Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ยุโรป’

recommendare

 

บทความเรื่อง  สิทธิในการรับบุตรบุญธรรม ของ ผู้มีรสนิยมร่วมเพศ

ในมุมมองกฎหมายฝรั่งเศส และกฎหมายสิทธิมนุษยชนยุโรป

 

โดย

ปาลีรัฐ ศรีวรรณพฤกษ์

พนักงานคดีปกครองระดับสี่

นบ. (เกียรตินิยมอันดับสอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นม. (กฎหมายเอกชนและธุรกิจ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Master 2 (Protection des droits fondamentaux en Europe) Université d’Auvergne 1 Clermont-Ferrand

 

ความมีดังนี้

 

สิทธิในการมีรสนิยมรักร่วมเพศ

 

เป็นสิทธิในข้อที่ว่าด้วยการใช้ชีวิตส่วนตัว หรือ droit de la vie privée ซึ่งได้รับการยอมรับตามมาตรา 8 แห่งปฎิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรป ในทางกฎหมายภายใน กฎหมายแพ่งของฝรั่งเศสได้วางหลักยอมรับการครองคู่กันของคู่รักร่วมเพศโดยการยอมรับสัญญาการอยู่ร่วมกัน โดยมีการจดทะเบียนที่เรียกว่า pact(1) ซี่งเป็นการยอมรับความมีอยู่ในสังคมและสิทธิต่างๆของคู่รักร่วมเพศไปแล้วในประการหนึ่ง แต่สำหรับสิทธิในเรื่องการรับบุตรบุญธรรมของผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศ(ชายโสดหรือหญิงโสดที่มีรสนิยมรักร่วมเพศ)หรือคู่รักร่วมเพศ(มีการอยู่กินกัน) นั้น ได้มีการถกเถียงกันมาอยู่เสมอ โดยอ้างถึงความ”ไม่พร้อม”ในเชิงจิตวิทยาของผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศหรือคู่รักร่วมเพศในการที่จะดูแลเด็กซึ่งควรจะมีทั้งบิดาและมารดาอันเป็นส่วนประกอบโดยทั่วไปของครอบครัว มิใช่มีเพียงมารดาสองคนหรือบิดาสองคน บทความจึงขอเสนอมุมมองทางกฎหมายของสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของคู่รักร่วมเพศในมุมมองกฎหมายฝรั่งเศสและกฎหมายสิทธิมนุษยชนยุโรป โดยจะแบ่งการพิจารณาออกเป็น 2 ส่วน คือ 

 

ส่วนที่หนึ่ง ความเดิมในประเด็นสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของคู่รักร่วมเพศในมุมมองกฎหมายฝรั่งเศส – ในส่วนนี้จะกล่าวถึง

 

(1) ประมวลกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของฝรั่งเศส และ

(2) คดี Fretté และการวางหลักของสภาแห่งรัฐ

 

ส่วนที่สอง สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของคู่รักร่วมเพศในมุมมองของกฎหมายสิทธิมนุษยชนยุโรปและในประเทศอื่นๆ – ในส่วนนี้จะกล่าวถึง

 

(1)  คำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยนชนยุโรปในคดี Fretté และในคดีล่าสุด

(2) สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศในประเทศต่างๆ และ ข้อสังเกตโดยผู้ขียน

 

ส่วนที่หนึ่ง : ความเดิมในประเด็นการรับบุตรบุญธรรมของคู่รักร่วมเพศในมุมมองกฎหมายฝรั่งเศส


ในส่วนนี้จะแยกการพิจารณาออกไปสองประการคือ

 

(1)ประมวลกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของฝรั่งเศส

 

มาตรา 343 ของประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส ได้วางหลักในเรื่องการรับบุตรบุญธรรมไว้ว่า
– ในกรณีคู่สมรส : เป็นคู่สมรสที่ไม่ได้แยกกันอยู่ มีการสมรสกันแล้วเป็นเวลา 2 ปีขึ้นไป หรือ คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอายุมากกว่า 28 ปี
– ในกรณีบุคคลที่ยังไม่มีการสมรส (คนโสด) : ต้องมีอายุ 28 ปีขึ้นไป

 

ในทางปฎิบัติ การรับบุตรบุญธรรมภายในประเทศ กล่าวคือ รับเด็กสัญชาติฝรั่งเศสจากองค์กรดูและเด็กต่างๆในประเทศเป็นเรื่องยุ่งยากมาพอสมควร เพราะกฎหมายฝรั่งเศสมีบทบัญญัติที่ค่อนข้างเข้มงวดกับมาตรการดังกล่าว รวมทั้งมีการตรวจสอบอย่างละเอียดซึ่งกินเวลาประมาณสามปีขึ้นไป คู่สมรสชาวฝรั่งเศสที่มีความประสงค์ในการรับบัตรบุญธรรมจึงเลือกที่จะไปติดต่อรับบุตรบุญธรรมต่างชาติมากกว่า

 

(2)คดี Fretté และการวางหลักของสภาแห่งรัฐ


ในเดือนตุลาคมปี 1991 นาย Fretté ได้ทำการยื่นคำร้องแสดงความจำนงขอรับบุตรบุญธรรมจากผู้อำนวยการศูนย์ความช่วยเหลือด้านสังคม เด็ก และ สุขภาพ (La direction de l’action sociale, de l’enfant et de la santé) ซึ่งขึ้นตรงกับจังหวัดปารีส (Département de Paris) ทางศูนย์ฯได้จัดให้นาย Fretté ตรวจสอบสภาพจิตในกรณีดังกล่าวและได้ผลออกมาว่า นาย Fretté เป็นบุคคลผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศ คำร้องแสดงความจำนงขอรับบุตรบุญธรรมดังกล่างจึงตกไป โดยทางศูนย์ฯ อ้างเหตุผลเรื่อง “การขาดหายไปซึ่งความเป็นมารดา” (l’absence du référence maternelle constante) ซึ่งถือเป็นข้อบกพร่องเพียงประการเดียวของนาย Fretté ผู้ซึ่งมีการศึกษาและมีรายได้ที่มั่นคง ตลอดจนมีความสามารถในการเลี้ยงดูและปลูกฝังบุตรบุญธรรมของตนในอนาคตให้เติบโตเป็นประชากรที่สมบูรณ์และมีคุณภาพของประเทศฝรั่งเศสได้

 

ในเดือนพฤษภาคม 1993 นาย Fretté ได้ยื่นคำร้องในรูปของการร้องเรียนภายในหรือ recours gracieux(2) ร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผลการพิจารณาในเดือนตุลาคมปีเดียวกันก็สรุปว่า ผู้ร้องมี “การเลือกใช้ชีวิต” หรือ choix de vie ที่ไม่มีเหตุผลในเพียงพอในการที่จะแสดงให้เห็นหลักประกันที่ไว้วางใจในด้านความสัมพันธ์ทางครอบครัว ทางการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอน และ ทางจิตวิทยาในการรับเลี้ยงดูบุตรบุญธรรม (3)

 

ในวันเดียวกันกับที่คำวินิจฉัยของการร้องเรียนภายในดังกล่าวมีขึ้น นาย Fretté ก็ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการกระทำนอกอำนาจ (recours en excès de pouvoir) ต่อศาลปกครองแห่งปารีส เพื่อให้ศาลทำการยกเลิกเพิกถอนคำวินิจฉัยจากการร้องเรียนภายในดังกล่าว ต่อมาศาลปกครองได้มีคำพิพากษาลงวันที่ 25 มกราคม 1995 ยกเลิกเพิกถอนคำวินิจฉัยจากการร้องเรียนภายในตามที่นาย Fretté ร้องขอโดยศาลให้เหตุผลว่าคำปฎิเสธที่อ้างว่านาย Fretté มีความขาดหายไปทางความเป็นมารดาและจะก่อให้เกิดความสับสนและความยากลำบากในการดำเนินชีวิตต่อบุตรบุญธรรมในอนาคต นั้นเป็นเหตุผลที่ไม่เพียงพอในการปฎิเสธคำขอ แต่จังหวัดปารีส (Département de Paris) ก็ปฎิเสธไม่รับคำวินิจฉัยดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง นาย Fretté จึงยื่นอุทธรณ์ต่อสภาแห่งรัฐ

 

ตุลาการผู้แถลงคดี (Commissaire du Gouvernement) ในคดีนี้เห็นว่า ขณะนี้มีประเด็นต้องพิจารณาคือความเป็นมนุษย์และความชาญฉลาดทางด้านสติปัญญาของนาย Fretté นั้นไม่เพียงพอกับการที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมหรือไม่ ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงจะเห็นได้ว่านาย Fretté ไม่ได้มีข้อด้อยในเรื่องใดๆอันจะถูกหยิบยกมาปฎิเสธสิทธิในการร้องขอเลี้ยงดูบุตรบุญธรรมแต่ประการใด เว้นแต่เพียงกรณีที่เป็นผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศเท่านั้น ดังนั้น หากนาย Fretté พิสูจน์ได้ว่าการที่ตนมีรสนิยมรักร่วมเพศ ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงดูเด็กตามธรรมชาติแล้ว คำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก็จะไม่ได้รับการโต้แย้ง

 

ทั้งนี้ ตุลาการผู้แถลงคดีเห็นว่า การที่ Département de Paris ปฎิเสธคำขอของนาย Fretté นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ

 

1.นับจากการปฎิรูปกฎหมายการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมโดย loi du 11 juillet 1966 จะเห็นได้ว่าฝ่ายนิติบัญญัติยอมรับการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในกรณีผู้ยื่นคำขอเป็นชายโสดหรือหญิงโสดดังนั้น จากประเด็นนี้จะเห็นได้ว่า การที่ปฎิเสธชายรักร่วมเพศ ซึ่งมีสถานะทางกายภาพคือ”ชายโสด” จึงจะต้องอาศัยเหตุผลเดียวกับการปฎิเสธผู้ยื่นคำร้องที่มีสถานภาพเป็นโสดเป็นคำคัญ การอ้างเหตุการในการเป็นผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศ จึงถือเป็นเรื่องไม่ชอบด้วยกฎหมายและถือเป็นการเลือกปฎิบัติ และถือว่าเป็นการไม่เคารพสิทธิในการเลือกใช้ชีวิต หรือ choix de vie ของผู้ร้อง

 

 

2.สิทธิในการมีรสนิยมทางเพศ หรือ la vie sexuelle เป็นสิ่งที่ไม่ควรได้รับการปฎิเสธ เพราะสิทธิดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในสิทธิในการดำรงชีวิตที่ได้รับการรับรองโดยมาตรา 8 แห่งปฎิญญาสากลสิทธิมนุษยชนยุโรป และ มาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส และยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายภายในประเทศเองก็กำหนดไว้ชัดเจนว่า การเป็นบุคคลรักร่วมเพศถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรได้รับการเลือกปฎิบัติ

 

3.เมื่อพิจารณาจากคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมในประเด็นสิทธิในการดูแลบุตรของคู่สมรสที่มีการหย่าร้างจากประเด็นที่ฝ่ายใดมีรสนิยมรักร่วมเพศแล้ว จะเห็นว่าศาลยุติธรรมเองก็ยังไม่ได้ห้ามที่บิดาหรือมารดาที่มีรสนิยมรักร่วมเพศในการเข้าพบปะเยี่ยมเยียนหรือดูแลบุตรได้ ทั้งที่พิจารณาแล้วว่าการพบปะเยี่ยมเยียนดังกล่าวอาจจะทำให้เด็กเกิดความสับสนจากสภาพแวดล้อมในบ้านของมารดา หรือ เป็นอันตรายทางกายภาพในบ้านของบิดาซึ่งปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชายอีกคน(4) ยิ่งไปกว่านั้น บิดาที่มีความสัมพันธ์รักร่วมเพศแบบไม่ถูกต้องตามศีลธรรมและไม่ถูกต้องตามหลักการของความเป็นพ่อแม่ (relations homosexuelles immorales et incompatibles avec l’exercice de l’autorité parental) กลับไม่สามารถเข้าถึงสิทธิการในการพบปะเยี่ยมเยียนเด็ก(5) ในประเด็นเดียวกัน ศาลก็ได้ตัดสินว่าบิดาที่มีความฝักใฝ่ในด้านรักร่วมเพศ (moeur homosexuelle) นั้นเป็นอันตรายต่อสภาพจิตใจของเด็กในการใช้เวลาพักผ่อนตากอากาศด้วยกัน และถือเป็นเหตุร้ายแรงในการที่จะต้องปฎิเสธคำขอดังกล่าว(6) จึงจะเห็นได้ว่าผู้พิพากษาศาลยุติธรรมไม่ได้ปฎิเสธสิทธิของบิดามารดาที่มีรสนิยมรักร่วมเพศในการร้องขอสิทธิในการดูและหรือพบปะเยี่ยมเยียนบุตร กล่าวคือ ศาลไมได้เห็นว่าการที่บิดาหรือมารดาที่มีรสนิยมรักร่วมเพศเป็นประเด็นที่แสดงว่าบิดาหรือมารดาดังกล่าวไม่มีความสามารถในการดูแลบุตร แต่ศาลจะหยิบยกรสนิยมรักร่วมเพศดังกล่าวขึ้นมาถกเถียงในประเด็นประโยชน์ได้เสียของตัวเด็กเองและความเสี่ยงที่อาจจะส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมและสภาพจิตใจที่ไม่พึงประสงค์เท่านั้น

 

แต่อย่างไรก็ดี จากข้อเท็จจริงทั้งสามประการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นได้ว่าการที่จังหวัดปารีสปฎิเสธไม่ยอมรับคำขอของนาย Fretté โดยอ้างว่านาย Fretté ไม่มีหลักประกันที่แน่นอนชัดเจนในการอบรมเลี้ยงดูเด็กนั้นไม่ถือเป็นการที่ฝ่ายปกครองสำคัญผิดในข้อเท็จจริงที่ฝ่ายปกครองนำมาเป็นเหตุในการออกคำสั่งทางปกครอง (erreur manifeste d’appréciation)(7) โดยมีเหตุผลประกอบดังนี้

 

1.สิทธิในการเลือกใช้ชีวิตและการเลือกรสนิยมทางเพศจะต้องไม่ขัดการใช้สิทธิของเด็ก (droit de l’enfant)

 

2.จากตัวอย่างข้อสังเกตของตุลาการผู้แถลงคดีตามข้อ 2 ที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องการร้องขอสิทธิในการดูแลหรือพบปะเยี่ยมเยียนบุตรของบิดาหรือมารดาที่มีรสนิยมรักร่วมเพศที่มีความเป็นบิดาหรือมารดาตามกฎหมายครอบครัวแต่แรก(แต่มีการหย่าร้างกันในภายหลัง) ซึ่งการหย่าร้างดังกล่าว ไม่ว่าจะมาจากเหตุที่บิดาหรือมารดาเป็นผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศหรือไม่ แต่การหย่าร้างในทุกกรณีย่อมไม่ควรถือเป็นเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตรจะต้องขาดไป ดังนั้น ศาลจึงพยายามคุ้มครองความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตรภายหลังการหย่าร้างเอาไว้ให้มากที่สุด

 

3. ในประเด็นที่ว่า เด็กอาจจะมีความเสี่ยงในการที่จะมีบุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงไปอันสืบเนื่องมาจากการมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถสร้างรูปแบบการอยู่ร่วมกันแบบชายหญิง รวมไปถึงความยากลำบากในการแยกแยะระหว่างการสับสนทางจิต(psychiatre) และ การวิเคราะห์ทางจิต (psyanalyse) ยิ่งไปกว่านั้นบุตรบุญธรรมดังกล่าวจึงควรได้รับการเลี้ยงดูในครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่มั่นคงและยั่งยืน แตกต่างจากครอบครัวเดิมที่ตนจากมาซึ่งทำให้เกิดความเจ็บปวดทรมานทางจิตใจ ดังนั้น การอุปการะบุตรบุญธรรมจึงไม่ควรให้เด็กได้รับเงื่อนไขใดๆที่จะทำให้เด็กมีความอึดอัดหรือลำบากใจในการเข้ามาอยู่ในครอบครัวอุปการะ

 

จึงจะเห็นได้ว่า ในกรณีนี้เป็นการยากที่จะพิจารณาว่าสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของบุคคลผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศเป็นสิ่งที่ควรยอมรับหรือไม่ ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงสิทธิของเด็กเอง (droit à l’enfant) ควบคู่ไปกับการเสียประโยชน์ที่เด็กอาจจะได้รับในอนาคตในด้านศีลธรรม (éthique) และสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมากกว่าความถูกต้องตามกฎหมายในการรับรองสิทธิในกรณีดังกล่าวของบุคคลผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศ จึงเป็นหน้าที่ของตุลาการที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาประเด็นนี้อย่างเหมาะสมและถี่ถ้วนควบคู่ไปกับความเห็นชอบของสังคม

 

จากประเด็นดังกล่าวจึงสามารถตั้งข้อสังเกตประการที่ 4 ได้ว่า ปัญหาในการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมของผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศหรือคู่รักร่วมเพศเป็นปัญหาที่ยังไม่เคยได้รับการแก้ไขใดๆจากฝ่ายนิติบัญญัติ

 

5.อย่างไรก็ดีในกรณีนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ขึ้นตอนในการรับบุตรบุญธรรมในกรณีทั่วไปจะสามารถละเลยหรือลดหย่อนได้ แต่การพิจารณาคดีว่าบุคคลผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศนั้นมีสิทธิในการร้องขอการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมหรือไม่นั้น เป็นเพียงขั้นตอนแรกในการรับรองสิทธิของผู้ร้องเท่านั้น ผู้ร้องต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆที่กฎหมายกำหนดไว้ในการรับบุตรบุญธรรมอย่างเคร่งครัด

 

จากกรณีสังเกตทั้ง 5 ประการสามารถทำให้ผู้ร้องเข้าใจไปได้ว่า สิทธิในการเลือกใช้ชีวิตของผู้ร้องเป็นอุปสรรคเพียงอย่างเดียวในการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาในเรื่องจำนวนเด็กที่จะมาเป็นบุตรบุญธรรมมีจำนวนน้อยกว่าปริมาณคำขอในกรณีนี้ ยิ่งไปกว่านั้น การรับบุตรบุญธรรมในกรณีปกติ (หมายถึงกรณีคู่สมรสมชายหญิง) ก็ยังมีขั้นตอนยุ่งยากอยู่แล้ว เนื่องจากคู่สมรสที่มีความประสงค์จะขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมนั้นจะต้องมีการทดสอบในด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านจิตวิทยา รวมทั้งผ่านการตรวจสอบรายละเอียดในด้านอาชีพ ความสัมพันธ์ในครอบครัวและความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ฯลฯ อย่างละเอียดและรวมแล้วเป็นระยะเวลาที่กินเวลานาน

 

ต่อมาสภาแห่งรัฐได้มีคำวินิจฉัยลงวันที่ 9 ตุลาคม 1996 ยกเลิกคำตัดสินของศาลปกครองแห่งปารีสและยกเลิกคำขอของผู้ร้อง โดยให้เหตุผลว่า นาย Fretté ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างเพียงพอว่าการเลือกใช้ชีวิตแบบรักร่วมเพศของเขาจะไม่มีผลกับสภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู และสภาพจิตใจของเด็กในอนาคต ดังนั้น การปฎิเสธคำร้องดังกล่างของศาลปกครองแห่งปารีสโดยอ้างเหตุการขาดไปซึ่งความเป็นมารดาและมีความยากลำบากในการใช้ชีวิตของเด็กในอนาคตถือเป็นการอ้างเหตุผลที่ไม่ชอบ สภาแห่งรัฐจึงมีคำวินิจฉัยยกเลิกคำตัดสินของศาลปกครองแห่งปารีสและยกเลิกคำอุทธรณ์ของผู้ร้องในกรณีนี้

 

ส่วนที่สอง : สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของคู่รักร่วมเพศในมุมมองของกฎหมายสิทธิมนุษยชนยุโรปและในประเทศอื่นๆ


(1)คำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยนชนยุโรปในคดี Fretté และในคดีล่าสุด


ผู้ร้องที่ไม่พอใจจากการตัดสินของศาลภายในประเทศของตนสามารถยื่นคำร้องในกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นต่างๆต่อศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปได้ สำหรับการยื่นฟ้องคดีในประเด็นดังกล่าว ผู้ร้องมักจะอ้างว่าตนถูกละเมิดสิทธิตามมาตรา 8 แห่งปฎิญญาฯ ที่บัญญัติคุ้มครองสิทธิส่วนตัว(สิทธิในการใช้ชีวิต)และสิทธิในครอบครัว จึงทำให้ตนควรได้รับความคุ้มครองสิทธิดังกล่าวตามมาตรา 14 ที่บัญญัติว่าการใช้บุลคลทุกคนสามารถใช้สิทธิต่างๆที่ปฎิญญาฯ คุ้มครองได้เท่าเทีมมกัน ดังที่ปรากฎในคดี Salguerio (Salgueiro da Silva Mouta c/ Portugal(8) ) ผู้ร้องอ้างว่าตนได้รับการปฎิบัติที่ไม่เป็นธรรมโดยมีเหตุมีจากรสนิยมทางเพศ ซึ่งขัดกับมาตรา 8(9) โดยผู้ร้องอ้างการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 14(10) จึงจะเห็นได้ว่าศาลเองก็จะพิจารณามาตรา 14 ขึ้นมาเป็นการเสริมสิทธิตามมาตรา 8 ของผู้ร้องในประเด็นนี้เสมอ หรือจะเป็นกรณีคดี Petrovic c/ Autriche(11) ศาลเองก็ได้วางหลักไว้ในประเด็นเดียวกัน

 

ในกรณีนาย Fretté นี้ ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปให้เหตุผลว่า สิทธิในการเคารพชีวิตส่วนตัวและสิทธิในการใช้ชีวิตครอบครัวนั้น มิได้หมายความถึงกรณีที่บุคคลที่มีสถานะภาพโสดจะมีสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมเสมอไป ประเด็นในกรณีนี้คือการที่ผู้ร้องจะไม่ถูกปฎิเสธสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมดังกล่าวโดยเหตุที่ตนมีรสนิยมรักร่วมเพศ แต่หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ร้องจะได้รับสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมดังกล่าวเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดผลเสียแก่บุตรบุญธรรมในอนาคตไม่ว่าในกรณีใดๆ ศาลก็มีสิทธิจะปฎิเสธคำร้องของผู้ร้องในกรณีดังกล่าวได้ ดังนั้น เหตุที่นาย Fretté จะถูกปฎิเสธสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมดังกล่าว จึงควรมาจากเหตุผลเดียวกับที่บุคคลที่มีสถานะภาพโสดได้รับปฎิเสธคำร้องในการขอรับบุตรบุญธรรม โดยอ้างถึงคุณภาพชีวิตและการอบรมสั่งสอนที่เด็กควรจะได้รับในอนาคต ทั้งนี้โดยวิเคราะห์จากสิทธิของเด็กเป็นสำคัญ

 

นอกจากนั้น ศาลสิทธิมนุษชนยุโรปยังได้วางหลักไว้ในกรณีนี้อีกว่า สิทธิในการเคารพชีวิตส่วนตัวและสิทธิในการใช้ชีวิตครอบครัว นั้น เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อความเป็นครอบครัวได้เกิดขึ้นแล้ว แต่มิได้หมายความรวมถึงสิทธิในการที่จะพยามยามสร้างครอบครัว (ที่จะทำให้ได้รับสิทธิดังกล่าวมาภายหลัง)(12)

 

ศาลสิทธิมนุยชนยุโรปจึงมีความเห็นว่าคำตัดสินจากศาลภายในของประเทศฝรั่งเศสไม่ได้ทำการละเมิดสิทธิของผู้ร้องแต่อย่างใด

 

แต่อย่างไรก็ดีเมื่อเดือนมกราคมปี 2008 นี้ ศาลสิทธิมนุษชนยุโรปเองก็ได้มีคำวินิจฉัยว่าประเทศฝรั่งเศสมีคำตัดสินที่ละเมิดสิทธิมนุยชนของผู้ร้องขอรับบุตรบุญธรรมที่มีรสนิยมรักร่วมเพศ ในคดี E.B. (ซึ่งเป็นนามแฝงของผู้ร้องในคดีนี้ เนื่องจากผู้ร้องมีความประสงค์จะปิดบังชื่อตน) เป็นกรณีคล้ายกับนาย Fretté กล่าวคือเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำร้องขอรับบุตรบุญธรรมเป็นผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศ แต่ผู้ร้องในคดีนี้เป็นเพศหญิงอายุ 45 ปี ประกอบอาชีพเป็นอาจารย์โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในเขต Jura ของฝรั่งเศส ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับจิตแพทย์หญิงอีกคนหนึ่งตั้งแต่ปี 1990 โดยคดี E.B. ได้รับเหตุผลในการปฎิเสธคำขอจากศาลภายในของฝรั่งเศสโดยอ้างเหตุผลการขาดไปซึ่งความเป็นบิดาและขาดไปซึ่งความดูแลเอาใจใส่ที่เพียงพอของคู่ชีวิตของผู้ร้อง ซึ่งในกรณีนี้ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป (ในการลงคะแนน 10 :7 เสียง) เห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรับบุตรบุญธรรมแม้ผู้ร้องจะเป็นผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศก็ตาม ในคดีนี้ผู้ร้องได้ยื่นคำขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (La Fédération nationale des ligues des Droits de l’Homme) องค์การพิทักษ์สิทธิของเกย์และเลสเบียนแห่งยุโรป (the European Region of International Lesbien and Gay Association) สมาคมผู้ปกครองและผู้ปกครองในอนาคตเกย์และเลสเบี้ยน (l’Association des Parents et futurs parents Gays et Lesbiens)และ องค์การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมของประเทศอังกฤษ (British Agencies for Adoption and Forestering) เข้ามาเป็นคู่กรณีฝ่ายที่สามด้วย

 

(2) สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศในประเทศต่างๆ และ ข้อสังเกตโดยผู้ขียน


สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของผู้มีรสนิมรักร่วมเพศในยุโรปนั้น มีเพียงเก้าประเทศที่ยอมรับสิทธิดังกล่าว ได้แก่ เยอรมนี เบลเยี่ยม เดนมาร์ก เสปน ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสวีเดน

 

ประเทศสหรัฐอเมริกาได้วางหลักในคดีนี้คล้ายๆกับฝรั่งเศส กล่าวคือในคดี Palmore c. Sidoti วางหลักถึงการพิจารณาคดีดังกล่าวโดยคำนึงถึงประโยชน์ของเด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรมในอนาคตเป็นสำคัญ โดยสิทธิของการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในกรณีใดๆไม่ควรที่จะถูกจำกัดเนื่องจากเสรีภาพความเป็นมนุษย์และการอบรมเลี้ยงดู แต่ในทางด้านนิติบัญญัติได้มีกฎหมายของมลรัฐออกมาเพียงมลรัฐเดียวคือ มลรัฐฟลอริดา ที่มีบทบัญญัติห้ามผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศในการยื่นคำขอรับบัตรบุญธรรม

 

ประเทศแคนาดาได้ยอมรับสิทธิการรับของผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศในกรณีนี้ โดยอ้างจากพื้นฐานการยอมรับสิทธิของคนโสดในการรับบัตรบุญธรรม

 

สำหรับประเทศฝรั่งเศสเองผู้เขียนมีข้อสังเกตว่าบทบัญญัติในการรับบุตรบุญธรรมในกรณีบุคคลผู้มีสถานะภาพโสด นั้น เป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มีขึ้นภายหลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง (จาก loi du 11 juillet 1966) ดังนั้น เจตนารมย์ของกฎหมายในขณะนั้นคือการพยายามแก้ปัญหาสังคมในการรับเลี้ยงดูเด็กกำพร้าจากสงคราม กฎหมายจึงเอื้ออำนวยความสะดวกโดยลดหย่อนความเข้มงวดในกรณีดังกล่าว ซึ่งเป็นคนละกรณีกับเหตุการณ์ในปัจจุบันซึ่งมีจำนวนเด็กกำพร้าภายในประเทศลดลงไปเป็นอันมาก แต่คำขอรับบุตรบุญธรรมกลับยังมีจำนวนมาก และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเองก็ได้กำหนดขั้นตอนที่ยุ่งยากมากขึ้นในการขอรับบุตรบุญธรรม ดังนั้นการที่บุคคลที่มีสถานภาพโสด(โดยมิได้พิจารณาว่าเป็นผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศหรือไม่)มายื่นคำร้องในการขอรับบุตรบุญธรรมในกรณีดังกล่าว ย่อมจะได้รับการพิจาณาที่ด้อยกว่าผู้ยื่นคำร้องที่เป็นคู่สามีภรรยา โดยมิพักต้องคำนึงถึงรสนิยมทางเพศของผู้ยื่นคำร้องแค่ประการใด แต่อย่างไรก็ดี ในคดี E.B. ที่ศาลสิทธิมนุยชนยุโรปได้วินิจฉัยว่าประเทศฝรั่งเศสทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีดังกล่าวนั้น ก็น่าจะเป็นที่จับตามองกฎหมายภายในประเทศในกรณีนี้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในอนาคต

 

เชิงอรรถ

 

1.ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของความสัมพันธ์ทางครอบครัวประเภทนี้และประเภทอื่นๆ ใน ปาลีรัฐ ศรีวรรณพฤกษ์, การอยู่ร่วมกันของบุคคลในความสัมพันธ์ในด้านครอบครัวตามกฎหมายฝรั่งเศส, ลงเผยแพร่ใน นานาสาระจากนักเรียนไทยในต่างแดน http://www.pub-law.net วันที่ 18 ตุลาคม 2547
2. Recours gracieux การร้องเรียนภายในฝ่ายปกครองด้วยวิธีการขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่ออกคำสั่งนั้นแก้ไขหรือเพิกถอนคำสั่งใหม่ด้วยตนเอง, คำแปลโดย นันทวัฒน์ บรมานันท์, คำอธิบายศัพท์กฎหมายมหาชน ฝรั่งเศส-ไทย, สำนักพิพม์วิญญูชน, 2548
3. ne semblaient pas de nature à presenter les guaranties suffisantes quand aux conditions d’accueil d’un enfant sur le plan familial, éducatif et pchychologique
4. CA Pau, 25 avril 1991, n°91-40734
5. CA Rennes, 27 sept. 1989, n° 89-48660
6. Cass. Civ I, 13 janvier 1988, n°86-17784
7. คำแปลโดย นันทวัฒน์ บรมานันท์
8. N°33290/96, CEDH 1999-IX
9. มาตรา 8 Toute personne a droit au respect de sa vie privée et familiale . (…) บุคคลทุกคนมีสิทธิในการยอมรับสิทธิส่วนตัวและสิทธิในครอบครัว
10. มาตรา 14 La jouissance des droits et libertés reconnus dans la (…) Convention doit être assurée, sans distinction, fondée notamment sur le sexe (…) การใช้สิทธิที่ปฎิญญารับรองนี้ เป็นกรณีการใช้ได้กับทุกคนโดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องเพศ…
11. CEDH 27 mars 1998
12. Marckx c/ Belgique 13 juin 1979 และ Abdulaziz, Cabales et Balkandali c/ Royaum-Uni 28 mai 1985

 

Advertisements

Read Full Post »

รัสเซีย กับ โลกาภิวัฒน์

triamboy

RUSSIA vs Globalisation

 

เมื่อครั้งศึกษาชั้นปีที่  3  ของการเรียนในมหาวิทยาลัย  ผู้เขียนได้มีโอกาสสร้างสรรค์รายงานการศึกษาเรื่อง  “รัสเซีย  กับ  โลกาภิวัฒน์; ผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่อเศรษฐกิจ  สังคมรัสเซีย  และการตั้งรับโลกาภิวัฒน์”  ขึ้น  ด้วยความสนใจของผู้เขียน  และเพื่อนร่วมงาน  ภายใต้การศึกษารายวิชา  การวิเคราะห์ตลาดโลก  Global Market Analysis   ซึ่งสอนโดยอาจารย์ รศ. ดร.สมภพ  มานะรังสรรค์  ผู้เชียวชาญในการสังเกต  ติดตาม  วิเคราะห์สถาณการณ์โลกคนหนึ่ง

 

ผู้เขียนเข้าใจว่างานเขียนที่เกี่ยวข้องกับประเทศรัสเซียที่เป็นภาษาไทยนั้น ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย  และยากต่อการค้นหา  ศึกษา  ท่ามกลางความน่าสนใจมากขึ้นอย่างต่อเนื่องของรัสเซียในพัฒนาการด้านต่างๆ  ดังนั้นการนำมาเผยแพร่  ณ  ที่นี้  ผู้เขียนจึงมีความคาดหวังว่า  ผู้อ่าน  รวมถึงผู้ที่สนใจจะได้รับความรู้  ข้อมูล  อันที่จะนำไปสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อไปแก่ตนเอง  และสังคม

 

 

ความสำคัญและวัตถุประสงค์

 

ความท้าทายสำหรับรัสเซียในการนำประเทศสู่ความทันสมัย  ทัดเทียมอารายะประเทศ  คือ  การบูรณาการโครงสร้างของประเทศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโลก  ทั้งการปรับตัวทางด้านเศรษฐกิจ  การเมือง  และการปรับตัวให้เข้ากับ  บรรทัดฐานสำคัญ  กฎเกณฑ์  ระเบียบ  สถาบันต่างๆของโลก  ต้องใช้เวลานานพอควร  และอย่าคาดหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะนำมาสู่ผลลัพธ์ภายในระยะเวลารวมเร็ว  การกำหนดบทบาท  สถานะของรัสเซียเองบนเวทีโลกจะเป็นในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป  และมีลักษณะ การปรับตัวที่ค่อนข้างขัดแย้งกับ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสิ่งแวดล้อมภายนอก  การเปลี่ยนแปลงนี้ มาจากผลของสิ่งที่เรากำลังวิภาควิจารณ์  ถกเถียงกันอย่างมาก  นั่นคือ  โลกาภิวัฒน์  ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่าคือ  กระบวนการสร้างความเป็นสากล ณ ระดับที่สูงขึ้น  สำหรับรัสเซียแล้ว  กระบวนการนี้  ส่าสุดมีลักษณะอย่างคร่าว  ดังนี้

 

–               การขยายความสัมพันธ์เป็นอย่างมาก  ระหว่าง  การเพิ่มขึ้นของตัวแปรระหว่างประเทศ  และระดับการพึ่งพากันระหว่างประเทศ

–               การบูรณาการของ  เศรษฐกิจ  การเงิน  สังคม  การเมือง  และการจัดการทรัพยากร

–               ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

–               การเปิดเสรีภาพทางการค้า  และพาณิชย์

–               การเปลี่ยนแปลงบทบาทของรัฐบาล  และ  เอ็นจีโอ  ในกระบวนการตัดสินใจ

 

อย่างไรก็ตาม  จุดประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้  คือ  การแสดงพัฒนาการของโลกาภิวัฒน์ในรัสเซีย ภายใต้สภาพแวดล้อมที่แปลกของรัสเซีย  หรือแตกต่างจากประเทศตะวันตก  การศึกษานี้จะกล่าวถึง กระบวนการปรับตัวต่อโลกาภิวัฒน์  และผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ต่อเศรษฐกิจ  และสังคมของรัสเซีย  ภายใต้บริทบภายในประเทศ  โดยการวิเคราะห์ตัวแปรภายใน  และตัวแปรภายนอก  ภายในรายงาน ฉบับนี้จะกล่าวถึง

 

–               ดินแดนย่อยต่างๆ ในรัสเซีย เริ่มมีบทบาทเป็นผู้เล่นในเวทีโลก

 

–               โลกาภิวัฒน์ภายในประเทศรัสเซีย  เป็นไปในลักษณะที่ส่งผลไม่เท่าเทียมกันในแต่ละ เขตการปกครอง  รวมทั้้งเป็นลักษณะที่มีการแข่งขันกันระหว่างดินแดนต่างๆ

 

–               จากความไม่เท่าเทียมกัน  และภาวะการแข่งขันกันนี้  นำมาซึ่ง  โอกาสใหม่ๆ  และความท้าทายต่างๆ  สำหรับรัสเซีย

 

จากผลของโลกาภิวัฒน์  ณ  ปัจจุบันนี้  จำเป็นอย่างยิ่งที่เราไม่ควรคาดการณ์ผลที่เกิดขึ้นเกินจริง  จะเห็นได้้จาก  พัฒนาการของระบบสหพันธรัฐของรัสเซีย  โดยพื้นฐานแล้วเป็นผลมาจากการพัฒนาภาย ในประเทศ  เช่น  การขยายอำนาจในลักษณะแนวดิ่งมากขึ้น  การประกาศใช้กฎ  ข้้้อบังคับ  บังคับใช้กับรัฐบาลของรัฐ  รายงานฉบับนี้ผู้ศึกษาได้ให้ความเห็นไว้ว่า  โลกาภิวัฒน์ในรัสเซียยังด้อยพัฒนา  เนื่องมาจากปัญหาหลักของรัสเซีย  ที่ว่า  ถ้ารัสเซียไม่สามารถบูรณาการกระบวนการต่างๆเข้ากับโลกได้  พร้อมกันนั้นกระแสของโลกาภิวัฒน์ ยังคงหมุนต่อไป  ผลที่จะเกิดขึ้น  คือ  รัสเซียจะแยกตัวออกมาจากโลกาภิวฒน์  และจะด้อยพัฒนา  ในไม่กี่ทศวรรษอันใกล้นี้

 

ความสำคัญในการศึกษาในครั้งนี้  สามารถแสดงได้ดังนี้ 

 

๑.)  แม้นว่าประเทศรัสเซียจะด้อยพัฒนา ในด้านโลกาภิวัฒน์  แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาคมโลก  หรือแต่ละประเทศ  นั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อ การพัฒนาภายในประเทศของรัสเซีย  ในบางบริบท  ผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ไม่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน  หรือไม่สามารถจับต้องได้  แต่เราไม่ควรเพิกเฉยกับผลกระทบที่เกิดจากโลกาภิวัฒน์  เห็นได้ชัดเจนจากกรณี  การปฏิรูปสหพันธรัฐของประธานาธิปดีปูติน  เมื่อ  พฤษภาคม  ค.ศ.  ๒๐๐๐  อันเนื่อง มาจากการพัฒนาของประชาคมโลก  นักลงทุนต่างประเทศมีการสับสนระหว่างกฎของสหพันธรัฐ  และกฎของรัฐ  การปฏิรูปครั้งนี้จึงเกิดจากปัจจัยภายนอก  รวมทั้งจะได้เป็นการกำจัดการปกครองแบบ เขตการปกครองตนเอง  

 

๒.)  ผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น  คือ การแยกตัวออกห่างมากขึ้น จากประเทศตะวันตก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย  และสหภาพยุโรป  ในกรณีของแคว้นคาลินินกราด  แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีความวิตกกังวลกับเส้นแบ่งแยกระหว่างประเทศ ที่มีความเป็นสากล  และรัสเซีย  ในสหภาพยุโรป   

 

๓.)   โลกาภิวัฒน์นำมาสู่การขาดความมีเสถียรภาพ ของรัสเซียทั้งทางเศรษฐกิจ  สังคม  เนื่องจากไม่ทุกประเทศที่สามารถกระทำตามสมมติฐานของ การแบ่งงานกันทำได้ในประชาคมโลก  รัสเซียเอง ก็เป็นเช่นนั้น  รัฐต่างๆ  ยังมีความวิตกกังวลในมุมมอง ที่รัสเซียจะกลายเป็นที่ทิ้งกากปฏิกรนิวเคลียร์ ของประเทศต่างๆ  รวมทั้งจะกลายเป็นแหล่งวัตถุดิบราคาถูก¹ ที่ดีแห่งหนึ่ง  ในขณะเดียวกัน บางแคว้นได้แยกตัวเองออกห่างจากสหพันธรัฐมากขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจ  และสังคม  ด้วยแนวคิดที่ว่า  ดินแดนขนาดเล็กจะมีโอกาสมากว่าที่จะได้รับผลประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์  ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนี้  กระตุ้นให้มีการปฏิกิริยาตอบโต้กับโลกาภิวัฒน์จากผู้มีอำนาจในการปกครอง   

 

๔.)   โลกาภิวัฒน์ได้เปลี่ยนแปลง ความเข้าใจในความมั่นคงของสหพันธรัฐเปลี่ยนไปจากเดิมที่ว่า  ความมั่นคง มีความสัมพันอย่างมากกับ  กองทัพ  อาวุธ  ยุทโธปกรณ์อย่างเดียว  แต่  ณ วันนี้  ความมั่นคงมีความสัมพันธ์ อย่างมากกับ  ขนาดของการบูรณาการประเทศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการโลกาภิวัฒน์  และสถาบันระหว่างประเทศ  สิ่งเหล่านี้สร้างความท้าทายอย่างมากกับสหพันธรัฐ  และผู้มีอำนาจปกครอง ดินแดนต่างๆ

 


 

ขอบเขตการศึกษา

 

เอกสารฉบับนี้ได้ทำการศึกษาถึงผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่อประเทศรัสเซีย  ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ  และสังคม  โดยจะทำการศึกษาสภาพเศรษฐกิจ  และสังคม  ของสหพันธรัฐรัสเซียโดยทำการศึกษาหลังปี  ค.ศ.  ๑๙๙๐  โดยจะเน้นการศึกษาในช่วงเวลานี้  เนื่องจากช่วงเวลานี้  เป็นช่วงที่รัสเซียมีการเปิดประเทศ  อันเป็นผลมาจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต  เปลี่ยนการปกครองจากการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์  เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย  อันมีประธานาธิบดีเป็นประมุข  และปฏิรูปเศรษฐกิจ เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ จากแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาด  หรือทุนนิยม  ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ ที่มีพลวัตสูง ณ  ปัจจุบันนี้

 


 

 

บทที่  ๑:  สภาพทางเศรษฐกิจ  และสังคม

 

แนวคิดเกี่ยวกับช่องว่าง:  ลัทธิดินแดนนิยมในรัสเซีย  และประเทศตะวันตก

 

ปัญหาลัทธิดินแดนนิยมในรัสเซียตกเป็นที่สนใจต่อประชาคมโลกอีกครั้ง  อันเนื่องมาจากเจ้า ของความคิด ลัทธินิยมในประเทศตะวันตกต่างๆ  ต่างประหลาดใจที่ทฤษฎีลัทธิดินแดนนิยมทางตะวันตก  ตรงกับลักษณะ ของสหพันธรัฐรัสเซีย  แต่ทฤษฎีนี้ไม่สามารถใช้อธิบายได้ทุกดินแดน  ทุกแคว้น  ทุกเขตการปกครองของรัสเซียได้  จากการศึกษาจำนวนมาก  เกี่ยวกับนโยบายของดินแดนภาย ใต้การปกครองของรัสเซียในการสร้างความเป็นสากล  สามารถตั้งข้อสมมติได้ดังนี้

 

               ขอบเขตที่กำลังกว้างขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตทางการเมือง  สังคม  เศรษฐกิจนี้  ในไม่ช้าจะไม่สามารถจะบริการ  จัดการได้โดยรัฐบาลกลาง


               ความแตกต่างทางการเมืองชั้นสูง  และการเมืองขั้นต่ำที่เป็นมาแต่อดีต  กำลังจะลดลง  และกำลังรวมทั้งสองรูปแบบเข้าด้วยกัน


                 สถานะของรัฐบาลแต่ละดินแดน  ควรตระหนักถึงความจำเป็นของคนท้องถิ่น  คนพื้นเมือง  ในพื้นที่ซึ่งมีหน้าที่โดยเฉพาะ  คนเหล่านั้นไม่สามารถพอใจได้  ถ้ารัฐบาลของดินแดนนั้น ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบระหว่างประเทศให้มากขึ้น


               นโยบายการสร้างท้องถิ่นในบริบทของการต่างประเทศนั้นแท้จริง  คือ  การสร้างรูปแบบ พฤติกรรมทางอ้อม  โดยรัฐบาลเปลี่ยนแปลงนโยบายที่กำหนดสภาพแวดล้อมทางสังคม  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้  จะแตกต่างกันไปตามรูปแบบความขัดแย้ง  และ ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลาง  และรัฐบาลดินแดนนั้นๆ

 

ท่ามกลางการจับตามองของประชาคมโลก  รัสเซียกำลังหาจุดที่ทำให้เกิดความสมดุลระหว่าง โลกาภิวัฒน์  และการสร้างดินแดน  เขตการปกครอง  หรืออธิบายได้ในอีกทางหนึ่ง   คือ  การให้พันธสัญญา กับภายในประเทศ  และภายนอกประเทศ  โดยการสร้างดินแดน  หรือเขตการปกครองที่พิเศษ  ในรัสเซียมีลักษณะที่ไม่เหมือนใคร  ไม่เหมือนกันประเทศตะวันตก  สามารถอธิบายได้ดังนี้

 

               พลังขับเคลื่อนระว่างประเทศของดินแดนต่างๆ ในรัสเซีย  มีลักษณะคล้ายกับกลยุทธ์ การต่อสู่กับ วิกฤตการมากกว่า  กลยุทธิ์รูปแบบการรวมตัวของรัฐบาลดินแดนต่างๆ  ด้วยเหตุนี้ทำให้ กิจการต่างประเทศของดินแดนนั้นถูกกำหนดโดย  ผู้มีอำนาจทางการเมือง  หรือผู้อำนาจทาง การบริหาร  ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะสนันสนุนโครงการ  ความคิด  ข้อเสนอ  ที่ส่งเสริม ฐานทางการเมืองโดยตรง  เช่น  บอริส  เนมทอฟ  แห่งแค้วนนิจนีนอฟโกรอด,  เยฟจีนี  นาซดราเทนโค  แห่งดินแดนปรีมอร์สกี  และมิคาอิล  นิโคเลฟ  แห่งสาธารณรัฐยาคูตียา  ในความเป็นจริงแล้วกิจการต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่ง  ของการเมืองอุปถัมภ์  ซึ่งใช้โดยแพร่หลาย ในแคว้นต่างๆ


               ในยุโรปตะวันตกนั้น  ความชื่อมั่นในการปกครองตนเองของประเทศต่างๆถูกเติมเต็ม โดยสหภาพยุโรป  ในทางกลับกัน  ผลกระทบโดยตรงจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต  ทำให้การสร้างดินแดน  หรือเขตการปกครองตนเองในรัสเซีย  ถูกพัฒนาภายใต้สถาณการณ์ ที่กระบวนการต่างๆไม่ประสานกัน  ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน  กอปรกับการกระจายอำนาจ จากรัฐบาลกลางไปยังรัฐบาลของดินแดน  เขตการปกครองต่างๆ   เห็นได้ว่ารัสเซีย ไม่เหมือนกับประเทศตะวันตกตรงที่ขาด  แรงขับเคลื่อนของการรวมตัวกันที่แข็งแรง    ที่น่าสนใจคือ  ทัศนคติการต่อต้านการประสานกัน  เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไป โดยเฉพาะ ในกลุ่มผู้นำดินแดนต่างๆ  เช่น  คนแรกที่สนับสนุนทัศนคตินี้  คือ  บอริส  เนมทอฟ  แห่งแค้วนนิจนีนอฟโกรอด  คนถัดมาคือ  เมนติเมอร์  ไฮมีฟ  แห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน  และ  รัสเลน  อูเชฟ  แห่งสาธารณรัฐอินกูเชเตีย  เห็นได้ว่าความไม่แน่นอนในความสามารถ ของรัสเซียที่จะกลายเป็นผู้นำในภูมิภาค  เสมือนเป็นตัวชี้วัดแสดงความอ่อนแอ ในจุดยืนของรัสเซีย


               ความแตกต่างในการรับรู้  เข้าใจ  และการตีความ  “รัฐฐาธิปัตย์”  และหน้าที่ของรัฐ  ในบริบทของโลกปัจจุบันนี้  ยังคงเป็นที่ถกเถียงอย่างมากของผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย ของรัสเซีย  ว่า  เหมาะสมหรือไม่ที่จะยอมรับรัฐฐาธิปัตย์ที่ใช้อยู่ในดินแดนต่างๆ  สำหรับ คนส่วนใหญ่ในรัสเซียที่ยังยึดติดกับแนวคิดที่ว่า  รัฐฐาธิปัตย์แห่งรัฐ  หรือของดินแดนนั้น  ไม่สามารถแบ่งแยกออกเป็นส่วนได้ จะปฏิเสธที่ยอมรับรัฐฐาธิปัตย์ที่มาจากสหพันธรัฐเข้ามา ในรัฐฐาธิปัตย์แห่งรัฐ  ในเนื้อหาของกฎหมายระหว่างประเทศ  เห็นได้ว่า  รัสเซียยังคงต้องเรียนรู้อีกนานว่า  รัฐฐาธิปัตย์  ไม่ได้ถูกใช้แทนสถานะ  หรือระดับของ ความเป็นอิสระทางการเมือง

 


ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างดินแดน

 

ในปี ค.ศ. ๑๙๙๐ มีการกระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางไปยังรัฐบาลดินแดนต่างๆ  ซึ่งเป็นปัจจัยหลักใน การพัฒนาการเมืองของรัสเซีย  แต่อย่างไรก็ตาม  ดินแดนต่างๆมีบทบาทไม่เท่าเทียมในเวทีระหว่างประเทศ  ไม่ทุกดินแดนที่จะมีบทบาทสำคัญ  และแต่ละดินแดนมีบทบาทต่างกัน  ความแตกต่างระหว่าง ดินแดนที่พัฒนามากที่สุด  และน้อยที่สุด  โดยใช้ตัวชี้วัดทางสังคม  และเศรษฐกิจแล้วจะพบว่า มีสัดส่วนต่างกันมากถึง  ๕๐ : ๑


  กลุ่มใหญ่เป็นสมาชิกของรัฐสภาแห่งสหพันธรัฐ  มีนัยสำคัญว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในเวที ประชาคมโลก  เห็นได้้ว่าถ้าดินแดน  แคว้น  หรือเขตปกครองตนเอง  ที่เป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสามกลุ่ม  (ยกเว้นสาธารณรัฐตาตาร์สถาน  เป็นของสองกลุ่มพร้อมกัน)  น่าจะ   ๑.)    มีทรัพยากรที่เพียงพอ ที่จะต่อรองในการมีส่วนกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหพันธรัฐ  และสามารถสร้างแนวทางกลยุทธ์ ในเวทีโลกระยะยาวได้    ๒.)  ต้องการอำนาจมากขึ้นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ  เห็นได้ชัดว่ากลยุทธ์ ของชาวรัสเซียต่างจากชาวตะวันตก  คือ  แสวงหาการปกป้องจากรัฐบาลกลาง  และต้องการการแทรกแซงจากรัฐ  ในการควบคุม  จัดการกับการส่งออก  และนำเข้า  ต่อไปจะอธิบายในรายละเอียดของกลุ่มดังนี้

 


ดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออก

 

กลุ่มแรกนี้ประกอบไปด้วยดดินแดนที่มีศักยภาพมากในการส่งออก (ดินแดนอุตสาหกรรม  หรือดินแดนที่มีทรัพยากรแร่เหลือเฟือ)  สามารถแบ่งออกเป็น    กลุ่ม  ดังนี้    ๑.)  ดินแดนที่มีอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว  (แร่มีค่า,  ทรัพยากรพลังงาน, อื่นๆ)     ๒.)  ดินแดนการค้าทางตะวันออก    ๓.)  ดินแดนอุตสาหกรรมทางการทหาร  อาวุธยุธโทปกรณ์  การบริหารขึ้นอยู่กับความร่วมมือ กับพันธมิตรต่างชาติ  โดยพันธมิตรต่างชาตินี้เล็งเห็นว่าเป็นหนทางเดียวที่จะสร้างกำไรสูงสุด  และสามารถ คืนทุนได้  จากการวิจัยของสถาบันมอสโกสำหรับการศึกษาของชาวอเมริกัน  และชาวแคนาดา  พบว่า    ดินแดนที่ได้รับการจัดลำดับความสำคัญในกลุ่มนี้  เรียงตามลำดับ  ได้แก่  แค้วนเคเมโรโว,  ดินแดนเปียร์ม,  แค้วนสามารา,  แคว้นเชเลียบินสค์,  และดินแดนครัสโนยาสค์  และยังมีอีก    ดินแดน เรียงตามลำดับ  ดังนี้  สาธารณรัฐบัชคอร์โตสถาน,  แคว้นมอสโก,  แค้วนอีร์คุตสค์,  แค้วนมูร์มันสค์,  แค้วนนิจนีนอฟโกรอด,  แค้วนโอเรนบูร์ก,  แค้วนสเวียร์คลอฟสค์,  แคว้นตูย์เมน,  และดินแดนคาบารอฟสค์

 

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออก  มีดังนี้


๑.)  แรงจูงใจทางเศรษฐกิจของกลุ่มนี้มีความแตกต่างอย่างมากจากดินแดนอื่น  เนื่องด้วยความสนใจ  ของคนภายในประเทศรัสเซียส่วนใหญ่  คือ  การทำให้มีค่าน้อยที่สุดของ  ราคา  อาชญากรรม  ระบบบริหารที่มีความยุ่งยาก  เป็นต้น  ด้วยเหตนี้เองทำให้ดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออกนี้มีลักษณะ  คือ  กระตือรือร้นต่อการเปิดประเทศ  และการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ


ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลสหพันธรัฐจะเพิกเฉยต่อบทบาทระหว่างประเทศของกลุ่มดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออกนี้  แต่ในเชิงประจักษ์แล้วจะพบว่าเป็นการยากที่จะสร้างความสมดุลกันระหว่าง     ปรเด็นที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้  คือ  การผลักดันการเปิดประเทศสู่ประชาคมโลก  และการรักษาตลาดของดินแดนต่างๆ  เพื่อผู้ผลิตภายในประเทศ


๒.)  มุมมองที่ต่างกันของรัสเซีย  และประเทศตะวันตกที่มีต่อดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออกนี้  ในมุมมองของรัสเซียเอง  มีความสนใจในการใช้ศักยภาพของดินแดนนี้เพื่อสร้าง  “ระเบียงการลงทุน”  (เหมือนในกรณีของนครสหพันธ์มอสโก  และนครสหพันธ์เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก)  เพื่อสนับสนุนให้มี การพัฒนาของเทคโนโลยีขั้นสูง,  ความรู้,  ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  ในทางตรงกันข้าม  มุมมองของประเทศตะวันตกที่มีความสนใจในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคม  และการพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติ

 

 

สาธารณรัฐแห่งความเชื่อร่วมกัน

 

กลุ่มที่สองนี้ประกอบไปด้วยสาธารณรัฐที่มีความเชื่อร่วมกัน  และไม่ใช่ชาวรัสเซีย  สาธารณรัฐเหล่านี้  เป็นตัวแปรที่มีอำนาจมาก  อันที่จะผลักดันสาธารณรัฐสู่ระบบที่กว้างขึ้นในการร่วมมือกันระหว่างประเทศ  และการร่วมมือกันระหว่างดินแดน  ในการศึกษาถึงเอกลักษณ์ทางความเชื่อร่วมกัน ในฐานะ  ตัวแปรที่มีบทบาทในการสร้างสังคมระหว่างประเทศของสาธารณรัฐ  ดังต่อไปนี้  สาธารณรัฐตาตาร์สถาน,  สาธารณรัฐบัชคอร์โตสถาน,  สาธารณรัฐดาเกสถาน,  สาธารณรัฐตูวา,  สาธารณรัฐบูเรียตียา,  สาธารณรัฐโคมิ,  และสาธารณรัฐคาเรลียา  จากการศึกษาพบข้อมูลเชิงคุณภาพเกี่ยวกับบทบาทระหว่างประเทศของสาธารณรัฐ  ดังนี้  เอกลักษณ์ระหว่างดินแดน  โดยมีจุดร่วมของมรดกทางวัฒนธรรม,  ศาสนา,  และภาษา  สามารถสร้างเครือข่ายของประชากรในดินแดนนั้น  หรือเครือข่ายกลุ่มหนึ่งของประชากรในดินแดน  ตัวอย่าง  กลุ่มประเทศอิสลาม (เช่น  ซาอุดิอารเบีย,  ตุรกี)  ให้ความช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐดาเกสถาน  และสาธารณรัฐอื่นๆ  ในด้านกิจกรรมทางศาสนา  และการศึกษา  ในขณะเดียวกันเป็นที่ทราบกันดี ว่ายังให้การช่วยเหลือ ทางด้านการเมืองอีกด้วย การสร้างช่องทางความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคน ในประเทศและนอกประเทศ ที่มีความเชื่อเป็นจุดร่วมกันนั้น  เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดกิจกรรม ต่างประเทศของสาธารณรัฐเหล่านี้


นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าสาธารณรัฐเหล่านี้  กล้าที่จะแสดงออกถึงจุดยืนของตนเองในเวที ระหว่างประเทศ  โดยการเคลื่อนไหวของกลุ่มเพื่อที่จะสร้างบรรทัดฐาน   กฎระหว่างประเทศอันมีเนื้อหา ที่จะปกป้องความเชื่อของกลุ่มตนเอง  ขณะเดียวกันกลุ่มสาธารณรัฐนี้จะได้รับการช่วยเหลือระหว่างประเทศ ในกรณีที่ถูกกระทำในทางที่  เป็นการกระทบต่ออำนาจการปกครองของตนเองจากรับบาลสหพันฐรัฐ  โดยได้รับการช่วยเหลือทั้งใน ด้านนามธรรม  และรูปธรรม  จากกลุ่ม  องค์กร  ประเทศที่มีจุดร่วมความเชื่อเหมือนกัน

 

สาธารณรัฐแห่งความเชื่อร่วมกันนี้สามารถแบ่งได้เป็น    กลุ่มตามรูปแบบการพัฒนา  ดังนี้

 

๑.)  สาธารณรัฐที่มีรูปแบบการพัฒนา  โดยถูกกระตุ้นให้มีการปกป้อง  รักษาความเชื่อของกลุ่ม  และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม  ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย  อันที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งทางศาสนา  และความรุนแรง  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน  คือ  สาธารณรัฐเชชเนีย


กลุ่มทางสังคมที่มีความเชื่อร่วมกันนี้จะมีลักษณะเฉพาะ  คือ  เป็นสังคมที่ค่อนข้างปิด,  ปกกันการรุกรานจากภายนอก,  ให้ความใส่ใจอย่างมากเกี่ยวกับการรักษาวัฒนธรรม  ศาสนา  และภาษาที่มีมาแต่ด้ังเดิม  มากกว่าการให้ความสนใจในการบูรณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก  การแยกตัวออกจากภายนอกของสาธารณรัฐความเชื่อร่วมกัน  และความรักหวงแหนในดินแดน  เกิดจากการสั่งสม  การยอมรับการมีอยู่จริงของดินแดน  สาธารณรัฐนี้มาเป็นระยะเวลานาน  พร้อมทั้งการปิดกั้น  ไม่ยอมรับ  ข้อมูลข่าวสาร  วัฒนธรรม  และอื่นๆ  จากภายนอก  รูปแบบการจัดการ  การบริหารด้วยตนเองของกลุ่มนี้ค่อนข้างที่จะเป็นลักษณะอนุรักษ์นิยม  ประพฤติตามประวัติศาสตร์แต่เดิมมา  รวมทั้งการต่อต้านการสร้างความทันสมัย  ด้วยความที่ต้องการรักษาภาวะการแยกตัวออกมา  เป็นตัวของตัวเอง  ความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  ไม่เหมือนใคร  รวมทั้งแฟร์ชั่นดั้งเดิม   ก่อนหน้านี้ได้มีความพยายามหลายครั้ง  ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกระบวนการทางการเมือง ของกลุ่มสังคมนี้ให้เป็นไปตามหลักแห่ง  “สากล,”  “อารยะ,”  และ  “มาตรฐานเดียว”  ประสบกับ ความล้มเหลวทุกครั้ง  ตัวอย่าง  กรณี  องค์กรเพื่อความร่วมมือ  และความมั่นคงแห่ง สหภาพยุโรปเข้าไปช่วยเหลือในการจัดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสาธารณรัฐเชชเนีย  ใน  ปี  ค.ศ.  ๑๙๙๗  แต่กระนั้น  เมื่อกระบวนการการเลือกตั้งได้เสร็จสิ้นลง  และอลัน  มาสคาดอฟ  ได้่รับการเลือกตั้ง  ไม่มีการส่งสัญญาณที่เกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตยในเชชเนียอีกเลย  เห็นได้ว่า  การแสดงจุดยืนที่ชัดเจน ของกลุ่มมุสลิมจำนวนมากในรัสเซีย  ที่ไม่สามารถยอมรับรูปแบบโลกาภิวัฒน์ของ ประเทศตะวันตกได้


เห็นได้ชัดเจนว่าการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศของกลุ่มที่มีความเชื่อร่วมกันนำมาสู่ความไม่มี เสถียรภาพต่อความมั่นคงของรัสเซีย  ตัวอย่างที่ดีที่สุดเห็นได้จาก  กรณี  การให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน  เทคโนโลยีแก่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเชเชน  (เชชเนีย)  จากองค์กรการก่อการร้ายจากประเทศมุสลิม  และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ยังเกี่ยวข้องกับดินแดนต่างๆอีกด้วย  ยกตัวอย่าง  กรณีที่สภาความมัั่นคง แห่งสหพันธรัฐ แสดงถึงความวิตกกังวลต่อความร่วมมือระหว่างผู้นำของสาธารณรัฐอะดีเกยา  กับองค์การอิสลามแห่งโลก  และยังรวมถึงรัฐบาลประเทศลิเบียอีกด้วย


๒.)  สาธารณรัฐที่มีรูปแบบการพัฒนา  โดยมีการประยุกต์  ปรับเอาประสบการณ์ทางเศรษฐกิจ ในประชาคมโลกที่เกิดขึ้นมาใช้  ในบริบทพื้นเพของความเชื่อดั้งเดิม  ผู้มีอำนาจแห่งสาธารณรัฐเหล่านี้ พยายามที่จะส่งผ่านเอกลักษณ์ของความเชื่อดั้งเดิม  ผ่านการอธิบายโดยเหตุผล  และตรรกะทางเศรษฐศาสตร์  เพื่อที่จะให้สาธารณรัฐแห่งความเชื่อเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการขอการสนับสนุน การปกครองตนเอง จากรัฐบาลกลาง  และจัดให้มีการสร้างสังคมที่แข็งแรง  ตัวอย่างกรณีนี้  คือ  สาธารณรัฐตาตาร์สถาน

 

 

ดินแดนชายแดน

 

กลุ่มดินแดนที่สามนี้ประกอบไปด้วยดินแดนต่างๆถึง  ๔๕  ดินแดน  ประเทศรัสเซีย มีชายแดนที่ยาวที่สุด ในโลกคิดเป็น  ๖๐,๙๓๓  กิโลเมตร  ติดกับประเทศเพื่อนบ้านถึง  ๑๖  ประเทศ  ๓๒.๖  ของประชากรทั้งหมดอาศัยอยู่ในดินแดนชายแดนนี้  สำหรับการพิจารณาดินแดนนี้จะพิจารณาในมุมมองของ โอกาส  และความท้าทาย

 

โอกาส

 

               ดินแดนชายแดนเหล่านี้มักได้รับการดูแล  ได้รับความพึงพอใจอยู่เสมอจากประเทศเพื่อนบ้าน  โดยเฉพาะประเทศจีน   ที่พยายามอย่างยิ่งที่จะมีอิทธิพลเหนือดินแดนปรีมอร์สกี  ขณะที่ประเทศ ฟินแลนด์เองให้ความสนใจเป็นพิเศษในการให้ความช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐ คาเรลียา


               พื้นที่ขอบเขต  และดินแดนทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้าน  สามารถเพิ่มโอกาส ในการต่อรองกับรัฐบาลกลาง,  เรียกร้องการนับสนุนทางการเงินเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยในส่วน งบประมาณในการดูแลเขตแดน  รวมทั้งต้องการอำนาจโดยตรงในการเข้าไป จัดการรายได้ที่มาจาก  ภาษีศุลกากร  และพยายามข่มขู่รัฐบาลกลางที่จะประกาศเอกราช


               ดินแดนชายแดนนีี้เป็นดินแดนส่วนน้อยของรัสเซียที่มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษโดยสหพันธรัฐ ในการกระทำสัญญาระหว่างประเทศ  การกระทำข้อตกลงทวิภาคี  กฎหมายนี้ยังรวมถึง การบันทึกความร่วมมือระหว่างดินแดนที่มีเขตแดนติดกัน  เช่น  ประเทศฟินแลนด์  (มกราคม  ๑๙๙๒),  ประเทศโปแลนด์  (พฤษภาคม  ๑๙๙๒),  ประเทศคาซัคสถาน  (มกราคม  ๑๙๙๕),  ประเทศยูเครน  (มกราคม  ๑๙๙๕),  ประเทศมองโกเลีย  (มกราคม  ๑๙๙๓),  และประเทศจีน  (พฤษภาคม  ๑๙๙๔)  รวมทั้งยังมีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วย ความร่วมมือระหว่างเขตแดน  ระหว่างประเทศรัสเซีย  ประเทศเบลารุส  ประเทศคาซัคสถาน  และประเทศเคอร์จีเซีย  เมื่อมกราคม  ๑๙๙๙  นอกจากนั้น  เมื่อมิถุนายน  ๑๙๙๘  สภาท่ีปรึกษาแห่งสหพันธรัฐ  ทางด้านการต่างประเทศเสนอให้มีข้อตกลง ความร่วมมือระหว่าง ประเทศกับประเทศที่มีเขตแดนติดต่อกัน


               ปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีเขตแดนติดต่อกันส่งเสริมให้การค้าและการลงทุน  ขยายตัว  หรือเรียกพื้นที่นี้ว่า  “ระเบียงการลงทุน”   โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีผลประโยชน์ ร่วมกัน  ทั้งสองฝ่าย  จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่เขตการค้าเสรี    ที่แรกที่เกิดขึ้น  อยูในพื้นที่ชายแดน  คือ  ยันตรา  ในแคว้นคาลินิินกราด  และ  นาคอดก้า  ในดินแดนปรีมอร์สกี และที่สำคัญอย่างยิ่งดินแดนชายแดนนี้จะเจริญเติบโตมากกว่านี้ ถ้าหากมีธุรกิจที่ให้การบริการ  ขนส่่งระหว่างประเทศ  (ผู้เชี่ยวชาญของประธานาธิบด วลาดิเมียร์  ปูติน  ได้คำนวณไว้ว่าการพัฒนาเครือข่ายการคมนาคมขนส่ง  จะสามารถเพิ่มรายได้มากกว่า  ๘ เท่า  ของรายได้ในขณะนี้


               ดินแดนชายแดนส่วนใหญ่มีการป้องกันโดยการทหารในระดับสูง  ดังนั้นความร่วมมือทางการ ทหารร่วมกันระหว่างดินแดนจะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย  นอกจากนั้น  การทำบันทึก  ข้อตกลงความร่วมมือกันระหว่างผู้บังคับบัญชาทางทหารที่ประจำการ ในภูมิภาค  และผู้มีอำนาจ  ทางการเมืองในดินแดนนัั้น  เป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ปัญหาสังคม ที่เกิดขึ้น  และยังเป็นการขยาย บทบาทของสถาบันทางการเมืองในการดูแลความปลอดภัย  และความมั่นคงในภูมิภาค  หากพิจารณาลงในรายละเอียดที่เกี่ยวกับความร่วมมือกัน ระหว่างดินแดน  จะพบข้อสังเกต เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเอกลักษณ์ของภูมิภาค  เนื่องจากกระบวนการในการสร้าง ความร่วมมือระหว่างดินแดนมีมูลเหตุมาจาก ภาวะการแบ่งแยกเป็น ​๒  ขั้วในอดีต  เป็นตัวกระตุ้น  ให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างดินแดน  เช่น  โครงการระหว่างประเทศบาเรนห์  และยุโรปอาร์กติก,  สภาแห่งประเทศทะเลบอลติก,  การประชุมเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ  ระหว่างกลุ่มประเทศทะเลดำ  เป็นต้น  ดังนั้นในการสร้างดินแดน  จึงหมายถึงกระบวนการในการ  ขยายอำนาจภายในดินแดน  ภายใต้รูปแบบความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน  แต่การสร้างดินแดนนี้  ยังไม่มีความมั่นคงเพียงพอ    ระดับการเมืองขณะนี้  แต่อย่างไรก็ตามยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ  อีกด้วย  เช่น  จะเป็นการง่ายยิ่งขึ้นถ้าดินแดนนั้น  มีความสามัคคี  เป็นหนึ่งเดียวกันในสังคม,  มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติตามเขตภูมิศาสตร์  หรือรู้สึกภูมิใจ  รักและหวงแหนเอกลักษณ์ทาง วัฒนธรรม  เมื่อเรามองภาพรวมจะพบกับ ความยุ่งยากมากขึ้นในการนำเอาส่วนเล็กๆ  หรือดินแดนต่างมาประกอบเป็นภาพใหญ  การรวบรวมเป็นดินแดนอยู่ภายใต้แนวคิดหลัก    ประการ  คือ  ๑.)  ประสบความสำเร็จในการรวบรวม  บูรณาการเข้าด้วยกัน  ๒.)  การพึ่งพาระหว่างกัน  ๓.)  ความเป็นหนึ่งเดียวกันภายในดินแดน  ในกรณีนี้ย่อมเกิดระบบ ที่มีความซับซ้อน  มีขั้นตอนมากมาย  การเหลื่อมล้ำระหว่างเอกลักษณ์ภายในดินแดน  มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น

 

ความท้าทาย

 

การร่วมมือระหว่างดินแดนต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นแบบทวิภาคี  หรือพหุภาคี  เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น กระจายไปทั่ว รัสเซีย  ภาวะที่เกิดขึ้นนี้มีพื้นฐานมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน

 

               ปกติแล้วดินแดนชายแดนตั้งอยู่ในพื้นที่ติดกับ พื้นที่ท่ีมีอารยะธรรม  ทันสมัย  ดังนั้น  กลุ่มประเทศทะเลบอลติก  จึงพิจารณาตนเอง  พบว่ากลุ่มของตนมีความแตกต่าง ทางวัฒนธรรม  แนวคิดนี้เองจึงกระตุ้นให้พยายามแยกตัวออกจากรัสเซีย  นอกจากนั้นดินแดนชายแดนรัสเซีย ทางด้านประเทศฟินแลนด์   ยังต้องเผชิญกับภาวะ การต่อสู้ทางวัฒนธรรมทางตะวันออก  และตะวันตก  และสภาพแวดล้อมทางการเมือง  และเศรษฐกิจแบบยุโรปตอนเหนือที่มีอิทธิพล  ต่อดินแดนเหล่านี้  รวมทั้งกลุ่มเศรษฐกิจ รอบทะเลดำซึ่งมีช่องว่างทางความเชื่อ  ศาสนา  และวัฒนธรรม  สุดท้ายดินแดนทางตะวันออกของรัสเซียเอง  ผู้คนพยายามต่อต้านการ อพยพเข้ามา ของชาวจีน  และได้กลายเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับชาวจีน


               ดินแดนชายแดนเหล่านี้ต้องประสบกับปัญหาการอพยพเข้าเมืองของชาวต่างชาติ  เช่น  ดินแดนทางตะวันออกต้องประสบกับปัญหาแรงงานอพยพชาวจีน,  ปัญหาผู้อพยพลี้ภัยใน ดินแดนสตัฟโรปอล,  แค้วนรอสตอฟ  และดินแดนครัสโนดาร์  ได้มีการคาดการณ์ว่า มีผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย  ประมาณ  ๑ –  ๑.๕  ล้านคน  ต่อปี  เข้ามาในรัสเซีย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านดินแดนชายแดนเหล่านี้  และยังได้สร้างความเสียหายต่อ  โครงสร้าง พื้นฐานของรัสเซียคิดเป็นมูลค่า        หมื่นล้านเหรียญสหรัฐอเมริกาต่อปี  ที่สำคัญกลุ่มคนที่อพยพเข้ามาอย่างผิดกฎหมายนี้มีแนวโน้ม  ในการสร้างดินแดน ของประชากร  ที่มีความเชื่อร่วมกันภายในพื้นที่ของประเทศรัสเซีย  เช่น  ฉนวนกาซ่าห์  และชนเผ่าอาร์เมเนีย  พร้อมทั้งผู้นำของดินแดนเหล่านี้สร้างปัญหาที่ล่อแหลมต่อการปกครอง  โดยสถาปนาตัวเอง  และให้อำนาจในการปกครองเขตปกครองตนเอง   นอกจากนั้นดินแดน ที่ติดกับประเทศเชสเนียร์  ได้แก่  ดินแดนสตาฟโรปอล  และสาธารณรัฐดาเกสถาน  ต้องนำมาตรการการควบคุม หนังสือเดินทางมาใช้  พร้อมกันนี้ยังได้มีการสร้างเครือข่าย ข้อมูลระหว่างดินแดนชายแดน  ๒๓  ดินแดนเข้าด้วยกัน  เพื่อที่จะตรวจสอบ  สังเกตชาวต่างประเทศที่เข้ามาอาศัยในประเทศ  และห้าม  การเข้าประเทศของ กลุ่มผู้นำศาสนา  อาชญากร  เป็นต้น  ในเดือนมีนาคม  ค.ศ.  ๒๐๐๐  รัฐบาลของสาธารณรัฐคาเรลียา  ได้ออกมาตรการค่าธรรมเนียมในการควบคุม  การอพยพเข้า ของแรงงานต่างประเทศ  เข้าสู่สาธารณรัฐ   มาตรการที่ใกล้เคียงกันได้รับการนำมาใช้โดย แค้วนเบลโกรอด  รูปแบบมาตรการ  การจัดการกับบุคคลภายนอกสาธารณรัฐโดยตรงนี้ สร้างความล่อแหลมที่อาจนำไปสู่ปัญหาเอกลักษณ์ทางการเมืองภายในดินแดนนั้น  เห็นได้ อย่างชัดเจนว่าดินแดนชายแดนจำนวนมาก  สาธารณะชนส่วนใหญ่ มีลักษณะความคิด ที่อนุรักษ์นิยม  ชาตินิยม  และมีการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุก


               หน่วยงาน  องค์กรต่างๆ  ของดินแดนชายแดน  ต้องเผชิญกับด้านมืด ของการสร้างความเป็นสากล ไม่ว่าจะเป็น  อาชญากรรม  การทำประมงอย่างผิดกฎหมาย  การล่าสัตว์   การหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย  การลักลอบขนของหนีภาษีและของเถื่อน  เช่น  สิ่งเสพย์ติด  ปืน  อาวุธ  การฟอกเงิน  เป็นต้น  เห็นได้จากตัวอย่างที่ชัดเจน ในดินแดนทาง  ตะวันออก  มีคดีฆาตกรรมผู้ประกอบการชาวจีนจำนวนมาก  ซึ่งส่วนใหญ่โดนฆาตกรรมโดยแก็ง  ชาวจีนด้วยกันเอง  นอกจากนั้นกรณีของดินแดน ปรีมอร์สกี  ตามรายงานของ สำนักงานสรรพากร  พบว่า  การประกอบกิจการจำนวน  ๒๖๓  กิจการ จาก  ๔๗๕  กิจการ  เป็นของผู้ประกอบการ ชาวจีน  ไม่ได้จดทะเบียนการค้ากับสำนักงานสรรพากร  และอีก  ๓๘  กิจกรรมกำลังจะถูกปิดลง  เนื่องจากกระทำการผิดกฎหมาย  ดังนั้น  การให้บริการความปลอดภัย  และความมั่นคง ในดินแดน  ชายแดนนี้ต้องกระทำในลักษณะการป้องกัน  ปกป้องดินแดน จากเหตุการณ์เสี่ยงต่างๆ  เช่นกรณีของ  แค้วนสาคาลิน  มีการจัดตั้งกองพันทหารพิเศษ  ในเดือนมีนาคม  ค.ศ.  ๒๐๐๐  เพื่อป้องกันการทำประมงอย่างผิดกฎหมาย  ตามรายงานของ สำนักงานศุลกากร  พบว่า  มากกว่าร้อยละ  ๗๕  ของผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ที่ผลิตได้ถูกส่งออกไปยังญี่ปุ่นอย่างผิดกฎหมาย


               ดินแดนชายแดนพบว่าตัวเองได้รับอิทธิพลอย่างมากจากประเทศเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่ง  มี ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นว่า  แทนที่ดินแดนชายแดนนี้  (ดินแดนทางตะวันออก  และดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือ)  จะมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ  กลับกลายเป็นผู้เล่น บทบาทตั้งรับต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของประเทศเพื่อนบ้าน ที่แข็งแกร่ง  ไม่ว่าจะเป็น  จีน  สหภาพยุโรป  และในระยะยาวแล้วจะพบว่า มีโอกาสที่จะถูกคุกคามทางเศรษฐกิจ


               ดินแดนชายแดนได้รับภาวะกดดันจากภายนอกอันเนื่องมาจากการเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับ  การเชื่อมต่อทรัพยากร  เทคโนโลยี  ดังเช่นกรณี  ประเทศยูเครนได้เคยระงับการ ส่งไฟฟ้ามายังหมู่บ้าน  ในแค้วนเบรนค์  และยืนยันที่จะรับค่าไฟฟ้าในสกุลเงิน ตรายูเครนเท่านั้น  นอกจากกรณีของแค้วนเบรนค์แล้ว  สาธารณรัฐดาเกสถานยังต้องพึ่งพา การใช้น้ำเพื่อใช้ ในการเกษตรกรรม  โดยนำเข้าน้ำจากประเทศอาเซอร์ไบจาน  ซึ่งมีอำนาจการควบคุมการ ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำซามัวร  จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้  พบว่ามีนัยที่ดินแดนชายแดนนี้้ต้อง  ประสบกับผลกระทบเชิงลบจากประเทศเพื่อนบ้าน  และควรใช้ทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ  เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิด ขึ้นจากต่างประเทศ


               หนึ่งในประเด็น  ที่เป็นที่สนใจและสร้างเป็นหาให้แก่ดินแดนชายแดนเป็นอย่างมากคือ  ช่องว่าง  หรือความแตกต่างของคุณภาพชีวิตของประชากรในดินแดนชายแดนนั้น  และประเทศ ที่พัฒนาแล้วรอบๆ  เห็นได้จากความพยายาม  ความทะเยอทะยานที่จะสร้าง ความร่วมมือร่วมกัน  ระหว่างดินแดน  มีนัย  คือ  คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของประเทศตะวันตก สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้  กับดินแดนต่างๆของรัสเซีย  จากกรณีคำประกาศของรัฐสภา สหภาพยุโรป ในเดือนพฤษภาคม  ๒๐๐๐  ที่ว่า  ในอนาคตอันใกล้นี้  แคว้นนคาลินินกราด  จะเข้าร่วมข้อตกลงพื้นฐานของสหภาพ ยุโรปว่าด้วยการค้าภายในประเทศ  และระหว่างประเทศ   นอกจากนั้นประเทศลิธัวเนียเอง ยังได้แถลงว่า  การใช้นโยบายยกเลิก การหนังสือเดินทางในยุโรปจะไม่ยั่งยืน  ถ้าแค้วนคาลินินกราด  ยังไม่แสดงถึงการเจริยเติบโต ทางเศรษฐกิจ  และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร  และผู้เชี่ยวชาญจากประเทศ เอสโตเนียได้ชี้แจงว่าอุปสรรคสำคัญในการสร้างความร่วมมือกัน  ระหว่างดินแดนชายแดน  และประเทศเพื่อนบ้านรอบทะเลบอลติก  เนื่องมาจาก  กลุ่มประเทศเหล่านี้ไม่สามารถ หลอมรวมรูปแบบวัฒนธรรม  และการเมืองเข้าด้วยกันได้  ดังนั้นการร่วมเป็นหุ้นส่วน อย่างลงตัวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างดินแดนต่างๆ  ทางด้าน ความเห็นจากผุ้เชี่ยวชาญ ประเทศฟินแลนด์  พบว่า  บนพื้นฐานทัศนคติของชาวยุโรป  ความจำเป็นลำดับแรกของ การร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพระหว่างดินแดนชายแดนของประเทศฟินแลนด์  และรัสเซีย  ควรตระหนักว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ไม่ได้สะท้อนอนาคตที่สดใส  และก้าวหน้าเท่าที่ควร


               หนึ่งในความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในดินแดนชายแดนนี้มีรากฐานมาจากการอ้างอิงในนโยบายศุลกากร  ของสหพันฐรัฐเป็นอย่างมาก  ดังนั้นการประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรใหม่ จากรัฐบาลกลาง  ใน  เดือนเมษายน  ค.ศ.  ๒๐๐๐  ได้ทำลาย  และส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจขนาดเล็ก  และขนาดกลาง  ในแคว้นอามูร์  และแคว้นอื่นๆ  ที่มีมูลค่าการค้าจำนวนมากกับประเทศจีน  รวมทั้งหน่วยงานของ แคว้นวอลโกกราด  ได้ออกมาวิจารณ์อย่างหนัก  ในการตัดสินใจ ของรัฐบาลกลาง  โดยเก็บภาษีศุลกากรในอัตราร้อยละ  ๒๕  กับ  น้ำตาลทราย ที่นำเข้าจากประเทศยูเครน  แต่ไม่เก็บภาษีศุลกากรจากการนำเข้าสิ่งทอจาก ประเทศยูเครน  จากนโยบายนี้จะส่งผลให้เป็น การทำลายอุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศ  และดินแดนต่างๆ

 

จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด  จะพบว่า  ดินแดนชายแดนประสบความล้มเหลวในการได้รับ ผลประโยชน์จากโอกาสที่มีอยู่  การลงทุนจากต่างประเทศในดินแดนชายแดนนี้ยังติดลบอยู่   ดินแดนหลายดินแดน ต้องประสบกับปัญหาเศรษฐกิจที่แยกตัวออกไปจากส่วนกลาง  และต่างประเทศ  จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีใคร สามารถยืนยันว่าหน่วยงานต่างๆ  ในดินแดนชายแดนควรจะเพิ่มความเข้มงวด ในการควบคุมการอพยพเข้า  หรือเปิดตลาดในดินแดนต่างๆ  ให้กว้างมากขึ้น  สำหรับนักลงทุนต่างประเทศ  รวมทั้งการขจัด อุปสรรคในการจดทะเบียนการค้าในเมืองใหญ่  และการอำนวยความสะดวกในการเปิดกิจการ  ธุรกิจขนาดเล็ก  ด้วยข้อจำกัด  และความต้องการต่างๆ  ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว  ผู้นำของดินแดน บางคนเห็นด้วย  กับการที่รัฐบาลกลางจะให้สถานะพิเศษถูกต้องตามกฎหมายแก่ดินแดนเหล่านี้

 


 

บทที่    โลกาภิวัฒน์ กับ ๔  ตัวแปรภายใน

 

กระบวนการปรับตัวของรัสเซียเองในการเข้าสู่บทบาทบนเวทีโลก  ค่อนข้างสลับซับซ้อนอยู่พอตัว  อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางความคิด  แนวทางในการปรับตัว  ท่ามกลางปัจจัยภายในต่างๆ   และต่อจากนี้จะได้อธิบายในรายละเอียด

 

๑.  รัฐบาลกลาง

 

ไม่ว่าทั้งบอริส  เยลท์ซิน  และวลาดีเมียร์  ปูติน  ไม่เป็นมิตรต่อการผลักดันประเทศในการตกลงความร่วมมือ ระหว่างประเทศ  และผลักดันประเทศให้เป็นส่วนหนึ่งของโลก  แต่กระนั้น  สงครามโคโซโว  และการขยายอำนาจนาโต้มายังประเทศตะวันออก  ได้ขยายความรู้สึกท่ามกลางผู้นำของรัฐบาลกลางรัสเซีย  ที่ว่า  โลกาภิวัฒน์  คือ  รูปแบบที่มีสหรับอเมริกาเป็นผู้นำในการนำประเทศที่ยังไม่ได้รับเอาโลกาภิวัฒน์ อย่างรัสเซีย  เข้าสู่เวทีโลก  และต่อมามีความพยายามอย่างมากในรัสเซีย  เพื่อที่จะตีความ  โลกาภิวัฒน์  โดยโลกาภิวัฒน์ในทาง  ประเทศตะวันตกแล้่ว  หมายถึง  การเสริมสร้างอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ  และการเมืองแก่ชนชั้นนำ  ภายใต้การจำกัดภายในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นสูง  และความแข็งแกร่ง ทางทหาร  แต่เนื่องจากรัสเซีย  ยังอยู่ในกระบวนการการสร้างชาติ  ดังนั้นแนวความคิดในการกระจายอำนาจ อาจจะขัดแย้งกับความกลัวที่เกิดขึ้น  อันเนื่องมาจากความพยายามออกห่างจากรัฐบาลกลางของดินแดนต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งดินแดนสัดส่วนการมี ส่วนร่วมทางการเมืองในระดับสูง

 

รัฐบาลสหพันธรัฐเล็งเห็นว่าบทบาทของรัสเซียในเวทีโลกยังเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพิจารณาขณะนี้  อันเนื่องมาจากเหตุผล    ประการ  คือ 

 

๑.)  ภูมิหลังภายในประเทศ  สำหรับแนวคิดหลักของโลกาภวัฒน์  มีรากฐานที่ฝังแน่นมาจากประเทศตะวันตก  โดยนิยามโลกาภิวัฒน์  คือ  กำแพงที่พังทลาย,  โลกที่ไร้กำแพง,  รัฐฐาธิปัตย์ที่แตกสลาย  หรือความหมายอื่นๆ  ซึ่งไม่เป็นที่พอใจนักสำหรับนัการเมืองทั้งหลายของรัสเซีย  ในรัสเซียแล้ว  บ่อยครั้ง  โลกาภิวัฒน์ถูกตีความว่าเป็นตัวการที่ทำลาย  ขัดขวางการรวมตัวกันของดินแดนต่างๆในประเทศ   รัฐบาลกลางเองได้ตอบโต้โลกาภิวัฒน์โดยการยอมรับการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่ ไม่ใช่องค์กรของรัฐ ในระดับสูง  เช่น  เอ็นจีโอ  สำนักงานของดินแดนต่างๆ  เทศบาลเมือง  เป็นต้น  ในการเข้ามาทำหน้าที่ร่วมกับรัฐ  แต่มีผู้คนส่วนน้อยในเครมลิน  สงสัยเกี่ยวกับข้อสมมติของรัฐฐาธิปัตย์  คือ  แนวทางพื้นฐานในการเข้าใจการจัดการชีวิตทางสังคมสมัยใหม่  และให้บริการสินค้าสาธารณะ  เนื่องจากโลกาภิวัฒน์ได้ทำให้เครื่องมือในการดำเนินนโยบายของประเทศได้อ่อนแอลง ดังนั้นรัฐบาล สหพันฐรัฐพบการคุกคามจากโลกาภิวัฒน์ในบางเวลา

 

การรับรู้  “โลกาภิวัฒน์”  ของชาวรัสเซีย  ได้เผยให้เห็นช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างรัสเซีย  และประเทศ ทางตะวันตก  ช่องว่างที่ว่านี้สามารถอธิบายไ้ด้วยความจริงที่ว่า  ในบริบทของประเทศตะวันตกแล้ว  ส่วนสำคัญ ที่สุดของ  โลกาภิวัฒน์  คือ  ผู้เล่น  และตัวแทนทางสังคม  มากกว่าที่จะเป็น  “รัฐ”  เช่น  กลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ  กลุ่มพันธมิตรผู้ผลิต  บริษัทเอกชน  เป็นต้น  ในความเป็นจริงแล้ว  พบว่า  โลกาภิวัฒน์  เป็นบทประยุกต์ของ  ทฤษฎีการค้าเสรี  สู่  การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  ดังนั้น  จึงพึ่งพากับบทบาทการแลกเปลี่ยนทาง เศรษฐกิจของภาคเอกชน  จะเห็นได้ว่านี่ไม่ใช่เพียงกรณีรัสเซียเท่านั้น  ที่ภาคเอกชนยังไม่ได้รับการพัฒนา  แต่สิ่งเหล่านี้กำลังก่อตัวไปทั่วโลก

 

๒.)  สาเหตุนี้พบได้จากการพัฒนาในพื้นที่  หรือประเทศอื่นๆ  รอบโลก  อันเนื่องมาจากการปรากฏขึ้นของ สังคม  การเมือง  และเศรษฐกิจรูปแบบใหม่  ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นกลางกับเขตทางภูมิศาสตร์  จะพบว่า  เอกลักษณ์ของดินแดนนั้นยังคงเป็นบทบาทสำคัญในการก้าวสู่เวทีสากล  ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน ในกรณีนี้  คือ  การเกิดขึ้นของรัฐใหม่,  การขัดแย้งของแนวเส้นเขตแดน,  ความวิตกกังวลกับการอพยพ เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย  เป็นต้น  ท่ามกลางภาวะที่ช่องว่างทางสังคม  เศรษฐกิจ  การเมือง  ที่กว้างขึ้น  และกว้างขึ้นทุกวันนี้  ระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ประเทศตะวันตก (จีน,  อิรัก,  อิหร่าน,  ลิเบีย,  อินเดีย,  เป็นต้น)  และประเทศตะวันตก  กลายเป็นสิ่งที่ท้าทาย  และคำถามสำหรับรัสเซียในการรับเอาโลกาภิวัฒน์

 

 

๒.)  ดินแดนต่างๆ

 

เป็นที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ที่ผู้มีอำนาจในการบริหารเหนือดินแดนจำนวนมาก  สามารถพัฒนา ไปยังจุดที่เสรีมากขึ้น  โดยเปรียบเทียบกับรัฐบาลกลาง  ในการสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศ   พบได้ชัดเจนในกรณี  เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก,  แคว้นนิจนีนอฟโกรอด,  แคว้นสามารา,  แค้วนนอฟโกรอด  และสาธารณรัฐตาตาร์สถาน  ดินแดนเหล่านี้เป็นผู้บุกเบิกในการนำเสนอ  กฎหมายในการจูงใจการลงทุนจาก นักลงทุนชาวต่างประเทศ  ตามที่ผู้ว่าการเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์กสคนก่อนหน้า  นายอนาโตลี  ซอบชัค ซึ่งเป็นที่โด่งดังในเรื่องความคิดเสรีภาพ  รัฐบาลของซอบชัค  เมื่อ  ค.ศ.  ๑๙๙๓  ได้เซ็นต์บันทึกข้อตกลงร่วมมือ ทางเศรษฐกิจกับ ประเทศคอมมิวนิสต์เก่ามากมาย  รวมทั้งประเทศลิธัวเนีย  และประเทศบัลแกเรีย  ขณะที่รัฐบาล กลางยังเริ่มได้เล็กน้อย  คณะผู้บริหารของแค้วนนอฟโกรอด  ละเลยกับข้อบังคับของรัฐบาลกลาง  โดยบังคับใช้  กฎหมายใหม่ในการถือครองที่ดิน  ซึ่งอนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถเช่าที่ดินได้เป็นเวลา  ๔๙  ปีต่อครั้ง  ด้วยเหตุผลที่ชัดเจน  คือ  ดินแดนต่างๆ  ไม่สามารถรับได้กับกฎหมายที่อำนวยความสะดวกกับบางดินแดน  ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับนักการเมือง  ขณะที่ดินแดนเหล่านี้ได้ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน  คือ  การเติบโตทางเศรษฐกิจ  และพยายามกระตุ้น ให้เศรษฐกิจผูกกับเศรษฐกิจของต่างประเทศ

 

ตัวอย่างอันชัดเจน  เช่น  ดินแดนที่ไม่พอใจกับการเรียบเก็บอัตราภาษีศุลกากรในระดับสูง  โดยรัฐบาลกลาง  และความพยายามกีดกันไม่ให้มีการเซ็นข้อตกลงความร่วมมือกันในระดับดินแดน  บ่อยครั้งที่ประกอบการในดินแดนเหล่านี้ต้องประสบกับภาวะที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  จากเครื่องมือที่นำเข้ามาจากหุ้นส่วนทางตะวันตก  เนื่องมาจาก  ระดับอัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บกับ เครื่องมือเหล่านี้อยู่    ระดับสูงถึง  ร้อยละ  ๓๐  ของมูลค่าเครื่องมือ  ผู้บริหารดินแดนเหล่านี้จึงวิจารณ์รัฐบาลกลางอย่างหนักหน่วง ที่ให้ความสนใจในการสร้าง ฐานะทางการคลังที่แข็งแกร่ง  แต่ไม่ใส่ใจต่อความต้องการทาง เศรษฐกิจของดินแดนนั้น

 

นอกจากนั้นดินแดนต่างๆ  พยายามเรียกร้องให้รัฐบาลกลางให้ความสนใจกับประเด็นนิเวศวิทยา    สามารถสะท้อนได้จากตัวอย่างดังนี้  คือ  ผู้บริหารของแคว้นคีรอฟ  ได้แต่งตั้งคณะกรรมการในการควบคุม การนำเข้าสารเคมีเพื่อการผลิตอาวุธเข้ามาในแคว้นคีรอฟ  นอกจากนั้นประเด็นของการรักษาความปลอดภัย ให้แก่ประชากรในสังคม  และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม  กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งลำดับแรก  ในการบริหารของรัฐบาลดินแดนต่างๆ  เหมือนกันนั้น  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อมของสาธารณรัฐโคมิ  ได้ตั้งโปรแกรมการวิจัยทางนิเวศวิทยาในศึกษาผลกระทบอันเนื่องมาจาก  การทดลองขีปนาวุธรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม

 

ความแตกต่างระหว่างกลยุทธ์ภูมิศาสตร์การเมืองของรัฐบาลกลาง  และกลยุทธ์ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ของรัฐบาลดินแดนต่างๆ  ถูกเรียกว่า  “หนีรถถัง  ปะตลาด,”  หรือ  “นักรบ  ปะทะ  พ่อค้า”  ความแตกต่างระหว่าง ทั้งสองกลยุทธ์เห็นได้ชัดเจนในดินแดนชายแดน  ความเห็นนี้เป็นที่แพร่หลาย ท่ามกลางผู้เชียวชาญ  ที่ว่า  ความ พยายามส่งเสริมหน้าที่เป็นช่องทางติดต่อของดินแดนชายแดน  จะกลายเป็นแนวโน้มสำคัญที่เห็นได้ชัดเจน  เช่นกรณีชายแดนทางด้านตะวันตก  โดยเฉพาะส่วนที่ติดต่อกับ ประเทศนอร์เวย์  และประเทศฟินแลนด์  รวมทั้ง  ชายแดนทางด้านตะวันออก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่ติดต่อกับประเทศจีน

 

ขณะเดียวกันนั้น  จะพบว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้แคว้นคาลินินกราดต้องประสบกับภาวะถดถอย ทางเศรษฐกิจมากกว่ารัสเซียเอง  เมื่อ  ค.ศ.  ๑๙๙๑  เนื่องมาจากความสนใจของกรุงมอสโก ในการใช้วิธีการเจรจา ทางการทหาร  รวมทั้งคำตอบในประเด็นความปลอดภัยระหว่างรัสเซีย  และประเทศรอบทะเลบอลติก  ด้วยเหตุนี้เอง  ได้ชะงักความสนใจของชาวยุโรปที่จะเข้ามาลงทุน  รวมทั้งมีการยับยั้งการเจรจาที่เริ่มอยู่ก่อนแล้ว เช่น  การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจเสรี  นอกจากนั้นนโยบาย ทางเศรษฐกิจเองไม่ได้เอื้อประโชยน์ต่อชาวรัสเซียเอง  ความสนใจของคนชนบท  รัฐบาลกลางได้เรียกเก็บ ภาษีศุลกากรในอัตราที่สูงกับสินค้าที่มาจากประเทศเอสธัวเนีย  เข้าสู่แคว้นปสคอฟ  เพื่อเป็นการลงโทษ แคว้นปสคอฟในการพยายามสร้างบทบาทเป็นประตูสู่ยุโรปเหนือ


รัฐบาลกลางให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ  เห็นได้จากความขัดแย้งในความสนใจ  ในกรณีนี้  การสร้างดินแดนขึ้นใหม่  จึงเป็นคำตอบที่ชัดเจน  และท้าทายต่ออำนาจรัฐ  แต่อย่างไรก็ตามยังมีการโต้เถียง ในประเด็นของระดับอำนาจระหว่างรัฐบาลกลาง  และดินแดน  ที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างทางสังคมของรัสเซียมา ช้านาน  และเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  จึงเป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลกลางจะคิด  และกระทำในลักษณะรูปแบบ  “ความสนใจที่สำคัญของประชาชน”,  “ความเคารพ  ให้เกียรติชนในชาติ”  ขณะเดียวกันรัฐบาลของดินแดนต่างให้ความสนใจ กับกลยุทธ์การอยู่รอดทางเศรษฐกิจ  ใบบริบทที่กว้างขึ้น  คือ  บริบทระหว่างประเทศ  รวมทั้งยังนำแนวคิดความปลอดภัย  และมั่นคงของเมืองมาใช้ด้วย 

 

นอกจากนั้นควรทำความเข้าใจเบื้องต้น  เกี่ยวกับสภาพความเป็นจริงที่สำคัญในขณะนี้  คือ  ๑.)  กลยุทธ์ภูมิศาสตร์  เศรษฐกิจของดินแดน  เป็นช่วงที่เพิ่งตั้งไข่  นั่นคือ  เพิ่งเริ่มต้น  เพิ่งสร้างแนวโน้มที่ชัดเจน  การร่วมมือระหว่างกัน  และการเหลื่อมทับกันไม่ว่าจะเป็นประเด็น  ระบบนิเวศ  ภูมิศาสตร์การเงิน  หรือ  ภูมิศาสตร์เกษตรกรรม  ๒.)  แนวคิดเกี่ยวกับภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ  ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในหมู่ชนชั้นนำของดินแดนต่างๆ  ในรัสเซีย  แนวทาง ในการดำเนินการภูมิศาสตร์เศรษฐกิจยังมีอุปสรรคขัดขวางอยู่หลายประการ  คือ  ก.)  แนวคิดของภาระกิจของดินแดนยังไม่ชัดเจน  อ่อนแอ  ไม่มีวิสัยทัศน์   ยึดติดกับรูปแบบเดิม  ข.)  ความร่วมมือเชิงลบระหว่างกลุ่มผู้บริหารรัฐบาลดินแดน  เช่น  การป้องกันอุตสาหกรรม ภายในดินแดนจากภาวะ การแข่งขันจากภายนอก  เห็นได้ชัดว่า  ตัวกำหนดโลกาภิวัฒน์  ยังไม่มีความแข็งแกร่งพอที่จะชี้นำการตัดสินใจ เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่างประเทศ  ๓.)  ไม่ควรคาดหวังว่า  การดำเนินกลยุทธ์ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ  ของดินแดนจะปราศจากความรุนแรง   ความขัดแย้ง  ในการนำภูมิศาสตร์เศรษฐกิจมาใช้เป็นกลยุทธ์  ดินแดนต่างๆ  ควรที่จะเรียนรู้มันให้ดี  และเตรียมตัวที่จะรับมือกับ  “สงครามภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ”,  “อาวุธภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ”  และ  “การขยายลัทธิภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ”  เป็นต้น

 

การดำเนินนโยบายทางการทูตของดินแดนต่างๆ  ได้สร้างภาวะยุ่งยากแก่รัฐบาลกลาง  อันเนื่องมาจาก เหตุผล  ดังนี้ 

 

๑.)  บทบาทของผู้นำดินแดนต่างๆ  ในเวทีระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ซึ่งอาจ ต่อต้านแนวทางภูมิศาสตร์การเมืองของรัฐบาลกลาง  รวมทั้งกฎระเบียบระหว่างประเทศ  ดังนั้นสาธารณรัฐ บัชคอร์โตสถาน  และสาธารณรัฐฮาคาซียา  โดยมีกฎหมายระหว่างประเทศที่ บางส่วนมาจากของรัฐจอร์เจีย  สหรัฐอเมริกา  

 

๒.)  เกิดความหวาดกลัวขึ้นท่ามกล่างปัญญาชน  และนักการเมือง  ที่ว่า  การดำเนินนโยบาย ต่างประเทศของดินแดน  โดยไม่สามารถควบคุมได้  ในระยะยาวแล้วอาจก่อให้เกิดการแยกตัวออกจากสหพันฐรัฐ  เห็นตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจนคือ  ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลาง  และชนชั้นนำของดินแดน  ในประเด็นการ ปฏิเสธหลายครั้ง ของสภาสูงแห่งสหพันฐรัฐในการผ่านกฎหมายว่าด้วย  ความพยายามรักษา  ส่งเสริม  สนับสนุน การรวมเป็นหนึ่งเดียวของดินแดนต่างๆของรัสเซีย  ซึ่งได้ให้อำนาจแก่หน่วยงานของรัฐบาลกลาง ในการประกาศ  ดินแดนนั้น   ให้เป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถควบคุมได้เป็นการชั่วคราว  และยังใช้อำนาจในการบังคับใช้กฎหมายใน ดินแดนนั้น  เพื่อนำมาสู่ภาวะปกติ  

 

๓.)  รัฐบาลกลางแห่งสหพันรัฐได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงในกรณี  บทบาทบนเวทีโลกของการเมือง ในดินแดนต่างๆ  ทำให้กระบวนการการดำเนินนโยบายต้องประสบกับ ความยุ่งยาก  และสร้างอุปสรรคต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลกลาง    จุดนี้เป็นการยากที่จะ ชัดจูง  เนื่องจาก  ประชาธิปไตย  คือ  การแข่งขันของสถาบัน  ที่ไม่จำกัดจำนวนผู้เล่นทางการเมือง  ดังนั้น  จากการวิพากษ์วิจารณ์ของรัฐบาลกลาง  สามารถกล่าวได้ว่า  การดำเนินนโยบายต่างประเทศควร ได้รับการส่งเสริม และสนับสนุนอย่างกว้างขวาง  และส่งเสริมให้นำมาปฏิบัติ  ส่งผลเป็นรูปธรรม  อย่างน้อยก็ในช่วงเวลา ที่ประกาศใช้  ในความเป็นจริงแล้ว  การดำเนินกลยุทธ์ระยะยาว สำหรับการดำเนินนโยบายต่างประเทศของ รัสเซียต้องได้รับการขัดเกลา  และประเด็นที่สำคัญ ลำดับแรกก็ถูกสับเปลี่ยนไปเรื่อย  ขณะที่ความเป็นไปได้ของ ภาวะต่างๆเป็นที่ถกเถียงอย่างมาก  ไม่ว่า  การตกลงความร่วมมือกันเพื่อความปลอดภัยกับประเทศจีน  การเข้าร่วมองค์กรของประเทศเซอร์เบีย  การเผชิญหน้ากับนาโต  เป็นต้น

 


๓.  ดินแดนขนาดใหญ่

 

โครงการการสร้างดินแดนขนาดใหญ่  เป็นส่วนหนึ่งของวาระทางการเมืองของรัสเซียในทศวรรษที่  ๑๙๙๐  แนวความคิดนี้ถูกพฒนาขึ้นโดย  พรรคยาโบลโก  เพื่อผลักดัน  ส่งเสริม  การให้ความสำคัญกับ  จุดรวมของการพัฒนาดินแดน  ให้กลายเป็นศูนย์กลางของดินแดนขนาดใหญ่ทั่วรัสเซียในอนาคต  หนึ่งในข้อสนับสนุนที่สำคัญ  คือ  ส่วนใหญ่ของดินแดนขนาดเล็กมีสถานะทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ  ดังนั้นไม่ สามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้  สร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งได้  รวมทั้งไม่สามารถค้นหาจุดเด่นของตัวเองใน ตลาดโลกได้  ซึ่งต่อมานายปรีมาคอฟ  นายกรัฐมนตรีของรัสเซียเองยังมีความเห็นสอดคล้องกับความคิดนี้


ความพยายามเริ่มต้นในการที่จะนำเอาแนวคิดองค์กรระหว่างดินแดน  กลับไปยังต้นทศวรรษ  ๑๙๙๐  เมื่อผู้นำของสหพันธรัฐ  พยายามสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ  ตัวอย่างเช่น  ข้อตกลงไซบีเรียน   ข้อตกลงวอลก้า  เป็นต้น  แต่อย่างไรก็ตาม  องค์กรเหล่านี้ประสบความล้มเหลว ในการเป็นทำหน้าที่บทบาททางการเมือง  และกำลังขาดการร่วมมือมากขึ้นเรื่อยๆ  เนื่องด้วยความไม่ชัดเจน ในประเด็นกฎหมาย  และความขัดแย้งหลาย ประการระหว่างดินแดน

 

ในเดือนพฤษภาคม  ค.ศ.​​  ๒๐๐๐  นายปูตินก้าวสู่การดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีคนใหม่ทำให้แนวคิดเก่า  ในการเปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมดของดินแดนต่างๆของรัสเซีย ถูกนำมาใช้อีกครั้ง  ตามคำประกาศของ ประธานาธิบดี  ลงวันที่  วันที่  ๑๓  พฤษภาคม  ค.ศ.  ๒๐๐๐  ได้กำหนด    เขตการปกครองตามสหพันธรัฐ  แต่ละเขตการปกครองจะควบคุมโดยตัวแทนประธานาธิบดี  เขตการปกครองดินแดนที่เกิดขึ้นใหม่นี้เกิดขึ้น พร้อมกับเขตการปกครองทางทหาร  และ    คน  จาก    คนที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทน   ดำรงตำแหน่งนายพล   จากที่กล่าวมาข้างต้น  นำไปสู่สมมติฐานที่ว่า  ประเด็นความมั่นคง  และความปลอดภัย  เป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้  ขณะที่ปูตินเองเรียกการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า  การปฏิรูปการบริหารแห่งรัฐ  ภายใต้การปกครอง ระบอบประธานาธิบดี    และเป็นที่ชัดเจนว่าผลลัพธ์จากการ กระทำครั้งนี้จะส่งผลกระทบหลักต่อ รัฐแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย  การปกครองโดยตัวแทนประธานาธิบดีจะใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่ในการควบคุม เขตการปกครอง  และตัวแทนเหล่านี้อาจเพิ่มบทบาททางการเมืองมากขึ้น  และกลายเป็นผู้เฃ่นสำคัญ มากกว่ารัฐแห่งสหพันธรัฐทั่งเวทีในประเทศ  และนอกประเทศ

 

 

๔.  เมืองใหญ่

 

ถ้าให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางและดินแดนต่างๆ  ถูกพิจารณาในรูปแบบของภูมิศาสตร์การเมือง  และภูมิศาสตร์เศรษฐกิจแล้ว  ข้อถกเถียงระหว่างดินแดนและหน่วยงานของเมืองต่างๆ  คงอยู่บนพื้นฐาน ของประเด็นกระบวนการการกระจายอำนาจ  และการจัดสรรทรัพยากรที่ยังไม่เรียบร้อย  โดยตามสถาบัน ทางการ เมืองแล้ว  การปกครองตนเองของท้องถิ่น  ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบอำนาจแห่งรัฐ  ด้วยเหตุนี้และเชิงประจักษ์ในการแข่งขันการเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุด  เป็นการเปิดทางเข้ามามี บทบาททางการเมือง  และสนับสนุนการท้าทายอำนาจของผู้ว่าการของเมือง

 

ตั้งแต่ปี  ค.ศ.  ๑๙๙๘  รัสเซียเข้าร่วมปฏิณญาแห่งสหภาพยุโรปว่าด้วยการปกครองตนเองของท้องถิ่น  ทำให้เมืองได้รับกรอบกฎหมายสำคัญในการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ  ตั้งแต่การเข้าเป็นสมาชิก สภาสหภาพยุโรป  ปี ค.ศ.  ๑๙๙๖  รัสเซียได้ให้ปฏิณญาในการปฏิบัติตามกฎว่าด้วยเมืองที่ประกาศใช้ในปี  ค.ศ.  ๑๙๙๒  โดยทำให้การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองระดับรากหญ้า  เป็นประเด็นการพิจารณา ระหว่างประเทศ

 

การปกครองตนเองของท้องถิ่น  อันแสดงถึงการก่อตั้ง  และการปรากฏของระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้ จริง  ได้รับทั้งความสนใจ  และการช่วยเหลือทางการเงิน  จากกลุ่มเอ็นจีโอต่างประเทศ  เช่น  กองทุนโซรอส  ได้จัดตั้งโครงการ  “เมืองเล็กในรัสเซีย”  โดยมีวัตถุประสงค์  เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในระดับรากหญ้า  ในการบริหารจัดการตัวเอง  และช่วยเหลือเมืองที่ไม่ได้ ปกครองในรูปแบบศูนย์กลางเข้ามามีส่วนร่วม  ในสังคมอินเตอร์เน็ตระดับโลก  นอกจากนั้่นกองทุนอเมริกัน  ยูเรเชีย  โดยสำนักงาน     กรุงมอสโก  มีการสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการพิเศษ  สำหรับการปกครองตนเองของท้องถิ่น  และสถาบันวิจัยไตรเองเกล  ทำงานภายใต้องค์กรยูเซด  ได้ร่วมมือกับสถาบันเมืองแห่งรัสเซีย  ในการดำเนินโครงการจำนวนมากมาย  เพื่อที่จะ  รายงานความคืบหน้า  สถานะทางการเงินของเมือง  และทำประชาพิจารณ์ในประเด็นงบประมาณ

 

เมืองหลักๆ  ของรัสเซียมีความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน  ความจำเป็นพื้นฐานต่างๆ ในการก้าวสู่ บทบาทเวทีโลก  เมืองเหล่านี้มีทั้งระบบการคมนาคมขนส่ง  และเครือข่ายการติดต่อสื่อสาร  การบริการ  การธนาคาร  และอุตสาหกรรม  เป็นต้น  ร้อยละ  ๖๐ – ๙๐  ของบริษัท  หรือกิจการที่เป็นของต่างชาติตั้งอยู่ในเมืองใหญ่  โดยเฉพาะสองเมืองใหญ่ของรัสเซีย  คือ  มอสโก  และเซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก  และบ่อยครั้งถูกหมายถึงประตูสู่โลกาภิวัฒน์ที่มีพลวัตสูง  ดังนั้นจึงไม่เป็นที่แปลกใจที่  นายลูซคอฟ  กลายเป็นบุคคลที่มีประวัติทางการเมืองสูง  และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

 

บทบาทของเมืองที่ผูกเศรษฐกิจไว้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของต่างชาติมีความสำคัญอย่างยิ่ง  เช่น  ผู้บริหารของดินแดนครัสโนดาร์  และแคว้นยารอสลัฟล์  เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภายในเขตเมือง 

 

เมืองยังมีบทบาทสำคัญในการนำประเทศสู่ความเป็นสากล  อารยะประเทศ  ทัดเทียมนานาประเทศ  เนื่องมาจากที่ว่าปัจจุบันนี้  นายกเทศมนตรีเมืองหลายเมืองเป็นคนวัยหนุ่ม  อายุน้อย  มีความคิดที่เปิดเสรีภาพ มากขึ้น  มากกว่าผู้ว่าการ  และยังมีความเฉลียวฉลาดมากกว่า  รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนจาก  กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก  และขนาดกลาง  บุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่ก่อร่างสร้างตัวมาด้วยตัวเอง  เป็นกลุ่มประชาธิปไตย  ที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากลัทธิคอมมิวนิสต์

 

ขอขอบใจผู้สนใจทุกท่าน

 


Read Full Post »