่น หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นที่ยอมรับของพลเมือง (เป็นการยอมรับด้วยใจไม่ใช่ด้วยการบังคับ/ใช้กำลัง)

 

ในยุคเศรษฐกิจแบบศักดินา(ยุคกลางของยุโรป-ทาส คือ แรงงานที่จะต้องอุทิศแรงกายให้แก่เจ้าของที่ดินและมีชีวิตอยู่ภายใต้การกดขี่ของเจ้าของที่ดิน) ทาสจะถูกปกครองโดยชนชั้นศักดินา ขณะเดียวกันชนชั้นศักดินาก็จะถูกปกครองโดยกษัตริย์ ซึ่งในลักษณะสังคมแบบนี้ โครงสร้างทางการเมืองทั้งหมดและชุดความคิด(set of ideas) จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปกครองทาสอย่างชอบธรรมตามกฎหมาย และเพื่อควบคุมดูแลทรัพย์สมบัติความมั่งคั่งของชนชั้นสูงและกษัตริย์

 

ชุดของความคิดหรืออุดมการณ์ในสังคมแบบนี้ ได้แก่ ความคิดที่ว่า “กษัตริย์ คือ ผู้ได้รับพรจากพระเจ้า ” ดังนั้นจึงเป็นความชอบธรรมความถูกต้องที่กษัตริย์จะเป็นผู้ปกครอง แนวคิดนี้ในสมัยปัจจุบันอาจจะ “โบราณ” แต่ก็เป็นความคิดที่ช่วยให้คนสมัยก่อนปกครองสังคมได้ยาวนานนับศตวรรษ

 

แม้ว่าแกรมชี่จะได้รับแรงบันดาลใจหลักๆมาจากคาร์ล มาร์กซ์ แต่ทฤษฎีของแกรมชี่แตกต่างจากทฤษฎีมารก์ซิสต์แบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง

 

ทฤษฎีมาร์กซิสต์แบบดั้งเดิมมีความเชื่อว่า สังคมแต่ละสังคมจะเป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับระบบเศรษฐกิจ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดรูปแบบของสังคม เศรษฐกิจ คือ ฐานของสังคม และเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อโครงสร้างส่วนบน(superstructure) ซึ่งประกอบด้วย สถาบันทางการเมือง, สถาบันที่เกี่ยวข้องกับพลเมือง, วัฒนธรรมและความเชื่อ (1)

 

ตามแนวคิดของมาร์กซ์ เขาเชื่อว่าเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม ความคิดทางการเมืองและพื้นที่ทางวัฒนธรรมของประชาชนในสังคม ซึ่งเมื่อนำแนวคิดของมาร์กซ์ไปอธิบายสังคมศักดินา จะอธิบายได้ว่าความคิดทางการเมืองของพลเมืองที่เชื่อว่า กษัตริย์ คือ ผู้ได้รับพรจากพระเจ้า กษัตริย์จึงมีความชอบธรรมในการปกครองนั้นเป็นผลมาจากระบบเศรษฐกิจแบบศักดินาที่กษัตริย์และชนชั้นสูง คือ เจ้าของที่ดิน ที่ดิน คือ ทรัพย์สิน เป็นสถานที่ที่ทาสต้องมาเพาะปลูก มาทำให้ที่ดินงอกเงย มีค่าขึ้นมา ทว่าทาสไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของหรือเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแรงงานของตน

 

ในขณะที่แกรมชี่เห็นว่า “ชุดของความคิด” และสัญลักษณ์ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นอุดมการณ์ที่ใช้ในการปกครองเป็นปัจจัยที่มีพลัง และเป็นตัวกำหนดโครงสร้างของแต่ละสังคมเท่าๆกับปัจจัยเศรษฐกิจ แต่เรย์มอนด์ วิลเลี่ยม นักคิดชาวอังกฤษเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างส่วนบนและส่วนล่างเป็นความสัมพันธ์ที่ยากจะระบุให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นตัวกำหนดอะไร คือ ต้องพิจารณาด้วยเหตุผล เพราะทั้งสองต่างส่งผลกระทบและสร้างความเปลี่ยนแปลงซึ่งกันและกัน ดังนั้นทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่ จึงแตกต่างจากทฤษฎีมาร์ซิสต์แบบดั้งเดิม โดยเชื่อว่าสถาบันทางวัฒนธรรมและความคิด เป็นปัจจัยที่มีพลังในการขัดเกลามนุษย์ และเป็นตัวบอกว่ามนุษย์จะมีชีวิตอย่างไรต่อไป

 

จะเห็นได้ว่าในทัศนะของแกรมชี่ กลไกหรือพลังที่ใช้ในการควบคุมปกครองสังคมนั้นมีความสลับซับซ้อนมากกว่าที่มาร์กซ์คิด มาร์กซ์สนใจผู้ปกครองโดยนำชนชั้นปกครองไปผูกอยู่กับการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เช่น ใคร คือ เจ้าของโรงงาน, ที่ดิน, เครื่องจักร หรืออะไรก็ตามที่ใช้ผลิตผลผลิตได้

 

สำหรับมาร์กซ์ รัฐบาลและสถาบันทางสังคมต่างๆในสังคมทุนนิยมมีความเป็นอิสระจากเจ้าของปัจจัยการผลิตน้อยมาก รัฐบาลในมุมมองของมาร์กซ์ ก็คือ คณะกรรมการที่ทำหน้าที่จัดการแบ่งสรรผลประโยชน์ทั้งหมดให้ชนชั้นนำอย่างลงตัว

 

แต่แกรมชี่ไม่ได้มองว่าพลังในการปกครองสังคมจะผูกติดอยู่กับชนชั้นนำ (เจ้าของปัจจัยการผลิต) หรือชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่มองว่าสังคมจะถูกปกครองโดยคนกลุ่มหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งๆ พอช่วงเวลาผ่านไปก็เป็นไปได้ที่กลุ่มอื่นจะขึ้นมามีอำนาจแทน ดังนั้นในมุมมองของแกรมชี่ กลุ่มที่ทำหน้าที่ปกครองสังคม จะเรียกว่า “historical bloc” หรือกลุ่มประวัติศาสตร์

 

ลักษณะของ” historical bloc” คือ กลุ่มคนที่มาจากกลุ่มต่างๆไม่จำเป็นต้องเป็นชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง แต่มีผลประโยชน์ร่วมกัน และมีการแบ่งสรรอำนาจทางการเมืองกันได้ลงตัวในห้วงเวลาหนึ่ง (คือ เป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่ตกลงกันได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ) เช่น กรณีการเกิดขึ้นของกลุ่มขวาใหม่ในสหรัฐอเมริกา ที่ช่วยให้รีพับลิกันได้รับชัยชนะทั้งในทำเนียบขาวและในวุฒิสภาในปี 1980 กลุ่มขวาใหม่เกิดจากการรวมตัวกันของคนหลายกลุ่ม(coalition of multinational corporations) อาทิ ชาวเมืองที่ต้องการให้ลดการเก็บภาษีลง กลุ่มคริสเตียนที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม, แรงงานผิวขาวที่ไม่ชอบนโยบายของเดโมแครต อย่างไรก็ตามในปี 1992 บิล คลินตันก็สามารถสลายการรวมตัวกันของกลุ่มขวาใหม่นี้ได้ และทำให้เดโมแครตได้รับชัยชนะไปในที่สุด

 

แกรมชี่ให้คำจำกัดความของ “การครอบครองความเป็นใหญ่” ว่าเป็นกระบวนการที่ชนชั้นซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในสังคมหรือชนชั้นที่เป็นคนจำนวนไม่มาก ใช้สถาบันทางสังคมบางสถาบัน เช่น สถาบันสื่อมวลชน(โดยอาศัยอภิสิทธิ์บางอย่างที่ทำให้เข้าถึงสถาบันเหล่านี้ได้) เป็นเครื่องมือในการธำรงไว้ซึ่งพลังทางการเมืองและเศรษฐกิจของกลุ่มตน โดยผ่าน “อุดมการณ์หลัก” ของสังคมนั่นเอง

 

ตามปกติ”อุดมการณ์หลัก”ของสังคมแต่ละแห่ง ก็คือ ชุดของแนวความคิดพื้นฐานที่จัดว่าเป็นสามัญสำนึกของพลเมืองในสังคมนั้นๆ ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือ ร่องรอยของการจัดสรรอำนาจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย “อุดมการณ์หลัก”ของสังคม ทำให้โครงสร้างของอำนาจดูราวกับว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เรื่องปกติธรรมดา หรือ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องปกติเช่นกันที่ “อุดมการณ์หลัก”จะถูกท้าทายเป็นระยะ (เพราะตามความเชื่อของแกรมชี่ อุดมการณ์เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อรักษาอำนาจเดิมให้คงไว้ เมื่อถูกสร้างขึ้น ไม่ได้มีอยู่เอง จึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่ต้องถูกท้าทายด้วยอุดมการณ์ใหม่ๆจากกลุ่มอื่นที่แสวงหาอำนาจเช่นกัน)

 

ตัวอย่างของอุดมการณ์หลักในสังคม เช่น

1. “ความยากจนเป็นเรื่องธรรมดา” แต่ข้อเท็จจริงในอดีตก็มีหลายสังคมที่จัดสรรผลประโยชน์ความมั่งคั่งให้เท่าเทียมกันอย่างเป็นธรรม ดังนั้นคนส่วนใหญ่ของประเทศจึงไม่จำเป็นต้องยากจน

2. “เราไม่มีทางไปต่อกรกับรัฐบาลหรือข้าราชการได้หรอก” แต่จำนวนที่ประชาชนลุกขึ้นมาฟ้องร้องรัฐบาลก็มีไม่น้อย

3. “คนดำฉลาดน้อยกว่า และขี้เกียจมากกว่าคนผิวขาว คนผิวขาวจึงต้องเป็นนายเพื่อคอยควบคุมการทำงาน แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ก็คือ ทาสผิวดำนั้นทำงานหนักและทำงานได้นานกว่าคนผิวขาว ซึ่งเป็นนาย มิหนำซ้ำยังไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่ามีเชื้อชาติใดเฉลียวฉลาดกว่าเชื้อชาติอื่น

4. “คนเอเชียอ่อนน้อมถ่อมตัว จึงไม่มีทางเป็นผู้นำที่ดีได้” แต่ข้อเท็จจริงก็คือ คนเอเชียก็ปกครองประเทศของตนเองได้ก่อนที่คนผิวขาวจะขึ้นฝั่งมาประเทศเขาเสียอีก

5. “อเมริกาเป็นแดนแห่งโอกาสที่เท่าเทียม” แต่หลายคนกลับเริ่มต้นโอกาสของตนในสลัม ขณะที่หลายคนเริ่มต้นโอกาสจากแมนชั่นสุดหรู

อย่างไรก็ตาม “อุดมการณ์”ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปกครอง จะมีหลักสากลอยู่ กล่าวคือ เป็นอุดมการณ์ที่พยายามทำให้พลเมืองเชื่อว่า “ผลประโยชน์ที่คนบางกลุ่มได้รับเป็นผลประโยชน์ของทุกคน” เช่น นโยบายที่บอกว่าจะเก็บภาษีคนรวยน้อยลง เพื่อให้คนรวยนำเงินมาลงทุนและสร้างงานให้คนว่างงานในสังคม เราจะทราบได้อย่างไรว่า คนรวยเหล่านั้นนำเงินไปสร้างงานจริง และเราจะทราบได้อย่างไรว่างานแต่ละตำแหน่งนั้นต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร

สิ่งเหล่านี้แกรมชี่เชื่อว่า เป็นผลมาจากการทำงานของ”กลไกทางอุดมการณ์” ซึ่งได้ผลกว่าการใช้”กลไกอำนาจรัฐ” เข้าบังคับโดยตรง โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจของกลุ่มตน อำนาจเหล่านี้จะมีประสิทธิผลมากที่สุดเมื่อไม่ได้ใช้ผ่านการอบรมสั่งสอนที่เปิดเผย หรือการเซ็นเซอร์อย่างเป็นทางการ แต่ใช้ผ่านกระบวนการสร้างความเชื่อ ค่านิยม และมุมมองในการมองโลกของบุคคล ดังนั้น”อุดมการณ์”ในความหมายของแกรมชี่ จึงแตกต่างไปจากอุดมการณ์ในความหมายทั่วไปๆ

 

การสร้างและการแพร่กระจายอุดมการณ์เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ในแง่นี้สถาบันวัฒนธรรมจะมีบทบาทสำคัญมาก ในฐานะที่เป็นผู้สร้างมุมมองในการมองโลกที่สำคัญแก่พลเมืองของสังคม นอกเหนือจากสถาบันครอบครัว องค์กรศาสนา และสถาบันสื่อสารมวลชน

 

บทบาทของสื่อมวลชนในมุมมองของทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่

นักทฤษฎีสำนักนี้มักจะมองว่า บทบาทหลักของสื่อมวลชนไม่ได้ทำตัวเป็น”สุนัขเฝ้าบ้าน” เฝ้าติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล แต่มักจะค้ำจุนรัฐบาลทุนนิยมด้วยการพยายามขจัดมุมมองที่ว่า เรามีความแตกต่างทางชนชั้น ข่าวสารในสื่อมักจะถูกขัดเกลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากอุดมการณ์ของผู้ปกครองในสังคมทุนนิยมประชาธิปไตย เช่น การนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับนักการเมืองระดับสูง ความร่วมมือระหว่างผู้นำภาคธุรกิจ และความเป็นมิตร สมานฉันท์ระหว่างกลุ่มทางสังคมและชนชั้นต่างๆ

 

Daniel Hallin ศึกษาการใช้อุดมการณ์ระหว่างสงครามเย็น เพื่อหาคำตอบว่าทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่สามารถนำมาปรับใช้กับสื่อมวลชนได้อย่างไร และพบว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาใช้กลไกอุดมการณ์ทำงานโดยแสดงให้ชาวโลกเห็นว่า นาทีนี้โลกกำลังเป็นสนามสู้รบระหว่าง”โลกเสรี” และลัทธิอันตรายอย่าง “คอมมิวนิสต์”ที่กำลังแผ่อิทธิพลไปทั่วโลกภายใต้การนำของโซเวียต

 

มุมมองเช่นนี้ช่วยทำให้คำว่า “สันติภาพ” หรือ “ความสงบสุข” ซึ่งมักจะถูกสหรัฐอเมริกาใช้อ้างอิงการกระทำของตน เมื่อเข้าไปรุกล้ำ/แทรกแซงอธิปไตยของชาติอื่น เป็นเรื่องสมเหตุสมผล

 

นับแต่ปี 1945 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาพาประเทศต่างๆ (แน่นอนว่ามากที่สุดเท่าที่จะชักจูง หรือบังคับทางอ้อมได้)เข้าสู่ระบบทุนนิยมเสรีโลกที่สหรัฐเป็นผู้นำทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ “สงครามเย็น” ยังทำให้ชาวอเมริกันตระหนักและเชื่อมั่นในภาวะความเป็นผู้นำโลกของประเทศตน ความเชื่อเช่นนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว และช่วยให้ชาวอเมริกันยอมรับการตัดสินใจของรัฐบาลได้อย่างง่ายดาย อาทิ

 

การเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อใช้เป็นค่าประกันชีวิตทหารอเมริกันที่ถูกส่งไปรบที่เกาหลี, เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ภาพภยันอันตรายจากคอมมิวนิสต์ที่คุกคามใกล้เข้ามาอย่างเกินจริง ยังทำให้รัฐบาลสามารถปกปิดนโยบายต่างประเทศ, นโยบายทางการทหารจำนวนมาก ให้เป็นความลับจากสื่อมวลชนและประชาชนได้อย่างชอบธรรม ภายใต้ข้ออ้างว่าเพื่อความมั่นคงของประเทศ

 

นอกจากนี้ Hallin ยังศึกษาเนื้อหาข่าวสงครามเวียดนามที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ระหว่างปี1960-1979 รวมทั้งข่าวสหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซงทางการเมือง และทางการทหารบรรดาประเทศในอเมริกากลาง อาทิ เอลซัลวาดอร์ นิคารากัว ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี1980-1989 แล้วพบว่า หลังสงครามเวียดนามสิ้นสุดลง พลังอำนาจของอุดมการณ์ว่าด้วย “สงครามเย็น” ก็อ่อนแรงลงด้วย เนื่องจากชนชั้นนำเริ่มตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของสภาคองเกรสอย่างเผ็ดร้อน แต่รัฐบาลก็ยังคงใช้อุดมการณ์ดังกล่าวต่อไป

 

ในปี 1980-1989 นักข่าวต่างพากันรายงานว่า รัฐบาลนายเรแกนเรียกร้องให้กองกำลังสหรัฐเข้าแทรกแซงประเทศในกลุ่มอเมริกากลาง ข้อเรียกร้องดังกล่าวถูกนำเสนอในลักษณะที่ชอบธรรม เมื่อยกเหตุผลว่าขณะนั้นคิวบาซึ่งปกครองประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ และสหภาพโซเวียตกำลังมีอิทธิพลเหนือดินแดนดังกล่าว มาประกอบการรายงานข่าว

 

ทัศนะคติในการรายงานข่าวดังกล่าวเป็นมุมมองเดียวกันกับสภาคองเกรส แต่นักข่าวยังตอกย้ำทัศนคตินี้ให้ชัดเจนขึ้นด้วยการรายงานข่าว โดยใช้แหล่งข่าวรัฐบาลและชนชั้นนำทางการเมืองมาเป็นผู้แสดงความคิดเห็น อภิปรายโต้เถียงกันในประเด็นการแทรกแซงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะวิธีการจัดการและรักษาอำนาจในต่างประเทศของสหรัฐให้มีประสิทธิผลมากที่สุด อาทิ การนำเสนอว่าจะนำการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเข้ามาสู่ภูมิภาคนี้ได้อย่างไร และการแสวงหาพันธมิตรทางการทหาร ขณะที่ตีพิมพ์เนื้อหาข่าวเกี่ยวกับความเห็น ท่าทีของพลเมืองอเมริกันที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวน้อยมาก

 

Hallin แสดงความเห็นว่า เหตุการณ์ที่อเมริกากลางแสดงถึงกรอบความคิดที่สหรัฐอเมริกา และโซเวียตมีต่อประเทศโลกที่สามผ่านกลไกอุดมการณ์ว่าด้วยสงครามเย็น กล่าวคือ ประเทศโลกที่สาม ไม่ต่างอะไรกับเวทีต่อสู้ช่วงชิงผลประโยชน์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต เป็นสนามที่ผู้นำโลกใช้เพื่อสำแดงพลังอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง

 

ดังนั้นเนื้อหาข่าวในมุมท้องถิ่น อาทิ รัฐบาลใหม่ที่สหรัฐเข้าไปแทรกแซงนี้ จะจัดการปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมที่เป็นสาเหตุหลักของการต่อสู้ดิ้นรนอย่างไร ความปรารถนาของชาวท้องถิ่นที่อยากปลดแอกประเทศตน จากการครอบครองของกองทัพสหรัฐ ภายหลังจากตกอยู่ภายใต้จักรวรรดินิยมสหรัฐในเวลาไม่กี่ปี ฯลฯ จึงแทบจะไม่มีปรากฏให้เห็น

 

เช่นเดียวกับการรายงานข่าวของประเทศกำลังพัฒนาส่วนมาก ข่าวเกี่ยวกับกลุ่มประเทศอเมริกากลาง มีแนวโน้มจะถูกนำเสนอในลักษณะที่ดินแดนแห่งนี้ปราศจากประวัติศาสตร์ เป็นสถานที่ที่เกิดความขัดแย้งซึ่งเต็มไปด้วยความซับซ้อนยากยิ่งจะเข้าใจ และละเลยการกล่าวถึงชนพื้นเมือง เจ้าของประเทศที่แท้จริง

 

กรอบความคิดลักษณะนี้ย่อมปฏิเสธประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ประวัติศาสตร์ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นผู้สนับสนุนให้ตระกูลเพียงหยิบมือ ทว่ามีฐานะร่ำรวยขึ้นปกครองเอลซัลวาดอร์และนิคารากัว ความละโมบของคนกลุ่มนี้เป็นชนวนปะทุให้เกิดการกบฏในเวลาต่อมา แนวคิดเกี่ยวกับสงครามเย็นจึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้มหาอำนาจทั้งสองประเทศใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ภายใต้ข้ออ้างว่าเข้าไปแทรกแซงการเมือง เศรษฐกิจในประเทศด้อยพัฒนา ป่าเถื่อน เพื่อนำความศิวิไลซ์ไปมอบให้

 

Tod Gitlin นำทฤษฎีการครอบครองความใหญ่มาปรับใช้กับการศึกษาเนื้อหาข่าวภายในประเทศ โดยศึกษาเนื้อหาข่าวโทรทัศน์ของ CBS ในปีค.ศ. 1980 และในหนังสือพิมพ์ News York Times ซึ่งรายงานข่าวเกี่ยวกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมของนักศึกษาในสหรัฐที่เรียกตนเองว่า Students for a Democratic Society (SDS) (2) ในระยะแรกองค์กร SDS ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายประเด็นด้วยกัน อาทิ เรื่องสิทธิพลเมืองของชาวอเมริกัน-อัฟริกัน แต่หลังจากนั้นเยาวชนกลุ่มนี้ก็หันไปทุ่มเท อุทิศตนให้กับการชุมนุมประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม

 

ในปี 1968 กลุ่ม SDS เดินขบวนประท้วงรัฐบาลสหรัฐที่ยังคงดื้อแพ่งส่งทหารไปรบในสงครามเวียดนามที่ถนนกลางนครชิคาโก การประท้วงครั้งนี้จบลงด้วยรัฐบาลสั่งให้กำลังตำรวจเข้ากวาดล้างและทำร้ายผู้เดินขบวน ด้วยไม้กระบองและแก๊สน้ำตา ภาพดังกล่าวแพร่ออกไปทั่วประเทศผ่านจอโทรทัศน์

 

Gitlin เห็นว่า ขบวนการทางสังคมที่มีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการต่อต้านประท้วงนโยบายรัฐและขัดต่อผลประโยชน์ของชนชั้นนำ (elites) เช่น กลุ่ม SDS นั้น ถูกสื่อมวลชนลดคุณค่าเป้าหมายที่แท้จริงลงไป ด้วยการลดความสำคัญหรือแก่นแท้ที่อยู่ในสาร(message) ซึ่งกลุ่ม SDS สื่อสารออกมา ตลอดจนบั่นทอนความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจจากสาธารณะชนในฐานะที่เป็นนักต่อต้านที่กล้าท้าทายอำนาจรัฐ

 

Gitlin เชื่อมั่นว่า มีวิธีการต่างๆมากมายที่นักข่าวใช้ในการรายงานข่าวการเดินขบวนประท้วง การชุมนุมต่อต้าน จะโดยตั้งใจหรือไม่รู้ตัว ดังนี้

1. การทำให้ภาษา (ทั้งวัจนะภาษาและอวัจนภาษา) และเป้าหมายของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไม่มีความสำคัญ

2. การแบ่งแยกอย่างชัดเจน ด้วยการเสนอว่าสมาชิก SDS ทุกคนเป็นพวกนิยมความรุนแรงอย่างสุดขอบ

3. รายงานโดยเน้นไปที่รอยร้าวภายในขบวนการ

4. เพ่งความสนใจไปที่จุดเล็กๆ เรื่องเล็กน้อย เช่น แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้เดินขบวนประท้วง เป็นพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของสังคม , ผู้มาชุมนุมประท้วงไม่ได้อยู่ในฐานะตัวแทนของสาธารณะชน หรือเสนอวาทะ กิริยาท่าทางของผู้เดินขบวน ในทางที่ยั่วยุให้สาธารณะชนโกรธเคือง

5. บิดเบือนจำนวนผู้เข้าร่วมประท้วงให้น้อยลง เพื่อสะท้อนนัยะว่าไม่มีความสำคัญ ไม่มีความหมาย ไม่ใช่เรื่องของคนส่วนใหญ่

6. บิดเบือนผลของการเคลื่อนไหวต่อต้านว่าไร้ค่า ไม่มีผลใดๆทั้งสิ้น

7. เน้นการนำเสนอภาพลักษณ์ผู้ประท้วงในลักษณะที่ผูกติดอยู่กับความรุนแรงเท่าที่จะเป็นไปได้

8. ทำให้ข้อเรียกร้องและป้ายข้อความต่อต้าน กลายเป็นเรื่องที่ขัดต่อ หรือไม่ได้รับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การเรียกผู้ประท้วงขณะเดินขบวนว่า “กลุ่มที่เรียกขานกันว่าขบวนมาร์ชเพื่อสันติภาพ” หรือแสดงให้เห็นว่า บทบาทของผู้ประท้วงนั้น เป็นบทบาทที่แต่งตั้งสถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นผู้นำชุมชน เป็นต้น

Gitlin พบว่าบ่อยครั้งที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวเกี่ยวกับขบวนการ SDS ในลักษณะเดียวกับการรายงานข่าวอาชญากรรม แม้ว่ารัฐธรรมนูญสหรัฐในขณะนั้นจะรับรองสิทธิพื้นฐานของพลเมือง พลเมืองสามารถยื่นอุทธรณ์ให้รัฐบาลแก้ไขปรับปรุงนโยบาย ที่รู้สึกว่าตนถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมได้ รวมทั้งให้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี

 

นอกจากนี้ เนื้อหาด้านลบส่วนใหญ่ยังเป็นผลมาจากสื่อมวลชน มีแนวโน้มในการนำเสนอข่าวโดยเน้นไปที่ตัวเหตุการณ์ มากกว่าให้ความสำคัญกับสถานการณ์ บริบทแวดล้อม, เน้นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมากกว่าข้อตกลง, รายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโดยอิงความคืบหน้าของเหตุการณ์ มากกว่าจะอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอ้างอิงพึ่งพาแหล่งข่าวจากฝ่ายรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่

 

Gitlin ยังแสดงให้เห็นว่า เนื้อหาข่าวในสื่อมวลชนเข้าไปเปลี่ยนแปลงขบวนการทางสังคม (social movement) โดยใช้ประสบการณ์ในฐานะที่เป็นผู้นำนักศึกษาในขบวนการ SDS มาแสดงให้เห็นภาพการขับเคลื่อนของขบวนการทางสังคม ที่อิงแอบอยู่กับเนื้อหาข่าวที่ปรากฏในสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสรรหาสมาชิกใหม่ การกระตุ้นให้สาธารณชนสนใจมุมมองความคิดของพวกเขา ตลอดจนการกระทำของกลุ่มและการทำให้ผู้กำหนดนโยบายหันมารับฟัง

 

เขาพบว่าเนื้อหาในข่าว มีอิทธิพลต่อการเลือกสมาชิกของกลุ่มมาทำหน้าที่ในฐานะโฆษกกลุ่ม และทำให้ผู้นำทางการเมืองกลายเป็นบุคคลมีชื่อเสียง เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แทนที่จะสนใจว่าขบวนการทางสังคมนี้มีเหตุผลอย่างไร ความสนใจก็เปลี่ยนไปอยู่ที่ในบรรดาผู้นำขบวนการ ใครจะพูดจาดุเด็ดเผ็ดมันกว่ากัน การได้ไปปรากฏอยู่ในเนื้อหาสื่อมวลชนบ่อยๆเหมือนจะทำให้ได้รับอภิสิทธิ์อื่นๆตามไปด้วย แม้ว่าการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในทางปฏิบัติ จะได้ประสิทธิผลที่น้อยกว่าการออกไปจัดกิจกรรมภายนอกที่ไม่มีสื่อมวลชนมาทำข่าว เช่น การออกไปเคาะประตูให้ข่าวสารณรงค์ตามบ้านเรือนทีละหลังๆ ก็ตามที

 

นายทุนผู้ให้การสนับสนุนและคนอื่นๆ ก็ยังชอบใช้ความสนใจจากสื่อมวลชนมาเป็นวิธีหนึ่งในการวัดผลกระทบ หรือความสำเร็จของขบวนการทางสังคม ดังนั้นเนื้อหาในสื่อมวลชนจึงสามารถขัดเกลาอัตลักษณ์(identity)ของกลุ่มที่เกิดขึ้นได้ในท้ายที่สุด เนื่องจากสมาชิกของกลุ่มค่อยๆเปลี่ยนตัวเองให้มีสีสันเพื่อดึงความสนใจ ให้ได้มาซึ่งชื่อเสียง การยอมรับจากสื่อมวลชน ซึ่งส่งผลต่อการดึงสมาชิกใหม่ๆมาเข้าร่วมขบวนการอีกทอดหนึ่งด้วย

 

นอกจากนี้ Gitlin ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับภาวะการพึ่งพิงเนื้อหาในสื่อมวลชนว่า ขบวนการทางสังคมบางกลุ่มที่มีจำนวนสมาชิกไม่มาก มักจะพึ่งพาเนื้อหาในสื่อมวลชนสูง เพื่อเผยแพร่มุมมองทัศนะของตน เพราะไม่สามารถระดมประชาชนจำนวนมากให้มาเดินขบวนต่อต้านหรือวิ่งเต้นล็อบบี้รัฐบาลได้ ขบวนการทางสังคมเหล่านี้มักจะออกแบบเครื่องแต่งกาย ริ้วขบวนให้”ขึ้นกล้อง”และ”น่าดึงดูด” เพื่อเอาเรียกความสนใจจากสื่อมวลชน

 

ขณะเดียวกันขบวนการทางสังคมที่มีสมาชิกสนใจเข้าร่วมมาก มีเป้าหมายทางสังคมที่กว้างขวาง มักจะใช้สื่อมวลชนเป็นช่องทางหาสมาชิกใหม่ๆมาเข้าร่วมขบวนการ และเอาชนะใจประชาชนจากโปรแกรมกิจกรรมการเคลื่อนไหวของตน ตัวอย่างที่ดีและร่วมสมัยในกรณีหลังนี้ ก็คือ กลุ่มเคลื่อนไหวที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม และรณรงค์จัดการปัญหาอย่างหลากหลายตั้งแต่ระดับโลกจนถึงพื้นที่บางพื้นที่ อาทิ ปัญหาโลกร้อน การเกิดฝนกรด ไปจนถึงภัยอันตรายต่างๆที่คุกคามสิ่งมีชีวิตบนโลก ซึ่งต้องการความร่วมมือจากประชาคมโลกทั้งหมด เป็นต้น

 

ส่วนขบวนการทางสังคมที่ต้องการแก้ไขปัญหาสังคม ในเชิงปฏิรูปมากกว่าต้องการการเปลี่ยนแปลงในเชิงปฏิวัติ มักจะดูราวกับสามารถเข้าไปควบคุมเนื้อหาในสื่อมวลชน และได้รับความยุติธรรมจากสื่อมวลชนมากกว่า กล่าวโดยสรุปก็คือ สื่อมวลชนจะรายงานข่าวขบวนการทางสังคม ที่แสดงออกว่ามีจุดมุ่งหมายกระตุ้นให้ประชาชน หันมาสนใจปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง มากกว่ารายงานข่าวขบวนการทางสังคมที่มีจุดมุ่งหมายในการท้าทายหรือทวนกระแสทุนนิยม

 

ข้อจำกัดของทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่

ข้อวิพากษ์ทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่ประการหนึ่งก็คือ การถกเถียงในประเด็นที่นักวิชาการสาย Hegemony เชื่อว่า พลังของขบวนการทางสังคมมีรากฐานมาจากการเมือง และการเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาข่าวในสื่อมวลชน เนื่องจากนักวิชาการบางคนเห็นว่าทฤษฎี Hegemony มักจะมองพลเมืองในลักษณะที่เป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้น เพื่อทำกิจกรรมในลักษณะท้าทายอำนาจรัฐ(ขบวนการทางสังคม) และมีพลังที่ประกอบขึ้นจากองค์ประกอบหลายส่วน โดยที่สื่อมวลชนเข้ามามีอิทธิพลต่อการเข้าเป็นสมาชิก และลดคุณค่าความสำคัญของขบวนการลง ทั้งๆที่หลายครั้งขบวนการทางสังคมมักจะเรียนรู้วิธีการที่จะปรับวิธีการต่อสู้ตัวเอง เข้าหาพลังอำนาจของเศรษฐกิจระบบทุนนิยมและรัฐบาล หรือปิดกั้นไม่ให้สาธารณะชนเข้ามามีส่วนร่วมในวาทกรรม(discourse)ที่เกิดขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นถกเถียงเรื่องแนวคิดที่นักทฤษฎี Hegemony แบ่งแยก”การปฏิรูป” ออกจาก “การปฏิวัติ”อย่างชัดเจน ทั้งๆที่ขบวนการทางสังคมที่มีเป้าหมาย ไม่ว่าจะปฏิรูปหรือปฏิวัติ ต่างมีความสัมพันธ์กันอยู่และเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพิจารณาด้วยเหตุผลเป็นกรณีๆไป รวมทั้งการศึกษาเนื้อหาข่าวในสื่อมวลชนโดยปราศจากการยืดหยุ่น ขาดการพิจารณาว่า ในหลายกรณีนักเคลื่อนไหวทางสังคมในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ส่งสาร ได้เรียนรู้ธรรมชาติของข่าว วิธีการรายงานข่าว และรู้จักใช้กลยุทธ์เฉพาะตัวในการส่งสาร เพื่อกระตุ้นให้นักข่าวสนใจเนื้อหาสารของตนโดยไม่ได้สูญเสียอัตลักษณ์และเป้าหมายแรกเริ่มของตนเองแต่อย่างใด เช่น

 

กลุ่มกรีนพีซที่ใช้กลยุทธ์ในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิผล ทำให้สื่อมวลชนหันมาสนใจกิจกรรมรณรงค์ของตนอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ เรื่องการล่าปลาวาฬที่ผิดกฎหมาย การตัดต้นไม้เก่าแก่ในป่าแคลิฟอร์เนียเหนือ การตั้งเตาเผาขยะและกลบฝังขยะมีสารพิษในชุมชนคนผิวสีซึ่งมีรายได้ต่ำ เป็นต้น

 

ส่วนจุดบอดอื่นๆในการนำทฤษฎี Hegemony มาปรับใช้กับการศึกษาสื่อมวลชน ได้แก่ กรณีที่ผู้ศึกษามักมองความสัมพันธ์ระหว่าง ระบบเศรษฐกิจและสถาบันสื่อมวลชนไปในทางลบ โดยที่ในบางกรณีอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น ดังนั้นจึงต้องพึงระลึกไว้ว่า เราใช้ทฤษฎีเป็นเครื่องมือที่พยายามอธิบายบทบาทที่แท้จริง และบทบาทที่ควรจะเป็นของสื่อมวลชนในสังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่อธิบายหน้าที่ของข่าว โดยไม่ได้ให้ข้อเสนอแนะหรือวิสัยทัศน์ในการเสนอข่าวที่ควรเป็นภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

 

อ้างอิง

 

(1) โครงสร้างส่วนบนของสังคมมาจากแนวคิดที่เชื่อว่า สังคมและการจัดรูปองค์กรต่างๆพัฒนาขึ้นมาอย่างเป็นระบบ แต่นักคิดแต่ละคนก็มีความคิดพื้นฐานที่ต่างกันออกไป ตามแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ โครงสร้างส่วนบนของสังคม คือ สถาบันทางกฎหมาย, สถาบันทางสังคม วัฒนธรรมและการเมือง โดยที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจทำหน้าที่เป็นโครงสร้างส่วนล่างหรือฐานให้กับสังคมนั้นๆ (โครงสร้างส่วนล่างในแนวคิดของมาร์กซ์ สำคัญกว่าโครงสร้างส่วนบน เพราะเป็นตัวกำหนด ( determining )ว่าสังคมจะเป็นไปในรูปแบบใด

(2) SDS เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมที่เกิดจากการรวมตัวของเหล่านิสิตนักศึกษาและหนุ่มสาวอเมริกันในระหว่างปี ค.ศ. 1960-1969 มีบทบาทโดดเด่นอย่างมากในการต่อต้านสงครามเวียดนาม

หมายเหตุ : คำว่า Hegemony ซึ่งคุณมัทนา เจริญวงศ์ แปลว่า การคอบครองความเป็นใหญ่ หรือ ครอบครองความเป็นเจ้า นั้น อาจจะไม่เหมาะสม เพราะให้ความรู้สึกในเชิงบังคับควบคุมมากไป (“เป็นใหญ่” “เป็นเจ้า”)

 

กรัมชี่ใช้ศัพท์ภาษาอิตาลี 2 คำ สับเปลี่ยนกัน สำหรับ hegemony คือ egemonia กับ direzione สลับกัน (เป็นส่วนใหญ่ แน่นอนไม่ใช่ทั้งหมด เพระเขาเองมีความไม่แน่นอน ในการให้ความหมาย egemonia เหมือนกัน) ซึ่ง direzione หมายถึง lead, direct “นำ” ซึ่งเข้ากับไอเดียเรื่อง hegemony (เวลาแปลงานของเลนินที่ใช้คำว่า rukuvodstvo ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า hegemony (อย่าลืมว่ากรัมชี่ ยืม-ดัดแปลงไอเดียเรื่อง hegemony มาจากการวิวาทะของชาวพรรครัสเซีย) จะแปลเป็นอิตาลีว่า direzione คือ lead, direct (ดูการอธิบายเรื่องเหล่านี้ของ Quintin Hoare ผู้แปล Prison Notebooks ในฉบับพิมพ์ของ International Publishers หน้า55)

 

เคยเห็นคนแปลในภาษาไทยว่า “อำนาจนำ” ซึ่งอาจจะใกล้กว่า “ความเป็นใหญ่/เป็นเจ้า” แต่โดยส่วนตัวก็ยังไม่ถึงกับแน่ใจเต็มที่นัก (ชอบที่มีคำว่า “นำ” ไม่แน่ใจคำว่า “อำนาจ”)

Read Full Post »

กระบวนการสร้างสื่อ

recommendare

สรุป จากบทความเรื่อง  

“กระบวนการสร้างสื่อ : Process of Media Construction”

 

เขียน  โดย

Michael O’Shaughnessy

Jane Stadler

Oxford University Press

Second edition, 2002

 

แปลและเรียบเรียงโดย
สมเกียรติ ตั้งนโม  คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ความมีดังนี้

 

กระบวนการสร้างสื่อ

Process of Media Construction

 

การเป็นสื่อกลางและการเป็นตัวแทนนำเสนอ

mediation & representation

 

การเป็นตัวแทนนำเสนอ  Representation

 

อย่างที่ทราบกันเกี่ยวกับคำอ้างในเชิงที่ว่า “ภาษา”ได้สร้างโลกใบนี้และความจริงขึ้นมาโดยการตั้งชื่อ และด้วยเหตุนี้ มันจึงได้ประเมินคุณค่า, จัดแยกประเภท, ให้นิยาม, และทำหน้าที่ตัวแทนนำเสนอออกมา

 

สื่อต่างๆเป็นองค์ประกอบของระบบภาษาอันหนึ่ง ดังนั้น เมื่อเราพูดถึงภาษา มันจึงประยุกต์ใช้กับสื่อได้ด้วย. ภาษาและสื่อคือระบบของการเป็นตัวแทนนำเสนอ. “การเป็นตัวแทนนำเสนอ”จึงเป็นแนวความคิดหลักอันหนึ่งในการศึกษาเกี่ยวกับสื่อ ซึ่งมีอยู่ 3 ความหมายคือ

 

1. ดูเหมือน หรือคล้ายคลึง
2. เป็นตัวแทนสำหรับบางสิ่งบางอย่าง หรือบางคน
3. นำเสนอเป็นครั้งที่สอง – เสนอซ้ำ(re-present)

 

การเป็นตัวแทนของภาษาและสื่อ กระทำทั้ง 3 ความหมายนี้

 

เรารู้จักและเข้าใจโลกโดยผ่านภาษา และโดยผ่านตัวแทน. อันนี้มิได้เป็นการปฏิเสธว่า มีโลกของความเป็นจริงดำรงอยู่ – แน่นอน มีโลกของความจริง – แต่ในที่นี้ต้องการจะกล่าวว่า การเรียนรู้ทั้งหมดของเราเกี่ยวกับโลกได้ถูกสื่อโดยภาษา. มันเป็นความสัมพันธที่สลับซับซ้อนอันหนึ่ง ระหว่าง”การเป็นตัวแทนนำเสนอ”กับ”ความเป็นจริง”

 

ดังที่ Richard Dyer เสนอ:
มันคือดินแดนที่ยุ่งยาก ข้าพเจ้ายอมรับว่า คนเราเข้าใจความจริง เพียงผ่านตัวแทนต่างๆของความเป็นจริง: ผ่านตำราหรือหนังสือ, วาทกรรม, ภาพต่างๆ; ไม่มีสิ่งนั้นที่เข้าหาความจริงโดยไม่ผ่านสื่อ. แต่เพราะว่าเราสามารถมองเห็นความจริงเพียงผ่านตัวแทนเท่านั้น มันไม่ได้หมายความตามมาว่า เราไม่อาจเห็นความจริงได้… ความจริงมักจะกว้างขวางเสมอและสลับซับซ้อนเกินกว่าระบบตัวแทนใดๆที่จะสามารถเข้าใจมันได้ และด้วยเหตุนี้ เรามักจะรู้สึกว่า”การเป็นตัวแทน”จึงไม่เคยบรรลุถึง”ความจริง” ซึ่งอันนี้คือเหตุผลที่ว่า ทำไมประวัติศาสตร์ของมนุษย์จึงสร้างขึ้นมาในหนทางที่แตกต่างกันมาก และมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการต่างๆเกี่ยวกับความพยายามที่จะบรรลุถึงมัน (Dyer 1993, p.3)

 

สิ่งที่ Dyer นำเสนอในที่นี้คือ เมื่อเรารู้สึกว่า “ภาษา”และ”ตัวแทน”มันไม่ได้กระทำการอย่างเที่ยงธรรม ตรงไปตรงมาต่อผัสสะของเราเกี่ยวกับความจริง เราจึงต้องค้นหาหนทางใหม่ๆเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนหรือการนำเสนอมัน และอันที่จริง อันนี้คือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวัฒนธรรมของมนุษย์ ซึ่งพัฒนาแบบหรือวิธีการใหม่ๆขึ้นมาอยู่อย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับการเป็นตัวแทน และได้ค้นพบหนทางใหม่ๆเกี่ยวกับการมองความเป็นจริง

 

ในที่นี้คือตัวอย่างอีกอันหนึ่งซึ่งบอกกับเราว่า เราไม่ได้ถูกทำให้ติดกับหรือติดตายทั้งหมด เหมือนกับซี่ล้อหรือฟันเฟืองต่างๆในระบบของการเป็นตัวแทน เราสามารถที่จะต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้นิยามภาษาขึ้นมาใหม่ เพื่อประดิษฐ์คิดสร้างภาษาใหม่ต่างๆ. แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เป็นแกนกลางของเรื่องนี้ก็ยังคงอยู่ ที่ว่า เรายังคงล่วงรู้ความจริงโดยผ่านตัวแทนหรือการนำเสนอต่างๆอยู่นั่นเอง: มันไม่มีสิ่งนั้น ที่เข้าถึงความจริงได้โดยไม่ผ่านสื่อ (there is no such thing as unmediated access to reality” (Dyer 1993)

 

เราสามารถที่จะ”ปราศจากอคติ”ได้ไหม เกี่ยวกับการนำเสนอภาพตัวแทนของโลกในลักษณะที่เป็นภววิสัย? คำตอบก็คือ”ไม่ได้”. เพราะว่าการนำเสนอหรือการเป็นตัวแทนนั้นมาจากมนุษย์ มันมาจากฐานะตำแหน่งที่เฉพาะบางอย่าง ดังนั้น มันจึงมีลักษณะสัมพันธ์; มันจะนำพาเอาอคติบางอย่างของคนๆนั้นหรือกลุ่มคนกลุ่มนั้นมาด้วย เช่นเดียวกับบทความชิ้นนี้ที่ได้นำพาเอาอคติและฐานะตำแหน่งบางอย่างมาเช่นเดียวกัน

 

ถ้าเช่นนั้น ตัวแทนและการนำเสนอ”ความจริง”สามารถเป็นไปได้หรือไม่ และอย่างไร? ในท้ายที่สุด อันนี้คือบางสิ่งบางอย่างที่เราต้องตัดสินเพื่อตัวเราเอง

 

เราอาจตัดสินใจว่าการนำเสนอหรือการเป็นตัวแทนชุดหนึ่ง เป็นความจริง หรือนั่นมันเป็นความจริงมากกว่าอันอื่นๆเท่านั้น – กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ นั่นมันคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้เพียงเท่านี้. อันนี้คือฐานะตำแหน่งของข้าพเจ้า. ขณะที่เราเติบโตขึ้นมาและเรียนรู้ เราค้นพบแบบจำลองต่างๆที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเราว่า จะมองโลกและเข้าใจโลกนี้อย่างไร?

 

แผนที่ต่างๆตามขนบประเพณี มีแนวโน้มที่จะแสดงให้เห็นประเทศต่างๆอย่างไม่ถูกต้อง ในเรื่องของสัดส่วนเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งอันนี้เนื่องมาจากผลประโยชน์เกี่ยวกับพลังอำนาจอาณานิคมของชาวยุโรปนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ทวีปต่างๆซึ่งอยู่ทางตอนใต้จะถูกนำเสนอให้เห็นว่ามีขนาดเล็กกว่าความเป็นจริง

 

– ทวีปยุโรปมีเนื้อที่ประมาณ 9.7 ล้านตารางกิโลเมตร แต่ปรากฎว่ามันมีขนาดใหญ่กว่าเนื้อที่ของอเมริกาใต้ทั้งหมดซึ่งมีเนื้อที่อยู่ถึง 17.8 ล้านตารางกิโลเมตร…

– อเมริกาเหนือซึ่งปรากฎในแผนที่ ถูกทำให้ใหญ่กว่าทวีปแอฟริกาอย่างน่าพิศวง ซึ่งมีเนื้อที่อยู่ราว 30 ล้านตารางกิโลเมตร ตามข้อเท็จจริงนั้น อเมริกาเหนือมีขนาดเล็กกว่า(มีเนื้อที่อยู่ราว 19 ล้านตารางกิโลเมตรเท่านั้น)

– สแกนดิเนเวีย มีเนื้อที่ประมาณ 1.1 ล้านตารางกิโลเมตร แต่ดูเหมือนว่ามันจะมีขนาดใหญ่เท่าๆกันกับประเทศอินเดีย ซึ่งมีเนื้อที่อยู่ถึง 3.3 ล้านตารางกิโลเมตร

 

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดแผนที่ใหม่ขึ้น ซึ่งได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและไม่บิดเบือนเหมือนกับแผนที่ที่ใช้กันมาตามขนบจารีต… ไม่น้อยไปกว่าโลกทัศน์ของเราที่อยู่ระหว่างหน้าสิ่วหน้าขวาน… โดยการนำเสนอประเทศต่างๆทั้งหมดในขนาดที่เป็นจริงและตำแหน่งที่ตั้งซึ่งเป็นไปอย่างถูกต้อง แผนที่ใหม่นี้ยอมให้แต่ละประเทศ ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เป็นจริงบนโลก (New Internationalist 1998)

 

ประเด็นต่างๆข้างต้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง. ถ้าคุณสามารถบรรลุถึงสิ่งเหล่านี้ได้ คุณก็จะคาดคะเนเรื่องบางอย่างได้! ลองนำเรื่องเหล่านี้ไปพูดคุยกับคนอื่นๆ และพยายามสังเกตว่าคนเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไร ต่อประสบการณ์ของคุณเองเกี่ยวกับเรื่องภาษา, สื่อ, และความเป็นจริง. ไอเดียหรือความคิดต่างๆเหล่านี้ นอนเนื่องอยู่เบื้องหลังถ้อยแถลงที่สำคัญที่ว่า:

 

“สื่อไม่ได้ผลิต, นำเสนอ, หรือแสดงให้เห็นโลกของความเป็นจริง มันได้สร้างความจริงและทำซ้ำความเป็นจริงต่างหาก”

 

เครื่องมือของสื่อ  The Media Apparatus

ตามพยัญชนะแล้ว คำว่า”สื่อ”(media)หมายถึง”กลาง”(middle). “สื่อ”คือ”สิ่งที่อยู่ระหว่างกลาง”ของการสื่อสาร หรือ”เป็นสื่อกลาง”การสื่อสาร. มันคือเครื่องมือหรือวิธีการ ซึ่ง”ผู้ส่งสาร”(message senders)สามารถติดต่อสื่อสารกับ”ผู้รับสาร”ได้(message receivers). ใครก็ตามที่ต้องการสื่อสาร จะเลือกสื่อกลางอันใดอันหนึ่งที่จะกระทำภารกิจดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน หรือรูปแบบบางอย่างที่นำเสนอด้วยภาพ(ภาพ, แผนภาพ, ภาพถ่าย, ภาพยนตร์ และอื่นๆ) หรือสื่อกลางอื่นๆ

 

ภาพข้างล่างต่อไปนี้จะทำให้เราเห็นชัดถึงวิธีการเกี่ยวกับการสื่อสาร ซึ่งได้ดัดแปลงมาจากหลักการของ Lasswell’s formula

Chart no.1

ตามหลักการข้างต้น คำตอบของ What (อะไร) และ by What Means (โดยเครื่องมืออะไร), พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ message (สาร) และ the modes (วิธีการต่างๆ), ซึ่งเป็นองค์ประกอบของสื่อต่างๆในทุกวันนี้. ในสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่, สารต่างๆได้ถูกถ่ายทอดโดยผ่านเทคโนโลยีของการพิมพ์, ภาพยนตร์, วิดีโอ, โทรศัพท์, ระบบคอมพิวเตอร์, และอื่นๆ

 

เราต้องการเน้นกระบวนการเกี่ยวกับการเป็นสื่อกลาง. สื่อต่างๆมันยืนอยู่ระหว่าง”เรา”กับ”โลก”หรือ”ความเป็นจริง”. เราสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ของเรากับโลก และสื่อต่างๆ ตามแบบจำลองหรือแผนภาพข้างล่างนี้

Chart no.2

ข้อสังเกต ลูกศรสองหัวในแบบจำลองนี้แสดงว่า โลกมีผลกระทบต่อสื่อ และผู้รับสื่อเป็นผู้กระทำในการสร้างความหมาย(audiences are active in making meanings) – พวกเขาไม่เพียงเป็นฝ่ายรับแบบยอมจำนนต่อมัน (they don’t just passive receive them)

 

ในความสัมพันธ์กับสื่อทางสายตา(visual media) เช่น กับภาพถ่าย, ภาพยนตร์ วิดีโอ, และสื่อบันทึกเสียง มันถูกเสนอว่า พวกมันเป็นกลไกที่เป็นกลาง(neutral mechanisms) ซึ่งเป็นกระจกเงาหรือภาพสะท้อนเกี่ยวกับโลกที่แท้จริง มันเป็นเสมือนช่องหน้าต่างๆบานหนึ่งสำหรับเราหรือเป็นหูเป็นตาบนโลกใบนี้. ดังนั้น:

Chart no.3

การศึกษาเกี่ยวกับสื่อ(media studies)ปฏิเสธแบบจำลองอันนี้ โดยหันไปเน้นที่การสร้างสื่อ, การเลือกสรรและการตีความแทน เพื่อพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนและนำเสนอ

Chart no.4

 

(Model of the media-world relationship, stressing media construction, selection, and interpretation)

 

 

เราประสงค์ที่จะกล่าวซ้ำถึงประเด็นนี้อย่างแข็งขัน ในความสัมพันธ์กับสื่อทางสายตาที่มีฐานภาพยนตร์และสื่อที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกเสียง เนื่องจากคุณสมบัติที่มีลักษณะเฉพาะบางอย่างที่มีส่วนร่วมปันโดยภาพถ่าย, ภาพยนตร์, วิดีโอ และการบันทึกเสียง

 

สื่อและความจริง  The Media and Reality

สื่อเป็นจำนวนมากและภาพการนำเสนอต่างๆทางด้านศิลปะ ได้อ้างอิงถึงสิ่งต่างๆที่มาจากโลกของความจริง. นวนิยาย, บทละคร, บทกวี, งานจิตรกรรม, ประติมากรรม, ภาพถ่าย, ภาพยนตร์, และวิดีโอ ทั้งหมดต่างมีเป้าประสงค์ที่จะสร้างวัตถุสิ่งของและผู้คนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งนั่นคือส่วนหนึ่งของโลกที่เราอาศัยอยู่

 

แต่ภาพถ่าย, ภาพยนตร์, วิดีโอ, และการบันทึกเสียงมีความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันอันหนึ่งกับโลกของความจริงยิ่งกว่าเครื่องมืออื่นของการเป็นตัวแทน อย่างเช่น ภาษา, จิตรกรรม, และประติมากรรม. พวกหลังนี้สามารถผลิตซ้ำความจริงในวิธีการล้อเลียนได้ และด้วยเหตุนี้ พวกมันจึงปรากฎออกมาในลักษณะที่แสดงให้เราเห็นว่าเป็น “ความจริงที่ไม่เป็นสื่อกลาง”(unmediated reality)

 

สื่อพวกแรก(ภาพถ่าย, ภาพยนตร์, วิดีโอ, และการบันทึกเสียง)เหล่านี้อาจใช้ความประทับใจต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากโลกของความจริง, เปลี่ยนมันเป็นดิจิตอล, หรือนำเสนอมันในรูปของภาพยนตร์, วิดีโอ, หรือเทปบันทึกเสียง เพื่อสร้างภาพและเสียงต่างๆขึ้น. อันนี้ต่างไปจากการใช้คำหรือภาษา, จิตรกรรม, และประติมากรรม ซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยฝีมือและจินตนาการของศิลปิน

 

ภาพถ่าย, ภาพยนตร์, และวิดีโอ บันทึกความเป็นจริงที่ปรากฎ ซึ่งอยู่ ณ ที่นั้น. ขณะที่เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถทำให้ทุกอย่างปรากฎออกมาในลักษณะภววิสัย, เป็นสายตาของมนุษย์, เป็นหูของมนุษย์ที่ได้ยิน, และแน่นอน มือได้สร้างสิ่งที่เป็นอัตวิสัย มันเป็นการถอดความต่างๆเกี่ยวกับโลก. อันนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้คนเชื่อในสัจนิยมเกี่ยวกับภาพต่างๆเหล่านี้(the realism of these images); เราคิดว่าเราเห็นหรือเราได้ยินความจริงนั้นจริงๆ เมื่อเรามองดูภาพถ่าย, ภาพยนตร์, และวิดีโอ หรือเมื่อเราได้ฟังบางสิ่งบางอย่างมาจากเครื่องบันทึกเสียงต่างๆ

 

เพราะสื่อเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อโยงกันอันหนึ่งระหว่าง”โลกของความจริง”กับ”วิธีการที่มันถูกประทับลงบนเซลลูลอยด์, การจัดแสง, หรือคลื่นเสียงต่างๆ มันเป็นความจริงบางอย่างในความเชื่อนี้ – และเป็นเพียงบางอย่างเท่านั้น(ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด). อันนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะต้องตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่า สื่อ”ความจริง”เหล่านี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาด้วย

 

1. สำหรับการเริ่มต้น เราไม่ได้เห็นความจริงที่เป็นสามมิติจริงๆ เราเพียงได้เห็นภาพสองมิติของความจริงเท่านั้น เช่นบนจอภาพยนตร์หรือทีวี เป็นต้น. Jean-Luc Godard กล่าวว่า: “นี่ไม่ใช่ภาพที่ถูกต้อง. ที่ถูกต้องคือมันเป็นภาพๆหนึ่งเท่านั้น”(This is not a just image. This is just an image).

 

คำพูดของเขานั้นหมายถึง 2 สิ่ง
อันดับแรก เขากำลังสร้างประเด็นทางการเมืองอันหนึ่งขึ้นมา ซึ่งภาพสื่อที่มาครอบงำของฮอลีวูดและสื่อกระแสหลักนั้น มันไม่ได้ให้ทัศนะที่ตรงไปตรงมาหรือถูกต้องเที่ยงธรรมเกี่ยวกับโลกในเทอมต่างๆของการเป็นตัวแทนและการนำเสนอของมัน และเกี่ยวกับความแตกต่างทางชนชั้นและทางสังคม

 

อันดับที่สอง เขากำลังพูดว่า ภาพต่างๆที่เราเห็น มันเป็นเพียงภาพเท่านั้น – พวกมันไม่สามารถให้ความจริงกับเราได้ หมายถึงสิ่งที่เป็นจริง. เขายังวิจารณ์ด้วยว่า “ภาพถ่ายไม่ได้เป็นการสะท้อนเกี่ยวกับความเป็นจริง แต่มันคือความจริงของการสะท้อนอันนั้น”(A photograph is not the reflection of reality, but the reality of that reflection)(Harvey 1978, p.71).

 

Rene Magritte ได้ดูดดึงความสนใจไปสู่ธรรมชาติที่เป็นมายาการของภาพต่างๆในงานจิตรกรรมของเขาเป็นจำนวนมาก, รวมถึงภาพที่มีชื่อเสียงของเขาที่ชื่อว่า”This is Not a Pipe”. งานจิตรกรรมชิ้นนี้ได้ดึงความสนใจของเราไปสู่ข้อเท็จจริงที่ว่า ภาพกล้องยาสูบ(pipe)เป็นเพียงเส้นและสีง่ายๆที่ดูเหมือนกับกล้องยาสูบ(pipe), นั่นมันไม่ใช่ของจริงซึ่งมันอ้างถึง

 

2. ข้อต่อมา ภาพยนตร์ ภาพถ่าย และภาพวิดีโอ มันเพียงให้ภาพสิ่งที่เราเห็นแต่เพียงบางส่วนเท่านั้น และมีลักษณะเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังดูอยู่. เราเพียงเห็นมันจากมุมๆหนึ่งเท่า ด้วยภาพๆหนึ่งและด้วยแสงที่เฉพาะ. เราไม่สามารถโอบกอดความจริงทั้งหมดได้บนจอภาพ

 

มันมีกระบวนการมากมายเกี่ยวกับการคัดสรร และการคัดออกไป ในวิธีการที่สิ่งต่างๆถูกแสดงให้เราเห็น และวิธีการการถ่ายทำแต่ละครั้ง(ช็อต)ซึ่งแตกต่างกัน ถูกนำมาเสนอเข้าด้วยกัน. การตัดต่อหรือเรียบเรียง(editing) จะทำการคัดสรรและตัดเอาเนื้อหาหรือภาพบางส่วนออกไป. ทางเลือกต่างๆนั้นได้ถูกสร้างขึ้น ซึ่งมันได้ผลิตข้อคิดหรือแง่มุมที่มีลักษณะเฉพาะอันหนึ่งขึ้นมา และให้ความหมายที่จำเพาะบางอย่างต่อสิ่งที่เราเห็น. ข้อคิดเห็นหรือคำอธิบายภาพที่มาด้วยกันยังบอกถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในวิธีการที่มีลักษณะเฉพาะอันหนึ่ง. การบันทึกเสียงก็เป็นสิ่งที่มีเลือกสรรเท่าๆกัน.

 

3. ท้ายสุด ภาพต่างๆได้ถูกนำไปเชื่อมโยงเข้าด้วยกันกับระบบที่ใหญ่กว่าของการเล่าเรื่องและแบบฉบับ ซึ่งยังส่งผลกระทบต่อการที่เราเห็นมันอย่างไรด้วย. ในระบบต่างๆเหล่านี้ สื่อมีแนวโน้มที่จะซ่อนเร้นกระบวนการเกี่ยวกับการสร้างในตัวของมันเอง(hide their own process of construction). โดยนัยนี้เราหมายความว่า เมื่อพวกเขาแสดงภาพเหตุการณ์ต่างๆที่สื่อออกมาให้เห็น พวกเขามีจุดประสงค์ที่จะทำให้มันไหลไปอย่างราบรื่น โดยไม่แสดงให้เราเห็นถึงกระบวนการสร้างที่มีความเป็นมาและเป็นไปอย่างไร

 

เครื่องมือหรืออุปกรณ์ทั้งหมดของการนำเสนอ – เช่น ตัวหนังสือวิ่ง(autocue)ที่ผู้ประกาศข่าวใช้(อยู่หลังกล้อง), การจัดแสง, เครื่องเสียง, อุปกรณ์กล้อง, และอื่นๆ – จะถูกซ่อนจากสายตาของผู้ชม. เหตุการณ์ต่างๆดูเหมือนจะเผยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่ามันกำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา

 

ในข้อที่สามนั้น ไม่ค่อยจะจริงแล้วนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990s เป็นต้นมา. บางครั้ง สื่อได้เปิดเผยให้เห็นกระบวนการต่างๆเกี่ยวกับการสร้างตัวมันออกมาให้เห็นอย่างรอบคอบสุขุม: รายการยอดนิยมทางโทรทัศน์ที่จัดในสตูดิโอหลายรายการ แสดงให้เห็นกล้องถ่ายและกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังฉาก, ด้วยเหตุนี้ มันจึงเป็นการเผยให้เห็นและอ้างอิงถึงกระบวนการต่างๆเกี่ยวกับการบันทึกภาพและการสร้าง

 

บรรดาผู้ชมทั้งหลายค่อนข้างจะรู้; พวกเขารู้สึกเพลิดเพลินไปกับการมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังฉาก และพวกเขาก็เข้าใจว่า มันมีการจัดการเกี่ยวกับสื่อและการสร้างมากมาย. ความเจริญงอกงามของการศึกษาเกี่ยวกับสื่อ ในตัวมันเองได้สนับสนุนในเรื่องนี้

 

โทรทัศน์ ABC ในรายการ Frontline (ซึ่งเป็นรายการที่สร้างขึ้นมาของออสเตรเลียเกี่ยวกับการผลิตรายการเหตุการณ์ปัจจุบันทางทีวี) ถือเป็นตัวอย่างที่ดีมากตัวอย่างหนึ่งเกี่ยวกับวิธีการที่สื่อ มาถึงตอนนี้ มันกำลังแสดงให้เห็นถึงกระบวนการต่างๆเกี่ยวกับการสร้าง และเผยให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังฉากต่างๆ. ความเป็นที่นิยมของมันยืนยันและเป็นพยานถึงความสนุกสนานของผู้ชมทั้งหลาย ในการที่ได้เห็นถึงกระบวนการสื่อที่ได้ถูกรื้อหรือแกะออกมาให้ดู(deconstructed), ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากและเป็นไปอย่างน่าขบขัน:

 

– รายการนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ข่าวไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาอย่างง่ายๆ: นั่นคือ มันถูกรวบรวมขึ้นและถูกคัดเลือก. ในหนทางนี้ เราสามารถเห็นถึงสิ่งที่ปรากฎขึ้นในฐานะความจริงว่าเป็นมาอย่างไร ซึ่งอันที่จริงแล้ว เป็นการประกอบขึ้นหรือเป็นการเรียบเรียงขึ้นมานั่นเอง(ถูกสร้าง-constructed) และมีการวางกรอบในหลายๆทาง ซึ่งสิ่งเหล่านี้บางส่วนได้ถูกกำหนดโดยข้อจำกัด หรือการบีบบังคับบางอย่างของของเวลาและการจัดการอย่างเป็นระบบ

 

– มันแสดงให้เห็นว่า แต่ละเรื่องหรือประเด็นนั้น ได้ถูกทำให้บิดเบือนไปเป็นการเฉพาะโดยวิธีการที่มันถูกถ่าย การตัดต่อ และการถูกวิจารณ์และเสนอความคิดเห็น(กระบวนการสร้างสื่อ). มันแสดงให้เห็นลำดับการที่ต่อเนื่องกันในการตัดต่อเรียบเรียงเป็นชุด โดยการละเว้นหรือข้ามคำอธิบายที่สำคัญๆไปในบางครั้ง หรือเพิ่มเติมบางอย่างเพื่อทำให้มันดูนานขึ้น หรือกระทั่งโดยการย้อนเหตุการณ์กลับไป ทำให้เหตุการณ์ต่างๆปรากฎออกมาในหนทางที่เฉพาะเจาะจงอันหนึ่ง

 

– มันแสดงให้เราเห็นว่า เรื่องราวหรือเหตุการณ์ปัจจุบัน อันที่จริง ได้ถูกกำหนดขึ้นมาโดยจำนวนคนดูข่าว(news rating – เรตติ้งข่าว) และผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ของโทรทัศน์ มากกว่าโดยความผูกพันกับความจริงเพื่อประโยชน์สาธารณะ(public good). เราเห็นอันนี้ ในวิธีการที่แรงกระตุ้นสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งทีมงานผู้ผลิตเหตุการณ์ปัจจุบันได้แสดงออกมาในรายการ Frontline. มันกระทำทุกอย่าง เป็นไปเพื่อเรตติ้งที่ดีหรือจำนวนคนดูที่มากนั่นเอง

 

– แน่นอนรายการ Frontline ในตัวมันเองก็คือ “งานสร้างชิ้นหนึ่ง”. มันไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงแต่อย่างใด. Frontline มีมุมมองของตัวมันเองในเรื่องสื่อ แต่มันได้แสดงให้เราเห็นถึงกระบวนการสร้าง(processes of construction)

 

1. ให้เราลองสังเกตดูแต่ละตอนของรายการในแบบ Frontline (ในประเทศของเรา) และบันทึกถึงตัวอย่างต่างๆเกี่ยวกับการสร้างสื่อขึ้นมาที่มันได้แสดงออกมาให้เห็น

 

2. พิจารณาถึงโอกาสซึ่งคุณหรือเพื่อนๆ / ญาติพี่น้องได้ถูกนำเสนอโดยสื่อ มองเข้าไปใกล้ๆที่การนำเสนอต่างๆเหล่านี้ และพิจารณาดูถึงการที่คุณถูกสร้างในกระบวนการนี้. การนำเสนอต่างๆเหล่านี้อาจรวมถึงภาพที่ปรากฎทางสายตาและข้อความในสื่อ เช่น ถูกพูดถึงในลักษณะข้อคิดเห็น หรือข้อความตัวหนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง

 

หากเราเป็นสมาชิกประจำที่ชอบดูโทรทัศน์ โดยเฉพาะข่าวต่างประเทศ เราคงจะเคยเห็นภาพงาน Mardi Gras (วันมาดิ กรา คือวันรื่นเริงทางคริสตศาสนา ตรงกับ Shrove Tuesday ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อน Lent หมายถึงฤดูถือบวชในศาสนาคริสต์เพื่อเป็นการระลึกถึงพระเยซูในช่วงเดินป่า 40 วัน และจะมีการรับประทานผักในช่วงเวลาถือบวช). ในหนังสือ Sunday Times ปี 1996 ได้มีการบันทึกภาพชาวเกย์ ที่แต่งชุดทหารเรือตามสไตล์ของชาวเกย์และแสดงท่าวันทยาหัตถ์ สำหรับภาพนี้มีข้อความบรรยายว่า

 

“Well, hello sailors (หัวเรื่อง – ภาพชาวเกย์แต่งชุดเลียนแบบทหารเรือ ในชุดนุ่งน้อยห่มน้อย) การบันทึกภาพฝูงชนประมาณ 6 แสนคนที่เฝ้าดูขบวนพาเหรดในงาน”มาดี กรา”ของชาวเกย์และเลสเบี้ยน ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่แปด ที่ได้ออกมาเดินพาเหรดเมื่อคืนที่ผ่านมา

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า ฝูงชนจำนวนมาก โดยทั่วไป ประพฤติตัวเรียบร้อย. มีเพียงสองรายเท่านั้นที่ถูกจับกุม. รายหนึ่งที่ถูกจับนั้น เป็นผู้ชายซึ่งกระทำความผิดด้วยการแสดงความก้าวร้าว ส่วนอีกรายหนึ่งกระทำความผิด 4 กระทง เนื่องมาจากการทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีคน 15 คนถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล และในจำนวนนี้ 13 คนป่วยในช่วงที่เดินพาเหรด รู้สึกแน่นหน้าอก และเนื่องมาจากอาการมึนเมา

 

เศษกระดาษ กระป๋อง และขวดต่างๆเป็นจำนวนหลายตัน รอให้เจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดมาเก็บกวาดในวัน Australia Day.”

 

เราสามารถแบ่งเรื่องนี้ออกเป็น 3 ส่วน: นั่นคือ ภาพถ่าย, คำอธิบายภาพ, และรายงานข่าว. โดยสรุปสั้นๆ ภาพถ่ายเป็นภาพเกี่ยวกับการเฉลิมฉลองในลักษณะของความขบขันและความสุข. โดยตลอด ความตลกขบขันเหล่านี้สัมพันธ์กับการแต่งกายของผู้คนและการเต้นรำ ภาพสื่อที่สื่อออกมานั้น สำหรับบางคน อาจทำให้ถึงกับช็อคเกี่ยวกับโฮโมเซ็กส์ชวลหรือการรักร่วมเพศ และกามกิจของผู้ชาย

 

สื่อได้รายงานเกี่ยวกับงาน”มาดิ กรา”อย่างต่อเนื่อง ด้วยการประนีประนอมต่อความเสี่ยงเกี่ยวกับความขุ่นเคืองของผู้ดู ด้วยการใช้เรื่องความตลกขบขันเข้ามาแทรก เพื่อชดเชยในเรื่องอันตรายหรือความเสี่ยงนี้

 

แต่อย่างไรก็ตาม ขณะที่ส่วนซึ่งเป็นสาระสำคัญอันหนึ่งเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของงานวัน”มาดิ กรา”ก็คือ ต้องการที่จะกระตุ้นให้เกิดความสนุกสนานในทำนองเยาะเย้ย(poke fun)ในพลังอำนาจของผู้ชาย แต่ข้อความบรรยายข้างต้นนั้น ดูเหมือนจะเผยให้เห็นเรื่องราวที่ต่างออกไปเลยทีเดียว

 

หลังจากหัวเรื่องที่น่าขบขันและคำบรรยายที่เปิดประเด็นในเชิงบวกของย่อหน้าแรก การเลือกสรรเกี่ยวกับ”ข้อเท็จจริง”ก็ได้ถูกรายงานและพรรณาออกมาถึงเหตุการณ์นั้นในกรณีต่างๆเกี่ยวกับอาชญากรรม, อันตรายที่เกิดขึ้น, พฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบ(การทำร้ายร่างกาย ความเรี่ยราด และความมึนเมา) และมีนัยะถึงความเสียหายทางสังคมและสาธารณะ(ไม่มีการพูดถึงการส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจแก่เมืองซิดนีย์เป็นอันมากสำหรับงานนี้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้นำมาโดยผ่านการท่องเที่ยว)

 

การกล่าวถึงการทำความสะอาดวันออสเตรเลียในย่อหน้าสุดท้าย สามารถถูกอ่านออกมาได้ในฐานะที่เป็นประเด็นทางศีลธรรมที่ซ่อนเร้น(veiled moral point)ที่เสนอว่า ออสเตรเลียต้องถูกทำความสะอาดสำหรับเหตุการณ์ต่างๆเหล่านั้น. รายงานข่าวชิ้นนี้กลายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเป็นไปในเชิงลบ และวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว อันนี้ได้เผยให้เห็นถึงตัวตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือกสรรและการสร้าง

 

ถ้าหากว่าคุณมีปัญหาในการคิดถึงเรื่องเกี่ยวกับตัวอย่างอันหนึ่งซึ่ง คุณ, ญาติพี่น้องของคุณ, หรือเพื่อนของคุณที่ถูกนำเสนอโดยสื่อต่างๆ ให้ลองคิดถึงภาพถ่ายคนในครอบครัวของคุณดู. ภาพถ่ายเหล่านี้คือการนำเสนอผ่านสื่อ / เป็นการสร้างเช่นเดียวกัน และมันเป็นต้นตออันหนึ่งที่ชวนหลงใหลให้ตรวจสอบ

เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะหมายเหตุลงไปถึง การใช้กล้องถ่ายรูปและกล้องถ่ายวิดีโอเพิ่มขึ้นเพื่อเก็บหลักฐานเกี่ยวกับชีวิตครอบครัว – ผู้คนเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน ได้ถูกถ่ายวิดีโอนับจากช่วงขณะของการเกิดเลยทีเดียว – และให้ลองคาดเดาว่า อันนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างไรบ้าง

 

ลองดูไปที่ภาพถ่ายของครอบครัวคุณ คิดถึงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาและการสื่อสารโดยผ่านภาพต่างๆเหล่านี้ และพิจารณาดูว่าพวกมันเหมาะสมกับความเป็นจริงที่คุณมีประสบการณ์อย่างไร

 

มีภาพถ่ายครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพคนในครอบครัวทั้งหมดกำลังตัดหญ้าด้วยเครื่องตัดหญ้าและมาเข้าแถวหน้ากระดานกัน ภาพนี้ได้แสดงให้เห็นภาพของพ่อ แม่ และลูกชายสามคน ยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ในสนามหญ้าที่กว้างขวางและกำลังบังคับเครื่องตัดหญ้าคนละตัว ด้านหลังสนามหญ้ามีต้นไม้ขนาดใหญ่ปลูกเป็นทิวแถว (คำบรรยายภาพ: ครอบครัวที่มีความสุข ภาพถ่ายครอบครัวแบบ snapshot – ภาพถ่ายที่ไม่เป็นทางการที่ถ่ายอย่างรวดเร็ว). ภาพถ่ายนี้ถ่ายเมื่อปี 1960 และเราสามารถมองดูมันได้สองวิธีเกี่ยวกับการนำเสนอที่ถูกสร้างขึ้นมานี้

 

1. ภาพดังกล่าวได้บอกถึงเรื่องราวที่เป็นอุดมคติของครอบครัวนี้. มันเน้นถึงความเป็นหนึ่งเดียวของครอบครัวในกรอบของปิตาธิปไตยหรือพ่อเป็นใหญ่; คนทั้ง 5 คนกำลังทำงานด้วยกัน แต่มันได้ถูกกำหนดไปตามลำดับชั้นสูงต่ำ(hierarchically)ทั้งในเชิงของส่วนสูงและอายุในเวลาเดียวกัน ภาพของพ่ออยู่ขวาสุด ต่อมาเป็นภาพแม่ ลูกชายคนโต คนกลาง และคนเล็ก – ภาพของผู้ชายผู้เป็นพ่อกำลังควบคุมเครื่องตัดหญ้าขนาดใหญ่ที่สุด ในฐานะที่เป็นผู้นำ ขณะที่คนที่เหลือของครอบครัวกำลังควบคุมเครื่องตัดหญ้าที่เล็กลงมตามสัดส่วน. ภาพๆนี้ไม่เพียงยกย่องเรื่องครอบครัวเท่านั้น แต่ยังยังสะท้อนถึงค่านิยมของชนชั้นกลางด้วย เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของทรัพย์สินและการทำงาน: เบื้องหลังภาพนี้แสดงให้เห็นถึงสวนที่มีขนาดใหญ่และกระบวนการที่มันได้รับการเพาะปลูกและถูกควบคุม. ผู้ที่กำลังดูภาพนี้ได้รับการเชิญชวนให้รู้สึกยกย่องกระบวนการเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของทรัพย์สินนี้ เพื่อเป็นพยานและแสดงความยินดีต่อความสำเร็จและความสุขของครอบครัว

 

มันเป็นภาพตรงข้ามที่น่าสนใจกับการวิเคราะห์ของ John Berger ในหนังสือของเขา “Ways of Seeing”)เกี่ยวกับงานภาพเขียนสีน้ำมันของ Gainsborough ในชื่อภาพ Mr and Mrs Andrew ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการศึกษาในยุคบุกเบิกเกี่ยวกับเรื่องสื่อและการนำเสนอ (ดูภาพประกอบที่ 1)

 

Berger ได้ให้เหตุผลว่า ในคริสตศตวรรษที่ 18 งานจิตรกรรมสีน้ำมัน ถือเป็นสื่อที่สำคัญอันหนึ่งของช่วงวันเวลานั้น และเป็นวิธีการหนึ่งสำหรับชนชั้นที่เจ้าของทรัพย์สินใช้ในการนำเสนอและยกย่องพลังอำนาจและความเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติของพวกเขา. ภาพของ Mr. และ Mrs. Andrews มีนัยะบ่งถึงความรู้สึกอันหนึ่งเกี่ยวกับอำนาจที่มีเหนือผืนดินที่พวกเขาเป็นเจ้าของ. มันเป็นผืนดินสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ – Mr Andrews ออกไปล่าสัตว์(และปืนล่าสัตว์ที่อยู่ในมือของเขา เป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจแบบองคชาติ[his gun gives him symbolic phallic power]) – และการเพาะปลูก(เรามองเห็นทุ่งข้าวและฝูงแกะ). แต่ภาพที่เราเห็น อย่างชัดเจน สามีภรรยา Andrewses ไม่ได้มีส่วนร่วมในแรงงานด้านการเกษตรนี้ – พวกเขาเป็นเจ้าของและได้รับผลประโยชน์จากมัน

 

ในเทอมต่างๆของเพศสภาพ(gender) อีกครั้ง เราได้เห็นถึงภาพของผู้หญิงซึ่งเป็นรองในเทอมของความสูงต่ำ และเธอได้รับการสร้างหรือกำหนดโดยผ่านเครื่องแต่งกายในฐานะที่เป็นแหล่งต้นตอของความพึงพอใจ และการประดับตกแต่ง

 

งานจิตรกรรมสีน้ำมัน ถือเป็นสื่อกลางอันหนึ่งที่นำมาใช้สำหรับชนชั้นสูงเพียงกลุ่มเล็กๆเท่านั้น ซึ่งสามารถจัดหาให้มีได้. อย่างไรก็ตาม ในทางตรงข้าม ภาพถ่ายซึ่งมีขึ้นมาในคริสตศตวรรษที่ 20 นั้น ถือเป็นสื่อกลางที่มีความเสมอภาคอันหนึ่ง ทั้งในเทอมต่างๆของการจัดหาให้มีมันได้กับทุกๆคน และในเทอมของทักษะความชำนาญเกี่ยวกับมัน นั่นคือทุกๆคนสามารถถ่ายรูปได้:

 

“คุณเพียงกดปุ่ม แล้วเราจะทำในส่วนที่เหลือทั้งหมด”, อันนี้เป็นคำโฆษณาของ Kodak ในช่วงแรกๆ

 

แต่ที่เหมือนกันคือ ภาพสื่อพวกนี้ยังคงถูกนำมาใช้เพื่อยกย่องครอบครัวและค่านิยมเกี่ยวกับด้านทรัพย์สินอย่างเป็นทางการ และอันนี้คือหนึ่งในกลไกที่สำคัญสำหรับการบันทึกหลักฐานที่เป็นเรื่องราวของครอบครัวในเชิงบวก โดยผ่านกาถ่ายภาพแบบ snapshot เกี่ยวกับการแต่งงาน, การทำพิธีชำระล้างบาป, เกี่ยวกับวันหยุดต่างๆ, ซึ่งภาพถ่ายเหล่านี้ได้ถูกเก็บรักษาเอาไว้เหนือหิ้งบนเตาผิง และในอัลบัมของครอบครัว

 

2. ย้อมกลับไปที่ภาพถ่ายครอบครัวในสนามหญ้า มันเป็นการเลือกมุม หรือมุมมองที่ต้องการให้รับรู้หรืออ่านอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับภาพถ่ายของครอบครัวนี้ และเป็นองค์ประกอบต่างๆที่ผู้ถ่ายภาพเลือกที่จะละเลย. ฉันอยู่ในภาพนั้น และฉันรู้เรื่องเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาที่อยู่เบื้องหลังภาพดังกล่าว, ความเป็นจริงทั้งหลายถูกซ่อนเอาไว้อยู่เบื้องหลัง พ่อกำลังมีความรักแบบที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรม; ปีหนึ่งมาแล้วที่พ่อแม่รู้สึกแยกห่างจากกัน; เด็กสองคนในภาพไม่มีความสุขเลย; และมันมักเป็นเรื่องที่ต้องเถียงกันเสมอของพวกเด็กๆที่ถูกมอบหมายหน้าที่ให้ไปทำสวน!

 

สิ่งที่ภาพถ่ายภาพนี้ได้เผยออกมาคือ”กระบวนการสร้าง(ภาพ)” ซึ่งรวมถึงสิ่งที่เราอาจพิจารณาว่าเป็นภาพถ่ายที่ไร้เดียงสามากที่สุด – อย่างเช่น ภาพถ่ายแบบ snapshot ของครอบครัว

 

ประการแรก ในหนทางทั่วๆไป ภาพถ่ายแบบฉับพลันทันที(snapshot)เกี่ยวกับภาพครอบครัวได้ถูกสร้างขึ้น เพื่อยกย่องสรรเสริญคุณค่าต่างๆของครอบครัว เป็นการเสนอคำอธิบายเกี่ยวกับครอบครัวนี้;

 

ประการที่สอง ในรายละเอียดเกี่ยวกับภาพที่เฉพาะเจาะจงใดๆ คุณควรจะสามารถมองเห็นอะไรบางอย่างได้อย่างชัดเจนมาก เมื่อพิจารณาถึงว่า คุณได้ถูกนำเสนอและจัดการอย่างไรในการสร้างสื่อ(media construction). คุณรู้อยู่ว่า ความจริงคืออะไรและประวัติศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างต่างๆอันนั้น และทราบเกี่ยวกับปัจจัยหรือองค์ประกอบต่างๆที่กล้อง หรือข้อความสื่อเลือกที่จะใช้และเมินเฉย

 

เรื่องที่เสกสรรค์หรือแต่งขึ้นต่างๆของสื่อ  media fictions

จวบจนถึงบัดนี้ การสนทนากันส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องที่พูดถึงการเก็บหลักฐานด้วยสื่อเกี่ยวกับเหตุการณ์จริงต่างๆ. แล้วส่วนไหนล่ะ ที่เนื้อหาสื่อที่แต่งขึ้นมา(fictional media text) ซึ่งมันมาเข้ากันกับเรื่องนี้?

 

เรื่องที่แต่งหรือเสกสรรค์ขึ้นมาส่วนใหญ่ อ้างถึงโลกของความเป็นจริงที่เราดำรงชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นที่ลอนดอน, ซิดนีย์, ลอสแองเจลิส และอื่นๆ – ซึ่งพวกเราสามารถที่จะสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงได้ระหว่าง”เนื้อหา”กับ”โลก”(the text and the world) เทคนิคต่างๆในการบันทึกภาพยนตร์และวิดีโอนั้น ยังคงเป็นการซ่อนเร้นกระบวนการเกี่ยวกับการสร้าง และพยายามที่จะสร้างเหตุการณ์ต่างๆขึ้นมา โดยการเปิดเผยหรือคลี่คลายออกมาอย่างราบรื่น และดูเป็นธรรมชาติต่อหน้าเรา ด้วยเหตุนี้ เราจึงหลงลืมเกี่ยวกับกระบวนการการสร้างและรู้สึกราวกับว่าเรากำลังเห็นความจริงที่เกิดขึ้นมาอย่างนั้นจริงๆ

 

สัจนิยมหรือความจริงโดยเนื้อในของภาพถ่าย, ภาพยนตร์, และวิดีโอ(ดังที่เราพูดคุยไปก่อนหน้านี้) ทำให้เหตุการณ์ทั้งหลายดูเหมือนจริง(lifelike) และตัวสื่อเอง, ในฐานะที่เป็นตัวกลางในการลำเลียงสาร(carrier of message), กลายเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฎกับสายตาหรือยังคงไม่เป็นที่สังเกต

 

อันนี้มันยอมให้ไอเดียบางอย่าง ค่านิยม และทัศนคติหรือข้อคิดเห็น(สิ่งที่เราจะอ้างถึงต่อไปภายหลัง ในฐานะที่เป็นอุดมคติหรือวาทกรรมต่าง) ปรากฎออกมาอย่างเป็นธรรมชาติจากเรื่องที่เสกสรรค์ขึ้นมา ในหนทางที่เป็นการกำบังหรืออำพรางการสร้าง(masks construction)

 

ด้วยเหตุดังนั้น ถ้าเผื่อว่าเราปรารถนาที่จะเข้าใจว่า เรากำลังถูกจัดการอย่างไร และคุณค่าชนิดใดกำลังถูกนำเสนอกับเรา มันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องมาแกะหรือรื้อถอนสื่อที่ถูกเสกสรรค์ขึ้นมา เช่นเดียวกับสื่อตามข้อเท็จจริง(deconstruct fictional media as well as factual media)

 

มันยังมีความเชื่อมโยงกันระหว่างโปรแกรมรายการที่สร้างขึ้นมา(fiction) กับโปรแกรมรายการที่เป็นข้อเท็จจริงต่างๆ(factual programs) และความเชื่อมโยงเหล่านี้มันเบลอๆ อันนี้หมายถึงความแตกต่างกันอย่างเด่นชัดระหว่าง”ข้อเท็จจริง”และ”เรื่องที่สร้างขึ้น”. “เรื่องที่สร้าง”และเทคนิคต่างๆในการบันทึกหรือการเก็บหลักฐาน มันได้รับการผสมผสานเข้าด้วยกันมากขึ้น

 

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องราวที่เป็น”ข้อเท็จจริง”ซึ่งนำเสนอผ่านโทรทัศน์ จะมีการบันทึกหรือเก็บหลักฐานต่างๆ เพื่อทำให้การเล่าเรื่องเป็นที่รู้สึกชวนติดตามและตื่นเต้นมากขึ้น มีตัวละครหลักต่างๆ และนำเสนอเหตุการณ์ทั้งหลายด้วยสายตาอันหนึ่งที่เป็นค่านิยมของความบันเทิง โดยการใช้ภาพต่างๆที่ตื่นเต้นเร้าใจ และเสียงประกอบที่ดึงดูดจิตใจ(catchy soundtracks)

 

ในทางกลับกัน ภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ที่เป็น”เรื่องซึ่งเสกสรรค์”ขึ้นมา ก็จะใช้เทคนิคการเก็บข้อมูลหลักฐานต่างๆในความสัมพันธ์กับเนื้อหาสาระนั้นๆ ในฐานะที่เป็นการทำงานของกล้องและสไตล์ทางสายตา(visual style). คุณอาจสังเกตว่า ภาพยนตร์ร่วมสมัยต่างๆ บ่อยครั้ง ได้หันไปใช้ฟิล์มภาพขาวดำ หรือใช้กล้องมือถือที่ไม่มั่นคงในการถ่ายทำและลำดับเหตุการณ์ ซึ่งนั่นมีจุดประสงค์ที่จะถ่ายทอดความรู้สึกอันหนึ่งเกี่ยวกับความแท้จริงและเป็นไปอย่างฉับพลันนั่นเอง

 

เทคนิคการทำภาพยนตร์ที่เป็นการบันทึกหรือเก็บหลักฐานเหล่านี้(documentary film-making), สัมพันธ์กับการเป็นตัวแทนการนำเสนอข้อเท็จจริง(factual representation)มากกว่าที่จะให้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น(fiction) ซึ่งใช้งบประมาณที่ต่ำมากสำหรับส่วนขยายนี้ ซึ่งอาจเรียกว่า mockumentary (คำนี้นำมาใช้ล้อคำว่า documentary หมายถึง การบันทึกหรือเก็บหลักฐานจำลอง(เลียนแบบ). คำว่า mock ยังแปลว่าหลอกลวง หรือเยาะเย้ยด้วย)

 

The Blair Witch Project เว็ปไซค์ The Blair Witch ซึ่งได้ถูกนำมาใช้ในฐานะที่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและไม่แพง สำหรับการนำภาพยนตร์ออกขายในตลาด โดยความฉลาดแกมโกงในการทำให้เส้นแบ่งระหว่างข้อเท็จจริงกับเรื่องที่แต่งขึ้นมันเบลอๆ และยิ่งไปกว่านั้น ในบางขอบเขต ภาพยนตร์ดังกล่าว ต่อมา ได้ประสบกับปฏิกริยาย้อนกลับจากบรรดาผู้ดูทั้งหลาย ซึ่งรู้สึกว่า พวกเขาได้ถูกล่อลวงโดยการใช้เล่ห์เหลี่ยมที่ทำให้เชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงเรื่องหนึ่ง

 

สไตล์การบันทึกและการเก็บหลักฐานในเชิงสารคดี(documentary style)นี้ ยังเห็นกันอย่างโจ่งแจ้งด้วยในงานโฆษณาที่ช่ำชองจำนวนมาก และรายการโทรทัศน์อย่างเช่น NYPD Blue (เป็นเรื่องของตำรวจนิวยอร์ค), Wildside และ This Life. บรรดาผู้ผลิตรายการ Frontline ได้ใช้สไตล์การบันทึกภาพแบบสารคดี(documentary styles) และเทคโนโลยีต่างๆในการสร้างผลที่ให้ความรู้สึกสมจริง

 

ผู้ผลิตเหล่านี้รู้สึกว่าการบึกเหตุการณ์หรือการกระทำในลักษณะต่อเนื่อง ราวกับว่าเป็นสถานการณ์ในชีวิตจริงที่ถูกบันทึกเป็นหลักฐาน และการใช้กล้องวิดีโอ Hi-8 camera ซึ่งใช้กันเป็นธรรมเนียมในการสร้างภาพยนตร์สารคดี จะทำให้รายการมีพลังและดูสมจริง

 

ความเบลอหรือความไม่ชัดเจนอันนี้เกี่ยวกับเทคนิคและสไตล์ หมายมุ่งที่จะทำให้ ข้อเท็จจริงผ่านสื่อและสิ่งที่เสกสรรค์ขึ้นมาผ่านสื่อไม่อาจแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน; เรื่องราวผ่านสื่อทั้งคู่นี้ต้องการการรื้อถอนหรือแกะออกมาดูอย่างวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน

 

ความจริงเทียม  Simulations

การสร้างและการยักย้ายเปลี่ยนแปลงของสื่อ อยู่กับเรามาตั้งแต่ภาพถ่ายและภาพยนตร์เริ่มเกิดขึ้น. ยกตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์ข่าวในช่วงแรกๆที่นำเสนอ, ในฐานะความจริง, ซึ่งแสดงภาพเหตุการณ์ของสงคราม, เหตุการณ์ที่เป็นเรื่องของอาชญากรรม, และหายนภัยทางธรรมชาติ ซึ่งบรรดาผู้ชมทั้งหลายต่างยอมรับมันในฐานะที่เป็นความจริง

 

ในที่นี้ อย่างน้อยมีอยู่ 3 สิ่งที่เกิดขึ้น นับจากทศวรรษที่ 1980s เป็นต้นมา ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ดังกล่าว:

 

1. อันแรก, ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น บรรดาผู้ดูทั้งหลายกลายเป็นคนที่อ่านสื่อและรู้เกี่ยวกับสื่อได้ดีขึ้น เป็นเพราะพวกเขาเข้าใจกระบวนการการผลิตสื่อมากขึ้น มันอาจจะไม่ง่ายนักที่จะทำให้พวกเขาเกิดความเข้าใจผิด. มันเป็นท่าทียอดนิยมแบบ cynicism (หรือทัศนคติที่มักจะคิดถึงความเลวร้ายของผู้คนและสิ่งต่างๆ) และรู้สึกคลางแคลงใจเกี่ยวกับความซื่อตรง ความถูกต้องของสื่อ มันเป็นความรู้เท่าทันเกี่ยวกับวิธีการสร้างสื่อหรือความจริงในมุมมองที่สื่อนำเสนอ

 

2. อันที่สอง, เทคโนโลยีเกี่ยวกับการสร้างความจริงยังคงปรับปรุงอยู่เสมอ. ขณะนี้เป็นไปได้โดยผ่านเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ ที่จะประพันธ์ภาพถ่ายต่างๆให้ปรากฎออกมาเป็นจริง แต่อันที่จริงมันไม่ใช่ความจริง

 

Brain Winston ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า “เทคโนโลยีสำหรับการจัดการภาพแบบดิจิตอลกำลังกลายเป็นความยึดติดในสำนักงาน ของบรรดาหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆทั้งหมดอย่างรวดเร็ว”. ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ “ในช่วงฤดูร้อนของปี 1993 สถานะของภาพถ่ายในฐานะหลักฐานได้กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือเป็นเพียงเศษกระดาษ(Winston 1995, p.5)

 

เทคนิคอันนี้(รู้จักกันในฐานะ scitexeing หมายถึงการเสริมแต่ง(retouch – ตกแต่ง) ด้วยดิจิตอล) ได้สร้างความโกลาหลอันหนึ่ง เมื่อบริษัทฟอร์ดในสหราชอาณาจักรโฆษณาในยุโรปตะวันออก. ภาพโฆษณาเดิมในอังกฤษสำหรับบริษัทนี้ ได้ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการทางคอมพิวเตอร์(morph)ด้วยการเปลี่ยนหน้าของคนดำ ให้กลายเป็นคนขาว

 

มีการโวยวายและประท้วงเกี่ยวกับเรื่องนี้ จากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆเกี่ยวกับการนำเสนอที่ผิดพลาด ซึ่งคัดค้านการชำระภาพดังกล่าวให้กลายเป็นสีขาว (ไม่น่าประหลาดใจเลยว่า บริษัทฟอร์ดไม่เต็มใจที่จะอนุญาตให้โปสเตอร์ดั้งเดิมได้รับการนำเสนอในหนังสือเล่มที่แปลนี้). ผลที่ตามมาเกี่ยวกับความสามารถอันนี้ในการยักย้ายเปลี่ยนแปลง(manipulate)ภาพถ่ายต่างๆก็คือ ความจริงผ่านสื่อได้กลายเป็นสิ่งที่เป็นปัญหาและน่าสงสัยมากยิ่งขึ้น

 

3. มีศัพท์ใหม่คำหนึ่งได้เข้ามาสู่การถกเถียงเกี่ยวกับการสร้างสื่อ: นั่นคือคำว่า “ความจริงเทียม”(simulation). ตอนนี้ เราต่างรู้กันว่าสื่อสามารถผลิตความจริงเทียมต่างๆขึ้นมาได้ – สิ่งต่างๆที่ดูเหมือนกับเหตุการณ์ที่เป็นจริง แต่เราต่างรู้ว่ามันไม่ใช่ความจริง – ด้วยความจริงเสมือน(virtual reality)และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์.

 

พวกเราเข้าใจในความจริงเทียมต่างๆ(simulations)เหล่านี้ ในฐานะที่เป็นรูปแบบต่างๆของความจริงที่เหนือธรรมดาหรือ hyper-reality. ความจริงเทียมทั้งหลายนั้นมันแตกต่างไปจากภาพตัวแทนต่างๆ(representations)

 

Jean Baudrillard ได้สร้างความแตกต่างอันหนึ่งระหว่าง”สิ่งที่ปรากฎ”(appearance)กับ”การเป็นตัวแทน”(representation). การเป็นตัวแทนหรือภาพตัวแทนต่างๆ(representations)อ้างอิงถึงความจริง; มันยังคงสืบทอดมาจากเหตุการณ์จริงๆที่อยู่พ้นไปจากกล้องถ่ายรูป หรือกล้องถ่ายวิดีโอ; พวกมันอ้างถึงความเชื่อมโยงอันหนึ่งกับโลกของความจริง และพวกเราเชื่อว่ามันเป็นโลกของความจริงบางส่วนซึ่งอยู่ ณ ที่นั้น

 

ในเชิงเปรียบเทียบ สิ่งที่ปรากฎหรือภาพปรากฎ(appearance)ไม่ได้อ้างว่ามันสืบทอดมาจากบางสิ่งบางอย่างที่พ้นไปจากตัวของพวกมันเอง; พวกมันเพียงอ้างอิงกับภาพที่ปรากฎอื่นๆ(other appearances)เท่านั้น – มันไม่มีความเชื่อมโยงกันโดยตรงกับโลกของความเป็นจริง(ซึ่งเราไม่เคยสามารถรู้ได้)(Baudrillard 1988, p.170). อันนี้คือส่วนหนึ่งของปรัชญาหลังสมัยใหม่. ด้วยเหตุนี้ ความจริงเทียมต่างๆ(simulations), ภาพที่ปรากฎ(appearances) และโลกเสมือนจริง(virtual world)ได้ถูกแยกออกจากความเป็นจริง. ศัพท์ต่างๆเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาทางด้านวัฒนธรรม(cultural studies) ซึ่งถกเถียงกันเกี่ยวกับสิ่งที่สื่อทำขึ้นมา

 

สรุป   Conclusion

ในฐานะนักวิเคราะห์สื่อ มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องรู้เท่าทันกระบวนการเกี่ยวกับการสร้างสื่อ เพื่อถามไถ่ว่า ภาพต่างๆมันได้รับการสร้างขึ้นมาอย่างไร และมุมมองเกี่ยวกับโลกแบบใด ที่เรากำลังถูกเชื้อเชิญให้มองและเผชิญความเป็นจริงของการผลิตต่างๆเหล่านี้. ดังนั้น เราจึงถูกนำเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการรื้อถอน(deconstruction)ภาพต่างๆที่เราจ้องมอง

 

ขออนุญาตกล่าวซ้ำอีกครั้งว่า ทำไมอันนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ:

 

– ในฐานะผู้ผลิตสื่อที่มีศักยภาพ – ไม่ว่าจะเป็น นักเขียนในอนาคต, บรรณาธิการ, ช่างภาพหรือตากล้อง, เว็ปมาสเตอร์ และอื่นๆ – คุณต้องรู้ถึงกลเม็ดหรือเครื่องมือต่างๆทางการค้า: คุณสามารถผลิตภาพต่างๆอย่างไร ที่จะทำให้ผู้ดูน้ำตาไหล โกรธ หรือสนุกสนาน: คุณรื้อถอนสื่อเพื่อที่จะรู้ว่า มีการใช้กล้องอย่างไร, การจัดแสงเป็นอย่างไร, การตัดต่อภาพ, และอื่นๆ เพื่อสร้างผลและความหมายเฉพาะต่างๆออกมา. คุณกำลังเรียนรู้สุนทรียศาสตร์และวิธีการทางเทคนิคเกี่ยวกับสื่อ “ภาษาของสื่อต่างๆ”

 

– ในฐานะนักวิจารณ์ คุณได้ยกระดับความซาบซึ้งของตัวคุณเกี่ยวกับผลิตผลต่างๆของสื่อ โดยผ่านความเข้าใจและวิถีทางที่มันทำงาน; ถัดจากนั้น คุณจึงจะสามารถสื่อสารเรื่องนี้กับคนอื่นๆได้

 

– โดยผ่านการรื้อถอน(deconstruction) คุณจะสามารถมองเห็นทัศนะทางการเมืองและสังคม ซึ่งบ่อยครั้งมักจะแสดงนัยะแฝง แต่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆในการผลิตสื่อต่างๆ. ด้วยเหตุนี้ คุณจึงได้เผยถึงสารที่เป็นอุดมคติและความหมายต่างๆที่บรรจุอยู่ในสื่อ วิธีการที่พวกมันเข้าใจหรือให้ความหมายเกี่ยวกับโลกแก่พวกเรา โดยผ่านการแสดงให้เห็นถึงกระบวนการสร้างต่างๆ ความเกี่ยวพันกับสังคม การเมือง และอุดมคติซึ่งเป็นหัวใจของหนังสือเล่มนี้ ความเข้าใจทัศนะต่างๆของสื่อที่มีต่อโลก ที่เป็นการสร้างขึ้นมาต่างๆนั้น คือกุญแจดอกสำคัญในการวิเคราะห์เรื่องราวเกี่ยวกับสื่อในเชิงอุดมคติ

Read Full Post »

recommendare

Ubonrat

บันทึก

จากรายงานหัวข้อ “วาทกรรม  และ  วงศาวิทยาการปฏิรูปสื่อ”

 

รายงาน  โดย

รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์  

ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ปี 2551-2552

คณะนิเทศศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

พิมพ์เผยแพร่ใน

สื่อวิทยุโทรทัศน์ไทยใต้เงื้อมมือ กสช., กรุงเทพ: สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

และ Friedrich-Ebert-Stiftung (FES), 2548

 

ความมีดังนี้

 

สถานะของการปฏิรูปสื่อวิทยุและโทรทัศน์เดินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง นับจากวันที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ ประกาศใช้ในเดือนตุลาคมเมื่อ ๘ ปีที่แล้ว จุดเปลี่ยนที่ว่านี้ หลายคนมีความเชื่อว่า มีสาเหตุมาจากการก่อตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติหรือ กสช. เพราะคนกลุ่มนี้คือผู้ที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายว่าใครจะได้รับการจัดสรรความถี่ คนที่อยู่ในวงการสื่อสารมวลชนต่างเฝ้าติดตามอย่างใจจดใจจ่อว่า ๗ อรหันต์เป็นคนในโผไหน และจะมีการแบ่งสันปันส่วนคลื่นความถี่ใหม่อย่างไรหรือไม่ หรือจะเข้ามาเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มไหนเป็นพิเศษ

 

แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหนต่างก็มองความเปลี่ยนแปลงจากผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้งทั้งสิ้น สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของคลื่นวิทยุและโทรทัศน์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการหรือผู้รับสัมปทานเอกชน เป้าหมายหลักคือการรักษาสมบัติเดิมเอาไว้ให้ถึงที่สุด ส่วนผู้ที่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ครั้งแรกในรอบ ๕๐ ปีที่ความฝันในการเป็นผู้ดำเนินการหรือประกอบการวิทยุและโทรทัศน์จะกลายเป็นจริงขึ้นมา

 

วาทกรรมสองด้าน : ประชาชนมีสิทธิพูด รัฐห้ามประชาชนพูด

การปฏิรูปสื่อเป็นวาทกรรมใหม่ ที่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมภายหลังเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ๒๕๓๕ เสนอโต้แย้งกับวาทกรรมหลัก (dominant discourse) ของรัฐในเรื่องการเป็นเจ้าของคลื่นความถี่วิทยุและโทรทัศน์ รัฐได้ให้ความหมายและเอกลักษณ์แก่วิทยุและโทรทัศน์ในฐานะเป็นสื่อของรัฐ ตอกย้ำต่อเนื่องหลายสิบปีจนประชาชนรับรู้และรับเชื่อว่า มีเพียงรัฐเท่านั้นที่มีสิทธิเป็นเจ้าของ ความรู้ที่รัฐกำหนดและให้ความหมายเช่นนี้ ถูกถ่ายทอดให้มีสถานะเป็น “ความจริง” (truth) ในขณะเดียวกัน วาทกรรมหลักของรัฐก็ได้ปิดกั้นวาทกรรมอื่น ๆ ไม่ให้มีพื้นที่ทางสังคม รวมทั้งถูกปฏิเสธความชอบธรรมว่าไม่มีสถานะแห่งความจริง และมิใช่ความรู้

 

ปัจจุบัน เรื่องของการปฏิรูปสื่อได้เผยให้เห็นว่ามีความรู้ภาคปฏิบัติการ และมีความรู้ทางทฤษฎีรองรับจนสามารถท้าทายวาทกรรมหลักเรื่องสื่อของรัฐได้ ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องความรู้และอำนาจที่แตกต่างกันระหว่างรัฐและภาคประชาชน ซึ่งในเรื่องนี้จะได้กล่าวถึงต่อไปในส่วนที่สองของบทความ

 

ส่วนแรก : สาระสำคัญของวาทกรรมการปฏิรูปสื่อ

ในส่วนแรกจะกล่าวถึงสาระสำคัญของวาทกรรมการปฏิรูปสื่อ คือวาทกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งมีความเป็นนามธรรมอยู่สูงมาก และเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยากในความเชื่อของชนชั้นนำและปัญญาชน พวกเขาส่วนใหญ่เชื่อว่าประชาชนจะไม่ตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงทรัพยากรคลื่นความถี่โดยตรง แต่การก่อตัวของกระแสความเคลื่อนไหววิทยุชุมชนตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ น่าจะเป็นประจักษ์พยานได้เป็นอย่างดีว่า ประชาชนพร้อมทุกเมื่อในการแสดงตนเป็นเจ้าของสิทธิ และสามารถเข้ามาใช้สิทธิอันชอบธรรมของตนได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 

ปฏิบัติการทางวาทกรรมของกลุ่มวิทยุชุมชนเป็นคลื่นที่ปะทะโดยตรงกับวาทกรรมของรัฐที่ยังคงยึดมั่นอยู่ว่าคลื่นความถี่นั้น มีแต่รัฐที่มีสิทธิเป็นเจ้าของ การพูดและแสดงความคิดเห็นก็มีแต่รัฐที่มีสิทธิหรืออภิสิทธิ์เหนือประชาชนคนธรรมดา ดังนั้น ระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการควบคุมการใช้คลื่นความถี่เพื่อการสื่อสารทางวิทยุและโทรทัศน์ จึงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

 

มิหนำซ้ำ ยังกลับถูกนำมาใช้เพื่อกีดกั้นการใช้สิทธิของภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ พระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๔๙๘ ไปจนถึงมติและคำสั่งที่ลดทอนการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๙ ในเรื่องการพูดและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนผ่านสื่อรูปแบบต่าง ๆ

 

รัฐ ประชาสังคม และภาคประชาชนถือวาทกรรม (discourse) คนละชุด และมีการปฏิบัติการทางวาทกรรม (discursive practice)

 

ด้วยประวัติศาสตร์ กฎเกณฑ์ ความรู้ และอำนาจที่ต่างระดับกัน ในฝ่ายประชาสังคมและภาคประชาชนยึดถือวาทกรรมหลักในเรื่องสิทธิเสรีภาพที่ว่า การพูดและแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ (natural rights) ที่ทุกคนได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด สิทธิเสรีภาพเช่นว่านี้ ครอบคลุมกว้างขวางในเรื่อง “สิทธิเสรีภาพที่จะมีความคิด ความเชื่อ การพูดและการแสดงออกซึ่งความคิดและความเชื่อด้วยวาจา หรือด้วยสื่อ หรือศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ” (ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พ.ศ. ๒๔๙๑ มาตรา ๑๙)

 

บนหลักการพื้นฐานนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ รวมทั้งรัฐธรรมนูญภายใต้ระบบการเมืองแบบรัฐสภาของไทยก่อนหน้านี้ ได้ให้การรับรองและคุ้มครองไว้อย่างชัดแจ้ง หากพิเคราะห์ที่มาและที่ไปของสิทธิเสรีภาพในการคิด เชื่อ และแสดงความคิดเห็น (ซึ่งย่อมจะเหมือนหรือแตกต่างกันมากน้อยอย่างไรก็ได้) จะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของตะวันตก ไม่ใช่เรื่องนำเข้าจากต่างประเทศ หรือไม่ใช่เรื่องที่ไม่เป็นไทย (un-Thai) ดังที่ผู้ปกครองของไทยมักนำมาใช้ตอบโต้ประชาชน หากเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว เหตุใดรัฐธรรมนูญไทยหลายฉบับและรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยจึงถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะต้องมีการบัญญัติและให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลและสื่อมวลชนไว้อย่างกว้างขวาง

 

แท้ที่จริงแล้ว หลักการพื้นฐานที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีสภาพที่ครอบคลุมทั้งสามัญชน ชนชั้นนำและชนชั้นปกครองอย่างเสมอหน้ากันตามนัยแห่งนิติธรรม ดังนั้น จึงหมายความว่าหลักการของสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทำให้แต่ละฝ่ายต่างก็ได้รับความเสมอภาคกันภายใต้การคุ้มครองอย่างเป็นธรรมของกฎหมาย อย่างไรก็ดี หากปราศจากการรับรองสิทธิเสรีภาพในการคิด การเชื่อ และการแสดงความคิดเห็น หรือการคิด อ่าน พูด เขียนเสียแล้ว ชนชั้นนำและชนชั้นปกครองก็จะตกอยู่ในฐานะสูญเสียสิทธิเสรีภาพเช่นเดียวกับสามัญชนคนทั่วไป ที่การพูดหรือการแสดงความคิดเห็นกลายเป็นเรื่องนอกการคุ้มครองของกฎหมายแม่บท

 

แต่ด้วยประวัติศาสตร์วาทกรรมที่แตกต่างกันคนละขั้วระหว่างรัฐกับประชาชน รัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐยังคงมีพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ตนเป็นผู้กำหนดว่าประชาชนมีสิทธิเสรีภาพหรือไม่มีสิทธิเสรีภาพในเรื่องใดบ้าง และในฐานะผู้มอบสิทธิเสรีภาพให้ประชาชนจึงมีอำนาจและอภิสิทธิ์เหนือประชาชน เราจึงเห็นข้อบังคับและระเบียบพิเศษหลายอย่างหลายประการที่ชนชั้นนำและชนชั้นปกครองตราขึ้น เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการพูดและแสดงความคิดเห็นของตน อาทิ

 

พระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๔๙๘

ที่ตั้งอยู่บนวาทกรรมว่ารัฐเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คลื่นแต่เพียงผู้เดียว จึงได้เขียนบทบัญญัติให้อภิสิทธิ์แก่รัฐในการเข้าถึงคลื่นความถี่ และห้ามผู้อื่นที่ไม่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ หากจะทำก็ต้องทำในนามของรัฐในระบบสัมปทาน ซึ่งเท่ากับเป็นการกำหนดมาตรการห้ามประชาชนพูดนั่นเอง นัยของวาทกรรมใน พ.ร.บ. วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์คือ การให้พูดเฉพาะเท่าที่อนุญาต และหากไม่พูดตามที่รัฐให้อนุญาต ก็จะถูกยึดใบอนุญาตคืน ไม่ให้พูดอีกต่อไป

 

กฎข้อบังคับในลักษณะนี้ จึงเท่ากับเป็นการจำกัดสิทธิในการพูดและการแสดงความคิดเห็นอย่างแจ้งชัด รัฐกำหนดประกาศิตว่าจะให้ใครพูดก็ได้ ไม่ให้ใครพูดก็ได้ เมื่อให้พูดแล้ว ยังต้องพูดเท่าที่ขีดเส้นกำหนดไว้ให้เท่านั้น หากพูดเกินเลยออกไป ก็จะถูกตัดสิทธิทันที

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประวัติศาสตร์ความคิดที่ชี้ว่ารัฐคือผู้กำหนดว่าประชาชนมีสิทธิพูดมากน้อยเพียงใดก็ได้แสดงตนออกมาอีก ในคราวนายกรัฐมนตรีพบสื่อมวลชนครั้งแรกเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๔๘ สื่อมวลชนถูกนายกรัฐมนตรียกป้ายบอกว่าคำถามไม่สร้างสรรค์ อันที่จริง สื่อมวลชนเป็นตัวแทนของประชาชนเท่า ๆ กับที่นายกรัฐมนตรีก็เป็นตัวแทนของประชาชนเช่นกัน แต่ในเวทีดังกล่าวสื่อมวลชนถูกกำหนดกรอบการพูดและการถามไว้แล้ว สื่อมวลชนจึงมีหน้าที่ถามเท่าที่นายกรัฐมนตรีอนุญาตให้ถาม นอกเหนือกว่านั้นถือว่าเกินเส้นที่ขีดไว้ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้ถามหรือไม่อนุญาตให้พูด แม้รัฐธรรมนูญจะรับรองสิทธิเสรีภาพในการพูดของสื่อมวลชน แต่ปฏิบัติการทางวาทกรรมของรัฐผ่านอำนาจนายกรัฐมนตรี ยังตรึงติดอยู่กับการใช้อภิสิทธิ์พูดฝ่ายเดียว ถามเอง ตอบเอง ห้ามสื่อมวลชนพูด หรือถาม หรือวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นนอกกรอบ

 

วงศาวิทยาการปฏิรูปสื่อ  วงศาวิทยาการแห่งการต่อสู้ทางอำนาจ

 

กระบวนการปฏิรูปสื่อได้ล้มล้างความเชื่อและจารีตในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ที่รัฐไทยตีกรอบไว้อย่างแน่นหนาตลอดมา อย่างน้อยที่สุด วาทกรรมการปฏิรูปสื่อได้เปิดเผยให้เห็นการผูกขาดครอบครองสื่อของรัฐว่ามีความไม่ชอบธรรมอย่างไรบ้าง

 

การผูกขาดสื่อที่ผ่านมาได้สร้างพลังอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจให้แก่รัฐและบุคคลของรัฐในรูปแบบต่าง ๆ ในและนอกระบบการเมืองและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ปฏิบัติการวาทกรรมของรัฐยังได้สร้างจารีตปฏิบัติ ความคิด ความเชื่อ คุณค่า และสถาบันที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ ขึ้นมา รัฐสามารถสะสมความรู้ และอาศัยระเบียบกฎเกณฑ์จากจารีต ความเชื่อมาใช้จัดการกับความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน ในยามปกติ รัฐสั่งการและสร้างวาทกรรมหลัก ผ่านสื่อของรัฐครอบงำความคิดประชาชน ในยามวิกฤตสื่อของรัฐทำงานในลักษณะบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร เพื่อคงอำนาจครอบงำของวาทกรรมหลักไว้

 

ส่วนที่สอง ประยุกต์แนวคิดมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) มาใช้กับเรื่องการปฏิรูปสื่อ

ส่วนที่สองของบทความจะนำเอาแนวความคิดของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) นักวิชาการชาวฝรั่งเศสที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความรู้ (knowledge) และอำนาจ (power) ในการต่อสู้ของวาทกรรมและปฏิบัติการทางวาทกรรมมาประยุกต์ใช้กับเรื่องการปฏิรูปสื่อโดยย่อ อาศัยวิธีศึกษาที่เรียกว่า Genealogy หรือวงศาวิทยาตามที่ธงชัย วินิจจะกูล (๒๕๓๔) บัญญัติศัพท์ไว้ เพื่อวิเคราะห์ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและความรู้ที่เกิดขึ้นในเรื่องการปฏิรูปสื่อ และชี้ให้เห็นถึง “วิทยุชุมชน” ซึ่งเป็นสิ่งที่ใหม่ที่ปรากฏตัวขึ้น (emergence)

 

แม้ว่าความรู้เกี่ยวกับวิทยุชุมชนจะเป็นความรู้ใหม่สำหรับสังคมไทย แต่กลับมีพลังอำนาจในการต่อกรกับรัฐ เนื่องจากอำนาจที่แฝงอยู่ในความรู้เรื่องนี้มีเหนือความรู้ที่รัฐมีอยู่ สิ่งที่สังคมเคยเชื่อว่าเป็นความจริง และมีอำนาจครอบงำเหนือสังคมกำลังถูกสั่นคลอน เพราะพลังของอำนาจที่แนบเนื่องมากับความรู้ชุดใหม่นี่เอง

 

ในอดีตที่ผ่านมา รัฐมีความรู้และมีอำนาจในเรื่องการควบคุมสื่อวิทยุและโทรทัศน์อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รัฐมีทั้งกฎหมายและหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางสถาบัน (institutional apparatus) และมีเทคนิควิธีการ (techniques) ที่ใช้ในการควบคุมหรือลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎระเบียบต่าง ๆ เครื่องมือเหล่านี้ปรากฏอยู่ในรูปของ กฎหมาย ระเบียบ มาตรการการดำเนินงาน อาทิ ระเบียบเรื่องใบอนุญาตผู้ประกาศ ใบอนุญาตผู้ผลิตรายการ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอำนาจแฝงฝังอยู่ เป็นกลยุทธ์ในเชิงความสัมพันธ์ของอำนาจที่ต้องมีความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นฐานสนับสนุน

 

เช่นเรื่องใบอนุญาตผู้ประกาศ อาศัยความรู้ในเรื่องการอ่านและพูดออกเสียงภาษาไทย และรัฐโดยกรมประชาสัมพันธ์ คือผู้มีอำนาจกำหนดว่าการออกเสียงที่ถูกต้องคือการออกเสียงแบบไหน ผู้ที่สอบไม่ผ่านหรือไม่มีใบอนุญาต จะไม่มีสิทธิในการเป็นผู้ประกาศหรือผู้ผลิตรายการ

 

ในความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และอำนาจนั้น มีข้อน่าสนใจว่า อำนาจต้องได้รับการสนับสนุนจากความรู้ แต่ในขณะเดียวกัน อำนาจก็เป็นตัวกำหนดด้วยว่าอะไรคือความรู้ อะไรไม่ใช่ความรู้ และมีเพียงความรู้บางลักษณะเท่านั้น จึงจะถูกยอมรับว่าเป็นความรู้ที่ถูกต้อง ใช้ได้ และเป็นความจริง เช่น แม้ว่าผู้ประกาศบางคนจะมีความรู้ภาษาถิ่นเป็นอย่างดี อ่านและพูดได้ชัดเจน ถูกต้อง และไพเราะ แต่กลับเป็นความรู้ที่รัฐขีดกั้นว่า ภาษาถิ่นไม่ใช่ความรู้สำหรับการเป็นผู้ประกาศทางวิทยุและโทรทัศน์ เช่นนี้แล้ว ภาษาไทยกลางจึงเป็นความรู้เพียงหนึ่งเดียวที่ถูกต้อง มีสถานภาพเป็นความรู้ที่เป็นความจริงไปด้วยพร้อมกัน

Chart

แผนภูมิวงศาวิทยาการปฏิรูปสื่อในสังคมไทย (๒๕๓๕ – ๒๕๔๘) แสดงให้เห็นการปรากฏการณ์ซึ่งเป็นสาแหรกคู่ขนานที่นำมาสู่การปฏิรูปสื่อ สาแหรกหนึ่งคือการเรียกร้องผู้นำประชาธิปไตยในเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ๒๕๓๕ และการเคลื่อนไหวปฏิรูปการเมือง ซึ่งนำไปสู่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐อีกสาแหรกหนึ่งคือ การที่รัฐบิดเบือนข้อมูลข่าวสารและผูกขาดการครอบครองสื่อ ซึ่งนำมาสู่บทบัญญัติในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน (มาตรา ๓๙) สิทธิในการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ของประชาชน (มาตรา ๔๐) และสิทธิของนักสื่อสารมวลชนในการพูดความจริงตามจรรยาบรรณวิชาชีพ (มาตรา ๔๑)การเผยตัวของวาทกรรมการปฏิรูปสื่อ บนฐานความรู้และอำนาจชุดใหม่ที่ว่า คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสาธารณะของประชาชนและสังคมไทย และทุกคนมีสิทธิเข้าถึงทรัพยากรคลื่นความถี่ได้โดยตรง เป็นวาทกรรมที่หักล้างวาทกรรมหลักของรัฐลงอย่างสิ้นเชิง เป็นการปฏิเสธอำนาจของรัฐในการผูกขาดการเป็นเจ้าของคลื่นความถี่และการเป็นเจ้าของสื่อของรัฐ

 

ความเคลื่อนไหวเพื่อปฏิบัติการทางวาทกรรมของการปฏิรูปสื่อตามมาตรา ๔๐ ได้เผยตัวออกมาเป็นปฏิบัติการทางวาทกรรม ๓ กลุ่ม คือ

๑. การยกร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
๒. การสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.)
๓. การก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนในจังหวัดต่าง ๆ

 

ปฏิบัติการทางวาทกรรมของการปฏิรูปสื่อเรื่องแรก รัฐจำเป็นต้องออกกฎหมายลูกรองรับมาตรา ๔๐ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ต้องมีกฎหมายภายใน ๓ ปี ในกระบวนการร่างกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มีการต่อสู้ของวาทกรรม ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการเห็นการปฏิรูปอย่างถอนรากถอนโคน ประกอบด้วยตัวแทนของส่วนราชการกลไกรัฐที่เป็นเจ้าของคลื่น เสนอให้สาระสำคัญของกฎหมาย มุ่งที่การจัดตั้งองค์กรอิสระกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่เพียงองค์กรเดียว ทำหน้าที่ดูแลทั้งการใช้คลื่นเพื่อกิจการโทรคมนาคมและกิจการวิทยุ-โทรทัศน์

อีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายนักวิชาการ ต้องการให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ กำหนดเนื้อหาในเรื่องการประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์เป็นประเด็นหลัก เพื่อให้มีการวางกรอบกติกาในการปฏิรูปสื่อไว้ในกฎหมาย และให้แยกองค์กรกำกับดูแลออกเป็น ๒ องค์กร คือองค์กรหนึ่งกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม อีกองค์กรหนึ่งกำกับดูแลกิจการวิทยุและโทรทัศน์
ผลของการต่อสู้ระหว่างวาทกรรมฝ่ายปฏิรูปและฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิรูป ทำให้พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ๒๕๔๓ มุ่งไปที่สาระในเรื่องการจัดตั้งองค์กรอิสระเป็นด้านหลัก และละเลยเนื้อหาในเรื่องการประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ทั้งหมด กลายเป็นข้ออ้างของรัฐบาลและกรมประชาสัมพันธ์ ที่ยังคงนำพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาบังคับใช้ แม้ว่าจะขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ก็ตาม

 

ในการจัดทำพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ๒๕๔๓ ฝ่ายปฏิรูปสื่อสามารถเสนอหลักการสำคัญ ๓ เรื่องเป็นวาทกรรมใหม่ในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ๒๕๔๓ ได้สำเร็จ ได้แก่เรื่องการจัดตั้งองค์กรอิสระ ๒ องค์กร ในการกำกับดูแลการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ คือคณะกรรมกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)

 

เรื่องการจัดประเภทผู้ประกอบการกิจการวิทยุและโทรทัศน์ที่ให้แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน และเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ให้แก่ภาคประชาชน (มาตรา ๒๖)

 

ผลจากการออกพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ๒๕๔๓ ทำให้องค์ประกอบของวาทกรรมหลักของรัฐ ในการควบคุมและครอบงำสื่อวิทยุและโทรทัศน์เริ่มถูกสั่นคลอน อำนาจในการจัดการทรัพยากรในแบบที่เคยปฏิบัติมา ถูกท้าทายด้วยอำนาจและความรู้ใหม่ในกฎหมายฉบับนี้ ดังจะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวเรื่องวิทยุชุมชนที่จะกล่าวถึงต่อไป

 

ปฏิบัติการทางวาทกรรมของการปฏิรูปสื่อเรื่องที่สอง คือเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ในระยะแรกหลังจากที่กฎหมายประกาศใช้ รัฐและองค์กรภาคประชาสังคมได้ให้ความสนใจเรื่องการสรรหาคณะกรรมการ กสช. เป็นอย่างมาก เรื่องนี้จึงเป็นเวทีปฏิบัติการทางวาทกรรมของฝ่ายปฏิรูปสื่อและฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิรูปสื่อ ที่ต้องการช่วงชิงพื้นที่ในคณะกรรมการ กสช. ๗ ที่นั่งมาเป็นของฝ่ายตนให้ได้มากที่สุด ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และอำนาจในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างกรรมการสรรหา และผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ กสช.

 

ฝ่ายปฏิรูปสื่อได้อาศัยข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนของกรรมการสรรหา และผู้สมัครหลายคนเป็นแนวการต่อสู้ทางวาทกรรม และนำความรู้ดังกล่าวไปพึ่งอำนาจศาลปกครองในการวินิจฉัยชี้ขาดว่ากระบวนการสรรหาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อีกด้านหนึ่ง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีอาศัยอำนาจในฐานะผู้รับหน้าที่จัดการสรรหา ร่วมกับคณะกรรมการสรรหา ทำการช่วงชิงความชอบธรรมและยืนกรานว่าการสรรหาเป็นไปโดยชอบแล้ว

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ หลังจากล่วงเลยมาเกือบ ๕ ปี คณะกรรมการสรรหาได้เสนอรายชื่อผู้ผ่านการสรรหา ๑๔ รายไปยังวุฒิสภา เพื่อเลือกผู้สมัคร ๗ รายเป็นกรรมการ กสช. คาดว่าการคัดเลือกจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน ๒๕๔๘ (ขณะที่เผยแพร่บทความชิ้นนี้ การคัดเลือกดังกล่าวได้เสร็จสิ้นลงแล้ว – บรรณาธิการ)

 

ปฏิบัติการทางวาทกรรมของการปฏิรูปสื่อเรื่องที่สาม คือการก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนในจังหวัดต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าในระหว่างที่เวทีการสรรหากรรมการ กสช. กำลังมีการต่อสู้อย่างเข้มข้น ภาคประชาชนเริ่มก่อการเคลื่อนไหวจัดตั้งวิทยุชุมชนขึ้น และค่อย ๆ ขยายตัวไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ภายในเวลา ๒ ปีมีสถานีก่อตั้งขึ้นกว่า ๑๐๐ แห่ง แต่ในปริมณฑลของศูนย์กลางอำนาจเช่นกรุงเทพมหานคร กลับปรากฏว่าไม่มีสถานีวิทยุชุมชนในระยะแรกนี้ การเผยตัวของนวัตกรรมใหม่เช่นวิทยุชุมชน จึงเกิดขึ้นในขอบเขตที่อยู่ไกลจากสายตา และการควบคุมอันเข้มงวดของรัฐชั่วขณะหนึ่ง

 

ภาคประชาชนถูกปรามาสแต่แรกว่าขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องรายการวิทยุ เรื่องการบริหารจัดการ และเรื่องเทคนิค ซึ่งหมายถึงการสร้างเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียง และการติดตั้งอุปกรณ์ห้องส่งวิทยุ และข้อสำคัญเรื่องเงินทุนในการการก่อตั้งสถานี คำถามที่เกิดขึ้นคือ สถานีวิทยุที่ตั้งอยู่บนหลักการคลื่นของประชาชน ดำเนินการโดยประชาชน เพื่อประชาชนจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าไม่มีเงินรายได้จากค่าโฆษณา แต่ด้วยการสนับสนุนของภาคประชาสังคม และภาคประชาชนด้วยกันเองในด้านเงินทุนและความรู้ การจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนของภาคประชาชนจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อความรู้ในด้านต่าง ๆ ถูกนำมาบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างถูกต้อง สถานีวิทยุชุมชนจึงเริ่มออกอากาศ

 

“บัดนี้ ประชาชนมีเสียงแล้ว ประชาชนพูดได้แล้ว”

เสียงที่ออกอากาศในวิทยุชุมชนทุกเสียง เป็นเสียงที่สร้างพลังอำนาจให้แก่ประชาชนและชุมชนอย่างไม่อาจประเมินค่าได้ ที่สุดแล้ว ความรู้และอำนาจที่ถูกผนึกเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่นส่งผลให้ประชาชนเป็นอิสระจากการครอบงำของวาทกรรมหลัก ความเกรงกลัวกฎหมายหรือมาตรการลงโทษของรัฐมลายหายไป มิใช่เพราะว่าประชาชนไม่เคารพกฎหมาย หรือดื้อแพ่งต่อรัฐอย่างปราศจากเหตุผล หากเป็นเพราะประชาชนมีความเชื่อมั่นในกฎหมายแม่บท ที่อยู่เหนืออำนาจของกฎหมายอื่น ๆ ที่เป็นกฎหมายชั้นรองลงมา

 

ทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ยังเป็นกฎหมายที่ประชาชนได้ร่วมเคลื่อนไหวผลักดัน มีส่วนเป็นเจ้าของอย่างเต็มภาคภูมิ จึงเป็นเครื่องประกันสิทธิเสรีภาพที่มีสถานะเป็น “ความจริง” โดยนัยนี้ วาทกรรมเรื่องสิทธิเสรีภาพ และการจัดตั้งวิทยุชุมชนจึงเผยตัวออกมาเป็นวาทกรรมหลัก และถูกหยิบยกขึ้นมาเทียบชั้นกับวาทกรรมของรัฐ

 

เสียงของประชาชนที่เคยถูกปิดกั้นให้เงียบสนิทได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ประชาชนสามารถเปล่งเสียง “สัจจะวาจา” ออกมาได้อย่างเสรี กำแพงหนาทึบที่รัฐผูกขาดครอบครองสื่อถูกทลายลง ด้วยอำนาจของความจริงที่ได้เผยตัวขึ้นมาอย่างกระจ่างแจ้ง รัฐจึงไม่อาจอ้างความชอบธรรมใด ๆ มาผูกขาดการเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ได้อีกต่อไป

 

ถึงแม้ว่าอำนาจของวาทกรรมหลักของรัฐจะขาดพลังไป แต่รัฐก็ใช้ความพยายามอย่างสูงในการเข้าควบคุมการขยายตัวของวิทยุชุมชนนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ เป็นต้นมา โดยการอ้างอิงหลักกฎหมายเดิมที่ห้ามประชาชนเข้าถึงคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ และอ้างจารีตของการใช้กฎหมายว่า ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายลูก ประชาชนไม่สามารถก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนได้ เท่ากับเป็นการถอยกลับไปยังอดีตอันไกลโพ้นในยุคศักดินา และยุคเผด็จการทหารที่ไม่อนุญาตให้ประชาชนพูด

 

ส่วนประชาชนขัดขืนการปิดกั้นของรัฐ ด้วยการอ้างวาทกรรมใหม่ที่เป็นกฎหมายสูงสุดคือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ประชาชนเชื่อว่ารัฐธรรมนูญมีอำนาจและมีความศักดิ์สิทธิ์ในการคุ้มครองวิทยุชุมชน แต่เนื่องจากประชาชนขาดการสนับสนุนจากสถาบันและจารีตใหม่ ๆ ที่เพิ่งมีการริเริ่มขึ้น ขณะที่รัฐมีสถาบันและจารีตต่าง ๆ เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น ภาคประชาชนจึงต้องแสวงหากลไกที่คาดว่าจะให้ความชอบธรรมแก่ปฏิบัติการทางวาทกรรมของประชาชน ได้แก่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนักวิชาการ ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นต้องยอมรับภาคประชาชน และมีมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ รับรองจุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชน ดังนี้

 

มาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราวรับรองวิทยุชุมชน
ฉบับภาคประชาชนและสำนักงานปลัดฯ สำนักนายกฯ

ภาคประชาชน สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ นักวิชาการ นักวิชาชีพ และองค์กรพัฒนาเอกชน ได้ร่วมกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง จัดทำมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราววิทยุชุมชนขึ้น มีสาระหลักสำคัญคือให้มีคณะกรรมการที่ขึ้นมาทำหน้าที่กำกับดูแลที่มาจาก 3 ฝ่าย ได้แก่

1. ตัวแทนสหพันธ์วิทยุชุมชนหรือภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง
2. นักวิชาการ
3. หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
ให้คณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินการวิทยุชุมชนและรับขึ้นทะเบียน

 

มติคณะรัฐมนตรี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ อนุญาตให้มีจุดผ่อนผันสำหรับวิทยุชุมชน ในระหว่างเปลี่ยนผ่านจากระบอบเก่าสู่ระบอบใหม่ หรือวาทกรรมใหม่ในการปฏิรูปสื่อ โดยให้ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะภาคประชาชน มีส่วนร่วมในการดูแลการดำเนินการวิทยุชุมชน นับเป็นนิมิตรใหม่ที่ให้ประชาชนและรัฐใช้อำนาจร่วมกัน เพื่อสนับสนุนหลักการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน

แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติการทางวาทกรรมที่มีอำนาจไม่เท่าเทียมกัน เช่น รัฐกับประชาชน ฝ่ายที่ด้อยอำนาจย่อมเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ และตกอยู่ในสภาพที่จะถูกจัดการไม่ให้ลุกขึ้นมาท้าทายวาทกรรมหลัก ในกรณีของวิทยุชุมชนที่กล่าวข้างต้น การต่อสู้ระหว่างวาทกรรมใหม่ของประชาชนกับวาทกรรมหลักของรัฐที่สถาปนามายาวนาน เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนยืดเยื้อ เนื่องจากรัฐไม่ต้องการให้วิทยุชุมชนดำเนินการอย่างอิสระ จึงได้ใช้กลไกของกฎหมายและสถาบันอำนาจต่าง ๆ ที่แวดล้อมเรื่องคลื่นความถี่และวิทยุ-โทรทัศน์ทั้งหมด มาจัดการเพื่อบังคับให้ประชาชนสยบยอมและกลับมาเป็นผู้อยู่ใต้อำนาจอีกครั้ง

อันที่จริง การใช้กลไกทางกฎหมายผนวกกับกลไกทางการเมืองในการเข้ามาจัดการควบคุมวิทยุชุมชนในช่วงปลายปี ๒๕๔๕ ถูกตอบโต้โดยภาคประชาชนจนรัฐต้องกลับไปคิดหาเทคนิควิธีการใหม่ กล่าวคือคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า ให้จัดทำวิทยุชุมชนได้ แต่ให้ผ่าน อบต. และให้อยู่ในการควบคุมของกรมประชาสัมพันธ์ ภาคประชาชนอ่านกฎหมายและตีความด้วยประสบการณ์ได้ไม่ยากว่าวิทยุ อบต. เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐระดับท้องถิ่น วิทยุ อบต. จึงเป็นเพียงสาขาของวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่วิทยุชุมชนในความหมายที่เป็นวิทยุของภาคประชาชนที่เป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐและทุน ข้อเสนอของรัฐบาลให้เปลี่ยนวิทยุชุมชนเป็นวิทยุ อบต. เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชนจึงตกไป

 

มาตรการและหลักเกณฑฺ์ชั่วคราววิทยุชุมชน
ฉบับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ตามคำร้องขอของกรมประชาสัมพันธ์ ตุลาคม 2545

กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งได้เตรียมโครงการวิทยุ อบต. สำหรับการจัดระเบียบวิทยุชุมชนไม่เห็นด้วยกับมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราวตามมติที่ประชุมของสำนักปลัดฯ ที่เกิดจากมติคณะรัฐมนตรี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ได้ส่งเรื่องไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความใหม่

ผลการตีความของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีสาระสำคัญสอดคล้องกับโครงการวิทยุ อบต. ของกรมประชาสัมพันธ์ทั้งหมด คือ

๑. การดำเนินการวิทยุชุมชนสามารถดำเนินการได้โดยผ่าน อบต.
๒. การดำเนินการวิทยุชุมชนในระหว่างยังไม่มี กสช. สามารถทำได้โดยการออกอากาศในนามกรมประชาสัมพันธ์ เครื่องส่งที่ใช้ก็ต้องจดทะเบียนในนามกรมประชาสัมพันธ์เช่นกัน
๓. ผู้บริหารจัดการสถานีและผู้ประกาศต้องผ่านการฝึกอบรมจากกรมประชาสัมพันธ์ รวมถึงต้องมีการตรวจสอบการดำเนินรายการจากกรมประชาสัมพันธ์ด้วย

 

เมื่อเรื่องวิทยุ อบต. ใช้ไม่ได้ผล รัฐได้คิดหาวิธีการต่อไปอีก ในคราวนี้ใช้เทคนิควิธีการ ๒ ด้าน คือการใช้กลไกระดับบน ควบคู่กับกลไกระดับนโยบายและแผน ได้แก่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการกฤษฎีกา กรมประชาสัมพันธ์ และกรมไปรษณีย์โทรเลข โดยให้กรมประชาสัมพันธ์นำเอามติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้ว กลับไปให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาลงมติใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อลบล้างมติวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ที่สนับสนุนการดำเนินการวิทยุชุมชนของภาคประชาชน ดังรายละเอียดข้างล่างนี้

 

กลไกรัฐปฏิบัติการแก้มติคณะรัฐมนตรี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕


10 ก.พ. 46 – สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นต่อข้อหารือของกรมประชาสัมพันธ์ กรณีการดำเนินการวิทยุชุมชน

 

31 มี.ค. 46 – (ข่าว นสพ.มติชน น.5) คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายและระบบราชการ) ซึ่งมีนายวิษณุ เครืองาม เป็นประธาน มีมติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ไม่เห็นด้วยกับร่างมาตรการหลักเกณฑ์ชั่วคราว จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนที่คณะทำงานฯ ซึ่งมีนายบุญเลิศ ศุภดิลก ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเป็นผู้ร่างขึ้น ร่วมกับตัวแทนนักวิชาการและสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ แต่มีมติให้ไปใช้แนวทางของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการกลาง ประกอบด้วย ผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์ กรมไปรษณีย์โทรเลข สำนักงานปลัดฯ เพื่อกำกับดูแล โดยให้ผู้ต้องการจะดำเนินการวิทยุชุมชน แสดงความต้องการผ่าน อบต. เพื่อนำเสนอคณะกรรมการกลางพิจารณาผู้เหมาะสมที่จะดำเนินการวิทยุชุมชน ทั้งนี้กรมประชาสัมพันธ์และกรมไปรษณีย์โทรเลข จะร่วมกันตรวจสอบมาตรฐาน เครื่องส่งที่จะใช้งบประมาณของ อบต. และจดทะเบียนในนามของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์มีนโยบายจัดให้ใช้สถานีวิทยุของกรมที่ส่งกระจายเสียงอยู่ หรือใช้สถานีวิทยุย่อยที่จัดตั้งขึ้นใหม่ โดยกรมประชาสัมพันธ์จะเป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินรายการวิทยุชุมชนแต่ละสถานี ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์จะผ่อนปรนระเบียบข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของประชาชน

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ เท่ากับเป็นการล้มข้อตกลงระหว่างสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ ที่มีการจัดตั้งวิทยุชุมชนไปแล้วกว่า 140 สถานีกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีการตกลงกัน และยกร่างเป็นหลักเกณฑ์ชั่วคราวขึ้น และจากมติฯ ดังกล่าว จะส่งผลให้กรมประชาสัมพันธ์มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว ในการควบคุมการดำเนินการวิทยุชุมชน ซึ่งขัดต่อแนวทางการปฏิรูปสื่อ ที่ต้องการให้ชุมชนมีอิสระในการจัดการวิทยุชุมชนของตนเอง

 

17 เม.ย. 46 – คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภาเชิญ ดร.บุญเลิศ ศุภดิลก ในฐานะประธานคณะทำงานกำหนดมาตรการ เพื่อควบคุมดูแลการใช้คลื่นความถี่ของวิทยุชุมชน เข้าให้ข้อมูลกรณีมติของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายและระบบราชการ) และความเห็นของสำนักงานปลัดสำนักสำนักนายรัฐมนตรี เรื่อง มาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราววิทยุชุมชน

 

4 พ.ค. 46 – คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภา เชิญตัวแทนกรมไปรษณีย์โทรเลข เข้าให้ข้อมูลกรณีมติของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายและระบบราชการ) และความคิดเห็นของกรมไปรษณีย์โทรเลขเรื่องมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราววิทยุชุมชน

 

11 พ.ค. 46 – คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภา เชิญ ดร.วิษณุ เครืองาม ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายและระบบราชการ) เข้าให้ข้อมูลกรณีมติของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายและระบบราชการ) เรื่องมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราววิทยุชุมชน ซึ่งดร.วิษณุได้พูดถึงนโยบายของรัฐบาลว่า มีนโยบายให้ผ่อนปรนการดำเนินการตาม พรบ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 สำหรับการดำเนินทดลองออกอากาศวิทยุชุมชนของภาคประชาชน และจะเร่งดำเนินการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. โดยเร็ว

 

24 มิ.ย. 46 – ครม. มีมติเรื่องมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราวจุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชน ดังนี้

1. เห็นควรมอบให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เร่งรัดดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ให้เสร็จเรียบร้อยโดยเร็ว
2. เห็นควรมอบให้กรมประชาสัมพันธ์ ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในฝ่ายบริหารและมีสถานีวิทยุกระจายเสียงในสังกัด รับไปพิจารณาจัดสรรเวลาให้ชุมชนได้ใช้ออกอากาศให้มากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อทดแทนการที่ประชาชนหรือชุมชนต้องตั้งสถานีวิทยุขึ้นเอง

 

3. โดยที่ร่างมาตรการและหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้ คณะทำงานได้ยกร่างขึ้นในระหว่างกรมประชาสัมพันธ์หารือปัญหาข้อกฎหมาย ไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงเห็นควรให้กรมประชาสัมพันธ์รับร่างมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราวในเรื่องนี้ และข้อสังเกตของสำนักนายกรัฐมนตรีไปพิจารณาว่า จะสามารถดำเนินการตามมาตรการและหลักเกณฑ์ดังกล่าว ให้เหมาะสมสอดคล้องรองรับ กสช. และ กทช. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เพียงใดหรือไม่ โดยให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปประกอบการพิจารณา และให้เชิญผู้แทนกรมไปรษณีย์โทรเลขไปร่วมพิจารณาด้วย

เมื่อมีการนำร่างเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2546 ได้มีการตัดตัวแทนสหพันธ์วิทยุชุมชนออกไป คงเหลืออยู่แต่ตัวแทนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและนักวิชาการเท่านั้น

 

30 ก.ค. 46 – กรมประชาสัมพันธ์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการร่างมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราวจุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชน

ที่มา : คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.), ๒๕๔๗

 

จะเห็นได้ว่าขั้นตอนในการปฏิบัติการแปรรูปมติคณะรัฐมนตรีรวมระยะเวลาทั้งสิ้น ๖ เดือน ใช้กระบวนการตีความทางกฎหมาย และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อหาเทคนิควิธีการจัดการควบคุมภาคประชาชน ในระหว่างนั้น คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภาได้เข้ามาค้ดง้างการจัดการของรัฐ แต่ก็ขาดกลไกอื่น ๆ ที่มีอำนาจมาช่วยสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมาธิการ ผลลัพธ์จากการต่อสู้ของวาทกรรมภาคประชาชนและรัฐในเวทีระดับนโยบาย จึงปรากฏข้อสรุปเป็นมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ ที่ตัดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนออกไป และยกอำนาจให้กับกรมประชาสัมพันธ์ในการวางหลักเกณฑ์ควบคุมวิทยุชุมชนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

 

สาระสำคัญอีกข้อหนึ่งในมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ คือการที่ระบุให้ “กรมประชาสัมพันธ์ ส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในฝ่ายบริหาร และมีสถานีวิทยุกระจายเสียงในสังกัด รับไปพิจารณาจัดสรรเวลาให้ชุมชนได้ใช้ออกอากาศให้มากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อทดแทนการที่ประชาชนหรือชุมชนต้องตั้งสถานีวิทยุขึ้นเอง” ซึ่งตีความหมายเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากว่า รัฐไม่ต้องการให้ประชาชนจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชน แต่ต้องการให้ไปใช้เวลาของสถานีวิทยุในหน่วยงานของรัฐ

 

จากมติคณะรัฐมนตรี ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ ที่แปรรูปแล้ว คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) ได้จัดทำมติจัดระเบียบวิทยุชุมชนโดยให้มาจดทะเบียนกับ กกช. และให้โฆษณาได้ ๖ นาที/ชั่วโมง ซึ่งเป็นการปรับกลยุทธ์มาเป็นกึ่งควบคุม และเปิดโอกาสให้ระบบทุนเข้ามาร่วมจัดการกับวิทยุชุมชนด้วยอีกแรงหนึ่ง

 

วาทกรรมในรูปรัฐผนวกทุน มีประสิทธิผลในการส่งเสริมให้วิทยุชุมชนขยายตัวแบบก้าวกระโดด เกิดการลงทุนโดยกลุ่มเอกชน กลุ่มนักการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับชาติ รวมทั้งนักวิทยุ-โทรทัศน์นับพันสถานี มาตรการจัดการกับวิทยุชุมชนลำดับสุดท้ายของรัฐ ได้สร้างความโกลาหลขนานใหญ่ในสายตาของรัฐ เพราะมาตรการใหม่นี้ ทำให้มีบรรยากาศการแย่งชิงจับจองคลื่นความถี่ที่อยู่เหนือการคาดการณ์ พร้อม ๆ กับที่วิทยุชุมชนถูกแปรเปลี่ยนเป็นวิทยุพาณิชย์ไปในทันที ด้วยการโฆษณาสินค้าตามมติของ กกช. แต่สถานีวิทยุส่วนใหญ่กลับไม่ได้ไปจดทะเบียนกับกรมประชาสัมพันธ์

 

ประการสำคัญมติ กกช. มีสาระที่ขัดแย้งกับมติคณะรัฐมนตรี ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ ที่ต้องการให้หน่วยราชการที่มีสถานีวิทยุให้เวลาแก่ชุมชนในการออกอากาศ ไม่ใช่ให้มีการจัดตั้งสถานีเพิ่มมากขึ้น ในอำนาจรัฐด้วยกันเองก็เห็นความแตกร้าวของวาทกรรม การช่วงชิงอำนาจ และการใช้กลยุทธ์แอบแฝง

 

ถึงปัจจุบันคณะกรรมการ กกช. ได้บิดเบนวาทกรรมการปฏิรูปสื่อของภาคประชาชนและหลักการวิทยุชุมชนให้กลายพันธุ์เป็นวิทยุพาณิชย์ สาแหรกของวาทกรรมที่เพิ่มขึ้นมาอีกสาแหรกหนึ่งมีลักษณะที่สร้างความสับสนและขัดแย้งในระหว่างกลุ่มวิทยุชุมชน

 

อย่างไรก็ดี ข้อที่น่าสนใจคือเมื่อมีผู้ปฏิบัติการวาทกรรมเพิ่มมากขึ้น ก็มีความแตกต่างหลากหลายของความคิด และวิธีการดำเนินการวิทยุชุมชน / วิทยุพาณิชย์ขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย อำนาจและความรู้เรื่องวิทยุชุมชน ได้กระจายออกไปสู่ภาคประชาชนและภาคเอกชนหลายกลุ่ม การออกอากาศด้วยกำลังส่งสูง รูปแบบและสาระของรายการ รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นที่อิสระเสรี จากเรื่องศาสนาถึงความบันเทิง จากเรื่องการเมืองถึงวัฒนธรรม จากเรื่องชุมชนและท้องถิ่นไปถึงเรื่องระดับชาติ จากเรื่องการพัฒนาถึงการวิจารณ์การเมือง ทำให้เนื้อหารายการวิทยุชุมชนมีความสดใหม่และแหลมคม ผิดจากสื่อกระแสหลักที่เซ็นเซอร์ตนเองอย่างหนักเพื่อให้อยู่รอด ภายใต้สถานการณ์ที่กำลังเผชิญหน้ากับการถูกคุกคามและควบคุมจากรัฐ

 

การจัดระเบียบวิทยุชุมชนอย่างเข้มข้นจึงติดตามมาอีกระลอกหนึ่ง หลังจากที่เคยจับกุมคุณเสถียร จันทร ผู้ดำเนินการสถานีวิทยุชุมชนอ่างทองเมื่อปี ๒๕๔๖ (ดูรายละเอียดในภาคผนวก) ในคราวนี้ รัฐได้อ้างกฎหมายวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ในเรื่องการควบคุมเครื่องส่งที่รบกวนคลื่นวิทยุการบิน และกฎหมายวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๔๙๘ ในเรื่องการควบคุมเนื้อหาสาระรายการที่จะกระทบกับความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

 

ในปี ๒๕๔๘ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ได้ดำเนินการปิดสถานีวิทยุชุมชนในต่างจังหวัดและกรุงเทพ รวม ๑๔ แห่ง โดยอ้างเหตุรบกวนคลื่นวิทยุการบิน ความจริงในเรื่องนี้รัฐต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนต่อสาธารณชนอย่างปราศจากข้อสงสัย เพราะการที่รัฐอ้างความรู้ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง ที่คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงทำให้อำนาจในเรื่องนี้มีความคลุมเครือ หากพิสูจน์ไม่ชัดแจ้ง และไม่อาจยืนยันได้ว่าความรู้ดังกล่าวคือความจริง อำนาจการคุกคามกดดันวิทยุชุมชนของรัฐก็ขาดพลัง

 

สำหรับกรณีสถานีวิทยุ ๙๒.๒๕ เอฟเอ็ม วิทยุชุมชนคนรักประชาธิปไตย เป็นที่ทราบดีว่าถูกปิดเพราะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แม้ว่าผู้ดำเนินงานของสถานีคุณอัญชลี ไพรีรักษ์ จะยืนหยัดต่อสู้และตอบโต้การคุกคามของรัฐ แต่สถานีก็ถูกปิดไปในที่สุด เหลือเพียงการออกอากาศทางอินเทอร์เน็ต  หลังจากนั้น คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ได้เสนอมาตรการขั้นเด็ดขาดต่อนายกรัฐมนตรี (หนังสือที่ ทช. ๑๐๐๑/๓๓๒๙ ลงวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๘) ขอให้ปิดสถานีวิทยุชุมชนทั้งหมด นับเป็นข้อเสนอที่รุนแรงที่สุด และขัดแย้งกับมาตรการผ่อนผันของมติคณะรัฐมนตรี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ และ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖

 

วาทกรรมสุดท้าย : วิทยุชุมชนต้องอยู่กับภาคประชาชน

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘ ตอกย้ำให้หน่วยงานของรัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะคลื่นวิทยุที่รบกวนวิทยุการบิน (ดูรายละเอียดมติ ครม. ในภาคผนวก) และให้มีการตรวจสอบเนื้อหารายการที่กระทบกับความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน  ขณะเดียวกัน มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘ ก็ยืนยันให้ชุมชนมีกลไกสื่อสารภายในชุมชน และยืนยันแนวทางการดำเนินการวิทยุชุมชน ภายใต้โครงการจุดปฏิบัติการเตรียมความพร้อมวิทยุชุมชน ในสูตรกำลังส่ง ๓๐ วัตต์ เสาอากาศสูง ๓๐ เมตร และรัศมีการออกอากาศ ๑๕ กิโลเมตร

 

วาทกรรมสุดท้ายของรัฐ ได้ยืนยันให้มีการผ่อนผันแก่วิทยุชุมชนต่อไป โดยอ้างอิงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่ก็วางแนวทางที่เป็นการจัดระเบียบทางเทคนิค และเนื้อหาสาระของวิทยุชุมชนที่อ้างอิงกฎหมาย ระเบียบ และจารีตที่เป็นวาทกรรมปฏิปักษ์ปฏิรูป

 

จากแผนภูมิวงศาวิทยาการปฏิรูปสื่อจะเห็นได้ว่ารัฐโดยอำนาจของรัฐบาล ไม่สามารถต่อกรกับอำนาจของวาทกรรมภาคประชาชนเรื่องสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นคลื่นความถี่ฯ ได้รับรองไว้ จำต้องใช้กลไกของรัฐในระดับรองลงมาและคำสั่งบริหารคือ มติคณะรัฐมนตรีมาคัดง้างกับอำนาจของกฎหมายที่มาจากฝ่ายนิติบัญญัติ นอกจากนี้ ยังได้พยายามสร้างให้สังคมเกิดความเข้าใจว่าการรบกวนคลื่นวิทยุการบินเป็น “ความจริง” เพื่อให้มีอำนาจและความชอบธรรมในการจับกุมวิทยุชุมชน ที่ไม่ยอมรับการจัดระเบียบของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีที่เสนอรายการที่วิพากษ์วิจารณ์และท้าทายอำนาจรัฐ

 

ในส่วนภาคประชาชนได้พัฒนาความรู้ใหม่จากเรื่องวิทยุชุมชน โดยอาศัยระเบียบ หลักเกณฑ์ และจารีต ค่านิยมที่เป็นอำนาจของชุมชน หรือสถาบันประชาชนมาเป็นฐานในการต่อสู้กับรัฐ นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังได้เรียนรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพจากปฏิบัติการวาทกรรมของประชาชน ตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ๒๕๓๕ การเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และยึดถือแนวทางของมาตรา ๓๙ และ มาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญ รวมทั้งมาตรา ๒๖ ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ๒๕๔๓ ในเรื่อง “การจัดสรรคลื่นความถี่อย่างน้อยร้อยละ ๒๐ ให้แก่ภาคประชาชน” มาเป็นพื้นฐานของวาทกรรมการเข้าถึงทรัพยากรคลื่นความถี่

 

ดังนั้น วาทกรรมสุดท้ายของภาคประชาชนในเรื่องการปฏิรูปสื่อจึงมีส่วนที่เป็น “ความจริง” อันเดียวกันกับวาทกรรมสุดท้ายของรัฐ เพราะต่างยึดถือหลักการสิทธิเสรีภาพตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่ในส่วนของการจัดระเบียบโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดคลื่นด้วยเหตุผลใดก็ตาม วาทกรรมของรัฐและภาคประชาชนแตกต่างกันคนละขั้ว

 

วาทกรรมการปฏิรูปสื่อของภาคประชาชนยืนยันตลอดมาว่าสิทธิเสรีภาพในการใช้คลื่นความถี่ได้รับการรับรองไว้แล้วในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.๒๕๔๓ และในมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ในทางกฎหมายจึงสามารถโต้แย้งได้ว่า รัฐไม่อาจปิดสถานีวิทยุชุมชนได้ กล่าวคือ เมื่อสถานีวิทยุชุมชนที่มีการจัดตั้งขึ้นเป็นไปตามบทบัญญัติ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แม้ยังไม่ได้รับการจัดสรรคลื่นในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบใหม่ แต่ก็ได้รับผ่อนผันให้ออกอากาศต่อไปได้ตามมติคณะรัฐมนตรี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕, มติคณะรัฐมนตรี ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ และมติคณะรัฐมนตรี ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘

 

จากสภาพที่เป็นอยู่นี้ จึงพิเคราะห์ได้ว่าสถานีวิทยุชุมชนมีสิทธิเสรีภาพในการออกอากาศตามที่รับรองไว้ในมาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น” และได้รับการคุ้มครองต่อไปตามข้อความในวรรคสามที่ว่า “การสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้”

 

ความรู้ได้นำไปสู่การเผยตัวของสิ่งใหม่ที่ท้าทายรัฐ ทำให้รัฐไม่อาจควบคุมประวัติศาสตร์สื่อและสิทธิเสรีภาพให้ดำรงอยู่ในสภาพเก่า ๆ ต่อไปได้ หมดยุคสื่อของรัฐในแบบเดิม และในที่สุดสภาพการณ์ใหม่นี้เอง ที่ทำให้รัฐต้องกระจายการเข้าถึงและจัดสรรคลื่นใหม่ จากปฏิบัติการทางวาทกรรมของภาคประชาชนอย่างไม่มีทางเลือก

 

ความรู้คืออํานาจ  

อํานาจกําหนดว่าอะไรคือความจริง 

อํานาจกําหนดว่าอะไรคือความรู้   

ความรู้กําหนดว่าอะไรคือความจริง

 

บรรณานุกรม

ธงชัย วินิจจะกูล (2534). รายงานโครงการวิจัยเสริมหลักสูตรเรื่อง วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์แบบวงศาวิทยา (Genealogy). คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

 

ภาคผนวก

๑. มาตรา ๓๙, ๔๐ และ ๔๑ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ ๒๕๔๐

 

มาตรา ๓๙  “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได้เวันแต่โดยอาศัยอํานาจตามบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุมครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน 

 

การสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทํามิได้

 

การให้นําข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนําไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ จะกระทํามิได้ เว้นแต่จะกระทําในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงครามหรือการรบ แต่ทั้งนี้จะต้องกระทําโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งได้ตราขึ้นตามความวรรคสอง 

 

เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ 

 

การให้เงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นอุดหนุนหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้” 

 

มาตรา ๔๐  “คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคมเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ 

 

ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกํากับดูแลการ ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม  ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ 

 

การดําเนินการตามวรรคสอง ต้องคํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับ ท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น  รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม” 

 

มาตรา ๔๑  “พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจํากัดตามรัฐธรรมนูญโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจรรยาบรรณและการประกอบวิชาชีพ 

 

ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ในกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง”  

 

๒. มาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. ๒๕๔๓

 

มาตรา ๒๖  “ในการจัดทําแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะระดับชาติ อย่างน้อยต้องครอบคลุมองค์ประกอบของเนื้อหาสาระดังต่อไปนี้ 

 

(๑) การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม 

(๒) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม 

(๓) การเกษตรและการส่งเสริมอาชีพอื่น ๆ 

(๔) ความมั่นคงของรัฐ 

(๕) การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชน 

(๖) การกระจายข้อมูลข่าวสารของรัฐสภาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐสภากับประชาชน 

(๗) การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่ และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

 

ในการจัดทําแผนแม่บทกิจการกะจายเสียงและกิจการโ?รทัศน์ และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะระดับท้องถิ่น อย่างน้อยจะต้องให้มีสถานีวิทยุกระจายเสียงประจําจังหวัด และสถานีวิทยุโทรทัศน์  สําหรับการกระจายข้อมูลข่าวสารของประชาชนเพื่อการพัฒนาด้านต่าง ๆ   และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและเพียงพอ 

 

ให้ กสช. สนับสนุนให้ตัวแทนประชาชนสาขาอาชีพต่าง ๆ ในจังหวัดมีการรวมกลุ่มกันเพื่อเสนอแนะความเห็นแก่ กสช. ในการดําเนินงานตามอํานาจหน้าที่ของ กสช. การจัดทําแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวต้องคํานึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างผู้ประกอบการภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยจะต้องจัดให้ภาคประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ ในกรณีที่ภาคประชาชนยังไม่มีความพร้อม ให้ กสช. ให้การสนับสนุน 

 

เพื่อให้ภาคประชาชนมีโอกาสใช้คลื่นความถี่ในสัดส่วนที่กําหนด เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชนได้ใช้ และการสนับสนุนการใช้คลื่นความถี่ของภาคประชาชน  ให้ กสช. กําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับลักษณะของภาคประชาชนที่พึงได้รับการจัดสรร และสนับสนุนให้ใช้คลื่นความถี่ รวมทั้งลักษณะการใช้คลื่นความถี่ที่ได้รับการจัดสรร โดยอย่างน้อยภาคประชาชนนั้นต้องดําเนินการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะ และไม่แสวงหากําไรในทางธุรกิจ. 

 

๓. ตัวอย่างการใช้กลไกของรัฐในการจัดการกับผู้ขัดขืนอำนาจ

กรณีการจับกุมนายเสถียร จันทร ผู้ดำเนินการสถานีวิทยุชุมชนอ่างทอง ๒๕๔๖ – ๒๕๔๘


6 ก.พ. 46 พนักงานสอบสวน สภ.อ.ไชโย ส่งสำนวนคดีวิทยุชุมชนอ่างทอง ไปยังผู้กำกับการตำรวจอ่างทอง เห็นควรสั่งไม่ฟ้องคดี

11 ก.พ. 46 ผู้กำกับการตำรวจอ่างทองส่งสำนวนคดีวิทยุชุมชนอ่างทอง ไปยังผู้บังคับการตำรวจอ่างทอง เห็นควรสั่งไม่ฟ้องคดี

13 ก.พ. 46 ผู้บังคับการตำรวจอ่างทอง ส่งสำนวนคดีวิทยุชุมชนอ่างทองไปยังหัวหน้าอัยการจังหวัดอ่างทอง เห็นควรสั่งไม่ฟ้องคดี

13 ก.พ. 46 บันทึกรายงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย สภ.อ.ไชโย จ.อ่างทอง พิจารณาสั่งไม่ฟ้องกรณี การออกหมายจับกุมผู้ประสานงานวิทยุชุมชนอ่างทอง

25 เม.ย. 46 หัวหน้าอัยการจังหวัดอ่างทองส่งสำนวนคดีวิทยุชุมชนอ่างทอง ไปยังอธิบดีอัยการเขต 1 เห็นควรสั่งไม่ฟ้องคดี

พ.ค. 46 กรมไปรษณีย์โทรเลขยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปยังอธิบดีอัยการเขต 1 และอัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ฝ่ายคดีอาญาเขต 1 ได้เรียกสำนวนเอกสารมาสอบเพิ่มเติมฝ่ายผู้กล่าวหา

27 มิ.ย. 46 อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ฝ่ายคดีอาญาเขต 1 เห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอ จึงส่งเรื่องไปยังอธิบดีอัยการเขต 1 มีความเห็นแย้งความเห็นอัยการผู้ตรวจสำนวนและอัยการจังหวัดอ่างทอง เห็นควรสั่งฟ้องคดีวิทยุชุมชนอ่างทอง

3 ก.ค. 46 อัยการพิเศษ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพฯ ใต้ รักษาการแทนรองอธิบดีอัยการเขต 1 พิจารณาสำนวนเห็นสมควรสั่งฟ้อง โดยให้ความเห็นว่า การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดตามข้อกล่าว หาและคดีมีหลักฐานพอฟ้อง และสั่งฟ้องผู้ต้องหาตามข้อกล่าวหา และขอศาลสั่งริบของกลางลำดับที่ 1 และจัดการเกี่ยวกับของกลางอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 85

4 ก.ค. 46 อธิบดีอัยการเขต 1 มีความเห็นตามที่อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ฝ่ายคดีอาญาเขต 1 และรองอธิบดีอัยการเขต 1 เสนอ

29 ก.ค. 46 สำนักงานอัยการอ่างทอง มีหนังสือให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปเพื่อฟ้องถึง ผกก.ตร. อ่างทอง ภายในวันที่ 14 ส.ค. 46 เพื่อฟ้องต่อศาลจังหวัดอ่างทอง

13 ส.ค. 46 นายเสถียร จันทร (ผู้ต้องหา) ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม (ซึ่งจะเท่ากับการขยายระยะเวลาการสิ้นสุดการประกันตัว / การนำตัวไปสั่งฟ้องในเวลาเดียวกัน) และขอเลื่อนระยะเวลาการประกัน (เพื่อบอกกับพนักงานสอบสวน / อัยการจังหวัดเป็นลายลักษณ์) ขอให้สอบหลักฐานเอกสารและพยานเพิ่มเติม

20 ส.ค. 46 อัยการสูงสุดมีคำสั่งถึงอัยการเขต 1 ให้ดำเนินการทบทวนคำสั่งฟ้องคดีวิทยุชุมชนอ่างทอง ตามที่นายเสถียร จันทร ผู้ถูกกล่าวหาได้ยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรม

26 เม.ย. 47 สำนักงานอัยการสูงสุดจะมีวินิจฉัยยืนตามอัยการเขต1 ให้ฟ้องคดีฯ หลังจากที่กรมประชาสัมพันธ์ได้มีนโยบายเตรียมการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุชุมชน 1,500 สถานี เมื่อต้นปีที่ผ่านมา (รายละเอียดตามข้อมูลสถานการณ์ด้านนโยบายวิทยุชุมชน)

4 พ.ค. 47 นายเสถียร จันทร ผู้ประสานงานวิทยุชุมชนอ่างทอง ได้ไปดำเนินการมอบตัวและประกันตัวต่อศาลจังหวัดอ่างทอง

24 พ.ค. 47 ศาลจังหวัดอ่างทอง นัดวันสืบพยานต่อเนื่อง ในเดือน พฤศจิกายน 2548 ข้อกล่าวหากรณีวิทยุชุมชนอ่างทองที่ถูกสั่งฟ้องในชั้นศาลมี 2 ข้อ คือ

1. การมีเครื่องส่งไว้ในครอบครอง และการใช้เครื่องส่งโดยไม่ได้มีการขออนุญาต
2. การเปิดสถานีและดำเนินการส่งกระจายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

มีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘

๔. มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘ เรื่อง “แนวทางการแก้ไขปัญหาวิทยุชุมชน” (๗ ข้อ)

 

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันท์ เวชชาชีวะ) เสนอแนวทางการแกไขปญหาวิทยุชุมชน ดังนี้ 

(๑) ยืนยันในหลักการสนับสนุนให้ชุมชนมีกลไกในการสื่อสารภายในชุมชน 

(๒) ยืนยันแนวทางการดําเนินการวิทยุชุมชนภายใต้โครงการจุดปฏิบัติการเตรียมความพร้อมวิทยุชุมชน 

(๓) ยืนยันการอนุญาตให้โฆษณาได้ไม่เกินชั่วโมงละ ๖ นาที 

(๔) บังคับใชักฎหมายอย่างจริงจังต่อเนื่อง 

(๕) ให้มีการติดตามตรวจสอบเนื้อหาการจัดรายการ 

(๖) สนับสนุนให้มีการสัมมนาระดมความคิดเห็นและติดตามการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาในอนาคต 

(๗) ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีความเห็นเพิ่มเติมว่า การกําหนดให้วิทยุชุมชนสามารถโฆษณาได้ไม่เกินชั่วโมงละ ๖ นาที ในหลักการควรให้ดําเนินการได้เฉพาะการโฆษณาภาพลักษณ์ของสินค้าหรือกิจการซึ่งเป็นของท้องถิ่นหรือในชุมชนนั้น ๆ เท่านั้น จึงขอให้รับประเด็นดังกล่าวไปพิจารณาประกอบกับความเห็นของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โดยให้หารือรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ด้วย  

 

ส่วนการแก้ไขปัญหาโดยจัดให้วิทยุชุมชนเข้าอยู่ในระบบวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์จะเป็นการแก้ไขปัญหาส่วนหนึ่งได้โดยให้ประสานงานร่วมกับ กรมประชาสัมพันธ์ และสํานักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติพิจารณาดําเนินการ โดยให้หารือรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ด้วย.

Read Full Post »

triamboy

 

THE MOST IMPORTANCE THING IN COMMUNICATION IS TO HERE WHAT ISN’T BEING SAID.

Peter Drucker.

 

หลายวันมานี้ข้าพเจ้าเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และรัฐบาลผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง  และหลายคนใจจดจ่อต่อการรับรู้ข่าวสารเรื่องนี้ตลอดเวลาด้วยสาเหตุอย่างหนึ่ง  การสื่อสารในปัจจุบันนี้มีวิวัฒนาการจากเดิมมาก  ทำให้ผู้บริโภคข่าวสารได้รับข่าวสารต่างๆมากมายจากอุปกรณ์ต่างๆรอบตัวอย่างไม่มีโอกาสปฏิเสท  อาทิ  ข่าวด่วนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่  โทรทัศน์  หนังสือพิมพ์   หนังสือพิมพ์ออนไลน์  เป็นต้น  หลายครั้งหลายคราพบว่าทำให้ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารคาดการณ์เหตุการณ์ต่างๆเกินกว่าความเป็นจริง  ส่งผลต่อทัศนคติ  ความคิด  ความเชื่อของแต่ละบุคคล  อย่างไรก็ตามแล้วไม่ว่าการนำเสนอ  หรือได้รับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทาง  หรือเครื่องมือไหนมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ  เป็นข้อมูลที่ถูกเลือกมาจากส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากเหตุการณ์นั้น  โดยไม่คำนึงว่าการนำเสนอมีความพอเพียง  (เท่าเทียม  และทั่วถึง)  ในการนำเสนอข้อเท็จจริง  ความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย  ได้แต่นำเสนอบางส่วนจากบุคคลที่เรียกร้อง  พูดโฉ่งฉ่าง  โวยวาย  เป็นต้น  (เพื่อความน่าสนใจของข่าวสาร  ทำให้คนจำนวนมากสนใจ  นำมาซึ่งผลประโยชน์ของผู้นำเสนอ)  ด้วยสาเหตุนี้ทำให้พฤติกรรมของคนในสังคมทุกวันยิ่งบิดเบือนไปในทางที่ไม่พึงประสงค์

 

ในเหตุการณ์หนึ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับคนจำนวนมาก  เหตุการณ์ของสังคม  นั้นมีสมาชิกที่มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก  ซึ่งหมายความว่าทางออกของปัญหา  หรือทางเลือกในการสร้างสรรค์  ดำเนินกิจกรรมมีความหลากหลาย  โดยไม่จำเป็นต้องมี  2  ทางเลือกเพื่อเปรียบเทียบ  หรือให้เลือกข้าง  เพื่อแสดงออกซึ่งพฤติกรรมของบุคคล  อันเนื่องมาจากระดับต้นทุนการบริโภคสะสมที่แตกต่างกัน  อาทิ  การศึกษา  ประสบการณ์  วัฒนธรรม  ความรู้  ข้อเท็จจริง  เป็นต้น  เป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้  ภายใต้ขอบเขต  กฎระเบียบของสังคม  เพื่อความชัดเจนขอยกตัวอย่างต่อเนื่องจากข้างต้น  คือ

 

การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกจากหน้าที่  โดยการเข้ายึดธรรมเนียบรัฐบาล  และสถานที่ราชการต่างๆ  จากกรณีนี้เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่เพียงแต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และรัฐบาล  โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดังนี้

 

1.  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

2.  รัฐบาล  และเจ้าหน้าที่  บุคคลากรของรัฐ

3.  ประชาชนทั่วไป

 

เห็นได้ว่าเหตุการณ์นี้ประกอบไปด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  3  ส่วนหลัก  โดยมีปัจจัยกำหนด  หรือสาเหตุ  คือ  ทางเลือกในการแก้ไขสถานการณ์  โดยสองส่วนแรกนั้นพบว่ามีความชัดเจนในทางเลือกที่มีทิศทางในตรงกันข้าม  คือ  

 

1.  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  เลือกที่จะดำเนินกิจกรรมเพื่อให้รัฐบาลลาออก  โดยอารยะขัดขืน  

2.  รัฐบาลเลือกที่จะอยู่ต่อ  และอดทน  ดำเนินการตอบโต้ภายใต้กระบวนการยุติธรรมต่อการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  

3.  ประชาชนทั่วไปมีทางเลือกที่ชัดเจนอาจอยู่ระหว่างสองข้างเลือกข้างต้นหรือไม่ก็ได้  มีความหลากหลายในรายละเอียดรูปแบบปฏิบัติขึ้นกับแต่ละปัจเจกชน อาจมีจุดร่วมในภาพรวม อาทิ  ประชาชนบางส่วนเลือกที่จะให้มีการประนีประนอม  มีการถอยกันคนละก้าว  และดำเนินกิจกรรมภายใต้กฎกติกาของประเทศเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อบ้านเมือง  และประชาชนทั่วไปมากไปกว่านี้  บางส่วนเลือกไม่เห็นด้วยกับทั้งสองทางเลือก  บางส่วนเลือกที่จะนิ่งเฉย  บางส่วนเลือกที่จะให้เกิดการปะทะ  ใช้ความรุนแรง  เพื่อเหลือเพียงข้างใดข้างหนึ่ง  เป็นต้น

 

หากพิจารณาถึงสัดส่วนของแต่ละองค์ประกอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  พบว่า  ส่วนที่  3  ประชาชนทั่วไปที่มีทางเลือกโดยไม่ได้เรียกร้อง  หรือถูกนำเสนอมีสัดส่วนมากที่สุด  เมื่อเปรียบเทียบกับอีกสองส่วนที่เหลือ  แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า  สองส่วนที่เหลือดูเหมือนจะมีบทบาท  ความสำคัญมากกว่าส่วนของประชาชนทั่วไป  โดยสาเหตุหลักของพฤติกรรมที่บิดเบือนนี้มาจาก  สื่อมวลชน  ทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริง  แต่เป็นข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน  เป็นของสองส่วนนี้เป็นส่วนใหญ่  ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับเวลาที่นำเสนอ  ระดับความสำคัญเนื้อหาของข้อเท็จจริง  เป็นต้น  ทำให้เกิดสภาพแวดล้อม  บริบทของความไม่สมมาตรของข้อมูล  หรือกล่าวได้ว่าต้นทุนในการเข้าถึงอยู่ในระดับสูง  ดังนี้

 

1.  การนำเสนอข้อมูลเพียงบางส่วนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  ของสื่อมวลชน  เป็นอุปสรรคต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนอื่นที่ไม่ได้รับการนำเสนอ  เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิด  ความคาดหวััง  และการกระทำไปยังผู้รับสาร  ทำให้เกิด

2.  ความไม่สมมาตรของข้อมูล  ข้อมูลเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมด  ในบริบทของสังคมใดสังคมหนึ่ง

 

จากปัจจัยทั้งสองที่กำหนดให้ต้นทุนในการเข้าถึงอยู่ในระดับสูง  ทำให้พฤติกรรมของผู้รับสาร  หรือประชาชนทั่วไปมีความบิดเบือน  คือ  ประชาชนทั่วไปที่มีทางเลือกของแต่ละบุคคล  บนความรู้  เหตุผลของตน  เมื่อได้รับการนำเสนอข้อมูลอีกด้าน  มีแรงจูงใจต่อข้อมูล  มีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์  สังเคราะห์  ทำให้ได้รับการแทรกแซงต่อการตัดสินใจเพื่อแสดงพฤติกรรมจากข้อมูลที่ได้รับ  เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากสถานะเดิม  โดยเลือกที่จะเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากขึ้น  หลังจากนั้นเมื่อมีการสะสมการบริโภคข้อมูล  หรือสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องมากขึ้น  เมื่อต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูงสุดท้ายทำให้แสดงพฤติกรรมออกมาชัดเจนโดยเลือกทางเลือกที่ถูกกำหนดมาไม่ว่าทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน   หรือสามารถกล่าวอย่างง่ายได้ว่า  การนำเสนอของสื่อมวลชนด้วยข้อมูลด้านหนึ่ง  เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่  จูงใจให้ผู้รับสารเลือกทางเลือกที่กำหนดมาให้  จนท้ายที่สุดแล้วจะมีทางเลือกน้อยเพียงหนึ่ง  หรือสองทางเลือกที่ปรากฎ  เกิดปรากฎการณ์  “ถูกบังคับให้เลือกข้างอย่างชัดเจน”  นั่นหมายรวมถึงข้างเดียวในที่สุด

 

ในทางกลับกันหากสื่อมวลชนมีการนำเสนอข้อมูลครบทุกด้านจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  มีความสมมาตรของข้อมูล  ทำให้ผู้รับสารมีการถูกแทรกแซง  จูงใจต่อการตัดสินใจเพื่อแสดงพฤติกรรมน้อย   ยังคงสถานะการแสดงพฤติกรรมใกล้เคียงเดิม  เนื่องมาการได้รับสารที่มีความหลากหลาย  มีสภาพแวดล้อม  บริทบที่มีความหลากหลาย  มีทางเลือกที่หลากหลาย  และความหลากหลายนี้บางส่วนมีจุดร่วมกัน  ผู้บริโภคจึงมีความมั่นใจมากขึ้นในการแสดงออกพฤติกรรมเดิมของตนเอง  และถ้าหากทางเลือกของตนได้รับการนำเสนอยิ่งมีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อการแสดงพฤติกรรม  ดังนั้น  สื่อมวลชน  ที่ทำหน้าที่เสนอข้อมูล  ข้อเท็จจริงควรที่จะนำเสนอข้อมูลครบทุกด้าน  จากทุกส่วนที่ได้เสีย  อย่างเท่าเทียมกัน  เพื่อที่จะให้ทุกคนสามารถเลือกทางเลือกของตนเองได้  โดยที่ไม่มีการแทรกแซง   บิดเบือนให้กระทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด  รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในอนาคตก็เป็นได้

 

ฟังสิ่งที่ไม่ได้ยิน  เสียงที่ไม่ได้พูด

ฟังสิ่งที่ได้ยิน  เสียงที่ได้พูด

นั่นคือ  “สังคมอันพึงประสงค์”

Read Full Post »