Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘สินค้า’

triamboy

 

“ใครใคร่ค้าค้า  ใครใคร่ขายขาย”

 

จากการเดินทางเยือนหลายต่่อหลายประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากระบอบเดิมที่ตกลงเข้าใจใช้กันมายาวนาน  สู่ระบอบกระแสหลักที่ยากต่อการหลีกเลี่ยงอย่างสิ้นเชิงอย่าง “ทุนนิยมประชาธิปไตย”  ตลาดสด  เช่นกัน  เป็นช่องทางที่สำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการดำรงชีพทุกวันนี้  ด้วย ๑.)  เป็นที่ให้โอกาสสร้างรายได้ตัวเงินให้กับผู้ขายอย่างชัดเจน  (อาจไม่ใช่ผู้ผลิต)  ๒.) เป็นที่ให้โอกาสสร้างวัตถุดิบที่ต้องการต่อการบริโภคของผู้บริโภควัตถุดิบนั้น  เป็นเหตุหลักสองประการสำคัญ  ตลาดสดหลวงพระบางก็เป็นตลาดสดแห่งหนึ่งในหลายหลายตลาดทั่วโลกที่กำลังเปิดโอกาสในการพบกันของผู้ซื้อและผู้ขาย

 

หากแต่ในกาลเปลี่ยนผ่านตอนต้นนี้  ความเป็นไปของตลาดสดเองจึงดูแตกต่างไปจากตลาดสดในพื้นที่ที่พัฒนาไปแล้วในระดับหนึ่ง คือ

– “ใครใคร่ค้าค้า”  ทุกคนมีเสรีภาพในการขายสินค้าต่างต่างในตลาดสด  รวมถึงมีเสรีภาพในการขายสินค้าทุกชนิดที่หามาได้

– “ใครใคร่ซื้อซื้อ”  ทุกคนมีเสรีภาพในการซื้อสินค้าต่างต่างในตลาดสด  รวมถึงมีเสรีภาพในการซื้อสินค้าทุกชนิดที่มีขายในตลาด

ลองพิจารณาจากรูปดังนี้

 

Purple Green

 

Rat Sell

 

Cultural Goods

 

Vegetables

 

Fire

 

Fish

 

Rat Potato

 

Rat Box

 

 

Chili

 

Duck

 

Crabs

 

Bird

 

Many Birds

 

Grandma

 

 

ดังนั้น  ความเป็นไปในตลาดจึงมีลักษณะของตลาดเสรีภาพสมบูรณ์  คือ  มีผู้ซื้อ  และผู้ขายมากหน้าค่าตา  รวมถึงมีสินค้านานาชนิด  ทั้งที่ถูกคิดว่าปกติ  และแปลก  (ไม่เคยสัมผัสมาก่อน)  ลองพิจารณาในรายละเอียดพบว่า  ผู้ซื้อ  และผู้ขายขั้นต้นของสินค้าต่างต่างมีบทบาทสำคัญมาก  และมีแนวโน้มที่จะส่งมอบบทบาทให้กับตัวกลางในแต่ละอุตสาหกรรมของสินค้าต่างต่าง  ไม่สามารถรวมกลุ่มของผู้ซื้อ  และผู้ผลิต  ในทางหนึ่งกล่าว คือ เกิดตัวกลางในตลาด  และมีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้น  ผู้ผลิตมีแนวโน้มเชี่ยวชาญการผลิตแต่เพียงอย่างเดียว  และผู้บริโภคมีแนวโน้มเชี่ยวชาญแต่การทำงานของตน  มากกว่านั้นการเข้ามาควบคุมจากรัฐ  เกือบไม่มี  ทั้งที่การออกกฎระเบียบอย่างเป็นรูปธรรม  และการขอความร่วมมือในเชิงนามธรรม  เป็นต้น

 

ในทางกลับกันสำหรับตลาดที่กำลังพัฒนา  และพัฒนาแล้ว  พบว่า  ตัวกลางในแต่ละอุตสาหกรรมของสินค้าต่างต่างมีบทบาทสำคัญมาก  และมีแนวโน้มที่จะรวมตัว  รวมถึงเพิ่มอำนาจต่อรองผูกขาดต่อตลาด  ผู้ผลิตให้ตัวกลางเข้ามาทำหน้าที่ขาย  ผู้ผลิตสนใจพัฒนาแต่การผลิตจนเชี่ยวชาญ  เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น  ผู้ซื้อเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพตน  ซึ่งไม่ใช่ตัวกลาง  มอบหน้าที่การคัดสรรสินค้าที่ถูกคาดว่าเป็นที่ต้องการมาให้เลือก  ผู้ซื้อสูญเสียความสามารถ  ศักยภาพในการเลือกสินค้า  มากกว่านั้นมีการเข้ามาควบคุม  ตรวจสอบจากรัฐ  โดยการออกกฎระเบียบ  ประกาศ  อาทิ  รายการสินค้าซื้อขายได้ตามที่กฎหมายกำหนด  ราคาของสินค้าปรับขึ้นลงได้ตามคำสั่ง  และการขอความร่วมมือจากรัฐ   รวมถึงการให้ความร่วมมือจากผู้ขาย  เป็นต้น

 

Read Full Post »

เงินคืออะไร

จากความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ระดับ ม.3 เกิดมาก็เคยเรียนมาแค่ตัวเดียว ก็อยากจะชี้แจงล่วงหน้าว่า ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้

ผิดถูกประการใด ขออภัยล่วงหน้า

เงินตามที่มีการนิยาม น่าจะหมายถึงสื่อกลาง หรือ/และ มาตรฐานที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้า หรือบริการที่มนุษย์ สามารถผลิต หรือหามาได้ [1]   เมื่อคำนึงว่ามนุษย์เราไม่สามารถที่จะผลิตสินค้าหรือบริการ มาสนองทุกความต้องการในชีวิตได้ เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน ด้วยกลไกอะไรซักอย่าง และกลไกที่ว่านี้ก็
น่าจะคือ สิ่งที่เรียกว่า “ระบบเงินตรา” เรื่องนี้พอจะเข้าใจได้

แต่สิ่งที่คนเขียนไม่เข้าใจมาก ๆ แต่คิดว่า คนใน blog นี้เข้าใจเป็นอย่างดีก็คือ สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับเงิน นั่นก็คือ เรื่องของราคา (price) รวมถึงโครงสร้างกลไกทางการเงินสารพัด เช่นว่า เราคำนวณมูลค่าของสิ่งของหรือบริการกันยังไง ทำไมเงินที่ได้จากแรงงานในโรงงานนรกมันถึงน้อยแสนน้อย เทียบกับเงินที่ได้ในการทำงานในโรงงานแสนสะอาดในญี่ปุ่น หรือการทำงานเป็นทั่นซีอีโอในบริษัทวาณิชธนกิจชั้นนำ ทั้ง ๆ ที่คุณภาพชีวิตสุดจะห่าเหวที่แรงงานโรงงานนรกจะต้องเสียไป นั้นน่าจะมีค่ามูลค่าในการแลกเปลี่ยนที่สูงกว่า เมื่อคำนึงว่าคุณค่าของมนุษย์ทุกคนนั้นมันควรจะเท่าเทียมกันอย่างน้อยก็ทางทฤษฎี แต่ถ้าจะอธิบายว่า ก็เพราะว่า เราหาคนที่ทำงานเป็นทั่นซีอีโอได้ยากกว่าแรงงานง่าย ๆ น่ะซิ ก็พอจะเป็นคำอธิบายที่มีเหตุผลในแง่เศรษฐศาสตร์ แต่ดูจะไม่มีเหตุผลเอาซะเลย ในแง่ของศีลธรรม อีกเรื่องนึงก็เช่น ทำไมต้องมีการซื้อขายของล่วงหน้า ทั้งน้ำมัน ทอง เงิน หนี้ ใบหนี้ หนี้ของหนี้ของหนี้ของหนี้ของนั่นของนู้นของบ้านคุณภาพต่ำ ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ผม “คาดว่า” คาดว่าเท่านั้นนะ ไม่รู้จริงรึเปล่า ว่า ศักยภาพของโลกเรานั้นน่าจะสามารถผลิตสินค้าและบริการ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ได้เพียงพอสำหรับทุกคนบนโลกได้อย่างแน่นอน แต่ความจริงปัจจุบันก็คือยังมีคนที่ “ขาด” อยู่เป็นปริมาณมาก มันเป็นเพราะอะไร? เป็นเรื่องของโครงสร้างระบบเงินเป็นหลักรึเปล่า หรือมันเกี่ยวพันไปซะทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการเมือง การศึกษา การสื่อสาร ศีลธรรม ศาสนา ฯลฯ

เคยฟังบางคนพูดว่า “เ้อ้อ ผมว่าผมมีค่า์มากกว่าหลาย ๆ คนบนโลกนะ เพราะผมหาเงินได้เยอะ หมายความว่าผมทำประโยชน์ให้แก่โลกใบนี้ได้มากกว่าคนอื่น ๆ (ตามนิยามของเงินก็ คือผมสามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากกว่าคนอื่น ๆ มากกว่ามาตรฐานชายไทยทั่วไปนั่นเอง)” ฟังไปฟังมา เกือบเห็นดีเห็นงามไปด้วยว่า เอออ ถูกก ๆๆๆ ถูกต้อง!

อ่านบทความของ อ.ประเวศ วะสี ในหนังสือ ความจริงของความจน [2] แล้วก็พอเข้าใจว่า ปัญหาความรวยกับความจนในไทย เกิดขึ้นจากปัญหาิเชิงโครงสร้าง ที่ไม่เอื้ออำนวยให้คนทั่วไปหายจน ทั้งโครงสร้างทางการเมือง อันนี้เห็นได้ชัดมาก , โครงสร้างทางการศึกษา ที่่มักสอนไปในแนวสร้างรวยมากกว่า แก้จน, โครงสร้างทางทรรศนะ ที่เราเคยได้ยินบ่อย ๆ ก็เช่น โตขึ้นขอให้เป็นเจ้าคนนายคน ขอให้ได้นั่งกินนอนกิน รักดีหามจั่วรักชั่วหามเสา (หามเสาเป็นความชั่วได้อย่างไร) ฯลฯ เมื่อนั่งอ่านความคิดของปัญญาชนบนโลกนี้ กับปัญหาความไม่ยุติธรรมทางการเงินไปเรื่อย ๆ ก็ไปเจอหลาย ๆ ความคิดที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ทั้ง ธนาคารกรามีน [3] ที่เป็นโครงสร้างทางการเงินการธนาคารแบบเกือบใหม่ที่ ช่วยปล่อยกู้ให้กับทุก ๆ คนที่ต้องการเงิน แต่ไม่มีอะไรจะค้ำประกัน หรือ http://www.kiva.org [4] ที่อนุญาตให้เราปล่อยกู้แบบไม่รับประกันการได้เงินต้นคืน สู่คนจนในประเทศโลกที่สาม ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านอินเทอร์เนต ซึ่งดีกว่าการบริจาคเงิน เพราะการปล่อยกู้นั่นหมายถึงการให้อุปกรณ์เค้าไปจับปลา ไม่ใช่แค่ให้ปลาเค้าไปวัน ๆ ซักวันก็จะหมด อีกทั้งถึงแม้จะเสี่ยง แต่เราก็มีโอกาสจะได้เงินที่เราเราูู้คืน เป็นโมเดลที่ดีกว่าการบริจาคเป็นไหน ๆ รวมถึงโครงการ Architecture for Humanity [5] ที่เป็นตัวกลางที่จะให้สถาปนิกทั่วโลก อาสามาออกแบบสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อคนจนจำนวนมาก แทนที่จะออกแบบให้กับกลุ่มคนรวยที่มีเงินจ่ายเพียงหยิบมือเดียว

สิ่งหล่านี้ ใช่หรือไม่ว่า เพราะด้วยวิทยาการปัจจุบัน มนุษย์มีความสามารถในการวัดมูลค่า ได้เพียงแค่วัตถุและบริการ ทำให้ ครู อาจารย์ ที่น่าจะตีมาเป็นมูลค่าได้มาก แต่กลับไม่มากเท่านายหน้าค้าหุ้น หรือนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมูลค่าไม่เท่านักการเมือง

สุดท้ายผ่านไปอีกซักพันปี มนุษย์คงจะสามารถประดิษฐ์เครื่องมือที่วัดมูลค่า ของ “นามธรรม” ในตัวมนุษย์ได้ เช่น เอา usb จิ้มหัวปุ๊บ วัดได้เลยว่า คนนี้มี หน่วยความดีเท่าไหร่ มีหน่วยความตั้งใจพัฒนาชาติบ้านเมืองเท่าไหร่ มีหน่วยความเห็นแก่ได้เท่าไหร่ บวกลบคูณหารอินทริเกตแล้ว คนนี้เอาไปเลย … “เงิน” พันล้านนนนน !

อ้างอิง

[1] http://en.wikipedia.org/wiki/Money

[2] หนังสือ ความจริงของความจน, https://bordeure.files.wordpress.com/2008/09/truth-about-thai-poverty.pdf

[3] หนังสือ Muhamhad Yunus นายธนาคารเพื่อคนจน แปลโดย คุณสฤณี อาชวานันทกุล

[4] http://www.kiva.org

[5] http://www.architectureforhumanity.org/

Read Full Post »