Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘เศรษฐศาสตร์’

กฎหมายไทย กับ ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ: กรณีศึกษาระบบยุติธรรมทางอาญา

recommendare

บันทึก

จากการสัมมนาหัวข้อ  “กฎหมายไทย กับ ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ:  กรณีศึกษาระบบยุติธรรมทางอาญา”

 

การสัมมนาวิชาการประจำปี 2551

วันที่  29  –  30  พฤศจิกายน 2551

โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี

 

บรรยาย  โดย

ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
รองประธาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
คุณธราธร รัตนนฤมิตศร
นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
คุณทรงพล สงวนจิตร
นักวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

จัดโดย

มูลนิธิชัยพัฒนา 

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

บทสรุปมีดังนี้

 

กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยมีปัญหาหลายประการ ตั้งแต่ระบบการบริหารงานยุติธรรมที่ถูกวางโครงสร้างที่ไม่มีการบริหารในภาพรวม  ขาดทิศทางและความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงาน  บางองค์กรในระบบยุติธรรมมีโครงสร้างที่ใหญ่เกินไป ขาดการกระจายอํานาจ มีต้นทุนในงบประมาณแผ่นดินสูง   และมีปัญหาการนําคดีเข้าสู่ระบบยุติธรรมมากเกินควร ในขณะที่ระบบการกลั่นกรองคดียังไม่มีประสิทธิภาพ  การดําเนินคดีมีความล่าช้า         ปัญหาดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นปัญหาการจัดสรรทรัพยากรและการออกแบบระบบแรงจูงใจ    การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว จึงน่าจะให้มุมมองใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของระบบยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยได้บ้าง 

 

การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์โดยคณะผู้วิจัยพบว่า ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยมีอย่างน้อย  3  ประการคือ 

 

1. การใช้กระบวนการทางอาญาเป็นหลักในการระงับข้อพิพาท 

 

ระบบกฎหมายและระบบยุติธรรมของไทยให้น้ําหนักต่อการใช้กระบวนการทางอาญาเป็นหลักในการระงับข้อพิพาทมากเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น ดังจะเห็นได้จากการที่ 

 

• ประเทศไทยมีกฎหมายซึ่งมีบทลงโทษทางอาญามากกว่า 350 ฉบับ โดยส่วนหนึ่ง ครอบคลุมถึงข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อสังคมโดยตรงมากนัก  

 

• ในกรณีที่กฎหมายมีบทลงโทษทั้งในทางแพ่งและอาญา  เมื่อผู้เสียหายฟ้องทั้งในคดีแพ่ง และคดีอาญา  ศาลที่จะพิพากษาคดีส่วนแพ่งมักรอฟังผลของคดีส่วนอาญา ซึ่งทําให้การพิจารณาคดีทางอาญากลายเป็นกระบวนการหลัก  

• กฎหมายบางฉบับได้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อกํากับดูแลทางเศรษฐกิจ เช่น กฎหมายการแข่งขันทางการค่า และกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ แต่ในการออกแบบการบังคับใช้กฎหมายมักเน้นกระบวนการทางอาญาแทนกระบวนการทางปกครอง ซึ่งทําให้กระบวนการทางอาญากลายเป็นกระบวนการหลักในการกํากับดูแลทางเศรษฐกิจ  

 

การที่ระบบกฎหมายและระบบยุติธรรมของไทยใช้กระบวนการทางอาญาเป็นหลักในการระงับข้อพิพาทและแก้ไขปัญหาต่างๆ  มีผลกระทบทําให้ผู้เสียหายเลือกที่จะดําเนินคดีทางอาญามากเกินกว่าระดับที่เหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดส่วนบุคคล เพราะกระบวนการทางอาญาใช้ทรัพยากรของรัฐ  ซึ่งหมายความว่า ผู้เสียหายมีต้นทุนที่ต่ํากว่าการดําเนินการเองมาก  

 

การใช้กระบวนการทางอาญาเป็นหลักยังทําให้เกิดความยากลําบากในการดําเนินคดีเพื่อลงโทษผู้กระทําความผิด เนื่องจากการดําเนินคดีทางอาญาต้องการพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์จนสิ้นสงสัย  นอกจากนี้ คดีอาญายังมีต้นทุนที่ตกอยู่กับรัฐค่อนข้างสูง   จากการประมาณการเบื้องต้นโดยคณะผู้วิจัยพบว่า  ในกรณีที่ผู้เสียหายใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาทุกขั้นตอน  ต้นทุนทางสังคมเฉพาะที่ตกกับภาครัฐจะเท่ากับ 144,947 บาทต่อคดี ซึ่งสูงกว่าต้นทุนของคดีแพ่งที่ระดับ 6,576 บาทต่อคดี ถึงประมาณ 22 เท่า  

 

2. การกําหนดโทษปรับต่ําเกินกว่าระดับที่เหมาะสมมากจนแทบจะไม่มีผลในการป้องปรามการกระทําความผิด  

 

การที่โทษปรับถูกกําหนดให้อยู่ที่ต่ําเกินกว่าระดับที่เหมาะสมมากน่าจะมีสาเหตุต่างๆ ดังนี้

 

• การกําหนดโทษปรับสูงสุดในกฎหมายไม่ได้คํานึงถึงเงินเฟ้อ ทําให้โทษปรับที่แท้จริงเมื่อปรับด้วยเงินเฟ้อแล้วของกฎหมาย ที่บังคับใช้มาเป็นเวลานานมีค่าลดลงตามอัตราเงินเฟ้อ  เช่น ประมวลกฎหมายอาญา (พ.ศ. 2499) ควรได้รับการเพิ่มโทษปรับสูงสุดขึ้น 8 เท่า เพื่อให้มีค่าปรับที่แท้จริงเท่ากับค่าปรับในปีพ.ศ. 2499 เช่น โทษฐานลักทรัพย์ ควรเพิ่มค่าปรับจาก 6,000 บาทเป็น 48,142 บาท   โทษฐานทําร้ายร่างกายควรเพิ่มค่าปรับจาก 4,000 บาท เป็น 32,094 บาท  เป็นต้น หากไม่มีการเพิ่มค่าปรับ ค่าปรับที่แท้จริงตามกฎหมายจะลดลงมาก จนแทบจะไม่มีผลในการป้องปรามการกระทําความผิดเลย    

 

• การกําหนดโทษปรับในขั้นตอนนิติบัญญัติน่าจะไม่ได้พิจารณาถึงความน่าจะเป็น (probability) ในการดําเนินคดีเอาผิดกับผู้ฝ่าฝืน ซึ่งทําให้โทษปรับสูงสุดตามกฎหมายอยู่ ในระดับต่ํากว่าระดับเหมาะสม และไม่สามารถป้องปรามไม่ให้มีการละเมิดกฎหมายได้อย่างเพียงพอ   เช่น คดียักยอกและฉ้อโกงมีความน่าจะเป็นในการจับได้ไม่เกิน  0.15 และ 0.20 ตามลําดับ   

 

3. ศาลมักลงโทษผู้กระทําความผิดด้วยการจําคุก 

 

การศึกษาตัวอย่างคําพิพากษาของศาลฎีกาทั้งคดีความผิดที่เอกชนเป็นผู้เสียหาย และคดีความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย พบว่า ศาลมักจะลงโทษจําเลยด้วยการจําคุกเกือบทุกกรณีที่ศึกษา โดยจะลงโทษปรับก็ต่อเมื่อ ศาลตัดสินให้ลงโทษจําคุก แต่ให้รอการลงโทษ         การที่ศาลมักใช้การลงโทษด้วยการจําคุกแทนการปรับนั้น อาจมีสาเหตุมาจากการที่ศาลมีความเชื่อว่า การจําคุกน่าจะมีประสิทธิผลในการป้องปรามการฝ่าฝืนกฎหมายได้มากกว่าการปรับ  หรือการที่ศาลเห็นว่าโทษปรับสูงสุดตามกฎหมายนั้น น่าจะอยู่ในระดับที่ต่ําเกินไปจนไม่สามารถป้องปรามการฝ่าฝืนกฎหมายได้ จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการลงโทษด้วยการจําคุก    การเน้นลงโทษจําคุกส่งผลให้รัฐมีต้นทุนสูง และผู้ถูกพิพากษาจําคุกต้องสูญเสียเสรีภาพและสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพทั้งที่หลายกรณีกระทําความผิดนั้นไม่ได้มีลักษณะในเชิงอาชญากรรมร้ายแรง 

 

การออกแบบระบบยุติธรรมของประเทศไทยดังที่กล่าวมาข้างต้น มีผลทําให้ระบบราชการที่เกี่ยวข้องกับระบบยุติธรรมทางอาญามีขนาดใหญ่ และใช้ทรัพยากรมาก เช่น งบประมาณรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยสูงถึง 64,643 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2546 คิดเป็นร้อยละ  1.26 ของ GDP  ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนของประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ยกเว้นสหรัฐ    อย่างไรก็ตาม ระบบยุติธรรมทางอาญาของไทย ก็ยังไม่สามารถรองรับจํานวนคดีความทั้งหมดได้ดังจะเห็นได้ว่าจํานวน  คดีอาญาที่ค้างในศาลแต่ละปีมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเพิ่มขึ้นเป็น 116,075 คดีในปี 2549   ซึ่งมีผลทําให้กระบวนการทางศาลใช้เวลานานมากขึ้น    ในส่วนของจํานวนนักโทษ ในปี 2546  ประเทศไทยมีนักโทษในเรือนจํา 210,395 คน  หรือ 339 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน ซึ่งสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่  ยกเว้นสหรัฐ    

 

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวของระบบยุติธรรมของประเทศไทย คณะผู้วิจัยเห็นว่าควรมีการดําเนินการ ดังต่อไปนี้  

 

1. พิจารณาลดบทบัญญัติที่กําหนดโทษทางอาญาให้เหลือเท่าที่จําเป็น  

 

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่จัดตั้งขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ควรศึกษาและทบทวนว่าในบรรดากฎหมายซึ่งมีบทบัญญัติซึ่งมีบทลงโทษทาอาญามากถึงประมาณ 350 ฉบับนั้น  มีการลงโทษทางอาญาที่ไม่จําเป็นมากน้อยเพียงใด โดยควรทบทวนว่าการกระทําความผิดที่มีลักษณะเป็นความผิดส่วนบุคคลและไม่เข้าข่ายการกระทําความผิดต่อแผ่นดิน เช่น คดีที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาท คดีที่เกี่ยวข้องกับเช็ค หรือ  การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในบางรูปแบบ ยังสมควรมีบทกําหนดโทษทางอาญาหรือไม่

 

2. เพิ่มโทษปรับสูงสุดตามกฎหมายให้สูงขึ้น และพิจารณากําหนดกลไกในการเพิ่มโทษปรับสูงสุดอัตโนมัติตามดัชนีราคาผู้บริโภค  

 

ควรมีการสังคายนาการกําหนดโทษปรับของกฎหมายทั้งระบบ ให้สอดคล้องกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม  โดยมุ่งกําหนดให้สอดคล้องกับความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและพิจารณาถึงความน่าจะเป็นในการจับกุมผู้กระทําความผิดมาลงโทษประกอบด้วย    นอกจากนี้ เพื่อให้โทษปรับอยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา  หลังจากที่ได้เพิ่มโทษปรับให้อยู่ในระดับเหมาะสมตามข้อเสนอแนะข้างต้นแล้ว  ควรมีการวางกลไกในการกําหนดโทษปรับสูงสุดตามกฎหมายให้เพิ่มขึ้นตามดัชนีราคาผู้บริโภคโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจทําโดยการออกกฎหมายกลางว่าด้วยการกําหนดโทษปรับ  

 

3. การลดปริมาณคดีที่เข้าสู่ระบบยุติธรรม

 

ควรสร้างทางเลือกในการยุติข้อพิพาทโดยไม่นําคดีเข้าสู่ระบบยุติธรรม หรือมีการกลั่นกรองในขั้นตอนต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรม เช่น ในชั้นอัยการ ควรพิจารณาให้ความสําคัญยิ่งขึ้นต่อการเบี่ยงเบนคดี  การชะลอการฟ้อง และการคุมประพฤติ เพื่อลดปริมาณคดีที่เข้าสู่ระบบยุติธรรมที่มีปริมาณมากในแต่ละปี

 

รายงานฉบับเต็ม

Read Full Post »

เงินคืออะไร

จากความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ระดับ ม.3 เกิดมาก็เคยเรียนมาแค่ตัวเดียว ก็อยากจะชี้แจงล่วงหน้าว่า ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้

ผิดถูกประการใด ขออภัยล่วงหน้า

เงินตามที่มีการนิยาม น่าจะหมายถึงสื่อกลาง หรือ/และ มาตรฐานที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้า หรือบริการที่มนุษย์ สามารถผลิต หรือหามาได้ [1]   เมื่อคำนึงว่ามนุษย์เราไม่สามารถที่จะผลิตสินค้าหรือบริการ มาสนองทุกความต้องการในชีวิตได้ เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน ด้วยกลไกอะไรซักอย่าง และกลไกที่ว่านี้ก็
น่าจะคือ สิ่งที่เรียกว่า “ระบบเงินตรา” เรื่องนี้พอจะเข้าใจได้

แต่สิ่งที่คนเขียนไม่เข้าใจมาก ๆ แต่คิดว่า คนใน blog นี้เข้าใจเป็นอย่างดีก็คือ สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับเงิน นั่นก็คือ เรื่องของราคา (price) รวมถึงโครงสร้างกลไกทางการเงินสารพัด เช่นว่า เราคำนวณมูลค่าของสิ่งของหรือบริการกันยังไง ทำไมเงินที่ได้จากแรงงานในโรงงานนรกมันถึงน้อยแสนน้อย เทียบกับเงินที่ได้ในการทำงานในโรงงานแสนสะอาดในญี่ปุ่น หรือการทำงานเป็นทั่นซีอีโอในบริษัทวาณิชธนกิจชั้นนำ ทั้ง ๆ ที่คุณภาพชีวิตสุดจะห่าเหวที่แรงงานโรงงานนรกจะต้องเสียไป นั้นน่าจะมีค่ามูลค่าในการแลกเปลี่ยนที่สูงกว่า เมื่อคำนึงว่าคุณค่าของมนุษย์ทุกคนนั้นมันควรจะเท่าเทียมกันอย่างน้อยก็ทางทฤษฎี แต่ถ้าจะอธิบายว่า ก็เพราะว่า เราหาคนที่ทำงานเป็นทั่นซีอีโอได้ยากกว่าแรงงานง่าย ๆ น่ะซิ ก็พอจะเป็นคำอธิบายที่มีเหตุผลในแง่เศรษฐศาสตร์ แต่ดูจะไม่มีเหตุผลเอาซะเลย ในแง่ของศีลธรรม อีกเรื่องนึงก็เช่น ทำไมต้องมีการซื้อขายของล่วงหน้า ทั้งน้ำมัน ทอง เงิน หนี้ ใบหนี้ หนี้ของหนี้ของหนี้ของหนี้ของนั่นของนู้นของบ้านคุณภาพต่ำ ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ผม “คาดว่า” คาดว่าเท่านั้นนะ ไม่รู้จริงรึเปล่า ว่า ศักยภาพของโลกเรานั้นน่าจะสามารถผลิตสินค้าและบริการ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ได้เพียงพอสำหรับทุกคนบนโลกได้อย่างแน่นอน แต่ความจริงปัจจุบันก็คือยังมีคนที่ “ขาด” อยู่เป็นปริมาณมาก มันเป็นเพราะอะไร? เป็นเรื่องของโครงสร้างระบบเงินเป็นหลักรึเปล่า หรือมันเกี่ยวพันไปซะทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการเมือง การศึกษา การสื่อสาร ศีลธรรม ศาสนา ฯลฯ

เคยฟังบางคนพูดว่า “เ้อ้อ ผมว่าผมมีค่า์มากกว่าหลาย ๆ คนบนโลกนะ เพราะผมหาเงินได้เยอะ หมายความว่าผมทำประโยชน์ให้แก่โลกใบนี้ได้มากกว่าคนอื่น ๆ (ตามนิยามของเงินก็ คือผมสามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากกว่าคนอื่น ๆ มากกว่ามาตรฐานชายไทยทั่วไปนั่นเอง)” ฟังไปฟังมา เกือบเห็นดีเห็นงามไปด้วยว่า เอออ ถูกก ๆๆๆ ถูกต้อง!

อ่านบทความของ อ.ประเวศ วะสี ในหนังสือ ความจริงของความจน [2] แล้วก็พอเข้าใจว่า ปัญหาความรวยกับความจนในไทย เกิดขึ้นจากปัญหาิเชิงโครงสร้าง ที่ไม่เอื้ออำนวยให้คนทั่วไปหายจน ทั้งโครงสร้างทางการเมือง อันนี้เห็นได้ชัดมาก , โครงสร้างทางการศึกษา ที่่มักสอนไปในแนวสร้างรวยมากกว่า แก้จน, โครงสร้างทางทรรศนะ ที่เราเคยได้ยินบ่อย ๆ ก็เช่น โตขึ้นขอให้เป็นเจ้าคนนายคน ขอให้ได้นั่งกินนอนกิน รักดีหามจั่วรักชั่วหามเสา (หามเสาเป็นความชั่วได้อย่างไร) ฯลฯ เมื่อนั่งอ่านความคิดของปัญญาชนบนโลกนี้ กับปัญหาความไม่ยุติธรรมทางการเงินไปเรื่อย ๆ ก็ไปเจอหลาย ๆ ความคิดที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ทั้ง ธนาคารกรามีน [3] ที่เป็นโครงสร้างทางการเงินการธนาคารแบบเกือบใหม่ที่ ช่วยปล่อยกู้ให้กับทุก ๆ คนที่ต้องการเงิน แต่ไม่มีอะไรจะค้ำประกัน หรือ http://www.kiva.org [4] ที่อนุญาตให้เราปล่อยกู้แบบไม่รับประกันการได้เงินต้นคืน สู่คนจนในประเทศโลกที่สาม ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านอินเทอร์เนต ซึ่งดีกว่าการบริจาคเงิน เพราะการปล่อยกู้นั่นหมายถึงการให้อุปกรณ์เค้าไปจับปลา ไม่ใช่แค่ให้ปลาเค้าไปวัน ๆ ซักวันก็จะหมด อีกทั้งถึงแม้จะเสี่ยง แต่เราก็มีโอกาสจะได้เงินที่เราเราูู้คืน เป็นโมเดลที่ดีกว่าการบริจาคเป็นไหน ๆ รวมถึงโครงการ Architecture for Humanity [5] ที่เป็นตัวกลางที่จะให้สถาปนิกทั่วโลก อาสามาออกแบบสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อคนจนจำนวนมาก แทนที่จะออกแบบให้กับกลุ่มคนรวยที่มีเงินจ่ายเพียงหยิบมือเดียว

สิ่งหล่านี้ ใช่หรือไม่ว่า เพราะด้วยวิทยาการปัจจุบัน มนุษย์มีความสามารถในการวัดมูลค่า ได้เพียงแค่วัตถุและบริการ ทำให้ ครู อาจารย์ ที่น่าจะตีมาเป็นมูลค่าได้มาก แต่กลับไม่มากเท่านายหน้าค้าหุ้น หรือนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมูลค่าไม่เท่านักการเมือง

สุดท้ายผ่านไปอีกซักพันปี มนุษย์คงจะสามารถประดิษฐ์เครื่องมือที่วัดมูลค่า ของ “นามธรรม” ในตัวมนุษย์ได้ เช่น เอา usb จิ้มหัวปุ๊บ วัดได้เลยว่า คนนี้มี หน่วยความดีเท่าไหร่ มีหน่วยความตั้งใจพัฒนาชาติบ้านเมืองเท่าไหร่ มีหน่วยความเห็นแก่ได้เท่าไหร่ บวกลบคูณหารอินทริเกตแล้ว คนนี้เอาไปเลย … “เงิน” พันล้านนนนน !

อ้างอิง

[1] http://en.wikipedia.org/wiki/Money

[2] หนังสือ ความจริงของความจน, https://bordeure.files.wordpress.com/2008/09/truth-about-thai-poverty.pdf

[3] หนังสือ Muhamhad Yunus นายธนาคารเพื่อคนจน แปลโดย คุณสฤณี อาชวานันทกุล

[4] http://www.kiva.org

[5] http://www.architectureforhumanity.org/

Read Full Post »

เศรษฐศาสตร์ทฤษฎีเกม ว่าด้วยการท้าสาบานของนักการเมืองไทย

 

                “ข้าพเจ้าชอบเสรีภาพที่เสี่ยงอันตรายมากกว่าความสงบสุขใน ความเป็นทาส (Malo periculosam libertatem quan quietum servitium)”  ปาลาแตง

 

                เมื่อคืนวันที่ 26 มิถถุนายน 2551 ผมนั่งฟังอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ฯพณฯนายกสมัคร สุนทรเวช และรัฐมานตรีรายบุคคล โดยรัฐมนตรีรายสุดท้ายที่ถูกอภิปรายในขณะนั้นคือคุณเฉลิม อยู่บำรุง ได้ลุกขึ้นตอบข้อกล่าวหาของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โดยการท้าสาบาน (ซึ่งจริงๆ มิใช่การตอบคำถาม แต่เป็นการเบี่ยงประเด็นอย่างมีชั้นเชิง และ ถูกจริตผู้ดูโดยทั่วไปที่มีความผูกพันธ์และเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์) ซึ่งต่อมาเมื่อท่านรัฐมนตรีมหาดไท เฉลิม อยู่บำรุงอภิปรายตอบข้อซักถามเสร็จ นายสุเทพ ก็ได้ลุกขึ้นปฏิเสธที่จะไปสาบานร่วมกันกับ คุณเฉลิม

                จุดนี้เองที่ทำให้หลายต่อหลายคนเกิดข้อสงสัยในใจว่า ตกลงแล้วที่คุณสุเทพ ไม่ไปสาบานกับ คุณเฉลิมเพราะกลัว ที่ตัวเองใส่ร้ายคุณเฉลิมอย่างไม่มีมูลใช่หรือไม่ ? และคุณเฉลิมที่กล้าท้าสาบานกับคุณสุเทพ เป็นผุ้บริสุทธิ์จึงกล้าที่จะท้าสาบานหรือเปล่า ? คำถามนี้มีคำตอบในทางเศรษฐศาสตร์ครับ

                โดยการวิเคราะห์จะเริ่มจาก การตัดกรณีที่ทั้งผู้อภิปราย และ ผู้ถูกอภิปรายจะพูดจริงทั้งคู่ออกไปได้เพราะไม่มีทางเกิดขึ้นจริง เนื่องจากฝ่ายหนึ่งเป้นผู้ตั้งข้อกล่าวหา ในขณะที่อีกฝ่ายต้องหักล้างข้อกล่าวหานั้น ทิศทางของการอภิปราจึงสวนทางกัน ในลำดับถัดมา เราจึงเหลือทางเลือกที่ว่า ฝ่ายหนึ่งฝ่ายบใดโกหก หรือทั้งสองฝ่ายโกหกทั้งคู่เอาไว้ให้พิจารณากัน ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังตารางที่ 1 และ 2 ดังนี้

 

ตารางที่ 1: แสดงผลลัพทธ์การเดินเกมของผู้ท้าสาบาน และ ผู้ได้รับคำท้ากรณีผู้ท้าโกหก[1]

 

 

 นาย B

 

 

 

รับคำท้า

ไม่รับ

 นาย A

ท้าสาบาน

(,+)

(+,-)

ไม่ท้า

(0,0)

(0,0)

 

ตารางที่ 2: แสดงผลลัพทธ์การเดินเกมของผู้ท้าสาบาน และ ผู้ได้รับคำท้ากรณีผู้ท้าสาบานพูดจริง

 

 

 

 นาย B

 

 

รับคำท้า

ไม่รับ

 นาย A

ท้าสาบาน

(+,)

(+,-)

ไม่ท้า

(0,0)

(0,0)

 

                ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า แบบแผนการตัดสินใจจะออกมาว่า กลยุทธ์เด่นในกรณีคนโกหกมักจะออกมาในรูปไม่ท้าสาบาน และ ไม่รับคำท้าเสมอ ในขณะที่ผู้ซึ่งพูดความจริงในการอภิปราย จะมีกลยุทธ์เด่นคือการท้าสาบานเสมอ เช่นเดียวกัน เช่นนี้กล่าวได้หรือไม่ว่า นักการเมืองที่เริ่มท้าสาบานก่อน (โดยการท้าสาบานดังกล่าวมีเหตุมีผล และ เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์) จะเป็นผู้กล่าวความจริงเสมอไป คำตอบคือ ไม่ครับ !!!  นั่นเป็นภาพลวงตา และอย่างที่ผมกล่าวไปในเบื้องต้นว่า นักการเมืองจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจถึงความลึกซึ้งในประเด้นที่ผลกำลังจะกล่าวอธิบายหลังจากนี้

                โดยผมจะแสดงให้ทุกท่านได้เห็นว่า นักการเมืองสามารถที่จะโกหกทั้งคู่ได้โดยมีผุ้กล้าท้า สาบาน อย่างมีเหตุมีผลด้วย เช่นเดียวกัน ในเบื้องต้นผมจะสมมติว่า นักการเมืองที่อภิปรายกล่าวหา และตอบข้อซักถามระหว่างกัน กล่าวเท็จทั้งคู่ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวเท็จเป็นบางส่วน เพื่อให้คำกล่าวหา หรือ คำอธิบายดูน่าเชื่อถือ เช่น นักการเมือง A กล่าวหา นักการเมือง B ในประเด็น ก. ซึ่งจริง และประเด็น ข. ที่ยกเมฆมาพูด นักการเมือง B จึงกุหลักฐานและพยายามจะโกหกเพื่อให้ตนเองรอดพ้นจากข้อกล่าวหา ก. (ซึ่งตนเองทำผิดจริง) ในขณะที่ประเด็น ข. นักการเมือง B สามารถใช้ข้อเท็จจริงมาหักล้างได้ (เพราะนักการเมือง A กล่าวหาด้วยการกล่าวเท็จ) การตัดสินใจของนักการเมือง A และ B ในกรณีนี้จะเป้นเช่นไรสามารถตอบได้จากตารางที่ 3 ต่อไปนี้คือ

 

ตารางที่ 3: แสดงผลลัพทธ์การเดินเกมของผู้ท้าสาบาน และ ผู้ได้รับคำท้ากรณีผู้ท้าสาบาน พูดเท็จทั้งคู่

 

 

 

นาย B

 

 

รับคำท้า

ไม่รับ

นาย A

ท้าสาบาน

(,)

(+,-)

ไม่ท้า

(,+)

(,+)

 

                เราจะพบว่า กรณีที่ทั้งนาย A และ นาย B ต่างโกหก ดุลยภาพกลับกลายเป็น นาย A ท้าสาบาน และนาย B ไม่รับคำสาบาน เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น มีคำอธิบายในเชิงทฤษฎีอยู่กล่าวคือ เหตุเพราะการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์นี้ เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน คือนาย A ในกรณีนี้เป็นผุ้ตัดสินใจก่อน (เริ่มท้าก่อน) ดังนั้น เมื่อทั้งสองต่างโกหก นาย B จึงมีแต่เสียกับเสียและปราศจากทางเลือกที่ดี (มีแต่เลวน้อยที่สุด) เพราะ รับคำท้าก็กลัวว่าจะโดนฟ้าลงโทษ หากไม่รับก็เสียหน้าโดนหาว่าโกหก ยิ่งโดยเฉพาะนาย A สาบานไว้แรงเท่าไหร่ ต้นทุนที่จะหน่วงให้นาย B จำต้องเลือกไม่รับคำท้ายิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น (เพราะนาย B จะชั่งน้ำหนักระหว่าเสียหน้ากับผลลบจากคำสาบานอยู่ตลอด)

                บทเรียน การตัดสินใจเชิงกลยุธ์ในวันนี้จึงชี้ว่า แท้จริงแล้ว การที่นักการเมืองซัก คนออกมาท้าทายให้มีการสาบานอย่างแรงๆ ก่อน และ อีกฝ่ายไม่รับคำท้านั้น อาจไม่ได้เป็นเครื่องการันตรีความบริสุทธิ์ และ ขาวสะอาดของเขาผู้กล้าออกมาท้าสาบานเสมอไปหรอกครับ  ทว่าอาจเป็นเพราะประสบการณ์สอนเขาให้รู้จักการเล่นเกม ในลักษณะที่ผมได้แจกแจงให้เห็น ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เราเรียกเกมเช่นว่านี้ว่า เกมปอดแหก (Game of chicken) เพราะผุ้เริ่มเปิดเกมก่อน (กล้าท้าสาบานก่อน) จะเป็นฝ่ายยึดกุมสถานการณ์ได้ และฝ่ายที่ปอดแหกมากกว่าจะพ่ายแพ้ไปในที่สุด

                ทีนี้เราคงกระจ่างกันเสียที่ว่า ทำไมนักการเมืองหลายคนจึงชอบออกมา ท้าสาบานกันนัก (ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์) ซึ่งจริงๆ ยังมีคำอธิบายในแง่รัฐศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ หรือ ศาสตร์อื่นๆ อีกมาก หากสนใจก็ศึกษากันได้ครับ ตอนนี้ผมก็พึ่งซื้อหนังสือเรื่อง พูดไปสองไพเบี้ย ของคุณสมบัติ จันทรวงศ์ ที่วิจัยสังเคราะห์ถึงแนวทางการอภิปรายของนักการเมืองออกมาอย่างเป็นระบบ หากอ่านจบแล้วอาจนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสหน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ


[1] หากนาย A โกหก แล้วท้าสาบาน นาย A จะได้รับผลลบหาก นาย B รับคำท้า ทว่าหากฝ่ายนาย B ไม่รับคำท้า นาย A จะได้ประโยชน์แทน นาย A จึงไม่มีกลยุทธ์เด่น เพราะการตัดสินใจของนาย A ที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนาย B ด้วย ทว่าในกรณีนี้ นาย B มีกลยุทธ์เด่นคือการรับคำท้า เพราะนาย B รู้ว่าตนเองกล่าวถูกต้องแน่ๆ ดุลยภาพของการตัดสินใจจึงเป็นจุดที่นาย B รอรับคำท้า และนาย A ไม่กล้าท้า (เพราะรู้ว่านาย B รับคำท้าแน่ๆ)

Read Full Post »

triamboy

“ถ้าหากเงินเฟ้ออยู่เหนือระดับเงินเฟ้อเป้าหมายแล้ว  นั่นหมายถึง  การลดลงของระดับเงินเฟ้อจะนำมาสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก  และยาวนาน”


การดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบันนี้ไม่ได้เรียบง่ายเช่นในอดีต  แต่กลับต้องดำเนินชีวิตภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ที่นับวันยิ่งเชี่ยวกราดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว  ทุกอย่างรอบตัวกำลังรวมเป็นตลาดเดียว  คือ ตลาดโลก  นั่นหมายความว่า ราคาสินค้า  และบริการถูกกำหนดโดยตลาดโลก  ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการย่างเข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาดของ ประเทศจีน  อินเดีย  และยุโรปตะวันออก  การปฏิวัติทางเทคโนโลยี  และการสื่อสาร  ต้นทุนการคมนาคมขนส่งที่ลดลงต่ำเป็นอย่างมาก  ด้วยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแรงผลักดันให้เกิดการแบ่งงานกันทำมากขึ้น  หรือเราสามารถอธิบายโลกาภิวัฒน์ในมุมมองของธุรกิจเข้ากับมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ได้ว่า  โลกาภิวัฒน์  คือ  ช็อคที่เกิดขึ้นกับ ราคาสัมพัทธ์  โดยระดับราคาทั่วไปขึ้นกับราคาสินค้า  และบริการที่ผลิตได้ในประเทศ  โดยแนวโน้มของ ราคาเป็นดังนี้ 

 

ราคาของ  Tradable Goods  (สินค้าที่มีการทดแทนกันอย่างเกือบสมบูรณ์โดยสินค้านำเข้า  หรือราคาถูกกำหนดจากภายนอกประเทศ)  มีแนวโน้มลดลง

 

ราคาของ  Non-tradable Goods  (สินค้าที่ไม่มีการทดแทนกัน  หรือราคาถูกกำหนดจาก ภายในประเทศ)  มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 

ผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่ออัตราเงินเฟ้อสรุปได้  ดังนี้


(.)  การเปลี่ยนแปลงของอัตราการค้า  (ราคาของสินค้าออกต่อราคาสินค้าเข้า)

โลกาภิวัฒน์ได้เปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องกับเงินเฟ้อ  อันเนื่องมาจากการตีตลาดสินค้าราคาถูกจากเอเชีย  นั่นคือ  ช็อคของอุปทานทางบวก  (การเพิ่มขึ้นของอุปทานทุกระดับราคา)  ดังนั้นการลดลงของราคาสินค้านำเข้าทำให้ค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้น  หรืออำนาจซื้อเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่มีต้นทุนเกิดขึ้น 

 

ผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงิน


ในทางปฏิบัติ  ก่อให้เกิดผลดีต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่เรียกว่า  “Tailwind”  นั่นคือ  ธนาคารกลางสามารถใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับที่สูงกว่าปกติ  หรือกล่าวได้ว่าลดอัตราเงินเฟ้อโดยที่ไม่จำเป็นต้้องมีการชะลอตัวของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  จากการศึกษาเชิงประจักษ์ของ London School of Economics  ผลดีที่เกิดขึ้นนี้เกิดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว  เพราะว่าแรงงานอาจจะสร้างรูปแบบ การคาดการณ์จากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากผลได้ของอัตราการค้า  ดังนั้นการดำเนินนโยบายนี้ใช้ได้เพียงชั่วคราว


(.)  การเปลี่ยนแปลงของพลวัตระยะสั้นของกระบวนการเงินเฟ้อ


โลกาภิวัฒน์ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อ  และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น  (Short-run tradeoff)  มีความสัมพันธ์ในลักษณะลาดมากขึ้น  หรือชันน้อยลง  จากการศึกษาเชิงประจักษ์ที่ได้จากหลายประเทศทั่วโลก  พบว่า


ทศวรรษที่  ๗๐  ความสัมพันธ์มีลักษณะแนวดิ่ง  คือ  ไม่ว่าจะพยายามที่จะรักษาอัตราการว่างงานให้ต่ำกว่าอัตราการว่างงานธรรมชาติแล้วก็ตามส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ


ทศวรรษที่  ๘๐  ความสัมพันธ์มีลักษณะชันลาดลง  คือ  เงินเฟ้อที่ระดับต่ำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาวะเศรษฐกิจมีการว่างงานมากขึ้น


ทศวรรษที่  ๙๐  ความสัมพันธ์มีลักษณะลาดจนเกือบเป็นเส้นตรงแนวนอน  คือ  สามารถทำให้เงินเฟ้อต่ำลงในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ชะงัก


ในทางทฤษฎีแล้วสามารถอธิบายได้ว่า  ผลที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึง  การจัดการทางด้านอุปสงค์ที่ดีมาก โดยทำให้ระดับการว่างงานอยู่ต่ำกว่าระดับธรรมชาติ 


ข้อสังเกต  กระบวนการของเงินเฟ้อมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  อันมีสาเหตุดังต่อไปนี้


(.)  การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายการเงินของธนาคารกลาง  โดยหันมาใช้นโยบายเงินเฟ้อเป้าหมายซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในระบบเศรษฐกิจทั่วโลก  นโยบายเงินเฟ้อเป้าหมายนี้ทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในกรอบต่างจากในอดีต  คือ  การว่างงานลดลงอาจนำไปสู่การคาดการณ์ เงินเฟ้อที่สูงขึ้น


(.)  ความถี่ในการปรับราคาเพิ่มขึ้นลดลงเพื่อให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ  อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง  ดังนั้นแม้ว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น  แต่ถ้าค่าเฉลี่ยอยู่ในกรอบที่กำหนดจึงไม่จำเป็นต้องปรับราคาเพิ่มขึ้น


ดังนั้น  ในระยะสั้น  การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์จะไม่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของระดับราคา  ความสัมพันธ์จะลาดมากขึ้นเมื่อขนาดการเปิดประเทศมากขึ้น


ลกระทบเชิงโครงสร้่างระหว่างความสัมพันธ์ของช่องว่างเงินเฟ้อ และช่องว่างผลผลิต  เนื่องมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้


(.)  การค้า  และการลงทุนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น  และความชำนาญเฉพาะทาง  ส่งผลดังนี้

        (.)  ลดการตอบสนองของเงินเฟ้อต่อช่องว่างผลผลิตในประเทศ

    (.)  เพิ่มการตอบสนองต่อระดับดุลยภาพจากอุปสงค์  และอุปทานนอกประเทศ


        ข้อสรุปนี้ยืนยันได้จากการศึกษาเชิงประจักษ์  ของ  BIS  โดย  Borio  และ  Filardo


(.)  การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศที่มีความเหลือเฟือของแรงงาน  ไปลดการตอบสนองต่อวัฏจักรส่วนต่างกำไร  อันเนื่องมาจากธุรกิจมีบทบาทน้อยลงในการเข้าไปแทรกแซง  คือ  สามารถเพิ่มราคาเมื่ออุปสงค์ภายในประเทศเพิ่มขึ้น


(.)  ต้นทุนการผลิตมีการตอบสนองต่อวัฏจักรธุรกิจน้อยลง  เห็นได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีการย้ายการผลิตไปยังจีน  อินเดีย  และยุโรปตะวันออก  ทำให้แรงงานเห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดในการเรียกร้องเพิ่มค่าจ้างในขณะที่การว่างงานลดลง    หรือกล่าวได้ว่าจำกัดผลกระทบที่เกิดจากต้นทุนแรงงานหน่วยสุดท้าย  เมื่อมีการผลิตเพิ่มขึ้น


(.)  การอพยพแรงงาน  ในปี  ..  ๑๙๙๗  สองในสามของแรงงานที่เพิ่มขึ้นมาจากการอพยพ  ขนาดของการอพยพจะสะท้อนส่วนต่างของค่าจ้างระหว่างประเทศ  ในปัจจุบันธุรกิจมีแนวโน้มที่สูงขึ้นในการใช้แรงงานจากต่างประเทศ  โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความชำนาญเฉพาะทาง  ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการพบว่า  มันเป็นการยากในการหาแรงงานเพิ่ม  แทนที่จะเพิ่มค่าจ้างเพื่อจ้างแรงงานนั้นจากบริษัทอื่น  เราสามารถนำแรงงานจากต่างประเทศมาใช้แทน


ข้อสังเกต  การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิต  และต้นทุนแรงงานลดลง


ในบางครั้งผลจากโลกาภิวัฒน์อาจก่อให้เกิดผลในทางตรงข้าม  คือ  ด้วยแรงกดดันจากสภาวะการแข่งขันที่สูงในโลกปัจจุบันนี้  อาจหมายถึงกำไรที่จะต้องสูญเสียไปจำนวนมาก  อันเนื่องมาจากการกำหนดราคาที่ผิดพลาด  ทำให้ธุรกิจนั้นต้องมีการปรับราคาที่ดีมาก  ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างช่องว่างเงินเฟ้อและช่องว่างผลผลิตเป็นไปในลักษณะที่ชันมากขึ้น


จากการทำแบบสอบถามโดยหน่วยงานของสหภาพยุโรปไปยังบริษัทต่างๆ  เพื่อดูรูปแบบการ เปลี่ยนแปลงราคาสินค้าโดยแยกเป็นหมวดต่างๆ  พบว่า  มีแนวโน้มในการเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าในทุกหมวด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดที่ได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์มากที่สุด  การเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเปลี่ยนแปลงของราคาในธุรกิจค้าปลีกเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงภาวะการแข่งขันที่สูงมาก  จนเรียกว่า “Tesco Effect”  เป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถตั้งราคาที่ได้เปรียบในการแข่งขันโดยง่ายมาก


ที่ผ่านมาเป็นการอธิบายถึงผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่อการตอบสนองภาวะเงินเฟ้อด้านอุปสงค์  สำคัญยิ่งกว่านั้นโลกาภิวัฒน์ได้เปลี่ยนกระบวนการตอบสนองของภาวะเงินเฟ้อด้านอุปทาน  เห็นได้ชัดจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเป็น    เท่า  ภายในเวลาเกือบสองปี  ซึ่งถ้าเป็นในอดีตแล้วอาจมีความกังวลที่จะนำไปสู่  “ภาวะเวินเฟ้อรุนแรง”  (Inflationary)  แต่ด้วยผลจากโลกาภิวัฒน์ทำให้ราคาสินค้านำเข้าลดลง  ขณะที่ภาคการผลิตมีการพึ่งพาน้ำมันน้อยลงเหลือ    ใน    ของทศวรรษที่  ๗๐  แต่อย่างไรก็ตาม  ยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจนำไปสู่การเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้นเพื่อที่จะรักษาอำนาจซื้อของรายได้ให้คงเดิม


จากเหตุการณ์พบว่า  ค่าจ้างมีระดับคงที่เป็นเวลานาน  ไม่มีการขึ้นค่าจ้างเลยในหลายปีที่ผ่านมา  เนื่องจากดัชนีราคาได้เพิ่มสูงขึ้นในเวลานั้น  อัตราการเปลี่ยนแปลงของอำนาจซื้อของค่าจ้างชะลอตัวเนื่องด้วยเหตุ ดังนี้


.)  อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น  ตั้งแต่ต้นปี  .๒๐๐๕  (ไม่มีนัยสำคัญในการกำหนด)


.)  ภาวะการกดดันอันเนื่องมาจากการแข่งขันที่สูงยังส่งผลกระทบไปยังกระบวนการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงานในภาคธุรกิจ  ซึ่งโดยปกติแล้วจะส่งผลกระทบให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น  ทำให้ราคาสินค้า และบริการที่ได้รับผลกระทบปรับตัวเพิ่มขึ้น  ในทางกลับกัน  พบว่า  ภาคธุกิจพยายามหาช่องทางในการลดต้นทุน  อาทิ  การลดค่าจ้าง  การลดราคาสินค้าขั้นกลาง  หรือการเพิ่มประสิทธิภาพ  จากแบบสอบถามภาคธุรกิจของบริษัททั่วโลก  พบว่า  น้อยบริษัทที่จะขึ้นราคา  ในทางกลับกันพยายามที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ  ลดการจ้างงาน  ลดค่าจ้าง  และลดต้นทุนอื่นๆ  ผลลัพธ์ที่ตามมาจากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น  สามารถสรุปได้ว่ายังอีกห่างไกลที่จะส่งผลให้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น


จากทั้งหมดนี้สามารถสรุปได้ว่า  เงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะลดลง  อันเนื่องมาจากอิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงิน  ดังนี้


.)  การลดลงของการส่งผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นไปยังค่าจ้าง  และราคาสินค้าและบริการ  ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับธนาคารกลาง   แต่ความสัมพันธ์ระหว่างช่องว่างเงินเฟ้อ  และช่องว่างผลผลิตมีแนวโน้มลาดลงมากขึ้น  นั่นสามารถตีความได้ว่า  หลายๆสิ่งจะดีขึ้น  คือ  ไม่ว่าจะเป็นช็อคจากอุปสงค์  หรือความผิดพลาดของการดำเนินนโยบาย  ไม่ส่งผลให้เกิดความผันผวนของเงินเฟ้อจนออกนอกระดับเป้าหมาย


.)  การเปลี่ยนแปลงของระดับอุปสงค์รวมมีความสำคัญน้อยลงในการกำหนดเงินเฟ้อ


.)  โลกาภิวัฒน์จะชักจูงการดำเนินนโยบายทางการเงิน  โดยให้ความสำคัญมากขึ้นในการลดเงินเฟ้อ โดยยอมเสียต้นทุนค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้นจากส่วนต่างผลผลิตที่มากขึ้นสามารถยืนยันได้จากการพิสูจน์โดยการเปรียบเทียบสัมประสิทธิ์ถ่วงน้ำหนักของส่วนต่างผลผลิต ภายใต้เงื่อนไขของระดับการเปิดประเทศที่แตกต่างกัน  ในสมการการสูญเสียที่ได้จากสมการสวัสดิการสังคมบนพื้นฐานอรรถประโยชน์ส่วนบุคคล   พบว่ายิ่งมีการเปิดประเทศมากขึ้นขนาดของสัมประสิทธิ์ถ่วงน้ำหนักของส่วนต่างผลผลิตยิ่งลดลง


ดังนั้น  ถ้าหากเงินเฟ้ออยู่เหนือระดับเงินเฟ้อเป้าหมายแล้ว  นั่นหมายถึง  การลดลงของระดับเงินเฟ้อจะนำมาสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก  และยาวนาน  ดังนั้นยิ่งทำให้มี  Premium  มากขึ้นในการรักษาให้ความคาดหวังเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับเป้าหมาย  อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า  เรารู้น้อยมากในรูปแบบการสร้างความคาดหวังของผู้บริโภค  ทางที่ดีที่สุดขั้นแรก  คือ  ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ  และความสำคัญอย่างมากในการดูแล  เฝ้าระวังสัญญาณเงินเฟ้อ  ทั้งในตลาดสินค้า บริการ  และตลาดแรงงาน

 

Read Full Post »