Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘อภิสิทธิ์’

recommendare

บทความเรื่อง  ”ยุบสภา-ทางเลือกที่ต้องเลือก”

โดย

นิธิ เอียวศรีวงศ์


ความมีดังนี้

.

กรอ.ประชุมกันแล้ว หาเหตุผลที่จะไม่ควรยุบสภาออกมาได้ว่า เพราะยังไม่มีความขัดแย้งระหว่างสภาและฝ่ายบริหาร จึงไม่มีเหตุจะยุบสภาได้

.

แต่ใครบอกเล่าว่า เงื่อนไขให้ยุบสภามีได้เพียงอย่างเดียว ยุบเพื่อทำให้ฝ่ายบริหารมีเสียงเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพราะอยู่ในช่วงที่ฝ่ายบริหารกำลังได้รับความนิยม เขาก็ทำกันเป็นปกติในทุกประเทศที่ปกครองด้วยระบบรัฐสภา ยุบเพราะจะเสนอกฎหมายใหม่ที่ต้องการเสียงสนับสนุนแข็งจริง ทั้งๆ ที่เสียงฝ่ายบริหารยังเกินครึ่งในสภาก็ทำกันอยู่เสมอ ยุบเพราะรัฐบาลถูกโจมตีมาก เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ ก็เป็นการแก้ปัญหาทางการเมืองซึ่งที่ไหนๆ เขาก็ทำกัน

.

เพราะการยุบสภาเป็นกลไกทางการเมืองที่สำคัญ เอาไว้แก้ปัญหาทางการเมืองเฉพาะหน้า ที่ไหนๆ รวมทั้งเมืองไทยจึงให้อำนาจเด็ดขาดไว้ที่นายกรัฐมนตรี เพราะถึงอย่างไรก็เป็นอำนาจที่จำกัด กล่าวคือยุบแล้วก็ต้องกลับไปหาประชาชนใหม่ จึงไม่มีใครเขาทำประชามติเพื่อยุบสภา หากชอบที่จะปกครองกันด้วยประชาธิปไตยทางตรงอย่างนั้น ทำประชามติกันด้วยเรื่องแผนพลังงานไม่ดีกว่าหรือ

.

อีกบางฝ่ายออกมาคัดค้านการยุบสภาว่า ถึงยุบไปก็แก้ปัญหาไม่ได้ แต่ไม่ชัดว่าปัญหาที่ว่านั้นคืออะไร แต่ดังที่กล่าวแล้วว่าการยุบสภาเป็นกลไกการเมืองสำหรับแก้ปัญหาการเมือง ไม่ได้แก้ปัญหาได้ทั่วไป การที่มีคนจำนวนมากออกมายึดถนน และยังมีผู้สนับสนุนไปทั่วประเทศจนกระทั่งกลไกรัฐทำงานไม่ได้ คือปัญหาการเมืองเฉพาะหน้าที่ต้องแก้ก่อนอื่น

.

ก็ตาม หากนิยามปัญหาที่ว่าแก้ไม่ได้ว่าคือสิ่งที่การชุมนุมเรียกร้อง ได้แก่ความไม่เท่าเทียม, สองมาตรฐาน, และความไม่สมานฉันท์ ถ้าอย่างนั้น ยิ่งไม่ยุบสภาก็ยิ่งแก้ไม่ได้ เพราะเวลาปีกว่าภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ยิ่งตอกย้ำความไม่เท่าเทียม, สองมาตรฐาน และความแตกร้าวมากขึ้นไปอีก แม้ขณะนี้ก็กำลังคิดกันถึงการชดเชยช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม โดยไม่ได้แยกระหว่างผู้ประกอบการขนาดใหญ่และเล็ก มันจะเป็นตลกร้ายสักเพียงใด ที่วันหนึ่งเราจะต้องควักกระเป๋าไปอุดหนุนธนาคารกรุงเทพ, บริษัทซีพี และ ฯลฯ ในขณะที่ชาวนาและกรรมกรต้องแบกรับความเสี่ยงในความผันผวนทางเศรษฐกิจไปตามลำพัง

.

ส่วนปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำนั้น นายกฯพูดเองว่าเริ่มคลี่คลายลงแล้ว เพราะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชียเริ่มฟื้นตัว ผลกระทบของความตกต่ำทางเศรษฐกิจโลกที่กระทบถึงไทยนั้น มาจากการที่เศรษฐกิจไทยผูกอยู่กับเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นแฟ้น แต่หนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้ทำให้ความผูกพันนั้นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่จะบรรเทาผลกระทบแต่อย่างไร เช่นสร้างฐานการผลิตบางส่วนของไทยให้เข้าถึงตลาดโลกส่วนที่ได้รับผลกระทบน้อย หรือเพิ่มผลิตภาพเพื่อแข่งขันได้ดีขึ้น เป็นต้น ประเทศไทยเคยอ่อนแอทางเศรษฐกิจอย่างไร ก็ยังอ่อนแออยู่เหมือนเดิม

.

ยิ่งประหลาดมากขึ้นที่กลุ่มคนซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนของ “ภาคประชาชน” ยกปัญหาเรื้อรังขึ้นมาว่า ปัญหาเหล่านี้ควรถูกนำมาถกกันในการตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่

.

ปัญหาเหล่านี้สรุปรวมแล้วก็คือการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรนั้นเอง และนี่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของสังคมไทยจริง แต่จะแก้ปัญหานี้ได้ไม่ใช่หวังพึ่งรัฐบาลใดๆ ทั้งสิ้น (ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหาร) รัฐบาลอภิสิทธิ์เองเพิ่งปล่อยให้ กฟผ.ลงนามในสัญญากับบริษัทจีนและพม่า เพื่อสร้างเขื่อนฮัตจี ทำลายวิถีชีวิตของผู้คนอีกหลายพันในลุ่มน้ำสาละวินตอนกลาง (หากนับรวมถึงประชาชนในพม่าด้วยก็หลายหมื่น) แต่ถึงแม้เป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ก็คงปล่อยให้ กฟผ.ลงนามเหมือนกัน

.

นี่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เรามีการเมืองที่ชนชั้นนำครอบงำ ดังนั้นจึงจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรโดยดึงเอามาบำเรอชนชั้นนำ และปล่อยปละละเลยประชาชนระดับล่างที่ได้เคยใช้ทรัพยากรนั้นมาอีกวิถีทางหนึ่งไปตามยถากรรม

.

แต่เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรได้ นอกจากเปิดพื้นที่ให้ประชาชนระดับล่างได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ นักวิชาการและเอ็นจีโอที่เสนอเรื่องนี้ก็เคยเข้าไปร่วมเคลื่อนไหวกับประชาชน เช่นให้ข้อมูลที่ทำให้เห็นผลกระทบกว้างไกลกว่าความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนในท้องถิ่น ช่วยเปิดพื้นที่สื่อให้เสียงคัดค้านการแย่งชิงทรัพยากรเช่นนี้ดังไปถึงคนชั้นกลางในเมือง และเคยแม้แต่ร่วมเดินขบวนหรือสนับสนุนการประท้วงของชาวบ้านมาแล้ว

.

ทั้งหมดนี้คือ “กระบวนการประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นเครื่องมืออันเดียวที่จะทำให้การจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรในประเทศของเรามีความเป็นธรรมมากขึ้น และคงจะมีโอกาสพัฒนาต่อไปจนพ้นจากท้องถนนไปสู่พื้นที่อื่นๆ มากขึ้น (รวมถึงสภาผู้แทนราษฎรด้วย) ท่านเหล่านั้นฝันไปหรืออย่างไร จึงคิดว่าปัญหาเรื้อรังระดับโครงสร้างเช่นนี้ อาจแก้ได้ด้วยการเจรจาทุบโต๊ะเปรี้ยงเดียว แล้วทุกอย่างเข้าที่หมด

.

นอกจากนี้ มันแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมืองเฉพาะหน้าได้อย่างไร

.

ควรเตือนไว้ด้วยว่า วิกฤตทางการเมืองที่เราเผชิญอยู่เวลานี้หนักหนาสาหัสมาก เพราะรัฐบาลไม่เหลือทางเลือกอะไรอีกแล้ว นอกจากสลายการชุมนุมด้วยวิธีรุนแรง ซึ่งจะทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายอย่างขนานใหญ่กว่าที่ประเทศไทยเคยเผชิญมา (แม้ใน 6 ตุลา และพฤษภาทมิฬ) ซ้ำถึงสลายได้ เรื่องก็ไม่ยุติ เพราะจะเกิดการต่อต้านรัฐในรูปแบบต่างๆ ไปทั่วประเทศ รวมทั้งการก่อวินาศกรรมด้วย

.

ชนชั้นนำอาจเลือกที่จะไม่เก็บอภิสิทธิ์เอาไว้ โดยยึดอำนาจด้วยกองทัพไปเสียเลย แต่นั่นยิ่งจะนองเลือดมากขึ้น และประเทศไทยจะโงหัวไม่ขึ้นไปอีกหลายปี

.

ทั้งหมดนี้ แลกกับการยุบสภาทันที อย่างไหนจะเป็นทางออกจากวิกฤตเฉพาะหน้าได้สงบสันติกว่ากัน

.

แม้กระนั้นก็ยังมีบางคนคัดค้านว่า ถึงยอมยุบสภา หลังการเลือกตั้ง หากได้รัฐบาลที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ชอบ ก็อาจออกมาประท้วงปิดถนนอีก จึงไม่ใช่ทางที่จะแก้ปัญหาได้จริง

.

ข้อคัดค้านนี้มีความเป็นไปได้ แต่ต้องเข้าใจการประท้วงให้ดี

.

หัวใจสำคัญของการประท้วงไม่ได้อยู่ที่ยึดถนนหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าได้รับการสนับสนุนจากผู้คนในสังคมกว้างขวางเพียงไร หากได้รับกว้างขวางหนักแน่น กฎหมายอะไรๆ ก็ไม่อาจเอาไว้อยู่ (เพราะความศักดิ์สิทธิ์ของกฎไม่ได้อยู่ที่กลไกรัฐเท่ากับความเห็นชอบของประชาชน) ไม่ว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง, สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือแม้แต่กฎอัยการศึก ฉะนั้น หากอีกฝ่ายหนึ่งมีข้อเรียกร้องที่สังคมโดยรวมเห็นด้วย รัฐบาลใหม่ก็ต้องทำตาม เช่น ขอให้ยุบสภา ก็ต้องยุบสภา แต่หากขอให้ขอพระราชทานนายกฯ สังคมโดยรวมอาจไม่เอาด้วย ถึงตอนนั้นรัฐย่อมสามารถใช้กลไกของรัฐรักษากฎหมายได้

.

ข้อนี้น่าจะเป็นเครื่องเตือนสติให้ผู้จัดตั้งรัฐบาลต้องคำนึงถึงการยอมรับของสังคมมากขึ้น ไม่ใช่นำเอาคนอันเป็นที่รังเกียจของคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ มาเป็นนายกฯ หรือคิดว่าตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร จึงยอมเอายี้มาเต็ม ครม. เพราะจากนี้ไป การกระทำเช่นนั้นจะเป็นผลให้รัฐบาลนั้นไม่สามารถบริหารงานได้เลย

.

ในระบบการเมืองที่การประท้วงไม่มีพื้นที่อื่นซึ่งได้ผลมากไปกว่าท้องถนน จะให้สังคมเข้ามากำกับรัฐได้อย่างไร สิ่งที่น่าคิดก็คือเราจะสร้างพื้นที่ให้สังคมมีพลังในการควบคุมรัฐนอกท้องถนนได้อย่างไรต่างหาก แต่การที่สังคมสามารถกำกับควบคุมรัฐได้มากขึ้นนั้น เป็นความก้าวหน้าของสังคมไทยไม่ใช่หรือ

.

บางคนอาจตั้งคำถามเชิงค้านว่า ถ้าอย่างนั้น เรามิต้องปกครองกันด้วย “ม็อบ” หรอกหรือ ใช่เลยที่เราต้องตกอยู่ในภาวะอย่างนั้น จนกว่าเราจะสามารถสร้างพื้นที่นอกถนนให้แก่สังคมได้ดังกล่าวข้างต้น พูดอย่างที่ผมเคยได้พูดมาหลายครั้งแล้วว่า เราต้องปรับระบบการเมืองของเราให้รองรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมให้ได้ นั่นคือมีคนจำนวนมากที่จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองระดับชาติ ถ้าเราไม่มีพื้นที่ให้เขาในระบบ เขาก็ต้องใช้พื้นที่นอกระบบ ฉะนั้น หากไม่ปรับระบบการเมืองให้ทัน ก็บอกได้เลยว่า เราจะเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองจนกลายเป็นจลาจลเช่นนี้ต่อไปอีกนาน

.

ทำไมการยุบสภาซึ่งเป็นการกระทำง่ายๆ และเป็นกลไกปกติทางการเมืองเช่นนี้ จึงทำได้ยากเย็นหนักหนาแก่นายกฯอภิสิทธิ์

.

โดยสรุปแล้ว อภิสิทธิ์เป็นทางออกเพียงอันเดียวของเครือข่ายอำนาจที่สลับซับซ้อนของสังคมไทย หากไม่นับการรัฐประหารอย่างออกหน้า อันนับวันก็เป็นเครื่องมือที่ไม่คุ้มทุนมากขึ้น เพราะก่อให้เกิดการสึกหรอของสถาบันแห่งอำนาจมากเกินไป (เช่น กองทัพ, ตุลาการ ฯลฯ) แต่หนึ่งปีกว่าผ่านไป ก็ยังไม่มีทางเลือกอื่นให้ออกมากไปกว่าอภิสิทธิ์ ฉะนั้น การยุบสภาจึงหมายถึงการทิ้งไพ่จนเกือบหมดหน้าตัก เหลือไพ่ที่ใช้การไม่ดีอีกสองใบเท่านั้นคือ

.

1) สลายการชุมนุมอย่างเด็ดขาดรุนแรง แต่ก็รู้อยู่แล้วว่า จะทำให้ปัญหายิ่งขยายตัวและจัดการยากขึ้น

.

2) รัฐประหาร พร้อมทั้งให้อำนาจที่ไม่มีการตรวจสอบไว้ในมือของฝ่ายชนชั้นนำเต็มที่ ระบบอำนาจนิยมนี้จะสามารถสยบการต่อต้านอย่างรุนแรงได้ ก็โดยวิธีเดียวคือ เป็นผู้นำการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน ซึ่งจะมีผลลิดรอนผลประโยชน์และอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำเอง แม้อาจมีนักอุดมคติในฝ่ายชนชั้นนำที่คิดจะทำเช่นนี้ ก็ยังมีปัญหาว่าจะรักษาเอกภาพของชนชั้นนำไว้ได้อย่างไร มิฉะนั้นแล้ว นักอุดมคตินั้นก็จะถูกชนชั้นนำอีกกลุ่มหนึ่ง หรือหลายกลุ่มร่วมมือกันโค่นล้มลงจนได้

.

ยุบสภาจึงเป็นทางออกเดียวที่เป็นไปได้มากที่สุด ทั้งแก่ชนชั้นนำเองและแก่สังคมไทยโดยรวม

.

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”พิชัย รัตตกุล สอน ไอ้หลานชาย อภิสิทธิ์”

โดย

จอม เพชร ประดับ สัมภาษณ์ พิชัย

รายการ INTERLIGECE ทางเว็บไซต์ voicetv.com

ความมีดังนี้

พิชัย รัตตกุล ชื่อนี้หายไปจากสารบบการเมืองนานแล้ว

เขาเป็นอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์เมื่อปี 2525 จนถึงปี 2534

วันนี้เขาอายุ 84 ปีแล้ว แต่ก็ยังแข็งแรงมาก พิชัย วางมือทางการเมืองตั้งแต่ปี 2544

แต่ยังเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปปัตย์

เขาเป็นคนที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคประชาธิปปัตย์อย่างเปิดเผยมาโดยตลอด

กล้าบอกให้พรรคประชาธิปปัตย์ขอโทษประชาชน หลังกรณี สปก 4-01

และวันนี้เขาปรากฎตัวอีกครั้ง

เมื่อ จอม เพชร ประดับ สัมภาษณ์ พิชัย ในรายการ INTERLIGECE ทางเว็บไซต์ voicetv.com

พิชัย วิจารณ์ อภิสิทธิ์ และการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา

เขาเรียก อภิสิทธิ์ ว่า ไอ้หลานชาย

ชื่นชมในความซื่อสัตย์สุจริต

แต่ให้คะแนนรัฐบาลแค่ 5 เต็ม 10

เขาวิจารณ์ อภิสิทธิ์ ทั้งเรื่องการเจรจากับ ทักษิณ นโยบายต่างประเทศ นโยบาย ประชานิยม

และที่สำคัญ ไม่รู้จักใช้คน

พิชัย เปิดประเด็นแรกเรื่องปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย

ทุกปัญหามีทางออก เพียงแต่เรายอมซึ่งกันและกันบ้าง

ถ้าทุกฝ่ายตั้งแง่ก็ไม่มีทางลงเอยได้ สรุปก็คือ แม้ปัญหาจะมากมาย

แต่ทางออกยังมี เพียงแต่ต้องเสียสละกันบ้าง

เมื่อถามถึง คนกลาง ในการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

พิชัยมองว่า คนเดียวทำไม่ได้

ข้อเสนอของเขาคือ ต้องทำเป็นกลุ่มคณะ

เริ่มต้นจาก 2 ฝ่ายต้องหา คนกลาง ที่ไม่มีความลำเอียง

ทั้งรัฐบาลและทักษิณ ต้องไม่มีการตั้ง เงื่อนไข ก่อนนั่งโต๊ะเจรจา

และการนั่งคุยกันต้องเป็นความลับ

ประเด็นสำคัญที่ พิชัย ย้ำคือ ห้ามมีเงื่อนไข

ถ้าผมเป็นคุณทักษิณ ผมก็รับเงื่อนไขของรัฐบาลไม่ได้ และถ้าผมเป็นรัฐบาล

ผมก็รับเงื่อนไขของคุณทักษิณไม่ได้

เขายกตัวอย่างเรื่องการเจรจากับประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ว่า

ไม่เคยมีเงื่อนไขว่าประเทศนั้นต้องเลิกเป็นคอมมิวนิสต์ก่อน เราถึงจะเจรจา

อย่าตั้งเงื่อนไข ไม่ใช่บอกว่าคุณทักษิณต้องกลับมาติดคุกก่อน

นั่งโต๊ะเจรจาก่อน ถึงเวลานั้นค่อยวางเงื่อนไขลงมา ทั้ง 2 ฝ่าย

จะรู้เลยว่าจุดยืนหรือเงื่อนไขของ 2 ฝ่ายเป็นอย่างไร

แต่การเจรจาจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับต้องมีการอะลุ้มอล่วยกันพอสมควร

ถ้าไม่ยอมกันเลยก็เจรจาไม่สำเร็จ

เมื่อถาว่ารัฐบาลบอกว่าเงื่อนไขสำคัญคือ การยอมรับกฎหมาย

ตราบใดที่กพูดถึงเงื่อนไข ไม่มีทางเจรจากันได้

เขาเล่าว่ามีคนทั้งจากรัฐบาลและ ทักษิณมาคุยกับเขาเมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา

และ พิชัย ก็เสนอนแนวทางนี้ไปแล้ว

มีคนกลาง ห้ามมีเงื่อนไข และคุยกันเงียบๆ

ในบรรดาหัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์ นับตั้งแต่ นายควง อภัยวงศ์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช พ.อ. ถนัด คอมันต์ นายพิชัย รัตตกุล นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

มี พิชัย คนที่เดียวที่ทำธุรกิจใหญ่มาก่อน

และมาเป็นนักบริหารมืออาชีพ

มุมมองของเขาจึงแตกต่างจาก หัวหน้าพรรค คนอื่น

ครั้งหนึ่ง หลังจาก พรรคประชาธิปปัตย์พ่ายแพ้การเลือกตั้ง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

และ พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล

1 ปี 8 เดือน ของทักษิณ ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ในเรื่องการบริหาร

และการทำนโยบาย ให้เป็นจริง

ในเดือน สิงหาคม 2545 พิชัย ออกมาวิพากษ์ตนเอง

วิจารณ์พรรคประชาธิปปัตย์อย่างตรงไปตรงมาว่า

พรรคประชาธิปปัตย์มีแต่นักการเมือง ไม่มีนักบริหาร

เขาบอกว่า ต่อไปนี้นักการเมืองต้องต่อสู้ด้วยนโยบายและชั้นเชิงการบริหาร

หัวหน้าพรรคต้องเป็นนักบริหาร เพื่อดึงคนเก่งมาร่วมกันทำนโยบายที่ถูกใจประชาชน

พิชัย วิจารณ์ ชวน ว่าเป็นคนดีสารพัดอย่าง

เคยเป็นหัวหน้าสำนักงานทนายความแต่ไม่เคยบริหารงานขนาดใหญ่

ในยุคนี้ถือว่าไม่ถึงใจ

เป็นประโยคเด็ดของ พิชัย เมื่อปี 2545

ไม่แปลกที่วันนี้เขาจะมอง อภิสิทธิ์ ในมุมมองของนักบริหารที่มากประสบการรื

ประเด็นแรก เขามองว่า ไอ้หลานรัก ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่ควรทำ

เช่น เรื่องการแจกเช็ค 2000 บาล ฯลฯ

ที่สำคัญเมื่อมีนโยบายเหล่านั้น นายกฯ ไม่ควรไปเอง

เสียเวลา เอาเวลาไปคิดดีกว่า

ฟังน้ำเสียงแล้วละม้ายกับการวิจารณ์เรื่อง นายก โพเดียม

แต่ประเด็นที่แรงกว่านั้น ก็คือ เรื่องไม่รู้ จักใช้คน

รัฐบาลทำงานโดยคนไม่กี่คน

เมื่อถามว่า ในพรรคประชาธิปปัตย์มีบุคคลากรที่มีฝีมือจำนวนมาก

เยอะแยะ ไม่รู้จักใช้คน คนดี ๆ มีความรู้มากมายแต่ไม่รู้จักใช้

คนที่อยากจะช่วยมีมาก อย่างที่คุณจอมถามว่า ทำไมผมไม่บอกคุณอภิสิทธิ์

ก็เขาไม่เคยถามจะให้บอกอย่างไร

พิชัย บอกว่าจุดอ่อนของ อภิสิทธิ์ คือ เรื่องนี้ เขามีที่ปรึกษาของแต่ละหน่วยงานไม่มากพอ

ทั้งประชาธิปปัตย์ มีคนเก่งเยอะและคนนอกพรรคมีพร้อมช่วย

ถามว่า เหตุผลที่ ไม่รู้จักใช้คน มาจากอะไร

คำตอบของ พิชัย แรงมา

คำตอบก็คือ มันมาจากสันดานคนที่ไม่เหมือนกัน สันดานของคนที่ไม่รุ้จักใช้คน

พิชัยยังเล่าเรื่องการไปงานศพของอาจารย์ภิญโญ บุณยรัตพันธ์ อดีตรองประธานสภา กทม.

ผมไปร่วมงาน แต่ผมไม่เห็นผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปปัตย์สักคนเดียว

พิสูจน์ได้ว่า นอกจากไม่รู้จักใช้คนแล้ว ยังลืมคนเก่าอีกด้วย

พิชัย สรุป ก่อนหัวเราะ

มีตัวอย่างอีกเยอะ ผมขอเป็นคนวิจารณ์พรรคประชาธิปปัตย์ได้อย่างเต็มปาก

ในฐานะที่ พิชัย คลุกคลีกับกระทรวงการต่างประเทศมายาวนาน

ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อปี 2519

และเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงนี้มาหลายสมัย

จอม จึงตั้งคำถาม เรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งวิกฤติที่สุดครั้งหนึ่ง

ทั้งที่ ผู้ก่อตั้ง พรรคประชาธิปปัตย์ คือ นายควง อภัยวงศ์

มีรากฐานความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างแน่นแฟ้น

นี่คือปัญหาที่ผมหนักใจมาก จาการที่รัฐบาลทำงานโดยคนไม่กี่คนทำให้

ปัญหาจากภายในกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศขึ้นมา

พิชัย มองว่ามีผู้เชี่ยวชาญเรื่องต่างประเทศจำนวนมาก

ไม่ว่าจะเป็น นายนิตย์ พิบูลสงคราม นายเตช บุญนาค นายวิทยา เวชชาชีวะ

หรือแม้แต่ อานันท์ ปัญญารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี

คนเหล่านี้มีประสบการณ์ด้านต่างประเทศมาก แต่รัฐบาลไม่เคยปรึกษา

เมื่อถาม ปัญหาความสัมพันธ์กับกัมพูชานั้น รัฐบาลมองว่าเกิดจาก ฮุนเซน ตั้งทักษิณ เป็นที่ปรึกษา

แต่ พิชัย กลับมองตรงข้าม

การที่รัฐบาลต่างประเทศแต่งตั้งคนไทยหรือใครก็แล้วแต่เป็นที่ปรึกษา ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

แต่คุณทักษิณต่อสู้อยู่กับรัฐบาลนี้ จอมถาม

ไม่แปลก สมเด็จฮุนเซน มีสิทธิ์ ผมพูดเหมือนเข้าข้าง สมเด็จฮุนเซน

แต่เขามีสิทธิแต่งใครมาเป็นที่ปรึกษาก็ได้ แน่นอนเมื่อเขาเป็นเพื่อนสนิทกับคุณทักษิณ

เขาก็อยากให้ทักษิณกลับมามีอำนาจ แต่นั่นเป็นความคิดของเขา

ไม่ว่า จะแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาหรืออะไรก็ตามเราห้ามไม่ได้ แต่เรามีหน้าที่ครับ

มีหน้าที่ป้องกันแก้ปัญหาที่เผชิญหน้ากันอยู่ แต่ถ้าเราไปวุ่นวาย

ไปพูดเรื่องการแต่งตั้งคุณทักษิณก็แสดงว่าเรากำลังไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น

ก่อนสรุปว่า ทั้งไทย กัมพูชา ต่างแทรกแซงกิจการภายในด้วยกันทั้งคุ่

เมื่อ 2 ฝ่ายต่างแทรกแซง เราก็ต้องคุยกันแม้ทักษิณ

จะสนิทกับ สมเด็จ ฮุนเซน มากว่า แร่เราต้องอย่ายอมแพ้

เขายกตัวอย่างช่วงหลังสงครามเวียดนามที่สหรัฐอเมริกาถอนทหารออกจากอินโดจีน

ครั้งนั้นไทย อยุ่ในสถานการณ์ที่ลำบากเพราะต้องฟื้นความสัมพันธ์

กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งที่เราเคยส่งทหารไปฆ่าฟันประชาชนของลาว กัมพูชาและเวียดนาม

เราเพิ่งทะเลาะกับความเมื่อไม่กี่วันมานี้เองแต่เราอยากดีกับเขา

รัฐบาลยุคนั้นกับกระทรวงการต่างประเทศต้องทำงานอย่างหนักแต่ต้องไม่มีเงื่อนไขก่อนการเจรจา

เมื่อถามว่า สมเด็จ ฮุนเซน บอกว่าถ้าจะให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นต้องไม่มี อภิสิทธิ์ กษิต

นั่นก็เป็นเงื่อนไข เหมือนรัฐบาลไทยที่มีเงื่อนไขว่าจะเจรจา

เมื่อกัมพูชายกเลิกการแต่งตั้งคุณทักษิณ

เราจะตั้งเงื่อนไขก่อนเจรจาไม่ได้

เป็นข้อสรุปของ พิชัย

และเมื่อให้วัดผลงานของรัฐบาล

พิชัยชมว่า อภิสิทธิ์ เป็นคนเก่ง คนดี และเป็นผุ้ใหญ่

ไม่ใช่เด็กดื้อ

เรื่องที่มาที่มีการวิจารณ์ว่าเข้ามาเพราะการรัฐประหาร พิชัย ขอที่จะไม่แตะต้องเรื่องนี้

แต่ รัฐบาลทำงานเหมือนไม่มีอำนาจ คนไม่ว่าวางใจว่ารัฐบาลมีอำนาจ

ถามว่า 1 ปีที่ผ่านมา พิชัย พอใจกับผลงานรัฐบาลหรือไม่

มีหลายอย่างที่ประชาชนพอใจ แต่ผมอยากติงนิดเดียว คือ

การก๊อบปี้นโยบายประชานิยมของ ทักษิณ มาทำ เป็นสิ่งที่ดี ผมไม่ว่า

แต่อย่าทำแบบไฟไหม้ฟาง นโยบายประชานิยมต้องสม่ำเสมอ

ทำไปเรื่อยๆ วันดีคืนดีไม่ใช่อยากแจกเงิน ทำแบบหาเสียงแบบนี้แจกเสร็จเขาก็ลืมแล้ว

ขอให้ทำต่อไป แต่ทำแบบยั่งยืน

เรื่องที่ พิชัย ไม่สบายใจที่สุด คือเรื่องความขัดแย้งภายในประเทศที่นำไปสู้ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

รัฐมนตรีที่เขาให้คะแนนมากที่สุดคือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ส่วนคะแนนที่ให้กับ อภิสิทธิ์

พิชัย บอกว่า เขาดีใจที่ อภิสิทธิ์ ไม่มีประวัติเรื่องการคอร์รัปชั่น

ผมภูมิใจว่า ไอ้หลานชายรักษาความซื่อสัตย์ได้ แต่ถ้าให้คะแนน ผมให้ 5 คะแนน

ไม่ตกแต่เฉียดฉิว

ที่มา  รายงานพิเศษ มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 8- 14 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 30 ฉบับที่ 1534

Read Full Post »

 

recommendare

 

บทความเรื่อง  งบประมาณเพิ่มเติมปี 2552 ใครว่าไม่น่าห่วง?

 

โดย

ศาสตราจารย์ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ 

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตีพิมพ์  25  กุมภาพันธ์  2552

 

ความมีดังนี้

 

งบประมาณเพิ่มเติม หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า งบประมาณกลางปี เสนอโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว (เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2552) ขั้นตอนที่เหลือคือ การประกาศเป็นกฎหมายและการเบิกจ่ายงบประมาณออกจากคลังแผ่นดิน

 

กว่าเม็ดเงินจะผ่านส่วนราชการลงไปในระบบเศรษฐกิจก็คงหลังเดือนเมษายนเป็นต้นไป 

 

สื่อมวลชนและคนทั่วไปอาจจะมองว่า “ผ่านไปแล้ว” จึงติดใจและไม่เป็นข้อพิจารณาต่อไป

 

บทความนี้ขอมองต่างมุม ความจริงเรื่องนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะการเบิกจ่ายและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นยังเป็นหัวข้อน่าติดตามและศึกษาวิจัย (อย่างเอาจริงเอาจัง) ว่า มาตรการการใช้จ่ายภาครัฐในครั้งนี้ จะบรรลุเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงใด? และประสิทธิภาพของการใช้จ่ายเป็นอย่างไร 

 

บทความนี้โปรยหัว ใครว่าไม่น่าห่วง ก็เพื่อจะสื่อความห่วงใยบางประการดังจะอภิปรายต่อไปนี้

 

ข้อห่วงใยหนึ่ง ความเสี่ยงต่อการขาดวินัยทางการคลัง คงจะต้องไม่ลืมว่า การจัดงบครั้งนี้เป็นการเพิ่มเติมจากงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2552 ซึ่งขาดดุลอยู่ก่อนหน้าแล้วในรัฐบาลสมัคร ประมาณ 250,000 ล้านบาท (จากวงเงินรายจ่าย 1.835 ล้านล้านบาท และรายรับตามประมาณการเท่ากับ 1.585 ล้านล้านบาท) เมื่อบวกกับรายจ่ายเพิ่มเติม 0.116 ล้านล้านบาท โดยไม่มีรายได้เพิ่ม ดังนั้น การขาดดุลในปีงบประมาณ 2552 จึงต้องเกินกว่า 350,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะป็นวงเงินขาดดุลสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ 

 

ยิ่งถ้าหากคิดกันว่า รายได้ที่จะจัดเก็บจริงต่ำกว่าเป้าหมาย ยอดการขาดดุลอาจจะเกินกว่าร้อยละ 20 ของงบฯรายจ่ายฯ ซึ่งจะเป็นการละเมิดวินัยทางการคลังที่สู้อุตส่าห์รักษากันมาเป็นเวลายาวนานห้าสิบปี (ตั้งแต่มี พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 และการจัดตั้งสำนักงบประมาณโดยแยกออกมาจากกระทรวงการคลัง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณคนแรก หรือโอกาสนี้จะเป็นการขาดวินัยการคลังฉลอง 50 ปี สำนักงบประมาณ?)

 

อันที่จริงการทำงบประมาณกลางปี ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายรัฐบาลในอดีตก็เคยจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน เช่น การจัดทำงบประมาณกลางปีในปี 2545 นั้นเนื่องการจัดเก็บรายได้สูงกว่าที่ประมาณการเอาไว้ ดังนั้น การเพิ่มรายจ่ายก็มีเหตุผลสมควร ไม่เพิ่มการขาดดุล และรัฐบาลก็ไม่มีความจำเป็นต้องหาไฟแนนซ์เพิ่มเติม 

 

สถานการณ์ในปี 2552 นั้นแตกต่างไปจากปี 2545 เหตุผลประการสำคัญคือ รัฐบาลอ้างว่ามีความจำเป็นต้องใช้กระตุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการตกงาน และการว่างงาน (ของเยาวชนที่ถึงวัยแรงงาน) ซึ่งคาดกันว่ารวมกันอาจจะเป็นหลักล้านคน เช่นเดียวกับหลายๆประเทศทั่วโลก ซึ่งก็รับฟังได้ 

 

แต่นั่นมิได้หมายความว่า งบประมาณกลางปีกว่าหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นล้านบาท เหมาะสมแล้ว

 

เราอาจจะต้องช่วยกันพิจารณาว่ามีเหตุผลสมจริงปานใด เส้นแบ่งระหว่างเหตุผล “กระตุ้นเศรษฐกิจ” กับเหตุผล “นโยบายประชานิยม” ไม่ชัดเจนเท่าใดนัก 

 

ในทรรศนะของผู้เขียน ความรู้สึกห่วงใยจะลดลงไปอย่างมาก ถ้าหากงบฯรายจ่ายกลางปีจะอยู่ในวงเงินประมาณ 50,000 ล้านบาท (พร้อมกับสนับสนุนอย่างจริงใจ) โดยนำรายจ่ายส่วนใหญ่นำใช้กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการจ้างงาน ด้วยโปรแกรม workfare ทำให้เม็ดเงินลงถึงมือของคนตกงานและคนยากจนทั้งในเขตเมืองและชนบท

 

เอกสารงบประมาณเพิ่มเติม ระบุการใช้จ่ายเงินออกไปตามส่วนราชการต่างๆ ซึ่งไม่มีความชัดเจนว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกระตุ้นการจ้างงาน จึงเป็นที่น่ากังขาว่า มีรายจ่าย (spending) จริง แต่ว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ (stimulus) หรือไม่ยังเป็นข้อสงสัย

 

รายจ่าย 2,000 พันบาทต่อหัวที่รัฐบาลจะ “แจก” ให้กับผู้ใช้แรงงานที่มีรายได้น้อย (ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน) เป็นข้ออภิปรายที่หลายฝ่ายแสดงความไม่เห็นด้วย 

 

ข้ออ้างคือจะทำให้ผู้ใช้แรงงานจำนวนหลายล้านคนมีรายได้เพิ่มขึ้น และนำไปใช้จ่ายบริโภคเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ…

 

แต่ข้อเท็จจริงนั้น จะเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบอย่างแน่นอนจนกว่าจะทดสอบเชิงประจักษ์

 

เช่นภายใน 3 เดือนให้หลังจากเม็ดเงินออกจากคลังไปแล้ว ในภาษาเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็น windfall income, transitory income ทำนองว่าเป็น “เงินที่ตกมาจากฟากฟ้า” เหมือนกับว่า เราเดินไปตามถนนแล้วโชคดีเห็นแบงก์พันบาท 2 ใบตกอยู่ตรงหน้า โดยไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของ จึงเก็บใส่กระเป๋าแล้ววางแผนว่าจะทำอย่างไรดี? บุคคลนี้จะรีบใช้จ่ายบริโภคออกไปทั้งหมด? หรือว่าเก็บออมไว้ก่อน? บางคนอาจจะชวนเพื่อนออกไปดื่มฉลอง (สุราเมรัย “จงอย่าทำ เพราะว่า สสส. เตือนว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ”) 

 

ปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์ มิลตัน ฟรีดแมน เคยศึกษาพฤติกรรมของรายได้และการบริโภค ที่เรียกว่า transitory income และ transitory consumption เอาไว้ พร้อมกับความเห็นว่า ไม่แน่ไม่นอน ไม่มีสหสัมพันธ์ที่คาดหวังได้

 

ผู้เขียนออกจะเห็นคล้อยตามทฤษฎีของฟรีดแมน ยิ่งถ้านำใช้ทฤษฎีการคาดคะเนอย่างสมเหตุสมผล (rational expectation theory) ก็ต้องเอาว่า ผู้ใช้แรงงานยิ่งจะต้องตระหนักว่า “อาจจะถูกปลดออกจากงาน” ในวันใดวันหนึ่ง ดังนั้น จะต้องยิ่งเก็บเงินไว้รองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่ไม่นอน ประยุกต์มโนทัศน์ของอีกทฤษฎีหนึ่งที่อ้างว่า การตัดสินใจของคนเรานั้นอิงความเคยชินหรืออิงพฤติกรรมของเพื่อนๆ หรือคนใกล้ชิด (norm-based behavior)… ก็ในเมื่อคนอื่นๆ ต่างพากันระวังตัวรัดเข็มขัดกันทั้งนั้น ก็น่าจะเชื่อได้ว่าเงินที่ได้มาแบบลาภลอย 2,000 บาท จะไม่ถูกนำมาใช้จ่ายเป็นส่วนใหญ่

 

ตีเสียว่าถ้าแรงงานใช้จ่ายออกไปเพียง 10%-20% มาตรการของรัฐบาลที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในครั้งนี้ มีความเสี่ยงที่จะ “แป๊ก” สูงทีเดียว 

 

แต่ว่าเรื่องนี้เถียงกันไปก็ไลฟ์บอย?.

 

ทางที่ดีกว่า คือสมควรให้มีการวิจัยเชิงประจักษ์ แต่ถ้าจะทำจริงๆขอให้เลือกสถาบันวิจัยที่เป็นกลางดำเนินการ (เชื่อใจใน สกว.) ไหนๆรัฐบาลก็จ่ายออกไปตั้งแสนล้านแล้ว จะไปเสียดมเสียดายสตางค์อะไรกับเงินวิจัยประเมินที่มีคุณภาพดี (งบประมาณที่จะจ้างนักศึกษาออกไปสำรวจความคิดเห็นก็เป็นหนึ่งในของการใช้จ่ายที่กระตุ้นเศรษฐกิจ ยังมีค่าใช้จ่ายค่าโดยสารและค่าเบี้ยเลี้ยงประจำวัน ซึ่งดูอย่างไงเป็นมาตรการ stimulus)ข้อห่วงใยที่สอง ความเสี่ยงต่อการใช้จ่ายที่ด้อยประสิทธิภาพของส่วนราชการ ต้องยอมรับว่าการจัดทำงบประมาณกลางปีมักจะดำเนินการอย่างเร่งรีบ ทันทีที่รัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะจ่ายเพิ่มขึ้น ส่วนราชการต่างเร่งกันทำข้อเสนอโครงการเพื่อจะได้รับงบกลางปี

 

ข้อเสนอโครงการสมมติว่ามีจำนวน 100 โครงการ มีส่วนหนึ่งที่เข้าท่า/ตรงประเด็น แต่อีกจำนวนหนึ่ง “ไม่ได้ความ” ในตำราเศรษฐศาสตร์การคลังมีคำสอนหนึ่งที่เรียกว่า flypaper effect อธิบายการให้เงินอุดหนุนของรัฐ ซึ่งสรุปความได้ว่า (เงิน) เป็นเสมือนกระดาษล่อแมลงวัน มองว่า รัฐบาลเป็นนาย (principal) ส่วนหน่วยราชการนั้นเป็นบ่าว (agents) ทฤษฎีการบริหารจัดการยุคใหม่สอนให้เข้าใจว่า นายเป็น “นาย” ก็จริงอยู่ แต่ว่าบ่าวอาจจะ “หลอกนาย” ได้ โดยอาศัยว่ารัฐบาลไม่รู้ข้อมูลสนเทศมากเท่ากับหน่วยราชการ นำเสนอข้อมูลเฉพาะส่วนที่ดี ส่วนที่ด้อยประสิทธิภาพนั้น ส่วนราชการปิดบังเอาไว้หรือไม่นำเสนอ 

 

มาตรการใช้จ่ายของภาครัฐนั้น การจะหวังผลลัพธ์ประสิทธิภาพทั้ง 100% คงเป็นเรื่องยาก 

 

แต่เราคงจะยอมรับไม่ได้ ถ้าหากว่าความด้อยประสิทธิภาพสูงเกินไป (เกินกว่าระดับหนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่เห็นร่วมกัน)

 

ทางที่ดี รัฐบาล และ สภานิติบัญญัติจะต้องหา “ตัวช่วย” กล่าวคือสถาบันเป็นกลางและมีหลักวิชาการ บวกกับการระดมคนที่มีความรู้ใน “ภาคประชาสังคม” ที่สนใจเฝ้าติดตามรายจ่ายและการทำงานของภาครัฐ จึงเสนอให้ “เอาจริงเอาจังว่ากับการประเมิน”

 

ถ้าหากเราติดตามได้ว่ารายจ่ายงบประมาณกลางปี 2552 ดำเนินการอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ก็จะหน้าตาของประเทศ และเป็นการพัฒนาเชิงสถาบันที่น่าชื่นชม และประชาสัมพันธ์ปากต่อปาก

 

ข้อห่วงใยที่สาม สถานการณ์ของเงินคลังและการกู้ยืม สถานการณ์คลังในกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2552 นี้ พบว่า เงินคงคลังประมาณ 5 หมื่นล้านในขณะนี้ ลดลงจากสถานการณ์ตามปกติ (1-2 แสนล้าน) 

 

และข่าวในสื่อมวลชนระบุว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังได้ออกไปเจรจากับต่างประเทศ (เช่น ญี่ปุ่น) เพื่อขอกู้ยืมเงินมาเสริมสภาพคล่อง พร้อมกับเชิญชวนให้นักลงทุนต่างประเทศ “เชื่อมั่นประเทศไทย”… ส่งอีกสัญญาณหนึ่งที่น่าเป็นห่วง

 

ถ้าหากสถานการณ์การคลังไม่มีปัญหารุนแรง คงไม่มีความจำเป็นต้องเร่หาแหล่งเงินกู้ และน่าจะตรวจสอบกับอดีต (เงินกู้มิยาซาวาที่ดำเนินการโดยรัฐบาลขณะนั้น ได้ผลเพียงใด?) และอาจจะเกิดการทำงานแบบขัดแย้งกัน กล่าวคือ ในทางหนึ่งรัฐบาลบอกให้จ่ายเงินออกไป

 

แต่งานการคลังในภาคปฏิบัติอาจจะทำตรงกันข้าม คือ “ดึง” ให้เงินอยู่ในคงคลัง ไม่ให้น้อยกว่าระดับที่เชื่อมั่น

 

สรุปว่าเรื่องนี้ต้องดูละเอียด เพราะปากพูดอย่างการกระทำอีกอย่างหนึ่ง การส่งสัญญาณที่ไม่สมจริงหรือฟังดูขัดแย้งกันก็อาจจะไม่ได้ผลหรือว่าไม่ศักดิ์สิทธิ์ 

 

ในทรรศนะของผู้เขียน ถ้าหากว่ารัฐบาลไทยมีความจำเป็นต้องกู้ยืมมาเสริมเงินคงคลัง การออกพันธบัตรภายในประเทศน่าจะเป็นหนทางเลือกที่ดีกว่า เพราะว่าไม่มีปัญหาขาดสภาพคล่องในสถาบันการเงินของไทย และคนที่มีกำลังซื้อพันธบัตรก็มีอยู่จำนวนมาก

 

ดอกเบี้ยที่รัฐบาลจ่ายสำหรับผู้ถือพันธบัตรคนไทยก็ยังเป็นรายได้ของคนไทยและหมุนเวียนในประเทศ (ต่างกับการกู้ยืมจากต่างประเทศ ดอกเบี้ยจะกลายเป็นเงินโอนออกนอกประเทศ)

 

ยกเว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องเพิ่มสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ซึ่งจากข่าวคราวและข้อมูลก็ไม่น่าจะใช่อย่างนั้น 

 

งบประมาณกลางปี 2552 ผ่านการตัดสินใจของฝ่ายการเมืองไปแล้วก็จริงอยู่ แต่ว่าเรื่องราวยังไม่จบสิ้น ความจริงยังเป็นแค่เริ่มต้นเท่านั้น ในไม่ช้าก็จะถึงเวลาของภาคปฏิบัติ

 

กล่าวคือเงินผ่านมือกรมบัญชีกลางลงไปยังส่วนราชการและส่งต่อไปยังประชาชน

 

เรื่องนี้ต้องย้ำว่าการกำกับและติดตามให้รายจ่ายงบประมาณมีประสิทธิภาพและสมประสงค์ตามเป้าหมายนั้น อาจจะสำคัญยิ่งไปกว่าขั้นตอนอนุมัติวงเงิน

 

งบประมาณกลางปี 2552 เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง

 

เดิมพันครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก

 

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ก็อดวิเคราะห์และแสดงความห่วงใยไม่ได้ พร้อมกับลุ้นให้สภานิติบัญญัติ/สถาบันวิชาการต่างๆและภาคประชาชนร่วมกันประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของการใช้จ่ายเงินของส่วนราชการอย่างเอาจริงเอาจัง…

 

ขอเพียงให้เป็นหน่วยงานกลางและไม่สังกัดราชการทำหน้าที่ประเมิน หลายหน่วยงานทำการประเมินก็ได้ ยิ่งดี

 

Read Full Post »