Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘วัตถุนิยม’

ทุนสังคม กับ การพัฒนาทุนมนุษย์

recommendare

 

บันทึก

จากการสัมมนาหัวข้อ  “ทุนสังคม กับ การพัฒนาทุนมนุษย์”

 

การสัมมนาวิชาการประจำปี 2551

วันที่  29  –  30  พฤศจิกายน 2551

โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี

 

บรรยาย  โดย

คุณสุวรรณี คำมั่น และคณะ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

จัดโดย

มูลนิธิชัยพัฒนา 

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

บทสรุปมีดังนี้

 

แนวคิด และความสําคัญของทุนทางสังคมเป็นที่ยอมรับขององค์กรพัฒนาระหว่างประเทศต่างๆ ว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนอันนําไปสู่ความผาสุกของคนในชาติ  โดยเฉพาะ OECD นั้นพิจารณาว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจะเกิดจากทุนมนุษย์และทุนทางสังคมถึง 4  ในสิบส่วน ขณะที่ 2 ส่วนเกิดจากทุนกายภาพและทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ และในบริบทไทย ทุนทางสังคมถือเป็นทุนสําคัญที่เสริมสร้างวิถีชีวิตที่ดีงามของคนในสังคมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการปกครองของประเทศมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริการและกระบวนการผลิตในภาคเศรษฐกิจ การช่วยบรรเทาความรุนแรงและแก้ปัญหาในยามที่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม   

 

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ศึกษาแนวความคิดและองค์ประกอบของทุนทางสังคม ตลอดจนกําหนดกรอบตัวชี้วัดเพื่อแสดงให้เห็นความมีอยู่ของทุนทางสังคมของไทย โดยกําหนดว่า “ทุนทางสังคม เกิดจากการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทํา บนฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ  สายใยผูกพัน และวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทยผ่านระบบความสัมพันธ์ที่มีการสะสมในลักษณะเครือข่ายขององค์ประกอบหลัก ได้แก่ คน สถาบัน วัฒนธรรม และองค์ความรู้ ซึ่งจะเกิดเป็นพลังในชุมชนและสังคม”

 

สําหรับการประเมินสถานภาพทุนทางสังคมนั้น จะพิจารณาทั้งระดับ Micro และ Macro โดยระดับ Micro เป็นการประเมินผลทุนทางสังคมที่เป็นทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทหลักในการพัฒนาองค์กร/ประเทศให้เจริญก้าวหน้า โดยทุนมนุษย์ที่เป็นทุนทางสังคมนั้นจะต้องเป็นคนที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ มีน้ําใจและเอื้ออาทร และมีความเชื่อในระบบคุณค่าและหลักศีลธรรมที่ดี เช่น คุณธรรม วินัย ความซื่อสัตย์และจิตสํานึกสาธารณะ ฯลฯ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของการรวมกลุ่มและเครือข่าย การมีความไว้วางใจและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการดําเนินกิจกรรมและให้ความร่วมมือในการทํากิจกรรมต่างๆ ของชุมชนร่วมกัน สามารถเข้าถึงข่าวสารและการสื่อสารซึ่งเป็นเครื่องมือในการช่วยคนในชุมชนให้สามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้ ตลอดจนมีอํานาจในการตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง

 

สําหรับระดับ Macro เป็นการประเมินผลของทุนทางสังคมที่เป็นปัจจัยแวดล้อมทุนมนุษย์ ประกอบด้วย สถาบันทางสังคมต่างๆ  วัฒนธรรม และองค์ความรู้/  ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งมีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ทั้งด้านความรู้ ทักษะ ค่านิยม ตลอดจนคุณธรรมและจริยธรรมต่างๆ 

 

ผลการประเมินสถานภาพทุนทางสังคมในระดับ Micro พบว่า ประเทศไทยมีทุนทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยจุดเด่นคือประชาชนมีแนวโน้มรวมกลุ่มและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกันมากขึ้น คนส่วนใหญ่เป็นคนมีน้ําใจ ไมตรี มีความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น มีความสามัคคี มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและเข้าร่วมทํากิจกรรมเพื่อสาธารณะต่างๆ มีความไว้วางใจต่อกัน และเป็นผู้มีจิตสาธารณะ  ขณะที่จุดด้อยคือคนส่วนหนึ่งไม่ค่อยยึดถือกฎ ระเบียบและกติกาของสังคม มีค่านิยมฟุ่มเฟือย นิยมวัตถุ รักสนุกรักสบาย รักพวกพ้อง ให้ความสําคัญกับระบบอุปถัมภ์ ฯลฯ ขณะเดียวกันความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนระดับ Macro พบว่า ระบบสถาบันทางสังคมต่างๆ มีแนวโน้มอ่อนแอและมีบทบาทในการพัฒนาทุนมนุษย์ลดลงทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา สถาบันธุรกิจเอกชนสถาบันสื่อ ฯลฯ ขณะที่ประเทศไทยมีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ดีงามมากมายแต่ยังไม่ได้ให้ความสําคัญในการที่จะพัฒนาและนําไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศเท่าที่ควร ทําให้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ดีงามหลายอย่างกําลังเลือนหายไปจากสังคม  ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และต่อการพัฒนาประเทศ

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยและแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและจะส่งผลกระทบต่อทุนทางสังคมและทุนมนุษย์ของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี/การสื่อสาร การเคลื่อนย้ายคนอย่างเสรี การก้าวสู่สังคมหลังฐานความรู้ การขยายตัวของเมือง ฯลฯ ดังนั้น จึงมีประเด็นที่ถือเป็นความท้าทายต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคมในอนาคต ดังนี้ 

 

1.  การพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคมเพื่อเพิ่มผลิตภาพทางสังคม (Social Productivity) โดย


 1.1 สร้างความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางสังคม ทุนมนุษย์ และทุนภูมิปัญญา โดยกําหนดค่านิยมพื้นฐานร่วม (Core Value) สําหรับสังคมไทยและคนไทยทุกคนในการสร้างเสริมและใช้ประโยชน์ทุนทางสังคมระหว่างกลุ่มต่างๆ เพื่อนําไปสู่การเพิ่มผลิตภาพทางสังคม อันเป็นพลังสําคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ 


 1.2 เร่งพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทยไปสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยนอกจากทุนมนุษย์ต้องรู้ว่าในโลกนี้มีอะไร (Knowing) รู้แล้วนํามาคิดต่อยอดได้หรือไม่ (Thinking) นําความคิดนี้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ (Serving) และนําความรู้ที่มีและได้มานั้นมาเป็นประสบการณ์ได้หรือไม่ (Experiencing)แล้วนั้น ต้องมีจิตสาธารณะใน 5 ประการ คือ จิตแห่งวิทยาการ จิตแห่งการสังเคราะห์  จิตแห่งการสร้างสรรค์ จิตแห่งความเคารพ จิตแห่งคุณธรรม ซึ่งล้วนเป็นมิติที่เป็นต้นทางของการสร้างทุนทางสังคมที่นํามาเติมเต็มในกระบวนการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีภูมิคุ้มกันพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และที่สําคัญเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายและทุกระดับของกระบวนการพัฒนาประเทศ

 

 1.3 เสริมสร้างบทบาทครอบครัว ชุมชน ศาสนสถานให้เข้มแข็ง มีสัมพันธภาพที่ดี  ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทสื่อในการนําเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการสร้างกระแสให้เกิดการรับรู้และความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อวิชีวิตครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศ   

 

1.4 ขยายฐานและพัฒนาต่อยอดการมีส่วนร่วมของชุมชนและการเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ให้ชุมชนสามารถกําหนดตําแหน่งการพัฒนาชุมชน (Market positioning) ที่บ่งบอกจุดหมายปลายทางการพัฒนาตัวเองบนฐานของทุนที่มีอยู่ในชุมชน  

 

2. การสร้างพลังให้เกิดทุนทางสังคมที่เข้มแข็งเพื่อการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ตอบสนองความต้องการกําลังคนในอนาคต โดย เสริมสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เกื้อหนุนให้เกิดการพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์และทุนทางสังคมที่เข้มแข็งในทุกมิติที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว พร้อมทั้งทบทวนและปรับปรุงนโยบายกฎระเบียบ กฎหมาย รวมถึงวัฒนธรรมบางอย่างที่จะขัดขวางการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบวินัย อาทิ ระบบอุปถัมภ์ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคม

 

รายงานฉบับเต็ม

 

Read Full Post »

เงินคืออะไร

จากความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ระดับ ม.3 เกิดมาก็เคยเรียนมาแค่ตัวเดียว ก็อยากจะชี้แจงล่วงหน้าว่า ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้

ผิดถูกประการใด ขออภัยล่วงหน้า

เงินตามที่มีการนิยาม น่าจะหมายถึงสื่อกลาง หรือ/และ มาตรฐานที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้า หรือบริการที่มนุษย์ สามารถผลิต หรือหามาได้ [1]   เมื่อคำนึงว่ามนุษย์เราไม่สามารถที่จะผลิตสินค้าหรือบริการ มาสนองทุกความต้องการในชีวิตได้ เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน ด้วยกลไกอะไรซักอย่าง และกลไกที่ว่านี้ก็
น่าจะคือ สิ่งที่เรียกว่า “ระบบเงินตรา” เรื่องนี้พอจะเข้าใจได้

แต่สิ่งที่คนเขียนไม่เข้าใจมาก ๆ แต่คิดว่า คนใน blog นี้เข้าใจเป็นอย่างดีก็คือ สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับเงิน นั่นก็คือ เรื่องของราคา (price) รวมถึงโครงสร้างกลไกทางการเงินสารพัด เช่นว่า เราคำนวณมูลค่าของสิ่งของหรือบริการกันยังไง ทำไมเงินที่ได้จากแรงงานในโรงงานนรกมันถึงน้อยแสนน้อย เทียบกับเงินที่ได้ในการทำงานในโรงงานแสนสะอาดในญี่ปุ่น หรือการทำงานเป็นทั่นซีอีโอในบริษัทวาณิชธนกิจชั้นนำ ทั้ง ๆ ที่คุณภาพชีวิตสุดจะห่าเหวที่แรงงานโรงงานนรกจะต้องเสียไป นั้นน่าจะมีค่ามูลค่าในการแลกเปลี่ยนที่สูงกว่า เมื่อคำนึงว่าคุณค่าของมนุษย์ทุกคนนั้นมันควรจะเท่าเทียมกันอย่างน้อยก็ทางทฤษฎี แต่ถ้าจะอธิบายว่า ก็เพราะว่า เราหาคนที่ทำงานเป็นทั่นซีอีโอได้ยากกว่าแรงงานง่าย ๆ น่ะซิ ก็พอจะเป็นคำอธิบายที่มีเหตุผลในแง่เศรษฐศาสตร์ แต่ดูจะไม่มีเหตุผลเอาซะเลย ในแง่ของศีลธรรม อีกเรื่องนึงก็เช่น ทำไมต้องมีการซื้อขายของล่วงหน้า ทั้งน้ำมัน ทอง เงิน หนี้ ใบหนี้ หนี้ของหนี้ของหนี้ของหนี้ของนั่นของนู้นของบ้านคุณภาพต่ำ ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ผม “คาดว่า” คาดว่าเท่านั้นนะ ไม่รู้จริงรึเปล่า ว่า ศักยภาพของโลกเรานั้นน่าจะสามารถผลิตสินค้าและบริการ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ได้เพียงพอสำหรับทุกคนบนโลกได้อย่างแน่นอน แต่ความจริงปัจจุบันก็คือยังมีคนที่ “ขาด” อยู่เป็นปริมาณมาก มันเป็นเพราะอะไร? เป็นเรื่องของโครงสร้างระบบเงินเป็นหลักรึเปล่า หรือมันเกี่ยวพันไปซะทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการเมือง การศึกษา การสื่อสาร ศีลธรรม ศาสนา ฯลฯ

เคยฟังบางคนพูดว่า “เ้อ้อ ผมว่าผมมีค่า์มากกว่าหลาย ๆ คนบนโลกนะ เพราะผมหาเงินได้เยอะ หมายความว่าผมทำประโยชน์ให้แก่โลกใบนี้ได้มากกว่าคนอื่น ๆ (ตามนิยามของเงินก็ คือผมสามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากกว่าคนอื่น ๆ มากกว่ามาตรฐานชายไทยทั่วไปนั่นเอง)” ฟังไปฟังมา เกือบเห็นดีเห็นงามไปด้วยว่า เอออ ถูกก ๆๆๆ ถูกต้อง!

อ่านบทความของ อ.ประเวศ วะสี ในหนังสือ ความจริงของความจน [2] แล้วก็พอเข้าใจว่า ปัญหาความรวยกับความจนในไทย เกิดขึ้นจากปัญหาิเชิงโครงสร้าง ที่ไม่เอื้ออำนวยให้คนทั่วไปหายจน ทั้งโครงสร้างทางการเมือง อันนี้เห็นได้ชัดมาก , โครงสร้างทางการศึกษา ที่่มักสอนไปในแนวสร้างรวยมากกว่า แก้จน, โครงสร้างทางทรรศนะ ที่เราเคยได้ยินบ่อย ๆ ก็เช่น โตขึ้นขอให้เป็นเจ้าคนนายคน ขอให้ได้นั่งกินนอนกิน รักดีหามจั่วรักชั่วหามเสา (หามเสาเป็นความชั่วได้อย่างไร) ฯลฯ เมื่อนั่งอ่านความคิดของปัญญาชนบนโลกนี้ กับปัญหาความไม่ยุติธรรมทางการเงินไปเรื่อย ๆ ก็ไปเจอหลาย ๆ ความคิดที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ทั้ง ธนาคารกรามีน [3] ที่เป็นโครงสร้างทางการเงินการธนาคารแบบเกือบใหม่ที่ ช่วยปล่อยกู้ให้กับทุก ๆ คนที่ต้องการเงิน แต่ไม่มีอะไรจะค้ำประกัน หรือ http://www.kiva.org [4] ที่อนุญาตให้เราปล่อยกู้แบบไม่รับประกันการได้เงินต้นคืน สู่คนจนในประเทศโลกที่สาม ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านอินเทอร์เนต ซึ่งดีกว่าการบริจาคเงิน เพราะการปล่อยกู้นั่นหมายถึงการให้อุปกรณ์เค้าไปจับปลา ไม่ใช่แค่ให้ปลาเค้าไปวัน ๆ ซักวันก็จะหมด อีกทั้งถึงแม้จะเสี่ยง แต่เราก็มีโอกาสจะได้เงินที่เราเราูู้คืน เป็นโมเดลที่ดีกว่าการบริจาคเป็นไหน ๆ รวมถึงโครงการ Architecture for Humanity [5] ที่เป็นตัวกลางที่จะให้สถาปนิกทั่วโลก อาสามาออกแบบสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อคนจนจำนวนมาก แทนที่จะออกแบบให้กับกลุ่มคนรวยที่มีเงินจ่ายเพียงหยิบมือเดียว

สิ่งหล่านี้ ใช่หรือไม่ว่า เพราะด้วยวิทยาการปัจจุบัน มนุษย์มีความสามารถในการวัดมูลค่า ได้เพียงแค่วัตถุและบริการ ทำให้ ครู อาจารย์ ที่น่าจะตีมาเป็นมูลค่าได้มาก แต่กลับไม่มากเท่านายหน้าค้าหุ้น หรือนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมูลค่าไม่เท่านักการเมือง

สุดท้ายผ่านไปอีกซักพันปี มนุษย์คงจะสามารถประดิษฐ์เครื่องมือที่วัดมูลค่า ของ “นามธรรม” ในตัวมนุษย์ได้ เช่น เอา usb จิ้มหัวปุ๊บ วัดได้เลยว่า คนนี้มี หน่วยความดีเท่าไหร่ มีหน่วยความตั้งใจพัฒนาชาติบ้านเมืองเท่าไหร่ มีหน่วยความเห็นแก่ได้เท่าไหร่ บวกลบคูณหารอินทริเกตแล้ว คนนี้เอาไปเลย … “เงิน” พันล้านนนนน !

อ้างอิง

[1] http://en.wikipedia.org/wiki/Money

[2] หนังสือ ความจริงของความจน, https://bordeure.files.wordpress.com/2008/09/truth-about-thai-poverty.pdf

[3] หนังสือ Muhamhad Yunus นายธนาคารเพื่อคนจน แปลโดย คุณสฤณี อาชวานันทกุล

[4] http://www.kiva.org

[5] http://www.architectureforhumanity.org/

Read Full Post »