Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘มูลนิธิชัยพัฒนา’

ทุนสังคม กับ การพัฒนาทุนมนุษย์

recommendare

 

บันทึก

จากการสัมมนาหัวข้อ  “ทุนสังคม กับ การพัฒนาทุนมนุษย์”

 

การสัมมนาวิชาการประจำปี 2551

วันที่  29  –  30  พฤศจิกายน 2551

โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี

 

บรรยาย  โดย

คุณสุวรรณี คำมั่น และคณะ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

จัดโดย

มูลนิธิชัยพัฒนา 

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

บทสรุปมีดังนี้

 

แนวคิด และความสําคัญของทุนทางสังคมเป็นที่ยอมรับขององค์กรพัฒนาระหว่างประเทศต่างๆ ว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนอันนําไปสู่ความผาสุกของคนในชาติ  โดยเฉพาะ OECD นั้นพิจารณาว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจะเกิดจากทุนมนุษย์และทุนทางสังคมถึง 4  ในสิบส่วน ขณะที่ 2 ส่วนเกิดจากทุนกายภาพและทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ และในบริบทไทย ทุนทางสังคมถือเป็นทุนสําคัญที่เสริมสร้างวิถีชีวิตที่ดีงามของคนในสังคมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการปกครองของประเทศมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริการและกระบวนการผลิตในภาคเศรษฐกิจ การช่วยบรรเทาความรุนแรงและแก้ปัญหาในยามที่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม   

 

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ศึกษาแนวความคิดและองค์ประกอบของทุนทางสังคม ตลอดจนกําหนดกรอบตัวชี้วัดเพื่อแสดงให้เห็นความมีอยู่ของทุนทางสังคมของไทย โดยกําหนดว่า “ทุนทางสังคม เกิดจากการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทํา บนฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ  สายใยผูกพัน และวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทยผ่านระบบความสัมพันธ์ที่มีการสะสมในลักษณะเครือข่ายขององค์ประกอบหลัก ได้แก่ คน สถาบัน วัฒนธรรม และองค์ความรู้ ซึ่งจะเกิดเป็นพลังในชุมชนและสังคม”

 

สําหรับการประเมินสถานภาพทุนทางสังคมนั้น จะพิจารณาทั้งระดับ Micro และ Macro โดยระดับ Micro เป็นการประเมินผลทุนทางสังคมที่เป็นทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทหลักในการพัฒนาองค์กร/ประเทศให้เจริญก้าวหน้า โดยทุนมนุษย์ที่เป็นทุนทางสังคมนั้นจะต้องเป็นคนที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ มีน้ําใจและเอื้ออาทร และมีความเชื่อในระบบคุณค่าและหลักศีลธรรมที่ดี เช่น คุณธรรม วินัย ความซื่อสัตย์และจิตสํานึกสาธารณะ ฯลฯ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของการรวมกลุ่มและเครือข่าย การมีความไว้วางใจและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการดําเนินกิจกรรมและให้ความร่วมมือในการทํากิจกรรมต่างๆ ของชุมชนร่วมกัน สามารถเข้าถึงข่าวสารและการสื่อสารซึ่งเป็นเครื่องมือในการช่วยคนในชุมชนให้สามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้ ตลอดจนมีอํานาจในการตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง

 

สําหรับระดับ Macro เป็นการประเมินผลของทุนทางสังคมที่เป็นปัจจัยแวดล้อมทุนมนุษย์ ประกอบด้วย สถาบันทางสังคมต่างๆ  วัฒนธรรม และองค์ความรู้/  ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งมีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ทั้งด้านความรู้ ทักษะ ค่านิยม ตลอดจนคุณธรรมและจริยธรรมต่างๆ 

 

ผลการประเมินสถานภาพทุนทางสังคมในระดับ Micro พบว่า ประเทศไทยมีทุนทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยจุดเด่นคือประชาชนมีแนวโน้มรวมกลุ่มและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกันมากขึ้น คนส่วนใหญ่เป็นคนมีน้ําใจ ไมตรี มีความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น มีความสามัคคี มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและเข้าร่วมทํากิจกรรมเพื่อสาธารณะต่างๆ มีความไว้วางใจต่อกัน และเป็นผู้มีจิตสาธารณะ  ขณะที่จุดด้อยคือคนส่วนหนึ่งไม่ค่อยยึดถือกฎ ระเบียบและกติกาของสังคม มีค่านิยมฟุ่มเฟือย นิยมวัตถุ รักสนุกรักสบาย รักพวกพ้อง ให้ความสําคัญกับระบบอุปถัมภ์ ฯลฯ ขณะเดียวกันความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนระดับ Macro พบว่า ระบบสถาบันทางสังคมต่างๆ มีแนวโน้มอ่อนแอและมีบทบาทในการพัฒนาทุนมนุษย์ลดลงทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา สถาบันธุรกิจเอกชนสถาบันสื่อ ฯลฯ ขณะที่ประเทศไทยมีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ดีงามมากมายแต่ยังไม่ได้ให้ความสําคัญในการที่จะพัฒนาและนําไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศเท่าที่ควร ทําให้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ดีงามหลายอย่างกําลังเลือนหายไปจากสังคม  ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และต่อการพัฒนาประเทศ

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยและแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและจะส่งผลกระทบต่อทุนทางสังคมและทุนมนุษย์ของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี/การสื่อสาร การเคลื่อนย้ายคนอย่างเสรี การก้าวสู่สังคมหลังฐานความรู้ การขยายตัวของเมือง ฯลฯ ดังนั้น จึงมีประเด็นที่ถือเป็นความท้าทายต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคมในอนาคต ดังนี้ 

 

1.  การพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคมเพื่อเพิ่มผลิตภาพทางสังคม (Social Productivity) โดย


 1.1 สร้างความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางสังคม ทุนมนุษย์ และทุนภูมิปัญญา โดยกําหนดค่านิยมพื้นฐานร่วม (Core Value) สําหรับสังคมไทยและคนไทยทุกคนในการสร้างเสริมและใช้ประโยชน์ทุนทางสังคมระหว่างกลุ่มต่างๆ เพื่อนําไปสู่การเพิ่มผลิตภาพทางสังคม อันเป็นพลังสําคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ 


 1.2 เร่งพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทยไปสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยนอกจากทุนมนุษย์ต้องรู้ว่าในโลกนี้มีอะไร (Knowing) รู้แล้วนํามาคิดต่อยอดได้หรือไม่ (Thinking) นําความคิดนี้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ (Serving) และนําความรู้ที่มีและได้มานั้นมาเป็นประสบการณ์ได้หรือไม่ (Experiencing)แล้วนั้น ต้องมีจิตสาธารณะใน 5 ประการ คือ จิตแห่งวิทยาการ จิตแห่งการสังเคราะห์  จิตแห่งการสร้างสรรค์ จิตแห่งความเคารพ จิตแห่งคุณธรรม ซึ่งล้วนเป็นมิติที่เป็นต้นทางของการสร้างทุนทางสังคมที่นํามาเติมเต็มในกระบวนการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีภูมิคุ้มกันพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และที่สําคัญเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายและทุกระดับของกระบวนการพัฒนาประเทศ

 

 1.3 เสริมสร้างบทบาทครอบครัว ชุมชน ศาสนสถานให้เข้มแข็ง มีสัมพันธภาพที่ดี  ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทสื่อในการนําเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการสร้างกระแสให้เกิดการรับรู้และความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อวิชีวิตครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศ   

 

1.4 ขยายฐานและพัฒนาต่อยอดการมีส่วนร่วมของชุมชนและการเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ให้ชุมชนสามารถกําหนดตําแหน่งการพัฒนาชุมชน (Market positioning) ที่บ่งบอกจุดหมายปลายทางการพัฒนาตัวเองบนฐานของทุนที่มีอยู่ในชุมชน  

 

2. การสร้างพลังให้เกิดทุนทางสังคมที่เข้มแข็งเพื่อการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ตอบสนองความต้องการกําลังคนในอนาคต โดย เสริมสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เกื้อหนุนให้เกิดการพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์และทุนทางสังคมที่เข้มแข็งในทุกมิติที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว พร้อมทั้งทบทวนและปรับปรุงนโยบายกฎระเบียบ กฎหมาย รวมถึงวัฒนธรรมบางอย่างที่จะขัดขวางการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบวินัย อาทิ ระบบอุปถัมภ์ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคม

 

รายงานฉบับเต็ม

 

Advertisements

Read Full Post »

กฎหมายไทย กับ ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ: กรณีศึกษาระบบยุติธรรมทางอาญา

recommendare

บันทึก

จากการสัมมนาหัวข้อ  “กฎหมายไทย กับ ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ:  กรณีศึกษาระบบยุติธรรมทางอาญา”

 

การสัมมนาวิชาการประจำปี 2551

วันที่  29  –  30  พฤศจิกายน 2551

โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี

 

บรรยาย  โดย

ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
รองประธาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
คุณธราธร รัตนนฤมิตศร
นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
คุณทรงพล สงวนจิตร
นักวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

จัดโดย

มูลนิธิชัยพัฒนา 

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

บทสรุปมีดังนี้

 

กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยมีปัญหาหลายประการ ตั้งแต่ระบบการบริหารงานยุติธรรมที่ถูกวางโครงสร้างที่ไม่มีการบริหารในภาพรวม  ขาดทิศทางและความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงาน  บางองค์กรในระบบยุติธรรมมีโครงสร้างที่ใหญ่เกินไป ขาดการกระจายอํานาจ มีต้นทุนในงบประมาณแผ่นดินสูง   และมีปัญหาการนําคดีเข้าสู่ระบบยุติธรรมมากเกินควร ในขณะที่ระบบการกลั่นกรองคดียังไม่มีประสิทธิภาพ  การดําเนินคดีมีความล่าช้า         ปัญหาดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นปัญหาการจัดสรรทรัพยากรและการออกแบบระบบแรงจูงใจ    การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว จึงน่าจะให้มุมมองใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของระบบยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยได้บ้าง 

 

การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์โดยคณะผู้วิจัยพบว่า ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยมีอย่างน้อย  3  ประการคือ 

 

1. การใช้กระบวนการทางอาญาเป็นหลักในการระงับข้อพิพาท 

 

ระบบกฎหมายและระบบยุติธรรมของไทยให้น้ําหนักต่อการใช้กระบวนการทางอาญาเป็นหลักในการระงับข้อพิพาทมากเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น ดังจะเห็นได้จากการที่ 

 

• ประเทศไทยมีกฎหมายซึ่งมีบทลงโทษทางอาญามากกว่า 350 ฉบับ โดยส่วนหนึ่ง ครอบคลุมถึงข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อสังคมโดยตรงมากนัก  

 

• ในกรณีที่กฎหมายมีบทลงโทษทั้งในทางแพ่งและอาญา  เมื่อผู้เสียหายฟ้องทั้งในคดีแพ่ง และคดีอาญา  ศาลที่จะพิพากษาคดีส่วนแพ่งมักรอฟังผลของคดีส่วนอาญา ซึ่งทําให้การพิจารณาคดีทางอาญากลายเป็นกระบวนการหลัก  

• กฎหมายบางฉบับได้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อกํากับดูแลทางเศรษฐกิจ เช่น กฎหมายการแข่งขันทางการค่า และกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ แต่ในการออกแบบการบังคับใช้กฎหมายมักเน้นกระบวนการทางอาญาแทนกระบวนการทางปกครอง ซึ่งทําให้กระบวนการทางอาญากลายเป็นกระบวนการหลักในการกํากับดูแลทางเศรษฐกิจ  

 

การที่ระบบกฎหมายและระบบยุติธรรมของไทยใช้กระบวนการทางอาญาเป็นหลักในการระงับข้อพิพาทและแก้ไขปัญหาต่างๆ  มีผลกระทบทําให้ผู้เสียหายเลือกที่จะดําเนินคดีทางอาญามากเกินกว่าระดับที่เหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดส่วนบุคคล เพราะกระบวนการทางอาญาใช้ทรัพยากรของรัฐ  ซึ่งหมายความว่า ผู้เสียหายมีต้นทุนที่ต่ํากว่าการดําเนินการเองมาก  

 

การใช้กระบวนการทางอาญาเป็นหลักยังทําให้เกิดความยากลําบากในการดําเนินคดีเพื่อลงโทษผู้กระทําความผิด เนื่องจากการดําเนินคดีทางอาญาต้องการพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์จนสิ้นสงสัย  นอกจากนี้ คดีอาญายังมีต้นทุนที่ตกอยู่กับรัฐค่อนข้างสูง   จากการประมาณการเบื้องต้นโดยคณะผู้วิจัยพบว่า  ในกรณีที่ผู้เสียหายใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาทุกขั้นตอน  ต้นทุนทางสังคมเฉพาะที่ตกกับภาครัฐจะเท่ากับ 144,947 บาทต่อคดี ซึ่งสูงกว่าต้นทุนของคดีแพ่งที่ระดับ 6,576 บาทต่อคดี ถึงประมาณ 22 เท่า  

 

2. การกําหนดโทษปรับต่ําเกินกว่าระดับที่เหมาะสมมากจนแทบจะไม่มีผลในการป้องปรามการกระทําความผิด  

 

การที่โทษปรับถูกกําหนดให้อยู่ที่ต่ําเกินกว่าระดับที่เหมาะสมมากน่าจะมีสาเหตุต่างๆ ดังนี้

 

• การกําหนดโทษปรับสูงสุดในกฎหมายไม่ได้คํานึงถึงเงินเฟ้อ ทําให้โทษปรับที่แท้จริงเมื่อปรับด้วยเงินเฟ้อแล้วของกฎหมาย ที่บังคับใช้มาเป็นเวลานานมีค่าลดลงตามอัตราเงินเฟ้อ  เช่น ประมวลกฎหมายอาญา (พ.ศ. 2499) ควรได้รับการเพิ่มโทษปรับสูงสุดขึ้น 8 เท่า เพื่อให้มีค่าปรับที่แท้จริงเท่ากับค่าปรับในปีพ.ศ. 2499 เช่น โทษฐานลักทรัพย์ ควรเพิ่มค่าปรับจาก 6,000 บาทเป็น 48,142 บาท   โทษฐานทําร้ายร่างกายควรเพิ่มค่าปรับจาก 4,000 บาท เป็น 32,094 บาท  เป็นต้น หากไม่มีการเพิ่มค่าปรับ ค่าปรับที่แท้จริงตามกฎหมายจะลดลงมาก จนแทบจะไม่มีผลในการป้องปรามการกระทําความผิดเลย    

 

• การกําหนดโทษปรับในขั้นตอนนิติบัญญัติน่าจะไม่ได้พิจารณาถึงความน่าจะเป็น (probability) ในการดําเนินคดีเอาผิดกับผู้ฝ่าฝืน ซึ่งทําให้โทษปรับสูงสุดตามกฎหมายอยู่ ในระดับต่ํากว่าระดับเหมาะสม และไม่สามารถป้องปรามไม่ให้มีการละเมิดกฎหมายได้อย่างเพียงพอ   เช่น คดียักยอกและฉ้อโกงมีความน่าจะเป็นในการจับได้ไม่เกิน  0.15 และ 0.20 ตามลําดับ   

 

3. ศาลมักลงโทษผู้กระทําความผิดด้วยการจําคุก 

 

การศึกษาตัวอย่างคําพิพากษาของศาลฎีกาทั้งคดีความผิดที่เอกชนเป็นผู้เสียหาย และคดีความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย พบว่า ศาลมักจะลงโทษจําเลยด้วยการจําคุกเกือบทุกกรณีที่ศึกษา โดยจะลงโทษปรับก็ต่อเมื่อ ศาลตัดสินให้ลงโทษจําคุก แต่ให้รอการลงโทษ         การที่ศาลมักใช้การลงโทษด้วยการจําคุกแทนการปรับนั้น อาจมีสาเหตุมาจากการที่ศาลมีความเชื่อว่า การจําคุกน่าจะมีประสิทธิผลในการป้องปรามการฝ่าฝืนกฎหมายได้มากกว่าการปรับ  หรือการที่ศาลเห็นว่าโทษปรับสูงสุดตามกฎหมายนั้น น่าจะอยู่ในระดับที่ต่ําเกินไปจนไม่สามารถป้องปรามการฝ่าฝืนกฎหมายได้ จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการลงโทษด้วยการจําคุก    การเน้นลงโทษจําคุกส่งผลให้รัฐมีต้นทุนสูง และผู้ถูกพิพากษาจําคุกต้องสูญเสียเสรีภาพและสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพทั้งที่หลายกรณีกระทําความผิดนั้นไม่ได้มีลักษณะในเชิงอาชญากรรมร้ายแรง 

 

การออกแบบระบบยุติธรรมของประเทศไทยดังที่กล่าวมาข้างต้น มีผลทําให้ระบบราชการที่เกี่ยวข้องกับระบบยุติธรรมทางอาญามีขนาดใหญ่ และใช้ทรัพยากรมาก เช่น งบประมาณรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยสูงถึง 64,643 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2546 คิดเป็นร้อยละ  1.26 ของ GDP  ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนของประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ยกเว้นสหรัฐ    อย่างไรก็ตาม ระบบยุติธรรมทางอาญาของไทย ก็ยังไม่สามารถรองรับจํานวนคดีความทั้งหมดได้ดังจะเห็นได้ว่าจํานวน  คดีอาญาที่ค้างในศาลแต่ละปีมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเพิ่มขึ้นเป็น 116,075 คดีในปี 2549   ซึ่งมีผลทําให้กระบวนการทางศาลใช้เวลานานมากขึ้น    ในส่วนของจํานวนนักโทษ ในปี 2546  ประเทศไทยมีนักโทษในเรือนจํา 210,395 คน  หรือ 339 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน ซึ่งสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่  ยกเว้นสหรัฐ    

 

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวของระบบยุติธรรมของประเทศไทย คณะผู้วิจัยเห็นว่าควรมีการดําเนินการ ดังต่อไปนี้  

 

1. พิจารณาลดบทบัญญัติที่กําหนดโทษทางอาญาให้เหลือเท่าที่จําเป็น  

 

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่จัดตั้งขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ควรศึกษาและทบทวนว่าในบรรดากฎหมายซึ่งมีบทบัญญัติซึ่งมีบทลงโทษทาอาญามากถึงประมาณ 350 ฉบับนั้น  มีการลงโทษทางอาญาที่ไม่จําเป็นมากน้อยเพียงใด โดยควรทบทวนว่าการกระทําความผิดที่มีลักษณะเป็นความผิดส่วนบุคคลและไม่เข้าข่ายการกระทําความผิดต่อแผ่นดิน เช่น คดีที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาท คดีที่เกี่ยวข้องกับเช็ค หรือ  การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในบางรูปแบบ ยังสมควรมีบทกําหนดโทษทางอาญาหรือไม่

 

2. เพิ่มโทษปรับสูงสุดตามกฎหมายให้สูงขึ้น และพิจารณากําหนดกลไกในการเพิ่มโทษปรับสูงสุดอัตโนมัติตามดัชนีราคาผู้บริโภค  

 

ควรมีการสังคายนาการกําหนดโทษปรับของกฎหมายทั้งระบบ ให้สอดคล้องกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม  โดยมุ่งกําหนดให้สอดคล้องกับความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและพิจารณาถึงความน่าจะเป็นในการจับกุมผู้กระทําความผิดมาลงโทษประกอบด้วย    นอกจากนี้ เพื่อให้โทษปรับอยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา  หลังจากที่ได้เพิ่มโทษปรับให้อยู่ในระดับเหมาะสมตามข้อเสนอแนะข้างต้นแล้ว  ควรมีการวางกลไกในการกําหนดโทษปรับสูงสุดตามกฎหมายให้เพิ่มขึ้นตามดัชนีราคาผู้บริโภคโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจทําโดยการออกกฎหมายกลางว่าด้วยการกําหนดโทษปรับ  

 

3. การลดปริมาณคดีที่เข้าสู่ระบบยุติธรรม

 

ควรสร้างทางเลือกในการยุติข้อพิพาทโดยไม่นําคดีเข้าสู่ระบบยุติธรรม หรือมีการกลั่นกรองในขั้นตอนต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรม เช่น ในชั้นอัยการ ควรพิจารณาให้ความสําคัญยิ่งขึ้นต่อการเบี่ยงเบนคดี  การชะลอการฟ้อง และการคุมประพฤติ เพื่อลดปริมาณคดีที่เข้าสู่ระบบยุติธรรมที่มีปริมาณมากในแต่ละปี

 

รายงานฉบับเต็ม

Read Full Post »