Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘แท็กซี่’

ต้องขออภัยหากบทความของผมอันนี้ก่อให้เกิดความรำคาญใจแก่ผู้ใจ ผมไม่ได้มีเจตนาจะตำหนิ ดูแคลน หรือ ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีใดๆ หากแต่เล่าจากการพูดคุยที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ตรงกันข้าม ผมคิดว่าผมเข้าใจด้วยซ้ำไป

บทความนี้เป็นเรื่องของประสบการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านทางการพูดคุยกับคนขับรถแท็กซี่ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ของผมเอง ก็เห็นว่าน่าสนใจก็ขอนำแนวคิดมาเล่าสู้กันฟังครับ…

อันผมเนี่ยในช่วงสามสี่ปีมานี้ ก็จะมีโอกาสได้โดยสารแท็กซี่ไปไหนต่อไหนบ้างอยู่เนืองๆ ซึ่งทั้งนี้เวลานั่งไปไหนต่อไหนก็ขี้เกียจนั่งเฉยๆ ก็เลยชวนพี่คนขับคุยไปเรื่อยอยู่มากบ้างน้อยบ้าง
ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งไล่มาตั้งแต่วิกฤตการณ์ซับไพร์ม, การปิดสนามบินสุวรรณภูมิของพันธมิตรเสื้อเหลือง และ สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำระดับโลก ส่งผลอุตสาหกรรมในบ้านเราประสบปัญหาอย่างรุนแรงมากมายหลายอุตสาหกรรม เช่น สิ่งทอ ธุรกิจขนาดย่อม และ การท่องเที่ยวเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้ เวลานั่งโดยสารแท็กซี่ไปไหนต่อไหน ผมก็จะได้ประโยคชวนคุยคลาสสิคมา สองสามหัวข้อ นอกจากแบบฉบับดังเดิมของผม คือ เป็นไงพี่ วันนี้ออกมาได้ค่าน้ำมันหรือยัง เป็น เป็นไงพี่ช่วงนี้(แล้วแต่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ไหนในสามเรื่องดังกล่าว) เป็นอย่างไรบ้าง ดีมั้ย

คำตอบอันหนึ่งที่ผมเองจะได้ยินได้เจอบ่อยจากคำถามดังกล่าวเลยก็คือ ไม่ดีเลยน้อง! รายได้มันไม่ดี เพราะ ฝรั่งมันหายไป (บางคนก็บอกว่าไม่หาย แต่ไอ้ที่มีอยู่มัน ขี้นก!!!)
จุดนี้ก็นำไปสู่การตีความของผมว่า เมื่อฝรั่งหายไป ลูกค้าโดยสารก็หายไป รายรับก็หายไป ประกอบกับ เศรษฐกิจไม่ดี แท็กซี่ออกมากขึ้น แท็กซี่ก็แข่งออกมามากขึ้น รายรับของแท็กซี่แต่ละคนจึงไม่ได้ดี แค่นี้ห้วนๆเลย
บางคนอาจจะเสริมเรื่องประเด็นทิป ที่ชนชาติตะวันตกนั้นนิยมให้เพิ่มจากค่าบริการหลักอย่างเห็นน้ำเห็นเนื้อ เช่น นั่งไปร้อยบาท พี่คอเคซอยให้มาร้อยหาสิบ สองร้อยก็มี หรือ ประเด็นเรื่องการเหมารถไปต่างจังหวัด เช่นเหมาแท็กซี่ไปหัวหิน สอง-สามพันก็ว่าไปอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสำหรับผมแล้วประเด็นเหล่านี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้แท็กซี่…มิสส์ ฝาหรั่ง ได้อย่างไม่ยากเย็น

ประเด็นเรื่องแท็กซี่คิดถึงฝรั่งนี้ ก็ทำให้คนไทยหลายคนตัดพ้อจากการที่เขาเห็นว่าคนไทยเองเรียกแท็กซี่ให้ไปไหนต่อไหนได้ยากกว่าฝรั่งมากว่า ตกลงแท็กซี่ไทย ไม่รักคนไทยแล้วใช่ไหม รักแต่ฝรั่ง คนไทยเรียกนี้ยังไม่รับเลย คำพูดประมาณนี้ คุณ นิรุตติ์ ศิริจรรยา เองก็เคยบ่นออกอากาศโดยโยงถึงสติ๊กเกอร์ติดกระจกที่มีคำว่า “I LOVE FARANG” อยู่ครั้งหนึ่งในคลื่นวิทยุ FM96.5 (เห็นได้ชัดว่า แกกล้าบ่นอย่างนี้เพราะกลุ่มเป้าหมายและผู้ฟังของคลื่นนี้นั้นห่างไกลจากเหล่าโชเฟอร์รถแท็กซีมากทีเดียว) ผมเองก็ยอมรับตามตรงว่า มีบ้างที่เซ็งอยู่เหมือนกัน แต่จะให้ทำไงครับ ผมไม่ยอมจ่ายทิป หรือ ส่วนเพิ่มแน่ๆ
มากไปกว่านั้น ก็พ้อว่า เค้าไม่ได้รักฝรั่งหรอก เค้ารักเงินของฝรั่งมากกว่าทำนองนี้ ซึ่งถ้าคนขับแท็กซี่หรือคนที่เข้าใจหัวอกแท็กซี่ได้ยินก็คงจะสวนให้ว่า แล้วไอ้บ้าที่ไหนไม่อยากได้เงินวะ? เป็นต้น

เคยคุยเรื่องประมาณนี้กับคนรู้จักคนหนึ่ง แกก็บ่นประมาณที่ผมเล่าให้ฟังนี้แหละ แกก็ยังบอกเลยว่า “เฮ้ย แท็กซี่คันนั้นเนี่ยพลาดแล้วที่ไม่รับผม ผมนะทิปแท็กซี่ห้าสิบบาทอั๊บตลอดนะ” ในใจผมก็คิดเอาว่า อืมมม แต่เมื่อ ความน่าจะเป็นแท็กซี่ที่จะเจอ คนไทย ใจป้ำทิปเยอะเท่านั้นมันน้อยกว่าฝรั่งมาก แค่นี้ก็มีเหตุผลที่จะตัดใจวิ่งรถเปล่าต่อแล้วไปหาฝรั่งเอาดาบหน้าแล้วนี่นา เว้นเสียแต่ว่าพี่จะบอกว่าพี่จะจ่ายเพิ่มให้ อย่างนี้ค่อยอีกเรื่องหนึ่ง

แต่การสนทนาของผมกับแท็กซี่คันล่าสุดที่ผมเพิ่งนั่งมานี้ เพิ่มความเข้าใจให้ผมมากขึ้นเลยครับ
ขณะที่นั่งคุยเรื่องจิปาถะไปเรื่อยกับโชเฟอร์ ผมถามพี่คนขับว่า ทำไมแท็กซี่บ่นกันนักว่าฝรั่งหายไปๆ ฝรั่งเค้าทิปเยอะนักหรือพี่
แกตอบมาใจความว่า นั่นมันก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่พวกแท็กซี่ได้กันจากฝรั่งหรือชาวต่างชาติคนอื่นๆนั้น มาจากการที่เขาสามารถพาพวกเขาไปเที่ยวได้ เช่น มีฝรั่งคนหนึ่งขึ้นรถมาแล้วบอกว่า “ยูๆ ซีฟู๊ด” พี่ๆคนขับเหล่านี้ก็จะพาฝรั่งคนนั้นไปทานอาหารทะเลอย่างที่เขาต้องการได้ รายได้ที่เขาจะได้นั้นก็เป็น%ที่เขาแอบไปตกลงกับทางร้านไว้แล้ว เช่น30% เป็นต้น พี่คนขับยังบอกด้วยว่า “เฮ้ย น้อง พวกนี้กินไม่ได้สองสามพันบาทนะ พี่เคยเจอแกสั่งกุ้งตัวจะเจ็ดพัน” … “เฮ้ย! ตัวละเจ็ดพันพี่ก็ได้แล้วดิ สองพันหนึ่ง” ผมถามต่อด้วยความฉงน … “เออ ดิน้อง” พี่คนขับต่อ
ด้วยความสงสัยผมก็ถามต่อว่า แล้วปกติเนี่ย ฝรั่งเค้าจะให้พี่พาไปไหนบ้าง นอกจากซีฟู๊ด ก็ได้ความว่า สำหรับพี่คนนี้เค้ายังไม่ได้ชำนาญนักเรื่องการพาฝรั่งไปไหนต่อไหน แกก็จะมีแค่ ภัตตาคารอาหารทะเล กับ อาบอบนวด สถานที่เที่ยวผู้หญิงเท่านั้นที่พี่เขามีความชำนาญและมีร้านที่มั่นใจว่าจะได้%ชัวร์ๆ
“อ่าว แล้ว เวลาไปเที่ยวผู้หญิงอย่างงี้ เค้าจ่ายยังไง เหมือนร้านอาหารมั้ยพี่” ผมก็ซักต่อ “ก็ไม่เหมือนนะ เวลาพาไปเที่ยวเนี่ย เราก็พาเค้าไปเลือกเลย สมมุติว่าคนนี้ พันห้า เราก็ตกลงกับเด็กเชียร์ไปเลยว่า สามพัน ถ้าเด็กคนนั้นมันสองพัน เราก็บอกเด็กเชียร์ว่า สี่พัน” (คือให้เด็กเชียร์บอกฝรั่งให้ด้วยราคาที่มากกว่าความเป็นจริง) ผมก็ถามต่อเลยว่า “แล้วสองพันที่เกินมานี้ พี่ก็แบ่งกับทางร้านอีก?” คำตอบก็คือ “ไม่ๆ เหนาะเลยน้อง”

ท่านผู้ชม ขนาดแกออกตัวมาว่ายังไม่ชำนาญนะครับ
ถ้ากับแท็กซี่ที่มีความชำนาญแล้ว พี่คนขับเขาก็เล่าว่า ขอให้บอกว่าต้องการอะไร แท็กซี่เหล่านี้ก็พร้อมหมดที่จะนำพาไปหาได้ ตั้งแต่เครื่องเพชร เครื่องไม้ ตัดสูท สารพัดจะต้องการ แล้วทั้งหมดนั้นเขาเองก็จะได้ส่วนแบ่งจากค่าสินค้าหรือบริการด้วยเช่นเดิม

ซึ่งรายได้ตรงนี้เองก็คงจะไม่ใช่น้อยๆ เมื่อเทียบกับรายรับจากค่าโดยสารเพียวๆ

แล้วนึกดูสิครับ ฝรั่งหายไป แท็กซี่ไทยจะไม่มิสส์ได้อย่างไรกัน
แล้วจะมาเล่าอีกครับ แต่คงอีกสักระยะ ขอบคุณครับ

ข้อวิจารณ์ และ ความเห็น
โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้คิดว่าการที่แท็กซี่ตกลงเรื่อง% กับทางร้านเนี่ยจะเป็นเรื่องเสียหายอะไรนะครับ ถ้าหากลองคิดในแง่ว่า ถ้าเราไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วไกด์ทัวร์พาเราไปซื้อของที่ระลึกที่ร้านแห่งหนึ่ง เราก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่า ตัวไกด์เองต้องได้รับประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยใช่ไหมครับ อีกอย่าง ถ้าราคาที่ร้านอาหารชาร์ตกับลูกค้านั้นไม่ได้บวกเพิ่มไปกว่าคนอื่นๆที่มาโดยแท็กซี่ไม่ได้พามานั้น ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร จะไม่ดีก็ตรงที่อาจจะไม่ได้ร้านอาหารที่เลื่องชื่อจริงๆ แต่เป็นร้านอาหารที่ยอมจ่ายให้แก่แท็กซี่ไกด์เท่านั้น
แต่เรื่องที่น่าจะต้องเป็นห่วงนั้นก็ไม่ได้ไม่มีอยู่เลย เพราะ เหตุการณ์แบบนี้ชี้ให้เราเห็นต่อไปได้ว่า มันไม่มีการควบคุม ตรวจตราเลย ดังนั้นเนี่ย การที่ชาวต่างชาติจะถูกเอารัดเอาเปรียบโดยคนไทยนั้นมันก็มีช่องทางมากมายที่จะเป็นไปได้, แล้วควรจะต้องชี้แจงชาวต่างชาติไหมว่าคนขับได้ส่วนแบ่งจากการที่พาเขาไปนี้, %เท่าไหร่คือส่วนที่ยอมรับได้ ซึ่งบางครั้งก็ต้องใช้คำว่าคนไทยไปค้ากำไรเกินควรอยู่เหมือนกัน และการค้ากำไรเกินควรนี้ก็เป็นเรื่องผิดใช่ไหมครับ แล้วก็จะนำมาสู่ความรู้สึกที่ไม่ดีต่อผู้คนในประเทศนั้น ว่าคนไทยไปเอาเปรียบเขา ตัวอย่างเช่น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทุกร้านที่แท็กซี่พาไปนั้น ราคาที่ร้านคิดกับฝรั่งโดยเฉพาะที่แท็กซี่พามา กับคนทั่วไปนั้นเท่ากัน หรือ ว่าคนขับเห็นฝรั่งขึ้นรถมาเมาๆหน่อย ก็เลยไม่กดมิเตอร์ซะอย่างนั้น พอไปถึงก็เรียกเงินในจำนวนที่มากเกินกว่าราคามิเตอร์ปกติ อย่างนี้ก็มีนะครับ อย่าคิดว่าไม่มี

ในเรื่องของการพาไปร้านค้านั้น ทางที่ดีที่สุดน่าจะเป็นเรืองการเผยแพร่ข้อมูลมากกว่า คือ ให้ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทยสามารถเข้าถึงรายชื่อท็อปฮิตของร้านอาหาร ขายสินค้า บริการต่างๆได้ง่ายๆ หลายช่องทาง อย่างนี้ก็จะทำให้เขาสามารถไปถึงที่ๆขายสินค้าและบริการที่มีคุณภาพได้มากขึ้น แล้วถ้าร้านเหล่านั้นบังเอิญ แท็กซี่เองก็ได้ส่วนแบ่งอยู่ด้วยอย่างนี้ก็จะทำให้ถูกใจกันทุกฝ่าย แหล่งข้อมูลก็อย่างเช่น เว็บไซต์ หรือ นิตยสารเพื่อเอาไว้ติดรถแท็กซี่ที่มีการจัดอันดับ ร้านค้า ร้านอาหาร แหล่งให้บริการในประเทศ จากชาวต่างชาติก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาเหมือนกันครับ
ส่วนเรื่องการป้องปราบปราม การเอาเปรียบนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น ผมไม่รู้ว่ามันมีประสิทธิภาพแค่ไหนอย่างไรแล้วก็ไม่อยากเข้าไปยุ่มย่าม ก็เว้นไปละกันครับ

ปล. บทความนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าอาจารย์แบงค์ไม่ได้มากระตุ้นเตือนให้ผมเขียนไรบ้างครับ หลังจากที่ทำตัวเป็นนักเขียนร่วมที่เลวมาสองสามหรืออาจจะสี่เดือน

Read Full Post »

วันธรรมดาวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม 2552 หลังจากที่เมฆเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เช้า เหมือนจะเตือนให้คนกรุงอย่าลืมพกร่มออกมาจากบ้าน ตกบ่ายจากสีขาวทั่วฟ้าก็กลายเป็นสีเทาเข้มขึ้นๆ เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ฝกห่าใหญ่ก็มาเยือนกรุงเทพมหานคร กำหนดการที่กะว่าจะโบกรถแท็กซี่กลับบ้านตั้งแต่3-4ทุ่มก็เป็นอันต้องติดโรคเลื่อนไป (เลื่อนเพราะว่าเมฆตอนเช้าอุตส่าห์เตือนให้พกร่มแล้วแต่ผมไม่จำ!!! นั่นก็สมเหตุสมผลดีอยู่)

กลับมารอบใหม่ตอนเที่ยงคืน ห้านาที หลังจากที่เสียงฝน “ซู่วๆ” กลายเป็น “แหมะๆ”เบาๆ  ผมยืนโบกรถอยู่หน้าสภากาชาดไทย ฝั่งตรงข้ามาสภากาชาด รถแท็กซี่คันแรกมาจอดเทียบ หลังจากที่ยืนรออยู่สองสามนาที “ไปจรัญฯครับ” ผมบอกขณะที่เปิดประตูรถแท็กซี่   การส่ายหน้าคือคำตอบที่ได้รับกลับมาจากคนขับ …. ผมบอก “โอเค” แล้วก็ปิดประตูรถอย่างไร้อารมณ์

รออีกประมาณ4นาที คันต่อไปก็มา “ไปจรัญฯครับ” บทเดียวของผม…… “โอ๊ย….. ไปไม่ทัน” คนขับก็มีบทของเขา ….. “ปั่ก” ประตูปิดลง แต่ผมก็ยังยืนตากฝนปรอยๆอยู่เช่นเดิม

คันที่สามและที่สี่ที่เรียกก็ผ่านไป โดยไม่มีก้นผมอยู่บนเบาะ เหมือนเดิม เพราะแท็กซี่มิเตอร์ “ไอเลิฟฝรั่ง” ไม่ไป!!! ผมเริ่มหงุดหงิด และไม่เข้าใจว่าขับแท็กซี่มาจรัญฯได้เงิน 100บาทกลับบ้านมันแย่ยังไง อย่างไรเสีย แท็กซี่คือทางเลือกเดียวของผม เพราะตอนนี้มันจะเที่ยงคืนครึ่งแล้ว

ถนนตรงที่ผมเรียก คือถนนอังรีดูนังค์ ตรงข้ามสภากาชาดไทย ตรงไปเป็นสุรวงค์ เลี้ยวซ้ายแล้วเลี้ยวขวาแยกหน้าเป็นสีลม เมื่อนึกถึงสถานที่ตั้ง ผมก็นึกได้ว่า บางทีแท็กซี่ที่แวะจอดคุยกับผมกำลังมุ่งตรงไปสองถนนที่ไม่เคยหลับนี้ เพื่อรับนักเที่ยวกลับบ้านหรือโรงแรม บางทีทิปฝรั่งหรือทิปญี่ปุ่นอาจจะจูงใจพวกเขามากกว่าผม ว่าแล้วผมก็ย้ายฟากถนนไปฝั่งสภากาชาดไทย เพราะคิดว่าแท็กซี่ที่วิ่งบนถนนนี้ กำลังมุ่งหน้าไปทางเส้นสยาม พารากอน หรืออย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายไปที่สีลม-สุรวงค์ที่มีพวกชาวต่างชาติเยอะแยะ ตอนนี้เที่ยงคืนครึ่งแล้ว คงไม่ค่อยมีคนอยู่ ถึงมีพวกนี้ก็คือคนไทยที่ไม่ “ติ๊บ” เหมือนผมนั่นแหละ ว่าแล้วผมก็ย้ายฟาก ไปยื่นมือที่ฝั่งสภากาชาดไทยแทน

คันที่ห้ามาทอดเทียบข้างกายผม … “จรัญฯ”บทเดิมถูกกล่าวออกไป   คนขับนิ่งไปสามวินาที และ แท็กซี่ในกรุงเทพมหานคร คันที่ห้าในคืนนี้ของผม พยักหน้า หงึกๆ หมายถึงตกลง ผมกำลังจำได้กลับบ้าน เยสสส!!!

เมื่อเอนหลังลงบนรถแท็กซี่คันที่ห้านี้ ความสงสัยที่มันยังคุกกรุ่นอยู่ในใจผมก็โพล่งออกมาอย่างไม่อ้อมค้อม ….ผมเริ่มต้นด้วยว่า “เมื่อกี้ยืนเรียกไปสี่คัน ไม่มีใครไปเลย…..ทำไมเขาไม่รับผมหรือครับ” ความเงียบที่เข้ามาเป็นคำตอบ ผมก็ได้แต่นิ่งไปอีกครู่หนึ่ง

เดือนที่ผ่านมาผมซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง ชื่อ “เศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต* หรือ The Logic of Life” เขียนโดย พี่ Tim Harford ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้วันละสามสี่หน้า นิดๆหน่อยๆไปเรื่อยๆ (จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่จบ) ถึงแม้หนังสือเล่มนี้จะไม่ได้ประทับใจผมมากนัก แต่แนวคิดของผู้เขียนที่พยายามจะโน้มน้าวผู้อ่านว่า พฤติกรรมของคนในสังคมมีเหตุมีผลทั้งสิ้นนี้ ก็พอจะใช้ได้ในบางสถานการณ์……

ใช่!!! มันต้องมีเหตุผลสิ ว่าทำไมแท็กซี่พวกนั้นถึงไม่รับผม พวกเขาไม่ได้โง่แน่ ที่เลือกไม่รับผม มัน4คันติดๆกันเลยนะ ผมคิด (คันนี้ที่รับผมจะโง่มั้ยนะ ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย) ผมก็เลยลองถามคนขับด้วยคำถามที่เจาะจงมากขึ้น “เขาไปรับพวกที่สีลมกันหรอครับ ถึงไม่รับผม” “ไม่ใช่หรอก พวกนั้นกว่าจะเลิกก็ตีสอง”เขาตอบ การลองครั้งที่สองได้ผล พี่คนขับแท็กซี่ก็เริ่มตอบมา ผมถามต่อ “หรือว่าไปส่งผมแล้วเขาจะกลับมารับลูกค้าตอนตีสองไม่ทัน” เขาถอนหายใจ“ทำไมจะไม่ทัน นี่มันเพิ่งเที่ยงคืน ครึ่ง ตีรถกลับมายังไงก็ทัน” ………….

เมื่อสองข้อนี้ไม่ใช่ สันนิษฐานก็เหลืออยู่อันเดียว คือ “หรือว่า ไปส่งผมแล้วมันหาคนกลับเข้ามาไม่ได้ ต้องวิ่งรถเปล่า” แท็กซี่บอก “อันนั้นมันก็ใช่ แต่…” ตอนนั้นรถกำลังผ่านหัวโค้ง ถนนอังรีดูนังค์เข้าเส้นพระรามหนึ่ง ตรงสยามสแควร์ เขตนั้นคือเขตปทุมวัน แต่ว่าผม ไปบางอ้อแล้ว!….

อ้ออออออออออออ! เสียงอุทานเกิดขึ้นในใจของผม หลังจากที่พี่คนขับ ชี้ให้ดูคนที่ยืนรอแท็กซี่อยู่ ภาพที่ผมเห็นคือ แม้เวลานี้จะเลยเที่ยงคืนมาแล้ว แต่คนที่ยืนรอรถอยู่หน้าสยามแสควร์มีไม่ต่ำกว่า สามสิบ-สี่สิบราย มากเกินวันธรรมดาปกติ ในขณะที่แท็กซี่เข้ารับก็เยอะ แต่ก็ยังมีไม่พอคนที่ยืนรอยู่ กุญแจสำคัญที่ทำให้ผมเรียกแท็กซี่ไม่ได้4คนติดกัน นั้นไม่ใช่เพราะว่า ผมอยู่ฝั่งที่กำลังจะไปสีลม และ ที่ผมได้กลับบ้านก็ไม่ใช่เพราะว่าผมย้ายตัวเองมาฝั่งตรงข้าม เรื่องเรียกแท็กซี่ตอนเที่ยงคืนครึ่งในประเด็นนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับทิปฝรั่งหรือทิปญี่ปุ่นที่สุรวงค์ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ลูกค้าต่างประเทศน้อยลงไปถนัดตา และก็ ถูกเพียงแค่ส่วนเดียวตรงประเด็นที่ว่า เพราะว่าบ้านผมอยู่จรัญฯ แท็กซี่จึงไม่อยากไป หาลูกค้ากลับเข้าเมืองมายาก แต่ ประเด็นใหญ่ก็คือว่า วันนี้มันวันฝนตกหนักมาตั้งแต่เย็นเฟร้ยยยย!!!

ขณะที่แกชี้นิ้วออกไป พี่คนขับแท็กซี่แกบอกผมว่า  “ถ้าฝนไม่ตก ไม่มีหรอกแบบนี้”  ………… ผมมั่นใจแล้ว

เฮ้ย ตาTim (Harford)  นี่มันเรื่อง Demand-Supply ชัดๆ มีเหตุมีผลร้อยเปอร์เซ็นต์!

ถ้าวันนี้ฝนตกไม่หนักแต่เย็นแล้วเพิ่งจะมาปรอยๆเอาตอนนี้ ผมจะไม่ต้องรอแท็กซี่จนถึงคันที่ห้าอันนี้เป็นเรื่องจริงแน่นอน เอาล่ะ ลองมาดูสองสามสถานการณ์กันหน่อย 1.ถ้ามันปรอยๆมาโดยตลอดตั้งแต่เย็น ผมก็คงจะวืดแค่คันสองคัน 2.ถ้ามันตกหนัก แต่ปรอยมาก่อนที่ผมจะเรียกซักสองสามชั่วโมงผมก็อาจจะวืดไปสามถึงสี่คัน 3.ถ้ามันเพิ่งตกหนักตอนสี่ทุ่มครึ่งแล้วผมฝืนมายืนเรียก ผมคิดว่าผมน่าจะได้ตั้งแต่คันแรก

แต่ที่ต้องรอจนถึงคันที่ห้าก็เพราะว่า วันนี้เป็นวันฝนตกหนักแต่เย็น ทุกคนเลื่อนเวลากลับบ้าน ธรรมชาติของเราบอกกับเราว่า รอฝนซาแล้วค่อยกลับ เดี๋ยวเป็นหวัด+เปียก แน่นอน นี่คือแนวคิดร่วมของมนุษย์ หรืออย่างน้อยก็มนุษย์ในกทม. ดังนั้นเมื่อฝนซา คนจำนวนมาก ทั่วกรุงเทพมหานครจึงเดินออกมาจากที่หลบฝน เพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดสภาวะDemandล้นในระยะสั้น และอำนาจต่อรองก็ตกไปอยู่กับผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการ อย่างคนขับแท็กซี่

สมมุติว่า คุณและครอบครัว ไปเยี่ยมคุณป้าที่บ้านท่าน ที่ลพบุรี สมาชิกที่ไปกับคุณมีพี่สาว กับ น้องชาย รวมคุณเป็นสามคน พอไปถึงบ้านคุณป้า พอดีคุณป้าเปิดร้ายขายเค้กอยู่ คุณป้าก็ให้ลูกน้องเอาเค้กมาให้คุณทั้งหมด 7ชิ้น แต่คุณมีกันแค่สามคน แถมยังกินข้าวมาก่อนแล้ว…..ถ้าหนึ่งในนั้น เป็นเค้กที่ดูเจ๋งมาก น่ากินสุดๆ และคุณเคยกินมันมาแล้วในร้านอื่น คุณจินตนาการว่ามันเป็นเค้กชั้นเยี่ยม เป็นคุณ คุณจะกินชิ้นไหนก่อนครับ… แน่นอน ก็ต้องเป็นเค้กที่ดูน่ากินที่สุด เทพที่สุด เพราะคุณกินได้แค่ประมาณชิ้นเดียวก็จะอิ่ม เช่นเดียวกัน ในกรณีของรถแท็กซี่ ถ้าผู้โดยสารฝรั่งแต่งตัวดี ไม่เคารพการต่อคิวคนไทยก่อนหน้า ผมคิดว่าเขาไม่น่าจะต้องรอนาน เขาคือ เค้กก้อนเทพในหมู่7ก้อน

โอเค ทีนี้สมมุติว่าคุณมือเร็วมาก คุณหยิบได้เค้กของคุณไปแล้ว อิ่มหนำใจ 6ก้อนที่เหลือ ดูน่ากินพอๆกัน พี่สาวกับน้องชายจะต้องทำอย่างไร…… ถ้าทำได้นะครับ พวกเขาจะไล่ชิมหน้าของเค้กแต่ละชนิด อย่างละนิดอย่างละหน่อย เพื่อดูว่ามันอร่อยถูกใจรึเปล่า ถ้าเป็นอันถูกใจเขาก็จะหยิบขึ้นมากิน คนขับก็เหมือนกัน ถ้าเขามีทางเลือกเยอะแยะ เขาจะยอมเสียเวลาเพิ่มอีก 5นาทีเพื่อหาผู้โดยสารที่อยู่บรรทัดทอง หรือ ประตูน้ำ มากกว่าผู้โดยสารที่อยู่จรัญฯ หรือ บางนา แล้ววนกลับมารับผู้โดยสารคนอื่นตรงในเมืองที่มีคนยืนรอแท็กซี่เพราะติดฝนมากมายอีก รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ก็คือค่าความแตกต่างของความพอใจในความอร่อยบนเค้กแต่ละชิ้นครับ

ถ้าพี่สาวกับน้องชายของคุณทำตามที่กล่าวมาเขาจะได้เค้กชิ้นที่ดีที่สุดในหกชิ้นของตัวเองไป ในกรณีที่รสนิยมไม่ตรงกัน แต่ถ้าเกิดชอบเหมือนกันขึ้นมา ก็ต้องมีกฎอื่นเข้ามาเสริมอย่างเช่น ใครเร็วใครได้เป็นต้น

เอาล่ะ ทีนี้ ถ้าเราเพิ่มกฎเข้าไปขั้นที่หนึ่งเพื่อความสมจริงมากขึ้นอีกนิด เราก็ต้องสมมุติว่า พี่สาวกับน้องชายของคุณจะกลับมาเอาเค้กที่เคยชิมไปแล้วไม่ได้ คือทั้งสองคนจะถูกบังคับให้เลือกชิ้นที่พวกเขาคิดว่าดีพอเท่านั้น เช่น พี่สาวคุณชิมเค้กไป เบอร์ 1 2 3 แล้วรู้สึกว่าเบอร์3 อร่อยใช้ได้ เขาก็ต้องชั่งใจกับอีกสามก้อนที่เหลือว่าจะทิ้งเบอร์สามไปชิมอีกสามก้อนหรือไม่ ถ้าเขารู้สึกว่าพอใจมากพอและไม่ต้องการจะเสี่ยงอีก เหมือนแท็กซี่ที่วิ่งตรงผ่านไปแล้ว จะวนกลับมาอีกทีจะเสียเวลาและลูกค้าจะน้อยลงไป เขาก็จะเลือกชิ้นที่รู้สึกว่ายอมรับได้ก็พอ กรณีนั้น ผมเป็นตัวเลือกที่ไม่น่ายอมรับสำหรับ แท็กซี่4คันแรก และเป็นคนที่ยอมรับได้สำหรับคันที่ห้า ในทางการวิเคราะห์แบบนี้

แต่คุณอาจจะบอกว่า แท็กซี่คันข้างหน้าจะมีทางเลือกมากกว่าคันข้างหลัง 1คิว นั่นก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องถ้าเราสมมุติไปว่าไม่มีคนเข้ามาแทรกเพิ่ม แต่กฎการตัดสินใจก็ยังคงเหมือนเดิมคือ พี่สาวและน้องชายก็ไม่สามารถย้อนกลับไปเอาเค้กที่ชิมไปแล้ว ไม่ว่าใครจะเริ่มก่อนหลัง วิธีเลือกของคนทั้งสองคนคือ “ชิ้นที่ยอมรับได้”ครับ

แล้วทำอย่างไรผมจึงจะกลายเป็นชิ้นที่ยอมรับได้สำหรับคนทั้งสี่มากขึ้นล่ะเนี่ย ไว้มาคิดกันต่อตอนหน้านะครับ(เหนื่อย)

พี่คนขับอาจจะตัดสินใจตามแบบอย่างข้างบน หรือ เค้าอาจจะสงสารไอ้หนุ่มคนหนึ่งที่มีแค่แฟ้มพลาสติกเล็กๆปิดหัว ยืนหัวโด่เปลี่ยวๆมืดๆอยู่หน้ากาชาด เลยเลือกคนที่ยอมรับได้ขึ้นรถมาก็ได้ แน่นอน ในกรณีทั่วๆไป  ชิ้นที่ยอมรับได้ คือกุญแจสำคัญของการตัดสินใจของบุคคล แต่เกณฑ์ หรือน้ำหนักที่แต่ละปัจเจกใช้วัด อาจจะหนักเบาแตกต่างกันก็ได้ครับ

…….. ตอนจบของเรื่องสมมุติเรื่องนี้ คือ พี่สาวเจอเค้กที่เธอชอบมากในชินที่สี่ครับ แต่เธอก็รู้ว่า น้องชายเธอก็ชอบชิ้นนี้เหมือนกัน เธอจึงหันไปเลือกชิ้นที่ห้าแทน อร่อยน้อยลงแต่คงอิ่มใจมากกว่า ….. สังคมจะน่าอยู่ถ้าเรามี แยมสตอบอรี่แห่งความเห็นใจ หรือ น้ำกะทิแห่งความกรุณากันบ้างในเกณฑ์การเลือกของหวานแต่ละชิ้นนะครับ

ตอนแรกก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

ปล. ยินดีรับความเห็นทุกท่านครับ

สุดท้ายต้องบอกว่าขอบังอาจเขียนเรื่องมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ ในชีวิตประจำวัน ในขณะที่เว็บนี้ก็มีกูรูด้านนี้อยู่แล้วอย่างน้อยก็สองคนนะครับ ไม่รู้ว่าไปแหย่หนวดเสือเข้ารึเปล่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
NOTE:

(*)The Logic of Life ของ Tim Harford ถูกแปลโดย คุณ สฤณี อาชวานันทกุล ครับ

Read Full Post »