Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘แกนนำพันธมิตร’

triamboy

 

จากความพยายามส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของภาคประชาชนมากขึ้น  โดยการรับรองจากรัฐธรรมนูญปีพุทธศักราช  2550  และ  2540  อันเป็นมิติใหม่ทางการเมืองของประเทศไทยที่เปิดโอกาส  พื้นที่ให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมทำหน้าที่ทางการเมืองโดยตรง  “ไม่ต้องผ่านตัวแทน  หรือตัวกลางทางการเมือง”  หากพิจารณาในแง่ของเงื่อนไขพอเพียงต่อการแสดงพฤติกรรมแล้ว  นั่นหมายความว่า  มีความพอเพียงมากขึ้นในการเข้าถึงการบริโภคสินค้าทางการเมือง  แต่ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเข้ามาบริโภคสินค้าทางการเมืองอย่างมีเหตุมีผล  แต่ในทางกลับกันหมายถึงโอกาสที่รัฐจัดสรรให้ประชาชนสามารถเข้ามาบริโภคสินค้าทางการเมืองโดยตรงอย่างเท่าเทียม  และทุกคน  โดยไม่ได้อยู่บนเงื่อนไขที่ว่าผู้บริโภคจะมีเหตุมีผลในการบริโภคหรือไม่  อันจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ตอบสนองเจตนารมย์ของการเปิดโอกาส  ดังนั้นการแสดงพฤติกรรมการบริโภคจึงขึ้นอยู่กับความหลากหลายของสินค้าทางการเมืองในปริมาณมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีแนวคิดพื้นฐานของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองของหน่วยสิ่งมีชิวิต

 

ก่อนอื่นนั้นขอทำความเข้าใจแนวคิดพื้นฐานของผู้บริโภคทางการเมืองไทย  หรือประชาชนชาวไทยก่อน  ด้วยประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีแนวคิดพื้นฐานของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองแบบหน่วยสิ่งมีชีวิต  ไม่ใช่หน่วยเครื่องจักร  มีการพัฒนาจนมีประสิทธิภาพของเครือข่าย  ของกลุ่มคน  พวกพ้อง  หรือระดับมหภาค   แต่มีพัฒนาการการสร้างเสริมประสิทธิภาพปัจเจกบุคคลในระดับต่ำ  ทำให้มีพฤติกรรมที่มีลักษณะของการสำนึกร่วม  สำนึกส่วนรวม  ภาพรวมทั้งทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  อาทิ  การอ้างความชอบธรรมของประเทศชาติ  ประชาชน  ผลประโยชน์ของประเทศชาติ  ของประชาชน  ของญาติ  ของพวกพ้อง  หรือแม้แต่กระทั่งเป็นต้น  หรือกล่าวได้ว่าเป็นความเห็นแก่ตัวของกลุ่มคน  ไม่คำถึงนึงปัจเจกชน  อาทิ  

การบริจาคทอง  เงินตราต่างประเทศตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ  2541  เพื่อชำระหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศการรณรงค์  

การบริโภคของไทยในหลายยุค  การทำกิจกรรมสังคมต่างๆ  เพื่อประเทศชาติ  

การให้ความสำคัญของเงินเฟ้อ  จนละเลยบัญชีทางการเงินที่แสดงเสถียรภาพทางการเงินในระดับจุลภาค 

เป็นต้น  

แต่สิ่งเหล่านี้บางส่วนได้กลายเป็นเพียงในอดีตไปแล้ว  ท่ามกลางวิวัฒนาการของโลกเพื่อประสิทธิภาพที่ดีกว่าของการเคลื่อนย้ายทุน  (สมอง  คน  เครื่องจักร  ที่ดิน(มีการสร้างเกาะมากมาย)  เงิน  ข้อมูล)  ในด้านการผลิต  สินค้าและบริการ  ในด้านการตลาด  ทำให้เกิดการปะทะ  แลกเปลี่ยนของแนวคิดทั้งหน่วยสิ่งมีีวิต  และหน่วยเครื่องจักร  ทำให้ประชาชนในประเทศมีความหลากหลายมากขึ้นโดยสามารถแบ่งออกเป็น  3  ส่วนใหญ่  คือ  1.คนที่มีรูปแบบของแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิตสุดโต่ง  หรือเห็นแก่กลุ่ม  2.คนที่มีทั้งรูปแบบผสมระหว่างแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิต  มีทั้งเห็นแก่ตัว  และเห็นแก่กลุ่ม  3.คนที่ีมีรูปแบบของแนวคิดหน่วยเครื่องจักรสุดโต่ง  หรือเห็นแก่ตัว  การเปลี่ยนแปลงนี้ได้สร้างความหลากหลายของผู้บริโภคทางการเมืองการขึ้น  และมีแนวโน้มรูปแบบไปในทิศทางหน่วยเครื่องจักร   แต่ถ้าหากพิจารณาจุดที่เป็นตัวแทนของผู้บริโภคทั้งหมด  ข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้บริโภคทางการเมืองไทยยังอยู่  ณ  จุดที่ค่อนข้างไปทางหน่วยของสิ่งมีชีวิตที่กำลังขยับไปอยู่จุดกึ่งกลางระหว่างหน่วยสิ่งมีชีวิต  และหน่วยเครื่องจักร  หรือกล่าวได้ว่ายังคงมีแนวคิดพื้นฐานของหน่วยสิ่งมีชีวิตอยู่มากถึงแม้ว่ามีการเปิดรับแนวคิดหน่วยเครื่องจักรเข้ามาบ้างแล้วก็ตาม

 

ดังนั้น  ผู้บริโภคทางการเมืองไทยมีแนวคิดพื้นฐานค่อนมาทางหน่วยสิ่งมีชีวิต  อันมีความพึงพอใจของกลุ่มเป็นเป้าหมายของการดำเนินกิจกรรมเหนือความพึงพอใจของตน  (พยายามหาผลลัพธ์ที่เป็นที่พอใจของกลุ่ม  โดยไม่ได้ให้ความสำคัญของกระบวนการซึ่งหมายถึงความสำคัญของทุกคน)  และดูเหมือนว่าความพึงพอใจปัจเจกบุคคลเกือบไม่มีความสำคัญ  รวมถึงไม่มีการแสดง  (reveal)  ความพึงพอใจ  (จุดยืน)  ที่ชัดเจน  (นั่นหมายความว่าไม่มีความแนบแน่น  พร้อมที่จะลู่เข้าหาสิ่งที่มีกระตุ้น  หรือกระทบ  – ชักจูง  โฆษณา)   ต่างจากแนวคิดหน่วยเครื่องจักรอันมีตัวแทน  (ค่าเฉลี่ย  การถดถอย)  ที่มาจากผลรวมของความพีงพอใจของปัจเจกบุคคลเป็นเป้าหมายของการดำเนินกิจกรรม  และมาจากการแสดงความพึงพอใจของปัจเจกบุคคลที่ชัดเจนที่ได้รับการยอมรับ  (พยายามหากระบวนการในการหาตัวแทนผลรวมทั้งหมด  ให้ความสำคัญทุกคน  มีส่วนสร้างนวัตกรรม -เหมือนการ rotate  จากจุดเดิม,  เทคโนโลยี – เหมือนการ  shift จากจุดเดิม – จำนวนมาก)  ด้วยความพึงพอใจในการบริโภคทางการเมืองของไทยเป็นอย่างที่กล่าวมาข้างต้น  จะส่งผลต่อความต้องการสินค้าทางการเมืองที่มีความแตกต่างจากรูปแบบทางตะวันตก

 

มากกว่านั้นการลดต้นทุนการเข้าถึงการบริโภคทางการเมืองของประเทศไทย  จากการเปิดให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมโดยตรงทางการเมือง  เห็นได้จากรัฐธรรมนูญทั้งปีพ.ศ.  2540  และ  2550  ที่รับรองให้โอกาสการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน  ใน  3  หน้าที่ของการเมือง  ดังนี้

1.  มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอกฎหมาย  (บางอย่าง)  นั่นคือเปิดโอกาสสู่่การนำเสนอกฎหมาย  แต่ไม่ได้ตรากฎหมาย  ลดต้นทุนการเข้าถึงจาก  50,000  รายชื่อ  เหลือ  20,000  รายชื่อตามรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.  2500

2.  มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง  ด้วยเหตุทุจริต  ลดต้นทุนการเข้าถึงจาก  50,000  รายชื่อ  เหลือ  20,000  รายชื่อตามรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.  2500

3.  มีสิทธิออกเสียงประชามติ  ด้วยเหตุคณะรัฐมนตรีเสนอให้มีการออกเสียงประชามติ  และมีกฎหมายบัญญัติให้เรื่องใดต้องมีการออกเสียงประชามติ  ลดต้นทุนการเข้าถึงการเมืองโดยตรง  จากเดิมที่เป็นไปเพื่อให้คำปรึกษาครม.เท่านั้น  เป็นการนำไปสู่ข้อยุติ  หรือให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.  2500

นอกเหนือจากการลดต้นทุนการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยรัฐธรรนูญแล้ว  ยังมีการกระทำหลายอย่างที่ลดต้นทุนการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง  ไม่ว่าจะส่งเสริมหรือสนับสนุนทางใดทางหนึ่ง  อาทิ

สหภาพแรงงาน  องค์กร  หน่วยงานของแรงงานอาชีพต่างๆ  เช่น  สหภาพแรงงานรถไฟ  สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ  คุรุสภา  เป็นต้น

สภานายจ้างต่างๆ  เช่น  หอการค้า  สภาอุตสาหกรรม  กลุ่มผู้ประกอบการอาชีพต่างๆ  เป็นต้น

หน่วยการปกครองท้องถิ่นต่างๆ  เช่น  ผู้ใหญ่บ้าน  กำนัน  อบต.  อบจ.  เทศบาล  เป็นต้น

องค์กรถ่วงดุลต่างๆ  เช่น  ปปช.  ปปง.  กกต.  สตง.  ผู้ตรวจการแผ่นดิน   ศาลปกครอง  ศาลรัฐธรรมนูญ  เป็นต้น

รวมถึงสิทธิ  เสรีภาพทางการเมืองทางอ้อมต่างๆ  อาทิ

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียนการพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น

สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน

เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม

สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

เป็นต้น

 

จากความพยายามลดต้นทุนการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชนตลอด  20  ปีที่ผ่านมา  ได้สร้างแรงจูงใจต่อการแสดงออกพฤติกรรมของประชาชนในการมีส่วนรวมทางการเมืองโดยตรงมากขึ้น  (แสดงออกได้หลายทางอาจไม่จำเป็นต้องสนองเจตนารมย์)  และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น  เห็นได้จากเหตุการณ์  ปรากฎการณ์เชิงประจักษ์ในหลายครั้ง  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของการเมืองไทย

 

จากการลดต้นทุนการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองทั้งโดยตรง  และโดยอ้อมลงมากแล้วจากในอดีต  แต่ทำไมถึงยังมีการออกมาเรียกร้องตามถนนหนทางมากมาย  จากกลุ่มคนท่ีมีความหลากหลาย  ความพยายามเหล่านี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคการเมืองไทยเหรอ

คำตอบคือความพยายามในการลดต้นทุนการเข้าถึงนั้นเพียงพอต่อความต้องการแล้ว  ณ  ปัจจุบัน  ในทางกลับกันความพยายามในการสร้างการสะสมการบริโภคทางการเมืองในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ  ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างการสะสมการบริโภคทางการเมืองถ้าต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองตามเจตนารมย์   ไม่มีการบิดเบือนพฤติกรรม  นั่นคือแสดงออกทางพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องตามเจตนารมย์เป็นสิ่งไม่พึงประสงค์   จึงทำให้เกิดการออกมาแสดงสิทธิ์การมีส่วนร่วมทางการเมืองตามท้องถนน  สถานที่ราชการ  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เนื่องมาจากสาเหตุหลัก  2  ประการดังนี้

 

1.  ภาวะขาดแคลนสินค้าทางการเมือง  เป็นเหตุ  หรือปัจจัยเชิงปริมาณ  คือ  มีชนิดสินค้าทางการเมืองในปริมาณต่ำ  และเป็นการบริโภคทางอ้อมทั้งสิ้น  เช่น  สส. (บริโภคทางอ้อม)  สว. (บริโภคทางอ้อม)  การยุบพรรคการเมือง  (บริโภคทางอ้อมผ่าน  กกต.)  เป็นต้น  มากกว่านั้นได้มีผู้เขียนร่วมของเรา – bankngam – ได้นำเสนอสินค้าตัวใหม่เพ่ือเป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภคทางการเมือง  คือ  กฎหมายให้ประชาชนฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายในกรณีที่พรรคการเมื่อไม่สามารถทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับประชาชนได้เช่น หากสัญญาว่าจะทำ 30 บาทรักษาทุกโรค ทว่าถึงเวลาจริงทำไม่ได้ พรรคต้องจ่ายเงินคินให้กับสังคมในมูลค่าเท่ากับราคาตลาดของนโยบาย เป็นต้น  (อ้างอิงจาก  การแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในตลาดการเมือง: การยุบพรรค ยาแรงที่ไม่เพียงพอ  โดย  bankngam)  ส่วนสิทธิ์ในการร้องขอกฎหมาย  การถอดถอน  นั้นไม่ได้เป็นสินค้า  เป็นเพียงโอกาสที่เพิ่มขึ้น  หรือลดต้นทุนการเข้าถึง  ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายนั้น  การถอดถอนน้ันได้รับการตอบสนอง  หรือได้รับการบริโภคนั้นเอง

 

2.  ภาวะความไม่ต้องการบริโภคสินค้าทางการเมืองที่มีอยู่  เป็นเหตุ  หรือปัจจัยเชิงคุณภาพ  คือสินค้าทางการเมืองที่มีอยู่ไม่ได้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทางการเมือง  ด้วยสาเหตุที่ไม่สามารถตอบสนองความพึงพอใจของผู้บริโภคการเมืองไทย  สินค้าทางการเมืองหลายตัวเราได้ยึดเอารูปแบบของระบอบการเมืองประเทศตะวันตกมาใช้  โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก  พูดง่ายๆได้ว่ารับเอาของเขามาขายต่อ  (เป็นคนกลาง  (traders)  อย่างที่คนไทยถนัด)  ซึ่งไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค  จากที่กล่าวมาข้างต้น  ในการอธิบายความพึงพอใจของผู้บริโภคการเมืองไทยที่มีความต้องการสินค้าทางการเมืองที่มีความแตกต่างจากรูปแบบทางตะวันตก  จึงเป็นไปได้มากที่จะถูกปฏิเสธ  และไม่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค

 

จากเหตุที่กล่าวมาทั้งสองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคการเมืองไทยแสดงพฤติกรรมออกมาเรียกร้อง  บริโภคสินค้าทางการเมืองตามท้องถนน  สถานที่สำคัญจากการการสร้างแรงจูงใจทางลบจากภาวะขาดแคลลนสินค้าทางการเมือง  และสินค้าที่ไม่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค  และสร้างแรงจูงใจทางบวกโดยลดต้นทุนการเข้าถึงการบริโภคการเมืองไทย   จึงไม่แปลกใจเลยที่แกนนำทั้ง  6  ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  รวมถึงการเข้าร่วมจากสหภาพแรงงานกลุ่มอาชีพต่างๆ  อาทิ  การไฟฟ้า  ประปา  การท่าเรือ  นักเรียน  นิสิต  นักศึกษา  อาจารย์  เป็นต้น  ต้องออกมาแหกปากข้างถนน  เหมือนที่ใครๆหลายคนเข้าใจอยู่

วังว่าในอนาคตจะมีสินค้าทางการเมือง  พื้นที่ทางการเมืองที่ตอบสนองผู้บริโภคการเมืองไทยมากขึ้น

ปรากฎการณ์ที่ไม่พึงประสงค์จะได้ไม่ต้องเกิดขึ้นซ้ำแล้วซำ้อีก

Read Full Post »