Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘หวงอี้’

photrakan

เรียน ท่านบรรณาธิการ มติชน

ขอกราบประทานโทษมา ณ ที่นี้ ถ้าเกิดจดหมายฉบับนี้ ได้ทำผิดธรรมเนียมปฏิบัติโดยการส่งมายังที่อยู่นี้โดยตรง. ทีแรกผมเองก็วางแผนที่จะเขียนจดหมายแต่เนื่องด้วยเวลาไม่อำนวย

ผมขอเรียนเนื้อความที่ผมต้องการจะบอกเล่ามาในรูป จดหมายอิเล็กทรอนิกส์

ผมอ่าน คอลัมน์ หวงอี้ สุดยอดนักเขียนจีนกับนักเขียน no name ฝรั่ง 4 ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันที่ หนึ่ง มกราคมแล้ว เกิดความรู้สึกขัดเคืองเป็นอันมาก เนื้อหาในตอนนี้ออกไปทางที่นักเขียนพยายามที่จะตอบคำถามของ

Dr. Needham ว่าทำไมประเทศตะวันตกถึงก้าวล้ำเหนือประเทศตะวันออกไปได้ ทั้งๆที่ประเทศตะวันออกคิดศิลปวิทยาการอันลึกล้ำ

มาตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว.ผบพบว่าผู้เขียนได้พยายามตอบคำถามโดยมีแนวคิดดังต่อไปนี้

1. ชาวตะวันตกได้ “ทะลวงกรอบทลายกรง” ก่อให้เกิดการปฏิวัติวิทยาศาสตร์จนในที่สุดได้กลายเป็นผู้นำโลก ในขณะที่ ชาวตะวันออก(รวมถึงไทยด้วย)ยัง งมงาย และ “ไม่ลบหลู่”ความเชื่อโบราณ.

2. ชาวจีน อินเดียไม่เคยผ่านขั้นตอนอัน “ตกต่ำ” เช่นเดียวกับ ที่ประเทศตะวันตกเคยผ่านยุคมืดทางประวัติศาสตร์ ทำให้ฝังใจหัวปักหัวปำ ยึดมั่นในตำราโบราณ

3. ความรู้ของจีนไม่เป็นสากล เป็นจริงและใช้ได้ผลแค่ในกรอบวัฒนธรรม

ผมเคารพในสิทธิของแต่ละคนในการอธิบาย ความแตกต่างของพลวัตการพัฒนาของมนุษยชาติ, คำถามเฉกเช่นเดียวกับของ Dr. Needham มีคนเคยถามนับไม่ถ้วน ในบริบทของ คนดำเทียบกับคนผิวขาว หรือว่า ประเทศโลกที่สามกับประเทศอื่นๆ. แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ผู้เขียนได้เสนอมาทั้งสามข้อด้านบน นั้น “ตื้นเขิน” และ ขาดข้อสนับสนุนที่มีน้ำหนักเพียงพอ อย่างไม่น่าให้อภัย.

ข้อที่หนึ่ง ความคิดที่ชวนโน้มนำว่า วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือพัฒนาเป็นเครื่องมือเดียว และ ขัดแย้งกับภูมิปัญญาโบราณ

ผู้เขียนลืมประเทศญี่ปุ่นไปแล้วหรือครับ. ประเทศญี่ปุ่นยังคงรักษาศาสนาและวัฒนธรรมของเขาเอาไว้ได้อย่างดีโดยที่ไม่ได้ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์. ทำไมความงมงายในศาสตร์โบราณจำเป็นต้องเกิดจาก ผู้ที่ขาดความยั้งคิด และ ไร้ความสามารถในการคิดตามหลักวิทยาศาสตร์เท่านั้นหรือ?

ผู้เขียนยกเรื่อง ฮวงจุ้ย มาในเชิงที่ดูแคลนว่า มิได้สำนึก เลยว่า สำเภาจีนจริงๆ แล้วมาจากคำว่า junk มัวแต่อ้างตำราโบราณ อี้จิง เรือ ในภาษาจีนนั้น เขียนเป็นตัวอักษรเดียวกัน ว่า 船 ในสมัยอดีตกาล ชาวจีนใต้เป็นผู้ชำนาญการเดินเรือเพื่อค้าขายมาแต่โบราณกาลา แม้แต่ชาวจีนเหนือเมื่อได้เห็นถึงกับต้องจดบันทึกไว้ในตำรา “ของแปลกแดนใต้” และก็เป็นจีนใต้นี้อีกที่ทำให้ สำเภาจีน นั้นขจรจายไปทั่วโลก 船 ถึงแม้ภาษาแมนดารินอ่านว่า ฉ๋วน แต่ถ้าเทียบภาษาของชาวจีนใต้เช่น ฮกเกี้ยน หรือ แต้จิ๋ว คำนี้จะอ่าน ว่า “จุ๋ง”. คำอ่านและเสียงนี้เดินทางไปพร้อมกับชาวจีนที่อพยพไปยังส่วนต่างๆของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นไทย มาเลเซีย และได้ ข้ามผ่านไปยังดินแดนตะวันตกเมื่ออังกฤษ มาล่าอาณานิคมแถวนี้

จุ๋ง สามารถเขียนเป็นภาษา มลายู ได้ว่า jung dgung ซึ่ง ภาษามลายู นั้น เสียง u จะอ่านเป็นเสียง

like ‘oo’ in “hoop”, in open positions or like ‘o’ in “hope” in close position (อิงจากhttp://www.101languages.net/malay/vowels.html )

แม้ว่าภาษามลายูจะสะกด junk แต่คำอ่าน น่าจะคล้ายกับคำว่า จุง มากกว่า จั๊งก์ ที่แปลว่าขยะแน่นอน ! เรือสำเภาจีน มีเสียงเรียกอย่างนี้มาแต่โบราณกาลแล้ว แต่เพียงเผอิญมีภาษาตะวันตกภาษาหนึ่งเลียนเสียงไป แล้วรูปร่างคล้ายกับคำว่า ขยะ เท่านั้น.

มีเหตุผลอันสมควรประการใดที่ผู้เขียนคิดว่า ผู้ที่เชื่อในศาสตร์ฮวงจุ้ยนั้น ควร “สำนึก” ว่าจริงๆ แล้ว สำเภานั้นคือ ขยะ ? ท่านคิดว่าการที่สำเภาจีนสุดท้ายแปรผันกลายเป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า junk แล้วทำให้ฮวงจุ้ยกลายเป็นศาสตร์ที่เมามาย เอาแต่อ้างอี้จิง เช่นนั้นเหรอ ?

ข้อที่สอง ผมไม่ทราบว่าอินเดียเคยผ่านยุคมืดหรือไม่. แต่ประเทศจีน นั้นเคยผ่านยุคมืดทางปัญญา แน่นอนและหลายครั้งด้วย ! จิ๋นซีฮ่องเต้เคยกระทำการเผาตำราอันโด่งดัง ซึ่งนักประวัติศาสตร์รุ่นหลังก็เชื่อกันว่า ทำไปเพื่อล้างบาง

ความเชื่อหลายร้อยหลายพันสำนักที่ปรากฏก่อนรวมเป็นแผ่นดินเดียวกัน. จีนเคยมียุคสงครามมากมาย หลายครั้งปกครองด้วยทหาร ไม่ต้องพูดถึง ความเชื่อ ศรัทธาควรเป็นแบบใด ในยุค เข้มแข็งคือ พลัง หลายครั้ง นักคิดในประเทศจีนได้ท้วงถามถึงศาสตร์โบราณที่เขาเคยภูมิใจ … จนถึงขั้นลบหลู่ไปเมื่อมีการ ปฏิวัติวัฒนธรรมเมื่อเร็วๆ นี้. ประเทศจีน ณ ปัจจุบัน ยังคงยกย่องพัฒนา วิทยาศาสตร์ และ กำจัดความเชื่อไร้สาระที่เรียกว่า 迷信 กันอยู่เนือง ๆ

แต่ในขณะเดียวกันกลับเกิดปรากฏการณ์ เห่อความรู้โบราณ 国学迷 ขึ้น, มีการเอาตำราเก่ามาเล่าใหม่ ให้เหมาะกับปัจจุบัน ถึงขั้นคิดว่าจะสร้างเป็น คณะ ในมหาวิทยาลัยปักกิ่งขึ้น. ผู้เขียนจะอธิบายอย่างไร ? การที่ศาสตร์โบราณตกต่ำจะนำไปสู่

กระบวนการสร้างความรู้ใหม่ที่ดีกว่า ที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์” เสมอไปหรือ?

สืบเนื่องมาถึงข้อที่สาม ตัวอย่างของความเป็นสากลของตะวันตก ผู้เขียนเขียนในรูปความเย็น คือ ร้อนน้อย และธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหล่านี้สามารถสืบย่อยลงไปถึงหน่วยที่ ไม่อาจกังขาได้ในเชิงเคมี. ผมเห็นด้วยกับความเป็นสากลตรงนี้ แต่เพียง

เพราะว่า ได้กำหนดหน่วยที่ชัดเจน วัดได้และ เป็นสากล นั้นไม่ได้นำไปสู่เหตุผลในการหักล้างความรู้ในศาสตร์จีน. เหตุไฉน พอมีตารางธาตุแล้วถึงทำให้ธาตุเหล่านี้ไม่เป็นจริง ? กระบวนการในโลกใบนี้มีแต่เพียงมาตรวัดเดียวเท่านั้นหรือ ?

แพทย์ แผนจีน เคยเกือบถูกรื้อถอนออกจากประวัติศาสตร์ เพราะว่าไม่สามารถตรวจวัดได้ทางวิทยาศาสตร์ (แต่อนึ่งก็เป็นเพราะ หมอเถื่อน มีจำนวนมากมาย ด้วยเช่นกัน ), ถึงขั้นห้ามตั้งสถาบัน ห้ามรับลูกศิษย์ และ ห้ามจดทะเบียนเพิ่ม … คือบังคับให้สูญพันธ์ !

แต่ ณ ปัจจุบัน ศาสตร์ที่เคยเป็น เรื่องหลอกลวง ทั้งเพ กลายมาเป็น ทางเลือกแรก ๆ ในการแพทย์ทางเลือกทั่วโลก ดังเช่น ฝังเข็ม รวมไปถึง รำไท้เก๊ก ชี่กง. ขัดแย้งกับที่ท่านบอกว่า “วิทยาศาสตร์แบบจีน ๆ ไม่ได้เป็นสากลเลย ไม่เป็นจริงที่อื่นใด และ จริงเฉพาะในอารยธรรมจีน เท่านั้น ” หรือไม่?

ผมอยากเสนอ คือ ศาสตร์และความรู้หลายๆอย่าง อาจจะถูกถ่ายทอดกันมาอย่างมัวเมา และไม่ได้ตรวจสอบกันอย่างเป็นระบบระเบียบก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า มีเพียงวิทยาศาสตร์เป็นคำตอบเดียวเท่านั้นที่สามารถตอบโจทย์ไขปริศนาอันลึกลับมากมายของชีวิตได้อย่างถ้วนหน้า.

หรือนั่นเป็นเพียงมายาคติของการลัทธินับถือตะวันตกและวิทยาศาสตร์ ว่า เหนือกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในทุกพื้นที่ของโลก?

ตอนจบของบทความนั้น ที่จบได้อย่างน่าโมโห จนถึงขั้นทำให้ผมต้องเขียนจดหมายฉบับนี้ก็คือ

“ซึ่งอันที่จริง ก็สอดคล้องกับสำนวนจีนโบราณ แต่มักหลงลืมกันแล้วว่า “ทราบได้อย่างไรว่า การที่ชายชราสูญเสียม้ากลางฤดูหนาว มันเป็นสิ่งที่เลวร้ายสำหรับชายชราคนนั้นจริง ๆ ” “.

ผม ค่อนข้างมั่นใจว่า สำนวนนั้นคือ 塞翁失马 焉知非福

ข้อแรก ผู้เขียนอ้างอิงมาจากไหนว่า นี่เป็นสำนวนจีนที่ “มักหลงลืมกันแล้ว” ? นี่เป็นสำนวนที่ลึกล้ำ ชวนคิด และ นำมาใช้กันอย่างแพร่หลายมาก ๆ ในกรณีที่พบเจอเรื่องดีร้าย ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท อย่าปล่อยให้เหตุการณ์ชักนำ สั่งสอน

ให้มองข้ามผ่านการเวลาและเรื่องราวเพื่อค้นพบ ความจริงแท้ที่ซ่อนอยู่หลังเหตุการณ์,

ผมอ่านท่าไหนก็ไม่ทราบว่ามันไปสอดคล้องกับกรณีที่ผู้เขียนบอกว่า ต้องตรวจสอบความรู้โบราณ ตามกาลเวลาที่ผันแปรไปได้อย่างไร?

และสุดท้าย ก็คือ ท่านไปได้ สำนวนนี้มาจากที่ใด และเคยได้ยินเรื่องราวของสำนวนนี้จริงหรือไม่?

เนื้อเรื่องไม่มีส่วนไหนที่เกี่ยวกับฤดูหนาวเลย ! ผมสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะ คำว่า 塞 นั้นคล้ายกับคำว่า 寒 ที่แปลกว่าหนาวก็เป็นได้.

ผมอยากทราบคำอธิบายหน่อยครับ เพราะผมเชื่อว่าสิ่งเดียวที่จะทำให้ภูมิปัญญาตะวันออกตกต่ำและมีคุณค่าไม่เทียบเท่ากับวิทยาศาสคร์ ก็คือ การที่มีผู้รู้ไม่จริง อ้างอิงอย่างผิดๆ และทำให้ศาสตร์ตะวันออกดูเป็นเรื่องหลักลอย ขาดผู้มีสติไตร่ตรอง เช่นดังบทความนี้นั่นเอง.

(เสริมอีกนิดนึงนะครับ ผลงานของ Needham ที่ผู้เขียนเขียนว่า หาเจอใน google เพียงแค่ พิมพ์ scc นั้นก็ไม่จริงนะครับ. ผมลองหาในหน้าหนึ่งหน้าสองของทั้ง google.com และ google.co.th แล้ว น่าผิดหวังมากๆ)

ขอบคุณที่สละเวลาของท่านมาอ่านนะครับ

สุดท้ายก็หวังว่าจะได้นำคำติชมของผมไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคุณภาพของมติชนรายสัปดาห์ให้ดียิ่งๆขึ้นไปนะครับ

ขอบคุณครับ

ภูดิท โพธิ์ตระการ

photrakan@gmail.com

02/01/10

Read Full Post »