Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘วิกฤต’

recommendare

สัมภาษณ์เรื่อง  ”วิกฤตหลัง 26 กุมภาฯ”

ให้สัมภาษณ์โดย

เกษียร เตชะพีระ

สัมภาษณ์โดย อริน เจียจันทร์พงษ์ และ พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์

(หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 1 มีนาคม 2553)

ความมีดังนี้

“…อย่าใช้รัฐประหารแก้คอร์รัปชั่น เมื่อใดใช้รัฐประหารแก้คอร์รัปชั่นมันจะทำลายความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด นี่เป็นราคาที่แพงมากๆ…”

ผลคำตัดสินจากคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 26 กุมภาพันธ์ อาจเป็นที่ถกเถียง ชอบใจหรือไม่ชอบใจของกองเชียร์แต่ละฝ่ายในสังคมอยู่ระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ดี คำถามที่สำคัญยิ่งกว่าคือ คำตัดสินดังที่ปรากฏ จะทำให้สังคมไทยต้องเดินไปบนหลักการแบบใด

เพราะคดีดังกล่าวตั้งอยู่บนการปะทะกันของหลักการใหญ่ๆ อย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่ “หลักนิติธรรม” ที่ทุกคนต้องเสมอภาค กันภายใต้กฎหมายเดียวกันซึ่งจุดนี้ยังโดนโจมตีอยู่เรื่องสองมาตรฐาน “หลักเสียงข้างมาก” ที่ฝ่ายบริหารที่การใช้อำนาจนั้นต้องถูกต้องชอบธรรมด้วย และ “หลักตุลาการภิวัตน์” ซึ่งทั้งหมดยังอยู่ในบริบทการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ทำให้เรื่องราวซับซ้อน กระอักกระอ่วน เป็นทวีคูณ

คำถามสำคัญถัดไปคือ เราจะยังอยู่ในภาวะที่มีความขัดแย้งไปอีกนานเท่าใด ตลอดจน ย่างก้าวของประชาธิปไตยไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร

นับจากบรรทัดนี้ รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ และวิพากษ์ ทุกซอกทุกมุมของปรากฏการณ์ ผ่าน “มติชน” ที่ ณ วันนี้ ยังทำให้สังคมไทยยังอยู่ในภาวะสับสน เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านของประเทศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

@ คดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านไปแล้ว แต่ในเชิงสัญลักษณ์ถือว่า เป็นตอนจบของรัฐประหาร 49 ได้หรือไม่

ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้น เพราะคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) มีนัยความหมายเคลียร์ตั้งแต่ต้นว่า การรัฐประหารครั้งนี้ทำให้ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ถูกปฏิรูปให้ปลอดภัยสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไม่ปลอดภัยภายใต้ระบอบทักษิณ

แต่คำว่าไม่ปลอดภัยไม่ได้แปลว่าจะมีใครไปคิดล้มล้าง หรือล้มเลิก แม้แต่คุณทักษิณเอง ก็คงไม่คิดไปไกลขนาดนั้น แต่จะทำอย่างไรให้อำนาจนำ (Hegemony) หมายถึงความสามารถที่จะนำทั้งประเทศ สังคม และการเมือง มุ่งไปในทิศทางเดียวกันได้ อยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะภายใต้การนำของคุณทักษิณ อำนาจการนำ มันย้ายจากส่วนเดิมไปสู่คุณทักษิณ พรรคไทยรักไทย และเครือข่ายที่แวดล้อม ส่วนนี้คือเดิมพัน (เน้นเสียง) ดังนั้น จึงต้องปฏิรูปเสียใหม่ เพื่อให้อำนาจนำอยู่ที่เดิม ซึ่งหมายถึงต้องทำลายอำนาจของคุณทักษิณ โดยทุบลงไปยังฐานอำนาจสำคัญของทักษิณ 2 อย่างคือ 1.ทุน 2.พรรค

อำนาจการจัดตั้ง ซึ่งมีพรรคการเมืองเป็นจุดศูนย์รวม ของรากหญ้า เป็นที่มาของการยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ถ้ายังไม่จบก็อาจต่อด้วยพรรคเพื่อไทย ส่วนการทุบไปที่ฐานทุน ก็คือ คดียึดทรัพย์ กระบวนการเหล่านี้ชัดเจนนั่นคือแผนบันได 4 ขั้น เมื่อทำลายอำนาจนำของคุณทักษิณลงไปแล้ว แปลว่าหลังจากนี้ ยากมากที่ในสังคมไทยจะมีใครสร้างอำนาจนำที่เป็นทางเลือกได้

หัวใจของทุนนิยม คือกรรมสิทธิ์ แต่คำตัดสินวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ได้พาดเข้าไปกลางหัวใจทุนนิยม กล่าวคือ เมื่อถึงจุดหนึ่ง รัฐสามารถเข้าไปยึดทรัพย์สินของเอกชนได้ เหมือนเชือดไก่ให้ลิงดู จะทำให้ไม่มีกลุ่มทุนใหญ่ที่ไหนกล้าอีก เพราะได้เห็นตัวอย่างแล้วว่า โอ้โห…ทำมาหากินแทบเป็นแทบตาย แต่แป๊บเดียวโดนยึดเป็นหมื่นล้าน

@ ความพยายามทุบไม่ให้เหลืออำนาจนำทางเลือก สะท้อนว่า เราไม่ได้เป็นเสรีประชาธิปไตย ?

ประเทศประชาธิปไตยที่เปิดช่องให้มี อำนาจนำทางเลือกได้จะต้องเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย คือ มีเสรีและเป็นประชาธิปไตยที่ผูกติดกัน เวลาต่อสู้ไป อำนาจนำทางเลือกอาจจะขึ้นมาชนะก็ได้ และไม่จำเป็นต้องมีอำนาจนำเพียง 2 อาจจะมีมากกว่าก็ได้ แต่ถ้าเสียดุลเรื่องนี้ อาจจะสร้างระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เสรี ซึ่งอันตราย ที่ไม่เพียงไม่สร้างอำนาจนำที่เป็นทางเลือก แต่อาจถึงขั้นเป็นทรราชย์ได้ ซึ่งสมัยรัฐบาลคุณทักษิณมีแนวโน้มแบบนั้นว่า เป็นประชาธิปไตยที่เสรีน้อยลงเรื่อยๆ อำนาจนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และน่ากลัวว่าจะเป็นอำนาจนำเดี่ยว ไม่มีเสรีภาพพอที่จะสร้างอำนาจนำอื่นขึ้นมาเป็นคู่ประชัน หลายเรื่องหนักข้อ

@ คำอธิบายของศาลในคดียึดทรัพย์จะสามารถทำให้ประชาชนเชื่อได้มากน้อยแค่ไหน

หลักนิติธรรม หรือ Rules of Law ในวิธีคิดของนักรัฐศาสตร์คือ Limited Government หมายความว่า รัฐบาลมีอำนาจจำกัด เพราะประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเป็นกำแพงกั้น การที่พลเมือง ไม่ใช่ไพร่ ข้าทาส มีสิทธิเสรีภาพในชีวิตทรัพย์สินของตัวเอง ทำให้เกิดนิติธรรม ตรงข้ามกับสมบูรณาญาสิทธิ์ คำถามคือใครเป็นคนคุมเส้น ก็คือศาล ตุลาการ องค์กรอิสระ ต้องมีทั้งหมดนี้จึงจะมีหลักนิติธรรม ซึ่งเกี่ยวกับความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมาย เพราะมันไม่ปล่อยให้ผู้มีอำนาจอยู่เหนือกฎหมาย นี่คือหลักนิติธรรมที่ดีที่สุด ซึ่งคุณทักษิณกุมอำนาจรัฐ บางครั้งอยู่เหนือกฎหมายทำให้กฎหมายบังคับใช้ไม่ได้ การเอานายกฯที่มีอำนาจมากที่สุดในแผ่นดิน มาขึ้นศาล ผ่านกระบวนการยุติธรรมนี่ก็คือ พยายามทำให้เกิดนิติธรรม

อย่างไรก็ดี คนที่อยู่เหนือกฎหมายไม่ใช่แค่คนที่มีอำนาจรัฐเท่านั้น ยังรวมถึงคนที่มี “อิทธิพล” ด้วย อิทธิพลไม่ใช่อำนาจรัฐ อาทิ เจ้าพ่ออยู่เหนือกฎหมายทำให้กลไกกฎหมายไม่ทำงาน เป็นอัมพาต และในระดับสูงขึ้นไปๆ หลังจากรัฐประหาร 2549 มีการแก้ปัญหาหลักนิติธรรมผู้มีอำนาจรัฐ คือระบอบทักษิณ แต่ในเวลาเดียวกัน คุณกลับไปเพิ่มปัญหาผู้มีอิทธิพล ระดับที่อยู่สูงกว่าเจ้าพ่อ ไปกดดันกระบวนการยุติธรรม ปัญหาจึงไม่เพียงไม่ได้แก้ แต่เหมือนหนักข้อขึ้น ความหมายคือคุณแก้ปัญหาเพียงครึ่งเดียว แต่การบิดเบือนหลักนิติธรรมด้วยอิทธิพลจนทำให้ตำรวจไม่กล้าสืบหรือสืบนานมาก (ลากเสียง) ทั้งๆ ที่ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ (กลุ่มพันธมิตรฯบุกยึดสนามบิน) เป็นปีแล้ว อัยการไม่ฟ้องโดยอ้างว่าไม่มีเจตนา ตรงนี้นี่แหละคือที่มาคำกล่าวหาเรื่องสองมาตรฐาน

@ ผลคือทำให้เราๆ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะใจหนึ่งก็เห็นว่า มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น แต่อีกใจก็กระบวนการดำเนินการจัดการไม่ค่อยสวยเท่าไหร่

ตรงนี้ไง มันแสดงถึงข้อจำกัดของการอิงอิทธิพลเพื่อแก้ปัญหาการละเมิดหลักนิติธรรมของผู้มีอำนาจ ซึ่งพอถึงจุดหนึ่งกลับสร้างปัญหาอีกอย่างขึ้นมา ที่นี้จะแก้ยังไง ผมคิดว่ากระบวนการตุลาการต้องโปร่งใส เพราะอิทธิพลไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครรับรู้ ถ้าโปร่งใส หรือมีใครได้ยิน มันก็ใช้ได้ลำบาก ดังนั้น วิธีการต่อสู้ของคนเสื้อแดงคือเอาเทปลับมาเปิด แล้วผมก็ไม่เห็นว่าใครจะบอกว่าเทปลับนั้นไม่จริง มีแต่บอกว่าอัดเทปลับผิดกฎหมาย ต้องมีการวิจารณ์ เปิดให้ตั้งคำถามกับกระบวนการตุลาการ จากองค์กรอื่น สังคม และในตุลาการด้วยกันเอง ผมไม่คิดว่าตุลาการทั้งประเทศจะคิดเหมือนกันหมด แต่จะทำอย่างไร ที่เปิดให้มีการตรวจสอบ ถ่วงดุล ทั้งจากข้างนอกและข้างในมากกว่า อย่าปล่อยให้ไม่โปร่งใส เพราะยิ่งจะทำให้มีการใช้อิทธิพลค่อนข้างมาก เพราะไม่เพียงสร้างปัญหา แต่ยังดิสเครดิตตุลาการเองด้วย จุดนี้อันตรายมาก กระบวนการยุติธรรมจะไม่กลายเป็นที่พึ่งสุดท้าย แต่กลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายของผู้มีอิทธิพล

@ ความน่าเชื่อถือฝ่ายตุลาการลดลง เรื่อยๆ ทำให้ประเทศเสี่ยง เพราะไม่เหลือหลักยึดสุดท้าย

ตุลาการภิวัตน์ หรือ Judicial Review เป็นกลไกหนึ่งของระบบเสรีนิยมที่จะตรวจสอบถ่วงดุลระบอบประชาธิปไตยซึ่งใช้เสียงข้างมาก องค์กรตุลาการเป็นตัวการที่จะป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารล้ำเส้น แต่ผมคิดว่า ทิศทางที่เราเดินหลังรัฐประหาร มันไม่ใช่ เพราะเราขยับจาก Judicial Review มาเป็น Judicial Rule หรือ ตุลาการ ปกครองเอง เพราะมีบุคคลจากองค์กรตุลาการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาศัยรัฐธรรมนญ 2550 ที่สำคัญ Judicial Rules มาในภาวะไม่ปกติด้วย เพราะตุลาการภิวัตน์เป็นกลไกปกติในระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร มันคนละเรื่องเลย คือบริบทเปลี่ยน แล้วบทบาทตุลาการก็ขยายกว้าง ตรงนี้เป็นตัวที่บ่อนทำลายตุลาการภิวัตน์ที่สุด มันทำให้กลับไป Judicial Review แบบเดิมไม่ได้ เพราะคนไม่เชื่อน้ำยา คุณได้อำนาจจากเผด็จการ ที่นี้จะถอยกลับยังไง มีทางถอยไหม ที่แย่คือรัฐธรรมนูญ 2550 มันทำให้ Judicial Rule กลายเป็นสถาบัน แล้วล็อคไว้เลย จะถอยก็ถอยไม่ได้

ทางแก้คือ ฝ่ายนิติบัญญัติต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตุลาการถอยกลับไปสู่ Judicial Review ตรงนี้จะกอบกู้ตุลาการได้มาก เชิญกลับไปทำหน้าที่ตุลาการภิวัตน์อย่างเดิม แม้แต่คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็รู้ว่าการเมืองเป็นที่อโคจรสถาน นักกฎหมายระดับบิ๊กอย่างคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ยังเตือนเลยว่า อย่าไปอยู่นานนะ ตุลาการทั้งหลาย เพราะ 1.เป็นที่ที่คุณไม่คุ้น 2.พอเข้าไปอยู่ มันมีฝ่ายแพ้ชนะ คุณจะมีศัตรูมาก ดังนั้น อย่าทำนาน รีบทำแล้วถอย

@ ถ้าบอกว่าคดีนี้เป็นตอนจบของ รัฐประหาร แสดงว่ารู้ว่าสุดท้ายแล้วคดีจะตัดสินแบบนี้ และศาลก็เป็นแค่เครื่องมือหนึ่งของ คปค.เท่านั้น

ศาลท่านคงไม่คิดว่าเป็นเครื่องมือของทหาร แต่ลองคิดดูถ้าศาลตัดสินว่าคุณทักษิณพ้นผิด ไม่มีความด่างพร้อยอะไร ให้คืนทรัพย์สินไปทั้งหมด อ้าว แล้วจะรัฐประหารเรื่องอะไรวะ (ทำท่าสะดุ้ง) เฮ้ย…เฮ้ย ไม่ได้หรอกครับ (หัวเราะ) ถ้าไม่ยึดเลย เท่ากับทำลายความชอบธรรม ว่าที่ทำมาตลอด 4-5 ปีมันขี้หมาทั้งหมด หลอกทั้งเพ

ผมว่าคนในสังคมจำนวนมาก ไม่สามารถพูดได้เต็ม 100% เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของรัฐบาลคุณทักษิณ หลายคนสงสัยว่ามีการทุจริต แต่พอเลือกใช้กระบวนการเหมือนที่ผ่านมา ผมคิดว่าถ้าจะมีบทเรียนที่สรุปได้จากเรื่องนี้คือ อย่าใช้รัฐประหารแก้คอร์รัปชั่น เมื่อใดใช้รัฐประหารแก้คอร์รัปชั่นมันจะทำลายความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด นี่เป็นราคาที่แพงมาก อย่าๆ ฟังดูเหมือนทันใจดี เด็ดขาดดี ไม่จริง ในที่สุดแล้ว ได้ไม่คุ้มเสีย เราอยากได้หรือ เงินไม่กี่ล้านของคุณทักษิณ ส่วนตัวผมเฉยๆ แต่ว่าสิ่งที่เราน่าจะหวงแหนไว้คือความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสิ่งที่เสียไปจากการรัฐประหารครั้งนี้ ไม่คุ้มเลย

@ ใช้ปฏิวัติปราบคอร์รัปชั่นเป็นต้นทุนที่สูงมาก เราเห็นแล้ว แต่ในอนาคตปฏิวัติยังมีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่?

จำไม่ได้หรือ ข้อเสนอของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล การเมืองใหม่ 4 ข้อ บอกว่า ทหารแทรกแซงการเมืองได้แล้วถูกต้องตามรัฐธรรมนูญของแก คือในกรณีมีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วรัฐบาลไม่ทำอะไร มีการคุกคามสถาบันแล้วรัฐบาลไม่ทำอะไร มีการคอร์รัปชั่น ข้อสี่ผมจำไม่ได้ แต่เอาเป็นว่าถ้าแบบนี้แล้วตายเลย สงสารทหาร เพราะทหารต้องแทรกแซงทุกวัน วันนี้เรื่องการสอบนายอำเภอ พรุ่งนี้เรื่องซื้อตำแหน่งในมหาดไทย มันต้องแทรกทุกวันเลย มันไม่เมคเซนส์ จะให้ทหารแก้คอร์รัปชั่น

หรือถ้าได้อ่านเอกสารการประชุม ผบ. ตั้งแต่ระดับกองพันขึ้นไปครั้งสุดท้ายก่อนบอกลาตำแหน่ง ผบ.ทบ.ของ พล.อ.สนธิ (บุญยรัตกลิน) แล้วมีคำบรรยายของไพบูลย์ คุ้มฉายา วิธีคิด พล.อ.สนธิ คือ อยากให้หนึ่งระบบราชการเป็นแกนหลักวางแผนยุทธศาสตร์กระทรวงแล้วถ่ายทอดให้ นักการเมืองเอาไปทำยุทธศาสตร์ชาติ สองกำลังพลในกองทัพคิดเหมือนกันแล้วทำให้ประชาชนในเขตรับผิดชอบ คิดเหมือนกัน สาม กอ.รมน.จังหวัด ทหารที่เป็นรอง กอ.รมน.ทำการทูตให้ กอ.รมน.จังหวัดดำเนินการตามแผนของฝ่ายทหาร ทั้งสามข้อเป็นไปไม่ได้

ข้อแรก ระบบราชการที่กิน 400 ล้าน ส่อโกง คือมันเละจนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว แกเอาความหวังในกอบกู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปฝากไว้กับระบบราชการที่มันเฮงซวย แทนที่มันจะคุมนักการเมือง ดู ม.ศักดิ์สยาม ผ่านเน กลับไปคุมพวกข้าราชการอีกต่างหาก จบ ข้อสอง ดูทหารชั้นนายพลเพิ่งจะขู่กระทืบ ผบ.ทบ. แล้วเอกสารลับทั้งหลายมันหลุดไปไง นี่กำลังพลคิดเหมือนกันเหรอ แล้วจะบอกให้ประชาชนคิดเหมือนกำลังพล ยิ่งบ้าเข้าไปใหญ่ ข้อสาม ดูจีที 200 บอกว่า ให้ใช้จีที 200 ต่อเพราะเชื่อจากประสบการณ์ (หัวเราะ) คือ วิธีรัฐประหาร และใช้ระบบราชการและทหารเป็นแกนกลางในการสร้างชาติ แก้คอร์รัปชั่น ไม่เวิร์ก หรอกครับ ชาติหน้าก็ไม่เวิร์ก เหลวไหลทั้งเพ

สิ่งที่เขาทำได้คือทุบอำนาจนำที่เป็นทางเลือกลงไป เขาไม่สามารถรักษาอำนาจนำเดิมไว้ได้ อำนาจนำเดิมมีแต่เสื่อมลงเรื่อยๆ ความน่าเศร้าคือไม่มีอำนาจนำทางการเมืองเลย อำนาจนำแบบทักษิณสร้างขึ้นผมก็ไม่เห็นด้วยมันอำนาจนิยมเกินไป มันถูกทุบไปแล้ว จะแทนที่โดยอำนาจนำแบบกลับไปพึ่งระบบราชการหรือ ไม่ไหวหรอก ฉะนั้นเราจะอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแบบซึ่งไม่มีอำนาจนำทางการเมืองเลย แปลว่า ไม่มีใครเชื่อใคร ไม่มีใครนำใครแล้ว

@ ก็อาจจะเกิดภาวะโกลาหล มีมวลชน ที่เชื่ออำนาจนำทางเลือก และอำนาจนำแบบเดิม

แต่ไม่มีใครสามารถนำทั้งหมดได้ ซึ่งก็แตกแยก ถ้าคุมไม่ดี ก็เกิดความรุนแรง จลาจล ผมคิดว่า เราจะอยู่กับภาวะแบบนี้ไปอีกพักใหญ่ คือผมกำลังเห็นว่า เรากำลังอยู่ใน Power shift ยาว ห้าปี สิบปีก็ไม่รู้ แต่เราเคยผ่านมา 2 ครั้ง ครั้งแรกคือ ก่อน 2475 เกิดจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม มีกลุ่มคนใหม่ กลุ่มคนใหม่บอกแบบเดิมไม่เอา บอกอยากได้อำนาจบ้าง แต่กว่ามันจะลงเอยเป็นสิบกว่าปี ลงเอยว่า เอาระบอบรัฐธรรมนูญ ไม่กลับไปสู่สมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว ครั้งที่สอง 14 ตุลา 16 จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม ที่เป็นผลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ เกิดกลุ่มคนใหม่ คนชั้นกลาง คนมีการศึกษา บอกว่า ไม่เอาอำนาจอยู่ที่ทหารแล้ว ขอแบ่งอำนาจบ้าง แต่กว่าจะตกลงกันได้ผมคิดว่า ถึงพฤษภา 35 มันสู้กันยาวเป็นสิบปี ยี่สิบปี กว่าจะทำให้ทหารกลับค่ายได้

คราวนี้ครั้งที่สาม การเปลี่ยนคือโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ เกิดกลุ่มคนใหม่คือ เศรษฐีโลกาภิวัตน์ ก็คนแบบทักษิณ กับอีกพวกคือ ผู้ที่สู้แพ้ในลานวิ่งโลกาภิวัตน์ทั้งในชนบทและในเมือง กลายเป็นลูกค้าคุณทักษิณ นโยบายเอื้ออาทรก็อุ้มคนเหล่านี้ และเขาอยากได้อำนาจบ้าง มันก็ยื้อกัน ตอนนี้มันอยู่ในช่วงการยื้อ ไม่จบเร็ว ปีสองปีไม่จบหรอก ใช้เวลานาน กว่าจะหาจุดลงตัวที่ …ระบอบอะไรวะ ที่ให้อำนาจกับพวกใหม่ และพวกเก่าก็พอมีที่ให้เขายืน การเปลี่ยนแปลงระดับไหน ที่ไม่คุกคามพวกเก่าจนเกินไป แต่ก็เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญพอสำหรับพวกใหม่ ซึ่งในกระบวนการเปลี่ยนแบบนี้ มันมีพวกสุดโต่งทั้งสองฝ่าย คือ ไม่เปลี่ยนเลยเว้ย จะเอาแบบถอยหลังด้วย กับอีกพวกคือ จะเปลี่ยนไปโน่นเลยเว้ย (ชี้นิ้ว) มันยืดเยื้อ อุบัติเหตุเกิดง่าย ถ้าไม่จัดการให้ดีก็อาจถึงขั้นเลือดตกยางออก

@ ตอนยื้อๆ มีบรรยากาศแห่งการคุยกันทั้งสังคมหรือไม่ มันสุกงอมจะคุยหรือยัง หรือต้องรออีกหน่อย

ในที่สุด มันคงหลีกเลี่ยงการหาฉันทามติ ผ่านการพุดคุยไม่ได้ แต่ตอนนี้ฝ่ายหนึ่งไม่อยู่ในอารมณ์จะคุย เพราะเครื่องบินกำลังจะลง อยากจะซอฟต์แลนดิ้งให้มั่นใจ ระหว่างลงจึงต้องไม่ยอมให้อะไรขยับเลย ไม่ไว้ใจใครเลย ไม่ไว้ใจเสื้อแดง ไม่ไว้ใจทักษิณ มันเหมือนคนที่รู้สึกไม่ปลอดภัย กลัวประชาธิปไตยปกติ ดังนั้น ในภาวะจะซอฟต์แลนดิ้ง ต้องคุมความไม่ปกติให้มั่นคงไว้ก่อน จงไม่ปกติไปอีกซักพักหนึ่ง ซอฟต์แลนดิ้งแล้วค่อยว่ากัน นี่คือ ปัจจัยที่ทำให้การปฏิรูปที่จำเป็นเพื่อปรับระบบการเมือง ไม่เกิด หรือเกิดช้า มันมีฝ่ายหนึ่งไม่พร้อมเจรจา การนำของฝ่ายต่อต้านทักษิณ พลังฝ่ายอำมาตย์มันเปลี่ยนจากหมอประเวศ (วะสี) คุณอานันท์ (ปันยารชุน) ในสมัยก่อนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเครือข่ายจงรักภักดีในการปฏิรูปการเมือง 40 ตอนนี้กลายเป็น พล.อ.สุรยุทธ์ (จุลานนท์) พล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) คือจากเสรีนิยม มาเป็นอนุรักษนิยม คนละเรื่องเลย ดังนั้น การปฏิรูปเกิดยากในช่วงใกล้ๆ นี้ เพราะเขากลัว

@ ต่อไปจะทำให้ รธน.เป็นศีลธรรมในโลกการเมืองอย่างไร เพราะทั้งสองคนหลังดึงเอาจริยธรรมคุณธรรมมาใช้ แต่ก็มีปัญหาเพราะมีบางคนเท่านั้นที่ผูกขาด

วิธีการออกแบบอำนาจ มี 2 แบบ แบบแรก แบบระเบียบสถาบันก็เป็นอย่างนี้แหละ คือเอาคนดีมานั่งในตำแหน่งก็แล้วกัน ซึ่งพอเป็นอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องจำกัดอำนาจ เพราะเขาเป็นคนดียิ่งมีอำนาจเด็ดขาด จะได้ทำดีได้เด็ดขาดไง

กับอีกวิธีนึง มันมีคนไม่ดีอยู่ในโลก เราก็ออกแบบสถาบันให้คนไม่ดีมาถ่วงดุลกันเอง แล้วทำให้ไม่ว่าเขาเป็นคนดีหรือคนไม่ดี เขาต้องทำตัวเป็นพลเมืองดี อย่าสรรค์สร้างคนดี แต่ต้องสรรค์สร้างพลเมืองดี เบื้องหลังเขาอาจเป็นคนเลว เราก็ไม่ต้องไปเดือดร้อน เพราะเขาก็ต้องไปรายงานตัวต่อพระเจ้าของเขาเอง วิธีการออกแบบอำนาจ หนึ่ง เอาคนดีอยู่ในระเบียบการเมืองและให้อำนาจเขาเด็ดขาด หรือ สอง ออกแบบสถาบันแล้วให้คนชั่วมาถ่วงดุลกัน

ผมคิดว่า ปัญหามูลฐานของวิธีความคิดในการเมืองไทย ก็คือคุณปะปนวิธีคิดความสัมพันธ์ทางศีลธรรมกับความสัมพันธ์ทางการเมือง ความสัมพันธ์ทางศีลธรรมเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เกี่ยวกับอำนาจ คุณทำดี คนเห็นคุณเป็นแบบอย่างบันดาลใจ แล้วอยากทำดีตาม ความสัมพันธ์ทางศีลธรรมไม่เกี่ยวกับอำนาจเลย จะไปบังคับให้ทำความดีไม่ได้ บังคับแล้วเป็นคนดีหรือเปล่า ไม่เกี่ยวเลย ผมเอามีดจ่อคอ เอาปืนจ่อคอ ตักบาตรเดี๋ยวนี้ คุณไม่อยากตายก็ตักบาตร แล้วมันได้บุญหรือเปล่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองคืออะไร คือการใช้อำนาจบังคับ บังคับให้คุณจอดเมื่อเจอไฟแดง บังคับให้คุณไม่ขับรถเร็วเกินเท่านั้น ผมไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีก็บังคับคุณได้ แต่เพราะผมมีอำนาจทางการเมือง ผมถึงบังคับคุณได้ สังคมไทยนำสองเรื่องนี้มาปะปนกัน

@ ต่อจากนี้ไป จะทำอย่างไรให้เป็นประชาธิปไตยไทยที่เป็นเสรีนิยมด้วย เพราะอำนาจนำทางเลือกต้นทุนมันสูง และมันยาก ใช้เวลายาวนาน ฉะนั้นเราคงต้องเจอเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นนี้เรื่อยไปหรือไม่

ถ้าพูดอย่างอุดมคติ เราต้องทัดทานอำนาจไม่เสรีประชาธิปไตยในกรอบประชาธิปไตย แต่แบบนั้นต้องใช้เวลามาก ซึ่งประชาธิปไตยไทยมันลำบากมากหน่อย (ถอนหายใจ) เพราะฝ่ายสังคม ฝ่ายประชาชนถูกปราบมาอย่างยาวนาน บวกกับพื้นภูมิวัฒนธรรมไทยที่ชอบทำให้ตัวเองไม่บรรลุวุฒิภาวะ คุ้นเคยกับการมีผู้ใหญ่มาแก้ปัญหาให้ ซึ่งแตกต่างจากประชาธิปไตยของประเทศอื่นที่ใช้หลักเสียงข้างมาก ( Majority Rules) มันจะดีหรือไม่ ก็แก้กันไปภายในระบบ ถ้าคุณมองย้อนกลับไปตั้งแต่ 14 ตุลา 16 จะเห็นว่า ประชาธิปไตยของไทยไม่ปกติ เพราะมีกลไกพิเศษบางอย่าง ที่ในจังหวะคับขันซึ่งเสียงข้างมากอาจสร้างความเสียหาย กลไกพิเศษจะเข้ามาหยุดไว้ชั่วเวลาหนึ่ง ยกตัวอย่างหลังพฤษภา 35 ถ้าคุณเดินตามเสียงข้างมากเวลานั้น พรรคเบญจภาคีเตรียมเสนอ พล.อ.สมบุญ ระหงษ์ ขึ้นเป็นนายกฯ แต่คุณอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานรัฐสภา เปลี่ยนชื่อ พล.อ.สมบุญเป็นคุณอานันท์ ในวินาทีสุดท้าย ซึ่งพอผลออกมาคนทั้งบ้านทั้งเมืองถอนหายใจ…เฮ้อ (ทำท่า) ตรงนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบปกติ มันมีกลไกพิเศษบางอย่าง ที่หล่อเลี้ยงด้วยวัฒนธรรม ที่พอเสียงข้างมากอาจพาเข้าไปสู้ทางคับขัน ก็จะเข้ามาหยุด

สิ่งที่คนไทยกลัวที่สุดตอนนี้คือ ประชาธิปไตยแบบปกติ เพราะคุ้นเคยกับภาวะไม่ปกติ (หัวเราะ) ประมาณว่า เฮ้ย..ดีจังเลยว่ะ ในภาวะคับขันก็มีคนมา แอ่นแอ๊น แก้ปัญหาได้

@ ตราบใดที่ยังให้ผู้ใหญ่ลงมาแก้ ประชาชนก็ไม่โตสักที

ใช่ คนไทยเลยชอบเลือกทางลัด ให้ผู้ใหญ่เข้ามาจัดการตลอด แต่ปัญหาคือ เส้นทางแบบนี้ในระยะยาวมันอันตราย เพราะจะเป็นภาระหนักมากของผู้ใหญ่ที่ขอให้เข้ามาแก้ปัญหา ต้องดึงต้องลากให้ผู้ใหญ่เข้ามาในจุดที่ล่อแหลม ทำให้สิ่งที่ควรจะเป็นสมบัติกลางของคนทั้งชาติ มาอยู่ข้างคุณไม่ใช่ข้างคนอื่น สถาบันใดที่เป็นของคนทั้งชาติ เลือกข้างเมื่อไรมีปัญหาทันที

@ หลังจากนี้ การรักษาความไม่ปกติอยู่ มันเปิดช่องให้เกิดการรักษาอำนาจของอำมาตย์ที่แข็งแรงขึ้น

ผมคิดกลับกันนะ คือ จากนี้ไปไกลๆ ข้างหน้า การเมืองไทยคือเรื่องของการกลายเป็นประชาธิปไตยปกติ อาจจะวกวน คดเคี้ยว แต่นี่ทิศของการไป แต่จะไปยังไงก็ต้องหา ในที่สุดคำว่าปกติ ก็คงต้องนิยามกันว่า เส้นมันอย่างไร ก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นเส้นแบบตะวันตก มันจะเป็นเส้นที่กลุ่มพลังต่างๆ ต้องมาร่วมหากันว่า เส้นปกติที่ต่างจากเดิมที่เราอยู่เส้นที่ไม่ปกติ แต่ว่า ดี อบอุ่น เราชอบมันมานานแล้ว จะเป็นอย่างไร

เส้นทางเดินจากปัจจุบันไปสู่ ประชาธิปไตยปกติ เพื่อรักษาสถาบันกองทัพไว้ ภารกิจของทหารคือ ถอยจากการเมือง (Depoliticize ) รักษากองทัพให้เป็นของชาติ ทหารยิ่งทำช้า จะยิ่งเสียหายทางการเมือง ดูสิว่า เวลาอันสั้นหลังรัฐประหารถึงปัจจุบัน ทหารเปลี่ยนจากพระเอกกู้ชาติ เริ่มกลายเป็นตัวตลกแล้ว อย่างน้อยซีกส่วนหนึ่งของสังคมปฏิเสธ ไปม็อบหน้ากองทัพว่า อย่ารัฐประหาร ทางปลอดภัยคือ ถอยจากการเมือง ผมคิดว่าทหารเข้าใจ

@ เข้าใจจริงๆ หรือ? (ถามแทรก)

คือ ถอยเลยก็โดนเหยียบ ก็เลยถอยแบบมีเชิง เลยวางป๊อกไว้นี่ วางป้อมไว้นั่น(ทำท่าถอยแบบช้า) แต่ยิ่งถอยช้ายิ่งบาดเจ็บเสียหาย เน่าเฟะ เลอะเทอะ ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาความชอบธรรม แต่เป็นปัญหาประสิทธิภาพแล้ว อำนาจพังเพราะ 2 อย่างคือ ความชอบธรรมและประสิทธิภาพ จีที 200ไม่งงเหรอ ทหารสู้ฟิสิกส์ คือทหารตบเท้าค้านนายกฯเคยเห็นมาแล้ว แต่นี่ทหารสู้ฟิสิกส์ แต่สู้กับไอสไตน์ สู้กับนิวตัน (หัวเราะ) อย่าพาตัวเองไปสู่จุดที่ทำให้ผู้คนเย้ย อำนาจมันแก้ได้บางอย่าง แต่เมื่อใดที่เอาอำนาจมาแก้ปัญหาความจริง ความรู้ เอาอำนาจมาสู้กับวิทยาศาสตร์ มันไม่มีอนาคตเลยนะ

@ เมื่อทุนใหญ่อย่างคุณทักษิณถูกกำจัด จะมีใครกล้าเป็นทุนใหญ่อีก

นี่คือความต้องการระเบียบอำนาจเดิมไง คือแบบไม่อยากให้กลุ่มทุนใหญ่เข้าสู่การเมืองโดยตรง สร้างแนวกับกลุ่มรากหญ้า แล้วกลายเป็นพลังการเมืองที่เป็นตัวเลือก เขาอยากให้มี คนดี มีความเป็นไทย ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง พอคุณสมบัติต้องครบ 3 ข้อนี้ก็เป็นกลุ่มทุนที่จะไปล้อมอำนาจไว้ แล้วบรรดานายทุนทั้งหลายที่อยากเข้าสู่อำนาจต้องผ่านพวกเขา นี่คือระเบียบของประชาธิปไตยครึ่งใบแต่เดิม คือตัวนายกฯรัฐบาลอาจมาจากการเลือกตั้ง แต่ว่า การใช้อำนาจนั้นจะถูกล้อมโดยเครือข่ายนี้

แต่อย่าลืมว่าเวลานี้ เสื้อเหลือง เสื้อแดงมันเกิดแล้ว และถึงที่สุด ผมไม่เชื่อว่า ทักษิณคุมเสื้อแดง หรือผู้มีบารมีคุมเสื้อเหลืองได้ แล้วการเคลื่อนไหวของมวลชนทั้งสอง มันจะเดินเข้าสู่การเมืองอย่างไร จะไปเปลี่ยนระบบการเมือง จะไปเขย่าระเบียบคนดีผู้เป็นไทยไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างไร อันนี้เกิดแน่ เลี่ยงไม่ได้ เมื่อมันเกิดขึ้นมวลชนสองสี การเมืองไทยนับจากนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว

Advertisements

Read Full Post »

จดหมายเหตุ วิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทย พฤษภา’๓๕

triamboy

เกริ่นสมมติ.

๑. บทความมีความอคติของบทความ, ด้วยการนำเสนอคำพูดที่ผู้เขียนคัดเลือกมาเองตามเหตุผลของตน, นำเสนอเพียงบางส่วน, บางแง่มุม, จากบางคน, เท่านั้น, โดยเฉพาะบุคคลในวงการสื่อมวลชนบางส่วนเท่านั้น.

๒. ความอคติบางส่วนมาจากบริบทที่บทความนี้เกิดขึ้นอย่างมีนัยยะ.

๓. ข้อความทั้งหมดไม่ได้มีการดัดแปลง, หรือแก้ไขแต่ประการใด.

๔. บทความนี้เป็นการตีพิมพ์บทเสวนา, วิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทย, จัดโดยสถาบันด้านสื่อสารมวลชนทั่วประเทศ, สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย, สมาคมหนังสือพิมพ์ในพระบรมราชูปถัมภ์, องค์กรพัฒนาชนบท, ในวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๕, ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เกริ่มตามความตั้งใจ.

๑. เรียนรู้, และถ่ายทอดข้อเท็จจริงบางส่วนของวิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทยจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง.

๒. เรียนรู้, และถ่ายทอดข้อเท็จจริงบางส่วนของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬผ่านการรับรู้ของตัวแทนภาคสื่อมวลชนเป็นหลัก.

๓. สังเกตพฤติกรรมการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความตามอายุของแต่ละคน.

๔. เปรียบเทียบพฤติกรรมการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความ ณ พฤษภาฯ ๓๕ กับห้วงเวลาปัจจุบัน, ผู้ซึ่งยังมีชีวิตอยู่และปรากฎในการรับรู้ของชนไทยทั่วไป, อาทิ, ประเวศ วะสี, สุทธิชัย หยุ่น, สมเกียรติ อ่อนวิมล, เป็นต้น. มากกว่านั้น, ยังสังเกตพัฒนาการการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความทั้งในแง่เนื้อหา, อารมณ์, รูปแบบการถ่ายทอด, เป็นต้น.

๕. คาดหวังต่อผลจากการรับรู้จะสร้างความคิดความเข้าใจ, และความคาดการณ์ในเบื้องหน้าที่สมเหตุสมผลมากขึ้น, โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับรู้โดยอ้อมของชั่วอายุคนของข้าพเจ้า, และกำเนิดต่อจากข้าพเจ้า.

บางข้อความสร้างความประหลาดใจให้กับข้าพเจ้าเป็นอย่างคาดไม่ถึง, คนคนนี้เคยใช้คำพูดอย่างนี้เหรอ!!, คนคนนี้แสดงอารมณ์ได้ตรงขนาดนี้เหรอ!!

ลองอ่านเพื่อพิจารณาความคาดไม่ถึงของพฤติกรรมในต่างห้วงเวลาของแต่ละปัจเจกบุคคล. ความไม่สมำเสมอบางอย่างดึงดูดให้ข้าพเจ้าสนใจมากขึ้น.

เริ่ม …

“สารที่มันทำหน้าที่ในการสื่อมาโดยตลอด จึงได้แก่ การนำเอาโลกของชนชั้นสูงไม่ว่าจะเป็นจริงหรือเป็นจินตนาการก็ตามมาสู่ความฝันและเริงรมย์ แม้เพียงชั่วขณะหนึ่งของชาวบ้าน”

“เมื่อใดก็ตามที่ผู้มีอำนาจคิดจะทำอะไรที่มิดีมิร้าย โทรทัศน์, วิทยุ, หนังสือพิมพ์ จะถูกจับใส่กรง สวมกุญแจลั่นดานมิให้ภาพแห่งความเป็นจริงถูกถ่ายทอดไปสู่ประชาชนได้ และเมื่อได้ “ห้าม” การเสนอข่าวอย่างหนึ่งแล้ว ก็จะต้อง “ป้อน” ข่าวที่ผู้มีอำนาจอยากจะเสนอด้วย”

“ความจริงเรื่องการปิดข่าวหรือเซ็นเซอร์ข่าวทางโทรทัศน์นั้นไม่ใช้เรื่องลับหรือยากต่อการรับรู้ คนไทยชินและทำใจกับพฤติการณ์ดังกล่าวได้ง่ายกว่าคนในประเทศตะวันตก ส่วนหนึ่งเพราะโทรทัศน์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเป็นกระบอกเสียงหรือพยายามจะเป็นสื่อมวลชนมาตั้งแต่ต้น”

“เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้คิดจะช่วยเจ้านายด้วยการเซนเซอร์ข่าวทีวีนั้นประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการปิดข่าว สิ่งที่ได้จากการกระทำดังกล่าว คือ การตอกย้ำให้เห็นแนวคิดแบบเก่าในเรื่องอำนาจ การพยายามรักษาสถานะเดิมของชนชั้นผู้นำไทย”

“เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กๆถูกผู้ใหญ่หลอกในสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรือสลักสำคัญต่อความมั่นคงหรือพัฒนาการของประเทศเลยแม้แต่น้อย หากแต่จะเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้มีอำนาจ (แต่ไม่มีบารมี) ต่างหาก”

“แต่ใครก็ไม่รู้ในสถานีโทรทัศน์และในกองทัพไทยก็ยังคงพยายามจะขีดเส้นตีกรอบของการรับรู้ข่าวสารของคนไทยระดับกลางและล่างให้เหมือนการนั่งดูลิเกหรือละครเท่านั้น โดยไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนั้นกำลังเป็นการทำสงคราม (การเมือง) กับคนเหล่านี้”

บุญโฮม อิงชัยภูมิ, บรรณาธิการสำนักพิมพ์เคล็ดไทย, บานชื่น.

“พวกมึงเนี่ยทำบ้านเมืองชิบหายวายป่วงหมด มึงอย่าเสือกทำอีกนะ ใครทำปฏิวัติรัฐประหารอีก เป็นการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์”

“สังคมทุกระดับ ทั้งครอบครัว ชุมชน สังคมโลก ล้วนต้องการหลุดพ้นจากความบีบคั้นทั้งสิ้น ถ้ามีเผด็จการก็เกิดความบีบคั้น มนุษย์จะชอบประชาธิปไตย ชอบการมีส่วนร่วม ชอบความเสมอภาค ชอบการกระจายอำนาจ”

นพ. ประเวศ วะสี, นักวิชาการและหนึ่งในกลุ่มพลเมืองอาวุโส

“ตราบใดถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ยังมองว่า สื่อสารมวลชนของรัฐ คือ การทำงานเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลแล้ว สิ่งนี้คือความหายนะของบ้านเมือง”

“แต่ข้าราชการของเราพยายามที่จะปกป้องนาย ผมไม่อยากจะเรียนว่าเป็นการสอพลอ แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้สื่อมวลชนของรัฐได้รับการปิดกั้น”

“ประชาชนมีความรู้สึกว่า เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ถูกต้องก็ไปดูเหตุการณ์ ซึ่งก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมในการที่จะรวมตัวที่จะชุมนุม เมื่อทีวีไม่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ ก็จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปสัมผัสในที่เกิดเหตุ”

“ในบ้านเมืองเราจะทำอะไรสักอย่าง แทนที่จะเอาข้อเท็จจริงมาพูด จะต้องเป็นลักษณะของโฆษณาชวนเชื่อ หรือพูดง่ายๆก็คือ ระหว่างพีอาร์ หรือ พับลิครีเลชัน จะกลายเป็นลักษณะอีกอย่าง เป็นเรื่องของจิตวิทยา หรือปฏิบัติการจิตวิทยา คือกลายเป็นว่าความจริงในบ้านเมืองพูดกันไม่ได้แล้ว จะต้องชี้นำซะก่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย”

ถวัลย์ศักดิ์ สุขวรรณ, ผู้อำนวยการสำนักข่ายไทย อสมท.

“ทางรัฐบาลมิได้สั่งด้วยวาจา ไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ว่าก็มีเจ้าหน้าที่บางท่านที่สั่งกันด้วยวาจา หรือแฟกซ์มา เราก็ได้ให้ความร่วมมือ”

ประสิทธิ์ หิตะนันท์, ผู้อำนวยการ อสมท.

“เสรีภาพนี้หมายถึงการที่เราจะพูดจะเสนออะไรได้ตามที่เราคิด เราชอบ เราพึงพอใจ แต่เราจะต้องให้โอกาสฝ่ายตรงข้ามได้เสนอสิ่งที่เป็นความต้องการของเขา ปรารถนาของเขาด้วย”

จำนงค์ กุมาลย์วิสัย,  คณะบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาลัยศรีประทุม.

“ทีวีถูกอำนาจบางอำนาจบีบคั้นคุกคามอยู่ตลอดเวลา จนถึงวันน้ีอำนาจที่บีบคั้นคุกคามนั้นจะไม่มีวันหมดไป ตราบใดที่ทีวียังไม่มีเสรีภาพอย่างแท้จริง”

“สาเหตุที่ออกผมเลือกอยู่สองอย่างครับ คือ เลือกเงิน กับ ศรัทธาประชาชน ผมขอเลือกศรัทธาจากประชาชน”

“จริงหรือเปล่าครับที่ทำงานกันอย่างกล้าๆกลัวๆ ช่วยตอบด้วยครับ มันยังคงเป็นอย่างนั้นอยู่ ถ้าตราบใดทีวีไม่ได้เป็นของประชาชน”

จักรพันธุ์ ยมจินดา, อดีตผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗ สี.

“การพัฒนาการเมืองไทยให้ยั่งยืนไปจริงๆไม่ได้ขึ้นอยู่กับกองทััพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เด็ดขาด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาเลย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง แต่ขึ้นอยู่กับสังคมทั้งสังคม สังคมต้องมีความเข้มแข็งในทุกๆส่วน”

“ความจริงผมคิดว่าหลักการใหญ่ทางสังคมทุกสังคมที่สำคัญที่สุด ถ้ามันจะต้องอยู่ได้ก็คิดว่าอยู่บนพื้นฐานความจริง ถ้ามีความจริงเป็นพื้นฐานในสังคมเสียอย่าง เราตัดสินปัญหา เราตัดสินใจทุกเรื่องได้อย่างถูกต้อง”

ธีรยุทธ บุญมี, อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

“เมื่อเครื่องบินที่ผ่านระหว่างประเทศลงมาถึงสนามบินดอนเมืองแล้ว ผู้ประกาศบนเครื่องบินประกาศบอกว่า ขณะนี้เราได้นำผู้โดยสารมาถึงประเทศไทย โปรดหมุนเข็มนาฬิกากลับไป ๒๐ ปี”

“การที่โทรทัศน์เป็นอย่างนี้ ผมคิดว่ามันเนื่องมาจากเหตุผล ๓ ประการ ประการแรก เกี่ยวกับกฎหมายบอกให้เป็นอย่างนั้น ประการที่สอง ก็อิทธิพลของคนบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในรัฐบาลและคนรับใช้ของรัฐบาล ใช้อิทธิพลของคนในรัฐบาลไปข่มขู่สถานีโทรทัศน์ ประการที่สาม ก็เนื่องมาจากความรู้สำนึกของคนในสถานีโทรทัศน์นั่นเอง ที่มีบางคน ไม่ใช่อยู่โดยยอมเป็นเครื่องมือเขาบางคน”

“คำสั่งของ กบว. ที่บางคนบอกว่าแปลว่า “กูบ้าแล้วโว้ย” ยังมีอยู่ บอกว่าห้ามไม่ให้สถานีวิทยุเอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน เพราะฉะนั้น บางสถานีวิทยุก็เลยทำเป็นว่าผู้สื่อข่าวของตัวเองออกไปหาข่าวอย่างนั้นมาอย่างนี้มา ผมเองก็ดี พรรคพวกผมเองก็ดี เพื่อนๆในฉบับอื่นก็ดี นั่งฟังไป เอ๊ะ นี่มันข่าวเราเขียนนิ”

มานิจ สุขสมจิตร, บรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ.

“ไม่มีวันหรอกครับที่เราจะมีเสรีภาพอย่างแท้จริง มันมีเป็นชั่วครั้งชั่วคราว ในประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ของผมคิดว่ามีเมื่อรัฐบาลเผลอ เผลอบ้างวันสองวัน บางค่ำบางคืน ปีสองปี”

“การบิดเบือนข่าวสาร เห็นแต่ละช่องเสียงเหมือนกัน ภาพเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าการบังคับให้เชื่อเหมือนๆกัน แต่เป็นการบังคับไม่ให้เชื่อเหมือนๆกัน”

สมเกียรติ อ่อนวิมล, บริษัท แปซิฟิกอินเตอร์คอมมิวนิเคชัน จำกัด.

“การปิดกั้นข่าวสารคืออาชญากรรมขั้นแรกที่ได้ปรากฎครั้งนี้ ก่อนที่ได้ใช้กระสุนด้วยซ้ำไป”

“แม้กระทั่งที่เป็นคำสั่งภาวะฉุกเฉิน ไม่ทราบว่าใครฉุกเฉิน ประชาชนอยู่สบายดี ไปรวมตัวกันเรียกร้องแสดงความคิดเห็น และเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ไม่มีอะไรฉุกเฉินเลย”

“ถ้าเรายอมเชื่อและยอมรับทั้งหมด เราก็ยังคงเป็นแบบสังคมไทยๆ ต่อไป คือ เราจะให้อภัยซึ่งกันและกันต่อไป”

“เป็นธรรมชาติของคนไทยและเราก็จะลืมไป แล้วก็จะให้อภัย แล้ววันดีคืนดีก็มาคุยอย่างนี้อีก และก็มีข้อเสนออย่างนนี้อีก”

“เพราะผมสงสารประเทศขอเราเองที่เขาคิดว่าประชาชนจะฟังและยอมรับเขาได้ เขาลืมไปแล้วว่าประชาชนไม่ได้โง่อย่างที่คิด ประชาชนอาจจะให้อภัยเขาอีก เขาคิดอย่างนั้นครับ และนั่นคือ สิ่งที่เราผิดพลาด”

“ผมอยากจะบอกว่าระหว่างธรรมะ กับ อธรรม เราเป็นกลางไม่ได้ครับ ระหว่างภาพที่เราเห็น ภาพทีวีที่ทหารยิงประชาชน กับ ภาพที่ทหารมาเอายาดมให้ประชาชนที่เป็นลม ถ้าเราบอกว่าจะให้ความสำคัญกับสองรูปนี้เท่ากันแล้วเป็นกลาง บ้านน้ีเมืองนี้ล่มจมครับ”

“จริงๆแล้วคนไทยเป็นคนที่อดกลั้นมากๆนะครับ ก่อนหน้าที่เกิดเรื่องราว ทุกคืนเรานั่งอยู่่ที่บ้านทานข้าว ทุ่มครึ่งเปิดทีวีดูหมดทุกช่อง ใช้รีโมทคอนโทรล ลูกที่นั่งอยู่เรียนมัธยมยังถามว่า พ่อทำไมทุกช่องมันเหมือนกันหมด หน้าคนนี้ออกทุกช่องเหมือนกันหมด คนที่สองก็ทุกช่องหน้าเหมือนกันหมด และคนไทยอดทนมาตลอด คนไทยไม่เคยโกรธ ไม่เคยบอกว่ากูรับไม่ได้ ถ้าเป็นคนอื่นเป็นต่างประเทศที่เขาต้องจ่ายภาษีและจ่ายค่าทีวี เขาเอาก้อนหินขว้างแล้ว ทั้งหมดนี้เราให้อภัยกัน”

“ถ้าผมพูดจริงๆตามความรู้สึกหมด จะไม่มีเพื่อนเหลือเลย แต่ถ้าไม่มีเพื่อนเหลือเลยและแลกกับความสำนึกขอคนไทยทั้งหมด”

สุทธิชัย หยุ่น, นักหนังสือพิมพ์จากเดอะเนชั่น.

“ข่าวที่ยัดเยียดมากนั้น คนไม่รับและผลักออก รายการเพื่อแผ่นดินไทยเป็นรายการวิทยุที่คนไทยฟังน้อยที่สุด ทั้งๆที่ถ่ายทอดมากที่สุด  พอหกโมงเคารพธงชาติ ทุกคนเอาเทปยัดใส่วิทยุหมด”

“คือกลัวหมด เอะอะอะไรก็กลัวไว้ก่อน เตะออกไว้ก่อน เหมือนลูกบอลจะเข้าประตูเตะออกไว้ก่อนปลอดภัย”

“เขาให้คนที่สนิทชิดเชื้อ ยกหูไปหาสปอนเซอร์ เจ้าของโฆษณาบอกว่าคุณสนับสนุนหนังสือพิมพ์ที่โจมตีนายผมเหรอ เข้าฟังแล้วเขาหนาวครับ ขอถอนไปตั้งเยอะ เขาถอนไป”

สุภาพ คลี่ขจาย, นักหนังสือพิมพ์จากแนวหน้า.

“รู้สึกว่ายุคนี้แหละเป็นยุคที่ตกต่ำที่สุดของข่าวโทรทัศน์ คือ ถูกให้บิดเบือนข้อเท็จจริงต่างๆ”

“เมื่อเป็นฝ่ายค้านพร้อมที่จะให้อิสระเสรีภาพ หรือต่อว่าโทรทัศน์นักหนาว่าไม่เสนอข่าว แต่พอเป็นฝ่ายรัฐบาลเอง กลับควบคุมโทรทัศน์อย่างหนักแน่นเลย”

พนม บุญสาลี, บรรณาธิการข่าวไทยสกายทีวี.

“เฮียสุออกมาพูด อย่าให้คนออกนอกบ้าน ปรากฎว่ากลับเป็นการเรียกร้องให้คนออก การมาพูดกล่าวร้ายก็ดี ไม่ว่าพูดถึงสภาเปรโซเดียม หรือเป๊บโวเดนท์ก็ตาม ก็ปรากฎว่าไม่มีใครเชื่อเพราะว่าคนได้สิ้นความเชื่อถือในสื่อประเภททีวี”

“การสั่งปิดหนังสือพิมพ์นั้นจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่จะต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมให้ศาลสั่ง”

“ตัวเลขจากการที่ผู้ร่วมชุมนุมนั้นเนี่ย ในด้านรายได้นี่จากรายได้ ๒ หมื่นถึง ๕ หมื่นบาทมีถึง ๑๕.๕ เปอร์เซ็นต์ รายได้ ๕ หมื่นบาทขึ้นไปมีถึง ๖.๒ เปอร์เซ็นต์ ผู้มาร่วมชุมนุมเป็นภาคเอกชนถึง ๔๕.๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นเจ้าของกิจการถึง ๑๓.๗ เปอร์เซ็นต์ และมาจากภาคราชการถึง ๑๔.๘ เปอร์เซ็นต์ และที่น่าแปลกใจคือ นักเรียน นักศึกษามีเพียงแค่ ๘.๔ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าแกนนำในการเคลื่อนไหวยุคนี้ไม่เหมือนกับยุค ๑๔ ตุลาอีกต่อไปแล้ว”

สุวัฒน์ ทองวัฒนากุล, นักหนังสือพิมพ์จาก ผู้จัดการ.

“มีบุรุษผู้หนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้เป็นรัฐมนตรี และเคยเป็นนักวิชาการมหาวิทยาลัยนิด้ามาก่อน ได้โทรศัพท์พูดกับผมว่า มองต่างมุมน่ะปิดแน่นอน ได้พูดกับผมว่ารายการอย่างนี้มันอยู่ไม่ได้ รายการอย่างนี้เป็นรายการที่คอยว่าทหาร คอยว่ารัฐบาล มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นความเพ้อฝันของคนบางคน ที่บอกว่าสื่อมวลชนนั้นเป็นสื่อของรัฐ หมายความว่าของประชาชน มันฝันทั้งเพ ผมอยากจะให้คุณถวัลย์ศักดิ์ได้ฟังไว้ตรงนี้นะครับ เขาบอกว่าเป็นความฝันทั้งเพ ทั้งหมดนี้เขาบอกว่าจริงๆแล้วสื่อจะต้องเป็นของรัฐหมายถึงรัฐบาล บุคคลผู้เป็นผู้บริหารรัฐบาลจะต้องใช้ ถ้าหากว่าเราไม่สามารถให้มีดคนอื่นมาฟาดฟันตัวเราเองได้”

“ถ้าหากว่าเราไปดูสัมปทานช่อง ๗ ดูสิครับ จ่ายเงินเพียงน้อยนิดให้กับกองทัพบกแล้วที่เหลือจ่ายกันบนโต๊ะใต้โต๊ะอย่างไร ช่อง ๓ ก็เช่นเดียวกัน มีการจ่ายสัมปทานกัน”

“ทั้งนี้เพราะสื่อดังกล่าวมิอาจสะท้อนข่าวสารความเป็นจริง แต่ถูกกล่าวหากันแพร่หลายว่า เป็นสถาบันแห่งการแสวงหาความจริงที่ชอบแถลงข่าวเท็จ”

“เพราะว่าการครอบงำสื่อมวลชน อารยชนถือว่าเป็นการครอบงำบุคคล ครอบงำมนุษย์ อย่างไม่เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นคน และสุดท้ายก็เป็นการปิดกั้นการพัฒนามนุษย์ พัฒนาสังคม พัฒนาประเทศชาติ”

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

Read Full Post »

เสนอ 3 ข้อ ผ่าทางตันการเมืองไทย

recommendare

 

” …. ทางออกของเรื่องนี้ คือการยุติ และเสียสละของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยอมยุติ บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยอมยุติด้วย แต่เมื่อการยุติ เป็นการยุติแบบชั่วคราว ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ จะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่มีบุคคลแบบอดีตนายกฯเกิดขึ้นอีก … ประวัตศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เกิดวิกฤตเหมือนเดิม … “

 

สรุป

ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การเมืองไทยในปัจจุบัน”

 

เนื่องโอกาสการประชุมใหญ่ทางวิชาการโรงพยาบาลราชวิถี

วันที่ 24 กุมภาพันธ์

 

โดย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

ราชบัณฑิตยสภา

 

ความมีดังนี้

 

วิกฤติการเมืองไทยที่เกิดขึ้น เป็นความขัดแย้งที่สะสมมาตั้งแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารประเทศและระบอบเศรษฐกิจ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเทศาภิบาล เป็นกระทรวง ทบวง กรม ระบบขุนนางกินเมืองเป็นข้าราชการกินเงินเดือน รายได้จากพระคลังและภาษี เป็นการเก็บภาษีอากร นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง กับสภาพสังคมไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 1-3 เน้นการผลิตและนำเข้า ฉบับที่ 4 และ 5 เน้นการผลิตเพื่อการส่งออก แต่ไม่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจใดที่กล่าวถึงการพัฒนาภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศเป็นรายได้หลักของประเทศ รวมทั้งไม่มีแผนพัฒนาอย่างชัดเจนถึงการขยายผลผลิต ยุทธศาสตร์การผลิตเพื่อการเกษตร ที่น่าแปลกและส่งผลถึงปัจจุบัน เมื่อข้าวมีราคาแพง รัฐบาลกลับไม่ดีใจ เข้ามาแทรกแซง ไม่ได้คำนึงว่าจะกระทบต่อคนจนหรือชาวนา 

 

สาเหตุหลักของความขัดแย้ง เหลื่อมล้ำ เป็นเพราะคนจนไม่เคยได้รับการช่วยเหลือ ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากร การช่วยเหลือทั้งของบีโอไอ (สำนักงานส่งเสริมการลงทุน) และเอสเอ็มอี (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) เป็นการช่วยเหลือที่กระจุกตัวอยู่ในคนมั่งคั่งและคนชั้นกลาง มีแต่ชนชั้นกลางกับชนชั้นสูงที่ได้รับการส่งเสริม จึงทำให้เกิดคนจนจำนวนมาก  คนรวย ก็รวยมากขึ้น ส่วนคนจนก็ยิ่งจนลง เมื่อคนจนไม่มีอำนาจต่อรองทรัพยากรเหมือนชนชั้นกลางความขัดแย้งจึงยิ่งทวีคูณ ในปี 2519 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 และ 5 พบว่า รายได้ของคนรวย ร้อยละ 20 มีรายได้เป็นเจ้าของรายได้ประชาชาติสุทธิ 29.26 คนจน 6.05 ในปี 2529 เพิ่มขึ้นเป็นคนรวย 55.63 ขณะที่คนจน 4.55 ซึ่งสังเกตได้ว่า ชนชั้นกลางแม้ว่าจะมีรายได้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ยังไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเช่นเดิม ขณะที่คนจนก็ไม่มีอำนาจต่อรอง

 

ในปีที่ผ่านมาประเทศไทย มีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน จากการบริหารประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย 76 ปี ขณะนี้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีแล้วทั้งสิ้น 27 คน มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ เกิดกบฏ 11 ครั้ง รัฐประหารสำเร็จ 9 ครั้ง ความขัดแย้งในเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งปิดและเปิดยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และซ่อนตัว และเมื่อปี 2540 เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นการแก้ในส่วนของเรื่องการเมืองเป็นหลัก ทำให้เกิดระบบการเลือกตั้ง ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เน้นการหาเสียงเชิงนโยบายเป็นหลัก พรรคไทยรักไทย จึงได้รับคะแนนนิยมสูงสุดจากประชาชนในปี 2544 และได้เสียงข้างมากเกินครึ่งในปี 2548 เป็นผลมาจากนโยบายประชานิยม ทั้ง 30 บาท กองทุนหมู่บ้าน 1 อำเภอ 1 ทุน โอท็อป ซึ่งความขัดแย้งที่ถูกปิดก็ถูกเปิดขึ้นมา คนจนเข้าถึงทรัพยากรมากขึ้น ได้ลิ้มลองการรักษาฟรี และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ
  

จึงเป็นที่มาว่า คนจนเลือกตั้งรัฐบาล โดยคำนึงถึงนโยบายประชานิยม เพื่อการเข้าถึง ในขณะที่คนชั้นกลาง เป็นคนกำหนดนโยบายและล้มรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไทยรักไทยถือได้ว่า เป็นการรวมตัวของมหาเศรษฐีที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงเกิดปัญหาการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายขึ้น แต่การเมืองภาคประชาชนก็ไม่กล้าที่จะต่อสู้เรียกร้อง เพราะกลัวไม่ได้รับทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกจากนโยบายของรัฐ ขณะที่สื่อมวลชนก็ตกภายใต้การบีบคั้นของภาคธุรกิจ ถ้าหากวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โฆษณาก็จะลดน้อยลง ทำให้เสียงวิจารณ์ไม่มี และเลยเกิดความขัดแย้ง ที่ส่งผลต่อปัจจุบัน 
  

ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะนักการเมืองในสมัยที่แล้วรู้เห็นเป็นใจและปลุกให้กลุ่มคนเสื้อแดงขึ้นมาต่อสู้กัน และไม่มีใครรู้ได้ว่าความขัดแย้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่ ซึ่งความขัดแย้งอาจเกิดจาก 2 ปัจจัยคือ

 

1.มาจากความขัดแย้งของคนเสื้อเหลืองกับอดีตนายกฯ ที่ผู้ต่อต้านไม่ยอมรับการได้มาซึ่งอำนาจ หากฝ่ายหนึ่งยอมหยุดก็จะยุติเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากมีคนที่ใช้วิธีเดียวกันขึ้นมาอีกก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้น

2.ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่าง คนมี กับ คนไม่มี ซึ่งวันนี้คนจนรู้แล้วว่าจะเข้าถึงอำนาจได้อย่างไรเพื่อให้เข้าถึงทรัพยากร

 

อนาคตพรรคการเมืองจะหันมาใช้นโยบายประชานิยมกันหมดเพื่อให้ได้คะแนนเสียง โดยไม่สนใจว่าจะเอาเงินมาจากไหนเพื่อทำตามนโยบายนั้น ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะนี้การหันมาใช้นโยบายประชานิยมกันหมด จะส่งผลให้ทรัพยากรหมดประเทศ เพราะเป็นประชานิยมที่ออกแบบแบบฉาบฉวยไม่คำนึงถึงการหาทรัพยากรเพิ่มเติม กลายเป็นการผลักภาระหนี้ไปในอนาคตให้รัฐบาลรับผิดชอบภาระหนี้แทนภาคประชาชน สุดท้ายประเทศก็จะเป็นหนี้ระยะยาว เกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนละตินอเมริกาที่เป็นเจ้าประชานิยม

 

การปกครองประเทศแบบประชาธิปไตย เหมาะกับประเทศที่มีคนชนชั้นกลางมาก แต่ประเทศไทย ไม่ใช่ เพราะมีแต่คนจน และคนชอบประชานิยมแบบไม่มีเหตุผล ลด แลก แจก แถมไปเรื่อย  

 

ทางออกของเรื่องนี้ คือการยุติและเสียสละของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยอมยุติ บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยอมยุติด้วย ความขัดแย้งก็จะไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อการยุติ เป็นการยุติแบบชั่วคราว ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ จะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่มีบุคคลแบบอดีตนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นอีก หากนำนโยบายประชานิยมเข้ามาใช้และกลับมาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ประวัตศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เกิดวิกฤตเหมือนเดิม

 

ทางออกในเรื่องนี้ จึงต้องจัดสรรโครงสร้างทรัพยากรทางเศรษฐกิจใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้างภาครัฐ ให้คนชนชั้นล่างมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องพึงพารัฐ ซึ่งสามารถทำได้ 3 ทาง  คือ 1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ต้องเปิดโอกาสให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรและเศรษฐกิจมากขึ้น

 

1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ต้องเปิดโอกาสให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรและเศรษฐกิจมากขึ้น

2.ปรับระบบภาษี หารายได้มาบริหารจัดการรายจ่าย นำเงินของคนมั่งมีมาช่วยคนจน เช่นภาษีมรดก ภาษีที่ดิน จัดการเรื่องรายจ่ายของประเทศ ไม่เน้นนโยบายประชานิยม เพราะเป็นการนำเงินอนาคตมาใช้ และ

3.ลดการกระจุกตัวของกลุ่มทุนธุรกิจขนาดใหญ่ จัดสรรทรัพยากรจากคนรวยให้เข้าถึงคนจน แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดวิกฤตตามอีก ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่กระชากทรัพย์จากคนมีให้คนจน เหมือนระบอบคอมมิวนิสต์ หรือเป็นการแย่งชิงทรัพยากร แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจกัน ช่วยเหลือกระจายทรัพยากร

 

ทางออกวิกฤตก็ขึ้นอยู่กับคนในสังคมทั้งหมด ไม่ใช่แค่นักการเมือง หรือ รัฐสภา เพราะเป็นเรื่องใหญ่เกินที่ใครจะทำเพียงคนเดียวได้ แต่เชื่อว่าหากทำเช่นนี้ปัญหาต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ คลี่คลายและหมดไป 

 

Read Full Post »

สังคมเสถียรภาพ กับ กลไกประชารัฐที่ดี

recommendare

 

บันทึก

จากบทความหัวข้อ  “สังคมเสถียรภาพ กับ กลไกประชารัฐที่ดี”

 

เขียนโดย

ดร.อรพินท์ สพโชคชัย

ผู้อำนวยการวิจัยกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนา                                    

ฝ่ายการวิจัยทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

ความมีดังนี้

 

ภูมิหลัง

 

ในช่วงที่ผ่านมา คำว่า Good Governance มีการกล่าวถึงบ่อยขึ้นทั้งในวงการวิชาการและสื่อมวลชน โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยได้ตัดสินใจขอกู้เงิน และตกลงรับเงื่อนไขจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund, IMF) ปัจจุบันความหมายของคำว่า Good Governance ยังมีความเข้าใจที่แตกต่างกันและมีผู้ใช้คำศัพท์ต่างๆ ที่พยายามสื่อความหมายของคำนี้ เช่น การใช้คำว่า “ประชารัฐ” หรือ “กลไกภาคราชการที่มีคุณภาพ” หรือ “ประชาคมราชการที่ดี” หรือ “กลไกราชการที่ดี” หรือ “ธรรมรัฐ”1 ซึ่งคำต่างๆ ก็ยังสื่อความหมายที่ไม่ชัดเจนนัก มีความหมายที่อาจคลาดเคลื่อน และสร้างความสับสนในการสื่อสาร เพราะยังไม่มีการบัญญัติศัพท์เฉพาะที่เป็นสากลสำหรับภาษาไทยเพื่อที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจตรงกันได้ ดังนั้น ในขณะที่ยังไม่มีข้อยุติที่เป็นสากลในภาษาไทยว่าจะใช้คำใด รายงานฉบับนี้จึงขอใช้คำว่า “กลไกประชารัฐ” แทนคำว่า “Governance” และ “กลไกประชารัฐที่ดี” แทนคำว่า “Good Governance” ไปก่อนเพื่อวัตถุประสงค์ในการสื่อความหมายให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

 

เนื่องจากหัวข้อเรื่อง Good Governance กำลังเป็นที่สนใจและได้รับการยอมรับว่าเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาสังคมที่มีความมั่นคง เป็นธรรม และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้จะทวีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่รัฐบาลไทยได้ยอมรับข้อตกลง ในการฟื้นฟู เศรษฐกิจไทยภายใต้เงื่อนไข IMF ทำไม IMF และองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศหลายองค์กรจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกประชารัฐที่ดี กลไกประชารัฐที่ดี มีความหมายอย่างไร และจะมีความสำคัญต่อสังคมไทยอย่างไร เอกสารฉบับนี้ได้ค้นคว้าและศึกษาแนวคิดจากมุมมองต่างๆ เพื่อแสวงหาความชัดเจน และรวบรวม ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมาของหัวข้อนี้ทั้งในเรื่องของการนิยามและการให้ความหมาย แนวคิด และประสบการณ์ขององค์กรระหว่างประเทศ ตลอดจนผลที่จะ มากระทบต่อประเทศไทยในอนาคต เพื่อใช้เป็นเอกสารในการเผยแพร่ความรู้สำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจทั่วไป

 

ความหมายและการใช้คำกลไกประชารัฐที่ดี

 

คำว่า Good Governance เพิ่งปรากฏและมีการใช้ในวงการของนักวิชาการที่สนใจการพัฒนากลไกการบริหารและการปกครองของสังคม เมื่อไม่นานมานี้ ส่วนคำว่า Governance นั้นปรากฏอยู่ในพจนานุกรมและมีผู้ใช้กันมานานแล้ว โดยพจนานุกรมให้ความหมายของคำว่า Governance ดังนี้ “Governance means (1) the act, process, or power of governing; government, (2) the state of being governed.”2 ซึ่งหากจะแปลกันตรงๆ ก็หมายถึง การกระทำ กระบวนการ หรืออำนาจในการบริหารการปกครอง ซึ่งเมื่อใช้กับรัฐก็น่าจะมีความหมายใกล้เคียงเกี่ยวข้องกับคำว่าภาครัฐ (State) ซึ่งอาจจะหมายถึงทั้งรัฐบาล (Government) และระบบราชการ (Civil Service)

 

นอกจากนี้ คำว่า Governance ยังอาจจะใช้ได้สำหรับองค์กรของภาคเอกชนในความหมายที่เฉพาะเจาะจง ในความหมายสำหรับการบริหารการปกครองหน่วยงาน เช่น การใช้ร่วมกับคำว่า Corporate Governance ก็จะหมายถึงกลไกขอบเขตการดำเนินงาน กติกา กฎระเบียบและวิถีทางที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง จะใช้ในการบริหาร จัดการภายในของหน่วยงาน

 

ตามหลักฐานปรากฏว่าองค์กรพัฒนาต่างๆ เพิ่งมาใช้ คำว่า Good Governance ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 นี้เอง ในอดีต วงการวิชาการ และองค์กรการพัฒนาต่างๆ รวมทั้งธนาคารโลก (World Bank) และ IMF ซึ่งเป็นองค์กรการเงินระดับโลก ที่ให้การช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่มีปัญหาทางการเงิน เคยใช้และคุ้นเคย กับคำว่าการจัดการภาครัฐ หรือ Public Sector Management (PSM) และการบริหารรัฐกิจ หรือ Public Administration ภายหลังธนาคารโลกเองหันมาใช้ Governance มากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของการศึกษาโดยนักวิชาการของธนาคารโลกในยุคต่อๆ มาซึ่งได้ให้ความหมายของคำนี้กว้างกว่าความหมายของ PSM

 

ธนาคารโลกอ้างว่า คำว่า Good Governance พบว่ามีการใช้ครั้งแรกในรายงานของธนาคารโลกเมื่อปี 1989 ในรายงานเรื่อง Sub-Sahara Africa: From Crisis to Sustainable Growth ซึ่งเป็นรายงานของธนาคารในยุคแรกที่ได้กล่าวถึงความสำคัญของการมี Good Governance และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และต่อมา ผลการศึกษาที่วิเคราะห์ประสบการณ์ของ IMF ในการให้ประเทศต่างๆ กู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ มีข้อสรุปว่า กุญแจสำคัญประการหนึ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จ ในการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของประเทศที่รับความช่วยเหลือทางการเงิน คือ การที่ประเทศนั้นๆ มี Good Governance และมีการดำเนินการตามนโยบายสาธารณะที่ได้ตกลงไว้อย่างเคร่งครัด ปัจจัยทั้งสองนี้จะทำให้ประเทศเหล่านั้นสามารถพัฒนากลับสู่ เสถียรภาพได้อย่างรวดเร็วและจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

ต่อมาแนวความคิดนี้ได้มีการศึกษากว้างขวางขึ้น และคำนี้ก็ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการและองค์กรเครือข่ายของธนาคารโลก โดยในระยะแรกๆ ธนาคารโลกกำหนดความหมายตามกรอบความคิดของการดำเนินงานที่เกี่ยวกับขอบเขตของธนาคารโลกว่าด้วย Governance and Development ดังนั้น คำว่า Governance จึงเป็นที่เข้าใจกันว่า หมายถึง “การกำหนดกลไกอำนาจของภาครัฐในการบริหารจัดการทรัพยากร ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนา” ในระยะเริ่มแรกธนาคารโลกได้พยายามอธิบายความหมายของคำว่า Governance ว่าจะครอบคลุมถึงความหมาย 3 ลักษณะ คือ

 

โครงสร้างและรูปแบบของระบอบทางการเมือง (Political Regime)

กระบวนการและขั้นตอนที่ผู้มีอำนาจในการเมืองใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพัฒนาประเทศความสามารถของผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศในการวางแผนกำหนดนโยบาย และการแปลงแผนและนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนการปรับเปลี่ยน แนวทางการบริหารประเทศซึ่งตามความเข้าใจและความคิดเห็นข้างต้น ธนาคารโลกได้กำหนดแนวคิดว่า ธนาคารโลกและหน่วยงานในเครือข่ายในฐานะองค์กรการเงินและองค์กรพัฒนาระดับโลก สามารถมีส่วนช่วยผลักดันการพัฒนากลไกของสังคมในประเทศที่ขอรับการช่วยเหลือทั้งหลายให้เป็น Good Governance ได้ โดยจะสามารถให้การสนับสนุน ในการพัฒนาส่วนที่เกี่ยวกับข้อสองและข้อสาม

 

แม้ว่าจะเริ่มมีการใช้คำนี้บ้าง แต่ในระยะแรกพบว่า หน่วยงานต่างๆ ยังคงใช้คำที่ต่างกันไป เช่น คณะกรรมาธิการเพื่อช่วยเหลือด้านการพัฒนาขององค์กร Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) และ Overseas Development Administration (ODA) ของรัฐบาลสหราชอาณาจักร อังกฤษนิยมใช้คำเดียวกับธนาคารโลก ในขณะที่ Inter-American Development Bank (IDB) ยังคุ้นเคยกับการใช้คำว่าการพัฒนาปรับปรุงการบริหาร รัฐกิจให้ทันสมัย (Modernization of Public Administration) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานการพัฒนาอื่นๆ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank, ADB) องค์การความร่วมมือระหว่างชาติญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency, JICA) องค์การสหประชาชาติ (United Nations, UN) และสถาบันทางวิชาการอื่นๆ ก็หันมาใช้คำนี้ในความหมายเดียวกับคำนิยามของธนาคารโลก

 

ต่อมามีการนำคำและความหมายของ Good Governance นี้ไปใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น องค์การพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme, UNDP) เป็นแกนนำในการผลักดันแนวคิดและสร้างการยอมรับร่วมกันในระดับโลกว่า “กลไกประชารัฐที่ดีและการพัฒนา คนที่ยั่งยืนเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ กลไกประชารัฐเป็นรากฐานที่ทำให้คนในสังคมโดยรวมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข” ดังนั้น เรื่องที่ท้าทาย มวลมนุษย์ทุกสังคมไม่ว่าจะเป็นสังคมที่พัฒนาแล้วหรือสังคมที่ยังด้อยพัฒนา สังคมประชาธิปไตยหรือสังคมเผด็จการ คือ การสร้างกลไกประชารัฐที่ดี ที่สามารถส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาคนในสังคมที่ยั่งยืน ประเด็นนี้ UNDP ได้ศึกษาและอธิบายรายละเอียดไว้ในเอกสารนโยบายเรื่อง Governance for Sustainable Human Development ซึ่งได้ให้คำนิยามของคำนี้ที่ชัดเจนขึ้นว่า โดยทั่วไป กลไกประชารัฐเป็นส่วนที่เชื่อมโยงองค์ประกอบของสังคมทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกัน คือ ประชาสังคม (Civil Society) ภาคธุรกิจเอกชน (Private Sector) และ ภาครัฐ (State หรือ Public Sector) ดังที่แสดงในภาพที่ 1

 

Pic

 

ดังนั้นการที่สังคมมีกลไกประชารัฐที่ดีก็จะเป็นกลไกแกนในการสร้างความสมดุลระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ของสังคมให้ดำรงคงอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และสังคมมีเสถียรภาพ

 

กลไกประชารัฐมีบทบาทอำนาจหน้าที่ในการดูแลบริหารจัดการใน 3 ด้านคือ ด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการบริหารประเทศ ซึ่งจะมีองค์ประกอบของ โครงสร้างอำนาจหน้าที่ 3 ด้านคือ กลไกประชารัฐด้านเศรษฐกิจ (Economic Governance) หมายถึง กระบวนการการตัดสินใจและการกำหนด นโยบายที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจภายในของประเทศ และกระทบถึงความสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจอื่นๆ กลไกประชารัฐด้านการเมือง (Political Governance) หมายถึง กระบวนการการกำหนดนโยบายที่มีผลต่อปวงชนในประเทศ ได้แก่ รัฐสภา หรือฝ่ายการเมืองไม่ว่าจะเป็นผู้แทนจากการเลือกตั้ง แต่งตั้ง หรือเผด็จการ และ กลไกบริหารรัฐกิจหรือภาคราชการ (Administrative Governance) หมายถึง กลไกและกระบวนการในการแปลงนโยบาย และทรัพยากรไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและอย่างเที่ยงธรรม ซึ่งจะผ่านทางกลไกการกำหนดนโยบายและหน่วยงานปฏิบัติ ดังนั้น เมื่อวิเคราะห์ความหมายของคำว่า Governance ตามนิยามข้างต้นนี้ ก็ควรมีความหมายรวมถึง ระบบ โครงสร้าง และกระบวนการต่างๆ ที่วางกฎเกณฑ์ ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของประเทศ3 เพื่อที่ภาคต่างๆ ของสังคมจะพัฒนาและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติสุข

 

ลักษณะและองค์ประกอบของกลไกประชารัฐที่ดี

 

ในขณะที่สังคมโลกรู้จักคุ้นเคยกับกลไกภาครัฐและการบริหารรัฐกิจว่าเป็นกลไกและกระบวนการสำคัญ ในการวางกฎเกณฑ์การบริหารประเทศ แต่การแสวงหาความหมาย ของการที่สังคมทุกสังคมจะมี “กลไกประชารัฐที่ดี” เป็นสิ่งที่เพิ่งเริ่มต้นตื่นตัว ปัจจุบัน การค้นหาความหมายและคุณค่าของคำว่า “กลไกประชารัฐที่ดี” มีการศึกษาในวงกว้างและมีเอกสารอยู่มากมาย โดยพบว่าการศึกษาประเด็นนี้ ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาที่ตั้งอยู่บนรากฐานของแนวคิดในการพัฒนาภาครัฐในอดีต เช่น แนวคิดเรื่อง Public Sector Reform, Civil Service Reform หรือ Bureaucratic Reform และ Financial Management and Budgeting Reform เป็นต้น ซึ่งในอดีตได้มีการศึกษากันแล้วอย่างมากมายเช่นกัน

 

การที่จะเข้าใจว่ากลไกประชารัฐที่ดีเป็นอย่างไรนั้น คงจะต้องดูว่าแล้ว “กลไกประชารัฐที่ไม่ดี” (Bad Governance) มีลักษณะอย่างไร และหากสังคมใดมีแล้ว จะแสดงอาการอย่างไร รายงานการศึกษาของ UNDP ได้สรุปว่าหากสังคมใดที่มี “กลไกประชารัฐที่ไม่ดี” จะสามารถดูลักษณะและอาการได้จากตัวชี้วัดหลายประการ เช่น ประชาชนในสังคมได้รับบริการสาธารณะที่ไม่มีคุณภาพ จากหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ประเทศขาดศักยภาพในการกำหนดหรือดำเนินนโยบาย หรือแม้แต่การตัดสินใจด้านนโยบายในแต่ละวันก็มักผิดพลาดและสับสน ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานทางวิชาการและเหตุผล การบริหารการคลังของประเทศ ล้มเหลวซึ่งรวมถึงปัญหาการเงินการคลังของประเทศ และการกำหนดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ไม่สร้างสรรค์ในการพัฒนาประเทศ และการควบคุมการใช้จ่ายที่ไร้ประสิทธิภาพและประสิทธิผล การกำหนดกฎหมายและระเบียบที่ไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างจริงจัง การกำหนดกติกาและระเบียบต่างๆ ที่นำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ความไม่โปร่งใสของกระบวนการตัดสินใจ มีการทุจริตและการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินสาธารณะ และพบการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองและข้าราชการ เป็นต้น

 

เมื่อปรากฏว่าสังคมใดที่ต้องเผชิญปัญหาหรือมีอาการดังกล่าว ก็หมายความว่าสังคมในขณะนั้นไม่มี “กลไกประชารัฐที่ดี” คือ ไม่มีกลไกกติกาของสังคมที่สามารถ ควบคุมการบริหารจัดการภายในและภายนอกประเทศได้ดีพอ หากสังคมที่ประสบภาวะกลไกประชารัฐไม่ดี ก็เปรียบเสมือนร่างกายของคนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นสังคมที่ขาดภูมิคุ้มกันอันตรายจากภาวะวิกฤติ เมื่อสังคมตกอยู่ภายใต้ภาวะขาดกลไกประชารัฐที่ดีในช่วงขณะที่เศรษฐกิจถดถอย หรือในช่วงที่เกิดวิกฤติ ทางเศรษฐกิจด้วยแล้ว ภาวะการมีกลไกประชารัฐที่ไม่ดีนี้ก็จะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมให้วิกฤติทางเศรษฐกิจทวีความรุนแรง และเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะสาธารณชนรวมทั้งนักลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศ ขาดความเชื่อมั่นศรัทธาในกลไกประชารัฐ สังคมขาดความสงบสุข ประชาชนเดือดร้อน ขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน หากสังคมยังไม่สามารถปรับปรุงกลไกประชารัฐได้ ก็จะทำให้การฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจให้กลับมีเสถียรภาพและเจริญเติบโต กลายเป็นงานที่ยากและใช้เวลานานกว่าในสังคมที่มี Good Governance หรืออาจจะนำประเทศเข้าสู่ภาวะการล้มละลายได้

 

ในทางตรงข้าม การที่สังคมใดมีกลไกประชารัฐที่ดี หรือมี Good Governance นั้นเสมือนมีกลไกที่เป็นพลังขับเคลื่อนที่ดี ที่เป็นเครื่องยืนยันว่าการบริหาร การจัดการทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองนั้นจะตั้งอยู่บนรากฐานที่มั่นคง เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งรวมถึงเสียงของประชาชนในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มผู้ยากจน มีกระบวนการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ที่เป็นธรรมต่อคนในสังคม มีการจัดการระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ดังนั้น การดำเนินการของสังคมเพื่อรักษาความสมดุลภายในของระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จะมีความมั่นคง มีเสถียรภาพ และประชาชนมีความสงบสุข

 

กลไกประชารัฐที่ดีจะเกิดขึ้นได้นั้น จำเป็นหรือไม่ที่สังคมใดสังคมหนึ่งต้องเป็นสังคมในโลกเสรีเสมอไป เป็นที่น่าสังเกตว่าจากการศึกษาที่ผ่านมายังไม่มีข้อมูล ยืนยันว่าการที่สังคมใดจะมีกลไกประชารัฐที่ดีนั้น จำเป็นต้องเป็นสังคมที่มีการพัฒนาแล้ว หรือเป็นสังคมที่มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยเสมอไป ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางวัฒนธรรม พื้นฐานทางการเมืองและค่านิยมในสังคม แต่สิ่งสำคัญที่พบจากการศึกษา และเป็นพื้นฐานในการสร้างกลไกประชารัฐที่ดีนั้น คือการที่สังคมใดสังคมหนึ่งได้มีกระบวนการในการ “พัฒนาคน” (Human Development) ที่มีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง และมีการจัดองค์กร กติกาของสังคมที่ดี เป็นทุนประเดิมของสังคมในการสร้างกลไกประชารัฐที่ดี คำกล่าวนี้มีการยืนยันจากความเห็นของนักวิชาการที่ศึกษาประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ซึ่งพบว่า การที่สังคมใดที่มีระดับการ “พัฒนาคน” ในระดับที่ต่ำ และมีโครงสร้างองค์กรที่อ่อนแอก็มักจะเป็นสังคมที่มีกลไกประชารัฐที่ไม่ดีด้วย

 

เมื่อมีข้อสรุปดังนี้ แนวคิดในการพัฒนากลไกประชารัฐให้เป็นกลไกที่ดีจึงได้รับความสนใจและมีการศึกษาอย่างกว้างขวาง โดยองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ได้ให้การสนันสนุนและนำไปปฏิบัติ ซึ่งรวมทั้ง IMF ที่ได้กำหนดเป็นแนวนโยบายขององค์กรว่า จำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขการพัฒนากลไกประชารัฐไว้เป็น เงื่อนไขหนึ่งที่ยื่นต่อรัฐบาลต่างๆ ที่ IMF ได้ให้ความช่วยเหลือ

 

จนถึงปัจจุบัน การนิยามว่ากลไกประชารัฐที่ดีควรมีลักษณะอย่างไรนั้น ก็ยังมีการอธิบายที่หลากหลายและยังสามารถถกเถียงกันได้ ซึ่งหวังว่าในอนาคตคงมีวิวัฒนาการ และมีการศึกษาเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้น โดยภาพรวมทั่วไป ก็จะมีหลักการใหญ่ที่คล้ายคลึงกันสรุปได้ว่า กลไกประชารัฐที่ดีนั้นจะมีลักษณะ และความหมายคุณค่าที่ล้ำลึก กว่าการกล่าวถึงกลไกการบริหารรัฐกิจหรือการบริหารงานของภาคราชการดังที่เคยศึกษากันมาในอดีต

 

คุณลักษณะของกลไกประชารัฐที่ดี จะต้องมีลักษณะและเงื่อนไขดังนี้

 

1. การมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Public Participation)

 

คือเป็นกลไกกระบวนการที่ประชาชน (ชายและหญิง) มีโอกาสและมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจอย่างเท่าเทียมกัน (Equity) ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเข้าร่วม ในทางตรงหรือทางอ้อมโดยผ่านกลุ่มผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนโดยชอบธรรม การเปิดโอกาสให้สาธารณชนมีส่วนร่วมอย่างเสรีนี้ รวมถึงการให้เสรีภาพแก่สื่อมวลชนและให้เสรีภาพแก่สาธารณชน ในการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ คุณลักษณะสำคัญประการหนึ่งที่สาธารณชนจะมีส่วนร่วมคือ การมีรูปแบบการปกครองและบริหารงานที่กระจายอำนาจ (Decentralization)

 

2. ความสุจริตและโปร่งใส (Honesty and Transparency)

 

คือเป็นกลไกที่มีความสุจริตและโปร่งใสซึ่งรวมถึงการมีระบบกติกาและการดำเนินงานที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา ประชาชนสามารถเข้าถึงและได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างเสรี เป็นธรรม ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงการที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานกำกับดูแลและประชาชนสามารถตรวจสอบและติดตามผลได้

 

3. พันธะความรับผิดชอบต่อสังคม (Accountability)

 

คือการเป็นกลไกที่มีความรับผิดชอบในบทบาทภาระหน้าที่ที่มีต่อสาธารณชน โดยมีการจัดองค์กร หรือการกำหนดกฎเกณฑ์ที่เน้นการดำเนินงานเพื่อสนองตอบ ความต้องการของกลุ่มต่างๆ ในสังคมอย่างเป็นธรรม ในความหมายนี้รวมถึงการที่มี Bureaucracy Accountability และ Political Accountability ซึ่งจะมีความหมายที่มากกว่าการมีความรับผิดชอบเฉพาะต่อผู้บังคับบัญชาหรือกลุ่มผู้เป็นฐานเสียงที่ให้การสนับสนุนทางการเมือง แต่จะครอบคลุมถึงพันธะ ความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมโดยรวม ตามปกติ การที่จะมีพันธะความรับผิดชอบต่อสังคมเช่นนี้ องค์กร หน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องพร้อมและสามารถ ที่จะถูกตรวจสอบและวัดผลการดำเนินงาน ทั้งในเชิงปริมาณ คุณภาพ ประสิทธิภาพ และการใช้ทรัพยากรสาธารณะ ดังนั้นคุณลักษณะของความโปร่งใส ของระบบในลำดับที่สองจึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง Accountability

 

4. กลไกการเมืองที่ชอบธรรม (Political Legitimacy)

 

คือเป็นกลไกที่มีองค์ประกอบของผู้ที่เป็นรัฐบาลหรือผู้ที่เข้าร่วมบริหารประเทศที่มีความชอบธรรม เป็นที่ยอมรับของคนในสังคมโดยรวม ไม่ว่าจะโดยการแต่งตั้ง หรือเลือกตั้ง แต่จะต้องเป็นรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนว่ามีความสุจริต มีความเที่ยงธรรม และมีความสามารถที่จะบริหารประเทศได้

 

5. กฎเกณฑ์ที่ยุติธรรมและชัดเจน (Fair Legal Framework and Predictability)

 

คือมีกรอบของกฎหมายที่ยุติธรรมและเป็นธรรมสำหรับกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม ซึ่งกฎเกณฑ์มีการบังคับใช้และสามารถใช้บังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนซึ่งคนในสังคมทุกส่วนเข้าใจ สามารถคาดหวังและรู้ว่าจะเกิดผลอย่างไรหรือไม่เมื่อดำเนินการตามกฎเกณฑ์ของสังคม สิ่งเหล่านี้เป็นการประกัน ความมั่นคง ศรัทธา และความเชื่อมั่นของประชาชน

 

6. ประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Efficiency and Effectiveness)

 

คือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดกระบวนการทำงาน การจัดองค์กร การจัดสรรบุคลากร และมีการใช้ทรัพยากรสาธารณะต่างๆ อย่างคุ้มค่าและเหมาะสม มีการดำเนินการและการให้บริการสาธารณะ ที่ให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจและกระตุ้นการพัฒนาของสังคมทุกด้าน (การเมือง สังคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ)

 

กลไกประชารัฐที่ดีและวิกฤติของสังคมไทย

 

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เคยได้รับความช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและด้านวิชาการจากองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศต่างๆ เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ดังนั้น ประเทศไทยจึงได้รับอิทธิพลในเรื่องแนวคิด และได้มีการดำเนินงานในการพัฒนาปรับปรุงกลไกการบริหารการปกครอง (Administrative Development) มาโดยตลอดนับตั้งแต่สมัยที่ประเทศไทยมีการเร่งรัดพัฒนาประเทศ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงระบบการบริหารของภาครัฐให้ทันสมัยด้วย เช่น ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ได้เริ่มสร้างและวางกลไกการวางแผนระดับชาติเพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาประเทศ โดยมีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีการปรับปรุงกลไกการบริหารและการควบคุมงบประมาณ โดยมีการแยกสำนักงบประมาณออกจากกระทรวงการคลังและขยายงานและบทบาทของสำนักงบประมาณ ซึ่งข้อเสนอแนะนี้ผ่านความช่วยเหลือของผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสหประชาชาติ นอกจากนี้ ในด้านการพัฒนาระบบการบริหารงานด้านการให้บริการสาธารณสุข ได้มีการพัฒนาเป็นระบบการบริหารงานแบบแผนงาน ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรต่างประเทศ เป็นต้น

 

การพัฒนาทางการเมือง ได้มีความพยายามในการพัฒนาการเมือง เพื่อให้ได้ระบบการเมือง พรรคการเมืองและนักการเมืองที่มีคุณภาพ จากวิวัฒนาการและการพัฒนา ทางการเมืองในอดีตได้ชี้ให้เห็นความพยายามของประเทศไทยในการวางรากฐานทางการเมือง ที่มีความเป็นประชาธิปไตยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสรรหา และการเปิดโอกาสให้ผู้แทนประชาชน ที่มีความชอบธรรมได้ก้าวเข้ามาบริหารประเทศ และในปัจจุบันสิ่งที่น่ายินดีคือ เริ่มจะมีกระบวนการที่อาจนำไปสู่การปฏิรูป ทางการเมืองภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2540

 

ในด้านความพยายามในการพัฒนาระบบราชการ ได้จัดตั้งกองพัฒนาระบบการบริหารและองค์กร (Organization and Management) เพื่อพัฒนากลไกของ หน่วยราชการให้มีประสิทธิภาพ และการตั้งกองประเมินผล (Evaluation Division) เพื่อวัดผลการดำเนินงานของหน่วยงานราชการขึ้นในสำนักงบประมาณ

 

ในด้านความพยายามในการสร้างกลไกการตรวจสอบการทำงานของหน่วยราชการในยุคต่อๆ มา เช่น การตั้งคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) การตั้งหน่วยงานที่ดำเนินการตรวจสอบด้านการเงินการคลัง เช่น กรมบัญชีกลางและสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นกลไกในการตรวจสอบและสร้างความชอบธรรม ของระบบราชการ เป็นต้น

 

ในยุคต่อมา งานด้านการปฏิรูประบบราชการที่เน้นการปรับเปลี่ยนทั้งระบบได้รับความสนใจและมีการดำเนินงานมาโดยตลอด แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะไม่ใคร่มีความต่อเนื่อง โดยรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการหลายยุคหลายสมัย มีการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศพัฒนาแล้วต่างๆ และจากองค์การสหประชาชาติ ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงดำเนินการด้านการปฏิรูประบบราชการในรูปของคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูประบบราชการ

 

แม้ว่าประเทศไทยได้ใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการสร้างการพัฒนากลไกของภาครัฐให้เป็นกลไกที่ดีดังที่ได้กล่าวเป็นตัวอย่างข้างต้น เป็นที่น่าสังเกตว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาในอดีต มักจะเน้นการสร้างประสิทธิภาพของระบบราชการเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็นับว่ายังไม่สามารถสร้างกฎเกณฑ์และกลไกที่นำไปสู่ การมีกลไกประชารัฐที่ดี ตามความหมายของสากลที่ได้กล่าวมาข้างต้น

 

ผลจากความอ่อนแอของกลไกประชารัฐในสังคมไทยส่วนหนึ่งคงมาจากการละเลยงานด้านการพัฒนาคนอย่างจริงจังในอดีต ซึ่งนโยบายการพัฒนาคนนี้ เพิ่งมีการตื่นตัวและบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ปัญหาที่สะสมนี้เมื่อประกอบกับความอ่อนแอขององค์กรต่างๆ ปัญหาทางการเมือง ความเสื่อมโทรมของ Technocrats และองค์กรราชการ ก็จะเห็นได้ว่าวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ประเทศไทยกำลังประสบในปัจจุบัน เป็นภาวะที่ประเทศกำลังขาดกลไกประชารัฐที่ดี เพราะหากวิเคราะห์จากสถานการณ์ภายในก็จะเห็นว่า ที่ผ่านมาสังคมไทยมีลักษณะและอาการหลายส่วนที่แสดงถึงการมี Bad Governance อย่างชัดเจน ซึ่งคงกล่าวได้ว่าภาวะการขาดกลไกประชารัฐที่ดีที่สะสมมานาน ภาวะนี้คงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ซ้ำเติมให้เศรษฐกิจถดถอย และสังคมไทยเข้าสู่ วิกฤติอย่างรวดเร็วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ดังผลการศึกษาต่างๆ ที่ได้วิเคราะห์แล้วข้างต้น

 

เมื่อหันมาดูปัญหาที่สังคมไทยประสบในปัจจุบัน พบว่าภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจของไทยที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2540 มิได้เกิดหรือเป็นผลจากการวิกฤติหรือการชะลอตัว ของเศรษฐกิจโลกดังเช่นที่เคยเกิดมาในอดีต เพราะจากรายงานเศรษฐกิจโลกปรากฏว่าโดยภาพรวมของเศรษฐกิจโลกปีนี้คาดว่าจะดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเยอรมัน เป็นต้น นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าปัญหาของไทยเป็นปัญหาที่มาจากกลไก และการบริหารจัดการเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัจจัยภายในประเทศเอง โดยวิเคราะห์ว่าปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่ของไทยนั้น เกิดจากการดำเนินนโยบายและการประกอบกิจกรรมทางการเงิน ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ผิดพลาดมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับว่าเป็นความผิดพลาดที่ทุกฝ่ายในสังคมได้มีส่วนร่วมไม่มากก็น้อย เช่น

 

ภาคธุรกิจ

มีการกู้เงินจากต่างประเทศอย่างไร้วินัย ทำให้ปริมาณเงินกู้หลั่งไหลเข้ามาในประเทศจำนวนมหาศาล โดยนำเงินกู้ระยะสั้นมาลงทุนในกิจกรรม ที่ได้ผลตอบแทนระยะยาว  มีการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากเกินความต้องการของตลาด โดยปราศจากมาตรการในการดูแลควบคุม  การปล่อยกู้ในธุรกิจเช่าซื้อเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซากลุ่มบริษัทเงินทุนต่างๆ ก็พลอยเดือดร้อน ซึ่งในส่วนย่อยก็จะเห็นได้ว่า Corporate Governance ภายในองค์กรเอกชนเองก็ยังล้มเหลว ทำให้บรรดาผู้ให้กู้ทั้งภายในและภายนอกประเทศขาดความเชื่อมั่น

 

ภาคราชการ

 

ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานมีการใช้จ่ายงบประมาณอย่างฟุ่มเฟือย มีการขยายขอบเขตการดำเนินงาน รวมทั้งการลงทุนในโครงการต่างๆ ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) อย่างไร้ทิศทางและขาดวินัย ไม่มีความโปร่งใส และอาจไม่สุจริต สถาบันที่กำกับดูแลด้านการเงิน ดำเนินนโยบายทางการเงินการคลังผิดพลาด ล่าช้า เช่น การตรึงอัตราการแลกเปลี่ยนระบบตะกร้าเงินนานเกินไป การดำเนินนโยบายโอบอุ้มสถาบันการเงินต่างๆ และการทุ่มเงินเข้าต่อสู้ปกป้องค่าเงินบาทจากนักเก็งกำไรจนทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยลดลง จนถึงระดับที่เป็นอันตราย5 ข้าราชการและระบบราชการขาดการพัฒนาและปรับปรุงให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก และที่สำคัญทั้งข้าราชการและนักการเมือง ขาดความตระหนักในพันธะความรับผิดชอบต่อสาธารณะอย่างจริงจัง
Technocrats ในภาคราชการซึ่งเคยเป็นแกนนำในการบริหารเศรษฐกิจมหภาคอ่อนแอลง ขาดเอกภาพ หรือไร้ศักยภาพ ในการเข้าควบคุม แก้ไขและป้องกันวิกฤติต่างๆ ในบางกรณียังร่วมมือกับนักการเมืองในการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน

 

ภาคประชาชน

 

ขาดวินัยและความรู้ในการอดออมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง มีการลงทุนเก็งกำไรในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง และโดยภาพรวมไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เช่น การลงทุนเก็งกำไรในตลาดหุ้น และการเก็งกำไรในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น มีการใช้จ่ายเกินตัวฟุ่มเฟือย โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประเทศชาติโดยรวม ซึ่งถูกปลูกฝังเป็นค่านิยมในการชื่นชมการใช้ชีวิตอย่างหรูหราเกินฐานะ ยอมเป็นหนี้เป็นสิน ตลอดจนมีค่านิยมและมีการแข่งขันการใช้สินค้าราคาแพงขาดสติในภาวะคับขัน ซึ่งรวมถึงภาพการเทขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้น ภาวะการถอนเงินจากสถาบันการเงิน และการแห่ซื้อสินค้าเพื่อการกักตุน  วิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งนี้ใหญ่โตและยุ่งยากกว่าวิกฤติที่ประเทศไทยเคยผ่านมา เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศมีขนาดใหญ่ กว่าในสมัยก่อนๆ ที่ประเทศไทยเคยประสบ และสามารถฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจได้หลายครั้ง เช่น วิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี 2527 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (Gross Domestic Product, GDP) ของประเทศมีมูลค่าเพียง 1.13 ล้านล้านบาท ในขณะที่ปี 2539 มีมูลค่า 4.66 ล้านล้านบาท งบประมาณแผ่นดินปี 2527 เป็นจำนวน 192,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 843,200 ล้านบาท และมีประชากรเพิ่มขึ้นเกือบ 10 ล้านคน คือ มีประชากรเพียง 50.5 ล้านคน ในปี 2527 เพิ่มเป็น 60.1 ล้านคน ในปี 25396 ดังนั้น ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งนี้ จึงเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่าในอดีตหลายเท่า เนื่องมาจากมีปัจจัยและเงื่อนไขภายนอกและภายในหลายประการที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่น ของนักลงทุนในประเทศ ภาวะอุตสาหกรรมชะลอตัว ความมั่นใจของผู้ให้กู้ต่างชาติ การเก็งกำไรของนักค้าเงินตราข้ามชาติ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทผันผวน เป็นต้น สิ่งที่สำคัญ คือ เรายังขาดกลไกและเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่มีประสิทธิผล และยังขาดบุคลากรที่จะเข้าแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่มีปัญหาการเมืองแอบแฝงอยู่ มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ดูแลผลประโยชน์พวกพ้อง และที่สำคัญขาดความเป็นเอกภาพ ในการตัดสินใจ เพราะปัจจุบันโครงสร้างทางการเมืองยังไม่เอื้ออำนวยให้การบริหารงาน โดยเฉพาะการบริหารเศรษฐกิจมหภาคและการจัดการด้านการเงินการคลังเป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพ มีความแข็งแกร่ง และเป็นเอกภาพ ระบบปัจจุบันยังเปิดโอกาสให้การเมืองเข้าแทรกแซงการบริหารประเทศได้ในทุกระดับทุกองค์กร และระบบ การบริหารงานของนักการเมืองและข้าราชการขาดความโปร่งใสที่แท้จริงซึ่งสาธารณชนไม่สามารถตรวจสอบได้

 

ในอดีต องค์ประกอบส่วนหนึ่งของกลไกประชารัฐโดยเฉพาะข้าราชการในกลุ่ม Technocrats เคยเป็นแกนนำที่ดีของสังคม เพราะภาคธุรกิจเอกชนในยุคต้นๆ ไม่มีความสำคัญ เป็นธุรกิจครอบครัวหรือต่างชาติ และสังคมไทยมีกลุ่มผู้มีการศึกษาและขุนนางได้ผันตัวเองจากผู้ปกครองและกลุ่มผู้นำของสังคม (Elite) มาเข้ารับราชการ เราจึงมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถช่วยบริหารประเทศให้รอดพ้นมาได้ยุคหนึ่ง แต่ปัจจุบันในขณะที่เศรษฐกิจสังคมและการเมืองภายนอกมีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วกลายเป็นสังคมข่าวสารที่ไร้พรมแดน ภาคธุรกิจเอกชนขยายตัว มีการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีทั้งการดำเนินงานและการบริหารงานที่ทันสมัย แต่กลไกของภาคราชการปรับตัวได้ช้ากว่า และในบางเรื่องบางส่วนยังไม่มีการปรับตัว ระบบโครงสร้างราชการของไทยจึงเป็นระบบเก่าแก่ เริ่มมีความเสื่อมโทรม และมีปัญหาสะสมตามลักษณะปกติขององค์กรเก่าแก่โดยทั่วไป เช่น ระบบการให้ผลตอบแทนและระบบการจูงใจบุคลากรล้าหลังและค่าตอบแทนต่ำกว่าภาคเอกชน ทำให้ภาครัฐขาดบุคลากรที่มีความสามารถ มีสมรรถภาพและมีคุณภาพ ข้าราชการและระบบราชการทำงานภายใต้กรอบกฎระเบียบที่รัดรึง ข้าราชการเป็นจำนวนมาก ยังขาดจิตสำนึกในการให้บริการสาธารณะ และขาดจริยธรรม ซึ่งนำไปสู่ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการอย่างกว้างขวาง เมื่อแกนนำของภาครัฐ ทั้งในส่วนของระบบราชการ (Technocrats) และรัฐบาลอ่อนแอไร้ประสิทธิภาพและขาดความโปร่งใส การจัดการเพื่อแก้ไขวิกฤติจึงสับสน ขาดทิศทางที่ชัดเจน และไม่มีเอกภาพทั้งการดำเนินงานและการตัดสินใจ ซึ่งยิ่งทำให้นักลงทุนและสาธารณชนขาดความเชื่อมั่นและศรัทธา

 

ตั้งแต่เกิดปัญหาวิกฤติ ทุกฝ่ายรวมทั้งรัฐบาลสมัยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้เร่งหามาตรการแก้ไขวิกฤติเฉพาะหน้า แต่ที่ผ่านมาการดำเนินงานไม่ค่อยได้ผลนัก ในทางตรงข้าม สถานการณ์กลับเลวร้ายลงทุกขณะ ผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำมีให้เห็นชัดเจนและประชาชนทุกภาคส่วนได้รับความเดือดร้อน อันเกิดจากภาวะสินค้าราคาแพง และค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการขึ้นราคาน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ ชะลอตัวหรือปิดกิจการ เกิดภาวะการว่างงาน ครอบครัวขาดรายได้ และแรงงานย้ายถิ่นกลับเข้าสู่ภาคชนบท และข้อมูลที่น่าวิตก คือ นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์เห็นตรงกันว่าการกู้สถานภาพทางเศรษฐกิจไทยให้กลับดีเหมือนในอดีต คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งและอาจจะใช้เวลามากกว่าที่คาดไว้ สิ่งที่สังคมไทยคงหนีไม่พ้น คือผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่จะทวีรุนแรงมากขึ้นในช่วงปี 2541 และปัญหาทางเศรษฐกิจจะกระตุ้นให้เกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมาอีกมาก เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาครอบครัว ปัญหาความยากจน ปัญหาการศึกษา และปัญหาอื่นๆ

 

ในช่วงปี 2540 เกือบทั้งปี ประเทศไทยวนเวียนท่ามกลางกระแสวิกฤติที่มีสภาพเลวร้ายลงทุกวัน จนในที่สุดทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่รัฐบาล ภายใต้การนำของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้ตัดสินใจคือ การเจรจาขอความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF ซึ่งต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ได้ลงนามกู้เงินจำนวน 17.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก IMF เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 25408 เพื่อนำเงินมากู้วิกฤติทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ และก็เป็นไปตามที่คาดไว้คือ IMF ได้ตกลงให้ความช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยได้มีการกำหนดเงื่อนไขให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามหลายประการ และเป็นไปตามที่คาดคือได้รวมถึงการตั้งเงื่อนไข ในการปฏิรูประบบราชการซึ่งเป็นกลไกส่วนหนึ่งของกลไกประชารัฐ อันเป็นแนวทางที่ IMF เชื่อว่าจะเป็นวิถีทางหนึ่งในการวางรากฐานในการสร้าง Good Governance โดยมาจากประสบการณ์ที่ IMF ได้ทำงานร่วมกับประเทศผู้กู้อื่นๆ ในประเด็นการจัดบทบาทของภาครัฐให้เหมาะสมในสังคม ซึ่งรวมถึงการกระจายอำนาจหน้าที่ ให้แก่องค์กรระดับท้องถิ่น การสร้างระบบการตรวจสอบที่เน้นความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของสาธารณชน เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชั่นในวงราชการและการเมือง และการพัฒนาประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการลดขนาดของหน่วยงานราชการและการปรับปรุงบริการสาธารณะในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การถ่ายโอนกิจการให้เอกชน เพื่อลดภาระการขาดทุนและเพิ่มการแข่งขัน เป็นต้น

 

การที่เรื่องนี้เป็นเงื่อนไขหนึ่งของ IMF ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้สัญญาแล้วว่าจะดูแลปรับปรุง ก็คงเป็นที่ชัดเจนว่าส่วนหนึ่งของวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้มาจากการที่เรามี Bad Governance หรือ กลไกประชารัฐของไทยนั้นยังมีปัญหา สำหรับประเทศไทย การพัฒนากลไกประชารัฐที่ดีนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องให้ความสนใจ ซึ่งคงไม่ใช่ประเด็นที่จะตอบสนองความต้องการของ IMF เท่านั้น แต่เป็นการดำเนินการเพื่อกอบกู้ชาติ เพราะกลไกประชารัฐที่ดีเป็นเรื่องของคนไทย ในชาติจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้นมา จากรากฐานการยอมรับและการมีส่วนร่วมของทุกส่วนในสังคมอย่างจริงจัง เมื่อเรามีกลไกประชารัฐที่ดี ก็คงจะช่วยย่นระยะเวลาการกอบกู้วิกฤติครั้งนี้ให้สั้นลง และประเทศไทยก็จะสามารถหลุดพ้นจากพันธะของ IMF ได้ในเวลารวดเร็ว สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจาก การกู้วิกฤติคือจะเป็นการวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับสังคมไทยให้เป็นสังคมเสถียรภาพ

 

ในภาวะที่ประเทศยังขาดกลไกประชารัฐที่ดี หนทางในการกู้สถานการณ์ครั้งนี้ให้กลับพลิกฟื้นสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เสถียรภาพดังเดิม คงต้องมีการรวมพลังจาก คนในชาติอย่างมหาศาลเพื่อร่วมผลักดันและพัฒนากลไกประชารัฐที่ดีสำหรับสังคมไทย พลังการพัฒนาจะเกิดได้เมื่อคนในชาติเข้าใจความหมาย หลักการและ ความสำคัญของการมีกลไกประชารัฐที่ดี และมีการร่วมแรงร่วมใจกันในการผลักดันและร่วมสร้างกลไกประชารัฐที่ดี

 

ดังนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งประชาชนในชาติคงต้องหันมาให้ความสำคัญในการศึกษาประเด็นนี้ให้เข้าใจชัดเจน เพื่อนำไปสู่การดำเนินงานอย่างถูกต้อง เพราะการที่จะสร้างกลไกประชารัฐที่ดีนั้นมีความหมายที่ล้ำลึก และมีปัจจัยที่มากกว่าการปรับปรุงหรือปฏิรูประบบราชการให้สามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล อย่างที่เราเคยถือปฏิบัติเท่านั้น


นอกจากนี้จะต้องมีการดำเนินงานด้านนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบว่า สำหรับสังคมไทย การพัฒนาในส่วนที่เรียกว่า “กลไกประชารัฐที่ดี” ตามความหมายสากลที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางนี้ จะเหมาะสมกับสังคมไทยมากน้อยเพียงใด ในปัจจุบันประเทศได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง มีส่วนใดบ้าง ที่ยังไม่สมบูรณ์ มีส่วนใดบ้างที่ต้องแก้ไข ใครบ้างที่ควรร่วมรับผิดชอบ และควรดำเนินการอย่างไรเพื่อให้เกิดการยอมรับ เข้าใจ และถือปฏิบัติกันในสังคม

 

Read Full Post »

recommendare

Rajan

บันทึก

จากบรรยายหัวข้อ  “รากระดับโลกของวิกฤตการเงินปัจจุบัน และนัยยะต่อการกํากับดูแล

The Global Roots of the Current Financial Crisis and its Implications for Regulation”

 

International Symposium ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ประจําปี 2008

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2551

บรรยาย  โดย

 

รากุราม ราจัน  Raghuram Rajan

นักเศรษฐศาสตร์การเงิน  มหาวิทยาลัยชิคาโก

อดีตหัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์ประจํากองทุนการเงินระหว่างประเทศ 

ผู้เขียนหนังสือ  Saving Capitalism from the Capitalists

แปล  โดย

สฤณี อาชวานันทกุล  นักวิชาการอิสระ

 

กล่าวดังนี้

 

รากของวิกฤตการเงิน 

วิกฤตการเงินปัจจุบันประกอบด้วยปัญหาหลักสองประการ ได้แก่ การปล่อยสินเชื่อมากเกินควร (excessive credit) และการใช้เงินกู้ในการดําเนินธุรกิจมากเกินควร (excessive leverage) ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนสภาพคล่องอย่างรุนแรง สถาบันการเงินล้มละลาย และตลาดตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนก (panic)

คําถามของราจันคือ รากของวิกฤตในครั้งนี้คืออะไร และเชื่อมโยงกันอย่างไรบ้าง

 

1.  การปล่อยสินเชื่อมากเกินควร


ราจันสาวรากของปัญหาการปลอยสินเชื่อมากเกินควรกลับไปถึงวิกฤตการเงินในประเทศกําลัง พัฒนาปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งทําให้รัฐบาลของประเทศที่เผชิญกับภาวะวิกฤตดําเนินนโยบายอย่างอนุรักษ์นิยมมากกว่าเดิม ออมเงินที่ได้รับจากการส่งออกมากขึ้นและลงทุนน้อยลง ส่งผลให้เกิดความต้องการตราสารการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีอายุ (maturity) สั้น ในขณะเดียวกัน การระเบิดของฟองสบู่ภาคไอทีในอเมริกา (สะท้อนในการดิ่งลงของตลาดหุ้นแนสแด็ก) ในปี 2001 ก็ส่งผลให้ธนาคารกลางดําเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ําเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ระดับการลงทุนของภาครัฐและเอกชนทั่วโลกเติบโตไม่ทันความต้องการลงทุนของเงินออมที่ เพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่า ก่อให้เกิดภาวะ “เงินออมล้นโลก” (savings glut) ซึ่งในที่สุดก็ไหลเข้าสู่ตลาด หลักๆ ที่เปิดรับการลงทุน รวมทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์​ในประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้ทั้งราคาบ้านและอัตราการก่อสร้างบ้านใหม่ถีบตัวสูงขึ้น 

 

คําถามต่อไปคือ ทําไมวิกฤตการเงินจึงเกิดขึ้นในอเมริกาก่อน? ในมุมมองของราจัน คําตอบอยู่ ในข้อเท็จจริงที่ว่าตลาดการเงินในอเมริกาเป็นตลาดที่ “ก้าวหน้า” ที่สุดในแง่ของนวัตกรรมทาง การเงิน ซึ่งสามารถนําส่งผลตอบแทนสูงๆ ที่นักลงทุนต่างชาติ (นอกอเมริกา) ต้องการ ตราบใด ที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังบูมอยู่ พ่อมดการเงินในอเมริกาแปลงสินเชื่อบ้านซับไพรมให้กลายเป็นหลักทรัพย์ที่มีระดับความน่าเชื่อถือ  AAA  ด้วยการนําสินเชื่อซับไพรมมารวมกันเป็น หลักประกันของหลักทรัพย์  (mortgage-backed securities หรือ MBS) ซึ่งแบ่งความเสี่ยง ออกเป็นหลายชั้น ดังนั้น สินเชื่อซับไพรมมูลค่า $100 ซึ่งมีความเสี่ยงว่า 5% หรือ $5 จะชําระ คืนไม่ได้ จึงถูกแปลงเป็นตราสารหนี้ AAA มูลค่า $80, ตราสาร A มูลค่า $5 และตราสาร BBB มูลค่า $10 (มูลค่า $5 ที่เหลือคือ “ส่วนทุน” (equity) ของหลักทรัพย์เพื่อซึมซับความเสี่ยงที่ 5% อาจชําระคืนไม่ได้) หลังจากนั้นพ่อมดการเงินก็เอาตราสาร BBB ไปกองรวมกัน ใช้เป็นหลักประกันของหลักทรัพย์ใหม่เรียกว่า collateralized debt obligation (CDO) เสร็จแล้วก็เอา CDO หลายอันไปกองรวมกันเป็นหลักประกันของหลักทรัพย์ใหม่อีกทอดหนึ่ง เรียกว่า “CDO square” (CDO ยกกําลังสอง) ทําแบบนี้เป็นทอดๆ และสถาบันจัดอันดับเครดิตก็ยินดีรับรองหลักทรัพย์เหล่านี้ ไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดว่าความเสี่ยงดั้งเดิมซึ่งถูกหั่นออกเป็นชั้นๆ ได้กระจาย ไปอยู่ที่ไหนบ้าง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสําคัญ เพราะหลักทรัพย์เหล่านั้นนําส่งผลตอบแทนได้ตรงตามสัญญา ตราบใดที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ยังไม่แตก

 

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การแปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ (securitization) ได้ลดทอนคุณภาพของสินเชื่อ ที่สถาบันการเงินปล่อย ธนาคารประสบปัญหา “จริยวิบัติ” (moral hazard) คือปล่อยกู้อย่างหละหลวม ไม่ใช้วิจารณญาณในการตรวจสอบความสามารถในการชําระหนี้ของลูกหนี้เท่าที่ควร ปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ควรได้รับอนุมัติสินเชื่อตั้งแต่แรก รวมทั้งคนที่ไม่มีงานทํา ไม่มีสินทรัพย์ และไม่มีรายได้ หรือที่เรียกว่า “NINJA” (no income, no job or assets) กระบวนการแปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ลดทอนข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถในการชําระหนี้ ซึ่งปกติมีทั้ง ข้อมูลเชิงตัวเลข (hard information) และข้อมูลเชิงคุณภาพ (soft information) ให้เหลือเพียง ข้อมูลเชิงตัวเลขเท่านั้น

 

2. การใช้เงินกู้ในการดําเนินธุรกิจมากเกินควร


ปัญหาต่อมาคือหลังจากที่แปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ไปแล้ว สถาบันการเงินหลายแห่งยังมี หลักทรัพย์ที่โยงกับซับไพรม (เช่น CDO หรือ CDO square) ปริมาณมหาศาลอยู่ในงบดุล เนื่องจากหลักทรัพย์เหล่านั้นให้ผลตอบแทนสูง ใช้เงินกู้  (leverage) ระยะสั้นในการซื้อ หลักทรัพย์เหล่านี้ หลังจากที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก ราคาบ้านเริ่มปรับตัวลดลง ลูกหนี้ซับ ไพรมเริ่มชําระคืนไม่ได้ มูลค่าของหลักทรัพย์ที่อ้างอิงซับไพรมก็ตกลงอย่างฮวบฮาบ ไม่มีใครอยากซื้อขายหลักทรัพย์ เจ้าหนี้เงินกู้ระยะสั้นก็เริ่มเรียกเงินกู้คืน สถาบันการเงินประสบปัญหา ในการหาเงินมาชําระหนี้ ส่งผลกระเพื่อมต่อเนื่องไปยังสถาบันการเงินอื่นๆ ผ่านการดิ้นรนขาย เลหลังหลักทรัพย์เหล่านี้ (fire sale) ซึ่งก็ทําให้มูลค่าของหลักทรัพย์ยิ่งตกลงไปอีก สถาบัน การเงินยิ่ง “ร้อนเงิน” มากกว่าเดิม และสภาพคล่องที่หดหายก็ทําให้สถาบันการเงิน “กอด” เงินสดเอาไว้แทนที่จะปล่อยสินเชื่อ นําไปสู่ภาวะ “สินเชื่อตึงตัว” (credit crunch) ซึ่งก่อความ เดือดร้อนให้กับภาคเศรษฐกิจจริง เพราะทําให้ลูกหนี้คุณภาพดีพลอยกู้ไม่ได้และเผชิญกับต้นทุน ทางการเงินที่สูงกว่าปกติ

 

ถึงตรงนี้คําถามที่น่าสนใจสองข้อคือ เหตุใดสถาบันการเงินจึงซื้อหลักทรัพย์อ้างอิงซับไพรมใน ปริมาณมหาศาล? และเหตุใดพวกเขาจึงใช้เงินกู้ระยะสั้นในการลงทุนดังกล่าว?

 

ตอบคําถามข้อแรก ราจันมองว่าคําตอบอยู่ในปัญหาธรรมาภิบาลหรือปัญหาตัวแทน (agency problem) ในระบบการเงิน เขายกตัวอย่างคําพูดของ Chuck Prince อดีตซีอีโอของธนาคาร ยักษ์ใหญ่ Citigroup (ซึ่งลาออกในเดือนพฤศจิกายน 2007 หลังจากที่ Citigroup ประกาศผล ขาดทุนในหลักทรัพย์อิงซับไพรม ด้วยเงินค่าชดเชย $38 ล้าน) ตอนที่ตอบคําถามผู้สื่อข่าว Financial Times ในเดือนกรกฎาคม 2007 เกี่ยวกับความเสี่ยงของหลักทรัพย์ดังกล่าวซึ่งมี มูลค่าลดลงมากในเดือนนั้นว่า

“เมื่อดนตรีหยุดเล่น ในแง่ของสภาพคล่อง เรื่องนี้ก็คงซับซ้อนมาก แต่ตราบใดที่ดนตรียังเล่นอยู่ คุณก็ต้องลุกขึ้นเต้น ตอนนี้เรากําลังเต้นตามดนตรี”

 

ราจันย้ําว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับผู้บริหารสูงสุดของสถาบันการเงินเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในระดับรองลงมาด้วย เนื่องจากนักค้าตราสารอนุพันธ์หรือเทรดเดอร์ (trader) ได้รับเงินเดือนและโบนัสที่ตั้งอยู่บนผลการดําเนินงานระยะสั้น ไม่มีใครรับผิดชอบผลการดําเนินงาน ในระยะยาว ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงยังคงอยู่ว่าจะเกิดวิกฤตไม่ช้าก็เร็ว และประสิทธิผลของระบบ บริหารความเสี่ยงภายในก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ ตราบใดที่พวกเขายังได้กําไร (“ตายใจ” ว่าความเสี่ยงจะไม่เกิดขึ้นจริง) ดังนั้น เทรดเดอร์จึงอาจเข้าใจผิดว่าพวกเขามีความสามารถสูง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงผลตอบแทนของพวกเขามาจากค่าความเสี่ยงของตลาด (market risk premium) เพียงเท่านั้น คล้ายกับในกรณีประกันแผ่นดินไหว ที่บริษัทประกันจะมีรายได้จากเบี้ยประกันไปเรื่อยๆ ตราบใดที่แผ่นดินไหวยังไม่เกิด

 

ต่อคําถามที่ว่าเหตุใดสถาบันการเงินจึงใช้เงินกู้ระยะสั้นในการซื้อหลักทรัพย์เหล่านี้ ราจันมองว่า คําตอบคือเพราะเงินกู้มีต้นทุนต่ํากว่าการเพิ่มทุน (ขายหุ้น หรือ equity) และที่เงินกู้มีระยะสั้นก็เพราะสินทรัพย์ของสถาบันการเงินมีสภาพคล่องสูง โดยเฉพาะหลักทรัพย์อิงซับไพรม (ก่อนเกิด วิกฤต) ทําให้เจ้าหนี้ของสถาบันการเงินย่อมอยากปล่อยกู้ในระยะสั้นมากกว่าระยะยาว

 

บทเรียนจากวิกฤต และวิธีการรับมือ

 

ราจันย้ําว่าวิกฤตการเงินในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาปล่อยสินเชื่อมากเกินควรจะเกิดจากจุดไหน ในระบบก็ได้  และเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะก่อปัญหาให้กับทั้งระบบ  ภาวะขาดแคลนสภาพคล่อง เปรียบเสมือน “โรคติดต่อ” ในระบบการเงิน นอกจากนี้ นโยบายการเงินก็ส่งผลกระทบต่อระดับ เสถียรภาพของระบบการเงินด้วย กล่าวคือ ตราบใดที่สถาบันการเงินเชื่อว่าภาครัฐจะดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ํา พวกเขาก็จะมีแรงจูงใจอย่างต่อเนื่องที่จะกู้เงินระยะสั้นมาลงทุนใน สินทรัพย์ระยะยาว (เช่น สินเชื่อซับไพรม)

 

ในแง่ของการกํากับดูแล ราจันมองว่าถ้าภาครัฐพยายามกํากับดูแลธุรกิจในระบบการเงินที่ถูก กํากับดูแลอย่างเข้มงวดอยู่แล้วให้เข้มงวดขึ้นกว่าเดิมอีก สถาบันการเงินก็จะหาทางหลบเลี่ยง กฎเกณฑ์ไปทําธุรกรรมใน “ระบบการเงินเงา” เช่น ใช้โครงสร้าง special purpose vehicle (SPV) ในดินแดนปราศภาษี ราจันมองว่าการพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจให้มอง ระยะยาวมากขึ้นจะมีประโยชน์กว่า เพราะปัจจุบันกฎเกณฑ์ของภาครัฐตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่า ผู้บริหารสถาบันการเงินทํางานเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ระยะยาวของผู้ถือหุ้น

 

ราจันมองว่าในเมื่อเราไม่มีทางหลบเลี่ยงวิกฤตการเงินที่ย่อมจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว และในเมื่อเราต้องยอมรับว่าสถาบันการเงินหลายแห่ง “ใหญ่เกินกว่าที่จะปล่อยให้ล้ม” จริงๆ เราก็ควรให้ความสําคัญกับการปรับปรุงโครงสร้างให้แข็งแรงเพียงพอที่จะบรรเทาความเสียหายจากวิกฤต โดยที่ใช้เงินของภาคการเงินเอง ไม่ใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างที่เกิดขึ้น และก็ไม่ควรพุ่งเป้า ไปที่การเขียนกฎเกณฑ์ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤต เพราะเราไม่สามารถป้องกันได้ ราจัน เปรียบเทียบว่า ไม่ว่าเราจะเขียนกฎเกณฑ์การสร้างอาคารให้รัดกุมปลอดภัยเพียงใด เราก็ไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้เลยได้  แต่เราสามารถติดตั้งหัวฉีดน้ําดับเพลิงในอาคารมากกว่าเดิม หัวฉีดน้ําที่ภาคเอกชนควรเป็นผู้รับภาระ ไม่ใช่ภาครัฐหรือสังคม

 

“หัวฉีดน้ํา” ในภาคการเงินในมุมมองของราจัน ไม่ใช่การเรียกร้องให้สถาบันการเงินเพิ่มระดับ ทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (capital requirements) ให้สูงกว่าในอดีต เพราะทุนของธนาคารซึ่งก็คือ หุ้นมีต้นทุนทางการเงินค่อนข้างสูงดังที่ได้อธิบายไปแล้ว และการบังคับให้สถาบันการเงิน “กัน” ทุนไว้เฉยๆ ในงบดุลก็จะยิ่งสร้างแรงจูงใจให้หาวิธีหลบหลีก นําทุนนั้นไปแสวงหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง (เพื่อหาผลตอบแทนสูง) ก่อให้เกิดปัญหาตัวแทนไม่ต่างจากที่แล้วมา นอกจากนี้การเพิ่มระดับทุนก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาการเลหลังหลักทรัพย์และภาวะสินเชื่อตึงตัว เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาระยะสั้นที่เกิดจากการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงและภาวะตื่นตระหนก ไม่ใช่การขาดแคลนเงินทุน (ถึงแม้ว่าการขาดแคลนเงินทุนก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา)

 

ราจันเสนอว่า “หัวฉีดน้ํา” ที่เหมาะสมน่าจะเป็นการ “ประกันเงินทุน” (capital insurance) ในทางที่คล้ายกับกรมธรรม์ประกันภัยธรรมชาติ กล่าวคือ เพิ่มระดับทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่สถาบันการเงินต้องมี แต่ยอมให้สถาบันการเงินใช้ “ทุนฉุกเฉิน” (contingent capital) ที่จะไหลเข้าก็ต่อเมื่อเกิดวิกฤต โดยตั้งอยู่บนเงื่อนไข (triggers) บางประการที่ตกลงกันก่อนล่วงหน้า โดยในระยะแรกทุนฉุกเฉินที่หาได้จะถูกนําไปใส่  “ตู้นิรภัย” ที่ธนาคารกลาง ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลโดยไม่ให้สถาบันการเงินถอนออก นักลงทุนที่ลงทุนใน “ทุนฉุกเฉิน” ของสถาบันการเงินจะได้รับ ผลตอบแทนเป็นเบี้ยประกันจากสถาบันการเงิน เมื่อเกิดภาวะวิกฤต ตู้นิรภัยจะถูกไขออก ทุน ฉุกเฉินจะไหลเข้าสู่สถาบันการเงินจนถึงเพดานที่กําหนดล่วงหน้า วิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนทาง การเงินและปัญหาตัวแทนของสถาบันการเงิน และไม่น่าจะเพิ่มปัญหา “จริยวิบัติ” ในระดับที่ต้อง กังวล เพราะไม่ได้จ่ายชดเชยผลขาดทุนของธนาคารโดยตรง แต่จ่ายตาม triggers เมื่อเกิดวิกฤต

 

ราจันทิ้งท้ายว่า การประกันเงินทุนดังกล่าวไม่ควรให้รัฐบาลเป็นผู้ขาย เนื่องจากรัฐจะเผชิญกับ แรงกดดันทางการเมืองจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ให้ขายประกันในราคาที่ประเมินความเสี่ยง ต่ําเกินไป ไม่ต่างจาก “ของขวัญ” ให้เปล่า และในภาพรวมเขาคิดว่ารัฐบาลทั่วโลกจะเปิดกว้าง มากขึ้นในการพิจารณาที่จะดําเนินโยบายการเงินแบบสวนกระแสเศรษฐกิจ (countercyclical) ในภาวะที่ราคาสินทรัพย์พุ่งสูงเกินควร เพื่อชะลอความเร็วและบรรเทาความรุนแรงของวิกฤต การเงินที่จะเกิดขึ้นเมื่อถึงจุดที่ฟองสบู่แตก

 

English version

 

The Global Roots of the Current Financial Crisis and its Implications for Regulation 

 

Anil Kashyap     University of Chicago

Raghuram Rajan  University of Chicago

Jeremy Stein     Harvard University

 

Read Full Post »

triamboy

“ถ้าหากเงินเฟ้ออยู่เหนือระดับเงินเฟ้อเป้าหมายแล้ว  นั่นหมายถึง  การลดลงของระดับเงินเฟ้อจะนำมาสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก  และยาวนาน”


การดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบันนี้ไม่ได้เรียบง่ายเช่นในอดีต  แต่กลับต้องดำเนินชีวิตภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ที่นับวันยิ่งเชี่ยวกราดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว  ทุกอย่างรอบตัวกำลังรวมเป็นตลาดเดียว  คือ ตลาดโลก  นั่นหมายความว่า ราคาสินค้า  และบริการถูกกำหนดโดยตลาดโลก  ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการย่างเข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาดของ ประเทศจีน  อินเดีย  และยุโรปตะวันออก  การปฏิวัติทางเทคโนโลยี  และการสื่อสาร  ต้นทุนการคมนาคมขนส่งที่ลดลงต่ำเป็นอย่างมาก  ด้วยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแรงผลักดันให้เกิดการแบ่งงานกันทำมากขึ้น  หรือเราสามารถอธิบายโลกาภิวัฒน์ในมุมมองของธุรกิจเข้ากับมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ได้ว่า  โลกาภิวัฒน์  คือ  ช็อคที่เกิดขึ้นกับ ราคาสัมพัทธ์  โดยระดับราคาทั่วไปขึ้นกับราคาสินค้า  และบริการที่ผลิตได้ในประเทศ  โดยแนวโน้มของ ราคาเป็นดังนี้ 

 

ราคาของ  Tradable Goods  (สินค้าที่มีการทดแทนกันอย่างเกือบสมบูรณ์โดยสินค้านำเข้า  หรือราคาถูกกำหนดจากภายนอกประเทศ)  มีแนวโน้มลดลง

 

ราคาของ  Non-tradable Goods  (สินค้าที่ไม่มีการทดแทนกัน  หรือราคาถูกกำหนดจาก ภายในประเทศ)  มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 

ผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่ออัตราเงินเฟ้อสรุปได้  ดังนี้


(.)  การเปลี่ยนแปลงของอัตราการค้า  (ราคาของสินค้าออกต่อราคาสินค้าเข้า)

โลกาภิวัฒน์ได้เปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องกับเงินเฟ้อ  อันเนื่องมาจากการตีตลาดสินค้าราคาถูกจากเอเชีย  นั่นคือ  ช็อคของอุปทานทางบวก  (การเพิ่มขึ้นของอุปทานทุกระดับราคา)  ดังนั้นการลดลงของราคาสินค้านำเข้าทำให้ค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้น  หรืออำนาจซื้อเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่มีต้นทุนเกิดขึ้น 

 

ผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงิน


ในทางปฏิบัติ  ก่อให้เกิดผลดีต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่เรียกว่า  “Tailwind”  นั่นคือ  ธนาคารกลางสามารถใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับที่สูงกว่าปกติ  หรือกล่าวได้ว่าลดอัตราเงินเฟ้อโดยที่ไม่จำเป็นต้้องมีการชะลอตัวของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  จากการศึกษาเชิงประจักษ์ของ London School of Economics  ผลดีที่เกิดขึ้นนี้เกิดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว  เพราะว่าแรงงานอาจจะสร้างรูปแบบ การคาดการณ์จากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากผลได้ของอัตราการค้า  ดังนั้นการดำเนินนโยบายนี้ใช้ได้เพียงชั่วคราว


(.)  การเปลี่ยนแปลงของพลวัตระยะสั้นของกระบวนการเงินเฟ้อ


โลกาภิวัฒน์ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อ  และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น  (Short-run tradeoff)  มีความสัมพันธ์ในลักษณะลาดมากขึ้น  หรือชันน้อยลง  จากการศึกษาเชิงประจักษ์ที่ได้จากหลายประเทศทั่วโลก  พบว่า


ทศวรรษที่  ๗๐  ความสัมพันธ์มีลักษณะแนวดิ่ง  คือ  ไม่ว่าจะพยายามที่จะรักษาอัตราการว่างงานให้ต่ำกว่าอัตราการว่างงานธรรมชาติแล้วก็ตามส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ


ทศวรรษที่  ๘๐  ความสัมพันธ์มีลักษณะชันลาดลง  คือ  เงินเฟ้อที่ระดับต่ำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาวะเศรษฐกิจมีการว่างงานมากขึ้น


ทศวรรษที่  ๙๐  ความสัมพันธ์มีลักษณะลาดจนเกือบเป็นเส้นตรงแนวนอน  คือ  สามารถทำให้เงินเฟ้อต่ำลงในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ชะงัก


ในทางทฤษฎีแล้วสามารถอธิบายได้ว่า  ผลที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึง  การจัดการทางด้านอุปสงค์ที่ดีมาก โดยทำให้ระดับการว่างงานอยู่ต่ำกว่าระดับธรรมชาติ 


ข้อสังเกต  กระบวนการของเงินเฟ้อมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  อันมีสาเหตุดังต่อไปนี้


(.)  การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายการเงินของธนาคารกลาง  โดยหันมาใช้นโยบายเงินเฟ้อเป้าหมายซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในระบบเศรษฐกิจทั่วโลก  นโยบายเงินเฟ้อเป้าหมายนี้ทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในกรอบต่างจากในอดีต  คือ  การว่างงานลดลงอาจนำไปสู่การคาดการณ์ เงินเฟ้อที่สูงขึ้น


(.)  ความถี่ในการปรับราคาเพิ่มขึ้นลดลงเพื่อให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ  อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง  ดังนั้นแม้ว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น  แต่ถ้าค่าเฉลี่ยอยู่ในกรอบที่กำหนดจึงไม่จำเป็นต้องปรับราคาเพิ่มขึ้น


ดังนั้น  ในระยะสั้น  การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์จะไม่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของระดับราคา  ความสัมพันธ์จะลาดมากขึ้นเมื่อขนาดการเปิดประเทศมากขึ้น


ลกระทบเชิงโครงสร้่างระหว่างความสัมพันธ์ของช่องว่างเงินเฟ้อ และช่องว่างผลผลิต  เนื่องมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้


(.)  การค้า  และการลงทุนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น  และความชำนาญเฉพาะทาง  ส่งผลดังนี้

        (.)  ลดการตอบสนองของเงินเฟ้อต่อช่องว่างผลผลิตในประเทศ

    (.)  เพิ่มการตอบสนองต่อระดับดุลยภาพจากอุปสงค์  และอุปทานนอกประเทศ


        ข้อสรุปนี้ยืนยันได้จากการศึกษาเชิงประจักษ์  ของ  BIS  โดย  Borio  และ  Filardo


(.)  การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศที่มีความเหลือเฟือของแรงงาน  ไปลดการตอบสนองต่อวัฏจักรส่วนต่างกำไร  อันเนื่องมาจากธุรกิจมีบทบาทน้อยลงในการเข้าไปแทรกแซง  คือ  สามารถเพิ่มราคาเมื่ออุปสงค์ภายในประเทศเพิ่มขึ้น


(.)  ต้นทุนการผลิตมีการตอบสนองต่อวัฏจักรธุรกิจน้อยลง  เห็นได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีการย้ายการผลิตไปยังจีน  อินเดีย  และยุโรปตะวันออก  ทำให้แรงงานเห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดในการเรียกร้องเพิ่มค่าจ้างในขณะที่การว่างงานลดลง    หรือกล่าวได้ว่าจำกัดผลกระทบที่เกิดจากต้นทุนแรงงานหน่วยสุดท้าย  เมื่อมีการผลิตเพิ่มขึ้น


(.)  การอพยพแรงงาน  ในปี  ..  ๑๙๙๗  สองในสามของแรงงานที่เพิ่มขึ้นมาจากการอพยพ  ขนาดของการอพยพจะสะท้อนส่วนต่างของค่าจ้างระหว่างประเทศ  ในปัจจุบันธุรกิจมีแนวโน้มที่สูงขึ้นในการใช้แรงงานจากต่างประเทศ  โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความชำนาญเฉพาะทาง  ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการพบว่า  มันเป็นการยากในการหาแรงงานเพิ่ม  แทนที่จะเพิ่มค่าจ้างเพื่อจ้างแรงงานนั้นจากบริษัทอื่น  เราสามารถนำแรงงานจากต่างประเทศมาใช้แทน


ข้อสังเกต  การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิต  และต้นทุนแรงงานลดลง


ในบางครั้งผลจากโลกาภิวัฒน์อาจก่อให้เกิดผลในทางตรงข้าม  คือ  ด้วยแรงกดดันจากสภาวะการแข่งขันที่สูงในโลกปัจจุบันนี้  อาจหมายถึงกำไรที่จะต้องสูญเสียไปจำนวนมาก  อันเนื่องมาจากการกำหนดราคาที่ผิดพลาด  ทำให้ธุรกิจนั้นต้องมีการปรับราคาที่ดีมาก  ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างช่องว่างเงินเฟ้อและช่องว่างผลผลิตเป็นไปในลักษณะที่ชันมากขึ้น


จากการทำแบบสอบถามโดยหน่วยงานของสหภาพยุโรปไปยังบริษัทต่างๆ  เพื่อดูรูปแบบการ เปลี่ยนแปลงราคาสินค้าโดยแยกเป็นหมวดต่างๆ  พบว่า  มีแนวโน้มในการเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าในทุกหมวด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดที่ได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์มากที่สุด  การเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเปลี่ยนแปลงของราคาในธุรกิจค้าปลีกเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงภาวะการแข่งขันที่สูงมาก  จนเรียกว่า “Tesco Effect”  เป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถตั้งราคาที่ได้เปรียบในการแข่งขันโดยง่ายมาก


ที่ผ่านมาเป็นการอธิบายถึงผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่อการตอบสนองภาวะเงินเฟ้อด้านอุปสงค์  สำคัญยิ่งกว่านั้นโลกาภิวัฒน์ได้เปลี่ยนกระบวนการตอบสนองของภาวะเงินเฟ้อด้านอุปทาน  เห็นได้ชัดจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเป็น    เท่า  ภายในเวลาเกือบสองปี  ซึ่งถ้าเป็นในอดีตแล้วอาจมีความกังวลที่จะนำไปสู่  “ภาวะเวินเฟ้อรุนแรง”  (Inflationary)  แต่ด้วยผลจากโลกาภิวัฒน์ทำให้ราคาสินค้านำเข้าลดลง  ขณะที่ภาคการผลิตมีการพึ่งพาน้ำมันน้อยลงเหลือ    ใน    ของทศวรรษที่  ๗๐  แต่อย่างไรก็ตาม  ยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจนำไปสู่การเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้นเพื่อที่จะรักษาอำนาจซื้อของรายได้ให้คงเดิม


จากเหตุการณ์พบว่า  ค่าจ้างมีระดับคงที่เป็นเวลานาน  ไม่มีการขึ้นค่าจ้างเลยในหลายปีที่ผ่านมา  เนื่องจากดัชนีราคาได้เพิ่มสูงขึ้นในเวลานั้น  อัตราการเปลี่ยนแปลงของอำนาจซื้อของค่าจ้างชะลอตัวเนื่องด้วยเหตุ ดังนี้


.)  อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น  ตั้งแต่ต้นปี  .๒๐๐๕  (ไม่มีนัยสำคัญในการกำหนด)


.)  ภาวะการกดดันอันเนื่องมาจากการแข่งขันที่สูงยังส่งผลกระทบไปยังกระบวนการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงานในภาคธุรกิจ  ซึ่งโดยปกติแล้วจะส่งผลกระทบให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น  ทำให้ราคาสินค้า และบริการที่ได้รับผลกระทบปรับตัวเพิ่มขึ้น  ในทางกลับกัน  พบว่า  ภาคธุกิจพยายามหาช่องทางในการลดต้นทุน  อาทิ  การลดค่าจ้าง  การลดราคาสินค้าขั้นกลาง  หรือการเพิ่มประสิทธิภาพ  จากแบบสอบถามภาคธุรกิจของบริษัททั่วโลก  พบว่า  น้อยบริษัทที่จะขึ้นราคา  ในทางกลับกันพยายามที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ  ลดการจ้างงาน  ลดค่าจ้าง  และลดต้นทุนอื่นๆ  ผลลัพธ์ที่ตามมาจากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น  สามารถสรุปได้ว่ายังอีกห่างไกลที่จะส่งผลให้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น


จากทั้งหมดนี้สามารถสรุปได้ว่า  เงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะลดลง  อันเนื่องมาจากอิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงิน  ดังนี้


.)  การลดลงของการส่งผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นไปยังค่าจ้าง  และราคาสินค้าและบริการ  ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับธนาคารกลาง   แต่ความสัมพันธ์ระหว่างช่องว่างเงินเฟ้อ  และช่องว่างผลผลิตมีแนวโน้มลาดลงมากขึ้น  นั่นสามารถตีความได้ว่า  หลายๆสิ่งจะดีขึ้น  คือ  ไม่ว่าจะเป็นช็อคจากอุปสงค์  หรือความผิดพลาดของการดำเนินนโยบาย  ไม่ส่งผลให้เกิดความผันผวนของเงินเฟ้อจนออกนอกระดับเป้าหมาย


.)  การเปลี่ยนแปลงของระดับอุปสงค์รวมมีความสำคัญน้อยลงในการกำหนดเงินเฟ้อ


.)  โลกาภิวัฒน์จะชักจูงการดำเนินนโยบายทางการเงิน  โดยให้ความสำคัญมากขึ้นในการลดเงินเฟ้อ โดยยอมเสียต้นทุนค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้นจากส่วนต่างผลผลิตที่มากขึ้นสามารถยืนยันได้จากการพิสูจน์โดยการเปรียบเทียบสัมประสิทธิ์ถ่วงน้ำหนักของส่วนต่างผลผลิต ภายใต้เงื่อนไขของระดับการเปิดประเทศที่แตกต่างกัน  ในสมการการสูญเสียที่ได้จากสมการสวัสดิการสังคมบนพื้นฐานอรรถประโยชน์ส่วนบุคคล   พบว่ายิ่งมีการเปิดประเทศมากขึ้นขนาดของสัมประสิทธิ์ถ่วงน้ำหนักของส่วนต่างผลผลิตยิ่งลดลง


ดังนั้น  ถ้าหากเงินเฟ้ออยู่เหนือระดับเงินเฟ้อเป้าหมายแล้ว  นั่นหมายถึง  การลดลงของระดับเงินเฟ้อจะนำมาสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก  และยาวนาน  ดังนั้นยิ่งทำให้มี  Premium  มากขึ้นในการรักษาให้ความคาดหวังเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับเป้าหมาย  อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า  เรารู้น้อยมากในรูปแบบการสร้างความคาดหวังของผู้บริโภค  ทางที่ดีที่สุดขั้นแรก  คือ  ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ  และความสำคัญอย่างมากในการดูแล  เฝ้าระวังสัญญาณเงินเฟ้อ  ทั้งในตลาดสินค้า บริการ  และตลาดแรงงาน

 

Read Full Post »