Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘เสวนา’

recommendare

 

บันทึก

จากเสวนาหัวข้อ  “สิทธิชุมชน ชุมชนไม่มีสิทธิ์”

 

โครงการเสวนา “รัฐธรรมนูญไทยในหล่มโคลน”

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

ณ  ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  9 – 12  น. 

บรรยาย  โดย

ศาสตราจารย์ เสน่ห์ จามริก  ประธานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์     อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กล่าวดังนี้

 

ศาสตราจารย์ เสน่ห์ จามริก

 

สำหรับวันนี้การเสวนาในเรื่อง”สิทธิชุมชน ชุมชนไม่มีสิทธิ์” เนื้อหาหลักจะเกาะอยู่กับเรื่องราวใน 3 ประเด็นด้วยกันคือ 1. เรื่องของปัญหาเกี่ยวกับสิทธิชุมชน, 2. เรื่องของสาเหตุที่ว่า ทำไมชุมชนไม่มีสิทธิ์ และ 3. ทางออกของภาคประชาชน วันนี้เรามีวิทยากร 2 ท่านคือ ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก, ปัจจุบันท่านเป็นประธานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กับ ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นอกจากนี้ท่านยังเป็นเมธีวิจัยอาวุโสของ สกว.ด้วย  เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมจึงขอเชิญท่านอาจารย์เสน่ห์ จามริก เป็นผู้เริ่มก่อนครับ

 

เสน่ห์ จามริก : สวัสดีครับ, ไหนๆเราก็มาพูดกันที่คณะรัฐศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันการศึกษา แล้วก็หัวข้อหลักในการเสวนาคือเรื่องสิทธิชุมชนในวันนี้ แต่ความจริงแล้ว เจตนาของผู้จัดต้องการให้พูดเรื่องสิทธิชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในหลายๆหัวข้อที่ผู้เข้าร่วมเสวนาคงทราบดีว่ามีเรื่องอะไรบ้างในช่วงเดือนนี้ ทั้งหมดเป็นหัวข้อซึ่งมุ่งที่จะตอบคำถามว่า รัฐธรรมนูญไทยในหล่มโคลน เป็นอย่างไร

 

ผมขอทำความเข้าใจในเรื่องรัฐธรรมนูญก่อนสักนิดหนึ่ง ซึ่งผู้ดำเนินการอภิปรายได้พูดถึงรัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบัน ความจริงแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกเรียกชื่อกันหลายๆอย่าง เช่น รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่สำหรับผมเรียกว่า”รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง” บอกว่ามีผู้ออกแบบให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ผมก็อยากจะทำความเข้าใจตรงนี้เพื่อให้เข้าใจรัฐธรรมนูญอย่างถ่องแท้ขึ้นตามสมควร ในฐานะที่พวกเราเป็นประชาชนคนไทยซึ่งจะต้องมีส่วนรับผิดชอบในความเป็นไป ในความศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ศักดิ์สิทธิ์ ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ

 

อันนี้ไม่ใช่อยู่ที่ผู้ออกแบบ หรือไม่ใช่อยู่ที่ สสร. แน่นอน สสร. และผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เป็นกฎหมายสูงสุด แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นเพียงตัวบทกฎหมาย รัฐธรรมนูญเป็นมากกว่านั้น ตรงนี้ผมรู้สึกว่าเราไม่ค่อยได้มีการพูดถึงกัน ดังนั้นผมจึงอยากจะพูดตรงนี้เพื่อให้พวกเราได้ตระหนักถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญ มิฉะนั้นแล้วทุกครั้งที่มีปัญหา ก็บอกว่าจะต้องไปถาม สสร. ไปถามนักกฎหมายมหาชน ไปถามศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้ไม่ใช่ครับ  มีนักวิชาการอเมริกันท่านหนึ่งซึ่งอาวุโสมากแล้ว ได้เคยให้นิยามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมได้อ้างไว้ในหนังสือที่ผมเขียนว่า รัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนเป็น”อัตชีวประวัติของสังคมการเมืองหนึ่งๆ” ถ้าเป็นสังคมเราก็เป็นอัตชีวประวัติของสังคมการเมืองไทย หรือถ้าเป็นสังคมอื่นๆ เช่น อังกฤษ อเมริกัน ก็ว่าไป

 

คำว่า”อัตชีวประวัติ”ก็คือประวัติของตัวเอง แปลว่าอะไร?

 

แปลว่า รัฐธรรมนูญเปรียบเหมือนเป็น การบันทึกถึงโลกชีวิตของสังคมไทย เมื่อเป็นโลกชีวิต ชีวิตไม่ได้เกิดวันนี้พรุ่งนี้ แต่โลกชีวิตก็มีอดีต มีประวัติศาสตร์ มีปัจจุบันและก็มีอนาคต แล้วก็มีเจตนารมณ์ของคนไทย รัฐธรรมนูญฉบับนี้กับอีกหลายๆฉบับที่ผ่านมา บอกว่าเป็นอัตชีวประวัติ เป็นประวัติชีวิตของสังคมการเมืองไทย ก็อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นการบันทึกประวัติของสังคมการเมืองไทยเป็นมาอย่างไร และทีนี้ถ้าพวกเราอ่านหนังสือสักนิด ก็จะเข้าใจว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงมา ตั้งแต่ที่เราถูกจักรวรรดิ์นิยมตะวันตกเข้ามาเบียดเบียน นับแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติ 2475  เกิดรัฐประหาร 2490 เกิดรัฐประหาร 2501 ของจอมพลสฤษดิ์ แล้วก็มีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยจนเกิดปัญหา 14 ตุลาคม 2516 จากนั้นก็ 6 ตุลาคม 2519 ต่อจากนั้นก็มีรัฐธรรมนูญครึ่งใบของพลเอกเปรม ติณสูรานนท์ แล้วก็มาถึงประชาธิปไตยเต็มใบในสมัยของพลเอกชาติชาย แล้วก็เกิดรัฐประหาร ผมเรียกว่า รัฐประหารหลงยุค คือไม่รู้ว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว กูจะรัฐประหารท่าเดียว ในปี 2534 ของพลเอกสุจินดา แล้วก็เกิดพฤษภาทมิฬในปี 2535 จากปี 2535 เกิดการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปต่างๆ ซึ่งผมจะพูดถึงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีใจความว่าอย่างไร

 

ช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2535-40 ซึ่งเป็นปีกำเนิดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตุลาคม 2540 ในช่วง 5 ปีนั้นมีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างนั้นอย่างนี้ ก็มีการจัดตั้ง สสร.ขึ้นมา และได้บัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นในปี 2540 จนบัดนี้ประมาณ 6 ปีที่เราได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเหมือนกับเป็นการรวบรวมปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาการใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่กดขี่ข่มเหงประชาชน การทุจริตคอรัปชั่น อะไรต่างๆพวกนี้ ความไม่เป็นธรรมทางสังคม การพัฒนาที่ทำให้ทรัพยากรของเราต้องเสื่อมโทรมลงไป ชุมชนเกิดการแตกสลายต้องหนีความยากจน อะไรพวกนี้ มันได้มาบรรจุในรัฐธรรมนูญหมด ผมอยากจะให้พวกเราเข้าใจตรงนี้

 

เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งที่มีชีวิต ไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งซึ่งถูกออกแบบขึ้นมาเป็นตัวหนังสือเท่านั้น แต่มีมากกว่านั้น เป็นแต่เพียงว่าผู้ที่อยู่ในฐานะอำนาจในการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เห็นแต่ตัวหนังสือ ไม่ได้เห็นชีวิตความเป็นมาและจิตวิญญาณ รวมทั้งเจตนารมณ์ของประชาชนในสังคม เพราะว่ามันเป็นจิตวิญญาณและเจตนารมณ์ที่ยังอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ  ในขณะเดียวกัน วัฒนธรรมทางการเมืองของกลุ่มที่ผมเรียกรวมๆว่า “ชนชั้นนำ” ชนชั้นนำในที่นี้ผมหมายถึง กลุ่มชนที่อยู่ในอำนาจทางการเมือง อยู่ในอำนาจราชการ และนักวิชาการปัญญาชนด้วย ยังมีวัฒนธรรมการเมืองที่ค่อนข้างจะ ผมใช้คำว่า “มีลักษณะที่เป็นวัฒนธรรมที่แปลกแยกออกจากเจตนารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ปัญหาของประชาชนส่วนใหญ่” ตรงนี้คือปัญหา

 

เพราะฉะนั้น คำว่า” รัฐธรรมนูญไทยในหล่มโคลน” ผมตีความอย่างนี้ มันเกิดปัญหา เราต้องตีความให้แตกว่า เราติดปัญหาเรื่องอะไร ที่นี่เป็นคณะรัฐศาสตร์ จะต้องให้ความชัดเจนตรงนี้ “ในหล่มโคลน”หรือว่าจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ ก็คือปัญหาช่องว่าง ความลักลั่น ความแปลกแยก ระหว่างวัฒนธรรมทางการเมืองของชนชั้นนำ ทั้งในทางราชการในระดับอำนาจการเมือง แล้วก็ระดับนักวิชาการปัญญาชน เรายังมีปัญหาตรงนี้ เพราะฉะนั้น พอรัฐธรรมนูญออกมา มันจึงเกิดปัญหารัฐธรรมนูญที่ไม่มีผลใช้บังคับตามเจตนารมณ์อย่างแท้จริง อันนี้คือข้อคิดเบื้องต้นที่อยากจะฝากเอาไว้

 

ทีนี้ในเนื้อหาสาระ ผมอยากจะให้ทุกคนได้เข้าใจ ไม่ใช่เข้าใจรัฐธรรมนูญเพราะไปนั่งอ่านมาตรานั้น มาตรานี้ แต่อยากให้อ่านมาตราต่างๆด้วยความเข้าใจอย่างที่ผมได้พูดมาตั้งแต่ต้น ว่าเพราะมันเกิดเหตุนี้ จึงมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือบทบัญญัติแบบนี้ขึ้นมา ผมจะอ่านให้ฟังครับ อาจจะเสียเวลานิดหน่อย เพราะเวลาที่มีปัญหาเราไม่ค่อยได้พูดถึงสิ่งที่มันเป็นหลักเป็นฐานตามสมควร

 

ในอารัมภบทอะไรก็ตามที่อยู่ในอารัมภบท มันแปลว่ามันบรรจุเจตนารมณ์ แก่นสาร เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐธรรมนูญหมวดอื่น มาตราอื่นจะต้องอยู่ภายใต้กำกับของข้อความ 2-3 บรรทัดตรงนี้ บอกว่า ได้ร่างรัฐธรรมนูญโดยมีสาระสำคัญ ตรงนี้นะครับ ข้อความ 3 บรรทัด

โดยมีสาระสำคัญเป็นการส่งเสริม คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน, นั่นข้อหนึ่ง, คำอธิบายว่า เพราะเหตุที่เป็นมามันกดขี่เหยียบย่ำเสรีภาพ เขาจึงต้องยืนยันอันนี้ขึ้นมา

ประการที่สอง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง เพราะที่เป็นมานั้น พยายามร่างรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้ง แต่จริงๆแล้ว ผู้ปกครองกีดกันไม่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองอย่างแท้จริง จึงได้บรรจุข้อความตรงนี้ไว้

และข้อสาม ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น เพราะว่าการใช้อำนาจรัฐที่ผ่านมานั้น มันทุจริตคอรัปชั่น เบียดเบียน ข่มเหงทรัพย์สมบัติของประชาชน

ทั้งสามข้อนี้ รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ มาตราอื่นๆจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับนี้ นั่นประการที่หนึ่ง

 

ประการที่สอง ให้ไปอ่านบททั่วไป รัฐธรรมนูญจะมีอารัมภบทและมีบททั่วไป บททั่วไปมาตรา 4 เป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญไทยได้บัญญัติเรื่อง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันนี้ไม่เคยพูด แต่คำว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้เคยพูดมาตั้งแต่สมัยปฏิวัติฝรั่งเศส อันนี้ที่เอามากล่าวไว้ตรงนี้มิได้เป็นการก๊อปปี้เขา แต่มาเริ่มเห็นแล้วว่า คนไทยถูกปฏิบัติอย่างไร้ศักดิ์ศรี คนกระทำผิด ผิดหรือไม่ผิด ถูกจับถูกซ้อม ถูกทำทารุณกรรมต่างๆ

 

คำว่า”ศักดิ์ศรี” แปลว่าอะไร ผมขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างเช่น คนผิวดำที่เมืองซานฟรานซิสโก เกิดความไม่พอใจ เกิดการเข้าทุบทำลายทรัพย์สมบัติตามร้านค้าต่างๆ ถูกจับได้ เขาก็ทำผิดครับ แต่ตำรวจผิวขาวอเมริกันจับมาแล้วซ้อม ศาลอเมริกันบอกว่า เป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะว่าเขาทำผิด จับได้ก็ต้องปฏิบัติอย่างที่เขามีสิทธิ์เหมือนกัน อันนี้ให้เราเข้าใจว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มันคืออะไร  ตรงนี้คนไทยทุกคนจะต้องคิดให้ได้ ถ้าคิดไม่ได้ ไปบอกว่าความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญอยู่ที่ศาล ผมว่าไปไม่ได้ รัฐธรรมนูญจะไม่มีวันประสบความสำเร็จแน่นอน อันนี้ก็คือประเด็นที่สองซึ่งอยากจะพูดถึง ขอเสียเวลาตรงนี้นิดหนึ่ง เพราะว่าเวลาพูดถึงเรื่องสิทธิชุมชน มันเป็นเรื่องปลายมากๆ ถ้าเรามีตรงนี้แล้ว ก็จะทำให้ความเข้าใจของเรากับประเด็นต่างๆที่เราจะพูดถึงต่อไป มันมีความหมาย มันมีรากฐานที่มั่นคง

 

ฉะนั้น บททั่วไปก็เช่นเดียวกัน เหมือนกับอารัมภบท บทบัญญัติอะไรต่อๆไปของการใช้อำนาจจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับตรงนี้ ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรี อันนี้ยังไม่พอ ในหมวด 3 ว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย สองมาตราสำคัญ เป็นมาตราที่ไม่ได้พูดว่าใครมีสิทธิ์อย่างไร แต่เป็นมาตราที่ 26 บอกว่า การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ เห็นไหมว่าเป็นการตอกย้ำอีกครั้ง ตอกย้ำอารัมภบท ตอกย้ำสิ่งที่พูดในบททั่วไป  มาตรา 27 สำคัญมาก บอกว่า สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญมีรับรองไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครอง และผูกพันรัฐสภา หมายความว่า รัฐสภาจะออกกฎหมาย ไม่ใช่ว่าออกกฎหมายโดยคะแนนเสียงข้างมากอย่างเดียว ต้องดูด้วยว่า ขัดกับเจตนารมณ์หรือไม่

 

เห็นไหมครับว่า ไม่ใช่ใครคุมเสียงข้างมากแล้ว จะออกกฎหมายหรือทำอะไรก็ได้ แต่ต้องมีเงื่อนไข ต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คนที่คอยตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐสภาก็ต้องประชาชนครับ เห็นไหมครับ “ผูกพันรัฐสภา”, “ผูกพันคณะรัฐมนตรี”, คณะรัฐมนตรีจะใช้อำนาจอะไรลงมติอย่างไร ต้องคำนึงถึงเกณฑ์ที่ผมพูดมาเบื้องต้น  และ”ผูกพันศาล”เหมือนกัน ทั้งๆที่มีกฎหมายว่าอย่างนี้ แต่ถ้ามันขัดกับตรงนี้แล้ว ศาลจะต้องวินิจฉัย พิพากษาคดีให้เป็นไปตามเจตนารมณ์อันนี้ ตัวศาลเองจะต้องปรับการวินิจฉัย ปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ ไม่ใช่ว่านั่งอ่านหนังสือแล้วตีความตามนั้น ไม่ใช่ เดี๋ยวผมจะพูดว่าความล้มเหลวอยู่ที่ไหน? ซึ่งพอดีจะมีการพูดถึงนิติศาสตร์อำพรางอะไรด้วยในวันพรุ่งนี้ ผมไม่ทราบว่าจะพูดถึงหรือเปล่า แต่ผมขอพูดถึงตรงนี้ด้วย จะได้เป็นทางให้เราได้คิดกันต่อไป

 

เห็นไหมครับว่า สองมาตรา คือมาตราที่ 26, 27 ยังกำกับไว้อีก การใช้อำนาจต้องมีเงื่อนไข ไม่ใช่ไม่มีเงื่อนไข พวกเรายังเข้าใจว่าระบอบประชาธิปไตยนั้น ใครมีเสียงข้างมาก จะออกกฎหมายอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่ครับ และนอกจากนั้นยังมีมาตราต่างๆอย่างเช่น มาตราที่ 46 ซึ่งพูดถึงเรื่องของสิทธิชุมชน อันนี้ผมเอาไว้พูดทีหลัง

 

ก่อนอื่นผมอยากจะพูดไว้ตรงนี้ เพื่อให้เข้าใจเสียก่อนว่า โดยที่สัมมนาซึ่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจัด ได้ยกประเด็นเรื่อง “รัฐธรรมนูญไทยในหล่มโคลน” ขึ้นมาเป็นโจทย์ ผมอยากจะถือโอกาสขยายตรงนี้ให้ได้เนื้อหาสาระเสียก่อน มิฉะนั้นแล้วเราจะไปพูดปัญหาต่างๆ แล้วก็จะไม่มีตัวแม่บทซึ่งเราจะนำมาเป็นตัววินิจฉัย หวังว่าในหลักการเบื้องต้น ผมขอเอาไว้เพียงแค่นี้ก่อน และถ้ามีอะไรเพิ่มเติมก็ขอให้เราสนทนากันหลังจากนี้อีกทีหนึ่ง

 

ต่อมาก็คือว่า ทำไมเรามาพูดถึง”สิทธิชุมชน”? ถ้าจะพูดกันตามตำราจริงๆแล้ว โดยเฉพาะเวลาเราพูดถึงสิทธิมนุษยชน เรามักจะไปลอกเอาตำราของตะวันตก โดยเราไม่ได้ตระหนักว่าตำราสิทธิมนุษยชนของตะวันตกนั้น ก็เป็นตำราที่ได้ทำขึ้นบนพื้นฐานของประสบการณ์เฉพาะของตะวันตก

 

ของอะไรที่มาจากฝรั่ง เรามักจะบอกว่าเป็นสัจธรรมสากล ไม่ใช่! ในสังคมไทยเราก็มีบริบทเฉพาะในสังคมของเรา แต่ที่พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าสิทธิมนุษยชนนั้นจะแยกเป็นของไทย ของฝรั่ง ไม่ใช่! มันเป็นสากลครับ คือความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ธรรมชาติเป็นสากลเหมือนกันหมด ทุกหนทุกแห่งในโลก เป็นแต่เพียงว่าวิถีชีวิตในตะวันตกกับในภูมิภาคของเรามันแตกต่างกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน สิทธิแบบไหนมันเกิดขึ้นแตกต่างหลากหลาย พูดง่ายๆคือมันมีความแตกต่างหลากหลายกัน

 

เวลานี้สิทธิมนุษยชนในตะวันตกบอกว่า ต้องเป็นสิทธิเฉพาะของบุคคล ของชุมชนมีไม่ได้ สิทธิ์ต้องเป็นเรื่องตัวปัจเจกบุคคล เขียนเป็นตำราพูดเอาไว้อย่างเด็ดขาดเลย ซึ่งตรงนี้ขอทำความเข้าใจ ในสังคมไทยเราต้องคิดถึงบริบทความเป็นจริงของเรา ถ้าเป็นอย่างนั้นและถามผมว่า ถ้าอย่างนั้นผมจะนิยามสิทธิมนุษยชนว่าอะไร จึงจะครอบคลุมอย่างนี้ได้? คำตอบของผมก็คือว่า ถ้าจะพูดจริงๆแล้ว ถ้าจะบอกว่าสิทธิมนุษยชนคืออะไร? อาจจะตอบว่า คือสิทธิที่จะเดินทางไปไหนก็ได้ สิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็น ถ้าพูดอย่างนี้แล้วไม่มีวันจบ มันจะมีเป็นร้อยเป็นพันชนิดตามสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น

 

ผมพูดคำเดียวว่า “สิทธิมนุษยชนคือ สิทธิในชีวิตและสิทธิในปัจจัยการดำรงชีวิต เป็นสิทธิพื้นฐานที่สุด”

 

ของตะวันตก สิทธิในชีวิต สิทธิในปัจจัยการดำรงชีวิต มาในยุคที่เขามีการเปลี่ยนแปลง เขาก็บอกว่า สิทธิในชีวิตก็มีเพิ่มขึ้นมาในปัจจัยการดำรงชีวิต ก็คือสิทธิในทรัพย์สิน หมายความว่า เวลาที่เราใช้แรงงานของเรา เวลาที่เราใช้ปัญญาของเราไปเก็บเกี่ยวในธรรมชาติขึ้นมาเป็นผลงานของเรา อันนี้คือทรัพย์สินของเรา ฝรั่งจึงบอกว่า สิทธิในทรัพย์สินเป็นสิทธิมนุษยชนอันหนึ่ง แต่ว่าเราเข้าใจไม่ตลอด

 

ความเข้าใจที่แท้จริงก็คือว่า ที่สิทธิในทรัพย์สินเป็นสิทธิมนุษยชนก็เพราะว่า ทรัพย์สินอันนั้นเป็นสิ่งที่เขาเก็บเกี่ยวจากธรรมชาติมาดำรงชีวิตของเขา มันก็เป็นสิทธิ์ในชีวิตนั่นเอง ดังนั้นสิทธิในชีวิตจึงเป็นสิทธิที่เป็นแกนกลางที่สุด หลังจากนั้นมันก็แตกลูกแตกหลานออกไปตามสภาวะที่แตกต่างกัน  ที่นี้หันกลับมาที่สังคมไทย “สิทธิชุมชน”ซึ่งตะวันตกไม่ถือว่าเป็น”สิทธิมนุษยชน”นั้น เพราะว่าเขามีวิถีชีวิตในแบบฉบับของสังคมอุตสาหกรรม ถือปัจเจกเป็นใหญ่ และมีประวัติศาสตร์ยืดยาวเรื่องความคิดความอ่าน เรื่องปรัชญา ซึ่งวันนี้ผมจะไม่ขอพูดตรงนี้ แต่เราต้องเข้าใจตะวันตกให้ได้

 

แต่ในกรณีของเราจะเห็นว่า สิทธิในชีวิต ปัจจัยในการดำรงชีวิตมนุษย์อยู่ในวิถีชีวิตของสังคมที่ผมเรียกว่า “สังคมฐานทรัพยากรธรรมชาติเขตร้อนของโลก” ของเราไม่เหมือนกับคนอื่นเพราะว่าอยู่ในโซนร้อน ฐานทรัพยากรธรรมชาติ เดี๋ยวอยากจะขออาจารย์อานันท์ให้อธิบายขยายความตรงนี้ ฐานทรัพยากรธรรมชาติเขตร้อนเป็นฐานทรัพยากรที่มีความบอบบาง ละเอียดอ่อน แต่มีความอุดมสมบูรณ์สารพัดอย่าง ในขณะเดียวกันมันก็เป็นฐานทรัพยากรที่สร้างวิถีชีวิตของชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับทรัพยากรธรรมชาติ มันมีความสัมพันธ์เป็นวิถีชีวิต เกิดเป็น 2 สิ่งที่ตามมาคือ

 

“วัฒนธรรมประเพณีในความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ”

 

ของฝรั่ง ธรรมชาติไม่มีคุณค่าความหมายไปมากกว่าเป็นเพียงวัตถุดิบเพื่อเอามาป้อนโรงงาน แต่ว่าธรรมชาติสำหรับเราคือ องค์ประกอบของชีวิต แล้วก็เมื่อเป็นอย่างนี้เพื่อความอยู่รอด เขาก็ต้องรู้จักเรียนรู้ สะสมความรู้ จนกระทั่งเป็นภูมิปัญญาที่จะจัดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งพูดตามสมัยใหม่ เพราะว่าถ้าเขาไปทำลายธรรมชาติ ก็เท่ากับไปทำลายชีวิตเขา เพราะฉะนั้นตรงนี้ ความเป็นชุมชนจึงเป็นสิทธิมูลฐาน ไม่ใช่เป็นสิทธิที่แตกลูกแตกหลานออกไป แต่เป็นสิทธิมูลฐานของคนไทยซึ่งมีวิถีชีวิตบนฐานทรัพยากรดังกล่าวมาแล้ว  เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการดำรงคงอยู่ จึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผมเรียกว่า”บูรณาภาพ” ผมใช้คำนี้คงไม่ได้พูดภาษาบดีมากเกินไป หมายความว่า ความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ความมั่นคงของทรัพยากร เพราะว่าทรัพยากรเขตร้อนของเรา สมมุติว่าคุณไปให้สัมปทานป่า ทำลายป่าไปผืนหนึ่ง มันทำลายสิ่งที่เป็นสมบัติซึ่งสำคัญที่สุด คือ”ความหลากหลายทางชีวภาพ” ประเดี๋ยวอาจารย์อานันท์ คงจะขยายความตรงนี้ด้วย

 

ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากร และไม่ว่าจะเป็นลุ่มน้ำ ชายฝั่ง บนเขา หรือที่ราบอะไรก็ตาม เป็นทรัพยสินทางปัญญาซึ่ง พูดในสมัยของฝรั่งเดี๋ยวนี้คือ “ทรัพย์สินทางปัญญา” และด้วยความเห็นแก่ตัวของสังคมวัฒนธรรมฝรั่ง จึงเห็นว่าสิ่งที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาคือสิ่งที่เขาจะฉกฉวยได้ ตามความได้เปรียบทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งตรงนี้ก็มีความละเอียดอ่อนต่อไปอีก

 

ฉะนั้นผมจึงอยากจะเรียนตรงนี้ว่า สิทธิชุมชนที่ว่านี้คือสิทธิมูลฐานของประชาชนคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท

 

ทีนี้คำถามว่า “ชุมชนไม่มีสิทธิ์” ชุมชนเกิดไม่มีสิทธิ์เพราะอะไร? เพราะว่าตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ เราได้ทำการพัฒนาอุตสาหกรรมเลียนแบบตะวันตก และถ้าเราไปอ่านประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมของตะวันตก จะเห็นว่าเขาได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรม บนพื้นฐานของการทำลายชนบท สมัยนั้นเขาทำลายชนบทเพราะอะไร เขาปิดกั้นคนเคยใช้ทรัพยากรธรรมชาติ คนที่เคยใช้พื้นที่สาธารณะ เขาปิดกั้นหมดเพื่อมาเลี้ยงแกะ เพื่อมาทำอุตสาหกรรมผ้าและอะไรต่างๆพวกนี้ เสร็จแล้วเมื่อปฏิวัติอุตสาหกรรม เขาต้องการ 2 อย่าง คือ

 

1. พื้นที่ในการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม
2. ต้องการแรงงาน

 

การล้มละลายของชนบทคือ สิ่งที่เป็นโชคลาภของอุตสาหกรรม เขาก็จะได้แรงงานราคาถูก

เหมือนกันครับ แบบแผนการพัฒนาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ก็เป็นแบบนั้น ชนบทไทยก็จึงล่มสลาย เราจะเห็นว่าเวลานี้กรุงเทพมีสลัม มีอาชญากรรม โสเภณี โรคภัยไข้เจ็บ เดี๋ยวนี้คือโรคเอดส์ สารพัดไปหมด เหมือนกันครับ อันนี้เราจำลองตะวันตก หมายความว่าเอาแบบแผนของเขามาใช้ในบริบทที่เราเป็นอีกแบบหนึ่ง ถึงในแบบของเขา เขาก็ได้ทำลายสังคมของเขามาตั้งแต่อดีต อันนี้ไม่ใช่ผมพูดเอง นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสำคัญอย่างเช่น ศาสตร์จารย์คาร์ล โพลานยี ได้บันทึกเอาไว้ ผมเขียนอะไรพูดอะไรจะอ้างถึงบุคคลคนนี้เสมอ

 

แล้วในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาร้อยกว่าปีนี้ ในสมัยจักรวรรดิ์นิยมแล้วมาถึงยุคพัฒนา ก็เป็นประวัติศาสตร์ที่ประชาชาตินอกตะวันตกได้ถูกทำลายไป ไม่เฉพาะในประเทศไทย โดยเหตุนี้ในขณะเดียวกัน ในการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง หรืออย่างที่เรียกว่า”การเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัย” เราต้องให้ทันแบบฝรั่ง เอาตะวันตกเป็นเกณฑ์ ยุคพัฒนาก็เอาตะวันตกเป็นแบบฉบับ สิ่งที่ตามมาคืออะไร คือระบบการศึกษา ผมขอพูดตรงนี้นะครับ

 

ถ้าเราจะพูดถึงชุมชนไม่มีสิทธิ์ ผมไม่อยากจะให้พูด หรือคิด หรือมองแต่เพียงว่า เพราะองค์กรอย่างศาล อย่างราชการไม่บังคับใช้กฎหมาย ต้องเข้าใจให้ลึกลงไปกว่านั้นอีก ว่าทำไมเขาจึงไม่คิดอ่านจะบังคับใช้กฎหมายอย่างนี้เพราะอะไร? เพราะเขามีสิ่งที่เรียกว่า”วัฒนธรรมการเรียนรู้ที่แปลกแยกออกไปจากสังคม” ไม่ได้เห็นความสำคัญของทรัพยากร

 

ผมทำวิจัย ทำงานกรรมการสิทธิฯทุกวันนี้ ข้าราชการ นักวิชาการไทย ไม่เคยเข้าใจ ไม่ยอมรับรู้ด้วย แต่ไปเข้าใจทรัพยากรธรรมชาติแบบฝรั่ง มีปัญหามากมายครับ ด้วยเหตุนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้บันทึกปัญหาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีมาตราต่างๆ อย่างเช่นยกตัวอย่าง มาตรา 46. บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม (ผมทราบมาว่า คำว่าดั้งเดิมมีการต่อรองใน สสร.) ย่อมมีสิทธิ์อนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ มีส่วนร่วมในการจัดการและบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน

เห็นไหมครับ มาตรานี้เหมือนกับเป็นการบันทึกสิ่งที่เราได้ผิดพลาดล้มเหลวมาจากอดีต บอกไว้ว่าต่อไปนี้ให้ชุมชนมีสิทธิอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ยอมรับรู้ถึงความชอบธรรมของวัฒนธรรมประเพณี ต้องฟื้นฟูขึ้นมา  และในมาตราที่ 56 มาตราสำคัญซึ่งรองรับมาตรา 46 บอกว่า สิทธิ์ของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐกับชุมชน ตอนนี้คำว่าชุมชนเริ่มเข้ามาแล้ว ในการบำรุงรักษา ในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ อันนี้เป็นครั้งแรกครับที่ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ได้ปรากฏขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ มันเป็นการบันทึกถึงความล้มเหลวที่เป็นมาจากอดีต แต่ตรงนี้ ความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นสิ่งที่นักวิชาการ ปัญญาชน ข้าราชการ และนักการเมือง รวมทั้งสถาบันวิชาการ รวมทั้งธรรมศาสตร์ไม่มีความเข้าใจ

 

นี่คือช่องว่างทางปัญญา ช่องว่างทางวัฒนธรรมการเรียนรู้ อันนี้คือสมุฏฐานอันแท้จริงของปัญหาซึ่งเรากำลังพูดถึงความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ตรงนี้เป็นปัญหาที่ผมพูดเพื่อให้เราได้เจาะลึก ได้คิด ในระบอบประชาธิปไตยที่พัฒนามาอย่างนี้แล้ว ถ้าประชาชนไม่มีบทบาทในการศึกษาเรียนรู้ซึ่งเจาะลึกลงไปในปัญหาเช่นนี้แล้ว ผมคิดว่าจะมีปัญหามาก

 

ฉะนั้น ผมจึงอยากสรุปรวมความตรงนี้ว่า ในขณะนี้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เป็นเจตนารมณ์ที่ได้ประสบกับความล้มเหลว ด้วยสมุฏฐานหลักๆสองประการ ผมขอยกเป็นการท้าทายตรงนี้ด้วย

ประการแรก คิดว่าเป็นปมปัญหาจากนิติศาสตร์ที่เรายังสืบทอดวัฒนธรรมอำนาจนิยม มาจนกระทั่งจนถึงปัจจุบัน เมื่อพูดถึงอย่างนี้แล้ว ผมอยากจะเติมคำว่ารัฐศาสตร์เข้าไปด้วย รวมทั้งศาสตร์ต่างๆ แต่เมื่อเราพูดกฎหมายก็จึงขอย้ำถึงนิติศาสตร์  นิติศาสตร์เราไปเอารูปแบบของหลักนิติศาสตร์ที่เรียกว่า positivism คือหมายถึงกฎหมายซึ่งนักทฤษฎีนิติศาสตร์ของอังกฤษ ออสติน ได้เคยนิยามว่า กฎหมายคือ คำบัญชาของผู้ทรงอำนาจสูงสุด หมายความว่ากฎหมายคือคำสั่ง คืออำนาจ อันนี้คือ”นิติศาสตร์อำนาจนิยม”

 

แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดูหลักธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองนี่ละครับ หลักธรรมศาสตร์นั้นให้การรับรู้ถึงความชอบธรรมของกฎประเพณีของชุมชน ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ไปอ่านกฎหมายตราสามดวงดู เวลาที่พระเจ้าแผ่นดินจะออกประกาศพระบรมราชโองการ ซึ่งเราก็รู้ว่าเป็นกฎหมาย หรือจะทรงวินิจฉัยคดี พระเจ้าแผ่นดินก็ต้องไปถามชุมชนว่า ที่นี่มีระเบียบประเพณีอะไร? เห็นไหมว่า แม้แต่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ก็ยังเห็นความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจศูนย์กลาง กับอำนาจของชุมชน กฎประเพณี นี่คือหลักธรรมศาสตร์  แต่ของเรานี่ ออสติเนียน มาก, “กฎหมายคืออำนาจ” นี่ผมคิดว่านิติศาสตร์ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญติดหล่ม นิติศาสตร์ไทยยังติดหล่มตรงนี้ ยังอยู่ในโคลนอยู่ตรงนี้

 

ประการที่สอง เราไม่ค่อยตระหนักว่า การละเมิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเจตนารมณ์ที่ผมพูดเรื่องอารัมภบท มาตรา 4, มาตรา 26-27, เมื่อสักครู่นี้ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญต่างๆเหล่านี้ อารัมภบทมาตรา 4, มาตรา 26-27 ที่ว่า ผูกพันรัฐสภา ผูกพันคณะรัฐมนตรี ผูกพันศาล, สามสี่บทบัญญัตินี้ไม่ได้มีการบังคับใช้เลย

ถ้าเราย้อนกลับไปในสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คงจำได้ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ได้ประกาศยกเว้นไม่ใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เกิดเรื่องเลย เพราะถือว่าเท่ากับรัฐประหาร รัฐธรรมนูญมาตราหนึ่งมาตราใดที่ยกหรืองดเว้นไม่ใช้ หรือไม่นำพา เท่ากับเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ  เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำลังอยู่ในสภาพตรงนี้ กำลังถูกล้มล้างรัฐธรรมนูญเพราะ การไม่นำพาต่อการบังคับใช้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งทุกบท ทุกหมวด ทุกมาตรา จะต้องประกอบกัน จะเลือกมาตราหนึ่งมาตราใดมาใช้บังคับไม่ได้ นี่ก็เป็นสาเหตุที่ผมคิดว่า อาการที่มันส่อให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังมีปัญหาก็ตรงนี้ คือ นิติศาสตร์รวมทั้งศาสตร์อื่นๆด้วย เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับความเข้าใจเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติอะไรต่างๆมากมาย

 

และผมคิดว่าพวกเราไม่ค่อยตระหนักว่า การไม่นำพารัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งส่วนใดคือการ”ล้มล้างรัฐธรรมนูญ” ผมเคยเขียนบทความขึ้นมาเมื่อเกิดเรื่องที่จะนะ ผมบอกว่า

วิกฤตรัฐธรรมนูญ  

คือ ปัญหาของแผ่นดิน

คือ  วิบากกรรมของแผ่นดิน

ผมเคยเขียนเตือนเอาไว้ แต่ว่าก็ไม่มีใครให้ความใส่ใจ

โดยเฉพาะในแวดวงของอำนาจรัฐ

 

 

โฆษณา

Read Full Post »

recommendare

บันทึกประเด็นน่าสนใจ

จากการบรรยายเรื่อง  “การเมืองกับกฎหมายใหม่”

งานสัมมนาใหญ่ประจำปีครั้งที่ 1 ของสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย

ณ  โรงแรมสยามซิตี พญาไท   วันที่  16  ธันวาคม  2551

บรรยาย  โดย

นายประพันธ์ ทรัพย์แสง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

นายวิชา มหาคุณ    อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

กล่าวดังนี้

 

นายประพันธ์ ทรัพย์แสง

ถ้าพูดถึงนักการเมืองทั่วโลก ถูกมองเหมือนกันว่าคดโกง ไม่ซื่อสัตย์ คบไม่ได้ แทนที่จะมองว่านักการเมืองเป็นผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติ ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในคดียุบพรรคตอนหนึ่งว่า เมื่อนักการเมืองเข้าสู่อำนาจแล้วกลับใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง จึงเกิดความขัดแย้งทางเมืองŽ มีสีเหลืองสีแดง
นักการเมืองซื้อเสียงขายตัว มีนายทุนของพรรคอยู่เบื้องหลังไม่ได้มาจากความศรัทธาของประชาชน เมื่อเข้าสู่อำนาจบริหารแล้วก็ใช้อำนาจออกกฎหมายเพื่อพรรค การเข้าสู่อำนาจของเราดูแปลกๆ กฎหมายกำหนดให้ ส.ส.ใช้เงินหาเสียงได้เพียง 1.5 ล้านบาท ผมไม่เชื่อ แต่กฎหมายเขียนไว้อย่างนั้นไม่สมเหตุสมผล อีกทั้งกฎหมายบางฉบับต้องการกำหนดให้นักการเมืองไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง ซึ่งสวนทางกับทั่วโลกเพราะพรรคการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ร่วมคิดและร่วมตัดสินใจ ตรวจสอบการใช้อำนาจทางการเมืองได้ ต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ผู้บริหารได้อำนาจรัฐ ต้องไม่ใช้ตามอำเภอใจ ต้องคำนึงถึงฝ่ายเสียงข้างน้อย มีหลักประกันการใช้อำนาจ ส่วนศาลเองก็ลำบาก ตัดสินคดีช้าก็ไม่ได้ ตัดสินเร็วก็โดนด่า ตัดสินไม่เหมือนกันก็โดนครหา ตัดสินเหมือนกันก็ถูกตั้งข้อสังเกต

——————————————————————————————————————————-

 

นายวิชา มหาคุณ

ในประเด็นการกำหนดว่านายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา แต่ถ้านายกฯไม่รับผิดชอบต่อรัฐสภาเราจะทำอย่างไร บางคนขอนายกฯพระราชทาน ขอรัฐบาลพระราชทาน ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษร เราแก้ปัญหาการเมืองแบบนี้ได้ตั้งนานแล้ว โดยระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาชนต้องมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของอำนาจ แต่พอประชาชนจะใช้อำนาจตรวจสอบก็บอกว่าอย่าเสือก ดังนั้นต้องพูดให้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรกับระบอบประชาธิปไตยที่มีตัวแทนของประชาชนให้สมดุลกับประชาชน ตอนนี้บ้านเมืองสงบน่าจะพูดคุยกัน นักกฎหมายมหาชนควรจับเข่าคุยกันว่าการเลือกตั้งควรเป็นอย่างไร ยึดระบบได้คะแนนเสียงมากได้เป็น ส.ส. หรือจะยึดคนที่ทำประโยชน์ให้กับคนส่วนใหญ่ได้เป็นตัวแทน และระบบรัฐสภาว่าควรจะมี 2 สภา

——————————————————————————————————————————-

Read Full Post »

recommendare

บันทึก

จากกิจกรรม  เสวนาหัวข้อ “นิติรัฐ  กับ  สังคมไทย”

งานสัมมนาใหญ่ประจำปีครั้งที่ 1 ของสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย

ณ  โรงแรมสยามซิตี พญาไท   วันที่  16-17  ธันวาคม  2551

บรรยาย  โดย

นายจรัญ ภักดีธนากุล                      ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายอุระ หวังอ้อมกลาง                    อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ

นายสุเมธ ตันติเวชกุล                      นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

ศาสตราจารย์ ดร.นันวัฒน์ บรมานันท์  คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศาสตราจารย์ ดร. บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กล่าวดังนี้

 

นายจรัญ ภักดีธนากุล

นายจรัญ  กล่าวถึงการแก้ปัญหาทางการเมืองว่า มี  4  หัวข้อใหญ่ๆ ได้แก่

1.ประชาธิปไตย 

2.รัฐธรรมนูญ

3.การเมือง

4.ศาลรัฐธรรมนูญ

นายจรัญ กล่าวถึงประชาธิปไตยว่า เป็นระบอบการที่ยึดถือเอาประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลัก ไม่ใช่ ทหาร ข้าราชการ หรือแม้กระทั่งกลุ่มศาลตุลาการ หรือนักลงทุน ใดๆ และไม่ใช่ของนักการเมืองอย่างแน่อนอน เพราะฉะนั้นนักการเมืองควรจะยึดหลักของการทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ไม่ใช่ยึดอำนาจเอาไว้เสียเอง โดยเฉพาะนักการเมืองที่มาจากเสียงของประชาชน ควรจะยิ่งทำเพื่อประชาชน เพราะถ้าหากปฏิบัติได้เช่นนี้ ปัญหาในในบ้านเมืองจะแก้ไขได้อย่างแน่นอน

 

ส่วนของรัฐธรรมนูญ นั้น นายจรัญกล่าวว่า รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กฎหมายสูงสุดของประเทศ หากแต่เป็นผลประโยชน์และความสุขของประชาชน ไม่ใช่ยึดติดอยู่ที่ตัวบทกฎหมายหรือทฤษฎีใดของโลก ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์หรือความสุขของประชาชนก็เป็นได้ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่สิ่งสำคัญของโลก แต่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป จนเป็นผลประโยชน์ของสามัคคีเภทหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

เมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้อยากร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่เป็นภาวะประเทศสูญสิ้นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้ประเทศสะดุดล้มระบอบประชาธิปไตย จึงคิดว่าต้องให้มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรโดยเร็ว และตนไม่ได้คิดร่างรัฐธรรมนูญดีที่สุดในโลก จึงอาสามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อไม่ให้มีการถ่วงรัฐธรรมนูญให้ล่าช้าออกไป ส่วนการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเลือกจังหวะ แต่ที่ผ่านมากลับมุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ดูกาละเทศะ

 

การจะแก้ไขกฎหมายนั้น 1.อย่าให้มิจฉาทิฐิแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องแก้ด้วยสัมมาทิฐิโดยบริสุทธิ์ใจ อย่าแก้เพื่อนาย เพื่อพรรค 2.เมื่อจะแก้กฎหมายอาญาอย่าให้อาชญากรแก้ เพราะจะทำให้สังคมที่มีสุจริตชนส่วนใหญ่เกิดความบรรลัย และ 3.ถ้าจะแก้ปัญหาทุจริตซื้อเสียงเลือกตั้งอย่าให้นักเลือกตั้งแก้ไข เพราะนักเลือกตั้งสร้างปัญหาและได้เปรียบการซื้อเสียง

 

ตุลากรศาลรัฐธรรมนูญกล่าวอีกว่า ควรจะรีบทำรัฐธรรมนูญให้เป็นลายลักษณ์อักษรออกมาให้เร็วที่สุด แต่ไม่จำเป็นต้องดีที่สุด เพื่อดึงอำนาจรัฐธรรมนูญเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญว่า ควรจะให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานั้นๆ เป็นผู้แก้ไข ไม่ใช่ให้นักเลือกตั้งมาแก้ และอย่าแก้เพื่อผลประโยชน์ส่วนหนึ่งส่วนใดของตัวเอง    พร้อมกันนี้ นายจรัญ ยังได้ยกตัวอย่างกรอบความคิดแก้ปัญหารัฐธรรมนูญปี 50  ซึ่งมี 4 ประการดังนี้

 

1.ปัญหาการเมืองแทรกแซงองค์กรตรวจสอบอิสระ 
2.ปัญหาเรื่องการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง
3.ปัญหาการเมืองสามารย์ หรือทุนสามารย์ครอบงำการเมืองเพื่อผลประโยชน์
4.ขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากรัฐธรรมนูญปี 40 เพื่อวางรากฐานทางกฎหมาย

 

นอกจากนี้ นายจรัญ ยังกล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องไม่ขึ้นอยู่กับอำนาจของการเมือง และต้องมีความเป็นตุลากรอย่าแท้จริง ยกตัวอย่างเหตุการณ์ศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบ 3 พรรคการเมืองครั้งล่าสุด โดยระบุว่า เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่นคลอนเป็นอย่างมาก  พร้อมยืนยัน ศาลได้ตัดสินจากความเป็นจริง และตนไม่เคยได้รับคำสั่งมาจากใครทั้งสิ้น

 

ส่วนการปรับปรุงแก้ไขศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตนเห็นว่า 1.คนส่วนใหญ่ยังจัดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลการเมืองหรือกึ่งการเมือง ซึ่งตนอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นฝ่ายตุลาการจริงๆ ไม่มีปัจจัยทางการเมืองเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซง เป็นอิสระจากทุกฝ่ายและอย่าเรียกเป็นศาลการเมือง 2.ในยุคแรกศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เป็นศาลเหนือกว่าศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง หรือมีอำนาจตรวจสอบแก้ไขล้มล้างคำพิพากษาของศาลอื่นๆ เพราะศาลรัฐธรรมนูญต้องอิสระจากศาลอื่นๆ ด้วย นอกจากนิติบัญญัติและบริหาร  3.ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถผูกขาดตีความรัฐธรรมนูญทุกมาตราตามที่เข้าใจกัน แต่พิจารณาได้เฉพาะที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจได้ ศาลก็เพิ่งเริ่มสร้างความเชื่อศรัทธาจากประชาชนยังไม่มาก แต่กลับมีการตั้งข้อระแวงทำให้ประชาชนคล้อยตามได้ง่าย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญประคองภารกิจให้ผ่านพ้นการทดสอบได้ และเชื่อมั่นได้ว่าไม่มีการรับคำสั่งจากใครจะทำให้เกิดความศรัทธาขึ้นได้

 

คดียุบพรรค ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่นคลอน ถึงกลับมีบางคนเสนอให้ยกเลิกนั้น ผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เลว แต่ขอยืนยันว่าผมไม่เคยรับใบสั่งจากใครเด็ดขาด และตุลาการทั้ง 9 คน ตั้งใจที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเติบโตเข้มแข็งต่อไป เป็นโจทย์ที่ยาก แต่หากทำสำเร็จก็จะสร้างองค์กรทางตุลาการให้สังคมได้ แต่ถ้าทำไม่สำเร็จก็เตรียมตัวม้วนเสื่อกลับบ้าน

 

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการเมืองนั้น นายจรัญ กล่าวว่า  พรรคการเมืองที่เข้ามาและแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวเอง และพรรคการเมืองของตน  เปรียบเป็นปีศาจทางการเมือง เป็นนักเลือกตั้งที่หิวหระหายหวังแย่งชิงตำแหน่ง ไม่สมควรที่จะได้รับการยกย่องว่า เป็นนักเลือกตั้ง และถือเป็นการทำลายสถาบันการเมืองให้เสื่อมโทรมลงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งควรจะมีความขาวสะอาด และเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

——————————————————————————————————————————-

นายอุระ หวังอ้อมกลาง

ปัจจุบันมีการพูดถึงตุลาการภิวัตน์กันมาก โดยตุลาการภิวัตน์เป็นแนวคิดของนักกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับผู้พิพากษาในการสร้างหรือพัฒนากฎหมายจากการตัดสินคดีและเขียนคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งง่ายกว่าการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ

 

ตุลาการภิวัตน์เป็นการใช้อำนาจตุลาการที่แผ่กว้างขึ้น ครอบคลุม 4 ประการ คือ 1.ถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร 2.กำกับการกระทำของฝ่ายบริหาร 3.ตัดสินนโยบายของสาธารณะ  4.ตัดสินคดีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยคำนึงถึงสภาพที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่าตุลาการภิวัตน์ในปัจจุบัน ไม่ได้ถ่วงดุลฝ่ายบริหารอย่างเดียว แต่กลับเปิดให้ตุลาการเข้าไปยุ่งฝ่ายการเมืองมากกว่าปกติ เช่น การเป็นกรรมการสรรหาองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจทำให้ตุลาการมีปัญหาความเป็นกลาง ในการทำหน้าที่ตรวจสอบ

 

กรณีศึกษาเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมือง ซึ่งมีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าศาลไม่เปิดให้ผู้ถูกร้องได้สืบพยานหักล้างความผิด และเร่งวินิจฉัยคดีเกินไปนั้น ก็เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าข้อเท็จจริงคดียุบพรรคการเมืองเป็นที่ยุติแล้วว่าทำผิด โดยการชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และการตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งแล้ว ศาลจึงไม่รับฟังข้อเท็จจริงอีก เพราะไม่มีผลทำให้คดีเกิดเปลี่ยนแปลงได้  ส่วนการตัดสินคดีโดยเร็วก็เห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังวุ่นวาย

——————————————————————————————————————————-

นายสุเมธ ตันติเวชกุล

รู้สึกว่าสังคมไทยขณะนี้มีความแปรปรวน เนื่องจากวิวัฒนาการทางการกฎหมายต้องการให้ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันโลก แต่ปัญหาคือความเข้าใจกฎ กติกา ซึ่งคนไทยทั่วไปไม่เข้าใจว่าเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้จะไปทำอะไรที่ไหน ต้องมีแผน 1 แผน 2 แผน 3 ต้องสำรวจทางเข้าออกให้ดี เพราะอาจจะมีคนมาปิดล้อม ตื่นเช้ามาแต่งตัวออกจากบ้านต้องดูให้ดี ใส่เสื้อสีนี้ไปไหนได้บ้าง ไม่เข้าใจว่าทำไมบ้านเมืองเราเป็นอย่างนี้

สิ่งที่เรากำลังประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่น่าเกิดขึ้น สังคมเราตอนนี้มีสองสี เหมือนการเล่นกีฬา คนทั่วไปไม่เข้าใจกติกาก็เหมือนเล่นกีฬาแต่ไม่เข้าใจกฎ รู้แค่เพียงคร่าวๆ ผู้เล่นก็ตีความเข้าข้างตัวเอง อีกฝ่ายหนึ่งก็ตีความเข้าข้างตัวเอง กรรมการเองก็แย่ ผู้พิพากษา ตุลาการ จะตัดสินคดีแต่ละครั้ง มีคำถามตามว่าตัดสินถูกต้องหรือไม่ การอ่านคำพิพากษาแต่ละครั้ง จึงต้องใช้เวลานาน เพื่ออธิบายความหมายให้คนทั่วไปเข้าใจให้กระจ่างว่าตัดสินด้วยความเป็นธรรมเพื่อลดความขัดแย้ง

 

ปัญหาความขัดแย้งเกิดจากความไม่เข้าใจ เป็นปัจจัยสำคัญ ปัจจัยอื่นเช่นผลประโยชน์หรือเงิน ไม่ต้องพูดถึง คนที่ออกมาประท้วงนั้น เมื่อถามว่ามาประท้วงทำไมก็บอกว่าไม่รู้ มาด้วยอารมณ์ว่าถ้ามันทำอย่างนั้น ถ้ามันทำอย่างนี้ต้องออกมาประท้วง ตรงนี้อันตราย บ้านเมืองใดไม่มีนิติรัฐ ไม่มีขื่อมีแปอยู่ไม่ได้ หากพูดว่าต้องการสิทธิ ต้องมีความรับผิดชอบควบคู่ไปด้วย หากพูดว่าต้องการเสรีภาพ ก็จะต้องมีวินัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกมองข้ามไป

——————————————————————————————————————————-

ศาสตราจารย์ ดร.นันวัฒน์ บรมานันท์ 

กล่าวเสริมถึงเรื่องรัฐธรมนูญ ปี 2540 ว่า ในช่วงที่มีรัฐประหาร ตนมีความเห็นว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้มีความผิดอะไร ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญเพราะ น่าจะเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ ไม่สมควรมีคำสั่งยุบศาล แต่เมื่อได้รัฐธรรมนูญปี 50 มานั้นก็พบว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีความไม่เป็นกลาง หากแต่ก็ไม่มีการแก้ไขในยุคของนายสมัคร สุนทรเวช ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา จนกระทั่ง นายสมัคร คิดจะแก้ไข แต่ก็เกิดเหตุการณ์ยุบพรรคขึ้นเสียก่อน  ทั้งนี้ นับตั้งแต่กรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ขึ้นมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการแก้ไขใดๆ รัฐธรรมนูญปี 50 จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่มีทั้งข้อดีและข้อเสียพอๆ กัน

 

นอกจากนี้ ดร.นันทวัฒน์ ยังระบุว่า โอกาสในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีสูงมาก หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ประกาศยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว โดยเฉพาะมาตราว่าด้วยการยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค ตนขอเสนอแนวคิดตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีองค์ประกอบจากนักวิชาการทั้งหมด ที่มีประสบการณ์ทางการเมือง หรือตรวจสอบองค์กรต่างๆ เพราะจะมีความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์จริง จึงจะได้รัฐธรรมนูญที่เหมาะสมต่อไป

——————————————————————————————————————————-

ศาสตราจารย์ ดร. บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ

ศาสตราจารย์ ดร. บุญศรี  กล่าวถึงศาลรัฐธรรมนูญกับประชาชน ว่า จะต้องมีการก่อตั้งองค์กรที่จะทำให้รัฐธรรมนูญกับประชาชนมีความผูกพันกัน ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญในประเทศไทยให้ความคุ้มครองประชาชนไม่ทั่วถึงทำให้ประชาชนไม่ผูกพันกับรัฐธรรมนูญ

 

ดร.บุญศรี ยังกล่าวว่า ควรจะมีการจัดองค์กรภายในเสียใหม่ ให้มีบุคคลากรเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะทำให้องค์คณะทำงานได้ง่ายขึ้น เรียกได้ว่า เป็นอีกบทบาทหนึ่งเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในรัฐธรรมนูญมากขึ้น ควรจะแก้ไขปัญหาไปในทางที่ถูก   พร้อมยังกล่าวว่า การรัฐประหารนั้นเป็นสิ่งที่กฎหมาย เพราะฉะนั้นคณะที่ทำการรัฐประหารจึงทำการยกเลิกรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะทำให้การรัฐประหารนั้นเป็นการไม่ผิดกฎหมายเพื่อหาผู้นำประเทศคนใหม่ และการที่จะแก้รัฐธรรมนูญได้นั้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย นายกรัฐมนตรี คนใหม่ ก็จะต้องเป็นคนที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ ซึ่งต้องไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และจะต้องเป็นผู้ที่มาช่วยแก้ปัญหาของประเทศอย่างแท้จริง

 

“ประชาชนจะต้องเลือกคนที่รู้จักนิสัยใจคอ ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ ประเทศไทยจะพัฒนาได้อย่าก้าวไกล ” ดร. บุญศรี กล่าว

Read Full Post »