Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘วิกฤตเศษรฐกิจ’

triamboy

 

เมื่อวานยามบ่าย  หลังจากที่ได้รับประทานอาหารเที่ยงเสร็จข้าพเจ้าได้มีโอกาสนำหน่วนความจำภายนอกขนาด  150  กิกะไบต์มาสำรวจดู  ได้มีโอกาสดูรูปเก่าๆมากมายอีกครั้ง  ทำให้รำลึกถึงความหลังต่างๆมากมาย  มากกว่านั้นได้มีโอกาสเปิดดูไฟล์สารคดีประเทศอาร์เจนตินาเมื่อปี  2545  ที่บันทึกเอาไว้โดยปราศจากการเปิดดูมาก่อน   จากการสำสรวจ  พบว่า  ได้ประหลาดใจกับบรรยากาศของเกษตรกรชาวอาร์เจนตินาหลายกลุ่มได้ออกมาร้องป่าว  ตะโกน  พร้อมกับตีถังใส่่นมขนาดใหญ่  20 ลิตร   นอกเหนือจากนั้นยังพบว่ามีการเผายางรถยนต์ที่ไม่ได้ใช้แล้วตลอดสองข้างทางที่ปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันสีดำจากมันเอง  เหมือนกับว่าพวกเขาเหล่านี้ต้องการสื่อสารอะไรสักอย่างกับผู้คนที่ผ่านไปมาได้รับรู้

 

จากการสำรวจจึงพบว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเหล่านี้ออกมาเรียกร้องความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ  เกษตรกรเอง  ที่ถูกเอาเปรียบจากร้านสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในเมือง  โดยเขาเหล่านั้นต้องขายนมโคให้ห้างสรรพสินค้าในราคาลิตรละ  0.06  เปโซ  (1.2  บาท)  ในขณะที่ห้างสรรพสินค้าเหล่านี้นำนมโคเหล่านี้ไปขายในราคาลิตรละ  1.2  เปโซ  (24  บาท)  ซึ่งห่างกันถึง   20  เท่า  หรือ  2000 %   ลองตระหนักดูว่าถ้าเหตุการณเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทยมันจะหดหู่ขนาดไหนถึงความไม่ยุติธรรมที่ชัดเจนขนาดนี้  เราจะแค่ออกมาตีถังใส่นมข้างถนนเหรอ  ผู้เขียนคิดว่าคนไทยคงต้องเรียกร้องและต่อสู้มากกว่านี้

 

อาร์เจนตินาเป็นประเทศหนึ่งที่เพิ่งประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ  เมื่อปี  ค.ศ. 2000  หลังจากการเปิดให้มีไหลเวียนของเงินทุนอย่างเสรี  และต่อเนื่องจากการเกิดวิกฤตของแม็กซิโกในปี  1994  ไทยและเอเชียตะวันออก  ในปี  1997  รัสเซียในปี  1998  บราซิลในปี  1999  และตุรกีในปี  2000  พร้อมกับอาร์เจนตินา  และเหยื่อรายต่อไปในอนาคตที่ไม่แน่นอน   ประเทศเหล่านี้เป็นตัวอย่างของผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่หลายคนได้ทราบกันเป็นอย่างดี   โดยมีสาเหตุหลักมาจาก  “ฉันทามติวอชิงตัน”  ที่ประกอบด้วย  5  นโยบายหลักดังนี้

1.  เปิดเสรีการค้าและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยการส่งออก

2.  เปิดเสรีตลาดการเงินและเคลื่อนย้ายทุนการเงินอย่างเสรี

3.  มาตรการเข้มงวดทางการเงินการคลัง

4.  การแปรรูปกิจการ

5.  ความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน

อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่ปฏิบัติตามฉันทามติอย่างเคร่งครัด  และรวดเร็ว  โดยการเปิดเสรีการเงิน  รื้อทิ้งอุปสรรคทางการค้า  การลงทุน  แปรรูปกิจการทั้งของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  และเอกชน  สร้างความยืดหยุ่นแก่ตลาดแรงงาน  ดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรึงกับค่าเงินดอลลาร์อเมริกา  รวมทั้งดำเนินนโยบายการเงินและการคลังอย่างเข้มงวด  เรียกได้ว่า  ทำตามบทเรียนทุกกระเบียดนิ้ว  ยังไงเสียแล้วผลลัพธ์ได้ปรากฎชัดแก่สายตาชาวโลกทุกวันนี้  

 

เดิมทีเป็นประเทศอาร์เจนตินา  (ชนชาติอาร์เจนตินาเป็นเจ้าของ)  ที่รำ่รวยมาก  เนื่องมาจากทรัพยากร  หรือทุนจำนวนมหาศาล  พื้นที่ที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าประเทศอินเดีย  ประชากรเกือบ  100  ล้านคน  ตัั้งแต่การดำเนินนโยบายตามฉันทามติวอชิงตัน  บางอย่างได้เปลี่ยนไปเป็น  อาร์เจนตินาเป็นประเทศ  (หลายชนชาติเป็นเจ้าของ)  ที่รำ่รวยมาก  เนื่องมาจากทรัพยากร  หรือทุนจำนวนมหาศาล  พื้นที่ที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าประเทศอินเดีย  ประชากรเกือบ  100  ล้านคน  หรือมีการเปลี่ยนความเป็นเจ้าของทุนเกิดขึ้น  ประเทศไม่ได้หมายความว่าต้องมีชนชาตินั้นชนชาติเดียวที่ดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  หรือประเทศไม่ได้หมายถึงอัตลักษณ์อย่างเดิมที่เราเข้าใจ  คือ  ประเทศนั้นต้องมีชนชาติหลัก  มีภาษาประจำชาติ  มีการแต่งการประจำชาติ  มีทุนวัฒนธรรมประจำชาติต่างๆ  เป็นต้น   จากนโยบายหลักทั้ง  5  ส่งเสริม  ผลักดัน  และทำให้ความเป็นเจ้าของทุน  (ทรัพยากร  วัฒนธรรม  ฯลฯ)  ได้เปลี่ยนไปโดยผ่านวิธีการที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ  การแปรรูปกิจการของรัฐ  และรัฐวิสาหกิจ  รวมทั้งเอกชน  จากเดิมทีที่ประชาชน  ชนชาตินั้นเป็นเจ้าของร่วมกันทั้งประเทศผ่านการตัดสินใจดำเนินการโดยรัฐ  มาเป็นของชนชาติอื่น  อาจจะเพียงคนเดียว  หรือหลายคน  รวมทั้งของชนชาติอื่นทั้งประเทศผ่านกองทุนความมั่งคั่งแต่ละประเทศที่มีรัฐของชนชาตินั้นดำเนินการ  จากกรณีของประเทศอาร์เจนตินา  พบว่า  มีการแปรรูปกิจการที่มีอยู่เกือบทุกอย่างทั้งของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  และเอกชนให้แก่  “ชนต่างชาติ”  อาทิ

สินค้าสาธารณะ

ไฟฟ้า    ทั้งประเทศมีการแปรรูปให้แก่ชนต่างชาติทั้งหมด  ดังนี้  ทางเหนือแปรรูปให้แก่สเปน  และฝรั่งเศส  ทางใต้ให้แก่อเมริกา  และชิลี  พื้นที่ชายฝั่งให้แก่ชิลี

ถนน      ถนนทางหลวงทั้งประเทศแปรูปให้แก่ชนต่างชาติ  หลายชนชาติ  ทำให้เกิดปัญหา  อุปสรรคจากการเก็บค่าผ่านทางหลายต่อ  หลายราคาในระดับสูงตามความเป็นเจ้าของ

รถไฟ     มีการแปรรูปสองสายหลัก  คือ  สายที่  1  ยาวกว่า  4600  กิโลเมตร  สายที่  2  ยาวกว่า  3000  กิโลเมตร

การบิน   มีการแปรรูปสายการบินแห่งชาติให้แก่ชนต่างชาติ  และเปิดเสรีการทำกิจการให้บริการการบินพาณิชย์

ประปา   แปรรูปกิจการทั้งประเทศให้แก่ชนต่างชาติ

นำ้มัน    ขายสัมปทานน้ำมันสำรองทั้งหมดที่มีในประเทศ  ทั้งบนบก  และทะเลกว่า  21000  ล้านบาร์เรล

โทรศัพท์ แปรรูปกิจการทั้งหมดแก่ชนต่างชาติ

ที่ดิน     พบว่าขายที่ดินกว่า  51%  ของเนื้อที่ประเทศให้แก่ชนต่างชาติ

ฯลฯ

สินค้าเอกชน

ที่ดิน    ขายที่ดินแก่ชนต่างชาติเกือบหมด  ต้องอาศัยกันในสลัม

วัว,  ม้า,  ไก่  มีการนำมาประมูล  ณ  ศาลาประมูลที่สามารถพบเห็นได้ทั่วในชุมชุนของอาร์เจนตินา

ธนาคารพาณิชย์

สื่อโทรทัศน์   วิทยุ

ฯลฯ

มากกว่านั้นยังแก้ไขกฎหมายเพื่อสนับสนุนการแปรรูปกิจการทุกอย่าง  และทำลายกิจการที่มีอยู่  จากการแข่งขันของชนต่างชาติ  เช่น

การตั้งร้านขายปลีกขนาดใหญ่ของ  Carrfour  (ฝรั่งเศส)  พบว่ามีสาขาทั้งหมดกว่า  377  สาขา  (พ.ศ.2545)  สำหรับประชากร  37.3  ล้านคน  (พ.ศ.2545)

ข้อสังเกต

มีประเทศที่ออกกฎหมายเพื่อป้องกันการค้าปลีกขนาดใหญ่  170  ประเทศ  (รวมถึงฝรั่งเศสเอง)

ทีประเทศที่ไม่ได้ออกกฎหมายเพื่อป้องกันการค้าปลีกขนาดใหญ่  24  ประเทศ  (รวมถึงอาร์เจนตินา  และไทย)

ในกรณีของฝรั่งเศสนั้นมีการตรากฎหมายการป้องกันกรค้าปลีกขนาดใหญ่  โดยกำหนดไว้ว่า  ในเขตพื้นที่  หรือรัศมีที่จะจัดตั้งร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ต้องมีจำนวนประชากรมากกว่า  40,000  คน  ถ้าหากมีจำนวนประชากรน้อยกว่า  40,000  คนจะต้องตั้งกรรมมาธิการพิจารณาที่มาจากคนในท้องที่นั้น  เพื่อพิจารณาการจัดตั้ง

 

จากกรณีของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ออกมาประท้วงข้างถนนด้วยวิธีการต่างๆ  นั้นสาเหตุหลักมาจากการพยายามสื่อสาร  เรียกร้องความไม่ยุติธรรมผ่านช่องทางที่สามารถทำได้  ในขณะที่ผู้ทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริง  ร้องเรียนรัฐบาล  ชี้นำสังคม  คือ  “สื่อ”  ของชนต่างชาติ  กลับเพิกเฉยต่อการเรียกร้องของชนชาติเดิม  มากกว่านั้นยังบิดเบือนการนำเสนอโดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง  ทำให้ชนชาติเดิมในประเทศมีโอกาสน้อยมากในการติดต่อสื่อสารกับรัฐบาลที่เป็นชนชาติเดียวกัน  เสมือนสภาวะสุญญากาศระหว่างชนชาติเดียวกัน  ก่อนที่จะสูญสิ้นความเป็นชนชาติเดียวกันในอนาคต

 

จากการแปรรูปกิจการทั้งประเทศจะนำมาซึ่งความสูญสิ้นของชนชาติเดียวกัน  คือ  ไม่ความสามารถดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองตามความต้องการของชนชาติเดียวกันได้  อาทิ

กิจกรรมทางสังคม

อุปสรรคจากความเป็นเจ้าของของชนต่างชาติ  ได้แยกสังคมออกเป็นส่วนย่อย  มีการปฏิสัมพันธ์น้อย  ไม่สามารถแลกเปลี่ยนทุน  เช่น  สินค้า  ทรัพยากร  ข้อมูล  ความสัมพันธ์  ความสนิทสนน  เป็นต้น  เนื่องจากการแลกเปลี่ยนทุนพวกนี้ต้องมีต้นทุนจำนวนมาก  คือต้นทุนการเข้าถึงในระดับสูง  เช่น  ค่าผ่านทางหลายด่านจากการใช้ถนนของเอกชนชนต่างชาติ  สื่อที่เป็นของชนต่างชาติที่นำเสนอเพียงดานที่เจ้าของต้องการเพื่อผลประโยชน์ชนต่างชาติด้วยกัน  เป็นต้น  ทำให้เกิดแรงจูงใจท่ีต้องละทิ้งการดำเนินกิจกรรมทางสังคม  (การบริโภคสินค้าทางสังคมในระดับตำ่มาก)​  จึงมีแนวโน้มของการปฏิสัมพันธ์ลดลง  และเสี่ยงต่อการแตกสลายของสังคม  สูญสิ้นความเป็นสังคมชนชาติเดียวกัน

มากกว่านั้น  พบว่าสังคง  และองค์ประกอบทางสังคมกำลังถูกสร้างขึ้นมาใหม่  หรือกล่าวได้ว่าเขียนประวัติศาสตร์ใหม่  ตามความต้องการของเจ้าของทุนชนต่างชาติ  ที่ไม่ค่อยจะคำนึงถึงทุนสังคมในอดีต  อาทิ  วัฒนธรรม  ศิลปะ  ประเพณี  เป็นต้น  ผ่านสื่อ  วัฒนธรรมจากการดำเนินกิจการ  ธุรกิจ  โดยที่ชนชาติเดิมมีโอกาสในการต่อรองทางสังคมน้อยมาก  ได้แต่เพียงพยายามเขียน  รักษาประวัติศาสตร์เดิมให้เหลือมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

กิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ด้วยปัจจัยความเป็นเจ้าของทุนของชนต่างชาติ  ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องเป็นไปตามเจ้าของทุนชนต่างชาติ  ที่มีเป้าหมายหลักของการเคลื่อนย้ายผลกำไรกลับสู่ประเทศแม่  เสมือนรูปแบบการพัฒนาการขั้นสูงกว่าของลัทธิพาณิชย์นิยม  และลัทธิล่าอาณานิคมในอดีต  ชนชาติเดิมที่เป็นเพียงอดีตเจ้าของทุน  มีทางเลือกเดียวที่สามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ  คือ  ลูกจ้าง  เป็นลูกจ้างเกือบทั้งประเทศ  ที่มีความยืดหยุ่นของแรงงานมาก  จนเรียกได้ว่าไม่มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ  จะถูกจ้าง  หรือออกจากงานเป็นเรื่องปกติมาก  มากกว่านั้นยังเป็นลูกจ้างที่ไม่มีอำนาจในการต่อรอง  ทั้งส่วนบุคคล  การรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน  แม้กระทั่งรัฐบาลชนชาติเดียวกัน

 

กิจกรรมทางการเมือง

เมื่อปัจจัยทุนทั้งหลายเป็นของชนต่างชาติเกือบทั้งสิ้น  การเมืองที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของชนชาติเดิม  เป็นเพียงการอ้างความชอบธรรมของนักการเมืองชนชาติเดิมเดียวกัน   เพื่อความอยู่รอดของนักการเมือง  ในขณะที่ความเป็นเจ้าของทุนตกเป็นของชนต่างชาติ  ทางเลือกเดียวเพื่อความอยู่รอดที่มีอยู่จึงไม่ต่างอะไรจากประชาชนทั่วไป  นั่นคือ  ลูกจ้าง  ลูกจ้างของชนต่างชาติ  ไม่ใช่ลูกจ้างของชนชาติเดิมเดียวกัน  แต่อาจเป็นตรรกะที่ถูกต้องก็ได้  ถ้าพิจารณาว่าต้องปกป้องผลประโยชน์ของเจ้าของทุน  และเพิกเฉยต่ออดีตเจ้าของทุน  (เสมือนหน้าที่ของผู้บริหารบริษัท)  การเมืองไม่มีประสิทธิภาพสำหรับคนชนชาติเดิม  ไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์  ความยุติธรรมให้กับชนชาติเดิม  ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของชนชาติเดิมที่มีเพียงทุนแรงงาน  และทุนความคิดอย่างเดียวที่เหลืออยู่ติดตัวอยู่  กลับตอบสนองต่อความต้องการของชนต่างชาติ  ดังนั้นจึงพบว่าการเมืองจึงไม่ใช่ทางเลือก  หรือทางออกของชนชาติเดิมอีกต่อไป  ถ้าหากบริบทยังเป็นของเจ้าของทุนอย่างเดียว  ไม่ได้เป็นไปเพื่อบริบทของประเทศที่มีลูกจ้าง  (ทุนแรงงาน)   ที่เป็นชนชาติเดิม  และเจ้าของทุนที่เป็นชนต่างชาติ  ถ้าหากชนชาติเดิมในประเทศถูกบีบให้จนตรอกแล้ว  เป็นไปได้สูงมากที่ความเป็นเจ้าของอาจจะกลับมาเป็นของชนชาติเดิมอีกครั้ง  ด้วยการทำสงครามครั้งสุดท้าย   การลุกฮือเพื่อต่อต้านชนต่างชาติ  และการเมืองที่ตอบสนองต่อชนต่างชาติที่มีทุนจำนวนมาก

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น  พบว่าชนชาติเดิมในพื้นที่ประเทศเดียวกันนี้มีแนวโน้มที่จะสูญสิ้นความเป็นชนชาติเดียวกัน  ซึ่งกำลังจะกลายเป็นอัตลักษณ์ในรูปแบบเดิมของพื้นที่นี้ที่มีภาษาประจำชาติ  วัฒนธรรมประเพณีประจำชาติ  ธงประจำชาติ  มีประวัติศาสตร์ของชนชาตินี้ในพื้นที่นี้  เป็นต้น  ในทางกลับกันพบว่า  ในพื้นที่เดียวกันนี้  เรากำลังจะมีชนต่างชาติหลายชนชาติเข้ามาเป็นองค์ประกอบการดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  กำลังสร้างอัตลักษณ์ใหม่ในพื้นที่นี้  ที่มีชนหลายชาติ  มีภาษาหลายภาษาประจำพื้นที่  มีธงหลายชาติประจำในพื้นที่เดิมนี้  มีวัฒนธรรมประเพณีหลายชาติ  มีประวัติศาสตร์ของชนหลายชาติในพื้นที่เดียวกันนี้ที่กำลังถูกเขียนขึ้นใหม่เพียงด้านเดียว หรือว่าเรากำลังต้องการ

 

ความหลากหลายที่ไม่เท่าเทียมกันของหลายชนชาติ

และความสูญสิ้นของชนชาติเดียวกัน

ในพื้นที่เดิมที่เราเป็นเพียง  “อดีต”  ที่ถูกเมิน

Read Full Post »

triamboy

“ถ้าหากเงินเฟ้ออยู่เหนือระดับเงินเฟ้อเป้าหมายแล้ว  นั่นหมายถึง  การลดลงของระดับเงินเฟ้อจะนำมาสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก  และยาวนาน”


การดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบันนี้ไม่ได้เรียบง่ายเช่นในอดีต  แต่กลับต้องดำเนินชีวิตภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ที่นับวันยิ่งเชี่ยวกราดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว  ทุกอย่างรอบตัวกำลังรวมเป็นตลาดเดียว  คือ ตลาดโลก  นั่นหมายความว่า ราคาสินค้า  และบริการถูกกำหนดโดยตลาดโลก  ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการย่างเข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาดของ ประเทศจีน  อินเดีย  และยุโรปตะวันออก  การปฏิวัติทางเทคโนโลยี  และการสื่อสาร  ต้นทุนการคมนาคมขนส่งที่ลดลงต่ำเป็นอย่างมาก  ด้วยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแรงผลักดันให้เกิดการแบ่งงานกันทำมากขึ้น  หรือเราสามารถอธิบายโลกาภิวัฒน์ในมุมมองของธุรกิจเข้ากับมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ได้ว่า  โลกาภิวัฒน์  คือ  ช็อคที่เกิดขึ้นกับ ราคาสัมพัทธ์  โดยระดับราคาทั่วไปขึ้นกับราคาสินค้า  และบริการที่ผลิตได้ในประเทศ  โดยแนวโน้มของ ราคาเป็นดังนี้ 

 

ราคาของ  Tradable Goods  (สินค้าที่มีการทดแทนกันอย่างเกือบสมบูรณ์โดยสินค้านำเข้า  หรือราคาถูกกำหนดจากภายนอกประเทศ)  มีแนวโน้มลดลง

 

ราคาของ  Non-tradable Goods  (สินค้าที่ไม่มีการทดแทนกัน  หรือราคาถูกกำหนดจาก ภายในประเทศ)  มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 

ผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่ออัตราเงินเฟ้อสรุปได้  ดังนี้


(.)  การเปลี่ยนแปลงของอัตราการค้า  (ราคาของสินค้าออกต่อราคาสินค้าเข้า)

โลกาภิวัฒน์ได้เปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องกับเงินเฟ้อ  อันเนื่องมาจากการตีตลาดสินค้าราคาถูกจากเอเชีย  นั่นคือ  ช็อคของอุปทานทางบวก  (การเพิ่มขึ้นของอุปทานทุกระดับราคา)  ดังนั้นการลดลงของราคาสินค้านำเข้าทำให้ค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้น  หรืออำนาจซื้อเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่มีต้นทุนเกิดขึ้น 

 

ผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงิน


ในทางปฏิบัติ  ก่อให้เกิดผลดีต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่เรียกว่า  “Tailwind”  นั่นคือ  ธนาคารกลางสามารถใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับที่สูงกว่าปกติ  หรือกล่าวได้ว่าลดอัตราเงินเฟ้อโดยที่ไม่จำเป็นต้้องมีการชะลอตัวของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  จากการศึกษาเชิงประจักษ์ของ London School of Economics  ผลดีที่เกิดขึ้นนี้เกิดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว  เพราะว่าแรงงานอาจจะสร้างรูปแบบ การคาดการณ์จากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากผลได้ของอัตราการค้า  ดังนั้นการดำเนินนโยบายนี้ใช้ได้เพียงชั่วคราว


(.)  การเปลี่ยนแปลงของพลวัตระยะสั้นของกระบวนการเงินเฟ้อ


โลกาภิวัฒน์ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อ  และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น  (Short-run tradeoff)  มีความสัมพันธ์ในลักษณะลาดมากขึ้น  หรือชันน้อยลง  จากการศึกษาเชิงประจักษ์ที่ได้จากหลายประเทศทั่วโลก  พบว่า


ทศวรรษที่  ๗๐  ความสัมพันธ์มีลักษณะแนวดิ่ง  คือ  ไม่ว่าจะพยายามที่จะรักษาอัตราการว่างงานให้ต่ำกว่าอัตราการว่างงานธรรมชาติแล้วก็ตามส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ


ทศวรรษที่  ๘๐  ความสัมพันธ์มีลักษณะชันลาดลง  คือ  เงินเฟ้อที่ระดับต่ำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาวะเศรษฐกิจมีการว่างงานมากขึ้น


ทศวรรษที่  ๙๐  ความสัมพันธ์มีลักษณะลาดจนเกือบเป็นเส้นตรงแนวนอน  คือ  สามารถทำให้เงินเฟ้อต่ำลงในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ชะงัก


ในทางทฤษฎีแล้วสามารถอธิบายได้ว่า  ผลที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึง  การจัดการทางด้านอุปสงค์ที่ดีมาก โดยทำให้ระดับการว่างงานอยู่ต่ำกว่าระดับธรรมชาติ 


ข้อสังเกต  กระบวนการของเงินเฟ้อมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  อันมีสาเหตุดังต่อไปนี้


(.)  การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายการเงินของธนาคารกลาง  โดยหันมาใช้นโยบายเงินเฟ้อเป้าหมายซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในระบบเศรษฐกิจทั่วโลก  นโยบายเงินเฟ้อเป้าหมายนี้ทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในกรอบต่างจากในอดีต  คือ  การว่างงานลดลงอาจนำไปสู่การคาดการณ์ เงินเฟ้อที่สูงขึ้น


(.)  ความถี่ในการปรับราคาเพิ่มขึ้นลดลงเพื่อให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ  อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง  ดังนั้นแม้ว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น  แต่ถ้าค่าเฉลี่ยอยู่ในกรอบที่กำหนดจึงไม่จำเป็นต้องปรับราคาเพิ่มขึ้น


ดังนั้น  ในระยะสั้น  การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์จะไม่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของระดับราคา  ความสัมพันธ์จะลาดมากขึ้นเมื่อขนาดการเปิดประเทศมากขึ้น


ลกระทบเชิงโครงสร้่างระหว่างความสัมพันธ์ของช่องว่างเงินเฟ้อ และช่องว่างผลผลิต  เนื่องมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้


(.)  การค้า  และการลงทุนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น  และความชำนาญเฉพาะทาง  ส่งผลดังนี้

        (.)  ลดการตอบสนองของเงินเฟ้อต่อช่องว่างผลผลิตในประเทศ

    (.)  เพิ่มการตอบสนองต่อระดับดุลยภาพจากอุปสงค์  และอุปทานนอกประเทศ


        ข้อสรุปนี้ยืนยันได้จากการศึกษาเชิงประจักษ์  ของ  BIS  โดย  Borio  และ  Filardo


(.)  การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศที่มีความเหลือเฟือของแรงงาน  ไปลดการตอบสนองต่อวัฏจักรส่วนต่างกำไร  อันเนื่องมาจากธุรกิจมีบทบาทน้อยลงในการเข้าไปแทรกแซง  คือ  สามารถเพิ่มราคาเมื่ออุปสงค์ภายในประเทศเพิ่มขึ้น


(.)  ต้นทุนการผลิตมีการตอบสนองต่อวัฏจักรธุรกิจน้อยลง  เห็นได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีการย้ายการผลิตไปยังจีน  อินเดีย  และยุโรปตะวันออก  ทำให้แรงงานเห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดในการเรียกร้องเพิ่มค่าจ้างในขณะที่การว่างงานลดลง    หรือกล่าวได้ว่าจำกัดผลกระทบที่เกิดจากต้นทุนแรงงานหน่วยสุดท้าย  เมื่อมีการผลิตเพิ่มขึ้น


(.)  การอพยพแรงงาน  ในปี  ..  ๑๙๙๗  สองในสามของแรงงานที่เพิ่มขึ้นมาจากการอพยพ  ขนาดของการอพยพจะสะท้อนส่วนต่างของค่าจ้างระหว่างประเทศ  ในปัจจุบันธุรกิจมีแนวโน้มที่สูงขึ้นในการใช้แรงงานจากต่างประเทศ  โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความชำนาญเฉพาะทาง  ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการพบว่า  มันเป็นการยากในการหาแรงงานเพิ่ม  แทนที่จะเพิ่มค่าจ้างเพื่อจ้างแรงงานนั้นจากบริษัทอื่น  เราสามารถนำแรงงานจากต่างประเทศมาใช้แทน


ข้อสังเกต  การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิต  และต้นทุนแรงงานลดลง


ในบางครั้งผลจากโลกาภิวัฒน์อาจก่อให้เกิดผลในทางตรงข้าม  คือ  ด้วยแรงกดดันจากสภาวะการแข่งขันที่สูงในโลกปัจจุบันนี้  อาจหมายถึงกำไรที่จะต้องสูญเสียไปจำนวนมาก  อันเนื่องมาจากการกำหนดราคาที่ผิดพลาด  ทำให้ธุรกิจนั้นต้องมีการปรับราคาที่ดีมาก  ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างช่องว่างเงินเฟ้อและช่องว่างผลผลิตเป็นไปในลักษณะที่ชันมากขึ้น


จากการทำแบบสอบถามโดยหน่วยงานของสหภาพยุโรปไปยังบริษัทต่างๆ  เพื่อดูรูปแบบการ เปลี่ยนแปลงราคาสินค้าโดยแยกเป็นหมวดต่างๆ  พบว่า  มีแนวโน้มในการเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าในทุกหมวด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดที่ได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์มากที่สุด  การเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเปลี่ยนแปลงของราคาในธุรกิจค้าปลีกเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงภาวะการแข่งขันที่สูงมาก  จนเรียกว่า “Tesco Effect”  เป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถตั้งราคาที่ได้เปรียบในการแข่งขันโดยง่ายมาก


ที่ผ่านมาเป็นการอธิบายถึงผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่อการตอบสนองภาวะเงินเฟ้อด้านอุปสงค์  สำคัญยิ่งกว่านั้นโลกาภิวัฒน์ได้เปลี่ยนกระบวนการตอบสนองของภาวะเงินเฟ้อด้านอุปทาน  เห็นได้ชัดจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเป็น    เท่า  ภายในเวลาเกือบสองปี  ซึ่งถ้าเป็นในอดีตแล้วอาจมีความกังวลที่จะนำไปสู่  “ภาวะเวินเฟ้อรุนแรง”  (Inflationary)  แต่ด้วยผลจากโลกาภิวัฒน์ทำให้ราคาสินค้านำเข้าลดลง  ขณะที่ภาคการผลิตมีการพึ่งพาน้ำมันน้อยลงเหลือ    ใน    ของทศวรรษที่  ๗๐  แต่อย่างไรก็ตาม  ยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจนำไปสู่การเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้นเพื่อที่จะรักษาอำนาจซื้อของรายได้ให้คงเดิม


จากเหตุการณ์พบว่า  ค่าจ้างมีระดับคงที่เป็นเวลานาน  ไม่มีการขึ้นค่าจ้างเลยในหลายปีที่ผ่านมา  เนื่องจากดัชนีราคาได้เพิ่มสูงขึ้นในเวลานั้น  อัตราการเปลี่ยนแปลงของอำนาจซื้อของค่าจ้างชะลอตัวเนื่องด้วยเหตุ ดังนี้


.)  อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น  ตั้งแต่ต้นปี  .๒๐๐๕  (ไม่มีนัยสำคัญในการกำหนด)


.)  ภาวะการกดดันอันเนื่องมาจากการแข่งขันที่สูงยังส่งผลกระทบไปยังกระบวนการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงานในภาคธุรกิจ  ซึ่งโดยปกติแล้วจะส่งผลกระทบให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น  ทำให้ราคาสินค้า และบริการที่ได้รับผลกระทบปรับตัวเพิ่มขึ้น  ในทางกลับกัน  พบว่า  ภาคธุกิจพยายามหาช่องทางในการลดต้นทุน  อาทิ  การลดค่าจ้าง  การลดราคาสินค้าขั้นกลาง  หรือการเพิ่มประสิทธิภาพ  จากแบบสอบถามภาคธุรกิจของบริษัททั่วโลก  พบว่า  น้อยบริษัทที่จะขึ้นราคา  ในทางกลับกันพยายามที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ  ลดการจ้างงาน  ลดค่าจ้าง  และลดต้นทุนอื่นๆ  ผลลัพธ์ที่ตามมาจากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น  สามารถสรุปได้ว่ายังอีกห่างไกลที่จะส่งผลให้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น


จากทั้งหมดนี้สามารถสรุปได้ว่า  เงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะลดลง  อันเนื่องมาจากอิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงิน  ดังนี้


.)  การลดลงของการส่งผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นไปยังค่าจ้าง  และราคาสินค้าและบริการ  ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับธนาคารกลาง   แต่ความสัมพันธ์ระหว่างช่องว่างเงินเฟ้อ  และช่องว่างผลผลิตมีแนวโน้มลาดลงมากขึ้น  นั่นสามารถตีความได้ว่า  หลายๆสิ่งจะดีขึ้น  คือ  ไม่ว่าจะเป็นช็อคจากอุปสงค์  หรือความผิดพลาดของการดำเนินนโยบาย  ไม่ส่งผลให้เกิดความผันผวนของเงินเฟ้อจนออกนอกระดับเป้าหมาย


.)  การเปลี่ยนแปลงของระดับอุปสงค์รวมมีความสำคัญน้อยลงในการกำหนดเงินเฟ้อ


.)  โลกาภิวัฒน์จะชักจูงการดำเนินนโยบายทางการเงิน  โดยให้ความสำคัญมากขึ้นในการลดเงินเฟ้อ โดยยอมเสียต้นทุนค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้นจากส่วนต่างผลผลิตที่มากขึ้นสามารถยืนยันได้จากการพิสูจน์โดยการเปรียบเทียบสัมประสิทธิ์ถ่วงน้ำหนักของส่วนต่างผลผลิต ภายใต้เงื่อนไขของระดับการเปิดประเทศที่แตกต่างกัน  ในสมการการสูญเสียที่ได้จากสมการสวัสดิการสังคมบนพื้นฐานอรรถประโยชน์ส่วนบุคคล   พบว่ายิ่งมีการเปิดประเทศมากขึ้นขนาดของสัมประสิทธิ์ถ่วงน้ำหนักของส่วนต่างผลผลิตยิ่งลดลง


ดังนั้น  ถ้าหากเงินเฟ้ออยู่เหนือระดับเงินเฟ้อเป้าหมายแล้ว  นั่นหมายถึง  การลดลงของระดับเงินเฟ้อจะนำมาสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก  และยาวนาน  ดังนั้นยิ่งทำให้มี  Premium  มากขึ้นในการรักษาให้ความคาดหวังเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับเป้าหมาย  อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า  เรารู้น้อยมากในรูปแบบการสร้างความคาดหวังของผู้บริโภค  ทางที่ดีที่สุดขั้นแรก  คือ  ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ  และความสำคัญอย่างมากในการดูแล  เฝ้าระวังสัญญาณเงินเฟ้อ  ทั้งในตลาดสินค้า บริการ  และตลาดแรงงาน

 

Read Full Post »