Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘สองมาตรฐาน’

recommendare

บทความเรื่อง ”“2 มาตรฐาน” นี่คือเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง แต่ผมมีวิธีแก้ปัญหา!!!

.

เขียนโดย

ศ. ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์

.

ความมีดังนี้

หากจะว่ากันไปแล้ว คำว่า “สองมาตรฐาน” ไม่ใช่คำที่เกิดขึ้นใหม่แต่เป็นคำที่ถูกหยิบยกเอามาใช้กันมากในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากคำดังกล่าวเป็นคำที่ต้องการ “ข้อพิสูจน์” ที่เป็นรูปธรรม ผมจึงไม่ได้ให้ความสนใจมากเท่าไรนัก เพราะการพิสูจน์เรื่องแต่ละเรื่องที่มีการอ้างว่า “สองมาตรฐาน” ก็จะมีการอ้างข้อมูลที่แตกต่างกันไปและไม่สามารถกำหนดได้ว่าอะไรคือ “มาตรฐาน” ที่ว่านี้ ผมก็เลยไม่ได้นำเรื่อง “สองมาตรฐาน” มาพูดหรือมาเขียน

.

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสได้อ่านการ์ตูนของนักเขียนการ์ตูนชื่อดังคนหนึ่งในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่งที่ออกมาเล่นเรื่อง “สองมาตรฐาน” ที่ดูๆ แล้วขนาดการ์ตูนก็ยัง “สองมาตรฐาน” ผมจึงคิดว่าคงต้องเขียนเรื่องนี้บ้างเพื่อไม่ให้ตกขบวนครับ

.

ที่มาของคำว่า “สองมาตรฐาน”

.

คำว่า “สองมาตรฐาน” หรือ “double standard” เป็นคำที่ถูกนำมาใช้เรียกบรรดาการกระทำ การดำเนินการหรือการบริหารจัดการในเรื่องเดียวกัน แต่ต่างกลุ่มเป้าหมายกันและผลที่เกิดขึ้นตามมาก็แตกต่างกัน โดยผู้กระทำ ผู้ดำเนินการ หรือผู้บริหารจัดการเรื่องดังกล่าวอาจมีเจตนาหรือไม่ก็ได้ อาจทำโดยไม่รู้ก็ได้ อาจทำโดยหย่อนความสามารถก็ได้ หรืออาจทำโดยตั้งใจก็ได้ครับ

.

คำดังกล่าวเป็นคำยอดนิยมในปัจจุบันและถูกนำมาใช้ในเรื่อง “การเมือง” กันมาก โดยนำมาใช้ในลักษณะที่เป็นคุณเป็นโทษกับคน โดยปกติทั่วไปแล้ว ผู้ได้รับประโยชน์จากการกระทำ “สองมาตรฐาน” ก็มักจะไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องดังกล่าวเพราะคิดว่านี่คือ “สิทธิพิเศษ” ที่เกิดขึ้นกับตน ทำให้ตนได้รับการปฏิบัติด้วยมาตรฐานที่ดีกว่า จึงไม่เรียกร้องอะไรเพราะตนเป็นผู้ได้รับประโยชน์

.

แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายที่ได้รับการปฏิบัติที่ด้อยกว่าอีกฝ่ายหนึ่งก็มักจะเรียกร้องหา “มาตรฐาน” เพราะสิ่งที่ตนได้รับนั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อตนเองมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะฉะนั้น หากเมื่อใดก็ตามที่เกิดอาการหรือเกิดการกล่าวอ้างว่า “สองมาตรฐาน” ก็หมายความว่า จะมีผู้หนึ่งหรือฝ่ายหนึ่ง “ได้ประโยชน์” ส่วนอีกผู้หนึ่งหรืออีกฝ่ายหนึ่งก็จะเป็นผู้ “เสียประโยชน์”

.

“สองมาตรฐาน” ไม่ได้เป็นศัพท์ด้านนิติศาสตร์ แต่ถ้าหากจะหาศัพท์ด้านนิติศาสตร์มาใช้ก็คงหนีไม่พ้นคำว่า “เลือกปฏิบัติ” ส่วนถ้าจะใช้ศัพท์ชาวบ้านทั่วๆ ไปก็คงเรียกการกระทำสองมาตรฐานว่าเป็นการ “ลำเอียง” ก็ได้นะครับ

.

“สองมาตรฐาน” ไม่ได้เป็นประเด็นด้านนิติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดของตัวบทกฎหมาย แต่เกิดจากการที่ “ผู้มีอำนาจ” ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเลือกที่จะใช้อำนาจหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่แตกต่างกันภายใต้กฎหมายหรือกฎเกณฑ์เดียวกัน

.

ในชีวิตประจำวัน เรื่อง “สองมาตรฐาน” ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกเพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ที่มีการรวมกลุ่ม มีความเชื่อ มีสังคม มี “รุ่น” ต่างๆ ร่วมกัน ก็ย่อมมีความผูกพันเป็นธรรมดา และเมื่อเราอยากให้คนที่เราผูกพันได้รับความสะดวกสบาย หรือได้รับสิ่งที่ “ดีๆ” อาการสองมาตรฐานก็จะเกิดขึ้นตามมาครับ

.

จากวัฒนธรรมสู่ความชาชิน

.

นอกจากนี้แล้ว สภาพสังคมและวัฒนธรรมก็ยังเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด “สองมาตรฐาน” ไม่ต้องดูอื่นไกลนะครับ เด็กกับผู้ใหญ่ทำสิ่งเดียวกัน คนรวยกับคนจนทำสิ่งเดียวกัน เจ้านายกับลูกน้องทำสิ่งเดียวกัน ผลที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกันอย่างแน่นอนครับ โดยเฉพาะเด็กกับผู้ใหญ่นี่เป็น “วัฒนธรรม” ที่ทำให้เกิด “สองมาตรฐาน” จนกลายเป็น “ความชาชิน” ของสังคมในปัจจุบัน

.

ลองนึกตัวอย่างดูเอาเองก็ได้ครับเพราะผมเชื่อว่า แต่ละคนก็เคยประสบกับ “สองมาตรฐาน” มาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะประสบในครั้งที่ยังเป็น “เด็ก” ผู้ถูกกระทำหรือเมื่อเป็นผู้กระทำที่เป็น “ผู้ใหญ่” แล้วครับ เด็กทำอะไรก็ผิดไปหมดในขณะที่ผู้ใหญ่ทำอย่างเดียวกันแต่กลับไม่ผิด !!

.

ความเคยชินเหล่านี้ในบางครั้งผู้ถูกกระทำก็ต้องยอมรับเพราะวัฒนธรรมและสภาพสังคมต่างก็มีส่วนทำให้ผู้ถูกกระทำ “ต้องยอมรับ” และ “ไม่มีปากไม่มีเสียง” ครับ แต่ในใจของทุกคน ผู้ถูกกระทำทุกคนรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกัน รู้สึกถึงการได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันครับ !!!

.

ในทางกฎหมาย ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า แม้จะไม่มีคำว่า “สองมาตรฐาน” แต่เราก็สามารถนำคำว่า “เลือกปฏิบัติ” มาใช้แทนได้ การเลือกปฏิบัตินี้ก็เป็นสิ่งที่ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 และฉบับปี พ.ศ. 2550 ได้กล่าวเอาไว้ โดยในมาตรา 30 วรรคสาม แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กล่าวไว้ว่า

.

“การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้”

.

และนอกจากนี้แล้ว ในมาตรา 9 (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ก็ยังกำหนดให้การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

.

คดีบรรทัดฐาน ทนายพิการสอบอัยการ

.

ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 มีกรณีของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมที่น่าสนใจหลายเรื่องด้วยกัน แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คือกรณีของนาย ศิริมิตร บุญมูล ทนายความพิการด้วยโรคโปลิโอที่ไปสมัครสอบเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยแต่ทางหน่วยงานไม่รับสมัคร

.

เนื่องจากเห็นว่ามีร่างกายพิการ ต่อมา นายศิริมิตร บุญมูล ก็ได้นำเรื่องดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุด ซึ่งศาลปกครองสูงสุดก็ได้พิพากษาเพิกถอนมติของคณะกรรมการอัยการที่มีมติไม่รับสมัคร นายศิริมิตร บุญมูล ในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย โดยเรื่องดังกล่าว รองศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ได้เขียนบทความลงใน http://www.pub-law.net ไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ก็ต้องลองไปอ่านดูนะครับ

.

ในทางการเมือง ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้คือ การแตกแยกในทางความคิดอันนำไปสู่ความขัดแย้งระดับชาติ มีการแบ่งขั้ว แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันในทุกที่ ทุกกลุ่ม อย่างชัดเจน มีการแบ่งเป็นพวกใครพวกมันในทุกระดับชั้นของสังคม ฝ่ายหนึ่งไปอีกฝ่ายหนึ่งมา คำว่า “สองมาตรฐาน” จึงถูกนำมาใช้สำหรับการดำเนินการที่ไม่เท่าเทียมกันที่ “อีกฝ่ายหนึ่ง” เป็นผู้ทำครับ

.

ผมคงไม่ต้องยกตัวอย่างอะไรมากมายนักเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนพยายามออกมาบอกว่า “สองมาตรฐาน” ถ้าเรามองอย่างใจเป็นธรรม เราก็คงรู้เอง เพราะอย่างที่ผมกล่าวไปแล้วข้างต้นว่า สองมาตรฐานไม่สามารถวัดได้ด้วยกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งนั้น เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการมากกว่าเกิดขึ้นจากข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดของตัวบทกฎหมาย สังคมเราในวันนี้เกิดการบังคับใช้กฎหมายและการใช้อำนาจทางการเมืองแบบที่แตกต่างกัน ไม่ต้องดูอื่นไกลนะครับ

.

สองมาตรฐาน …ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

.

ล่าสุดที่เกิดขึ้น ภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เด็กนักเรียนเขียนป้ายที่มีข้อความกระทบกับการเมืองก็ถูกจับเข้าสถานพินิจเด็กและเยาวชน ประชาชนผูกผ้าแดงที่ป้ายสี่แยกก็ถือว่าทำผิดกฎหมาย ในขณะที่คนเป็นร้อยชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล ต่อมาย้ายไปชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนินนอก มีการตั้งเวทีปราศรัย ซึ่งเป็นการชุมนุมที่ผิดพระราชกำหนดดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง กลับไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น

.

นี่เป็นตัวอย่าง “เล็กๆ” ที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อไม่กี่วันนี้เองครับ ส่วนตัวอย่าง “ใหญ่ๆ” อีกเรื่องหนึ่งที่ยังคงเป็นคำถามที่รอคำตอบอยู่ก็คือ ผู้ชุมนุมยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ปิดล้อมรัฐสภา ตำรวจใช้กำลังสลาย ถูกสอบสวนโดนไล่ออก ส่วนกรณีผู้ชุมนุมยึดสี่แยกราชประสงค์ ทหารใช้กำลังเข้าสลาย คนตายร่วมร้อย บาดเจ็บหลายพันกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยครับ

.

ยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่ผมคงไม่ต้องหยิบยกมาพูดให้สะเทือนความรู้สึก และสร้างความ “น้อยใจ” ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจาก “สองมาตรฐาน” เพราะจริงๆ แล้ว คนไทยทุกคนในฐานะผู้เสียภาษี ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ต่างก็มีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันจากหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

.

เพราะเงินภาษีเหล่านี้ก็คือ “ค่าจ้าง” ที่ประชาชน “จ้าง” พวกคุณมาบริหารประเทศ มาเป็นตำรวจ มาเป็นทหาร เพื่อดูแลทุกข์สุขให้กับประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพื่อ “ดูแล” หรือ “รับใช้” คนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นการเฉพาะนะครับ !!!

.

เราจะแก้ปัญหา “สองมาตรฐาน” ได้ไหม ? เป็นคำถามที่หลายๆ คนอยากรู้กันมาก

.

นี่คือวิธีการแก้ปัญหาสองมาตรฐาน

.

ผมเคยเสนอผ่าน “ผู้มีอำนาจ” ไปแล้วหลายครั้งว่า อะไรที่ใครบอกว่าสองมาตรฐานก็ต้องให้ผู้ที่รับผิดชอบออกมาชี้แจงว่าทำไมถึงเข้าใจกันไปว่าสองมาตรฐาน ลองยกตัวอย่างดูก็ได้ว่า หากมีฝ่ายหนึ่งบอกว่า เรื่องของอีกฝ่ายหนึ่งค้างอยู่ที่ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ป.ป.ช. กกต. ฯลฯ มาเป็นเวลานานแล้ว ส่วนเรื่องของฝ่ายตนเองบรรดาองค์กรเหล่านั้นก็รีบดำเนินการ ไม่ยากหรอกครับ ทำแบบ ศอฉ. แถลงข่าวก็ได้ เอาผู้ที่เกี่ยวข้องและสามารถให้ข้อมูลได้ออกมานั่งกันให้เต็มจอทีวี อธิบายว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนใด ช้าเพราะเหตุใด และคาดว่าจะเสร็จเมื่อไร ชี้แจงให้เป็นระบบและชัดเจน

.

ผมว่าคนคงหายสงสัยไปได้มากนะครับ นี่คือวิธีการแก้ปัญหาของสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วด้วยการให้ข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้องแก่ประชาชน และให้ประชาชนรับทราบด้วยว่า “น่าจะ” ใช้เวลาในการดำเนินการอีกนานเท่าไรสำหรับแต่ละเรื่อง ส่วนในวันข้างหน้า เพื่อไม่ให้เกิดการดำเนินการที่มีลักษณะสองมาตรฐานอีก หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐควรจะต้องพยายามมีความเป็นกลางทางการเมืองให้มากขึ้น หยุดที่จะฟังและทำตามนักการเมืองโดยละเลยกับหลักนิติรัฐ

.

ใช้มาตรา 157 เป็นเครื่องมือแก้ปัญหา

.

หลักของความเป็นข้าราชการที่ดี คงต้อง “สำนึก” ให้มากขึ้นว่า มีงานทำและมีเงินใช้ได้ทุกวันนี้ก็เพราะภาษีจากประชาชนทั้งประเทศ ในการทำงานควรทำด้วยความโปร่งใส รวดเร็ว ชัดเจน มีคำตอบ เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เสนอข้อเท็จจริง ข้อเสนอ “เชยๆ” ที่กล่าวไปแล้วนี้ไม่ล้าสมัยหรอกครับ เพราะยังเป็นสิ่งที่เราไม่ให้ความสนใจที่จะทำอย่างเสมอต้นเสมอปลายต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานจนทำให้ความแตกแยกในสังคมขยายออกไปกว้างมากขึ้นทุกวัน

.

ฝ่ายประชาชน ผู้ที่มั่นใจว่าตนเองได้รับการปฏิบัติที่มีลักษณะ “สองมาตรฐาน” ก็น่าจะลองใช้สิทธิทางศาลยุติธรรมด้วยการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ผู้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ต่อไป หรือไม่ก็ใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรา 72 (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คือปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนดในกรณีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

.

หลายๆ คนอาจ “ส่ายหน้า” ว่าการใช้สิทธิทางศาลกว่าจะรู้ผลก็ต้องใช้เวลานาน แต่ผมก็ยังเห็นว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดและถูกต้องที่สุดเพราะเป็นการ “ต่อสู้” ตามกฎหมายครับ ฟ้องกันมากๆ ให้มีข่าวออกมามากๆ ผู้มีอำนาจที่จะใช้วิธี “สองมาตรฐาน” ก็จะต้องระวังตัวมากขึ้นที่จะใช้อำนาจในลักษณะดังกล่าว ไม่ช้าไม่นานสถานการณ์ก็คงจะดีขึ้นไปเองครับ เพียงแต่ต้องอาศัย “ความกล้า” และ “เวลา” เท่านั้นเองครับ !!

.

เครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง

.

สำหรับฝ่ายการเมือง ผมว่าหยุดได้แล้วที่จะใช้ “สองมาตรฐาน” เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง แค่นี้ก็ไม่รู้แล้วว่าจะหาทางออกให้กับประเทศได้อย่างไรครับ ควรหยุดแทรกแซงและสั่งการฝ่ายข้าราชการประจำและในขณะเดียวกันก็ควรหาทางให้มีการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และต้องพยายามหาทางทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาสู่มาตรฐานเดียวให้ได้ รัฐบาลสองมาตรฐานคงไม่สามารถนำความสงบสุขและความปรองดองกลับมาสู่ประเทศได้อย่างแน่นอนครับ !!!

.

ขนาดการ์ตูนก็ยังสองมาตรฐาน ?

.

ข้อเขียนนี้คงไม่สมบูรณ์ หากจะไม่กล่าวถึง “สื่อ” ที่ในวันนี้ก็สองมาตรฐานกันเสียเหลือเกิน ขนาดการ์ตูนก็ยังสองมาตรฐานเลยครับ !!! คงจะต้องหันกลับมาปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ร่ำเรียนกันมาใหม่นะครับ พยายามทำตัวให้เป็นกลาง อย่าเลือกข้าง นำเสนอสิ่งที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนให้มากที่สุดและดีที่สุด ต้องไม่ลืมว่าสื่ออยู่เหนือการเมืองนะครับ ไม่ใช่อยู่กับการเมือง อยู่ในการเมืองหรืออยู่ใต้การเมืองครับ

.

หากยังปล่อยให้บ้านเมืองของเราอยู่ในสภาวะ “สองมาตรฐาน” ต่อไป ความแตกแยกก็ต้องมีมากขึ้น จนในที่สุดระบบต่างๆ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนสังคมและประเทศก็จะต้อง “ล่มสลาย” เมื่อถึงวันนั้น ผู้คนจะไม่มีความเชื่อถือในรัฐบาล ไม่มีความเชื่อถือในเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐ ไม่มีความเชื่อถือในทหาร ไม่มีความเชื่อถือในตำรวจ และไม่มีความเชื่อถือในฝ่ายตุลาการ แล้วประเทศเราจะอยู่ต่อไปได้อย่างไรครับ บ้านเมืองที่ไร้กฎเกณฑ์ ไร้กติกาคงไม่ใช่สิ่งที่พวกเราอยากเห็นหรืออยากให้เกิดขึ้นครับ !!!

.

โฆษณา

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”สองมาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย : กรณีศึกษาเขายายเที่ยง”

โดย

อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความมีดังนี้

กรณีเขายายเที่ยงเป็นตัวสะท้อนระบบสองมาตรฐานอย่างหนึ่ง และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ที่อยู่ในสังคมไทยมาช้านาน นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผิดไปจากความคาดหมาย ที่การทำผิดกฎหมายของคนใหญ่คนโตกับคนทั่วไปจะได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน คือ เมื่อคนใหญ่โตทำผิดก็มักจะไม่ผิด หรือแม้จะผิดและต้องรับโทษแต่กระบวนการในการนำตัวมาลงโทษ ก็ต้องใช้เวลานานกว่าคนธรรมดาสามัญ

ระบบสองมาตรฐานคืออะไร พูดกันโดยภาษาชาวบ้าน ก็คือระบบที่จัดการกับปัญหาข้อเท็จจริงที่เหมือนกันให้แตกต่างกันออกไป ตามหลักมาตรฐานเดียวกันแล้ว ข้อเท็จจริงที่เหมือนกันต้องปฏิบัติอย่างเดียวกัน แต่หลักสองมาตรฐานเอาเรื่องอย่างเดียวกันมาปฏิบัติไม่ให้เหมือนกัน และที่มากไปกว่าปัญหาเขายายเที่ยงคือ เรื่องนี้มันเป็นปัญหาในทางโครงสร้างของกฎหมายด้วย

ระบบสองมาตรฐานที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายไทย ก็อย่างเช่น บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 ที่รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศ คปค. คำสั่งของหัวหน้า คปค. และการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว ต้องเข้าใจว่ากฎหมายที่เราเรียกว่าพระราชบัญญัตินั้น ไม่ว่าจะออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มันก็ตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้ตลอด แต่โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 มีกฎหมายประเภทหนึ่งคือประกาศ คปค. หรือคำสั่งของหัวหน้า คปค.จะไม่สามารถถูกตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้

อาจมีผู้แย้งว่าตรวจสอบไม่ได้ได้อย่างไร เพราะมีการยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 และศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่ามันไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ผมยังยืนยันว่าพูดไม่ผิด คือ เมื่อมีการรับรองให้ประกาศ คปค. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว แม้จะมีการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าเนื้อหาของประกาศ คปค. จะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญยังไง ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถจะชี้ได้ว่ามันไม่ชอบเพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 309 รับรองความชอบให้มันแล้ว และหากศาลรัฐธรรมนูญกล้าบอกว่ามันไม่ชอบ ก็ถือว่าศาลจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งมีผลให้ถูกถอดถอนได้ เรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในโครงสร้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ยังปรากฏหลักความไม่เสมอภาคของกฎหมายต่างชนิดในแง่มุมของการตรวจสอบ

นอกจากประกาศ คปค. แล้ว กรณีจำนวนคะแนนเสียงเกี่ยวกับการผ่านร่างกฎหมายก็ดูจะสะท้อนถึงหลักสองมาตรฐานเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน แม้วุฒิสภาลงมติให้ผ่าน 70 ไม่ให้ผ่าน 53 ซึ่งเมื่อพิจารณาจากบททั่วไปของรัฐธรรมนูญแล้ว ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องถือว่าถูกคว่ำในชั้นวุฒิสภาเพราะคะแนนเสียงให้ผ่านมีไม่เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา แต่เมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา 302 วรรค 5 บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินนั้น การผ่านหรือไม่ให้ผ่านกฎหมาย ให้นับจากคะแนนเสียงไม่ให้ผ่านเป็นหลัก คือ ถ้าคะแนนเสียงไม่ให้ผ่านมีไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา แม้คะแนนเสียงให้ผ่านจะน้อยกว่าคะแนนเสียงไม่ให้ผ่านก็ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 302 วรรค 5 ก็ถือว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบแล้ว ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องแปลก เพราะขณะที่ร่างกฎหมายอื่นๆ การผ่านกฎหมายจะนับจากคะแนนเสียงให้ผ่าน แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ คะแนนเสียงไม่ให้ผ่านจะเป็นตัววัดว่าร่างกฎหมายนั้นผ่านความเห็นชอบแล้วหรือไม่ เรื่องนี้ ถ้ามองให้ลึกลงไป นี่เป็นเทคนิคการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อยื่นดาบอย่างไม่ลืมหูลืมตาให้กับบางองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในช่วงของการรัฐประหาร

นี่เป็นเรื่องสองมาตรฐานที่ปรากฏอยู่ในโครงสร้างของกฎหมายอย่างตัวรัฐธรรมนูญเอง และหากท่านสงสัยว่ารัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติในลักษณะนี้ได้ยังไง ก็ต้องตามไปดูเอาเองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ใครเป็นผู้ยกร่าง

นอกจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว ระบบสองมาตรฐานยังปรากฏร่องรอยอยู่ในการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายด้วย

กรณีของกองทัพ มีคนสองกลุ่มใหญ่ๆ ต่างใช้เสรีภาพการชุมนุมในลักษณะพอๆ กัน แต่ท่านเห็นบทบาทของกองทัพหรือไม่ว่าทำไมการชุมนุมของคนกลุ่มหนึ่งกองทัพจึงกระวีกระวาดจัดการ แต่พอการชุมนุมของคนอีกกลุ่มหนึ่งกองทัพกลับไม่ค่อยทำอะไร และเมื่อรัฐบาลพยายามจะทำแล้ว ผู้มีอำนาจในกองทัพกลับออกมาพูดให้ลาออกเสียอีก ความจริงแล้ว ถ้ากองทัพเป็นกลไกตัวหนึ่งของรัฐเทียบเคียงว่าเป็นเบรกรถ ไม่ว่าคนมาแตะเบรกจะเป็นใคร ใส่เสื้อสีอะไร รถต้องหยุด แต่การดำเนินการของกองทัพเสมือนว่าไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเบรกหรือเป็นคันเร่ง พอคนหนึ่งมาเหยียบก็เป็นเบรก แต่อีกคนมาเหยียบดันกลายเป็นคันเร่ง สุดแท้แต่ว่าคนเหยียบใส่เสื้อสีอะไร นี่เป็นปัญหาใหญ่เชิงระบบ

กรณี ปปช. น่าสงสัยว่าทำไมบางเรื่องหยิบมาพิจารณาเร็วมาก แต่บางเรื่องก็ช้าเสียจนแทบจะหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลไม่ค่อยได้ สำหรับ กกต.เอง ผมกำลังรอดูอยู่ว่าคดีบริจาคเงิน 258 ล้านให้กับพรรคประชาธิปัตย์ สุดท้ายจะออกมาอย่างไร ผมจะไม่พูดเรื่องปัญหาทางเทคนิคเกี่ยวกับการตั้งคณะอนุกรรมการซ้ำไปซ้ำมา แต่อยากจะดูว่าตัวเนื้อหาของคดีเมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับเรื่องอื่นๆ แล้ว มันจะมีระบบสองมาตรฐานหรือไม่

อีกกรณีหนึ่งเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของอัยการ สิ่งที่ทุกท่านจะต้องไม่ลืมก็คือว่า วันนี้ข้อหาเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกพูดกันมากว่ามีการดำเนินคดีที่สอดคล้องกับความมุ่งหมายของกฎหมายจริงๆ หรือเพื่อการทำลายล้างทางการเมือง ทำไมคนกลุ่มหนึ่งถูกเร่งให้ดำเนินคดีและมีการฟ้องร้องไปบ้างแล้ว แต่กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง อัยการกลับสั่งไม่ฟ้องด้วยเหตุผลว่ามันไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ คำถามคือ เอาเกณฑ์ไหนมาวินิจฉัยว่าอะไรเป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ และเกณฑ์นั้นมีคำอธิบายบนพื้นฐานการไม่เลือกปฏิบัติหรือไม่

นี่เป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ปรากฏร่องรอยของระบบสองมาตรฐาน

สำหรับระบบสองมาตรฐานในการวินิจฉัยคดีของศาล หากดูกรณีของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยมีเหตุผลอย่างหนึ่งว่า เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 รับรองให้มันชอบ อย่างนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 มันสร้างระบบสองมาตรฐานแล้วศาลเอามาใช้เป็นเหตุผลในคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยของศาลก็ถือว่าเป็นการรับรองระบบสองมาตรฐานไว้ด้วยเช่นกัน

คำถามมีว่าระบบสองมาตรฐานที่สะท้อนผ่านบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย และคำวินิจฉัยของศาล มันเกิดมาได้ยังไง

บทสรุปในชั้นนี้คือว่า วันนี้เราอยู่ในช่วงของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างคนสองกลุ่ม โดยคนกลุ่มหนึ่งมีความต้องการทำลายล้างทางการเมืองกับคนอีกกลุ่ม ซึ่งการทำลายล้างอย่างนี้จะไม่อาจสำเร็จขึ้นได้เลย ถ้าทุกอย่างดำเนินการไปบนพื้นฐานของความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ เมื่อเป็นอย่างนี้ เป้าหมายจึงสำคัญกว่าวิธีการ และเมื่อเป้าหมายอย่างนี้ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหารและระหว่างรัฐประหาร ถึงวันนี้จึงไม่จำเป็นต้องเหนียมอายในการเลือกปฏิบัติอีกต่อไป เพราะเมื่อคนร่างรัฐธรรมนูญยังไม่เหนียมอาย แล้วคนที่ใช้กฎหมายจะอายไปทำไม

คำถามต่อไปก็คือ เมื่อระบบสองมาตรฐานมันปรากฏอยู่ ผลจากนี้จะเป็นอย่างไร ความรุนแรงจะเกิดขึ้นไหม

วันนี้ผมเห็นว่าระบบสองมาตรฐานมีอยู่จริง และมันไม่ได้เป็นระบบที่เกิดมาจากความไม่ตั้งใจ มันเกิดมาจากความจงใจที่ทำให้ระบบนี้เกิดขึ้นมาเพื่อทำลายล้างทางการเมือง เมื่อระบบสองมาตรฐานมันเกิดมาจากความตั้งใจอย่างนี้ การจะหวังให้ทุกอย่างกลับมาสู่มาตรฐานเดียวจึงไม่ต้องหวัง และระบบสองมาตรฐานนี้จะยังคงดำเนินต่อไปและจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่คู่ต่อสู้ทางการเมืองกลุ่มหนึ่งยังไม่ถูกทำลายล้างจนราบคาบ

แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถ้ามองเหตุปัจจัยตามหลักอิทัปปัจจยตา กรณีแรก เมื่อการปฏิบัติในลักษณะสองมาตรฐานยังดำเนินการต่อ และฝ่ายที่ถูกกระทำยอมรับการกระทำนั้น ทุกอย่างก็จบ ระบบสองมาตรฐานก็จะดำเนินการต่อไปจนกว่าเป้าหมายสุดท้ายจะเสร็จสิ้น แต่ในกรณีที่สอง หากผู้ถูกกระทำเขาไม่ยอมรับ ซึ่งผมเชื่อว่าเขาคงจะยอมรับไม่ได้ มันจะเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่

หากการต่อสู้กันยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ ระบบสองมาตรฐานจะดำเนินไปเหมือนเดิม แต่หากควบคุมไม่ได้แล้ว รัฐประหารจะเกิดขึ้นภายใต้เหตุผลเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ แต่ถามว่าแล้วจบไหม ผมคิดว่ามันไม่จบ การต่อสู้ที่เกิดขึ้นอีกต่อไปจะเป็นการต่อสู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสังคมจะเกิดความวุ่นวายอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน พูดง่ายๆ คือมีโอกาสที่จะเกิดสงครามกลางเมือง

โดยผลอย่างนี้ ทำไมฝ่ายหนึ่งถึงยังกล้าทำให้ระบบสองมาตรฐานนั้นคงอยู่ ผมเห็นว่าวันนี้ระบบการเมืองไทยมาถึงทางสองแพร่งสำคัญ และไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ คุณทักษิณถูกถือว่าเป็นจุดเชื่อมสำคัญจุดหนึ่งบนทางสองแพร่งนี้ว่าประเทศจะหักเหไปทางไหน ด้วยเหตุนี้ เพื่อทำลายล้างคุณทักษิณให้ได้ แม้จะใช้ระบบสองมาตรฐานก็จำเป็นต้องทำ แต่ผลของการทำอย่างนี้ ประเทศยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงมากขึ้นไปอีก และจะไม่ใช่ความรุนแรงชนิดที่ท่านเคยเห็นมาก่อนในประเทศไทยที่มีผลแค่เกิดการระเบิดตึกสักตึกหนึ่ง แต่มันจะเป็นความรุนแรงที่นำไปสู่การทำลายระบบโครงสร้างของประเทศ

หากถามว่าจะป้องกันอย่างไร ผมเห็นว่าคงหาทางป้องกันได้ยากเพราะมีคนอยากให้เกิด ความรุนแรงย่อมไม่เกิดหากคนทั้งสองขั้วยินดีจะไม่ให้เกิด แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งตั้งใจทำลายล้างอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงวิธีการว่าชอบหรือไม่ ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่อีกฝ่ายจะต้องสู้ และเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง มันก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะเกิดความรุนแรง

ผมวางใจกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทยแล้ว สถานการณ์ตอนนี้เหมือนมีสึนามิที่กำลังจะมาขึ้นฝั่ง เราทำได้เพียงอย่างเดียวคือดูว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร และถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ เราจะสร้างบ้านสร้างเมืองกันใหม่แบบไหน ส่วนใครจะเป็นผู้รอดอยู่ อนาคตจะเป็นผู้ให้คำตอบ

[ หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้ปรับปรุงจากเนื้อหาคำอภิปรายของผู้เขียนเรื่อง ” สองมาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย : กรณีศึกษาเขายายเที่ยง ” ซึ่งจัดขึ้นที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553 โดยผู้เขียนเพียงปรับปรุงถ้อยคำบางส่วน แต่เนื้อหาสาระยังคงเดิมตามคำอภิปราย ]

Read Full Post »