Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘มติชน’

recommendare

บทความเรื่อง  ”พิชัย รัตตกุล สอน ไอ้หลานชาย อภิสิทธิ์”

โดย

จอม เพชร ประดับ สัมภาษณ์ พิชัย

รายการ INTERLIGECE ทางเว็บไซต์ voicetv.com

ความมีดังนี้

พิชัย รัตตกุล ชื่อนี้หายไปจากสารบบการเมืองนานแล้ว

เขาเป็นอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์เมื่อปี 2525 จนถึงปี 2534

วันนี้เขาอายุ 84 ปีแล้ว แต่ก็ยังแข็งแรงมาก พิชัย วางมือทางการเมืองตั้งแต่ปี 2544

แต่ยังเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปปัตย์

เขาเป็นคนที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคประชาธิปปัตย์อย่างเปิดเผยมาโดยตลอด

กล้าบอกให้พรรคประชาธิปปัตย์ขอโทษประชาชน หลังกรณี สปก 4-01

และวันนี้เขาปรากฎตัวอีกครั้ง

เมื่อ จอม เพชร ประดับ สัมภาษณ์ พิชัย ในรายการ INTERLIGECE ทางเว็บไซต์ voicetv.com

พิชัย วิจารณ์ อภิสิทธิ์ และการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา

เขาเรียก อภิสิทธิ์ ว่า ไอ้หลานชาย

ชื่นชมในความซื่อสัตย์สุจริต

แต่ให้คะแนนรัฐบาลแค่ 5 เต็ม 10

เขาวิจารณ์ อภิสิทธิ์ ทั้งเรื่องการเจรจากับ ทักษิณ นโยบายต่างประเทศ นโยบาย ประชานิยม

และที่สำคัญ ไม่รู้จักใช้คน

พิชัย เปิดประเด็นแรกเรื่องปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย

ทุกปัญหามีทางออก เพียงแต่เรายอมซึ่งกันและกันบ้าง

ถ้าทุกฝ่ายตั้งแง่ก็ไม่มีทางลงเอยได้ สรุปก็คือ แม้ปัญหาจะมากมาย

แต่ทางออกยังมี เพียงแต่ต้องเสียสละกันบ้าง

เมื่อถามถึง คนกลาง ในการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

พิชัยมองว่า คนเดียวทำไม่ได้

ข้อเสนอของเขาคือ ต้องทำเป็นกลุ่มคณะ

เริ่มต้นจาก 2 ฝ่ายต้องหา คนกลาง ที่ไม่มีความลำเอียง

ทั้งรัฐบาลและทักษิณ ต้องไม่มีการตั้ง เงื่อนไข ก่อนนั่งโต๊ะเจรจา

และการนั่งคุยกันต้องเป็นความลับ

ประเด็นสำคัญที่ พิชัย ย้ำคือ ห้ามมีเงื่อนไข

ถ้าผมเป็นคุณทักษิณ ผมก็รับเงื่อนไขของรัฐบาลไม่ได้ และถ้าผมเป็นรัฐบาล

ผมก็รับเงื่อนไขของคุณทักษิณไม่ได้

เขายกตัวอย่างเรื่องการเจรจากับประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ว่า

ไม่เคยมีเงื่อนไขว่าประเทศนั้นต้องเลิกเป็นคอมมิวนิสต์ก่อน เราถึงจะเจรจา

อย่าตั้งเงื่อนไข ไม่ใช่บอกว่าคุณทักษิณต้องกลับมาติดคุกก่อน

นั่งโต๊ะเจรจาก่อน ถึงเวลานั้นค่อยวางเงื่อนไขลงมา ทั้ง 2 ฝ่าย

จะรู้เลยว่าจุดยืนหรือเงื่อนไขของ 2 ฝ่ายเป็นอย่างไร

แต่การเจรจาจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับต้องมีการอะลุ้มอล่วยกันพอสมควร

ถ้าไม่ยอมกันเลยก็เจรจาไม่สำเร็จ

เมื่อถาว่ารัฐบาลบอกว่าเงื่อนไขสำคัญคือ การยอมรับกฎหมาย

ตราบใดที่กพูดถึงเงื่อนไข ไม่มีทางเจรจากันได้

เขาเล่าว่ามีคนทั้งจากรัฐบาลและ ทักษิณมาคุยกับเขาเมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา

และ พิชัย ก็เสนอนแนวทางนี้ไปแล้ว

มีคนกลาง ห้ามมีเงื่อนไข และคุยกันเงียบๆ

ในบรรดาหัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์ นับตั้งแต่ นายควง อภัยวงศ์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช พ.อ. ถนัด คอมันต์ นายพิชัย รัตตกุล นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

มี พิชัย คนที่เดียวที่ทำธุรกิจใหญ่มาก่อน

และมาเป็นนักบริหารมืออาชีพ

มุมมองของเขาจึงแตกต่างจาก หัวหน้าพรรค คนอื่น

ครั้งหนึ่ง หลังจาก พรรคประชาธิปปัตย์พ่ายแพ้การเลือกตั้ง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

และ พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล

1 ปี 8 เดือน ของทักษิณ ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ในเรื่องการบริหาร

และการทำนโยบาย ให้เป็นจริง

ในเดือน สิงหาคม 2545 พิชัย ออกมาวิพากษ์ตนเอง

วิจารณ์พรรคประชาธิปปัตย์อย่างตรงไปตรงมาว่า

พรรคประชาธิปปัตย์มีแต่นักการเมือง ไม่มีนักบริหาร

เขาบอกว่า ต่อไปนี้นักการเมืองต้องต่อสู้ด้วยนโยบายและชั้นเชิงการบริหาร

หัวหน้าพรรคต้องเป็นนักบริหาร เพื่อดึงคนเก่งมาร่วมกันทำนโยบายที่ถูกใจประชาชน

พิชัย วิจารณ์ ชวน ว่าเป็นคนดีสารพัดอย่าง

เคยเป็นหัวหน้าสำนักงานทนายความแต่ไม่เคยบริหารงานขนาดใหญ่

ในยุคนี้ถือว่าไม่ถึงใจ

เป็นประโยคเด็ดของ พิชัย เมื่อปี 2545

ไม่แปลกที่วันนี้เขาจะมอง อภิสิทธิ์ ในมุมมองของนักบริหารที่มากประสบการรื

ประเด็นแรก เขามองว่า ไอ้หลานรัก ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่ควรทำ

เช่น เรื่องการแจกเช็ค 2000 บาล ฯลฯ

ที่สำคัญเมื่อมีนโยบายเหล่านั้น นายกฯ ไม่ควรไปเอง

เสียเวลา เอาเวลาไปคิดดีกว่า

ฟังน้ำเสียงแล้วละม้ายกับการวิจารณ์เรื่อง นายก โพเดียม

แต่ประเด็นที่แรงกว่านั้น ก็คือ เรื่องไม่รู้ จักใช้คน

รัฐบาลทำงานโดยคนไม่กี่คน

เมื่อถามว่า ในพรรคประชาธิปปัตย์มีบุคคลากรที่มีฝีมือจำนวนมาก

เยอะแยะ ไม่รู้จักใช้คน คนดี ๆ มีความรู้มากมายแต่ไม่รู้จักใช้

คนที่อยากจะช่วยมีมาก อย่างที่คุณจอมถามว่า ทำไมผมไม่บอกคุณอภิสิทธิ์

ก็เขาไม่เคยถามจะให้บอกอย่างไร

พิชัย บอกว่าจุดอ่อนของ อภิสิทธิ์ คือ เรื่องนี้ เขามีที่ปรึกษาของแต่ละหน่วยงานไม่มากพอ

ทั้งประชาธิปปัตย์ มีคนเก่งเยอะและคนนอกพรรคมีพร้อมช่วย

ถามว่า เหตุผลที่ ไม่รู้จักใช้คน มาจากอะไร

คำตอบของ พิชัย แรงมา

คำตอบก็คือ มันมาจากสันดานคนที่ไม่เหมือนกัน สันดานของคนที่ไม่รุ้จักใช้คน

พิชัยยังเล่าเรื่องการไปงานศพของอาจารย์ภิญโญ บุณยรัตพันธ์ อดีตรองประธานสภา กทม.

ผมไปร่วมงาน แต่ผมไม่เห็นผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปปัตย์สักคนเดียว

พิสูจน์ได้ว่า นอกจากไม่รู้จักใช้คนแล้ว ยังลืมคนเก่าอีกด้วย

พิชัย สรุป ก่อนหัวเราะ

มีตัวอย่างอีกเยอะ ผมขอเป็นคนวิจารณ์พรรคประชาธิปปัตย์ได้อย่างเต็มปาก

ในฐานะที่ พิชัย คลุกคลีกับกระทรวงการต่างประเทศมายาวนาน

ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อปี 2519

และเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงนี้มาหลายสมัย

จอม จึงตั้งคำถาม เรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งวิกฤติที่สุดครั้งหนึ่ง

ทั้งที่ ผู้ก่อตั้ง พรรคประชาธิปปัตย์ คือ นายควง อภัยวงศ์

มีรากฐานความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างแน่นแฟ้น

นี่คือปัญหาที่ผมหนักใจมาก จาการที่รัฐบาลทำงานโดยคนไม่กี่คนทำให้

ปัญหาจากภายในกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศขึ้นมา

พิชัย มองว่ามีผู้เชี่ยวชาญเรื่องต่างประเทศจำนวนมาก

ไม่ว่าจะเป็น นายนิตย์ พิบูลสงคราม นายเตช บุญนาค นายวิทยา เวชชาชีวะ

หรือแม้แต่ อานันท์ ปัญญารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี

คนเหล่านี้มีประสบการณ์ด้านต่างประเทศมาก แต่รัฐบาลไม่เคยปรึกษา

เมื่อถาม ปัญหาความสัมพันธ์กับกัมพูชานั้น รัฐบาลมองว่าเกิดจาก ฮุนเซน ตั้งทักษิณ เป็นที่ปรึกษา

แต่ พิชัย กลับมองตรงข้าม

การที่รัฐบาลต่างประเทศแต่งตั้งคนไทยหรือใครก็แล้วแต่เป็นที่ปรึกษา ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

แต่คุณทักษิณต่อสู้อยู่กับรัฐบาลนี้ จอมถาม

ไม่แปลก สมเด็จฮุนเซน มีสิทธิ์ ผมพูดเหมือนเข้าข้าง สมเด็จฮุนเซน

แต่เขามีสิทธิแต่งใครมาเป็นที่ปรึกษาก็ได้ แน่นอนเมื่อเขาเป็นเพื่อนสนิทกับคุณทักษิณ

เขาก็อยากให้ทักษิณกลับมามีอำนาจ แต่นั่นเป็นความคิดของเขา

ไม่ว่า จะแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาหรืออะไรก็ตามเราห้ามไม่ได้ แต่เรามีหน้าที่ครับ

มีหน้าที่ป้องกันแก้ปัญหาที่เผชิญหน้ากันอยู่ แต่ถ้าเราไปวุ่นวาย

ไปพูดเรื่องการแต่งตั้งคุณทักษิณก็แสดงว่าเรากำลังไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น

ก่อนสรุปว่า ทั้งไทย กัมพูชา ต่างแทรกแซงกิจการภายในด้วยกันทั้งคุ่

เมื่อ 2 ฝ่ายต่างแทรกแซง เราก็ต้องคุยกันแม้ทักษิณ

จะสนิทกับ สมเด็จ ฮุนเซน มากว่า แร่เราต้องอย่ายอมแพ้

เขายกตัวอย่างช่วงหลังสงครามเวียดนามที่สหรัฐอเมริกาถอนทหารออกจากอินโดจีน

ครั้งนั้นไทย อยุ่ในสถานการณ์ที่ลำบากเพราะต้องฟื้นความสัมพันธ์

กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งที่เราเคยส่งทหารไปฆ่าฟันประชาชนของลาว กัมพูชาและเวียดนาม

เราเพิ่งทะเลาะกับความเมื่อไม่กี่วันมานี้เองแต่เราอยากดีกับเขา

รัฐบาลยุคนั้นกับกระทรวงการต่างประเทศต้องทำงานอย่างหนักแต่ต้องไม่มีเงื่อนไขก่อนการเจรจา

เมื่อถามว่า สมเด็จ ฮุนเซน บอกว่าถ้าจะให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นต้องไม่มี อภิสิทธิ์ กษิต

นั่นก็เป็นเงื่อนไข เหมือนรัฐบาลไทยที่มีเงื่อนไขว่าจะเจรจา

เมื่อกัมพูชายกเลิกการแต่งตั้งคุณทักษิณ

เราจะตั้งเงื่อนไขก่อนเจรจาไม่ได้

เป็นข้อสรุปของ พิชัย

และเมื่อให้วัดผลงานของรัฐบาล

พิชัยชมว่า อภิสิทธิ์ เป็นคนเก่ง คนดี และเป็นผุ้ใหญ่

ไม่ใช่เด็กดื้อ

เรื่องที่มาที่มีการวิจารณ์ว่าเข้ามาเพราะการรัฐประหาร พิชัย ขอที่จะไม่แตะต้องเรื่องนี้

แต่ รัฐบาลทำงานเหมือนไม่มีอำนาจ คนไม่ว่าวางใจว่ารัฐบาลมีอำนาจ

ถามว่า 1 ปีที่ผ่านมา พิชัย พอใจกับผลงานรัฐบาลหรือไม่

มีหลายอย่างที่ประชาชนพอใจ แต่ผมอยากติงนิดเดียว คือ

การก๊อบปี้นโยบายประชานิยมของ ทักษิณ มาทำ เป็นสิ่งที่ดี ผมไม่ว่า

แต่อย่าทำแบบไฟไหม้ฟาง นโยบายประชานิยมต้องสม่ำเสมอ

ทำไปเรื่อยๆ วันดีคืนดีไม่ใช่อยากแจกเงิน ทำแบบหาเสียงแบบนี้แจกเสร็จเขาก็ลืมแล้ว

ขอให้ทำต่อไป แต่ทำแบบยั่งยืน

เรื่องที่ พิชัย ไม่สบายใจที่สุด คือเรื่องความขัดแย้งภายในประเทศที่นำไปสู้ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

รัฐมนตรีที่เขาให้คะแนนมากที่สุดคือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ส่วนคะแนนที่ให้กับ อภิสิทธิ์

พิชัย บอกว่า เขาดีใจที่ อภิสิทธิ์ ไม่มีประวัติเรื่องการคอร์รัปชั่น

ผมภูมิใจว่า ไอ้หลานชายรักษาความซื่อสัตย์ได้ แต่ถ้าให้คะแนน ผมให้ 5 คะแนน

ไม่ตกแต่เฉียดฉิว

ที่มา  รายงานพิเศษ มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 8- 14 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 30 ฉบับที่ 1534

Read Full Post »

photrakan

เรียน ท่านบรรณาธิการ มติชน

ขอกราบประทานโทษมา ณ ที่นี้ ถ้าเกิดจดหมายฉบับนี้ ได้ทำผิดธรรมเนียมปฏิบัติโดยการส่งมายังที่อยู่นี้โดยตรง. ทีแรกผมเองก็วางแผนที่จะเขียนจดหมายแต่เนื่องด้วยเวลาไม่อำนวย

ผมขอเรียนเนื้อความที่ผมต้องการจะบอกเล่ามาในรูป จดหมายอิเล็กทรอนิกส์

ผมอ่าน คอลัมน์ หวงอี้ สุดยอดนักเขียนจีนกับนักเขียน no name ฝรั่ง 4 ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันที่ หนึ่ง มกราคมแล้ว เกิดความรู้สึกขัดเคืองเป็นอันมาก เนื้อหาในตอนนี้ออกไปทางที่นักเขียนพยายามที่จะตอบคำถามของ

Dr. Needham ว่าทำไมประเทศตะวันตกถึงก้าวล้ำเหนือประเทศตะวันออกไปได้ ทั้งๆที่ประเทศตะวันออกคิดศิลปวิทยาการอันลึกล้ำ

มาตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว.ผบพบว่าผู้เขียนได้พยายามตอบคำถามโดยมีแนวคิดดังต่อไปนี้

1. ชาวตะวันตกได้ “ทะลวงกรอบทลายกรง” ก่อให้เกิดการปฏิวัติวิทยาศาสตร์จนในที่สุดได้กลายเป็นผู้นำโลก ในขณะที่ ชาวตะวันออก(รวมถึงไทยด้วย)ยัง งมงาย และ “ไม่ลบหลู่”ความเชื่อโบราณ.

2. ชาวจีน อินเดียไม่เคยผ่านขั้นตอนอัน “ตกต่ำ” เช่นเดียวกับ ที่ประเทศตะวันตกเคยผ่านยุคมืดทางประวัติศาสตร์ ทำให้ฝังใจหัวปักหัวปำ ยึดมั่นในตำราโบราณ

3. ความรู้ของจีนไม่เป็นสากล เป็นจริงและใช้ได้ผลแค่ในกรอบวัฒนธรรม

ผมเคารพในสิทธิของแต่ละคนในการอธิบาย ความแตกต่างของพลวัตการพัฒนาของมนุษยชาติ, คำถามเฉกเช่นเดียวกับของ Dr. Needham มีคนเคยถามนับไม่ถ้วน ในบริบทของ คนดำเทียบกับคนผิวขาว หรือว่า ประเทศโลกที่สามกับประเทศอื่นๆ. แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ผู้เขียนได้เสนอมาทั้งสามข้อด้านบน นั้น “ตื้นเขิน” และ ขาดข้อสนับสนุนที่มีน้ำหนักเพียงพอ อย่างไม่น่าให้อภัย.

ข้อที่หนึ่ง ความคิดที่ชวนโน้มนำว่า วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือพัฒนาเป็นเครื่องมือเดียว และ ขัดแย้งกับภูมิปัญญาโบราณ

ผู้เขียนลืมประเทศญี่ปุ่นไปแล้วหรือครับ. ประเทศญี่ปุ่นยังคงรักษาศาสนาและวัฒนธรรมของเขาเอาไว้ได้อย่างดีโดยที่ไม่ได้ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์. ทำไมความงมงายในศาสตร์โบราณจำเป็นต้องเกิดจาก ผู้ที่ขาดความยั้งคิด และ ไร้ความสามารถในการคิดตามหลักวิทยาศาสตร์เท่านั้นหรือ?

ผู้เขียนยกเรื่อง ฮวงจุ้ย มาในเชิงที่ดูแคลนว่า มิได้สำนึก เลยว่า สำเภาจีนจริงๆ แล้วมาจากคำว่า junk มัวแต่อ้างตำราโบราณ อี้จิง เรือ ในภาษาจีนนั้น เขียนเป็นตัวอักษรเดียวกัน ว่า 船 ในสมัยอดีตกาล ชาวจีนใต้เป็นผู้ชำนาญการเดินเรือเพื่อค้าขายมาแต่โบราณกาลา แม้แต่ชาวจีนเหนือเมื่อได้เห็นถึงกับต้องจดบันทึกไว้ในตำรา “ของแปลกแดนใต้” และก็เป็นจีนใต้นี้อีกที่ทำให้ สำเภาจีน นั้นขจรจายไปทั่วโลก 船 ถึงแม้ภาษาแมนดารินอ่านว่า ฉ๋วน แต่ถ้าเทียบภาษาของชาวจีนใต้เช่น ฮกเกี้ยน หรือ แต้จิ๋ว คำนี้จะอ่าน ว่า “จุ๋ง”. คำอ่านและเสียงนี้เดินทางไปพร้อมกับชาวจีนที่อพยพไปยังส่วนต่างๆของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นไทย มาเลเซีย และได้ ข้ามผ่านไปยังดินแดนตะวันตกเมื่ออังกฤษ มาล่าอาณานิคมแถวนี้

จุ๋ง สามารถเขียนเป็นภาษา มลายู ได้ว่า jung dgung ซึ่ง ภาษามลายู นั้น เสียง u จะอ่านเป็นเสียง

like ‘oo’ in “hoop”, in open positions or like ‘o’ in “hope” in close position (อิงจากhttp://www.101languages.net/malay/vowels.html )

แม้ว่าภาษามลายูจะสะกด junk แต่คำอ่าน น่าจะคล้ายกับคำว่า จุง มากกว่า จั๊งก์ ที่แปลว่าขยะแน่นอน ! เรือสำเภาจีน มีเสียงเรียกอย่างนี้มาแต่โบราณกาลแล้ว แต่เพียงเผอิญมีภาษาตะวันตกภาษาหนึ่งเลียนเสียงไป แล้วรูปร่างคล้ายกับคำว่า ขยะ เท่านั้น.

มีเหตุผลอันสมควรประการใดที่ผู้เขียนคิดว่า ผู้ที่เชื่อในศาสตร์ฮวงจุ้ยนั้น ควร “สำนึก” ว่าจริงๆ แล้ว สำเภานั้นคือ ขยะ ? ท่านคิดว่าการที่สำเภาจีนสุดท้ายแปรผันกลายเป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า junk แล้วทำให้ฮวงจุ้ยกลายเป็นศาสตร์ที่เมามาย เอาแต่อ้างอี้จิง เช่นนั้นเหรอ ?

ข้อที่สอง ผมไม่ทราบว่าอินเดียเคยผ่านยุคมืดหรือไม่. แต่ประเทศจีน นั้นเคยผ่านยุคมืดทางปัญญา แน่นอนและหลายครั้งด้วย ! จิ๋นซีฮ่องเต้เคยกระทำการเผาตำราอันโด่งดัง ซึ่งนักประวัติศาสตร์รุ่นหลังก็เชื่อกันว่า ทำไปเพื่อล้างบาง

ความเชื่อหลายร้อยหลายพันสำนักที่ปรากฏก่อนรวมเป็นแผ่นดินเดียวกัน. จีนเคยมียุคสงครามมากมาย หลายครั้งปกครองด้วยทหาร ไม่ต้องพูดถึง ความเชื่อ ศรัทธาควรเป็นแบบใด ในยุค เข้มแข็งคือ พลัง หลายครั้ง นักคิดในประเทศจีนได้ท้วงถามถึงศาสตร์โบราณที่เขาเคยภูมิใจ … จนถึงขั้นลบหลู่ไปเมื่อมีการ ปฏิวัติวัฒนธรรมเมื่อเร็วๆ นี้. ประเทศจีน ณ ปัจจุบัน ยังคงยกย่องพัฒนา วิทยาศาสตร์ และ กำจัดความเชื่อไร้สาระที่เรียกว่า 迷信 กันอยู่เนือง ๆ

แต่ในขณะเดียวกันกลับเกิดปรากฏการณ์ เห่อความรู้โบราณ 国学迷 ขึ้น, มีการเอาตำราเก่ามาเล่าใหม่ ให้เหมาะกับปัจจุบัน ถึงขั้นคิดว่าจะสร้างเป็น คณะ ในมหาวิทยาลัยปักกิ่งขึ้น. ผู้เขียนจะอธิบายอย่างไร ? การที่ศาสตร์โบราณตกต่ำจะนำไปสู่

กระบวนการสร้างความรู้ใหม่ที่ดีกว่า ที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์” เสมอไปหรือ?

สืบเนื่องมาถึงข้อที่สาม ตัวอย่างของความเป็นสากลของตะวันตก ผู้เขียนเขียนในรูปความเย็น คือ ร้อนน้อย และธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหล่านี้สามารถสืบย่อยลงไปถึงหน่วยที่ ไม่อาจกังขาได้ในเชิงเคมี. ผมเห็นด้วยกับความเป็นสากลตรงนี้ แต่เพียง

เพราะว่า ได้กำหนดหน่วยที่ชัดเจน วัดได้และ เป็นสากล นั้นไม่ได้นำไปสู่เหตุผลในการหักล้างความรู้ในศาสตร์จีน. เหตุไฉน พอมีตารางธาตุแล้วถึงทำให้ธาตุเหล่านี้ไม่เป็นจริง ? กระบวนการในโลกใบนี้มีแต่เพียงมาตรวัดเดียวเท่านั้นหรือ ?

แพทย์ แผนจีน เคยเกือบถูกรื้อถอนออกจากประวัติศาสตร์ เพราะว่าไม่สามารถตรวจวัดได้ทางวิทยาศาสตร์ (แต่อนึ่งก็เป็นเพราะ หมอเถื่อน มีจำนวนมากมาย ด้วยเช่นกัน ), ถึงขั้นห้ามตั้งสถาบัน ห้ามรับลูกศิษย์ และ ห้ามจดทะเบียนเพิ่ม … คือบังคับให้สูญพันธ์ !

แต่ ณ ปัจจุบัน ศาสตร์ที่เคยเป็น เรื่องหลอกลวง ทั้งเพ กลายมาเป็น ทางเลือกแรก ๆ ในการแพทย์ทางเลือกทั่วโลก ดังเช่น ฝังเข็ม รวมไปถึง รำไท้เก๊ก ชี่กง. ขัดแย้งกับที่ท่านบอกว่า “วิทยาศาสตร์แบบจีน ๆ ไม่ได้เป็นสากลเลย ไม่เป็นจริงที่อื่นใด และ จริงเฉพาะในอารยธรรมจีน เท่านั้น ” หรือไม่?

ผมอยากเสนอ คือ ศาสตร์และความรู้หลายๆอย่าง อาจจะถูกถ่ายทอดกันมาอย่างมัวเมา และไม่ได้ตรวจสอบกันอย่างเป็นระบบระเบียบก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า มีเพียงวิทยาศาสตร์เป็นคำตอบเดียวเท่านั้นที่สามารถตอบโจทย์ไขปริศนาอันลึกลับมากมายของชีวิตได้อย่างถ้วนหน้า.

หรือนั่นเป็นเพียงมายาคติของการลัทธินับถือตะวันตกและวิทยาศาสตร์ ว่า เหนือกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในทุกพื้นที่ของโลก?

ตอนจบของบทความนั้น ที่จบได้อย่างน่าโมโห จนถึงขั้นทำให้ผมต้องเขียนจดหมายฉบับนี้ก็คือ

“ซึ่งอันที่จริง ก็สอดคล้องกับสำนวนจีนโบราณ แต่มักหลงลืมกันแล้วว่า “ทราบได้อย่างไรว่า การที่ชายชราสูญเสียม้ากลางฤดูหนาว มันเป็นสิ่งที่เลวร้ายสำหรับชายชราคนนั้นจริง ๆ ” “.

ผม ค่อนข้างมั่นใจว่า สำนวนนั้นคือ 塞翁失马 焉知非福

ข้อแรก ผู้เขียนอ้างอิงมาจากไหนว่า นี่เป็นสำนวนจีนที่ “มักหลงลืมกันแล้ว” ? นี่เป็นสำนวนที่ลึกล้ำ ชวนคิด และ นำมาใช้กันอย่างแพร่หลายมาก ๆ ในกรณีที่พบเจอเรื่องดีร้าย ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท อย่าปล่อยให้เหตุการณ์ชักนำ สั่งสอน

ให้มองข้ามผ่านการเวลาและเรื่องราวเพื่อค้นพบ ความจริงแท้ที่ซ่อนอยู่หลังเหตุการณ์,

ผมอ่านท่าไหนก็ไม่ทราบว่ามันไปสอดคล้องกับกรณีที่ผู้เขียนบอกว่า ต้องตรวจสอบความรู้โบราณ ตามกาลเวลาที่ผันแปรไปได้อย่างไร?

และสุดท้าย ก็คือ ท่านไปได้ สำนวนนี้มาจากที่ใด และเคยได้ยินเรื่องราวของสำนวนนี้จริงหรือไม่?

เนื้อเรื่องไม่มีส่วนไหนที่เกี่ยวกับฤดูหนาวเลย ! ผมสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะ คำว่า 塞 นั้นคล้ายกับคำว่า 寒 ที่แปลกว่าหนาวก็เป็นได้.

ผมอยากทราบคำอธิบายหน่อยครับ เพราะผมเชื่อว่าสิ่งเดียวที่จะทำให้ภูมิปัญญาตะวันออกตกต่ำและมีคุณค่าไม่เทียบเท่ากับวิทยาศาสคร์ ก็คือ การที่มีผู้รู้ไม่จริง อ้างอิงอย่างผิดๆ และทำให้ศาสตร์ตะวันออกดูเป็นเรื่องหลักลอย ขาดผู้มีสติไตร่ตรอง เช่นดังบทความนี้นั่นเอง.

(เสริมอีกนิดนึงนะครับ ผลงานของ Needham ที่ผู้เขียนเขียนว่า หาเจอใน google เพียงแค่ พิมพ์ scc นั้นก็ไม่จริงนะครับ. ผมลองหาในหน้าหนึ่งหน้าสองของทั้ง google.com และ google.co.th แล้ว น่าผิดหวังมากๆ)

ขอบคุณที่สละเวลาของท่านมาอ่านนะครับ

สุดท้ายก็หวังว่าจะได้นำคำติชมของผมไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคุณภาพของมติชนรายสัปดาห์ให้ดียิ่งๆขึ้นไปนะครับ

ขอบคุณครับ

ภูดิท โพธิ์ตระการ

photrakan@gmail.com

02/01/10

Read Full Post »