Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘สงคราม’

recommendare

บทความเรื่อง  ”บทเรียนจากสงครามศักดิ์สิทธิ์ถึงสงครามระหว่างสี”

โดย

เกษียร เตชะพีระ

ความมีดังนี้

โฮเวิร์ด ซิน ผู้เขียน “ประวัติศาสตร์สหรัฐภาคประชาชน, ค.ศ.1492-ปัจจุบัน”

เสียงย่ำกลองรบอ่านแถลงการณ์ประกาศ “สงครามระหว่างสี” สั่นสะท้านหัวใจคนไทย-ดังที่ราเกห์ โอมาร์ ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา รายงานไว้ในหนังสารคดี Thailand : Warring Colours ที่ออกอากาศไปเมื่อกลางเดือนธันวาคมศกก่อน-นอกจากทำให้ผมรู้สึกเบื่ออิ๊บอ๋ายเลยและอดสงสัยไม่ได้ว่าพวกท่านเหล่านั้นไม่เบื่อตัวเองบ้างหรือไงแล้ว

ก็ทำให้ผมนึกถึง โฮเวิร์ด ซิน ขึ้นมา…

ในวัยย่าง 88 ปี ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์กิตติคุณ โฮเวิร์ด ซิน แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน นับเป็นนักประวัติศาสตร์ภาคประชาชนที่โดดเด่นโด่งดังที่สุดในสหรัฐอเมริกา ผลงานวิชาการชิ้นเอกของเขาเรื่อง A People”s History of the United States, 1492-Present (ประวัติศาสตร์สหรัฐภาคประชาชน, ค.ศ.1492-ปัจจุบัน) ซึ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี ค.ศ.1980 นั้นขายดิบขายดีไม่แพ้นิยายเบสท์เซลเลอร์ถึงกว่า 2 ล้านเล่มเข้าไปแล้ว!

งานชิ้นนี้มุ่งสำรวจและสังเคราะห์ประวัติศาสตร์อเมริกันด้วยมุมมองกลับตาลปัตร กล่าวคือแทนที่จะมองจากมุมของมหาบุรุษและผู้นำการเมืองดังเคยทำกันมา ซินกลับเลือกมองจากมุมของชนชั้นคนงานและชนกลุ่มน้อยผู้ถูกกดขี่ทางการเมือง ขูดรีดทางเศรษฐกิจ และละเลยไปในประวัติศาสตร์กระแสหลักส่วนใหญ่

เขาบันทึกรวบรวมประวัติของผู้คนหลากเชื้อชาติ เพศและชนชั้น, เล่าเรื่องราวการต่อสู้แบบอารยะขัดขืนและธรรมเนียมประเพณีการสร้างอำนาจประชาชนของคนเหล่านั้น, เพื่อชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าจริงที่เกิดจากแรงผลักดันของพวกเขา

ขณะเดียวกันก็บ่งบอกว่าความหวังของพวกเขาในอันที่จะสร้างสังคมซึ่งเท่าเทียมกันยิ่งขึ้นนั้นได้ถูกสกัดขัดขวางในที่สุดเช่นใด, และในทางกลับกันชนชั้นนำส่วนน้อยยึดกุมผูกขาดอำนาจและทรัพย์สินเอาไว้ได้อย่างไร ฯลฯ

งานชิ้นนี้ได้รับยกย่องเป็นหลักหมายสำคัญในความคิดประชานิยมทวนกระแสของอเมริกา และถูกเอาไปดัดแปลงนำเสนอและจัดแสดงผ่านสื่อประสมหลายแบบ ไม่ว่าในรูปบันทึกปากคำและเอกสารชั้นต้นที่เกี่ยวข้อง, หนังสือย่อยให้อ่านง่าย, แผ่นซีดีบันทึกเสียงอ่าน, การแสดงบนเวที, ภาพยนตร์สารคดี เป็นต้น

โฮเวิร์ด ซิน มีภูมิหลังเป็นลูกหลานผู้อพยพยากไร้ที่เติบโตในสลัมย่านบรู๊คลินของมหานครนิวยอร์ก ต้องไปทำงานหารายได้ในอู่ซ่อมเรือตั้งแต่วัยรุ่น เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาร่วมรบเป็นนักบินทิ้งระเบิดยศเรืออากาศตรีในสมรภูมิยุโรปและได้รับเหรียญกล้าหาญมามากมาย

พอสิ้นสงคราม เขามีโอกาสเข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยทุนการศึกษา “จีไอ” ของรัฐบาลในฐานะทหารผ่านศึก จนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ก่อนจะทำงานเป็นนักวิจัยและอาจารย์สอนรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งในสหรัฐและต่างประเทศสืบมา

ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960-1970 ซินโถมตัวเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสมอภาคของชนผิวสีอเมริกันและต่อต้านสงครามเวียดนามอย่างดุเดือดแข็งขัน ซึ่งเป็นพื้นฐานประสบการณ์ที่ยึดหยั่งจุดยืน ทรรศนะและวิธีการทางประวัติศาสตร์ของเขาอย่างหนักแน่นมั่นคงเรื่อยมา ดังที่เขาเล่าไว้ในคำนำหนังสือ The Twentieth Century : A People”s History (คริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ : ประวัติศาสตร์ภาคประชาชน-ซึ่งเป็นฉบับสังเขปและอัพเดตของประวัติศาสตร์สหรัฐภาคประชาชน, ค.ศ.1998) ว่า :-

“ประวัติศาสตร์คือความทรงจำของรัฐทั้งหลาย” เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ (ผู้วางนโยบายความมั่นคงและต่างประเทศของสหรัฐในตำแหน่งผู้ช่วยประธานาธิบดีด้านความมั่นคงและ รมว.ต่างประเทศ ระหว่างปี ค.ศ.1969-1977 – ผู้แปล) เขียนไว้เช่นนี้ในหนังสือเล่มแรกของเขาเรื่อง A World Restored จากนั้นเขาก็เดินหน้าเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากมุมมองของบรรดาผู้นำออสเตรียและอังกฤษ โดยมองข้ามคนนับล้านๆ ผู้ต้องทนทุกข์ทรมานจากนโยบายของรัฐบุรุษเหล่านั้นไป…

“ส่วนมุมมองของผมในการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์สหรัฐนั้นแตกต่างกัน ผมถือว่าเราจักต้องไม่ยอมรับความทรงจำของรัฐทั้งหลายว่าเป็นของเราเอง ชาติทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ และไม่เคยเป็นชุมชน ประวัติศาสตร์ของประเทศใดก็ตามแต่ที่ถูกนำเสนอเสมือนหนึ่งประวัติศาสตร์ของครอบครัวนั้นล้วนปิดบังความขัดแย้งทางผลประโยชน์อันดุเดือดไว้ทั้งสิ้น (ซึ่งบางทีก็ระเบิดออกมา แต่ส่วนใหญ่แล้วจะถูกเก็บกดไว้) ระหว่างผู้พิชิตกับผู้ถูกพิชิต, เจ้านายกับไพร่ทาส, นายทุนกับคนงาน, ผู้ครอบงำกับผู้ถูกครอบงำทางเชื้อชาติและเพศ และในโลกแห่งความขัดแย้งดังกล่าวอันเป็นโลกแห่งเหยื่อกับเพชฌฆาตนั้น หน้าที่ของประชาชนผู้รู้คิดทั้งหลายก็คือจักต้องไม่ยอมอยู่ข้างเดียวกับเพชฌฆาต ดังที่อัลแบต์ กามูส์ แนะไว้นั่นเอง”

ในทางการเมือง ข้อสรุปจากประวัติศาสตร์สหรัฐภาคประชาชนของซินคือ : –

“หากประวัติศาสตร์จะช่วยชี้ทางอะไรให้ได้แล้ว นั่นก็คือว่า-ถ้าจะให้ประชาธิปไตยมีความหมายใดๆ บ้าง, ถ้าจะให้ประชาธิปไตยข้ามพ้นขีดจำกัดของทุนนิยมและชาตินิยมละก็, สิ่งนี้จะไม่มาจากเบื้องบน แต่จะมาจากการเคลื่อนไหวของพลเมืองที่ให้การศึกษา, จัดตั้ง, ปลุกระดม, นัดหยุดงาน, คว่ำบาตร, ชุมนุมแสดงพลัง, และคุกคามผู้กุมอำนาจด้วยการก่อกวนเสถียรภาพซึ่งพวกเขาต้องการให้กลับปั่นป่วนวุ่นวาย”

ในปาฐกถาเรื่อง “สงครามศักดิ์สิทธิ์” (Holy Wars) ที่มหาวิทยาลัยบอสตันเมื่อ 11 พฤศจิกายน ศกก่อน โฮเวิร์ด ซิน ได้เสนอให้ทบทวนท้าทายซักถามสงครามที่ยึดมั่นถือมั่นกันว่าเป็น “สงครามที่ดี” (the good wars) ในประวัติศาสตร์อเมริกัน 3 ครั้งที่ผ่านมา ได้แก่สงครามกู้อิสรภาพจากอังกฤษ (ค.ศ.1775-1783), สงครามกลางเมืองระหว่างมลรัฐฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ที่นำไปสู่การเลิกทาส (ค.ศ.1861-1865), และสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อโค่นล้มฝ่ายอักษะฟาสซิสต์ (ค.ศ.1939-1945 สหรัฐเข้าร่วมสงครามปลายปี 1941 หลังญี่ปุ่นบุกถล่มฐานทัพเรือที่อ่าวเพิร์ล ฮาร์เบอร์)

ในทุกกรณี ซินเรียกร้องให้กล้าทักกล้าถาม คิดค้นให้ละเอียดรอบด้านโดยเฉพาะด้านที่มักถูกมองข้ามละเลย ประเมินเปรียบเทียบให้กว้างและลึกกับกรณีใกล้เคียงกัน และไม่ด่วนผลีผลามสรุป ในประเด็นสำคัญๆ เหล่านี้คือ : –

-ต้นทุนผลเสียที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในแง่ชีวิตผู้คนที่ล้มตายหรือบาดเจ็บพิการไปในสงคราม ด้วยการให้น้ำหนักคุณค่าแก่ประสบการณ์ความเจ็บปวดสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเหยื่อสงครามผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่โดยเฉพาะเด็กเล็ก ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขสถิติอันแห้งแล้งตื้นเขิน

-ผลลัพธ์ที่ได้มาว่ากระจายไปในหมู่ผู้คนทั้งหลายที่เข้าร่วมและ/หรือได้รับผลสะเทือนจากสงครามอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกันไหม? ยืนนานแค่ไหน? และเป็นดังคำมั่นสัญญาที่ผู้ก่อสงครามให้ไว้หรือไม่?

-มีทางเลือกอื่นหรือไม่ในการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายอันถูกต้องชอบธรรมที่พึงประสงค์ (อิสรภาพ, การเลิกทาส, การโค่นเผด็จการฟาสซิสต์) นอกเหนือจากวิธีทำสงคราม? ทั้งนี้หากเปรียบเทียบกับกรณีใกล้เคียงกันอื่นๆ ในต่างประเทศหรือในประวัติศาสตร์

-โดยไม่ละเลยหรือดูเบาเป้าหมายอันชอบธรรมดีงามและการเสียสละอันทรงค่าสูงส่งในสงครามดังกล่าว ทั้งประเมินน้ำหนักเต็มแห่งคุณค่าของมันทุกอย่างทุกประการ, แต่กระนั้นคำถามที่ซินชวนให้คิดพิจารณาคือทั้งหมดนั้นมันคุ้มกันไหมกับน้ำหนักเต็มแห่งคุณค่าทุกชีวิต ทุกร่างกายและอวัยวะที่ทุพพลภาพ รวมทั้งทุกบาดแผลที่สูญเสียไปอย่างไม่มีวันได้คืน? และเอาเข้าจริงมีทางเลือกอื่นอีกไหมที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนั้นโดยเสียสละชีวิตผู้คนน้อยกว่า นอกเหนือจากการทำสงคราม แม้อาจจะช้านานกว่าบ้างหรือเลี้ยวลดคดเคี้ยวกว่าบ้างก็ตามที?

เบื้องหน้าคำป่าวร้องปลุกเร้าของชนชั้นปกครองสหรัฐให้ทำ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” ในอิรักและอัฟกานิสถาน และอาจจะลุกลามไปยังปากีสถานและเยเมน ฯลฯ ต่อไป ซินเรียกร้องให้ชาวอเมริกันคิดทบทวนคำถามข้างต้นให้ถี่ถ้วนรอบด้าน ละเอียดรอบคอบที่สุดเสียก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ…

ขออนุญาตยกตัวอย่างปาฐกถาบางตอนของโฮเวิร์ด ซิน เรื่องนี้มาประกอบ : –

ความรุนแรงกับความรวดเร็ว

“…แล้วมันดีไหมล่ะที่เราได้เป็นอิสระจากอังกฤษ? ใช่ มันก็ดีเสมอล่ะครับที่ได้เป็นอิสระ แต่ด้วยต้นทุนอะไรที่ต้องจ่ายไป? และที่ว่าเป็นอิสระนั้นน่ะจริงแค่ไหน? แล้วมันเป็นไปได้ไหมที่เราจะช่วงชิงอิสรภาพมาได้โดยไม่ต้องทำสงคราม? ดูแคนาดามั่งซีครับ แคนาดาเป็นอิสระจากอังกฤษ สังคมของแคนาดาเขาก็ไม่เลว มีบางอย่างของแคนาดาที่ดึงดูดใจมากทีเดียว พวกเขาได้อิสรภาพจากอังกฤษโดยไม่ต้องทำสงครามนองเลือดเลย

“แน่ล่ะมันใช้เวลานานกว่าบ้าง แต่คุณทราบไหมครับว่าบางทีมันใช้เวลานานกว่าถ้าคุณไม่อยากจะฆ่า ความรุนแรงมันเร็ว สงครามมันเร็ว และมันมีเสน่ห์ดึงดูดใจใช่ไหมล่ะครับ เราอยากทำอะไรได้เร็วๆ และถ้าคุณไม่อยากให้ฆ่ากัน คุณอาจต้องยอมเสียเวลามากขึ้นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของคุณ และเมื่อคุณบรรลุวัตถุประสงค์ของคุณแล้ว คุณอาจพบว่ามันบรรลุได้ด้วยวิธีที่ดีกว่าและได้ผลลัพธ์ดีกว่า อย่างระบบดูแลรักษาสุขภาพของแคนาดานั่นไงซึ่งดีกว่าระบบดูแลรักษาสุขภาพอเมริกันเราเสียด้วยซ้ำ (ผู้ชมหัวเราะ)”

พิษภัยของสงคราม

“รายงานสภาพผู้บาดเจ็บล้มตายจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาทำให้ผมเริ่มทบทวนความคิดเรื่อง “สงครามที่ดี” ใหม่ ซึ่งก็คือสงครามของเรากับฟาสซิสต์ จากเดิมที่คิดว่าโอ๊ยมันโอเค เรารบชนะฮิตเลอร์ เหมือนที่เราได้อิสรภาพจากอังกฤษและเราเลิกทาสสำเร็จ แต่ประเดี๋ยวก่อน เรื่องมันไม่ง่ายอย่างนั้น และสงครามโลกครั้งที่ 2 มันก็ไม่ง่ายอย่างนั้น

“เอาล่ะเรารบชนะฮิตเลอร์และดังนั้นทุกอย่างก็โอเค เราเป็นพระเอก พวกมันเป็นผู้ร้าย นั่นเป็นสิ่งที่เราตัดสินใจตอนเริ่มทำสงคราม แต่ที่ตอนนั้นผมยังไม่ตระหนักก็คือในกระบวนการทำสงครามนั้น พระเอกนั่นแหละจะกลายเป็นผู้ร้ายเสียเอง สงครามมันเป็นพิษกับคนทุกคน สงครามทำให้ทุกคนเสื่อมทรามลง และดังนั้นพวกที่ขึ้นชื่อว่า “พระเอก” ก็เริ่มทำตัวเหมือน “ผู้ร้าย” พวกนาซีทิ้งระเบิดฆ่าพลเรือนในเมืองโคเวนทรี, ลอนดอน และรอตเตอร์ดัม แล้วเราก็ทิ้งระเบิดฆ่าพลเรือนมั่ง เราก็กระทำการทารุณโหดร้ายมั่ง

“เราบินไปเหนือกรุงโตเกียวหลายเดือนก่อนที่จะไปฮิโรชิมา และผมพนันเลยว่าพวกคุณร้อยละ 90 ไม่รู้เรื่องการโจมตีกรุงโตเกียว พวกคุณล้วนเคยได้ยินเรื่องฮิโรชิมา แต่ผมเชื่อเลยว่าคนอเมริกันร้อยละ 90 ไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นหลายเดือนเราส่งเครื่องบินไปเหนือกรุงโตเกียวเพื่อเผามันด้วยระเบิดเพลิง และมีคนตายไปหนึ่งแสนคนในชั่วการทิ้งระเบิดโตเกียวคืนเดียว เบ็ดเสร็จแล้วเราฆ่าคนตายไปครึ่งล้านในญี่ปุ่น พลเรือนนะครับ บางคนบอกว่าพวกนั้นมาบุกเพิร์ล ฮาร์เบอร์เราก่อน แต่เอาเข้าจริงคนที่ตกเป็นเหยื่อพวกนั้นไม่ได้มาทิ้งระเบิดเพิร์ล ฮาร์เบอร์ เด็กเหล่านั้นไม่ได้ทิ้งระเบิดเพิร์ล ฮาร์เบอร์

“ความคิดเรื่องความรุนแรง การล้างแค้น การแก้เผ็ดเอาคืนเป็นสิ่งที่เราควรขจัดทิ้ง”

สุดท้ายนี้ขออนุญาตถามสักหน่อยเถอะครับว่า…

ที่ชวนคนไทยทำ “สงคราม” เหยงๆ ไม่ขาดปากนั้น เพราะอยากชนะเร็วๆ ใช่ไหมครับ?

ถ้าล่าช้ากว่านี้ แต่ถนอมรักษาชีวิตคนไทยด้วยกันไว้ได้โดยไม่ต้องทำสงคราม ไม่ดีกว่าหรือครับ?

และในกระบวนการทำ “สงครามระหว่างสี” เพื่อเป้าหมายอันสูงส่งยิ่งใหญ่หรูเลิศประเสริฐสุดต่างๆ นานานั้น พวกคุณทำตัวแตกต่างจากศัตรูสีตรงข้ามของคุณตรงไหนครับ?

ที่มา มติชนรายวัน วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 11640

อ้างอิง

Howard Zinn, a professor emeritus of political science at Boston University, historian, and war critic, is the author of A People’s History of the United States, a book both lauded and derided for telling American history from the perspective of minorities, immigrants, laborers, and others Zinn feels had been excluded from traditional textbooks.

Born in Brooklyn to Jewish immigrants, the former shipyard worker was a bombardier in World War II, attended New York University on the G.I. Bill, and taught at the all-black women’s Spelman College from 1956 until 1963, when he was fired for encouraging students to fight segregation. Zinn taught at BU from 1964 until his retirement in 1988.

Read Full Post »