Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘พรรคการเมืองไทย’

triamboy

 

จากทุนที่ไหลออกจากประเทศไทยอย่างรวดเร็วเมื่อปี พ.ศ.  2541  รวมถึงการไม่มีระเบียบวินัยทางการเงินอย่างแพร่หลายนำมาซึ่งการล้มลงของเศรษฐกิจไทย  เกิดวิกฤตทางการเงิน  (เงินทุนไหลออกสุทธิจำนวนมาก  ไหลไปเข้ารัสเซีย  แล้วออกเพื่อไหลไปต่อที่หมายปลายทางใหม่  เพื่อนำความวิบัติไปสู่ที่นั่น)  และวิกฤตหนี้เนื่องมาจากเงินกู้ยืมจากต่างประเทศจำนวนมาก  และระยะสั้นด้วย  (ค่าเงินล้ม  อ่อนค่าอย่างมาก)  ทำให้ผู้ประกอบการทุกภาคกิจกรรมต้องปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว  แล้วนำมาซึ่งปัญหาสังคมมากมาย  อาทิ  คนตกงาน  ไม่มีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต  สุขภาพจิตที่ย่ำแย่ของคนโดยรวม  ฯลฯ  ทำให้ผู้รับผิดชอบการบริหารบ้านเมืองไม่สามารถนิ่งนอนใจได้  และต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหา  อย่างน้อยก็หยุดไว้ไม่ให้แย่กว่าเดิม  ด้วยภาวะการณ์ที่ไม่มีการคาดการณ์  และเตรียมความพร้อมรับมือมาก่อนทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆ  เหมือนกับการลองผิดลองถูกไปเรื่อย  และดูเหมือนว่าไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น  ไม่ว่าความพยายามของรัฐบาลพล.อ.ชวลิต  หรือแม้แต่รัฐบาลใหม่ของนายชวน  ก็ไม่สามารถทำให้ประชาชนพอใจได้เท่าที่ควร  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น  มีการเรียกร้องหาทางเลือกใหม่  กอปรกับโอกาสนี้ทำให้เกิดพรรคใหม่ขึ้นมา  คือ  พรรคไทยรักไทย  และมีคู่แข่งท่ีสำคัญ  และมีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างประชาธิปัติย์  และผลการไว้วางใจจากประชาชนก็เป็นอย่างที่เราทุกคนทราบแล้ว

 

เมื่อถามถึงปัจจัยสำคัญต่อชัยชนะที่เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งนี้  ข้าพเจ้ามองว่า  ปัจจัยสำคัญที่สุด  คือ  พฤติกรรมพรรคการเมืองทั้งสอง  โดยมีความแตกต่างอย่างชัดเจน  แล้วอะไรที่เป็น  “แรงจูงใจเบื้องหลังต่อพฤติกรรมของพรรคการเมืองทั้งสอง”

 

คำตอบที่ชัดเจน  คือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมของพรรคการเมืองแต่ละพรรค  ดังนี้

 

พรรคประชาธิปัติย์   มีต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูง

พรรคไทยรักไทย     มีต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับต่ำ

 

โดยรายละเอียดมีดังนี้

พรรคประชาธิปัติย์

 

มีการก่อตั้งมายาวนานกว่า  62  ปี  ตั้งแต่ปี  พ.ศ.2489  มีประวัติศาสตร์การเรียนรู้  พัฒนาการที่ยาวนาน  จนถือได้ว่าเป็นวิวัฒนาการก็ว่าได้  ทั้งด้านวัฒนธรรมภายในพรรค  อาทิ  วิสัยทัศน์  นโยบาย  เป้าหมาย  กฎระเบียบพรรคเป็นต้น  ที่ค่อยๆล้มลุกคลุกคลาน  ปรับเปลี่ยนจนมีตำแหน่งของตัวเอง  มีจุดยืนที่ชัดเจน  มีรูปแบบวัฒนธรรมที่ชัดเจน  ด้านทรัพยากรบุคคล  ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนจำนวนมากที่เข้ามาเพื่อทำหน้าที่  และออกไปเมื่อหมดวาระ  รวมถึงตัวแทนพรรค  สมาชิกที่มีมายาวนาน  แล้วค่อยๆเพิ่มเติม  ขยายไปตามพื้นที่ต่างๆ  อย่างช้าๆ ด้านความสัมพันธ์ชุมชน  มีความสัมพันธ์ยาวนานในพื้นที่ของตนเอง  และยังคงทำกิจกรรมในพื้นที่ตัวเอง  และพ้นที่อื่นๆ  เรื่อยมา

พรรคไทยรักไทย

 

เพิ่งมีการก่อตั้งขึ้นเมื่อ  กรกฎาคม  2541  ท่ามกลางวิกฤตสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองของไทย  ที่ต้องการทางเลือกใหม่  และมีอายุของพรรคเพียง  9  ปีก่อนที่จะถูกยุบพรรคในที่สุด  พรรคไทยรักไทยจึงมีลักษณะพรรคที่ตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในขณะนั้น  มีรูปแบบปัจจุบันทันด่วน  โดยรวบรวมเงินทุนจากนายทุน  รวมรวมสมาชิกจากกลุ่มต่าง  แล้วจัดตั้งพรรคขึ้น  โดยไม่มีการเรียนรู้  และพัฒนาพรรคมาก่อนหน้านี้  มีลักษณะของการนำความรู้  (know-how) มาเป็นทุนเริ่มต้น  ไม่มีวิวัฒนาการ  จึงไม่สามารถคาดการณ์  หรือบอกแนวโน้มทิศทางในอนาคตได้  หรือกล่าวได้ว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ  (credit)  ไม่มีรูปแบบวัฒนธรรมของพรรคที่ชัดเจน  หรือเป็นวัฒนธรรมแบบสุ่ม  คือวัฒนธรรมที่ตอบสนองความต้องการทุกส่วน  (ส.ส.  ประชาชน  พรรคร่วมรัฐบาล  กลุ่มทุนพรรค)  ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  รวมทั้งไม่มีการสร้างแบบปฏิบัติของพรรค   เป็นกฎที่น่าเชื่อถือ  ที่ยึดถือปฏิบัติร่วมกันชัดเจน  ด้านความสัมพันธ์ชุมชน  จัดหาทรัพยากรจากพรรคที่มีทุนทางสังคมมาก  มาเป็นสมาชิกพรรค  เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกับพรรค  ความสัมพันธ์ะหว่างพรรคกับชุมชนไม่มีความสัมพันธืที่ลึกซึ้ง  และยาวนาน

 

จากการต้นทุนบริโภคสะสมที่อธิบายไว้ข้างต้นของทั้งสองพรรคการเมืองเป็นแรงจูงใจให้มีพฤติกรรมต่างกัน  ดังนี้

รรคประชาธิปัติย์

 

จากรูปแบบวัฒนธรรมที่ชัดเจน  มีความน่าเชื่อถือ  มีความรับผิดชอบ  จึงทำให้พฤติกรรมของพรรค  และสมาชิกในสังคมประชาธิปัตย์มีลักษณะรอบคอบ  เชื่อมั่นต่อวัฒนธรรมพรรคสูง  ไม่สะเพร่า  ค่อยคิดค่อยทำ  หรืออาจมองในทางกลับกันพบว่าการตัดสินใจเป็นไปได้ช้า  จำนวนการตัดสินใจลงมือทำโครงการต่างๆ น้อย  (อาจไม่ทันต่อความต้องการของประชาชนทุกวันนี้ที่มีมากขึ้น)  นโยบายค่อนข้างยึดติดรูปแบบเดิม  ไม่น่าสนใจ  ไม่มีสีสันดึงดูด  ไม่เสนอทางเลือกนโยบายใหม่  เป็นเพราะการนำเสนอเฉพาะนโยบายที่เคยประสบความสำเร็จของพรรค  นโยบายสามารถกระทำได้  ทำให้ความน่าเชื่อถือของนโยบายของพรรคมีมากเพราะมีความเป็นไปได้สูงมาก  รวมถึงต้องคำนึงถึงนโยบายในอดีตอันเป็นตัวสะท้องอัตลักษณ์ของพรรคด้วย  แต่นั่นอาจไม่ได่สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป  ณ  ปัจจุบันนี้  เมื่อได้มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่รัฐบาลก็ทำหน้าที่เพียงรัฐบาล  แต่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องของการบริหารจัดการของพรรค  ไม่ได้เสริมสร้างความเข้มแข็งของฐานเสียงระหว่างเป็นรัฐบาล  นั่นคือการใช้พรรค  รวมถึงสมาชิกของพรรคเพื่อทำกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับพรรค  หรือในทางการตลาดแล้วคิดว่าเป็นเรื่องของการบริหารจัดการแบรนด์  (Brand management)  ทั้งนี้เนื่องมาจากกรอบต่างๆที่ประชาธิปัตย์สร้างไว้เองทำให้ไม่สามารถคิดสร้างสรรค์พรรคได้มากขึ้น  หรือไม่สามารถเพ่ิมต้นทุนการบริโภคสะสมในทางอื่นได้มากขึ้น  ได้แต่ทำในรูปแบบเดิมของการเป็นรัฐบาล

พรรคไทยรักไทย

 

จากพรรคที่เพิ่งได้รับการก่อตั้งใหม่  และไม่มีการสร้างรูปแบบวัฒนธรรมที่ชัดเจน  ทำให้พฤติกรรมของพรรค  และสมาชิกในพรรคไทยรักไทยมีลักษณะคำพูดนำความคิด  ไม่สุขุมรอบคอบ  พูดเร็วทำเร็ว  การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็ว  สามารถเริ่มดำเนินโครงการต่างๆได้ในจำนวนมาก  (มันต่อความต้องการ  ความคาดหวังของประชาชน  (ผู้บริโภค)  ที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันนี้)  โดยไม่ต้องคำนึงถึงอดีตของพรรค  กรอบต่างๆที่ถูกกำหนดขึ้นจากพรรค   ทั้งวัฒนธรรมต่างๆของพรรค  ทำให้นโยบายต่างๆที่ออกมามีความสดใหม่  มีความแตกต่างจากรูปแบบเดิมอย่างมาก  โดยไม่ต้องตำนึงถึงรูปแบบเดิม  มีสีสัน  ดึงดูดความสนใจ  สอดคล้องกับบริทบปัจจุบัน  และเมื่อได้เข้ามาเป็นรัฐบาล  (ได้รับการบริโภค – การไว้วางใจ)  มีการบริหารจัดการตราสินค้าที่ดี  คือ มีการใช้ปรโยชน์จากสถาบันพรรคการเมือง  เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของพรรค  โดยมีการจัดการผ่านพรรค  สมาชิกของพรรค  ตัวแทนเพื่อทำกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับพรรค  เพื่อเกิดประโยชน์ต่อพรรคเองทั้งแง่การได้รับความน่าเชื่อถือ  การขยายฐานเสียง  การสร้างความเข้มแข็งของนโยบาย  การยอมรับนโยบาย  รวมทั้งการสร้างความเป็นเจ้าของนโยบาย  (เพ่ิ่มต้นทุนการบริโภคสะสม) ทำให้คนเห็นประโยชน์จากพรรคไทยรักไทยที่ได้รับเป็นรัฐบาล  ไม่ใช่หมายถึงพรรคไทยรักไทยเพียงอย่างเดียว  หรือรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

 

เห็นได้ว่าต้นทุนการบริโภคสะสมทำให้พฤติกรรมของพรรคการเมืองไทยนั้นมีความแตกต่างอย่างชัดเจน  ซึ่งไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมแบบไหนจะได้รับการรับเลือก  เพราะสุดท้ายแล้วสังคมเองจะเป็นผู้เลือก  และผู้รับผิดชอบต่อผลการเลือก  โดยการตรวจสอบทั้งทางตรง  และทางอ้อม

 

จากต้นทุนการบริโภคสะสมสามารถสรุปพฤติกรรมจากกรณีทั้งสองได้ดังนี้

 

กรณี  ต้นทุนการบริโภคสะสมสูง  มีพฤติกรรมดังนี้

1.  มีรูปแบบปฏิบัติชัดเจน  สามารถคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตได้

2.  มีการปฏิบัติที่น่าเชื่อถือสูง

3.  มีความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติ

4.  มีขอบเขต และข้อจำกัดของการปฏิบัติ

 

กรณี  ต้นทุนการบริโภคสะสมต่ำ  มีผพฤติกรรมในทางตรข้ามกับกรณีต้นทุนการบริโภคสะสมสูง

 

ฉะนั้นเมื่อถามว่าพฤติกรรมพรรคการเมืองแบบไหนมีความเหมาะสม  ก็ต้องกลับไปพิจารณาเงื่อนไขจำเป็นต่อการแสดงพฤติกรรม โดยไม่บิดเบือนวัตถุประสงค์  นั่นคือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูง  ถ้าหากต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับตำ่แล้ว  ทำให้มีโอกาสของการบิดเบือนของพฤติกรรมในระดับสูง  จากข้างต้นสามารถยกตัวอย่างเช่น  มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคการเมืองที่มีต้นทุนการบริโภคสะสมต่ำจะนำเสนอนโยบายแปลกใหม่ๆ  แต่มีความน่าเชื่อถือน้อย  (ถ้าประสบความสำเร็จก็เป็นการเพ่ิมความน่าเชื่อถือ  เพิ่มต้นทุนการบริโภคสะสม),  มีความเป็นไปได้สูงที่สมาชิกของพรรคไม่ปฏิบัติตามวัฒนธรรมของพรรค  (ถ้ามีการลงโทษ  เป็นการเพิ่มต้นทุนการบริโภคสะสม),  มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคการเมืองที่มีต้นทุนการบริโภคสะสมต่ำมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้ตลอดเวลา  เช่น  คณะรัฐมนตรี,  กรรมการบริหารพรรค,  มีความเป็นไปได้ต่ำที่พรรคการเมืองที่มีต้นทุนการบริโภคสะสมต่ำจะนำเสนอนโยบายแปลกใหม่ๆ  แต่มีความน่าเชื่อถือน้อย  (ถ้าประสบความล้มเหลวก็เป็นการลดความน่าเชื่อถือ  ลดต้นทุนการบริโภคสะสมอย่างมาก)  เป็นต้น

 

ส่วนใหญ่ คือ ความต้องการ

ความต้องการ  ไม่ใช่  ความเหมาะสม

โฆษณา

Read Full Post »