Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘เกษียร’

recommendare

บทความเรื่อง ”เมืองไทยในเงาคึกฤทธิ์”

.

เรียบเรียงโดย

เกษียร เตชะพีระ

.

ความมีดังนี้

“เกษียร เตชะพีระ อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ไทย หนีเข้าป่าจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ลีลาการสอนที่ตื่นเต้นทำให้เขาเป็นอาจารย์ที่นักศึกษาชอบมากคนหนึ่ง มีเพื่อนคนหนึ่งเคยพูดว่า “ตอนเรียนบูชาเกษียรเหมือนพ่อ พอเกรดออก รถจารย์แมร่งอยู่ไหนวะ” คำว่า Thaksinomic ทักษิณาธิปไตย เขาคนนี้ก็เป็นคนคิดขึ้น ถ้าคุณอยากจะฟังเสียงหัวเราะที่นักศึกษาทั้งห้องขนลุกมาแล้ว และข้อสอบปลายภาคคือข้อสอบที่คุณคิดเอง เสนอเอง ตั้งเอง แต่ตอบเองได้หรือเปล่า ม่ายรุนะ”

.

panakorn, เว็บบอร์ด dek-d.com, 20 เมษายน 2553

.

ถึงจะเว่อร์ไปบ้าง (เช่นที่ว่าผมเป็น “อดีตสมาชิกพรรค…” แหมไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับ ฯลฯ) แต่คำแนะนำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนที่เกี่ยวกับผมของนักศึกษาคนนี้ก็สะท้อนความจริงบางอย่างอยู่ โดยเฉพาะที่ว่า “ข้อสอบปลายภาคคือข้อสอบที่คุณคิดเอง เสนอเอง ตั้งเอง แต่ตอบเองได้หรือเปล่า ม่ายรุนะ”

.

ในบรรดาคำถามข้อสอบไล่วิชาการเมืองการปกครองของไทยต่างๆ นานา 45 ข้อที่นักศึกษาแต่ละคนคิดตั้งขึ้นเอง/ร่างเค้าโครง-ค้นคว้าข้อมูลเอง/เขียนตอบเองภายใต้การตรวจแก้แนะนำคัดกรองของผมในภาคการศึกษา 2/2552 ที่ผ่านมา (วันสอบไล่ 12 มีนาคม ศกนี้) ข้อที่ช่วยฉายภาพความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันในแง่ระบบคิดได้เฉียบแหลมลึกซึ้งชวนขบคิดถกเถียงยิ่งเป็นของนักศึกษาปี 3 เลขทะเบียน 500361….

.

เขาค้นคว้าเรียบเรียงประยุกต์มันขึ้นมาจากงานวิจัยเรื่องการสร้าง “ความเป็นไทย” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดย ร.ศ.ดร.สายชล สัตยานุรักษ์ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นสำคัญ

.

เพื่อประโยชน์แก่การวิเคราะห์ระบบคิดเบื้องหลังความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน ผมขออนุญาตคัดลอกคำถามเอง-ตอบเองของนักศึกษาผู้นี้มาให้อ่านโดยปรับแต่งตัดทอนเล็กน้อยเพื่อความเหมาะสมดังนี้ :

.

คำถาม

.

“ความเป็นไทย” กระแสหลักที่นิยามโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้สร้าง “ความจริง” ทางการเมืองอะไรให้กับสังคมไทยบ้าง? “ความจริง” เหล่านั้นสามารถนำมาใช้อธิบายสาเหตุและเสนอวิธีการแก้ปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในช่วงปี พ.ศ.2495 – ปัจจุบันได้หรือไม่ อย่างไร? และท่านเห็นว่าการเสนอคำอธิบายตามแนวทาง “ความจริง” เหล่านั้น สามารถช่วยให้เข้าใจและแก้ปัญหาได้หรือไม่ อย่างไร?หากไม่ ท่านคิดว่าเป็นเพราะอะไร?

.

คำตอบ

.

นิยาม

.

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในปัจจุบันได้ดำเนินมาเป็นเวลานานหลายปีแล้วและยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ได้มีความพยายามเสนอคำอธิบายสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ด้วยกันหลายแบบ อย่างไรก็ตาม คำอธิบายที่พบมากที่สุดคือ คำอธิบายตามกรอบ “ความเป็นไทย” กระแสหลัก และจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คำอธิบายเหล่านั้นได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก “ความจริง” ทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ปัญญาชนที่ทรงอิทธิพลในการนิยาม “ความเป็นไทย” มากที่สุด ในที่นี้จึงจะทำการวิเคราะห์ว่า “ความจริง” เหล่านั้นได้ให้คำอธิบายอะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้บ้าง และคำอธิบายเหล่านั้นมีความถูกต้องเหมาะสมเพียงใด

.

ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงการเสนอคำอธิบาย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบคำนิยามศัพท์สำคัญในเรื่องนี้เสียก่อน ได้แก่คำว่า “ความเป็นไทย” กระแสหลัก และคำว่า “ความจริง” ทางการเมือง ทั้งนี้ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน โดยในที่นี้ผู้เขียนจะขออ้างอิงคำนิยามที่ปรากฏใน “บทวิจารณ์ การสร้าง “ความเป็นไทย” กระแสหลักและ “ความจริง” ที่ “ความเป็นไทย” สร้าง” (ฟ้าเดียวกัน, 3 : 4 (ตุลาคม – ธันวาคม 2548)

.

คำว่า “ความเป็นไทย” หมายถึง สิ่งสร้างทางการเมืองวัฒนธรรม เชื้อมูลที่ประกอบสร้างเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย หากเรามีสิ่งนี้ก็จะได้ชื่อว่าเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ เมื่อนำมารวมกับคำว่า กระแสหลัก จึงหมายถึง สิ่งสร้างทางการเมืองวัฒนธรรมที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในการทำความเข้าใจว่าอะไรคือไทย

.

ส่วนคำว่า “ความจริง” นั้น หมายถึง สภาวะนามธรรมที่เป็นจริงโดยตัวมันเอง อย่างไรก็ตาม “ความจริง” ในที่นี้เป็น สกรรมสภาวะ (transitive reality) เป็นจริงเพราะเราเชื่อ ไม่ได้เป็นจริงโดยตัวมันเอง แต่เรากลับเชื่อว่ามันเป็นจริงโดยตัวมันเอง เมื่อนำมารวมกับคำว่า การเมือง จึงหมายความว่า แง่มุมทางการเมืองที่เราเชื่อว่าถูกต้อง เป็นจริง ไม่เปลี่ยนแปลง

.

เมื่อนำ 2 คำข้างต้นมารวมกันเป็น “ความจริง” ทางการเมืองที่ “ความเป็นไทย” กระแสหลักสร้างขึ้น จึงอาจให้ความหมายได้ว่าเป็น กรอบการมองการเมืองที่เป็นผลมาจากอิทธิพลของการทำความเข้าใจว่าอะไรคือไทย

.

“ความเป็นไทย”กระแสหลัก

.

ดังที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นปัญญาชนที่ทรงอิทธิพลในการนิยาม “ความเป็นไทย” ในที่นี้จึงจะทำการวิเคราะห์ว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้สร้าง “ความเป็นไทย” อะไรไว้บ้าง เพราะถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้แล้ว เราก็จะเข้าใจว่า “ความจริง” ทางการเมืองนั้นมีที่มาอย่างไร โดยประเด็น “ความเป็นไทย” ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์นิยามที่สำคัญๆ มีดังนี้ :-

.

1) การปกครองแบบไทย : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้สร้างให้การปกครองแบบไทยเป็นรูปแบบการปกครองที่ดีสำหรับไทย และเหนือการปกครองแบบประชาธิปไตยตะวันตก หลักการปกครองแบบไทยที่สำคัญต้องการเน้นที่อำนาจเด็ดขาดของผู้นำ แต่ขณะเดียวกัน ผู้นำในรูปแบบนี้ก็มีศีลธรรมพระพุทธศาสนากำกับ ทำให้ประชาชนไม่ได้รับการกดขี่

.

การปกครองแบบนี้ให้สิทธิการเข้าร่วมการปกครองตามชั้นทางสังคม ผู้ที่อยู่ในระดับล่างไม่มีสิทธิเข้าร่วมการปกครองเนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่มีความรู้ หากให้ร่วมใช้อำนาจด้วยก็จะเกิดความวุ่นวายในสังคมขึ้นได้

.

2) พระมหากษัตริย์ : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เน้นให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นต้นแบบของผู้นำแบบไทยและยังทรงทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากมาย กล่าวได้ว่าไทยเป็นไทยได้ทุกวันนี้ก็เพราะมีพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะรัชกาลปัจจุบันที่ทรงบุญญาบารมีสูงสุด พระมหากษัตริย์ยังทรงเป็นผู้พระราชทานอำนาจให้กับประชาชน ดังนั้น การปกครองที่ดีจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลและสายพระเนตรของพระมหากษัตริย์ แนวความคิดแบบนี้ได้ก่อให้เกิด “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

.

3) พระพุทธศาสนา : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เน้นที่ศีลธรรมแบบโลกียธรรม พร้อมทั้งได้เน้นว่าผู้นำแบบไทยเป็นผู้นำที่ดีเพราะมีพระพุทธศาสนากำกับ ในส่วนของประชาชนทั่วไป ยังเน้นความสำคัญของ “กรรม” เพื่อให้ประชาชนยอมรับสถานะของตัวเองและให้การสนับสนุนผู้นำแบบไทยซึ่งเป็นผู้ที่มี “กรรม” เก่าที่ดีกว่า

.

4) ความสัมพันธ์ของคนในสังคม : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เน้นให้เห็นว่าสังคมที่รู้จัก “ที่สูง – ที่ต่ำ” เป็นสังคมที่ดี เพราะแต่ละคนทำตามหน้าที่ของตนเอง ไม่เกิดความวุ่นวายขึ้น แม้จะมีความแตกต่างทางชนชั้น แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสงบสุข เพราะมีระบบอุปถัมภ์ผู้ที่อยู่ในชนชั้นต่ำกว่า

.

5) ด้านอื่นๆ : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ยังได้เน้น “ความเป็นไทย” ในด้านอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องศิลปวัฒนธรรม โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ให้ความสำคัญแก่วัฒนธรรมชั้นสูง (High Culture) ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงามและเป็นไทยอย่างที่สุด

.

การเน้นแบบนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้คนในสังคมให้การสนับสนุนคนที่อยู่ใน “ที่สูง” แต่ไม่เห็นค่าของคนที่อยู่ใน “ที่ต่ำ”

.

“ความจริง”ทางการเมือง

.

จาก “ความเป็นไทย” ในแง่มุมต่างๆ ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้นิยามไว้ ได้ก่อให้เกิด “ความจริง” ทางการเมืองที่สำคัญก็คือ การมองว่า “ความเงียบทางการเมือง” หรือ “สังคมที่ไม่มีการเมือง” เป็นอุดมคติสูงสุดสำหรับการเมืองไทย

.

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ชี้ให้เห็นว่าการเมืองที่มาพร้อมกับระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย เพราะเป็นการไปทำลายระบบความสัมพันธ์ของคนในสังคมแต่เดิมลง ทำให้คนที่อยู่ใน “ที่ต่ำ” เข้ามามีอำนาจในการปกครอง ทั้งที่คนกลุ่มนี้ไม่มีหน้าที่อย่างนั้น

.

การปกครองโดยคนที่ไม่สมควรได้ปกครองจึงทำให้ประเทศมีแต่ความวุ่นวายขัดแย้ง อิทธิพลจากแนวความคิดนี้ทำให้คนไทยมองการเมืองเพียงในแง่มุมของการต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์ของนักการเมืองที่เห็นแก่ตัวเท่านั้น

.

พร้อมกันนั้นคนไทยก็เชื่อว่าหากสามารถกำจัดนักการเมืองออกไปได้ บ้านเมืองก็จะดีขึ้นเป็นแน่ “ความเงียบทางการเมือง” จึงกลายมาเป็นอุดมคติสำหรับคนไทย

.

ที่ว่า “ความเงียบทางการเมือง” หรือ “สังคมที่ไม่มีการเมือง” นั้นก็คือ การปกครองแบบไทยซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของพระมหากษัตริย์ หน้าที่ในการปกครองเป็นของคนดี ที่มีความเป็นไทยและไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (เพราะการเลือกตั้งทำให้ความสัมพันธ์ของคนในสังคมยุ่งเหยิง) และต้องอยู่ใน “ที่สูง” ด้วย คนในชนชั้นต่างๆ กลับไปทำหน้าที่ของตนเองตามที่ชนชั้นของตนเองกำหนด ผู้ที่อยู่ใน “ที่ต่ำ” ก็มีเพียงหน้าที่ทำตามสิ่งที่คนอยู่ใน “ที่สูง” กำหนดเท่านั้น ถ้าทำได้แบบนี้ บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสงบสุข อุดมคติแบบนี้ทำให้คนไทยไม่ให้ความสำคัญกับระบอบประชาธิปไตย และมีแนวโน้มจะสนับสนุนระบอบอำนาจนิยมได้ง่าย

.

“ความจริง” ทางการเมืองอีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ การเกิดมโนภาพว่า “เมืองไทยนี้ดี” โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ทำให้คนไทยเชื่อว่าเมืองไทยดีกว่าประเทศอื่นๆ ด้วยเหตุผลหลายประการไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งตามภูมิศาสตร์ การปกครองแบบไทย การมีพระมหากษัตริย์ ฯลฯ

.

มโนภาพแบบนี้ทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพราะคิดว่าจะทำให้เมืองไทยแย่ลง อีกทั้งยังปฏิเสธแนวทางของประเทศอื่นเพราะเชื่อว่าแนวทางของไทยดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ไทยอาจจะรับแนวทางจากประเทศอื่นได้ แต่ต้องรับผ่านชนชั้นนำเท่านั้น ชนชั้นอื่นห้ามรับโดยตรง

.

“ความจริง” ทางการเมืองเหล่านี้ได้กลายมาเป็นกรอบคิดของคนไทยจนถึงปัจจุบัน กรอบคิดนี้เป็นทั้งคำตอบในการมองปรากฏการณ์ต่างๆ และก็เป็นทั้งข้อจำกัดในการคิดเช่นกัน เพราะกรอบนี้มีพลังอิทธิพลอย่างมาก จนคนในสังคมไม่สามารถคิดนอกเหนือไปจากกรอบเหล่านี้ได้ แม้แต่สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในช่วงปี พ.ศ.2549 – ปัจจุบัน คนไทยจำนวนมากก็ยังมองโดยใช้กรอบ “ความจริง” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นหลัก

.

มองการเมืองปัจจุบันผ่านกรอบคิดคึกฤทธิ์

.

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้อาจนับได้ว่าเริ่มต้นเมื่อปลายปี พ.ศ.2548 โดยในช่วงแรกอาจถูกมองว่าเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่หลังจากนั้นความขัดแย้งก็ลุกลามขยายไปจนอาจเรียกได้ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่าง ระบอบทักษิณ กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

.

หรือนัยหนึ่งเราอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นความขัดแย้งระหว่าง “ความเป็นไทย” แบบใหม่ซึ่งนำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ กับ “ความเป็นไทย” กระแสหลักที่ได้รับอิทธิพลจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์

.

ความขัดแย้งครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดการแตกแยกทางความคิดของคนในสังคมออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ

.

2 กลุ่มนี้ได้เข้าปะทะกันทั้งในเชิงความคิดและเชิงกายภาพจนยากที่จะหาข้อตกลงร่วมกันได้

.

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ก็ไม่สามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ แต่กลับเพาะเชื้อความขัดแย้งให้ลุกลามมากยิ่งขึ้น

.

ปัจจุบันเรามีมวลชนซึ่งจัดตั้งอย่างเป็นเอกเทศ 2 กลุ่มที่พร้อมจะเข้าปะทะกัน ซึ่งหากจะว่าไปแล้ว ส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ก็เป็นผลมาจากการใช้กรอบการมองแบบ “ความจริง” ทางการเมืองของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์นั่นเอง

.

หากเราใช้กรอบของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เป็นหลัก เราก็อาจให้คำอธิบายสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้ว่าเป็นผลมาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้ทำลาย “ความเป็นไทย” กระแสหลักลง

.

การทำลายในที่นี้คือการที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ปฏิบัติตามแนวทางผู้นำแบบไทย เพราะมีข้อกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้กระทำการอันเป็นการผิดศีลธรรมทางพระพุทธศาสนาผ่านการทุจริตในเรื่องต่างๆ

.

ในขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังกระทำการในลักษณะที่ถูกมองว่าจะออกจากการควบคุมดูแลโดยพระมหากษัตริย์ การพยายามออกห่างจากพระบรมฉายาของพระมหากษัตริย์และมีหลายเหตุการณ์ที่ผู้คนในสังคมเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังกระทำตนเทียบชั้นพระมหากษัตริย์นี้ ทำให้หลายคนเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้หมดคุณสมบัติของการเป็นผู้นำแบบไทยลง เพราะพระมหากษัตริย์คือหลักอ้างอิงและให้ความชอบธรรมในการเป็นผู้นำแบบไทย เมื่อออกห่างจากพระมหากษัตริย์จึงออกห่างจากความชอบธรรมในการเป็นผู้นำแบบไทยด้วย

.

มีข้อสังเกตว่าในช่วงแรกที่ พ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจในลักษณะเผด็จการนั้น ผู้คนจำนวนมากยังไม่มีความคิดจะต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะตามหลัก “ความเป็นไทย” แล้ว การใช้อำนาจเผด็จการไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อมีกรณีกล่าวหาว่าทุจริตและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผู้คนจำนวนมากจึงได้ออกมาต่อต้าน

.

ความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณต่อ “ความเป็นไทย” อีกอย่างหนึ่งก็คือการทำลายโครงสร้างความสัมพันธ์ของคนในสังคมลง เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณได้อิงตัวเองเข้ากับประชาชนรากหญ้าซึ่งไม่ควรมีสิทธิมีเสียงในการปกครอง

.

แม้ว่าโดยใจจริง พ.ต.ท.ทักษิณอาจไม่ได้ต้องการให้อำนาจแก่ประชาชนรากหญ้าอย่างแท้จริง แต่ก็ทำให้ผู้ที่อยู่ในที่ “สูงกว่า” อดรู้สึกไม่ได้ว่าอำนาจของตนเองกำลังถูกท้าทาย

.

การเกิดมวลชน 2 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มหนึ่งเป็นตัวแทนของผู้ที่อยู่สูงกว่า และอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ในที่ต่ำกว่า เข้าปะทะทางความคิดกัน ได้ทำให้อุดมคติ “ความเงียบทางการเมือง” ของคนไทยจำนวนมากพังทลายลง เพราะความขัดแย้งครั้งนี้เกิดจากการที่คนในตำแหน่งต่างๆ ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง คนในที่ต่ำไม่สมควรออกมาประท้วง

.

ข้อสรุปแบบนี้ได้นำไปสู่การเสนอวิธีการแก้ปัญหาแบบไทย ตามอิทธิพลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์

.

วิธีการแก้ปัญหาที่หลายคนเสนอจึงเป็นการทำยังไงก็ได้ให้นำ “ความเงียบทางการเมือง” กลับคืนมา

.

การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ก็เป็นความพยายามในการสร้าง “ความเงียบทางการเมือง” และนำผู้นำแบบไทยที่เป็นคนดี มีความเป็นไทย และไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ให้มาเป็นผู้ปกครองประเทศอีกครั้งหนึ่ง และแม้การรัฐประหารจะเป็นวิธีการที่นานาชาติไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะ “เมืองไทยนี้ดี” วิธีการแก้ปัญหาแบบนี้จึงดีที่สุดแล้ว

.

ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างมวลชน 2 ฝ่ายก็เป็นไปในแนวทางที่จะทำให้มวลชนฝ่าย “ที่ต่ำ” สลายไป เพราะไม่ใช่หน้าที่ของพวกเขาที่จะออกมาเรียกร้อง

.

ส่วนฝ่าย “ที่สูง” ก็ได้รับอนุญาตให้เคลื่อนไหวได้ ตราบใดที่ยังไม่ไปขัดกับ “ที่สูงสุด”

.

ทายาทความคิดของคึกฤทธิ์

.

การเสนอคำอธิบายแบบนี้เป็นที่ยอมรับของคนจำนวนมาก ทั้งนี้เพราะอิทธิพล “ความจริง” ทางการเมืองที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้สร้างไว้ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันเองก็มีปัญญาชนที่เป็นผู้สืบทอดความคิดของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และเป็นผู้ที่ยังทำให้กรอบ “ความจริง” แบบนี้ยังคงอยู่ต่อไป ตัวอย่างเช่น

.

ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองซึ่งมักเน้นถึงเรื่องความสำคัญของ “คนดี” เป็นประจำ และยังเน้นว่าผู้ปกครองต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพระมหากษัตริย์ เพราะผู้ปกครองเป็นเพียงจ๊อกกี้ ไม่ใช่เจ้าของม้า การเน้นเช่นนี้ก็คือการสนับสนุนการปกครองแบบไทยและผู้นำแบบไทยนั่นเอง

.

ขณะที่ตุลาการอาวุโสบางท่านก็เคยกล่าวว่าแม้ตุลาการจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็มีสิทธิเข้าไปแก้ปัญหาบ้านเมือง เพราะตุลาการได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ และพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจประชาชน ตุลาการจึงมาจากประชาชน การกล่าวเช่นนี้เป็นการเน้นความสำคัญของพระมหากษัตริย์ขณะที่ลดค่าของการเลือกตั้งลงไป

.

ด้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นก็ได้เสนอหลักการเมืองใหม่ ให้มีตัวแทนจากการแต่งตั้งมากกว่าเลือกตั้ง และให้ทหารสามารถเข้าแทรกแซงได้เมื่อมีเหตุสมควร อันเป็นการแสดงความไม่ไว้ใจในประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งยังอยู่ในวัฏจักรโง่-จน-เจ็บ

.

จะเห็นได้ว่าปัญญาชนเหล่านี้ได้สืบทอดแนวทางคำอธิบายของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์และด้วยเหตุที่ปัญญาชนเหล่านี้มีบทบาททางการเมืองค่อนข้างมาก ทำให้แนวทางคำอธิบายของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ยังถูกใช้เป็นกรอบในการทำความเข้าใจการเมืองในปัจจุบัน

.

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตบางประการที่น่าสนใจว่าปัญญาชนในปัจจุบันมีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เช่น การยอมรับ “ความเป็นจีน” โดยในปัจจุบันลูกจีนไม่จำเป็นต้องกลายเป็นไทย แต่สามารถเป็นทั้งจีนและไทยพร้อมกันได้ ดังเห็นได้จาก วาทกรรม “ลูกจีนรักชาติ” ซึ่งน่าจะเป็นเพราะปัจจุบันลูกจีนจำนวนมากได้มีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น และเข้าไปร่วมมือกับชนชั้นนำในด้านการเมืองมากหน้าหลายตา

.

อย่างไรก็ตาม “ความเป็นจีน” ในที่นี้จำกัดเฉพาะความเป็นจีนที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ขณะเดียวกันก็พบว่านอกจากจีนแล้ว เชื้อชาติอื่นยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร อาจเนื่องมาจากยังไม่มีพลังอำนาจมากเท่ากับคนจีนก็เป็นได้

.

อีกจุดหนึ่งที่แตกต่างก็คือปัญญาชนสมัยนี้ได้ลดระดับมโนภาพ “เมืองไทยนี้ดี” ลง เห็นได้จากแม้ว่าจะเห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่ก็ไม่กล้ากล่าวตรงๆ ที่เป็นเช่นนี้เพราะโลกาภิวัตน์ทำให้คนทุกชนชั้นในสังคมสามารถรับสื่อจากต่างประเทศได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านชนชั้นนำเพียงอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน

.

ทำให้ปัญญาชนจำนวนมากต้องปรับเปลี่ยนคำอธิบายบางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกด้วย

.

วิจารณ์ข้อจำกัดของกรอบคิดคึกฤทธิ์

.

จากที่กล่าวมาทั้งหมดเห็นได้ว่ากรอบ “ความจริง” ทางการเมืองของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์มีอิทธิพลสำคัญในการสร้างความเข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในปัจจุบัน

.

อย่างไรก็ตาม ในความคิดเห็นของผู้เขียน คำอธิบายตามกรอบนี้ไม่ช่วยให้เราเข้าใจและแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

.

กรอบคำอธิบายแบบนี้มีข้อจำกัดตรงที่ว่าเป็นเพียงการพิจารณาความไม่มีศีลธรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวระบบซึ่งได้เพาะเชื้อความไม่พอใจระหว่างชนชั้นเอาไว้

.

อีกอย่าง กรอบคำอธิบายแบบนี้ยังไปไม่ทันกับกระแสโลก หากเป็นในอดีต วิธีการแก้ปัญหาตามกรอบนี้อาจได้ผล เพราะชนชั้นนำสามารถตัดสินใจได้อย่างทันที แต่ปัจจุบันการที่ประเทศไทยผูกตัวเองติดกับกระแสโลกและได้รับอิทธิพลอย่างมากจากโลกาภิวัตน์ ส่งผลให้คนจำนวนมากในสังคมรับสื่อจากต่างประเทศได้โดยตรง

.

อำนาจในการรับสื่อนี่เองที่กลายมาเป็นพลังต่อกรสำคัญกับอำนาจของชนชั้นนำ ตราบใดที่เรายังใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบเก่าที่คับแคบและไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ก็ย่อมจะยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้

.

สำหรับวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมนั้น ผู้เขียนยังคิดไม่ออก แต่ผู้เขียนเชื่อว่าสังคมจะสามารถคิดออกได้แน่ หากคนในสังคมหลุดพ้นจากคำอธิบายแบบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และหากรอบคำอธิบายแบบใหม่ๆ นำกรอบของแต่ละคนมาถกเถียง ตกผลึก สังเคราะห์ เมื่อนั้นเราจะได้กรอบคำอธิบายที่เสนอสาเหตุและวิธีการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมก็เป็นได้

.

แต่หาก “ความจริง” ทางการเมืองที่ “ความเป็นไทย” กระแสหลักของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์สร้างขึ้นยังคงมีอิทธิพลจำกัดความคิดคนในสังคมอยู่เช่นนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในปัจจุบันก็คงไม่สามารถหาทางออกได้ จะทำได้ก็คงแต่เพียงการกดทับปัญหาไว้เท่านั้น

.

ซึ่งผู้เขียนไม่เห็นว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมแต่อย่างใด

.

ที่มา: วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 21:00:00 น. มติชนออนไลน์

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”บทเรียนจากสงครามศักดิ์สิทธิ์ถึงสงครามระหว่างสี”

โดย

เกษียร เตชะพีระ

ความมีดังนี้

โฮเวิร์ด ซิน ผู้เขียน “ประวัติศาสตร์สหรัฐภาคประชาชน, ค.ศ.1492-ปัจจุบัน”

เสียงย่ำกลองรบอ่านแถลงการณ์ประกาศ “สงครามระหว่างสี” สั่นสะท้านหัวใจคนไทย-ดังที่ราเกห์ โอมาร์ ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา รายงานไว้ในหนังสารคดี Thailand : Warring Colours ที่ออกอากาศไปเมื่อกลางเดือนธันวาคมศกก่อน-นอกจากทำให้ผมรู้สึกเบื่ออิ๊บอ๋ายเลยและอดสงสัยไม่ได้ว่าพวกท่านเหล่านั้นไม่เบื่อตัวเองบ้างหรือไงแล้ว

ก็ทำให้ผมนึกถึง โฮเวิร์ด ซิน ขึ้นมา…

ในวัยย่าง 88 ปี ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์กิตติคุณ โฮเวิร์ด ซิน แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน นับเป็นนักประวัติศาสตร์ภาคประชาชนที่โดดเด่นโด่งดังที่สุดในสหรัฐอเมริกา ผลงานวิชาการชิ้นเอกของเขาเรื่อง A People”s History of the United States, 1492-Present (ประวัติศาสตร์สหรัฐภาคประชาชน, ค.ศ.1492-ปัจจุบัน) ซึ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี ค.ศ.1980 นั้นขายดิบขายดีไม่แพ้นิยายเบสท์เซลเลอร์ถึงกว่า 2 ล้านเล่มเข้าไปแล้ว!

งานชิ้นนี้มุ่งสำรวจและสังเคราะห์ประวัติศาสตร์อเมริกันด้วยมุมมองกลับตาลปัตร กล่าวคือแทนที่จะมองจากมุมของมหาบุรุษและผู้นำการเมืองดังเคยทำกันมา ซินกลับเลือกมองจากมุมของชนชั้นคนงานและชนกลุ่มน้อยผู้ถูกกดขี่ทางการเมือง ขูดรีดทางเศรษฐกิจ และละเลยไปในประวัติศาสตร์กระแสหลักส่วนใหญ่

เขาบันทึกรวบรวมประวัติของผู้คนหลากเชื้อชาติ เพศและชนชั้น, เล่าเรื่องราวการต่อสู้แบบอารยะขัดขืนและธรรมเนียมประเพณีการสร้างอำนาจประชาชนของคนเหล่านั้น, เพื่อชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าจริงที่เกิดจากแรงผลักดันของพวกเขา

ขณะเดียวกันก็บ่งบอกว่าความหวังของพวกเขาในอันที่จะสร้างสังคมซึ่งเท่าเทียมกันยิ่งขึ้นนั้นได้ถูกสกัดขัดขวางในที่สุดเช่นใด, และในทางกลับกันชนชั้นนำส่วนน้อยยึดกุมผูกขาดอำนาจและทรัพย์สินเอาไว้ได้อย่างไร ฯลฯ

งานชิ้นนี้ได้รับยกย่องเป็นหลักหมายสำคัญในความคิดประชานิยมทวนกระแสของอเมริกา และถูกเอาไปดัดแปลงนำเสนอและจัดแสดงผ่านสื่อประสมหลายแบบ ไม่ว่าในรูปบันทึกปากคำและเอกสารชั้นต้นที่เกี่ยวข้อง, หนังสือย่อยให้อ่านง่าย, แผ่นซีดีบันทึกเสียงอ่าน, การแสดงบนเวที, ภาพยนตร์สารคดี เป็นต้น

โฮเวิร์ด ซิน มีภูมิหลังเป็นลูกหลานผู้อพยพยากไร้ที่เติบโตในสลัมย่านบรู๊คลินของมหานครนิวยอร์ก ต้องไปทำงานหารายได้ในอู่ซ่อมเรือตั้งแต่วัยรุ่น เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาร่วมรบเป็นนักบินทิ้งระเบิดยศเรืออากาศตรีในสมรภูมิยุโรปและได้รับเหรียญกล้าหาญมามากมาย

พอสิ้นสงคราม เขามีโอกาสเข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยทุนการศึกษา “จีไอ” ของรัฐบาลในฐานะทหารผ่านศึก จนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ก่อนจะทำงานเป็นนักวิจัยและอาจารย์สอนรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งในสหรัฐและต่างประเทศสืบมา

ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960-1970 ซินโถมตัวเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสมอภาคของชนผิวสีอเมริกันและต่อต้านสงครามเวียดนามอย่างดุเดือดแข็งขัน ซึ่งเป็นพื้นฐานประสบการณ์ที่ยึดหยั่งจุดยืน ทรรศนะและวิธีการทางประวัติศาสตร์ของเขาอย่างหนักแน่นมั่นคงเรื่อยมา ดังที่เขาเล่าไว้ในคำนำหนังสือ The Twentieth Century : A People”s History (คริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ : ประวัติศาสตร์ภาคประชาชน-ซึ่งเป็นฉบับสังเขปและอัพเดตของประวัติศาสตร์สหรัฐภาคประชาชน, ค.ศ.1998) ว่า :-

“ประวัติศาสตร์คือความทรงจำของรัฐทั้งหลาย” เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ (ผู้วางนโยบายความมั่นคงและต่างประเทศของสหรัฐในตำแหน่งผู้ช่วยประธานาธิบดีด้านความมั่นคงและ รมว.ต่างประเทศ ระหว่างปี ค.ศ.1969-1977 – ผู้แปล) เขียนไว้เช่นนี้ในหนังสือเล่มแรกของเขาเรื่อง A World Restored จากนั้นเขาก็เดินหน้าเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากมุมมองของบรรดาผู้นำออสเตรียและอังกฤษ โดยมองข้ามคนนับล้านๆ ผู้ต้องทนทุกข์ทรมานจากนโยบายของรัฐบุรุษเหล่านั้นไป…

“ส่วนมุมมองของผมในการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์สหรัฐนั้นแตกต่างกัน ผมถือว่าเราจักต้องไม่ยอมรับความทรงจำของรัฐทั้งหลายว่าเป็นของเราเอง ชาติทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ และไม่เคยเป็นชุมชน ประวัติศาสตร์ของประเทศใดก็ตามแต่ที่ถูกนำเสนอเสมือนหนึ่งประวัติศาสตร์ของครอบครัวนั้นล้วนปิดบังความขัดแย้งทางผลประโยชน์อันดุเดือดไว้ทั้งสิ้น (ซึ่งบางทีก็ระเบิดออกมา แต่ส่วนใหญ่แล้วจะถูกเก็บกดไว้) ระหว่างผู้พิชิตกับผู้ถูกพิชิต, เจ้านายกับไพร่ทาส, นายทุนกับคนงาน, ผู้ครอบงำกับผู้ถูกครอบงำทางเชื้อชาติและเพศ และในโลกแห่งความขัดแย้งดังกล่าวอันเป็นโลกแห่งเหยื่อกับเพชฌฆาตนั้น หน้าที่ของประชาชนผู้รู้คิดทั้งหลายก็คือจักต้องไม่ยอมอยู่ข้างเดียวกับเพชฌฆาต ดังที่อัลแบต์ กามูส์ แนะไว้นั่นเอง”

ในทางการเมือง ข้อสรุปจากประวัติศาสตร์สหรัฐภาคประชาชนของซินคือ : –

“หากประวัติศาสตร์จะช่วยชี้ทางอะไรให้ได้แล้ว นั่นก็คือว่า-ถ้าจะให้ประชาธิปไตยมีความหมายใดๆ บ้าง, ถ้าจะให้ประชาธิปไตยข้ามพ้นขีดจำกัดของทุนนิยมและชาตินิยมละก็, สิ่งนี้จะไม่มาจากเบื้องบน แต่จะมาจากการเคลื่อนไหวของพลเมืองที่ให้การศึกษา, จัดตั้ง, ปลุกระดม, นัดหยุดงาน, คว่ำบาตร, ชุมนุมแสดงพลัง, และคุกคามผู้กุมอำนาจด้วยการก่อกวนเสถียรภาพซึ่งพวกเขาต้องการให้กลับปั่นป่วนวุ่นวาย”

ในปาฐกถาเรื่อง “สงครามศักดิ์สิทธิ์” (Holy Wars) ที่มหาวิทยาลัยบอสตันเมื่อ 11 พฤศจิกายน ศกก่อน โฮเวิร์ด ซิน ได้เสนอให้ทบทวนท้าทายซักถามสงครามที่ยึดมั่นถือมั่นกันว่าเป็น “สงครามที่ดี” (the good wars) ในประวัติศาสตร์อเมริกัน 3 ครั้งที่ผ่านมา ได้แก่สงครามกู้อิสรภาพจากอังกฤษ (ค.ศ.1775-1783), สงครามกลางเมืองระหว่างมลรัฐฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ที่นำไปสู่การเลิกทาส (ค.ศ.1861-1865), และสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อโค่นล้มฝ่ายอักษะฟาสซิสต์ (ค.ศ.1939-1945 สหรัฐเข้าร่วมสงครามปลายปี 1941 หลังญี่ปุ่นบุกถล่มฐานทัพเรือที่อ่าวเพิร์ล ฮาร์เบอร์)

ในทุกกรณี ซินเรียกร้องให้กล้าทักกล้าถาม คิดค้นให้ละเอียดรอบด้านโดยเฉพาะด้านที่มักถูกมองข้ามละเลย ประเมินเปรียบเทียบให้กว้างและลึกกับกรณีใกล้เคียงกัน และไม่ด่วนผลีผลามสรุป ในประเด็นสำคัญๆ เหล่านี้คือ : –

-ต้นทุนผลเสียที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในแง่ชีวิตผู้คนที่ล้มตายหรือบาดเจ็บพิการไปในสงคราม ด้วยการให้น้ำหนักคุณค่าแก่ประสบการณ์ความเจ็บปวดสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเหยื่อสงครามผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่โดยเฉพาะเด็กเล็ก ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขสถิติอันแห้งแล้งตื้นเขิน

-ผลลัพธ์ที่ได้มาว่ากระจายไปในหมู่ผู้คนทั้งหลายที่เข้าร่วมและ/หรือได้รับผลสะเทือนจากสงครามอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกันไหม? ยืนนานแค่ไหน? และเป็นดังคำมั่นสัญญาที่ผู้ก่อสงครามให้ไว้หรือไม่?

-มีทางเลือกอื่นหรือไม่ในการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายอันถูกต้องชอบธรรมที่พึงประสงค์ (อิสรภาพ, การเลิกทาส, การโค่นเผด็จการฟาสซิสต์) นอกเหนือจากวิธีทำสงคราม? ทั้งนี้หากเปรียบเทียบกับกรณีใกล้เคียงกันอื่นๆ ในต่างประเทศหรือในประวัติศาสตร์

-โดยไม่ละเลยหรือดูเบาเป้าหมายอันชอบธรรมดีงามและการเสียสละอันทรงค่าสูงส่งในสงครามดังกล่าว ทั้งประเมินน้ำหนักเต็มแห่งคุณค่าของมันทุกอย่างทุกประการ, แต่กระนั้นคำถามที่ซินชวนให้คิดพิจารณาคือทั้งหมดนั้นมันคุ้มกันไหมกับน้ำหนักเต็มแห่งคุณค่าทุกชีวิต ทุกร่างกายและอวัยวะที่ทุพพลภาพ รวมทั้งทุกบาดแผลที่สูญเสียไปอย่างไม่มีวันได้คืน? และเอาเข้าจริงมีทางเลือกอื่นอีกไหมที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนั้นโดยเสียสละชีวิตผู้คนน้อยกว่า นอกเหนือจากการทำสงคราม แม้อาจจะช้านานกว่าบ้างหรือเลี้ยวลดคดเคี้ยวกว่าบ้างก็ตามที?

เบื้องหน้าคำป่าวร้องปลุกเร้าของชนชั้นปกครองสหรัฐให้ทำ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” ในอิรักและอัฟกานิสถาน และอาจจะลุกลามไปยังปากีสถานและเยเมน ฯลฯ ต่อไป ซินเรียกร้องให้ชาวอเมริกันคิดทบทวนคำถามข้างต้นให้ถี่ถ้วนรอบด้าน ละเอียดรอบคอบที่สุดเสียก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ…

ขออนุญาตยกตัวอย่างปาฐกถาบางตอนของโฮเวิร์ด ซิน เรื่องนี้มาประกอบ : –

ความรุนแรงกับความรวดเร็ว

“…แล้วมันดีไหมล่ะที่เราได้เป็นอิสระจากอังกฤษ? ใช่ มันก็ดีเสมอล่ะครับที่ได้เป็นอิสระ แต่ด้วยต้นทุนอะไรที่ต้องจ่ายไป? และที่ว่าเป็นอิสระนั้นน่ะจริงแค่ไหน? แล้วมันเป็นไปได้ไหมที่เราจะช่วงชิงอิสรภาพมาได้โดยไม่ต้องทำสงคราม? ดูแคนาดามั่งซีครับ แคนาดาเป็นอิสระจากอังกฤษ สังคมของแคนาดาเขาก็ไม่เลว มีบางอย่างของแคนาดาที่ดึงดูดใจมากทีเดียว พวกเขาได้อิสรภาพจากอังกฤษโดยไม่ต้องทำสงครามนองเลือดเลย

“แน่ล่ะมันใช้เวลานานกว่าบ้าง แต่คุณทราบไหมครับว่าบางทีมันใช้เวลานานกว่าถ้าคุณไม่อยากจะฆ่า ความรุนแรงมันเร็ว สงครามมันเร็ว และมันมีเสน่ห์ดึงดูดใจใช่ไหมล่ะครับ เราอยากทำอะไรได้เร็วๆ และถ้าคุณไม่อยากให้ฆ่ากัน คุณอาจต้องยอมเสียเวลามากขึ้นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของคุณ และเมื่อคุณบรรลุวัตถุประสงค์ของคุณแล้ว คุณอาจพบว่ามันบรรลุได้ด้วยวิธีที่ดีกว่าและได้ผลลัพธ์ดีกว่า อย่างระบบดูแลรักษาสุขภาพของแคนาดานั่นไงซึ่งดีกว่าระบบดูแลรักษาสุขภาพอเมริกันเราเสียด้วยซ้ำ (ผู้ชมหัวเราะ)”

พิษภัยของสงคราม

“รายงานสภาพผู้บาดเจ็บล้มตายจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาทำให้ผมเริ่มทบทวนความคิดเรื่อง “สงครามที่ดี” ใหม่ ซึ่งก็คือสงครามของเรากับฟาสซิสต์ จากเดิมที่คิดว่าโอ๊ยมันโอเค เรารบชนะฮิตเลอร์ เหมือนที่เราได้อิสรภาพจากอังกฤษและเราเลิกทาสสำเร็จ แต่ประเดี๋ยวก่อน เรื่องมันไม่ง่ายอย่างนั้น และสงครามโลกครั้งที่ 2 มันก็ไม่ง่ายอย่างนั้น

“เอาล่ะเรารบชนะฮิตเลอร์และดังนั้นทุกอย่างก็โอเค เราเป็นพระเอก พวกมันเป็นผู้ร้าย นั่นเป็นสิ่งที่เราตัดสินใจตอนเริ่มทำสงคราม แต่ที่ตอนนั้นผมยังไม่ตระหนักก็คือในกระบวนการทำสงครามนั้น พระเอกนั่นแหละจะกลายเป็นผู้ร้ายเสียเอง สงครามมันเป็นพิษกับคนทุกคน สงครามทำให้ทุกคนเสื่อมทรามลง และดังนั้นพวกที่ขึ้นชื่อว่า “พระเอก” ก็เริ่มทำตัวเหมือน “ผู้ร้าย” พวกนาซีทิ้งระเบิดฆ่าพลเรือนในเมืองโคเวนทรี, ลอนดอน และรอตเตอร์ดัม แล้วเราก็ทิ้งระเบิดฆ่าพลเรือนมั่ง เราก็กระทำการทารุณโหดร้ายมั่ง

“เราบินไปเหนือกรุงโตเกียวหลายเดือนก่อนที่จะไปฮิโรชิมา และผมพนันเลยว่าพวกคุณร้อยละ 90 ไม่รู้เรื่องการโจมตีกรุงโตเกียว พวกคุณล้วนเคยได้ยินเรื่องฮิโรชิมา แต่ผมเชื่อเลยว่าคนอเมริกันร้อยละ 90 ไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นหลายเดือนเราส่งเครื่องบินไปเหนือกรุงโตเกียวเพื่อเผามันด้วยระเบิดเพลิง และมีคนตายไปหนึ่งแสนคนในชั่วการทิ้งระเบิดโตเกียวคืนเดียว เบ็ดเสร็จแล้วเราฆ่าคนตายไปครึ่งล้านในญี่ปุ่น พลเรือนนะครับ บางคนบอกว่าพวกนั้นมาบุกเพิร์ล ฮาร์เบอร์เราก่อน แต่เอาเข้าจริงคนที่ตกเป็นเหยื่อพวกนั้นไม่ได้มาทิ้งระเบิดเพิร์ล ฮาร์เบอร์ เด็กเหล่านั้นไม่ได้ทิ้งระเบิดเพิร์ล ฮาร์เบอร์

“ความคิดเรื่องความรุนแรง การล้างแค้น การแก้เผ็ดเอาคืนเป็นสิ่งที่เราควรขจัดทิ้ง”

สุดท้ายนี้ขออนุญาตถามสักหน่อยเถอะครับว่า…

ที่ชวนคนไทยทำ “สงคราม” เหยงๆ ไม่ขาดปากนั้น เพราะอยากชนะเร็วๆ ใช่ไหมครับ?

ถ้าล่าช้ากว่านี้ แต่ถนอมรักษาชีวิตคนไทยด้วยกันไว้ได้โดยไม่ต้องทำสงคราม ไม่ดีกว่าหรือครับ?

และในกระบวนการทำ “สงครามระหว่างสี” เพื่อเป้าหมายอันสูงส่งยิ่งใหญ่หรูเลิศประเสริฐสุดต่างๆ นานานั้น พวกคุณทำตัวแตกต่างจากศัตรูสีตรงข้ามของคุณตรงไหนครับ?

ที่มา มติชนรายวัน วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 11640

อ้างอิง

Howard Zinn, a professor emeritus of political science at Boston University, historian, and war critic, is the author of A People’s History of the United States, a book both lauded and derided for telling American history from the perspective of minorities, immigrants, laborers, and others Zinn feels had been excluded from traditional textbooks.

Born in Brooklyn to Jewish immigrants, the former shipyard worker was a bombardier in World War II, attended New York University on the G.I. Bill, and taught at the all-black women’s Spelman College from 1956 until 1963, when he was fired for encouraging students to fight segregation. Zinn taught at BU from 1964 until his retirement in 1988.

Read Full Post »