Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘พันธมิตร’

triamboy

 

“ในสังคมการเมืองบ้านเราใน 2 – 3  ทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองและการต่อสู้ของคนเล็กๆ  ที่อยู่นอกวงการเมืองปกติ  หรือประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งได้ซ่อนอยู่ในหลืบ  หรือตะเข็บของสังคม  เกิดขึ้นและขยายวงออกไปอีกมากมายหลายกรณี  จนกลายเป็นชีวิตปกติการเมืองไปแล้ว…

… พลเมืองพันธ์ใหม่จะช่วยกันทำความเข้าใจ  ให้พื้นที่และความหมายแก่ชีวิตของผู้คนและการเมืองนอกวงขอบระบบการเมืองปกติ  และประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งมากน้อยแค่ไหน  อย่างไร”

ประภาส  ปิ่นตบแต่ง

 

       ดึกของวันจันทร์ที่  1  ธันวาคม  ประมาณ  2  ทุ่ม  ขณะที่ข้าพเจ้าทราบข่าวว่าทางพันธมิตรได้ประกาศคืนทำเนียบให้แก่รัฐบาล  และย้ายพลพรรคที่เหลือทั้งหมดไปตั้งมั่นที่สนามบินทั้งสองคือ ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ  และสนามบินดอนเมือง  ด้วยเหตุผลหลักสองประการ  คือ  การปิดล้อมสนามบินทั้งสองสามารถนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่พธม.ต้องการได้มากกว่าโดยเทียบกับการปิดล้อมทำเนียบ  ในส่วนหลังนั้นด้วยเหตุผลของการรักษาความปลอดภัยของกลุ่มผู้ชุมนุม  เนื่องมาจากทำเนียบนั้นทำได้ยากกว่า

 

       จากที่กล่าวมาข้างต้นทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าในเร็ววันนี้ต้องมีการสิ้นสุดในทางใดทางหนึ่งไม่ว่าจะสงบ หรือรุนแรงในการชุมนุมของกลุ่มพธม.  กอปรกับแรงจูงใจจากความใคร่รู้  และต้องการพิสูจน์ด้วยตนเองของข้าพเจ้า  ทำให้ข้าพเจ้าผลักตัวเอง และคนรอบข้าง  (คุณ  Bankngam  รวมถึงพี่สาวของข้าพเจ้า)  ไปปรากฎ  ณ  สนามบินสุวรรณภูมิในยามดึกแก่่ๆเกือบห้าทุ่ม  ซึ่งโดยส่วยตัวแล้วมีเป้าหมายการเยี่ยมเยียนครั้งนี้  เพื่อต้องการรับรู้ข้อมูล  และบรรยากาศจากตัวผู้ชุมนุม  และสถานที่จริง  นอกเหนือจากการรับรู้ผ่านสื่อกระแสหลักเพียงด้านเดียว  หวังว่าตัวเองจะสามารถเข้าใจ  และคาดการณ์ในเรื่องนี้ได้ชัดเจนขึ้น  และบอกเล่าต่อแก่ผู้ที่สนใจ

 

       การเดินทางครั้งนี้ได้เริ่มต้นจากสยาม  ผ่านไปทางบางนา  บรรยากาศโดยรอบนอกยังคงดำเนินไปตามปกติ  คงมีเพียงบรรยากาศที่ปราศจากชาวต่างชาติที่พลุกพล่านโดยรอบกรุงเทพในช่วงปกติก่อนหน้านี้  รถแท็กซี่ได้นำเราไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ  ประตููทางเข้าบางนา  สิ่งที่ได้เห็นทำให้ข้าพเจ้าเกิดอารมณ์รู้สึกเหมือนจะมีความรุนแรงจากการการชุมนุมครั้งนี้มากขึ้น  เมื่อได้เจอกับกลุ่มของตำรวจ  ทหาร  และสารวัตรทหารพร้อมอาวุธทุกนาย  และรถประมาณห้าสิบนายได้เข้าควบคุม  ป้องกันไม่ให้บุคคลมีการผ่านเข้าออกสนามบินสุวรรณภูมิด้านบางนาอย่างเด็ดขาด  ไม่ว่าด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม  รวมถึงทำให้พวกเราไม่สามารถเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร  อันเป็นที่ชุมนุมของกลุ่มพธม.ได้  แต่อย่างไรก็ตาม  ข้าพเจ้าเองไม่ได้เลิกล้มความตั้งใจ  และกลับเกิดแรงจูงใจ  พยายามที่จะหาทางเข้าถึงการชุมนุมครั้งนี้มากขึ้น  ด้วยความช่วยเหลือประสานงานจากคุณ Bankngam  เข้าให้เราทราบว่าสามารถเข้าสู่สถานที่ชุมนุมได้เพียงทางเดียว  คือ  ประตูทางมอร์เตอร์เวย์

 

       ในระหว่างทางที่เรามุ่งหน้าสู่มอร์เตอร์เวย์  จากการปิดกั้นของตำรวจ  และทหารนั้น  เราได้เจอกับการปิดกั้นถนนที่มุ่งตรงสู่สุวรรณภูมิเกือบทุกเส้นทาง  ด้วยเครื่องขีดขวางต่างๆ  มีทั้งรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ขนาดยาวสองตู้คอนเทนเนอร์  กรวย  ยางรถ  และเครื่องห้ามที่มีลวดหนาม  เป็นต้น  ในเหตุการณ์ที่ใช้รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ปิดถนนยกระดับบางนา – บางปะอิน  เราได้เห็นเจ้าหน้าที่การทาง  ได้พยายามเข้าจัดการเคลื่อนย้ายรถเพื่อเปิดช่องการจราจร  แต่ดูเหมือนไม่เป็นผล  คนที่ตั้งใจนำรถมาปิดกั้นคงป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายไว้เป็นอย่างดี  เจ้าหน้าที่สองคนกลับมาขึ้นรถการทางสีส้ม  เนื่องจากเห็นว่าคงไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้  เราต้องลัดเลี้ยวออกไปจากเส้นทางหลัก  และดูเหมือนว่าออกห่างจากสนามบินมากขึ้น  แต่อย่างไรแล้ว  ท้ายที่สุดแล้วด้วยความพยายามของเรา  เลยได้เจอกับทางเข้ามอร์เตอร์เวย์  มุ่งตรงสู่สุวรรณภูมิ

 

       ด่านสุดท้ายก่อนเลี้ยวขึ้นทางยกระดับเพื่อเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร  เราต้องเจอกับแนวกีดขวางของหน่วยรักษาความปลอดภัยของ พธม.  เราตกใจเล็กน้อยเมื่อรู้ว่ามีการขอตรวจบัตร  แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าตรวจบัตรประชาชน  หรือใบขับขี่  ในทางกลับกันเป็นบัตรสมาชิกพันธมิตร  และมากกว่านั้นเราพบว่าคนขับแท็กซี่ที่นำเรามาสู่สุวรรณภูมิเป็นกลุ่มเสื้อแดง  นั้นหมายความว่าไม่มีบัตรสมาชิกพธม.  สิ่งที่เกิดขึ้นพบว่า  ทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพธม. ไม่อนุญาตให้รถเราเข้าไป  และขอให้เราลงจากรถ  ทุกคนงง  และสงสัยว่าจะทำอย่างไรต่อไป  ต้องเดินเข้าไปหรือเปล่า  เลยสอบถามไปได้รับคำตอบมาว่า  คงเดินไปไหวหรอก  ระยะทางตั้ง 3 กิโลกว่า  เดี๋ยวพี่เรียกรถให้เข้าไป  เราก็ค่อนข้างพอใจกับคำตอบที่ได้รับ  แต่ก็ยังไม่แคล้วสงสัยว่าแล้วรถใคร  รถอะไร  พร้อมกันนั้นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินเข้ามาหาเรากำลังล้วงมือในกระเป๋า  เหมือนกับว่าจะเสนออะไรบางอย่างให้เรา  เจ้าหน้าที่คนนี้ได้เสนอส้ม “ส้มพันธมิตร”  สามลูกให้เรา  และพยายามให้เรารับมันไว้  เราทั้งสามจึงรับส้มไว้  หลังจากนั้นมีรถเก๋งสี่ประตูยี่ห้อฮอนด้าคันหนึ่งกำลังเลี้ยวเข้ามา  เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกลุ่มเดิมเข้าแจ้งให้ปิดไฟหน้ารถ  พร้อมเปิดไฟผ่าหมาก  และขอตรวจบัตรเช่นเดิม  คนขับแสดงบัตรและได้รับการอนุญาตให้เข้าไปได้  ก่อนเข้าไปเจ้าหน้าที่ขอให้คนขับนำพวกเราทั้งสามไปยังกลุ่มผู้ชุมด้วย  ทางคนขับรับปากด้วยความเต็มใจ  ไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย  และเชื้อเชิญให้เราขึ้นรถ  เราจึงรีบขึ้นรถอย่างรวดเร็ว  รถออกมาได้ประมาณ 30  เมตรต้องเจอกับด่านตรวจค้น  มีเจ้าหน้าที่ 5 คนเข้ามาประชิดประตูทั้ง 4  พร้อมกับประโปรงรถ  เปิดประตูทั้งห้า  ใช้ไฟฉายส่อง  และสายตาตรวจสอบสิ่งผิดปกติ  สิ่งอันตรายที่อาจเข้ามาโดยตั้งใจสร้างความเสียหายแก่ผู้ชุมนุม  ด้วยพี่  รถของพี่คนนั้น  และเราทั้ง 3 ไม่มีสิ่งผิดปกติจึงผ่านไปได้ด้วยดี  เราทั้งสามเริ่มเปิดบทสนทนาทำความรู้จักกับพี่คนขับ  ในขณะเดียวกันข้าพเจ้าเชื่อว่า  ทั้งสามคนตื่นเต้น  และจินตนาการถึงสิ่งที่เรากำลังจะได้พบเห็นในเวลาอันใกล้นี้

 

       รถจอดสนิท  ณ  อาคารที่จอดรถ  ติดกับอาคารผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งเป็นเป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้  เราทั้งสามลงจากรถ  ยืนรอพี่คนขับเพื่อที่จะเดินเข้าไปด้วยกัน  พี่คนนี้มีอุปกรณ์ครบทุกอย่างเท่าที่จำเป็น  มีผ้าเหลืองพธม.โพกหัว  ผูกแขน  ถุงนอน  และหมอน  ระหว่างที่ทุกคนเดินเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร  เริ่มมีเสียงของการปราศัยดังเข้ามา  ดังเข้ามามากขึ้น  พร้อมกันนั้นเองเราได้มีโอกาสทำความรู้จักพี่คนขับมากขึ้น  ข้อมูลเกี่ยวกับพี่คนขับคนนี้น่าสนใจมาก  ดังนี้  เป็นคนชลบุรี  เป็นคนที่มาร่วมการชุมนุมตั้งแต่ทำเนียบรัฐบาลจนกระทั่งย้ายมาสุวรรณภูมิ  เป็นคนที่กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก  วิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เราเดินเรื่อยมาจนถึงอาคารผู้โดยสาร  และถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายกับพี่คนขับ  เราขอบคุณพี่คนขับมาก  แล้วเริ่มต้นการสำรวจการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่บ้านหลังใหม่  และหลังสุดท้ายในช่วงเวลานี้

 

       พวกเราเริ่มต้นจากการไปหาผู้นำทาง ณ ที่นัดพบหน้าประตู 7  มากกว่านั้น  สิ่งที่เราได้พบเห็น  คือ  ภาพของผู้เข้าร่วมชุมนุมทั้งนั่ง  และนอนหลับอยู่เต็มถนนหน้าอาคารผู้โดยสาร  และภายในอาคารผู้โดยสาร  ใช้พื้นที่เฉพาะส่วนของผู้โดยสารขาออก  มีประปรายบ้างในชั้นอื่น  มีการจัดการมวลชนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  ไม่ได้มีการรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ต่อจากจุดตรวจผู้โดยสารขาเข้า  มีการกั้นพื้นที่แบ่งแยกสองส่วนอย่างชัดเจน  ส่วนพักผ่อนในอาคารผู้โดยสาร  ที่นอนถูกจัดเป็นแถว  สลับกับทางเดินขนาดกว้างอย่างเป็นระเบียบ  ส่วนการรักษาความปลอดภัย  มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรงประตูเข้าออก  หน้าห้องน้ำ  พร้อมการติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิด  มากกว่านั้นในส่วนชั้นหนึ่งของอาคารผู้โดยสารเป็นพื้นที่บริการแท็กซี่สำหรับผู้ร่วมชุมนุมในการเดินทางกลับ  โดยแท็กซี่พันธมิตรพร้อมบริการปราศจากเงื่อนไขปลายทาง

 

       ภายในพื้นที่การชุมนุมเห็นได้ชัดว่ามีการบริหารจัดการคนถูกวางแผนไว้อย่างดี  มีการแบ่งคนโดยสมัครใจเพื่อทำหน้าที่ต่างกัน  ทั้งส่วนรักษาความปลอดภัย  และส่วนสวัสดิการ  หรืออาหารเครื่องดื่ม  ผู้ชุมนุมจะอาสาสมัครผลัดเปลี่ยนกันมาทำหน้าที่  ยกตัวอย่างส่วนสวัสดิการที่เห็นได้ชัดเจนว่า  มีทั้งฝ่ายบริการเครื่องดื่มอาหารว่าง  โดยประกอบด้วย  กาแฟ  โอวันติน  นม  รวมถึงขนมปังต่างๆ  ฝ่ายอาหารหลัก  มีทั้งข้าว  กับข้าวต่างๆ  ข้าวต้ม  รวมถึงของหวาน   สำหรับวันนั้นเป็นขนมครก  ผู้ชุมนุมที่สมัครใจเข้ามาทำหน้าที่จะให้บริการผู้ชุมนุมอย่างเต็มใจ  ผู้ชุมนุมที่รับบริการมีวินัยในการรับบริการอย่างมากมีการเข้าแถวต่อกันเพื่อรับบริการตามลำดับก่อนหลัง  การบริการสวัสดิการถูกจัดไว้โดยรอบพื้นที่ชุมนุม  และมีอย่างเหลือเฟือจากผู้สนับสนุน  นอกเหนือจากการให้การสนับสนุนอาหาร  และเครื่องดื่มจำนวนมากแล้ว  ที่น่าแปลกใจมากนั้น  คือ  การให้การสนับสนุนแผนพลาสติก  หรือฟรอยด์ที่เป็นฉลากของสินค้าต่างๆ  รวมถึงแผ่นปิดบะหมีกึ่งสำหรับเร็จรูปชนิดคัพจำนวนมากใช้สำหรับการปูพื้นเพื่อการชุมนุม  และพักผ่อนของกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างแพร่หลาย

 

       หากกล่าวถึงบรรยากาศการชุมนุมภายในสนามบินนั้น  เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น  ผู้เขียนขออธิบายแยกเป็นสองส่วน  คือ  บรรยากาศของแกนนำพันธมิตร  และบรรยากาศของผู้เข้าร่วมการชุมนุม  สำหรับกลุ่มคนส่วนแรกนั้นข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าคนส่วนใหญ่คงเข้าใจพอสมควรว่า  บรรยากาศการชุมนุมในส่วนของแกนนำพันธมิตรนั้นเป็นไปด้วยความคึกคัก  ทั้งเชิงปริมาณ  และเชิงคุณภาพ  ในเชิงปริมาณนั้นกล่าวได้ว่ามีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนบรรดาแกนนำขึ้นเวทีทำกิจกรรมต่างๆทั้งการปราศัย  และสร้างความบันเทิงผ่อนคลายตลอด  24  ชั่วโมง  มากกว่านั้น  หากพิจารณาในเชิงคุณภาพแล้ว   พบว่า  มีความเข้มข้นสูงในระดับหนึ่ง  คือ  กิจกรรมบนเวที  หรือรายการที่หลากหลาย  โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตนเอง  และสมาชิก  มีทั้งการตีแผ่ข้อเท็จจริงต่างๆ  การแจ้งข่าวความคืบหน้าทั้งในประเทศ  และนอกประเทศ  ทั้งจากสื่อกระแสหลัก  และกระแสรอง  การแจ้งการช่วยเหลือสนับสนุนจากทั้งใน  และนอกประเทศ  ทั้งสิ่งของ  และเงินทุน  รวมถึงกิจกรรมบันเทิงที่สอดแทรกเนื้อหา  เพื่อสร้างความผ่อนคลาย  การร้องเพลงปลุกใจ – เราสู้  เป็นต้น  นอกเหนือจากกิจกรรมที่หลากหลายแล้ว  พบว่า  กิจกรรมมีรูปแบบการเรียงลำดับอารมณ์สู่จุดที่สูงขึ้นในแต่ละช่วงเวลาหนึ่ง  นั้นคือ  เริ่มต้นจากการให้แกนนำรุ่นใหม่   (รุ่นที่  2  และ  3)   รวมถึงแขกรับเชิญจากภายนอกทั้งที่อยู่ฝ่ายเดียวกัน  หรือวางตัวเป็นกลาง  ซึ่งมีความสำคัญน้อยกว่า  ทำหน้าที่สร้างสรรค์กิจกรรมบนเวทีตามความถนัด  ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง  หรือตามบทบาทในสังคมปกติ  และใช้เวลาส่วนใหญ่ของกิจกรรมทั้งหมดในช่วงเวลาหนึ่ง ​(เช่น  วัน,  ช่วงเช้า,  ช่วงเที่ยง)  หลังจากนี้จะเป็นช่วงกิจกรรมที่สำคัญในช่วงเวลานั้นั้น  คือ  การเปิดโอกาสให้ผู้ชุมนุมได้พบปะแกนนำพันธมิตรผ่านการปราศัยโดยมีเนื้อหาที่เข้มข้น  และเป็นเนื้อหาหลักของการทำกิจกรรมที่ผ่านมาในช่วงเวลานั้น  และมากกว่านั้นช่วงนี้ยังใช้เวลาน้อยมากเมื่อเทียบกับเวลาการทำกิจกรรมทั้งหมดในหนึ่งช่วงเวลา


       ในอีกทางหนึ่งเมื่อพิจารณาถึงบรรยากาศของกลุ่มคนในส่วนหลัง  หรือผู้เข้าร่วมการชุมนุม  พบว่า  สามารถแยกอธิบายได้เป็นสองกลุ่มหลัก  คือ  กลุ่มแรก  คือ  ผู้ชุมนุมที่เข้าร่วมโดยมีจุดร่วมเดียวกับแกนนำพันธมิตรทั้งหมด  หรือเป็นส่วนใหญ่  และในส่วนหลังคือ  ผู้ชุมนุมที่เข้าร่วมโดยมีจุดร่วมเพียงบางส่วนกับแกนนำพันธมิตร  และมีจุดยืน  หรือความต้องการของตนเอง  นอกเหนือจากความต้องการของแกนนำ  เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้ว  พบว่า  บรรยากาศการชุมนุมของผู้ชุมนุมกลุ่มแรกนั้นเป็นไปในลักษณะของการคล้อยตามสาร  ข้อมูลของแกนนำเป็นส่วนใหญ่  ให้ความสนใจการรับสารจากแกนนำเป็นอย่างมาก  สังเกตได้ว่าส่วนใหญ่ของกลุ่มอยู่ในพื้นที่  ที่สามารถรับชมภาพ  และฟังเสียงของแกนนำได้ชัดเจน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่บริเวณหน้าเวทีทั้งสองด้าน  มากกว่านั้น  โดยส่วนใหญ่แล้วการตอบสนองการรับสารของผู้ชุมนุมกลุ่มนี้ยังสามารถสังเกตได้ชัดเจนจากปฏิกิริยาต่างๆ  อาทิ  การตะโกนโห่ร้อง  และที่รู้จักกันดีคือ  การใช้มือตบ  (เครื่องสร้างเสียงเสมือนตบมือ  แต่ดังกว่า)  ตอบรับสารในเกือบทุกจังหวะ  


       ในทางกลับกันกลับพบว่าบรรยากาศของผู้ชุมนุมกลุ่มหลังเป็นไปในอีกรูปแบบหนึ่ง  คือ  ไม่ได้คล้อยตาม  หรือเห็นด้วยกับสาร  ข้อมูลทั้งหมด  หรือโดยส่วนใหญ่ที่แกนนำพันธมิตรส่งมา  คือ  เห็นด้วยเพียงบางส่วน  หรืออย่างน้อยสุดเพียงประเด็นเดียวกับสาร  หรือข้อมูลที่ได้รับจากแกนนำ  และที่สำคัญกว่านั้นผู้ชุมนุมกลุ่มนี้  เข้าร่วมการชุมนุมเพื่อแสดงออก  ปฏิบัติเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนเพื่อให้รัฐบาลได้รับรู้  เข้าใจ  และตอบสนองกลับ  ว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับการกระทำบางอย่างของรัฐ ​  ซึ่งไม่ได้หมายความว่า  ไม่เห็นด้วยกับการกระทำทุกอย่างของรัฐบาลตามที่ได้ถูกนำเสนอโดยแกนนำ  และทีมงาน  มากกว่านั้น  สำหรับบางคนที่เข้าร่วมการชุมนุมไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาล  โดยมีแรงจูงใจจากประสบการณ์ตรงที่ได้รับจากการจัดสรรรทรัพยากรไม่เป็นธรรม  (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้คนที่ถูกผลักออกจากกระแสหลัก  หรือประชาธิปไตยที่อ้างเสียงส่วนใหญ่   กอปรกับลักษณะสำคัญบางประเด็นคือ  ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำเสนอเป็นประเด็นเรียกร้องจากแกนนำ  แต่เวทีนี้  พื้นที่นี้  พื้นที่การชุมนุมได้เปิดโอกาสให้คนเหล่านี้  คนชายขอบได้รวมตัวกันเป็นเครือข่าย  เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสังคมที่เขาเหล่านี้เป็นสมาชิกส่วนน้อย  แต่เมื่อรวมกันแล้วเป็นส่วนใหญ่  รวมทั้งเพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของคนชายขอบ  และปัญหาของเขาเหล่านี้)  เห็นได้ชัดว่าผู้ชุมนุมกลุ่มนี้ไม่ได้ให้ความสนใจ  รวมถึงพยายามติดตามสาร  ข้อมูลต่างๆจากแกนนำ  ขอเพียงมาร่วมนั่งแสดงออกตามวัตถุประสงค์ของตนเอง  และสามารถสังเกตได้จากสถานที่ในการชุมนุมของคนกลุ่มนี้  คือ  จะอยู่ในพื้นที่โดยรอบนอกเป็นส่วนใหญ่  รวมถึงพื้นที่ที่ไม่มีการติดต่อสืื่อสารกับแกนนำทั้งโดยตรง  (ผ่านการรับชม  และฟังหน้าเวที)  และโดยอ้อม  (ผ่านการรับชมผ่านทีวี  และวิทยุ)  อาทิเช่น  อาคารผู้โดยสาร  เป็นต้น  สุดท้ายผู้ชุมนุมกลุ่มนี้ไม่ได้แสดงออกถึงปฎิิกิริยาตอบสนองต่อสารที่ได้รับจากแกนนำอย่างเป็นรูปธรรมอย่างในกรณีของผู้ชุมนุมกลุ่มแรกที่มีการโห่ร้อง  และรวมถึงการใช้มือตบ  ในทุกจังหวะของกิจกรรมของแกนนำ


       ท้ายสุดหากให้กล่าวถึงจำนวน พธม.  ทั้งหมดแล้ว  ณ  สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ  พบว่า  ไม่ได้มีจำนวนมาก  จากการประมาณคร่าวๆ  จากพื้นที่แล้ว  พบว่าจำนวนผู้ชุมนุมในวันนั้นมีประมาณ  5-6  พันคน  และส่วนใหญ่ของผู้ชุมนุมทั้งหมดเป็นผู้ชุมนุมประเภทหลัง


       บันทึกของข้าพเจ้าฉบับนี้  เป็นบันทึกในฐานะผู้สังเกตการณ์คนหนึ่ง  ณ  สนามบินสุวรรณภูมิ  โดยตั้งใจที่จะรวบรวมข้อมูลการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  จากพื้นที่โดยตรง   นอกเหนือจากการรับรู้ผ่านสื่อกระแสหลักอย่างวิทยุ  โทรทัศน์  หนังสือพิมพ์์  และสื่อหลักบนอินเตอร์เน็ต  เพื่อช่วยให้การรับรู้  และเข้าใจเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ชัดเจนมากขึ้น   จากข้อมูลรอบด้าน  อย่างน้อยเสียแล้วประวัติศาสตร์ในช่วงที่คนรุ่นเรายังมีอยู่ซึ่งชีวิตจะถูกรับรู้  เข้าใจ  และบันทึกอย่างสมบูรณ์มากขึ้น  รวมทั้งถูกถ่ายทอดต่อยังคนรุ่นต่อไป  เพื่อการตัดสินใจ  การก้าวไปข้างหน้าของพื้นที่ที่เรียกว่าประเทศไทยได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

 

มั่นคง  ด้วยการกระทำสั่งสมที่ดีในอดีต

ยั่งยืน  ด้วยการกระทำสานต่อที่ดีในอนาคต

อนาคตกลายเป็นอดีตด้วยเวลา

เวลาให้โอกาสการพัฒนาที่ดีขึ้นของอนาคต

Read Full Post »

 

 

ทุกท่านครับ ผมเป็นคนตัวเล็กๆคนนึงในสังคมนี้ ที่ยืนดูสภาพการเมืองมานานพอสมควร ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผมน่าจะทำอะไรซักอย่างออกไป

ต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ได้สนับสนุนใคร ทั้งพันธมิตร นปช. รัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือ แม้แต่ คุณทักษิณ ผมเพียงแต่ต้องการให้เหตุการณ์มันสงบซะที

ทุกท่านครับ สภาพการบ้านการเมืองในสังคมตอนนี้แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย รุนแรงชัดเจน ภาพในสังคมของประเทศเปลี่ยนไป เราไม่อาจจะคุยเรื่องการเมืองได้ในที่สาธารณะ การเมือง กลายเป็นความถูกผิด เป็นความเชื่อ ศรัทธาฝังรากลึก ในเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีข้อเรียกร้องจากหลายฝ่ายที่ต้องการบ้านเมืองสงบ แต่ผลก็เป็นอย่างที่เราเห็น คือไม่มีใครตั้งใจฟังใครจริงๆ

ทั้งนี้ ผมไม่ต้องการประณามฝ่ายไหน แล้วก็ไม่ขอเรียกร้องอะไรจากพวกเขาด้วย สิ่งเหล่านี้มีคนทำไปเยอะแล้ว แต่ สิ่งที่ผมกำลังทำ คือผมจะเรียกร้องจากคุณผู้เป็นคนธรรมดาเหมือนผมโดยตรงครับ

—————————————————————————————————————————————————————————-

ถ้าคุณเป็นคนที่ยืนอยู่ตรงกลางของสังคมเหมือนผม เหมือนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมคิดว่าคุณกำลังเสียใจกับสภาพบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความแตกแยก ชิงชัง และไร้ระเบียบไม่ต่างกันนัก คุณต่างก็พร่ำบ่นมัน คิดว่าเมื่อไหร่จะจบ แล้วคุณก็เบื่อ นั่งโทษพวกเขา แต่มันคงดีกว่านั้นครับ ถ้าคุณเข้ามาช่วยกัน

ถ้าคุณเป็นผู้ใหญ่ ผมขอเรียกร้องให้คุณ ทุกคน โดยเฉพาะที่ได้อ่านเมล์นี้ ร่วมมือกันทำอะไรซักอย่างเพื่อบ้านเมืองของเราอย่างแท้จริง ในอันที่จะทำให้ความสงบสุขกลับคืนมาสู่บ้านของพวกเรา ได้โปรดเถอะครับ คุณต้องทำอะไรได้บ้างแน่นอน ไม่ต้องถึงขนาดว่าทำให้คุณและครอบครัวเดือดร้อน แต่ได้โปรดช่วยร่วมมือกัน แก้ปัญหาบ้านเมืองจริงๆ ตอนนี้ ประเทศของเราดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความโกรธ และการสร้างเงื่อนไข ผู้ใหญ่อย่างคุณ คือกลจักรสำคัญที่ขับดันประเทศตลอดมา และต่อไปจนคนรุ่นลูกรุ่นหลานของคุณขึ้นมารับช่วงต่อ อนาคตของประเทศก็มีเสี้ยวหนึ่งที่อยู่ในมือคุณ อนาคตของพวกเขาเหล่านั้นก็เหมือนกัน อะไรซักอย่างที่ผมอยากให้คุณช่วย อันที่จริงผมก็ไม่รู้ และไม่อยากตัดสินด้วยว่าต้องทำอะไร ผมยังอ่อนประสบการณ์น้อยกว่าพวกคุณเยอะมาก ตอนนี้ คุณอาจจะบอกว่าคุณงานยุ่ง และไม่สามารถช่วยอะไรได้ มีคนที่รับผิดชอบหน้าที่ตรงนี้อยู่แล้ว แต่ ผมไม่ได้ขออะไรจากคุณมากไปกว่า อะไรซักอย่างนะครับ เรื่องนี้แล้วแต่กำลัง ความสามารถของตัวเราเอง คุณอาจจะใช้วิธีบอกต่อ บอกว่าคุณต้องการให้เรื่องนี้สงบลง พูดคำว่าขอให้พอมากกว่าคสาปแช่งและสบทด่า งดรับสื่อที่ไม่เป็นกลาง ส่งอีเมล์ไปยังพรรคการเมือง ขอร้องพวกเขาให้จับมือกัน หรือแม้แต่การแลกเปลี่ยนทัศนะกับผู้สนับสนุนกลุ่มใดๆบนรากฐานของเหตุผล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าคุณสามารถที่จะทำในสิ่งที่ใหญ่มากขึ้น ผมก็ยินดีและต้องขอรบกวนครับ สุดท้าย ขอให้เสียงแห่งความปราถนาดีของคุณที่ร่วมเปล่งออกมานั้น ดังเข้าไปในจิตใจของพี่น้องไทย ด้วยเถิด

ถ้าคุณยังเป็นเยาวชน ผมเรียกร้องให้คุณในฐานะเมล็ดพันธุ์ ให้คุณจ้องมองการเมืองนี้ และ สงสัยให้มากขึ้นในอนาคตของชีวิตคุณ สงสัยกับแผ่นดินที่คุณจะต้องอยู่ทำมาหากินไปอีกนาน สงสัยมัน สงสัยในความถูกต้องที่แต่ละคนกล่าวอ้าง สงสัยในจุดประสงค์ของพวกเขา สงสัยในวิธีการ สงสัยในทุกสิ่ง แม้คุณจะสนับสนุนใคร แต่ผมก็ขอให้คุณแฝงความสงสัยไว้ด้วย คุณยังเด็ก อัตตายังน้อย เพราะฉะนั้นมันจะมีประโยชน์มากที่จะเกิดความสงสัย สำหรับพวกคุณผมเรียกร้องจากคุณ แค่นั้น คุณอาจจะไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่สงสัยมัน

—————————————————————————————————————————————————————————-

ถ้าคุณเป็นคนที่สนับสนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ด้วยจิตใจบริสุทธิ์ ผมขอขอบคุณที่คุณเป็นคนหนึ่งที่มีสำนึกเพื่อชาติ เพื่อประชาธิปไตย แต่ทั้งนี้ ผมอยากจะขออะไรคุณซักอย่างสองอย่าง อย่างแรก ผมขอให้คุณเปิดกว้าง และมีน้ำใจกับขั้วตรงข้าม พวกเราทุกคนก็คือคนไทย มีความเป็นคนของชาติเหมือนๆกัน ขอให้คุณระลึกอยู่เสมอว่า คนเรา ย่อมรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ต่างกัน ต่างตีความต่างกัน และต่างคิดต่างกัน ความแตกต่างนี้ ไม่ได้แปลว่าผิด ไม่ได้แปลใครดีหรือเลว มันก็แค่คนที่ต่างกัน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ขอให้คำว่าประชาธิปไตย ได้หยั่งรากลึกลงไปในจิตใจของพวกเราคนไทยอย่างแท้จริง ขอให้เราสามารถอยู่ร่วมกันภายใต้ความแตกต่างได้ด้วยเถิด

อีกอย่าง คือผมอยากจะขอให้คุณลองมองในมุมที่ต่างออกไป ขอให้คุณคลายความเชื่อออก ระลึกอยู่เสมอว่า การเมืองไม่ใช่ความจริงหรือความดีงามร้อยทั้งร้อย ไม่ใช่ศาสนา อย่าศรัทธามันเกินขอบเขตที่มันควรจะเป็น คนที่พูดอยู่บนเวที ไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่แม่เรา (ขนาดพ่อแม่เรา เรายังไม่ค่อยจะเชื่อ) อย่าให้เขามามีอิทธิพลทางความคิดเหนือคุณ คุณนั่นแหละที่จะต้องเอาชนะเขาภายในขอบเขตหัวสมองของคุณเอง ด้วยการรับข้อมูลในอีกด้านหนึ่งด้วย ด้วยการพิจารณาในสิ่งที่เราเชื่อ ในการกระทำ ในสัจจะของเขา แล้วแฝงมันไว้ด้วยความไม่เชื่อสักนิด ถามตัวเองตลอดว่าอะไรคือความดีงาม อะไรคืออคติที่เราสร้างขึ้น เมื่อทำอย่างนั้นแล้ว คุณจะคิดยังไง ผมก็ว่าไม่เป็นไร ผมเคารพในการตัดสินใจของคุณ

—————————————————————————————————————————————————————————-

ถ้าคุณเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สภาวุฒิสมาชิก ไม่ว่าคุณจะสังกัดอะไร ผมขอให้คุณระลึกว่า คุณคือคนที่คนทั้งประเทศทั้งอยากฝากความหวัง และความรับผิดชอบไว้ให้ ผมคิดว่าคุณรู้ดีกว่าทุกคน ว่า ทางออกของชาติเราอยู่ที่ไหน หยุดเถอะครับ หยุดเล่นการเมือง หยุดที่จะยืนอยู่แต่ในจุดยืนของตัวเอง แล้วทำให้คนไทยเห็นเป็นบุญตาสักครั้ง ที่ฝ่ายค้านและรัฐบาล วางกองทุกอย่างไว้ข้างหลัง แล้วเดินเข้าช่วยกันกอบกู้ประเทศไทย นี่คือสิ่งที่เป็นเจตนารมณ์ของตำแหน่งคุณไม่ใช่หรือครับ ผมรู้ครับว่านี่ มันอาจจะดูเปี่ยมล้นไปด้วยอุดมคติ แต่ถ้าคุณยังมีคำว่าอุดมการณ์อยู่ในจิตใจบ้างได้โปรดเถอะครับ พวกคุณคือคนที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันที่นำประเทศไทยมาถึงจุดนี้ ทุกอย่างต้องมีการเริ่มต้นครับ

—————————————————————————————————————————————————————————-

ถ้าคุณเป็นสื่อมวลชน คุณก็คงตระหนักได้ดีว่าพลังของสื่อมีอำนาจมากขนาดไหน สื่อมีความสามารถทั้งในการนำเสนอและสร้างทัศนคติแก่มวลชน ที่เหตุการณ์บานปลายมาถึงปัจจุบันนี้ สื่อจะปฏิเสธความรับผิดชอบ ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย ก็คงไม่ได้ใช่ไหมครับ เอาล่ะ ถ้าคุณเห็นด้วยกับผมว่าอยากให้เกิดความสมานฉันท์ และหยุดความแตกแยกนี้ ผมขอร้องคุณสั้นๆครับ ผมขอให้ คำว่า หยุด และ คำว่า พอ มีเสียงที่ดังกว่า เสียงระเบิด เสียงปืน และเสียงปลุกระดม คำว่า เปิดใจในการคิดต่าง มากกว่าคำพูดที่เปลืองน้ำลายเหล่านั้น มีขึ้นในสื่อที่คุณมีส่วนร่วมอยู่ ได้โปรดแทรกมันลงไปให้มากขึ้น เพราะเห็นได้ชัดว่าตอนนี้เราต้องการมันมากเหลือเกิน ได้โปรด รับข้อเสนอของผมไปพิจาณาด้วยครับ

—————————————————————————————————————————————————————————-

 

ขอให้หนึ่งความตั้งใจของพวกเรา ได้เป็นแรงผลักดัน เป็นสิ่งต่อเติมความหวังซึ่งกัน ให้ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรากลับคืนสู่เส้นทางแห่งความสมานฉันท์ ด้วยเทอญ

 

แด่ ลูกหลานไทย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต

ขอบคุณครับ

Read Full Post »

triamboy

 

จากความพยายามส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของภาคประชาชนมากขึ้น  โดยการรับรองจากรัฐธรรมนูญปีพุทธศักราช  2550  และ  2540  อันเป็นมิติใหม่ทางการเมืองของประเทศไทยที่เปิดโอกาส  พื้นที่ให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมทำหน้าที่ทางการเมืองโดยตรง  “ไม่ต้องผ่านตัวแทน  หรือตัวกลางทางการเมือง”  หากพิจารณาในแง่ของเงื่อนไขพอเพียงต่อการแสดงพฤติกรรมแล้ว  นั่นหมายความว่า  มีความพอเพียงมากขึ้นในการเข้าถึงการบริโภคสินค้าทางการเมือง  แต่ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเข้ามาบริโภคสินค้าทางการเมืองอย่างมีเหตุมีผล  แต่ในทางกลับกันหมายถึงโอกาสที่รัฐจัดสรรให้ประชาชนสามารถเข้ามาบริโภคสินค้าทางการเมืองโดยตรงอย่างเท่าเทียม  และทุกคน  โดยไม่ได้อยู่บนเงื่อนไขที่ว่าผู้บริโภคจะมีเหตุมีผลในการบริโภคหรือไม่  อันจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ตอบสนองเจตนารมย์ของการเปิดโอกาส  ดังนั้นการแสดงพฤติกรรมการบริโภคจึงขึ้นอยู่กับความหลากหลายของสินค้าทางการเมืองในปริมาณมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีแนวคิดพื้นฐานของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองของหน่วยสิ่งมีชิวิต

 

ก่อนอื่นนั้นขอทำความเข้าใจแนวคิดพื้นฐานของผู้บริโภคทางการเมืองไทย  หรือประชาชนชาวไทยก่อน  ด้วยประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีแนวคิดพื้นฐานของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองแบบหน่วยสิ่งมีชีวิต  ไม่ใช่หน่วยเครื่องจักร  มีการพัฒนาจนมีประสิทธิภาพของเครือข่าย  ของกลุ่มคน  พวกพ้อง  หรือระดับมหภาค   แต่มีพัฒนาการการสร้างเสริมประสิทธิภาพปัจเจกบุคคลในระดับต่ำ  ทำให้มีพฤติกรรมที่มีลักษณะของการสำนึกร่วม  สำนึกส่วนรวม  ภาพรวมทั้งทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  อาทิ  การอ้างความชอบธรรมของประเทศชาติ  ประชาชน  ผลประโยชน์ของประเทศชาติ  ของประชาชน  ของญาติ  ของพวกพ้อง  หรือแม้แต่กระทั่งเป็นต้น  หรือกล่าวได้ว่าเป็นความเห็นแก่ตัวของกลุ่มคน  ไม่คำถึงนึงปัจเจกชน  อาทิ  

การบริจาคทอง  เงินตราต่างประเทศตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ  2541  เพื่อชำระหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศการรณรงค์  

การบริโภคของไทยในหลายยุค  การทำกิจกรรมสังคมต่างๆ  เพื่อประเทศชาติ  

การให้ความสำคัญของเงินเฟ้อ  จนละเลยบัญชีทางการเงินที่แสดงเสถียรภาพทางการเงินในระดับจุลภาค 

เป็นต้น  

แต่สิ่งเหล่านี้บางส่วนได้กลายเป็นเพียงในอดีตไปแล้ว  ท่ามกลางวิวัฒนาการของโลกเพื่อประสิทธิภาพที่ดีกว่าของการเคลื่อนย้ายทุน  (สมอง  คน  เครื่องจักร  ที่ดิน(มีการสร้างเกาะมากมาย)  เงิน  ข้อมูล)  ในด้านการผลิต  สินค้าและบริการ  ในด้านการตลาด  ทำให้เกิดการปะทะ  แลกเปลี่ยนของแนวคิดทั้งหน่วยสิ่งมีีวิต  และหน่วยเครื่องจักร  ทำให้ประชาชนในประเทศมีความหลากหลายมากขึ้นโดยสามารถแบ่งออกเป็น  3  ส่วนใหญ่  คือ  1.คนที่มีรูปแบบของแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิตสุดโต่ง  หรือเห็นแก่กลุ่ม  2.คนที่มีทั้งรูปแบบผสมระหว่างแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิต  มีทั้งเห็นแก่ตัว  และเห็นแก่กลุ่ม  3.คนที่ีมีรูปแบบของแนวคิดหน่วยเครื่องจักรสุดโต่ง  หรือเห็นแก่ตัว  การเปลี่ยนแปลงนี้ได้สร้างความหลากหลายของผู้บริโภคทางการเมืองการขึ้น  และมีแนวโน้มรูปแบบไปในทิศทางหน่วยเครื่องจักร   แต่ถ้าหากพิจารณาจุดที่เป็นตัวแทนของผู้บริโภคทั้งหมด  ข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้บริโภคทางการเมืองไทยยังอยู่  ณ  จุดที่ค่อนข้างไปทางหน่วยของสิ่งมีชีวิตที่กำลังขยับไปอยู่จุดกึ่งกลางระหว่างหน่วยสิ่งมีชีวิต  และหน่วยเครื่องจักร  หรือกล่าวได้ว่ายังคงมีแนวคิดพื้นฐานของหน่วยสิ่งมีชีวิตอยู่มากถึงแม้ว่ามีการเปิดรับแนวคิดหน่วยเครื่องจักรเข้ามาบ้างแล้วก็ตาม

 

ดังนั้น  ผู้บริโภคทางการเมืองไทยมีแนวคิดพื้นฐานค่อนมาทางหน่วยสิ่งมีชีวิต  อันมีความพึงพอใจของกลุ่มเป็นเป้าหมายของการดำเนินกิจกรรมเหนือความพึงพอใจของตน  (พยายามหาผลลัพธ์ที่เป็นที่พอใจของกลุ่ม  โดยไม่ได้ให้ความสำคัญของกระบวนการซึ่งหมายถึงความสำคัญของทุกคน)  และดูเหมือนว่าความพึงพอใจปัจเจกบุคคลเกือบไม่มีความสำคัญ  รวมถึงไม่มีการแสดง  (reveal)  ความพึงพอใจ  (จุดยืน)  ที่ชัดเจน  (นั่นหมายความว่าไม่มีความแนบแน่น  พร้อมที่จะลู่เข้าหาสิ่งที่มีกระตุ้น  หรือกระทบ  – ชักจูง  โฆษณา)   ต่างจากแนวคิดหน่วยเครื่องจักรอันมีตัวแทน  (ค่าเฉลี่ย  การถดถอย)  ที่มาจากผลรวมของความพีงพอใจของปัจเจกบุคคลเป็นเป้าหมายของการดำเนินกิจกรรม  และมาจากการแสดงความพึงพอใจของปัจเจกบุคคลที่ชัดเจนที่ได้รับการยอมรับ  (พยายามหากระบวนการในการหาตัวแทนผลรวมทั้งหมด  ให้ความสำคัญทุกคน  มีส่วนสร้างนวัตกรรม -เหมือนการ rotate  จากจุดเดิม,  เทคโนโลยี – เหมือนการ  shift จากจุดเดิม – จำนวนมาก)  ด้วยความพึงพอใจในการบริโภคทางการเมืองของไทยเป็นอย่างที่กล่าวมาข้างต้น  จะส่งผลต่อความต้องการสินค้าทางการเมืองที่มีความแตกต่างจากรูปแบบทางตะวันตก

 

มากกว่านั้นการลดต้นทุนการเข้าถึงการบริโภคทางการเมืองของประเทศไทย  จากการเปิดให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมโดยตรงทางการเมือง  เห็นได้จากรัฐธรรมนูญทั้งปีพ.ศ.  2540  และ  2550  ที่รับรองให้โอกาสการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน  ใน  3  หน้าที่ของการเมือง  ดังนี้

1.  มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอกฎหมาย  (บางอย่าง)  นั่นคือเปิดโอกาสสู่่การนำเสนอกฎหมาย  แต่ไม่ได้ตรากฎหมาย  ลดต้นทุนการเข้าถึงจาก  50,000  รายชื่อ  เหลือ  20,000  รายชื่อตามรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.  2500

2.  มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง  ด้วยเหตุทุจริต  ลดต้นทุนการเข้าถึงจาก  50,000  รายชื่อ  เหลือ  20,000  รายชื่อตามรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.  2500

3.  มีสิทธิออกเสียงประชามติ  ด้วยเหตุคณะรัฐมนตรีเสนอให้มีการออกเสียงประชามติ  และมีกฎหมายบัญญัติให้เรื่องใดต้องมีการออกเสียงประชามติ  ลดต้นทุนการเข้าถึงการเมืองโดยตรง  จากเดิมที่เป็นไปเพื่อให้คำปรึกษาครม.เท่านั้น  เป็นการนำไปสู่ข้อยุติ  หรือให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.  2500

นอกเหนือจากการลดต้นทุนการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยรัฐธรรนูญแล้ว  ยังมีการกระทำหลายอย่างที่ลดต้นทุนการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง  ไม่ว่าจะส่งเสริมหรือสนับสนุนทางใดทางหนึ่ง  อาทิ

สหภาพแรงงาน  องค์กร  หน่วยงานของแรงงานอาชีพต่างๆ  เช่น  สหภาพแรงงานรถไฟ  สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ  คุรุสภา  เป็นต้น

สภานายจ้างต่างๆ  เช่น  หอการค้า  สภาอุตสาหกรรม  กลุ่มผู้ประกอบการอาชีพต่างๆ  เป็นต้น

หน่วยการปกครองท้องถิ่นต่างๆ  เช่น  ผู้ใหญ่บ้าน  กำนัน  อบต.  อบจ.  เทศบาล  เป็นต้น

องค์กรถ่วงดุลต่างๆ  เช่น  ปปช.  ปปง.  กกต.  สตง.  ผู้ตรวจการแผ่นดิน   ศาลปกครอง  ศาลรัฐธรรมนูญ  เป็นต้น

รวมถึงสิทธิ  เสรีภาพทางการเมืองทางอ้อมต่างๆ  อาทิ

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียนการพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น

สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน

เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม

สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

เป็นต้น

 

จากความพยายามลดต้นทุนการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชนตลอด  20  ปีที่ผ่านมา  ได้สร้างแรงจูงใจต่อการแสดงออกพฤติกรรมของประชาชนในการมีส่วนรวมทางการเมืองโดยตรงมากขึ้น  (แสดงออกได้หลายทางอาจไม่จำเป็นต้องสนองเจตนารมย์)  และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น  เห็นได้จากเหตุการณ์  ปรากฎการณ์เชิงประจักษ์ในหลายครั้ง  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของการเมืองไทย

 

จากการลดต้นทุนการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองทั้งโดยตรง  และโดยอ้อมลงมากแล้วจากในอดีต  แต่ทำไมถึงยังมีการออกมาเรียกร้องตามถนนหนทางมากมาย  จากกลุ่มคนท่ีมีความหลากหลาย  ความพยายามเหล่านี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคการเมืองไทยเหรอ

คำตอบคือความพยายามในการลดต้นทุนการเข้าถึงนั้นเพียงพอต่อความต้องการแล้ว  ณ  ปัจจุบัน  ในทางกลับกันความพยายามในการสร้างการสะสมการบริโภคทางการเมืองในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ  ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างการสะสมการบริโภคทางการเมืองถ้าต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองตามเจตนารมย์   ไม่มีการบิดเบือนพฤติกรรม  นั่นคือแสดงออกทางพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องตามเจตนารมย์เป็นสิ่งไม่พึงประสงค์   จึงทำให้เกิดการออกมาแสดงสิทธิ์การมีส่วนร่วมทางการเมืองตามท้องถนน  สถานที่ราชการ  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เนื่องมาจากสาเหตุหลัก  2  ประการดังนี้

 

1.  ภาวะขาดแคลนสินค้าทางการเมือง  เป็นเหตุ  หรือปัจจัยเชิงปริมาณ  คือ  มีชนิดสินค้าทางการเมืองในปริมาณต่ำ  และเป็นการบริโภคทางอ้อมทั้งสิ้น  เช่น  สส. (บริโภคทางอ้อม)  สว. (บริโภคทางอ้อม)  การยุบพรรคการเมือง  (บริโภคทางอ้อมผ่าน  กกต.)  เป็นต้น  มากกว่านั้นได้มีผู้เขียนร่วมของเรา – bankngam – ได้นำเสนอสินค้าตัวใหม่เพ่ือเป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภคทางการเมือง  คือ  กฎหมายให้ประชาชนฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายในกรณีที่พรรคการเมื่อไม่สามารถทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับประชาชนได้เช่น หากสัญญาว่าจะทำ 30 บาทรักษาทุกโรค ทว่าถึงเวลาจริงทำไม่ได้ พรรคต้องจ่ายเงินคินให้กับสังคมในมูลค่าเท่ากับราคาตลาดของนโยบาย เป็นต้น  (อ้างอิงจาก  การแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในตลาดการเมือง: การยุบพรรค ยาแรงที่ไม่เพียงพอ  โดย  bankngam)  ส่วนสิทธิ์ในการร้องขอกฎหมาย  การถอดถอน  นั้นไม่ได้เป็นสินค้า  เป็นเพียงโอกาสที่เพิ่มขึ้น  หรือลดต้นทุนการเข้าถึง  ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายนั้น  การถอดถอนน้ันได้รับการตอบสนอง  หรือได้รับการบริโภคนั้นเอง

 

2.  ภาวะความไม่ต้องการบริโภคสินค้าทางการเมืองที่มีอยู่  เป็นเหตุ  หรือปัจจัยเชิงคุณภาพ  คือสินค้าทางการเมืองที่มีอยู่ไม่ได้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทางการเมือง  ด้วยสาเหตุที่ไม่สามารถตอบสนองความพึงพอใจของผู้บริโภคการเมืองไทย  สินค้าทางการเมืองหลายตัวเราได้ยึดเอารูปแบบของระบอบการเมืองประเทศตะวันตกมาใช้  โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก  พูดง่ายๆได้ว่ารับเอาของเขามาขายต่อ  (เป็นคนกลาง  (traders)  อย่างที่คนไทยถนัด)  ซึ่งไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค  จากที่กล่าวมาข้างต้น  ในการอธิบายความพึงพอใจของผู้บริโภคการเมืองไทยที่มีความต้องการสินค้าทางการเมืองที่มีความแตกต่างจากรูปแบบทางตะวันตก  จึงเป็นไปได้มากที่จะถูกปฏิเสธ  และไม่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค

 

จากเหตุที่กล่าวมาทั้งสองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคการเมืองไทยแสดงพฤติกรรมออกมาเรียกร้อง  บริโภคสินค้าทางการเมืองตามท้องถนน  สถานที่สำคัญจากการการสร้างแรงจูงใจทางลบจากภาวะขาดแคลลนสินค้าทางการเมือง  และสินค้าที่ไม่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค  และสร้างแรงจูงใจทางบวกโดยลดต้นทุนการเข้าถึงการบริโภคการเมืองไทย   จึงไม่แปลกใจเลยที่แกนนำทั้ง  6  ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  รวมถึงการเข้าร่วมจากสหภาพแรงงานกลุ่มอาชีพต่างๆ  อาทิ  การไฟฟ้า  ประปา  การท่าเรือ  นักเรียน  นิสิต  นักศึกษา  อาจารย์  เป็นต้น  ต้องออกมาแหกปากข้างถนน  เหมือนที่ใครๆหลายคนเข้าใจอยู่

วังว่าในอนาคตจะมีสินค้าทางการเมือง  พื้นที่ทางการเมืองที่ตอบสนองผู้บริโภคการเมืองไทยมากขึ้น

ปรากฎการณ์ที่ไม่พึงประสงค์จะได้ไม่ต้องเกิดขึ้นซ้ำแล้วซำ้อีก

Read Full Post »

triamboy

 

THE MOST IMPORTANCE THING IN COMMUNICATION IS TO HERE WHAT ISN’T BEING SAID.

Peter Drucker.

 

หลายวันมานี้ข้าพเจ้าเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และรัฐบาลผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง  และหลายคนใจจดจ่อต่อการรับรู้ข่าวสารเรื่องนี้ตลอดเวลาด้วยสาเหตุอย่างหนึ่ง  การสื่อสารในปัจจุบันนี้มีวิวัฒนาการจากเดิมมาก  ทำให้ผู้บริโภคข่าวสารได้รับข่าวสารต่างๆมากมายจากอุปกรณ์ต่างๆรอบตัวอย่างไม่มีโอกาสปฏิเสท  อาทิ  ข่าวด่วนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่  โทรทัศน์  หนังสือพิมพ์   หนังสือพิมพ์ออนไลน์  เป็นต้น  หลายครั้งหลายคราพบว่าทำให้ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารคาดการณ์เหตุการณ์ต่างๆเกินกว่าความเป็นจริง  ส่งผลต่อทัศนคติ  ความคิด  ความเชื่อของแต่ละบุคคล  อย่างไรก็ตามแล้วไม่ว่าการนำเสนอ  หรือได้รับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทาง  หรือเครื่องมือไหนมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ  เป็นข้อมูลที่ถูกเลือกมาจากส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากเหตุการณ์นั้น  โดยไม่คำนึงว่าการนำเสนอมีความพอเพียง  (เท่าเทียม  และทั่วถึง)  ในการนำเสนอข้อเท็จจริง  ความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย  ได้แต่นำเสนอบางส่วนจากบุคคลที่เรียกร้อง  พูดโฉ่งฉ่าง  โวยวาย  เป็นต้น  (เพื่อความน่าสนใจของข่าวสาร  ทำให้คนจำนวนมากสนใจ  นำมาซึ่งผลประโยชน์ของผู้นำเสนอ)  ด้วยสาเหตุนี้ทำให้พฤติกรรมของคนในสังคมทุกวันยิ่งบิดเบือนไปในทางที่ไม่พึงประสงค์

 

ในเหตุการณ์หนึ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับคนจำนวนมาก  เหตุการณ์ของสังคม  นั้นมีสมาชิกที่มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก  ซึ่งหมายความว่าทางออกของปัญหา  หรือทางเลือกในการสร้างสรรค์  ดำเนินกิจกรรมมีความหลากหลาย  โดยไม่จำเป็นต้องมี  2  ทางเลือกเพื่อเปรียบเทียบ  หรือให้เลือกข้าง  เพื่อแสดงออกซึ่งพฤติกรรมของบุคคล  อันเนื่องมาจากระดับต้นทุนการบริโภคสะสมที่แตกต่างกัน  อาทิ  การศึกษา  ประสบการณ์  วัฒนธรรม  ความรู้  ข้อเท็จจริง  เป็นต้น  เป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้  ภายใต้ขอบเขต  กฎระเบียบของสังคม  เพื่อความชัดเจนขอยกตัวอย่างต่อเนื่องจากข้างต้น  คือ

 

การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกจากหน้าที่  โดยการเข้ายึดธรรมเนียบรัฐบาล  และสถานที่ราชการต่างๆ  จากกรณีนี้เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่เพียงแต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และรัฐบาล  โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดังนี้

 

1.  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

2.  รัฐบาล  และเจ้าหน้าที่  บุคคลากรของรัฐ

3.  ประชาชนทั่วไป

 

เห็นได้ว่าเหตุการณ์นี้ประกอบไปด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  3  ส่วนหลัก  โดยมีปัจจัยกำหนด  หรือสาเหตุ  คือ  ทางเลือกในการแก้ไขสถานการณ์  โดยสองส่วนแรกนั้นพบว่ามีความชัดเจนในทางเลือกที่มีทิศทางในตรงกันข้าม  คือ  

 

1.  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  เลือกที่จะดำเนินกิจกรรมเพื่อให้รัฐบาลลาออก  โดยอารยะขัดขืน  

2.  รัฐบาลเลือกที่จะอยู่ต่อ  และอดทน  ดำเนินการตอบโต้ภายใต้กระบวนการยุติธรรมต่อการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  

3.  ประชาชนทั่วไปมีทางเลือกที่ชัดเจนอาจอยู่ระหว่างสองข้างเลือกข้างต้นหรือไม่ก็ได้  มีความหลากหลายในรายละเอียดรูปแบบปฏิบัติขึ้นกับแต่ละปัจเจกชน อาจมีจุดร่วมในภาพรวม อาทิ  ประชาชนบางส่วนเลือกที่จะให้มีการประนีประนอม  มีการถอยกันคนละก้าว  และดำเนินกิจกรรมภายใต้กฎกติกาของประเทศเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อบ้านเมือง  และประชาชนทั่วไปมากไปกว่านี้  บางส่วนเลือกไม่เห็นด้วยกับทั้งสองทางเลือก  บางส่วนเลือกที่จะนิ่งเฉย  บางส่วนเลือกที่จะให้เกิดการปะทะ  ใช้ความรุนแรง  เพื่อเหลือเพียงข้างใดข้างหนึ่ง  เป็นต้น

 

หากพิจารณาถึงสัดส่วนของแต่ละองค์ประกอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  พบว่า  ส่วนที่  3  ประชาชนทั่วไปที่มีทางเลือกโดยไม่ได้เรียกร้อง  หรือถูกนำเสนอมีสัดส่วนมากที่สุด  เมื่อเปรียบเทียบกับอีกสองส่วนที่เหลือ  แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า  สองส่วนที่เหลือดูเหมือนจะมีบทบาท  ความสำคัญมากกว่าส่วนของประชาชนทั่วไป  โดยสาเหตุหลักของพฤติกรรมที่บิดเบือนนี้มาจาก  สื่อมวลชน  ทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริง  แต่เป็นข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน  เป็นของสองส่วนนี้เป็นส่วนใหญ่  ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับเวลาที่นำเสนอ  ระดับความสำคัญเนื้อหาของข้อเท็จจริง  เป็นต้น  ทำให้เกิดสภาพแวดล้อม  บริบทของความไม่สมมาตรของข้อมูล  หรือกล่าวได้ว่าต้นทุนในการเข้าถึงอยู่ในระดับสูง  ดังนี้

 

1.  การนำเสนอข้อมูลเพียงบางส่วนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  ของสื่อมวลชน  เป็นอุปสรรคต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนอื่นที่ไม่ได้รับการนำเสนอ  เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิด  ความคาดหวััง  และการกระทำไปยังผู้รับสาร  ทำให้เกิด

2.  ความไม่สมมาตรของข้อมูล  ข้อมูลเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมด  ในบริบทของสังคมใดสังคมหนึ่ง

 

จากปัจจัยทั้งสองที่กำหนดให้ต้นทุนในการเข้าถึงอยู่ในระดับสูง  ทำให้พฤติกรรมของผู้รับสาร  หรือประชาชนทั่วไปมีความบิดเบือน  คือ  ประชาชนทั่วไปที่มีทางเลือกของแต่ละบุคคล  บนความรู้  เหตุผลของตน  เมื่อได้รับการนำเสนอข้อมูลอีกด้าน  มีแรงจูงใจต่อข้อมูล  มีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์  สังเคราะห์  ทำให้ได้รับการแทรกแซงต่อการตัดสินใจเพื่อแสดงพฤติกรรมจากข้อมูลที่ได้รับ  เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากสถานะเดิม  โดยเลือกที่จะเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากขึ้น  หลังจากนั้นเมื่อมีการสะสมการบริโภคข้อมูล  หรือสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องมากขึ้น  เมื่อต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูงสุดท้ายทำให้แสดงพฤติกรรมออกมาชัดเจนโดยเลือกทางเลือกที่ถูกกำหนดมาไม่ว่าทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน   หรือสามารถกล่าวอย่างง่ายได้ว่า  การนำเสนอของสื่อมวลชนด้วยข้อมูลด้านหนึ่ง  เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่  จูงใจให้ผู้รับสารเลือกทางเลือกที่กำหนดมาให้  จนท้ายที่สุดแล้วจะมีทางเลือกน้อยเพียงหนึ่ง  หรือสองทางเลือกที่ปรากฎ  เกิดปรากฎการณ์  “ถูกบังคับให้เลือกข้างอย่างชัดเจน”  นั่นหมายรวมถึงข้างเดียวในที่สุด

 

ในทางกลับกันหากสื่อมวลชนมีการนำเสนอข้อมูลครบทุกด้านจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  มีความสมมาตรของข้อมูล  ทำให้ผู้รับสารมีการถูกแทรกแซง  จูงใจต่อการตัดสินใจเพื่อแสดงพฤติกรรมน้อย   ยังคงสถานะการแสดงพฤติกรรมใกล้เคียงเดิม  เนื่องมาการได้รับสารที่มีความหลากหลาย  มีสภาพแวดล้อม  บริทบที่มีความหลากหลาย  มีทางเลือกที่หลากหลาย  และความหลากหลายนี้บางส่วนมีจุดร่วมกัน  ผู้บริโภคจึงมีความมั่นใจมากขึ้นในการแสดงออกพฤติกรรมเดิมของตนเอง  และถ้าหากทางเลือกของตนได้รับการนำเสนอยิ่งมีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อการแสดงพฤติกรรม  ดังนั้น  สื่อมวลชน  ที่ทำหน้าที่เสนอข้อมูล  ข้อเท็จจริงควรที่จะนำเสนอข้อมูลครบทุกด้าน  จากทุกส่วนที่ได้เสีย  อย่างเท่าเทียมกัน  เพื่อที่จะให้ทุกคนสามารถเลือกทางเลือกของตนเองได้  โดยที่ไม่มีการแทรกแซง   บิดเบือนให้กระทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด  รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในอนาคตก็เป็นได้

 

ฟังสิ่งที่ไม่ได้ยิน  เสียงที่ไม่ได้พูด

ฟังสิ่งที่ได้ยิน  เสียงที่ได้พูด

นั่นคือ  “สังคมอันพึงประสงค์”

Read Full Post »