Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘พื้นฐาน’

triamboy

 

THE FARTHER BACKWARD YOU CAN LOOK, THE FARTHER FORWARD YOU ARE LIKELY TO SEE.

Winston Churchill

ในการเตรียมความพร้อมที่จะสังเกตุ  และสังเคราะห์ต่อไปในอนาคต  จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจแนวคิดหลักอันเป็นพื้นฐานของสิ่งต่างๆ  มิเช่นนั้นแล้วเราก็ไม่สามารถเข้าใจ  และอธิบายสิ่งต่างๆ  ให้ตัวเราเอง  รวมถึงผู้อื่นเข้าใจได้เมื่อต้องการรู้ขึ้นมา หรือพยายามหาเหตุผลทั้งหลายมาอธิบาย  หรือกระทั่งในกรณีที่แย่สุด  คือ  เราไม่สนใจเลยก็เป็นได้  (ต้นทุนบริโภคสะสมน้อย  ทำให้พฤติกรรมบิดเบือนได้ – เงื่อนไขจำเป็น)

นานมาแล้วได้มีการแบ่งแนวคิดอันเป็นพื้นฐานของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองออกเป็นสองแนวคิดหลัก  ดังนี้

 

1.  แนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิต  (Organic view)  คือ แนวคิดที่มีพื้นฐานที่ว่า  สิ่งต่างๆ  ต้องมีองค์ประกอบ  หน่วย  ส่วนต่างๆย่อยออกไป  และมีความสำคัญตามลำดับจากมากไปน้อย  โดยมีองค์ประกอบหลักอยู่หนึ่งอย่างทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของสิ่งนั้น  กำหนดเป้าหมาย  ชี้นำสังคม  เหนือการตัดสินใจบุคคล (มีความสำคัญท่ีสุด)  ยกตัวอย่างเช่น

สังคม  – สังคมเสมือนร่างกายที่ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ  ประชาชนเป็นส่วนประกอบของอวัยวะทั้งหลาย  โดยมีรัฐบาลเปรียบเสมือนหัวใจ

ประเทศ  – ประเทศคืออวัยวะทั้งหมด  เหมือนที่ร่างกายคืออวัยวะทั้งหมด ไม่เหมือนกับเครื่องจักรที่แยกส่วนประกอบออกจากกันได้  แล้วประกอบกลับได้  (เหมา เจ๋อ ตุง)

สาธารณรัฐ – กิจกรรมของประชาชนเป็นสิ่งพึงประสงค์ก็ต่อเมื่อกิจกรรมนั้นนำไปสู่สังคมที่ยุติธรรม โดยมีเป้าหมาย  คือ  สร้างยุคทอง  ประชาชนสามารถประกอบกิจกรรมต่างๆ  บนพื้นฐานของเหตุผล  (เพลโต)

สาธารณรัฐสังคมนิยม – สาธารณรัฐสังคมนิยมไม่ได้หมายถึงปัจเจกบุุคคลที่แยกตัวออกจากชุมชน  สังคม  ซึ่งถูกป้องกันจากการรบกวน  แทรกแซงจากรัฐบาล  กิจกรรมทุกอย่างในชีวิตประจำวันจะมีคุณค่าและความหมายก็ต่อเมื่อรับใช้้ทั้งสาธารณรัฐ โดยมีเป้าหมาย  คือ  การสร้างความบริสุทธิ์ของเชื้อชาติ  ประเทศต้องมีเป้าหมาย  เป้าหมายนั้นต้องขึ้นอยู่กับการรักษา  และพัฒนาการขั้นสูงสุดทั้งทางกายภาพ  และจิตใจที่เหมือนกันหนึ่งเดียวของสัตว์  (ลัทธินาซี)

สามารถสรุปให้เข้าใจง่ายในมุมมองของสังคมได้ว่าคุณค่าของปัจเจกชนขึ้นอยู่กับการตระหนักถึงเป้าหมายของสังคม  ซึ่งถูกกำหนดจากส่วนกลาง  (รัฐบาล  กษัตริย์  กลุ่มผู้ปกครอง)

 

2.  แนวคิดหน่วยเครื่องจักร  (Mechanic view)  คือ  แนวคิดที่มีพื้นฐานที่ว่า  สิ่งต่างๆ  นั้นมีองค์ประกอบ  หรือส่วนต่างๆมีความสำคัญเท่าเทียมกัน  เป็นศูนย์กลางการตัดสินใจ  ซึ่งทำหน้าที่ของมันเอง  และแยกจากกันอย่างเสรี  เมื่อทุกส่วนทำตามหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแล้วแล้ว  สิ่งนั้น (ภาพรวม)  ก็จะให้ผลลัพธ์รวมตามเป้าหมายหลัก  โดยรัฐไม่ใช่ส่วนหนึ่ง  หรือองค์ประกอบของสิ่งนั้น  แต่เป็นสัญญาประชาคมที่ถูกสร้างขึ้นมาจากปัจเจกบุคคลเพื่อทำหน้าที่ตอบสนองเป้าหมาย  หรือความต้องการของปัจเจกบุคคลทั้งหมด  โดยปกติแล้วรัฐได้รับการยอมรับในประเด็นของการเป็นสิ่งที่ดีต่อปัจเจกบุคคล  สิ่งยกตัวอย่างเช่น

ประชาธิปไตย – รัฐ  เป็นเพียงแค่การไว้วางใจ  และพนักงาน  เจ้าหน้าที่ของรัฐ  เป็นผู้ควบคุม และมีอำนาจในการจัดการสิทธิ์ต่างๆ อย่างน่าเชื่อถือภายใต้ขอบเขต  และข้อกำหนดต่างๆตามวัตถุประสงค์นั้นๆ  โดยทั้งรัฐ  และเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์แห่งมหาชน (เฮนรี เคลย์)

เหตุของการมีอยู่ของรัฐ – ไม่ใช่ศูนย์กลาง  แต่ได้รับการไว้ใจให้มีอยู่เพื่อดูแล  รับผิดชอบความต้องการของปัจเจกบุุคคล

รัฐ – ชีวิตของมนุษย์ต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยว  ความยากจน  สิ่งไม่พึงประสงค์  บุคคล  หรือสัตว์ที่ใช้ความรุนแรง  ไม่มีเหตุผล  รวมถึงการขาดแคลนสิ่งต่างๆ  (โทมัส  ฮ็อปป์)

รัฐ – รัฐต้องทำหน้าที่ป้องกันสังคมจากการใช้ความรุนแรง  และการบุกรุกของสังคนอิสระอื่นๆ  และต้องป้องกันตราบเท่านานให้สมาชิกของสังคมได้รับความเป็นธรรม  และพ้นจากการกดขี่ข่มเหงของสมาชิกจากสังคมอื่น  มากกว่านั้นรัฐต้องมีความรับผิดชอบในการสร้าง  และรักษาระดับจำนวนงาน  และสถาบันสาธารณะ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เคยได้รับความสนใจ  รับผิดชอบจากปัจเจกบุคคล  (อดัม สมิท)

รัฐ – การแทรกแซงของรัฐเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อมหาชน  เช่น  การสร้างความปลอดภัยในสถานที่ประกอบการ  ทำงาน  กฎหมายห้ามการแบ่งแยกเชื้อชาติ  เพศ  หรือแม้กระทั้งสวัสดิการเบื้องต้นสำหรับผู้ขาดโอกาส  อาทิ  คนจน  คนพิการ  คนพลัดถิ่น เป็นต้น  (ลัทธิสังคมประชาธิปไตย)

ผู้ขัดแย้งการมีอยู่ของรัฐ

รัฐ –  มนุษย์ไม่สามารถไว้วางใจ  เชื่อใจในการปกครองตัวเองได้  และมนุษย์จะสามารถได้รับการไว้วางใจ  เชื่อใจในการปกครองคนอื่นได้หรือ  หรือเราค้นพบเทพผู้เป็นกษัตริย์ปกครองมนุษย์แล้ว  จงให้ประวัติศาสตร์ตอบคำถาม  (โทมัส  เจฟเฟอร์สัน)

สามารถสรุปให้เข้าใจง่ายในมุมมองของสังคมได้ว่า  รัฐ  เป็นสัญญาประชาคมที่ถูกเลือกเพื่อเติมเต็มเป้าหมายปัจเจกบุคคลที่ขาด

จากแนวคิดหลักทั้งสองที่กล่าวมาแล้ว  ถ้าพิจารณาแล้วพบว่า  แนวคิดทั้งสองไม่ได้พัฒนาในช่วงเวลาเดียวกัน  คือ  แนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิตนั้นได้ถูกพัฒนาขึ้นมาก่อนเป็นอย่างแรก  โดยมนุษย์ทั้งโลกนั้นได้เริ่มต้น  และเรียนรู้จากแนวคิดแรก  หลักจากนั้นคนบางกลุ่ม  ซึ่งหมายถึงประเทศตะวันตก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกาซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นได้ริเริ่ม  และพัฒนาแนวคิดเครื่องจักรขึ้น  โดยมีสาเหตุหลักดังนี้

1.  การปฏิวัติอุตสาหกรรม  จากการค้นพบเครื่องจักรไอน้ำครั้งแรกของประเทศอังกฤษ  ทำให้เกิดการผลิตในรูปแบบอุตสาหกรรมขึ้นโดยเริ่มจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ  ซึ่งเป็นสินค้าออกหลักของอังกฤษในช่วงนั้น  การผลิตในรูปแบบอุตสาหกรรมนั้นทำให้เกิดการผลิตต่อขนาด  ต้นทุนการผลิตลดลง  ราคาสินค้าลดลง  มากกว่านั้นยังสร้างโอกาสให้กับประชาชนจำนวนมาก  คือสร้างงาน  สร้างรายได้  ถึงกับขาดแคลนแรงงาน  มีการจ้างเด็กทำงาน  การค้าแรงงานเกิดขึ้น  (ต้นทุนการเข้าถึงลดลง)  รูปแบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากพาณิชย์นิยม  (นำทองเข้าประเทศเป็นเป้าหมายสำคัญ)  เป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิต  (Supple-side economy)  เป็นหลัก  จากภาวะเฟื่องฟูของการผลิตอย่างมากโดยไม่มีการจัดการทำให้สินค้าล้นตลาด  จึงต้องจัดการส่งออก  มีการหาตลาดเพื่อระบายสินค้า  รวมทั้งหาวัตถุดิบ  เกิดการล่าอาณานิคมขึ้น  จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการเรียนรู้เกิดศาสตร์ใหม่  อาทิ  เครื่องจักรกล  วิศวกรรมศาสตร์  การบริหารจัดการการผลิต  เป็นต้น  จากภาวะสินค้าล้นตลาด  จึงเกิดการหาตลาด  สร้างตลาด  เป็นจุดเริ่มต้นของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค  การส่งออก  หรือระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์  (Demand-side economy)  ได้สร้างแนวคิดพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค  และพัฒนาเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง  จนเป็นระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ทรงพลังต่อโลกทุกวันนี้

2.  การค้นพบดินแดนใหม่  จากการพยายามล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตกเพื่อระบายสินค้า  และนำเข้าทรัพยากรจากดินแดนต่างๆ  อุตสาหกรรมการเดินเรือที่เฟื่องฟูอันเนื่องมาจากการปฎิวัติอุตสาหกรรม  ทำให้เกิดการค้นพบดินแดนใหม่จำนวนมาก  อาทิ  ทวีปอเมริกา  ออสเตรเลีย  ทำให้เกิดประเทศใหม่จำนวนมาก  ที่ยังมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์  และไม่มีเจ้าของแน่นอน  ไม่มีอุปสรรคต่อการครอบครอง  (รัฐ  กฎระเบียบ  ข้อบังคับ)  ทำให้เกิดการอพยพของผู้คนจำนวนมากจากทวีปยุโรปเพื่อโอกาสตั้งตัว  โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่  ที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะดีกว่าที่เดิม  คนเหล่านี้ละทิ้งทุกอย่างที่เป็นไว้เบื้องหลัง  ทั้งความโดดเดียว  ยากจน  การกดขี่ข่มเหง  การขูดรีดภาษีจากกษัตริย์  เชื้อชาติ  ศาสนา  และมีความคาดหวังว่ารูปแบบต่างๆจะต้องเปลี่ยนแปลง  และสร้างขึ้นในทิศทางที่ดีขึ้น  อย่างน้อยก็ไม่เหมือนเดิม  ทำให้เกิดการวางโครงสร้างของระบบสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองขึ้นใหม่  เพื่อความฝันใหม่

3.  การกีดกัน  ลดพื้นที่  และกดขี่ข่มเหงของชนชั้นปกครอง  รูปแบบการปกครอง  ด้วยการปกครองที่มีกษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ  และการใช้อำนาจกดขี้ข่มเหงประชาชน  เก็บรายได้จากภาษีในอัตราที่สูง  ท่ามกลางภาวะยากจนของประชาชนจำนวนมาก  เพื่อการใช้จ่ายที่สุรุ่ยสุร่ายในพระราชวัง  ข้าราชบริพาร  และขุนนาง  ในขณะที่การสร้างคุณูปการแก่ประเทศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต  หรือแม้แต่กระทั่งแก้ไขปัญหาของราษฎรอยู่ในระดับต่ำ  ทำให้ลดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองภายใต้ระบอบกษัตริย์  เกิดการต่อต้าน  และโค่นล้มระบอบกษัตริย์จำนวนมากในหลายประเทศของยุโรป  เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปในหลายรูปแบบ  แต่แนวคิดหลักของการปกครองรูปแบบที่เปลี่ยนไป  ไม่แตกต่างกันมากนัก  คือ  แนวคิดเครื่องจักร  ประชาชนเท่าเทียมกัน  ศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่ประชาชนแต่ละบุุคคล  ยกเว้นแต่เยอรมันที่มีแนวคิดหน่วยของสิ่งมีชีวิต  ได้พัฒนาลัทธินาซีขึ้น  รวมถึงอิตาลีซึ่งได้รับอิทธิพลด้วย  แต่หลายประเทศในทางเอเชียสามารถธำรงไว้ของการปกครองในระบอบกษัตริย์  โดยมีสาเหตุหลักคือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูงของระบอบกษัตริย์  คือ  การสร้างประโยชน์หลายประการอย่างต่อเนื่องให้แก่ประชาชนในประเทศ  หลายชั่วอายุคน  เพื่อยกระดับคุณภาพของประชาชน  เข้าใจ  และไม่กดขี่ข่มเหงประชาชน  รวมทั้งการปรับตัวให้เข้ากับบริบทที่เปลี่ยนไปโดยปรับลดต้นทุนการเข้าถึง  คือ  ทุกคนสามารถเข้าถึงกษัตริย์  อาทิ  การที่ประชาชนสามารถมาตีระฆังร้องทุกข์ได้ตั้งแต่สุโขทัย   การถวายฏีกาแก่กษัตริย์  การเสด็จออกพื้นที่เยี่ยมเยียนราษฎร  การเพิ่มพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน  เช่น  ลูกเสื้อชาวบ้าน เหล่ากาชาด  การพระราขทานประชาธิปไตยแก่ประชาชน  ด้วยเหตุเหล่านี้จึงไม่มีพฤติกรรมบิดเบือนหรือการปฏิเสธระบอบกษัตริย์ในประเทศเหล่านี้

ด้วยเหตุทั้งสามประการที่กล่าวมานี้  ล้วยแต่เป็นความต้องการของประชาชนที่ต้องเผชิญกับความไม่พึงประสงค์  เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึง  เพราะทุกคนต้องการโอกาสทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองนั่นเอง  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามีโอกาสแล้วทุกอย่างจะไม่บิดเบือน  อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของมนุษย์เราเอง

หลังจากที่เกิดแนวคิดเครื่องจักรขึ้นมาในประเทศทางตะวันตก  และการธำรงไว้ซึ่งแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิตของประเทศทางตะวันออก  ทั้งสองแนวคิดได้พยายามคิดค้นเพิ่มเติม  พัฒนา  ปรับปรุง  เรื่อยมา  โดยมีอิทธิพลอย่างมากต่อระบบสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  ของประเทศเหล่านั้น  โดยทั้งสองฝ่ายพยายามสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพโดยมีพื้นฐานมาจากแนวคิดของตัวเอง  สามารถแยกอธิบายได้ตามแนวคิดดังนี้

1.  การมีประสิทธิภาพของเครือข่ายอันเนื่องมาจากแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิต

2.  การมีประสิทธิภาพของปัจเจกบุคคลอันเนื่องมาจากแนวคิดเครื่องจักร

สำหรับรายละเอียดของการมีประสิทธิภาพทั้งสอง  รวมถึงแนวโน้มของทิศทางแนวคิดอนาคตจะได้อธิบายในบทความต่อไปภายหน้า

ทุกอย่างล้วนมีที่มาที่ไป

เมื่อรู้ที่มาจะสามารถรู้ถึงที่ไป

Read Full Post »

triamboy

LIFE MUST BE LIVED FORWARD, BUT IT CAN ONLY BE UNDERSTOOD BACKWARD.

Soren Kierkegaard, Denmark Philosopher.

 

คราวที่แล้วเราได้พูดคุยถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรม  และต้นทุนกันแล้ว  และคงมีบางคนลองนำไปอธิบายพฤติกรรมต่างๆ บ้าง  คราวนี้ขอยกตัวอย่างรายละเอียดของพฤติกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน  การเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่องของพฤติกรรม

เมื่อมานั่งคิดดูแล้วหลายๆ ครั้ง  พบว่าคนเราได้ตัดสินใจเพื่อทำอะไรสักอย่าง  โดยคาดการณ์ความเป็นไปได้บนพื้นฐานของข้อมูลในอดีต  เช่น  เมื่อเราตัดสินใจไปงานต่างๆ  เช่น  สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ  การแสดงนิทรรศการต่างๆ  พบว่า  เราคาดการณ์กิจกรรมแต่ละอย่างบนพื้นฐานของข้อมูลในอดีต  เช่น  วัน  เวลา  ที่จัดกิจกรรม  หรือแม้กระทั่งรูปแบบกิจกรรมในงาน  คิดว่าหลายคนเคยโทรนัดเพื่อนไปงานสัปดาห์หนังสือ  พูดคุยถึงเวลา  สำนักพิมพิมพ์ที่มาออกบูท  โดยอ้างอิงจากงานปีที่แล้ว  (ปีนี้ไม่รู้ว่ามติชนมาป่าว…อืม…น่าจะมานะ….ปีที่แล้วก้มานิ)  เรามักจะสามารถพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำ  แต่การคาดการณ์เหล่านี้ไม่ได้ถูกต้องเสมอไปแล้วในปัจจุบันนี้

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับพฤติกรรมบนพื้นฐานของเวลาก่อนหน้า  เพื่อที่จะได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลง  สาเหตุ  และความต่อเนื่องต่อไป

พฤติกรรมบนพื้นฐานของเวลาก่อนหน้า  คือ  รูปแบบการแสดงออกทางพฤติกรรม  มาจากการคาดการณ์  คาดหวัง  พยากรณ์บนพื้นฐานของข้อมูลในช่วงเวลาก่อนหน้า  เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นขอยกตัวอย่างดังนี้

วัน  เวลา  สถานที่จัดงานสัปดาห์หนังสือ  คนส่วนใหญาคาดการณ์บนข้อมูล  ประสบการณ์จากปีที่แล้ว  (การจัดงานครั้งที่แล้ว  บางคนไม่ได้ไปทุกปี)

เงินเฟ้อ  คนส่วนใหญ่คาดการณ์บนตัวเลขเงินเฟ้อของเวลาก่อนหน้าที่รับรู้ (เดือนที่แล้ว  ไตรมาสที่แล้ว  ปีที่แล้ว)

ฤดูฝน  คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากประสบการณ์ของตัวเองที่ได้รับรู้ (บางคนบอกว่าปีที่แล้วเดือนมิถุนายน  บางคนบอกว่ากรกฎาคม)

การสอบผ่านของเพื่อน  คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากการได้สัมผัสเพื่อนคนนั้นในเวลาก่อนหน้า

จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสร้างแบบจำลองทั่วไปของการคาดการณ์ได้ดังนี้

การคาดการณ์  =  ค่าคงที่ + สัมประสิทธิ์ของข้อมูลเวลาก่อนหน้า(ข้อมูลเวลาก่อนหน้า) + ค่าความคลาดเคลื่อน

(expectation = c + b(data(t-n)) + e) , n = 1, 2, 3, …

แต่เหตุการณ์จำนวนมากไม่ได้เป็นเช่นนี้อีกต่อไป  และมีแนวโน้มลดลง  

โดยพบว่าการคาดการณ์ของคนส่วนใหญ่มีความความสัมพันธ์กับข้อมูล  ประสบการณ์ในอดีตน้อยลง  และเพิ่มความสำคัญของข้อมูล  และประสบการณ์  ณ  ปัจจุบันมากขึ้น  และมีแนวโน้มมากขึ้น  (สัมประสิทธิ์ของข้อมูลปัจจุบันมากขึ้น-b2)  จากที่เมื่อก่อนไม่มีการนำข้อมูลปัจจุบันเป็นปัจจัยในการตัดสินใจ  รวมถึงลืม  ไม่คำนึงอดีต  ประสบการณ์มากขึ้น  (คนเดี๋ยวนี้ลืมง่าย)  ทำให้การแสดงออกของพฤติกรรมของมนุษย์มีแนวโน้มที่เป็นพฤติกรรมครั้งเดียวจบมากขึ้น  และมีความสัมพันธ์น้อยลงกับพฤติกรรมก่อนหน้า  ไม่มีรูปแบบปฏิบัติ  หรือแนวโน้ม  มีลักษณะสุ่มมากขึ้น  โดยสามารถสร้างแบบจำลองทั่วไปของการคาดการณ์ได้ดังนี้  

 

การคาดการณ์  =  ค่าคงที่ + สัมประสิทธิ์ของข้อมูลเวลาก่อนหน้า(ข้อมูลเวลาก่อนหน้า) + สัมประสิทธิ์ของข้อมูลเวลาปัจจุบัน(ข้อมูลเวลาปัจจุบัน) + ค่าความคลาดเคลื่อน

(expectation = c + b1(data(t-n)) + b2(data(t)) + e)  , n = 1, 2, 3, …

 

จากตัวอย่างก่อนหน้า  เปลี่ยนเป็นดังนี้

วัน  เวลา  สถานที่จัดงานสัปดาห์หนังสือ คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากข้อมูลอดีตน้อยลง  และเลือกที่จะค้าหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต  สื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ มากขึ้นของการจัดงานปีน้ี

เงินเฟ้อ  คนส่วนใหญ่คาดการณ์บนตัวเลขเงินเฟ้อของเวลาก่อนหน้าน้อยลงมาก  และเลือกที่จะรับรู้จากตัวเลขของหน่วนงานที่เกี่ยวข้องที่เดียว  เช่น  คนที่เรียนมาในขอบเขตของเศรษฐศาสตร์รู้ว่าต้องดูตัวเลขจากแบงค์ชาติ  ชาวบ้านดูจากหนังสือพิมพ์  สหกรณ์อาชีพต่างๆ  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์  คนชั้นกลางดูจากธนาคารพาณิยช์  บริษัทหลักทรัพย์  เป็นต้น

ฤดูฝน  คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากประสบการณ์ของตัวเองที่ได้รับรู้น้อยลงมาก  และหันมารับทราบข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น  เช่น  กรมอุตุนิยมวิทยา  หรือการพยากรณ์จากสื่อต่างๆ  คนที่เล่นอินเตอร์เน็ตสามารถดูพยากรณ์อากาศจากอินเตอร์เน็ต  ชาวบ้านในหมู่บ้านรับฟังเสียงตามสายจากผู้ใหญ่บ้าน  จากคำบอกเล่าปากต่อปาก  เป็นต้น

การสอบผ่านของเพื่อน  คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากการสอบของเพื่อนคนนั้นในเวลาก่อนหน้าน้อยลง  แต่ดูจากกระทำก่อนการสอบมากขึ้น  ดูว่าขยัน  ตั้งใจมากขึ้นเพียงใด

แล้วอะไรเป็นสาเหตุของพฤติกรรมมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไป  หลายๆ คนคงบอกว่าเพราะ  การสื่อสาร   เทคโนโลยี  วิทยาศาสตร์  การค้นคว้า  เป็นต้น  ทุกคำตอบที่บอกมาถูกทั้งหมด  เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการเข้าถึง  (Access  Cost)  ลดลง

ต้นทุนการเข้าถึงลดลง  เนื่องมาจากสาเหตุหลักดังนี้

1.  การเคลื่อนย้ายทุน (เงินตรา  ตราสารทุน  ตราสารหนี้  มนุษย์  เครื่องจักร)  อย่างมีประสิทธิภาพ  (เสรี-อุปสรรคต่างๆน้อยที่สุด,  รวดเร็วที่สุด,  ต้นทุนต่ำที่สุด,  ให้ลูกค้าพีงพอใจที่สุด)  มีการเคลื่อนย้ายปัจจัยทุนระหว่างประเทศมากขึ้นหลังจากที่เงินตรา  ตราสารต่างๆ  เครื่องจักรมีการเคลื่อนย้ายค่อนข้างมีประสิทธิภาพ  แต่หลังจากนี้ไปจะเป็นยุคของการเคลื่อนย้ายมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อทดแทนมนุษย์ที่มีผลิตภาพต่ำ  ต้นทุนสูง  อย่างเช่น  การเคลื่อนย้ายแรงงานในสหภาพยุโรป  (การอพยพแรงงาน  ในปี  ..  ๑๙๙๗  สองในสามของแรงงานที่เพิ่มขึ้นมาจากการอพยพ  ขนาดของการอพยพจะสะท้อนส่วนต่างของค่าจ้างระหว่างประเทศ  ในปัจจุบันธุรกิจมีแนวโน้มที่สูงขึ้นในการใช้แรงงานจากต่างประเทศ  โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความชำนาญเฉพาะทาง  ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการพบว่า  มันเป็นการยากในการหาแรงงานเพิ่ม  แทนที่จะเพิ่มค่าจ้างเพื่อจ้างแรงงานนั้นจากบริษัทอื่น  เราสามารถนำแรงงานจากต่างประเทศมาใช้แทน  ข้อสังเกต  การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิต  และต้นทุนแรงงานลดลง-จากบทความเรื่องโลกาภิวัฒน์  และแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินอนาคต  ของ triamboy)

2.  การเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการอย่างมีประสิทธิภาพ  สำหรับสาเหตุนี้เห็นชัดเจนจากชีวิตประจำวันของเราที่หลายประเทศพยายามผลักดันการสร้างเขตการค้าเสรีให้เกิดขึ้น รวมถึงไทยเองที่เป็นประเทศที่มีการเติบโตโดยการส่งออกเป็นหลัก (Export-lead-growth country)  รวมถึงการปรับโครงสร้างเพื่อให้สอดคล้องกับการเคลื่อนย้ายสินค้า  และบริการ  เช่น  ทูตการค้า  กรมส่งเสริมการส่งออก  เป็นต้น

3.  การเคลื่อนย้ายข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ  จริงอยู่ที่ข้อมูลเป็นทุนอย่างหนึ่งของปัจจัยการผลิต  แต่ขอแยกออกมา  เนื่องจากว่าความสำคัญของข้อมูลที่มีบทบาทมากขึ้นทุกวันนี้  การพัฒนาช่องทางการเคลื่อนย้ายข้อมูลในปัจจุบันนี้ก้าวหน้าไปมากกว่าเมื่อประมาณ 25  ปีก่อนที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต   ที่เปลี่ยนให้การเข้าถึงข้อมูลจากเมื่อก่อนเป็นรูปแบบ  หนึ่งคนไปยังหลายคนผ่านสื่อพื้นฐาน  อย่าง  หนังสือพิมพ์  วิทยุ  โทรทัศน์  แต่ปัจจุบันนี้รูปแบบการติดต่อเป็นแบบหลายผู้ใช้ไปยังหนึ่งผู้ใช้  และเป็นความสัมพันธ์กลับไปกลับมาได้  คือ  หนึ่งผู้ใช้ไปยังหลายผู้ใช้  (หนึ่งคนอาจมีหลายชื่อผู้ใช้งาน  ซึ่งทำหน้าที่เสมือนบุคคล)  ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูล  และส่งออกข้อมูลอย่างง่าย  สะดวกมากขึ้น  (ต้นทุนน้อยมาก)

4.  การให้สิทธิ์มนุษย์เหนือสิทธิ์ของเชื้อชาติ  ศาสนา  ประเทศ  และกำแพงต่างๆ  (ขยายพื้นที่) เช่น การปรังปรุงกฎหมายเพื่อให้ชาวต่างชาติสามารถมีสิทธิ์เป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ  มากขึ้น  หรือกระทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น  เช่น  การประกอบกิจการทางการเงิน  สถาบันทางการเงิน  ธนาคารพาณิยช์  ประกัน(ภัย  ชีวิต  สุขภาพ  การเงิน  รถ  ค้าขายหลักทรัพย์  ตราสาร  ที่เดียวครบวงจร)  เป็นต้น  ต่อไปอาจสามารถมีส่วนร่วมทางการเมือง  เศรษฐกิจ  สังคมก็เป็นได้  โดยผ่านรูปแบบการรวมกลุ่มต่างๆ ก่อนในเบื้องต้น  ตัวอย่างเช่น  สหภาพยุโรปที่ทุกประเทศต้องดำเนินนโยบายทางการคลัง  และการเงินตามมติคณะรัฐมนตรีสหภาพยุโรป  เป็นต้น

5.  การค้นพบ  ปรับปรุง  พัฒนาทางวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  นวัตกรรม  ทรัพยากรมนุษย์  เช่น  การสร้างนวัตกรรมต่างๆ  เช่น  การสร้างโปรแกรมที่เปิดให้ผู้ใช้ทั่วโลกมีส่วนร่วมในการพัฒนา  ปรับปรุง  หรือที่เราเรียกกันว่า  Opensource  เป็นต้น  การพัฒนาศาสตร์การบริหารจัดการต่างๆ  เช่น  การบริหาร  การตลาด  โลจิสติกส์  ห่วงโซ่อุปทาน  เศรษฐศาสตร์ประสาท  เป็นต้น

หากเราลองเปรียบเทียบเหตุการณ์ง่ายๆ  สักหนึ่งเหตุการณ์ในบริบทที่ต่างกันสองช่วงเวลา เช่น  ตารางเวลาของสิ่งต่างๆ  เช่น  เครื่องบิน  ภาพยนตร์  รถประจำทาง  ละคร  ข่าวภาสคค่ำ  เป็นต้น

ช่วงเวลาต้นทุนการเข้าถึงสูง  (ก่อนที่มีการปฏิวัติทางเทคโนโลยี)  พบว่า  การไปดูหนัง  เดินทางโดยเครื่องบิน  ขึ้นรถโดยสาร  ดูละคร  ข่าวภาคค่ำนั้นจะมีเวลาที่แน่นอน  ไม่เปลี่ยนแปลงภายในระยะยาว  หรือไม่เคยเปลี่ยนแปลง  ทุกคนในพื้นที่ที่บริโภคจะทราบ  และจดจำได้  ทำให้การคาดการณ์อยู่บนพื้นฐานของเวลาก่อนหน้าอย่างแนบแน่น  พฤติกรรมต่างๆ  จึงเป็นรูปแบบ  แผนปฏิบัติอย่างแนบแน่นเช่นกัน จากตัวอย่างคือ  ทราบเวลาที่ต้องแสดงพฤติกรรมต่างๆ  (ถ้าต้องการกระทำ) คือ  ไปดูหนัง  ขึ้นเครื่อง  ชมข่าวภาคค่ำ  ดูละคร

ช่วงเวลาต้นทุนการเข้าถึงต่ำ  (ปฏิวัติทางเทคโนโลยี)  พบว่า  ตารางเวลาของสิ่งต่างๆ  มีการเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาสั้นๆมาก  ขนาดเป็นชั่วโมง  นาทีก็มี  ทำให้การคาดการณ์อยู่บนพื้นฐานของเวลาปัจจุบันอย่างแนบแน่น  และก่อนหน้าไม่ค่อยมีนัยสำคัญ  พฤติกรรมต่างๆ  จึงไม่มีรูปแบบ  แผนปฏิบัติอย่างแนบแน่นเช่นเดิม  มีลักษะสุ่มมากขึ้น  ทำครั้งเดียวจบ  จากตัวอย่าง  คือ  เช็คเวลาก่อนที่จะแสดงพฤติกรรมต่างๆ  (ถ้าต้องการกระทำ)  ครั้งหน้าก็เช็คเวลาก่อนกระทำไม่สนว่าครั้งที่แล้วจะไปดูหนังตอนกี่โมง  ขึ้นเครื่องตอนกี่โมง  ข่าวภาคค่ำกี่โมง(อาจมีรายการต่างๆ แทรกได้)  เป็นต้น  (จากการทำแบบสอบถามโดยหน่วยงานของสหภาพยุโรปไปยังบริษัทต่างๆ  เพื่อดูรูปแบบการ เปลี่ยนแปลงราคาสินค้าโดยแยกเป็นหมวดต่างๆ  พบว่า  มีแนวโน้มในการเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าในทุกหมวด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดที่ได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์มากที่สุด  การเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเปลี่ยนแปลงของราคาในธุรกิจค้าปลีกเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงภาวะการแข่งขันที่สูงมาก  จนเรียกว่า “Tesco Effect”  เป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถตั้งราคาที่ได้เปรียบในการแข่งขันโดยง่ายมาก  – จาก  โลกาภิวัฒน์ กับ แนวทางการดำเนินนโบายการเงินอนาคต  ของ  triamboy)  พบว่าในสถาณการณ์นี้คือ  การเปลี่ยนแปลง  “เวลา”  เพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขัน  เป็นต้น

ด้วยสาเหตุหลักที่กล่าวมาข้างต้นทั้งสี่ประการล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดต้นทุนการเข้าถึงเปลี่ยนแปลงลดลง  อาทิ  ราคาท่ีลดลง  กฎระเบียบที่ผ่อนคลายความเคร่งครัด รวมถึงการยกเลิกกฎระเบียบ  ข้อมูลที่มากขึ้นและชัดเจน  เป็นต้น  โดยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกวันของทุกปัจจัย  ทำให้ต้นการเข้าถึงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต  ทำให้การคาดการณ์ของมนุษย์มีแนวโน้มที่เป็นพฤติกรรมครั้งเดียวจบมากขึ้น  และมีความสัมพันธ์น้อยลงกับพฤติกรรมก่อนหน้า  ไม่มีรูปแบบปฏิบัติ  หรือแนวโน้มชัดเจน  มีลักษณะสุ่มมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น  พบว่าในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงมากที่ปัจจัยทั้งสี่มีการเปลี่ยนแปลงในอัตราเร็วที่เพิ่มขึ้น  (ไม่จำเป็นต้องทิศทางเดียวกัน)  หรือมีอัตราเร่งเกิดขึ้น  ย่อมส่งผลให้การแสดงออกของพฤติกรรมของมนุษย์มีแนวโน้มที่เป็นพฤติกรรมครั้งเดียวจบ  และไม่มีความสัมพันธ์น้อยลงกับพฤติกรรมก่อนหน้า  ไม่มีรูปแบบปฏิบัติ  หรือแนวโน้ม  มีลักษณะสุ่มอย่างชัดเจน  ยกตัวอย่างเช่น  การไปชมภาพยนตร์ในปัจจุบันนี้  คือเดินไปที่หน้าโรงภาพยนตร์เลยแล้วเลือกเวลาที่ใกล้เคียงสุด  ไม่มีการเช็คเวลา  และไม่สนใจว่าครั้งที่แล้วดูตอนกี่โมง  เพียงแต่่ว่าถ้าไปที่นี้มีเวลาให้เลือกเยอะพอ   หรือยกตัวอย่างอีกกรณี  คือกรณี  ร้านขายปลีกขนาดใหญ่อย่าง  TESCO LOTUS  ซึ่งราคามีการเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมง  ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้คาดหวังว่าราคาสินค้าที่ซื้อจะมีราคาเท่าไหร่  ไม่ต้องเช็คผ่านแคตตาล็อก  เพียงแต่รู้ว่าถ้าไปที่นี้ก็มีของถูก  ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นพฤติกรรมแบบสุ่มนั่นเอง

และสามารถเขียนเป็นแบบจำลองสมการทั่วไปได้ดังนี้

การคาดการณ์  =  ค่าคงที่ + ค่าความคลาดเคลื่อน

(expectation = c + e)  

โดยค่าคงที่นั้นหมายถึง   การคาดการณ์ในระดับพอเพียง   เช่น  คาดว่า  TESCO LOTUS  มีของถูก  คาดว่า  PARAGON CINEPLEX  มีรอบหนังเยอะ  คาดว่าปั๊มมีน้ำมันขาย

ยังงัยแล้วลองพิจารณาเล่นๆ  กับการเปลี่ยนแปลราคาน้ำมันที่ถี่ขึ้นในทุกวันนี้

 

สุดท้ายแล้วเรากำลังสูญเสีย จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์” 

หรือเรากำลังเรียนรู้และสร้างจิตวิญญาณมนุษย์พันธ์ุใหม่

Read Full Post »