Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘รายได้’

recommendare

บทความเรื่อง “อนาคตร่วมกัน”

โดย

อานันท์ ปันยารชุน

ความมีดังนี้

.

ผมเชื่อมาตลอดว่า บทพิสูจน์ธาตุแท้ของแต่ละคนคือดูว่าเขาสามารถรับมือและฟันฝ่าอุปสรรคความยากลำบากไปได้อย่างไร

.

ผลพวงจากเหตุการณ์น่าสลดใจเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสที่จะพิสูจน์กับตัวเองและชาวโลกให้เห็นถึงธาตุแท้ของคนไทยที่มีความเข้มแข็ง มีความมุ่งมั่นที่จะได้มาซึ่งความเป็นธรรม การส่งเสริมความปรองดองแห่งชาติ และการสร้างสรรค์สังคมที่รวมทุกกลุ่มทุกฝ่ายเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน

.

ในความเป็นชาติ เราได้วนเวียนในวังวนแห่งความโกลาหลและสับสนวุ่นวายมานาน บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมกันหายใจลึกๆ และเรียกสติกลับคืนมา ให้มีความสมดุลและความพอดี

.

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องกลับมาเน้นและส่งเสริมค่านิยมไทยที่สั่งสมมาแต่ช้านาน ค่านิยมที่ว่านี้คือ ความอดทนอดกลั้น การยึดทางสายกลาง และความเมตตากรุณา ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมประจำชาติของเราทั้งสิ้น

.

เราควรหยุดชี้นิ้วกล่าวหากันอย่างไม่มีสติ การโยนความผิดใส่กันอย่างที่กำลังนิยมทำกันในขณะนี้ การมีอารมณ์อกุศลเช่นความโกรธแค้นและเกลียดชังมีแต่ความหายนะ

.

เราจะต้องก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้และเหนือสิ่งอื่นใดคือ แสวงหาความจริงให้ได้ การสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างอิสระและน่าเชื่อถือเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการดำเนินการตามครรลองของกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา จะต้องเกิดขึ้นอย่างจริงจังนับแต่นี้ไป

.

นอกจากนั้น เรายังจำเป็นต้องเร่งกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปรองดองในชาติและสันติภาพที่ยั่งยืน คนไทยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องมาร่วมพูดคุยหารือกันโดยยอมรับและเคารพในจุดแตกต่าง ความสนใจ และค่านิยมของกันและกัน การยอมรับกันและการสำนึกผิด ของทุกฝ่ายสามารถนำไปสู่การให้อภัย ซึ่งเป็นกุญแจที่แท้จริงที่นำไปสู่การเยียวยาจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของคนไทยทุกคน

.

เราจำต้องพยายามรีบปิดช่องว่างทางสังคมที่นับวันมีแต่ลึกและกว้างขึ้นทุกที โดยต้องมุ่งแก้ไขความยากจนในโครงสร้าง การกีดกันทางสังคม และความไม่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าเราจะมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมา เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความไม่พอใจของผู้ประท้วงจำนวนไม่น้อยมีน้ำหนัก

.

เราจึงต้องเร่งกำหนดมาตรการให้ครบถ้วนเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ต่อไปนี้ (1) ความไม่สมดุลของการกระจายรายได้ (2) ความสามารถที่ถูกลิดรอน และ (3) ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงและโอกาส

.

หากเราเพิกเฉย ไม่ยอมรับ ไม่แก้ไขข้อร้องเรียนเหล่านี้ บาดแผลที่กรีดลึกจากความรุนแรงในประวัติศาสตร์ไทยบทนี้ก็จะกลายเป็นแผลเปื่อยเน่า ซึ่งจะยิ่งทำให้ช่องว่างแห่งความแปลกแยกกลายเป็นหุบเหวที่กว้างขึ้นกว่าเดิมอันจะนำไปสู่ความโกลาหลและความรุนแรงต่อไปอีก

.

ประเทศของเราได้สูญเสียมากมายในครั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในห้วงที่สำคัญยิ่งของกระบวนการพัฒนาประเทศ ถ้าหากในอนาคตเรามองย้อนหลังไป ก็อาจมองว่าการที่พี่น้องที่ยากจนในชนบทได้มีสิทธิมีเสียงทางการเมืองมากขึ้นนับเป็นก้าวที่สำคัญและขาดไม่ได้ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย

.

เราจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับรู้ข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมและรับฟังเสียงของกลุ่มสังคมเหล่านี้ ไม่ว่าในกระบวนการเลือกตั้งหรือกระบวนการตัดสินใจอื่นๆ

.

ในความเป็นชาติ เราได้ก้าวมาถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเราทุกคนล้วนมีส่วนได้ส่วนเสียในอนาคตของประเทศชาติ และต้องมีส่วนช่วยให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปในทางที่สร้างสรรค์

.

ขอให้เราจงมาร่วมกันแปรวิกฤตนี้ให้กลายเป็นโอกาส เพื่อที่จะสร้างฉันทามติใหม่ทางการเมือง ให้มี “วาระของประชาชน” เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมที่รวมทุกหมู่เหล่า สังคมที่มีความเท่าเทียมกัน และสังคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับคนไทยทุกคน

Advertisements

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ””รายได้ภรรยาถือเป็นรายได้ของสามี” นัยดูแคลนสตรี ที่ยังมีในกฎหมายไทย”

โดย

บรรยง วิทยวีรศักดิ์

นายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิต

ความมีดังนี้

1 สิงหาคมนี้ เป็นวันสตรีไทย การหยิบยกประเด็นนี้มาพูด จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้อง เพราะนับวันหญิงไทยได้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมมากยิ่งขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันแทบไม่มีข้อแตกต่างระหว่างหญิงกับชายแล้ว

ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ว่า “รายได้ของภรรยาให้ถือเป็นรายได้ของสามี” ถ้าเป็นยุคแม่พลอยในหนังสี่แผ่นดิน คงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มายุคนี้ ถ้าใครยังคิดว่ารายได้ของภรรยาล้วนมาจากบารมีและความสามารถของสามีแล้ว ก็ดูจะหลงยุค หลงสมัยไปหน่อย

ที่มาของกฎหมายมาตรานี้

สมัยก่อน ในยุคเจ้าขุนมูลนาย ชายไทยเป็นผู้หารายได้หลักเข้าครอบครัว ผู้หญิงแทบทั้งหมดล้วนเป็นแม่บ้าน อยู่ดูแลครอบครัว รายได้ต่างๆที่เกิดขึ้นในชื่อของภรรยา มักจะถูกมองว่าเป็นวิธีเลี่ยงภาษีของสามี โดยการนำรายได้ของตนไปแบ่งใส่ในชื่อของภรรยา ทำให้กรมสรรพากรในยุคนั้น ได้ข้อสรุปว่า รายได้ในชื่อภรรยาเป็นการเลี่ยงภาษี ต้องนำมารวมคิดเป็นรายได้ของสามีเสมอ

ประเด็นปัญหา ในปัจจุบัน ในยุคปากกัดเท้าถีบ ผู้หญิงส่วนใหญ่ได้ออกมาทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายแล้ว แต่กฎหมายยังกำหนดให้รายได้ของภรรยาถือเป็นรายได้ของสามีอยู่ ในขณะที่ระบบภาษีของไทยเป็นระบบภาษีก้าวหน้าในอัตราตั้งแต่ 5-37% ดังนั้นเมื่อนำรายได้ของภรรยามารวมคำนวณภาษีกับสามี ฐานเงินได้ที่ใช้ในการคำนวณภาษีย่อมสูงขึ้น ทำให้มีภาระภาษีในอัตราก้าวหน้าสูงขึ้นตามไปด้วย เช่น เดิม ก่อนแต่งงาน ทั้งคู่เคยเสียภาษีในฐาน 20% แต่เมื่อสมรสแล้วต้องนำรายได้มารวมคำนวณ ทำให้ฐานภาษีอาจจะขยับมาที่ฐาน 30% ทำให้มีภาระภาษีสูงขึ้นมาก

กลายเป็นว่า ใครแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกัน จะต้องคำสาปให้เสียภาษีสูงขึ้น เพื่อแลกกับการได้ชื่อว่า “สมรสแล้ว”

ข้อเท็จจริงในปัจจุบัน จริงอยู่ ถึงแม้กฎหมายจะกำหนดให้มีข้อยกเว้น ไม่ต้องนำรายได้ของภรรยาที่เป็นเงินเดือน (มาตรา 40(1)) มารวมคำนวณเป็นรายได้ของสามี ด้วยเชื่อว่าการได้รับเงินเดือน แสดงว่าฝ่ายหญิงต้องไปนั่งทำงานจริงๆ

แต่ข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันทั่วไปคือ ทุกวันนี้ หญิงไทยมีความสามารถทำงานได้แทบทุกอย่าง เก่งพอๆกับชาย ไม่ว่า อาชีพอิสระ (ม.40(6)) อย่างแพทย์, ทนายความ, สถาปนิก, นักบัญชี หรืออาชีพตัวแทนนายหน้า (ม.40(2)) อย่างการเป็นตัวแทนขายประกันชีวิต หรือนายหน้าขายบ้านและที่ดิน ทั้งยังมีผู้หญิงอีกมากมายที่มีความสามารถในการทำธุรกิจส่วนตัว (ม.40(8)) อย่างเปิดร้านค้า เปิดโรงงานทำขนม หรือแม้แต่เปิดร้านเสริมสวย ต่างถูกกฎหมายบังคับให้ต้องนำรายได้มารวมคำนวณเป็นรายได้ของสามีทั้งสิ้น

ทำให้มีคู่สามีภรรยาบางคู่ ตัดสินใจไปจดทะเบียนหย่า เพื่อหวังหลีกเลี่ยงภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น นี่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมสมัยใหม่ โดยพวกเขาถือคติว่า ใบทะเบียนสมรสไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ความรักที่แท้จริง แต่เงินทองต่างหาก ที่เป็นสิ่งเจือจุนครอบครัวให้อยู่รอดได้ กลายเป็นว่าการจดทะเบียนสมรสเป็นตราบาปอย่างหนึ่งของครอบครัวไทย

ผลที่เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ทำให้สังคมไทยได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมดังนี้

1.มีนัยให้เห็นว่า สังคมไทยยังไม่ยอมรับบทบาทของสตรี ยังดูแคลนความสามารถของสตรี ผู้ซึ่งก้าวขึ้นมาเคียงบ่าเคียงไหล่กับบุรุษแล้ว

2.รัฐธรรมนูญกำหนดให้คนไทยทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ไม่อาจยกเอาข้ออ้างเรื่องเพศหรือศาสนามาเลือกปฏิบัติได้ การที่ประมวลรัษฎากรระบุว่ารายได้ของภรรยาถือเป็นรายได้ของสามี จึงมีนัยดูแคลนเพศหญิงอยู่ น่าจะผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายสูงสุด

3.ตามหลักการ กฎหมายควรมีส่วนช่วยจรรโลงสถาบันครอบครัว มิใช่สนับสนุนหรือเป็นเหตุจูงใจให้มีการหย่าร้าง ซึ่งถือเป็นการทำลายสถาบันครอบครัว

4.การคิดภาษีที่ไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวเมื่อต้องยื่นเสียภาษี ทำให้บั่นทอนกำลังใจในการทำงาน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ตัวอย่างที่ได้สัมผัสมา

ในฐานะนายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิต ขอเรียนว่าได้รับการร้องเรียน ถึงความไม่เป็นธรรมของกฎหมายเรื่องนี้ค่อนข้างมาก เพราะข้อเท็จจริงของธุรกิจประกันชีวิตทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศคือ กว่า 60%ของผลผลิตในอุตสาหกรรมนี้มาจากการขายของผู้หญิง

และสถิติในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาคือ 100 อันดับแรกของผู้ขายประกันชีวิตได้สูงสุด มาจากผู้หญิง 60-65%เสมอ

ในอุตสาหกรรมประกันชีวิต มีข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วว่า ตัวแทนหญิงเป็นกำลังหลักในการขาย เนื่องจากมีความมุ่งมั่น มีน้ำอดน้ำทน และมีการพูดการจาดี เข้าถึงลูกค้าได้ดีกว่าผู้ชาย

ขณะที่ในแวดวงการศึกษา ก็ได้ข่าวว่าบางคณะวิชาเช่นคณะเภสัชศาสตร์หรือคณะทันตแพทยศาสตร์ ที่สมัยก่อนมีสัดส่วนผู้เรียนเป็นชายครึ่งหนึ่ง เป็นหญิงครึ่งหนึ่ง แต่ปัจจุบัน เป็นหญิงเสีย 70-80% ส่วนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่เดิมนักศึกษาแทบเป็นชายทั้งหมด เดี๋ยวนี้ก็มีนักศึกษาหญิงเข้าเรียนมากขึ้นอย่างชัดเจน

แล้วเรายังคิดว่า รายได้ของครอบครัวยังมาจากผู้ชายฝ่ายเดียวอีกหรือ

อนาคตในมือกรมสรรพากร

นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่กรมสรรพากรได้มีความคิดริเริ่มที่จะแก้ไขกฎหมายในประเด็นนี้ โดยได้มอบหมายให้ ศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ไปศึกษาวิจัยว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ล้าสมัย ซึ่งก็ได้ข้อสรุปว่า การนำรายได้ของภรรยามารวมเป็นรายได้ของสามี ไม่เป็นธรรมและเป็นปัญหาค่อนข้างมาก

ในวาระที่วันที่ 1 สิงหาคมนี้ เป็นวันสตรีไทย การหยิบยกประเด็นนี้มาพูด จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้อง เพราะนับวันหญิงไทยได้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมมากยิ่งขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันแทบไม่มีข้อแตกต่างระหว่างหญิงกับชายแล้ว

ดังนั้น จึงหวังว่า กรมสรรพากรจะเดินหน้าสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นต่อไป และถือเป็นการมอบของขวัญให้ประชาชนในยุคข้าวยากหมากแพงนี้ด้วย

ส่วนการแก้กฎหมายก็เป็นการแสดงนัยว่า วันนี้ นักกฎหมายไทยได้ให้การยอมรับและเห็นคุณค่าของหญิงไทยแล้วว่า เธอคือผู้ร่วมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายอย่างแท้จริง

Read Full Post »

เสนอ 3 ข้อ ผ่าทางตันการเมืองไทย

recommendare

 

” …. ทางออกของเรื่องนี้ คือการยุติ และเสียสละของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยอมยุติ บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยอมยุติด้วย แต่เมื่อการยุติ เป็นการยุติแบบชั่วคราว ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ จะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่มีบุคคลแบบอดีตนายกฯเกิดขึ้นอีก … ประวัตศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เกิดวิกฤตเหมือนเดิม … “

 

สรุป

ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การเมืองไทยในปัจจุบัน”

 

เนื่องโอกาสการประชุมใหญ่ทางวิชาการโรงพยาบาลราชวิถี

วันที่ 24 กุมภาพันธ์

 

โดย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

ราชบัณฑิตยสภา

 

ความมีดังนี้

 

วิกฤติการเมืองไทยที่เกิดขึ้น เป็นความขัดแย้งที่สะสมมาตั้งแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารประเทศและระบอบเศรษฐกิจ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเทศาภิบาล เป็นกระทรวง ทบวง กรม ระบบขุนนางกินเมืองเป็นข้าราชการกินเงินเดือน รายได้จากพระคลังและภาษี เป็นการเก็บภาษีอากร นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง กับสภาพสังคมไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 1-3 เน้นการผลิตและนำเข้า ฉบับที่ 4 และ 5 เน้นการผลิตเพื่อการส่งออก แต่ไม่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจใดที่กล่าวถึงการพัฒนาภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศเป็นรายได้หลักของประเทศ รวมทั้งไม่มีแผนพัฒนาอย่างชัดเจนถึงการขยายผลผลิต ยุทธศาสตร์การผลิตเพื่อการเกษตร ที่น่าแปลกและส่งผลถึงปัจจุบัน เมื่อข้าวมีราคาแพง รัฐบาลกลับไม่ดีใจ เข้ามาแทรกแซง ไม่ได้คำนึงว่าจะกระทบต่อคนจนหรือชาวนา 

 

สาเหตุหลักของความขัดแย้ง เหลื่อมล้ำ เป็นเพราะคนจนไม่เคยได้รับการช่วยเหลือ ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากร การช่วยเหลือทั้งของบีโอไอ (สำนักงานส่งเสริมการลงทุน) และเอสเอ็มอี (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) เป็นการช่วยเหลือที่กระจุกตัวอยู่ในคนมั่งคั่งและคนชั้นกลาง มีแต่ชนชั้นกลางกับชนชั้นสูงที่ได้รับการส่งเสริม จึงทำให้เกิดคนจนจำนวนมาก  คนรวย ก็รวยมากขึ้น ส่วนคนจนก็ยิ่งจนลง เมื่อคนจนไม่มีอำนาจต่อรองทรัพยากรเหมือนชนชั้นกลางความขัดแย้งจึงยิ่งทวีคูณ ในปี 2519 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 และ 5 พบว่า รายได้ของคนรวย ร้อยละ 20 มีรายได้เป็นเจ้าของรายได้ประชาชาติสุทธิ 29.26 คนจน 6.05 ในปี 2529 เพิ่มขึ้นเป็นคนรวย 55.63 ขณะที่คนจน 4.55 ซึ่งสังเกตได้ว่า ชนชั้นกลางแม้ว่าจะมีรายได้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ยังไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเช่นเดิม ขณะที่คนจนก็ไม่มีอำนาจต่อรอง

 

ในปีที่ผ่านมาประเทศไทย มีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน จากการบริหารประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย 76 ปี ขณะนี้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีแล้วทั้งสิ้น 27 คน มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ เกิดกบฏ 11 ครั้ง รัฐประหารสำเร็จ 9 ครั้ง ความขัดแย้งในเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งปิดและเปิดยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และซ่อนตัว และเมื่อปี 2540 เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นการแก้ในส่วนของเรื่องการเมืองเป็นหลัก ทำให้เกิดระบบการเลือกตั้ง ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เน้นการหาเสียงเชิงนโยบายเป็นหลัก พรรคไทยรักไทย จึงได้รับคะแนนนิยมสูงสุดจากประชาชนในปี 2544 และได้เสียงข้างมากเกินครึ่งในปี 2548 เป็นผลมาจากนโยบายประชานิยม ทั้ง 30 บาท กองทุนหมู่บ้าน 1 อำเภอ 1 ทุน โอท็อป ซึ่งความขัดแย้งที่ถูกปิดก็ถูกเปิดขึ้นมา คนจนเข้าถึงทรัพยากรมากขึ้น ได้ลิ้มลองการรักษาฟรี และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ
  

จึงเป็นที่มาว่า คนจนเลือกตั้งรัฐบาล โดยคำนึงถึงนโยบายประชานิยม เพื่อการเข้าถึง ในขณะที่คนชั้นกลาง เป็นคนกำหนดนโยบายและล้มรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไทยรักไทยถือได้ว่า เป็นการรวมตัวของมหาเศรษฐีที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงเกิดปัญหาการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายขึ้น แต่การเมืองภาคประชาชนก็ไม่กล้าที่จะต่อสู้เรียกร้อง เพราะกลัวไม่ได้รับทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกจากนโยบายของรัฐ ขณะที่สื่อมวลชนก็ตกภายใต้การบีบคั้นของภาคธุรกิจ ถ้าหากวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โฆษณาก็จะลดน้อยลง ทำให้เสียงวิจารณ์ไม่มี และเลยเกิดความขัดแย้ง ที่ส่งผลต่อปัจจุบัน 
  

ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะนักการเมืองในสมัยที่แล้วรู้เห็นเป็นใจและปลุกให้กลุ่มคนเสื้อแดงขึ้นมาต่อสู้กัน และไม่มีใครรู้ได้ว่าความขัดแย้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่ ซึ่งความขัดแย้งอาจเกิดจาก 2 ปัจจัยคือ

 

1.มาจากความขัดแย้งของคนเสื้อเหลืองกับอดีตนายกฯ ที่ผู้ต่อต้านไม่ยอมรับการได้มาซึ่งอำนาจ หากฝ่ายหนึ่งยอมหยุดก็จะยุติเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากมีคนที่ใช้วิธีเดียวกันขึ้นมาอีกก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้น

2.ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่าง คนมี กับ คนไม่มี ซึ่งวันนี้คนจนรู้แล้วว่าจะเข้าถึงอำนาจได้อย่างไรเพื่อให้เข้าถึงทรัพยากร

 

อนาคตพรรคการเมืองจะหันมาใช้นโยบายประชานิยมกันหมดเพื่อให้ได้คะแนนเสียง โดยไม่สนใจว่าจะเอาเงินมาจากไหนเพื่อทำตามนโยบายนั้น ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะนี้การหันมาใช้นโยบายประชานิยมกันหมด จะส่งผลให้ทรัพยากรหมดประเทศ เพราะเป็นประชานิยมที่ออกแบบแบบฉาบฉวยไม่คำนึงถึงการหาทรัพยากรเพิ่มเติม กลายเป็นการผลักภาระหนี้ไปในอนาคตให้รัฐบาลรับผิดชอบภาระหนี้แทนภาคประชาชน สุดท้ายประเทศก็จะเป็นหนี้ระยะยาว เกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนละตินอเมริกาที่เป็นเจ้าประชานิยม

 

การปกครองประเทศแบบประชาธิปไตย เหมาะกับประเทศที่มีคนชนชั้นกลางมาก แต่ประเทศไทย ไม่ใช่ เพราะมีแต่คนจน และคนชอบประชานิยมแบบไม่มีเหตุผล ลด แลก แจก แถมไปเรื่อย  

 

ทางออกของเรื่องนี้ คือการยุติและเสียสละของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยอมยุติ บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยอมยุติด้วย ความขัดแย้งก็จะไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อการยุติ เป็นการยุติแบบชั่วคราว ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ จะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่มีบุคคลแบบอดีตนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นอีก หากนำนโยบายประชานิยมเข้ามาใช้และกลับมาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ประวัตศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เกิดวิกฤตเหมือนเดิม

 

ทางออกในเรื่องนี้ จึงต้องจัดสรรโครงสร้างทรัพยากรทางเศรษฐกิจใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้างภาครัฐ ให้คนชนชั้นล่างมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องพึงพารัฐ ซึ่งสามารถทำได้ 3 ทาง  คือ 1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ต้องเปิดโอกาสให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรและเศรษฐกิจมากขึ้น

 

1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ต้องเปิดโอกาสให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรและเศรษฐกิจมากขึ้น

2.ปรับระบบภาษี หารายได้มาบริหารจัดการรายจ่าย นำเงินของคนมั่งมีมาช่วยคนจน เช่นภาษีมรดก ภาษีที่ดิน จัดการเรื่องรายจ่ายของประเทศ ไม่เน้นนโยบายประชานิยม เพราะเป็นการนำเงินอนาคตมาใช้ และ

3.ลดการกระจุกตัวของกลุ่มทุนธุรกิจขนาดใหญ่ จัดสรรทรัพยากรจากคนรวยให้เข้าถึงคนจน แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดวิกฤตตามอีก ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่กระชากทรัพย์จากคนมีให้คนจน เหมือนระบอบคอมมิวนิสต์ หรือเป็นการแย่งชิงทรัพยากร แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจกัน ช่วยเหลือกระจายทรัพยากร

 

ทางออกวิกฤตก็ขึ้นอยู่กับคนในสังคมทั้งหมด ไม่ใช่แค่นักการเมือง หรือ รัฐสภา เพราะเป็นเรื่องใหญ่เกินที่ใครจะทำเพียงคนเดียวได้ แต่เชื่อว่าหากทำเช่นนี้ปัญหาต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ คลี่คลายและหมดไป 

 

Read Full Post »

หลายต่อหลายคนที่ได้ลงทุนเสี่ยงโชค เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อมาหางานทำ มาขายแรงงาน ไม่ว่าจะแรงงานที่ถูกศีลธรรม หรือผิดศีลธรรม ก็ตาม มีทั้งทำโรงงาน ขายตัว เป็นคนใช้ ขายก๋วยเตี๋ยว พนักงานเสิร์ฟ ฯลฯ

คนเหล่านี้ได้เงินน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าแรงที่เค้าเหล่านั้นได้เพียรพยายามทำในแต่ละวัน แต่กลับมีจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ ยากจะหาคนกรุงเทียบได้ แต่เรามาพูดถึงเรื่องเงินกันก่อนดีกว่า อย่างพ่อแม่ของหลายๆคน จ้างพี่เลี้ยงไว้ในบ้านแล้วกดเงินเดือนให้ต่ำสุดๆ อย่างเช่นบ้านผม ต่ำสุดในประวัติการณ์คือ 900 บาทค่อเดือน (ลาออกไปแล้ว) คนปัจจุบันได้ประมาณ 1500 บาทต่อเดือน แต่ทำงานวันเว้นวัน แล้วงานก็เท่ากับทำทั้งเดือนอยู่ดี เพราะถ้าอยู่ทั้งเดือนตอนกลางวันก็ดูทีวีไม่ได้ทำงานไร แต่นี่มาเฉพาะตอนเย็น แล้วมีอีกคนหนึ่งทีเด็ด มาทำงานที่บ้าน ไม่มีที่นอน แล้วแม่ให้ไปนอนในห้องเก็บของ ที่นอนแคบมาก นอนได้ประมาณคนเดียว มีแต่ตู้เสื้อผ้า และกองหนังสือ หน้าต่างก็พัง น้ำสาดเข้ามา ไม่มีให้แม้แต่พัดลม อายุเค้าก็เยอะมากแล้ว ประมาณ 40-50 มีอีกคนมาทำงานแล้วอยู่ดีๆ มีผู้ชายมาคุยแล้วบอกว่าเค้าสวยมาก จะพาไปประกวดนางงาม บลาๆๆ แล้วเค้าบอกว่าเราหลอกเค้าทำงานงานดักดาน แล้วในที่สุด พี่เค้าก็ไปกับคนนั้น กลับมามีลูกแล้วพิการ มาของเงินแม่ แล้วเล่าว่าเค้าพาไปขายตัว……

ถามว่ากดเงินแล้วเอาเงินไปทำไร ตอบได้เรย จากพฤติกรรมของบ้านผมนั้น เอาเงินไปทำบุญ ซื้อหวย ฯลฯ ทำบุญทีเป็นพัน ซื้อหวยก็หลายใบมาก ส่วนพี่พี่เลี้่ยงนั้น ผมได้ถามว่าทำไมทำงานเยอะจัง เอาเงินไปทำไร เค้าบอกว่าส่งกลับครอบครัวหมดเลย เหลือเก็บน้อยมาก ข้าวเย็นก็มากินบ้านผม ไม่ได้กินที่โรงงาน เพราะเค้าไม่เลี้ยง ฯลฯ ซึ่งคุณค่าของเงินที่เค้าได้รับ กับเงินที่แม่ผมไปทำบุญ (ให้พระ หรือป่อเต็กตึ๊ง) ช่างต่างกันลิบลับ คนหนึ่งนำไปประทังชีวิตของคนทั้งครอบครัว อีกคนนำไปเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ….

ก็คงมีหลายคนที่เป็นแบบนี้ แต่ถ้าจะบอกว่า ก็เงินเค้าหาได้ จะทำไรก็เรื่องของเค้า มันก็ไม่ผิดที่จะตอบแบบแถๆไปอย่างงั้นเหมือนกัน แต่ถ้าอีกฝ่ายเค้านำเงินไปใช้ประโยชน์จริง มันจะไม่ได้บุญไปกว่าการนำไปทำบุญตามวัดหรือ….

ถามว่าทำบุญแล้วไปไหน ถ้าดูจากภายนอกแล้วนั้น ทำบุญแล้ว พระก็นำไปสร้างวัดเสริมอัตตาให้แก่ธรรมสถานแห่งนั้น ให้ดูยิ่งใหญ่เกรียงไกรน่าเคารพ เพื่อให้คนมาทำบุญเพิ่ม หรือนำไปจ่ายค่าไฟ ค่าน้ำ ค่า maintainance พระพุทธรูป ค่าเนต ค่าคอม ฯลฯ ส่วนค่าอาหารนั้น ก็มีคนมาประเคนให้ทุกเช้าอยู่แล้ว ไม่ต้องจ่าย

แล้ววันๆพระทำประโยชน์ไรบ้าง ?

จากมุมมองภายนอกที่ไม่ได้เห็นเชิงลึกข้างใน ก็มีสร้างพระรูปเล็กๆเรี่ยไรเงินเข้าวัด เทศนาส่งสอนให้คนเป็นคนดี จัดงานบวช จัดงานศพ ส่งวิญญาณ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และบางวัดที่สามารถเรี่ยไรเงินได้มักจะมีพระพุทธรูปใหญ่ๆ ศักดิ์สิทธิ์ๆ มีธูปเยอะๆ กระถางฑูปใหญ่ๆ ฯลฯ มักจะเรี่ยไรเงินได้มากจากคนที่เดินธรรมดาๆ

ศาสนาพุทธถือว่าเป็นศาสนาที่หยั่งรากลึกเข้าสู่สังคมไทยได้อย่างฝังแน่นมากๆดูได้จาก

วันใดมีใช่วันสำคัญทางศาสนา
1) ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3
2) ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
3) ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8
4) ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10

คุ้นหรือเปล่า ข้อสอบตอนศึกษาอยู่ประถม ถามว่ารู้วันเหล่านี้แล้ว จะเรียนเก่งขึ้น หรือเป็นคนดีขึ้น หรือรวยขึ้นหรือไม่อย่างไร….

อันนี้ก็คงต้องไปคิดต่อกันเอาเอง

มาดูเรื่อง Exploitation กันต่อ

จากการศึกษาที่ธรรมศาสตร์ของผม มีอยู่วิขาหนึ่ง EC 452 ว่าด้วยเศรซฐศาสตร์มหภาคระหว่างประเทศ (มั้ง) ซึ่งในวิชานี้เป็นจุดเปลี่ยนให้มาเหลียวมองคุณค่าของคนมากขึ้นมากกว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่มองคนเป็นเพียงหน่วยเศรษฐกิจเท่านั้น

มีหลายบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่เจ้าของโรงงาน sweatshop ซึ่งไม่รู้แปลเป็นไทยว่าไรนอกจากคำว่าโรงงานนรก คือ โรงงานที่ขาดสิ่งที่เป็นสวัสดิการอันพึงได้รับของมนุษย์ทั้งหลายแหล่จากหลักการ minimize cost ของเจ้าของโรงงานทำให้อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆขาดที่ป้องกัน ที่อาจได้รับความปลอดภัยตามมาตรฐาน แต่ก็ยังต่ำกว่าที่มนุษย์พึงมีเช่นกัน ยกตัวอย่างที่บังกลาเทศ มีโรงงานๆ หนึ่งให้บังคับให้คนทำงานห้ามพัก แล้วล็อคประตูไว้ แล้วเกิดไฟไหม้ มาเปิดไม่ทัน ตายห่าทั้งโรงงาน ส่วนเจ้าของโรงงาน ก็คงไม่ต้องเดา เอารายได้ไปมั่วกามบำเรอเซ็กส์ เพื่อคลายความเครียดจากการกดขี่สั่งงานลูกน้อง หรือบางที่ก็ให้เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์มาทำงาน เพราะรองเท้าเด็กๆ มือใหญ่ๆสอดเข้าไปไม่ได้ ค่าแรงคนเหล่านี้ ชั่วโมงละ 2-3 บาทก็มี บ้างก็ 25-75 สตางค์ก็มี

แล้วทำไมเค้ายังเลือกไปทำงานในโรงงานเหล่านั้นอยู่อีก หรือทำไมยังมาทำอาชีพอื่นๆ ที่เราเห็นว่าค่าแรงมันต่ำมากอยู่อีก

ตอบคือ เพราะเค้าไม่มีทางเลือก ไม่ว่าจะไปทางไหนก็ไม่มีทางที่ดี และได้เงินมากกว่านี้แล้ว เค้ามาทำเพราะเป็นความหวังเดียวของครอบครัว และเป็นงานเดียวที่หาได้ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่เท่านั้น เพราะทางโรงงานยื่นข้อเสนอให้ คือเงินค่าจ้าง แต่คนงานก็ยื่นแรงงานเป็นการตอบแทนแก่โรงงาน โดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือ ที่ใครๆก็ทำได้ ต้องการขึ้นเงินเดือน ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะแรงงานสามารถหาใหม่ได้มากมายในสภาพแวดล้อมนั้นๆ สรุปคือ ไม่ทำคืออดตาย ทำก็ยังพอประทังชีวิตไปวันๆได้

สื่งที่เราพอช่วยได้ เช่น การไปประท้วงปิดโรงงานเหล่านั้น เพราะมาตรฐานในสถานที่ทำงานต่ำเกิน ก็จะให้คนงานเหล่านั้นไม่มีงานทำ ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่ ทางเลือกที่ดีกว่านั้น คือ ให้นายจ้างเพิ่มมาตรฐานโรงงาน หรือไรก็ตามแต่ หรือแม้แต่ให้การศึกษาเพิ่ม เพื่อให้หลุดออกจากความยากจนดักดานของการใช้แรงงานแบบไร้ฝึมือประเภทนี้

Read Full Post »