Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ผลตอบแทน’

triamboy

 

สองสาวลาว

 

ด�กไม้สักการะด้วยส�งใจส�งสาว

ชื่อภาพ – สองสาวรักษ์ศาสนา  และรักเงิน


คำอธิบาย – สองสาวลาวผู้ซึ่งทำหน้าที่ดูแลรักษาวัดร่องขุ่น  วัดร้างสีขาวตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาคู่กับพระธาตุพูสี  สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นที่ตั้งของตัวเมืองหลวงพระบางนั่นเอง  ด้วยงบประมาณที่ขาดแคลนทำให้วัดร่องขุ่นถูกปล่อยร้างเอาไว้  ปราศจากการดูแลจากหน่วยงานของรัฐ  รวมถึงไม่มีพระจำพรรษาด้วย

 

สองสาวลาวในรูปซึ่งทำหน้าที่ดูแลเก็บค่าผ่านทางจำนวนห้าพันกีบ  อยู่  ณ  เชิงบันไดทางขึ้นวัด  ได้เสนอตัวเป็นมัคคุเทศน์  เพื่อที่จะแนะนำ  ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัดให้กับข้าพเจ้า  ระหว่างที่สองสาวลาวพักผ่อนกายพิงฝนังของโบสถ์นั้นเป็นจังหวะที่ทำให้ข้าพเจ้าได้รูปนี้มา  

 

หลังจากที่ข้าพเจ้าสำรวจ  ชมความงามไปรอบๆวัดจนเป็นที่อิ่มเอมใจแล้ว  ได้เวลาที่ต้องลงจากภูเขาและบอกลาเธอทั้งสอง  สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้เขียนเป็นอย่างมากไม่ใช่การเอ่ยคำลา  แต่เป็นการเริ่มต้นการสนทนาเรื่องใหม่  นั่นคือ  การเอ่ยปากขอ “เงิน”  ด้วยเหตุที่ว่าเป็นต้นทุนของการนำเที่ยว  รวมถึงช่อดอกไม้ในมือของทั้งสองที่เตรียมไว้ให้สำหรับการสักการะพระผู้มีพระภาคเจ้า  

 

ตอนจบจะเป็นอย่างไรนั้นไม่สำคัญ  จากการนั่งทบทวนของผู้เขียนช่างน่าสงสารความไร้เดียงสาของเด็กสาวลาวทั้งสองผู้นี้  ที่ทำให้แรงจูงใจของตนเองถูกกำหนดด้วยเงิน  หรือกล่าวได้ว่าตกเป็นทาสน้ำเงิน  ไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ของโลก ท่ามกลางบรรยากาศการเปลี่ยนผ่านสู่กระแสทุนนิยมของประเทศ   คนลาวทุกคนต้องการเงินเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าทันสมัยเพื่อความสะดวกสบายที่มากขึ้น  ซึ่งส่วนใหญ่แล้วต้องนำเข้าจากต่างประเทศ  (ส่วนรั่วไหล) โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย

 

หากพิจารณาให้ดีแล้วภาพเหล่านี้เหมือนตัวสะท้อนเหตุการณ์ใน “อดีต”  และไม่แน่ใจว่าเป็นเหตุการณ์  ณ  “ปัจจุบัน”  ของราชอาณาจักรไทยด้วยหรือไม่  หากมองในแง่ดีแล้วผู้เขียนหวังว่าลักษณะเหล่านี้ของคนไทยมีแนวโน้มที่ลดลง

 

หิ้วด้วยส�งมื�ส�งสาว

ชื่อภาพ –  ร่วมใจสองมือสองสาวลาว

 

คำอธิบาย –  ยามเย็นหลังจากที่ผู้คนท้องถิ่น  หรือชาวลาวเองนั้นเสร็จสิ้นจากการทำงาน  รวมถึงแม่ค้าตลาดสดที่หมดหน้าที่ขายของไปโดยปริยาย  ด้วยที่ผู้คนส่วนใหญ่ได้ทยอยกลับบ้านเพื่อหุงหาอาหารสำหรับสมาชิกครอบครัวทุกคน

 

สองสาวลาวตัวน้อยผู้มีใจเอื้ออารีย์  กำลังใช้สองมือของทั้งสองคนร่วมใจกันช่วยหิ้วตะกร้าบรรจุสินค้าสำหรับขาย  ณ  ตลาดสด  ที่เหลือในวันนั้นของมารดามุ่งตรงสู่บ้านของทั้งสองก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า  และเริ่มหุงหาอาหารเช่นเดียวกับครอบครัวส่วนใหญ่อื่นๆ  เว้นเสียแต่ครอบครัวที่ประกอบอาชีพในเมือง

 

ชีวิตของเด็กในเมืองนั้นการหุงหาอาหารนั้นต้องทำแต่เย็น  โดยส่วนใหญ่แล้วก่อนห้าโมงเย็น  สำหรับหลายหลายคนเริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการหุงหาอาหารภายในครอบครัวมาเป็นการหาซื้ออาหาร  ณ  ร้านอาหารนอกบ้านที่เหมือนจะเพิ่มมากขึ้นทุกวัน  เพื่อแลกกับความสะดวกสบาย  รวมถึงค่าเสียโอกาสจากการที่ต้องออกไปประกอบอาชีพในยามค่ำคืน  ที่มีแรงจูงใจจาก  “น้ำเงิน” 

 

ยามค่ำคืนที่เคยหลับไหลในอดีตสำหรับหลายเมือง  แต่ด้วย  “แสงเสียง”  จากการ “พัฒนา” ทำให้บรรยากาศที่เคยหลับไหลเปลี่ยนไปเป็นความครึกครื้นสนุกสนาน  ว่าไปแล้วอาจดูเหมือนทำให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น  ด้วยเหตุที่ว่าทำให้เกิดการสร้างงาน  สร้างอาชีพที่เกี่ยวข้องตามมาอย่างมาก  ทำให้เกิดกาเพิ่มพูน  “รายได้”  ที่ดูเหมือนจะเพิ่มพูนความสุข  หรือที่บางคนเรียกว่าคุณภาพชีวิตสูงขึ้น

 

ส�งสาวกระโดดโลดเต้น

ชื่อภาพ –  ไร้เดียงสาซึ่งสองสาวชาวเขาลาว

 

คำอธิบาย –  ด้วยความพยายามเข้าถึงชีวิตผู้คนในท้องถิ่นทำให้ผู้เขียนต้องพยายามกระเสือกกระสนหาทางออกจากตัวเมืองแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่ง  หลวงพระบางก็เช่นกันไม่ต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นของลาว  ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเป็นเมือง  ชีวิตผู้คนต่างกำลังเปลี่ยนผ่านทั้งที่รู้ตัว  หรือไม่รู้ตัว  แต่เกิดจากการกระทำโดยรวมของเขาเหล่านั้น  และคนภายนอกที่เข้ามา  มากกว่านั้นหลวงพระบางยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวลำดับหนึ่งของประเทศ  หากพิจารณาจากจำนวนนักท่องเที่ยว  เห็นได้ชัดว่าจากตัวอย่างข้อมูลของจำนวนเที่ยวบินมุ่งสู่หลวงพระบางมีมากถึง  17  เที่ยวบินต่อวัน  ซึ่งมากกว่าเมืองหลวง  หรือนครเวียงจันทร์

 

กว่า  15  กิโลเมตรจากตัวเมืองหลวงพระบาง  ผ่านเจ้ารถถีบสองล้อด้วยค่าเช่าวันละ  250  บาท  ยืนยันได้ว่านี่คือราคาที่ผ่านการต่อรองแล้ว  (ค่าเช่ารถจักร  หรือรถมอร์เตอร์ไซน์ในบ้านเรานั่นเอง  อยู่ที่  วันละ  1000  บาท  ต่อรองอย่างมากได้  800  บาท)  ผ่านหมู่บ้านต่างๆ  ระหว่างสองข้างทาง  ด้วยความสามารถของผู้เขียนที่ในเบื้องต้นแล้วตั้งใจว่าจะปั่นให้ถึง  20  กิโลฯ  (ขาเดียว)  แต่ก็เห็นทีจะไม่เป็นผล  ทำได้เพียง  15  กิโลเมตร  แล้วจึงตัดสินใจทำการพักผ่อนแวะพักกินเฟ๋อ  (ก๋วยเตี๋ยวลาว)  อยู่  ณ  ร้านค้าเดียวประจำหมู่บ้าน

 

ระหว่างที่กำลังลิ้มลองรถชาติเฟ๋อ  ณ  ร้านค้าในหมู่บ้านชาวเขาที่ดูเหมือนจะไม่อร่อยเท่าที่ควรในความรู้สึกของข้าพเจ้า  ได้มีสองเด็กสาวชาวเขาลาวเดินลงมาจากบ้านของตนเอง  ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของร้านค้า  ท่าทีของเธอทั้งสองดูเหมือนเป็นการเดินเล่นอย่างไร้จุดหมายอื่นใด  นอกเหนือจากความสนุกสนาน  หรือกล่าวได้ว่าช่างเป็นความไร้เดียงสาตามประสาเด็กทั่วไปในโลกใบนี้

 

ความสนุกสนานของสองเด็กสาวชาวเขาลาวทั้งสอง  ที่เกิดจากความไร้เดียงสาภายในจิตใจของทั้งสอง  ถูกส่งผ่านออกมาผ่านสีหน้า  รอยยิ้ม  ท่าทางอย่างเห็นได้ชัด  ช่างแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากเด็กที่อาศัยในเมือง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงพระบางที่ห่างออกไปเพียง  15  กิโลเมตรเอง  ที่ความไร้เดียงสาต้องถูกพรากจากตัวพวกเขาเหล่านั้นไปก่อนวัยอันควร  พร้อมกับการเข้ามาของปัจจัย  และเงื่อนไขที่หลากหลายจากกระแสโลกาภิวัฒน์

 

ความไร้เดียงสาที่ถูกพรากไปก่อนวัยอันควรของเด็กหลายหลายคนที่อาศัยในตัวเมือง  ด้วยศักยภาพ  หรือความสามารถของ  “เงิน”  ถูกทดแทนด้วยกิจกรรมหลายหลายอย่าง  อาทิเช่น  

 

การเลิกเรียนในตอนกลางวันสำหรับคนที่ต้องทำงานในตอนกลางใน  ตามร้านอาหารปกติทั่วไป  รวมถึงที่พักในรูปแบบต่างๆที่มากขึ้นทุกวัน  

 

การเลิกเรียนสายสามัญ  เนื่องมาจากสายตาสั้นที่มองเห็นผลตอบแทนระยะสั้น  กับรายได้ตัวเงินที่น้อยของครอบครัว  มากกว่านั้นด้วยข้อบังคับของรัฐที่ต้องมีการรับรองความสามารถทางภาษาก่อนเข้าทำงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  ทำให้ต้องออกมาเรียนภาษาต่างถิ่น  เช่น  อังกฤษ  ฝรั่งเศษ  ญี่ปุ่น  รวมถึงจีนตามโรงเรียนเอกชนสอนภาษาที่เกิดขึ้นจำนวนมากในห้าปีที่ผ่านมา  ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของแนวโน้มนักท่องเที่ยวที่เข้ามา  ด้วยค่าเรียนแต่ละโปรแกรมที่เริ่มต้นตั้งแต่ 2000  –  8000  บาท  ระยะเวลาประมาณสามเดือน

 

การเที่ยวกลางคืนตามสถานบันเทิงรูปแบบต่างของเด็กอายุต่ำกว่า  15  ปี  ถือว่าเป็นเรื่องปกติของชีวิตเด็กเมืองส่วนใหญ่ที่สามารถหารายได้ตัวเงินได้เอง

เป็นต้น

 

ส�งสาวแลกเปลี่ยน

ชื่อภาพ –  สองสาวลาวแลกเปลี่ยน

 

คำอธิบาย –  บรรยากาศยามเช้าตรู่บริเวณใกล้เคียงของตลาดในแต่ละเมืองเต็มไปด้วยเสียงของผู้คนมากมายกำลังต่อรองราคาสินค้า  เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้ากับตัวเงิน  พบเห็นได้ทั่วไปในตลาดเกิดใหม่เกือบทุกแห่ง  มากกว่านั้นในประเทศที่พัฒนาแล้วการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์  รวมถึงสินค้าทางการเงินที่สมมติขึ้นสามารถทำการซื้อขายในตลาดที่มีการพัฒนาซับซ้อนมากขึ้น  อาทิเช่น  ตลาดอนุพันธ์  ตลาดตราสารหนี้  เป็นต้น  ซึ่งรูปแบบมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมทีนั้นมนุษย์แลกเปลี่ยนสิ่งของ  ปัจจัยการผลิต  (แรงงาน  ความรู้)  หรือสินค้ากันโดยตรง

 

สองสาวลาวในรูปก็เช่นกัน  คนหนึ่งที่เป็นเจ้าของไก่กำลังงุ่นง่านกับการจัดการไก่ให้อยู่ในสภาพที่สะดวกในการเคลื่อนย้ายสำหรับลูกค้า  ซึ่งยืนอีกฟากหนึ่งที่กำลังงุ่นง่านไม่แพ้ผู้ขายในการจัดเตรียมเงินเพื่อซื้อไก่ตามมูลค่าที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้า  เงินใช้กันตามมูลค่าที่ตกลงกันนี้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า  และปัจจัยการผลิตได้สะดวกสบายขึ้น  (ต้นทุนการเข้าถึง  รวมกับต้นทุนสะสมของสินค้า)  นั่นสามารถอธิบายให้ชัดเจนขึ้น  ดังนี้คือ  ในทางผู้ขาย  หรือผู้ผลิตไก่  ต้องตั้งราคาของไก่โดยคิดรวมเอา  ต้นทุนสะสมอันได้แก่  ค่าอาหาร  ค่าแรงงานที่จ้างตัวเอง  ค่าคอก  ค่ายา  ค่าซ่อมแซม  รวมถึงค่าเสื่อมราคาปัจจัยการผลิต  ค่าขนส่ง  ค่าปัจจัยการผลิตอื่น  เป็นต้น  ต้นทุนการเข้าถึง  ได้แก่  ค่าของการได้มาซึ่งความรู้ในการเลี้ยง  ดูแล  รวมถึงการตลาด  ความรู้ในการได้มาของไก่  เครือข่ายของผู้เลี้ยงไก่  เป็นต้น

 

ในทางผู้ซื้อไก่  หรือผู้บริโภคนั้นต้องพึงพอใจที่จะซื้อไก่  ณ  ราคาสมเหตุสมผลราคาหนึ่ง   ตามการรับรู้ในอดีต  (ต้นทุนบริโภคสะสม)  ของแต่ละบุคคล  ผ่าน  “เงิน”  ที่ได้มาจากการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งของผู้ซื้อที่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ  อาทิเช่น  แรงงาน  ที่ดิน  เครื่องจักร  หรือความรู้  เป็นต้น

 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าในความเป็นจริงราคาของสินค้าต้องสะท้อนเท่ากับต้นทุนตามที่กล่าวมาข้างต้น  ในความเป็นจริงพบว่าในตลาดเกิดใหม่  หรือประเทศที่เปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจแบบตลาดนั้น  กลไกราคายังทำงานไม่สมบูรณ์  ไม่สมเหตุสมผล  หรือกล่าวได้ว่ายังไม่สะท้อนภาระต้นทุนต่างๆ  เช่น  หลายหน่วยการผลิตของประเทศ  หรือตลาดใหม่เหล่านี้  ไม่สามารถรวมเอาต้นทุนค่าเช่าทางเศรษฐกิจ  อาทิ  เช่น  การจ้างงานตัวเอง  ค่าเช่าการใช้ประโยชน์จากที่ดิน  บ้านของตนเอง  น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ  อาหารจากธรรมชาติ  เป็นต้น  ในทางกลับกันสินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่แล้วนำเข้าจากประเทศที่เปลี่ยนผ่านมาก่อนหน้านี้  อาทิเช่น  ประเทศพัฒนาแล้ว  ประเทศกำลังพัฒนาอื่น  เป็นต้น  ซึ่งกลไกราคาค่อนข้างทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง  และในบางประเทศทำงานจนที่เรียกว่า  “เฟ้อ”  จนเกินไป  ทำให้ราคาสินค้าที่เห็นอยู่สูงกว่าราคาต้นทุนที่แท้จริง  

 

ดังนั้นกล่าวได้ว่าในประเทศที่เร่ิมต้นเปลี่ยนผ่านสู่ระบบตลาดอย่างลาวนั้น  ราคาสินค้าที่ผลิตได้เองในประเทศนั้นอยู่ในระดับต่ำกว่าความเป็นจริง  นำไปสู่ผลตอบแทนในระดับต่ำสู่คนท้องถิ่น  หรือชนในชาติ  ขณะที่ราคาสินค้าที่ต้องนำเข้านั้นอยู่ในระดับสูงกว่าความเป็นจริง  นำไปสู่ผลตอบแทนระดับสูงสู่ผู้ผลิตต่างชาติ  อย่างที่เราเคยเป็นมาในอดีต  ระยะเวลาเริ่มต้นเปลี่ยนผ่าน  เราต้องประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ  และสังคมแห่งชาติที่ตั้งเป้าหมายการพัฒนา  โดยการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า

 

ยังร�ค�ย...โดยส�งสาว

ชื่อภาพ –  สองสาวรอคอยการกลับมา

 

คำอธิบาย –  นอกเหนือจากการพัฒนาในสิ่งต่างๆไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว  และได้รับการประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจด้านดีนี้เป็นส่วนใหญ่  ในทางกลับกันการพัฒนานั้นได้ทำให้การดำเนินไปของสิ่งต่างๆมากมายเป็นไปในทิศทางที่แย่ลง  สาเหตุหลักนั้นมาจากเงื่อนไขของธรรมชาตินั่นเอง  และรวมถึงมนุษย์ด้วย  เพื่อที่จะให้เข้าใจอย่างชัดเจนมากขึ้น  เงื่อนไขที่ว่านี้  คือ  ขีดความสามารถในการดำรงอยู่  สำหรับมนุษย์เองแล้ว  คือ  ขีดความสามารถในการกระทำกิจกรรมบางอย่าง  ในขณะเดียวกันถูดทดแทนด้วยอีกกิจกรรมหนึ่ง  หรือหลายกิจกรรมซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

 

ภาพสองสาวลาวน้อยที่ปรากฎข้างบน  หากพิจารณาแล้วดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอทั้งสอง  แต่จากการสังเกตความเป็นไปของครอบครัวนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้ประจักษ์  เข้าใจหลายสิ่งที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อีกความเป็นไปหนึ่ง  วูบแรกที่ได้เห็นสองสาวลาวน้อยนั้นรู้สึกว่าช่างเป็นเด็นที่น่ารักอีกคู่หนึ่ง  บนระเบียงบันไดที่มีฉากหลังเป็นจานดาวเทียมเพื่อการรับรู้ความเป็นไปภายนอก  ที่นำไปสู่การคาดการณ์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อไป

 

ในความน่ารักของทั้งสอง  หากพิจารณาดูนัยย์ตาของทั้งสองให้ดีแล้ว  พบว่า  ไม่ได้แสดงออกซึ่งความสุข  หรือความสนุกสนาน  แต่กลับสะท้อนความเศร้าหมองที่ดูเหมือนจะสะสมมานานพอในระดับหนึ่ง  เธอทั้งสองดูเหมือนจะนั่งรอคอยบางสิ่งบางอย่างอย่างไร้จุดหมาย  หันซ้ายแล้ว  หันขวาแล้ว  ก็ยังหันสลับไปมาอย่างนั้น  ซึ่งเป็นภาพที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากสองเด็กสาวชาวเขาลาวในภาพก่อนหน้า

 

หลักจากการเฝ้าสังเกตการณ์พักนึงในเวลาใกล้ค่ำ  ได้พบว่า  แม่ของเธอได้เดินทางกลับมาจากการประกอบอาชีพอย่างสุจริต (หรือป่าว)  ในเมืองที่ที่ให้โอกาสในการหารายได้เลี้ยงครอบครัว  ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทั้งประเทศ  ด้วยเหตุนี้ยิ่งตอกย้ำให้ข้าพเจ้าตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาที่ผู้คนส่วนใหญ่เพิกเฉย  หรือละเลย  (เน่ืองจากคงมีเหตุผลพอที่จะคิด  ตัดสินใจได้  แต่เลือกที่จะเพิกเฉย  แล้วกระทำการในทิศทางอื่น)

 

ครอบครัว  ความเป็นอยู่ภายในครอบครัวมีความสำคัญไม่น้อยกว่าความเป็นอยู่นอกครอบครอบ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ทำงาน  ยิ่งหากครอบครัวที่มีผู้คนหลายรุ่น  ก่อนที่เปลี่ยนผ่าน  โดยทั่วไปแล้วครอบครัวทางเอเชียจะอาศัยเป็นครอบครัวเชิงผสม  คือ  มีความเป็นครอบครัวใหญ่  อาศัยรวมกันมากกว่า  2  ชั่วอายุคน  ครอบครัวเหล่านี้ต้องการการลงทุนอย่างจำเป็นยิ่ง  ไม่ต่างจากการทำงาน  หรือประกอบธุรกิจ  การลงทุนนี้ต้องใช้ปัจจัยทุนหลายอย่าง  อาทิเช่น  เวลา  อาหาร  เงิน  การศึกษา  แรงงาน  มนุษยสัมพันธ์  การรักษาพยาบาลทางกาย  รวมถึงการรักษาพยาบาลทางใจ  เป็นต้น

 

การพัฒนาโดยเฉพะในช่วงการเปลี่ยนผ่านของสังคม  ทำให้เกิดปัญหาภายในครอบครัว  (ปัญหาของทุนมนุษย์)  ได้อย่างมาก  เช่น

การละทิ้งเด็ก  คนชราไว้ตามบ้านในชนบท  หรือสถานรับเลี้ยงในเมือง  รวมถึงบ้านพักคนชรา (ว่าไปแล้วการพัฒนาได้สร้างนวัตกรรมทางสังคมหลายอย่าง  อาทิเช่น  บ้านพักคนชรา  สถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน  เป็นต้น)

การละทิ้งผู้พิการ  และทุพพลภาพ

การละทิ้งชนบท  เข้าสู่เมือง

การละทิ้งความสัมพันธ์ครอบครัวเชิงผสม  สู่ความสัมพันธ์ครอบครัวเชิงเดี่ยว

การละทิ้งการพัฒนาในชนบท  ซึ่งเป็นที่มาของผู้มีอำนาจในการจัดการทรัพยากร  (เพราะเป็นเพียงสิ่งที่ทำให้ได้มา)

การมุ่งสู่เมืองของเด็ก  คนชรา  จากการที่ถูกละทิ้ง

การมุ่งสู่เมืองของผู้พิการ  และทุพพลภาพ  จากการที่ถูกละทิ้ง

การมุ่งสู่เมืองของทุกสิ่ง  เพื่อรวมตัวกันสร้างอำนาจต่องรองเรียกร้องผลประโยชน์  รวมถึงการเรียกร้องความเข้าใจ  ความเห็นใจ  รวมถึงใช้บริการจากนวัตกรรมทางสัมคมต่างๆ  เช่น  สถานรับเลี้ยงต่างๆ  รวมถึงสถานรับเลี้ยงนักโทษ  หรือเรือนจำ

การกระจุกตัวความเจริญ  และความเสื่อมในเมือง  ที่ภาพรวมดูเหมือนดำเนินไปได้ของมันเอง  และรอวันล่มสลายไปพร้อมกัน

 

จัดแจงข�งหน้าบ้านน่ารักโดยส�งสาว

ชื่อภาพ –  สองสาวลาวรอผู้ซื้อใจดี

 

คำอธิบาย –   การเปลี่ยนผ่านประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการปกครองแบบสังคมนิยม  สู่การปกครองโดยระบบเศรษฐกิจแบบตลาด  หรือทุนนิยมนั้น  พบว่า  ธุรกิจที่เติบโตได้ดีในช่วงแรกๆนั้นคือ  อุตสาหกรรมท่องเที่ยว  และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง  ด้วยสาเหตุหลักจากความเหลือเฟือของทรัพยากรธรรมชาติ  ที่เหลืออยู่อันน้อยนิดในโลกใบนี้  รวมถึงทรัพยากรทางสังคมที่มีรูปแบบคงเดิมอยู่มาก  ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสหลัก  กอปรกับการถวิลหาต้องการของที่มีอยู่น้อยนิดเหล่านี้ในช่วงเวลาของการพักผ่อน  และต้องการเรียนรู้คำว่า  “ธรรมชาติ”  โดยเฉพาะอย่างประเทศที่พัฒนาแล้ว

 

การไหลเข้าของชนต่างชาติจำนวนมากในประเทศเหล่านี้  พร้อมกับการอ้าแขนเปิดรับจึงไม่ใช้เรื่องแปลก  แต่ทุกคนต่างชอบของแปลกตรงที่ว่า  ชนต่างชาตินั้นชอบ  หรือต้องการเสพบรรยากาศ  ทิวทัศน์  ทรัพยากรธรรมชาติที่แปลก  วัฒนธรรมประเพณี  ความเป็นไปของชนในชาติที่แปลก  ในทางกลับกันชนในชาติชอบ  หรือต้องการเสพบรรยากาศของเงิน  วัตถุที่แปลก  รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่  ทั้งสองฝั่งจึงบรรจบกันด้วยความพอใจที่ดี

 

สองสาวลาวครอบครัวเดียวกันในรูปที่กำลังเปล่ียนผ่านจากอาชีพเดิมมาเป็นแม่ค้า  จึงไม่ต่างจากหนุ่มสาวลาวผู้อื่น  ที่ต้องการเสพบรรยากาศของการมีเงิน  เพื่อที่จะนำไปแลกกับการเสพวัตถุ  เทคโนโลยี  นวัตกรรมใหม่ๆ  เธอทั้งสองขมักเขม้นกับการจัดแจงเตรียมสินค้า  โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นผ้าทอด้วยไหมหลากหลายชนิด  นำมาเปลี่ยนแปรรูปให้มีความหลากหลายตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคชนต่างชาติ  ที่มีรสนิยมชอบของแปลกเช่นกัน  การจัดแจงของต้องทำไปด้วยความเร่งรีบเนื่องจากสถานที่เรียกว่าตลาดนี้เดิมทีกลางวันนั้นใช้เป็นถนนในการสัญจรของยานพาหนะ  ในช่วงของเวลากลางคืนถูกเปลี่ยนเป็นตลาดกลางคืน  พวกเธอเหล่านี้จึงมีเวลาน้อยในการจัดแจงเตรียมสินค้าเพื่อที่จะให้เสร็จทันก่อนที่ลูกค้าชนต่างชาติเริ่มออกจากที่พักออกมาหาอาหารยามค่ำคืน  พร้อมกับการเลือกซื้อของแปลกเหล่านี้ติดไม้ติดมือกลับบ้าน  มากกว่านั้นพวกเธอที่เป็นแม่ค้าด้วยกันเองยังต้องเร่งรีบเตรียมสินค้าเนื่องจากว่าใครที่สามารถจัดแจงเสร็จเรียบร้อยก่อน  นั้นหมายถึงว่า  โอกาส  ในการสร้างรายได้  กำไรนั้นมีมากกว่าคนอื่น  และคาดหวังว่าจะได้รับรายได้มากกว่าแม่ค้าคนอื่นที่ยังจัดแจงไม่เสร็จ  

 

บนตลาดกลางคืนในยามค่ำนั้นจะคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชนต่างชาติ  และแม่ค้าในร้านค้าจำนวนมาก  นั่นไม่ได้หมายความว่าแม่ค้าทุกคนจะสามารถขายของได้  และในทางกลับกันไม่ได้หมายความว่านักท่องเที่ยวชนต่างชาติทุกคนที่มาแวะเวียนจะซื้อของในตลาดกลางคืนแห่งนี้  ดังนั้น  แม่ค้าชาวลาวทุกคนต่างคาดหวังว่าจะมีผู้ซื้อชนต่างชาติใจดีสักคนที่เลือกสินค้าภายในร้านของเธอ  ไม่เสียแล้วนั้นต้องกลับบ้านไปเจอสมาชิกในครอบครัวมือเปล่าอย่างผิดหวัง  ปราศจากเงินติดไม้ติดมือกลับบ้าน  แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าความผิดหวังนี้จะทำให้พวกเธอไม่สามารถยืนบนลำแข้งของตนเองได้  ขณะเดียวกันก็ไม่แน่ใจว่าพวกเธอเหล่านี้จะหมดภูมิคุ้มกันที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคนจนไม่สามารถพึ่งตนเองได้หรือไม่

โฆษณา

Read Full Post »

เลือกตั้งไทย : ปัญหา และ ทิศทาง

recommendare

 

ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านงานเขียนของนักวิชาการคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศไทย  คือ  ท่านอาจารย์อัมมาร  สยามวาลา  ซึ่งเขียนไว้นานมากกว่า  15  ปีมาแล้ว  หรือเมื่อปี  พ.ศ. 2537  แต่เนื้อหาใจความที่ได้พบนั้นไม่ได้แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา  ยังคงสามารถใช้อธิบายปัญหาการเลือกตั้งของสังคมไทยได้ดีในระดับหนึ่ง  หรือในทางกลับกันอาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยไม่สามารถหาทางออกหลุดพ้นจากปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ  ถึงแม้ว่าจะพยายามอย่างมากก็ตามในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง  กลไกของระบบ  อาทิ  สถาบัน  องค์กรต่าง   และการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพ  อาทิ  รูปแบบ  เงื่อนไขต่างๆ  ของการเลือกตั้ง  เป็นต้น  ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

 

บันทึก

จากบทความหัวข้อ  “เลือกตั้งไทย : ปัญหา และ ทิศทาง”

 

เขียนโดย

 

อัมมาร สยามวาลา
ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ขณะนั้น)
ปิยนุช เพียรชอบ
ผู้ช่วยนักวิจัย ประจำฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสถาบัน (ขณะนั้น)

 

ความมีดังนี้

 

ในสังคมประชาธิปไตย การไปใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนถือเป็นสิ่งสำคัญในการแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตย โดยหลักการแล้ว การเลือกตั้งคือ การสื่อสารจากประชาชนไปยังผู้บริหารประเทศและเป็นกลไกเชื่อมโยงความต้องการของประชาชนเข้ากับนโยบายสาธารณะ ดังนั้นการเลือกตั้งต้องเป็นกระบวนการตัดสินใจที่อิสระ ไม่ได้รับการชักจูง จ้างวาน หรือเห็นแก่สินจ้างรางวัลใด ๆ การเลือกตั้งจึงจะบรรลุตามวัตถุประสงค์ ผลของการเลือกตั้งจะแสดงออกถึง ความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ในการส่งตัวแทนของตนเข้าไปบริหารประเทศ ด้วยเหตุนี้กระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง และส่งผลกระทบต่อ ผลของการเลือกตั้ง จึงมีความสำคัญเท่าเทียมกับผลที่ได้รับจากการเลือกตั้ง

 

ในประเทศไทย เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่าน ๆ มามีการซื้อขายเสียงกันอยู่ทั่วไป ผู้สมัครใช้กลยุทธต่าง ๆ ชักจูงประชาชนให้มาเลือกตน ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เพียงหวังผลต้องการเอาชนะการเลือกตั้ง ได้เข้าไปเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อมีอำนาจในการบริหารประเทศ กำหนดนโยบายและออกกฎหมายต่าง ๆ

 

ปรากฏว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งยอมเสียเงินทองมากมายในการหาเสียง บางรายยอมเสียเงินนับสิบล้านบาทเพื่อจะได้เข้ามารับใช้ประชาชน เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน ในการบริหารประเทศ และรับเงินเดือนเพียงไม่กี่หมื่นบาท เมื่อเงินมีความสำคัญต่อการเลือกตั้งเช่นนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจที่นักธุรกิจเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเปรียบเทียบผลการเลือกตั้งระหว่างปี 2529 กับผลการเลือกตั้งปี 2535 (ครั้งแรก) จะพบว่าสัดส่วนของนักธุรกิจที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเพิ่มจากร้อยละ 39 เป็นร้อยละ 46

 

สมุดปกขาวฉบับนี้จะเสนอให้เห็นถึงสาเหตุที่มาของระบบการซื้อขายเสียงและสาเหตุที่การซื้อขายเสียงยังคงอยู่ แม้จะมีการรณรงค์กันในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ ประชาชนไม่ขายเสียงขายสิทธิของตนเอง นอกจากนี้จะเสนอให้เห็นถึงจุดอ่อนของกฎหมาย รวมทั้งอุปสรรคที่ทำให้กฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถขจัดการซื้อขายเสียงได้

 

หัวคะแนนและระบบการซื้อขายเสียง

 

ผู้สมัครจะต้องทุ่มเทเวลาและทรัพยากรเพื่อการหาเสียงมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการด้วยกัน แต่ปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดก็คือ ขนาดของเขตเลือกตั้ง

 

การเลือกตั้งในประเทศไทย นับตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่ 10 (พ.ศ. 2518) จนถึงครั้งที่ 16 (พ.ศ. 2535 ครั้งที่ 2) ใช้รูปแบบการแบ่งเขตแบบ “ผสม” คือ แต่ละเขตจะมีผู้แทนมากกว่า 1 คนแต่ไม่เกิน 3 คน ยกเว้นเขตเล็กที่มีผู้แทนได้เพียง 1 คน

 

เขตเลือกตั้งที่มีผู้แทนมากกว่า 1 คน จะครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง บางเขตมีอาณาบริเวณห่างกันกว่า 60-70 กม. และมีหน่วยเลือกตั้งนับร้อยหน่วย ตามกฎหมายแล้ว ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะเริ่มรณรงค์หาเสียงได้ หลังจากที่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีเวลาเพียงประมาณ 45 วันเท่านั้น ดังนั้น ในทางปฎิบัติ ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้สมัครจะสามารถตะเวนหาเสียงได้ทั่วทั้งพื้นที่เขตของตนโดยลำพัง ผู้สมัครจึงต้องหาผู้ช่วยในการหาเสียง ในพื้นที่ต่างจังหวัดคนที่จะช่วยเหลือ ผู้สมัครได้ดีก็คือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นที่มีความผูกพันกับชาวบ้าน เคยให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้าน หรือเป็นเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต ของชาวบ้านในท้องถิ่นนั้น ชาวบ้านบางพื้นที่อาจจะไม่เคยเห็นหน้าตาผู้สมัครเลย ไม่เคยทราบว่าผู้สมัครมีนโยบายในการบริหารประเทศอย่างไร แต่พร้อมที่จะ ไปเลือกตามคำแนะนำของผู้มีอิทธิพลในท้องที่ ผู้มีอิทธิพลเหล่านี้มีได้หลายระดับ นับตั้งแต่ระดับจังหวัด ซึ่งอาจจะเป็นพ่อค้า คหบดี เจ้าของโรงแรม เจ้ามือหวยเถื่อน ไปจนถึงระดับตำบล หมู่บ้าน ผู้สมัครที่จะมีโอกาสได้รับการเลือกตั้ง จำเป็นจะต้องสร้างเครือข่ายเอาไว้

 

เมื่อการแข่งขันมีมากขึ้น ลำพังคำบอกเล่าชักจูงจากผู้มีอิทธิพลอาจจะไม่เพียงพอ ก็ต้องเริ่มมีหัวคะแนนช่วยในการหาเสียง โดยการแจกเงิน แจกของใช้ต่าง ๆ ซึ่ง เป็นวิธีที่ง่ายแก่การประเมินคะแนนเสียง และช่วยในการวางแผนการหาเสียง

 

หัวคะแนนมักจะเป็นผู้มีอิทธิพลในระดับที่มีความผูกพันใกล้ชิดกับชาวบ้าน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หัวหน้ากลุ่มต่าง ๆ แต่ขณะเดียวกันก็มีสายสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อไปยัง ผู้มีอิทธิพลในระดับอำเภอหรือจังหวัด ดังนั้นในการแจกเงินซื้อเสียงนั้น ผู้สมัครจะฝากความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นทอด ๆ ไปจากผู้มีอิทธิพลในระดับอำเภอหรือจังหวัด ผ่านหัวคะแนนในระดับหมู่บ้านไปยังชาวบ้านที่จะใช้สิทธิ์เลือกตั้งในที่สุด

 

สาเหตุสำคัญที่ต้องมีหัวคะแนนช่วยหาเสียงจนพัฒนาขึ้นมาเป็นการซื้อขายเสียงนั้น เนื่องจากเขตเลือกตั้งกว้างขวาง เกินกำลังการหาเสียงของผู้สมัคร แม้ผู้สมัครจะเป็นคนดี แต่ก็จะเป็นที่รู้จักของคนเฉพาะในท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่เท่านั้น ไม่สามารถจะครอบคลุมความเชื่อถือของชาวบ้านในเขตอื่น ๆ ได้ ดังนั้นเมื่อผู้สมัครคนอื่นใช้กำลังเงิน ที่เหนือกว่าเข้ามาช่วยในการหาเสียง ผู้สมัครที่เป็นคนดีก็มีโอกาสเป็น ส.ส. สอบตกได้มาก

 

ในระยะยาว ผู้สมัครที่ใช้เงินซื้อเสียงเข้าไปได้ จะพยายามรักษาฐานเสียงของตนเอาไว้ โดยการพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมและเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น สร้างถนน ไฟฟ้า น้ำประปา โรงเรียน ให้การสนับสนุนโครงการต่าง ๆ หรือแม้แต่จัดเลี้ยงชาวบ้านในท้องที่นั้น ๆ เป็นการขอบคุณที่ได้รับเลือกตั้ง เพื่อสร้างความประทับใจ

 

ทำไมประชาชนผู้เลือกตั้งบางคนจึงยอมขายเสียง

 

ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง สื่อมวลชนแทบทุกประเภทต่างก็ช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนเลือกคนดีเข้ามาเป็นผู้แทนของตน ไม่เลือกคนที่ใช้เงินในการซื้อเสียง แม้แต่ทางราชการในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2535 (ครั้งที่ 1) ก็ได้จัดให้มีโครงการ “สี่ทหารเสือเพื่อประชาธิปไตย” โดยส่งคนเข้าไปรณรงค์ให้ชาวบ้านเข้าใจถึง ความสำคัญของการเลือกตั้งมากยิ่งขึ้น และชี้ให้เห็นผลเสียของการเลือกคนที่ใช้เงินซื้อเสียง แต่ก็เป็นที่ทราบโดยทั่วไปแล้วว่ายังคงมีการใช้เงินในการซื้อเสียงกันอย่างมากมาย

 

สาเหตุที่การซื้อขายเสียงยังคงมีประสิทธิภาพอยู่ในระบบการเลือกตั้งของประเทศไทย ก็เพราะกลุ่มบุคคล 3 กลุ่ม ที่ประกอบอยู่ในกระบวนการเลือกตั้ง ได้แก่ ประชาชน ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และตัวแทนของทางราชการ ยังคงได้รับประโยชน์จากการซื้อขายเสียงนั่นเอง

 

ประชาชน

 

ประชาชนที่อยู่ตามชนบทหรือพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญ มักจะขาดแคลนสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา โรงพยาบาล โรงเรียน หรือบางแห่งขาดแคลนปัจจัย ในการดำรงชีวิตประจำวัน ดังนั้นเมื่อมีการเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งนำสิ่งของมาแจก แจกเงิน หรือสัญญาว่า ถ้าได้รับเลือกตั้งแล้วจะสร้างสาธารณสมบัติให้แก่ท้องถิ่น จึงไม่มีเหตุผลใดที่ประชาชนหล่านี้จะไม่รับเงินและไม่เลือกบุคคลนั้นเป็นผู้แทน เพราะชาวบ้านย่อมจะไม่เลือกบุคคลที่ไม่ได้ให้อะไรแก่ตนเลย

 

นอกจากการแจกเงินในฤดูกาลเลือกตั้งแล้ว การที่ผู้แทนซึ่งได้รับการเลือกตั้งไปแล้ว ได้พยายามดึงเงินงบประมาณมาก่อสร้างถนน ไฟฟ้า น้ำประปา โรงเรียน สวนสาธารณะ ก็เป็นการผูกความสัมพันธ์กับชาวบ้านไว้ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ประชาชนไม่สามารถรอคอยจากรัฐบาลได้ ดังนั้น เมื่อผู้แทนราษฎรคนใดสามารถดึงงบประมาณ มาก่อสร้างสาธารณูปโภคได้มาก และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจนในท้องถิ่นนั้น ๆ ก็มักจะได้รับคะแนนเสียงในระยะยาว

 

การที่ประชาชนยังคงเลือกผู้แทนที่ให้ผลตอบแทนแก่ตนและชุมชนอยู่นั้น นอกจากเรื่องผลประโยชน์ที่ได้รับแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งก็คือการที่ประชาชนไม่ทราบว่า หน้าที่ที่แท้จริงของผู้แทนราษฎรคืออะไร และมีความสำคัญต่อประเทศโดยส่วนรวมอย่างไร ประชาชนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าผู้แทนของตนคือผู้ที่จะนำถนน ไฟฟ้า น้ำประปา มาให้ หรือแม้แต่ไปหาได้เมื่อมีเรื่องเดือดร้อน โดยไม่ได้ตระหนักว่าผู้แทนราษฎรต้องทำงานบริหารประเทศทั้งประเทศไม่ใช่เฉพาะพื้นที่เท่านั้น ประชาชนจึงยังเลือกผู้แทนประเภทนี้อยู่โดยไม่ได้สนใจว่าผู้แทนนั้นจะบริหารประเทศอย่างไร ได้ผลประโยชน์มากน้อยแค่ไหนจากตำแหน่งทางการเมืองที่ได้รับ ดังมีตัวอย่างให้เห็นมากมายในหลายพื้นที่

 

ผู้สมัครรับเลือกตั้ง

 

จากการที่ตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับหลังจากการเลือกตั้ง สามารถนำผลประโยชน์มาให้ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างมากมายมหาศาลนั่นเอง ที่เป็นแรงจูงใจ ให้ผู้สมัครยอมลงทุนเป็นจำนวนเงินนับสิบล้านบาทเพื่อซื้อเสียง โดยหวังที่จะชนะการเลือกตั้ง ได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรเข้าไปนั่งในสภา เพื่อควบคุมการกำหนดนโยบาย และกฎหมายต่าง ๆ ที่จะยังประโยชน์ให้แก่ธุรกิจต่าง ๆ ของตน

 

เมื่อประชาชนยอมรับผู้สมัครที่ใช้เงินซื้อเสียง และการได้รับผลตอบแทนก็กลายเป็นประเพณีนิยมไปแล้วนั้น ผู้สมัครที่ไม่แจกเงินจึงกลายเป็นคนแล้งน้ำใจไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สมัครหน้าใหม่ที่ยังไม่เคยได้รับเลือก ยังไม่มีผลงานมาก่อน ย่อมไม่สามารถที่จะเอาชนะการเลือกตั้งได้เลย ดังนั้น ถ้าผู้สมัครหน้าใหม่ต้องการจะชนะ การเลือกตั้งให้ได้ ก็คงจะต้องใช้เงินในจำนวนที่มากกว่าจึงจะสามารถแย่งเสียงมาได้ ยกเว้นแต่ในพื้นที่ที่ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองอย่างแท้จริงเท่านั้น ที่คนดีมีอุดมการณ์ และต้องการทำงานเพื่อประชาชนอย่างจริงใจจะสามารถชนะการเลือกตั้งได้

 

ตัวแทนของทางราชการ

 

ตัวแทนของทางราชการ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน สมาชิกสภาเทศบาล นักการเมืองท้องถิ่น รวมทั้งข้าราชการที่มีอำนาจหน้าที่ ที่จะให้คุณให้โทษแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นกลุ่มบุคคลที่มักจะได้รับผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งจากผู้สมัคร โดยมากแล้วหัวคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งก็มักจะเป็นคนในกลุ่มนี้ ทั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และนักการเมืองท้องถิ่น นอกจากจะได้เงินเป็นค่าตอบแทนแล้วยังเอื้อผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน เช่น ถ้าผู้ที่ตนสนับสนุนได้รับเลือกเข้าไปเป็นผู้แทนราษฎร ก็มักนำงบประมาณเข้ามาพัฒนาท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน สมาชิกสภาเทศบาล ก็จะได้ความดีความชอบ ผู้สมัครก็จะได้สะสมคะแนนไว้ในการเลือกตั้งของตนครั้งต่อไป ถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน หรือแม้กระทั่งได้รับผลประโยชน์จากการทำธุรกิจร่วมกันด้วย สำหรับข้าราชการที่มีอำนาจหน้าที่ที่จะให้คุณให้โทษแก่นักการเมืองได้นั้น ก็จะได้รับผลตอบแทนในการให้ความร่วมมือเช่นกัน ความร่วมมือจากข้าราชการเหล่านี้มีหลายรูปแบบ นับตั้งแต่การเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ไม่รับรู้การซื้อขายเสียง หรือการทุจริตใดๆ ที่เกิดขึ้น กระทั่งให้ความร่วมมือในการกระทำผิดเอง

 

ข้าราชการที่มีหน้าที่กวดขันจับกุมการกระทำทุจริตในการเลือกตั้งนั้น ถ้ามีความตั้งใจที่จะจับกุมผู้กระทำผิดให้ได้ ก็ต้องเสี่ยงเอาว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งคนนั้นจะได้รับ การเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าบังเอิญผู้สมัครคนนั้นได้รับเลือก ก็คงจะต้องมีการแก้แค้นคืนกันต่อไป จึงทำให้ไม่มีข้าราชการคนใดกล้าหาญพอที่จะกวดขันอย่างแท้จริง แม้จะมีการซื้อขายเสียงกันอย่างโจ่งแจ้งเป็นที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไป

 

เพราะเหตุใดกฎหมายที่มีอยู่จึงไม่สามารถขจัดการซื้อขายเสียง และการทุจริตในการเลือกตั้งได้ ?

 

ในการเลือกตั้งหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการใช้จ่ายเงินในการซื้อเสียง และมีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งกันมากมาย โดยแต่ละพรรคการเมืองต่างก็กล่าวโทษกันว่า พรรคคู่แข่งมีการแจกเงินซื้อเสียง แต่ก็ไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ เกิดขึ้นเลย ถึงจะมีกฎหมายที่ระบุความผิดและบทลงโทษไว้อย่างชัดเจนก็ตาม

 

อะไรคือปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้กฎหมายไม่สามารถขจัดการทุจริตในการเลือกตั้งได้ ในที่นี้จะขอพิจารณา 2 ประเด็นคือ ปัญหาและอุปสรรคในการตรวจจับเอาความผิด กับผู้กระทำ และปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด

 

ปัญหาและอุปสรรคในการตรวจจับเอาความผิดกับผู้กระทำความผิด

 

ในพระราชบัญญัติการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 (รวมแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535) มีข้อกำหนดหลายข้อที่กำหนดขึ้น เพื่อให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคน มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันในการหาเสียง ไม่ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ร่ำรวยได้เปรียบผู้สมัครที่ยากจนกว่า โดยการใช้เงินซื้อเสียง ให้ประชาชนทุกคน มีเสรีภาพในการเลือกใครก็ได้โดยไม่ถูกชักจูง และให้ผลการเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด แต่ในการดำเนินการตามข้อกำหนดต่าง ๆ นั้นยังมีอุปสรรค อีกมากที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ได้

 

ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งฯ ได้ห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งใช้จ่ายเงินในการหาเสียงเกิน 1 ล้านบาท โดยต้องแจ้งค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง ไม่เกิน 3 เดือน ซึ่งในความเป็นจริงมีผู้สมัครไม่กี่คนเท่านั้นที่แจ้งยอดค่าใช้จ่ายตามที่จ่ายจริง และในทางปฏิบัติการตรวจสอบเป็นไปได้ยากมาก เพราะการที่จะตรวจสอบได้ ต้องติดตามประเมินค่าใช้จ่ายของผู้สมัครผู้นั้นไปตลอดระยะเวลาการหาเสียง การตรวจสอบที่กรมการปกครองใช้อยู่นั้น อาศัยการยื่นใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของผู้สมัคร กระบวนการดังกล่าวนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าถ้าผู้สมัครใช้จ่ายเกิน 1 ล้านบาท ก็จะไม่ยื่นใบเสร็จรับเงินส่วนที่เกินให้แก่เจ้าหน้าที่ และทางราชการก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้สมัครใช้เงินไปมากกว่านี้

 

นอกจากนี้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ไม่มีผู้สมัครรายใดที่เพิ่งจะเริ่มหาเสียงภายหลังประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง แทบทุกคนจะต้องเริ่มหาเสียงก่อนหน้านั้นแล้ว และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งก็อยู่ภายนอกการควบคุม

 

สำหรับการซื้อขายเสียงนั้น จะมีการวางแผนกันอย่างเป็นระบบ และไม่เหลือหลักฐานอะไรไว้ให้เลย จะมีผู้รู้ก็เพียงผู้รับและผู้จ่ายเท่านั้น ดังนั้นการเอาผิดจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าจะทราบว่ามีการรับเงินกันก็ตาม มิหนำซ้ำกฎหมายยังไม่เอื้ออำนวย ให้ผู้ขายเสียงมาแจ้งความเอาผิดกับผู้สมัครเพราะตามกฎหมายผู้ขายเสียงก็มีความผิดเช่นกัน

 

ยังมีการทุจริตในแบบอื่น ๆ ในการเลือกตั้ง เช่น “พลร่ม” ซึ่งหมายถึงการไปลงคะแนนเสียงโดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์ สามารถทำได้โดยซื้อบัตรประจำตัว ประชาชนของผู้อื่นและมาทำการปลอมแปลง แล้วนำไปเลือกตั้ง วิธี “ไพ่ไฟ” หมายถึง การใช้บัตรที่ปลอมแปลงขึ้นมาไปทำการเลือกตั้ง และวิธีการอื่น ๆ กล่าวคือ การลงคะแนนเสียงมากกว่าหนึ่งแห่ง การแก้ไขจำนวนบัตรเลือกตั้งและจำนวนผู้มาใช้สิทธิ การนำบัตรเลือกตั้งออกจากคูหาเลือกตั้ง การใช้บัตรที่กรรมการมิได้มอบให้ การที่คะแนนของผู้สมัครเพิ่มอย่างผิดสังเกตภายหลังไฟดับในระหว่างการนับคะแนน เป็นต้น การทุจริตประเภทนี้จะไม่สามารถทำได้ถ้าเจ้าหน้าที่ประจำ หน่วยเลือกตั้งไม่ให้ความร่วมมือ ดังนั้นการจะจับผู้กระทำผิดจึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในบางหน่วยเลือกตั้งที่มีการซื้อเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยหมดทั้งหน่วย

 

ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด

 

1. ปัญหาเกี่ยวกับผู้มีอำนาจฟ้องร้องคดี

ความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งเป็นความผิดคดีอาญา ผู้ที่มีอำนาจในการฟ้องร้องมี 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เสียหายและพนักงานอัยการ

 

ผู้เสียหาย  ในที่นี้ก็คือ พรรคการเมืองหรือผู้สมัครคู่แข่งที่ลงสมัครในเขตที่มีความผิดเกิดขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปก็ไม่ค่อยมีการฟ้องร้องกันเอง เพราะส่วนมากต่างก็กระทำ ความผิดด้วยกันทั้งสิ้น หรือสำหรับผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิด จะฟ้องร้องได้ก็ต้องมีหลักฐานที่แน่นหนาเพียงพอ ทั้งในเวลาที่เกิดความผิดขึ้นก็จะเป็นช่วงก่อนการเลือกตั้ง ผู้สมัครทุกคนต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดในการหาเสียง จึงไม่มีเวลาหรือบุคลากรที่เพียงพอที่จะหาหลักฐานได้ นอกจากนี้ในกรณีที่เคยมีการฟ้องร้องกัน ศาลยังเคยตัดสินว่า จะประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ก็ต่อเมื่อโจทก์สามารถพิสูจน์ได้ว่า จำนวนรายที่มีการทุจริตนั้นมากพอ ที่จะทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างอื่นไปได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าผลต่างระหว่างโจทก์กับผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนเป็นคนสุดท้าย คือ 5,000 เสียง โจทก์จะต้องพิสูจน์การทุจริตเป็นกรณี ๆ ไป จนกระทั่งครบ 5,000 กรณี และการทุจริตนี้ทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไป ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่จะพิสูจน์กันได้ง่าย ๆ

 

ในส่วนของ  พนักงานอัยการ การจะฟ้องร้องได้ต้องมีสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวน และมีพยานหลักฐานที่แน่นหนาจึงจะส่งฟ้องศาลได้ ปัญหาที่สำคัญก็คือ ทางราชการมีบุคลากรไม่เพียงพอที่จะทำหน้าที่ในการรวบรวมหลักฐาน แต่ปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ไม่มีใครต้องการเอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับการฟ้องร้องดังกล่าว เพราะถ้าผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นั้นได้รับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองนั้นได้มีโอกาสเข้ามาควบคุมการทำงานของหน่วยงานของผู้ที่ดำเนินการฟ้องร้อง ก็ย่อมไม่เป็นผลดีต่อผู้ที่พยายามจะฟ้องร้องและจะต้องถูกกลั่นแกล้งอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่มีใครต้องการเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยง จึงไม่เคยมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นเลย

 

2. ปัญหาเกี่ยวกับพยานหลักฐาน


การทุจริตในการเลือกตั้งจะดำเนินการกันอย่างเป็นระบบ บางวิธีจะไม่สามารถทำได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ เลย

 

ในการซื้อขายเสียงนั้นกฎหมายระบุว่าทั้งผู้ให้และผู้รับต่างก็มีความผิด แต่ในขณะที่การให้และการรับเงินจะมีก็แต่เพียงผู้ให้และผู้รับเท่านั้นที่รู้เห็นกัน ไม่มีหลักฐานอะไร จะมีก็แต่ผู้รับเท่านั้นที่จะเป็นพยานได้ว่าได้รับจริง แต่ในเมื่อผู้รับเองก็มีความผิด ดังนั้น การจะให้ผู้รับออกมายืนยันว่ารับเงินจริงก็ย่อมเป็นไปไม่ได้

 

ความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการทุจริตในการเลือกตั้ง

 

รัฐบาลได้ออกกฎหมายเพื่อกำจัดการซื้อขายเสียงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ห้ามเลี้ยงโต๊ะจีน ห้ามจัดงานเลี้ยงในช่วงก่อนการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่สามารถกำจัดการซื้อขายเสียงได้ เพราะผู้สมัครที่จะซื้อเสียงก็หาวิธีให้ผลตอบแทนรูปแบบใหม่ ๆ เช่น จัดทัศนาจรก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง การจัดงานเลี้ยงขอบคุณแก่ประชาชนในท้องถิ่น ภายหลังการเลือกตั้ง และพัฒนารูปแบบการแจกเงินให้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นจนยากแก่การพบเห็น

 

ในการเลือกตั้งครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2535 รัฐบาลของนายอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งรับผิดชอบดำเนินการเลือกตั้ง ได้ตระหนักถึงปัญหาการซื้อขายเสียงที่มีอยู่ทั่วไป จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและสอดส่องดูแลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่รู้จักกันในนามของ “องค์กรกลาง” เพื่อเป็นหน่วยงานอิสระไม่มีผลประโยชน์ใด ๆ กับการเลือกตั้ง ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจถึงความสำคัญของการเลือกตั้ง และตรวจสอบการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด

 

เนื่องจากองค์กรกลางเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นใหม่ มีเวลาเตรียมตัวไม่มากนัก และยังไม่มีประสบการณ์ การทำงานจึงเป็นลักษณะทำไปคิดไป การประสานงานยังไม่ดีนัก และอุปกรณ์ก็ยังไม่พร้อม จึงทำให้การทำงานยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าใด

 

จากการทำงานขององค์กรกลางเมื่อการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา (22 มีนาคม 2535) มีการแจ้งเหตุกล่าวหาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการเลือกตั้งดังในตารางที่ 1

chart 1

จากตารางที่ 1 พบว่า ฝ่ายบริหารส่วนท้องถิ่นระดับตำบล หมู่บ้าน ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมทุจริตในการเลือกตั้งสูงถึงร้อยละ 23.75 ของผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรเพราะบุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็เป็นสมาชิก หรือหัวคะแนนให้แก่พรรคการเมืองอยู่แล้ว

 

จำนวนข้าราชการประจำก็ถูกกล่าวหาในสัดส่วนที่สูงเช่นกันคือ ร้อยละ 13.26 ของผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด นอกจากนี้ฝ่ายบริหารส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัดก็ถูกกล่าวหาด้วย แม้จะมีสัดส่วนไม่สูงนัก อาสาสมัครขององค์กรกลางยืนยันว่าข้าราชการระดับสูงของจังหวัดบางจังหวัดใช้อำนาจหน้าที่ให้คุณให้โทษแก่นักการเมืองบางคน แต่ไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันความผิดจนถึงขั้นส่งเรื่องให้กระทรวงมหาดไทยหรือนายกรัฐมนตรีพิจารณาได้ ในจำนวนนี้ฝ่ายที่รับแจ้งเหตุได้รับเรื่องร้องเรียน เกี่ยวกับผู้ว่าราชการจังหวัด 10 ราย รองผู้ว่าราชการจังหวัด 4 ราย นายอำเภอ 58 ราย และตำรวจ 100 ราย มีการใช้อำนาจหน้าที่ในการให้คุณให้โทษแก่นักการเมืองบางคน ในบางจังหวัด ข้าราชการระดับสูงไม่ให้ความร่วมมือแก่องค์กรกลางในการทำงาน และบางจังหวัดมีการข่มขู่อาสาสมัครขององค์กรกลางด้วย

 

นอกจากนี้การพิจารณาเรื่องของการทุจริตที่ส่งเพื่อพิจารณา ในบางจังหวัดก็ดำเนินการล่าช้า โดยองค์กรกลางได้ส่งเรื่องการทุจริตให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาทั้งสิ้น 195 เรื่อง แต่ไม่ได้รับการพิจารณาจนถึงขั้นฟ้องร้องแม้แต่เรื่องเดียว โดยให้เหตุผลว่ามีหลักฐานไม่เพียงพอ บางจังหวัดมีการส่งหนังสือตอบแก่องค์กรกลาง ล่าช้าทำให้ไม่สามารถส่งเรื่องฟ้องร้องได้ทันเวลา

 

การดำเนินการขององค์กรกลางไม่สามารถกำจัดการทุจริตในการเลือกตั้งได้ จะมีผลก็คือทำให้รูปแบบในการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น เช่น เมื่อกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านไม่สะดวกที่จะเป็นหัวคะแนนได้อย่างออกนอกหน้าเหมือนเดิม ก็เปลี่ยนให้ภรรยามาทำหน้าที่แทน โดยหาเสียงผ่านทางกลุ่มแม่บ้าน หรือกลุ่มชุมชนต่าง ๆ นอกจากนี้สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคือ หัวคะแนนจะได้รับผลตอบแทนมากขึ้นเพราะมีความเสี่ยงต่อการถูกจับมากขึ้น และรูปแบบการแจกเงินก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

 

สรุป

 

การซื้อขายเสียงได้กลายเป็นประเพณีนิยมสำหรับประชาชนชาวไทยไปแล้ว เมื่อสิ่งที่ประชาชนต้องการจากรัฐบาล รัฐบาลไม่สามารถให้ได้ แต่ประชาชนสามารถได้รับ จากผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือจากผู้แทนที่ตนได้เลือกไปแล้ว ดังนั้น ในระยะยาวผู้สมัครคนนั้นก็จะยังได้รับการเลือกตั้งอยู่ แม้ว่าในหน้าที่การบริหารประเทศ จะไม่ได้ทำเพื่อประชาชนส่วนรวมเลย

 

ความพยายามของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการเลือกตั้งนั้น ไม่สามารถทำให้บรรลุผลได้ เพราะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างก็ได้รับประโยชน์ จากการซื้อขายเสียงนั้น แม้ว่าจะมีการจัดตั้งองค์กรกลางขึ้นมาเป็นองค์กรอิสระ แต่เมื่อไม่มีอำนาจในการตัดสินอะไรได้ องค์กรกลางก็ไม่สามารถที่จะกำจัดการซื้อขายเสียงได้ เพียงแต่มีผลให้การซื้อขายเสียงเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปเท่านั้น

 

แต่กำเนิดขององค์กรกลางในการเลือกตั้งในปี 2535 ทั้งสองครั้งนั้นชี้แนวว่า ตราบใดข้าราชการที่บริหารการเลือกตั้ง ยังต้องอยู่ภายใต้อาณัติของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งต้องมาจากการเลือกตั้งเช่นกันนั้น ข้าราชการที่เป็นผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องการเลือกตั้งจะไม่สามารถขจัดการทุจริตในการเลือกตั้งลงได้เลย

 

Read Full Post »