Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘วัด’

recommendare

บทความเรื่อง

”เธอจะวัดชีวิตของเธออย่างไร How Will You Measure Your Life?”

.

เขียนโดย

Clayton M. Christensen

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการและ “นวัตกรรมก่อกวน” (disruptive innovation) คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

.

แปลโดย

สฤณี อาชวานันทกุล

.

ความมีดังนี้

.

ก่อนที่ผมจะตีพิมพ์หนังสือเรื่อง ปัญหาเขาควายของนักนวัตกรรม (The Innovator’s Dilemma) ผมได้รับโทรศัพท์จาก แอนดี โกรฟ ซึ่งตอนนั้นเป็นประธานกรรมการบริษัทอินเทล เขาอ่านบทความชิ้นแรกๆ ของผมเกี่ยวกับเทคโนโลยีก่อกวน (disruptive technology) และขอให้ผมไปคุยกับลูกน้องโดยตรงของเขา อธิบายว่าเรื่องนี้แปลว่าอะไรสำหรับอินเทล ผมบินไปซิลิคอนวัลเลย์ด้วยความตื่นเต้นตามนัด เพียงเพื่อที่จะเจอโกรฟบอกว่า “นี่แน่ะอาจารย์ ตอนนี้เรายุ่งมากเลย มีเวลาให้อาจารย์แค่ 10 นาที บอกเราหน่อยครับว่าโมเดลก่อกวนของอาจารย์หมายความว่าอะไรสำหรับอินเทล” ผมตอบว่าผมทำไม่ได้ แค่อธิบายโมเดลนี้อย่างเดียวก็ต้องใช้เวลา 30 นาทีแล้ว คนต้องเข้าใจบริบทนี้ก่อนที่จะเข้าใจความเห็นอะไรก็ตามของผมเกี่ยวกับอินเทล หลังจากฟังผมพูดไป 10 นาที โกรฟก็แทรกว่า “โอเคครับ ผมเข้าใจโมเดลนี้แล้ว บอกเรามาก็พอว่ามันแปลว่าอะไรสำหรับอินเทล”

.

ผมยืนยันว่าผมต้องใช้เวลาอีก 10 นาทีในการอธิบายวิธีที่กระบวนการก่อกวนทำงานในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า ซึ่งแตกต่างจากอินเทลมาก ก่อนที่โกรฟกับลูกน้องจะเข้าใจว่าการก่อกวนทำงานอย่างไร ผมเล่าวิธีที่บริษัทนูคอร์ (Nucor) และโรงเหล็กขนาดจิ๋วโรงอื่นๆ เริ่มต้นด้วยการโจมตีตลาดที่อยู่ล่างสุด นั่นคือ เหล็กเส้น และค่อยๆ ไล่ไปตลาดบน ตัดราคาโรงเหล็กดั้งเดิม

.

พอผมเล่าเรื่องโรงเหล็กขนาดจิ๋วจบ โกรฟก็พูดขึ้นว่า “โอเค ผมเข้าใจละ เรื่องนี้หมายถึงอย่างนี้นะสำหรับอินเทล…” และอธิบายความคิดที่ต่อมากลายเป็นกลยุทธ์ของอินเทลในการเข้าตลาดล่างเพื่อออกชิพตัวใหม่ยี่ห้อเซเลรอน (Celeron)

.

ผมคิดถึงเรื่องนี้เป็นล้านครั้งได้หลังจากวันนั้น ถ้าผมยอมบอก แอนดี โกรฟ ว่าเขาควรจะคิดอย่างไรเกี่ยวกับธุรกิจไมโครโปรเซสเซอร์ วันนั้นผมก็คงถูกฆ่าแน่ๆ แต่แทนที่จะบอกว่าเขาควรคิด อะไร ผมสอนเขาว่าควรคิด อย่างไร – เสร็จแล้วเขาก็ไปถึงสิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องได้ด้วยตัวเอง

.

ประสบการณ์นั้นมีอิทธิพลต่อผมมาก เวลาที่ใครถามว่าผมคิดว่าพวกเขาควรทำอะไร ผมแทบไม่เคยตอบคำถามนี้ตรงๆ แต่ป้อนคำถามเข้าไปในโมเดลของผมดังๆ ผมจะอธิบายวิธีทำงานของกระบวนการในโมเดลในอุตสาหกรรมที่แตกต่างจากพวกเขามาก เสร็จแล้วบ่อยครั้งพวกเขาจะพูดว่า “โอเค เราเข้าใจแล้ว” เสร็จแล้วก็ตอบคำถามของตัวเองได้อย่างลึกซึ้งกว่าที่ผมทำได้

.

ผมออกแบบวิชาที่ผมสอนที่คณะบริหารธุรกิจของฮาร์วาร์ดมาให้นักศึกษาเข้าใจว่าทฤษฎีการบริหารจัดการที่ดีคืออะไร และมันถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร ผมเสริมแก่นนี้ด้วยโมเดลและทฤษฏีหลายๆ อันที่ช่วยให้นักศึกษาคิดถึงมิติต่างๆ ในงานของผู้บริหาร งานที่ต้องกระตุ้นนวัตกรรมและการเติบโต ในแต่ละคาบเรียน เราจะศึกษาบริษัทหนึ่งแห่งผ่านแว่นของทฤษฎีเหล่านี้ ใช้ทฤษฎีเพื่ออธิบายว่าบริษัทตกอยู่ในสถานการณ์ที่เขาตกได้อย่างไร และวิเคราะห์ว่าผู้บริหารจะต้องทำอะไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

.

ในชั้นเรียนคาบสุดท้าย ผมขอให้นักศึกษาใช้แว่นทฤษฎีเหล่านั้นกับตัวเอง เพื่อตอบคำถามสามคำถาม หนึ่ง ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมีความสุขในอาชีพการงาน? สอง ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความสัมพันธ์กับคู่ครองและครอบครัวของฉันจะทำให้ฉันมีความสุขอย่างยั่งยืน? สาม ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะอยู่นอกคุก? คำถามข้อสามอาจฟังเหมือนเรื่องแซวเล่น แต่มันไม่ใช่เลยครับ นักศึกษา 2 คน จาก 32 คนในวิชาผมที่ได้รับทุนโรดส์เคยติดคุก เจฟฟ์ สกิลลิง ผู้อื้อฉาวในคดีเอ็นรอน ก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นของผมสมัยเรียนโทที่ฮาร์วาร์ด คนพวกนี้เคยเป็นคนดี แต่อะไรบางอย่างในชีวิตของพวกเขาทำให้เดินไปผิดทาง

.

ขณะที่นักศึกษาอภิปรายคำตอบกัน ผมก็เล่าชีวิตของตัวเองให้ฟังเหมือนกับเป็นกรณีศึกษา เพื่อสาธิตให้เห็นว่าพวกเขาจะนำทฤษฎีที่ได้เรียนในวิชาไปช่วยแนะแนวการตัดสินใจในชีวิตตัวเองได้อย่างไร

.

ทฤษฎีหนึ่งที่ช่วยตอบคำถามข้อแรก ที่ถามว่าเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมีความสุขในชีวิต ได้ดีมากคือทฤษฎีของ เฟรเดอริค เฮิร์ซเบิร์ก ผู้ประกาศว่าแรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคนเราไม่ใช่เงิน หากเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ เติบโตด้วยความรับผิดชอบ ช่วยเหลือผู้อื่น และได้รับการยอมรับยามบรรลุผลสำเร็จ ผมเล่าให้นักศึกษาฟังถึงวิสัยทัศน์ของผมตอนที่บริหารบริษัทที่ตัวเองก่อตั้ง ก่อนที่จะมาเป็นนักวิชาการ ผมจินตนาการถึงผู้จัดการคนหนึ่งในบริษัทที่ออกจากบ้านไปทำงานตอนเช้าพร้อมกับความภาคภูมิใจในตัวเองเต็มเปี่ยม เสร็จแล้วผมก็จินตนาการตอนที่เธอขับรถกลับบ้านจากที่ทำงาน 10 ชั่วโมงให้หลัง ด้วยความรู้สึกว่าไม่มีใครให้ความสำคัญ อึดอัดใจ ไม่ได้ใช้ฝีมือเต็มที่ และถูกคนดูถูก ผมนึกภาพต่อไปว่าความภูมิใจในตัวเองที่หดหายไปเยอะของเธอจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลูกๆ อย่างไร แล้วภาพในหัวของผมก็หมุนไปอีกวันหนึ่ง วันที่เธอขับรถกลับบ้านด้วยความภูมิใจในตัวเองมากกว่าเดิม รู้สึกว่าวันนี้เธอได้เรียนรู้อะไรๆ เยอะมาก ได้รับการยอมรับที่ทำเรื่องใหญ่ได้สำเร็จ และมีบทบาทสำคัญในความสำเร็จของงานชิ้นที่สำคัญมากสำหรับบริษัท ผมจินตนาการว่าเรื่องนี้จะส่งผลบวกอย่างไรต่อพฤติกรรมของเธอในฐานะคู่ครองและผู้ปกครอง

.

ผมสรุปว่า การบริหารจัดการนั้นเป็นอาชีพที่สูงส่งที่สุดถ้าคนทำมันได้ดี ไม่มีอาชีพอื่นใดอีกแล้วที่มอบวิธีเยอะขนาดนี้ในการช่วยให้คนอื่นได้เรียนรู้และเติบโต แบกรับความรับผิดชอบ ได้รับการยอมรับเมื่อบรรลุผลสำเร็จ และเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของทีม นักศึกษาบริหารธุรกิจสมัยนี้จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มาเรียนเพราะคิดว่าอาชีพในโลกธุรกิจหมายถึงการซื้อขายและลงทุนในบริษัทต่างๆ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าเศร้า การทำดีลไม่อาจมอบรางวัลล้ำลึกที่มาจากการช่วยคนให้เติบโต

.

ผมอยากให้นักศึกษาเดินออกจากห้องเรียนของผมไปด้วยความรู้เรื่องนี้

.

สร้างกลยุทธ์สำหรับชีวิตของคุณ

.

ทฤษฎีที่ช่วยตอบคำถามที่สอง นั่นคือ ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความสัมพันธ์กับคู่ครองและครอบครัวของฉันจะทำให้ฉันมีความสุขอย่างยั่งยืน? คือทฤษฎีที่ว่าด้วยการออกแบบกลยุทธ์และลงมือทำตามกลยุทธ์ที่วางไว้ ข้อคิดหลักที่แหลมคมในทฤษฎีนี้บอกว่า กลยุทธ์ของบริษัทถูกกำหนดด้วยประเภทของโครงการที่ผู้บริหารลงทุนทำ ถ้ากระบวนการจัดสรรทรัพยากรของบริษัทไม่ถูกบริหารจัดการอย่างช่ำชองมากพอ ผลลัพธ์ก็อาจเป็นสิ่งที่แตกต่างจากความตั้งใจของผู้บริหารมาก เนื่องจากระบบการตัดสินใจของบริษัทต่างๆ ถูกออกแบบมาให้ลงทุนแต่ในโครงการที่ให้ผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมและทันที บริษัทจึงมักจะมองข้ามการลงทุนในโครงการที่จำเป็นต่อกลยุทธ์ระยะยาวของพวกเขา

.

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผมเฝ้าดูชะตาชีวิตของเพื่อนร่วมรุ่นที่จบปี 1979 จากคณะบริหารธุรกิจของฮาร์วาร์ด ผมพบว่าเพื่อนผมจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มางานเลี้ยงรุ่นอย่างไร้ความสุข หย่าร้าง และแปลกแยกกับลูกๆ ของตัวเอง ผมรับประกันคุณได้เลยว่าไม่มีใครในจำนวนนั้นที่จบปริญญาไปด้วยกลยุทธ์ที่จะหย่าและเลี้ยงดูลูกๆ ที่จะแปลกแยกกับพวกเขาตอนโต แต่แล้วคนจำนวนมากอย่างน่าตกใจกลับนำกลยุทธ์นี้ไปปฏิบัติ เหตุผลน่ะหรือ? พวกเขาไม่ได้ตั้งมั่นในเป้าหมายของชีวิต ให้มันอยู่ตรงหน้าและตรงกลางระหว่างตัดสินใจว่าจะใช้เวลา พรสวรรค์ และพลังงานอย่างไรดี

.

น่าตกใจไม่น้อยที่นักศึกษาจำนวนมากจาก 900 คนที่คณะบริหารธุรกิจของฮาร์วาร์ดคัดจากหัวกะทิทั่วโลกไม่ค่อยคิดว่าอะไรคือเป้าหมายในชีวิตของเขา ผมบอกนักศึกษาว่าที่คณะนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งถึงคำถามนี้ ถ้าพวกเขาคิดว่าจะมีเวลาและพลังงานมาครุ่นคิดวันหลัง พวกเขาก็ผิดมหันต์ เพราะชีวิตมีแต่จะเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ – คุณจะต้องผ่อนบ้าน ทำงานสัปดาห์ละ 70 ชั่วโมง มีคู่ชีวิตและลูกๆ

.

สำหรับผม การมีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิตเป็นเรื่องสำคัญตลอดมา แต่มันเป็นสิ่งที่ผมต้องคิดนานและคิดหนักก่อนที่จะเข้าใจ สมัยที่ผมเป็นนักเรียนทุนโรดส์ ผมเรียนหลักสูตรที่โหดมาก ผมพยายามยัดงานหนึ่งปีเต็มลงไปในตารางเรียนที่อ็อกซ์ฟอร์ด ผมตัดสินใจว่าจะใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงทุกคืนไปกับการอ่านหนังสือ ครุ่นคิด และสวดมนต์เกี่ยวกับเป้าหมายที่พระผู้เป็นเจ้าส่งผมมาเกิด มันเป็นปณิธานที่ทำยากมากเพราะทุกชั่วโมงที่ผมทำเรื่องนี้คือทุกชั่วโมงที่ผมไม่ได้อ่านตำราเศรษฐมิติประยุกต์ ผมรู้สึกขัดแย้งในตัวเอง ไม่แน่ใจว่าควรเจียดเวลาเรียนมาทำเรื่องนี้หรือเปล่า แต่ผมก็กัดฟันทำ และในที่สุดก็ค้นพบเป้าหมายในชีวิตของผม

.

ถ้าผมใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงทุกวันไปกับการเรียนรู้เทคนิคล่าสุดที่จะแก้ปัญหาออโตคอร์เรเลชั่นในการวิเคราะห์รีเกรสชั่น ผมก็จะใช้ชีวิตไปในทางที่แย่มาก เพราะผมใช้เครื่องมือเศรษฐมิติเพียงปีละไม่กี่ครั้ง แต่ผมประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับเป้าหมายของชีวิตตัวเองอยู่ทุกวัน มันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดที่ผมเคยเรียนรู้ ผมสัญญากับลูกศิษย์ของผมว่า ถ้าพวกเขาใช้เวลาค้นหาเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง พวกเขาจะคิดถึงมันภายหลังว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ได้ค้นพบที่คณะบริหารธุรกิจ ถ้าพวกเขาค้นไม่พบ พวกเขาก็จะแล่นออกไปโดยไร้หางเสือ ถูกพายุกระหน่ำในทะเลชีวิตอันเชี่ยวกราก การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยพวกเขาได้มากกว่าความรู้เกี่ยวกับวิธีคิดต้นทุนตามกิจกรรม บาลานซ์สกอร์การ์ด ความสามารถหลัก นวัตกรรมก่อกวน หลักตัวพีสี่ตัว และแรงกดดันทางธุรกิจห้าประการ

.

เป้าหมายของผมงอกจากศรัทธาทางศาสนาของผม แต่ศรัทธาไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้คนมีทิศทาง ยกตัวอย่างเช่น อดีตลูกศิษย์ของผมคนหนึ่งตัดสินใจว่าเป้าหมายของเขาคือการนำความซื่อสัตย์และความเจริญทางเศรษฐกิจไปยังประเทศบ้านเกิด และเลี้ยงดูลูกๆ ให้ทุ่มเทในเป้าหมายนี้เหมือนกันกับเขาและให้ลูกๆ รักกัน เป้าหมายของเขาตั้งอยู่บนครอบครัวและคนอื่น เช่นเดียวกับเป้าหมายของผม

.

การเลือกอาชีพและความสำเร็จในอาชีพการงานนั้นเป็นแค่เครื่องมือชิ้นเดียวที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมาย แต่ถ้าปราศจากเป้าหมาย ชีวิตของคุณก็อาจกลายเป็นชีวิตที่กลวงเปล่า

.

จัดสรรทรัพยากรของคุณ

.

ถึงที่สุดแล้ว การตัดสินใจของคุณเกี่ยวกับการจัดสรรเวลา พลังงาน และพรสวรรค์ส่วนตัวจะกำหนดกลยุทธ์ในชีวิตของคุณ

.

ผมมี “ธุรกิจ” กลุ่มหนึ่งที่แข่งกันแย่งทรัพยากรเหล่านี้ – ผมพยายามจะมีความสัมพันธ์ที่ดีเลิศกับภรรยา เลี้ยงลูกๆ ให้ดี มีส่วนร่วมในชุมชนของผม ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ช่วยงานโบสถ์ ฯลฯ ผมมีปัญหาเดียวกันกับบริษัท คือมีเวลา พลังงาน และพรสวรรค์จำกัด ผมควรจะทุ่มเทให้กับเรื่องแต่ละเรื่องขนาดไหน?

.

การตัดสินใจเรื่องการจัดสรรอาจทำให้ชีวิตจริงของคุณแตกต่างกันมากจากชีวิตที่คุณตั้งใจว่าจะมี บางทีนี่ก็เป็นเรื่องดี เช่น เกิดโอกาสที่คุณไม่เคยวางแผนว่าจะมี แต่ถ้าคุณลงทุนทรัพยากรของคุณผิดพลาด ผลลัพธ์ก็อาจจะเลวร้าย ขณะที่ผมคิดถึงเพื่อนร่วมรุ่นที่ลงทุนในชีวิตที่ไร้ความสุขและกลวงเปล่าโดยไม่ตั้งใจ ผมก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อว่า ปัญหาของพวกเขานั้นเกี่ยวเนื่องกับมุมมองระยะสั้น

.

สำหรับคนที่อยากบรรลุผลสัมฤทธิ์สูงๆ และนั่นก็รวมถึงบัณฑิตทุกคนจากคณะบริหารธุรกิจของฮาร์วาร์ด เวลาที่พวกเขามีเวลาว่างหนึ่งชั่วโมงหรือพลังงานส่วนเกินหนึ่งออนซ์ พวกเขาก็จะจัดสรรมันด้วยจิตใต้สำนึกไปยังกิจกรรมที่สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุด และอาชีพการงานของเราก็ส่งมอบหลักฐานที่เป็นรูปธรรมที่สุดว่าเรากำลังก้าวไปข้างหน้า คุณส่งสินค้า ออกแบบเสร็จ พรีเซนต์งานเรียบร้อย ปิดการขาย สอนหนังสือหนึ่งคาบ ตีพิมพ์งานวิจัย ได้เงินเดือน ได้เลื่อนขั้น ในทางกลับกัน การลงทุนเวลาและพลังงานในความสัมพันธ์กับคู่ครองและลูกๆ ของคุณโดยปกติไม่ได้ทำให้รู้สึกทันทีว่าทำอะไรสำเร็จ ลูกๆ ทำตัวเกเรทุกวัน คุณต้องรอ 20 ปีกว่าจะเท้าสะเอวและพูดได้ว่า “ฉันเลี้ยงลูกชายที่ดีหรือลูกสาวที่ดี” คุณละเลยความสัมพันธ์กับคู่ครองได้ทุกวัน และแต่ละวันคุณก็จะไม่รู้สึกว่าสถานการณ์กำลังเลวร้ายลง คนที่มีแรงขับสู่ความเป็นเลิศมีแนวโน้มในจิตใต้สำนึกที่จะลงทุนในครอบครัวของพวกเขาน้อยเกินไป และลงทุนในอาชีพการงานของพวกเขามากเกินไป ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและเปี่ยมรักกับครอบครัวจะเป็นขุมพลังแห่งความสุขที่ทรงพลังและยั่งยืนที่สุด

.

ถ้าคุณศึกษารากสาเหตุของหายนะทางธุรกิจทั้งหลาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคุณจะพบว่ามันคือใจที่โน้มเอียงไปหากิจกรรมที่สร้างความพึงพอใจในทันที ถ้าคุณมองชีวิตส่วนตัวจากแว่นเดียวกัน คุณก็จะพบกับแบบแผนเดียวกันที่น่าทึ่งและพึงสังวรไม่แพ้กัน – ผู้คนจัดสรรทรัพยากรน้อยลงเรื่อยๆ ให้กับสิ่งที่พวกเขาเคยพูดว่าสำคัญที่สุด

.

สร้างวัฒนธรรม

.

วิชาของผมมีโมเดลที่สำคัญโมเดลหนึ่ง เรียกว่า “เครื่องมือการประสานงาน” (Tools of Cooperation) โมเดลนี้บอกว่า การเป็นผู้จัดการที่เปี่ยมวิสัยทัศน์ไม่ได้เลิศหรูเหมือนกับที่คนคิด การมองอนาคตที่ขุ่นมัวด้วยความหลักแหลมและวาดแผนที่ใหม่ที่บริษัทต้องเดินตามนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การหว่านล้อมพนักงานที่อาจมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงข้างหน้าให้เรียงแถวและร่วมแรงร่วมใจกันทำงานเพื่อผลักดันบริษัทไปในทิศทางใหม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ความรู้ว่าจะใช้เครื่องมือตัวไหนเพื่อสร้างความร่วมมือที่จำเป็น คือทักษะด้านการบริหารจัดการที่ขาดไม่ได้

.

ทฤษฎีจัดวางเครื่องมือเหล่านี้ในสองมิติ – ระดับความเห็นพ้องต้องกันของสมาชิกในองค์กรว่าพวกเขาอยากได้อะไรจากการมีส่วนร่วมในกิจการ และระดับความเห็นพ้องต้องกันว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปรารถนา เวลาที่คนเห็นพ้องต้องกันน้อยมากในทั้งสองมิติคือเวลาที่คุณต้องใช้ “เครื่องมือแห่งอำนาจ” เช่น การบังคับ คำขู่ การลงโทษ ฯลฯ สร้างความร่วมมือ บริษัทหลายแห่งเริ่มในโซนนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทีมผู้บริหารเริ่มแรกจะต้องมีบทบาทเชิงรุกในการตัดสินใจว่ามีอะไรบ้างที่ต้องทำ และต้องทำอย่างไร ถ้าวิธีทำงานร่วมกันของพนักงานประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง มติข้างมาก (consensus) ก็จะเริ่มเกิดขึ้นในบริษัท เอ็ดการ์ ไชน์ จากมหาวิทยาลัยเอ็มไอที อธิบายกระบวนการนี้ว่าเป็นกลไกที่สร้างวัฒนธรรม ถึงที่สุดแล้ว คนจะไม่คิดด้วยซ้ำว่าวิธีทำงานของพวกเขาทำให้เกิดความสำเร็จหรือเปล่า พวกเขาน้อมรับการจัดอันดับความสำคัญและทำตามขั้นตอนปฏิบัติด้วยสัญชาตญาณและสมมุติฐาน ไม่ใช่ด้วยการตั้งใจตัดสินใจ นั่นแปลว่าพวกเขาได้สร้างวัฒนธรรมขึ้นแล้วในองค์กร วัฒนธรรมคือสิ่งที่กำหนดวิธีที่ได้รับการพิสูจน์และเป็นที่ยอมรับจากสมาชิกในกลุ่มว่า เป็นวิธีจัดการกับปัญหาซ้ำซาก และวัฒนธรรมก็กำหนดอันดับความสำคัญของปัญหาแต่ละประเภท มันสามารถเป็นเครื่องมือบริหารจัดการที่ทรงพลังได้

.

ในการใช้โมเดลนี้ตอบคำถามที่ว่า ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าครอบครัวของฉันจะทำให้ฉันมีความสุขอย่างยั่งยืน? ลูกศิษย์ของผมมองเห็นอย่างรวดเร็วว่า เครื่องมือที่ง่ายที่สุดที่พ่อแม่ใช้ได้ในการดึงความร่วมมือจากลูกๆ คือเครื่องมือแห่งอำนาจ แต่พอลูกๆ โตเป็นวัยรุ่น มันก็มาถึงจุดที่เครื่องมือแห่งอำนาจใช้การไม่ได้อีกต่อไป จุดนี้พ่อแม่จะเริ่มเสียดายว่าพวกเขาไม่ได้สร้างวัฒนธรรมที่บ้านตั้งแต่ลูกๆ ยังเป็นเด็กเล็กมาก วัฒนธรรมที่เด็กๆ เรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ เชื่อฟังพ่อแม่ และเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง ครอบครัวก็มีวัฒนธรรมเหมือนกับบริษัท เราจะจงใจสร้างวัฒนธรรมเหล่านี้ก็ได้ หรือจะปล่อยให้มันวิวัฒนาการเองโดยบังเอิญก็ได้

.

ถ้าคุณอยากให้ลูกๆ มีความภูมิใจในตัวเองที่เข้มแข็ง และมั่นใจในตัวเองว่าพวกเขาสามารถแก้ปัญหายากๆ ได้ คุณสมบัติเหล่านี้จะไม่เกิดเองราวปาฏิหาริย์ตอนมัธยมปลาย คุณจะต้องออกแบบให้มันอยู่ในวัฒนธรรมของครอบครัวคุณ และคุณจะต้องคิดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ เด็กๆ นั้นเหมือนกับพนักงานตรงที่พวกเขาสร้างความภูมิใจในตัวเองด้วยการทำสิ่งที่ยาก และเรียนรู้ว่าอะไรใช้การได้บ้าง

.

หลีกเลี่ยงความผิดพลาดเรื่อง “ต้นทุนส่วนเพิ่ม”

.

เราถูกสอนในวิชาการเงินกับเศรษฐศาสตร์ว่า เวลาประเมินทางเลือกในการลงทุน เราควรมองข้ามต้นทุนที่เสียไปแล้ว (sunk cost) และต้นทุนคงที่ (fixed cost) และตัดสินใจบนพื้นฐานของต้นทุนส่วนเพิ่ม (marginal cost) และรายได้ส่วนเพิ่ม (marginal revenue) เราเรียนรู้ในวิชาของผมว่าคำสอนข้อนี้ทำให้บริษัทโน้มเอียงไปใช้สิ่งที่พวกเขาเคยใช้สำเร็จมาแล้วในอดีตเป็นคานงัด แทนที่จะชักนำให้พวกเขาสร้างความสามารถที่จำเป็นสำหรับอนาคต ถ้าเรารู้ว่าอนาคตจะเหมือนกับอดีตทุกประการ วิธีนั้นก็ไม่เสียหายอะไร แต่ถ้าอนาคตไม่เหมือนกับอดีต ซึ่งมันก็ไม่เหมือนแทบทุกครั้ง มันก็เป็นวิธีที่ผิด

.

ทฤษฎีนี้รับมือกับคำถามข้อที่สามที่ผมถามนักศึกษา – จะใช้ชีวิตที่ซื่อตรง (อยู่นอกคุก) อย่างไร ในชีวิตส่วนตัว คนเรามักจะใช้หลักต้นทุนสวนเพิ่มในจิตใต้สำนึกเวลาที่เราเลือกระหว่างสิ่งที่ถูกกับสิ่งที่ผิด เสียงในหัวของเราบอกว่า “โอเค ฉันรู้ว่าตามหลักทั่วไป คนส่วนใหญ่ไม่ควรทำอย่างนี้ แต่ในกรณีนี้ ในสถานการณ์ที่เข้าใจได้ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว มันก็โอเคแหละ” ต้นทุนส่วนเพิ่มของการกระทำผิด “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว” จะดูต่ำเตี้ยน่าดึงดูดใจเสมอ มันล่อลวงให้คุณทำผิด และคุณก็ไม่มีวันมองว่าเส้นทางนี้ท้ายที่สุดแล้วพาคุณไปไหน และมองไม่เห็นต้นทุนเต็มๆ ของการเลือกทำอย่างนั้น ข้อแก้ตัวทั้งหลายทั้งปวงเวลาที่เรานอกใจและไม่ซื่อสัตย์ ล้วนมาจากเศรษฐศาสตร์ต้นทุนส่วนเพิ่มของ “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว”

.

ผมอยากจะเล่าให้ฟังว่าผมมาเข้าใจความเสียหายของ “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว” ในชีวิตของผมเองได้อย่างไร สมัยเป็นนักศึกษาผมอยู่ในทีมบาสของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด พวกเราทำงานหนักมากและเป็นแชมเปี้ยนของปีโดยไม่แพ้ใครเลย ผู้เล่นในทีมคือเพื่อนที่ดีที่สุดที่ผมเคยมี เราแข่งในดิวิชันหนึ่งของอังกฤษและไปถึงรอบตัดเชือก ปีนั้นนัดตัดเชือกตรงกับวันอาทิตย์ ตอนอายุ 16 ผมเคยสาบานกับพระผู้เป็นเจ้าว่าผมจะไม่แข่งบาสในวันอาทิตย์ ผมก็เลยไปอธิบายปัญหาของผมให้โค้ชฟัง ทั้งโค้ชทั้งเพื่อนร่วมทีมฟังแล้วไม่เชื่อหูตัวเอง เพราะผมเล่นในตำแหน่งตัวกลาง ทุกคนในทีมมาหาผมและพูดว่า “นายต้องเล่นนะ แหกกฏครั้งนี้ครั้งเดียวไม่ได้เหรอ?”

.

ผมเป็นคนที่เคร่งศาสนามาก ก็เลยไปภาวนาว่าผมควรจะทำอย่างไร ผมมีความรู้สึกที่ชัดเจนมากๆ ว่าผมไม่ควรละเมิดปณิธานของตัวเอง ดังนั้นผมก็เลยไม่ลงแข่งนัดนั้น

.

ในหลายแง่มุม นี่เป็นการตัดสินใจเรื่องเล็กมาก เกี่ยวกับวันอาทิตย์วันเดียวในหลายพันวันของชีวิตผม ในทฤษฎี แน่นอนว่าผมสามารถข้ามเส้นแค่ครั้งนั้นครั้งเดียวและไม่ทำอีก แต่ตอนนี้เมื่อผมมองย้อนกลับไป การต้านทานความอยากที่มีตรรกะว่า “ในสถานการณ์ที่เข้าใจได้ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว มันก็โอเคแหละ” กลายเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตผม ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะชีวิตของผมคือสถานการณ์เข้าใจได้ที่ทยอยมาอย่างไม่ขาดสาย ถ้าผมข้ามเส้นในครั้งนั้น ผมก็จะข้ามมันครั้งแล้วครั้งเล่าในปีต่อๆ มา

.

บทเรียนที่ผมได้รับจากเรื่องนี้คือ การยึดมั่นในหลักการของคุณ 100% นั้นง่ายกว่าการยึดมั่น 98% ของเวลา ถ้าคุณยอมให้กับ “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว” เพราะวิเคราะห์จากต้นทุนส่วนเพิ่ม เหมือนกับที่เพื่อนร่วมรุ่นของผมบางคนทำ คุณก็จะเสียใจทีหลังว่าคุณไปจบลงตรงไหน คุณจะต้องให้นิยามกับตัวเองว่าคุณยึดมั่นในอะไร และขีดเส้นในพื้นที่ที่ปลอดภัย

.

จดจำความสำคัญของความถ่อมตน

.

ผมได้หยั่งรู้เรื่องนี้ตอนที่ถูกเชิญให้ไปสอนเรื่องความถ่อมตนให้กับนักศึกษาปริญญาตรีของฮาร์วาร์ด ผมขอให้นักศึกษาอธิบายคนที่ถ่อมตัวที่สุดที่พวกเขารู้จัก ผู้ถ่อมตนเหล่านั้นมีคุณสมบัติประการหนึ่งที่เหมือนกัน – พวกเขามีความภาคภูมิใจในตัวเองสูงมาก พวกเขารู้ดีว่าพวกเขาเป็นใคร และรู้สึกดีกับคนที่ตัวเองเป็น เราลงความเห็นกันในชั้นเรียนว่า ความถ่อมตนไม่ได้นิยามจากพฤติกรรมหรือทัศนคติที่ติเตียนตัวเอง แต่มาจากความนับถือที่คุณมอบให้กับคนอื่น ความประพฤติที่ดีงามเกิดจากความถ่อมตนแบบนี้โดยธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น คุณจะไม่มีวันขโมยของของใคร เพราะคุณนับถือเขาคนนั้นมากเกินไป และคุณก็จะไม่โกหกใครเหมือนกัน

.

การชักนำความถ่อมตนมาสู่โลกนี้เป็นเรื่องสำคัญ ก่อนที่คุณจะเข้าเรียนในหลักสูตรปริญญาโทชั้นนำ การเรียนรู้แทบทั้งหมดของคุณที่ผ่านมาก็มาจากคนที่ฉลาดกว่าและมีประสบการณ์มากกว่าคุณ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู หรือเจ้านาย แต่เมื่อคุณจบปริญญาโทจากฮาร์วาร์ดหรือสถาบันการศึกษาชั้นนำที่อื่นไปแล้ว คนส่วนใหญ่ที่คุณจะมีปฏิสัมพันธ์ด้วยวันต่อวันอาจไม่ฉลาดกว่าคุณ และถ้าทัศนคติของคุณคือ มีแต่คนที่ฉลาดกว่าคุณเท่านั้นที่สอนอะไรคุณได้ โอกาสในการเรียนรู้ของคุณก็จะจำกัดมาก แต่ถ้าคุณมีความกระตือรือร้นอย่างถ่อมตนที่จะเรียนอะไรบางอย่างจากคนทุกคน โอกาสเรียนรู้ของคุณก็จะไร้ขีดจำกัด โดยทั่วไป คุณจะถ่อมตัวได้ก็ต่อเมื่อคุณรู้สึกดีกับตัวเองจริงๆ และคุณก็อยากช่วยให้คนรอบข้างรู้สึกดีเกี่ยวกับตัวเขาเหมือนกัน เวลาที่เราพบกับคนที่ประพฤติตนในทางที่สามหาว หยิ่งยโส หรือดูถูกเหยียดหยามคนอื่น พฤติกรรมของคนเหล่านั้นแทบทุกครั้งเป็นอาการของการขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง พวกเขาต้องเหยียดคนอื่นถึงจะรู้สึกดีกับตัวเองได้

.

เลือกมาตรวัดที่ถูกต้อง

.

ปีที่แล้วผมพบว่าผมเป็นมะเร็ง และเป็นไปได้ที่ชีวิตของผมจะสิ้นสุดลงก่อนที่ผมวางแผนเอาไว้ โชคดีที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าผมจะรอดแล้ว แต่ประสบการณ์นั้นก็ได้ทำให้ผมหยั่งรู้เรื่องที่ลึกซึ้งเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับชีวิตของผม

.

ผมรู้ค่อนข้างชัดเจนว่าความคิดของผมได้สร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัทที่ใช้งานวิจัยของผมอย่างไร ผมรู้ว่าผมมีอิทธิพลพอสมควรทีเดียว แต่ระหว่างที่ผมเผชิญหน้ากับโรคร้าย ก็น่าสนใจที่ผมพบว่าอิทธิพลนั้นสำคัญสำหรับผมน้อยขนาดไหน ผมสรุปว่ามาตรวัดที่พระผู้เป็นเจ้าจะประเมินชีวิตผมไม่ใช่ตัวเงิน หากเป็นชีวิตของผู้คนที่ผมเคยกระทบ

.

ผมคิดว่าเราทุกคนต้องเจอแบบนี้เหมือนกันหมด อย่าห่วงเลยเรื่องระดับความมีหน้ามีตาส่วนตัวที่คุณบรรลุ แต่จงเป็นห่วงเรื่องผู้คนที่คุณช่วยให้เป็นคนดีกว่าเดิม นี่คือคำแนะนำข้อสุดท้ายของผม – คิดถึงมาตรวัดที่จะตัดสินชีวิตของคุณ และตั้งปณิธานว่าจะใช้ชีวิตทุกวันในทางที่ในบั้นปลาย ชีวิตของคุณจะได้รับการตัดสินว่าประสบความสำเร็จ.

.

Read Full Post »

*บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ไม่ใช่fact ดังนั้น แย้งได้ เถียงได้ ยินดีครับ ตราบใดที่ยังยืนอยู่บนพื้นฐานของหลักการและเหตุผล อันที่จริง ผมก็ต้องการให้เกิดการพูดคุยแหละครับ สนุกดี

————————————————

ชั่ว ไม่ ช่าง ชี – ดี ไม่ ช่าง สงฆ์

เพราะ พุทธศาสนา นั้น เป็น สากล

เรา คง ต้อง รับ – ใช้ ร่วม กัน

————————————————

เฮ้อ! ท่านผู้อ่านครับ ชีวิตคนเรานี่มันไม่แน่นอนจริงๆ วันก่อน ผมก็เพิ่งได้รับข่าวร้ายว่า เพื่อนสมัยที่เรียนมัธยมด้วยกัน เสียชีวิตไปแล้วอีกรายด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีไปแล้วคนนึงที่ไหลแล้วก็หลับไม่ตื่นไปเฉยๆ ชีวิตเรานี่ช่างเปราะบางนะครับ….. อันที่จริงมันก็พอจะเข้าใจได้นะครับ ว่าคนเราก็ต้องมีตายทุกช่วงอายุเป็นธรรมดา มากบ้างน้อยบ้าง แต่ ก็รู้สึกว่า มันก็ออกจะเร็วเกินไปนิดหนึ่งเหมือนกันกับคนอายุอานาแค่20ต้นๆ ที่น่าจะต้องสังเกตก็คือ มันก็ใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกทีๆซะด้วย

เอาล่ะอย่างไรก็ตามแต่ ผมไม่ได้มาคุยวันนี้ด้วยเรื่องธรรมะอันลึกซึ้งหรอกครับ แต่พอดีก็นึกถึงงานศพที่ตัวเองจะต้องไปในไม่กี่วันนี้ ก็เลยฉุกคิดขึ้นมาพอเป็นไอเดียซึ่งก็เก็บในใจไว้มานาน มาเขียนเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ได้สักเรื่องหนึ่งครับ….เอาว่ามันเป็นความคิดเห็นที่มาจากความฉงนสงสัยของผมต่องานศพในแบบชาวพุทธ(ประเทศไทย) ละกันนะครับ

พราห์มในพุทธ

ตอนเด็กๆ อาจารย์เคยบอกว่า พุทธศาสนา ในบ้านเรานี่ มีการผสมปนเปของ พิธีกรรมแบบพราห์มเข้ามามากมาย ตัวอย่างเช่นการพรมน้ำมนต์ การผูกสายศีล (แม้แต่การไล่วิญญาณร้าย)  รวมถึงการสวดมนต์ด้วย ซึ่ง มานึกๆดูแล้ว อันที่น่าจะเป็นอย่างหลักของพุทธศาสนาในบ้านเรานี่ก็น่าจะเป็นการสวดมนต์นี่แหละ เพราะทุกๆกิจกรรมที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องหนองยุ่งกับศาสนาพุทธนั้น จะมีบทสวดตามมาทุกที่ และหลายๆครั้งก็เป็นพิธีการหลัก ในงานต่างๆ เช่นการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ก็จะมีการสวดมนต์เพื่อเป็นศิริมงคลแก่บ้าน ที่ผู้อยู่อาศัย  เป็นต้น

ตามความเข้าใจของผม พุทธศาสนาคือหลักธรรม หลักปฏิบัติ เป็นธรรมะในการดำรงชีวิตหรือเป็นไปเพื่อหลุดพ้น เป็นคำสอนที่เป็นตรรกะ และเป็นเหตุเป็นผล เหล่านี้คือตัวตนที่แท้ของพุทธศาสนา หาก บทสวดมนต์จะเข้ามาเป็นองค์ประกอบได้ บทสวดก็คงต้องให้ผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ข้างต้นนั้น

กลับมาที่งานศพ

ในทางเดียวกัน เวลาเราไปงานศพ กิจกรรมหลักของเราคืออะไรครับ? (ใครตอบไปกินข้าวเย็นนี่ น่าตีตายนะครับ) ก็คือไป1. เคารพศพแสดงออกถึงความรักที่เรามีให้ผู้ตาย 2. ความห่วงใยที่มีให้ผู้อยู่ แล้วก็ 3.ไปฟังสวดศพใช่มั้ยครับ (ถ้าคุณมีจุดประสงค์ด้านการเมือง ก็คือไปให้เจ้าภาพเห็นหน้า อีกอย่างหนึ่ง) คำถามของผมก็คือ ตอนเราฟังสวดศพ เราทำอะไรกัน 1.หลับ 2.คุย 3.ได้ยินเฉยๆ นิ่งๆ ไม่เข้าใจ หรอกว่าสวดว่าอะไร –  ถ้าคำตอบของคุณไม่ได้แตกต่างไปจากนี้ บางที คุณก็อาจจะควรสงสัยตัวเองเหมือนกันนะครับว่า เราไปทำอะไรที่นั่น!

ด้านผู้สนับสนุนการสวดศพอาจจะพูดถึง เรื่องของ การแสดงออกซึ่งความเคารพ รักเป็นครั้งสุดท้าย การรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีพิธีกรรม หรือ การร่วมกันส่งวิญญาณผู้ตาย ใช่ให้ท่านได้ไปที่ดีๆ อืม ถึงแม้ว่าอย่างหลังจะไม่ได้ตรงตามหลักของพุทธศาสนามากนัก แต่ถ้าเพื่อสำหรับผู้ที่ล่วงลับไป เราก็จะเต็มใจมากในข้อนี้ครับ ดังนั้นนี่อาจจะเป็นประเด็นเหตุผลที่เราไม่ค่อยถามกัน เพราะเมื่อความสงสัยทั้งหลายถูกตอบไปว่า เพื่อผู้ตายน่ะ ผู้อยู่ทั้งหลายเลยไม่ต้องการคำตอบอะไรต่ออีก      แล้วสำหรับผู้ที่ไปร่วมละครับ อืมมม… การสวดศพก็อาจจะช่วยในด้านความรู้สึกของญาติสนิทมิตรสหายว่าผู้ตายจะได้ไปดี ไปที่ชอบๆ อย่างนั้นครับ

แล้วอีกด้านหนึ่งล่ะ? ผมอยากจะนำเสนออย่างนี้ครับ

ท่านลองนึกบทสวดในงานศพมาสักท่อนหนึ่ง ไม่เอากล่าวอาราธนาศีล5นะครับ แล้วลองถามตัวเองว่า มันหมายความว่าอะไรถ้าคุณไม่ได้ศึกษาภาษาบาลีมาเหมือนคนส่วนใหญ่ และ เหมือนผม คำตอบก็น่าจะเป็น ไม่รู้ แหละครับ เอาแบบตรงๆ สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าสิ่งนี้มันน่าแปลกนะครับ ที่เราจะไปนั่งฟังสิ่งที่ไม่มีทางเข้าใจได้เป็นชั่วโมงๆ แปลกยังไงน่ะหรือ? ก็ทีเวลาอาจารย์สอน บางทีเราก็ยังไม่ค่อยจะฟังเลยใช่มั้ยครับ แล้วถ้ามันไม่ออกสอบ บางคนก็ไม่เข้าเรียนด้วยซ้ำ, เวลาที่คนพูดอะไรไม่เข้าหูเราก็ไม่อยากฟัง-เดินหนี, เวลาเพลงไม่เพราะเสนาะโสตเราก็เปลี่ยนคลื่น และอีกหลายๆอย่างที่เราสามารถปฎิเสธในสิ่งที่เราไม่ชอบหรือไม่คิดว่าจะให้คุณค่ากับตัวเราได้ตลอดเวลา ทีนี้มันจะเริ่มแปลกขึ้นมาได้รึยัง?

แล้วความแปลกนี้มันก็จะแปลกมากขึ้นอีก เมื่อคุณไปงานศพแล้วพบว่าผู้เข้าร่วมฟังการสวดศพนั้นประกอบด้วยคนสองกลุ่มคือ กลุ่มผู้ฟัง กับ กลุ่มผู้ไม่ฟัง (ซึ่งกลุ่มหลังนี้ หลายๆครั้งก็ใหญ่กว่า) กลุ่มผู้ฟังเราก็ได้คำตอบไปแล้วว่าฟัง เพื่อแสดงออกถึงความเคารพ แต่ไม่ได้รู้เรื่อง ส่วนกลุ่มผู้ไม่ฟัง อันได้แก่ผู้คุย ผู้หลับ ผู้ใจลอย ซึ่งถ้าใครไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมเหล่านี้ ก็จะต่อว่าว่า เขาจะมาฟังสวดศพทำไม มือพนม แต่ก็คุยกัน รบกวนชาวบ้าน ทำลายบรยากาศ ฉอดๆๆๆอย่างนั้นครับ        คำแก้ตัวของผู้ถูกกล่าวหา ก็อาจจะเป็นว่า อยากแสดงออกแต่ รู้สึกว่าการนั่งเฉยๆมันน่าเบื่อเกินไป เอาแบบนี้แหละ กลางๆ หรือไม่ก็ จริงๆน่ะอยากกลับ แต่มันน่าเกลียด อะไรอย่างนี้ครับ

ผมกำลังจะพูดอะไร?

ลองนึกๆดู กิจกรรมการไปร่วมงานศพนั้น ก่อให้เกิดการรวมตัวของผู้คนเป็นจำนวนมาก ในทุกๆพื้นที่ แล้วก็เกิดขึ้นทุกวัน วันละ4-5ชั่วโมงเสียด้วย คำถามก็คือว่านอกจากจะหมดไปกับการแสดงออกซึ่งความเสียใจและเคารพ คุณค่าของการไปงานศพนี่มันก่อให้เกิดอะไรครับ ในขณะที่คนหนึ่งคนกลับบ้านช้าลง มีเวลาพักผ่อน หรืออยู่กับครอบครัวน้อยลง อบรมลูกน้อยลง งานค้างเพิ่มขึ้น ต้องเปลืองน้ำมันเพื่อขับรถไปที่ต่างๆ ก่อให้เกิดรถติด กระทบไปยังคนอื่นๆที่ไม่ได้ไปงานศพนั้น  ฯลฯ อีกมากมาย เขาได้อะไรเพิ่มเติมรึเปล่าครับ แล้วสังคมได้อะไรเพิ่มขึ้นรึเปล่าครับ

บางทีนะครับ บางที คนที่คุย หลับ หรือนั่งนึกอย่างอื่นอยู่ น่าจะเป็นคนที่บริหารเวลาได้ดีกว่ากลุ่มที่นั่งฟังอย่างตั้งใจ เป็นไปได้มั้ยครับ? ตามความเห็นของผม ผมว่าเป็นไปได้ (เรากำลังพูดถึงเรื่องการบริหารเวลา ไม่ใช่มารยาทสังคมนะครับ) เพราะขณะที่คนฟังฟังไม่รู้เรื่อง การคุยกัน ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนข้อมูล ทรรศนะคติ คนที่คุยด้วยบางทีอาจจะเป็นเพื่อนฝูงที่ไม่ได้เจอกันมานาน แล้วก็ไม่ได้สนิทมากมายขนาดจะนัดพบกันเป็นการส่วนตัว ก็อาศัยเจอกันตามงาน ส่วนคนที่หลับก็ได้พักผ่อนจากความเครียดที่ถาโถมเข้าใส่ชีวิตทำงานของเขาในวันนั้น หลับไปเพื่อจะได้มีแรงขับรถกลับบ้านเป็นต้น

แต่การหลับ ก็ดูจะโฉ่งฉ่างไม่ให้เกียรติ และการคุยก็รบกวนคนอื่น แหม นี่มันงานศพนะเราควรจะรักษามารยาท ทำตัวสงบๆ และให้เกียรติเจ้าภาพหน่อย

ใช่ครับ ผมไม่เถียงในจุดนั้นเลย และ โดยส่วนตัวผมก็ให้น้ำหนักกับการให้เกียรติมากกว่าประโยชน์ส่วนตนอยู่แล้ว(โดยส่วนใหญ่ usually not always) ถ้าอย่างงั้น เราควรจะทำยังไงดีครับ

ผมกำลังคิดว่าเราน่าจะทำอะไรให้มันดีกว่านี้ได้นะครับ มันน่าจะมีจุดตรงกลางที่ดีกว่าสำหรับทุกคน โดยไม่ต้องทำให้ใครเสียประโยชน์ หรือได้มากกว่าเสียให้มากที่สุด ทำให้ บรรยากาศของงานศพยังคงเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย สง่างาม ญาติสนิทมิตรสหายของผู้ตายก็ยังได้รับกำลังใจจาความเชื่อของเขา พระยังได้ปฏิบัติหน้าที่ทางพุทธศาสนา แถม ผู้เข้าร่วมและทุกคนก็ได้ประโยชน์อย่างเด่นชัด   เวลาที่ผู้เข้าร่วมเสียไปเพื่อแสดงออกซึ่งความเคารพรักแก่ผู้ตายไม่จำเป็นจะต้องหมดไปกับภาษาบาลีอันแสนจะไม่เข้าใจนี่ครับ ทำยังไงให้คนที่ไปงานศพก็จะได้อะไรกลับมาหลังจากนั้น (ที่มากกว่า ยาดม เข็มกลัด) และหากเขาอยากเจอเพื่อนๆ เขาก็ควรจะนัดกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว หรือไปคุยกันหลังงานศพ ไม่ใช่บิดเบือนเจตนารมณ์ของงานศพ ใช่มั้ยครับ เราน่าจะสามารถทำทั้งสองอย่างได้ในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ ผู้เข้าร่วมงานศพ สามารถแสดงออกซึ่งความเคารพ รัก และ ได้ประโยชน์กลับมาบ้างในเวลาเดียวกัน

เอาล่ะ ผมจะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งครับ สั้นๆ

ประมาณสองปีที่ผ่านมา น้าของผม ท่านเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ แม่และครอบครัวของแม่ผม ทุกคนเสียใจกันมาก ในวันสวดวันแรก แม่ผม ท่านเสียใจอย่างมากกับการจากไปของน้องชายท่าน น้องชายท่านนี้เป็นคนที่สองแล้วในพี่น้องของแม่ที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร เท่าที่ผมจำได้ ตาของแม่นั้นแดงก่ำอยู่ตลอดเวลา ความเศร้าเสียใจจากการสูญเสียสมาชิกในครอบครัวดำเนินไปตลอดการสวด จนกระทั่ง เมื่อการสวดศพจบลง ญาติคนหนึ่งของผมได้ติดต่อพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งผมเข้าใจว่าท่านได้รับความเคารพอย่างสูง ในเรื่องการเทศน์ ให้มาเทศน์ในงานศพน้าของผมในวันแรก ก่อนที่ท่านเทศน์ บรรยากาศดูหดหู่มาก ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะผมได้รับผลกระทบโดยตรงจากเรื่องครั้งนี้

ตอนหนึ่งของบทเทศน์ของพระรูปนี้ มีใจความว่า มันไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะโศกเศร้าต่อไปกระแสจิตแห่งความทุกข์ที่เกิดจากตัวเรานี้ ไม่ช่วยให้สถานการณ์ของน้าผมดีขึ้น ไม่เป็นประโยชน์ต่อท่านในโลกโน้น สิ่งที่เราควรจะทำก็คือ ช่วยกันส่งกระแสแห่งความสุขไปให้คุณน้าของผม อวยพรให้เขาเจอแต่สิ่งดีๆในโลกหน้า ว่าแล้วท่านก็บอกให้ทุกคนหลับตา แล้วท่านก็นำทุกคนเข้าสู่สมาธิ ช่วยกันส่งกระแสแห่งความสุขไปให้น้าของผม

เรื่องที่ท่านเทศน์และบทพูดอย่างละเอียดที่ท่านชักจูงให้เราหลุดออกมาจากความเศร้าโศกนั้น ผมจำได้ไม่เด่นชัดนัก แต่ก็จำได้ว่าเป็นการเทศน์ที่กินใจแล้วก็ส่งผลในทางบวกต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้สูญเสียอย่างยิ่ง ณ จุดนี้ ผมรู้สึกทึ่งมากกับวิธีการของท่าน ผมไม่รู้ว่าน้าผมจะได้รับสิ่งเหล่านี้รึเปล่า (ไอ้กระแสแห่งความสุขน่ะ)แต่ที่แน่ๆ แม่ของผม อาม่า น้องๆของแม่ ดูมีสติมากขึ้น ตาแม่หายแดง แล้วก็ดูสดใสขึ้น เมื่อไหร่ที่มีใครรู้สึกคิดถึงเศร้าใจขึ้นมาอีก คำพูดอันสร้างสรรค์ของพระรูปนี้จะคอยปลอบประโลมเขา ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตอย่างที่เคยเป็นมาได้โดยไม่เจ็บปวดมาก ซึ่งสิ่งนี้แหละ ที่ผมว่า น่าจะทำจริงๆในทุกๆวัดเมืองไทยของเรา

ข้อเสนอของผม

เป็นการเสนอด้วยไอเดีย ให้คุณได้จุดประเด็นคิดกันคิดเฉยๆ มันไม่มีคำตอบสำหรับเรื่องนี้หรอก และผมก็คิดว่าข้อเสนอเป็นได้หลากหลายมาก เอาเป็นว่านี่เป็นความคิดสำหรับผมละกัน

1. ผมเสนอให้ ลดบทสวดให้สั้นลง และเพิ่มการเทศน์เข้าไปแทน การเทศน์ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบที่ผมเล่ามาก็ได้ การเทศน์แบบนั้นเหมาะกับวันแรกๆที่ญาติๆยังทำใจไม่ได้ อาจจะเป็นไปในลักษณะของเพื่อผู้ที่ยังอยู่มากขึ้น ไม่เน้นเรื่องปาฏิหารย์ สิ่งลี้ลับเพราะนั่นไม่ใช่หลักของศาสนาพุทธ ส่วนของการเทศน์นี้ อาจจะสอดแทรกเข้าไปในช่วงระหว่างช่วงการสวดรอบที่1-3 ก็ได้เพื่อที่ทุกคนจะได้ไม่กลับบ้านไปก่อน โอเค กรวดน้ำมีได้ แต่ไม่ต้องนานจนเกินไป ทุกคนควรจะได้เข้าใจว่า พรอันประเสริฐคือ ตัวเราเอง ไม่ใช่บทสวดมนต์จากพระสงฆ์

(สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งก็คือ เราต้องยอมรับการ ได้อย่าง-เสียอย่าง (trade-off) เพราะเวลาของวัดและผู้เข้าร่วมมีจำกัด ถ้าเราอยากได้การเทศน์ เราก็ต้องตัดอะไรที่สำคัญน้อยกว่าออกไปบ้าง)

2. ถ้าทำได้ แปลบทสวดไปเลย เป็นภาษาไทยซะ ทีนี้ทุกคนก็จะได้ประโยชน์ (ผมเคยเห็นบางวัดทำตรงนี้ แต่มันฟังยากเหลือเกิน สุดท้ายก็ไม่ฟังอยู่ดี) และ เราต้องไม่คงทำนองบาลีไว้มากก็ได้ แต่อย่างไรเสีย เราก็คงต้องมีมาตรฐานกับตรงนี้เสียหน่อย

ใครได้ประโยชน์จากข้อเสนอนี้?

1. ผู้เข้าร่วมได้ประโยชน์ เพราะ เมื่อปฏิบิตตามข้อเสนอนี้ การไปร่วมงานศพจะมีความหมายต่อตัวเขามากกว่าเดิม ช่วงเวลาของการสวดมนต์ที่ไม่รู้เรื่องลดลง แต่เขาจะได้ให้ความรักแก่ผู้ตาย และ ปรับปรุงจิตวิญญาณของตัวเขาเองด้วยในขณะเดียวกัน (ภายใต้สมมุติฐานว่าเขาฟัง)

2. พุทธศาสนาได้ประโยชน์ เพราะ เมื่อเราสอดแทรกการเทศน์เข้าไป การเทศน์ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่วัดจะต้องคำนึงถึง ในการแข่งขันกับวัดอื่น คนที่จัดงานก็จะคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เข้าร่วม ก็จะพยายามเลือกวัดที่เทศน์ดีๆ ให้ข้อคิด และมีศิลปะในการพูด ดังนั้น วัดต่างๆก็จะพัฒนาการเทศน์ขึ้นมามากขึ้น เน้นกันที่บทเทศน์ มากกว่าทำนองสวด ทีนี้วัดพุทธๆพราห์มๆ ก็จะเป็นวัดพุทธมากขึ้น

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ เป็นกุศโลบาย และ เปลี่ยนทัศนคติของคนที่ไม่เคยเข้าวัด-ฟังเทศน์ฟังธรรม อาจจะด้วยเพราะความเป็นสังคมเมืองที่ทำงานหนัก ผู้คนจึงต้องการเวลาพักผ่อน และทำเรื่องไม่เป็นเรื่องบ้าง การเทศน์นี้ก็จะทำให้เขาเหล่านั้น เข้าถึงแหล่งทรัพยากรทางความรู้มากขึ้นโดยไม่ได้รบกวนเวลาพักผ่อน

3. สังคมได้ประโยชน์ เพราะ หากการเทศน์นั้นได้ผลขึ้นมาจริงๆ มีวัดจำนวนหนึ่งสามารถฝึกฝนพระลูกวัดขึ้นมาจนมีความสามารถดีในการเทศน์แล้ว ผู้เข้าร่วมงานศพนั้นก็จะซึมซับหลักธรรมต่างๆเข้ามาในจิตใจของเขา จิตใจของประชาชนก็จะยกระดับขึ้นโดยเฉลี่ย คนจะมองพุทธศาสนาในทางที่เข้าใจมากกว่าเดิม การเบียดเบียนกันลดลง และ การให้อภัยกันก็จะมากขึ้น (อย่างแย่ที่สุด ก็น่าจะมีเสียงแตรบนท้องถนนน้อยลงบ้างน่ะ)

แล้วใครที่ต้องทำงานหนักขึ้น?

แน่นอน คงหนีไม่พ้น วัด พระภิกษุสงฆ์และกรมการศาสนา ที่จะต้องทำงานหนักขึ้นในเรื่องนี้ ทั้งเรียบเรียงเรื่องที่จะเทศน์ และการตัดลดทอนแปลบทสวดมนต์ให้เป็นภาษาไทย และกว่าใครสักคนจะสามารถต่อสู้ไปถึงจุดนั้น คงจะเหนื่อยเต็มทน

นอกจากนี้เมื่อมีการเทศน์เกิดขึ้น นั่นหมายความว่ามีการสื่อสารจากพระสงฆ์ไปสู่ฆราวาสมากขึ้น โอกาสที่จะมีปัญหาจากการบิดเบือนเจตนารมณ์ของการเทศน์นี้ก็น่าจะมีมากขึ้น ความเสี่ยงจากการพูด ปาฏกฐาอันไม่เหมาะสมของพระสงฆ์ก็อาจจะมีมากขึ้นได้ เช่น พระสงฆ์ที่ไม่ดี เล่าเรื่องอิทธิปาฏิหารย์ของของขลังศักดิ์สิทธิแก่ฆราวาส โดยมีจุดมุ่งหมายแอบแฝงเพื่อการค้า เป็นต้น ดังนั้น จึงจำจะต้องมีการสอดส่องดูแลที่มากขึ้นด้วยในเรื่องนี้

สุดท้านนี้ก็ต้องย้ำอีกทีว่าบทความนี้ของผม เป็นแค่การคิดเล่นๆเท่านั้น เป็นความเห็นส่วนตัว อันเกิดจากความสงสัยอันเป็นส่วนตัว และ ประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวเหมือนกัน  มีความมืดบอด และไม่รู้ในหลายๆมุม ที่ตัวเองไม่เคยสัมผัส และไม่เคยมีจุดประสงฆ์ที่จะทำให้ใครเดือดร้อน หรือ ต่อว่าใคร หากเกิดกระทำการลงไปโดยไม่ตั้งใจ ก็ต้องขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ครับ

ขอบคุณที่ติดตามครับ

Vice Versa

Read Full Post »