Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์’

recommendare

สรุป

บทความเรื่อง “การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก :

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา”

 

 

โดย

ศาสตราจาร์ดร.จุมพต สายสุนทร

คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ความมีดังนี้

 

บทนำ

        เป็นที่น่าแปลกใจว่าทั้ง ๆ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตัวตั้งตัวตีจัดให้มีการประชุมกฎหมายทะเล ครั้งที่ 3 (The Third United Nations Conference on the Law of the Sea หรือ UNCLOS III) ขึ้นในปี ค.ศ. 1973 แต่สหรัฐอเมริกาเองกลับปฏิเสธ แม้กระทั่งจะลงนามในอนุสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea ซึ่งต่อไปจะขอเรียกว่า อนุสัญญาปี ค.ศ. 1982)2 ซึ่งเป็นผลของการประชุม UNCLOS III เปิดให้ประเทศต่าง ๆ ลงนามเมื่อเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1982 สหรัฐอเมริกาเพียงแต่ลงนามในกรรมสารสุดท้าย (Final Act)3 เท่านั้น และจนกระทั้งบัดนี้อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ก็ยังไม่มีผลใช้บังคับเนื่องจากยังไม่มีการให้สัตยาบัน หรือเข้าภาคยานุวัติครบ 60 ประเทศ ตามมาตรา 308 ของอนุสัญญาปี ค.ศ. 1982 ระบุไว้ เป็นที่น่าสังเกตว่านับแต่ อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ได้เปิดให้ประเทศต่าง ๆ ให้สัตยาบัน (ปี ค.ศ.1982) จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ก็เป็นเวลาร่วม 4 ปีเต็มแล้ว ยังไม่ปรากฏว่าจะมีการให้สัตยาบันครบ 60 ประเทศ จึงทำให้สงสัยว่าเพราะเหตุใดนานาประเทศจึงได้ลังเลใจที่จะให้สัตยาบันแก่ อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 นี้ ซึ่งถือกันว่าเป็นอนุสัญญาที่ครอบคลุมเรื่องทุก ๆ เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายทะเลไว้ เหตุผลประการสำคัญที่ทำให้นานาประเทศลังเลใจที่จะให้สัตยาบัน น่าจะเป็นผลมาจากการที่ มาตรา 309 แห่งอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 นี้ที่ห้ามมิให้มีการตั้งข้อสงวน (reservation) ในการให้สัตยาบันอนุสัญญา เว้นแต่ตามที่บทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้อนุญาตไว้เท่านั้น ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่ามาตรา 309 ได้วางมาตรการป้องกันไม่ให้รัฐต่าง ๆ เลือกที่จะผูกพันตามบทบัญญัติของอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ในส่วนที่จะเป็นประโยชน์แก่ตน และตั้งข้อสงวนในส่วนที่ตนจะเสียประโยชน์ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ก็จะไม่มีความหมายอันใด จากข้อห้ามของมาตรา 309 นี้เอง นานาประเทศจึงลังเลใจที่จะให้สัตยาบัน เพราะปรากฏว่ามีบทบัญญัติของอนุสัญญานี้หลายส่วนที่ขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ประเทศต่าง ๆ จึงต้องชั่งน้ำหนักส่วนได้เสียที่ตนจะได้จากการให้สัตยาบันดังกล่าว

 

        ในส่วนของประเทศที่ถือว่าบทบัญญัติแห่งอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของตนอย่างมาก และมีท่าทีอันแข็งกร้าวต่ออนุสัญญานี้ คือประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ผลักดันให้มีการประชุมกฎหมายทะเล ครั้งที่ 3 นั่นเอง บทบัญญัติของอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ที่สหรัฐอเมริกาถือว่าขัดกับประโยชน์ของตนมากที่สุดคือ บทบัญญัติในส่วนที่ 11 ว่าด้วยการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก (Deep Seabed Mining) ถึงแม้จะมีบทบัญญัติของอนุสัญญาในส่วนอื่นทีสหรัฐอเมริกาไม่เห็นด้วยก็ตาม อาทิเช่น บทบัญญัติว่าด้วยการจับปลาที่มีธรรมชาติของการย้ายถิ่นสูง (highly migratory species)4 หรือบทบัญญัติว่าด้วยการใช้สิทธิผ่านแดน (ชั่วคราว) (transit passage)5 สหรัฐอเมริกาเองยังเห็นว่า ความขัดแย้งในสองส่วนนี้ยังพอประนีประนอมได้ แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกแล้ว สหรัฐอเมริกาจะไม่ยอมเป็นอันขาด เว้นแต่จะมีการแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติในส่วนนี้เสียใหม่ ซึ่งก็ย่อมจะขัดกับผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ผลักดันให้มีบทบัญญัติดังกล่าวในอนุสัญญาปี ค.ศ. 1982

 

        บทบัญญัติว่าด้วยการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกในอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 นั้นเกิดจากการผลักดันของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่รู้จักกันในนามของกลุ่ม 77 ซึ่งพยายามนำความคิดเกี่ยวกับ “ระเบียบเศรษฐกิจระหวางประเทศแนวใหม่” (New International Economic Order) เข้ามาปรับใช้กับกฎหมายทะเลโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ทะเลลึก หัวใจสำคัญของระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่ก็คือ การให้ทุกประเทศในโลกได้รับการจัดสรรทรัพยากร และมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีโดยทัดเทียมกัน โดยประเทศที่พัฒนาแล้วต้องช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนาทั้งในด้านทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศด้อยพัฒนาสามารถพัฒนาระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของตนให้ทัดเทียมกับนานาประเทศได้

 

        แนวความคิดเรื่องระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่ได้ถูกนำมาใช้กับบทบัญญัติว่าด้วย การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกของอนุสัญญา ดังจะเห็นได้จากมาตรา 136 ของอนุสัญญาซึ่งบัญญัติไว้มีใจความว่า พื้นทะเลตลอดทั้งทรัพยากรที่ได้จากพื้นทะเลนั้นให้ถือเป็นมรดกร่วมกันของมนุษยชาติ (common heritage of mankind) การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดังกล่าว จึงต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนทุกคน แม้สหรัฐอเมริกาจะยอมรับความคิดในเรื่องสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติก็ตาม แต่สหรัฐอเมริกายังยืนยันว่า ทรัพยากรใต้ทะเลเป็นทรัพย์ไม่มีเจ้าของ (Resnullius) ใครสามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้ก่อนก็ย่อมมีสิทธิในทรัพย์นั้น และนี่คือที่มาแห่งความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาซึ่งคัดค้านอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งสนับสนุน อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 วัตถุประสงค์ของบทความนี้จึงมุ่งเสนอให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายนี้ ทั้งในด้านทฤษฎีความคิดและในทางปฏิบัติ ในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกว่ามีประการใดบ้าง โดยจะเริ่มจากความสำคัญของการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก ต่อจากนั้นจะได้กล่าวถึงจุดยืนและทฤษฎีความคิดของแต่ละฝ่าย ความขัดแย้งประการอื่นในทางปฏิบัติ ทางออกของแต่ละฝ่าย และบทสรุปที่จะประเมินถึงความเป็นไปได้ในอนาคตเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

 

ความสำคัญของแร่ในท้องทะเลลึก

        สินแร่ในท้องทะเลบึกที่กล่าวถึงนี้จะรวมตัวกันเป็นก้อนมีลักษณะคล้ายมันฝรั่ง (nodule) และจะมีส่วนผสมของแร่ต่าง ๆ แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสถานที่7 ก้อนแร่เหล่านี้จะอยู่กระจัดกระจายทั่วไปในระดับความลึกประมาณ 3 ไมล์8 และมีการประเมินกันว่ามีปริมาณก้อนแร่นี้ถึง 22 พันล้านตัน ซึ่งก้อนแร่แต่ละก้อนจะมีส่วนผสมของแร่ที่สำคัญคือ ทองแดง นิกเกิล โคบอล และแมงกานีส9 ปัจจุบันมีผู้ดำเนินกิจการเกี่ยวกับเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกถึง 9 กลุ่ม10 ในจำนวนทั้งหมด 9 กลุ่มนี้ 4 กลุ่มเป็นพวกบรรษัทข้ามชาติ11 อีกสองกลุ่มเป็นวิสาหกิจของฝรั่งเศสและญี่ปุ่น และอีกสามกลุ่มที่เหลือเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของสหภาพโซเวียต อินเดีย และจีน

 

        แร่ทองแดง นิกเกิล โคบอล และแมงกานีส ที่จะได้จากการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกนั้นมีความสำคัญต่อประเทศอุตสาหกรรมอย่างสหรัฐอเมริกามาก เนื่องจากเป็นแร่ที่จำเป็นในการทำเครื่องจักรกลหรือเครื่องบิน หรืออุตสาหกรรมถลุงเหล็ก ตัวอย่างเช่น แมงกานีสนำไปใช้ในอุตสาหกรรมถลุงเหล็ก โคบอลนำไปใช้ในการทำเครื่องจักรกลที่ใช้ในทางอุตสาหกรรมหรือทำเป็นโลหะผสมที่ทนความร้อนสูง เพื่อนำไปใช้กับเครื่องยนต์เจท ส่วนนิกเกิลนั้นก็นำไปใช้เป็นโลหะผสมป้องกันการผุกร่อน เหตุที่แร่ธาตุเหล่านี้มีความสำคัญต่อสหรัฐอเมริกามาก จะเห็นได้จากการที่สหรัฐอเมริกาต้องสั่งแร่เหล่านี้เข้าประเทศปีละมาก ๆ และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้สั่งแร่เหล่านี้เป็นสินค้าเข้ามีจำนวนสูง อาทิเช่น โคบอล สั่งเข้าถึง 98% ส่วนใหญ่สั่งจากประเทศ Zaire แมงกานีสสั่งเข้าถึง 97% จากกาบองและอาฟริกาใต้ และสั่งนิกเกิลเข้าถึง 73% ส่วนใหญ่จากประเทศคานาดา13 เมื่อเป็นเช่นนี้หากสหรัฐอเมริกาสามารถทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกได้เอง ก็จะช่วยลดการนำเข้าได้เป็นจำนวนมหาศาล อีกทั้งจะสร้างความมั่นคงในทางยุทธศาสตร์ให้กับสหรัฐอเมริกาด้วย เนื่องจากไม่ต้องพึ่งพาแร่ดังกล่าวจากต่างประเทศ ซึ่งความผันผวนทางการเมืองระหว่างประเทศอาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอน สำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้น หากได้มีการจัดสรรทรัพยากรใต้ทะเลให้กับประเทศของตน ตามบทบัญญัติของอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกแล้ว นอกจากจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศของตนแล้ว ยังสามารถเปิดโอกาสให้ประเทศของตนนำแร่ดังกล่าวมาใช้พัฒนาอุตสาหกรรมของตนได้อีกด้วย

 

การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกเป็นการใช้เสรีภาพแห่งท้องทะเลหลวง  : จุดยืนของสหรัฐอเมริกา

        จุดยืนประการสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกาปฏิเสธที่จะให้สัตยาบันต่ออนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 คือหลักการใช้เสรีภาพแห่งท้องทะเลหลวง (freedom of the high seas) ดังที่ปรากฏในอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยทะเลหลวง ปี ค.ศ. 195814 ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นภาคี สหรัฐอเมริกาอ้างว่า หากจะพิจารณาจากต้นร่างของอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1958 ในรายงานของคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law Commission) แล้วจะเห็นได้ว่า มาตรา 2 แห่งอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยทะเลหลวง ปี ค.ศ. 1958 เพียงแต่ให้ตัวอย่างของการกระทำที่ถือว่ารัฐมีเสรีภาพที่จะทำได้ในท้องทะเลหลวงไว้เพียง 4 ประการเท่านั้น คือ เสรีภาพในการเดินเรือ (navigation) เสรีภาพในการจับปลา เสรีภาพในการวางสายเคเบิลใต้ทะเลและการวางท่อใต้น้ำ (pipeline) และเสรีภาพในการบินเหรือทะเลหลวง (overflight) เสรีภาพทั้ง 4 ประการนี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น หาได้จำกัดไว้แต่เพียง 4 ประการเท่านั้นไม่ ทั้งนี้ดังจะเห็นได้จากตัวบทมาตรา 2 แห่งอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1958 เองที่ใช้คำว่า “inter alia” ซึ่งหมายความถึง อาจจะมีเสรีภาพอย่างอื่น ๆ อีกก็ได้ที่เป็นการใช้เสรีภาพโดยชอบด้วยกฎหมาย15 ดังนั้นสหรัฐอเมริกาจึงถือว่าการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกซึ่งเป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเลหลวงมาใช้เป็นการใช้เสรีภาพในท้องทะเลหลวงอันชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นสหรัฐอเมริกาเองยังถือต่อไปอีกว่า ทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเลหลวงเป็นทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของ ดังนั้นใครก็ตามที่สามารถครอบครองทรัพย์นั้นได้ก่อน ก็ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นตามหลักผู้มาก่อน (The first taker) อย่างไรก็ตาม การใช้เสรีภาพดังกล่าวก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อจำกัด เพราะในมาตรา 2 ของอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1958 เองได้ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า การใช้เสรีภาพดังกล่าวรัฐผู้ใช้จำต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศอื่น ๆ ด้วย ซึ่งนอกจากจะหมายถึงการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกนั้นต้องไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพในการเดินเรือ เสรีภาพในการจับปลา และเสรีภาพอื่น ๆ แล้วรัฐผู้ใช้จะต้องพยายามหลีกเลี่ยงมิให้เกิดข้อพิพาท หรือระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยสันติวิธี นักวิชาการของสหรัฐอเมริกาบางท่านกลับมองไปถึงว่า เสรีภาพแห่งท้องทะเลหลวงนี้ก่อให้เกิดหน้าที่ต่อรัฐผู้ใช้ในอันที่จะตกลงกันให้มีการระงับข้อพิพาท อันจะเกิดจากการใช้ทะเลหลวง16 และด้วยความเห็นนี้เองที่ทำให้สหรัฐอเมริกาได้เจรจาตกลงกับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมในยุโรปอีก 3 ประเทศคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยรมันตะวันตก เพื่อกำหนดข้อตกลงระงับข้อพิพาทอันจะเกิดจากการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก (Agreement Concerning Interim Arrangements Relating to Polymetallic Nodules of the Deep Seabed)17

 

        อย่างไรก็ตามจุดยืนของสหรัฐอเมริกานี้ยังไม่เป็นที่พอใจของกลุ่มเอกชนอเมริกัน ที่ต้องการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มเอกชนดังกล่าว ต้องการให้รัฐบาลสหรัฐให้ความคุ้มครองตนมากกว่าที่เป็นอยู่ แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐจะยืนยันว่า เอกชนมีเสรีภาพที่จะทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกได้ก็ตาม18 กลุ่มเอกชนยังเกรงว่า ตนจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา หากเกิดความเสียหายขึ้น เนื่องจากการแทรกแซงของ International Seabed Authority ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นตาม อนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982

 

ทรัพยากรใต้ทะเลเป็นสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ : ข้อต่อสู้ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

        จุดยืนของสหรัฐอเมริกาดังกล่าวข้างต้น ถูกคัดค้านตลอดเวลาจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ดังต่อไปนี้

 

        1) กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาถือว่าอนุสัญญาว่าด้วยท้องทะเลหลวง ปี ค.ศ. 1958 ไม่สามารถนำมาปรับใช้กับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกได้ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอ้างว่า การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกนั้นไม่สอดคล้องกับหลักเสรีภาพในท้องทะเลหลวง เนื่องจากลักษณะของสินแร่ที่พบใต้ทะเลนั้นถือเป็นทรัพยากรประเภทที่ไม่อาจหมุนเวียนได้ (exhaustible resources)19 และเนื่องจากการก่อตัวของก้อนแร่ เป็นไปในอัตราช้ามาก การที่ประเทศอุตสาหกรรมใช้ทรัพยากรดังกล่าวในขณะนี้ หรือในอนาคตอันใกล้นี้ถือได้ว่าเป็นการตัดโอกาสของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ยังขาดเทคโนโลยีในการที่จะนำทรัพยากรมาใช้ต่อไป20 นอกจากนี้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนายังถือว่า บรรดาประเทศที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยทะเลหลวงปี ค.ศ. 1958 มีเพียง 40 ประเทศเท่านั้น และนับแต่นั้นเป็นต้นมาจำนวนของรัฐต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้น จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าหลักกฎหมายที่ประเทศเพียง 40 ประเทศให้สัตยาบันนั้นจะเป็นหลักกฎหมายที่สะท้อนความต้องการของประชาคมระหว่างประเทศในปัจจุบัน21

 

        2) กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาถือว่า ท้องทะเลลึกและทรัพยากรในท้องทะเลลึกเป็นสมบัติของทุกคน (res communis) และถือเป็นมรดกร่วมกันของมนุษยชาติ ดังปรากฏในมาตรา 136 แห่งอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 ดังนั้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเลต้องเป็นไปเพื่อทุกคน ผู้ใดหรือรัฐใดจะยึดถือครอบครองหรือใช้อำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรดังกล่าวมิได้ ทั้งนี้ การใช้ทรัพยากรดังกล่าวจะทำได้ก็แต่โดยอาศัย International Seabed Authority ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของมนุษยชาติเท่านั้น (มาตรา 137 ของอนุสัญญา) และสำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาแล้วหลักการที่ว่าด้วยทรัพย์สมบัติร่วมกันของมนุษยชาตินี้ ยังหมายความรวมถึงการที่รัฐทุกรัฐมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรนี้ด้วย22 กลุ่มประเทศกำลังพัฒนายังอ้างต่อไปอีกด้วยว่า อนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 เป็นอนุสัญญาที่ได้รวบรวมเอาจารีตประเพณีระหว่างประเทศไว้ ซึ่งถึงแม้จะไม่ผูกพันประเทศอื่นในฐานะอนุสัญญาก็อาจผูกพันประเทศอื่น ๆ ในฐานะจารีตประเพณีระหว่างประเทศ23

 

ข้อโต้แย้งประการอื่นระหว่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

        นอกจากความขัดแย้งในทางทฤษฎีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ความขัดแย้งทางเทคนิคประการอื่น ๆ อาจสรุปได้ดังนี้

 

        1) สหรัฐอเมริกาถือว่าผู้ที่จะทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกควรจะมีสิทธิเลือกสถานที่ที่ตนต้องการขุด โดยให้มีการควบคุมน้อยที่สุด กลุ่มประเทศกำลังพัฒนากลับเห็นว่า การเลือกสถานที่ที่จะทำเหมืองนั้น ควรจะมีการควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ โดยให้หน่วยงานที่เรียกว่า International Seabed Authorsty (ISA) ซึ่งตั้งขึ้นตามอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 เป็นผู้ควบคุมดูแล นอกจากนี้ผู้ลงทุนบุกเบิก (pioneer investor) ควรจะจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีเพื่อเป็นการบำรุง ISA ด้วย

 

        2) สหรัฐอเมริกาเห็นว่า การลงทุนทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกนั้นต้องใช้ทุนมหาศาล ไม่ต่ำกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ต่อ 1 แหล่งเป็นอย่างต่ำ ดังนั้นผู้ลงทุนบุกเบิกควรจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มทุนรวมทั้งดอกเบี้ยที่เสียไปและให้มีกำไรตามสมควร กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่า ผลกำไรทั้งหลายที่ได้จากการลงทุนบุกเบิกควรจะมีการหักภาษีโดย ISA และนำภาษีที่หักได้ไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่ด้อยพัมนาที่สุดต่อไป

 

        3) สหรัฐอเมริกาเห็นว่า การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกนั้น นอกจากจะใช้ทุนมหาศาลแล้ว ยังจะต้องทำการค้นคว้าวิจัยและนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ ดังนั้นจึงควรจะมีการคุ้มครองผู้ที่ทำการค้นคว้าวิจัยหรือผู้ที่คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่า The Enterprise (มาตรา 153 (2) (a) ของอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982) ซึ่งจะเป็นหน่วยงานทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกให้กับ ISA ควรจะมีโอกาสที่จะได้รับการถ่ายทอดทางเทคโนโลยีจากกลุ่มผู้ทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกของประเทศอุตสาหกรรม ภายใต้เงื่อนไขและค่าตอบแทนอันสมควรตลอดจนได้รับการอำนวยความสะดวกในการนำเทคโนโลยีนั้นมาใช้ด้วย

 

        4) เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นผู้อุปโภครายใหญ่ของแร่ธาตุที่จะได้จากการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก (ทองแดง แมงกานีส นิกเกิล โคบอล) สหรัฐอเมริกาจึงขอเป็นผู้อุปโภครายใหญ่ของแร่ที่จะได้จากการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกนั้น กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่า การปล่อยให้ประเทศอุตสาหกรรมอุปโภคสินแร่ที่ได้จากพื้นทะเลทั้งหมดโดยไม่มีการจำกัดปริมาณ จะเป็นการกระทบกระเทือนต่อประเทศผู้ผลิตแร่ดังกล่าวบนภาคพื้นดินซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั่นเอง ดังนั้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจึงเสนอให้มีการจำกัดปริมาณการใช้การผลิต ทั้งนี้เพื่อมิให้กระเทือนถึงราคาแร่ของประเทศผู้ผลิตบนภาคพื้นดิน

 

        5) เนื่องจากบุคลากรที่จะปฏิบัติงานในการลงทุนบุกเบิกนั้น เป็นบุคลากรจากบริษัทในสหรัฐอเมริกาหรือบริษัทที่นำโดยสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่า บุคลากรจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาควรได้รับการฝึกให้มีความสามารถทัดเทียมกับบุคลากรจากประเทศที่พัฒนาแล้ว

 

        6) เนื่องจากทุนในการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกส่วนใหญ่จะมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมในยุโรป และญี่ปุ่น กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่า ควรมีการรวมทุนจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาบางกลุ่ม เช่น OPEC ด้วย

 

        7) สหรัฐอเมริกาเห็นว่า ตนเองสามารถทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกได้โดยไม่ต้องให้สัตยาบันแก่อนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 ทั้งนี้โดยอาศัยกฎหมายภายในของตน คือ Deep Seabed Hard Mineral Resources Act (DSHMRA)24 ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1980 ตามกฎหมายฉบับนี้การลงทุนทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกจะเริ่มทำได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี ค.ศ. 1988 เป็นต้นไป ส่วนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาถือว่า การกระทำของสหรัฐอเมริกานี้จะขัดกับอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 โดยอ้างว่าอนุสัญญาดังกล่าวเป็นการรวบรวมจารีตประเพณีระหว่างประเทศไว้25

 

การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกนอกกรอบของอนุสัญญาปี ค.ศ. 1982 : ทางออกของสหรัฐอเมริกา

        ในเมื่อสหรัฐอเมริกายังยืนยันตามหลักเรื่องเสรีภาพแห่งท้องทะเลหลวงตามที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญาว่าด้วย ท้องทะเลหลวง ปี ค.ศ. 1958 สหรัฐอเมริกาจึงอ้างว่า ตนสามารถจะทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกได้ โดยจะผูกพันก็แต่เพียงจารีตประเพณีระหว่างประเทศหรือสนธิสัญญา (ถ้ามี) เกี่ยวกับการใช้เสรีภาพในท้องทะเลหลวงเท่านั้น และในขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาก็ปฏิเสธและคัดค้านหลักเกณฑ์การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก ที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 ทั้งนี้เพราะถึงแม้ว่าหลักเกณฑ์การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกในอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 ดังกล่าวจะกลายเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศขึ้นมาจริงดังที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนากล่าวอ้าง สหรัฐอเมริกาก็มิจำต้องผูกพันตามกฎหมายจารีตประเพณีนั้น เมื่อสหรัฐอเมริกาได้คัดค้านจารีตประเพณีระหว่างประเทศนั้นอย่างต่อเนื่อง สหรัฐอเมริกาอ้างว่า การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกของตนตามหลักเสรีภาพแห่งท้องทะเลหลวงนั้น ถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่ออยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ต่อไปนี้

 

1.หลักว่าด้วยความเหมาะสมในการใช้เสรีภาพ (reasonableness) 

        หลักนี้ได้ระบุไว้ชัดแจ้งในตัวบทแห่งมาตรา 2 ของอนุสัญญาว่าด้วยท้องทะเลหลวง ปี ค.ศ. 1958 นั่นเองที่บัญญัติไว้มีใจความว่า การใช้เสรีภาพในท้องทะเลหลวงนั้นจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมที่จะไม่ให้กระทบกระทั่งถึงการใช้เสรีภาพของรัฐอื่น เช่น เสรีภาพในการเดินเรือหรือจับปลาของรัฐอื่น หลักเรื่องความเหมาะสมในการใช้เสรีภาพนี้เป็นหลักที่ยอมรับกันทั่วไปในกฎหมายระหว่างประเทศ26 ดังนั้น การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกของสหรัฐอเมริกาหากได้ทำไปโดยคำนึงถึงหลักความเหมาะสม คือไม่เป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพในการเดินเรือ ในการจับปลา หรือการวางสายเคเบิล หรือสายท่อของรัฐอื่น ๆ แล้วก็ย่อมเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ

 

 2. หลักเรื่องการงดเว้นไม่ใช้อำนาจอธิปไตย (non – sovereignty)

        หลักนี้ได้ถูกนำมาบัญญัติไว้ในอนุสัญญา ค.ศ. 1982 ด้วย (มาตรา 137 (1)) ซึ่งสหรัฐอเมริกาเองก็มิได้ปฏิเสธหลักนี้แต่ประการใด ดังจะเห็นได้จากนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่ปฏิเสธข้อเสนอของบริษัท Deepsea Ventures Inc. ที่จะขอเข้าครอบครองแหล่งทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกในมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อปี ค.ศ. 197427 ดังนั้นตราบใดที่สหรัฐอเมริกามิได้ใช้อำนาจอธิปไตยเหนือแหล่งเหมืองแร่แล้ว ย่อมถือเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ

 

3. หลักว่าด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์ (revenue sharing) 

        หลักว่าด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์นี้ก่อให้เกิดปัญญาตีความ กล่าวคือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ตีความหลักนี้อย่างกว้าง โดยนอกจากให้รวมถึงการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกโดยตรง (ในรูปของตัวเงิน) แล้ว ยังรวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี และรวมถึงการมีส่วนรวมของประเทศกำลังพัฒนาในการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกด้วย แต่สหรัฐอเมริกาเองตีความหลักนี้อย่างแคบให้หมายความถึงการแบ่งสรรผลประโยชน์ที่ได้จากการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกโดยตรง ในรูปของกองทุน (trust fund) เท่านั้น สหรัฐอเมริกาเห็นว่าตนไม่มีหน้าที่อื่นใด นอกเหนือจากนั้น เพราะตาม DSHMRA นั้น สหรัฐอเมริกาได้จัดให้มีการตั้งกองทุนขึ้นโดยการเก็บภาษีในอัตรา 3.75% จากผู้ที่ลงทุนทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก28 และสหรัฐอเมริกาเองมีความปรารถนาที่จะจัดสรรกองทุนดังกล่าวให้กับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับความคิดเรื่องสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ หากว่าสหรัฐอเมริกาให้สัตยาบันแก่อนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 และจากเจตนานี้เองที่สหรัฐอเมริกาถือว่าตนได้ปฏิบัติ หรือพร้อมที่จะปฏิบัติตามหลักว่าด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์แล้ว

 

        สหรัฐอเมริกาเห็นว่าหากตนได้ปฏิบัติตามหลักทั้งสามประการโดยเคร่งครัดแล้ว การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกของตนย่อมถือว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ ถึงแม้ตนจะมิได้ให้สัตยาบันอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 ก็ตาม ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงเตรียมการที่จะทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกโดยอาศัยวิธีการสองวิธี คือ


 1.ทำข้อตกลงต่างตอบแทนกับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมในยุโรปหรือประเทศอุตสาหกรรมอื่น (Reciprocating State Agreements) 

        ภายใต้บทบัญญัติของ DSHMRA สหรัฐอเมริกาอาจดำเนินการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก โดยร่วมมือกับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันตะวันตก ซึ่งจะมีกฎหมายภายในทำนองเดียวกัน DSHMRA ของสหรัฐอเมริกา และภายใต้ข้อตกลงต่างตอบแทนนี้ประเทศภาคีจะรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ลงทุนของประเทศภาคีอื่น เสมือนหนึ่งเป็นผู้ลงทุนของตน และเป็นที่คาดหมายว่า สหรัฐอเมริกาจะทำข้อตกลงต่างตอบแทนนี้กับประเทศอุตสาหกรรมอื่นในอนาคตอันใกล้นี้ แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 ได้ห้ามรัฐภาคีมิให้ยอมรับข้อเรียกร้องหรือทำการขุดใช้ทรัพยากรใต้ทะเล โดยวิธีอื่นใดนอกจากวิธีที่อนุญาตไว้ตามอนุสัญญาเท่านั้น (มาตรา 137) ซึ่งวิธีที่อนุสัญญาอนุญาตไว้คือการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกต้องผ่าน ISA เท่านั้น ดังนั้นรัฐที่จะทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกจะเป็นภาคีของข้อตกลงต่างตอบแทนและเป็นภาคีของ อนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 ในขณะเดียวกันมิได้

 

2.ทำสนธิสัญญาย่อย (mini treaty)

        การทำสนธิสัญญาย่อยก็มีหลักเกณฑ์ทำนองเดียวกับการทำข้อตกลงต่างตอบแทน แต่การทำสนธิสัญญาย่อยอาจจะไม่ต้องทำอย่างรัดกุมเหมือนข้อตกลงต่างตอบแทน เช่น กฎหมายภายในของภาคีของสนธิสัญญาย่อยอาจแตกต่างกันบ้าง แต่ตัวสนธิสัญญาย่อยเองจะเป็นตัวกำหนดถึงการรับรองและคุ้มครองผู้ทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก และก็เช่นเดียวกับกรณีของข้อตกลงต่างตอบแทนคือ รัฐจะเป็นภาคีของอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 และสนธิสัญญาย่อยในขณะเดียวกันมิได้ ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 137 ของอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982

 

        ส่วนทางออกของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้นคงมีเพียงว่า จะทำอย่างไรจึงจะให้อนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 มีผลใช้บังคับเพราะเมื่อใดที่อนุสัญญาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ISA ก็จะสามารถทำหน้าที่ควบคุมดูแลเรื่องการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกได้ โดยจะมีหน่วยงานที่เรียกว่า Enterprise (มาตรา 153 (2) (a) ) ทำหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก แต่ถึงแม้อนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 จะมีผลใช้บังคับแล้วก็ตาม ปัญหาของ ISA ก็มิใช่ว่าจะหมดไป เพราะ ISA อาจจะต้องประสบกับปัญหาเรื่องทุนที่จะใช้ในการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก ตลอดทั้งเทคโนโลยีในการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกด้วย

 

บทสรุป

        จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่เป็นที่ยุติว่า บทบัญญัติในอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเลแนวใหม่ ปี ค.ศ. 1982 เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกนั้นได้กลายเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศดังที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้อ้างไว้ ถึงแม้จะมีการสนับสนุนจากบางฝ่าย ให้ถือว่า บทบัญญัติดังกล่าวได้กลายเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศแล้วก็ตาม31 สำหรับสหรัฐอเมริกานั้นไม่ถือว่าบทบัญญัติว่าด้วยการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ32 ดังนั้นเมื่อสหรัฐอเมริกามิได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาปี ค.ศ. 1982 สหรัฐอเมริกาจึงไม่ต้องผูกพันตามอนุสัญญาดังกล่าว สิ่งใดที่สหรัฐอเมริกาทำลงเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก หากว่าสอดคล้องกับหลักทั้ง 3 ประการข้างต้นตามหลักเรื่องเสรีภาพแห่งท้องทะเลหลวงแล้ว ย่อมถือเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น คำกล่าวของ Tommy Koh แห่งสิงคโปร์ซึ่งเป็นประธานของการประชุมกฎหมายทะเล ครั้งที่ 3 (UNCLOS III) ที่ว่า สหรัฐอเมริกาอาจถูกฟ้องต่อศาลโลก (International Court of Justice หรือ ICJ) หากว่าสหรัฐอเมริกาได้ทำการใด ๆ อันเป็นการขัดต่อบทว่าด้วยการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก แห่งอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 ดูออกจะเลื่อนลอยไป

 

        ตามมาตรา 96 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ สมัชชาใหญ่สหประชาชาติอาจร้องขอ “ความเห็น” (advisory opinion) จากศาลโลกในปัญหา “ข้อกฎหมาย” อันเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก โดยพลการของสหรัฐอเมริกาใต้ แต่อย่างไรก็ตามนอกจากประเด็นว่า การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกโดยพลการของสหรัฐอเมริกาเป็นปัญหา “ข้อกฎหมาย” หรือไม่แล้ว การที่ศาลโลกเข้าไปก้าวก่ายในกรณีที่ยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่า เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่แล้ว กลับจะเป็นผลเสียต่อภาพพจน์ของศาลเอง และอาจจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ อันจะเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการเจรจาของทั้งสองฝ่าย เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้นในแง่ของกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว “ความเห็น” ของศาลโลกไม่ผูกพันสหรัฐอเมริกาเพราะเป็นเรื่องของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติกับศาลโลกเท่านั้น ยิ่งในกรณีที่จะฟ้องสหรัฐอเมริกาเป็นจำเลยต่อศาลโลกยิ่งดูห่างไกล เพราะตามธรรมนูญศาลโลกแล้ว ศาลจะมีเขตอำนาจเหนือคดีก็ต่อเมื่อประเทศนั้น ๆ ได้ยอมอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาล (มาตรา 36 ของธรรมนูญศาลโลก) และเป็นไปได้ยากที่สหรัฐอเมริกาจะยอมอยู่ใต้อำนาจศาล เพราะการกระทำเช่นนั้นอาจเท่ากับเป็นการยอมรับว่า สหรัฐอเมริกาได้ละเมิดบทบัญญัติว่าด้วย การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกแห่งอนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 จริง ในเมื่อขณะนี้ทั้งสองฝ่าย (สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา) ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ปัญหาที่ตามมาก็คือ อาจเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับการกำหนดเขตทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก ซึ่งซ้อนกันระหว่างสหรัฐอเมริกา และ ISA ซึ่งต้องอาศัยการเจรจาตกลงกันต่อไป

 

        ความเป็นไปได้สำหรับสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมในยุโรปในอันที่จะทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกในเชิงพาณิชย์นั้นมีมาก เ พราะประเทศเหล่านี้พร้อมทั้งด้านทุนและเทคโนโลยี ส่วนกลุ่มที่สนับสนุนอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเลแนวใหม่นั้น มีกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเป็นส่วนใหญ่และมีกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่น้อย ความเป็นไปได้ในการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกจึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างกลุ่มกำลังพัฒนา และกลุ่มที่พัฒนาแล้ว ลำพังแต่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาถึงแม้จะหาทุนได้แต่ก็ขาดเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญ จึงต้องอาศัยสิ่งสองสิ่งนี้จากกลุ่มที่พัฒนาแล้ว จากทั้งสองกลุ่มนี้ร่วมมือกันจึงสำเร็จ โอกาสที่จะผลักดันให้อนุสัญญาปี ค.ศ. 1982 มีผลใช้บังคับก็เป็นไปได้ แต่ถ้าหากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วถอนตัวจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือเข้าร่วมกับฝ่ายสหรัฐอเมริกา ความพยายามของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่จะวางระเบียบการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกก็จะกลายเป็นหมันไป ความใผ่ฝันที่จะทำให้เกิดระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่ ก็คงถูกทำลายไปด้วย และถึงแม้ว่ากลุ่มของประเทศสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะมีความสามารถที่จะทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกได้ก็ตาม ปํญหาความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายนี้ก็จะมีอยู่ต่อไป หรืออาจเพิ่มมากขึ้นก็เป็นได้ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับการแข่งขันราคาของแร่ที่ผลิตบนภาคพื้นดินและที่ได้จากใต้ทะเล ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของนานาประเทศและของโลกด้วย

 

        ความน่าจะเป็นจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก ที่เป็นที่ยอมรับของทั้งกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ ISA ยังอยู่ในระหว่างการก่อตั้งโดย “คณะกรรมาธิการเตรียมการ” (Preparatory Committee) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Prep Com33 ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่คณะกรรมาธิการเตรียมการนี้จะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและสหรัฐอเมริกา ถึงแม้สหรัฐอเมริกาจะอยู่ในฐานะเพียงผู้สังเกตการณ์ในคณะกรรมาธิการนี้ สหรัฐอเมริกาก็สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ เว้นแต่การออกเสียงลงมติเท่านั้น และหากว่าทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อยุติในเรื่องการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกได้ ก็จะเป็นที่น่ายินดีว่าโอกาสที่อนุสัญญา ปี ค.ศ. 1982 จะมีผลบังคับก็มีทางเป็นไปได้ และเป็นการสมประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายสหรัฐอเมริกาเองและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการให้มีกฎหมายทะเลที่ทุกฝ่ายยอมรับ

 

Read Full Post »

 

recommendare

 

บทความเรื่อง  งบประมาณเพิ่มเติมปี 2552 ใครว่าไม่น่าห่วง?

 

โดย

ศาสตราจารย์ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ 

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตีพิมพ์  25  กุมภาพันธ์  2552

 

ความมีดังนี้

 

งบประมาณเพิ่มเติม หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า งบประมาณกลางปี เสนอโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว (เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2552) ขั้นตอนที่เหลือคือ การประกาศเป็นกฎหมายและการเบิกจ่ายงบประมาณออกจากคลังแผ่นดิน

 

กว่าเม็ดเงินจะผ่านส่วนราชการลงไปในระบบเศรษฐกิจก็คงหลังเดือนเมษายนเป็นต้นไป 

 

สื่อมวลชนและคนทั่วไปอาจจะมองว่า “ผ่านไปแล้ว” จึงติดใจและไม่เป็นข้อพิจารณาต่อไป

 

บทความนี้ขอมองต่างมุม ความจริงเรื่องนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะการเบิกจ่ายและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นยังเป็นหัวข้อน่าติดตามและศึกษาวิจัย (อย่างเอาจริงเอาจัง) ว่า มาตรการการใช้จ่ายภาครัฐในครั้งนี้ จะบรรลุเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงใด? และประสิทธิภาพของการใช้จ่ายเป็นอย่างไร 

 

บทความนี้โปรยหัว ใครว่าไม่น่าห่วง ก็เพื่อจะสื่อความห่วงใยบางประการดังจะอภิปรายต่อไปนี้

 

ข้อห่วงใยหนึ่ง ความเสี่ยงต่อการขาดวินัยทางการคลัง คงจะต้องไม่ลืมว่า การจัดงบครั้งนี้เป็นการเพิ่มเติมจากงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2552 ซึ่งขาดดุลอยู่ก่อนหน้าแล้วในรัฐบาลสมัคร ประมาณ 250,000 ล้านบาท (จากวงเงินรายจ่าย 1.835 ล้านล้านบาท และรายรับตามประมาณการเท่ากับ 1.585 ล้านล้านบาท) เมื่อบวกกับรายจ่ายเพิ่มเติม 0.116 ล้านล้านบาท โดยไม่มีรายได้เพิ่ม ดังนั้น การขาดดุลในปีงบประมาณ 2552 จึงต้องเกินกว่า 350,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะป็นวงเงินขาดดุลสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ 

 

ยิ่งถ้าหากคิดกันว่า รายได้ที่จะจัดเก็บจริงต่ำกว่าเป้าหมาย ยอดการขาดดุลอาจจะเกินกว่าร้อยละ 20 ของงบฯรายจ่ายฯ ซึ่งจะเป็นการละเมิดวินัยทางการคลังที่สู้อุตส่าห์รักษากันมาเป็นเวลายาวนานห้าสิบปี (ตั้งแต่มี พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 และการจัดตั้งสำนักงบประมาณโดยแยกออกมาจากกระทรวงการคลัง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณคนแรก หรือโอกาสนี้จะเป็นการขาดวินัยการคลังฉลอง 50 ปี สำนักงบประมาณ?)

 

อันที่จริงการทำงบประมาณกลางปี ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายรัฐบาลในอดีตก็เคยจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน เช่น การจัดทำงบประมาณกลางปีในปี 2545 นั้นเนื่องการจัดเก็บรายได้สูงกว่าที่ประมาณการเอาไว้ ดังนั้น การเพิ่มรายจ่ายก็มีเหตุผลสมควร ไม่เพิ่มการขาดดุล และรัฐบาลก็ไม่มีความจำเป็นต้องหาไฟแนนซ์เพิ่มเติม 

 

สถานการณ์ในปี 2552 นั้นแตกต่างไปจากปี 2545 เหตุผลประการสำคัญคือ รัฐบาลอ้างว่ามีความจำเป็นต้องใช้กระตุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการตกงาน และการว่างงาน (ของเยาวชนที่ถึงวัยแรงงาน) ซึ่งคาดกันว่ารวมกันอาจจะเป็นหลักล้านคน เช่นเดียวกับหลายๆประเทศทั่วโลก ซึ่งก็รับฟังได้ 

 

แต่นั่นมิได้หมายความว่า งบประมาณกลางปีกว่าหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นล้านบาท เหมาะสมแล้ว

 

เราอาจจะต้องช่วยกันพิจารณาว่ามีเหตุผลสมจริงปานใด เส้นแบ่งระหว่างเหตุผล “กระตุ้นเศรษฐกิจ” กับเหตุผล “นโยบายประชานิยม” ไม่ชัดเจนเท่าใดนัก 

 

ในทรรศนะของผู้เขียน ความรู้สึกห่วงใยจะลดลงไปอย่างมาก ถ้าหากงบฯรายจ่ายกลางปีจะอยู่ในวงเงินประมาณ 50,000 ล้านบาท (พร้อมกับสนับสนุนอย่างจริงใจ) โดยนำรายจ่ายส่วนใหญ่นำใช้กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการจ้างงาน ด้วยโปรแกรม workfare ทำให้เม็ดเงินลงถึงมือของคนตกงานและคนยากจนทั้งในเขตเมืองและชนบท

 

เอกสารงบประมาณเพิ่มเติม ระบุการใช้จ่ายเงินออกไปตามส่วนราชการต่างๆ ซึ่งไม่มีความชัดเจนว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกระตุ้นการจ้างงาน จึงเป็นที่น่ากังขาว่า มีรายจ่าย (spending) จริง แต่ว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ (stimulus) หรือไม่ยังเป็นข้อสงสัย

 

รายจ่าย 2,000 พันบาทต่อหัวที่รัฐบาลจะ “แจก” ให้กับผู้ใช้แรงงานที่มีรายได้น้อย (ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน) เป็นข้ออภิปรายที่หลายฝ่ายแสดงความไม่เห็นด้วย 

 

ข้ออ้างคือจะทำให้ผู้ใช้แรงงานจำนวนหลายล้านคนมีรายได้เพิ่มขึ้น และนำไปใช้จ่ายบริโภคเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ…

 

แต่ข้อเท็จจริงนั้น จะเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบอย่างแน่นอนจนกว่าจะทดสอบเชิงประจักษ์

 

เช่นภายใน 3 เดือนให้หลังจากเม็ดเงินออกจากคลังไปแล้ว ในภาษาเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็น windfall income, transitory income ทำนองว่าเป็น “เงินที่ตกมาจากฟากฟ้า” เหมือนกับว่า เราเดินไปตามถนนแล้วโชคดีเห็นแบงก์พันบาท 2 ใบตกอยู่ตรงหน้า โดยไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของ จึงเก็บใส่กระเป๋าแล้ววางแผนว่าจะทำอย่างไรดี? บุคคลนี้จะรีบใช้จ่ายบริโภคออกไปทั้งหมด? หรือว่าเก็บออมไว้ก่อน? บางคนอาจจะชวนเพื่อนออกไปดื่มฉลอง (สุราเมรัย “จงอย่าทำ เพราะว่า สสส. เตือนว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ”) 

 

ปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์ มิลตัน ฟรีดแมน เคยศึกษาพฤติกรรมของรายได้และการบริโภค ที่เรียกว่า transitory income และ transitory consumption เอาไว้ พร้อมกับความเห็นว่า ไม่แน่ไม่นอน ไม่มีสหสัมพันธ์ที่คาดหวังได้

 

ผู้เขียนออกจะเห็นคล้อยตามทฤษฎีของฟรีดแมน ยิ่งถ้านำใช้ทฤษฎีการคาดคะเนอย่างสมเหตุสมผล (rational expectation theory) ก็ต้องเอาว่า ผู้ใช้แรงงานยิ่งจะต้องตระหนักว่า “อาจจะถูกปลดออกจากงาน” ในวันใดวันหนึ่ง ดังนั้น จะต้องยิ่งเก็บเงินไว้รองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่ไม่นอน ประยุกต์มโนทัศน์ของอีกทฤษฎีหนึ่งที่อ้างว่า การตัดสินใจของคนเรานั้นอิงความเคยชินหรืออิงพฤติกรรมของเพื่อนๆ หรือคนใกล้ชิด (norm-based behavior)… ก็ในเมื่อคนอื่นๆ ต่างพากันระวังตัวรัดเข็มขัดกันทั้งนั้น ก็น่าจะเชื่อได้ว่าเงินที่ได้มาแบบลาภลอย 2,000 บาท จะไม่ถูกนำมาใช้จ่ายเป็นส่วนใหญ่

 

ตีเสียว่าถ้าแรงงานใช้จ่ายออกไปเพียง 10%-20% มาตรการของรัฐบาลที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในครั้งนี้ มีความเสี่ยงที่จะ “แป๊ก” สูงทีเดียว 

 

แต่ว่าเรื่องนี้เถียงกันไปก็ไลฟ์บอย?.

 

ทางที่ดีกว่า คือสมควรให้มีการวิจัยเชิงประจักษ์ แต่ถ้าจะทำจริงๆขอให้เลือกสถาบันวิจัยที่เป็นกลางดำเนินการ (เชื่อใจใน สกว.) ไหนๆรัฐบาลก็จ่ายออกไปตั้งแสนล้านแล้ว จะไปเสียดมเสียดายสตางค์อะไรกับเงินวิจัยประเมินที่มีคุณภาพดี (งบประมาณที่จะจ้างนักศึกษาออกไปสำรวจความคิดเห็นก็เป็นหนึ่งในของการใช้จ่ายที่กระตุ้นเศรษฐกิจ ยังมีค่าใช้จ่ายค่าโดยสารและค่าเบี้ยเลี้ยงประจำวัน ซึ่งดูอย่างไงเป็นมาตรการ stimulus)ข้อห่วงใยที่สอง ความเสี่ยงต่อการใช้จ่ายที่ด้อยประสิทธิภาพของส่วนราชการ ต้องยอมรับว่าการจัดทำงบประมาณกลางปีมักจะดำเนินการอย่างเร่งรีบ ทันทีที่รัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะจ่ายเพิ่มขึ้น ส่วนราชการต่างเร่งกันทำข้อเสนอโครงการเพื่อจะได้รับงบกลางปี

 

ข้อเสนอโครงการสมมติว่ามีจำนวน 100 โครงการ มีส่วนหนึ่งที่เข้าท่า/ตรงประเด็น แต่อีกจำนวนหนึ่ง “ไม่ได้ความ” ในตำราเศรษฐศาสตร์การคลังมีคำสอนหนึ่งที่เรียกว่า flypaper effect อธิบายการให้เงินอุดหนุนของรัฐ ซึ่งสรุปความได้ว่า (เงิน) เป็นเสมือนกระดาษล่อแมลงวัน มองว่า รัฐบาลเป็นนาย (principal) ส่วนหน่วยราชการนั้นเป็นบ่าว (agents) ทฤษฎีการบริหารจัดการยุคใหม่สอนให้เข้าใจว่า นายเป็น “นาย” ก็จริงอยู่ แต่ว่าบ่าวอาจจะ “หลอกนาย” ได้ โดยอาศัยว่ารัฐบาลไม่รู้ข้อมูลสนเทศมากเท่ากับหน่วยราชการ นำเสนอข้อมูลเฉพาะส่วนที่ดี ส่วนที่ด้อยประสิทธิภาพนั้น ส่วนราชการปิดบังเอาไว้หรือไม่นำเสนอ 

 

มาตรการใช้จ่ายของภาครัฐนั้น การจะหวังผลลัพธ์ประสิทธิภาพทั้ง 100% คงเป็นเรื่องยาก 

 

แต่เราคงจะยอมรับไม่ได้ ถ้าหากว่าความด้อยประสิทธิภาพสูงเกินไป (เกินกว่าระดับหนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่เห็นร่วมกัน)

 

ทางที่ดี รัฐบาล และ สภานิติบัญญัติจะต้องหา “ตัวช่วย” กล่าวคือสถาบันเป็นกลางและมีหลักวิชาการ บวกกับการระดมคนที่มีความรู้ใน “ภาคประชาสังคม” ที่สนใจเฝ้าติดตามรายจ่ายและการทำงานของภาครัฐ จึงเสนอให้ “เอาจริงเอาจังว่ากับการประเมิน”

 

ถ้าหากเราติดตามได้ว่ารายจ่ายงบประมาณกลางปี 2552 ดำเนินการอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ก็จะหน้าตาของประเทศ และเป็นการพัฒนาเชิงสถาบันที่น่าชื่นชม และประชาสัมพันธ์ปากต่อปาก

 

ข้อห่วงใยที่สาม สถานการณ์ของเงินคลังและการกู้ยืม สถานการณ์คลังในกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2552 นี้ พบว่า เงินคงคลังประมาณ 5 หมื่นล้านในขณะนี้ ลดลงจากสถานการณ์ตามปกติ (1-2 แสนล้าน) 

 

และข่าวในสื่อมวลชนระบุว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังได้ออกไปเจรจากับต่างประเทศ (เช่น ญี่ปุ่น) เพื่อขอกู้ยืมเงินมาเสริมสภาพคล่อง พร้อมกับเชิญชวนให้นักลงทุนต่างประเทศ “เชื่อมั่นประเทศไทย”… ส่งอีกสัญญาณหนึ่งที่น่าเป็นห่วง

 

ถ้าหากสถานการณ์การคลังไม่มีปัญหารุนแรง คงไม่มีความจำเป็นต้องเร่หาแหล่งเงินกู้ และน่าจะตรวจสอบกับอดีต (เงินกู้มิยาซาวาที่ดำเนินการโดยรัฐบาลขณะนั้น ได้ผลเพียงใด?) และอาจจะเกิดการทำงานแบบขัดแย้งกัน กล่าวคือ ในทางหนึ่งรัฐบาลบอกให้จ่ายเงินออกไป

 

แต่งานการคลังในภาคปฏิบัติอาจจะทำตรงกันข้าม คือ “ดึง” ให้เงินอยู่ในคงคลัง ไม่ให้น้อยกว่าระดับที่เชื่อมั่น

 

สรุปว่าเรื่องนี้ต้องดูละเอียด เพราะปากพูดอย่างการกระทำอีกอย่างหนึ่ง การส่งสัญญาณที่ไม่สมจริงหรือฟังดูขัดแย้งกันก็อาจจะไม่ได้ผลหรือว่าไม่ศักดิ์สิทธิ์ 

 

ในทรรศนะของผู้เขียน ถ้าหากว่ารัฐบาลไทยมีความจำเป็นต้องกู้ยืมมาเสริมเงินคงคลัง การออกพันธบัตรภายในประเทศน่าจะเป็นหนทางเลือกที่ดีกว่า เพราะว่าไม่มีปัญหาขาดสภาพคล่องในสถาบันการเงินของไทย และคนที่มีกำลังซื้อพันธบัตรก็มีอยู่จำนวนมาก

 

ดอกเบี้ยที่รัฐบาลจ่ายสำหรับผู้ถือพันธบัตรคนไทยก็ยังเป็นรายได้ของคนไทยและหมุนเวียนในประเทศ (ต่างกับการกู้ยืมจากต่างประเทศ ดอกเบี้ยจะกลายเป็นเงินโอนออกนอกประเทศ)

 

ยกเว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องเพิ่มสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ซึ่งจากข่าวคราวและข้อมูลก็ไม่น่าจะใช่อย่างนั้น 

 

งบประมาณกลางปี 2552 ผ่านการตัดสินใจของฝ่ายการเมืองไปแล้วก็จริงอยู่ แต่ว่าเรื่องราวยังไม่จบสิ้น ความจริงยังเป็นแค่เริ่มต้นเท่านั้น ในไม่ช้าก็จะถึงเวลาของภาคปฏิบัติ

 

กล่าวคือเงินผ่านมือกรมบัญชีกลางลงไปยังส่วนราชการและส่งต่อไปยังประชาชน

 

เรื่องนี้ต้องย้ำว่าการกำกับและติดตามให้รายจ่ายงบประมาณมีประสิทธิภาพและสมประสงค์ตามเป้าหมายนั้น อาจจะสำคัญยิ่งไปกว่าขั้นตอนอนุมัติวงเงิน

 

งบประมาณกลางปี 2552 เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง

 

เดิมพันครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก

 

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ก็อดวิเคราะห์และแสดงความห่วงใยไม่ได้ พร้อมกับลุ้นให้สภานิติบัญญัติ/สถาบันวิชาการต่างๆและภาคประชาชนร่วมกันประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของการใช้จ่ายเงินของส่วนราชการอย่างเอาจริงเอาจัง…

 

ขอเพียงให้เป็นหน่วยงานกลางและไม่สังกัดราชการทำหน้าที่ประเมิน หลายหน่วยงานทำการประเมินก็ได้ ยิ่งดี

 

Read Full Post »

แนวทางการทำงานบอล

triamboy

 

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้นำเสนอเรื่องราวงานบอลที่เกิดขึ้น  ผ่านการเรียบเรียงงานเขียนในอดีตของข้าพเจ้าเองในบทความเรื่อง  “ครั้ง 1 ของคน 1 คน กับอีกงาน 1 : ย้อยมอง “คุณค่า” ผ่านงานบอล”  เมื่อวันที่  19  มกราคมไปแล้วนั้น  ข้าพเจ้าได้พยายามทบทวนสิ่งอื่นที่เกิดขึ้นหลังจากเวลานั้น  แล้วได้พบว่า  หลังจากนั้นเป็นเวลา  2  เดือน ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเขียนงานขึ้นมาอีกงานหนึ่งเพื่อส่งมองให้กับน้องๆ  ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในรุ่นถัดมา  และใช้ประกอบการสัมมนาถ่ายทอดงานขององค์การบริหารสโทสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชุดใหม่อีกด้วย

 

บทความชิ้นนี้นำเสนอข้อสรุปเบื้องหลังของการวางแผนการทำงานบอลตามการรับรู้ของข้าพเจ้า  (ผู้เขียน)  เองในฐานะเป็นบุคคลคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของงานบอลร่วมกับอีกหลายชีวิต  

 

ความมีดังนี้

 

 


  

 

แนวทางการทำงานบอล

 

การจัดโครงสร้างงานบอล


การจัดโครงสร้างการดำเนินงาน  และการจัดการประสานงานภายใน  ได้แก่ทีมงาน  มหา -วิทยาลัย  และสมาคมนิสิตเก่าฯ  รวมทั้งการจัดการประสานงานภายนอก  ได้แก่  ทีมงานธรรมศาสตร์  และสมาคมศิษย์เก่าธรรมศาสตร์  โดยทั่วไปแล้วเป็นการกำหนดหน้าที่  ภาระงาน  และขอบเขตความ รับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคนภายในงานบอล  เพื่อให้สมาชิกแต่ละคนสามารถปฏิบัติงานได้ตรงตาม หน้่าที่ที่ได้รับมอบหมาย  การจัดโครงสร้างงานบอลที่เหมาะสมทำให้การดำเนินงานของงานบอลเป็น ไปตามแผนงานที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ  และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในที่สุด

 

ปัจจัยที่นำมาพิจารณาในการจัดโครงสร้างงานบอล

 

การจัดโครงสร้างงานบอลในแนวตั้ง

 

๑.)  เอกภาพของหัวหน้างาน (การบังคับบัญชา)  นั่นหมายถึง  หลักการที่กำหนดให้ผู้ใต้บังคับ บัญชามีผู้บังคับบัญชาในระดับเหนือตนเองขึ้นไปเพียงคนเดียว  (ในกรณีประธานคู่ก็เช่นกัน  ประธานคู่ มีคำสั่งงานเดียวกันเป็นข้อสรุป)  ที่จะมีอำนาจ  ในการสั่งงาน


๒.)  บทบาท  (หน้าที่)  อำนาจ  และความรับผิดชอบ  ทีมงานหลัก  (ผู้บริหาร)  จะเป็นผู้กำหนด ขอบเขตอำนาจ  หน้าที่  และความรับผิดชอบให้กับคนช่วยงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)


๓.)  ช่วงของการควบคุม  โดยกำหนดจำนวนทีมงานช่วยงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)  ที่หัวหน้า งาน  (ผู้จัดการ)  จะสามารถอำนวยการ  สั่งงาน  และดูแลควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ


๔.)  อำนาจการตัดสินใจที่ศูนย์กลาง  และการกระจายอำนาจการตัดสินใจไปสู่ทีมงาน  (ผู้ใต้ บังคับบัญชา  รวมทั้งพนักงานระดับล่าง)  การดึงอำนาจการตัดสินใจไว้ที่ศูนย์กลางนั้น  หัวหน้างาน  หรือทีมหัวหน้างาน  (ผู้บริหาร)  จะมีอำนาจในการตัดสินใจปัญหาของงานบอล   รวมทั้งข้อสรุปสำคัญ  โดยไม่มอบอำนาจการตัดสินใจให้กับทีมช่วยงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)  ส่วนการกระจายอำนาจการ ตัดสินใจไปสู่ทีมงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา  รวมทั้งพนักงานระดับล่าง)  นั้นเป็นการมอบอำนาจในการ ตัดสินใจปัญหาของงานบอลในบางเรื่องให้กับทีมงานสามารถตัดสินใจเองได้  การจัดโครงสร้าง งานบอลที่เหมาะสม  หัวหน้างาน  หรือทีมหัวหน้างาน  (ผู้บริหาร)  ต้องพิจารณาการดึงอำนาจ  และการกระจายอำนาจในการตัดสินใจไปสู่ระดับล่างอย่างเหมาะสม

 

การจัดโครงสร้างงานบอลในแนวนอน


๑.)  การแบ่งงานกันทำ  แบ่งความรับผิดชอบให้กับทีมงานในหน่วยงาน  ฝ่ายเดียวกัน อย่างเหมาะสม


๒.)  การจัดแผนกงาน  เป็นกระบวนการจัดกลุ่มงานที่ต้องทำร่วมกันเข้าไว้ในฝ่าย  หรือแผนก เดียวกัน  เพื่อให้งานบอลทำงานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้อย่างดีที่สุด  โดยมีปัจจัยที่นำมาพิจารณาในการ จัดแผนกงาน  ดังนี้


              การแบ่งโดยพิจารณาหน้าที่ในงานบอล  อาทิ  ประสานงานกับสมาคม

              การแบ่งโดยพิจารณากิจกรรมของงานบอล  อาทิ  การแสดง  พาเหรด

              การแบ่งโดยพิจารณาที่ตั้งของคณะ  หน่วยงานในมหาวิทยาลัย

              การแบ่งโดยพิจารณาหน่วยงานที่ต้องประสานงาน  ติดต่อ

 

ขั้นตอนการจัดโครงสร้างงานบอล


ขั้นที่  ๑.)  การวิเคราะงานต่างๆ  ที่ต้องกระทำ  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของงานบอล  ซึ่งจะนำมาใช้ในการกำหนดหน้าที่  ภาระงาน  และความรับผิดชอบ


ขั้นที่  ๒.)  การพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว  ซึ่งจะนำมากำหนดตำแหน่งงาน


ขั้นที่  ๓.)  การจัดรวมงานเป็นกลุ่ม  เพื่อจะนำมากำหนดเป็นฝ่าย  แผนก


ขั้นที่  ๔.)  กำหนดวิธีการรายงานผลการปฏิบัติงาน  และการสั่งงาน  อาทิ  การจัดสายการสั่งงาน  (การบังคับบัญชา)  ภายในโครงสร้างงานบอล    การประชุมทีม  การประชุมใหญ่

 

การอำนวยการ

 

การอำนวยการนั้นเป็นกระบวนการที่ผู้นำ  หรือทีมของหัวหน้างาน  (ผู้จัดการ)  ใช้หน้าที่ที่ได้ รับอำนาจ  มอบหมาย  กอปรกับความสามารถของตนในการชักจูงให้ทีมงานปฏิบัติตามแนวทางการ ทำงานตามที่ได้วางแผนไว้  ให้ดำเนินไปในทิศทางที่เหมาะสม  และบรรลุเป้าหมายของงานบอล ในสุดท้าย  ผู้นำที่ประสบผลสำเร็จไม่ใช่มีความสามารถแค่เป็นคนจัดการที่ดี   แต่มากกว่านั้นต้องมี ความสามารถในการนำผู้ช่วยงาน  ผู้ร่วมทีม  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)  ให้ปฏิบัติงานตามที่ตนต้องการ  และเป้าหมายของงานบอลได้ด้วย  โดยปกติแล้วการนำเป็นหน้าที่ที่สำคัญอย่างหนึ่งของกาสรจัดการ  คือ  การอำนวยการ  และการประสานความร่วมมือกับบุคคลต่างๆ  ที่เป็นสมาชิกของงานบอล  ซึ่งรวมถึงหน้าที่ต่างๆ  อาทิ  การจูงใจผู้ช่วยงาน  ทีมงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)  การออกคำสั่ง ปฏิบัติงานด้านต่างๆ  ให้บรรลุป้าหมาย  การกำหนดวิธีการติดต่อสื่อสารภายในงานบอลให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด  รวมทั้งการแก้ไขปัญหาและข้อขัดแย้งต่างๆ  ที่เกิดขึ้นกับสมาชิกงานบอล  รวมทั้งงานบอลโดยรวม

 

การควบคุม

 

การควบคุมนั้นเป็นการติดตามผลการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้น  การเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงาน ที่เกิดขึ้นจริง  หรือที่ทำไป  กับเป้าหมายที่วางไว้  วิเคราะห์ความแตกต่างที่เกิดขึ้น  ถ้ามีปัญหาต้อง ค้นหาสาเหตุ  และหาวิธีการแก้ไขสำหรับการปฏิบัติงานต่อไป

 

ขั้นตอนการควบคุม  ทำได้ดังนี้


ขั้นที่  ๑.)  การวัดผลงานที่เกิดขึ้น

ขั้นที่  ๒.)  การเปรียบเทียบผลงานที่เกิดขึ้นกับเป้าหมาย  หรือมาตรฐานที่วางไว้

ขั้นที่  ๓.)  การหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น  ในกรณีผลงานที่ได้ต่ำกว่ามาตรฐาน  หรือเป้าหมายที่วางไว้

 

ที่บอกมาทั้งหมดนี้  โดยรวมแล้ว  ถึงแม้ว่างานบอลจะมีความพร้อมในด้านทุนทางการเงิน  ทุนทรัพยากรมนุษย์  ทุนวัฒนธรรมแล้ว  ถ้าหากการจัดการที่เหมาะสม  ผลที่ตามมาอาจทำให้การ ดำเนินงานประสบอุปสรรค  หรือความล้มเหลวได้  อันเนื่องมาจากผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถเข้าใจ ระบบงาน  หรือไม่สามารถมองภาพรวมของการปฏิบัติงานได้  ทำให้การปฏิบัติงานไม่เป็นไปในทิศทาง เดียวกัน  เกิดความซ้ำซ้อน  หรือกระทั่งความขัดแย้งกัน  ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน  และนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด  การจัดการที่ดีจึงเป็นเครื่องมือของผู้นำที่จะสร้างความสอดคล้อง  สมดุล  และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของงานบอลเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดที่ทุกคน ได้ร่วมกันวางไว้

 

เต้  นิติพัฒน์   ศิริพงศ์

12.49  นาฬิกา

10  มีนาคม  2551


 


 

ทักษะที่สำคัญ

 

บางคนอาจเคยมีประสบการณ์ ในการทำงานร่วมกับหัวหน้างานที่มีความสามารถ  หรือการทำงาน ร่วมกับหัวหน้างานที่ไม่สามารถจัดการให้การทำงานเป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้  ความแตกต่างของ หัวหน้างานทั้งสองประเภทนี้อยู่ที่  ความสามารถ  และทักษะทางการจัดการของหัวหน้างานแต่ละคน  หัวหน้างานที่สามารถจัดการงานให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ  สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้  จำเป็นต้องอาศัยทักษะการจัดการที่สำคัญ  อาทิ

 

ทักษะด้านเทคนิคการปฏิบัติงาน


เป็นทักษะที่ต้องใช้ความรู้  ความสามารถเฉพาะทางในการปฏิบัติงาน  โดยทักษะนี้เกิดจาก การเรียนรู้จากสถาบันการศึกษา  การฝึกอบรมวิธีการปฏิบััติงานจนเกิดความชำนาญ  การทำกิจกรรม  หัวหน้างานระดับต้นต้องมีทักษะด้านเทคนิควิธีปฏิบัติงาน  เพื่อที่จะสามารถให้คำแนะนำ  หรือหาวิธีแก้ไข ปัญหาในระดับปฏิบัติการได้  สามารถสอนงาน  พัฒนาทักษะด้านการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ให้กับผู้ช่วยงาน  หรือทีมงานได้

 

ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์


เป็นความสามารถของหัวหน้างานที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งจะส่งผล โดยตรงต่อการติดต่อประสานงาน  สร้างความรู้สึกผูกพัน  และความร่วมมือระหว่างสมาชิกภายใน   และภายนอกงานบอล  หัวหน้างานทุกระดับจำเป็นต้องมีทักษะด้านนี้  เพราะงานด้านการจัดการจะต้อง เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารทั้งภายใน  และภายนอกงานบอลอยู่ตลอดเวลา

 

ทักษะด้านความคิดอ่าน


เป็นความสามารถในการวิเคราะห์  วินิจฉัยสถานการณ์  และคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตได้  รวมทั้งความสามารถในการคิดใหม่  หัวหน้างานต้องมีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างมีระบบ  นำมา ประมวลผลเพื่อวิเคราะห์ปัญหา  หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบัน  และอนาคต  ทำให้สามารถ ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว  ทันต่อเหตุการณ์  สามารถคาดคะเนผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นได้  มองเห็น โอกาสใหม่ๆในการดำเนินงาน  มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล  และชัดเจน  ซึ่งทักษะด้านนี้เป็นสิ่งจำเป็นของ หัวหน้างานทุกระดับ  โดยเฉพาะหัวหน้างานระดับสูง  งานบอลที่มีหัวหน้างานที่มีทักษะด้านการสร้าง ความคิดสูงจะสามารถนำงานบอลฝันฝ่าปัญหา  และอุปสรรคต่างๆให้ผ่านพ้นไปได้ดี

 

ทักษะด้่านการตัดสินใจ


เป็นความสามารถในการเข้าใจถึงสภาพ  และข้อจำกัดของปัญหา  สามารถกำหนดทางเลือก  และเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา  ความสามารถในการตัดสินใจเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งของ หัวหน้างาน  โดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจประกอบด้วยขั้นตอน  ดังนี้

         การตระหนักถึงปัญหา  หรือโอกาสของงานบอล

         รวบรวมข้อมูลที่ต้องใช้ประกอบการตัดสินใจ

         กำหนดทางเลือกต่างๆในการแก้ไขปัญหา

         ประเมินผลลัพธ์ของทางเลือกแต่ละทาง

         ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด

         นำผลการตัดสินใจไปปฏิบัติ

         ติดตาม  ประเมินผลที่เกิดขึ้น  และนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจครั้งต่อไป

 

ทักษะการบริหารเวลา


โดยเฉพาะการทำงานในงานบอล  ที่ต้องติดต่อประสานงานกับคนจำนวนมาก  การบริหารเวลาที่ ผิดพลาดจะทำให้เกิดต้นทุน  และการสูญเสีย  โดยเฉพาะการเสียเวลา  หัวหน้างานจึงต้องให้ความสำคัญ ต่อการบริหารเวลา  การบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพสามารถทำได้โดยวิธีเหล่านี้  อาทิ

         ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน  และงานเอกสารให้น้อยลง           หลีกเลี่ยงกาสรทำงานที่ซำ้ซ้อนกันให้มากที่สุด

         ลดการใช้โทรศัพท์  และการเดินทางที่ไม่จำเป็น

         วางแผน  และเตรียมการประชุมโดยใช้เวลาน้อยที่สุด  แต่ให้ข้อสรุป  และผลลัพธ์เดิม

         กระจาย  หรือมอบหมายงานให้ทีมงาน  ผู้ช่วยอย่างเหมาะสม

 

ที่กล่าวไปข้างต้นเป็นเพียงทักษะบางส่วน  ที่สำคัญ  สำหรับบางส่วนงาน  หรือทั้งหมดอาจจำเป็นต้องเพิ่ม ทักษะอื่น  ทั้งนี้แล้วแต่บริบทที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

 

 

เต้

7.48  นาฬิกา

15  มีนาคม  2551


 


  

 

Read Full Post »

triamboy

 

เวลา  นั้นเป็นตัวบ่งชี้มิติของทุกกิจกรรม  พฤติกรรม  ความเป็นไป  ของมนุษย์  สัตว์ร่วมโลก  ต้นไม้  รวมถึงสิ่งแวดล้อมทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้น  และมีมาแต่เดิม  ทำให้เกิดการเรียนรู้  ตระหนัก  ระลึก  เข้าใจได้ถึงอดีต  รับรู้  กระทำการในปัจจุบัน  และคาดการณ์ได้ถึงอนาคต  หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่ง  คือ  เวลา  บอกเล่าถึง  ต้นทุนการบริโภคสะสมของแต่ละหน่วยการตัดสินใจ  ที่เป็นองค์ประกอบของธรรมชาติหน่วยย่อยนั้นนั้น  ซึ่งต้นทุนการบริโภคสะสมนี้เองที่เป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการตัดสินใจแสดงออกซึ่งพฤติกรรมในทิศทางหลากหลายมากน้อยของแต่ละหน่วยนั้น

 

จากความสำคัญของ  เวลา  ทำให้มีการสร้างบทความนี้ขึ้นมาด้วยเหตุ  ดังนี้

 

๑.  เวลา  ในช่วงปลายเดือนมกราคมของทุกปี  เป็นประเพณีปฏิบัติ  ทำกิจกรรมงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์  สะสมต่อเนื่องกันมา  ทำให้ข้าพเจ้าซึ่งมีความสัมพันธ์กับกิจกรรมนี้  ได้กลับมา  “ย้อนมอง”  กิจกรรมนี้อีกครั้ง  ผ่านการรวบรวม  และเรียบเรียงความเป็นไป  (สะสม)  ของกิจกรรมนี้ในอดีต

 

๒.  เวลา  ในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าเองเพิ่งเสร็จสิ้นจากกิจกรรมต่างๆ  ทั้งที่ให้ความสำคัญกับตนเองมาก  และคนอื่นมาก  เป็นช่วงเวลาสั้นๆที่จะ  “ทบทวน”  อดีตที่ผ่านมาในหลายประเด็น  รวมทั้งกิจกรรมงานบอลนี้ด้วย

 

๓.  เวลา  ในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์  หน่วยตัดสินใจที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจกิจกรรมงานบอลนี้มากขึ้นกว่าปกติ  กอปรกับความคาดหวังจากข้าพเจ้าเองที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนี้  ได้คาดหวังว่า  พยายามถ่ายทอดสิ่งที่สะสมมาในอดีต  เพื่อการตัดสินใจที่สมบูรณ์มากขึ้นของหน่วยต่างๆในปัจจุบัน  และอนาคต

 

คำขออภัย  และขอขอบใจ

 

๑.  ขออภัยที่นำเอาเนื้อหาที่พาดพิงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง  นอกเหนือจากข้าพเจ้า  โดยที่ไม่ได้แจ้งให้ท่านบุคคลเหล่านั้นทราบล่วงหน้า

 

๒.  ขออภัยอย่างสูง  หากบทความนี้ทำให้ท่านบุคคลที่ถูกพาดพิงได้รับความเสียหายไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง  ข้าพเจ้าเองไม่ได้มีเจตนาทำร้าย  สร้างความเสียหายแก่บุคคลที่ถูกพาดพิง  ผ่านงานเขียนครั้งนี้

 

๓.  ขอขอบใจอย่างมากสำหรับความเห็นใจ  เข้าใจ  และให้อภัยข้าพเจ้า

 

กรอบการพิจารณาความคิด

 

ข้าพเจ้าเองตั้งใจนำเสนอผ่านมิติของ  เวลา  แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าจะเรียงลำดับตามเวลาที่เกิดขึ้นก่อน  ในทางกลับกับ  ข้าพเจ้าเชื่อว่าการนำเสนอโดยเริ่มจากจุดตั้งต้น  และจุดที่แสดงถึงผลสรุป (ผลลัพธ์) สุดท้าย  จากความตั้งใจเจตนารมย์ร่วมกัน (พยายามรวบรวม  และยอมรับร่วมกัน)  ของหน่วยตัดสินใจที่เกี่ยวข้อง  หลังจากนั้นจะเป็นการนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง  (การบริโภคสะสม)  ตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้นก่อน  ดังนี้

 

จุดตั้งต้น

 

  พวกเราทุกคนต่างมาจากทุกส่วนของประเทศ  มารวมกันที่จุฬาฯ  ทุกคนได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน    สังคมแห่งนี้  งานฟุตบอลประเพณี ก็เช่นกัน  เป็นโอกาสอันดีที่เราคนจุฬาฯด้วยกันเอง  และชาว ธรรมศาสตร์ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันอีกครั้ง  ยิ่งสังคมปัจเจกชนได้ ปรากฎชัดเจนขึ้น  ยิ่งน้อยกิจกรรมทางสังคมที่สามารถหล่อหลอม คนส่วนใหญ่ได้  เหตุนี้เราจึงให้ความสำคัญกับคนงานบอลทุกคนที่เป็น คนจุฬาฯ  คนจุฬาฯ  คือ  “เจ้าของงานบอล”  ไม่ใช่แค่คน เข้าร่วมงาน  ไม่ใช่แค่คนมีส่วนร่วม  แต่เป็นเจ้าของ  ทุกความคิดเห็น  ทุกแรงกาย  จากทุกส่วน  เราร่วมรับฟัง  ร่วมแสดงความคิดเห็น  ร่วมทำงาน  ร่วมกันสร้าง  และรักษาประเพณีดีงามยิ่งใหญ่สืบไป 

——————————————————————————————————————————-

 

จุดสุดท้ายของเจตนารมย์ร่วมกัน

 

ถึง เจ้าของงานบอลทุกคน


ก่อนอื่นขอขอบใจทุกทุกคนในความห่วงใย และกำลังใจตลอดเวลาที่ผ่านมา ตอนนี้อาการดีขึ้นมากแล้ว  เริ่มเดิน นั่งได้บ้างแล้ว หมอบอกว่าโชคดีมากที่กระดูกหักด้านหน้า ถ้าหักข้างหลังแล้วคงแย่ เพราะเกี่ยวกับไขสันหลัง ไม่ก็เอ๋อเหมือนที่น้องนัทบอกก็ได้ ที่ได้ออกจากโรงพยาบาลนั้นก็เพราะว่าหมอเขาไล่่ จะได้เอาเตียงให้คนที่ลำบากกว่า จริงแล้วเขาคงเห็นว่าเราสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว จึงให้ออก  คนไทยเราเป็นคนเมตตา มีน้ำใจ เกื้อกูลกัน เมื่อรู้ว่าใครเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ไปให้กำลังใจเขา คนไข้ที่ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เมื่อได้รับกำลังใจ ใจก็สบาย ความเจ็บป่วยก็หายเร็ววัน วันนี้ก็เหมือนกัน เรามาให้กำลังใจคนงานบอลทุกคน

 

เข้าเรื่องกันเลย ตอนที่ได้รับหน้าที่ให้เป็นคนประสานงานงานบอลครั้งที่ 64 ได้ตัดสินใจแล้วว่าต้องทำตามหน้าที่ให้ดี ถึงแม้นว่าจะเคยทำงานนี้มาบ้างแล้วในปีกลาย ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้หน้าที่ทุกอย่างแล้ว เรากลับต้องเตรียมตัวหนักกว่าเดิม เพราะได้รู้จุดบอด ปัญหา เพื่อเป็นการไม่ประมาท  ต้องย้อนศึกษางานเก่าหลายปี ดูวัตถุประสงค์ รูปแบบกิจกรรม และโครงสร้างที่สอดคล้องกับทุกส่วน  ตอนที่เริ่มวางโครงสร้าง ได้ชักจูงเพื่อน น้องมานั่งดูกันว่าส่วนไหนดี ส่วนไหนไม่ดี ควรปรับเปลี่ยน ตรงไหน ทุกคนได้ช่วยกันคิด พอเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา หลังจากนั้นส่วนที่สำคัญมาก คือ คนที่ จะมาทำหน้าที่แต่ละส่วน ขอความช่วยเหลือคนโน้นที คนนี้ที ทั้งที่เคยรู้จักกันมาก่อน และบางคน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต้องหน้าด้านไปขอความช่วยเหลือ เพราะเราไม่สามารถทำคนเดียวได้ ด้วยเลือดจุฬาฯ ด้วยกันแล้ว เรารู้สึกปลื้มใจมาก ที่หลายคนให้ความช่วยเหลือ มากน้อย แล้วแต่กำลัง ทุกคนล้วนเสียสละผลประโยชน์ส่วนตน ทุกคนมีความตั้งใจดีที่จะช่วย ต้องขอบใจทุกคนมาก

 

ถึงวันนี้ เป็นที่รู้กันดีว่าคนงานบอลทุกคนได้พยายามอย่างเต็มความสามารถตามหน้าที่ ฝันฝ่าอุปสรรคมากมาย ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ทุกคนเอาใจคนทำงานด้วยกัน ช่วยเหลือกัน เกื้อกูลกัน  ทำให้การดำเนินงานที่ผ่านมาสำเร็จด้วยดี เป็นที่เข้าใจกันดีว่า เวลานี้ บ้านเมืองอยู่ในช่วงโศกเศร้าอาดรู  อันเนื่องมาจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระพี่นางเธอฯ เมื่อต้นเดือนทีผ่านมา ยังผลกระทบมายังการดำเนินงานงานบอลครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีการวางแผนรับมือของพวกเราแล้วก็ตาม ด้วยพระราช ประสงค์ของในหลวงในการจัดพระราชพิธี กระแสสังคม รวมทั้งการกราบบังคมทูลเชิญในหลวง เป็นองค์ประธาน นั้นเป็นสิ่งที่เหนือกว่าความคาดหมาย และเหนือกว่าการแก้ไขของเราได้

 

ถึงแม้นว่า ผลสรุปวันนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการจัดงานบอลครั้งนี้ ต้องเลื่อนออกไปเกินกว่าวิสัยที่คนงานบอลทุกคนสามารถร่วมมือ ร่วมใจกันจัดให้มีขึ้นได้ วันนี้เราบอกชัดแล้วว่ามาให้กำลังใจคนงานบอลทุกคน  คนที่เราหน้าด้านชักจูงมา ให้ทุกคนตั้งสติมั่น อย่าคิดว่าที่ผ่านมาเราเหนื่อยเปล่า อย่าคิดว่าเวลาอีกไม่นานเกือบถึงวันงาน เข้าใจว่าไม่มีใครอยากให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้น การตัดสินใจของคนงานบอลทุกคน ที่ยังยืนยันที่จะจัดงานบอลขึ้นในวันที่ 19 มกรา หรืิอ 9 กุมภา รวมทั้งการยอมรับการเลื่อนงานบอลของผู้ใหญ่ ารตัดสินใจยากยิ่งของคนงานบอลครั้งนี้ เป็นความสำเร็จเสมอการจัดงานบอลเช่นกัน เป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่ ที่คนงานบอลทุกคนได้เสียสละจนวาระสุดท้าย เป็นงานบอลในแบบของเราเองเป็นงานบอลที่เรา คนงานบอลทุกคนจดจำตลอดไป  มากกว่านั้นแม้ว่าข้อสรุปเป็นดังที่กล่าวมา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะจบกัน ณ วันนี้ เราคงต้องมีกิจกรรมบางอย่างทำร่วมกัน เพื่อเป็นการจบงานบอลครั้งนี้ของคนงานบอลทุกคนอย่างที่เราภูมิใจ อย่างที่ เราทำกันมาเป็นปีที่ 64

 

ขอบใจทุกคน

เต้

——————————————————————————————————————————-

 

แต่ละจุดระหว่างการเดินทาง

 

ถึงเป้ง ณิก วุ้น แม็ค เอ็มมี่ ตาล

 

มีเรื่องอยากให้ช่วยอย่างนึง เกี่ยวกับท่านรองอธิการบดี ดังนี้

 

๑.) ฝากขอบคุณท่านในนามทีมงานบอล 64 ถ้าให้ดีพาทีมงานไปขอบคุณพร้อมกัน ยิ่งเร็วยิ่งดี อย่าปล่อยไว้หลายวัน และอย่าลืมเอาพวงมาลัยติดไม้ติดมือไปด้วยยิ่่งดี

 

๒.) ฝากทำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีลักษณะแจ้งข้อสรุปของนิสิต (ฝ่ายเชียร์ และพาเหรด) ตามที่ได้สรุปร่วมกับท่านรอง และท้ายข้อสรุปนั้นเป็นการลงชื่อรับรองจากทีมงานอันประกอบด้วยประธาน รองประธาน และทุกคนจนครบ 26 คน (ถ้าไม่พอ เอาลงกระดาษอีกหนึ่งแผ่นได้) เพื่อเป็นการรับรองข้อสรุปของเรา ยื่นให้แก่ท่านรอง เป็นการแสดงออกให้เห็นชัดเจน และยืนยันว่าทางนิสิตมีข้อสรุปเหมือนท่าน และจะไม่หักหลังท่าน ไม่เสียแล้วอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าเราทุกคนได้ให้สัตย์กับท่านไว้แล้ว หากภายหลังพบว่าการจัดงานในเดือนเมษามีการร่วมมือระหว่าง สนจ. และทีมงานนิสิต (พวกเรา)  แล้วการสู้เพื่อเราของท่านรองในวันนี้ก็ไม่มีนัยสำคัญ และท่านเองก้เป็นเหมือนตัวตลกที่แสดงตามบท และเราเองจะไม่มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป  และเหตุทีี่สำคัญอีกอย่างนึง ท่านสามารถใช้กระดาษแผ่นนี้ให้เกิดประโยชน์ในการต่อรองกับ สนจ. และอนาคตของงานบอลในปีต่อไป ที่ท่านกำลังจะเริ่มสะสาง ณ บัดนี้  (การสนับสนุนงบจาก สนจ. อาจเปลี่ยนเป็นจากมหาลัยเอง รวมถึงการทำเสื้อเชียร์ด้วย เป็นต้น)

 

จึงอยากให้ทุกคนคอยสนับสนุนให้ความช่วยเหลือท่าน เพราะยังไงเสียแล้วเราเชื่อมั่นว่าท่านจะทำเต็มความสามารถของท่านที่จะให้งานบอลขอลเรามีพัฒนาการที่ดีขึ้่น ขจัดปัญหาเชิงโครงสร้าง และอยากให้เป็นกิจกรรมที่หลอมรวมจุฬาฯ เป็นหนึ่งเดียว เช่นเดียวกับที่เราทุกคนพยายามทำอยู่เช่นกัน

 

ขอบใจมาก
เต้
๘ มกราคม ๕๑
๐.๒๐ นาฬิกา

——————————————————————————————————————————-

 

ถึง  เป้ง ณิก วุ้น แม็ค เอ็มมี่  ตาล  และพีช

 

เข้าใจว่าเวลานี้ทุกคนเริ่มตั้งสติได้  ฝากกำชับเรื่องที่สำคัญบางเรื่อง เพื่อลดปัญหา ความ วุ่นวาย  ความไม่เข้าใจกันที่จะเกิดขึ้น ดังนี้

 

๑.)  เรื่องข้อสรุปของงานบอลปีนี้  โดยอธิบายอย่างชัดเจนทั้งส่วนของภาพรวม  ว่างานจะ เลื่อน  โดยเกิดขึ้นเมื่อไหร่  รูปแบบใด  พร้อมทั้งอธิบายในส่วนย่อยลงมา  คือ  ส่วนของ นิสิตจุฬาฯ  สรุปเช่นใด  ส่วนของผู้ใหญ่สรุปเช่นใด  และส่วนของนักศึกษาธรรมศาสตร์ สรุปเช่นใด  ทั้งนี้ข้อสรุปแต่ละส่วนเป็นเอกภาพจากกัน  ทั้งนี้เข้าใจว่าคนทำงานบางส่วน อาจเกิดความสับสน  หรือปัญหาต่างๆ  อาทิ  แล้วสรุปว่างานบอลจะเลื่อน  หรืองด  แล้วส่วนงานของเราต้องทำยังไงต่อไป  แล้วธรรมศาสตร์เห็นเขาบอกว่าจะมีต่อไป  เป็นต้น

 

๒.)  สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า  การปฏิบัติกิจกรรมมีแนวทางการปฏิบัติอย่างไรต่อไป อาทิ  ๑.)  ยังคงเตรียมงานทุกอย่างต่อไปให้แล้วเสร็จ  และเก็บอุปกรณ์  พร้อมทั้งสรุปงาน ทุกอย่างเพื่อส่งมอบต่อไป  หรือ  ๒.)  หยุดการเตรียมงานทุกอย่าง  และเก็บอุปกรณ์  พร้อมทั้งสรุปงานทุกอย่างเพื่อส่งมอบต่อไป  หรือ  ๓.)  แนวทางอย่างอื่นที่เป็นไปได้  เป็นไปได้ควรอธิบายถึงฝ่ายย่อยใน    ฝ่ายใหญ่  เช่น  ผู้นำเชียร์  ถนนนี้สีชมพู  เป็นต้น  ทั้งนี้ ไม่ว่าจะได้ข้อสรุปจะออกมาอย่างไร  อาจจะเลือกทางเลือกเพียงทางเลือกเดียว  หรืออาจเลือก ทั้งสองทางเลือกแตกต่างกันตามฝ่ายย่อย

 

๓.)  สุดท้ายแล้วคงต้องมีกิจกรรมบางอย่างเพื่อเป็นการร่วมมือ  ร่วมใจ  ทำกิจกรรมร่วมกัน ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปตามภาระหน้าที่  เพื่อเป็นการสรุป ส่งต่อ  และปิดงานบอลที่ทุกคน ร่วมกันสืบสานต่อเป็นปีที่  64  ในแบบฉบับของเราเอง  ทั้งนี้ในเรื่องนี้ทางเรา  และธรรมศาสตร์ในส่วนของกร  และทีมงานได้คุยกันไว้บ้างแล้ว  ว่าแนวทางการจัด กิจกรรมร่วมในส่วนของนิสิต  นักศึกษาทั้งสองสถาบันเป็นอย่างไร  มีข้อเสนอ  อาทิ  การจัดค่ายสร้างจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์  เป็นครั้งแรก  การจัดกิจกรรมส่งท้าย  เลี้ยงขอบคุณสต๊าฟงานร่วมกัน    สนามจุ๊บ  เป็นต้น

 

๔.)  หลังจากที่ได้แนวทางการปฏิบัติงานในปีนี้  และดำเนินการสำเร็จลุล่วงแล้ว  พร้อมที่จะ ส่งต่อให้ทีมงานชุดต่อไป  เรื่องทีมงานชุดต่อไปที่จะเข้ามาทำงานบอลในช่วงเดือนเมษายน  ต้องมีข้อแนะนำต่อไปว่าจะให้มีทีมงานหรือไม่  ไม่ให้มีเพราะจะไม่มีการเข้าร่วมจัดกิจกรรม จากส่วนนิสิตเลย  ถ้าให้มีจะเป็นไปในรูปแบบใด  เท่าที่เราแนะนำได้  คือ  ต้องเป็นทีมงาน ที่ได้รับอนุญาตจากทางมหาลัย​ โดยอธิการบดี  หรือตัวแทนอธิการบดี  ซึ่งต้องมีหนังสือ แสดงความจำนงขอความช่วยเหลือจากทาง  สนจ.  มายังมหาลัยก่อนหน้านี้แล้ว  ทั้งนี้ต้อง ได้รับความเห็นชอบจากทางมหาลัย  และที่สำคัญกว่านั้นคือเราต้องไม่ขัดกับข้อสรุปของเรา ที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้  ไม่งั้นเสียแล้วเราเองไม่มีความน่าเชื่อถือเสียเลย และสิ่งที่มหาลัยได้ ยืนหยัดในจุดยืนที่เป็นข้อสรุปของเราก็เป็นเรื่องตลกเช่นกัน  ส่วนความรู้สึกของท่านรอง ก็ไม่ต่างกับทางมหาลัยด้วย   เข้าใจว่าในระหว่างที่ท่านรองอยู่ในหน้าที่  และพ้นจากวาระแล้ว  เราก็ไม่ควรหักล้างคำพูดของเราเอง  จะดียิ่ง  เพราะจะดีต่อทีมงานบอลเราเองในปัจจุบัน  และต่อไปในอนาคต  ในการดำเนินการต่างๆ  รวมทั้ง

 

๕.)  การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของงานบอล   ในส่วนของการขาดเอกภาพในการจัดการ  ทั้งนี้ที่ผ่านมาในช่วงเกือบสิบปีที่ผ่านมาการจัดงานบอลของจุฬาฯ  จะจัดขึ้นโดยมี  สนจ.  เป็นเจ้าภาพ  ซึ่งเป็นสมาคม  หรือหน่วยงานที่ขึ้นตรง  และอ้างอิงกับมหาวิทยาลัย  เป็นที่รู้กันดีว่าด้วยการทำงานภายใต้โครงสร้างดังกล่าวนี้  ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ  ในการจัดการ  อาทิ  การขอความช่วยเหลือจากนิสิตในการจัดกิจกรรม  การผลิตเสื้อ ประจำงานบอล  การเบิกจ่ายงบประมาณ  และเป็นปัญหาที่ทีมงานบอลทุกปีประสบมา  และพยายามถ่ายทอด  บอกต่อกับทีมงานรุ่นถัดไป  ถึงแม้ว่าทีมงานแต่ละปีจะรับทราบถึง ปัญหาดังที่กล่าวมาแล้ว  แต่ไม่สามารถจัดการ  หรือแก้ไขได้  ด้วยหลายเหตุปัจจัย  พอสรุปได้ดังนี้  ๑.)  เหตุจากโครงสร้างการทำงาน  ๒.)  อำนาจในการต่อรองของนิสิต ที่เป็นทีมงาน  และ  ๓.)  การเข้าใจถึงปัญหา  สาเหตุ  แนวทางการแก้ไข  รวมทั้งความมุ่งมั่น ที่จะแก้ปัญหาของทีมงาน เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ยังคงวนเวียนเป็นวัฏจักรของทีมงานบอลต่อไป  ถ้าหากไม่ได้รับการแก้ไข  เราจึงมีความพยายามที่จะหยุดวัฏจักรนี้ โดยการแก้ปัญหาเชิง โครงสร้างที่สะสมมานานแล้ว  แต่ทั้งนี้ไม่สามารถสำเร็จลุล่วงได้  ถ้าหากไม่ได้รับความ ร่วมมือจากทีมงานทุกส่วน    ก่อนอื่นนั้นขอความร่วมมือจากทุกคนให้หนักแน่นในสิ่งที่เรา ได้ตัดสินใจแล้ว  เพราะว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีทีสุด    เวลานั้น  ภายใต้สภาพแวดล้อม ขณะนั้น  นั้นหมายรวมทั้งการตัดสินใจของเราต่อการเลื่อนการจัดงานของผู้ใหญ่ด้วย  แล้วหลังจากนี้  เราอาจจะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง  ในรายละเอียดแล้ว แนวทางที่เป็นไปได้อยากให้ทุกคนช่วยกันคิด  รวมถึงตัวเราเองด้วยแล้ว เราจะแจ้งให้ทราบ อีกที

 

ขอบใจมาก

เต้

  มกราคม  ๒๕๕๑

๑๓.๓๓  นาฬิกา

——————————————————————————————————————————-

 

ถึง  เป้ง ณิก วุ้น แม็ค เอ็มมี่  ตาล  และพีช

 

นึกแล้วบางที  ทุกคนอาจจะรู้สึกว่าเต้ส่งแต่งานเข้ามาเรื่อย  ยังไงเสียแล้วต้องขอโทษด้วย  เราเกรงว่าไม่บอกวันนี้  วันหน้าจะลืมเสีย  สำหรับรายละเอียดของการปรับโครงสร้างงานบอล ที่ค้างไว้ของคราวที่แล้ว  ขอส่งแยกเนื้อหาออกมาอีกฉบับนึง  คราวนี้ยังคงเป็นเรื่องที่คิดว่า ต้องสะสางให้แล้วเสร็จต่อไป  ดังนี้

 

๑.)  การเงิน  สำหรับเรื่องนี้ไม่ว่าแนวทางการทำงานที่ชัดเจนจากที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้จะออกมา เช่นไร  สำหรับเรื่องนี้แล้ว  เป็นกระบวนการที่ต้องทำอยู่แล้ว  ทั้งนี้ต้องขอฝากเหรัญญิก  ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักของงานนี้  ในการสรุปค่าใช้จ่ายของงานบอลที่เสร็จสิ้น  พร้อมทั้งหลักฐาน ทางการเงินให้เป็นที่เรียบร้อย  พร้อมทั้งมีรองประธานเป็นผู้คอยสนับสนุนให้การทำงานของ เหรัญญิกดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย  ตามความคิดเห็นของเราแล้ว  กระบวนการเหล่านี้ ควรเสร็จสิ้นก่อนกลางเดือนกุมภาพันธ์  ทั้งนี้ต้องประสานงานกับพี่น้อย  ในฐานะตัวแทน ของฝ่ายเชียร์  และพาเหรด  รวมทั้งพี่วิไลซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวก  และแนะนำขั้นตอนให้ กระบวนการเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กำหนด


๒.)  สื่อประชาสัมพันธ์  ที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีว่า  การทำงานของประชาสัมพันธ์งานบอล เป็นที่น่าพอใจ  การติดตั้งสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อเชิญชวน  เป็นที่ปรากฎแก่นิสิต  และบุคคลากรทุกคนเป็นอย่างดี  ทั้งนี้เมื่อการทำงานได้ดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว  ในส่วนของการประชาสัมพันธ์ก็เช่นกัน  จะต้องมีการดำเนินการเก็บสื่อประชาสัมพันธ์  อาทิคัตเอาท์  ธงราว  ธงญี่ปุ่น  เป็นต้น  ทั้งนี้การดำเนินการเก็บจะมีกระบวนการอย่างไร  นั้นเป็นสิทธิ์ของฝ่ายประชาสัมพันธ์โดยตรง  และอยากฝากถึงกระบวนการเก็บสื่อ ประชาสัมพันธ์  ให้คำนึงถึงประโยชน์การใช้งานสูงสุด  ส่วนของคัตเอาท์จะมีการเก็บรักษา อย่างไร  ที่ไหน  ใครเป็นผู้ดูแล  หรือจะให้ทีมงานผู้แข่งขัน  อบจ.  นำไปใช้ประโยชน์  หรือหน่วยงานอื่นของจุฬาฯ  อาทิคณะ  ชมรม  ก็เป็นได้  ทั้งนี้ให้พิจารณาดู เอาประโยชน์เป็นที่ตั้ง  และความยั่งยืนของการใช้ประโยชน์  ส่วนเรื่องแผ่นพลาสติกไวนิวล์  สามารถรวบรวมไว้ทำประโยชน์อะไรได้บ้าง  หรือสามารถให้ใครนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้


๓.)  การประชาสัมพันธ์  การชี้แจงงานบอล  ส่วนนี้อยากให้พิจารณาดูว่า  เมื่อเราได้กำหนด ความชัดเจนของงานบอลตามประเด็นแรกที่ได้แจ้งไปก่อนหน้านี้แล้ว  การสร้่างความชัดเจน ของงานบอลก็เป็นส่วนสำคัญ  ไม่ว่าจะผ่านสื่อต่างๆ  อาทิ  การบอกเล่า  การชี้แจง  ไปรษณีย์อิเล็คโทรนิกส์  เว็บไซท์  เป็นต้่น  อยากให่พิจารณาดูว่าที่ผ่านมา  การสร้าง ความชัดเจนผ่านสื่อต่างๆ  มีผลลัพธ์อย่างไร  ต่อกลุ่มคนใด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่ เกี่ยวข้องกับงานบอลโดยตรง  อาทิ  คนงานบอล  นิสิตจุฬาฯในส่วนของนิสิตปัจจุบัน  นิสิตจุฬาฯในส่วนของนิสิตเก่า  ชุมนุมเชียร์ของธรรมศาสตร์  เป็นต้น  ถ้าหากพิจารณา แล้วว่าผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ  มีความชัดเจนในข้อสรุปงานบอล  และเป็นที่ทราบโดยทั่วกัน  ก็ไม่จำเป็นต้องมีการทำสื่อประชาสัมพันธ์ขึ้นมาชี้แจง  ถ้าหากไม่แล้วพยายามพิจารณาดูว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีการสร้างความชัดเจนขึ้น  และผ่านสื่ออะไรบ้าง  ตามตัวอย่างที่ กล่าวมาแล้ว  ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายตามมาอย่างมาก  สำหรับเนื้อหาในการ ชี้แจงเข้่าใจว่าควรเป็นเนื้อหาเพียงเนื้อหาเดียวที่เป็นข้อสรุปชัดเจน  ถ้าเป็นไปได้ควรต้องมี การอ้างอิงแหล่งของข้อมูลที่ชัดเจน  และน่าเชื่อถือ  อาจจะเป็นบุคคล  หรือหน่วยงาน  ก็แล้วแต่เห็นสมควร  และควรมีระยะเวลากำกับชัดเจน

 

สำหรับวันนี้  มีเพียงแค่นี้  ใครมีความคิดเห็นต่าง  หรือเสริม  หรือ  เพิ่มประเด็นที่เห็นสมควร  ให้ปรึกษาหารือกัน  ได้ข้อสรุป  แล้วดำเนินการทันที  อย่างไรเสียแล้วต้องขอโทษด้วยที่ไม่ สามารถช่วยอะไรได้มาก  ต้องฝากทีมงานทุกคนช่วยดำเนินการต่อให้เสร็จสิ้น

 

ขอบใจ

เต้

๑๖.๒๙  นาฬิกา

๑๑  มกราคม  ๒๕๕๑

——————————————————————————————————————————-

 

ถึงเป้ง ณิก วุ้่น แม็ค เอ็มมี่  ตาล  และพีช

 

วันนี้อยากจะเล่าให้ทราบถึงความเคลื่อนไหวของ  สนจ.  เพื่อที่ทุกคนสามารถใช้เป็นข้อมูลใน การตัดสินใจทำการต่างๆ  ได้ดีขึ้น  ล่าสุดเมื่อวันศุกร์  ที่  ๑๑  มกราคม  ที่ผ่านมา   ทาง  สนจ.  โดยพี่วิไล  และพี่เต้  ได้ติดต่อสอบถามมาถึงการเข้าร่วมฝ่ายเชียร์  และพาเหรด  (ส่วนของ นิสิตปัจจุบัน)  ของงานบอลที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้  ซึ่งมีความพยายามที่จะให้ ฝ่ายเชียร์  และพาเหรดเข้าร่วมในงานบอลที่จะถึงนี้  (อาจมีการเปลี่ยนแปลง)  และใน วันพฤหัสบดีที่  ๑๙  มกราคม  ที่จะถึงนี้จะมีการประชุม    กรมสรรพากร  เพื่อกำหนด ความชัดเจนของงานบอล  ในทุกประเด็นหลัก  อาทิ  วัน  เวลา  รูปแบบกิจกรรม  เป็นต้น  ทั้งนี้ทาง  สนจ.  มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะให้นิสิตเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้  ส่วนหนึ่งเท่าที่ ฟังมาจากพี่วิไล  ได้ความว่า  ทาง  สนจ.  เข้าใจว่านิสิตเอง  อยากทำงานบอล  และพยายาม ชักจูงให้เปลี่ยนใจ  รวมทั้งเข้าใจว่าทางท่านรองเป็นผู้บังคับนิสิตให้ได้ข้อสรุป  ตามที่ท่าน ต้องการ  และที่สำคัญคือทาง  สนจ.  อยากให้เราเข้าร่วม  เพื่อที่จะสามารถมัดมือชก  ได้สะดวกกว่าการที่ท่านรองเป็นตัวแทน  ทั้งแง่น้ำหนักการตอบคำถาม  ความน่าเชื่อถือ  และความหนักแน่นของนิสิต  เป็นต้น  ยังไงแล้วเข้าใจว่าการประชุมที่จะถึงนี้  ท่านรอง ยังคงเป็นตัวแทนของพวกเรา  และคงยืนหยัดสู้  และเราทุกคนยังคงปฏิบัติดีเช่นเดิม

 

ให้ทุกคนหนักแน่น  และเหนียวแน่น  ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี

 

ขอบใจทุกคนมาก

เต้

๑๔   มกราคม  ๒๕๕๑
๑๐.๓๓  นาฬิกา

 ——————————————————————————————————————————-


ถึง  เป้ง  วุ้น  ณิก  แม็ค  เอ็มมี่  ตาล  และพีช

 

เมื่อวานนี้  ประมาณสามทุ่ม  เราได้มีโอกาสคุยกับท่านรอง  ในหลายประเด็น  สรุปความได้ดังนี้

 

๑.)  การประชุมในวันพฤหัสบดีที่  ๑๗  มกราคม  นี้    กรมสรรพากร  ในการกำหนด ความชัดเจนของงานบอล  ๖๔  ทั้งประเด็นของวัน  เวลา  รูปแบบกิจกรรม  ทั้งนี้โดยตัวแทน ของฝ่ายเชียร์  และพาเหรด  จะมอบหมายให้นางสาวอัจฉราวรรณ  หรือพี่น้อย  เข้าร่วม การประชุม  เนื่องด้วยท่านรองติดประชุมคณะกรรมการสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ  ซึ่งจัดขึ้น    ครั้งในหนึ่งเดือน  และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านจากหน่วยงานภายนอก เข้าร่วมในการนี้


๒.)  สำหรับเรื่องที่ประชุม  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายเชียร์  และพาเหรด  นั่นคือ  รูปแบบ กิจกรรมทั้งหมดในส่วนของเรา  ซึ่งเป็นมติที่ประชุม  ตามที่ได้สรุปมาก่อนหน้านี้  ทั้งนี้ ฝ่ายเชียร์  และพาเหรดก็ยังคงให้ข้อสรุปเช่นเดิมต่อไป  ทั้งนี้ในส่วนของมหาวิทยาลัย  โดย อธิการบดี  และรองอธิการ  (ท่านรอง)  มีความเห็นตรงกันในข้อสรุปของนิสิต  และ ยืนยันตามข้อสรุปนั้น  ถึงแม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันนี้  ทาง  สนจ.  เองพยายามดิ้นรน  และติดต่อโดยตรงมายังนิสิต  เพื่อที่จะยังคงกิิจกรรมในส่วนของฝ่ายเชียร์  และพาเหรดต่อไป


๓.)  เนื่องด้วยข้อสรุปนี้ทำให้กิจกรรมของฝ่ายเชียร์  และพาเหรด  ในส่วนของการเงิน ต้องมีการจัดการสรุปค่าใช้จ่าย  และรวบรวมหลักฐานทางการเงินให้เป็นที่เรียบร้อยภายใน เดือนมกราคมนี้  ทั้งนี้ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง  ถ้าหากมากกว่างบประมาณ ที่รองจ่ายมา  โดยหลักการแล้วสมควรต้องได้รับมาเท่าที่จ่ายจริง  ทั้งนี้ต้องแจ้งให้ท่านรองทราบ ว่าส่วนที่เกินมา  เป็นจำนวนเท่าไร  และอะไรที่ได้จ่ายไปแล้วบ้าง  เพื่อที่ท่านรองจะได้ ประสานงานเรื่องนี้ต่อไปยัง  สนจ.  เพื่อจัดการเบิกจ่ายต่อไป  และขอฝากข้อสังเกต  สำหรับเรื่องนี้  ระวังงบประมาณส่วนที่แจ้งให้ท่านรองทราบ  ควรจะสอดคล้องกับงบที่แจ้งให้ ท่านทราบแต่ต้นแล้ว  เป็นไปได้ที่ท่านจะจำได้ว่าในบางประเด็น  ไม่ได้ตามที่เราตกลงกัน ไว้ตั้งแต่ต้น  ยังไงเสียแล้วควรทำเป็นสองส่วน  คือ  รายจ่ายจริงทั้งหมดของเรา   และรายจ่าย ที่สอดคล้องกับที่เสนอท่านรอง  (สนจ.)  สำหรับเรื่องผู้สนับสนุนกิจกรรมในส่วนของนิสิต  ต้องมาจัดการปัญหาต่างๆ  ทั้งการให้ผลประโยชน์ตอบแทน  อาทิ  บอลลูน  ท่านให้ข้อเสนอมาว่า  สามารถนำมาติดตั้งที่สยามได้  ทั้งนี้พวกนี้ต้องลองทำรายการมา  แล้วนำมาปรึกษาท่านรอง


๔.)  การเก็บสื่อประชาสัมพันธ์  ท่านรองท่านมีความเข้าใจดีอย่างยิ่งว่าสถานการณ์  ขณะนี้อยู่ในช่วงโศกเศร้า  ทั้งส่วนของการสิ้นพระชนม์  และการเลื่อนงานบอลออกไป  โดยที่นิสิตไม่สามารถจัดการได้  เรื่องนี้เป็นประเด็นที่สำคัญเช่นกัน  เท่าที่ฟัง  เข้าใจว่าทางมหาลัยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก  น่าด้วยเหตุผลหลายประการ  อาทิ  ความชัดเจนของการเลื่อนงาน  ถ้าหากไม่มีงานแล้ว  ในส่วนของมหาลัยต้องชัดเจน  และเรื่องของความสะอาด  เรียบร้อย  ภายในมหาลัย โดยความเห็นของเราแล้วเรื่องนี้เราก็ ควรให้ความสำคัญ  และช่วยท่านจัดการให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว  โดยท่านรองเองได้เสนอว่า ท่านจะลองคุยกับเจ้าหน้าที่หอพักให้มาช่วยเก็บสื่อประชาสัมพันธ์  โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น  ทางมหาลัยจะรับผิดชอบดูแลให้  ทั้งนี้ข้อเสนอนี้  ยังไม่ได้สรุปชัดเจน  ทางท่านเอง จะลองคุยดูหลายๆ  ส่วน  เพื่อที่จะจัดการให้เสร็จสิ้นรวดเร็ว

 

ใจความสรุปการสนทนา  สรุปตามที่ได้กล่าวมานี้

 

ขอบใจมาก

เต้

๑๖  มกราคม  ๒๕๕๑

๑๒.๕๕  นาฬิกา

——————————————————————————————————————————-

 

ถึง  เป้ง ณิก วุ้น  แม็ค  เอ็มมี่  ตาล  และพีช

 

เมื่อค่ำวานนี้  เราได้มีโอกาสคุยกับเป้งเกี่ยวกับเรื่องการเงิน  เนื่องด้วยขณะนี้สถานะทางการเงิน ของงานบอลครั้งนี้  ในเบื้องต้นแล้วสามารถสรุปคร่าวๆ  ได้ว่ารายจ่ายมากกว่ารายรับ โดยฐานะ ทางการเงินติดลบประมาณ    ล้านบาท  ซึ่งเป็นที่หนักใจอย่างยิ่ง  ด้วยแหล่งของรายได้แแต่ละ แหล่ง  ยังไม่มีความแน่นอนในประเด็นของการได้มา  และจำนวน  ดังนั้นจึงปรึกษาร่วมกันถึง แนวทางของแหล่งรายได้  สามารถจัดหาจากไหน  ในบางส่วนเพิ่มเติมจากที่ได้คุยกับเป้ง  สามารถสรุปแหล่งรายได้  ได้ดังนี้


 ๑.)   สนจ.

๒.)  ผู้สนับสนุนในส่วนของนิสิต

๓.)  การติดตั้งสื่อประชาสัมพันธ์ในสยามสแควร์  (อาจขายเพิ่มก็เป็นได้)

๔.)  ขายเสื้อสต๊าฟ  หมวกงานบอล

๕.)  จัดกิจกรรมขอบคุณสตาฟ  และให้มีผู้สนับสนุนออกบูท

 

โดยในส่วนของ  สนจ.  คงต้องคุนกับท่านรอง  ในส่วนของผู้สนับสนุน  วุ้นเป็นคนดูแลและใน เบื้องต้นสามารถให้คำตอบคร่าวๆ  ได้ภายในวันศุกร์นี้  ส่วนของการติดตั้งสื่อตอบแทนใน สยามสแควร์  ต้องปรึกษากับท่านรอง  ท่านยินดีช่วยเหลือ  ส่วนการขายเสื้อสตาฟ  และ หมวกงานบอลให้ปรึกษาหารือความเป็นไปได้

 

ทั้งนี้  สำหรับการขายเสื้อสต๊าฟควรขายให้กับสต๊าฟ

ราคาขายเสื้อ  แนะนำว่าน่าจะขายที่ราคา  ๖๔  บาทเพื่อเป็นการรำลึกถึงงานบอลครั้งนี้  สำหรับการขายหมวกงานบอล  ควรขายให้กับบุคคลทั่วไป  รวมทั้งสต๊าฟที่สนใจ  ซื้อเป็นที่ระลึก (ให้คุยกับพี่ปุ้ยก่อน  ว่ามีความจำเป็นต้องนำมาขายเพื่อหารายได้           เป็นไปได้แค่ไหน)    สำหรับราคาขายหมวก  แนะนำว่าน่าจะขาย  ๔๖  บาท  เพื่อล้อกับราคาเสื้อ


มากกว่านั้นถ้าเรานำเอาถุงผ้างานบอลมารวมเข้ากับเสื้อ  และหมวก  และดูความเป็นไปได้ ที่จะจัดรวมกันเป็นแพคเกจ  แล้วจำหน่ายในราคา  ๑๒๐  บาท  นอกจากเป็นการเพิ่มรายได้แล้ว  ยังเป็นการลดต้นทุนสินค้าคงคลังอีกด้วย       

 

การจำหน่ายในครั้งนี้อยากให้อธิบายให้ทุกคนเห็นใจ  และเข้าใจว่าเราทำโดยไม่ได้หวังผลกำไรแต่หารายได้เพื่อชดเชยรายจ่าย อันเนื่องมาจากรายการสินค้าที่ซื้อแล้ว  และสั่งไว้ เพื่อเตรียมการ

 

ประเด็นที่สำคัญเช่นกัน  คือ  สถานที่จัดจำหน่าย  ให้ขอสถานที่หน้าสหกรณ์  ก็เห็นว่า เหมาะสมอยู่  พร้อมกันนั้น    สถานที่จัดจำหน่ายควรมีการแจกสื่อประชาสัมพันธ์ของ งานบอล  ซึ่งมีเนื้อหาที่ชี้แจงประเด็นต่างๆ  เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกำหนดการงานบอลด้วย  เพื่อช่วยสร้างความชัดเจน  และความเข้าใจของทุกคนให้ตรงกันมากขึ้น

 

สำหรับคนที่มีแนวทางอื่นแนะนำ  ประเด็นที่บกพร่อง  สามารถปรึกษา  และดำเนินกาต่อไป

 

ขอบใจมาก

เต้ 

๑๗  มกราคม  ๒๕๕๑ 

เวลา  ๐.๓๙  นาฬิกา 

——————————————————————————————————————————-

 

“คุณค่า”  ขึ้นอยู่กับแต่ละหน่วยการตัดสินใจ

แต่เราไม่สามารถให้คุณค่าได้เหมาะสม  ถ้าละเลย  “ย้อนมอง”

โดยเฉพาะ  “รากเหง้า”  ของหน่วยการตัดสินใจ

พร้อมกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

 

สำหรับข้าพเจ้าเองแล้ว  ได้มองเห็น  “คุณค่า”  งานบอลทั้งในประเด็นเดิม

และประเด็นใหม่  ผ่านการกลับไปมองอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งผู้เขียนตั้งใจไว้ว่า

ไม่ต้องการนำเสนอคุณค่าที่ได้รับ  แต่ต้องการนำเสนอกิจกรรมที่สะสม

ไว้ในอดีต  เพื่อให้หน่วยการตัดสินใจทั้งที่เกี่ยวข้อง  และไม่เกี่ยวข้อง

สามารถให้ คุณค่า สมบูรณ์มากขึ้น

 

ปัญหามากมายในปัจจุบัน  ส่วนใหญ่แล้วข้าพเจ้าเชื่อว่ามาจาก  

การพยายามพัฒนา   การพยายามก้าวหน้า

“ที่ยายามละเลยการบริโภคสะสมในอดีต – ประวัติศาสตร์”

ทั้งที่พยายามย้อนมอง  และลืมมองกลับไป

ด้วยเหตุของผลประโยชน์ระยะสั้น

Read Full Post »

recommendare

 

บันทึก

จากปาฐกถาหัวข้อ  “การปฏิรูปการเมือง กับ การออกแบบรัฐธรรมนูญ”

 

ปาฐกถา 14 ตุลาคม 2551 

ณ  อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กรุงเทพฯ

บรรยาย  โดย

ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์   อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กล่าวดังนี้

 

ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ 

“การปฏิรูปการเมืองมิอาจเกิดขึ้นได้ในสังคมการเมืองที่มีการแยกขั้วเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ดังเช่นสังคมไทยปัจจุบัน เพราะการปฏิรูปการเมืองโดยตัวของมันเองมีแต่จะจุดชนวนของการแยกขั้ว การปฏิรูปการเมืองต้องการฉันทานุมัติจากประชาชน ปราศจากฉันทานุมัติจากประชาชน รัฐธรรมนูญที่ร่างใหม่ย่อมไม่มีเสถียรภาพ หากสังคมไทยยังไม่คืนสภาพสู่สังคมแห่งการใช้เหตุผล การปฏิรูปการเมืองและการร่างรัฐธรรมนูญที่จะได้รับฉันทานุมัติยากที่จะเกิดขึ้นได้”

 

ความนำ

การเลือกหัวข้อการปฏิรูปการเมืองกับการออกแบบรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ได้ต้องการเสนอพิมพ์เขียวในการปฏิรูปการเมือง ไม่ต้องการเสนอวิธีการออกแบบร่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องการชี้ประเด็นสำคัญบางอย่าง
สำหรับการปาฐกถาวันนี้ แบ่งเป็น 2 หัวข้อใหญ่ คือ

1. การปฏิรูปการเมือง กับ
2. การออกแบบรัฐธรรมนูญ

โดยขอเริ่มต้นนำปาฐถาโกมล คีมทอง 2518 ของ เสน่ห์ จามริก ที่พูดถึง 14 ตุลาว่าเป็นการปฏิวัติวัฒนธรรมที่สำคัญ

 

1. การปฏิรูปการเมือง

ปฏิรูปการเมือง…เพื่ออะไร ?ในส่วนแรกจะพูดการปฏิรูปการเมือง โดยต้องการเน้นว่าปฏิรูปการเมืองเพื่ออะไร? ในบรรดารัฐธรรมนูญ 18 ฉบับที่ออกมาจนขณะนี้ มีเพียง 1 ฉบับที่เขียนในคำปรารภชัดเจนว่า ร่างขึ้นบนฐานเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการเมือง รัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ปรากฏคำนี้ แม้ สสร.50 มักพูดถึงว่าร่างนี้ว่าเป็นไปเพื่อปฏิรูปการเมือง น่าสนใจว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 40 และ 50 สสร.ทั้ง 2 ชุดไม่เคยมีการถกอภิปรายว่าต้องการปฏิรูปการเมืองเพื่ออะไร?

 

ในรัฐธรรมนูญ 40 ปรากฏในคำปรารภชัดเจนว่า ต้องการปฏิรูปเพื่อ 3 เป้าหมายหลัก คือ

1. ส่งเสริมและคุ้มรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

2. ให้ประชาชนมีส่วนร่วมการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

3. ปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ 

 

ส่งเสริมและคุ้มรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ในเรื่องสิทธิ เสรีภาพของประชาชน เราพบว่า การออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่บังคับใช้อยู่แล้วเพื่อส่งเสริมเรื่องนี้ ไม่เป็นไปอย่างเข้มแข็ง จนบัดนี้สิ่งที่เรียกว่า “สิทธิชุมชน” ก็ยังไม่มีกฎหมาย ส่วนการเติบโตของภาคการเมืองประชาชนและการมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้น ก็เกิดขึ้นจากภาคประชาชนเอง แต่ที่รัฐธรรมนูญประสบความสำเร็จ คือการสร้าง strong executive (ฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง) มีการปกป้องนายกฯ อย่างเข้มแข็ง จนเกิดการรวบอำนาจผูกขาดทางการเมือง ทำให้ดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจในกระบวนการบริหารและกำหนดนโยบาย เป็นที่มาของการต่อต้านระบอบทักษิณ อยากเรียกร้องให้ชุมชนวิชาการและประชาชนสนใจคำถามว่า “ปฏิรูปการเมืองเพื่ออะไร?” ตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อนเดินเครื่องปฏิรูปการเมือง

 เป้าหมาย 2 ระดับของการปฏิรูปการเมือง 

การปฏิรูปการเมืองแบ่งเป้าหมายออกเป็น 2 ระดับ คือ “ระดับบั้นปลาย” กับ “ระดับขั้นกลาง”

 

เป้าหมายในบั้นปลาย คือ การสถาปนาระบอบการเมืองการปกครองที่เอื้อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดี แบ่งปันทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน สังคมมีสันติสุข ดังนั้น ตลาดการเมืองจึงเป็นตลาดการแลกเปลี่ยนซื้อขายบริการความสุข พรรคการเมืองและนักการเมืองเสนอขายบริการความสุขให้แก่ประชาชน เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วได้ผลิตบริการความสุขให้หรือไม่ รัฐธรรมนูญต้องให้ความสนใจ

 

เป้าหมายขั้นกลา เรื่องนี้ว่าผมเปลี่ยนแปลงความคิดไปจากตอนที่เขียนหนังสือเศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ

1.     เป้าหมายแรกคือ “การแข่งขันทางการเมือง” ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่มีทางที่ตลาดการเมืองจะมีการแข่งขันสมบูรณ์ได้ แต่ก็ต้องให้มีการแข่งขันมากไปกว่าที่เป็นมาและเป็นอยู่

2.     เป้าหมายที่สอง คือ เรื่อง”ธรรมาภิบาล” เป็นประเด็นที่วงวิชาการ เศรษฐศาสตร์การเมืองสนใจศึกษามาก โดยเฉพาะประเด็นความรับผิด

 

ถ้าเราจะปฏิรูปการเมือง ต้องส่งเสริมให้มีการแข่งขันทางการเมืองมากขึ้น อุปสรรคหลักของเรื่องนี้อยู่ที่ความไม่สมบูรณ์ของสารสนเทศ นักการเมืองและพรรคการเมืองมีสารสนเทศสมบูรณ์กว่าประชาชน เป็นลักษณะเช่นเดียวกับตลาดการเงินเช่นกัน อย่างไรก็ดี มันก็ไม่ใช่เป็นเหตุที่จะละเลยให้มีการแข่งขันที่สมบูรณ์ขึ้น เพราะมันจะช่วยให้สังคมการเมืองสามารถผลิตบริการความสุขให้ประชาชนด้ด้วยต้นทุนต่ำและมีคุณภาพ เรื่องธรรมาภิบาลก็เช่นกัน โดยหวังว่าการแข่งขันที่มากขึ้นกับระบอบที่มีธรรมาภิบาลจะทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดี สังคมมีสันติสุข


ส่วนที่มีนักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยมีความเห็นว่า ไม่สามารถเปรียบตลาดการเมืองกับตลาดสินค้าและบริการ แตกต่างในพื้นฐานหลายประการ จะขอข้ามในประเด็นเหล่านั้นไปก่อน

 

ความหมายของการแข่งขันทางการเมือง

ความหมายของการแข่งขันทางการเมือง มีความหมายแตกต่างกันอย่างน้อย 3 ความหมาย

1.     การแข่งขันเพื่อยึดกุมตำแหน่งทางการเมือง จะส่งเสริมให้มันเพิ่มขึ้นได้อย่างไร?

2.     การกระจายอำนาจทางการเมือง ทำให้อำนาจรัฐบาลส่วนกลางลดลง กระจายสู่หน่วยปกครองท้องถิ่น

3.     การแข่งขันของพรรคการเมือง (จำเป็นต้องไม่ลงรายละเอียดในเรื่องนี้เพราะเวลาน้อย)

 

การแข่งขันทางการเมืองก่อให้เกิดประโยชน์และโทษอย่างไร?

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้ คือ

1.     ลดการกระจุกตัวของอำนาจที่เปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจในทางฉ้อฉลได้ง่าย

2.     ทำให้สารสนเทศทางการเมืองสมบูรณ์มากขึ้น สังคมการเมืองโปร่งใสมากขึ้น

3.     ทำให้มีความรับผิดในทางการเมือง นักการเมืองและพรรคต้องรับผิดต่อประชาชนมากขึ้น

4.     ช่วยลดทอนการดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจในกะรบวนการกำหนดนโยบาย

5.     บริการสาธารณะจะดีขึ้น ถ้าตลาดการเมืองเป็นตลาดซื้อขายบริการความสุข ประชาชนจะเลือกจากนักการเมืองที่สามารถผลิตบริการนั้นมีคุณภาพและต้นทุนต่ำที่สุด

 

ผลเสียที่คาดว่าจะเกิด

1. ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ อาจรู้สึกว่าการแข่งขันนั้นเข้มข้น ตัวเองอาจพ่ายแพ้ทางการเมือง ทำให้อาจจะเร่งดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากการกำหนดนโยบาย

2. ผู้ดำรงตำแหน่งอยู่อาจไม่กล้าริเริ่มนโยบายใหม่ ถ้าต้องตามมาด้วยการเก็บภาษีเพิ่มและทำลายคะแนนนิยมทางการเมือง

 

ข้อเสนอเกี่ยวกับนักการเมือง พรรคการเมือง ตลาดการเมือง


ข้อเสนอเกี่ยวกับตลาดนักการเมือง เช่น ต้องไม่มีอุปสรรคในการเข้าหรืออกจากการแข่งขัน ต้องเลิกบังคับ ส.ส.สังกัดพรรค เลิกระบอบบัณฑิตยาธิปไตยสำหรับผู้สมัคร ส.ส.

 

ข้อเสนอเกี่ยวกับตลาดพรรคการเมือง คือ

1.     ต้องอำนวยการให้จัดตั้งพรรคการเมืองเป็นไปได้ง่าย แต่ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง แม้ว่าจะเปิดโอกาสให้มีการตั้งพรรคง่าย แต่เต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ทำให้อยู่ยาก เช่น จำนวนสมาชิก สาขาพรรค ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อพรรคขนาดเล็ก อย่าลืมว่าพรรคที่มีอุดมการณ์มักเติบโตจากพรรคขนาดเล็กและไม่สามารถแบกรับภาระเหล่านั้นได้

2.     เรื่องการกระจายอำนาจ อปท.ต้องมีอิสระทางการคลัง มีอำนาจจัดเก็บภาษี และรัฐบาลกลางให้งบประมาณมากขึ้น รวมทั้งกำหนดให้ท้องถิ่นมีหน้าที่ผลิต local public goods เช่น บริการการศึกษา สาธารณสุข ตำรวจ

 

ข้อเสนอเกี่ยวกับสารสนเทศทางการเมือง เช่น เผยแพร่สถิติการเข้าประชุมรัฐสภา, เผยแพร่มติของพวกเขาในการลงมติอนุมัติ/ไม่อนุมัติ ร่างพ.ร.บ.หรือสนธิสัญญาต่างๆ, เผยแพร่หนี้สิน/ทรัพย์สินผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้สมัคร ส.ส.,ส.ว. , เผยแพร่ การต้องคดีผู้ดำรงตำแหน่ง, เผยแพร่ข้อมูลนโยบายของพรรคการเมือง, เผยแพร่การใช้จ่ายจริงของรัฐบาลในแผนงานและโครงการต่างๆ

 

ข้อเสนอเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันการผูกขาดในทางการเมือง (Political Competition Law) การเมืองก็ควรมีการห้ามพรรคการเมืองควบหรือครอบพรรคอื่นระหว่างมีสภาผู้แทนฯ และยังไม่ได้ยุบสภา, ห้าม ส.ส.ย้ายพรรคในระหว่างมีสภาผู้แทนฯ และไม่ได้ยุบสภา ยกเว้นแต่พรรคถูกยุบ

ธรรมาภิบาล การกำหนดในรัฐธรรมนูญ


ธรรมภิบาลถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญ ในการนำไปสู่เป้าหมายสุดท้ายของการปฏิรูปการเมือง อย่างต่ำสุดต้องพูดถึงเรื่องความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และการรับผิด

ในเรื่องความโปร่งใส


ข้อพิจารณาที่ 1. คือ เสรีภาพในข้อมูลข่าวสาร รัฐธรรมนูญต้องให้หลักประกัน

ข้อพิจารณาที่ 2. ข้อมูลข่าวสารทางราชการถือเป็นสมบัติสาธารณะ ต้องเปิดเผย การไม่เปิดเผยมีความผิด อันนี้ต่างจากรัฐธรรมนูญ 40 และ50 ที่ยึดหลักว่าคนที่ต้องการข้อมูลต้องแบกรับภาระต้นทุนของการได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสาร เพราะต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการฯ

ข้อพิจารณาที่ 3. เสนอให้กำหนดเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ดังตัวอย่าง US freedom of info Act of 1966 ซึ่งทำให้ต้องเปิดเผยข้อมูลแพนตากอนในช่วงสงครามเวียดนาม

ข้อพิจารณาที่ 4. กำหนดให้กฎหมาย ให้เสรีภาพสื่อมวลชนเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ข้อพิจารณาที่ 5. รายงานการศึกษาโครงการลงทุนของรัฐเป็นสมบัติสาธารณะ ไม่เปิดเผยถือว่าผิดกฎหมาย เช่น การประเมินโครงการ การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การประเมินผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม

ข้อพิจารณาที่ 6. เงินบริจาคพรรคการเมือง ต้องรายงานยอดเงิน พร้อมเปิดเผยรายชื่อทุกเดือน เพราะนี่เป็นการซื้อเสียงยิ่งกว่าที่ไปจ่ายเงินให้ประชาชน ต้องเปิดให้รู้ว่าเมื่อพรรคนี้มีอำนาจแล้วได้ดำเนินนโยบายเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนที่บริจาคหรือไม่

 

ในเรื่องการมีส่วนร่วม ขอข้ามเรื่องนี้ไปเนื่องจากเวลาน้อย

 

ในเรื่องความรับผิด รัฐธรรมนูญอาจช่วยได้บ้าง ความรับผิดที่สำคัญ คือ ความรับผิดในการส่งมอบบริการความสุขให้ประชาชน เช่น ในการเลือกตั้งไปโฆษณาบริการของตนเอง แต่เมื่อมีอำนาจ หากนักการเมืองและพรรคการเมืองไม่ส่งมอบบริการความสุขจะทำอย่างไร? ทั้งรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 ไม่ให้ความสำคัญในการสร้างกลไกของความรับผิด

 

ข้อพิจารณาที่ 1. ในการแถลงนโยบาย นายกฯ ต้องแถลงด้วยว่านโยบายที่ใช้หาเสียง นโยบายใดบ้างที่ไม่ปรากฏในนโยบายของรัฐบาล

ข้อพิจารณาที่ 2. ต้องแถลงและเสนอรายงานต่อสภาทุกปี ระบุอย่างชัดเจนว่า นโยบายที่แถลงไปนโยบายใดยังไม่ได้ดำเนินการ นโยบายใดดำเนินการถึงไหน

ข้อพิจารณาที่ 3. การใช้งบในทางสูญเปล่า และดำเนินนโยบายผิดพลาดจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคม รัฐมนตรีและหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องรับผิดทางแพ่ง อันนี้ยกประเด็นให้มาถกกัน

 

2. การออกแบบรัฐธรรมนูญ


เกี่ยวกับการออกแบบรัฐธรรมนูญจะพูดถึง 2 เรื่อง คือ

        หลักการออกแบบรัฐธรรมนูญ และ

        ประเด็นสำคัญในการออกแบบรัฐธรรมนูญ

โดยขอพูดเฉพาะเรื่องที่ 2. ส่วนเรื่องหลักการออกแบบ ไม่ขอลงรายละเอียด แต่โดยคร่าวๆ คือ เรามองรัฐธรรมนูญว่าเป็นอะไร? สิ่งที่เสนอคือ ต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นกลไกการประสานงานในสังคม (Social Coordination Mechanism) เพื่อให้สังคมการเมืองบรรลุเป้าหมายของการปฏิรูปการเมือง

ประเด็นสำคัญในการออกแบบรัฐธรรมนูญ คือ

1.     สิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของชนชาวไทย

2.     อำนาจนิติบัญญัติ

3.     อำนาจบริหาร

4.     อำนาจตุลาการ

5.     การแบ่งแยกอำนาจ และการตรวจสอบถ่วงดุล

6.     ธรรมภิบาล

7.     ธรรมนูญการคลังและธรรมนูญการเงิน

8.     กฎการลงคะแนนเสียง

9.     องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

10.  กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่ออนุวัตรตามรัฐธรรมนูญ

11.  การให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ

12.  การปริทัศน์รัฐธรรมนูญ (Review)

13.  การแก้ไขเพิ่มเติมและการร่างรัฐธรรมนูญ

 

1. เรื่องสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของปวงชนชาวไทย

เพียงแต่ตั้งคำถามให้ถกว่า หน้าที่ใดควรบรรจุย่อมขึ้นกับดุลยพินิจของผู้ร่าง และพบว่าบางครั้งเกินกว่าความจำเป็น ส่วนที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งคือ การกำหนดหน้าที่ในการใช้สิทธิเลือกตั้ง นัยสำคัญคือการบังคับ ลิดรอนสิทธิทางการเมืองในขั้นพื้นฐาน ส่วนการระงับความขัดแย้งให้ใช้มติเอกฉันท์ทำให้ทำได้ยาก ส่วนการกำหนดสิทธิเสรีภาพขอปวงชนทำให้ลดความขัดแย้ง ลดทอนความรุนแรงของความขัดแย้ง


อาจอหังการ์เกินไปที่จะบอกว่าไม่มีบทบัญญัติสากลว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ เพราะมันแตกต่างไปตามกาละและเทศะ จึงต้องทบทวนในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งคราว อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนกำหนดเรื่องสิทธิเสรีภาพอย่างกว้างขวาง คำถามพื้นฐานคือ รัฐธรรมนูญฉบับ 50 กำหนดสิทธิพื้นฐานมากเกินกว่าศักยภาพของรัฐในการตอบสนองหรือไม่ ถ้ารัฐไม่สามารถตอบสนองได้ สิ่งที่เกิดคือ คุณภาพของบริการของรัฐจะต่ำลงเรื่อยๆ เช่น บริการการศึกษา แม้จะเห็นด้วยในหลักการว่าประชาชนควรได้รับ แต่จะให้เป็น universal service หรือไม่? อย่างไรก็ตาม เรื่องสิทธิจะไร้ความหมายถ้าไม่บัญญัติกฎหมายใหม่ล้อตามรัฐธรรมนูญ และไม่เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมให้เคารพสิทธิผู้อื่น สิ่งสำคัญคือต้องเน้นย้ำเรื่องเสรีภาพในข้อมูลข่าวสารด้วย (freedom of information)


นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการสถาปนาสิทธิในทางเศรษฐกิจ (economic rights) ของชนชาวไทย เรื่องนี้ผมให้ความสำคัญมากกว่า การให้บริการสวัสดิการกับชนชาวไทยอย่างเสมอภาคเสียอีก ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนระบุให้ประชาชนมีสิทธิได้รับหลักประกันรายได้ขั้นต่ำในการประทังชีวิต


2. เรื่องอำนาจนิติบัญญัติ

ข้อพิจารณาที่ 1. จารีตรัฐธรรมนูญไทยบั่นทอนการทำหน้าที่นิติบัญญัติ ทั้งที่รัฐธรรมนูญควรมีบทบัญญัติเกื้อกูลการใช้อำนาจนิติบัญญัติของรัฐสภา เช่น ส.ส.มีอำนาจเสนอร่างกฎหมายโดยไม่ต้องขอมติพรรค แต่ต้องมีสมาชิก ส.ส.ไม่น้อยกว่า 5% ลงนามรับรอง, ส.ส.มีอำนาจในการเสนอกฎหมายการเงินโดยไม่ต้องผ่านการเห็นชอบจากนายกฯ นอกจากนี้ยังต้องมีบทบัญญัติในรายละเอียดที่จะจำกัดอำนาจฝ่ายบริหารในการตรา พ.ร.ฎ. หรือ เพราะบางครั้งกฎหมายลำดับรองเหล่านั้น หรือกฎกระทรวงอาจมีผลกระทบมากกว่าตัว พ.ร.บ.เสียอีก

ข้อพิจารณาที่ 2 รัฐสภาต้องการเป็นระบบสภาเดี่ยวหรือสภาคู่ เป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกัน แต่ระบบรัฐสภาไทยค่อนข้างลงตัวในระบบสภาคู่ แต่กระนั้นก็มีคนไม่เห็นด้วยกับมัน

ข้อพิจารณาที่ 3 ระบบการเลือกตั้ง คำถามคือต้องการเห็นสังคมการเมืองพัฒนาไปแบบไหน ต้องการเป็นทวิพรรค ( Bi-Party system) หรือพหุพรรค (Multi-Party system) เพราะระบบการเลือกตั้งมีผลต่อพัฒนาการของการเมืองในระบบของอังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย เป็นระบบเขตเดียวคนเดียว กฎการลงคะแนนเสียงคือ คนได้คะแนนสูงสุดได้รับเลือก โดยไม่ดูว่าเกิน 50% ของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งนำไปสู่ระบบทวิพรรค ถ้าใช้ระบบ Proportional Representation เป็นระบบพหุพรรค และยังมีทางเลือกเป็นระบบที่ 3 คือ Mix member Electoral system ซึ่งปรากฏในรัฐธรรมนูญ 40 


คำถามคือต้องการเห็นรัฐสภาขนาดใหญ่หรือเล็ก ส่วนผมอยากเห็นรัฐสภาขนาดเล็ก ซึ่งต้องกระจายอำนาจออกจากส่วนกลาง ข้อเสนอที่เสนอเป็นตุ๊กตา คือ ส.ส.400 ผู้แทนเขต 300 ปาร์ตี้ลิสต์ 100. การเลือกตั้ง ส.ส. ใช้ single member district representation ปาร์ตี้ลิส์ ใช้ประเทศเป็นเขตการเลือกตั้งโดยไม่มีเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ ส่วน ส.ว.นั้นเลือกจังหวัดละ 1 คน 


3. เรื่องอำนาจบริหาร

ข้อพิจารณาที่ 1. นายกฯ ต้องเป็น ส.ส. หรือ ส.ว.

ข้อพิจารณาที่ 2. รมต. ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกสภา แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา

ข้อพิจารณาที่ 3. นายกฯ ต้องเสนอร่างนโยบายต่อสภาผู้แทนก่อนเข้าบริหาร และต้องให้การเห็นชอบโดยมีการลงมติ ตรงกันข้ามกับจารีตรัฐธรรมนูญ

4. เรื่องอำนาจตุลาการ

ข้อพิจารณาที่ 1. ใครมีอำนาจแต่งตั้งและปลดตุลาการ

ข้อพิจารณาที่ 2. อำนาจตุลาการควรก้าวล่วงไปเขตอื่นมากน้อยเพียงใด ตราบจนรัฐธรรมนูญ 40 อำนาจตุลาการอยู่ด้วยตัวของตัวเอง ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับอำนาจอื่น แต่รัฐธรรมนูญ 50 ตุลาการได้ก้าวล่าวงไปใช้อำนาจนิติบัญญัติและบริหาร

ข้อพิจารณาที่ 3. ผู้พิพากษาและตุลาการต้องมีอิสระในการพิจารณาคดี

5. เรื่องการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย

หลักนี้มีความหมายหลากหลาย มีทั้งทางกายภาพคือ การแบ่งแยกตัวบุคคลที่ใช้อำนาจ เช่น ห้าม ส.ส.ดำรงตำแหน่ง รมต. แต่ตรงนี้ต้องการเน้นความสำคัญ

เรื่องที่ 1. การแยกอำนาจหน้าที่

เรื่องที่ 2. การตรวจสอบถ่วงดุล ถามว่าใครควรมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจตุลาการ และจะตรวจสอบได้อย่างไร? ดังนั้นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบทั้ง 3 อำนาจต้องมีการกำหนดอำนาจและหน้าที่ให้ชัด อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 40 ได้แยกอำนาจหน้าที่องค์กรอิสระได้เป็น 2 ประเภท

1.     ควบคุมกำกับตรวจสอบสังคมการเมือง

2.     ควบคุมกำกับตรวจสอบเฉพาะ sector เช่น เรื่องวิทยุโทรทัศน์ โทรคมนาคม ซึ่งไม่เห็นด้วยที่จะใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ ควรเป็นกฎหมายแยกต่างหาก นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังมีบทบาทในการตรวจสอบเช่นเดียวกับประชาชน รัฐธรรมนูญจึงต้องประกันสิทธิในการแสดงความเห็น และเสรีภาพสื่อ

 

6. เรื่องธรรมภิบาล

ธรรมาภิบาล ถ้าสังคมมีสิ่งนี้ ประโยชน์จะตกกับทั้งสังคมโดยส่วนร่วม จึงเป็น pure public goods ซึ่งรัฐธรรมนูญทั้งปี 40 และ 50 วางหลักไว้ว่า คนต้องการธรรมาภิบาลต้องรับภาระต้นทุนด้วย ต้องทำลายหลักการนี้ ถ้าเราต้องการมันและเชื่อว่ามันเป็นสินค้าสาธารณะที่แท้ สังคมต้องเป็นผู้รับภาระของการได้มาซึ่งธรรมภิบาล จึงต้องเปลี่ยนบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญใหม่


7. ธรรมนูญทางการคลัง

ธรรมนูญทางการเงิน รัฐธรรมนูญมีการแยกตัวบุคคลชัดเจน แต่ไม่ค่อย มี monetary อย่างไรก็ตาม การแบ่งแยกตัวบุคคลก็ไม่เหมือนกับประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ต้องการลดอำนาจของฝ่ายบริหารในทางการคลัง เช่น ในสหรัฐอเมริกามี social movement มา 30 กว่าปี จะให้มี balance budget amendment คือให้รัฐบาลใช้งบประมาณสมดุล แต่จารีตรัฐธรรมนูญไทยกลับตาลปัตร เพราะควบคุมอำนาจทางการคลังของฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น ห้ามฝ่ายนิติบัญญัตินำเสนอกฎหมายทางการเงิน ห้ามฝ่ายนิติบัญญัติแปรญัตติลดวงเงินงบประมาณรายจ่าย เป็นการลดทอนอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ

 

ข้อพิจารณาที่ 1. การเก็บภาษีอากร ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนไม่อาจกระทำได้

ข้อพิจารณาที่ 2 รัฐบาลมีอำนาจจัดสรรงบประมาณแก่องค์กรประชาชนและองค์การพัฒนาเอกชนที่มีผลงานในด้านการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมืองโดยประจักษ์แจ้ง จากที่มีจารีตแต่ในทางจัดสรรให้หน่วยงานรัฐ

ข้อพิจารณาที่ 3. รัฐบาลต้องจัดสรรรายได้จากการเก็บภาษี ให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นตามสัดส่วนอันพึงได้ ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ภาษีการขาย การบริโภค ทรัพยากร และรัฐบาลมีอำนาจจัดสรรายได้ให้แก่หน่วยการปกครองท้องถิ่นที่มีรายได้น้อย โดยให้มากกว่าหน่วยการปกครองท้องถิ่นที่มีรายได้มาก


นอกจากนี้ควรให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีความเป็นอิสระในการบริหารนโยบายการเงิน เพื่อบรรลุเป้าหมายเสถียรภาพราคาและการเงิน โดยต้องไม่ละเลยการพิจารณาผลกระทบที่มีต่อเป้าหมายความยากจน และการกระจายรายได้ ตลอดจนเป้าหมายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน โดย ธปท.ต้องรายงานและให้การต่อรัฐสภาอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง


8. เรื่องกฎการลงคะแนนเสียง

เราเข้าใจผิดมาตลอดว่าที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญเป็นคะแนนเสียงข้างมาก จริงๆ แล้วเป็นกฎข้างน้อย คือ กำหนดองค์ประชุมไว้ว่าต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิก และมติต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้เข้าประชุม ดังนั้นเท่ากับกฎหมายผ่านด้วยคะแนนมากกว่า 25% ของสมาชิกเท่านั้น ทำให้สังคมไทยมีกฎหมายมากเกินว่าความสามารถในการบังคับใช้ กฎคะแนนเสียงข้างน้อยเช่นนี้อาจอนุโลมใช้กับการประชุมระดับกรรมาธิการต่างๆ แต่ควรใช้กฎคะแนนเสียงข้างมากในวาระการผ่านกฎหมาย หรือ 50% ของจำนวนสมาชิกที่มี

 

ส่วนมติหรือร่างกฎหมายต่อไปนี้ ต้องยึดกฎคะแนนเสียงข้างมากอย่างเข้มงวด หรือต้องได้เสียง 2 ใน 3 ของสมาชิก คือ กฎหมายการเงิน การคลัง กฎหมายที่สร้างการผูกขาด กฎหมายถ่ายโอนโยกย้ายส่วนเกินทางเศรษฐกิจ กฎหมายที่มีผลกระทบต่อคนจน กฎหมายมีผลต่อสิ่งแวดล้อมทรัพยากร การย้ายถิ่นฐานของประชากร รวมถึงข้อตกลงระหว่างประเทศ

 

ส่วนที่ต้องการเข้มงวดสุดๆ หรือใช้เสียง 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิก คือ กฎหมายการขายทรัพย์สินและกิจการรัฐ การประกาศสงคราม กฎหมายหรือข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีผลต่ออำนาจรัฐ

 

9. เรื่ององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

อย่างที่บอกว่ามี 2 ประเภท ในส่วนเฉพาะ sector ควรอยู่ในกฎหมายเฉพาะ เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และทบทวนบางองค์กรที่ทำหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพ และสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ต้องขอโทษที่ต้องยกตัวอย่าง เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) และขอเสนอให้จัดตั้งองค์กรประเมินและติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล และการดำเนินการของ ธปท. เช่น US General Accounting Office

10. เรื่องการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้อนุวัตรตามรัฐธรรมนูญ

สำหรับข้อนี้มีประเด็นน่าห่วงคือ สิ่งเหล่านี้ควรมาพร้อมร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าตรากฎหมายประกอบโดยองค์กรที่ต่างไปจากองค์กรที่ร่างรัฐธรรมนูญ เจตนารมณ์ก็อาจแตกต่างไป และเสนอว่าภายใน 2 เดือนที่รัฐธรรมนูญบังคับใช้ รัฐบาลต้องเริ่มต้นกระบวนการตรากฎหมายอนุวัตรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงประชาชนผ่านการลงประชามติ

11. การปริทัศน์รัฐธรรมนูญ (Constitutional Review)

ควรมีการทบทวนรัฐธรรมนูญเมื่อบังคับใช้มา 10 ปี โดยให้ประมุขฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลากร แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาประเมินผลการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและเผยแพร่สู่สาธารณชน

 

ส่วนการแก้ไข เป็นหน้าที่ของใคร? รัฐสภาไม่ควรร่างและแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะมีผลประโยชน์ได้เสีย เมื่อมีการร่างหรือแก้ไขฉบับเดิม ให้จัดตั้ง constitutional convention เพื่อดำเนินการ และการเสนอแก้ไขต้องให้สิทธิกับประชาชนและสถาบันต่างๆ เข้าร่วม และร่างจะบังคับใช้ได้ ต้องได้ความเห็นชอบจากสภาร่าง และประชาชน โดยกำหนดไปเลยว่าห้ามสมาชิกสภาร่าง และ กมธ.ที่ร่าง ดำรงตำแหน่งในรัฐสภา ครม. และองค์กรอิสระในวาระแรกที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้

 

“ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ผมได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับเป้าหมายการปฏิรูปการเมือง และการออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมือง ในปาฐกถานี้ หลายต่อหลายประเด็น ผมเพียงแต่ตั้งคำถาม แต่ไม่มีตอบ ข้อที่ประจักษ์แจ้งก็คือ ปาฐกถานี้ไม่ได้นำเสนอพิมพ์เขียวการปฏิรูปการเมือง การปฏิรูปการเมืองมิอาจเกิดขึ้นได้ในสังคมการเมืองที่มีการแยกขั้วเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ดังเช่นสังคมไทยปัจจุบัน เพราะการปฏิรูปการเมืองโดยตัวของมันเองมีแต่จะจุดชนวนของการแยกขั้ว การปฏิรูปการเมืองต้องการฉันทานุมัติจากประชาชน ปราศจากฉันทานุมัติจากประชาชน รัฐธรรมนูญที่ร่างใหม่ย่อมไม่มีเสถียรภาพ หากสังคมไทยยังไม่คืนสภาพสู่สังคมแห่งการใช้เหตุผล การปฏิรูปการเมืองและการร่างรัฐธรรมนูญที่จะได้รับฉันทานุมัติยากที่จะเกิดขึ้นได้”

 

Read Full Post »

recommendare

 

บันทึก

จากเสวนาหัวข้อ  “สิทธิชุมชน ชุมชนไม่มีสิทธิ์”

 

โครงการเสวนา “รัฐธรรมนูญไทยในหล่มโคลน”

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

ณ  ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  9 – 12  น. 

บรรยาย  โดย

ศาสตราจารย์ เสน่ห์ จามริก  ประธานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์     อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กล่าวดังนี้

 

ศาสตราจารย์ เสน่ห์ จามริก

 

สำหรับวันนี้การเสวนาในเรื่อง”สิทธิชุมชน ชุมชนไม่มีสิทธิ์” เนื้อหาหลักจะเกาะอยู่กับเรื่องราวใน 3 ประเด็นด้วยกันคือ 1. เรื่องของปัญหาเกี่ยวกับสิทธิชุมชน, 2. เรื่องของสาเหตุที่ว่า ทำไมชุมชนไม่มีสิทธิ์ และ 3. ทางออกของภาคประชาชน วันนี้เรามีวิทยากร 2 ท่านคือ ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก, ปัจจุบันท่านเป็นประธานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กับ ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นอกจากนี้ท่านยังเป็นเมธีวิจัยอาวุโสของ สกว.ด้วย  เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมจึงขอเชิญท่านอาจารย์เสน่ห์ จามริก เป็นผู้เริ่มก่อนครับ

 

เสน่ห์ จามริก : สวัสดีครับ, ไหนๆเราก็มาพูดกันที่คณะรัฐศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันการศึกษา แล้วก็หัวข้อหลักในการเสวนาคือเรื่องสิทธิชุมชนในวันนี้ แต่ความจริงแล้ว เจตนาของผู้จัดต้องการให้พูดเรื่องสิทธิชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในหลายๆหัวข้อที่ผู้เข้าร่วมเสวนาคงทราบดีว่ามีเรื่องอะไรบ้างในช่วงเดือนนี้ ทั้งหมดเป็นหัวข้อซึ่งมุ่งที่จะตอบคำถามว่า รัฐธรรมนูญไทยในหล่มโคลน เป็นอย่างไร

 

ผมขอทำความเข้าใจในเรื่องรัฐธรรมนูญก่อนสักนิดหนึ่ง ซึ่งผู้ดำเนินการอภิปรายได้พูดถึงรัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบัน ความจริงแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกเรียกชื่อกันหลายๆอย่าง เช่น รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่สำหรับผมเรียกว่า”รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง” บอกว่ามีผู้ออกแบบให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ผมก็อยากจะทำความเข้าใจตรงนี้เพื่อให้เข้าใจรัฐธรรมนูญอย่างถ่องแท้ขึ้นตามสมควร ในฐานะที่พวกเราเป็นประชาชนคนไทยซึ่งจะต้องมีส่วนรับผิดชอบในความเป็นไป ในความศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ศักดิ์สิทธิ์ ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ

 

อันนี้ไม่ใช่อยู่ที่ผู้ออกแบบ หรือไม่ใช่อยู่ที่ สสร. แน่นอน สสร. และผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เป็นกฎหมายสูงสุด แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นเพียงตัวบทกฎหมาย รัฐธรรมนูญเป็นมากกว่านั้น ตรงนี้ผมรู้สึกว่าเราไม่ค่อยได้มีการพูดถึงกัน ดังนั้นผมจึงอยากจะพูดตรงนี้เพื่อให้พวกเราได้ตระหนักถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญ มิฉะนั้นแล้วทุกครั้งที่มีปัญหา ก็บอกว่าจะต้องไปถาม สสร. ไปถามนักกฎหมายมหาชน ไปถามศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้ไม่ใช่ครับ  มีนักวิชาการอเมริกันท่านหนึ่งซึ่งอาวุโสมากแล้ว ได้เคยให้นิยามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมได้อ้างไว้ในหนังสือที่ผมเขียนว่า รัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนเป็น”อัตชีวประวัติของสังคมการเมืองหนึ่งๆ” ถ้าเป็นสังคมเราก็เป็นอัตชีวประวัติของสังคมการเมืองไทย หรือถ้าเป็นสังคมอื่นๆ เช่น อังกฤษ อเมริกัน ก็ว่าไป

 

คำว่า”อัตชีวประวัติ”ก็คือประวัติของตัวเอง แปลว่าอะไร?

 

แปลว่า รัฐธรรมนูญเปรียบเหมือนเป็น การบันทึกถึงโลกชีวิตของสังคมไทย เมื่อเป็นโลกชีวิต ชีวิตไม่ได้เกิดวันนี้พรุ่งนี้ แต่โลกชีวิตก็มีอดีต มีประวัติศาสตร์ มีปัจจุบันและก็มีอนาคต แล้วก็มีเจตนารมณ์ของคนไทย รัฐธรรมนูญฉบับนี้กับอีกหลายๆฉบับที่ผ่านมา บอกว่าเป็นอัตชีวประวัติ เป็นประวัติชีวิตของสังคมการเมืองไทย ก็อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นการบันทึกประวัติของสังคมการเมืองไทยเป็นมาอย่างไร และทีนี้ถ้าพวกเราอ่านหนังสือสักนิด ก็จะเข้าใจว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงมา ตั้งแต่ที่เราถูกจักรวรรดิ์นิยมตะวันตกเข้ามาเบียดเบียน นับแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติ 2475  เกิดรัฐประหาร 2490 เกิดรัฐประหาร 2501 ของจอมพลสฤษดิ์ แล้วก็มีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยจนเกิดปัญหา 14 ตุลาคม 2516 จากนั้นก็ 6 ตุลาคม 2519 ต่อจากนั้นก็มีรัฐธรรมนูญครึ่งใบของพลเอกเปรม ติณสูรานนท์ แล้วก็มาถึงประชาธิปไตยเต็มใบในสมัยของพลเอกชาติชาย แล้วก็เกิดรัฐประหาร ผมเรียกว่า รัฐประหารหลงยุค คือไม่รู้ว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว กูจะรัฐประหารท่าเดียว ในปี 2534 ของพลเอกสุจินดา แล้วก็เกิดพฤษภาทมิฬในปี 2535 จากปี 2535 เกิดการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปต่างๆ ซึ่งผมจะพูดถึงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีใจความว่าอย่างไร

 

ช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2535-40 ซึ่งเป็นปีกำเนิดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตุลาคม 2540 ในช่วง 5 ปีนั้นมีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างนั้นอย่างนี้ ก็มีการจัดตั้ง สสร.ขึ้นมา และได้บัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นในปี 2540 จนบัดนี้ประมาณ 6 ปีที่เราได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเหมือนกับเป็นการรวบรวมปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาการใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่กดขี่ข่มเหงประชาชน การทุจริตคอรัปชั่น อะไรต่างๆพวกนี้ ความไม่เป็นธรรมทางสังคม การพัฒนาที่ทำให้ทรัพยากรของเราต้องเสื่อมโทรมลงไป ชุมชนเกิดการแตกสลายต้องหนีความยากจน อะไรพวกนี้ มันได้มาบรรจุในรัฐธรรมนูญหมด ผมอยากจะให้พวกเราเข้าใจตรงนี้

 

เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งที่มีชีวิต ไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งซึ่งถูกออกแบบขึ้นมาเป็นตัวหนังสือเท่านั้น แต่มีมากกว่านั้น เป็นแต่เพียงว่าผู้ที่อยู่ในฐานะอำนาจในการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เห็นแต่ตัวหนังสือ ไม่ได้เห็นชีวิตความเป็นมาและจิตวิญญาณ รวมทั้งเจตนารมณ์ของประชาชนในสังคม เพราะว่ามันเป็นจิตวิญญาณและเจตนารมณ์ที่ยังอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ  ในขณะเดียวกัน วัฒนธรรมทางการเมืองของกลุ่มที่ผมเรียกรวมๆว่า “ชนชั้นนำ” ชนชั้นนำในที่นี้ผมหมายถึง กลุ่มชนที่อยู่ในอำนาจทางการเมือง อยู่ในอำนาจราชการ และนักวิชาการปัญญาชนด้วย ยังมีวัฒนธรรมการเมืองที่ค่อนข้างจะ ผมใช้คำว่า “มีลักษณะที่เป็นวัฒนธรรมที่แปลกแยกออกจากเจตนารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ปัญหาของประชาชนส่วนใหญ่” ตรงนี้คือปัญหา

 

เพราะฉะนั้น คำว่า” รัฐธรรมนูญไทยในหล่มโคลน” ผมตีความอย่างนี้ มันเกิดปัญหา เราต้องตีความให้แตกว่า เราติดปัญหาเรื่องอะไร ที่นี่เป็นคณะรัฐศาสตร์ จะต้องให้ความชัดเจนตรงนี้ “ในหล่มโคลน”หรือว่าจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ ก็คือปัญหาช่องว่าง ความลักลั่น ความแปลกแยก ระหว่างวัฒนธรรมทางการเมืองของชนชั้นนำ ทั้งในทางราชการในระดับอำนาจการเมือง แล้วก็ระดับนักวิชาการปัญญาชน เรายังมีปัญหาตรงนี้ เพราะฉะนั้น พอรัฐธรรมนูญออกมา มันจึงเกิดปัญหารัฐธรรมนูญที่ไม่มีผลใช้บังคับตามเจตนารมณ์อย่างแท้จริง อันนี้คือข้อคิดเบื้องต้นที่อยากจะฝากเอาไว้

 

ทีนี้ในเนื้อหาสาระ ผมอยากจะให้ทุกคนได้เข้าใจ ไม่ใช่เข้าใจรัฐธรรมนูญเพราะไปนั่งอ่านมาตรานั้น มาตรานี้ แต่อยากให้อ่านมาตราต่างๆด้วยความเข้าใจอย่างที่ผมได้พูดมาตั้งแต่ต้น ว่าเพราะมันเกิดเหตุนี้ จึงมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือบทบัญญัติแบบนี้ขึ้นมา ผมจะอ่านให้ฟังครับ อาจจะเสียเวลานิดหน่อย เพราะเวลาที่มีปัญหาเราไม่ค่อยได้พูดถึงสิ่งที่มันเป็นหลักเป็นฐานตามสมควร

 

ในอารัมภบทอะไรก็ตามที่อยู่ในอารัมภบท มันแปลว่ามันบรรจุเจตนารมณ์ แก่นสาร เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐธรรมนูญหมวดอื่น มาตราอื่นจะต้องอยู่ภายใต้กำกับของข้อความ 2-3 บรรทัดตรงนี้ บอกว่า ได้ร่างรัฐธรรมนูญโดยมีสาระสำคัญ ตรงนี้นะครับ ข้อความ 3 บรรทัด

โดยมีสาระสำคัญเป็นการส่งเสริม คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน, นั่นข้อหนึ่ง, คำอธิบายว่า เพราะเหตุที่เป็นมามันกดขี่เหยียบย่ำเสรีภาพ เขาจึงต้องยืนยันอันนี้ขึ้นมา

ประการที่สอง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง เพราะที่เป็นมานั้น พยายามร่างรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้ง แต่จริงๆแล้ว ผู้ปกครองกีดกันไม่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองอย่างแท้จริง จึงได้บรรจุข้อความตรงนี้ไว้

และข้อสาม ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น เพราะว่าการใช้อำนาจรัฐที่ผ่านมานั้น มันทุจริตคอรัปชั่น เบียดเบียน ข่มเหงทรัพย์สมบัติของประชาชน

ทั้งสามข้อนี้ รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ มาตราอื่นๆจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับนี้ นั่นประการที่หนึ่ง

 

ประการที่สอง ให้ไปอ่านบททั่วไป รัฐธรรมนูญจะมีอารัมภบทและมีบททั่วไป บททั่วไปมาตรา 4 เป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญไทยได้บัญญัติเรื่อง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันนี้ไม่เคยพูด แต่คำว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้เคยพูดมาตั้งแต่สมัยปฏิวัติฝรั่งเศส อันนี้ที่เอามากล่าวไว้ตรงนี้มิได้เป็นการก๊อปปี้เขา แต่มาเริ่มเห็นแล้วว่า คนไทยถูกปฏิบัติอย่างไร้ศักดิ์ศรี คนกระทำผิด ผิดหรือไม่ผิด ถูกจับถูกซ้อม ถูกทำทารุณกรรมต่างๆ

 

คำว่า”ศักดิ์ศรี” แปลว่าอะไร ผมขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างเช่น คนผิวดำที่เมืองซานฟรานซิสโก เกิดความไม่พอใจ เกิดการเข้าทุบทำลายทรัพย์สมบัติตามร้านค้าต่างๆ ถูกจับได้ เขาก็ทำผิดครับ แต่ตำรวจผิวขาวอเมริกันจับมาแล้วซ้อม ศาลอเมริกันบอกว่า เป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะว่าเขาทำผิด จับได้ก็ต้องปฏิบัติอย่างที่เขามีสิทธิ์เหมือนกัน อันนี้ให้เราเข้าใจว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มันคืออะไร  ตรงนี้คนไทยทุกคนจะต้องคิดให้ได้ ถ้าคิดไม่ได้ ไปบอกว่าความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญอยู่ที่ศาล ผมว่าไปไม่ได้ รัฐธรรมนูญจะไม่มีวันประสบความสำเร็จแน่นอน อันนี้ก็คือประเด็นที่สองซึ่งอยากจะพูดถึง ขอเสียเวลาตรงนี้นิดหนึ่ง เพราะว่าเวลาพูดถึงเรื่องสิทธิชุมชน มันเป็นเรื่องปลายมากๆ ถ้าเรามีตรงนี้แล้ว ก็จะทำให้ความเข้าใจของเรากับประเด็นต่างๆที่เราจะพูดถึงต่อไป มันมีความหมาย มันมีรากฐานที่มั่นคง

 

ฉะนั้น บททั่วไปก็เช่นเดียวกัน เหมือนกับอารัมภบท บทบัญญัติอะไรต่อๆไปของการใช้อำนาจจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับตรงนี้ ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรี อันนี้ยังไม่พอ ในหมวด 3 ว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย สองมาตราสำคัญ เป็นมาตราที่ไม่ได้พูดว่าใครมีสิทธิ์อย่างไร แต่เป็นมาตราที่ 26 บอกว่า การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ เห็นไหมว่าเป็นการตอกย้ำอีกครั้ง ตอกย้ำอารัมภบท ตอกย้ำสิ่งที่พูดในบททั่วไป  มาตรา 27 สำคัญมาก บอกว่า สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญมีรับรองไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครอง และผูกพันรัฐสภา หมายความว่า รัฐสภาจะออกกฎหมาย ไม่ใช่ว่าออกกฎหมายโดยคะแนนเสียงข้างมากอย่างเดียว ต้องดูด้วยว่า ขัดกับเจตนารมณ์หรือไม่

 

เห็นไหมครับว่า ไม่ใช่ใครคุมเสียงข้างมากแล้ว จะออกกฎหมายหรือทำอะไรก็ได้ แต่ต้องมีเงื่อนไข ต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คนที่คอยตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐสภาก็ต้องประชาชนครับ เห็นไหมครับ “ผูกพันรัฐสภา”, “ผูกพันคณะรัฐมนตรี”, คณะรัฐมนตรีจะใช้อำนาจอะไรลงมติอย่างไร ต้องคำนึงถึงเกณฑ์ที่ผมพูดมาเบื้องต้น  และ”ผูกพันศาล”เหมือนกัน ทั้งๆที่มีกฎหมายว่าอย่างนี้ แต่ถ้ามันขัดกับตรงนี้แล้ว ศาลจะต้องวินิจฉัย พิพากษาคดีให้เป็นไปตามเจตนารมณ์อันนี้ ตัวศาลเองจะต้องปรับการวินิจฉัย ปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ ไม่ใช่ว่านั่งอ่านหนังสือแล้วตีความตามนั้น ไม่ใช่ เดี๋ยวผมจะพูดว่าความล้มเหลวอยู่ที่ไหน? ซึ่งพอดีจะมีการพูดถึงนิติศาสตร์อำพรางอะไรด้วยในวันพรุ่งนี้ ผมไม่ทราบว่าจะพูดถึงหรือเปล่า แต่ผมขอพูดถึงตรงนี้ด้วย จะได้เป็นทางให้เราได้คิดกันต่อไป

 

เห็นไหมครับว่า สองมาตรา คือมาตราที่ 26, 27 ยังกำกับไว้อีก การใช้อำนาจต้องมีเงื่อนไข ไม่ใช่ไม่มีเงื่อนไข พวกเรายังเข้าใจว่าระบอบประชาธิปไตยนั้น ใครมีเสียงข้างมาก จะออกกฎหมายอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่ครับ และนอกจากนั้นยังมีมาตราต่างๆอย่างเช่น มาตราที่ 46 ซึ่งพูดถึงเรื่องของสิทธิชุมชน อันนี้ผมเอาไว้พูดทีหลัง

 

ก่อนอื่นผมอยากจะพูดไว้ตรงนี้ เพื่อให้เข้าใจเสียก่อนว่า โดยที่สัมมนาซึ่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจัด ได้ยกประเด็นเรื่อง “รัฐธรรมนูญไทยในหล่มโคลน” ขึ้นมาเป็นโจทย์ ผมอยากจะถือโอกาสขยายตรงนี้ให้ได้เนื้อหาสาระเสียก่อน มิฉะนั้นแล้วเราจะไปพูดปัญหาต่างๆ แล้วก็จะไม่มีตัวแม่บทซึ่งเราจะนำมาเป็นตัววินิจฉัย หวังว่าในหลักการเบื้องต้น ผมขอเอาไว้เพียงแค่นี้ก่อน และถ้ามีอะไรเพิ่มเติมก็ขอให้เราสนทนากันหลังจากนี้อีกทีหนึ่ง

 

ต่อมาก็คือว่า ทำไมเรามาพูดถึง”สิทธิชุมชน”? ถ้าจะพูดกันตามตำราจริงๆแล้ว โดยเฉพาะเวลาเราพูดถึงสิทธิมนุษยชน เรามักจะไปลอกเอาตำราของตะวันตก โดยเราไม่ได้ตระหนักว่าตำราสิทธิมนุษยชนของตะวันตกนั้น ก็เป็นตำราที่ได้ทำขึ้นบนพื้นฐานของประสบการณ์เฉพาะของตะวันตก

 

ของอะไรที่มาจากฝรั่ง เรามักจะบอกว่าเป็นสัจธรรมสากล ไม่ใช่! ในสังคมไทยเราก็มีบริบทเฉพาะในสังคมของเรา แต่ที่พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าสิทธิมนุษยชนนั้นจะแยกเป็นของไทย ของฝรั่ง ไม่ใช่! มันเป็นสากลครับ คือความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ธรรมชาติเป็นสากลเหมือนกันหมด ทุกหนทุกแห่งในโลก เป็นแต่เพียงว่าวิถีชีวิตในตะวันตกกับในภูมิภาคของเรามันแตกต่างกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน สิทธิแบบไหนมันเกิดขึ้นแตกต่างหลากหลาย พูดง่ายๆคือมันมีความแตกต่างหลากหลายกัน

 

เวลานี้สิทธิมนุษยชนในตะวันตกบอกว่า ต้องเป็นสิทธิเฉพาะของบุคคล ของชุมชนมีไม่ได้ สิทธิ์ต้องเป็นเรื่องตัวปัจเจกบุคคล เขียนเป็นตำราพูดเอาไว้อย่างเด็ดขาดเลย ซึ่งตรงนี้ขอทำความเข้าใจ ในสังคมไทยเราต้องคิดถึงบริบทความเป็นจริงของเรา ถ้าเป็นอย่างนั้นและถามผมว่า ถ้าอย่างนั้นผมจะนิยามสิทธิมนุษยชนว่าอะไร จึงจะครอบคลุมอย่างนี้ได้? คำตอบของผมก็คือว่า ถ้าจะพูดจริงๆแล้ว ถ้าจะบอกว่าสิทธิมนุษยชนคืออะไร? อาจจะตอบว่า คือสิทธิที่จะเดินทางไปไหนก็ได้ สิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็น ถ้าพูดอย่างนี้แล้วไม่มีวันจบ มันจะมีเป็นร้อยเป็นพันชนิดตามสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น

 

ผมพูดคำเดียวว่า “สิทธิมนุษยชนคือ สิทธิในชีวิตและสิทธิในปัจจัยการดำรงชีวิต เป็นสิทธิพื้นฐานที่สุด”

 

ของตะวันตก สิทธิในชีวิต สิทธิในปัจจัยการดำรงชีวิต มาในยุคที่เขามีการเปลี่ยนแปลง เขาก็บอกว่า สิทธิในชีวิตก็มีเพิ่มขึ้นมาในปัจจัยการดำรงชีวิต ก็คือสิทธิในทรัพย์สิน หมายความว่า เวลาที่เราใช้แรงงานของเรา เวลาที่เราใช้ปัญญาของเราไปเก็บเกี่ยวในธรรมชาติขึ้นมาเป็นผลงานของเรา อันนี้คือทรัพย์สินของเรา ฝรั่งจึงบอกว่า สิทธิในทรัพย์สินเป็นสิทธิมนุษยชนอันหนึ่ง แต่ว่าเราเข้าใจไม่ตลอด

 

ความเข้าใจที่แท้จริงก็คือว่า ที่สิทธิในทรัพย์สินเป็นสิทธิมนุษยชนก็เพราะว่า ทรัพย์สินอันนั้นเป็นสิ่งที่เขาเก็บเกี่ยวจากธรรมชาติมาดำรงชีวิตของเขา มันก็เป็นสิทธิ์ในชีวิตนั่นเอง ดังนั้นสิทธิในชีวิตจึงเป็นสิทธิที่เป็นแกนกลางที่สุด หลังจากนั้นมันก็แตกลูกแตกหลานออกไปตามสภาวะที่แตกต่างกัน  ที่นี้หันกลับมาที่สังคมไทย “สิทธิชุมชน”ซึ่งตะวันตกไม่ถือว่าเป็น”สิทธิมนุษยชน”นั้น เพราะว่าเขามีวิถีชีวิตในแบบฉบับของสังคมอุตสาหกรรม ถือปัจเจกเป็นใหญ่ และมีประวัติศาสตร์ยืดยาวเรื่องความคิดความอ่าน เรื่องปรัชญา ซึ่งวันนี้ผมจะไม่ขอพูดตรงนี้ แต่เราต้องเข้าใจตะวันตกให้ได้

 

แต่ในกรณีของเราจะเห็นว่า สิทธิในชีวิต ปัจจัยในการดำรงชีวิตมนุษย์อยู่ในวิถีชีวิตของสังคมที่ผมเรียกว่า “สังคมฐานทรัพยากรธรรมชาติเขตร้อนของโลก” ของเราไม่เหมือนกับคนอื่นเพราะว่าอยู่ในโซนร้อน ฐานทรัพยากรธรรมชาติ เดี๋ยวอยากจะขออาจารย์อานันท์ให้อธิบายขยายความตรงนี้ ฐานทรัพยากรธรรมชาติเขตร้อนเป็นฐานทรัพยากรที่มีความบอบบาง ละเอียดอ่อน แต่มีความอุดมสมบูรณ์สารพัดอย่าง ในขณะเดียวกันมันก็เป็นฐานทรัพยากรที่สร้างวิถีชีวิตของชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับทรัพยากรธรรมชาติ มันมีความสัมพันธ์เป็นวิถีชีวิต เกิดเป็น 2 สิ่งที่ตามมาคือ

 

“วัฒนธรรมประเพณีในความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ”

 

ของฝรั่ง ธรรมชาติไม่มีคุณค่าความหมายไปมากกว่าเป็นเพียงวัตถุดิบเพื่อเอามาป้อนโรงงาน แต่ว่าธรรมชาติสำหรับเราคือ องค์ประกอบของชีวิต แล้วก็เมื่อเป็นอย่างนี้เพื่อความอยู่รอด เขาก็ต้องรู้จักเรียนรู้ สะสมความรู้ จนกระทั่งเป็นภูมิปัญญาที่จะจัดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งพูดตามสมัยใหม่ เพราะว่าถ้าเขาไปทำลายธรรมชาติ ก็เท่ากับไปทำลายชีวิตเขา เพราะฉะนั้นตรงนี้ ความเป็นชุมชนจึงเป็นสิทธิมูลฐาน ไม่ใช่เป็นสิทธิที่แตกลูกแตกหลานออกไป แต่เป็นสิทธิมูลฐานของคนไทยซึ่งมีวิถีชีวิตบนฐานทรัพยากรดังกล่าวมาแล้ว  เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการดำรงคงอยู่ จึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผมเรียกว่า”บูรณาภาพ” ผมใช้คำนี้คงไม่ได้พูดภาษาบดีมากเกินไป หมายความว่า ความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ความมั่นคงของทรัพยากร เพราะว่าทรัพยากรเขตร้อนของเรา สมมุติว่าคุณไปให้สัมปทานป่า ทำลายป่าไปผืนหนึ่ง มันทำลายสิ่งที่เป็นสมบัติซึ่งสำคัญที่สุด คือ”ความหลากหลายทางชีวภาพ” ประเดี๋ยวอาจารย์อานันท์ คงจะขยายความตรงนี้ด้วย

 

ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากร และไม่ว่าจะเป็นลุ่มน้ำ ชายฝั่ง บนเขา หรือที่ราบอะไรก็ตาม เป็นทรัพยสินทางปัญญาซึ่ง พูดในสมัยของฝรั่งเดี๋ยวนี้คือ “ทรัพย์สินทางปัญญา” และด้วยความเห็นแก่ตัวของสังคมวัฒนธรรมฝรั่ง จึงเห็นว่าสิ่งที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาคือสิ่งที่เขาจะฉกฉวยได้ ตามความได้เปรียบทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งตรงนี้ก็มีความละเอียดอ่อนต่อไปอีก

 

ฉะนั้นผมจึงอยากจะเรียนตรงนี้ว่า สิทธิชุมชนที่ว่านี้คือสิทธิมูลฐานของประชาชนคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท

 

ทีนี้คำถามว่า “ชุมชนไม่มีสิทธิ์” ชุมชนเกิดไม่มีสิทธิ์เพราะอะไร? เพราะว่าตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ เราได้ทำการพัฒนาอุตสาหกรรมเลียนแบบตะวันตก และถ้าเราไปอ่านประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมของตะวันตก จะเห็นว่าเขาได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรม บนพื้นฐานของการทำลายชนบท สมัยนั้นเขาทำลายชนบทเพราะอะไร เขาปิดกั้นคนเคยใช้ทรัพยากรธรรมชาติ คนที่เคยใช้พื้นที่สาธารณะ เขาปิดกั้นหมดเพื่อมาเลี้ยงแกะ เพื่อมาทำอุตสาหกรรมผ้าและอะไรต่างๆพวกนี้ เสร็จแล้วเมื่อปฏิวัติอุตสาหกรรม เขาต้องการ 2 อย่าง คือ

 

1. พื้นที่ในการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม
2. ต้องการแรงงาน

 

การล้มละลายของชนบทคือ สิ่งที่เป็นโชคลาภของอุตสาหกรรม เขาก็จะได้แรงงานราคาถูก

เหมือนกันครับ แบบแผนการพัฒนาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ก็เป็นแบบนั้น ชนบทไทยก็จึงล่มสลาย เราจะเห็นว่าเวลานี้กรุงเทพมีสลัม มีอาชญากรรม โสเภณี โรคภัยไข้เจ็บ เดี๋ยวนี้คือโรคเอดส์ สารพัดไปหมด เหมือนกันครับ อันนี้เราจำลองตะวันตก หมายความว่าเอาแบบแผนของเขามาใช้ในบริบทที่เราเป็นอีกแบบหนึ่ง ถึงในแบบของเขา เขาก็ได้ทำลายสังคมของเขามาตั้งแต่อดีต อันนี้ไม่ใช่ผมพูดเอง นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสำคัญอย่างเช่น ศาสตร์จารย์คาร์ล โพลานยี ได้บันทึกเอาไว้ ผมเขียนอะไรพูดอะไรจะอ้างถึงบุคคลคนนี้เสมอ

 

แล้วในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาร้อยกว่าปีนี้ ในสมัยจักรวรรดิ์นิยมแล้วมาถึงยุคพัฒนา ก็เป็นประวัติศาสตร์ที่ประชาชาตินอกตะวันตกได้ถูกทำลายไป ไม่เฉพาะในประเทศไทย โดยเหตุนี้ในขณะเดียวกัน ในการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง หรืออย่างที่เรียกว่า”การเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัย” เราต้องให้ทันแบบฝรั่ง เอาตะวันตกเป็นเกณฑ์ ยุคพัฒนาก็เอาตะวันตกเป็นแบบฉบับ สิ่งที่ตามมาคืออะไร คือระบบการศึกษา ผมขอพูดตรงนี้นะครับ

 

ถ้าเราจะพูดถึงชุมชนไม่มีสิทธิ์ ผมไม่อยากจะให้พูด หรือคิด หรือมองแต่เพียงว่า เพราะองค์กรอย่างศาล อย่างราชการไม่บังคับใช้กฎหมาย ต้องเข้าใจให้ลึกลงไปกว่านั้นอีก ว่าทำไมเขาจึงไม่คิดอ่านจะบังคับใช้กฎหมายอย่างนี้เพราะอะไร? เพราะเขามีสิ่งที่เรียกว่า”วัฒนธรรมการเรียนรู้ที่แปลกแยกออกไปจากสังคม” ไม่ได้เห็นความสำคัญของทรัพยากร

 

ผมทำวิจัย ทำงานกรรมการสิทธิฯทุกวันนี้ ข้าราชการ นักวิชาการไทย ไม่เคยเข้าใจ ไม่ยอมรับรู้ด้วย แต่ไปเข้าใจทรัพยากรธรรมชาติแบบฝรั่ง มีปัญหามากมายครับ ด้วยเหตุนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้บันทึกปัญหาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีมาตราต่างๆ อย่างเช่นยกตัวอย่าง มาตรา 46. บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม (ผมทราบมาว่า คำว่าดั้งเดิมมีการต่อรองใน สสร.) ย่อมมีสิทธิ์อนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ มีส่วนร่วมในการจัดการและบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน

เห็นไหมครับ มาตรานี้เหมือนกับเป็นการบันทึกสิ่งที่เราได้ผิดพลาดล้มเหลวมาจากอดีต บอกไว้ว่าต่อไปนี้ให้ชุมชนมีสิทธิอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ยอมรับรู้ถึงความชอบธรรมของวัฒนธรรมประเพณี ต้องฟื้นฟูขึ้นมา  และในมาตราที่ 56 มาตราสำคัญซึ่งรองรับมาตรา 46 บอกว่า สิทธิ์ของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐกับชุมชน ตอนนี้คำว่าชุมชนเริ่มเข้ามาแล้ว ในการบำรุงรักษา ในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ อันนี้เป็นครั้งแรกครับที่ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ได้ปรากฏขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ มันเป็นการบันทึกถึงความล้มเหลวที่เป็นมาจากอดีต แต่ตรงนี้ ความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นสิ่งที่นักวิชาการ ปัญญาชน ข้าราชการ และนักการเมือง รวมทั้งสถาบันวิชาการ รวมทั้งธรรมศาสตร์ไม่มีความเข้าใจ

 

นี่คือช่องว่างทางปัญญา ช่องว่างทางวัฒนธรรมการเรียนรู้ อันนี้คือสมุฏฐานอันแท้จริงของปัญหาซึ่งเรากำลังพูดถึงความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ตรงนี้เป็นปัญหาที่ผมพูดเพื่อให้เราได้เจาะลึก ได้คิด ในระบอบประชาธิปไตยที่พัฒนามาอย่างนี้แล้ว ถ้าประชาชนไม่มีบทบาทในการศึกษาเรียนรู้ซึ่งเจาะลึกลงไปในปัญหาเช่นนี้แล้ว ผมคิดว่าจะมีปัญหามาก

 

ฉะนั้น ผมจึงอยากสรุปรวมความตรงนี้ว่า ในขณะนี้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เป็นเจตนารมณ์ที่ได้ประสบกับความล้มเหลว ด้วยสมุฏฐานหลักๆสองประการ ผมขอยกเป็นการท้าทายตรงนี้ด้วย

ประการแรก คิดว่าเป็นปมปัญหาจากนิติศาสตร์ที่เรายังสืบทอดวัฒนธรรมอำนาจนิยม มาจนกระทั่งจนถึงปัจจุบัน เมื่อพูดถึงอย่างนี้แล้ว ผมอยากจะเติมคำว่ารัฐศาสตร์เข้าไปด้วย รวมทั้งศาสตร์ต่างๆ แต่เมื่อเราพูดกฎหมายก็จึงขอย้ำถึงนิติศาสตร์  นิติศาสตร์เราไปเอารูปแบบของหลักนิติศาสตร์ที่เรียกว่า positivism คือหมายถึงกฎหมายซึ่งนักทฤษฎีนิติศาสตร์ของอังกฤษ ออสติน ได้เคยนิยามว่า กฎหมายคือ คำบัญชาของผู้ทรงอำนาจสูงสุด หมายความว่ากฎหมายคือคำสั่ง คืออำนาจ อันนี้คือ”นิติศาสตร์อำนาจนิยม”

 

แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดูหลักธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองนี่ละครับ หลักธรรมศาสตร์นั้นให้การรับรู้ถึงความชอบธรรมของกฎประเพณีของชุมชน ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ไปอ่านกฎหมายตราสามดวงดู เวลาที่พระเจ้าแผ่นดินจะออกประกาศพระบรมราชโองการ ซึ่งเราก็รู้ว่าเป็นกฎหมาย หรือจะทรงวินิจฉัยคดี พระเจ้าแผ่นดินก็ต้องไปถามชุมชนว่า ที่นี่มีระเบียบประเพณีอะไร? เห็นไหมว่า แม้แต่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ก็ยังเห็นความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจศูนย์กลาง กับอำนาจของชุมชน กฎประเพณี นี่คือหลักธรรมศาสตร์  แต่ของเรานี่ ออสติเนียน มาก, “กฎหมายคืออำนาจ” นี่ผมคิดว่านิติศาสตร์ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญติดหล่ม นิติศาสตร์ไทยยังติดหล่มตรงนี้ ยังอยู่ในโคลนอยู่ตรงนี้

 

ประการที่สอง เราไม่ค่อยตระหนักว่า การละเมิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเจตนารมณ์ที่ผมพูดเรื่องอารัมภบท มาตรา 4, มาตรา 26-27, เมื่อสักครู่นี้ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญต่างๆเหล่านี้ อารัมภบทมาตรา 4, มาตรา 26-27 ที่ว่า ผูกพันรัฐสภา ผูกพันคณะรัฐมนตรี ผูกพันศาล, สามสี่บทบัญญัตินี้ไม่ได้มีการบังคับใช้เลย

ถ้าเราย้อนกลับไปในสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คงจำได้ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ได้ประกาศยกเว้นไม่ใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เกิดเรื่องเลย เพราะถือว่าเท่ากับรัฐประหาร รัฐธรรมนูญมาตราหนึ่งมาตราใดที่ยกหรืองดเว้นไม่ใช้ หรือไม่นำพา เท่ากับเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ  เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำลังอยู่ในสภาพตรงนี้ กำลังถูกล้มล้างรัฐธรรมนูญเพราะ การไม่นำพาต่อการบังคับใช้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งทุกบท ทุกหมวด ทุกมาตรา จะต้องประกอบกัน จะเลือกมาตราหนึ่งมาตราใดมาใช้บังคับไม่ได้ นี่ก็เป็นสาเหตุที่ผมคิดว่า อาการที่มันส่อให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังมีปัญหาก็ตรงนี้ คือ นิติศาสตร์รวมทั้งศาสตร์อื่นๆด้วย เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับความเข้าใจเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติอะไรต่างๆมากมาย

 

และผมคิดว่าพวกเราไม่ค่อยตระหนักว่า การไม่นำพารัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งส่วนใดคือการ”ล้มล้างรัฐธรรมนูญ” ผมเคยเขียนบทความขึ้นมาเมื่อเกิดเรื่องที่จะนะ ผมบอกว่า

วิกฤตรัฐธรรมนูญ  

คือ ปัญหาของแผ่นดิน

คือ  วิบากกรรมของแผ่นดิน

ผมเคยเขียนเตือนเอาไว้ แต่ว่าก็ไม่มีใครให้ความใส่ใจ

โดยเฉพาะในแวดวงของอำนาจรัฐ

 

 

Read Full Post »

recommendare

บันทึก

จากกิจกรรม  เสวนาหัวข้อ “นิติรัฐ  กับ  สังคมไทย”

งานสัมมนาใหญ่ประจำปีครั้งที่ 1 ของสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย

ณ  โรงแรมสยามซิตี พญาไท   วันที่  16-17  ธันวาคม  2551

บรรยาย  โดย

นายจรัญ ภักดีธนากุล                      ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายอุระ หวังอ้อมกลาง                    อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ

นายสุเมธ ตันติเวชกุล                      นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

ศาสตราจารย์ ดร.นันวัฒน์ บรมานันท์  คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศาสตราจารย์ ดร. บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กล่าวดังนี้

 

นายจรัญ ภักดีธนากุล

นายจรัญ  กล่าวถึงการแก้ปัญหาทางการเมืองว่า มี  4  หัวข้อใหญ่ๆ ได้แก่

1.ประชาธิปไตย 

2.รัฐธรรมนูญ

3.การเมือง

4.ศาลรัฐธรรมนูญ

นายจรัญ กล่าวถึงประชาธิปไตยว่า เป็นระบอบการที่ยึดถือเอาประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลัก ไม่ใช่ ทหาร ข้าราชการ หรือแม้กระทั่งกลุ่มศาลตุลาการ หรือนักลงทุน ใดๆ และไม่ใช่ของนักการเมืองอย่างแน่อนอน เพราะฉะนั้นนักการเมืองควรจะยึดหลักของการทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ไม่ใช่ยึดอำนาจเอาไว้เสียเอง โดยเฉพาะนักการเมืองที่มาจากเสียงของประชาชน ควรจะยิ่งทำเพื่อประชาชน เพราะถ้าหากปฏิบัติได้เช่นนี้ ปัญหาในในบ้านเมืองจะแก้ไขได้อย่างแน่นอน

 

ส่วนของรัฐธรรมนูญ นั้น นายจรัญกล่าวว่า รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กฎหมายสูงสุดของประเทศ หากแต่เป็นผลประโยชน์และความสุขของประชาชน ไม่ใช่ยึดติดอยู่ที่ตัวบทกฎหมายหรือทฤษฎีใดของโลก ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์หรือความสุขของประชาชนก็เป็นได้ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่สิ่งสำคัญของโลก แต่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป จนเป็นผลประโยชน์ของสามัคคีเภทหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

เมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้อยากร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่เป็นภาวะประเทศสูญสิ้นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้ประเทศสะดุดล้มระบอบประชาธิปไตย จึงคิดว่าต้องให้มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรโดยเร็ว และตนไม่ได้คิดร่างรัฐธรรมนูญดีที่สุดในโลก จึงอาสามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อไม่ให้มีการถ่วงรัฐธรรมนูญให้ล่าช้าออกไป ส่วนการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเลือกจังหวะ แต่ที่ผ่านมากลับมุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ดูกาละเทศะ

 

การจะแก้ไขกฎหมายนั้น 1.อย่าให้มิจฉาทิฐิแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องแก้ด้วยสัมมาทิฐิโดยบริสุทธิ์ใจ อย่าแก้เพื่อนาย เพื่อพรรค 2.เมื่อจะแก้กฎหมายอาญาอย่าให้อาชญากรแก้ เพราะจะทำให้สังคมที่มีสุจริตชนส่วนใหญ่เกิดความบรรลัย และ 3.ถ้าจะแก้ปัญหาทุจริตซื้อเสียงเลือกตั้งอย่าให้นักเลือกตั้งแก้ไข เพราะนักเลือกตั้งสร้างปัญหาและได้เปรียบการซื้อเสียง

 

ตุลากรศาลรัฐธรรมนูญกล่าวอีกว่า ควรจะรีบทำรัฐธรรมนูญให้เป็นลายลักษณ์อักษรออกมาให้เร็วที่สุด แต่ไม่จำเป็นต้องดีที่สุด เพื่อดึงอำนาจรัฐธรรมนูญเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญว่า ควรจะให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานั้นๆ เป็นผู้แก้ไข ไม่ใช่ให้นักเลือกตั้งมาแก้ และอย่าแก้เพื่อผลประโยชน์ส่วนหนึ่งส่วนใดของตัวเอง    พร้อมกันนี้ นายจรัญ ยังได้ยกตัวอย่างกรอบความคิดแก้ปัญหารัฐธรรมนูญปี 50  ซึ่งมี 4 ประการดังนี้

 

1.ปัญหาการเมืองแทรกแซงองค์กรตรวจสอบอิสระ 
2.ปัญหาเรื่องการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง
3.ปัญหาการเมืองสามารย์ หรือทุนสามารย์ครอบงำการเมืองเพื่อผลประโยชน์
4.ขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากรัฐธรรมนูญปี 40 เพื่อวางรากฐานทางกฎหมาย

 

นอกจากนี้ นายจรัญ ยังกล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องไม่ขึ้นอยู่กับอำนาจของการเมือง และต้องมีความเป็นตุลากรอย่าแท้จริง ยกตัวอย่างเหตุการณ์ศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบ 3 พรรคการเมืองครั้งล่าสุด โดยระบุว่า เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่นคลอนเป็นอย่างมาก  พร้อมยืนยัน ศาลได้ตัดสินจากความเป็นจริง และตนไม่เคยได้รับคำสั่งมาจากใครทั้งสิ้น

 

ส่วนการปรับปรุงแก้ไขศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตนเห็นว่า 1.คนส่วนใหญ่ยังจัดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลการเมืองหรือกึ่งการเมือง ซึ่งตนอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นฝ่ายตุลาการจริงๆ ไม่มีปัจจัยทางการเมืองเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซง เป็นอิสระจากทุกฝ่ายและอย่าเรียกเป็นศาลการเมือง 2.ในยุคแรกศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เป็นศาลเหนือกว่าศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง หรือมีอำนาจตรวจสอบแก้ไขล้มล้างคำพิพากษาของศาลอื่นๆ เพราะศาลรัฐธรรมนูญต้องอิสระจากศาลอื่นๆ ด้วย นอกจากนิติบัญญัติและบริหาร  3.ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถผูกขาดตีความรัฐธรรมนูญทุกมาตราตามที่เข้าใจกัน แต่พิจารณาได้เฉพาะที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจได้ ศาลก็เพิ่งเริ่มสร้างความเชื่อศรัทธาจากประชาชนยังไม่มาก แต่กลับมีการตั้งข้อระแวงทำให้ประชาชนคล้อยตามได้ง่าย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญประคองภารกิจให้ผ่านพ้นการทดสอบได้ และเชื่อมั่นได้ว่าไม่มีการรับคำสั่งจากใครจะทำให้เกิดความศรัทธาขึ้นได้

 

คดียุบพรรค ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่นคลอน ถึงกลับมีบางคนเสนอให้ยกเลิกนั้น ผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เลว แต่ขอยืนยันว่าผมไม่เคยรับใบสั่งจากใครเด็ดขาด และตุลาการทั้ง 9 คน ตั้งใจที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเติบโตเข้มแข็งต่อไป เป็นโจทย์ที่ยาก แต่หากทำสำเร็จก็จะสร้างองค์กรทางตุลาการให้สังคมได้ แต่ถ้าทำไม่สำเร็จก็เตรียมตัวม้วนเสื่อกลับบ้าน

 

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการเมืองนั้น นายจรัญ กล่าวว่า  พรรคการเมืองที่เข้ามาและแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวเอง และพรรคการเมืองของตน  เปรียบเป็นปีศาจทางการเมือง เป็นนักเลือกตั้งที่หิวหระหายหวังแย่งชิงตำแหน่ง ไม่สมควรที่จะได้รับการยกย่องว่า เป็นนักเลือกตั้ง และถือเป็นการทำลายสถาบันการเมืองให้เสื่อมโทรมลงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งควรจะมีความขาวสะอาด และเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

——————————————————————————————————————————-

นายอุระ หวังอ้อมกลาง

ปัจจุบันมีการพูดถึงตุลาการภิวัตน์กันมาก โดยตุลาการภิวัตน์เป็นแนวคิดของนักกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับผู้พิพากษาในการสร้างหรือพัฒนากฎหมายจากการตัดสินคดีและเขียนคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งง่ายกว่าการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ

 

ตุลาการภิวัตน์เป็นการใช้อำนาจตุลาการที่แผ่กว้างขึ้น ครอบคลุม 4 ประการ คือ 1.ถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร 2.กำกับการกระทำของฝ่ายบริหาร 3.ตัดสินนโยบายของสาธารณะ  4.ตัดสินคดีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยคำนึงถึงสภาพที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่าตุลาการภิวัตน์ในปัจจุบัน ไม่ได้ถ่วงดุลฝ่ายบริหารอย่างเดียว แต่กลับเปิดให้ตุลาการเข้าไปยุ่งฝ่ายการเมืองมากกว่าปกติ เช่น การเป็นกรรมการสรรหาองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจทำให้ตุลาการมีปัญหาความเป็นกลาง ในการทำหน้าที่ตรวจสอบ

 

กรณีศึกษาเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมือง ซึ่งมีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าศาลไม่เปิดให้ผู้ถูกร้องได้สืบพยานหักล้างความผิด และเร่งวินิจฉัยคดีเกินไปนั้น ก็เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าข้อเท็จจริงคดียุบพรรคการเมืองเป็นที่ยุติแล้วว่าทำผิด โดยการชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และการตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งแล้ว ศาลจึงไม่รับฟังข้อเท็จจริงอีก เพราะไม่มีผลทำให้คดีเกิดเปลี่ยนแปลงได้  ส่วนการตัดสินคดีโดยเร็วก็เห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังวุ่นวาย

——————————————————————————————————————————-

นายสุเมธ ตันติเวชกุล

รู้สึกว่าสังคมไทยขณะนี้มีความแปรปรวน เนื่องจากวิวัฒนาการทางการกฎหมายต้องการให้ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันโลก แต่ปัญหาคือความเข้าใจกฎ กติกา ซึ่งคนไทยทั่วไปไม่เข้าใจว่าเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้จะไปทำอะไรที่ไหน ต้องมีแผน 1 แผน 2 แผน 3 ต้องสำรวจทางเข้าออกให้ดี เพราะอาจจะมีคนมาปิดล้อม ตื่นเช้ามาแต่งตัวออกจากบ้านต้องดูให้ดี ใส่เสื้อสีนี้ไปไหนได้บ้าง ไม่เข้าใจว่าทำไมบ้านเมืองเราเป็นอย่างนี้

สิ่งที่เรากำลังประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่น่าเกิดขึ้น สังคมเราตอนนี้มีสองสี เหมือนการเล่นกีฬา คนทั่วไปไม่เข้าใจกติกาก็เหมือนเล่นกีฬาแต่ไม่เข้าใจกฎ รู้แค่เพียงคร่าวๆ ผู้เล่นก็ตีความเข้าข้างตัวเอง อีกฝ่ายหนึ่งก็ตีความเข้าข้างตัวเอง กรรมการเองก็แย่ ผู้พิพากษา ตุลาการ จะตัดสินคดีแต่ละครั้ง มีคำถามตามว่าตัดสินถูกต้องหรือไม่ การอ่านคำพิพากษาแต่ละครั้ง จึงต้องใช้เวลานาน เพื่ออธิบายความหมายให้คนทั่วไปเข้าใจให้กระจ่างว่าตัดสินด้วยความเป็นธรรมเพื่อลดความขัดแย้ง

 

ปัญหาความขัดแย้งเกิดจากความไม่เข้าใจ เป็นปัจจัยสำคัญ ปัจจัยอื่นเช่นผลประโยชน์หรือเงิน ไม่ต้องพูดถึง คนที่ออกมาประท้วงนั้น เมื่อถามว่ามาประท้วงทำไมก็บอกว่าไม่รู้ มาด้วยอารมณ์ว่าถ้ามันทำอย่างนั้น ถ้ามันทำอย่างนี้ต้องออกมาประท้วง ตรงนี้อันตราย บ้านเมืองใดไม่มีนิติรัฐ ไม่มีขื่อมีแปอยู่ไม่ได้ หากพูดว่าต้องการสิทธิ ต้องมีความรับผิดชอบควบคู่ไปด้วย หากพูดว่าต้องการเสรีภาพ ก็จะต้องมีวินัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกมองข้ามไป

——————————————————————————————————————————-

ศาสตราจารย์ ดร.นันวัฒน์ บรมานันท์ 

กล่าวเสริมถึงเรื่องรัฐธรมนูญ ปี 2540 ว่า ในช่วงที่มีรัฐประหาร ตนมีความเห็นว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้มีความผิดอะไร ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญเพราะ น่าจะเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ ไม่สมควรมีคำสั่งยุบศาล แต่เมื่อได้รัฐธรรมนูญปี 50 มานั้นก็พบว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีความไม่เป็นกลาง หากแต่ก็ไม่มีการแก้ไขในยุคของนายสมัคร สุนทรเวช ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา จนกระทั่ง นายสมัคร คิดจะแก้ไข แต่ก็เกิดเหตุการณ์ยุบพรรคขึ้นเสียก่อน  ทั้งนี้ นับตั้งแต่กรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ขึ้นมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการแก้ไขใดๆ รัฐธรรมนูญปี 50 จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่มีทั้งข้อดีและข้อเสียพอๆ กัน

 

นอกจากนี้ ดร.นันทวัฒน์ ยังระบุว่า โอกาสในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีสูงมาก หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ประกาศยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว โดยเฉพาะมาตราว่าด้วยการยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค ตนขอเสนอแนวคิดตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีองค์ประกอบจากนักวิชาการทั้งหมด ที่มีประสบการณ์ทางการเมือง หรือตรวจสอบองค์กรต่างๆ เพราะจะมีความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์จริง จึงจะได้รัฐธรรมนูญที่เหมาะสมต่อไป

——————————————————————————————————————————-

ศาสตราจารย์ ดร. บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ

ศาสตราจารย์ ดร. บุญศรี  กล่าวถึงศาลรัฐธรรมนูญกับประชาชน ว่า จะต้องมีการก่อตั้งองค์กรที่จะทำให้รัฐธรรมนูญกับประชาชนมีความผูกพันกัน ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญในประเทศไทยให้ความคุ้มครองประชาชนไม่ทั่วถึงทำให้ประชาชนไม่ผูกพันกับรัฐธรรมนูญ

 

ดร.บุญศรี ยังกล่าวว่า ควรจะมีการจัดองค์กรภายในเสียใหม่ ให้มีบุคคลากรเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะทำให้องค์คณะทำงานได้ง่ายขึ้น เรียกได้ว่า เป็นอีกบทบาทหนึ่งเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในรัฐธรรมนูญมากขึ้น ควรจะแก้ไขปัญหาไปในทางที่ถูก   พร้อมยังกล่าวว่า การรัฐประหารนั้นเป็นสิ่งที่กฎหมาย เพราะฉะนั้นคณะที่ทำการรัฐประหารจึงทำการยกเลิกรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะทำให้การรัฐประหารนั้นเป็นการไม่ผิดกฎหมายเพื่อหาผู้นำประเทศคนใหม่ และการที่จะแก้รัฐธรรมนูญได้นั้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย นายกรัฐมนตรี คนใหม่ ก็จะต้องเป็นคนที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ ซึ่งต้องไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และจะต้องเป็นผู้ที่มาช่วยแก้ปัญหาของประเทศอย่างแท้จริง

 

“ประชาชนจะต้องเลือกคนที่รู้จักนิสัยใจคอ ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ ประเทศไทยจะพัฒนาได้อย่าก้าวไกล ” ดร. บุญศรี กล่าว

Read Full Post »

Older Posts »