Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ประเวศ วะสี’

recommendare

บทความเรื่อง  ”สื่อ-การเมือง-สังคม…บนความขัดแย้ง”

โดย

ประเวศ วะสี

สัมภาษณ์โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

เรียบเรียงโดย บุญชัย แซ่เงี้ยว

ความมีดังนี้

“ถ้าเพียงแต่ไปแตะประชานิยม แม้แต่ไปบอกให้นิยมใคร แม้แต่ไปบอกว่าข้างนี้นิยมกษัตริย์ ข้างนี้นิยมคุณทักษิณ พูดตรงไปตรงมา มันแก้ปัญหาไม่ได้ถ้าเราไม่ไปแก้โครงสร้าง”

บทสนทนานี้ เริ่มขึ้นจากงานเปิดตัวหนังสือ สื่อมวลชนบนวิถีศีลธรรมตามทัศนะของพุทธทาส ของท่านพุทธทาสภิกขุ

บทสนทนานี้ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ได้ชวน ศ. นพ. ประเวศ วะสี มานั่งคุยในรายการตอบโจทย์ ทีวีไทย ถึงปัญหาเรื่องความขัดแย้งในสังคมไทย โดยเฉพาะด้านสื่อสารมวลชน เสื้อเหลืองเสื้อแดง และสังคมที่ไม่ยุติธรรม

และบทสนทนานี้ จะช่วยไขทางแก้ แนะทางออก ได้หรือไม่ และอย่างไร  อ่านคำตอบของราษฎรอาวุโส ได้ที่นี่

จากคำพูดของท่านพุทธทาสที่บอกไว้ในหนังสือ สื่อมวลชนบนวิถีศีลธรรมตามทัศนะของพุทธทาส ว่า สังคมกำลังเป็นข้าศึกกับบรมธรรม  ทีนี้เมื่อสื่อมวลชนมีหน้าที่สะท้อนความเป็นไปของสังคม หมายความว่าสื่อมวลชนได้กลายเป็นข้าศึกกับบรมธรรมไปด้วยหรือเปล่า

จริงๆ แล้วอาจจะเป็น หากไปดูที่อัล กอร์ (Al Gore) บอกไว้ว่า เขาอยู่ในอเมริกามาตั้งแต่ก่อนมีทีวี แต่หลังมีทีวี ทุกอย่างเลวลงหมด (หัวเราะ) การเมืองก็เลวลง ศีลธรรมก็เลวลง  แต่จะไปโทษสื่ออย่างเดียวก็ไม่ได้ มันประกอบขึ้นจากหลายอย่างด้วยกัน สังคมมันเปลี่ยนแปลง

ครั้งที่ผมเป็นเด็กๆ สังคมไม่เหมือนสมัยนี้ คนไม่ได้เห็นแก่ตัวเห็นแก่วัตถุเหมือนเดี๋ยวนี้  ผมเรียนโรงเรียนประชาบาล ครูก็ไม่ได้มีวุฒิอะไร แต่ตั้งใจสอนดี  ผมคิดว่ากระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม มันไปกระตุ้นความเห็นแก่ตัว  ถ้าไม่เห็นแก่ตัวมันก็ไม่บริโภค บริโภคน้อย  ธุรกิจ เศรษฐกิจก็ไม่เจริญ  เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน เพราะมันไปขัดแย้งในโครงสร้างของประโยชน์ของมันเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราบอกว่า บาร์ ไนต์คลับ อาบอบนวด ไม่ดีกับเยาวชน มีทำไม น่าจะปิดซะ แต่ถ้าเราปิด แม่ค้าส้มตำที่ขายหน้าบาร์ก็เดือดร้อน สาวเชียร์เบียร์ก็ลำบาก เราเอาอาชีพของผู้คนไปผูกไว้กับโครงสร้างของบริโภคนิยม  ผมเคยพูดกับคุณชวน หลีกภัย ตอนเป็นนายกฯ อยากจะแก้ปัญหาโสเภณีเด็ก แต่แก้ไม่ได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง เราต้องเข้าใจตรงนี้ การไปเรียกร้องเอาดื้อๆ ว่าจงทำดี มีศีลธรรม มันไม่ได้ช่วยให้เกิดการแก้ปัญหา

ผมมีตัวอย่างของจริงที่ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ย้อนหลังไป 40 ปี ที่นั่นเต็มไปด้วยความชั่วทุกชนิด เล่นการพนัน ลักขโมย ยาเสพติด  พระสอนเท่าไรๆ ก็ไม่หาย  ต่อมามีหลวงพ่อองค์หนึ่ง จบ ป.4 ท่านได้ทำเรื่องสัมมาชีพ คนทั้งตำบลมีสัมมาชีพเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกคนมีอาชีพ มีรายได้ 200-400 บาทต่อวันต่อคนในสมัยนั้น ดังนั้นเราต้องรู้ตรงนี้ อย่าไปเรียกร้องเอาเฉยๆ ผมเคยไปที่อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ที่นั่นคนจนมาก มีลุงคนหนึ่งบอกผมว่า แกกับเมียทะเลาะกันเป็นประจำ เพราะมันเครียดมาก พระมาบอกให้ใจเย็นไว้ แต่ก็ไม่หาย

เราต้องเข้าใจว่าการสร้างสัมมาชีพให้คนมีอาชีพเต็มพื้นที่คือบ่อเกิดของศีลธรรม วัดเรามีตั้งเยอะ สามหมื่นวัด หลวงพ่อก็มีตั้งเยอะ ควรจะส่งเสริมให้คนมีสัมมาชีพให้เต็ม ถ้าจะไปสอนศีลธรรมเฉยๆ มันยากมาก

สื่อสารมวลชนควรมีท่าทีอย่างไร เพราะทุกวันนี้สื่อต้องพึ่งโฆษณามาก  75-80 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ต้องพึ่งโฆษณา

เป็นการยากมากในสังคมแบบบริโภคนิยม เพราะสื่อต้องอาศัยโฆษณา และโฆษณามันก็ไปกระตุ้นให้คนอยากบริโภคมากขึ้น เพราะฉะนั้น เขาจะทำอะไรให้มันดี ก็ทำได้ยาก เพราะเขาก็ต้องอยู่ได้ เขาก็ต้องมีกำไร กระนั้นเขาก็ยังทำประโยชน์ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีคิด วิธีคิดวิธีหนึ่งคือ ธุรกิจนั้นทำเพื่อกำไร  ใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ธุรกิจทำเพื่อสังคมไปด้วยได้พร้อมกัน  เมื่อก่อน วิธีคิดเก่าคือถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่อย่างนี้ เป็นวิธีคิดแบบสุดโต่ง ตายตัว เหมือนที่จอร์จ บุช (George W. Bush) พูด ถ้าคุณไม่เป็นพวกเรา คุณก็เป็นศัตรูของเรา  อีกวิธีคิดหนึ่งคือ คนเราเป็นสองอย่างพร้อมกันได้ในขณะเดียวกัน ขณะนี้จึงมีกระแสความรับผิดชอบต่อสังคม(Corporate Social Responsibility: CSR) สำหรับภาคธุรกิจ ว่าธุรกิจนั้นทำกำไรและมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยได้พร้อมกัน

สื่อก็เช่นเดียวกัน ถ้าสื่อเป็นธุรกิจ สื่อก็รับผิดชอบต่อสังคมด้วยได้ ซึ่งการรับผิดชอบนั้นก็คือการพยายามสื่อความจริงให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง ใช้วจีสุจริตตามพระพุทธเจ้าสอนว่า จะพูดอะไร จะสื่ออะไร ต้องเป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง  สอง เป็นปิยวาจา อย่าใช้คำเสียดสีด่าทอกัน  สาม พูดถูกกาลเทศะ  สี่ พูดแล้วเกิดประโยชน์ ต้องรู้ว่าสื่ออะไรที่จะเป็นความรู้และเป็นความจริงที่ทำให้คนฉลาดขึ้น สื่อยังไงที่จะทำให้คนมีปิยวาจาต่อกัน สื่อยังไงให้ถูกกาลเทศะ และสื่อยังไงให้เกิดประโยชน์ เรื่องนี้ต้องไปคิดใคร่ครวญดู ผมคิดว่าทำพร้อมกันได้ และสามารถทำให้ไม่ขาดทุนด้วยได้ แต่ต้องใช้ความพยายาม

อีกอย่างหนึ่ง เรื่องดีๆ ในสังคมมีเยอะมาก แต่ไม่มีสื่อที่ไปสื่อ สื่อเรื่องร้ายๆ ใครฆ่าใคร ใครด่าใคร ใครข่มขืนใคร มันง่ายกว่า ทั้งที่สิ่งดีๆ ที่มีอยู่นั้นเยอะมากมาย ผมทำงานข้างล่าง เห็นเรื่องดีๆ เยอะมาก มันต้องลงไปสัมผัส ต้องลงทุนหน่อย ลงแรงหน่อย ไปสัมผัสเรื่องดีๆ แล้วเอามาสื่อ  เมื่อเร็วๆ นี้ผมชวนนายกสมาคมนักเขียนไปคุยกันว่า นักเขียนแต่งนวนิยายต้องมีพล็อตเรื่อง บางทีต้องคิดแทบหัวแตก ขณะที่เรื่องดีๆ ข้างล่างมีเยอะมาก นิยายชีวิตมันมีเหลือเต็มไปหมด เอามาเขียน เพราะฉะนั้น เรื่องการสื่อสาร ถ้าสื่อสารดีๆ จะมีเรื่องดีๆ ให้เขียนเยอะ ต้องทำฝืนธรรมชาติหน่อย ธรรมชาติมันอยากฟังเรื่องร้ายๆ และจำเรื่องร้ายแม่นกว่าเรื่องดี ทั้งที่เรื่องดีเกิดมากกว่ามันก็ไม่จำ มันจะไปจำเรื่องร้าย และเอาเรื่องร้ายมาเกี่ยวข้องหมองใจ เกิดการทะเลาะต่างๆ นานา ฉะนั้น ต้องฝืนกระแสธรรมชาติด้วยการใส่ความพยายามเข้าไป ไปหาเรื่องดีๆ เข้ามา แล้วจะทำให้คนมีความสุขขึ้นเยอะ ตอนนี้คนตื่นเช้ามาอ่านหนังสือพิมพ์ เหนื่อย มีแต่เรื่องร้ายๆ เต็มไปหมด

ท่านพุทธทาสอ้างพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าไม่ให้ด่าแม้แต่คนที่เป็นศัตรู แต่สื่อมวลชนในทุกวันนี้ แม้แต่คนที่เป็นมิตร ถ้าทำอะไรไม่เข้าท่าเข้าทาง เราก็ด่าเหมือนกัน เราจะอยู่อย่างไรในสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงอย่างนี้ สื่อจะอยู่อย่างไร ประชาชนจะเสพสื่ออย่างไร

เบื้องต้นคือต้องอดทน จะแก้ทันทีเป็นไปไม่ได้  สอง ต้องมีความเมตตา  จริงๆ อาจารย์พุทธทาสได้สอนธรรมะชุดหนึ่งไว้ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ไปหาท่านอาจารย์พุทธทาส ไปเคารพท่าน ตอนนั้นท่านอาจารย์สัญญาเป็นนายกฯ ท่านอาจารย์สัญญาพูดว่า “ท่านอาจารย์ขอรับ ก่อนผมเป็นนายกรัฐมนตรี อะไรที่ผมทำเขาว่าดีทุกอย่าง แต่พอผมเป็นนายกฯ อะไรที่ผมทำเขากลับว่าเลวทุกอย่าง” อันนี้เป็นธรรมชาติ ใครมีอำนาจคนก็อยากจะโจมตี

ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงบอกว่า การจะทำอะไรในสาธารณะแล้วสามารถฝ่าความเสียดทานไปได้ ให้ใช้คาถา 4 คำดังต่อไปนี้

หนึ่ง สุทธิ คือความบริสุทธิ์ ความไม่โกง ถ้าโกงแล้วจะรักษาตัวได้ยากมาก สุทธิคือความบริสุทธิ์จนคนเขาเชื่อว่าคนนี้ไม่โกง อย่างอาจารย์สัญญาไม่มีคนเชื่อว่าท่านจะโกง มันก็ช่วยให้ผ่านพ้นปัญหาไปได้ง่าย เรื่องใหญ่ก็กลายเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าตรงข้าม เขาเห็นว่าคนคนนี้ไว้ใจไม่ได้ มันอาจจะโกง เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้น ทำอะไรต้องมีความบริสุทธิ์

แต่ความบริสุทธิ์อย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องใช้ปัญญา ต้องเรียนรู้ รู้เท่าทัน

แต่สองอย่างก็ยังไม่พอ ต้องใช้ความเมตตา เพราะสิ่งที่เข้ามากระทบ สิ่งที่ต้องฝ่าความเสียดทาน หรือการที่เราคิดว่าเราทำดีทุกอย่างแล้วก็ยังมีคนเข้ามาโจมตี มาว่า ในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ  มันเป็นธรรมดา มันจะโกรธ มันจะมีความทุกข์ได้ จึงต้องมีความเมตตา ความเมตตาจะทำให้ไม่ทุกข์ ไม่มีปฏิกิริยารุนแรงเกินไป (Overreact)

แต่สามอย่างก็ยังไม่พอ ต้องมีขันตี ต้องอดทน อดทนให้เรื่องมันผ่านไปได้ เพราะสิ่งต่างๆ มันเปลี่ยนแปลงเป็นอนิจจัง มันไม่ได้คงทนอย่างนั้นตลอดไป คนที่ร้ายกับเรา ไม่จำเป็นต้องร้ายตลอดไป มันเปลี่ยนเป็นดีได้ถ้าเราอดทน

ทั้งหมดนี้เป็นคาถาสี่คำของท่านอาจารย์พุทธทาส สามารถใช้กับเรื่องต่างๆ ได้ เป็นแพ็กเกจชุดธรรมะเพื่อฝ่าความเสียดทานในการทำงานสาธารณะ

ทุกวันนี้ปัญหาบ้านเมืองทั้งหมดเราโยนไปที่คุณทักษิณ ว่าสาเหตุอาจจะเกิดจากคุณทักษิณ  อาจารย์ครับ สังคมไทยควรจะอยู่กับคุณทักษิณต่อไปอย่างไร

ผมเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงคุณทักษิณ เพราะว่ารู้จักกันอยู่  เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมหนังสือพิมพ์ก็ลงเผยแพร่  ผมเขียนว่า คุณทักษิณ คุณเป็นคนมีศักยภาพมาก คุณน่าจะทำเรื่องใหญ่กว่านี้ ถามว่าเรื่องใหญ่กว่านี้คืออะไร เรื่องใหญ่คือขณะนี้โลกทั้งโลกมันเกิดความขัดแย้ง เกิดวิกฤตทั้งโลก เพราะมนุษย์มีจิตสำนึกเล็ก  มนุษย์ต้องมีจิตสำนึกใหญ่ ต้องมีจิตสำนึกใหม่  มีนักข่าวฝรั่งคุยกัน บอกว่า มนุษย์วิกฤต ไม่มีทางอื่นที่จะแก้วิกฤตนอกจากการปฏิวัติจิตสำนึก (Consciousness Revolution) ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของมนุษย์ทั้งโลก  ผมบอกคุณทักษิณว่า มีหลานของคุณอยู่คนหนึ่งที่สนใจเรื่องนี้ ถ้าคุณสนใจจริงๆ เขาคงยินดีเดินทางมาคุยกับคุณที่ดูไบ

ผลตอบรับจากคุณทักษิณเป็นอย่างไร ได้จดหมายตอบกลับไหม

ได้ ท่านเรียกหลานคนนี้ไปที่ดูไบ แสดงว่าท่านสนใจเรื่องนี้อยู่

ทำอย่างไรสังคมไทยถึงจะก้าวพ้นคุณทักษิณไปได้ และทำอย่างไรคุณทักษิณถึงจะก้าวพ้นความขัดแย้งในสังคมไทยไปได้

สังคมไทยมันขัดแย้งเชิงโครงสร้างมานานเป็นร้อยปี ทีนี้ การต่อสู้กันในขณะนี้มันไม่ได้ไปแก้โครงสร้าง  เพราะทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่อาจจะเรียกว่าอำมาตยาธิปไตยหรืออะไรก็แล้วแต่ และฝ่ายที่อาจจะเรียกว่าฝ่ายอนุรักษ์ ต่างทำประชานิยมเหมือนกัน หาเสียงอย่างประชานิยม ไม่ได้ไปจับที่โครงสร้าง ผมคิดว่ามันไม่หายหรอก มันจะขัดแย้งกันอยู่เรื่อยไป ซึ่งผมคิดว่าทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลืองต่างมีคนที่คิดเชิงโครงสร้าง เราต้องไปทำงานเรื่องโครงสร้าง โครงสร้างในสังคมไทยมันไม่ยุติธรรมกับคนจนคนเล็กคนน้อย มันแก้ความยากจนไม่ได้หรอกถ้าไม่แก้โครงสร้าง โครงสร้างยังขาดความเป็นธรรม ทั้งโครงสร้างทางกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม ทุกชนิด ร้อยแปด

อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ บอกไว้เมื่อนานมาแล้วว่า กฎหมายมีอคติกับคนจน เพราะฉะนั้น เราต้องทำงานแก้โครงสร้างให้ได้ จึงจะแก้ความยากจนได้จริง แก้ความอยุติธรรมในสังคมได้จริง ถ้าเพียงแต่ไปแตะประชานิยม แม้แต่ไปบอกให้นิยมใคร แม้แต่ไปบอกว่าข้างนี้นิยมกษัตริย์ ข้างนี้นิยมคุณทักษิณ พูดตรงไปตรงมา มันแก้ปัญหาไม่ได้ถ้าเราไม่ไปแก้โครงสร้าง เพราะฉะนั้น มันน่าจะมีทางเลือกที่สามเข้ามาทำงานเพื่อแก้ไขตรงนี้ ชวนทุกฝ่ายมาปรึกษากัน ถ้าไม่แก้มันก็ขัดแย้งเรื่อยไป ถึงคุณทักษิณจะตายไปก็ยังมีคนขัดแย้งเรื่องพวกนี้อยู่

อาจารย์จะฝากอะไรถึงคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อฟ้า เสื้อน้ำเงิน ทุกๆ เสื้อในประเทศไทย

เราคนไทยต้องมีจิตสำนึกใหญ่ เห็นคนทุกสีเป็นเพื่อนมนุษย์  ไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็แล้วแต่ พวกนี้มันเป็นมายาคติ ลึกๆ แล้วทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์กัน และเพื่อนมนุษย์มันก็มีที่แตกต่างกันไป ถูกบ้างผิดบ้าง มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาฆ่ากันตาย สิ่งที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการทำงานและมีเป้าหมายร่วมกัน ถึงแม้ข้างไหนชนะก็ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ปัญหาได้ เพราะฝ่ายที่ชนะก็ต้องไปแบกรับภาระปัญหาซึ่งแก้ได้ยาก รัฐบาลทุกรัฐบาลก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะปัญหามันยาก คุณทักษิณเป็นนายกฯ ผมก็เตือนท่านว่า คุณทักษิณอย่าใช้อำนาจ แก้ไม่ได้ ต้องเอาคนมาร่วม ถ้าคุณใช้อำนาจ อำนาจมันจะตีกลับมาที่คุณ

ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ผมอยากเห็นรัฐบาลที่สามารถดึงคนไทยให้มาร่วมกันและให้ขยับไปได้ เพราะประเทศไทยมีทรัพยากรเยอะแยะ มากกว่าประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก มากกว่าสวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน

เราคนไทยต้องเข้ามาร่วมกันทำงาน เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของไทยที่ไม่ยุติธรรม แก้ปัญหาเรื่องขาดความเป็นธรรมให้เกิดความเป็นธรรม ถ้าเราทำได้ เราจะแก้ความยากจนได้ ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ เราแก้ไม่ได้  รับรอง เอาเงินไปแจกเท่าไรๆ ไอ้โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมก็ดูดกลับหมด แต่ถ้าเราเรียนรู้ตรงนี้ เราสามารถแก้ความยากจนได้อย่างเด็ดขาดและถาวร

เรามาร่วมกันสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ผมคิดว่าเราทำได้  ถ้าเราทำงานด้วยกัน มันจะเกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน หัวใจของความเป็นมนุษย์คือตรงนี้ และพอเกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน ผมคิดว่ามันเป็นทุนมโหฬารที่ทำให้เกิดความสุข และช่วยให้ทำอะไรก็สำเร็จได้ง่าย เรื่องนี้มันซื้อไม่ได้ ใช้เงินกี่พันกี่หมื่นล้านก็ซื้อไม่ได้ มันจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการทำงานร่วมกัน เพราะมนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์ความดีอยู่ในหัวใจ ขอให้เอาตรงนี้มาเจอกัน มันเกิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมรับรองได้ เพราะมันมีอยู่ใน ธรรมชาติของคน

เราเป็นเพื่อนมนุษย์กัน เรื่องสีมันเป็นเรื่องมายาคติ ไม่ใช่ความจริงแท้  ความจริงแท้คือความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ ถ้าเรารักเพื่อนมนุษย์ ช่วยกันทำงาน เราสามารถสร้างสันติภาพความอยู่เย็นเป็นสุขในประเทศเราได้อย่างสบาย เมื่อถึงตอนนั้นประเทศเราก็จะเป็นพลังในการไปแก้ปัญหาโลก เพราะโลกมีปัญหาเยอะ ต้องการการเยียวยาแก้ปัญหา เรามาร่วมกันทำเมืองไทยของเราให้ดี ทำให้เมืองไทยมีบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาโลก ถ้าทิ้งโลก ปัญหาก็จะไม่มีวันจบ

เรียบเรียงจาก รายการตอบโจทย์ ทีวีไทย  27 พฤจิกายน 2552

Read Full Post »

จดหมายเหตุ วิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทย พฤษภา’๓๕

triamboy

เกริ่นสมมติ.

๑. บทความมีความอคติของบทความ, ด้วยการนำเสนอคำพูดที่ผู้เขียนคัดเลือกมาเองตามเหตุผลของตน, นำเสนอเพียงบางส่วน, บางแง่มุม, จากบางคน, เท่านั้น, โดยเฉพาะบุคคลในวงการสื่อมวลชนบางส่วนเท่านั้น.

๒. ความอคติบางส่วนมาจากบริบทที่บทความนี้เกิดขึ้นอย่างมีนัยยะ.

๓. ข้อความทั้งหมดไม่ได้มีการดัดแปลง, หรือแก้ไขแต่ประการใด.

๔. บทความนี้เป็นการตีพิมพ์บทเสวนา, วิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทย, จัดโดยสถาบันด้านสื่อสารมวลชนทั่วประเทศ, สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย, สมาคมหนังสือพิมพ์ในพระบรมราชูปถัมภ์, องค์กรพัฒนาชนบท, ในวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๕, ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เกริ่มตามความตั้งใจ.

๑. เรียนรู้, และถ่ายทอดข้อเท็จจริงบางส่วนของวิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทยจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง.

๒. เรียนรู้, และถ่ายทอดข้อเท็จจริงบางส่วนของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬผ่านการรับรู้ของตัวแทนภาคสื่อมวลชนเป็นหลัก.

๓. สังเกตพฤติกรรมการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความตามอายุของแต่ละคน.

๔. เปรียบเทียบพฤติกรรมการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความ ณ พฤษภาฯ ๓๕ กับห้วงเวลาปัจจุบัน, ผู้ซึ่งยังมีชีวิตอยู่และปรากฎในการรับรู้ของชนไทยทั่วไป, อาทิ, ประเวศ วะสี, สุทธิชัย หยุ่น, สมเกียรติ อ่อนวิมล, เป็นต้น. มากกว่านั้น, ยังสังเกตพัฒนาการการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความทั้งในแง่เนื้อหา, อารมณ์, รูปแบบการถ่ายทอด, เป็นต้น.

๕. คาดหวังต่อผลจากการรับรู้จะสร้างความคิดความเข้าใจ, และความคาดการณ์ในเบื้องหน้าที่สมเหตุสมผลมากขึ้น, โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับรู้โดยอ้อมของชั่วอายุคนของข้าพเจ้า, และกำเนิดต่อจากข้าพเจ้า.

บางข้อความสร้างความประหลาดใจให้กับข้าพเจ้าเป็นอย่างคาดไม่ถึง, คนคนนี้เคยใช้คำพูดอย่างนี้เหรอ!!, คนคนนี้แสดงอารมณ์ได้ตรงขนาดนี้เหรอ!!

ลองอ่านเพื่อพิจารณาความคาดไม่ถึงของพฤติกรรมในต่างห้วงเวลาของแต่ละปัจเจกบุคคล. ความไม่สมำเสมอบางอย่างดึงดูดให้ข้าพเจ้าสนใจมากขึ้น.

เริ่ม …

“สารที่มันทำหน้าที่ในการสื่อมาโดยตลอด จึงได้แก่ การนำเอาโลกของชนชั้นสูงไม่ว่าจะเป็นจริงหรือเป็นจินตนาการก็ตามมาสู่ความฝันและเริงรมย์ แม้เพียงชั่วขณะหนึ่งของชาวบ้าน”

“เมื่อใดก็ตามที่ผู้มีอำนาจคิดจะทำอะไรที่มิดีมิร้าย โทรทัศน์, วิทยุ, หนังสือพิมพ์ จะถูกจับใส่กรง สวมกุญแจลั่นดานมิให้ภาพแห่งความเป็นจริงถูกถ่ายทอดไปสู่ประชาชนได้ และเมื่อได้ “ห้าม” การเสนอข่าวอย่างหนึ่งแล้ว ก็จะต้อง “ป้อน” ข่าวที่ผู้มีอำนาจอยากจะเสนอด้วย”

“ความจริงเรื่องการปิดข่าวหรือเซ็นเซอร์ข่าวทางโทรทัศน์นั้นไม่ใช้เรื่องลับหรือยากต่อการรับรู้ คนไทยชินและทำใจกับพฤติการณ์ดังกล่าวได้ง่ายกว่าคนในประเทศตะวันตก ส่วนหนึ่งเพราะโทรทัศน์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเป็นกระบอกเสียงหรือพยายามจะเป็นสื่อมวลชนมาตั้งแต่ต้น”

“เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้คิดจะช่วยเจ้านายด้วยการเซนเซอร์ข่าวทีวีนั้นประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการปิดข่าว สิ่งที่ได้จากการกระทำดังกล่าว คือ การตอกย้ำให้เห็นแนวคิดแบบเก่าในเรื่องอำนาจ การพยายามรักษาสถานะเดิมของชนชั้นผู้นำไทย”

“เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กๆถูกผู้ใหญ่หลอกในสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรือสลักสำคัญต่อความมั่นคงหรือพัฒนาการของประเทศเลยแม้แต่น้อย หากแต่จะเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้มีอำนาจ (แต่ไม่มีบารมี) ต่างหาก”

“แต่ใครก็ไม่รู้ในสถานีโทรทัศน์และในกองทัพไทยก็ยังคงพยายามจะขีดเส้นตีกรอบของการรับรู้ข่าวสารของคนไทยระดับกลางและล่างให้เหมือนการนั่งดูลิเกหรือละครเท่านั้น โดยไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนั้นกำลังเป็นการทำสงคราม (การเมือง) กับคนเหล่านี้”

บุญโฮม อิงชัยภูมิ, บรรณาธิการสำนักพิมพ์เคล็ดไทย, บานชื่น.

“พวกมึงเนี่ยทำบ้านเมืองชิบหายวายป่วงหมด มึงอย่าเสือกทำอีกนะ ใครทำปฏิวัติรัฐประหารอีก เป็นการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์”

“สังคมทุกระดับ ทั้งครอบครัว ชุมชน สังคมโลก ล้วนต้องการหลุดพ้นจากความบีบคั้นทั้งสิ้น ถ้ามีเผด็จการก็เกิดความบีบคั้น มนุษย์จะชอบประชาธิปไตย ชอบการมีส่วนร่วม ชอบความเสมอภาค ชอบการกระจายอำนาจ”

นพ. ประเวศ วะสี, นักวิชาการและหนึ่งในกลุ่มพลเมืองอาวุโส

“ตราบใดถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ยังมองว่า สื่อสารมวลชนของรัฐ คือ การทำงานเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลแล้ว สิ่งนี้คือความหายนะของบ้านเมือง”

“แต่ข้าราชการของเราพยายามที่จะปกป้องนาย ผมไม่อยากจะเรียนว่าเป็นการสอพลอ แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้สื่อมวลชนของรัฐได้รับการปิดกั้น”

“ประชาชนมีความรู้สึกว่า เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ถูกต้องก็ไปดูเหตุการณ์ ซึ่งก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมในการที่จะรวมตัวที่จะชุมนุม เมื่อทีวีไม่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ ก็จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปสัมผัสในที่เกิดเหตุ”

“ในบ้านเมืองเราจะทำอะไรสักอย่าง แทนที่จะเอาข้อเท็จจริงมาพูด จะต้องเป็นลักษณะของโฆษณาชวนเชื่อ หรือพูดง่ายๆก็คือ ระหว่างพีอาร์ หรือ พับลิครีเลชัน จะกลายเป็นลักษณะอีกอย่าง เป็นเรื่องของจิตวิทยา หรือปฏิบัติการจิตวิทยา คือกลายเป็นว่าความจริงในบ้านเมืองพูดกันไม่ได้แล้ว จะต้องชี้นำซะก่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย”

ถวัลย์ศักดิ์ สุขวรรณ, ผู้อำนวยการสำนักข่ายไทย อสมท.

“ทางรัฐบาลมิได้สั่งด้วยวาจา ไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ว่าก็มีเจ้าหน้าที่บางท่านที่สั่งกันด้วยวาจา หรือแฟกซ์มา เราก็ได้ให้ความร่วมมือ”

ประสิทธิ์ หิตะนันท์, ผู้อำนวยการ อสมท.

“เสรีภาพนี้หมายถึงการที่เราจะพูดจะเสนออะไรได้ตามที่เราคิด เราชอบ เราพึงพอใจ แต่เราจะต้องให้โอกาสฝ่ายตรงข้ามได้เสนอสิ่งที่เป็นความต้องการของเขา ปรารถนาของเขาด้วย”

จำนงค์ กุมาลย์วิสัย,  คณะบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาลัยศรีประทุม.

“ทีวีถูกอำนาจบางอำนาจบีบคั้นคุกคามอยู่ตลอดเวลา จนถึงวันน้ีอำนาจที่บีบคั้นคุกคามนั้นจะไม่มีวันหมดไป ตราบใดที่ทีวียังไม่มีเสรีภาพอย่างแท้จริง”

“สาเหตุที่ออกผมเลือกอยู่สองอย่างครับ คือ เลือกเงิน กับ ศรัทธาประชาชน ผมขอเลือกศรัทธาจากประชาชน”

“จริงหรือเปล่าครับที่ทำงานกันอย่างกล้าๆกลัวๆ ช่วยตอบด้วยครับ มันยังคงเป็นอย่างนั้นอยู่ ถ้าตราบใดทีวีไม่ได้เป็นของประชาชน”

จักรพันธุ์ ยมจินดา, อดีตผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗ สี.

“การพัฒนาการเมืองไทยให้ยั่งยืนไปจริงๆไม่ได้ขึ้นอยู่กับกองทััพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เด็ดขาด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาเลย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง แต่ขึ้นอยู่กับสังคมทั้งสังคม สังคมต้องมีความเข้มแข็งในทุกๆส่วน”

“ความจริงผมคิดว่าหลักการใหญ่ทางสังคมทุกสังคมที่สำคัญที่สุด ถ้ามันจะต้องอยู่ได้ก็คิดว่าอยู่บนพื้นฐานความจริง ถ้ามีความจริงเป็นพื้นฐานในสังคมเสียอย่าง เราตัดสินปัญหา เราตัดสินใจทุกเรื่องได้อย่างถูกต้อง”

ธีรยุทธ บุญมี, อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

“เมื่อเครื่องบินที่ผ่านระหว่างประเทศลงมาถึงสนามบินดอนเมืองแล้ว ผู้ประกาศบนเครื่องบินประกาศบอกว่า ขณะนี้เราได้นำผู้โดยสารมาถึงประเทศไทย โปรดหมุนเข็มนาฬิกากลับไป ๒๐ ปี”

“การที่โทรทัศน์เป็นอย่างนี้ ผมคิดว่ามันเนื่องมาจากเหตุผล ๓ ประการ ประการแรก เกี่ยวกับกฎหมายบอกให้เป็นอย่างนั้น ประการที่สอง ก็อิทธิพลของคนบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในรัฐบาลและคนรับใช้ของรัฐบาล ใช้อิทธิพลของคนในรัฐบาลไปข่มขู่สถานีโทรทัศน์ ประการที่สาม ก็เนื่องมาจากความรู้สำนึกของคนในสถานีโทรทัศน์นั่นเอง ที่มีบางคน ไม่ใช่อยู่โดยยอมเป็นเครื่องมือเขาบางคน”

“คำสั่งของ กบว. ที่บางคนบอกว่าแปลว่า “กูบ้าแล้วโว้ย” ยังมีอยู่ บอกว่าห้ามไม่ให้สถานีวิทยุเอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน เพราะฉะนั้น บางสถานีวิทยุก็เลยทำเป็นว่าผู้สื่อข่าวของตัวเองออกไปหาข่าวอย่างนั้นมาอย่างนี้มา ผมเองก็ดี พรรคพวกผมเองก็ดี เพื่อนๆในฉบับอื่นก็ดี นั่งฟังไป เอ๊ะ นี่มันข่าวเราเขียนนิ”

มานิจ สุขสมจิตร, บรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ.

“ไม่มีวันหรอกครับที่เราจะมีเสรีภาพอย่างแท้จริง มันมีเป็นชั่วครั้งชั่วคราว ในประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ของผมคิดว่ามีเมื่อรัฐบาลเผลอ เผลอบ้างวันสองวัน บางค่ำบางคืน ปีสองปี”

“การบิดเบือนข่าวสาร เห็นแต่ละช่องเสียงเหมือนกัน ภาพเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าการบังคับให้เชื่อเหมือนๆกัน แต่เป็นการบังคับไม่ให้เชื่อเหมือนๆกัน”

สมเกียรติ อ่อนวิมล, บริษัท แปซิฟิกอินเตอร์คอมมิวนิเคชัน จำกัด.

“การปิดกั้นข่าวสารคืออาชญากรรมขั้นแรกที่ได้ปรากฎครั้งนี้ ก่อนที่ได้ใช้กระสุนด้วยซ้ำไป”

“แม้กระทั่งที่เป็นคำสั่งภาวะฉุกเฉิน ไม่ทราบว่าใครฉุกเฉิน ประชาชนอยู่สบายดี ไปรวมตัวกันเรียกร้องแสดงความคิดเห็น และเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ไม่มีอะไรฉุกเฉินเลย”

“ถ้าเรายอมเชื่อและยอมรับทั้งหมด เราก็ยังคงเป็นแบบสังคมไทยๆ ต่อไป คือ เราจะให้อภัยซึ่งกันและกันต่อไป”

“เป็นธรรมชาติของคนไทยและเราก็จะลืมไป แล้วก็จะให้อภัย แล้ววันดีคืนดีก็มาคุยอย่างนี้อีก และก็มีข้อเสนออย่างนนี้อีก”

“เพราะผมสงสารประเทศขอเราเองที่เขาคิดว่าประชาชนจะฟังและยอมรับเขาได้ เขาลืมไปแล้วว่าประชาชนไม่ได้โง่อย่างที่คิด ประชาชนอาจจะให้อภัยเขาอีก เขาคิดอย่างนั้นครับ และนั่นคือ สิ่งที่เราผิดพลาด”

“ผมอยากจะบอกว่าระหว่างธรรมะ กับ อธรรม เราเป็นกลางไม่ได้ครับ ระหว่างภาพที่เราเห็น ภาพทีวีที่ทหารยิงประชาชน กับ ภาพที่ทหารมาเอายาดมให้ประชาชนที่เป็นลม ถ้าเราบอกว่าจะให้ความสำคัญกับสองรูปนี้เท่ากันแล้วเป็นกลาง บ้านน้ีเมืองนี้ล่มจมครับ”

“จริงๆแล้วคนไทยเป็นคนที่อดกลั้นมากๆนะครับ ก่อนหน้าที่เกิดเรื่องราว ทุกคืนเรานั่งอยู่่ที่บ้านทานข้าว ทุ่มครึ่งเปิดทีวีดูหมดทุกช่อง ใช้รีโมทคอนโทรล ลูกที่นั่งอยู่เรียนมัธยมยังถามว่า พ่อทำไมทุกช่องมันเหมือนกันหมด หน้าคนนี้ออกทุกช่องเหมือนกันหมด คนที่สองก็ทุกช่องหน้าเหมือนกันหมด และคนไทยอดทนมาตลอด คนไทยไม่เคยโกรธ ไม่เคยบอกว่ากูรับไม่ได้ ถ้าเป็นคนอื่นเป็นต่างประเทศที่เขาต้องจ่ายภาษีและจ่ายค่าทีวี เขาเอาก้อนหินขว้างแล้ว ทั้งหมดนี้เราให้อภัยกัน”

“ถ้าผมพูดจริงๆตามความรู้สึกหมด จะไม่มีเพื่อนเหลือเลย แต่ถ้าไม่มีเพื่อนเหลือเลยและแลกกับความสำนึกขอคนไทยทั้งหมด”

สุทธิชัย หยุ่น, นักหนังสือพิมพ์จากเดอะเนชั่น.

“ข่าวที่ยัดเยียดมากนั้น คนไม่รับและผลักออก รายการเพื่อแผ่นดินไทยเป็นรายการวิทยุที่คนไทยฟังน้อยที่สุด ทั้งๆที่ถ่ายทอดมากที่สุด  พอหกโมงเคารพธงชาติ ทุกคนเอาเทปยัดใส่วิทยุหมด”

“คือกลัวหมด เอะอะอะไรก็กลัวไว้ก่อน เตะออกไว้ก่อน เหมือนลูกบอลจะเข้าประตูเตะออกไว้ก่อนปลอดภัย”

“เขาให้คนที่สนิทชิดเชื้อ ยกหูไปหาสปอนเซอร์ เจ้าของโฆษณาบอกว่าคุณสนับสนุนหนังสือพิมพ์ที่โจมตีนายผมเหรอ เข้าฟังแล้วเขาหนาวครับ ขอถอนไปตั้งเยอะ เขาถอนไป”

สุภาพ คลี่ขจาย, นักหนังสือพิมพ์จากแนวหน้า.

“รู้สึกว่ายุคนี้แหละเป็นยุคที่ตกต่ำที่สุดของข่าวโทรทัศน์ คือ ถูกให้บิดเบือนข้อเท็จจริงต่างๆ”

“เมื่อเป็นฝ่ายค้านพร้อมที่จะให้อิสระเสรีภาพ หรือต่อว่าโทรทัศน์นักหนาว่าไม่เสนอข่าว แต่พอเป็นฝ่ายรัฐบาลเอง กลับควบคุมโทรทัศน์อย่างหนักแน่นเลย”

พนม บุญสาลี, บรรณาธิการข่าวไทยสกายทีวี.

“เฮียสุออกมาพูด อย่าให้คนออกนอกบ้าน ปรากฎว่ากลับเป็นการเรียกร้องให้คนออก การมาพูดกล่าวร้ายก็ดี ไม่ว่าพูดถึงสภาเปรโซเดียม หรือเป๊บโวเดนท์ก็ตาม ก็ปรากฎว่าไม่มีใครเชื่อเพราะว่าคนได้สิ้นความเชื่อถือในสื่อประเภททีวี”

“การสั่งปิดหนังสือพิมพ์นั้นจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่จะต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมให้ศาลสั่ง”

“ตัวเลขจากการที่ผู้ร่วมชุมนุมนั้นเนี่ย ในด้านรายได้นี่จากรายได้ ๒ หมื่นถึง ๕ หมื่นบาทมีถึง ๑๕.๕ เปอร์เซ็นต์ รายได้ ๕ หมื่นบาทขึ้นไปมีถึง ๖.๒ เปอร์เซ็นต์ ผู้มาร่วมชุมนุมเป็นภาคเอกชนถึง ๔๕.๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นเจ้าของกิจการถึง ๑๓.๗ เปอร์เซ็นต์ และมาจากภาคราชการถึง ๑๔.๘ เปอร์เซ็นต์ และที่น่าแปลกใจคือ นักเรียน นักศึกษามีเพียงแค่ ๘.๔ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าแกนนำในการเคลื่อนไหวยุคนี้ไม่เหมือนกับยุค ๑๔ ตุลาอีกต่อไปแล้ว”

สุวัฒน์ ทองวัฒนากุล, นักหนังสือพิมพ์จาก ผู้จัดการ.

“มีบุรุษผู้หนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้เป็นรัฐมนตรี และเคยเป็นนักวิชาการมหาวิทยาลัยนิด้ามาก่อน ได้โทรศัพท์พูดกับผมว่า มองต่างมุมน่ะปิดแน่นอน ได้พูดกับผมว่ารายการอย่างนี้มันอยู่ไม่ได้ รายการอย่างนี้เป็นรายการที่คอยว่าทหาร คอยว่ารัฐบาล มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นความเพ้อฝันของคนบางคน ที่บอกว่าสื่อมวลชนนั้นเป็นสื่อของรัฐ หมายความว่าของประชาชน มันฝันทั้งเพ ผมอยากจะให้คุณถวัลย์ศักดิ์ได้ฟังไว้ตรงนี้นะครับ เขาบอกว่าเป็นความฝันทั้งเพ ทั้งหมดนี้เขาบอกว่าจริงๆแล้วสื่อจะต้องเป็นของรัฐหมายถึงรัฐบาล บุคคลผู้เป็นผู้บริหารรัฐบาลจะต้องใช้ ถ้าหากว่าเราไม่สามารถให้มีดคนอื่นมาฟาดฟันตัวเราเองได้”

“ถ้าหากว่าเราไปดูสัมปทานช่อง ๗ ดูสิครับ จ่ายเงินเพียงน้อยนิดให้กับกองทัพบกแล้วที่เหลือจ่ายกันบนโต๊ะใต้โต๊ะอย่างไร ช่อง ๓ ก็เช่นเดียวกัน มีการจ่ายสัมปทานกัน”

“ทั้งนี้เพราะสื่อดังกล่าวมิอาจสะท้อนข่าวสารความเป็นจริง แต่ถูกกล่าวหากันแพร่หลายว่า เป็นสถาบันแห่งการแสวงหาความจริงที่ชอบแถลงข่าวเท็จ”

“เพราะว่าการครอบงำสื่อมวลชน อารยชนถือว่าเป็นการครอบงำบุคคล ครอบงำมนุษย์ อย่างไม่เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นคน และสุดท้ายก็เป็นการปิดกั้นการพัฒนามนุษย์ พัฒนาสังคม พัฒนาประเทศชาติ”

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

Read Full Post »