Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘เมืองไทยในเงาคึกฤทธิ์’

recommendare

บทความเรื่อง ”เมืองไทยในเงาคึกฤทธิ์”

.

เรียบเรียงโดย

เกษียร เตชะพีระ

.

ความมีดังนี้

“เกษียร เตชะพีระ อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ไทย หนีเข้าป่าจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ลีลาการสอนที่ตื่นเต้นทำให้เขาเป็นอาจารย์ที่นักศึกษาชอบมากคนหนึ่ง มีเพื่อนคนหนึ่งเคยพูดว่า “ตอนเรียนบูชาเกษียรเหมือนพ่อ พอเกรดออก รถจารย์แมร่งอยู่ไหนวะ” คำว่า Thaksinomic ทักษิณาธิปไตย เขาคนนี้ก็เป็นคนคิดขึ้น ถ้าคุณอยากจะฟังเสียงหัวเราะที่นักศึกษาทั้งห้องขนลุกมาแล้ว และข้อสอบปลายภาคคือข้อสอบที่คุณคิดเอง เสนอเอง ตั้งเอง แต่ตอบเองได้หรือเปล่า ม่ายรุนะ”

.

panakorn, เว็บบอร์ด dek-d.com, 20 เมษายน 2553

.

ถึงจะเว่อร์ไปบ้าง (เช่นที่ว่าผมเป็น “อดีตสมาชิกพรรค…” แหมไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับ ฯลฯ) แต่คำแนะนำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนที่เกี่ยวกับผมของนักศึกษาคนนี้ก็สะท้อนความจริงบางอย่างอยู่ โดยเฉพาะที่ว่า “ข้อสอบปลายภาคคือข้อสอบที่คุณคิดเอง เสนอเอง ตั้งเอง แต่ตอบเองได้หรือเปล่า ม่ายรุนะ”

.

ในบรรดาคำถามข้อสอบไล่วิชาการเมืองการปกครองของไทยต่างๆ นานา 45 ข้อที่นักศึกษาแต่ละคนคิดตั้งขึ้นเอง/ร่างเค้าโครง-ค้นคว้าข้อมูลเอง/เขียนตอบเองภายใต้การตรวจแก้แนะนำคัดกรองของผมในภาคการศึกษา 2/2552 ที่ผ่านมา (วันสอบไล่ 12 มีนาคม ศกนี้) ข้อที่ช่วยฉายภาพความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันในแง่ระบบคิดได้เฉียบแหลมลึกซึ้งชวนขบคิดถกเถียงยิ่งเป็นของนักศึกษาปี 3 เลขทะเบียน 500361….

.

เขาค้นคว้าเรียบเรียงประยุกต์มันขึ้นมาจากงานวิจัยเรื่องการสร้าง “ความเป็นไทย” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดย ร.ศ.ดร.สายชล สัตยานุรักษ์ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นสำคัญ

.

เพื่อประโยชน์แก่การวิเคราะห์ระบบคิดเบื้องหลังความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน ผมขออนุญาตคัดลอกคำถามเอง-ตอบเองของนักศึกษาผู้นี้มาให้อ่านโดยปรับแต่งตัดทอนเล็กน้อยเพื่อความเหมาะสมดังนี้ :

.

คำถาม

.

“ความเป็นไทย” กระแสหลักที่นิยามโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้สร้าง “ความจริง” ทางการเมืองอะไรให้กับสังคมไทยบ้าง? “ความจริง” เหล่านั้นสามารถนำมาใช้อธิบายสาเหตุและเสนอวิธีการแก้ปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในช่วงปี พ.ศ.2495 – ปัจจุบันได้หรือไม่ อย่างไร? และท่านเห็นว่าการเสนอคำอธิบายตามแนวทาง “ความจริง” เหล่านั้น สามารถช่วยให้เข้าใจและแก้ปัญหาได้หรือไม่ อย่างไร?หากไม่ ท่านคิดว่าเป็นเพราะอะไร?

.

คำตอบ

.

นิยาม

.

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในปัจจุบันได้ดำเนินมาเป็นเวลานานหลายปีแล้วและยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ได้มีความพยายามเสนอคำอธิบายสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ด้วยกันหลายแบบ อย่างไรก็ตาม คำอธิบายที่พบมากที่สุดคือ คำอธิบายตามกรอบ “ความเป็นไทย” กระแสหลัก และจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คำอธิบายเหล่านั้นได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก “ความจริง” ทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ปัญญาชนที่ทรงอิทธิพลในการนิยาม “ความเป็นไทย” มากที่สุด ในที่นี้จึงจะทำการวิเคราะห์ว่า “ความจริง” เหล่านั้นได้ให้คำอธิบายอะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้บ้าง และคำอธิบายเหล่านั้นมีความถูกต้องเหมาะสมเพียงใด

.

ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงการเสนอคำอธิบาย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบคำนิยามศัพท์สำคัญในเรื่องนี้เสียก่อน ได้แก่คำว่า “ความเป็นไทย” กระแสหลัก และคำว่า “ความจริง” ทางการเมือง ทั้งนี้ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน โดยในที่นี้ผู้เขียนจะขออ้างอิงคำนิยามที่ปรากฏใน “บทวิจารณ์ การสร้าง “ความเป็นไทย” กระแสหลักและ “ความจริง” ที่ “ความเป็นไทย” สร้าง” (ฟ้าเดียวกัน, 3 : 4 (ตุลาคม – ธันวาคม 2548)

.

คำว่า “ความเป็นไทย” หมายถึง สิ่งสร้างทางการเมืองวัฒนธรรม เชื้อมูลที่ประกอบสร้างเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย หากเรามีสิ่งนี้ก็จะได้ชื่อว่าเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ เมื่อนำมารวมกับคำว่า กระแสหลัก จึงหมายถึง สิ่งสร้างทางการเมืองวัฒนธรรมที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในการทำความเข้าใจว่าอะไรคือไทย

.

ส่วนคำว่า “ความจริง” นั้น หมายถึง สภาวะนามธรรมที่เป็นจริงโดยตัวมันเอง อย่างไรก็ตาม “ความจริง” ในที่นี้เป็น สกรรมสภาวะ (transitive reality) เป็นจริงเพราะเราเชื่อ ไม่ได้เป็นจริงโดยตัวมันเอง แต่เรากลับเชื่อว่ามันเป็นจริงโดยตัวมันเอง เมื่อนำมารวมกับคำว่า การเมือง จึงหมายความว่า แง่มุมทางการเมืองที่เราเชื่อว่าถูกต้อง เป็นจริง ไม่เปลี่ยนแปลง

.

เมื่อนำ 2 คำข้างต้นมารวมกันเป็น “ความจริง” ทางการเมืองที่ “ความเป็นไทย” กระแสหลักสร้างขึ้น จึงอาจให้ความหมายได้ว่าเป็น กรอบการมองการเมืองที่เป็นผลมาจากอิทธิพลของการทำความเข้าใจว่าอะไรคือไทย

.

“ความเป็นไทย”กระแสหลัก

.

ดังที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นปัญญาชนที่ทรงอิทธิพลในการนิยาม “ความเป็นไทย” ในที่นี้จึงจะทำการวิเคราะห์ว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้สร้าง “ความเป็นไทย” อะไรไว้บ้าง เพราะถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้แล้ว เราก็จะเข้าใจว่า “ความจริง” ทางการเมืองนั้นมีที่มาอย่างไร โดยประเด็น “ความเป็นไทย” ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์นิยามที่สำคัญๆ มีดังนี้ :-

.

1) การปกครองแบบไทย : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้สร้างให้การปกครองแบบไทยเป็นรูปแบบการปกครองที่ดีสำหรับไทย และเหนือการปกครองแบบประชาธิปไตยตะวันตก หลักการปกครองแบบไทยที่สำคัญต้องการเน้นที่อำนาจเด็ดขาดของผู้นำ แต่ขณะเดียวกัน ผู้นำในรูปแบบนี้ก็มีศีลธรรมพระพุทธศาสนากำกับ ทำให้ประชาชนไม่ได้รับการกดขี่

.

การปกครองแบบนี้ให้สิทธิการเข้าร่วมการปกครองตามชั้นทางสังคม ผู้ที่อยู่ในระดับล่างไม่มีสิทธิเข้าร่วมการปกครองเนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่มีความรู้ หากให้ร่วมใช้อำนาจด้วยก็จะเกิดความวุ่นวายในสังคมขึ้นได้

.

2) พระมหากษัตริย์ : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เน้นให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นต้นแบบของผู้นำแบบไทยและยังทรงทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากมาย กล่าวได้ว่าไทยเป็นไทยได้ทุกวันนี้ก็เพราะมีพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะรัชกาลปัจจุบันที่ทรงบุญญาบารมีสูงสุด พระมหากษัตริย์ยังทรงเป็นผู้พระราชทานอำนาจให้กับประชาชน ดังนั้น การปกครองที่ดีจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลและสายพระเนตรของพระมหากษัตริย์ แนวความคิดแบบนี้ได้ก่อให้เกิด “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

.

3) พระพุทธศาสนา : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เน้นที่ศีลธรรมแบบโลกียธรรม พร้อมทั้งได้เน้นว่าผู้นำแบบไทยเป็นผู้นำที่ดีเพราะมีพระพุทธศาสนากำกับ ในส่วนของประชาชนทั่วไป ยังเน้นความสำคัญของ “กรรม” เพื่อให้ประชาชนยอมรับสถานะของตัวเองและให้การสนับสนุนผู้นำแบบไทยซึ่งเป็นผู้ที่มี “กรรม” เก่าที่ดีกว่า

.

4) ความสัมพันธ์ของคนในสังคม : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เน้นให้เห็นว่าสังคมที่รู้จัก “ที่สูง – ที่ต่ำ” เป็นสังคมที่ดี เพราะแต่ละคนทำตามหน้าที่ของตนเอง ไม่เกิดความวุ่นวายขึ้น แม้จะมีความแตกต่างทางชนชั้น แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสงบสุข เพราะมีระบบอุปถัมภ์ผู้ที่อยู่ในชนชั้นต่ำกว่า

.

5) ด้านอื่นๆ : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ยังได้เน้น “ความเป็นไทย” ในด้านอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องศิลปวัฒนธรรม โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ให้ความสำคัญแก่วัฒนธรรมชั้นสูง (High Culture) ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงามและเป็นไทยอย่างที่สุด

.

การเน้นแบบนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้คนในสังคมให้การสนับสนุนคนที่อยู่ใน “ที่สูง” แต่ไม่เห็นค่าของคนที่อยู่ใน “ที่ต่ำ”

.

“ความจริง”ทางการเมือง

.

จาก “ความเป็นไทย” ในแง่มุมต่างๆ ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้นิยามไว้ ได้ก่อให้เกิด “ความจริง” ทางการเมืองที่สำคัญก็คือ การมองว่า “ความเงียบทางการเมือง” หรือ “สังคมที่ไม่มีการเมือง” เป็นอุดมคติสูงสุดสำหรับการเมืองไทย

.

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ชี้ให้เห็นว่าการเมืองที่มาพร้อมกับระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย เพราะเป็นการไปทำลายระบบความสัมพันธ์ของคนในสังคมแต่เดิมลง ทำให้คนที่อยู่ใน “ที่ต่ำ” เข้ามามีอำนาจในการปกครอง ทั้งที่คนกลุ่มนี้ไม่มีหน้าที่อย่างนั้น

.

การปกครองโดยคนที่ไม่สมควรได้ปกครองจึงทำให้ประเทศมีแต่ความวุ่นวายขัดแย้ง อิทธิพลจากแนวความคิดนี้ทำให้คนไทยมองการเมืองเพียงในแง่มุมของการต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์ของนักการเมืองที่เห็นแก่ตัวเท่านั้น

.

พร้อมกันนั้นคนไทยก็เชื่อว่าหากสามารถกำจัดนักการเมืองออกไปได้ บ้านเมืองก็จะดีขึ้นเป็นแน่ “ความเงียบทางการเมือง” จึงกลายมาเป็นอุดมคติสำหรับคนไทย

.

ที่ว่า “ความเงียบทางการเมือง” หรือ “สังคมที่ไม่มีการเมือง” นั้นก็คือ การปกครองแบบไทยซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของพระมหากษัตริย์ หน้าที่ในการปกครองเป็นของคนดี ที่มีความเป็นไทยและไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (เพราะการเลือกตั้งทำให้ความสัมพันธ์ของคนในสังคมยุ่งเหยิง) และต้องอยู่ใน “ที่สูง” ด้วย คนในชนชั้นต่างๆ กลับไปทำหน้าที่ของตนเองตามที่ชนชั้นของตนเองกำหนด ผู้ที่อยู่ใน “ที่ต่ำ” ก็มีเพียงหน้าที่ทำตามสิ่งที่คนอยู่ใน “ที่สูง” กำหนดเท่านั้น ถ้าทำได้แบบนี้ บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสงบสุข อุดมคติแบบนี้ทำให้คนไทยไม่ให้ความสำคัญกับระบอบประชาธิปไตย และมีแนวโน้มจะสนับสนุนระบอบอำนาจนิยมได้ง่าย

.

“ความจริง” ทางการเมืองอีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ การเกิดมโนภาพว่า “เมืองไทยนี้ดี” โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ทำให้คนไทยเชื่อว่าเมืองไทยดีกว่าประเทศอื่นๆ ด้วยเหตุผลหลายประการไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งตามภูมิศาสตร์ การปกครองแบบไทย การมีพระมหากษัตริย์ ฯลฯ

.

มโนภาพแบบนี้ทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพราะคิดว่าจะทำให้เมืองไทยแย่ลง อีกทั้งยังปฏิเสธแนวทางของประเทศอื่นเพราะเชื่อว่าแนวทางของไทยดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ไทยอาจจะรับแนวทางจากประเทศอื่นได้ แต่ต้องรับผ่านชนชั้นนำเท่านั้น ชนชั้นอื่นห้ามรับโดยตรง

.

“ความจริง” ทางการเมืองเหล่านี้ได้กลายมาเป็นกรอบคิดของคนไทยจนถึงปัจจุบัน กรอบคิดนี้เป็นทั้งคำตอบในการมองปรากฏการณ์ต่างๆ และก็เป็นทั้งข้อจำกัดในการคิดเช่นกัน เพราะกรอบนี้มีพลังอิทธิพลอย่างมาก จนคนในสังคมไม่สามารถคิดนอกเหนือไปจากกรอบเหล่านี้ได้ แม้แต่สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในช่วงปี พ.ศ.2549 – ปัจจุบัน คนไทยจำนวนมากก็ยังมองโดยใช้กรอบ “ความจริง” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นหลัก

.

มองการเมืองปัจจุบันผ่านกรอบคิดคึกฤทธิ์

.

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้อาจนับได้ว่าเริ่มต้นเมื่อปลายปี พ.ศ.2548 โดยในช่วงแรกอาจถูกมองว่าเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่หลังจากนั้นความขัดแย้งก็ลุกลามขยายไปจนอาจเรียกได้ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่าง ระบอบทักษิณ กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

.

หรือนัยหนึ่งเราอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นความขัดแย้งระหว่าง “ความเป็นไทย” แบบใหม่ซึ่งนำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ กับ “ความเป็นไทย” กระแสหลักที่ได้รับอิทธิพลจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์

.

ความขัดแย้งครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดการแตกแยกทางความคิดของคนในสังคมออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ

.

2 กลุ่มนี้ได้เข้าปะทะกันทั้งในเชิงความคิดและเชิงกายภาพจนยากที่จะหาข้อตกลงร่วมกันได้

.

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ก็ไม่สามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ แต่กลับเพาะเชื้อความขัดแย้งให้ลุกลามมากยิ่งขึ้น

.

ปัจจุบันเรามีมวลชนซึ่งจัดตั้งอย่างเป็นเอกเทศ 2 กลุ่มที่พร้อมจะเข้าปะทะกัน ซึ่งหากจะว่าไปแล้ว ส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ก็เป็นผลมาจากการใช้กรอบการมองแบบ “ความจริง” ทางการเมืองของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์นั่นเอง

.

หากเราใช้กรอบของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เป็นหลัก เราก็อาจให้คำอธิบายสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้ว่าเป็นผลมาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้ทำลาย “ความเป็นไทย” กระแสหลักลง

.

การทำลายในที่นี้คือการที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ปฏิบัติตามแนวทางผู้นำแบบไทย เพราะมีข้อกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้กระทำการอันเป็นการผิดศีลธรรมทางพระพุทธศาสนาผ่านการทุจริตในเรื่องต่างๆ

.

ในขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังกระทำการในลักษณะที่ถูกมองว่าจะออกจากการควบคุมดูแลโดยพระมหากษัตริย์ การพยายามออกห่างจากพระบรมฉายาของพระมหากษัตริย์และมีหลายเหตุการณ์ที่ผู้คนในสังคมเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังกระทำตนเทียบชั้นพระมหากษัตริย์นี้ ทำให้หลายคนเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้หมดคุณสมบัติของการเป็นผู้นำแบบไทยลง เพราะพระมหากษัตริย์คือหลักอ้างอิงและให้ความชอบธรรมในการเป็นผู้นำแบบไทย เมื่อออกห่างจากพระมหากษัตริย์จึงออกห่างจากความชอบธรรมในการเป็นผู้นำแบบไทยด้วย

.

มีข้อสังเกตว่าในช่วงแรกที่ พ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจในลักษณะเผด็จการนั้น ผู้คนจำนวนมากยังไม่มีความคิดจะต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะตามหลัก “ความเป็นไทย” แล้ว การใช้อำนาจเผด็จการไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อมีกรณีกล่าวหาว่าทุจริตและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผู้คนจำนวนมากจึงได้ออกมาต่อต้าน

.

ความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณต่อ “ความเป็นไทย” อีกอย่างหนึ่งก็คือการทำลายโครงสร้างความสัมพันธ์ของคนในสังคมลง เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณได้อิงตัวเองเข้ากับประชาชนรากหญ้าซึ่งไม่ควรมีสิทธิมีเสียงในการปกครอง

.

แม้ว่าโดยใจจริง พ.ต.ท.ทักษิณอาจไม่ได้ต้องการให้อำนาจแก่ประชาชนรากหญ้าอย่างแท้จริง แต่ก็ทำให้ผู้ที่อยู่ในที่ “สูงกว่า” อดรู้สึกไม่ได้ว่าอำนาจของตนเองกำลังถูกท้าทาย

.

การเกิดมวลชน 2 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มหนึ่งเป็นตัวแทนของผู้ที่อยู่สูงกว่า และอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ในที่ต่ำกว่า เข้าปะทะทางความคิดกัน ได้ทำให้อุดมคติ “ความเงียบทางการเมือง” ของคนไทยจำนวนมากพังทลายลง เพราะความขัดแย้งครั้งนี้เกิดจากการที่คนในตำแหน่งต่างๆ ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง คนในที่ต่ำไม่สมควรออกมาประท้วง

.

ข้อสรุปแบบนี้ได้นำไปสู่การเสนอวิธีการแก้ปัญหาแบบไทย ตามอิทธิพลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์

.

วิธีการแก้ปัญหาที่หลายคนเสนอจึงเป็นการทำยังไงก็ได้ให้นำ “ความเงียบทางการเมือง” กลับคืนมา

.

การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ก็เป็นความพยายามในการสร้าง “ความเงียบทางการเมือง” และนำผู้นำแบบไทยที่เป็นคนดี มีความเป็นไทย และไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ให้มาเป็นผู้ปกครองประเทศอีกครั้งหนึ่ง และแม้การรัฐประหารจะเป็นวิธีการที่นานาชาติไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะ “เมืองไทยนี้ดี” วิธีการแก้ปัญหาแบบนี้จึงดีที่สุดแล้ว

.

ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างมวลชน 2 ฝ่ายก็เป็นไปในแนวทางที่จะทำให้มวลชนฝ่าย “ที่ต่ำ” สลายไป เพราะไม่ใช่หน้าที่ของพวกเขาที่จะออกมาเรียกร้อง

.

ส่วนฝ่าย “ที่สูง” ก็ได้รับอนุญาตให้เคลื่อนไหวได้ ตราบใดที่ยังไม่ไปขัดกับ “ที่สูงสุด”

.

ทายาทความคิดของคึกฤทธิ์

.

การเสนอคำอธิบายแบบนี้เป็นที่ยอมรับของคนจำนวนมาก ทั้งนี้เพราะอิทธิพล “ความจริง” ทางการเมืองที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้สร้างไว้ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันเองก็มีปัญญาชนที่เป็นผู้สืบทอดความคิดของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และเป็นผู้ที่ยังทำให้กรอบ “ความจริง” แบบนี้ยังคงอยู่ต่อไป ตัวอย่างเช่น

.

ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองซึ่งมักเน้นถึงเรื่องความสำคัญของ “คนดี” เป็นประจำ และยังเน้นว่าผู้ปกครองต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพระมหากษัตริย์ เพราะผู้ปกครองเป็นเพียงจ๊อกกี้ ไม่ใช่เจ้าของม้า การเน้นเช่นนี้ก็คือการสนับสนุนการปกครองแบบไทยและผู้นำแบบไทยนั่นเอง

.

ขณะที่ตุลาการอาวุโสบางท่านก็เคยกล่าวว่าแม้ตุลาการจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็มีสิทธิเข้าไปแก้ปัญหาบ้านเมือง เพราะตุลาการได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ และพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจประชาชน ตุลาการจึงมาจากประชาชน การกล่าวเช่นนี้เป็นการเน้นความสำคัญของพระมหากษัตริย์ขณะที่ลดค่าของการเลือกตั้งลงไป

.

ด้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นก็ได้เสนอหลักการเมืองใหม่ ให้มีตัวแทนจากการแต่งตั้งมากกว่าเลือกตั้ง และให้ทหารสามารถเข้าแทรกแซงได้เมื่อมีเหตุสมควร อันเป็นการแสดงความไม่ไว้ใจในประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งยังอยู่ในวัฏจักรโง่-จน-เจ็บ

.

จะเห็นได้ว่าปัญญาชนเหล่านี้ได้สืบทอดแนวทางคำอธิบายของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์และด้วยเหตุที่ปัญญาชนเหล่านี้มีบทบาททางการเมืองค่อนข้างมาก ทำให้แนวทางคำอธิบายของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ยังถูกใช้เป็นกรอบในการทำความเข้าใจการเมืองในปัจจุบัน

.

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตบางประการที่น่าสนใจว่าปัญญาชนในปัจจุบันมีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เช่น การยอมรับ “ความเป็นจีน” โดยในปัจจุบันลูกจีนไม่จำเป็นต้องกลายเป็นไทย แต่สามารถเป็นทั้งจีนและไทยพร้อมกันได้ ดังเห็นได้จาก วาทกรรม “ลูกจีนรักชาติ” ซึ่งน่าจะเป็นเพราะปัจจุบันลูกจีนจำนวนมากได้มีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น และเข้าไปร่วมมือกับชนชั้นนำในด้านการเมืองมากหน้าหลายตา

.

อย่างไรก็ตาม “ความเป็นจีน” ในที่นี้จำกัดเฉพาะความเป็นจีนที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ขณะเดียวกันก็พบว่านอกจากจีนแล้ว เชื้อชาติอื่นยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร อาจเนื่องมาจากยังไม่มีพลังอำนาจมากเท่ากับคนจีนก็เป็นได้

.

อีกจุดหนึ่งที่แตกต่างก็คือปัญญาชนสมัยนี้ได้ลดระดับมโนภาพ “เมืองไทยนี้ดี” ลง เห็นได้จากแม้ว่าจะเห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่ก็ไม่กล้ากล่าวตรงๆ ที่เป็นเช่นนี้เพราะโลกาภิวัตน์ทำให้คนทุกชนชั้นในสังคมสามารถรับสื่อจากต่างประเทศได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านชนชั้นนำเพียงอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน

.

ทำให้ปัญญาชนจำนวนมากต้องปรับเปลี่ยนคำอธิบายบางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกด้วย

.

วิจารณ์ข้อจำกัดของกรอบคิดคึกฤทธิ์

.

จากที่กล่าวมาทั้งหมดเห็นได้ว่ากรอบ “ความจริง” ทางการเมืองของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์มีอิทธิพลสำคัญในการสร้างความเข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในปัจจุบัน

.

อย่างไรก็ตาม ในความคิดเห็นของผู้เขียน คำอธิบายตามกรอบนี้ไม่ช่วยให้เราเข้าใจและแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

.

กรอบคำอธิบายแบบนี้มีข้อจำกัดตรงที่ว่าเป็นเพียงการพิจารณาความไม่มีศีลธรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวระบบซึ่งได้เพาะเชื้อความไม่พอใจระหว่างชนชั้นเอาไว้

.

อีกอย่าง กรอบคำอธิบายแบบนี้ยังไปไม่ทันกับกระแสโลก หากเป็นในอดีต วิธีการแก้ปัญหาตามกรอบนี้อาจได้ผล เพราะชนชั้นนำสามารถตัดสินใจได้อย่างทันที แต่ปัจจุบันการที่ประเทศไทยผูกตัวเองติดกับกระแสโลกและได้รับอิทธิพลอย่างมากจากโลกาภิวัตน์ ส่งผลให้คนจำนวนมากในสังคมรับสื่อจากต่างประเทศได้โดยตรง

.

อำนาจในการรับสื่อนี่เองที่กลายมาเป็นพลังต่อกรสำคัญกับอำนาจของชนชั้นนำ ตราบใดที่เรายังใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบเก่าที่คับแคบและไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ก็ย่อมจะยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้

.

สำหรับวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมนั้น ผู้เขียนยังคิดไม่ออก แต่ผู้เขียนเชื่อว่าสังคมจะสามารถคิดออกได้แน่ หากคนในสังคมหลุดพ้นจากคำอธิบายแบบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และหากรอบคำอธิบายแบบใหม่ๆ นำกรอบของแต่ละคนมาถกเถียง ตกผลึก สังเคราะห์ เมื่อนั้นเราจะได้กรอบคำอธิบายที่เสนอสาเหตุและวิธีการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมก็เป็นได้

.

แต่หาก “ความจริง” ทางการเมืองที่ “ความเป็นไทย” กระแสหลักของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์สร้างขึ้นยังคงมีอิทธิพลจำกัดความคิดคนในสังคมอยู่เช่นนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในปัจจุบันก็คงไม่สามารถหาทางออกได้ จะทำได้ก็คงแต่เพียงการกดทับปัญหาไว้เท่านั้น

.

ซึ่งผู้เขียนไม่เห็นว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมแต่อย่างใด

.

ที่มา: วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 21:00:00 น. มติชนออนไลน์

Read Full Post »