Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘โครงสร้าง’

เสนอ 3 ข้อ ผ่าทางตันการเมืองไทย

recommendare

 

” …. ทางออกของเรื่องนี้ คือการยุติ และเสียสละของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยอมยุติ บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยอมยุติด้วย แต่เมื่อการยุติ เป็นการยุติแบบชั่วคราว ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ จะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่มีบุคคลแบบอดีตนายกฯเกิดขึ้นอีก … ประวัตศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เกิดวิกฤตเหมือนเดิม … “

 

สรุป

ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การเมืองไทยในปัจจุบัน”

 

เนื่องโอกาสการประชุมใหญ่ทางวิชาการโรงพยาบาลราชวิถี

วันที่ 24 กุมภาพันธ์

 

โดย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

ราชบัณฑิตยสภา

 

ความมีดังนี้

 

วิกฤติการเมืองไทยที่เกิดขึ้น เป็นความขัดแย้งที่สะสมมาตั้งแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารประเทศและระบอบเศรษฐกิจ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเทศาภิบาล เป็นกระทรวง ทบวง กรม ระบบขุนนางกินเมืองเป็นข้าราชการกินเงินเดือน รายได้จากพระคลังและภาษี เป็นการเก็บภาษีอากร นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง กับสภาพสังคมไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 1-3 เน้นการผลิตและนำเข้า ฉบับที่ 4 และ 5 เน้นการผลิตเพื่อการส่งออก แต่ไม่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจใดที่กล่าวถึงการพัฒนาภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศเป็นรายได้หลักของประเทศ รวมทั้งไม่มีแผนพัฒนาอย่างชัดเจนถึงการขยายผลผลิต ยุทธศาสตร์การผลิตเพื่อการเกษตร ที่น่าแปลกและส่งผลถึงปัจจุบัน เมื่อข้าวมีราคาแพง รัฐบาลกลับไม่ดีใจ เข้ามาแทรกแซง ไม่ได้คำนึงว่าจะกระทบต่อคนจนหรือชาวนา 

 

สาเหตุหลักของความขัดแย้ง เหลื่อมล้ำ เป็นเพราะคนจนไม่เคยได้รับการช่วยเหลือ ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากร การช่วยเหลือทั้งของบีโอไอ (สำนักงานส่งเสริมการลงทุน) และเอสเอ็มอี (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) เป็นการช่วยเหลือที่กระจุกตัวอยู่ในคนมั่งคั่งและคนชั้นกลาง มีแต่ชนชั้นกลางกับชนชั้นสูงที่ได้รับการส่งเสริม จึงทำให้เกิดคนจนจำนวนมาก  คนรวย ก็รวยมากขึ้น ส่วนคนจนก็ยิ่งจนลง เมื่อคนจนไม่มีอำนาจต่อรองทรัพยากรเหมือนชนชั้นกลางความขัดแย้งจึงยิ่งทวีคูณ ในปี 2519 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 และ 5 พบว่า รายได้ของคนรวย ร้อยละ 20 มีรายได้เป็นเจ้าของรายได้ประชาชาติสุทธิ 29.26 คนจน 6.05 ในปี 2529 เพิ่มขึ้นเป็นคนรวย 55.63 ขณะที่คนจน 4.55 ซึ่งสังเกตได้ว่า ชนชั้นกลางแม้ว่าจะมีรายได้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ยังไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเช่นเดิม ขณะที่คนจนก็ไม่มีอำนาจต่อรอง

 

ในปีที่ผ่านมาประเทศไทย มีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน จากการบริหารประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย 76 ปี ขณะนี้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีแล้วทั้งสิ้น 27 คน มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ เกิดกบฏ 11 ครั้ง รัฐประหารสำเร็จ 9 ครั้ง ความขัดแย้งในเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งปิดและเปิดยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และซ่อนตัว และเมื่อปี 2540 เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นการแก้ในส่วนของเรื่องการเมืองเป็นหลัก ทำให้เกิดระบบการเลือกตั้ง ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เน้นการหาเสียงเชิงนโยบายเป็นหลัก พรรคไทยรักไทย จึงได้รับคะแนนนิยมสูงสุดจากประชาชนในปี 2544 และได้เสียงข้างมากเกินครึ่งในปี 2548 เป็นผลมาจากนโยบายประชานิยม ทั้ง 30 บาท กองทุนหมู่บ้าน 1 อำเภอ 1 ทุน โอท็อป ซึ่งความขัดแย้งที่ถูกปิดก็ถูกเปิดขึ้นมา คนจนเข้าถึงทรัพยากรมากขึ้น ได้ลิ้มลองการรักษาฟรี และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ
  

จึงเป็นที่มาว่า คนจนเลือกตั้งรัฐบาล โดยคำนึงถึงนโยบายประชานิยม เพื่อการเข้าถึง ในขณะที่คนชั้นกลาง เป็นคนกำหนดนโยบายและล้มรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไทยรักไทยถือได้ว่า เป็นการรวมตัวของมหาเศรษฐีที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงเกิดปัญหาการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายขึ้น แต่การเมืองภาคประชาชนก็ไม่กล้าที่จะต่อสู้เรียกร้อง เพราะกลัวไม่ได้รับทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกจากนโยบายของรัฐ ขณะที่สื่อมวลชนก็ตกภายใต้การบีบคั้นของภาคธุรกิจ ถ้าหากวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โฆษณาก็จะลดน้อยลง ทำให้เสียงวิจารณ์ไม่มี และเลยเกิดความขัดแย้ง ที่ส่งผลต่อปัจจุบัน 
  

ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะนักการเมืองในสมัยที่แล้วรู้เห็นเป็นใจและปลุกให้กลุ่มคนเสื้อแดงขึ้นมาต่อสู้กัน และไม่มีใครรู้ได้ว่าความขัดแย้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่ ซึ่งความขัดแย้งอาจเกิดจาก 2 ปัจจัยคือ

 

1.มาจากความขัดแย้งของคนเสื้อเหลืองกับอดีตนายกฯ ที่ผู้ต่อต้านไม่ยอมรับการได้มาซึ่งอำนาจ หากฝ่ายหนึ่งยอมหยุดก็จะยุติเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากมีคนที่ใช้วิธีเดียวกันขึ้นมาอีกก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้น

2.ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่าง คนมี กับ คนไม่มี ซึ่งวันนี้คนจนรู้แล้วว่าจะเข้าถึงอำนาจได้อย่างไรเพื่อให้เข้าถึงทรัพยากร

 

อนาคตพรรคการเมืองจะหันมาใช้นโยบายประชานิยมกันหมดเพื่อให้ได้คะแนนเสียง โดยไม่สนใจว่าจะเอาเงินมาจากไหนเพื่อทำตามนโยบายนั้น ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะนี้การหันมาใช้นโยบายประชานิยมกันหมด จะส่งผลให้ทรัพยากรหมดประเทศ เพราะเป็นประชานิยมที่ออกแบบแบบฉาบฉวยไม่คำนึงถึงการหาทรัพยากรเพิ่มเติม กลายเป็นการผลักภาระหนี้ไปในอนาคตให้รัฐบาลรับผิดชอบภาระหนี้แทนภาคประชาชน สุดท้ายประเทศก็จะเป็นหนี้ระยะยาว เกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนละตินอเมริกาที่เป็นเจ้าประชานิยม

 

การปกครองประเทศแบบประชาธิปไตย เหมาะกับประเทศที่มีคนชนชั้นกลางมาก แต่ประเทศไทย ไม่ใช่ เพราะมีแต่คนจน และคนชอบประชานิยมแบบไม่มีเหตุผล ลด แลก แจก แถมไปเรื่อย  

 

ทางออกของเรื่องนี้ คือการยุติและเสียสละของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยอมยุติ บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยอมยุติด้วย ความขัดแย้งก็จะไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อการยุติ เป็นการยุติแบบชั่วคราว ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ จะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่มีบุคคลแบบอดีตนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นอีก หากนำนโยบายประชานิยมเข้ามาใช้และกลับมาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ประวัตศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เกิดวิกฤตเหมือนเดิม

 

ทางออกในเรื่องนี้ จึงต้องจัดสรรโครงสร้างทรัพยากรทางเศรษฐกิจใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้างภาครัฐ ให้คนชนชั้นล่างมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องพึงพารัฐ ซึ่งสามารถทำได้ 3 ทาง  คือ 1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ต้องเปิดโอกาสให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรและเศรษฐกิจมากขึ้น

 

1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ต้องเปิดโอกาสให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรและเศรษฐกิจมากขึ้น

2.ปรับระบบภาษี หารายได้มาบริหารจัดการรายจ่าย นำเงินของคนมั่งมีมาช่วยคนจน เช่นภาษีมรดก ภาษีที่ดิน จัดการเรื่องรายจ่ายของประเทศ ไม่เน้นนโยบายประชานิยม เพราะเป็นการนำเงินอนาคตมาใช้ และ

3.ลดการกระจุกตัวของกลุ่มทุนธุรกิจขนาดใหญ่ จัดสรรทรัพยากรจากคนรวยให้เข้าถึงคนจน แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดวิกฤตตามอีก ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่กระชากทรัพย์จากคนมีให้คนจน เหมือนระบอบคอมมิวนิสต์ หรือเป็นการแย่งชิงทรัพยากร แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจกัน ช่วยเหลือกระจายทรัพยากร

 

ทางออกวิกฤตก็ขึ้นอยู่กับคนในสังคมทั้งหมด ไม่ใช่แค่นักการเมือง หรือ รัฐสภา เพราะเป็นเรื่องใหญ่เกินที่ใครจะทำเพียงคนเดียวได้ แต่เชื่อว่าหากทำเช่นนี้ปัญหาต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ คลี่คลายและหมดไป 

 

Read Full Post »

การแยกอำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจบริหารออกจากกัน

recommendare

 

บันทึก

จากบทความหัวข้อ  “การแยกอำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจบริหารออกจากกัน”

 

เขียนโดย

 

อัมมาร สยามวาลา
นักวิจัยเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

ความมีดังนี้

 

ในปัจจุบัน มีกระแสความคิดที่จะให้มีการปฏิรูประบบการเมือง อันสืบเนื่องมาจากความไม่พอใจในระบบที่มีอยู่ แนวทางในการแก้ไขนั้นมีอยู่หลายแนวทาง แนวทางของคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยเป็นเพียงหนึ่งในหลายแนวทางที่เสนอกันอยู่ อีกแนวทางหนึ่งที่มีผู้เสนอทุกครั้งที่มีการร่างรัฐธรรมนูญกัน ก็คือ ให้แยกอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติออกจากกัน ในการพิจารณากันครั้งนี้ ศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ก็ได้แปรแนวทางนี้ให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

 

เนื่องจากการแยกอำนาจกันดังกล่าวนี้ มักจะถูกเสนอให้เป็นทางออกสำหรับปัญหานานับประการของระบบการเมืองไทย ประชาชนโดยทั่วไปจึงควรจะครุ่นคิดอย่างหนัก เพราะถ้ามีการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะเช่นว่านี้แล้ว ก็จะมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อระบบการเมืองและต่อสังคมเศรษฐกิจของไทยอย่างไม่ต้องสงสัย

 

โครงสร้าง

 

สายความรับผิดชอบในระบบที่มีการแยกอำนาจ

 

สรุปอย่างง่ายๆ ที่สุด ในการแยกอำนาจการปกครองส่วนนิติบัญญัติออกจากส่วนบริหาร ฝ่ายบริหารนั้น (ซึ่ง ศ. ชัยอนันต์ เสนอให้เป็นคณะมีจำนวน 20 คน) จะต้องไม่มาจากการเลือกตั้งโดยผ่านสภาผู้แทนราษฎรอย่างในปัจจุบัน แต่จะต้องได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติก็จะได้รับเลือก โดยตรงจากประชาชนเหมือนเดิม (อาจมีการแบ่งเขตเลือกตั้งแตกต่างไปจากปัจจุบันบ้าง แต่นั่นเป็นประเด็นปลีกย่อย) ในเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ต่างก็จะมีที่มาจากประชาชนโดยตรง ก็จะตัดสายความรับผิดชอบ (accountability) ที่คณะรัฐมนตรีในปัจจุบันมีต่อรัฐสภา โดยฝ่ายบริหารจะรับผิดชอบโดยตรง กับประชาชน หากประชาชนไม่พอใจการบริหารประเทศของคณะผู้บริหาร ก็จะมีโอกาสขับไล่คณะนั้นออกไปเมื่อครบวาระสี่ปี ในระหว่างสี่ปีนี้ คณะผู้บริหารก็จะมี โอกาสแสดงฝีไม้ลายมือและมีโอกาสใช้อำนาจในการสั่งการและจัดการได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องพะวักพะวนต่อเสียงในรัฐสภามากเท่าใดนัก ถ้าจะต้องง้อรัฐสภา ก็ต้องง้อในเรื่องงบประมาณ ที่จะต้องให้รัฐสภาอนุมัติเท่านั้น

 

ตารางที่ 1 ข้อแตกต่างของโครงสร้างระบบการเมืองต่าง ๆ

ประเด็น ระบบอังกฤษ/ไทย ระบบอเมริกัน ระบบที่ ศ. ชัยอนันต์ เสนอ
ที่มาของฝ่ายนิติบัญญัติ สภาล่าง (สภาผู้แทนราษฎร) ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเลือกตั้งต่างๆ ในอังกฤษใช้ระบบเขตเดียวคนเดียว ในไทยเขตหนี่งมีผู้แทนไม่เกินสามคน สภาสูงมาจากการแต่งตั้ง ในอังกฤษ มีเจ้านายที่มีตำแหน่งโดยตระกูลอีกด้วย สภาล่างได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเลือกตั้งเขตเดียวคนเดียว สภาสูงได้รับเลือกตั้งจากประชาชนทั้งรัฐ โดยแต่ละรัฐจะมีสภาชิกวุฒิสภารัฐละสองคน สภาผู้แทนราษฏรได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเลือกตั้งเขตเดียวคนเดียว ไม่มีข้อเสนอเกี่ยวกับวุฒิสภา เข้าใจว่าเหมือนเดิม
ที่มาของคณะผู้บริหาร นายกรัฐมนตรีจากสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจมาจากสภาผู้แทนฯ (ส่วนใหญ่) หรือจากข้างนอกก็ได้ ประธานาธิบดี ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งประเทศ และแต่งตั้งคณะผู้บริหาร คณะผู้บริหาร 20 คนได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งประเทศ และอาจแต่งตั้งอีก 30 คนจาก ส.ส. หรือสมาชิกวุฒิสภา สำหรับบุคคลกลุ่มหลัง เมื่อได้รับแต่งตั้ง ยังคงดำรงตำแหน่งในสภา แต่จะไม่มีเสียงในการลงคะแนน
การพ้นวาระของฝ่ายนิติบัญญัติ สำหรับสภาล่าง สี่ปี (อังกฤษห้าปี) หรือเมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา สมาชิกวุฒิสภาไทยมีวาระหกปี และหมุนเวียนกันออก สำหรับสภาสูงอังกฤษสมาชิกเป็นตลอดชีพ สภาล่างมีวาระสองปี สมาชิกสภาสูงมีวาระหกปี หมุนเวียนกันออก สี่ปีสำหรับสภาผู้แทนราษฏร โดยนายกรัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ยุบสภา ส่วนวุฒิสภา ไม่มีการกล่าวถึง เข้าใจว่าเหมือนในปัจจุบัน
การพ้นวาระของคณะผู้บริหาร พร้อมกับสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจ ประธานาธิบดีพ้นวาระทุกสี่ปี หรือเมื่อรัฐสภาดำเนินมาตรการขับไล่ (impeachment) ด้วยกระบวนการกึ่งตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่มีอำนาจสอบสวนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะฝ่ายนิติบัญญัติจะพิจารณาความผิดของฝ่ายบริหาร เพื่อดำเนินคดีต่อฝ่ายบริหารหากมีความผิดจริง
อำนาจทางการคลังและกฎหมายการเงิน รัฐบาลเสนองบประมาณทั้งทางด้านรายได้และรายจ่ายให้แก่สภาผู้แทนราษฎร สภามีสิทธิ์ตัดรายจ่าย แต่ไม่มีสิทธิ์เสนอให้เพิ่มการใช้จ่าย สมาชิกจะเสนอกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลเห็นชอบด้วย รัฐสภาเป็นผู้อนุมัติการใช้จ่ายเงินที่ฝ่ายรัฐบาลเสนอมา และสามารถเสนอโครงการที่ต้องใช้เงินได้ รัฐสภามีหน้าที่จัดหาเงิน (ด้วยการออกกฎหมายภาษีอากร) อีกด้วย รัฐสภามีอำนาจอนุมัติงบประมาณประจำปี มีอำนาจในการจัดหาเงิน มีการกล่าวถึงบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการอนุมัติงบประมาณจังหวัด แต่ไม่ได้ให้รายละเอียด
พรรคการเมือง ในอังกฤษไม่มีข้อบังคับ ในประเทศไทย รัฐธรรมนูญระบุให้ผู้สมัครเป็น ส.ส. ต้องสมัครในนามพรรค หากได้รับเลือกแล้วและย้ายพรรค ก็ต้องพ้นจากการเป็น ส.ส. พรรคจะต้องส่งผู้สมัครเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปไม่น้อยกว่าหนี่งในสี่ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด ในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุว่าจะต้องมีพรรคการเมือง ในการเลือกตั้งทั้งของประธานาธิบดี และของสมาชิกรัฐสภา กฎหมายของรัฐอาจกำหนดให้พรรคการเมืองมีการเลือกตั้งขั้นต้นภายในพรรค (primary election) เพื่อให้ได้ผู้สมัครสำหรับพรรคนั้นๆ ส.ส. ไม่ต้องสังกัดพรรค พรรคจะส่งผู้สมัครจำนวนเท่าไรก็ได้
อำนาจตุลาการ ในอังกฤษ เนื่องจากไม่มีรัฐธรรมนูญ ศาลจึงไม่สามารถใช้รัฐธรรมนูญล้มกฎหมายได้ แต่มีประเพณีปฏิบัติจากระบบ common law พิทักษ์สิทธิของปัจเจก ในไทย ถ้าศาลวินิจฉัยว่ากฎหมายอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ ต้องส่งเรื่องให้ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินชี้ขาดก่อน สามารถลบล้างกฎหมายที่บัญญัติโดยรัฐสภาได้ หากขัดกับรัฐธรรมนูญ ไม่มีการกล่าวถึง

 

ในช่องสุดท้ายของตารางที่ 1 ได้สรุปข้อเสนอเกี่ยวกับโครงสร้างการปกครองที่แยกอำนาจในรูปแบบที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอไว้ โดยเปรียบเทียบกับระบบการปกครอง แบบอังกฤษปนไทยที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ และแบบที่สหรัฐอเมริกาใช้อยู่ นอกจากนี้ ข้อมูลในตารางที่ 1 ยังมิได้จำกัดเฉพาะประเด็นที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เน้นไว้เท่านั้น แต่ได้เติมบางประเด็นที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เสนอไว้แบบผ่านๆ (เช่น เรื่องอำนาจทางการเงิน) หรือที่ไม่ได้กล่าวถึงเลย (เช่น อำนาจตุลาการ) ด้วย เพื่อประกอบการวิเคราะห์ต่อไป โดยเฉพาะเรื่องอำนาจทางการเงินนั้นเป็นเรื่องระดับโครงสร้างที่สำคัญ เพราะฉะนั้นจะขอนำมาวิเคราะห์เสียตั้งแต่ต้น

 

อำนาจการเงินของฝ่ายนิติบัญญัติ

อำนาจเหนือการเงินเป็นหัวใจของการบริหารประเทศ อำนาจนี้รวมถึงอำนาจในการเรียกเก็บภาษีจากประชาชน อำนาจในการใช้จ่ายเงินที่ได้มาจากภาษีอากรเหล่านั้น และอำนาจในการที่รัฐบาลจะกู้หนี้ยืมสินอีกด้วย ถ้าฝ่ายบริหารไม่มีหรือไม่ได้รับอำนาจดังกล่าวก็จะทำอะไรไม่ได้ ในประวัติการต่อสู้ระหว่างรัฐสภากับพระมหากษัตริย์อังกฤษ อำนาจเหนือการเงินของรัฐบาลได้เป็นชนวนสำคัญในข้อขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายนี้ จนในที่สุด พระมหากษัตริย์ต้องทรงยอมผ่อนคลายพระราชอำนาจในด้านนี ้ให้แก่รัฐสภาตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่ 17 และรัฐสภาก็ได้ใช้อำนาจเหนือการเงินเป็นเครื่องมือบังคับสถานการณ์ให้รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีมาจากรัฐสภา อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แทนที่จะเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์ หลังจากหลักการที่กำหนดให้ฝายบริหารต้องมาจากรัฐสภา ได้เป็นที่ยอมรับในศตวรรษที่ 19 ฝ่ายบริหารที่มาจาก รัฐสภานี้กลับเริ่มมีอำนาจเหนือสมาชิกรัฐสภามากขึ้น อำนาจริเริ่มของสมาชิกรัฐสภาก็ถูกบั่นทอนตลอดมา จริงอยู่ ถึงแม้รัฐสภายังคงไว้ซึ่งอำนาจ ที่จะไม่อนุมัติงบประมาณรวมของฝ่ายบริหาร ซึ่งก็เท่ากับเป็นการถอดถอนคณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง เพราะในกรณีนี้ โดยมารยาทแล้วคณะรัฐมนตรีจะต้องลาออก แต่อำนาจของสมาชิกรัฐสภาที่จะเสนอร่างกฎหมายนั้นถูกจำกัดลงอย่างมาก และเมื่อดูในรายละเอียด สมาชิกรัฐสภาจะไม่มีอำนาจในการเสนอร่างกฎหมาย ที่มีผลกระทบทางการเงินเลย กฎหมายเหล่านี้เสนอได้โดยฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้นแผนงานการออกกฎหมายของรัฐสภาแทบจะถูกกำหนดโดยฝ่ายบริหารโดยสิ้นเชิง ในอังกฤษอำนาจหลักของรัฐสภาในปัจจุบันนั้นมีอยู่ตรงที่เป็นที่มา (และที่ไป) ของฝ่ายบริหารเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว รัฐสภาก็จะเป็นแต่เพียงช้างเท้าหลังเท่านั้น ตราบใดที่เสียงข้างมากของเหล่าสมาชิกยังให้ความไว้วางใจกับรัฐบาลอยู่

 

เมื่อสหรัฐฯ ประกาศอิสรภาพจากอังกฤษและร่างรัฐธรรมนูญของตนเองขึ้นมา ก็มองอำนาจการเงินเป็นส่วนสำคัญในระบบการคานอำนาจของรัฐบาล ปฏิกิริยาที่ชาวอเมริกัน มีต่อการกดขี่ข่มเหงโดยมาตรการทางภาษีอากรของรัฐบาลอังกฤษ ทำให้สหรัฐฯ พยายามจัดระบบการปกครอง ที่ทำให้ฝ่ายบริหารขาดพลานุภาพที่จะตั้งตัวเอง ขึ้นมาเป็นเผด็จการ จึงได้ให้อำนาจการเงินอยู่กับรัฐสภา นอกจากนั้นแล้วสมาชิกรัฐสภาในสหรัฐฯ ยังคงอำนาจทางการเงินไว้มาก สมาชิกรัฐสภาสามารถเสนอและอนุมัติ กฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน โดยไม่ต้องรับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหารแต่ประการใด แต่ก็มีการคานอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติโดยให้สิทธิ์แก่ฝ่ายบริหารที่จะไม่อนุมัติ (veto) กฎหมายที่ส่งมาจากรัฐสภาได้

 

แม่แบบระบบรัฐสภาทั้งสองนี้แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายนิติบัญญัตินั้นมีได้สองแบบ แบบแรกคือแบบของอังกฤษ และจะเรียกว่าเป็นแบบอ่อน ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการกำหนดว่า ใครจะมาอยู่ในฝ่ายบริหาร แต่เมื่อกำหนดไปแล้ว ก็แทบจะไม่มีอำนาจอย่างใดนอกเหนือไปจากนี้ โดยเฉพาะจะไม่มีสิทธิในการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ในกรณีของสหรัฐฯ เป็นระบบนิติบัญญัติแบบแข็ง จริงอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนฝ่ายบริหาร แต่ฝ่ายนิติบัญญัติจะมีและจะใช้อำนาจ ในการออกกฎหมาย (โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน) อย่างสมบูรณ์กว่าในกรณีของอังกฤษ ดังนั้นในสหรัฐฯ ฝ่ายนิติบัญญัติจึงมองตัวเองว่ามีฐานันดร เท่าเทียมกับฝ่ายบริหาร และปกติจะมีเรื่องที่ต้องงัดข้อกับฝ่ายบริหารอยู่เนืองๆ

 

ระบบการปกครองของประเทศไทยลอกแบบมาจากอังกฤษ เพราะฉะนั้นฝ่ายนิติบัญญัติเป็นแบบอ่อน สมาชิกรัฐสภาจะถูกจำกัดสิทธิ์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน2 (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม 2538 มาตรา 143) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ประเภทนี้ได้ ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ การจำกัดความว่าอะไรเป็น พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน อะไรไม่เป็น พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน ก็จำกัดสิทธิ์ของ สมาชิกรัฐสภาค่อนข้างมาก (อรพิน 2538)

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ไม่ชัดเจนอยู่สองประการ ประการแรก ในข้อเสนอของ ศ. ชัยอนันต์ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ยังมีอำนาจที่จะไม่อนุมัติกฎหมายที่ฝ่ายบริหารเสนอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายนิติบัญญัติมีสิทธิ์ไม่อนุมัติ พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งถ้าไม่อนุมัติ ฝ่ายบริหารจะไม่สามารถปกครองประเทศได้ ในระบบปัจจุบันรัฐบาล ก็จะต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่ในระบบที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งโดยตรงไม่ปรากฏชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าฝ่ายบริหารเลือกที่จะไม่แยแส ต่อการที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่อนุมัติงบประมาณ และเรียกเก็บภาษีต่อ และใช้เงินต่อไปโดยใช้อำนาจพลการ ก็สามารถอ้างความชอบธรรมอันได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเป็นโล่กำบังได้ ถึงอย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้ว ฝ่ายบริหารจะมีอำนาจคุมตำรวจส่วนกลาง3 และกองทัพ อีกทางหนึ่งที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือ รัฐสภาจะเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารดำเนินการ และสั่งการตามที่ตนต้องการเป็นเงื่อนไขในการอนุมัติงบประมาณ ถ้าเช่นนั้น เอกภาพของฝ่ายบริหารที่ได้จากการมีวาระสี่ปีก็จะค่อยๆ ลดความหมายไป

 

อีกประเด็นหนึ่งที่ยังไม่ชัดเจนก็คือ เมื่อมีการแยกอำนาจแล้ว ส.ส. จะมีอำนาจเสนอร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวด้วยการเงินโดยไม่ต้องได้รับการอนุมัติจากฝ่ายบริหารหรือไม่ ในแง่หนึ่งแล้ว ตรรกะของสถานการณ์ใหม่ที่เสนอมานั้นชวนให้สรุปต่อไปได้ว่า ในเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่มีอำนาจในการกำหนดตัวของผู้บริหารแล้ว ก็น่าจะมีอำนาจในการออกกฎหมายมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน แต่ในเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจน และจะเห็นได้ว่าอำนาจนี้มีความสำคัญมากในการกำหนดบทบาท ของฝ่ายนิติบัญญัติในอนาคต

 

อำนาจตุลาการกับอำนาจนิติบัญญัติ

 

ระบบการเมืองของอังกฤษนั้นมีเอกลักษณ์อยู่อย่างหนึ่ง กล่าวคือ เป็นระบบที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร มีแต่ประเพณีปฏิบัติ และมีหลักการที่สำคัญ ที่ยึดกันมาโดยตลอด คือหลัก parliamentary sovereignty4 กล่าวคือ รัฐสภามีอำนาจสูงสุดในเชิงกฎหมาย แม้ว่าในปัจจุบัน รัฐสภาจะทำหน้าที่เป็นแต่เพียง ช้างเท้าหลังให้แก่ฝ่ายบริหารเสียส่วนใหญ่ แต่สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของคนอังกฤษก็ยังมิได้ถูกคุกคามโดยอำนาจรัฐ เพราะเหตุว่าในการตีความกฎหมายนั้น ศาลอังกฤษจะใช้ระบบ common law ซึ่งเป็นระบบกฎหมายจากคำพิพากษาเดิมๆ และในอดีต ศาลอังกฤษได้ร่วมกับรัฐสภา ต่อสู้กับอำนาจของพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด ระบบ common law จึงมีบทบาทพิทักษ์สิทธิของปัจเจกจากอำนาจรัฐค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยความของศาลอังกฤษนั้น จะขัดกับกฎหมายที่ผ่านโดย รัฐสภาไม่ได้ กระนั้นก็ตาม หากรัฐสภาเห็นว่าคำพิพากษานั้นฝืนเจตนารมณ์ของตน รัฐสภาก็อาจจะยืนยันตามเจตนารมณ์ของตน ด้วยการแก้กฎหมายให้ชัดเจนขึ้น

 

สหรัฐฯ มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร และยังอาศัย common law ที่ได้มาจากอังกฤษอีกด้วย ที่สำคัญที่สุด ศาลสูงสุด (U.S. Supreme Court) สามารถยับยั้งการบังคับใช้กฎหมายที่รัฐสภาบัญญัติขึ้นมาได้ หากเห็นว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ ในกรณีเช่นนี้ ถ้ารัฐสภายังประสงค์ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์เดิม ก็จะต้องเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและยาวนาน อีกทั้งจะต้องได้รับการยินยอมจากรัฐต่างๆ อีกด้วย เพราะฉะนั้น ในสหรัฐฯ จึงถือกันว่า อำนาจตุลาการนั้น มีฐานะเคียงบ่าเคียงไหล่กับอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร

 

ไทยมีประวัติทางกฎหมายแตกต่างจากอังกฤษ เพราะรัฐเป็นผู้ยกเอาประเพณีกฎหมายแบบตะวันตกมาใช้ และได้กำหนดภาระหน้าที่และขอบเขตของฝ่ายตุลาการ โดยไม่ให้มีบทบาทมากนักในการพิทักษ์สิทธิของปัจเจกจากอำนาจรัฐ เหมือนเช่นในอังกฤษ หรือในสหรัฐฯ5 นอกจากนี้ ไทยยังมีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร (ถึงแม้ว่าจะถูกฉีกทิ้งบ่อยครั้งก็ตาม) ซึ่งมีบทบัญญัติในด้านสิทธิของปัจเจกที่ศาลสามารถนำไปประยุกต์ได้ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถ้าหากศาลพิจารณาเห็นว่า ประเด็นกฎหมายบางประเด็นอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ ศาลก็จะต้องส่งประเด็นนั้นมายังตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย การตัดสินใจว่า ประเด็นนั้นมีโอกาสหรือไม่ ที่จะขัดกับรัฐธรรมนูญ ศาลเท่านั้นที่จะวินิจฉัยชี้ขาดได้ คู่ความไม่สามารถที่จะอุทธรณ์การวินิจฉัยดังกล่าว โดยตรงต่อตุลาการรัฐธรรมนูญได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่มีร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านรัฐสภาแล้วแต่ยังไม่ลงพระปรมาภิไธย และหากนายกรัฐมนตรีมีข้อสงสัยว่าร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายกรัฐมนตรีอาจส่งร่าง พ.ร.บ.นั้นไปให้ตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาได้

 

มีข้อน่าสังเกตอยู่อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับตุลาการรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ทั้งในด้านบุคลากรและในสำนวนวินิจฉัย ตุลาการรัฐธรรมนูญของเราจะมีบทบาททางการเมือง มากกว่าในทางกฎหมาย

 

จะเห็นได้ว่าในทุกกรณี อำนาจตุลาการนั้นมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่รูปแบบและบทบาทนั้นแตกต่างไปแล้วแต่กรณี ถ้าหากจะแบ่งแยกอำนาจบริหารและอำนาจปกครองออกจากกันแล้ว บทบาทของอำนาจตุลาการก็คงต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย ในขณะนี้ ยังไม่ประจักษ์ชัดจากข้อเสนอของ ศ. ชัยอนันต์ว่า ที่มาและบทบาทของตุลาการรัฐธรรมนูญควรจะยังเป็นอยู่อย่างเดิมหรือไม่

 

จากโครงสร้างสู่พฤติกรรม

 

โครงสร้างการปกครองในตัวของมันเองคงไม่ได้ให้คุณให้โทษกับประชาชนโดยตรงเท่าใดนัก มีนัยสำคัญก็ในฐานะที่เป็นกรอบกำหนดพฤติกรรมของผู้ที่จะมีบทบาท ในองค์กรต่างๆ ของรัฐ พฤติกรรมเหล่านี้ต่างหากที่จะส่งผลต่อสวัสดิภาพของประชาชน ข้อนี้คงจะไม่เป็นที่ถกเถียงกันมาก ศ. ชัยอนันต์เอง ก็ให้เหตุผลที่ท่านอยากเห็น การเปลี่ยนแปลงว่า โครงสร้างที่เป็นอยู่นำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาหลายประการ ข้อดีที่ท่านเห็นในระบบแยกอำนาจ (ที่ผู้เขียนเห็นด้วย) มีดังต่อไปนี้

 

  • ผู้บริหารประเทศมีโอกาสบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่องจนครบวาระสี่ปี
  • คณะที่จะสมัครมาเป็นคณะผู้บริหารจะต้องมาจากทุกภาคของประเทศ มิฉะนั้นจะไม่มีโอกาสได้รับเลือก เนื่องจากมิได้รับเสียงนิยมอย่างทั่วถึ
  • ประชาชนจะทราบอย่างแน่นอนตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่าผู้ใดจะมาเป็นแกนนำในคณะผู้บริหาร ไม่ปล่อยให้การเลือกสรรรัฐมนตรี เกิดขึ้นจากการเจรจาต่อรองหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจได้บุคคลที่ไม่เป็นที่พอใจสำหรับประชาชนมาเป็นรัฐมนตรี

 

แต่ ศ. ชัยอนันต์ได้อ้างผลดีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ประจักษ์ อาทิเช่น

 

  • เป็นการยากที่จะมีการซื้อเสียงทั่วประเทศ อย่างน้อยในการเลือกตั้งคณะผู้บริหาร
  • ระบบใหม่มีการแบ่งงาน โดยแยกคุณภาพและประสบการณ์ของคนสองกลุ่ม คือฝ่ายบริหารและฝ่ายผู้แทนของประชาชน

 

จะเห็นได้ว่า ทั้งหมดนี้เป็นการอนุมานผลทางพฤติกรรมจากโครงสร้างหรือแบบแผนหลัก ที่ว่า “อนุมาน” นั้น ก็เพราะเหตุว่าประเทศไทยไม่เคยมีระบบ การปกครองแบบใหม่นี้ที่จะชี้ให้เห็นเป็นหลักฐานประจักษ์ชัดได้ว่า การปกครองแบบนี้จะส่งผลอย่างไรต่อพฤติกรรมของประชาชนผู้เลือกตั้ง ของนักการเมือง และของข้าราชการประจำ ที่ดีที่สุดที่จะทำได้ก็คือ ต้องศึกษาผลของการออกแบบระบบการปกครองในประเทศอื่นๆ ที่มีรูปแบบการปกครองคล้ายกับที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอ ว่ามีผลอย่างไร และจากนั้นก็ต้องอนุมานต่อไปว่าผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยหรือไม่ ภายใต้สภาพสังคมของประเทศไทย ทั้งในปัจจุบันและที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

 

โครงสร้างหรือรูปแบบการปกครองมิได้เป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดพฤติกรรมทางการเมือง ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองที่คล้ายคลึงกับในประเทศอังกฤษมาก ดังที่เห็นได้จากตารางที่ 1 แต่พฤติกรรมทางการเมืองนั้นผิดแผกแตกต่างไปจากของอังกฤษมาก การทำนายพฤติกรรมจากโครงสร้าง จึงเป็นเรื่องที่จะต้องทำด้วย ความระมัดระวังอย่างยิ่ง จะต้องคำนึงถึงปัจจัยรอบด้านอื่นๆ อีกมาก เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าในส่วนต่อไปนี้ ผู้เขียนจะยกตัวอย่างพฤติกรรมจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศ ที่ใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่ชัดเจนที่สุด แต่ผู้เขียนก็มิได้ตั้งใจที่จะให้ผู้อ่านเห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้น ในประเทศไทยหากเรานำเอาระบบแบ่งแยกอำนาจมาใช้ ตรงกันข้าม จุดประสงค์ของบทความนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมเหล่านี้มีที่มานอกเหนือไปจากรูปแบบ การปกครองแต่ถ่ายเดียว และถ้าจะแยกอำนาจการปกครองตามแนวของ ศ. ชัยอนันต์ ก็จะต้องศึกษาที่มาอื่นๆ เหล่านี้อีกด้วย

 

ปัจจัยอื่นๆ ที่กำหนดพฤติกรรมนอกเหนือจากโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญนั้นกำหนดโดยวัฒนธรรมทางการเมืองในประเทศไทย (นิธิ 2534) วัฒนธรรมทางการเมือง ในไทยนั้นได้สร้างสมกันมานับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา วัฒนธรรมทางการเมืองนั้น แท้จริงก็คือความเข้าใจและความคาดหวัง ที่ตัวละครทางการเมืองมีต่อพฤติกรรมของตัวละครอื่นๆ ในเวทีเดียวกัน คือที่ประชาชน ผู้ลงคะแนนเสียงมีต่อ ส.ส. และที่ผู้สมัครมีต่อผู้ลงคะแนน ที่ ส.ส. มีต่อรัฐบาล ที่นักเลือกตั้งมีต่อทหาร ที่ทหารมีต่อนักเลือกตั้ง ความคาดหวังทั้งหลายนี้ได้รับการทดสอบและตอกย้ำมาหลายครั้งหลายคราวแล้วใน 60 ปีที่ผ่านมา

 

นอกจากวัฒนธรรมทางการเมืองที่ได้สร้างสมกันมา ยังมีผลงานที่เป็นรูปธรรมของเหล่า ส.ส. ที่ได้รับเลือกมา อาทิเช่น บรรดากฎหมายบ้านเมืองที่ ส.ส.เหล่านี้ ได้ตราขึ้นมาแล้วหลายฉบับ (โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎหมายที่ตราโดยรัฐบาลเผด็จการอีกมากฉบับกว่านั้น) รัฐบาลที่ ส.ส. เหล่านี้มีส่วนในการแต่งตั้งและถอดถอน ก็มีมาแล้วหลายคณะ และได้สร้างความคาดหวังให้แก่ประชาชนว่า บทบาทของรัฐควรจะเป็นอย่างไร เราจะชื่นชมหรือสะอิดสะเอียนกับวัฒนธรรมและผลงาน เหล่านี้มากน้อยอย่างไรก็ตาม แต่มันก็เป็นมรดกตกทอดมา ที่อยู่กับเราโดยที่จะโยนทิ้งออกไปไม่ได้ แม้ว่าเราจะปรับระบบการปกครองกันอย่างถอนรากถอนโคนกันในวันพรุ่งนี้

 

ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องวิเคราะห์ผลกระทบจากโครงสร้างต่อพฤติกรรมของตัวละครทางการเมืองในระดับต่างๆ นับตั้งแต่ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง ไปจนถึงรัฐมนตรีหรือคณะผู้บริหาร

 

พฤติกรรม

 

ลักษณะของกฎหมายในสองระบบ

 

ไม่ว่าในสหรัฐฯ ที่มีการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ หรือในอังกฤษและไทยที่ให้ฝ่ายบริหารมาจากสภานิติบัญญัติ อำนาจในการออกกฎหมาย จะอยู่กับรัฐสภาเหมือนกันทั้งนั้น แต่ลักษณะของกฎหมายที่ออกมานั้นจะแตกต่างกันมาก สาเหตุที่แตกต่างกันนั้นเกิดจากการที่ฝ่ายนิติบัญญัติมี หรือไม่มีอำนาจที่จะเสนอ กฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหาร

 

ถ้ารัฐสภาสามารถออกกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน กฎหมายนั้นก็จะมีรายละเอียดและความซับซ้อนสูงมาก ตัวอย่างเช่น กฎหมายที่ให้การอุดหนุนภาคเกษตรของสหรัฐฯ นั้นจะมีความยาวเป็นร้อยๆ หน้า จะระบุสาระของนโยบายอย่างละเอียด ว่ารัฐจะให้การอุดหนุนสินค้าใดบ้าง จะอุดหนุนได้เท่าไร อีกทั้งกำหนดขอบเขตของการควบคุม การผลิตของฝ่ายบริหารอย่างเคร่งครัด กฎหมายเหล่านี้มักมีอายุที่จำกัด ซึ่งบังคับให้มีการทบทวนกฎหมายแต่ละฉบับเป็นระยะๆ และเปิดโอกาสให้รัฐสภา ควบคุมฝ่ายบริหารได้อีกทางหนึ่ง

 

จะเห็นได้ว่ากฎหมายอย่างที่รัฐสภาอเมริกันออก จะแตกต่างจากกฎหมายส่วนใหญ่ของไทยที่มักมีความยาวไม่เกินยี่สิบหน้า กฎหมายของไทยจะเน้นการให้อำนาจ แก่องค์กรของรัฐในการจัดการและดำเนินนโยบายอย่างกว้างๆ แต่จะไม่กำหนดสาระของนโยบาย ปล่อยให้ส่วนนั้นเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้กำหนด เพราะในทางทฤษฎี ฝ่ายบริหารจะต้องนำนโยบายของตน มาแถลงเพื่อได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาอยู่แล้ว และหากรัฐบาลนำเอากฎหมายไปใช้ในทิศทางที่ไม่ชอบ ก็จะมีโอกาสที่จะได้รับ การคัดค้านท้วงติง จนถึงขั้นได้รับมติไม่ไว้วางใจจากรัฐสภา (อย่างเช่นในกรณีการออกเอกสาร สปก. 4-01 เป็นต้น)

 

ถ้าไทยหันไปยึดแนวทางการแบ่งอำนาจก็จะต้องตั้งคำถามก่อนว่า จะให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจ ในการเสนอกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงินได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่ ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจเช่นนั้น ก็พอจะอนุมานได้ว่า ในระยะยาว รัฐสภาไทยก็จะเริ่มบัญญัติกฎหมายในลักษณะคล้ายกับของสหรัฐฯ มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน หลังจากระยะหนี่ง รูปโฉมของกฎหมายไทยก็จะเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงนี้ก็มีข้อดีข้อเสีย ข้อดีก็คือ สาระของนโยบายจะมีความโปร่งใส และมีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าเดิม ไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามกระแสการเมือง กระแสอารมณ์ หรือกระแสการเงินของรัฐมนตรีผู้ดำเนินนโยบายได้ แต่ขณะเดียวกัน (และนี่คือข้อเสีย) นโยบายที่ระบุไว้ ในกฎหมาย จะรัดตัวฝ่ายบริหารและประเทศชาติมากเกินไป ไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้ทันท่วงที

 

อย่างไรก็ตาม ในระบบใหม่นั้น กฎหมายจะมีสาระทางนโยบายมากขึ้นได้ก็ในระยะยาวเท่านั้น หลังจากระบบใหม่นี้ ได้ถูกนำมาใช้เป็นระยะนานพอที่จะเกิด พฤติกรรมใหม่ในรัฐสภาไทย และนานพอที่รัฐสภาจะออกกฎหมายทดแทนกฎหมายเดิมๆ ที่มีอยู่ แต่กว่าจะถึงวันนั้น การบริหารประเทศก็จะต้องอาศัยกฎหมายเดิม ที่ได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารไว้สูงมาก กฎหมายเหล่านี้บัญญัติโดยรัฐสภาภายใต้ทฤษฎีที่ว่า ในที่สุดแล้ว รัฐสภาสามารถคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารได้ เนื่องจากมีอำนาจที่จะถอดถอนรัฐบาลได้ ดังนั้นหากเราหันไปใช้ระบบแยกอำนาจ โดยไม่ยกเครื่องระบบกฎหมายที่เป็นอยู่ รัฐสภาก็จะมีข้อจำกัดมากในการคุ้มครอง ประชาชนจากการใช้อำนาจค้ำฟ้าที่ฝ่ายบริหารได้รับ จากกฎหมายเก่าที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันในทางไม่ถูกไม่ควรได้

 

ถ้าในระบบใหม่นั้น ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีอำนาจเสนอและออกกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงินโดยไม่ต้องขออนุญาตจากฝ่ายบริหาร กฎหมายไทยก็คงสภาพเหมือนเดิม ปัญหาในการคุ้มครองประชาชนจากการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมของฝ่ายบริหารก็จะมีอยู่อย่างถาวร

 

ผลกระทบต่อนโยบายการคลัง

 

นโยบายการคลังในประเทศไทยในปัจจุบัน นโยบายการคลังในประเทศไทยเป็นนโยบายที่ค่อนข้างรอบคอบระมัดระวังตลอดมา ไม่ว่าในระบบสมบูรณาญาสิทธิราช หรือในช่วงที่ทหารครองประเทศ หรือแม้กระทั่งในระยะประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือเสี้ยวใบมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น เศรษฐกิจไทยในระดับมหภาค จึงมีเสถียรภาพสูงมาโดยตลอด ซึ่งก็ได้นำประโยชน์มาให้แก่ชาติบ้านเมืองมาก

 

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะนโยบายทั้งทางด้านการคลังและการเงินถูกครอบงำโดยข้าราชการประจำมาโดยตลอด ข้าราชการเหล่านี้ก็คือกลุ่มที่เรียกกันว่า เทคโนแครตในกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย ในอดีต นักการเมือง ทั้งที่เป็นทหาร และที่เป็นนักเลือกตั้ง ยินยอมที่จะให้เทคโนแครตเหล่านี้เป็นผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค เทคโนแครตส่วนใหญ่ ก็มีไหวพริบทางการเมือง ดีพอที่จะไม่ไปก้าวก่ายในขบวนการแสวงหาผลประโยชน์ของเหล่าทหารและนักเลือกตั้งทั้งหลาย ยกเว้นถ้าการแสวงหาผลประโยชน์อยู่ในระดับสูง จนไปกระทบกระเทือนกรอบนโยบายในระดับมหภาค ดังเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงต้นๆ สมัยรัฐบาลเปรม เป็นต้น แต่เทคโนแครตก็ต้องอิงอำนาจทหารเพื่อการนี้

 

นอกจากการจัดการนโยบายเศรษฐกิจมหภาคโดยฝ่ายบริหารแล้ว เมื่อสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถริเริ่มกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ก็ไม่เปิดโอกาสที่จะให้ ส.ส. ผลักดันให้รัฐใช้จ่ายเงินจนเกินตัว การจัดการด้านการเงินของประเทศจึงเป็นไปอย่างมีเอกภาพ โดยฝ่ายบริหารและฝ่ายเทคโนแครตเป็นผู้ดำเนินการ

 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองก็ตาม ก็ไม่ควรจะคาดหวังต่อไปว่า เทคโนแครต จะสามารถครอบงำนโยบายการเงินและนโยบาย การคลังได้ต่อไปอีกนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่มี ส.ส.จำนวนไม่น้อยที่หวังจะเลียนแบบนายบรรหาร ศิลปอาชา ในเรื่องการผันเงินงบประมาณเข้าสู่จังหวัดของตน

 

นโยบายการเงินการคลังในระบบการเมืองต่างๆ ในสหรัฐฯ ฝ่ายประธานาธิบดีกับฝ่ายรัฐสภาได้ขับเคี่ยวกัน ที่จะลดการขาดดุลงบประมาณมากว่าสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ จึงน่าจะสรุปในขั้นต้นได้ว่า รูปแบบการเมืองแบบแยกอำนาจบริหารออกจากฝ่ายนิติบัญญัตินั้นจะทำให้วินัยทางการคลังลดลงได้ งานวิจัยในเรื่องนี้อาจให้ข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้น ถึงแม้ว่าจำนวนงานวิจัยยังมีอยู่จำกัด และคลุมแต่เฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น (Roubini and Sachs 1989, Schick 1993) ผลจากงานวิจัยเหล่านี้ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นระบบประธานาธิบดีหรือระบบรัฐสภา แนวทางที่จะมีวินัยทางการคลังได้ ก็จากการมีรัฐบาลที่มีเอกภาพ อย่างเช่นในสหรัฐฯ ผู้วิจัยได้สรุปว่า สาเหตุที่ปัญหาการขาดดุลงบประมาณไม่ได้รับการเยียวยา ก็เพราะประธานาธิบดีและเสียงข้างมากในรัฐสภามาจากต่างพรรคกัน และประเทศในยุโรป ที่ใช้ระบบรัฐสภา และที่มีปัญหาการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง (เช่นเนเธอร์แลนด์ หรืออิตาลี) มักจะเป็นประเทศที่มีรัฐบาลผสมหลายพรรค อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวอยู่นั้น มีโอกาสมากกว่าที่รัฐบาล (รวมทั้งรัฐบาลที่ขาดเอกภาพ) จะรักษาวินัยทางการคลังไว้ได้ เพราะเงินที่หลั่งไหลเข้ามาสู่คลังนั้น ทำให้รัฐบาลสามารถเพิ่มค่าใช้จ่ายได้ระดับหนึ่งโดยไม่ต้องสร้างความเดือดร้อนแก่ใคร ปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจหยุดขยายตัว หรือขยายต่ำกว่าที่คาดไว้ และเกิดความจำเป็นที่รัฐบาลต้องรัดเข็มขัด โดยการที่จะต้องทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสังคมต้องเดือดร้อน รัฐบาลที่ขาดเอกภาพในความหมายที่ให้ไว้นี้ ก็จะไม่สามารถดำเนินมาตรการที่จะให้บางส่วนของสังคมต้องเดือดร้อนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่พัฒนาแล้ว มีภาระทางด้านการประกันสังคมสูง และภาระเหล่านี้มีลักษณะคล้ายสัญญา ที่รัฐในฐานะเป็นตัวแทนสังคมได้ให้ไว้แก่กลุ่มต่างๆ จะเพิกถอนเฉยๆ ไม่ได้ การบริหารงบประมาณจึงไม่สู้จะมีความคล่องตัวเท่าที่ควร

 

ประเทศไทยปัจจุบันนี้เป็นระบบรัฐสภาที่มีรัฐบาลผสม แต่อาศัยที่เศรษฐกิจของประเทศได้ขยายตัวมาอย่างดีโดยตลอด (ยกเว้นในทศวรรษ 2520) ปัญหาเรื่องการขาดดุล งบประมาณจึงยังไม่รุนแรง แต่ถ้าเศรษฐกิจหยุดขยายตัวหรือขยายตัวช้าลง อย่างเช่นที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้น

 

ในประเทศไทยก็มีปัญหาความคล่องตัวในการปรับงบประมาณลงเหมือนกัน เพราะสัดส่วนของงบประมาณที่ต้องใช้เป็นเงินเดือนข้าราชการ (ที่ลดไม่ได้) ก็สูงเกินกว่าครึ่ง ถ้ายิ่งจะมีการประกันสังคมในอัตราที่สูงกว่าปัจจุบัน ปัญหาความคล่องตัวในด้านงบประมาณก็จะหนักขึ้นไปอีก ถ้าไทยยังใช้ระบบรัฐสภาและมีรัฐบาลผสมอยู่ ก็คงจะมีปัญหาการคลังที่เรื้อรังได้เหมือนกัน ถ้าในตอนนั้นเรามีระบบแยกอำนาจ ระหว่างรัฐสภากับคณะผู้บริหาร ปัญหาดังกล่าวจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า ฝ่ายนิติบัญญัติจะใช้อำนาจของตนอย่างเต็มที่หรือไม่ และขึ้นอยู่กับฝีมือในการประนีประนอมระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ

 

ในขณะนี้หลายคนคาดหวังว่า ถ้าหากให้ฝ่ายบริหารได้รับเลือกตั้งโดยตรง และให้มีอายุได้ถึง 4 ปี จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพตลอดวาระ และเมื่อมีเสถียรภาพแล้ว ก็จะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากฝ่ายบริหารไม่ต้องพึ่งการประนีประนอมกัน ระหว่างพรรคหลายๆ พรรคที่มาร่วมรัฐบาลอย่างในปัจจุบัน แต่ถ้ารัฐสภาใช้อำนาจทางการเงินอย่างจริงจัง ข้อขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารก็จะต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งก็หมายความว่า ฝ่ายบริหารจะไม่มี เอกภาพอย่างที่คาด และจะต้องประนีประนอมกับฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ตลอดเวลา

 

วินัยจากพรรคการเมืองและความจงรักภักดีต่อพรรคการเมือง

 

ในการประนีประนอมร่วมมือกันกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ศ. ชัยอนันต์มีข้อเสนอที่จะให้การร่วมมือนั้นราบรื่นยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดให้สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติ เข้ามาร่วมอยู่ในคณะผู้บริหาร แต่ในตำแหน่งรองๆ ลงไป กติกาแบบนี้เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้คณะผู้บริหารสามารถ “ซื้อ” เสียงสนับสนุนในรัฐสภา ด้วยการเอาตำแหน่งมาล่อ แต่เนื่องจากคณะผู้บริหารสามารถดึงสมาชิกรัฐสภาได้ไม่เกิน 30 คน ซึ่ง 30 คนนี้จะมีพรรคพวกของตนอยู่ในสภานิติบัญญัติ ถ้าเลือกคน 30 คนนี้อย่างฉลาดแล้ว ฝ่ายบริหารก็จะมีฐานเสียงในสภานิติบัญญัติอีกด้วย แต่ฐานเสียงนี้จะมีความถาวรยั่งยืนแค่ไหน อยู่ที่วินัยที่พรรคการเมืองจะมีอยู่เหนือสมาชิก

 

ในปัจจุบันนี้ อำนาจที่พรรคการเมืองมีอยู่เหนือการลงคะแนนเสียงของสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรนั้น ไม่ได้เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เกิดจากข้อจำกัด ทางรัฐธรรมนูญที่ให้ผู้สมัครเป็น ส.ส. ต้องสังกัดพรรค และให้ ส.ส. ที่ออกจากพรรคเดิม ไม่ว่าเพราะลาออกหรือเพราะถูกพรรคไล่ออกต้องลงสมัครใหม่ โดยทั่วไป (ยกเว้นในกรุงเทพฯ และในหัวเมืองใหญ่ๆ) ผู้ที่ได้รับเลือกเป็น ส.ส. ไม่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคก็มีสิทธิ์เป็น ส.ส. ได้ ดังนั้น ส.ส. เหล่านี้จึงไม่มีความรู้สึกว่า ตนเป็น ส.ส. ได้ เพราะได้สังกัดพรรคการเมือง ต่างจากในอังกฤษ ที่ประชาชนจะเลือกลงคะแนนตามพรรคเท่านั้น และวินัยของพรรค ในการลงคะแนนเสียงของ ส.ส. ในสภานั้นมีสูงมาก ทั้งๆ ที่ไม่มีบทบัญญัติทางกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญที่บีบบังคับ ส.ส. อยู่

 

ส.ส. ที่ถูกบังคับให้อยู่ภายใต้วินัยของพรรคในประเทศไทยนั้นไม่สามารถขายเสียงของตนให้แก่ฝ่ายรัฐบาลได้ในการลงมติแต่ละครั้ง จริงอยู่ ส.ส. ยังถูกซื้อตัวอยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นการซื้อตัวไปเลยแบบเหมาจ่ายตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง และผู้ซื้อก็จะได้ความ จงรักภักดีไป ตลอดอายุของสภา จนกระทั่งการเลือกตั้งครั้งต่อไป จึงจะประมูลตัวกันใหม่

 

ในระบบที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอนั้น ผู้สมัคร ส.ส. ไม่ต้องสังกัดพรรค สิ่งที่พอจะพยากรณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นก็คือ เมื่อถึงระยะที่จะมีการอนุมัติงบประมาณประจำปี ฝ่ายคณะผู้บริหารก็ต้องซื้อเสียงจากเหล่า ส.ส. ถ้าไม่โดยการยื่นซองให้โดยตรง ก็โดยทางอ้อมโดย จัดสรรงบประมาณให้แก่ท้องที่ของ ส.ส. ให้มากขึ้น

 

เมื่อ ส.ส. สามารถใช้อำนาจของตนดึงดูดทรัพยากรจากฝ่ายบริหารได้เช่นนี้ ก็จะชักนำไปสู่การซื้อเสียงจากประชาชน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ในการดึงดูดทรัพยากรดังกล่าว แม้ว่าเงินที่ต้องใช้ซื้อเสียงนั้นอาจไม่มากเหมือนในกรณีที่ ส.ส. สามารถเป็นรัฐมนตรีได้เองอย่างเช่นในปัจจุบัน

 

ลักษณะท้องถิ่นนิยมและภูมิภาคนิยมของนักการเมือง

 

ผู้ที่จะสมัครอยู่ในคณะผู้บริหารคงจะไม่สามารถแสดงตนเป็นภูมิภาคนิยมได้ เพราะจะต้องได้รับเลือกจากทั้งประเทศ แต่ในระบบที่มีการแบ่งแยกอำนาจ ผู้ที่จะสมัคร มาอยู่เป็นฝ่ายนิติบัญญัตินั้นจะยิ่งมีลักษณะภูมิภาคนิยมหรือท้องถิ่นนิยมยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะเหตุว่าในระบบใหม่นี้ ส.ส. จะยิ่งมีบทบาทในระดับชาติน้อยลงกว่าเดิม การพยากรณ์พฤติกรรมของสมาชิกรัฐสภานี้ สอดคล้องกับพฤติกรรมของสมาชิกรัฐสภาของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

 

การซื้อขายเสียงและคอร์รัปชั่นในระบบต่างๆ

 

ทุกคนทราบดีว่า ปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่นและการซื้อขายคะแนนเสียงในการเลือกตั้งเป็นปัญหาหลักของระบบการเมืองไทยในปัจจุบัน และเป็นปัญหาที่วิเคราะห์และศึกษา หาสาเหตุได้ยากมาก ที่สุดปัญหาหนึ่ง8 ในตลาดวิชาการนั้นมีความเห็นกันอยู่สองฝ่ายด้วยกัน

 

ฝ่ายแรกยืนยันว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นนั้นเป็นปัญหาอันเกิดจากการ “ทุ่มทุนตั้งพรรค สนับสนุน ส.ส. ซื้อเสียง โดยหวังเข้ามาอาศัยตำแหน่งรัฐมนตรีกอบโกยผลประโยชน์” (ชัยอนันต์ 2538:10) เพราะฉะนั้น ถ้าจะขจัดปัญหาคอร์รัปชั่น จะต้องรื้อกลไกการเมืองทั้งระบบให้ “เกมการเมืองเปลี่ยนไปตรงที่ความเกี่ยวโยงระหว่าง อำนาจแฝงภายในพรรคกับการได้เป็นรัฐมนตรี…หมดไป”

 

ฝ่ายที่สองยืนยันว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นนั้นเป็นปัญหาที่มีต้นตอทางประวัติศาสตร์รัฐไทย ระบบการปกครองของเรานั้นผันแปรจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยรัฐประหารของข้าราชการ ไม่ใช่ด้วยวิวัฒนาการหรือโดยการปฏิวัติทางสังคม อำนาจของฝ่ายบริหารยังเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ ที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือตุลาการ ไม่สามารถหรือไม่ประสงค์จะคานไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ายบริหารจึงมีอำนาจและโอกาสที่จะดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อให้รัฐมนตรีหรือข้าราชการได้รายได้จากคอร์รัปชั่น ในความเห็นนี้ คอร์รัปชั่นนั้นเกิดจากโอกาสที่มีอยู่ ภายใต้กลไกของรัฐและระบบกฎหมายในปัจจุบัน หาได้เกิดขึ้นจากการลงทุนหาเสียงเลือกตั้งไม่ ตรงกันข้าม การลงทุนซื้อเสียงนั้นเกิดขึ้นเพราะโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์ในตำแหน่ง ตราบใดที่โอกาสนั้นยังมีอยู่ คอร์รัปชั่นและการซื้อขายเสียงก็จะเป็นปรากฏการณ์ คู่บ้านคู่เมืองอยู่ร่ำไป ในความเห็นของฝ่ายนี้ กระบวนการเลือกตั้งเป็นการเปิดสนามให้มีการแข่งขันให้นักเลือกตั้งทั้งหลาย ไปกอบโกยผลประโยชน์กับเขาบ้าง นักเลือกตั้งก็จะแห่กันมาลงทุนเพื่อจะแย่งสิทธิ์ในการที่เข้าไปเป็นรัฐมนตรี เพราะเมื่อชั่งระหว่างเงินที่ต้องลงไปและรายได้ที่จะได้ การลงทุนนั้นคุ้ม ยิ่งเศรษฐกิจขยายตัว ตำแหน่งรัฐมนตรีก็ยิ่งมีค่ามากขึ้น เงินที่จะต้องทุ่มในการเลือกตั้งก็จะมากขึ้น

 

ข้อแตกต่างระหว่างสองฝ่ายนี้ มิใช่เป็นข้อแตกต่างระหว่างผู้ที่บอกว่าไข่ออกก่อนไก่ กับผู้ที่บอกว่าไก่ออกก่อนไข่เท่านั้น แต่เป็นข้อแตกต่างที่มีผลต่อข้อเสนอแนวทางการแก้ไข ทางออกของฝ่ายที่สองก็คือ การแก้กฎหมายและระบบการตรวจสอบ ซึ่งฝ่ายแรกจะปฏิเสธว่าเป็นการ “หลงทาง”9 ทางที่ถูกก็จะต้องเป็นการแก้กลไกทางการเมือง ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงความเห็นของฝ่ายที่สอง แต่จะตั้งคำถามว่าทางออกของฝ่ายที่หนึ่งที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงเกมการเมืองนั้นจะนำไปสู่ผลที่อ้างว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ โดยจะยึดตาม ทฤษฎีของฝ่ายที่หนึ่งเองอย่างน้อยในขั้นต้นก่อน

 

ตามข้อเสนอที่จะให้คณะที่ประสงค์จะเป็นฝ่ายบริหาร 20 คนเสนอตัวเองเพื่อการเลือกตั้งทั่วประเทศ การที่จะแข่งขันกันทั่วประเทศนั้น แม้จะไม่มีการซื้อเสียงก็ตาม ย่อมต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะต้องทำตัวเองให้เป็นที่รู้จักกับคนทั้งประเทศ ซึ่งก็จะต้องอาศัยสื่อมวลชน และการออกตระเวนหาเสียงอย่างหนักหน่วง นอกจากนี้ถ้าอ่านจากที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เขียนไว้ จุดประสงค์อันหนึ่งที่จะให้มีการเลือกฝ่ายบริหารโดยตรง ก็เพื่อจะบั่นทอนอำนาจที่พรรคการเมืองในขณะนี้มีอยู่ แต่การที่กลุ่มจะจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศได้นั้น ก็ต้องอาศัย infrastructure ทางการเมืองในระดับท้องถิ่นทั่วทุกแห่ง ในขณะนี้มีแต่พรรคใหญ่ๆ และเครือข่ายของ นักเลือกตั้งเท่านั้นที่จะมี infrastructure เช่นว่านั้น เหล่านักเลือกตั้งที่นักวิชาการส่วนใหญ่มองว่าเป็นต้นตอของปัญหาจะสามารถรวมตัวกัน จัดตั้งเครื่องจักรกลในการเลือกตั้งทั่วประเทศได้ดีกว่าคนดีมีวิสัยทัศน์ทั้งหลาย และ infrastructure นั้นก็จะถูกนำมาใช้ในการซื้อเสียงเพื่อทีมฝ่ายบริหารของตนในท้องที่ต่างๆ ได้

 

ครั้นเมื่อได้รับเลือกมาแล้ว คณะผู้บริหารก็ไม่จำเป็นต้องเดือดเนื้อร้อนใจกับการถูกมติไม่ไว้วางใจ (เพราะจะไม่มี) หรือเสียงครหาจากสื่อมวลชนใดๆ ทั้งสิ้น สามารถ “หากิน” ไปได้สบายๆ เป็นเวลาสี่ปีเต็ม ทุกปีเมื่อถึงคราวลงมติ พ.ร.บ. งบประมาณก็ออกมาโปรยเงินบางส่วนให้แก่เหล่า ส.ส. เมื่อครบเทอมแล้ว ถ้าประชาชนเอือมระอาไม่เลือกอีกต่อไป ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะในสี่ปีนั้นจะกอบโกยได้พอที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบายๆ ไปหลายชั่วคน

 

จริงอยู่ ข้อเสนอของ ศ. ชัยอนันต์ได้เปิดให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถริเริ่มกระบวนการถอดถอนฝ่ายบริหารได้ ดังต่อไปนี้

 

“สภาผู้แทนราษฎร … ไม่มีอำนาจในการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่มีสิทธิในการตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะหรือเป็นรายบุคคล เพื่อเสนอรายงานต่อคณะกรรมาธิการพิจารณาความผิดของฝ่ายบริหาร เพื่อดำเนินคดีต่อฝ่ายบริหารหากมีความผิดจริง” (ชัยอนันต์ 2538:9)

 

ศ. ชัยอนันต์มิได้กล่าวต่อไปว่า ถ้ามีความผิดจริงแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับอำนาจของคณะผู้บริหาร

 

อีกประการหนึ่ง ข้อแตกต่างระหว่างมติไม่ไว้วางใจกับกระบวนการที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เสนอไว้ก็คือ การอภิปรายและมติไม่ไว้วางใจในระบบรัฐสภานั้นเป็นมาตรการ ทางการเมือง ส่วนกระบวนการพิจารณาความผิดในระบบแยกอำนาจนั้นเป็นมาตรการกึ่งตุลาการ มาตรฐานในการหาหลักฐานมาหนุนหลังการไม่ไว้วางใจนั้น จะอ่อนกว่าในกรณีหลังมาก จุดประสงค์ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นก็เพื่อลิดรอนความชอบธรรมทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล และมักจะมีจุดมุ่งหมายที่จะแสดงว่า การดำเนินงาน ของรัฐบาลขาดจริยธรรม แม้ว่าจะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม หลักฐานที่อ้างกันทุกครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาก็ล้วนเป็นหลักฐาน ที่ไม่เพียงพอต่อการนำไปสู่ การฟ้องร้องเอาผิดในศาลได้ แต่ถ้าจะให้ได้ผลทางการเมือง ก็จะต้องเป็นหลักฐานที่พอจะมีน้ำหนักอยู่บ้าง แต่วิธีการที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอนั้น ต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก

 

ถ้าเราหันมาดูความสำเร็จของกระบวนการยุติธรรมเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชั่นในเมืองไทย ก็จะเห็นได้ว่า ความสำเร็จนั้นมีน้อยมาก ในระยะ 50 ปีหลังสงครามโลก ครั้งที่สองเป็นต้นมา มีรัฐมนตรีที่ต้องโทษเข้าคุกเพราะคอร์รัปชั่นอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น คงไม่มีใครในเมืองไทยขณะนี้ที่เชื่อว่า นั่นคือจำนวนรัฐมนตรีทุจริต ที่เรามีมาในระยะ 50 ปีที่ผ่านมานี้ กระบวนการเอาผิดโดยการสอบสวนของรัฐสภาก็จะไร้ผลพอๆ กัน แต่บัดนี้ จะไม่มีโอกาสลิดรอนความชอบธรรมทางการเมือง และอำนาจของฝ่ายบริหาร ด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจอีกด้วย

 

สรุป

 

ปัญหาในการพยากรณ์พฤติกรรมของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงของนักการเมือง ที่จะลงสมัครเลือกตั้ง และพฤติกรรมของนักการเมืองเหล่านี้เมื่อเข้ามามีอำนาจ หลังจากโครงสร้างได้เปลี่ยนแปลงไปนั้น เป็นเรื่องยากมาก และมีโอกาสที่จะผิดพลาดได้เสมอ (รวมทั้งความพยายามที่จะพยากรณ์ข้างบนนี้) แต่ทั้งผู้เสนอและผู้ค้าน ก็จำต้องพยากรณ์ให้ได้ มิฉะนั้นจะไม่สามารถโน้มน้าวให้ผู้อื่นเห็นชอบด้วยกับแนวทางที่ตนต้องการ

 

แนวทางวิเคราะห์ที่น่าสนใจอันหนึ่งคือแนวทางการวิเคราะห์วัฒนธรรมการเมืองไทยที่ ศ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้บุกเบิกไว้ (นิธิ 2534) โดยเริ่มจากการแยกพิจารณา “อำนาจ” (คือ ส่วนที่ “ถูกต้องตามกฎหมายและประเพณี”) และ “อิทธิพล” (คือ “อำนาจที่ไม่มีกฎหมายหรือประเพณีรับรอง แต่ก็มีพลังเหมือนกับอำนาจอย่างแรก”) จากจุดเริ่มต้นนี้ ศ. นิธิ สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้หลายอย่าง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ ก็คือส่วนที่ท่านกล่าวถึงบทบาทของ ส.ส. จากสายตาของประชาชน

 

“… ส.ส. ไม่ใช่ผู้ปกครอง แม้แต่หน้าที่ทางนิติบัญญัติก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่าไรนัก ในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม ส.ส. แทบไม่มี ‘อำนาจ’ อะไรเลย จะแต่งตั้งใครเป็นกำนันยังไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ ส.ส. มี ‘อิทธิพล’ ที่แม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดยังเกรงใจ ส.ส. จึงเป็น ‘อิทธิพล’ ให้ราษฎรได้พึ่งพิงช่วยวิ่งเต้นต่อรองกับผู้ปกครองได้อย่างดี

 

คนไทยไม่คิดจะให้ ส.ส. มี ‘อำนาจ’ อะไรมากขึ้น อยากเห็น ส.ส. กระจอกอย่างนั้น แต่ขอให้มี ‘อิทธิพล’ มากๆ เป็นดี ฉะนั้น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลย่อมดีกว่า ส.ส. ฝ่ายค้าน เนื่องจากคาดหวังกันว่า เมื่อเป็นฝ่ายรัฐบาลแล้ว ก็คงมี ‘อิทธิพล’ มากขึ้น เช่น วิ่งเต้นบีบให้ย้ายผู้ว่ายังได้

 

หน้าที่ของ ส.ส. ในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมจึงเป็นผู้วิ่งเต้นต่อรองกับราชการแทนประชาชน และเป็นผู้ใช้ ‘อิทธิพล’ ปกป้องคุ้มครองราษฎร ให้รอดพ้นจากพวกผู้ปกครองคนที่ราษฎรไม่ชอบ ส่วนจะไปยกไม้ยกมือออกกฎบัตรกฎหมายอะไรนั้น ก็ทำไปเถิดเพราะดูจะทำให้มี ‘อิทธิพล’ มากขึ้นดี แต่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่โดยตรงของ ส.ส. ทำก็ได้ หลับไปเสียบ้างก็ได้ หายหน้าไปจากสภาเลยก็ได้ ไม่เป็นไร”

 

การอ้างถ้อยคำเหล่านี้ มิได้มีจุดประสงค์ที่จะให้เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทที่แท้จริงดังกล่าวของ ส.ส. แต่เพื่อให้เห็นอีกมิติหนึ่งในการพิจารณารัฐธรรมนูญ ซึ่งมักจะถูกมองข้ามกันไป ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่เรามี ส.ส. มาอย่างเกือบจะต่อเนื่อง ประชาชนได้เรียนรู้ที่จะใช้ ส.ส. ให้เป็นประโยชน์ และนักเลือกตั้งทั้งหลาย ก็ได้เรียนรู้ที่จะใช้กลไกทางการเมือง ที่จะบริการให้ประชาชนพอใจกับตน (และเพิ่มพูนทรัพย์สินของตนเองไปด้วย)

 

ผู้เขียนเชื่อว่า หากมีการเปลี่ยนแบบแผนการปกครองให้มีการแยกอำนาจฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกันมากกว่านี้ ประชาชนก็จะได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีใช้ ส.ส. และคณะผู้บริหาร (ที่ในตอนนั้นจะอยู่ห่างไกล และสูงส่งกว่ารัฐมนตรีในปัจจุบันมาก) ให้เป็นประโยชน์ได้เหมือนกัน ขณะเดียวกัน นักเลือกตั้งทั้งหลายก็จะปรับเปลี่ยน เรียนรู้จากระบบใหม่เช่นเดียวกัน และจะใช้ระบบนั้นเพื่อให้บริการตามการคาดหวังของประชาชน และเพื่อเพิ่มพูนทรัพย์สินของตนเองไปด้วยเหมือนกับในปัจจุบัน

 

แต่ผู้เขียนเชื่อต่อไปด้วยว่า อัตราการเรียนรู้ของนักเลือกตั้งมืออาชีพนั้นจะสูงกว่าของประชาชนโดยทั่วไป (และจะสูงกว่านักวิชาการ “ที่มีวิสัยทัศน์” แน่ๆ) เพราะฉะนั้น มีโอกาสสูงที่เราจะมีผู้ปกครองประเทศที่ใช้ระบบใหม่ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง โดยที่ประชาชนไม่มีโอกาสใช้ “อิทธิพล” ของ ส.ส. เพื่อปกป้องคุ้มครองตนเองได้ เพราะจุดประสงค์หลักของระบบใหม่ก็เพื่อจะลด “อิทธิพล” ของ ส.ส. นั่นเอง

 

ระบบการเมืองที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นระบบที่ไม่น่าชื่นชมเท่าไรนัก แต่เป็นระบบที่ทุกคนทราบดีว่า โครงสร้างเป็นอย่างไร และพฤติกรรมเป็นอย่างไร ถ้าจะอุปมาอุปไมยก็เปรียบเสมือนวงดนตรีที่เล่นมาหลายสิบปีแล้ว อาจจะมีการเปลี่ยนเครื่องดนตรีบ้างเล็กๆ น้อย ๆ แต่ก็เป็นวงคลาสสิคของอังกฤษที่คนไทยเล่น ผู้ฟังฟังแล้วก็รำคาญ แต่เข้าใจปรับหูของตนเองไม่ให้ต้องรับฟังดนตรีนี้มากจนทนไม่ได้ แต่ ศ. ชัยอนันต์กำลังเสนอให้ไล่วงดนตรีนี้ออกจากเวที ให้เปลี่ยนเครื่องดนตรีใหม่ ให้เป็นวงแจ๊ซอเมริกันผสมไทยสากล และยืนยันว่าวงนี้จะต้องเล่นได้ดีกว่า โดยที่ยังไม่มีใครเคยได้ยินวงดนตรีนี้เล่น และไม่ทราบแม้กระทั่งว่านักดนตรีที่จะมาเล่นนั้น จะเป็นนักดนตรีชุดเดิมแต่หันมาเล่นวงใหม่ ทราบแต่เพียงว่าคนเล่นจะเป็นคนไทย

 

การอุปมาอุปไมยนี้ก็มีข้อจำกัดของมัน ถ้าเป็นการประกวดดนตรี ผู้เขียนก็พร้อมที่จะให้วงใหม่มาเล่นให้ฟังเปรียบเทียบกับวงเก่า และเลือกว่าวงไหนเล่นเก่งกว่า แต่คงจะไม่มีใครเสนอให้ประกวดรัฐธรรมนูญโดยการทดลองใช้รูปแบบใหม่เป็นการชั่วคราว แล้วเลือกเอาฉบับนี้ฉบับนั้น เหตุผลที่ใช้ในการเลือกนั้นจะต้องได้จากข้อคิด และการประเมินสถานการณ์จากประเทศอื่นๆ ที่เคยมีประสบการณ์อย่างนั้น บทความนี้ได้พยายามให้ข้อคิดเหล่านี้และผลการประเมินสถานการณ์จากประเทศอื่นๆ ผสมกับข้อคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมการเมืองของไทย เพื่อชี้ให้เห็นว่า ระบบการแยกอำนาจนั้นก็มีจุดอันตรายอย่างน้อยเท่าๆ กับระบบในปัจจุบัน

 

เอกสารอ้างอิง

ชัยอนันต์ สมุทวณิช. 2538. “ผ่าทางตันการเมืองไทย.” เอกสารสัมมนา สถาบันนโยบายศึกษา 13 ธันวาคม.
นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2534. “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย” ศิลปและวัฒนธรรม 13(1) พฤศจิกายน รวบรวมไว้ใน นิธิ เอียวศรีวงศ์. ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน 2538.
อรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป. 2538. ระบบการเสนอและพิจารณากฎหมายการเงิน. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
Roubini, Nouriel, and Jeffrey D. Sachs. 1989. “Political and Economic Determinants of Budget Deficits in the Industrial Democracies.” European Economic Review 33 (May): 903-938.
Schick, Allen. 1993. “Government versus Budget Deficits.” Pp. 187-236 in R. Kent Weaver and Bert A. Rockman (eds.) Do Institutions Matter: Government Capabilities in the United States and Abroad. Washington DC: The Brookings Institution.

Read Full Post »

สังคมเสถียรภาพ กับ กลไกประชารัฐที่ดี

recommendare

 

บันทึก

จากบทความหัวข้อ  “สังคมเสถียรภาพ กับ กลไกประชารัฐที่ดี”

 

เขียนโดย

ดร.อรพินท์ สพโชคชัย

ผู้อำนวยการวิจัยกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนา                                    

ฝ่ายการวิจัยทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

ความมีดังนี้

 

ภูมิหลัง

 

ในช่วงที่ผ่านมา คำว่า Good Governance มีการกล่าวถึงบ่อยขึ้นทั้งในวงการวิชาการและสื่อมวลชน โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยได้ตัดสินใจขอกู้เงิน และตกลงรับเงื่อนไขจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund, IMF) ปัจจุบันความหมายของคำว่า Good Governance ยังมีความเข้าใจที่แตกต่างกันและมีผู้ใช้คำศัพท์ต่างๆ ที่พยายามสื่อความหมายของคำนี้ เช่น การใช้คำว่า “ประชารัฐ” หรือ “กลไกภาคราชการที่มีคุณภาพ” หรือ “ประชาคมราชการที่ดี” หรือ “กลไกราชการที่ดี” หรือ “ธรรมรัฐ”1 ซึ่งคำต่างๆ ก็ยังสื่อความหมายที่ไม่ชัดเจนนัก มีความหมายที่อาจคลาดเคลื่อน และสร้างความสับสนในการสื่อสาร เพราะยังไม่มีการบัญญัติศัพท์เฉพาะที่เป็นสากลสำหรับภาษาไทยเพื่อที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจตรงกันได้ ดังนั้น ในขณะที่ยังไม่มีข้อยุติที่เป็นสากลในภาษาไทยว่าจะใช้คำใด รายงานฉบับนี้จึงขอใช้คำว่า “กลไกประชารัฐ” แทนคำว่า “Governance” และ “กลไกประชารัฐที่ดี” แทนคำว่า “Good Governance” ไปก่อนเพื่อวัตถุประสงค์ในการสื่อความหมายให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

 

เนื่องจากหัวข้อเรื่อง Good Governance กำลังเป็นที่สนใจและได้รับการยอมรับว่าเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาสังคมที่มีความมั่นคง เป็นธรรม และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้จะทวีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่รัฐบาลไทยได้ยอมรับข้อตกลง ในการฟื้นฟู เศรษฐกิจไทยภายใต้เงื่อนไข IMF ทำไม IMF และองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศหลายองค์กรจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกประชารัฐที่ดี กลไกประชารัฐที่ดี มีความหมายอย่างไร และจะมีความสำคัญต่อสังคมไทยอย่างไร เอกสารฉบับนี้ได้ค้นคว้าและศึกษาแนวคิดจากมุมมองต่างๆ เพื่อแสวงหาความชัดเจน และรวบรวม ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมาของหัวข้อนี้ทั้งในเรื่องของการนิยามและการให้ความหมาย แนวคิด และประสบการณ์ขององค์กรระหว่างประเทศ ตลอดจนผลที่จะ มากระทบต่อประเทศไทยในอนาคต เพื่อใช้เป็นเอกสารในการเผยแพร่ความรู้สำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจทั่วไป

 

ความหมายและการใช้คำกลไกประชารัฐที่ดี

 

คำว่า Good Governance เพิ่งปรากฏและมีการใช้ในวงการของนักวิชาการที่สนใจการพัฒนากลไกการบริหารและการปกครองของสังคม เมื่อไม่นานมานี้ ส่วนคำว่า Governance นั้นปรากฏอยู่ในพจนานุกรมและมีผู้ใช้กันมานานแล้ว โดยพจนานุกรมให้ความหมายของคำว่า Governance ดังนี้ “Governance means (1) the act, process, or power of governing; government, (2) the state of being governed.”2 ซึ่งหากจะแปลกันตรงๆ ก็หมายถึง การกระทำ กระบวนการ หรืออำนาจในการบริหารการปกครอง ซึ่งเมื่อใช้กับรัฐก็น่าจะมีความหมายใกล้เคียงเกี่ยวข้องกับคำว่าภาครัฐ (State) ซึ่งอาจจะหมายถึงทั้งรัฐบาล (Government) และระบบราชการ (Civil Service)

 

นอกจากนี้ คำว่า Governance ยังอาจจะใช้ได้สำหรับองค์กรของภาคเอกชนในความหมายที่เฉพาะเจาะจง ในความหมายสำหรับการบริหารการปกครองหน่วยงาน เช่น การใช้ร่วมกับคำว่า Corporate Governance ก็จะหมายถึงกลไกขอบเขตการดำเนินงาน กติกา กฎระเบียบและวิถีทางที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง จะใช้ในการบริหาร จัดการภายในของหน่วยงาน

 

ตามหลักฐานปรากฏว่าองค์กรพัฒนาต่างๆ เพิ่งมาใช้ คำว่า Good Governance ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 นี้เอง ในอดีต วงการวิชาการ และองค์กรการพัฒนาต่างๆ รวมทั้งธนาคารโลก (World Bank) และ IMF ซึ่งเป็นองค์กรการเงินระดับโลก ที่ให้การช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่มีปัญหาทางการเงิน เคยใช้และคุ้นเคย กับคำว่าการจัดการภาครัฐ หรือ Public Sector Management (PSM) และการบริหารรัฐกิจ หรือ Public Administration ภายหลังธนาคารโลกเองหันมาใช้ Governance มากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของการศึกษาโดยนักวิชาการของธนาคารโลกในยุคต่อๆ มาซึ่งได้ให้ความหมายของคำนี้กว้างกว่าความหมายของ PSM

 

ธนาคารโลกอ้างว่า คำว่า Good Governance พบว่ามีการใช้ครั้งแรกในรายงานของธนาคารโลกเมื่อปี 1989 ในรายงานเรื่อง Sub-Sahara Africa: From Crisis to Sustainable Growth ซึ่งเป็นรายงานของธนาคารในยุคแรกที่ได้กล่าวถึงความสำคัญของการมี Good Governance และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และต่อมา ผลการศึกษาที่วิเคราะห์ประสบการณ์ของ IMF ในการให้ประเทศต่างๆ กู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ มีข้อสรุปว่า กุญแจสำคัญประการหนึ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จ ในการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของประเทศที่รับความช่วยเหลือทางการเงิน คือ การที่ประเทศนั้นๆ มี Good Governance และมีการดำเนินการตามนโยบายสาธารณะที่ได้ตกลงไว้อย่างเคร่งครัด ปัจจัยทั้งสองนี้จะทำให้ประเทศเหล่านั้นสามารถพัฒนากลับสู่ เสถียรภาพได้อย่างรวดเร็วและจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

ต่อมาแนวความคิดนี้ได้มีการศึกษากว้างขวางขึ้น และคำนี้ก็ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการและองค์กรเครือข่ายของธนาคารโลก โดยในระยะแรกๆ ธนาคารโลกกำหนดความหมายตามกรอบความคิดของการดำเนินงานที่เกี่ยวกับขอบเขตของธนาคารโลกว่าด้วย Governance and Development ดังนั้น คำว่า Governance จึงเป็นที่เข้าใจกันว่า หมายถึง “การกำหนดกลไกอำนาจของภาครัฐในการบริหารจัดการทรัพยากร ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนา” ในระยะเริ่มแรกธนาคารโลกได้พยายามอธิบายความหมายของคำว่า Governance ว่าจะครอบคลุมถึงความหมาย 3 ลักษณะ คือ

 

โครงสร้างและรูปแบบของระบอบทางการเมือง (Political Regime)

กระบวนการและขั้นตอนที่ผู้มีอำนาจในการเมืองใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพัฒนาประเทศความสามารถของผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศในการวางแผนกำหนดนโยบาย และการแปลงแผนและนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนการปรับเปลี่ยน แนวทางการบริหารประเทศซึ่งตามความเข้าใจและความคิดเห็นข้างต้น ธนาคารโลกได้กำหนดแนวคิดว่า ธนาคารโลกและหน่วยงานในเครือข่ายในฐานะองค์กรการเงินและองค์กรพัฒนาระดับโลก สามารถมีส่วนช่วยผลักดันการพัฒนากลไกของสังคมในประเทศที่ขอรับการช่วยเหลือทั้งหลายให้เป็น Good Governance ได้ โดยจะสามารถให้การสนับสนุน ในการพัฒนาส่วนที่เกี่ยวกับข้อสองและข้อสาม

 

แม้ว่าจะเริ่มมีการใช้คำนี้บ้าง แต่ในระยะแรกพบว่า หน่วยงานต่างๆ ยังคงใช้คำที่ต่างกันไป เช่น คณะกรรมาธิการเพื่อช่วยเหลือด้านการพัฒนาขององค์กร Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) และ Overseas Development Administration (ODA) ของรัฐบาลสหราชอาณาจักร อังกฤษนิยมใช้คำเดียวกับธนาคารโลก ในขณะที่ Inter-American Development Bank (IDB) ยังคุ้นเคยกับการใช้คำว่าการพัฒนาปรับปรุงการบริหาร รัฐกิจให้ทันสมัย (Modernization of Public Administration) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานการพัฒนาอื่นๆ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank, ADB) องค์การความร่วมมือระหว่างชาติญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency, JICA) องค์การสหประชาชาติ (United Nations, UN) และสถาบันทางวิชาการอื่นๆ ก็หันมาใช้คำนี้ในความหมายเดียวกับคำนิยามของธนาคารโลก

 

ต่อมามีการนำคำและความหมายของ Good Governance นี้ไปใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น องค์การพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme, UNDP) เป็นแกนนำในการผลักดันแนวคิดและสร้างการยอมรับร่วมกันในระดับโลกว่า “กลไกประชารัฐที่ดีและการพัฒนา คนที่ยั่งยืนเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ กลไกประชารัฐเป็นรากฐานที่ทำให้คนในสังคมโดยรวมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข” ดังนั้น เรื่องที่ท้าทาย มวลมนุษย์ทุกสังคมไม่ว่าจะเป็นสังคมที่พัฒนาแล้วหรือสังคมที่ยังด้อยพัฒนา สังคมประชาธิปไตยหรือสังคมเผด็จการ คือ การสร้างกลไกประชารัฐที่ดี ที่สามารถส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาคนในสังคมที่ยั่งยืน ประเด็นนี้ UNDP ได้ศึกษาและอธิบายรายละเอียดไว้ในเอกสารนโยบายเรื่อง Governance for Sustainable Human Development ซึ่งได้ให้คำนิยามของคำนี้ที่ชัดเจนขึ้นว่า โดยทั่วไป กลไกประชารัฐเป็นส่วนที่เชื่อมโยงองค์ประกอบของสังคมทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกัน คือ ประชาสังคม (Civil Society) ภาคธุรกิจเอกชน (Private Sector) และ ภาครัฐ (State หรือ Public Sector) ดังที่แสดงในภาพที่ 1

 

Pic

 

ดังนั้นการที่สังคมมีกลไกประชารัฐที่ดีก็จะเป็นกลไกแกนในการสร้างความสมดุลระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ของสังคมให้ดำรงคงอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และสังคมมีเสถียรภาพ

 

กลไกประชารัฐมีบทบาทอำนาจหน้าที่ในการดูแลบริหารจัดการใน 3 ด้านคือ ด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการบริหารประเทศ ซึ่งจะมีองค์ประกอบของ โครงสร้างอำนาจหน้าที่ 3 ด้านคือ กลไกประชารัฐด้านเศรษฐกิจ (Economic Governance) หมายถึง กระบวนการการตัดสินใจและการกำหนด นโยบายที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจภายในของประเทศ และกระทบถึงความสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจอื่นๆ กลไกประชารัฐด้านการเมือง (Political Governance) หมายถึง กระบวนการการกำหนดนโยบายที่มีผลต่อปวงชนในประเทศ ได้แก่ รัฐสภา หรือฝ่ายการเมืองไม่ว่าจะเป็นผู้แทนจากการเลือกตั้ง แต่งตั้ง หรือเผด็จการ และ กลไกบริหารรัฐกิจหรือภาคราชการ (Administrative Governance) หมายถึง กลไกและกระบวนการในการแปลงนโยบาย และทรัพยากรไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและอย่างเที่ยงธรรม ซึ่งจะผ่านทางกลไกการกำหนดนโยบายและหน่วยงานปฏิบัติ ดังนั้น เมื่อวิเคราะห์ความหมายของคำว่า Governance ตามนิยามข้างต้นนี้ ก็ควรมีความหมายรวมถึง ระบบ โครงสร้าง และกระบวนการต่างๆ ที่วางกฎเกณฑ์ ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของประเทศ3 เพื่อที่ภาคต่างๆ ของสังคมจะพัฒนาและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติสุข

 

ลักษณะและองค์ประกอบของกลไกประชารัฐที่ดี

 

ในขณะที่สังคมโลกรู้จักคุ้นเคยกับกลไกภาครัฐและการบริหารรัฐกิจว่าเป็นกลไกและกระบวนการสำคัญ ในการวางกฎเกณฑ์การบริหารประเทศ แต่การแสวงหาความหมาย ของการที่สังคมทุกสังคมจะมี “กลไกประชารัฐที่ดี” เป็นสิ่งที่เพิ่งเริ่มต้นตื่นตัว ปัจจุบัน การค้นหาความหมายและคุณค่าของคำว่า “กลไกประชารัฐที่ดี” มีการศึกษาในวงกว้างและมีเอกสารอยู่มากมาย โดยพบว่าการศึกษาประเด็นนี้ ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาที่ตั้งอยู่บนรากฐานของแนวคิดในการพัฒนาภาครัฐในอดีต เช่น แนวคิดเรื่อง Public Sector Reform, Civil Service Reform หรือ Bureaucratic Reform และ Financial Management and Budgeting Reform เป็นต้น ซึ่งในอดีตได้มีการศึกษากันแล้วอย่างมากมายเช่นกัน

 

การที่จะเข้าใจว่ากลไกประชารัฐที่ดีเป็นอย่างไรนั้น คงจะต้องดูว่าแล้ว “กลไกประชารัฐที่ไม่ดี” (Bad Governance) มีลักษณะอย่างไร และหากสังคมใดมีแล้ว จะแสดงอาการอย่างไร รายงานการศึกษาของ UNDP ได้สรุปว่าหากสังคมใดที่มี “กลไกประชารัฐที่ไม่ดี” จะสามารถดูลักษณะและอาการได้จากตัวชี้วัดหลายประการ เช่น ประชาชนในสังคมได้รับบริการสาธารณะที่ไม่มีคุณภาพ จากหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ประเทศขาดศักยภาพในการกำหนดหรือดำเนินนโยบาย หรือแม้แต่การตัดสินใจด้านนโยบายในแต่ละวันก็มักผิดพลาดและสับสน ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานทางวิชาการและเหตุผล การบริหารการคลังของประเทศ ล้มเหลวซึ่งรวมถึงปัญหาการเงินการคลังของประเทศ และการกำหนดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ไม่สร้างสรรค์ในการพัฒนาประเทศ และการควบคุมการใช้จ่ายที่ไร้ประสิทธิภาพและประสิทธิผล การกำหนดกฎหมายและระเบียบที่ไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างจริงจัง การกำหนดกติกาและระเบียบต่างๆ ที่นำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ความไม่โปร่งใสของกระบวนการตัดสินใจ มีการทุจริตและการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินสาธารณะ และพบการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองและข้าราชการ เป็นต้น

 

เมื่อปรากฏว่าสังคมใดที่ต้องเผชิญปัญหาหรือมีอาการดังกล่าว ก็หมายความว่าสังคมในขณะนั้นไม่มี “กลไกประชารัฐที่ดี” คือ ไม่มีกลไกกติกาของสังคมที่สามารถ ควบคุมการบริหารจัดการภายในและภายนอกประเทศได้ดีพอ หากสังคมที่ประสบภาวะกลไกประชารัฐไม่ดี ก็เปรียบเสมือนร่างกายของคนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นสังคมที่ขาดภูมิคุ้มกันอันตรายจากภาวะวิกฤติ เมื่อสังคมตกอยู่ภายใต้ภาวะขาดกลไกประชารัฐที่ดีในช่วงขณะที่เศรษฐกิจถดถอย หรือในช่วงที่เกิดวิกฤติ ทางเศรษฐกิจด้วยแล้ว ภาวะการมีกลไกประชารัฐที่ไม่ดีนี้ก็จะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมให้วิกฤติทางเศรษฐกิจทวีความรุนแรง และเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะสาธารณชนรวมทั้งนักลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศ ขาดความเชื่อมั่นศรัทธาในกลไกประชารัฐ สังคมขาดความสงบสุข ประชาชนเดือดร้อน ขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน หากสังคมยังไม่สามารถปรับปรุงกลไกประชารัฐได้ ก็จะทำให้การฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจให้กลับมีเสถียรภาพและเจริญเติบโต กลายเป็นงานที่ยากและใช้เวลานานกว่าในสังคมที่มี Good Governance หรืออาจจะนำประเทศเข้าสู่ภาวะการล้มละลายได้

 

ในทางตรงข้าม การที่สังคมใดมีกลไกประชารัฐที่ดี หรือมี Good Governance นั้นเสมือนมีกลไกที่เป็นพลังขับเคลื่อนที่ดี ที่เป็นเครื่องยืนยันว่าการบริหาร การจัดการทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองนั้นจะตั้งอยู่บนรากฐานที่มั่นคง เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งรวมถึงเสียงของประชาชนในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มผู้ยากจน มีกระบวนการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ที่เป็นธรรมต่อคนในสังคม มีการจัดการระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ดังนั้น การดำเนินการของสังคมเพื่อรักษาความสมดุลภายในของระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จะมีความมั่นคง มีเสถียรภาพ และประชาชนมีความสงบสุข

 

กลไกประชารัฐที่ดีจะเกิดขึ้นได้นั้น จำเป็นหรือไม่ที่สังคมใดสังคมหนึ่งต้องเป็นสังคมในโลกเสรีเสมอไป เป็นที่น่าสังเกตว่าจากการศึกษาที่ผ่านมายังไม่มีข้อมูล ยืนยันว่าการที่สังคมใดจะมีกลไกประชารัฐที่ดีนั้น จำเป็นต้องเป็นสังคมที่มีการพัฒนาแล้ว หรือเป็นสังคมที่มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยเสมอไป ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางวัฒนธรรม พื้นฐานทางการเมืองและค่านิยมในสังคม แต่สิ่งสำคัญที่พบจากการศึกษา และเป็นพื้นฐานในการสร้างกลไกประชารัฐที่ดีนั้น คือการที่สังคมใดสังคมหนึ่งได้มีกระบวนการในการ “พัฒนาคน” (Human Development) ที่มีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง และมีการจัดองค์กร กติกาของสังคมที่ดี เป็นทุนประเดิมของสังคมในการสร้างกลไกประชารัฐที่ดี คำกล่าวนี้มีการยืนยันจากความเห็นของนักวิชาการที่ศึกษาประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ซึ่งพบว่า การที่สังคมใดที่มีระดับการ “พัฒนาคน” ในระดับที่ต่ำ และมีโครงสร้างองค์กรที่อ่อนแอก็มักจะเป็นสังคมที่มีกลไกประชารัฐที่ไม่ดีด้วย

 

เมื่อมีข้อสรุปดังนี้ แนวคิดในการพัฒนากลไกประชารัฐให้เป็นกลไกที่ดีจึงได้รับความสนใจและมีการศึกษาอย่างกว้างขวาง โดยองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ได้ให้การสนันสนุนและนำไปปฏิบัติ ซึ่งรวมทั้ง IMF ที่ได้กำหนดเป็นแนวนโยบายขององค์กรว่า จำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขการพัฒนากลไกประชารัฐไว้เป็น เงื่อนไขหนึ่งที่ยื่นต่อรัฐบาลต่างๆ ที่ IMF ได้ให้ความช่วยเหลือ

 

จนถึงปัจจุบัน การนิยามว่ากลไกประชารัฐที่ดีควรมีลักษณะอย่างไรนั้น ก็ยังมีการอธิบายที่หลากหลายและยังสามารถถกเถียงกันได้ ซึ่งหวังว่าในอนาคตคงมีวิวัฒนาการ และมีการศึกษาเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้น โดยภาพรวมทั่วไป ก็จะมีหลักการใหญ่ที่คล้ายคลึงกันสรุปได้ว่า กลไกประชารัฐที่ดีนั้นจะมีลักษณะ และความหมายคุณค่าที่ล้ำลึก กว่าการกล่าวถึงกลไกการบริหารรัฐกิจหรือการบริหารงานของภาคราชการดังที่เคยศึกษากันมาในอดีต

 

คุณลักษณะของกลไกประชารัฐที่ดี จะต้องมีลักษณะและเงื่อนไขดังนี้

 

1. การมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Public Participation)

 

คือเป็นกลไกกระบวนการที่ประชาชน (ชายและหญิง) มีโอกาสและมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจอย่างเท่าเทียมกัน (Equity) ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเข้าร่วม ในทางตรงหรือทางอ้อมโดยผ่านกลุ่มผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนโดยชอบธรรม การเปิดโอกาสให้สาธารณชนมีส่วนร่วมอย่างเสรีนี้ รวมถึงการให้เสรีภาพแก่สื่อมวลชนและให้เสรีภาพแก่สาธารณชน ในการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ คุณลักษณะสำคัญประการหนึ่งที่สาธารณชนจะมีส่วนร่วมคือ การมีรูปแบบการปกครองและบริหารงานที่กระจายอำนาจ (Decentralization)

 

2. ความสุจริตและโปร่งใส (Honesty and Transparency)

 

คือเป็นกลไกที่มีความสุจริตและโปร่งใสซึ่งรวมถึงการมีระบบกติกาและการดำเนินงานที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา ประชาชนสามารถเข้าถึงและได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างเสรี เป็นธรรม ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงการที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานกำกับดูแลและประชาชนสามารถตรวจสอบและติดตามผลได้

 

3. พันธะความรับผิดชอบต่อสังคม (Accountability)

 

คือการเป็นกลไกที่มีความรับผิดชอบในบทบาทภาระหน้าที่ที่มีต่อสาธารณชน โดยมีการจัดองค์กร หรือการกำหนดกฎเกณฑ์ที่เน้นการดำเนินงานเพื่อสนองตอบ ความต้องการของกลุ่มต่างๆ ในสังคมอย่างเป็นธรรม ในความหมายนี้รวมถึงการที่มี Bureaucracy Accountability และ Political Accountability ซึ่งจะมีความหมายที่มากกว่าการมีความรับผิดชอบเฉพาะต่อผู้บังคับบัญชาหรือกลุ่มผู้เป็นฐานเสียงที่ให้การสนับสนุนทางการเมือง แต่จะครอบคลุมถึงพันธะ ความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมโดยรวม ตามปกติ การที่จะมีพันธะความรับผิดชอบต่อสังคมเช่นนี้ องค์กร หน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องพร้อมและสามารถ ที่จะถูกตรวจสอบและวัดผลการดำเนินงาน ทั้งในเชิงปริมาณ คุณภาพ ประสิทธิภาพ และการใช้ทรัพยากรสาธารณะ ดังนั้นคุณลักษณะของความโปร่งใส ของระบบในลำดับที่สองจึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง Accountability

 

4. กลไกการเมืองที่ชอบธรรม (Political Legitimacy)

 

คือเป็นกลไกที่มีองค์ประกอบของผู้ที่เป็นรัฐบาลหรือผู้ที่เข้าร่วมบริหารประเทศที่มีความชอบธรรม เป็นที่ยอมรับของคนในสังคมโดยรวม ไม่ว่าจะโดยการแต่งตั้ง หรือเลือกตั้ง แต่จะต้องเป็นรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนว่ามีความสุจริต มีความเที่ยงธรรม และมีความสามารถที่จะบริหารประเทศได้

 

5. กฎเกณฑ์ที่ยุติธรรมและชัดเจน (Fair Legal Framework and Predictability)

 

คือมีกรอบของกฎหมายที่ยุติธรรมและเป็นธรรมสำหรับกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม ซึ่งกฎเกณฑ์มีการบังคับใช้และสามารถใช้บังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนซึ่งคนในสังคมทุกส่วนเข้าใจ สามารถคาดหวังและรู้ว่าจะเกิดผลอย่างไรหรือไม่เมื่อดำเนินการตามกฎเกณฑ์ของสังคม สิ่งเหล่านี้เป็นการประกัน ความมั่นคง ศรัทธา และความเชื่อมั่นของประชาชน

 

6. ประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Efficiency and Effectiveness)

 

คือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดกระบวนการทำงาน การจัดองค์กร การจัดสรรบุคลากร และมีการใช้ทรัพยากรสาธารณะต่างๆ อย่างคุ้มค่าและเหมาะสม มีการดำเนินการและการให้บริการสาธารณะ ที่ให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจและกระตุ้นการพัฒนาของสังคมทุกด้าน (การเมือง สังคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ)

 

กลไกประชารัฐที่ดีและวิกฤติของสังคมไทย

 

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เคยได้รับความช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและด้านวิชาการจากองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศต่างๆ เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ดังนั้น ประเทศไทยจึงได้รับอิทธิพลในเรื่องแนวคิด และได้มีการดำเนินงานในการพัฒนาปรับปรุงกลไกการบริหารการปกครอง (Administrative Development) มาโดยตลอดนับตั้งแต่สมัยที่ประเทศไทยมีการเร่งรัดพัฒนาประเทศ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงระบบการบริหารของภาครัฐให้ทันสมัยด้วย เช่น ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ได้เริ่มสร้างและวางกลไกการวางแผนระดับชาติเพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาประเทศ โดยมีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีการปรับปรุงกลไกการบริหารและการควบคุมงบประมาณ โดยมีการแยกสำนักงบประมาณออกจากกระทรวงการคลังและขยายงานและบทบาทของสำนักงบประมาณ ซึ่งข้อเสนอแนะนี้ผ่านความช่วยเหลือของผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสหประชาชาติ นอกจากนี้ ในด้านการพัฒนาระบบการบริหารงานด้านการให้บริการสาธารณสุข ได้มีการพัฒนาเป็นระบบการบริหารงานแบบแผนงาน ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรต่างประเทศ เป็นต้น

 

การพัฒนาทางการเมือง ได้มีความพยายามในการพัฒนาการเมือง เพื่อให้ได้ระบบการเมือง พรรคการเมืองและนักการเมืองที่มีคุณภาพ จากวิวัฒนาการและการพัฒนา ทางการเมืองในอดีตได้ชี้ให้เห็นความพยายามของประเทศไทยในการวางรากฐานทางการเมือง ที่มีความเป็นประชาธิปไตยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสรรหา และการเปิดโอกาสให้ผู้แทนประชาชน ที่มีความชอบธรรมได้ก้าวเข้ามาบริหารประเทศ และในปัจจุบันสิ่งที่น่ายินดีคือ เริ่มจะมีกระบวนการที่อาจนำไปสู่การปฏิรูป ทางการเมืองภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2540

 

ในด้านความพยายามในการพัฒนาระบบราชการ ได้จัดตั้งกองพัฒนาระบบการบริหารและองค์กร (Organization and Management) เพื่อพัฒนากลไกของ หน่วยราชการให้มีประสิทธิภาพ และการตั้งกองประเมินผล (Evaluation Division) เพื่อวัดผลการดำเนินงานของหน่วยงานราชการขึ้นในสำนักงบประมาณ

 

ในด้านความพยายามในการสร้างกลไกการตรวจสอบการทำงานของหน่วยราชการในยุคต่อๆ มา เช่น การตั้งคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) การตั้งหน่วยงานที่ดำเนินการตรวจสอบด้านการเงินการคลัง เช่น กรมบัญชีกลางและสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นกลไกในการตรวจสอบและสร้างความชอบธรรม ของระบบราชการ เป็นต้น

 

ในยุคต่อมา งานด้านการปฏิรูประบบราชการที่เน้นการปรับเปลี่ยนทั้งระบบได้รับความสนใจและมีการดำเนินงานมาโดยตลอด แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะไม่ใคร่มีความต่อเนื่อง โดยรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการหลายยุคหลายสมัย มีการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศพัฒนาแล้วต่างๆ และจากองค์การสหประชาชาติ ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงดำเนินการด้านการปฏิรูประบบราชการในรูปของคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูประบบราชการ

 

แม้ว่าประเทศไทยได้ใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการสร้างการพัฒนากลไกของภาครัฐให้เป็นกลไกที่ดีดังที่ได้กล่าวเป็นตัวอย่างข้างต้น เป็นที่น่าสังเกตว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาในอดีต มักจะเน้นการสร้างประสิทธิภาพของระบบราชการเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็นับว่ายังไม่สามารถสร้างกฎเกณฑ์และกลไกที่นำไปสู่ การมีกลไกประชารัฐที่ดี ตามความหมายของสากลที่ได้กล่าวมาข้างต้น

 

ผลจากความอ่อนแอของกลไกประชารัฐในสังคมไทยส่วนหนึ่งคงมาจากการละเลยงานด้านการพัฒนาคนอย่างจริงจังในอดีต ซึ่งนโยบายการพัฒนาคนนี้ เพิ่งมีการตื่นตัวและบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ปัญหาที่สะสมนี้เมื่อประกอบกับความอ่อนแอขององค์กรต่างๆ ปัญหาทางการเมือง ความเสื่อมโทรมของ Technocrats และองค์กรราชการ ก็จะเห็นได้ว่าวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ประเทศไทยกำลังประสบในปัจจุบัน เป็นภาวะที่ประเทศกำลังขาดกลไกประชารัฐที่ดี เพราะหากวิเคราะห์จากสถานการณ์ภายในก็จะเห็นว่า ที่ผ่านมาสังคมไทยมีลักษณะและอาการหลายส่วนที่แสดงถึงการมี Bad Governance อย่างชัดเจน ซึ่งคงกล่าวได้ว่าภาวะการขาดกลไกประชารัฐที่ดีที่สะสมมานาน ภาวะนี้คงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ซ้ำเติมให้เศรษฐกิจถดถอย และสังคมไทยเข้าสู่ วิกฤติอย่างรวดเร็วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ดังผลการศึกษาต่างๆ ที่ได้วิเคราะห์แล้วข้างต้น

 

เมื่อหันมาดูปัญหาที่สังคมไทยประสบในปัจจุบัน พบว่าภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจของไทยที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2540 มิได้เกิดหรือเป็นผลจากการวิกฤติหรือการชะลอตัว ของเศรษฐกิจโลกดังเช่นที่เคยเกิดมาในอดีต เพราะจากรายงานเศรษฐกิจโลกปรากฏว่าโดยภาพรวมของเศรษฐกิจโลกปีนี้คาดว่าจะดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเยอรมัน เป็นต้น นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าปัญหาของไทยเป็นปัญหาที่มาจากกลไก และการบริหารจัดการเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยภายในประเทศเอง โดยวิเคราะห์ว่าปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่ของไทยนั้น เกิดจากการดำเนินนโยบายและการประกอบกิจกรรมทางการเงิน ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ผิดพลาดมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับว่าเป็นความผิดพลาดที่ทุกฝ่ายในสังคมได้มีส่วนร่วมไม่มากก็น้อย เช่น

 

ภาคธุรกิจ

มีการกู้เงินจากต่างประเทศอย่างไร้วินัย ทำให้ปริมาณเงินกู้หลั่งไหลเข้ามาในประเทศจำนวนมหาศาล โดยนำเงินกู้ระยะสั้นมาลงทุนในกิจกรรม ที่ได้ผลตอบแทนระยะยาว  มีการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากเกินความต้องการของตลาด โดยปราศจากมาตรการในการดูแลควบคุม  การปล่อยกู้ในธุรกิจเช่าซื้อเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซากลุ่มบริษัทเงินทุนต่างๆ ก็พลอยเดือดร้อน ซึ่งในส่วนย่อยก็จะเห็นได้ว่า Corporate Governance ภายในองค์กรเอกชนเองก็ยังล้มเหลว ทำให้บรรดาผู้ให้กู้ทั้งภายในและภายนอกประเทศขาดความเชื่อมั่น

 

ภาคราชการ

 

ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานมีการใช้จ่ายงบประมาณอย่างฟุ่มเฟือย มีการขยายขอบเขตการดำเนินงาน รวมทั้งการลงทุนในโครงการต่างๆ ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) อย่างไร้ทิศทางและขาดวินัย ไม่มีความโปร่งใส และอาจไม่สุจริต สถาบันที่กำกับดูแลด้านการเงิน ดำเนินนโยบายทางการเงินการคลังผิดพลาด ล่าช้า เช่น การตรึงอัตราการแลกเปลี่ยนระบบตะกร้าเงินนานเกินไป การดำเนินนโยบายโอบอุ้มสถาบันการเงินต่างๆ และการทุ่มเงินเข้าต่อสู้ปกป้องค่าเงินบาทจากนักเก็งกำไรจนทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยลดลง จนถึงระดับที่เป็นอันตราย5 ข้าราชการและระบบราชการขาดการพัฒนาและปรับปรุงให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก และที่สำคัญทั้งข้าราชการและนักการเมือง ขาดความตระหนักในพันธะความรับผิดชอบต่อสาธารณะอย่างจริงจัง
Technocrats ในภาคราชการซึ่งเคยเป็นแกนนำในการบริหารเศรษฐกิจมหภาคอ่อนแอลง ขาดเอกภาพ หรือไร้ศักยภาพ ในการเข้าควบคุม แก้ไขและป้องกันวิกฤติต่างๆ ในบางกรณียังร่วมมือกับนักการเมืองในการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน

 

ภาคประชาชน

 

ขาดวินัยและความรู้ในการอดออมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง มีการลงทุนเก็งกำไรในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง และโดยภาพรวมไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เช่น การลงทุนเก็งกำไรในตลาดหุ้น และการเก็งกำไรในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น มีการใช้จ่ายเกินตัวฟุ่มเฟือย โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประเทศชาติโดยรวม ซึ่งถูกปลูกฝังเป็นค่านิยมในการชื่นชมการใช้ชีวิตอย่างหรูหราเกินฐานะ ยอมเป็นหนี้เป็นสิน ตลอดจนมีค่านิยมและมีการแข่งขันการใช้สินค้าราคาแพงขาดสติในภาวะคับขัน ซึ่งรวมถึงภาพการเทขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้น ภาวะการถอนเงินจากสถาบันการเงิน และการแห่ซื้อสินค้าเพื่อการกักตุน  วิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งนี้ใหญ่โตและยุ่งยากกว่าวิกฤติที่ประเทศไทยเคยผ่านมา เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศมีขนาดใหญ่ กว่าในสมัยก่อนๆ ที่ประเทศไทยเคยประสบ และสามารถฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจได้หลายครั้ง เช่น วิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี 2527 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (Gross Domestic Product, GDP) ของประเทศมีมูลค่าเพียง 1.13 ล้านล้านบาท ในขณะที่ปี 2539 มีมูลค่า 4.66 ล้านล้านบาท งบประมาณแผ่นดินปี 2527 เป็นจำนวน 192,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 843,200 ล้านบาท และมีประชากรเพิ่มขึ้นเกือบ 10 ล้านคน คือ มีประชากรเพียง 50.5 ล้านคน ในปี 2527 เพิ่มเป็น 60.1 ล้านคน ในปี 25396 ดังนั้น ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งนี้ จึงเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่าในอดีตหลายเท่า เนื่องมาจากมีปัจจัยและเงื่อนไขภายนอกและภายในหลายประการที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่น ของนักลงทุนในประเทศ ภาวะอุตสาหกรรมชะลอตัว ความมั่นใจของผู้ให้กู้ต่างชาติ การเก็งกำไรของนักค้าเงินตราข้ามชาติ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทผันผวน เป็นต้น สิ่งที่สำคัญ คือ เรายังขาดกลไกและเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่มีประสิทธิผล และยังขาดบุคลากรที่จะเข้าแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่มีปัญหาการเมืองแอบแฝงอยู่ มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ดูแลผลประโยชน์พวกพ้อง และที่สำคัญขาดความเป็นเอกภาพ ในการตัดสินใจ เพราะปัจจุบันโครงสร้างทางการเมืองยังไม่เอื้ออำนวยให้การบริหารงาน โดยเฉพาะการบริหารเศรษฐกิจมหภาคและการจัดการด้านการเงินการคลังเป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพ มีความแข็งแกร่ง และเป็นเอกภาพ ระบบปัจจุบันยังเปิดโอกาสให้การเมืองเข้าแทรกแซงการบริหารประเทศได้ในทุกระดับทุกองค์กร และระบบ การบริหารงานของนักการเมืองและข้าราชการขาดความโปร่งใสที่แท้จริงซึ่งสาธารณชนไม่สามารถตรวจสอบได้

 

ในอดีต องค์ประกอบส่วนหนึ่งของกลไกประชารัฐโดยเฉพาะข้าราชการในกลุ่ม Technocrats เคยเป็นแกนนำที่ดีของสังคม เพราะภาคธุรกิจเอกชนในยุคต้นๆ ไม่มีความสำคัญ เป็นธุรกิจครอบครัวหรือต่างชาติ และสังคมไทยมีกลุ่มผู้มีการศึกษาและขุนนางได้ผันตัวเองจากผู้ปกครองและกลุ่มผู้นำของสังคม (Elite) มาเข้ารับราชการ เราจึงมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถช่วยบริหารประเทศให้รอดพ้นมาได้ยุคหนึ่ง แต่ปัจจุบันในขณะที่เศรษฐกิจสังคมและการเมืองภายนอกมีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วกลายเป็นสังคมข่าวสารที่ไร้พรมแดน ภาคธุรกิจเอกชนขยายตัว มีการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีทั้งการดำเนินงานและการบริหารงานที่ทันสมัย แต่กลไกของภาคราชการปรับตัวได้ช้ากว่า และในบางเรื่องบางส่วนยังไม่มีการปรับตัว ระบบโครงสร้างราชการของไทยจึงเป็นระบบเก่าแก่ เริ่มมีความเสื่อมโทรม และมีปัญหาสะสมตามลักษณะปกติขององค์กรเก่าแก่โดยทั่วไป เช่น ระบบการให้ผลตอบแทนและระบบการจูงใจบุคลากรล้าหลังและค่าตอบแทนต่ำกว่าภาคเอกชน ทำให้ภาครัฐขาดบุคลากรที่มีความสามารถ มีสมรรถภาพและมีคุณภาพ ข้าราชการและระบบราชการทำงานภายใต้กรอบกฎระเบียบที่รัดรึง ข้าราชการเป็นจำนวนมาก ยังขาดจิตสำนึกในการให้บริการสาธารณะ และขาดจริยธรรม ซึ่งนำไปสู่ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการอย่างกว้างขวาง เมื่อแกนนำของภาครัฐ ทั้งในส่วนของระบบราชการ (Technocrats) และรัฐบาลอ่อนแอไร้ประสิทธิภาพและขาดความโปร่งใส การจัดการเพื่อแก้ไขวิกฤติจึงสับสน ขาดทิศทางที่ชัดเจน และไม่มีเอกภาพทั้งการดำเนินงานและการตัดสินใจ ซึ่งยิ่งทำให้นักลงทุนและสาธารณชนขาดความเชื่อมั่นและศรัทธา

 

ตั้งแต่เกิดปัญหาวิกฤติ ทุกฝ่ายรวมทั้งรัฐบาลสมัยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้เร่งหามาตรการแก้ไขวิกฤติเฉพาะหน้า แต่ที่ผ่านมาการดำเนินงานไม่ค่อยได้ผลนัก ในทางตรงข้าม สถานการณ์กลับเลวร้ายลงทุกขณะ ผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำมีให้เห็นชัดเจนและประชาชนทุกภาคส่วนได้รับความเดือดร้อน อันเกิดจากภาวะสินค้าราคาแพง และค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการขึ้นราคาน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ ชะลอตัวหรือปิดกิจการ เกิดภาวะการว่างงาน ครอบครัวขาดรายได้ และแรงงานย้ายถิ่นกลับเข้าสู่ภาคชนบท และข้อมูลที่น่าวิตก คือ นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์เห็นตรงกันว่าการกู้สถานภาพทางเศรษฐกิจไทยให้กลับดีเหมือนในอดีต คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งและอาจจะใช้เวลามากกว่าที่คาดไว้ สิ่งที่สังคมไทยคงหนีไม่พ้น คือผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่จะทวีรุนแรงมากขึ้นในช่วงปี 2541 และปัญหาทางเศรษฐกิจจะกระตุ้นให้เกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมาอีกมาก เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาครอบครัว ปัญหาความยากจน ปัญหาการศึกษา และปัญหาอื่นๆ

 

ในช่วงปี 2540 เกือบทั้งปี ประเทศไทยวนเวียนท่ามกลางกระแสวิกฤติที่มีสภาพเลวร้ายลงทุกวัน จนในที่สุดทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่รัฐบาล ภายใต้การนำของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้ตัดสินใจคือ การเจรจาขอความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF ซึ่งต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ได้ลงนามกู้เงินจำนวน 17.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก IMF เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 25408 เพื่อนำเงินมากู้วิกฤติทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ และก็เป็นไปตามที่คาดไว้คือ IMF ได้ตกลงให้ความช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยได้มีการกำหนดเงื่อนไขให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามหลายประการ และเป็นไปตามที่คาดคือได้รวมถึงการตั้งเงื่อนไข ในการปฏิรูประบบราชการซึ่งเป็นกลไกส่วนหนึ่งของกลไกประชารัฐ อันเป็นแนวทางที่ IMF เชื่อว่าจะเป็นวิถีทางหนึ่งในการวางรากฐานในการสร้าง Good Governance โดยมาจากประสบการณ์ที่ IMF ได้ทำงานร่วมกับประเทศผู้กู้อื่นๆ ในประเด็นการจัดบทบาทของภาครัฐให้เหมาะสมในสังคม ซึ่งรวมถึงการกระจายอำนาจหน้าที่ ให้แก่องค์กรระดับท้องถิ่น การสร้างระบบการตรวจสอบที่เน้นความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของสาธารณชน เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชั่นในวงราชการและการเมือง และการพัฒนาประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการลดขนาดของหน่วยงานราชการและการปรับปรุงบริการสาธารณะในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การถ่ายโอนกิจการให้เอกชน เพื่อลดภาระการขาดทุนและเพิ่มการแข่งขัน เป็นต้น

 

การที่เรื่องนี้เป็นเงื่อนไขหนึ่งของ IMF ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้สัญญาแล้วว่าจะดูแลปรับปรุง ก็คงเป็นที่ชัดเจนว่าส่วนหนึ่งของวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้มาจากการที่เรามี Bad Governance หรือ กลไกประชารัฐของไทยนั้นยังมีปัญหา สำหรับประเทศไทย การพัฒนากลไกประชารัฐที่ดีนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องให้ความสนใจ ซึ่งคงไม่ใช่ประเด็นที่จะตอบสนองความต้องการของ IMF เท่านั้น แต่เป็นการดำเนินการเพื่อกอบกู้ชาติ เพราะกลไกประชารัฐที่ดีเป็นเรื่องของคนไทย ในชาติจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้นมา จากรากฐานการยอมรับและการมีส่วนร่วมของทุกส่วนในสังคมอย่างจริงจัง เมื่อเรามีกลไกประชารัฐที่ดี ก็คงจะช่วยย่นระยะเวลาการกอบกู้วิกฤติครั้งนี้ให้สั้นลง และประเทศไทยก็จะสามารถหลุดพ้นจากพันธะของ IMF ได้ในเวลารวดเร็ว สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจาก การกู้วิกฤติคือจะเป็นการวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับสังคมไทยให้เป็นสังคมเสถียรภาพ

 

ในภาวะที่ประเทศยังขาดกลไกประชารัฐที่ดี หนทางในการกู้สถานการณ์ครั้งนี้ให้กลับพลิกฟื้นสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เสถียรภาพดังเดิม คงต้องมีการรวมพลังจาก คนในชาติอย่างมหาศาลเพื่อร่วมผลักดันและพัฒนากลไกประชารัฐที่ดีสำหรับสังคมไทย พลังการพัฒนาจะเกิดได้เมื่อคนในชาติเข้าใจความหมาย หลักการและ ความสำคัญของการมีกลไกประชารัฐที่ดี และมีการร่วมแรงร่วมใจกันในการผลักดันและร่วมสร้างกลไกประชารัฐที่ดี

 

ดังนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งประชาชนในชาติคงต้องหันมาให้ความสำคัญในการศึกษาประเด็นนี้ให้เข้าใจชัดเจน เพื่อนำไปสู่การดำเนินงานอย่างถูกต้อง เพราะการที่จะสร้างกลไกประชารัฐที่ดีนั้นมีความหมายที่ล้ำลึก และมีปัจจัยที่มากกว่าการปรับปรุงหรือปฏิรูประบบราชการให้สามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล อย่างที่เราเคยถือปฏิบัติเท่านั้น


นอกจากนี้จะต้องมีการดำเนินงานด้านนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบว่า สำหรับสังคมไทย การพัฒนาในส่วนที่เรียกว่า “กลไกประชารัฐที่ดี” ตามความหมายสากลที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางนี้ จะเหมาะสมกับสังคมไทยมากน้อยเพียงใด ในปัจจุบันประเทศได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง มีส่วนใดบ้าง ที่ยังไม่สมบูรณ์ มีส่วนใดบ้างที่ต้องแก้ไข ใครบ้างที่ควรร่วมรับผิดชอบ และควรดำเนินการอย่างไรเพื่อให้เกิดการยอมรับ เข้าใจ และถือปฏิบัติกันในสังคม

 

Read Full Post »

รัสเซีย กับ โลกาภิวัฒน์

triamboy

RUSSIA vs Globalisation

 

เมื่อครั้งศึกษาชั้นปีที่  3  ของการเรียนในมหาวิทยาลัย  ผู้เขียนได้มีโอกาสสร้างสรรค์รายงานการศึกษาเรื่อง  “รัสเซีย  กับ  โลกาภิวัฒน์; ผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่อเศรษฐกิจ  สังคมรัสเซีย  และการตั้งรับโลกาภิวัฒน์”  ขึ้น  ด้วยความสนใจของผู้เขียน  และเพื่อนร่วมงาน  ภายใต้การศึกษารายวิชา  การวิเคราะห์ตลาดโลก  Global Market Analysis   ซึ่งสอนโดยอาจารย์ รศ. ดร.สมภพ  มานะรังสรรค์  ผู้เชียวชาญในการสังเกต  ติดตาม  วิเคราะห์สถาณการณ์โลกคนหนึ่ง

 

ผู้เขียนเข้าใจว่างานเขียนที่เกี่ยวข้องกับประเทศรัสเซียที่เป็นภาษาไทยนั้น ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย  และยากต่อการค้นหา  ศึกษา  ท่ามกลางความน่าสนใจมากขึ้นอย่างต่อเนื่องของรัสเซียในพัฒนาการด้านต่างๆ  ดังนั้นการนำมาเผยแพร่  ณ  ที่นี้  ผู้เขียนจึงมีความคาดหวังว่า  ผู้อ่าน  รวมถึงผู้ที่สนใจจะได้รับความรู้  ข้อมูล  อันที่จะนำไปสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อไปแก่ตนเอง  และสังคม

 

 

ความสำคัญและวัตถุประสงค์

 

ความท้าทายสำหรับรัสเซียในการนำประเทศสู่ความทันสมัย  ทัดเทียมอารายะประเทศ  คือ  การบูรณาการโครงสร้างของประเทศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโลก  ทั้งการปรับตัวทางด้านเศรษฐกิจ  การเมือง  และการปรับตัวให้เข้ากับ  บรรทัดฐานสำคัญ  กฎเกณฑ์  ระเบียบ  สถาบันต่างๆของโลก  ต้องใช้เวลานานพอควร  และอย่าคาดหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะนำมาสู่ผลลัพธ์ภายในระยะเวลารวมเร็ว  การกำหนดบทบาท  สถานะของรัสเซียเองบนเวทีโลกจะเป็นในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป  และมีลักษณะ การปรับตัวที่ค่อนข้างขัดแย้งกับ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสิ่งแวดล้อมภายนอก  การเปลี่ยนแปลงนี้ มาจากผลของสิ่งที่เรากำลังวิภาควิจารณ์  ถกเถียงกันอย่างมาก  นั่นคือ  โลกาภิวัฒน์  ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่าคือ  กระบวนการสร้างความเป็นสากล ณ ระดับที่สูงขึ้น  สำหรับรัสเซียแล้ว  กระบวนการนี้  ส่าสุดมีลักษณะอย่างคร่าว  ดังนี้

 

–               การขยายความสัมพันธ์เป็นอย่างมาก  ระหว่าง  การเพิ่มขึ้นของตัวแปรระหว่างประเทศ  และระดับการพึ่งพากันระหว่างประเทศ

–               การบูรณาการของ  เศรษฐกิจ  การเงิน  สังคม  การเมือง  และการจัดการทรัพยากร

–               ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

–               การเปิดเสรีภาพทางการค้า  และพาณิชย์

–               การเปลี่ยนแปลงบทบาทของรัฐบาล  และ  เอ็นจีโอ  ในกระบวนการตัดสินใจ

 

อย่างไรก็ตาม  จุดประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้  คือ  การแสดงพัฒนาการของโลกาภิวัฒน์ในรัสเซีย ภายใต้สภาพแวดล้อมที่แปลกของรัสเซีย  หรือแตกต่างจากประเทศตะวันตก  การศึกษานี้จะกล่าวถึง กระบวนการปรับตัวต่อโลกาภิวัฒน์  และผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ต่อเศรษฐกิจ  และสังคมของรัสเซีย  ภายใต้บริทบภายในประเทศ  โดยการวิเคราะห์ตัวแปรภายใน  และตัวแปรภายนอก  ภายในรายงาน ฉบับนี้จะกล่าวถึง

 

–               ดินแดนย่อยต่างๆ ในรัสเซีย เริ่มมีบทบาทเป็นผู้เล่นในเวทีโลก

 

–               โลกาภิวัฒน์ภายในประเทศรัสเซีย  เป็นไปในลักษณะที่ส่งผลไม่เท่าเทียมกันในแต่ละ เขตการปกครอง  รวมทั้้งเป็นลักษณะที่มีการแข่งขันกันระหว่างดินแดนต่างๆ

 

–               จากความไม่เท่าเทียมกัน  และภาวะการแข่งขันกันนี้  นำมาซึ่ง  โอกาสใหม่ๆ  และความท้าทายต่างๆ  สำหรับรัสเซีย

 

จากผลของโลกาภิวัฒน์  ณ  ปัจจุบันนี้  จำเป็นอย่างยิ่งที่เราไม่ควรคาดการณ์ผลที่เกิดขึ้นเกินจริง  จะเห็นได้้จาก  พัฒนาการของระบบสหพันธรัฐของรัสเซีย  โดยพื้นฐานแล้วเป็นผลมาจากการพัฒนาภาย ในประเทศ  เช่น  การขยายอำนาจในลักษณะแนวดิ่งมากขึ้น  การประกาศใช้กฎ  ข้้้อบังคับ  บังคับใช้กับรัฐบาลของรัฐ  รายงานฉบับนี้ผู้ศึกษาได้ให้ความเห็นไว้ว่า  โลกาภิวัฒน์ในรัสเซียยังด้อยพัฒนา  เนื่องมาจากปัญหาหลักของรัสเซีย  ที่ว่า  ถ้ารัสเซียไม่สามารถบูรณาการกระบวนการต่างๆเข้ากับโลกได้  พร้อมกันนั้นกระแสของโลกาภิวัฒน์ ยังคงหมุนต่อไป  ผลที่จะเกิดขึ้น  คือ  รัสเซียจะแยกตัวออกมาจากโลกาภิวฒน์  และจะด้อยพัฒนา  ในไม่กี่ทศวรรษอันใกล้นี้

 

ความสำคัญในการศึกษาในครั้งนี้  สามารถแสดงได้ดังนี้ 

 

๑.)  แม้นว่าประเทศรัสเซียจะด้อยพัฒนา ในด้านโลกาภิวัฒน์  แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาคมโลก  หรือแต่ละประเทศ  นั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อ การพัฒนาภายในประเทศของรัสเซีย  ในบางบริบท  ผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ไม่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน  หรือไม่สามารถจับต้องได้  แต่เราไม่ควรเพิกเฉยกับผลกระทบที่เกิดจากโลกาภิวัฒน์  เห็นได้ชัดเจนจากกรณี  การปฏิรูปสหพันธรัฐของประธานาธิปดีปูติน  เมื่อ  พฤษภาคม  ค.ศ.  ๒๐๐๐  อันเนื่อง มาจากการพัฒนาของประชาคมโลก  นักลงทุนต่างประเทศมีการสับสนระหว่างกฎของสหพันธรัฐ  และกฎของรัฐ  การปฏิรูปครั้งนี้จึงเกิดจากปัจจัยภายนอก  รวมทั้งจะได้เป็นการกำจัดการปกครองแบบ เขตการปกครองตนเอง  

 

๒.)  ผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น  คือ การแยกตัวออกห่างมากขึ้น จากประเทศตะวันตก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย  และสหภาพยุโรป  ในกรณีของแคว้นคาลินินกราด  แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีความวิตกกังวลกับเส้นแบ่งแยกระหว่างประเทศ ที่มีความเป็นสากล  และรัสเซีย  ในสหภาพยุโรป   

 

๓.)   โลกาภิวัฒน์นำมาสู่การขาดความมีเสถียรภาพ ของรัสเซียทั้งทางเศรษฐกิจ  สังคม  เนื่องจากไม่ทุกประเทศที่สามารถกระทำตามสมมติฐานของ การแบ่งงานกันทำได้ในประชาคมโลก  รัสเซียเอง ก็เป็นเช่นนั้น  รัฐต่างๆ  ยังมีความวิตกกังวลในมุมมอง ที่รัสเซียจะกลายเป็นที่ทิ้งกากปฏิกรนิวเคลียร์ ของประเทศต่างๆ  รวมทั้งจะกลายเป็นแหล่งวัตถุดิบราคาถูก¹ ที่ดีแห่งหนึ่ง  ในขณะเดียวกัน บางแคว้นได้แยกตัวเองออกห่างจากสหพันธรัฐมากขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจ  และสังคม  ด้วยแนวคิดที่ว่า  ดินแดนขนาดเล็กจะมีโอกาสมากว่าที่จะได้รับผลประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์  ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนี้  กระตุ้นให้มีการปฏิกิริยาตอบโต้กับโลกาภิวัฒน์จากผู้มีอำนาจในการปกครอง   

 

๔.)   โลกาภิวัฒน์ได้เปลี่ยนแปลง ความเข้าใจในความมั่นคงของสหพันธรัฐเปลี่ยนไปจากเดิมที่ว่า  ความมั่นคง มีความสัมพันอย่างมากกับ  กองทัพ  อาวุธ  ยุทโธปกรณ์อย่างเดียว  แต่  ณ วันนี้  ความมั่นคงมีความสัมพันธ์ อย่างมากกับ  ขนาดของการบูรณาการประเทศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการโลกาภิวัฒน์  และสถาบันระหว่างประเทศ  สิ่งเหล่านี้สร้างความท้าทายอย่างมากกับสหพันธรัฐ  และผู้มีอำนาจปกครอง ดินแดนต่างๆ

 


 

ขอบเขตการศึกษา

 

เอกสารฉบับนี้ได้ทำการศึกษาถึงผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่อประเทศรัสเซีย  ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ  และสังคม  โดยจะทำการศึกษาสภาพเศรษฐกิจ  และสังคม  ของสหพันธรัฐรัสเซียโดยทำการศึกษาหลังปี  ค.ศ.  ๑๙๙๐  โดยจะเน้นการศึกษาในช่วงเวลานี้  เนื่องจากช่วงเวลานี้  เป็นช่วงที่รัสเซียมีการเปิดประเทศ  อันเป็นผลมาจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต  เปลี่ยนการปกครองจากการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์  เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย  อันมีประธานาธิบดีเป็นประมุข  และปฏิรูปเศรษฐกิจ เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ จากแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาด  หรือทุนนิยม  ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ ที่มีพลวัตสูง ณ  ปัจจุบันนี้

 


 

 

บทที่  ๑:  สภาพทางเศรษฐกิจ  และสังคม

 

แนวคิดเกี่ยวกับช่องว่าง:  ลัทธิดินแดนนิยมในรัสเซีย  และประเทศตะวันตก

 

ปัญหาลัทธิดินแดนนิยมในรัสเซียตกเป็นที่สนใจต่อประชาคมโลกอีกครั้ง  อันเนื่องมาจากเจ้า ของความคิด ลัทธินิยมในประเทศตะวันตกต่างๆ  ต่างประหลาดใจที่ทฤษฎีลัทธิดินแดนนิยมทางตะวันตก  ตรงกับลักษณะ ของสหพันธรัฐรัสเซีย  แต่ทฤษฎีนี้ไม่สามารถใช้อธิบายได้ทุกดินแดน  ทุกแคว้น  ทุกเขตการปกครองของรัสเซียได้  จากการศึกษาจำนวนมาก  เกี่ยวกับนโยบายของดินแดนภาย ใต้การปกครองของรัสเซียในการสร้างความเป็นสากล  สามารถตั้งข้อสมมติได้ดังนี้

 

               ขอบเขตที่กำลังกว้างขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตทางการเมือง  สังคม  เศรษฐกิจนี้  ในไม่ช้าจะไม่สามารถจะบริการ  จัดการได้โดยรัฐบาลกลาง


               ความแตกต่างทางการเมืองชั้นสูง  และการเมืองขั้นต่ำที่เป็นมาแต่อดีต  กำลังจะลดลง  และกำลังรวมทั้งสองรูปแบบเข้าด้วยกัน


                 สถานะของรัฐบาลแต่ละดินแดน  ควรตระหนักถึงความจำเป็นของคนท้องถิ่น  คนพื้นเมือง  ในพื้นที่ซึ่งมีหน้าที่โดยเฉพาะ  คนเหล่านั้นไม่สามารถพอใจได้  ถ้ารัฐบาลของดินแดนนั้น ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบระหว่างประเทศให้มากขึ้น


               นโยบายการสร้างท้องถิ่นในบริบทของการต่างประเทศนั้นแท้จริง  คือ  การสร้างรูปแบบ พฤติกรรมทางอ้อม  โดยรัฐบาลเปลี่ยนแปลงนโยบายที่กำหนดสภาพแวดล้อมทางสังคม  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้  จะแตกต่างกันไปตามรูปแบบความขัดแย้ง  และ ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลาง  และรัฐบาลดินแดนนั้นๆ

 

ท่ามกลางการจับตามองของประชาคมโลก  รัสเซียกำลังหาจุดที่ทำให้เกิดความสมดุลระหว่าง โลกาภิวัฒน์  และการสร้างดินแดน  เขตการปกครอง  หรืออธิบายได้ในอีกทางหนึ่ง   คือ  การให้พันธสัญญา กับภายในประเทศ  และภายนอกประเทศ  โดยการสร้างดินแดน  หรือเขตการปกครองที่พิเศษ  ในรัสเซียมีลักษณะที่ไม่เหมือนใคร  ไม่เหมือนกันประเทศตะวันตก  สามารถอธิบายได้ดังนี้

 

               พลังขับเคลื่อนระว่างประเทศของดินแดนต่างๆ ในรัสเซีย  มีลักษณะคล้ายกับกลยุทธ์ การต่อสู่กับ วิกฤตการมากกว่า  กลยุทธิ์รูปแบบการรวมตัวของรัฐบาลดินแดนต่างๆ  ด้วยเหตุนี้ทำให้ กิจการต่างประเทศของดินแดนนั้นถูกกำหนดโดย  ผู้มีอำนาจทางการเมือง  หรือผู้อำนาจทาง การบริหาร  ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะสนันสนุนโครงการ  ความคิด  ข้อเสนอ  ที่ส่งเสริม ฐานทางการเมืองโดยตรง  เช่น  บอริส  เนมทอฟ  แห่งแค้วนนิจนีนอฟโกรอด,  เยฟจีนี  นาซดราเทนโค  แห่งดินแดนปรีมอร์สกี  และมิคาอิล  นิโคเลฟ  แห่งสาธารณรัฐยาคูตียา  ในความเป็นจริงแล้วกิจการต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่ง  ของการเมืองอุปถัมภ์  ซึ่งใช้โดยแพร่หลาย ในแคว้นต่างๆ


               ในยุโรปตะวันตกนั้น  ความชื่อมั่นในการปกครองตนเองของประเทศต่างๆถูกเติมเต็ม โดยสหภาพยุโรป  ในทางกลับกัน  ผลกระทบโดยตรงจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต  ทำให้การสร้างดินแดน  หรือเขตการปกครองตนเองในรัสเซีย  ถูกพัฒนาภายใต้สถาณการณ์ ที่กระบวนการต่างๆไม่ประสานกัน  ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน  กอปรกับการกระจายอำนาจ จากรัฐบาลกลางไปยังรัฐบาลของดินแดน  เขตการปกครองต่างๆ   เห็นได้ว่ารัสเซีย ไม่เหมือนกับประเทศตะวันตกตรงที่ขาด  แรงขับเคลื่อนของการรวมตัวกันที่แข็งแรง    ที่น่าสนใจคือ  ทัศนคติการต่อต้านการประสานกัน  เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไป โดยเฉพาะ ในกลุ่มผู้นำดินแดนต่างๆ  เช่น  คนแรกที่สนับสนุนทัศนคตินี้  คือ  บอริส  เนมทอฟ  แห่งแค้วนนิจนีนอฟโกรอด  คนถัดมาคือ  เมนติเมอร์  ไฮมีฟ  แห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน  และ  รัสเลน  อูเชฟ  แห่งสาธารณรัฐอินกูเชเตีย  เห็นได้ว่าความไม่แน่นอนในความสามารถ ของรัสเซียที่จะกลายเป็นผู้นำในภูมิภาค  เสมือนเป็นตัวชี้วัดแสดงความอ่อนแอ ในจุดยืนของรัสเซีย


               ความแตกต่างในการรับรู้  เข้าใจ  และการตีความ  “รัฐฐาธิปัตย์”  และหน้าที่ของรัฐ  ในบริบทของโลกปัจจุบันนี้  ยังคงเป็นที่ถกเถียงอย่างมากของผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย ของรัสเซีย  ว่า  เหมาะสมหรือไม่ที่จะยอมรับรัฐฐาธิปัตย์ที่ใช้อยู่ในดินแดนต่างๆ  สำหรับ คนส่วนใหญ่ในรัสเซียที่ยังยึดติดกับแนวคิดที่ว่า  รัฐฐาธิปัตย์แห่งรัฐ  หรือของดินแดนนั้น  ไม่สามารถแบ่งแยกออกเป็นส่วนได้ จะปฏิเสธที่ยอมรับรัฐฐาธิปัตย์ที่มาจากสหพันธรัฐเข้ามา ในรัฐฐาธิปัตย์แห่งรัฐ  ในเนื้อหาของกฎหมายระหว่างประเทศ  เห็นได้ว่า  รัสเซียยังคงต้องเรียนรู้อีกนานว่า  รัฐฐาธิปัตย์  ไม่ได้ถูกใช้แทนสถานะ  หรือระดับของ ความเป็นอิสระทางการเมือง

 


ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างดินแดน

 

ในปี ค.ศ. ๑๙๙๐ มีการกระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางไปยังรัฐบาลดินแดนต่างๆ  ซึ่งเป็นปัจจัยหลักใน การพัฒนาการเมืองของรัสเซีย  แต่อย่างไรก็ตาม  ดินแดนต่างๆมีบทบาทไม่เท่าเทียมในเวทีระหว่างประเทศ  ไม่ทุกดินแดนที่จะมีบทบาทสำคัญ  และแต่ละดินแดนมีบทบาทต่างกัน  ความแตกต่างระหว่าง ดินแดนที่พัฒนามากที่สุด  และน้อยที่สุด  โดยใช้ตัวชี้วัดทางสังคม  และเศรษฐกิจแล้วจะพบว่า มีสัดส่วนต่างกันมากถึง  ๕๐ : ๑


  กลุ่มใหญ่เป็นสมาชิกของรัฐสภาแห่งสหพันธรัฐ  มีนัยสำคัญว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในเวที ประชาคมโลก  เห็นได้้ว่าถ้าดินแดน  แคว้น  หรือเขตปกครองตนเอง  ที่เป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสามกลุ่ม  (ยกเว้นสาธารณรัฐตาตาร์สถาน  เป็นของสองกลุ่มพร้อมกัน)  น่าจะ   ๑.)    มีทรัพยากรที่เพียงพอ ที่จะต่อรองในการมีส่วนกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหพันธรัฐ  และสามารถสร้างแนวทางกลยุทธ์ ในเวทีโลกระยะยาวได้    ๒.)  ต้องการอำนาจมากขึ้นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ  เห็นได้ชัดว่ากลยุทธ์ ของชาวรัสเซียต่างจากชาวตะวันตก  คือ  แสวงหาการปกป้องจากรัฐบาลกลาง  และต้องการการแทรกแซงจากรัฐ  ในการควบคุม  จัดการกับการส่งออก  และนำเข้า  ต่อไปจะอธิบายในรายละเอียดของกลุ่มดังนี้

 


ดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออก

 

กลุ่มแรกนี้ประกอบไปด้วยดดินแดนที่มีศักยภาพมากในการส่งออก (ดินแดนอุตสาหกรรม  หรือดินแดนที่มีทรัพยากรแร่เหลือเฟือ)  สามารถแบ่งออกเป็น    กลุ่ม  ดังนี้    ๑.)  ดินแดนที่มีอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว  (แร่มีค่า,  ทรัพยากรพลังงาน, อื่นๆ)     ๒.)  ดินแดนการค้าทางตะวันออก    ๓.)  ดินแดนอุตสาหกรรมทางการทหาร  อาวุธยุธโทปกรณ์  การบริหารขึ้นอยู่กับความร่วมมือ กับพันธมิตรต่างชาติ  โดยพันธมิตรต่างชาตินี้เล็งเห็นว่าเป็นหนทางเดียวที่จะสร้างกำไรสูงสุด  และสามารถ คืนทุนได้  จากการวิจัยของสถาบันมอสโกสำหรับการศึกษาของชาวอเมริกัน  และชาวแคนาดา  พบว่า    ดินแดนที่ได้รับการจัดลำดับความสำคัญในกลุ่มนี้  เรียงตามลำดับ  ได้แก่  แค้วนเคเมโรโว,  ดินแดนเปียร์ม,  แค้วนสามารา,  แคว้นเชเลียบินสค์,  และดินแดนครัสโนยาสค์  และยังมีอีก    ดินแดน เรียงตามลำดับ  ดังนี้  สาธารณรัฐบัชคอร์โตสถาน,  แคว้นมอสโก,  แค้วนอีร์คุตสค์,  แค้วนมูร์มันสค์,  แค้วนนิจนีนอฟโกรอด,  แค้วนโอเรนบูร์ก,  แค้วนสเวียร์คลอฟสค์,  แคว้นตูย์เมน,  และดินแดนคาบารอฟสค์

 

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออก  มีดังนี้


๑.)  แรงจูงใจทางเศรษฐกิจของกลุ่มนี้มีความแตกต่างอย่างมากจากดินแดนอื่น  เนื่องด้วยความสนใจ  ของคนภายในประเทศรัสเซียส่วนใหญ่  คือ  การทำให้มีค่าน้อยที่สุดของ  ราคา  อาชญากรรม  ระบบบริหารที่มีความยุ่งยาก  เป็นต้น  ด้วยเหตนี้เองทำให้ดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออกนี้มีลักษณะ  คือ  กระตือรือร้นต่อการเปิดประเทศ  และการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ


ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลสหพันธรัฐจะเพิกเฉยต่อบทบาทระหว่างประเทศของกลุ่มดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออกนี้  แต่ในเชิงประจักษ์แล้วจะพบว่าเป็นการยากที่จะสร้างความสมดุลกันระหว่าง     ปรเด็นที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้  คือ  การผลักดันการเปิดประเทศสู่ประชาคมโลก  และการรักษาตลาดของดินแดนต่างๆ  เพื่อผู้ผลิตภายในประเทศ


๒.)  มุมมองที่ต่างกันของรัสเซีย  และประเทศตะวันตกที่มีต่อดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออกนี้  ในมุมมองของรัสเซียเอง  มีความสนใจในการใช้ศักยภาพของดินแดนนี้เพื่อสร้าง  “ระเบียงการลงทุน”  (เหมือนในกรณีของนครสหพันธ์มอสโก  และนครสหพันธ์เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก)  เพื่อสนับสนุนให้มี การพัฒนาของเทคโนโลยีขั้นสูง,  ความรู้,  ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  ในทางตรงกันข้าม  มุมมองของประเทศตะวันตกที่มีความสนใจในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคม  และการพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติ

 

 

สาธารณรัฐแห่งความเชื่อร่วมกัน

 

กลุ่มที่สองนี้ประกอบไปด้วยสาธารณรัฐที่มีความเชื่อร่วมกัน  และไม่ใช่ชาวรัสเซีย  สาธารณรัฐเหล่านี้  เป็นตัวแปรที่มีอำนาจมาก  อันที่จะผลักดันสาธารณรัฐสู่ระบบที่กว้างขึ้นในการร่วมมือกันระหว่างประเทศ  และการร่วมมือกันระหว่างดินแดน  ในการศึกษาถึงเอกลักษณ์ทางความเชื่อร่วมกัน ในฐานะ  ตัวแปรที่มีบทบาทในการสร้างสังคมระหว่างประเทศของสาธารณรัฐ  ดังต่อไปนี้  สาธารณรัฐตาตาร์สถาน,  สาธารณรัฐบัชคอร์โตสถาน,  สาธารณรัฐดาเกสถาน,  สาธารณรัฐตูวา,  สาธารณรัฐบูเรียตียา,  สาธารณรัฐโคมิ,  และสาธารณรัฐคาเรลียา  จากการศึกษาพบข้อมูลเชิงคุณภาพเกี่ยวกับบทบาทระหว่างประเทศของสาธารณรัฐ  ดังนี้  เอกลักษณ์ระหว่างดินแดน  โดยมีจุดร่วมของมรดกทางวัฒนธรรม,  ศาสนา,  และภาษา  สามารถสร้างเครือข่ายของประชากรในดินแดนนั้น  หรือเครือข่ายกลุ่มหนึ่งของประชากรในดินแดน  ตัวอย่าง  กลุ่มประเทศอิสลาม (เช่น  ซาอุดิอารเบีย,  ตุรกี)  ให้ความช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐดาเกสถาน  และสาธารณรัฐอื่นๆ  ในด้านกิจกรรมทางศาสนา  และการศึกษา  ในขณะเดียวกันเป็นที่ทราบกันดี ว่ายังให้การช่วยเหลือ ทางด้านการเมืองอีกด้วย การสร้างช่องทางความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคน ในประเทศและนอกประเทศ ที่มีความเชื่อเป็นจุดร่วมกันนั้น  เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดกิจกรรม ต่างประเทศของสาธารณรัฐเหล่านี้


นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าสาธารณรัฐเหล่านี้  กล้าที่จะแสดงออกถึงจุดยืนของตนเองในเวที ระหว่างประเทศ  โดยการเคลื่อนไหวของกลุ่มเพื่อที่จะสร้างบรรทัดฐาน   กฎระหว่างประเทศอันมีเนื้อหา ที่จะปกป้องความเชื่อของกลุ่มตนเอง  ขณะเดียวกันกลุ่มสาธารณรัฐนี้จะได้รับการช่วยเหลือระหว่างประเทศ ในกรณีที่ถูกกระทำในทางที่  เป็นการกระทบต่ออำนาจการปกครองของตนเองจากรับบาลสหพันฐรัฐ  โดยได้รับการช่วยเหลือทั้งใน ด้านนามธรรม  และรูปธรรม  จากกลุ่ม  องค์กร  ประเทศที่มีจุดร่วมความเชื่อเหมือนกัน

 

สาธารณรัฐแห่งความเชื่อร่วมกันนี้สามารถแบ่งได้เป็น    กลุ่มตามรูปแบบการพัฒนา  ดังนี้

 

๑.)  สาธารณรัฐที่มีรูปแบบการพัฒนา  โดยถูกกระตุ้นให้มีการปกป้อง  รักษาความเชื่อของกลุ่ม  และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม  ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย  อันที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งทางศาสนา  และความรุนแรง  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน  คือ  สาธารณรัฐเชชเนีย


กลุ่มทางสังคมที่มีความเชื่อร่วมกันนี้จะมีลักษณะเฉพาะ  คือ  เป็นสังคมที่ค่อนข้างปิด,  ปกกันการรุกรานจากภายนอก,  ให้ความใส่ใจอย่างมากเกี่ยวกับการรักษาวัฒนธรรม  ศาสนา  และภาษาที่มีมาแต่ด้ังเดิม  มากกว่าการให้ความสนใจในการบูรณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก  การแยกตัวออกจากภายนอกของสาธารณรัฐความเชื่อร่วมกัน  และความรักหวงแหนในดินแดน  เกิดจากการสั่งสม  การยอมรับการมีอยู่จริงของดินแดน  สาธารณรัฐนี้มาเป็นระยะเวลานาน  พร้อมทั้งการปิดกั้น  ไม่ยอมรับ  ข้อมูลข่าวสาร  วัฒนธรรม  และอื่นๆ  จากภายนอก  รูปแบบการจัดการ  การบริหารด้วยตนเองของกลุ่มนี้ค่อนข้างที่จะเป็นลักษณะอนุรักษ์นิยม  ประพฤติตามประวัติศาสตร์แต่เดิมมา  รวมทั้งการต่อต้านการสร้างความทันสมัย  ด้วยความที่ต้องการรักษาภาวะการแยกตัวออกมา  เป็นตัวของตัวเอง  ความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  ไม่เหมือนใคร  รวมทั้งแฟร์ชั่นดั้งเดิม   ก่อนหน้านี้ได้มีความพยายามหลายครั้ง  ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกระบวนการทางการเมือง ของกลุ่มสังคมนี้ให้เป็นไปตามหลักแห่ง  “สากล,”  “อารยะ,”  และ  “มาตรฐานเดียว”  ประสบกับ ความล้มเหลวทุกครั้ง  ตัวอย่าง  กรณี  องค์กรเพื่อความร่วมมือ  และความมั่นคงแห่ง สหภาพยุโรปเข้าไปช่วยเหลือในการจัดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสาธารณรัฐเชชเนีย  ใน  ปี  ค.ศ.  ๑๙๙๗  แต่กระนั้น  เมื่อกระบวนการการเลือกตั้งได้เสร็จสิ้นลง  และอลัน  มาสคาดอฟ  ได้่รับการเลือกตั้ง  ไม่มีการส่งสัญญาณที่เกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตยในเชชเนียอีกเลย  เห็นได้ว่า  การแสดงจุดยืนที่ชัดเจน ของกลุ่มมุสลิมจำนวนมากในรัสเซีย  ที่ไม่สามารถยอมรับรูปแบบโลกาภิวัฒน์ของ ประเทศตะวันตกได้


เห็นได้ชัดเจนว่าการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศของกลุ่มที่มีความเชื่อร่วมกันนำมาสู่ความไม่มี เสถียรภาพต่อความมั่นคงของรัสเซีย  ตัวอย่างที่ดีที่สุดเห็นได้จาก  กรณี  การให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน  เทคโนโลยีแก่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเชเชน  (เชชเนีย)  จากองค์กรการก่อการร้ายจากประเทศมุสลิม  และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ยังเกี่ยวข้องกับดินแดนต่างๆอีกด้วย  ยกตัวอย่าง  กรณีที่สภาความมัั่นคง แห่งสหพันธรัฐ แสดงถึงความวิตกกังวลต่อความร่วมมือระหว่างผู้นำของสาธารณรัฐอะดีเกยา  กับองค์การอิสลามแห่งโลก  และยังรวมถึงรัฐบาลประเทศลิเบียอีกด้วย


๒.)  สาธารณรัฐที่มีรูปแบบการพัฒนา  โดยมีการประยุกต์  ปรับเอาประสบการณ์ทางเศรษฐกิจ ในประชาคมโลกที่เกิดขึ้นมาใช้  ในบริบทพื้นเพของความเชื่อดั้งเดิม  ผู้มีอำนาจแห่งสาธารณรัฐเหล่านี้ พยายามที่จะส่งผ่านเอกลักษณ์ของความเชื่อดั้งเดิม  ผ่านการอธิบายโดยเหตุผล  และตรรกะทางเศรษฐศาสตร์  เพื่อที่จะให้สาธารณรัฐแห่งความเชื่อเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการขอการสนับสนุน การปกครองตนเอง จากรัฐบาลกลาง  และจัดให้มีการสร้างสังคมที่แข็งแรง  ตัวอย่างกรณีนี้  คือ  สาธารณรัฐตาตาร์สถาน

 

 

ดินแดนชายแดน

 

กลุ่มดินแดนที่สามนี้ประกอบไปด้วยดินแดนต่างๆถึง  ๔๕  ดินแดน  ประเทศรัสเซีย มีชายแดนที่ยาวที่สุด ในโลกคิดเป็น  ๖๐,๙๓๓  กิโลเมตร  ติดกับประเทศเพื่อนบ้านถึง  ๑๖  ประเทศ  ๓๒.๖  ของประชากรทั้งหมดอาศัยอยู่ในดินแดนชายแดนนี้  สำหรับการพิจารณาดินแดนนี้จะพิจารณาในมุมมองของ โอกาส  และความท้าทาย

 

โอกาส

 

               ดินแดนชายแดนเหล่านี้มักได้รับการดูแล  ได้รับความพึงพอใจอยู่เสมอจากประเทศเพื่อนบ้าน  โดยเฉพาะประเทศจีน   ที่พยายามอย่างยิ่งที่จะมีอิทธิพลเหนือดินแดนปรีมอร์สกี  ขณะที่ประเทศ ฟินแลนด์เองให้ความสนใจเป็นพิเศษในการให้ความช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐ คาเรลียา


               พื้นที่ขอบเขต  และดินแดนทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้าน  สามารถเพิ่มโอกาส ในการต่อรองกับรัฐบาลกลาง,  เรียกร้องการนับสนุนทางการเงินเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยในส่วน งบประมาณในการดูแลเขตแดน  รวมทั้งต้องการอำนาจโดยตรงในการเข้าไป จัดการรายได้ที่มาจาก  ภาษีศุลกากร  และพยายามข่มขู่รัฐบาลกลางที่จะประกาศเอกราช


               ดินแดนชายแดนนีี้เป็นดินแดนส่วนน้อยของรัสเซียที่มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษโดยสหพันธรัฐ ในการกระทำสัญญาระหว่างประเทศ  การกระทำข้อตกลงทวิภาคี  กฎหมายนี้ยังรวมถึง การบันทึกความร่วมมือระหว่างดินแดนที่มีเขตแดนติดกัน  เช่น  ประเทศฟินแลนด์  (มกราคม  ๑๙๙๒),  ประเทศโปแลนด์  (พฤษภาคม  ๑๙๙๒),  ประเทศคาซัคสถาน  (มกราคม  ๑๙๙๕),  ประเทศยูเครน  (มกราคม  ๑๙๙๕),  ประเทศมองโกเลีย  (มกราคม  ๑๙๙๓),  และประเทศจีน  (พฤษภาคม  ๑๙๙๔)  รวมทั้งยังมีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วย ความร่วมมือระหว่างเขตแดน  ระหว่างประเทศรัสเซีย  ประเทศเบลารุส  ประเทศคาซัคสถาน  และประเทศเคอร์จีเซีย  เมื่อมกราคม  ๑๙๙๙  นอกจากนั้น  เมื่อมิถุนายน  ๑๙๙๘  สภาท่ีปรึกษาแห่งสหพันธรัฐ  ทางด้านการต่างประเทศเสนอให้มีข้อตกลง ความร่วมมือระหว่าง ประเทศกับประเทศที่มีเขตแดนติดต่อกัน


               ปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีเขตแดนติดต่อกันส่งเสริมให้การค้าและการลงทุน  ขยายตัว  หรือเรียกพื้นที่นี้ว่า  “ระเบียงการลงทุน”   โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีผลประโยชน์ ร่วมกัน  ทั้งสองฝ่าย  จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่เขตการค้าเสรี    ที่แรกที่เกิดขึ้น  อยูในพื้นที่ชายแดน  คือ  ยันตรา  ในแคว้นคาลินิินกราด  และ  นาคอดก้า  ในดินแดนปรีมอร์สกี และที่สำคัญอย่างยิ่งดินแดนชายแดนนี้จะเจริญเติบโตมากกว่านี้ ถ้าหากมีธุรกิจที่ให้การบริการ  ขนส่่งระหว่างประเทศ  (ผู้เชี่ยวชาญของประธานาธิบด วลาดิเมียร์  ปูติน  ได้คำนวณไว้ว่าการพัฒนาเครือข่ายการคมนาคมขนส่ง  จะสามารถเพิ่มรายได้มากกว่า  ๘ เท่า  ของรายได้ในขณะนี้


               ดินแดนชายแดนส่วนใหญ่มีการป้องกันโดยการทหารในระดับสูง  ดังนั้นความร่วมมือทางการ ทหารร่วมกันระหว่างดินแดนจะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย  นอกจากนั้น  การทำบันทึก  ข้อตกลงความร่วมมือกันระหว่างผู้บังคับบัญชาทางทหารที่ประจำการ ในภูมิภาค  และผู้มีอำนาจ  ทางการเมืองในดินแดนนัั้น  เป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ปัญหาสังคม ที่เกิดขึ้น  และยังเป็นการขยาย บทบาทของสถาบันทางการเมืองในการดูแลความปลอดภัย  และความมั่นคงในภูมิภาค  หากพิจารณาลงในรายละเอียดที่เกี่ยวกับความร่วมมือกัน ระหว่างดินแดน  จะพบข้อสังเกต เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเอกลักษณ์ของภูมิภาค  เนื่องจากกระบวนการในการสร้าง ความร่วมมือระหว่างดินแดนมีมูลเหตุมาจาก ภาวะการแบ่งแยกเป็น ​๒  ขั้วในอดีต  เป็นตัวกระตุ้น  ให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างดินแดน  เช่น  โครงการระหว่างประเทศบาเรนห์  และยุโรปอาร์กติก,  สภาแห่งประเทศทะเลบอลติก,  การประชุมเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ  ระหว่างกลุ่มประเทศทะเลดำ  เป็นต้น  ดังนั้นในการสร้างดินแดน  จึงหมายถึงกระบวนการในการ  ขยายอำนาจภายในดินแดน  ภายใต้รูปแบบความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน  แต่การสร้างดินแดนนี้  ยังไม่มีความมั่นคงเพียงพอ    ระดับการเมืองขณะนี้  แต่อย่างไรก็ตามยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ  อีกด้วย  เช่น  จะเป็นการง่ายยิ่งขึ้นถ้าดินแดนนั้น  มีความสามัคคี  เป็นหนึ่งเดียวกันในสังคม,  มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติตามเขตภูมิศาสตร์  หรือรู้สึกภูมิใจ  รักและหวงแหนเอกลักษณ์ทาง วัฒนธรรม  เมื่อเรามองภาพรวมจะพบกับ ความยุ่งยากมากขึ้นในการนำเอาส่วนเล็กๆ  หรือดินแดนต่างมาประกอบเป็นภาพใหญ  การรวบรวมเป็นดินแดนอยู่ภายใต้แนวคิดหลัก    ประการ  คือ  ๑.)  ประสบความสำเร็จในการรวบรวม  บูรณาการเข้าด้วยกัน  ๒.)  การพึ่งพาระหว่างกัน  ๓.)  ความเป็นหนึ่งเดียวกันภายในดินแดน  ในกรณีนี้ย่อมเกิดระบบ ที่มีความซับซ้อน  มีขั้นตอนมากมาย  การเหลื่อมล้ำระหว่างเอกลักษณ์ภายในดินแดน  มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น

 

ความท้าทาย

 

การร่วมมือระหว่างดินแดนต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นแบบทวิภาคี  หรือพหุภาคี  เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น กระจายไปทั่ว รัสเซีย  ภาวะที่เกิดขึ้นนี้มีพื้นฐานมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน

 

               ปกติแล้วดินแดนชายแดนตั้งอยู่ในพื้นที่ติดกับ พื้นที่ท่ีมีอารยะธรรม  ทันสมัย  ดังนั้น  กลุ่มประเทศทะเลบอลติก  จึงพิจารณาตนเอง  พบว่ากลุ่มของตนมีความแตกต่าง ทางวัฒนธรรม  แนวคิดนี้เองจึงกระตุ้นให้พยายามแยกตัวออกจากรัสเซีย  นอกจากนั้นดินแดนชายแดนรัสเซีย ทางด้านประเทศฟินแลนด์   ยังต้องเผชิญกับภาวะ การต่อสู้ทางวัฒนธรรมทางตะวันออก  และตะวันตก  และสภาพแวดล้อมทางการเมือง  และเศรษฐกิจแบบยุโรปตอนเหนือที่มีอิทธิพล  ต่อดินแดนเหล่านี้  รวมทั้งกลุ่มเศรษฐกิจ รอบทะเลดำซึ่งมีช่องว่างทางความเชื่อ  ศาสนา  และวัฒนธรรม  สุดท้ายดินแดนทางตะวันออกของรัสเซียเอง  ผู้คนพยายามต่อต้านการ อพยพเข้ามา ของชาวจีน  และได้กลายเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับชาวจีน


               ดินแดนชายแดนเหล่านี้ต้องประสบกับปัญหาการอพยพเข้าเมืองของชาวต่างชาติ  เช่น  ดินแดนทางตะวันออกต้องประสบกับปัญหาแรงงานอพยพชาวจีน,  ปัญหาผู้อพยพลี้ภัยใน ดินแดนสตัฟโรปอล,  แค้วนรอสตอฟ  และดินแดนครัสโนดาร์  ได้มีการคาดการณ์ว่า มีผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย  ประมาณ  ๑ –  ๑.๕  ล้านคน  ต่อปี  เข้ามาในรัสเซีย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านดินแดนชายแดนเหล่านี้  และยังได้สร้างความเสียหายต่อ  โครงสร้าง พื้นฐานของรัสเซียคิดเป็นมูลค่า        หมื่นล้านเหรียญสหรัฐอเมริกาต่อปี  ที่สำคัญกลุ่มคนที่อพยพเข้ามาอย่างผิดกฎหมายนี้มีแนวโน้ม  ในการสร้างดินแดน ของประชากร  ที่มีความเชื่อร่วมกันภายในพื้นที่ของประเทศรัสเซีย  เช่น  ฉนวนกาซ่าห์  และชนเผ่าอาร์เมเนีย  พร้อมทั้งผู้นำของดินแดนเหล่านี้สร้างปัญหาที่ล่อแหลมต่อการปกครอง  โดยสถาปนาตัวเอง  และให้อำนาจในการปกครองเขตปกครองตนเอง   นอกจากนั้นดินแดน ที่ติดกับประเทศเชสเนียร์  ได้แก่  ดินแดนสตาฟโรปอล  และสาธารณรัฐดาเกสถาน  ต้องนำมาตรการการควบคุม หนังสือเดินทางมาใช้  พร้อมกันนี้ยังได้มีการสร้างเครือข่าย ข้อมูลระหว่างดินแดนชายแดน  ๒๓  ดินแดนเข้าด้วยกัน  เพื่อที่จะตรวจสอบ  สังเกตชาวต่างประเทศที่เข้ามาอาศัยในประเทศ  และห้าม  การเข้าประเทศของ กลุ่มผู้นำศาสนา  อาชญากร  เป็นต้น  ในเดือนมีนาคม  ค.ศ.  ๒๐๐๐  รัฐบาลของสาธารณรัฐคาเรลียา  ได้ออกมาตรการค่าธรรมเนียมในการควบคุม  การอพยพเข้า ของแรงงานต่างประเทศ  เข้าสู่สาธารณรัฐ   มาตรการที่ใกล้เคียงกันได้รับการนำมาใช้โดย แค้วนเบลโกรอด  รูปแบบมาตรการ  การจัดการกับบุคคลภายนอกสาธารณรัฐโดยตรงนี้ สร้างความล่อแหลมที่อาจนำไปสู่ปัญหาเอกลักษณ์ทางการเมืองภายในดินแดนนั้น  เห็นได้ อย่างชัดเจนว่าดินแดนชายแดนจำนวนมาก  สาธารณะชนส่วนใหญ่ มีลักษณะความคิด ที่อนุรักษ์นิยม  ชาตินิยม  และมีการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุก


               หน่วยงาน  องค์กรต่างๆ  ของดินแดนชายแดน  ต้องเผชิญกับด้านมืด ของการสร้างความเป็นสากล ไม่ว่าจะเป็น  อาชญากรรม  การทำประมงอย่างผิดกฎหมาย  การล่าสัตว์   การหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย  การลักลอบขนของหนีภาษีและของเถื่อน  เช่น  สิ่งเสพย์ติด  ปืน  อาวุธ  การฟอกเงิน  เป็นต้น  เห็นได้จากตัวอย่างที่ชัดเจน ในดินแดนทาง  ตะวันออก  มีคดีฆาตกรรมผู้ประกอบการชาวจีนจำนวนมาก  ซึ่งส่วนใหญ่โดนฆาตกรรมโดยแก็ง  ชาวจีนด้วยกันเอง  นอกจากนั้นกรณีของดินแดน ปรีมอร์สกี  ตามรายงานของ สำนักงานสรรพากร  พบว่า  การประกอบกิจการจำนวน  ๒๖๓  กิจการ จาก  ๔๗๕  กิจการ  เป็นของผู้ประกอบการ ชาวจีน  ไม่ได้จดทะเบียนการค้ากับสำนักงานสรรพากร  และอีก  ๓๘  กิจกรรมกำลังจะถูกปิดลง  เนื่องจากกระทำการผิดกฎหมาย  ดังนั้น  การให้บริการความปลอดภัย  และความมั่นคง ในดินแดน  ชายแดนนี้ต้องกระทำในลักษณะการป้องกัน  ปกป้องดินแดน จากเหตุการณ์เสี่ยงต่างๆ  เช่นกรณีของ  แค้วนสาคาลิน  มีการจัดตั้งกองพันทหารพิเศษ  ในเดือนมีนาคม  ค.ศ.  ๒๐๐๐  เพื่อป้องกันการทำประมงอย่างผิดกฎหมาย  ตามรายงานของ สำนักงานศุลกากร  พบว่า  มากกว่าร้อยละ  ๗๕  ของผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ที่ผลิตได้ถูกส่งออกไปยังญี่ปุ่นอย่างผิดกฎหมาย


               ดินแดนชายแดนพบว่าตัวเองได้รับอิทธิพลอย่างมากจากประเทศเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่ง  มี ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นว่า  แทนที่ดินแดนชายแดนนี้  (ดินแดนทางตะวันออก  และดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือ)  จะมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ  กลับกลายเป็นผู้เล่น บทบาทตั้งรับต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของประเทศเพื่อนบ้าน ที่แข็งแกร่ง  ไม่ว่าจะเป็น  จีน  สหภาพยุโรป  และในระยะยาวแล้วจะพบว่า มีโอกาสที่จะถูกคุกคามทางเศรษฐกิจ


               ดินแดนชายแดนได้รับภาวะกดดันจากภายนอกอันเนื่องมาจากการเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับ  การเชื่อมต่อทรัพยากร  เทคโนโลยี  ดังเช่นกรณี  ประเทศยูเครนได้เคยระงับการ ส่งไฟฟ้ามายังหมู่บ้าน  ในแค้วนเบรนค์  และยืนยันที่จะรับค่าไฟฟ้าในสกุลเงิน ตรายูเครนเท่านั้น  นอกจากกรณีของแค้วนเบรนค์แล้ว  สาธารณรัฐดาเกสถานยังต้องพึ่งพา การใช้น้ำเพื่อใช้ ในการเกษตรกรรม  โดยนำเข้าน้ำจากประเทศอาเซอร์ไบจาน  ซึ่งมีอำนาจการควบคุมการ ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำซามัวร  จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้  พบว่ามีนัยที่ดินแดนชายแดนนี้้ต้อง  ประสบกับผลกระทบเชิงลบจากประเทศเพื่อนบ้าน  และควรใช้ทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ  เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิด ขึ้นจากต่างประเทศ


               หนึ่งในประเด็น  ที่เป็นที่สนใจและสร้างเป็นหาให้แก่ดินแดนชายแดนเป็นอย่างมากคือ  ช่องว่าง  หรือความแตกต่างของคุณภาพชีวิตของประชากรในดินแดนชายแดนนั้น  และประเทศ ที่พัฒนาแล้วรอบๆ  เห็นได้จากความพยายาม  ความทะเยอทะยานที่จะสร้าง ความร่วมมือร่วมกัน  ระหว่างดินแดน  มีนัย  คือ  คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของประเทศตะวันตก สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้  กับดินแดนต่างๆของรัสเซีย  จากกรณีคำประกาศของรัฐสภา สหภาพยุโรป ในเดือนพฤษภาคม  ๒๐๐๐  ที่ว่า  ในอนาคตอันใกล้นี้  แคว้นนคาลินินกราด  จะเข้าร่วมข้อตกลงพื้นฐานของสหภาพ ยุโรปว่าด้วยการค้าภายในประเทศ  และระหว่างประเทศ   นอกจากนั้นประเทศลิธัวเนียเอง ยังได้แถลงว่า  การใช้นโยบายยกเลิก การหนังสือเดินทางในยุโรปจะไม่ยั่งยืน  ถ้าแค้วนคาลินินกราด  ยังไม่แสดงถึงการเจริยเติบโต ทางเศรษฐกิจ  และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร  และผู้เชี่ยวชาญจากประเทศ เอสโตเนียได้ชี้แจงว่าอุปสรรคสำคัญในการสร้างความร่วมมือกัน  ระหว่างดินแดนชายแดน  และประเทศเพื่อนบ้านรอบทะเลบอลติก  เนื่องมาจาก  กลุ่มประเทศเหล่านี้ไม่สามารถ หลอมรวมรูปแบบวัฒนธรรม  และการเมืองเข้าด้วยกันได้  ดังนั้นการร่วมเป็นหุ้นส่วน อย่างลงตัวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างดินแดนต่างๆ  ทางด้าน ความเห็นจากผุ้เชี่ยวชาญ ประเทศฟินแลนด์  พบว่า  บนพื้นฐานทัศนคติของชาวยุโรป  ความจำเป็นลำดับแรกของ การร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพระหว่างดินแดนชายแดนของประเทศฟินแลนด์  และรัสเซีย  ควรตระหนักว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ไม่ได้สะท้อนอนาคตที่สดใส  และก้าวหน้าเท่าที่ควร


               หนึ่งในความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในดินแดนชายแดนนี้มีรากฐานมาจากการอ้างอิงในนโยบายศุลกากร  ของสหพันฐรัฐเป็นอย่างมาก  ดังนั้นการประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรใหม่ จากรัฐบาลกลาง  ใน  เดือนเมษายน  ค.ศ.  ๒๐๐๐  ได้ทำลาย  และส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจขนาดเล็ก  และขนาดกลาง  ในแคว้นอามูร์  และแคว้นอื่นๆ  ที่มีมูลค่าการค้าจำนวนมากกับประเทศจีน  รวมทั้งหน่วยงานของ แคว้นวอลโกกราด  ได้ออกมาวิจารณ์อย่างหนัก  ในการตัดสินใจ ของรัฐบาลกลาง  โดยเก็บภาษีศุลกากรในอัตราร้อยละ  ๒๕  กับ  น้ำตาลทราย ที่นำเข้าจากประเทศยูเครน  แต่ไม่เก็บภาษีศุลกากรจากการนำเข้าสิ่งทอจาก ประเทศยูเครน  จากนโยบายนี้จะส่งผลให้เป็น การทำลายอุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศ  และดินแดนต่างๆ

 

จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด  จะพบว่า  ดินแดนชายแดนประสบความล้มเหลวในการได้รับ ผลประโยชน์จากโอกาสที่มีอยู่  การลงทุนจากต่างประเทศในดินแดนชายแดนนี้ยังติดลบอยู่   ดินแดนหลายดินแดน ต้องประสบกับปัญหาเศรษฐกิจที่แยกตัวออกไปจากส่วนกลาง  และต่างประเทศ  จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีใคร สามารถยืนยันว่าหน่วยงานต่างๆ  ในดินแดนชายแดนควรจะเพิ่มความเข้มงวด ในการควบคุมการอพยพเข้า  หรือเปิดตลาดในดินแดนต่างๆ  ให้กว้างมากขึ้น  สำหรับนักลงทุนต่างประเทศ  รวมทั้งการขจัด อุปสรรคในการจดทะเบียนการค้าในเมืองใหญ่  และการอำนวยความสะดวกในการเปิดกิจการ  ธุรกิจขนาดเล็ก  ด้วยข้อจำกัด  และความต้องการต่างๆ  ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว  ผู้นำของดินแดน บางคนเห็นด้วย  กับการที่รัฐบาลกลางจะให้สถานะพิเศษถูกต้องตามกฎหมายแก่ดินแดนเหล่านี้

 


 

บทที่    โลกาภิวัฒน์ กับ ๔  ตัวแปรภายใน

 

กระบวนการปรับตัวของรัสเซียเองในการเข้าสู่บทบาทบนเวทีโลก  ค่อนข้างสลับซับซ้อนอยู่พอตัว  อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางความคิด  แนวทางในการปรับตัว  ท่ามกลางปัจจัยภายในต่างๆ   และต่อจากนี้จะได้อธิบายในรายละเอียด

 

๑.  รัฐบาลกลาง

 

ไม่ว่าทั้งบอริส  เยลท์ซิน  และวลาดีเมียร์  ปูติน  ไม่เป็นมิตรต่อการผลักดันประเทศในการตกลงความร่วมมือ ระหว่างประเทศ  และผลักดันประเทศให้เป็นส่วนหนึ่งของโลก  แต่กระนั้น  สงครามโคโซโว  และการขยายอำนาจนาโต้มายังประเทศตะวันออก  ได้ขยายความรู้สึกท่ามกลางผู้นำของรัฐบาลกลางรัสเซีย  ที่ว่า  โลกาภิวัฒน์  คือ  รูปแบบที่มีสหรับอเมริกาเป็นผู้นำในการนำประเทศที่ยังไม่ได้รับเอาโลกาภิวัฒน์ อย่างรัสเซีย  เข้าสู่เวทีโลก  และต่อมามีความพยายามอย่างมากในรัสเซีย  เพื่อที่จะตีความ  โลกาภิวัฒน์  โดยโลกาภิวัฒน์ในทาง  ประเทศตะวันตกแล้่ว  หมายถึง  การเสริมสร้างอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ  และการเมืองแก่ชนชั้นนำ  ภายใต้การจำกัดภายในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นสูง  และความแข็งแกร่ง ทางทหาร  แต่เนื่องจากรัสเซีย  ยังอยู่ในกระบวนการการสร้างชาติ  ดังนั้นแนวความคิดในการกระจายอำนาจ อาจจะขัดแย้งกับความกลัวที่เกิดขึ้น  อันเนื่องมาจากความพยายามออกห่างจากรัฐบาลกลางของดินแดนต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งดินแดนสัดส่วนการมี ส่วนร่วมทางการเมืองในระดับสูง

 

รัฐบาลสหพันธรัฐเล็งเห็นว่าบทบาทของรัสเซียในเวทีโลกยังเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพิจารณาขณะนี้  อันเนื่องมาจากเหตุผล    ประการ  คือ 

 

๑.)  ภูมิหลังภายในประเทศ  สำหรับแนวคิดหลักของโลกาภวัฒน์  มีรากฐานที่ฝังแน่นมาจากประเทศตะวันตก  โดยนิยามโลกาภิวัฒน์  คือ  กำแพงที่พังทลาย,  โลกที่ไร้กำแพง,  รัฐฐาธิปัตย์ที่แตกสลาย  หรือความหมายอื่นๆ  ซึ่งไม่เป็นที่พอใจนักสำหรับนัการเมืองทั้งหลายของรัสเซีย  ในรัสเซียแล้ว  บ่อยครั้ง  โลกาภิวัฒน์ถูกตีความว่าเป็นตัวการที่ทำลาย  ขัดขวางการรวมตัวกันของดินแดนต่างๆในประเทศ   รัฐบาลกลางเองได้ตอบโต้โลกาภิวัฒน์โดยการยอมรับการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่ ไม่ใช่องค์กรของรัฐ ในระดับสูง  เช่น  เอ็นจีโอ  สำนักงานของดินแดนต่างๆ  เทศบาลเมือง  เป็นต้น  ในการเข้ามาทำหน้าที่ร่วมกับรัฐ  แต่มีผู้คนส่วนน้อยในเครมลิน  สงสัยเกี่ยวกับข้อสมมติของรัฐฐาธิปัตย์  คือ  แนวทางพื้นฐานในการเข้าใจการจัดการชีวิตทางสังคมสมัยใหม่  และให้บริการสินค้าสาธารณะ  เนื่องจากโลกาภิวัฒน์ได้ทำให้เครื่องมือในการดำเนินนโยบายของประเทศได้อ่อนแอลง ดังนั้นรัฐบาล สหพันฐรัฐพบการคุกคามจากโลกาภิวัฒน์ในบางเวลา

 

การรับรู้  “โลกาภิวัฒน์”  ของชาวรัสเซีย  ได้เผยให้เห็นช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างรัสเซีย  และประเทศ ทางตะวันตก  ช่องว่างที่ว่านี้สามารถอธิบายไ้ด้วยความจริงที่ว่า  ในบริบทของประเทศตะวันตกแล้ว  ส่วนสำคัญ ที่สุดของ  โลกาภิวัฒน์  คือ  ผู้เล่น  และตัวแทนทางสังคม  มากกว่าที่จะเป็น  “รัฐ”  เช่น  กลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ  กลุ่มพันธมิตรผู้ผลิต  บริษัทเอกชน  เป็นต้น  ในความเป็นจริงแล้ว  พบว่า  โลกาภิวัฒน์  เป็นบทประยุกต์ของ  ทฤษฎีการค้าเสรี  สู่  การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  ดังนั้น  จึงพึ่งพากับบทบาทการแลกเปลี่ยนทาง เศรษฐกิจของภาคเอกชน  จะเห็นได้ว่านี่ไม่ใช่เพียงกรณีรัสเซียเท่านั้น  ที่ภาคเอกชนยังไม่ได้รับการพัฒนา  แต่สิ่งเหล่านี้กำลังก่อตัวไปทั่วโลก

 

๒.)  สาเหตุนี้พบได้จากการพัฒนาในพื้นที่  หรือประเทศอื่นๆ  รอบโลก  อันเนื่องมาจากการปรากฏขึ้นของ สังคม  การเมือง  และเศรษฐกิจรูปแบบใหม่  ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นกลางกับเขตทางภูมิศาสตร์  จะพบว่า  เอกลักษณ์ของดินแดนนั้นยังคงเป็นบทบาทสำคัญในการก้าวสู่เวทีสากล  ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน ในกรณีนี้  คือ  การเกิดขึ้นของรัฐใหม่,  การขัดแย้งของแนวเส้นเขตแดน,  ความวิตกกังวลกับการอพยพ เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย  เป็นต้น  ท่ามกลางภาวะที่ช่องว่างทางสังคม  เศรษฐกิจ  การเมือง  ที่กว้างขึ้น  และกว้างขึ้นทุกวันนี้  ระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ประเทศตะวันตก (จีน,  อิรัก,  อิหร่าน,  ลิเบีย,  อินเดีย,  เป็นต้น)  และประเทศตะวันตก  กลายเป็นสิ่งที่ท้าทาย  และคำถามสำหรับรัสเซียในการรับเอาโลกาภิวัฒน์

 

 

๒.)  ดินแดนต่างๆ

 

เป็นที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ที่ผู้มีอำนาจในการบริหารเหนือดินแดนจำนวนมาก  สามารถพัฒนา ไปยังจุดที่เสรีมากขึ้น  โดยเปรียบเทียบกับรัฐบาลกลาง  ในการสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศ   พบได้ชัดเจนในกรณี  เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก,  แคว้นนิจนีนอฟโกรอด,  แคว้นสามารา,  แค้วนนอฟโกรอด  และสาธารณรัฐตาตาร์สถาน  ดินแดนเหล่านี้เป็นผู้บุกเบิกในการนำเสนอ  กฎหมายในการจูงใจการลงทุนจาก นักลงทุนชาวต่างประเทศ  ตามที่ผู้ว่าการเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์กสคนก่อนหน้า  นายอนาโตลี  ซอบชัค ซึ่งเป็นที่โด่งดังในเรื่องความคิดเสรีภาพ  รัฐบาลของซอบชัค  เมื่อ  ค.ศ.  ๑๙๙๓  ได้เซ็นต์บันทึกข้อตกลงร่วมมือ ทางเศรษฐกิจกับ ประเทศคอมมิวนิสต์เก่ามากมาย  รวมทั้งประเทศลิธัวเนีย  และประเทศบัลแกเรีย  ขณะที่รัฐบาล กลางยังเริ่มได้เล็กน้อย  คณะผู้บริหารของแค้วนนอฟโกรอด  ละเลยกับข้อบังคับของรัฐบาลกลาง  โดยบังคับใช้  กฎหมายใหม่ในการถือครองที่ดิน  ซึ่งอนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถเช่าที่ดินได้เป็นเวลา  ๔๙  ปีต่อครั้ง  ด้วยเหตุผลที่ชัดเจน  คือ  ดินแดนต่างๆ  ไม่สามารถรับได้กับกฎหมายที่อำนวยความสะดวกกับบางดินแดน  ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับนักการเมือง  ขณะที่ดินแดนเหล่านี้ได้ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน  คือ  การเติบโตทางเศรษฐกิจ  และพยายามกระตุ้น ให้เศรษฐกิจผูกกับเศรษฐกิจของต่างประเทศ

 

ตัวอย่างอันชัดเจน  เช่น  ดินแดนที่ไม่พอใจกับการเรียบเก็บอัตราภาษีศุลกากรในระดับสูง  โดยรัฐบาลกลาง  และความพยายามกีดกันไม่ให้มีการเซ็นข้อตกลงความร่วมมือกันในระดับดินแดน  บ่อยครั้งที่ประกอบการในดินแดนเหล่านี้ต้องประสบกับภาวะที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  จากเครื่องมือที่นำเข้ามาจากหุ้นส่วนทางตะวันตก  เนื่องมาจาก  ระดับอัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บกับ เครื่องมือเหล่านี้อยู่    ระดับสูงถึง  ร้อยละ  ๓๐  ของมูลค่าเครื่องมือ  ผู้บริหารดินแดนเหล่านี้จึงวิจารณ์รัฐบาลกลางอย่างหนักหน่วง ที่ให้ความสนใจในการสร้าง ฐานะทางการคลังที่แข็งแกร่ง  แต่ไม่ใส่ใจต่อความต้องการทาง เศรษฐกิจของดินแดนนั้น

 

นอกจากนั้นดินแดนต่างๆ  พยายามเรียกร้องให้รัฐบาลกลางให้ความสนใจกับประเด็นนิเวศวิทยา    สามารถสะท้อนได้จากตัวอย่างดังนี้  คือ  ผู้บริหารของแคว้นคีรอฟ  ได้แต่งตั้งคณะกรรมการในการควบคุม การนำเข้าสารเคมีเพื่อการผลิตอาวุธเข้ามาในแคว้นคีรอฟ  นอกจากนั้นประเด็นของการรักษาความปลอดภัย ให้แก่ประชากรในสังคม  และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม  กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งลำดับแรก  ในการบริหารของรัฐบาลดินแดนต่างๆ  เหมือนกันนั้น  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อมของสาธารณรัฐโคมิ  ได้ตั้งโปรแกรมการวิจัยทางนิเวศวิทยาในศึกษาผลกระทบอันเนื่องมาจาก  การทดลองขีปนาวุธรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม

 

ความแตกต่างระหว่างกลยุทธ์ภูมิศาสตร์การเมืองของรัฐบาลกลาง  และกลยุทธ์ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ของรัฐบาลดินแดนต่างๆ  ถูกเรียกว่า  “หนีรถถัง  ปะตลาด,”  หรือ  “นักรบ  ปะทะ  พ่อค้า”  ความแตกต่างระหว่าง ทั้งสองกลยุทธ์เห็นได้ชัดเจนในดินแดนชายแดน  ความเห็นนี้เป็นที่แพร่หลาย ท่ามกลางผู้เชียวชาญ  ที่ว่า  ความ พยายามส่งเสริมหน้าที่เป็นช่องทางติดต่อของดินแดนชายแดน  จะกลายเป็นแนวโน้มสำคัญที่เห็นได้ชัดเจน  เช่นกรณีชายแดนทางด้านตะวันตก  โดยเฉพาะส่วนที่ติดต่อกับ ประเทศนอร์เวย์  และประเทศฟินแลนด์  รวมทั้ง  ชายแดนทางด้านตะวันออก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่ติดต่อกับประเทศจีน

 

ขณะเดียวกันนั้น  จะพบว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้แคว้นคาลินินกราดต้องประสบกับภาวะถดถอย ทางเศรษฐกิจมากกว่ารัสเซียเอง  เมื่อ  ค.ศ.  ๑๙๙๑  เนื่องมาจากความสนใจของกรุงมอสโก ในการใช้วิธีการเจรจา ทางการทหาร  รวมทั้งคำตอบในประเด็นความปลอดภัยระหว่างรัสเซีย  และประเทศรอบทะเลบอลติก  ด้วยเหตุนี้เอง  ได้ชะงักความสนใจของชาวยุโรปที่จะเข้ามาลงทุน  รวมทั้งมีการยับยั้งการเจรจาที่เริ่มอยู่ก่อนแล้ว เช่น  การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจเสรี  นอกจากนั้นนโยบาย ทางเศรษฐกิจเองไม่ได้เอื้อประโชยน์ต่อชาวรัสเซียเอง  ความสนใจของคนชนบท  รัฐบาลกลางได้เรียกเก็บ ภาษีศุลกากรในอัตราที่สูงกับสินค้าที่มาจากประเทศเอสธัวเนีย  เข้าสู่แคว้นปสคอฟ  เพื่อเป็นการลงโทษ แคว้นปสคอฟในการพยายามสร้างบทบาทเป็นประตูสู่ยุโรปเหนือ


รัฐบาลกลางให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ  เห็นได้จากความขัดแย้งในความสนใจ  ในกรณีนี้  การสร้างดินแดนขึ้นใหม่  จึงเป็นคำตอบที่ชัดเจน  และท้าทายต่ออำนาจรัฐ  แต่อย่างไรก็ตามยังมีการโต้เถียง ในประเด็นของระดับอำนาจระหว่างรัฐบาลกลาง  และดินแดน  ที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างทางสังคมของรัสเซียมา ช้านาน  และเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  จึงเป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลกลางจะคิด  และกระทำในลักษณะรูปแบบ  “ความสนใจที่สำคัญของประชาชน”,  “ความเคารพ  ให้เกียรติชนในชาติ”  ขณะเดียวกันรัฐบาลของดินแดนต่างให้ความสนใจ กับกลยุทธ์การอยู่รอดทางเศรษฐกิจ  ใบบริบทที่กว้างขึ้น  คือ  บริบทระหว่างประเทศ  รวมทั้งยังนำแนวคิดความปลอดภัย  และมั่นคงของเมืองมาใช้ด้วย 

 

นอกจากนั้นควรทำความเข้าใจเบื้องต้น  เกี่ยวกับสภาพความเป็นจริงที่สำคัญในขณะนี้  คือ  ๑.)  กลยุทธ์ภูมิศาสตร์  เศรษฐกิจของดินแดน  เป็นช่วงที่เพิ่งตั้งไข่  นั่นคือ  เพิ่งเริ่มต้น  เพิ่งสร้างแนวโน้มที่ชัดเจน  การร่วมมือระหว่างกัน  และการเหลื่อมทับกันไม่ว่าจะเป็นประเด็น  ระบบนิเวศ  ภูมิศาสตร์การเงิน  หรือ  ภูมิศาสตร์เกษตรกรรม  ๒.)  แนวคิดเกี่ยวกับภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ  ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในหมู่ชนชั้นนำของดินแดนต่างๆ  ในรัสเซีย  แนวทาง ในการดำเนินการภูมิศาสตร์เศรษฐกิจยังมีอุปสรรคขัดขวางอยู่หลายประการ  คือ  ก.)  แนวคิดของภาระกิจของดินแดนยังไม่ชัดเจน  อ่อนแอ  ไม่มีวิสัยทัศน์   ยึดติดกับรูปแบบเดิม  ข.)  ความร่วมมือเชิงลบระหว่างกลุ่มผู้บริหารรัฐบาลดินแดน  เช่น  การป้องกันอุตสาหกรรม ภายในดินแดนจากภาวะ การแข่งขันจากภายนอก  เห็นได้ชัดว่า  ตัวกำหนดโลกาภิวัฒน์  ยังไม่มีความแข็งแกร่งพอที่จะชี้นำการตัดสินใจ เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่างประเทศ  ๓.)  ไม่ควรคาดหวังว่า  การดำเนินกลยุทธ์ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ  ของดินแดนจะปราศจากความรุนแรง   ความขัดแย้ง  ในการนำภูมิศาสตร์เศรษฐกิจมาใช้เป็นกลยุทธ์  ดินแดนต่างๆ  ควรที่จะเรียนรู้มันให้ดี  และเตรียมตัวที่จะรับมือกับ  “สงครามภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ”,  “อาวุธภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ”  และ  “การขยายลัทธิภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ”  เป็นต้น

 

การดำเนินนโยบายทางการทูตของดินแดนต่างๆ  ได้สร้างภาวะยุ่งยากแก่รัฐบาลกลาง  อันเนื่องมาจาก เหตุผล  ดังนี้ 

 

๑.)  บทบาทของผู้นำดินแดนต่างๆ  ในเวทีระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ซึ่งอาจ ต่อต้านแนวทางภูมิศาสตร์การเมืองของรัฐบาลกลาง  รวมทั้งกฎระเบียบระหว่างประเทศ  ดังนั้นสาธารณรัฐ บัชคอร์โตสถาน  และสาธารณรัฐฮาคาซียา  โดยมีกฎหมายระหว่างประเทศที่ บางส่วนมาจากของรัฐจอร์เจีย  สหรัฐอเมริกา  

 

๒.)  เกิดความหวาดกลัวขึ้นท่ามกล่างปัญญาชน  และนักการเมือง  ที่ว่า  การดำเนินนโยบาย ต่างประเทศของดินแดน  โดยไม่สามารถควบคุมได้  ในระยะยาวแล้วอาจก่อให้เกิดการแยกตัวออกจากสหพันฐรัฐ  เห็นตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจนคือ  ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลาง  และชนชั้นนำของดินแดน  ในประเด็นการ ปฏิเสธหลายครั้ง ของสภาสูงแห่งสหพันฐรัฐในการผ่านกฎหมายว่าด้วย  ความพยายามรักษา  ส่งเสริม  สนับสนุน การรวมเป็นหนึ่งเดียวของดินแดนต่างๆของรัสเซีย  ซึ่งได้ให้อำนาจแก่หน่วยงานของรัฐบาลกลาง ในการประกาศ  ดินแดนนั้น   ให้เป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถควบคุมได้เป็นการชั่วคราว  และยังใช้อำนาจในการบังคับใช้กฎหมายใน ดินแดนนั้น  เพื่อนำมาสู่ภาวะปกติ  

 

๓.)  รัฐบาลกลางแห่งสหพันรัฐได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงในกรณี  บทบาทบนเวทีโลกของการเมือง ในดินแดนต่างๆ  ทำให้กระบวนการการดำเนินนโยบายต้องประสบกับ ความยุ่งยาก  และสร้างอุปสรรคต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลกลาง    จุดนี้เป็นการยากที่จะ ชัดจูง  เนื่องจาก  ประชาธิปไตย  คือ  การแข่งขันของสถาบัน  ที่ไม่จำกัดจำนวนผู้เล่นทางการเมือง  ดังนั้น  จากการวิพากษ์วิจารณ์ของรัฐบาลกลาง  สามารถกล่าวได้ว่า  การดำเนินนโยบายต่างประเทศควร ได้รับการส่งเสริม และสนับสนุนอย่างกว้างขวาง  และส่งเสริมให้นำมาปฏิบัติ  ส่งผลเป็นรูปธรรม  อย่างน้อยก็ในช่วงเวลา ที่ประกาศใช้  ในความเป็นจริงแล้ว  การดำเนินกลยุทธ์ระยะยาว สำหรับการดำเนินนโยบายต่างประเทศของ รัสเซียต้องได้รับการขัดเกลา  และประเด็นที่สำคัญ ลำดับแรกก็ถูกสับเปลี่ยนไปเรื่อย  ขณะที่ความเป็นไปได้ของ ภาวะต่างๆเป็นที่ถกเถียงอย่างมาก  ไม่ว่า  การตกลงความร่วมมือกันเพื่อความปลอดภัยกับประเทศจีน  การเข้าร่วมองค์กรของประเทศเซอร์เบีย  การเผชิญหน้ากับนาโต  เป็นต้น

 


๓.  ดินแดนขนาดใหญ่

 

โครงการการสร้างดินแดนขนาดใหญ่  เป็นส่วนหนึ่งของวาระทางการเมืองของรัสเซียในทศวรรษที่  ๑๙๙๐  แนวความคิดนี้ถูกพฒนาขึ้นโดย  พรรคยาโบลโก  เพื่อผลักดัน  ส่งเสริม  การให้ความสำคัญกับ  จุดรวมของการพัฒนาดินแดน  ให้กลายเป็นศูนย์กลางของดินแดนขนาดใหญ่ทั่วรัสเซียในอนาคต  หนึ่งในข้อสนับสนุนที่สำคัญ  คือ  ส่วนใหญ่ของดินแดนขนาดเล็กมีสถานะทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ  ดังนั้นไม่ สามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้  สร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งได้  รวมทั้งไม่สามารถค้นหาจุดเด่นของตัวเองใน ตลาดโลกได้  ซึ่งต่อมานายปรีมาคอฟ  นายกรัฐมนตรีของรัสเซียเองยังมีความเห็นสอดคล้องกับความคิดนี้


ความพยายามเริ่มต้นในการที่จะนำเอาแนวคิดองค์กรระหว่างดินแดน  กลับไปยังต้นทศวรรษ  ๑๙๙๐  เมื่อผู้นำของสหพันธรัฐ  พยายามสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ  ตัวอย่างเช่น  ข้อตกลงไซบีเรียน   ข้อตกลงวอลก้า  เป็นต้น  แต่อย่างไรก็ตาม  องค์กรเหล่านี้ประสบความล้มเหลว ในการเป็นทำหน้าที่บทบาททางการเมือง  และกำลังขาดการร่วมมือมากขึ้นเรื่อยๆ  เนื่องด้วยความไม่ชัดเจน ในประเด็นกฎหมาย  และความขัดแย้งหลาย ประการระหว่างดินแดน

 

ในเดือนพฤษภาคม  ค.ศ.​​  ๒๐๐๐  นายปูตินก้าวสู่การดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีคนใหม่ทำให้แนวคิดเก่า  ในการเปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมดของดินแดนต่างๆของรัสเซีย ถูกนำมาใช้อีกครั้ง  ตามคำประกาศของ ประธานาธิบดี  ลงวันที่  วันที่  ๑๓  พฤษภาคม  ค.ศ.  ๒๐๐๐  ได้กำหนด    เขตการปกครองตามสหพันธรัฐ  แต่ละเขตการปกครองจะควบคุมโดยตัวแทนประธานาธิบดี  เขตการปกครองดินแดนที่เกิดขึ้นใหม่นี้เกิดขึ้น พร้อมกับเขตการปกครองทางทหาร  และ    คน  จาก    คนที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทน   ดำรงตำแหน่งนายพล   จากที่กล่าวมาข้างต้น  นำไปสู่สมมติฐานที่ว่า  ประเด็นความมั่นคง  และความปลอดภัย  เป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้  ขณะที่ปูตินเองเรียกการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า  การปฏิรูปการบริหารแห่งรัฐ  ภายใต้การปกครอง ระบอบประธานาธิบดี    และเป็นที่ชัดเจนว่าผลลัพธ์จากการ กระทำครั้งนี้จะส่งผลกระทบหลักต่อ รัฐแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย  การปกครองโดยตัวแทนประธานาธิบดีจะใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่ในการควบคุม เขตการปกครอง  และตัวแทนเหล่านี้อาจเพิ่มบทบาททางการเมืองมากขึ้น  และกลายเป็นผู้เฃ่นสำคัญ มากกว่ารัฐแห่งสหพันธรัฐทั่งเวทีในประเทศ  และนอกประเทศ

 

 

๔.  เมืองใหญ่

 

ถ้าให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางและดินแดนต่างๆ  ถูกพิจารณาในรูปแบบของภูมิศาสตร์การเมือง  และภูมิศาสตร์เศรษฐกิจแล้ว  ข้อถกเถียงระหว่างดินแดนและหน่วยงานของเมืองต่างๆ  คงอยู่บนพื้นฐาน ของประเด็นกระบวนการการกระจายอำนาจ  และการจัดสรรทรัพยากรที่ยังไม่เรียบร้อย  โดยตามสถาบัน ทางการ เมืองแล้ว  การปกครองตนเองของท้องถิ่น  ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบอำนาจแห่งรัฐ  ด้วยเหตุนี้และเชิงประจักษ์ในการแข่งขันการเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุด  เป็นการเปิดทางเข้ามามี บทบาททางการเมือง  และสนับสนุนการท้าทายอำนาจของผู้ว่าการของเมือง

 

ตั้งแต่ปี  ค.ศ.  ๑๙๙๘  รัสเซียเข้าร่วมปฏิณญาแห่งสหภาพยุโรปว่าด้วยการปกครองตนเองของท้องถิ่น  ทำให้เมืองได้รับกรอบกฎหมายสำคัญในการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ  ตั้งแต่การเข้าเป็นสมาชิก สภาสหภาพยุโรป  ปี ค.ศ.  ๑๙๙๖  รัสเซียได้ให้ปฏิณญาในการปฏิบัติตามกฎว่าด้วยเมืองที่ประกาศใช้ในปี  ค.ศ.  ๑๙๙๒  โดยทำให้การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองระดับรากหญ้า  เป็นประเด็นการพิจารณา ระหว่างประเทศ

 

การปกครองตนเองของท้องถิ่น  อันแสดงถึงการก่อตั้ง  และการปรากฏของระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้ จริง  ได้รับทั้งความสนใจ  และการช่วยเหลือทางการเงิน  จากกลุ่มเอ็นจีโอต่างประเทศ  เช่น  กองทุนโซรอส  ได้จัดตั้งโครงการ  “เมืองเล็กในรัสเซีย”  โดยมีวัตถุประสงค์  เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในระดับรากหญ้า  ในการบริหารจัดการตัวเอง  และช่วยเหลือเมืองที่ไม่ได้ ปกครองในรูปแบบศูนย์กลางเข้ามามีส่วนร่วม  ในสังคมอินเตอร์เน็ตระดับโลก  นอกจากนั้่นกองทุนอเมริกัน  ยูเรเชีย  โดยสำนักงาน     กรุงมอสโก  มีการสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการพิเศษ  สำหรับการปกครองตนเองของท้องถิ่น  และสถาบันวิจัยไตรเองเกล  ทำงานภายใต้องค์กรยูเซด  ได้ร่วมมือกับสถาบันเมืองแห่งรัสเซีย  ในการดำเนินโครงการจำนวนมากมาย  เพื่อที่จะ  รายงานความคืบหน้า  สถานะทางการเงินของเมือง  และทำประชาพิจารณ์ในประเด็นงบประมาณ

 

เมืองหลักๆ  ของรัสเซียมีความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน  ความจำเป็นพื้นฐานต่างๆ ในการก้าวสู่ บทบาทเวทีโลก  เมืองเหล่านี้มีทั้งระบบการคมนาคมขนส่ง  และเครือข่ายการติดต่อสื่อสาร  การบริการ  การธนาคาร  และอุตสาหกรรม  เป็นต้น  ร้อยละ  ๖๐ – ๙๐  ของบริษัท  หรือกิจการที่เป็นของต่างชาติตั้งอยู่ในเมืองใหญ่  โดยเฉพาะสองเมืองใหญ่ของรัสเซีย  คือ  มอสโก  และเซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก  และบ่อยครั้งถูกหมายถึงประตูสู่โลกาภิวัฒน์ที่มีพลวัตสูง  ดังนั้นจึงไม่เป็นที่แปลกใจที่  นายลูซคอฟ  กลายเป็นบุคคลที่มีประวัติทางการเมืองสูง  และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

 

บทบาทของเมืองที่ผูกเศรษฐกิจไว้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของต่างชาติมีความสำคัญอย่างยิ่ง  เช่น  ผู้บริหารของดินแดนครัสโนดาร์  และแคว้นยารอสลัฟล์  เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภายในเขตเมือง 

 

เมืองยังมีบทบาทสำคัญในการนำประเทศสู่ความเป็นสากล  อารยะประเทศ  ทัดเทียมนานาประเทศ  เนื่องมาจากที่ว่าปัจจุบันนี้  นายกเทศมนตรีเมืองหลายเมืองเป็นคนวัยหนุ่ม  อายุน้อย  มีความคิดที่เปิดเสรีภาพ มากขึ้น  มากกว่าผู้ว่าการ  และยังมีความเฉลียวฉลาดมากกว่า  รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนจาก  กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก  และขนาดกลาง  บุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่ก่อร่างสร้างตัวมาด้วยตัวเอง  เป็นกลุ่มประชาธิปไตย  ที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากลัทธิคอมมิวนิสต์

 

ขอขอบใจผู้สนใจทุกท่าน

 


Read Full Post »

แนวทางการทำงานบอล

triamboy

 

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้นำเสนอเรื่องราวงานบอลที่เกิดขึ้น  ผ่านการเรียบเรียงงานเขียนในอดีตของข้าพเจ้าเองในบทความเรื่อง  “ครั้ง 1 ของคน 1 คน กับอีกงาน 1 : ย้อยมอง “คุณค่า” ผ่านงานบอล”  เมื่อวันที่  19  มกราคมไปแล้วนั้น  ข้าพเจ้าได้พยายามทบทวนสิ่งอื่นที่เกิดขึ้นหลังจากเวลานั้น  แล้วได้พบว่า  หลังจากนั้นเป็นเวลา  2  เดือน ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเขียนงานขึ้นมาอีกงานหนึ่งเพื่อส่งมองให้กับน้องๆ  ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในรุ่นถัดมา  และใช้ประกอบการสัมมนาถ่ายทอดงานขององค์การบริหารสโทสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชุดใหม่อีกด้วย

 

บทความชิ้นนี้นำเสนอข้อสรุปเบื้องหลังของการวางแผนการทำงานบอลตามการรับรู้ของข้าพเจ้า  (ผู้เขียน)  เองในฐานะเป็นบุคคลคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของงานบอลร่วมกับอีกหลายชีวิต  

 

ความมีดังนี้

 

 


  

 

แนวทางการทำงานบอล

 

การจัดโครงสร้างงานบอล


การจัดโครงสร้างการดำเนินงาน  และการจัดการประสานงานภายใน  ได้แก่ทีมงาน  มหา -วิทยาลัย  และสมาคมนิสิตเก่าฯ  รวมทั้งการจัดการประสานงานภายนอก  ได้แก่  ทีมงานธรรมศาสตร์  และสมาคมศิษย์เก่าธรรมศาสตร์  โดยทั่วไปแล้วเป็นการกำหนดหน้าที่  ภาระงาน  และขอบเขตความ รับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคนภายในงานบอล  เพื่อให้สมาชิกแต่ละคนสามารถปฏิบัติงานได้ตรงตาม หน้่าที่ที่ได้รับมอบหมาย  การจัดโครงสร้างงานบอลที่เหมาะสมทำให้การดำเนินงานของงานบอลเป็น ไปตามแผนงานที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ  และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในที่สุด

 

ปัจจัยที่นำมาพิจารณาในการจัดโครงสร้างงานบอล

 

การจัดโครงสร้างงานบอลในแนวตั้ง

 

๑.)  เอกภาพของหัวหน้างาน (การบังคับบัญชา)  นั่นหมายถึง  หลักการที่กำหนดให้ผู้ใต้บังคับ บัญชามีผู้บังคับบัญชาในระดับเหนือตนเองขึ้นไปเพียงคนเดียว  (ในกรณีประธานคู่ก็เช่นกัน  ประธานคู่ มีคำสั่งงานเดียวกันเป็นข้อสรุป)  ที่จะมีอำนาจ  ในการสั่งงาน


๒.)  บทบาท  (หน้าที่)  อำนาจ  และความรับผิดชอบ  ทีมงานหลัก  (ผู้บริหาร)  จะเป็นผู้กำหนด ขอบเขตอำนาจ  หน้าที่  และความรับผิดชอบให้กับคนช่วยงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)


๓.)  ช่วงของการควบคุม  โดยกำหนดจำนวนทีมงานช่วยงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)  ที่หัวหน้า งาน  (ผู้จัดการ)  จะสามารถอำนวยการ  สั่งงาน  และดูแลควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ


๔.)  อำนาจการตัดสินใจที่ศูนย์กลาง  และการกระจายอำนาจการตัดสินใจไปสู่ทีมงาน  (ผู้ใต้ บังคับบัญชา  รวมทั้งพนักงานระดับล่าง)  การดึงอำนาจการตัดสินใจไว้ที่ศูนย์กลางนั้น  หัวหน้างาน  หรือทีมหัวหน้างาน  (ผู้บริหาร)  จะมีอำนาจในการตัดสินใจปัญหาของงานบอล   รวมทั้งข้อสรุปสำคัญ  โดยไม่มอบอำนาจการตัดสินใจให้กับทีมช่วยงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)  ส่วนการกระจายอำนาจการ ตัดสินใจไปสู่ทีมงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา  รวมทั้งพนักงานระดับล่าง)  นั้นเป็นการมอบอำนาจในการ ตัดสินใจปัญหาของงานบอลในบางเรื่องให้กับทีมงานสามารถตัดสินใจเองได้  การจัดโครงสร้าง งานบอลที่เหมาะสม  หัวหน้างาน  หรือทีมหัวหน้างาน  (ผู้บริหาร)  ต้องพิจารณาการดึงอำนาจ  และการกระจายอำนาจในการตัดสินใจไปสู่ระดับล่างอย่างเหมาะสม

 

การจัดโครงสร้างงานบอลในแนวนอน


๑.)  การแบ่งงานกันทำ  แบ่งความรับผิดชอบให้กับทีมงานในหน่วยงาน  ฝ่ายเดียวกัน อย่างเหมาะสม


๒.)  การจัดแผนกงาน  เป็นกระบวนการจัดกลุ่มงานที่ต้องทำร่วมกันเข้าไว้ในฝ่าย  หรือแผนก เดียวกัน  เพื่อให้งานบอลทำงานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้อย่างดีที่สุด  โดยมีปัจจัยที่นำมาพิจารณาในการ จัดแผนกงาน  ดังนี้


              การแบ่งโดยพิจารณาหน้าที่ในงานบอล  อาทิ  ประสานงานกับสมาคม

              การแบ่งโดยพิจารณากิจกรรมของงานบอล  อาทิ  การแสดง  พาเหรด

              การแบ่งโดยพิจารณาที่ตั้งของคณะ  หน่วยงานในมหาวิทยาลัย

              การแบ่งโดยพิจารณาหน่วยงานที่ต้องประสานงาน  ติดต่อ

 

ขั้นตอนการจัดโครงสร้างงานบอล


ขั้นที่  ๑.)  การวิเคราะงานต่างๆ  ที่ต้องกระทำ  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของงานบอล  ซึ่งจะนำมาใช้ในการกำหนดหน้าที่  ภาระงาน  และความรับผิดชอบ


ขั้นที่  ๒.)  การพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว  ซึ่งจะนำมากำหนดตำแหน่งงาน


ขั้นที่  ๓.)  การจัดรวมงานเป็นกลุ่ม  เพื่อจะนำมากำหนดเป็นฝ่าย  แผนก


ขั้นที่  ๔.)  กำหนดวิธีการรายงานผลการปฏิบัติงาน  และการสั่งงาน  อาทิ  การจัดสายการสั่งงาน  (การบังคับบัญชา)  ภายในโครงสร้างงานบอล    การประชุมทีม  การประชุมใหญ่

 

การอำนวยการ

 

การอำนวยการนั้นเป็นกระบวนการที่ผู้นำ  หรือทีมของหัวหน้างาน  (ผู้จัดการ)  ใช้หน้าที่ที่ได้ รับอำนาจ  มอบหมาย  กอปรกับความสามารถของตนในการชักจูงให้ทีมงานปฏิบัติตามแนวทางการ ทำงานตามที่ได้วางแผนไว้  ให้ดำเนินไปในทิศทางที่เหมาะสม  และบรรลุเป้าหมายของงานบอล ในสุดท้าย  ผู้นำที่ประสบผลสำเร็จไม่ใช่มีความสามารถแค่เป็นคนจัดการที่ดี   แต่มากกว่านั้นต้องมี ความสามารถในการนำผู้ช่วยงาน  ผู้ร่วมทีม  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)  ให้ปฏิบัติงานตามที่ตนต้องการ  และเป้าหมายของงานบอลได้ด้วย  โดยปกติแล้วการนำเป็นหน้าที่ที่สำคัญอย่างหนึ่งของกาสรจัดการ  คือ  การอำนวยการ  และการประสานความร่วมมือกับบุคคลต่างๆ  ที่เป็นสมาชิกของงานบอล  ซึ่งรวมถึงหน้าที่ต่างๆ  อาทิ  การจูงใจผู้ช่วยงาน  ทีมงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)  การออกคำสั่ง ปฏิบัติงานด้านต่างๆ  ให้บรรลุป้าหมาย  การกำหนดวิธีการติดต่อสื่อสารภายในงานบอลให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด  รวมทั้งการแก้ไขปัญหาและข้อขัดแย้งต่างๆ  ที่เกิดขึ้นกับสมาชิกงานบอล  รวมทั้งงานบอลโดยรวม

 

การควบคุม

 

การควบคุมนั้นเป็นการติดตามผลการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้น  การเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงาน ที่เกิดขึ้นจริง  หรือที่ทำไป  กับเป้าหมายที่วางไว้  วิเคราะห์ความแตกต่างที่เกิดขึ้น  ถ้ามีปัญหาต้อง ค้นหาสาเหตุ  และหาวิธีการแก้ไขสำหรับการปฏิบัติงานต่อไป

 

ขั้นตอนการควบคุม  ทำได้ดังนี้


ขั้นที่  ๑.)  การวัดผลงานที่เกิดขึ้น

ขั้นที่  ๒.)  การเปรียบเทียบผลงานที่เกิดขึ้นกับเป้าหมาย  หรือมาตรฐานที่วางไว้

ขั้นที่  ๓.)  การหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น  ในกรณีผลงานที่ได้ต่ำกว่ามาตรฐาน  หรือเป้าหมายที่วางไว้

 

ที่บอกมาทั้งหมดนี้  โดยรวมแล้ว  ถึงแม้ว่างานบอลจะมีความพร้อมในด้านทุนทางการเงิน  ทุนทรัพยากรมนุษย์  ทุนวัฒนธรรมแล้ว  ถ้าหากการจัดการที่เหมาะสม  ผลที่ตามมาอาจทำให้การ ดำเนินงานประสบอุปสรรค  หรือความล้มเหลวได้  อันเนื่องมาจากผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถเข้าใจ ระบบงาน  หรือไม่สามารถมองภาพรวมของการปฏิบัติงานได้  ทำให้การปฏิบัติงานไม่เป็นไปในทิศทาง เดียวกัน  เกิดความซ้ำซ้อน  หรือกระทั่งความขัดแย้งกัน  ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน  และนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด  การจัดการที่ดีจึงเป็นเครื่องมือของผู้นำที่จะสร้างความสอดคล้อง  สมดุล  และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของงานบอลเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดที่ทุกคน ได้ร่วมกันวางไว้

 

เต้  นิติพัฒน์   ศิริพงศ์

12.49  นาฬิกา

10  มีนาคม  2551


 


 

ทักษะที่สำคัญ

 

บางคนอาจเคยมีประสบการณ์ ในการทำงานร่วมกับหัวหน้างานที่มีความสามารถ  หรือการทำงาน ร่วมกับหัวหน้างานที่ไม่สามารถจัดการให้การทำงานเป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้  ความแตกต่างของ หัวหน้างานทั้งสองประเภทนี้อยู่ที่  ความสามารถ  และทักษะทางการจัดการของหัวหน้างานแต่ละคน  หัวหน้างานที่สามารถจัดการงานให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ  สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้  จำเป็นต้องอาศัยทักษะการจัดการที่สำคัญ  อาทิ

 

ทักษะด้านเทคนิคการปฏิบัติงาน


เป็นทักษะที่ต้องใช้ความรู้  ความสามารถเฉพาะทางในการปฏิบัติงาน  โดยทักษะนี้เกิดจาก การเรียนรู้จากสถาบันการศึกษา  การฝึกอบรมวิธีการปฏิบััติงานจนเกิดความชำนาญ  การทำกิจกรรม  หัวหน้างานระดับต้นต้องมีทักษะด้านเทคนิควิธีปฏิบัติงาน  เพื่อที่จะสามารถให้คำแนะนำ  หรือหาวิธีแก้ไข ปัญหาในระดับปฏิบัติการได้  สามารถสอนงาน  พัฒนาทักษะด้านการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ให้กับผู้ช่วยงาน  หรือทีมงานได้

 

ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์


เป็นความสามารถของหัวหน้างานที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งจะส่งผล โดยตรงต่อการติดต่อประสานงาน  สร้างความรู้สึกผูกพัน  และความร่วมมือระหว่างสมาชิกภายใน   และภายนอกงานบอล  หัวหน้างานทุกระดับจำเป็นต้องมีทักษะด้านนี้  เพราะงานด้านการจัดการจะต้อง เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารทั้งภายใน  และภายนอกงานบอลอยู่ตลอดเวลา

 

ทักษะด้านความคิดอ่าน


เป็นความสามารถในการวิเคราะห์  วินิจฉัยสถานการณ์  และคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตได้  รวมทั้งความสามารถในการคิดใหม่  หัวหน้างานต้องมีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างมีระบบ  นำมา ประมวลผลเพื่อวิเคราะห์ปัญหา  หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบัน  และอนาคต  ทำให้สามารถ ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว  ทันต่อเหตุการณ์  สามารถคาดคะเนผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นได้  มองเห็น โอกาสใหม่ๆในการดำเนินงาน  มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล  และชัดเจน  ซึ่งทักษะด้านนี้เป็นสิ่งจำเป็นของ หัวหน้างานทุกระดับ  โดยเฉพาะหัวหน้างานระดับสูง  งานบอลที่มีหัวหน้างานที่มีทักษะด้านการสร้าง ความคิดสูงจะสามารถนำงานบอลฝันฝ่าปัญหา  และอุปสรรคต่างๆให้ผ่านพ้นไปได้ดี

 

ทักษะด้่านการตัดสินใจ


เป็นความสามารถในการเข้าใจถึงสภาพ  และข้อจำกัดของปัญหา  สามารถกำหนดทางเลือก  และเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา  ความสามารถในการตัดสินใจเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งของ หัวหน้างาน  โดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจประกอบด้วยขั้นตอน  ดังนี้

         การตระหนักถึงปัญหา  หรือโอกาสของงานบอล

         รวบรวมข้อมูลที่ต้องใช้ประกอบการตัดสินใจ

         กำหนดทางเลือกต่างๆในการแก้ไขปัญหา

         ประเมินผลลัพธ์ของทางเลือกแต่ละทาง

         ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด

         นำผลการตัดสินใจไปปฏิบัติ

         ติดตาม  ประเมินผลที่เกิดขึ้น  และนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจครั้งต่อไป

 

ทักษะการบริหารเวลา


โดยเฉพาะการทำงานในงานบอล  ที่ต้องติดต่อประสานงานกับคนจำนวนมาก  การบริหารเวลาที่ ผิดพลาดจะทำให้เกิดต้นทุน  และการสูญเสีย  โดยเฉพาะการเสียเวลา  หัวหน้างานจึงต้องให้ความสำคัญ ต่อการบริหารเวลา  การบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพสามารถทำได้โดยวิธีเหล่านี้  อาทิ

         ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน  และงานเอกสารให้น้อยลง           หลีกเลี่ยงกาสรทำงานที่ซำ้ซ้อนกันให้มากที่สุด

         ลดการใช้โทรศัพท์  และการเดินทางที่ไม่จำเป็น

         วางแผน  และเตรียมการประชุมโดยใช้เวลาน้อยที่สุด  แต่ให้ข้อสรุป  และผลลัพธ์เดิม

         กระจาย  หรือมอบหมายงานให้ทีมงาน  ผู้ช่วยอย่างเหมาะสม

 

ที่กล่าวไปข้างต้นเป็นเพียงทักษะบางส่วน  ที่สำคัญ  สำหรับบางส่วนงาน  หรือทั้งหมดอาจจำเป็นต้องเพิ่ม ทักษะอื่น  ทั้งนี้แล้วแต่บริบทที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

 

 

เต้

7.48  นาฬิกา

15  มีนาคม  2551


 


  

 

Read Full Post »