Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘เสนอ’

recommendare

บทความเรื่อง  ”สถานการณ์ในภาคใต้ – ข้อเสนอ (2)”

โดย

นิธิ เอียวศรีวงศ์

ความมีดังนี้

จากการอ่านงานวิจัยสามชิ้น ผมได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภาคใต้ไว้ในฉบับที่แล้วนี้ 3 ประการ ในฉบับนี้จะพูดถึงข้อเสนอที่เหลือต่อไป

4/ แม้เราไม่อาจจัดขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวจิฮาดสากล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีอิทธิพลจากภายนอกในขบวนการเสียเลย ถึงอย่างไรเราอยู่ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีอะไรเกิดขึ้นในท้องถิ่นโดยไม่มีอะไรเชื่อมโยงไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกกว้างเอาเลย

เนื่องจากข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับเรื่องนี้มีน้อย ในที่นี้ผมจึงขอใช้การวิเคราะห์เจไอในอินโดนีเซีย ซึ่งสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์แห่งออสเตรเลียทำขึ้นเป็นแนวเทียบ

จุดเริ่มต้นสำคัญของความเกี่ยวพันกับขบวนการจิฮาดสากลของเจไอคือ การส่งนักรบเข้าร่วมรบต่อต้านโซเวียตในอัฟกานิสถาน แม้ไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดเจไอ แต่กลุ่มคนเหล่านี้ได้นำเอาทักษะของการรบ และสายสัมพันธ์กับขบวนการจิฮาดสากลกลับเข้ามา นอกจากนี้ในเวลาต่อมายังตั้งค่ายฝึกอบรมขึ้นในมินดาเนา ในกรณีของภาคใต้ไทย ยังไม่มีข้อมูลว่ามีมูจาฮีดีนที่เคยรบในอัฟกานิสถานเข้าร่วมปฏิบัติการ และไม่มีข้อมูลว่าผู้ปฏิบัติการกลุ่มใดที่เคยได้รับการฝึกในอินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์บ้าง หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงไทยเคยอ้างว่ามีแต่ไม่มีหลักฐานยืนยันข้ออ้างของตนสักครั้ง

อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีบ้าง ก็ไม่ทำให้ขบวนการกลายเป็นจิฮาดสากล เช่นเดียวกับเจไอในอินโดนีเซียก็ไม่ใช่ขบวนการจิฮาดสากลอยู่นั่นเอง (นอกจากในโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐ)

กรณี 9/11 เป็นแรงบันดาลใจให้แก่กลุ่มเจไอในอันที่จะใช้การก่อการร้าย เป็นเครื่องมือดำเนินการที่สำคัญ และที่จริงแล้วเป็นแรงบันดาลใจแก่กลุ่มอิสลามระดับรากเหง้าหลายองค์กรทั่วโลก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าขบวนการในภาคใต้ของไทยได้เตรียมการมานานก่อนจะเกิดการปล้นปืนใน พ.ศ.2547 ฉะนั้นถ้ากรณี 9/11 จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบบ้าง ก็คงเป็นเพียงแรงบันดาลใจให้มองเห็นทางสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น ส่วนความคิดในการลุกขึ้นสู้กับรัฐไทยคงมีมาก่อนแล้ว

ปฏิบัติการบางอย่างที่ดูคล้ายกับที่ใช้กันในอิรัก เมื่อดูเข้าไปในรายละเอียดจะเห็นว่าแตกต่างกัน เช่น การตัดหัวเหยื่อ ผู้ปฏิบัติการในภาคใต้ให้สัมภาษณ์กับนักวิจัยว่า ไม่ได้มีคำสั่งจากหน่วยเหนือให้ปฏิบัติ แต่ผู้ปฏิบัติการในพื้นที่ลงมือทำการเอง เพราะเห็นว่าสร้างความสะพรึงกลัวได้ดี นอกจากนี้ นักวิจัยบางคนยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ในอิรัก กลุ่มผู้ก่อการร้ายจะตัดหัวเหยื่อขณะยังมีชีวิตอยู่ ในขณะที่ในประเทศไทย เหยื่อถูกฆ่าแล้วจึงได้บั่นคอ

จากหลักฐานเท่าที่เปิดเผยในสื่อจนถึงทุกวันนี้ อาวุธยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในการปฏิบัติการ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ในประเทศไทย แม้อาจเป็นของเถื่อนก็ตาม

ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนส่อว่า หากขบวนการก่อความไม่สงบจะได้รับความช่วยเหลืออย่างใดจากนอกประเทศ ก็ยังเป็นความช่วยเหลือที่ไม่ใช่กำลังหลักของการต่อสู้ และเมื่อคำนึงถึงพลังของขบวนการจิฮาดสากลในทุกวันนี้ซึ่งอ่อนแอลงอย่างมาก ก็ดูจะไม่มีทางที่ความช่วยเหลือจากนอกประเทศจะเป็นกำลังหลักในอนาคตอันใกล้

5/ insurgency ซึ่งบางท่านแปลว่าการลุกขึ้นสู้ แต่ผมขอแปลว่ากบฏ กับการก่อการร้าย (terrorism) นั้นต่างกัน แม้จะมีอะไรที่เหลื่อมกันอยู่มาก กบฏอาจใช้หรือไม่ใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือก็ได้ (เช่นปฏิบัติการของ พคท.ไม่ได้ใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือ) ในขณะที่การก่อการร้ายอาจทำไปโดยไม่เกี่ยวกับการกบฏเลยก็ได้ ในกรณีของขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้ เป้าหมายคือการกบฏอย่างแน่นอน เพราะต้องการเปลี่ยนนโยบายของรัฐหรือต้องการสร้างรัฐใหม่ขึ้น แต่จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่ได้ดำเนินการก่อกบฏในมิติอื่นใดมากไปกว่าการก่อการร้าย…ยังไม่มีเขตปลดปล่อยอย่างแท้จริง, แม้ว่าโดยโครงสร้างการบริหารอาจมี “ระบบราชการ” ลำลองขึ้นทำงาน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับต่างประเทศและการหาเงินสนับสนุน แต่ก็ยังไม่มีกฎหมายออกมาใช้บังคับได้สักฉบับเดียว (ที่มีอยู่เป็น “คำสั่งสนาม” ในการรบเท่านั้น), ไม่พร้อมจะเปิดองค์กรที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งอาจไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็ได้, ยังไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลใดในโลก, ไม่สามารถให้บริการประชาชนได้สักเรื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสาธารณสุข, การศึกษา หรือสื่อ…ห้าปีผ่านไป จากเหตุการณ์ปล้นปืนที่นราธิวาส แต่ขบวนการยังไม่ก้าวหน้าไปได้มากไปกว่าการใช้เครื่องมืออันเดียวที่มีอยู่ คือการก่อการร้าย

การก่อการร้ายนั้นให้ผลเป็นความสะพรึงกลัวที่กระจายออกไปกว้างขวาง และท้าทายอำนาจรัฐได้อย่างจะแจ้งก็จริง แต่การก่อการร้ายเพียงอย่างเดียวเช่นนี้มีจุดอ่อนในตัวเองหลายอย่าง เช่น การก่อการร้ายย่อมไม่สามารถแยกมิตรและศัตรูได้ชัด ยิ่งทำมากขึ้นก็ยิ่งผลักให้ผู้คนถอยห่างออกไป หรือถึงกับเป็นศัตรูกับขบวนการมากขึ้น เช่น แม้จะอ้างว่ามุสลิมที่ถูกฆ่าเป็นมูนาฟิค (“คนหน้าไหว้หลังหลอก” หรือผู้ทรยศต่ออิสลาม) แต่ในการระเบิดในที่ชุมชน จะเลือกเหยื่อระหว่างมุสลิมที่ดีกับมูนาฟิคได้อย่างไร จนถึงทุกวันนี้ จำนวนของมุสลิมที่ตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้าย (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่) มีจำนวนสูงกว่าชาวพุทธ โดยประมาณคือ 6 : 5 ในขณะเดียวกันยุทธวิธีก่อการร้ายยังทำให้ยกระดับการต่อรองทางการเมืองขึ้นสู่ระดับนานาชาติได้ยาก ไม่ว่าเป้าหมายทางการเมืองของขบวนการจะเป็นอย่างไร ปราศจากแรงกดดันจากนานาชาติ การขึ้นสู่โต๊ะเจรจาในฐานะเสมอภาคกับประเทศไทยย่อมเป็นไปไม่ได้

ฉะนั้น แทนที่ประเทศไทยจะฝากความหวังไว้กับการเจรจา สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดกว่ากันมากก็คือ ต้องระวัง, พิถีพิถัน และรอบคอบ ที่จะป้องกันไม่ให้ปฏิบัติการของฝ่ายรัฐกลายเป็นการก่อการร้ายโดยรัฐ ดังกรณีการอุ้มฆ่า, กรือเซะ, ตากใบ และความคลุมเครือในการสืบสวนคดีมัสยิดอัลฟูระกอน

ตราบเท่าที่ขบวนการยังทำได้เพียงการก่อการร้าย การต่อสู้กับขบวนการก่อการร้ายที่ได้ผลในทุกที่ของโลกที่ผ่านมา ก็คือมาตรการทางกฎหมาย ที่สุจริต เที่ยงธรรม และเคร่งครัด ในขณะเดียวกัน ก็ต้องทำให้มาตรการทางกฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการสร้างกลไกการข่าวและการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาพยานหลักฐานที่รัดกุม

ฉะนั้น ตำรวจ-ไม่ใช่ทหาร-จึงเป็นกำลังหลักในการปราบปรามการก่อการร้าย หากจำเป็นต้องใช้ทหารเข้าช่วย ก็ต้องเข้าช่วยในฐานะเป็นผู้ช่วยตำรวจ ทำงานตามคำสั่งและการอนุมัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น หากตำรวจยังมีประสิทธิภาพไม่พอในด้านใด ก็ต้องลงทุนทุ่มงบประมาณลงไปเสริมสร้างประสิทธิภาพนั้นให้มีในหมู่ตำรวจให้ได้ ดังเช่นงบลับนั้น ตำรวจในพื้นที่ต้องมีมากเป็นพิเศษ เพื่อสร้างสายข่าวที่สามารถตรวจสอบข่าวได้เที่ยงตรง อย่าเอางบลับไปให้ทหารซึ่งไม่รู้วิธีปราบการก่อการร้าย นอกจากแปรสภาพให้กลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบซึ่งจะสร้างศัตรูในพื้นที่ขึ้นอีกมากมาย

ตราบเท่าที่ขบวนการยังไม่สามารถยกระดับการปฏิบัติการของตนเป็นกบฏเต็มรูปแบบ ทหารไม่เกี่ยว (โดยตรง)

มาตรการยกเว้นกฎหมายทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะยกเว้นกฎหมายด้วยปฏิบัติการโดยพลการ หรือยกเว้นกฎหมายด้วยกฎหมายพิเศษใดๆ ก็ตาม กลับเป็นอันตรายต่อการปราบปรามการก่อการร้ายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการให้ความชอบธรรมแก่การก่อการร้ายโดยตรง

6/ เราจำเป็นต้องพัฒนาวิธีประเมินผลของยุทธศาสตร์การต่อต้านการก่อการร้ายในภาคใต้ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ วิธีที่ใช้อยู่ในทุกวันนี้ไม่บ่งชี้อะไรได้จริง เช่น การนับศพหรือนับจำนวนผู้ที่ถูกจับตัวได้ ย่อมไม่บอกอะไรเลย เพราะเราไม่รู้ว่า กำลังที่แท้จริงของฝ่ายตรงข้ามมีเท่าไร ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต การตรวจนับความถี่ห่างของการก่อการร้ายก็ไม่บอกอะไรได้มากนัก เพราะต้องอาศัยข้อมูลในอดีตเพียงอย่างเดียว โดยทำนายไม่ได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร อันที่จริงการประเมินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นการประเมินผลของยุทธวิธีมากกว่าการประเมินผลทางยุทธศาสตร์

นักวิจัยในงานศึกษาหลายชิ้นทั้งในออสเตรเลียและสหรัฐ เสนอการประเมินยุทธศาสตร์ไว้หลายประเด็น จะยกให้ดูเป็นตัวอย่างเพียงบางประเด็น

ก.การประเมินต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลา

ข.การสำรวจทัศนคติของคนในพื้นที่ ทั้งระดับชนชั้นนำและระดับชาวบ้าน

ค.ติดตามผลพัฒนาการด้านการเมืองของผู้ต้องหาที่ถูกจับได้

ง.เก็บข้อมูลจากผู้ก่อการทั้งที่เสียชีวิตในการสู้รบและที่ถูกจับได้อย่างละเอียด

จ.ติดตามวิเคราะห์และสร้างฐานข้อมูลของเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ทั้งที่ทำได้สำเร็จและล้มเหลว

ฉ.วิเคราะห์ขีดความสามารถของฝ่ายก่อการอย่างสม่ำเสมอ

ฯลฯ

กล่าวโดยสรุปคือ ต้องสู้ด้วยความรู้ ไม่ใช่อารมณ์, การปลุกสำนึกชาตินิยมแบบล้าหลังคลั่งชาติ, การประชาสัมพันธ์, การปิดข่าว หรือการเปิดสงครามกับประชาชน ล้วนไม่ทำให้เกิดความแข็งแกร่งแก่ตนเอง ตรงกันข้าม ในหลายกรณี กลับช่วยสร้างเสริมพลังความแข็งแกร่งให้แก่ฝ่ายตรงข้าม

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”สถานการณ์ในภาคใต้ – ข้อเสนอ (1)”

โดย

นิธิ เอียวศรีวงศ์

ความมีดังนี้

หลังจากคุณมาร์ค แอสคิว ได้ลงบทสัมภาษณ์ผู้ต้องหากรณีก่อความไม่สงบในภาคใต้สองคน ในบางกอกโพสต์ฉบับวันที่ 19 ก.ค.ไปแล้ว ผมต้องกลับไปเอาเอกสารอีกสองฉบับมาอ่านใหม่อย่างละเอียด หนึ่งคือ Recruiting Militants in Southern Thailand อันเป็นรายงานเอเชียฉบับที่ 170 ของ ICG หรือกลุ่มศึกษาวิกฤตนานาชาติ สองคือ Local Jihad: Radical Islam and Terrorism in Indonesia ของ Greg Fealy และ Aldo Borgu

หลังจากอ่านแล้ว ผมคิดว่าได้พบอะไรบางอย่างที่อยากเสนอเพื่อแบ่งปันแลกเปลี่ยนกับผู้ที่สนใจสถานการณ์ในภาคใต้

1/ ในบัดนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ในหมู่ผู้ที่เคลื่อนไหวก่อความไม่สงบนั้น สำนึกชาติพันธุ์มีความสำคัญกว่าอิสลาม เพียงแต่ขบวนการใช้ศัพท์และแนวคิดในศาสนามานิยามความคิดและการกระทำของตนเท่านั้น และมีผู้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่านับวันยิ่งใช้ศัพท์และแนวคิดจากอิสลามมากขึ้น

รูปแบบที่ค่อนข้างตายตัวในการระดมคนเข้าร่วมการต่อสู้ชี้ให้เห็นความจริงดังกล่าว หลังจากเลือกสรรนักเรียนที่เคร่งศาสนาและประพฤติดีเป็นเป้าแล้ว ผู้ระดมซึ่งมักเป็นครูจะสื่อความสองอย่าง คือประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองและสงบสุขของรัฐปาตานีในอดีตเมื่อยังเป็นอิสระ และการกดขี่ข่มเหงชาวมลายูมุสลิมของสยาม-ไทย หลังจากถูกสยาม-ไทยผนวกเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ประเด็นทางศาสนาเช่น จิฮาดหรือสงครามศักดิ์สิทธิ์ ว่าจะพึงทำได้ในเงื่อนไขอะไรบ้าง และในเงื่อนไขของไทยพึงทำจิฮาดได้หรือไม่ เป็นประเด็นทางศาสนาที่ละเอียดอ่อน และมีการโต้แย้งกันในหมู่ผู้รู้อิสลามทั่วโลก จะไม่ถูกยกขึ้นมาอภิปรายในการระดมคนและฝึกปรือ หากสรุปลงไปเลยว่าการก่อความไม่สงบครั้งนี้เป็นจิฮาด

การต่อสู้เชิงอุดมการณ์ของรัฐไทย ในการนำผู้รู้ทางศาสนามาชี้แจงเรื่องของจิฮาดที่ถูกต้องตามหลักศาสนาก็ดี หรือความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมและรัฐที่ไม่ใช่รัฐอิสลามก็ดี แม้มีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ไม่ตรงเป้านัก (ยังไม่พูดถึงความไม่แพร่หลายไปถึงประชาชนในสามจังหวัด เพราะไม่เคยถูกสื่อในภาษาและอักษรท้องถิ่น

ในทางตรงกันข้าม เงื่อนไขภายในเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนเข้าร่วมขบวนการมากกว่า ถึงขนาดที่รองแม่ทัพภาคที่ 4 คนหนึ่ง กล่าวกับผู้วิจัยคนหนึ่งว่า 80% ของผู้ก่อการที่จับตัวได้ ล้วนให้การว่าที่เข้าร่วมขบวนการเพราะกรณีกรือเซะและตากใบ ทั้งนี้ ตรงกับคำสัมภาษณ์หนึ่งในผู้ต้องหา 2 คน ที่คุณมาร์ค แอสคิว รายงาน ฮาหมัดบอกว่า เขาตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการเมื่อได้ดูวีซีดีกรณีตากใบ

วีซีดีตากใบนั้นแพร่หลายในพื้นที่อย่างมาก รวมทั้งแพร่หลายเข้าไปในมาเลเซียและอินโดนีเซียด้วย (แต่ผู้ชมในทั้งสองประเทศนั้นอาจรู้สึกต่อเหตุการณ์ในวีซีดีต่างจากชาวมลายูมุสลิมในสามจังหวัด เช่น ในอินโดนีเซีย กลุ่มหัวรุนแรงใช้เป็นเครื่องยืนยันว่าจำต้องทำจิฮาดสากลเพราะอิสลามถูกกดขี่เบียดเบียน) มีชาวมาเลเซียสองคนที่ถูกจับได้หลังลักลอบข้ามพรมแดนเข้ามาช่วยมุสลิมต่อสู้กับรัฐของคนนอกศาสนา หนึ่งในนั้นสารภาพว่า แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมรบด้วยก็เพราะวีซีดีตากใบเช่นกัน

ท่านนายกฯพูดย้ำบ่อยครั้งว่า ความยุติธรรมเป็นเงื่อนไขสำคัญในการนำความสงบกลับคืนมาสู่ภาคใต้ ท่านควรเข้าใจคำพูดของท่านเองให้ดี ไม่ใช่ในระดับหลักการ แต่ระดับปฏิบัติจริงในพื้นที่ การต่ออายุสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม ความไม่กระตือรือร้นต่อกรณีการยิงผู้คนที่กำลังทำละหมาดในมัสยิดอัลฟูรกอนก็ตาม แสดงให้เห็นระดับของความเข้าใจต่อปัญหาของท่านนายกฯ ว่าลึกลงไปเลยปากแค่ไหน

กล่าวโดยสรุป ความเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบในภาคใต้ ไม่เป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวจิฮาดสากล กล่าวคือไม่ผูกพันกับโรฮิงญา ปาเลสไตน์ อิรัก อาฟกานิสถาน อัลกออิดะห์ เจไอ ฯลฯ แม้อาจได้รับแรงบันดาลใจและวิธีการจากความเคลื่อนไหวของจิฮาดสากลบ้าง (โดยเฉพาะกรณี 9/11) และอาจได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรที่อยู่นอกประเทศบ้าง แต่เป็นความเคลื่อนไหวที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ในพื้นที่ของไทยเอง มีเป้าหมายและอาศัยบริบทของพื้นที่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไทย

2/ อย่างไรก็ตาม ผู้ศึกษาขบวนการกลับไปหาอิสลามระดับรากและการก่อการร้ายในอินโดนีเซียเห็นว่า แท้จริงแล้ว ขบวนการเคลื่อนไหวทำนองนี้ ล้วนมาจากเงื่อนไขภายในของพื้นที่หรือประเทศนั้นๆ ทั้งสิ้น แม้แต่การเคลื่อนไหวของเจไอในอินโดนีเซีย แม้ได้รับความช่วยเหลือจากอัลกออิดะห์ หรือร่วมมือกันในการตั้งค่ายฝึกขึ้นที่มินดาเนาในฟิลิปปินส์ แต่จะเข้าใจขบวนการของเจไอในอินโดนีเซียได้ ต้องเข้าใจเงื่อนไขภายในทางการเมือง, เศรษฐกิจและสังคมของอินโดนีเซียเอง เพราะเจไอเคลื่อนไหวในบริบทของอินโดนีเซีย ไม่ใช่การสถาปนาอำนาจสูงสุดของมุสลิมระดับโลก

แม้กระนั้น ก็ไม่ปฏิเสธว่าความเคลื่อนไหวของมุสลิมในพื้นที่เฉพาะใดๆ ก็ตาม ย่อมปลุกสำนึกความเป็นหนึ่งเดียวกันของมุสลิมทั้งโลกด้วยเสมอ อย่างน้อยก็เป็นการให้กำลังใจว่าไม่โดดเดี่ยว ดังนั้น กลุ่มอิสลามระดับรากโคนในมาเลเซีย, อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ในตะวันออกกลาง ก็อาจพูดถึงความเคลื่อนไหวของชาวมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ด้วย ดังนั้น แม้ว่าความเคลื่อนไหวของชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ไม่เป็นสากล แต่สากลก็อาจดึงเอากรณีนี้เข้าไปเป็นสากล เพื่อประโยชน์แก่การเคลื่อนไหวในระดับท้องถิ่นของแต่ละแห่งในโลก

รัฐบาลไทยห่วงไยอย่างมากว่า ขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้จะเชื่อมต่อกับขบวนการจิฮาดสากล ซึ่งก็ควรห่วงไย แต่ต้องตระหนักชัดว่าห่วงใยตรงไหน ประการแรกขบวนการจิฮาดสากลอ่อนพลังลงอย่างมากในปัจจุบัน นักวิจัยบางคนเห็นว่ากลายเป็นขบวนการที่ปัจเจกบุคคลแต่ละคนกระทำการในนามเท่านั้น ในขณะที่การจัดองค์กรที่เคยมีมาพังสลายไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว ประการที่สอง หากไม่นับมูจาฮีดีนจำนวนน้อยซึ่งอาจลักลอบเข้ามาร่วมต่อสู้ ความช่วยเหลือจากนอกประเทศที่อาจเป็นไปได้ในปัจจุบันก็เหลือแต่เพียงการให้ทุนทรัพย์ แต่เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ในการต่อสู้ อย่าลืมเป็นอันขาดว่า เรากำลังเผชิญกับขบวนการของคนที่เอาชีวิตเข้าเสี่ยงโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ฉะนั้นจึงเคลื่อนไหวได้กว้างขวางโดยใช้ทุนทรัพย์จำกัดมาก เราจะเอาชนะใจคนเหล่านี้ได้อย่างไรสำคัญกว่าเขามีทุนทรัพย์เท่าไร

อดุล (Adul) หนึ่งในผู้ต้องหาที่ให้สัมภาษณ์คุณมาร์ค แอสคิว และผ่านการศึกษาศาสนาอิสลามถึงชั้น 14 บอกว่า ที่ตนไม่สนใจอยากรู้ว่าหน่วยเหนือที่สั่งการตนคือใคร ก็เพราะตนทำงานให้แก่พระเจ้า ไม่ได้ต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องรู้ว่าหน่วยเหนือคือใคร

3/ สำนักคิดของศาสนาอิสลามที่ใช้ในขบวนการไม่ใช่ทั้ง Salafi (หลักการคือกลับไปสร้างสังคมบริสุทธิ์ของ “บรรพบุรุษ” – salaf คือเหมือนในยุคสมัยพระนะบีและกาหลิบสามองค์แรก) และ Wahabi (ที่จริงก็เป็นแขนงหนึ่งของ Salafi) พิธีกรรมสาบานตน ที่ผู้ปฏิบัติการทุกคนต้องผ่านนั้น (หรือที่เรียกว่าซูเปาะ – sumpah ในภาษามาลินเซีย) ผิดหลักศาสนาอิสลาม เพราะเท่ากับยอมรับว่าอาจารย์ผู้ให้คำสาบานเป็นตัวกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า การสวดมนตร์ปลุกเสกอาวุธหรือการสวดมนตร์ก่อนปฏิบัติการเพื่อความปลอดภัยหรือเพื่อเข้าถึงสวรรค์หากเสียชีวิตก็ตาม ล้วนแสดงให้เห็นอิทธิพลของความเชื่อดั้งเดิมซึ่งผสมปนเปอยู่ในอิสลามของคนภาคใต้มานานทั้งสิ้น ไม่แตกต่างจากพิธีกรรมที่กลุ่ม Darul Islam กระทำในอินโดนีเซีย (เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางศาสนาเพื่อสถาปนารัฐอิสลามขึ้นในอินโดนีเซีย ถูกปราบปรามในเวลาต่อมาและปัจจุบันนี้อยู่ในสภาพ “ใต้ดิน” แต่มีสาวกจำนวนมากและมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มอิสลามระดับรากโคนสูง) ผู้นำของ Darul Islam อ้างว่า ทำพิธีกรรมเพื่อเสริมกำลังใจ

ผู้ปฏิบัติการในภาคใต้บางคนกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยทั้งกับ Salafi และ Wahabi และยอมรับว่าตั้งใจเอาซูฟีเข้ามาผสม เพื่อให้มีกำลังใจเข้มแข็งในการปฏิบัติการ ผู้ปฏิบัติการบางคนบอกแก่ผู้วิจัยเรื่องการระดมผู้คนว่า ในกระบวนการที่จะผ่านเข้าสู่การเป็นผู้ปฏิบัติการ หรือก่อนการปฏิบัติการ มีการทำสมาธิในที่รโหฐานแต่ลำพัง (อิทธิพลซูฟีอย่างชัดเจน)

การปฏิเสธว่าขบวนการนี้ไม่ใช่ Sallafi หรือ Wahabi มิได้หมายความว่าหากเป็นแล้วจะมีอันตรายต่อรัฐไทย ส่วนใหญ่ของสาวกทั้งสองสำนักนี้ ล้วนเป็นมุสลิมที่รักความสงบ และอยู่ร่วมกับคนต่างศาสนาได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่ามีกลุ่มจิฮาดสากลบางกลุ่ม ที่นำเอาความคิดของสองสำนักนี้มาปรับใช้อธิบายเงื่อนไขในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อเป็นเหตุผลความชอบธรรมในการก่อการร้าย การปรับหรือการตีความนี้ แม้ในหมู่ “ผู้ก่อการร้าย” ด้วยกันเอง ก็อาจไม่ตรงกันก็ได้ ดังเช่น อดุลที่ให้สัมภาษณ์แก่คุณมาร์ค แอสคิว กล่าวว่า การปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่พื้นที่ทางศาสนาและพื้นที่ทางการเมืองในประเทศไทยไม่สอดคล้องกัน เป็นการยากที่จะปฏิบัติตามศาสนาอิสลามในพื้นที่ทางการเมืองที่ไม่ใช่อิสลาม จึงจำเป็นต้องสถาปนาพื้นที่ทางการเมืองให้เป็นอิสลามเสียก่อน นั่นคือการแยกประเทศออกเป็นอิสระ เพื่อตั้งรัฐอิสลามขึ้น (หมายถึงรัฐที่ใช้ชาริอะห์เป็นกฎหมายเต็มรูปแบบ)

น่าสังเกตว่า การอธิบายโดยอาศัย “พื้นที่” เช่นนี้ตรงกับความคิดของอิหม่าม สมุทระ ผู้นำเจไอคนหนึ่งในอินโดนีเซีย ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะอดุลได้อ่านพบในเว็บไซต์ก็เป็นได้ แต่ในกรณีอินโดนีเซีย เจไอต้องการสถาปนารัฐอิสลามขึ้นในประเทศที่ผู้ปกครองเป็นมุสลิมอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องการสถาปนาระบอบกาหลิบขึ้นใหม่ด้วย

ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่า เป็นหรือไม่เป็น Salafi ก็ล้วนต้องอธิบายใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ซึ่งแตกต่างกันทั้งสิ้น

หน่วยงานความมั่นคงในประเทศไทยชอบประกาศง่ายๆ ว่าได้พบอิทธิพลทางความคิดของอิสลามสำนักนั้นสำนักนี้ในขบวนการของผู้ปฏิบัติการก่อความไม่สงบ (เช่นวาฮาบี, ซูฟี, ซาลาฟี ฯลฯ) คำถามคือแล้วยังไง เพราะสำนักคิดเหล่านี้หาได้มีลักษณะเป็นเนื้อเดียวกัน (monolithic) ในโลกไม่ การค้นพบเฉยๆ คงไม่เป็นไร หากไม่ทำให้เราลืมไปว่า เงื่อนไขอะไรในท้องถิ่นที่ทำให้ผู้คนพากันลุกขึ้นจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับรัฐ และรัฐจะสามารถปรับแก้อะไรได้บ้างเพื่อลดเงื่อนไขเหล่านี้ลง นี่ต่างหากที่สำคัญกว่า

Read Full Post »