Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ปฏิรูป’

recommendare

  

สิ่งที่ถูกมองข้าม กรณีการปฏิรูปการเมืองไทย

 

โดย

พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย

อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

 

ความมีดังนี้

 

กระแสข่าวของการปฏิรูปการเมืองนั้นเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างแพร่หลาย ผู้เขียนคงจะมิได้มาวิพากษ์วิจารณ์ว่าองค์กรใดเป็นองค์กรที่เหมาะสมในการเข้ามารับพันธกิจที่สำคัญในครั้งนี้ หากแต่จะได้เสนอแง่คิดบางมุมในเรื่องการปฏิรูปการเมืองในสังคมไทยว่าครอบคลุมในทุกมิติเฉกเช่นเดียวกับที่ต่างประเทศกระทำกัน

 

ประเด็นแรกที่จะต้องกล่าวถึงคือความหมายของ “การปฏิรูปการเมือง” ว่ามีความหมายครอบคลุมไปถึงเรื่องใดบ้าง โดยหากมองในเชิงอำนาจนิยมก็จะให้ความสำคัญไปในเรื่องของโครงสร้างอำนาจทางการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง จะพิจารณาแค่มิติที่ว่าอำนาจนั้นควรจะถูกจัดไว้ให้กับองค์กรใด มีองค์กรใดที่จะเข้ามาตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ การเข้าสู่และออกจากตำแหน่งในองค์กรต่างๆ การรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งก็คือแนวคิดส่วนใหญ่ของสังคมไทยในช่วงที่เวลาผ่านมาและปัจจุบัน

 

แท้ที่จริง “การปฏิรูปการเมือง” มีนัยครอบคลุมไปมากกว่าแนวความคิดข้างต้น ไม่ได้เน้นเฉพาะการเมืองในเชิงการจัดสรรอำนาจที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหรือประชาชนในเพียงแค่บางแง่มุม หากแต่ยังครอบคลุมไปถึงมิติทางเศรษฐกิจและสังคมในองค์รวมด้วย ทั้งนี้อยู่บนตรรกะที่ว่าการเมืองนั้นมีความใกล้ชิดอย่างยิ่งกับเรื่องของเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

 

แม้ว่าล่าสุดจะได้มีการเปลี่ยนชื่อจากการปฏิรูปการเมืองมาเป็น “การศึกษาเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง” ซึ่งอาจจะมีมิติทางสังคมอยู่บ้าง แต่จากแนวคิดของผู้มีส่วนร่วมที่ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ ก็ยังสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการใช้มุมมองเชิงอำนาจนิยมแบบเดิมๆ อยู่ดี

 

หากจะให้วิเคราะห์ถึงสาเหตุในการปฏิรูปการเมือง ผู้เขียนเห็นว่าสามารถจำแนกออกเป็น 2 ปัญหาหลัก ได้แก่ ปัญหาในภาคการเมือง และปัญหาในภาคประชาชน

 

ปัญหาทางภาคการเมืองเห็นได้ชัดว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาในเรื่องโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่และออกจากตำแหน่งขององค์กรต่างๆ การจัดสรรอำนาจ การจัดสรรองค์กรในการใช้อำนาจ ระบบการถ่วงดุลอำนาจขององค์กรต่างๆ ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ฯลฯ

 

อย่างไรก็ดี ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นคงจะมิอาจสรุปได้ว่าเกิดขึ้นมาจากฝ่ายการเมือง หรือตัวนักการเมืองเพียงอย่างเดียว หากแต่ในความเป็นจริง ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยต้องเจอกับปัญหาอย่างหนักหนาสาหัสนั้นคือ ภาคประชาชนเอง

 

ทุกประเทศทั่วโลกทราบกันดีว่า สาเหตุสำคัญที่ขัดขวางการพัฒนาทางการเมืองการปกครองของประเทศและส่งผลให้เกิดการทุจริตในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริตเชิงนโยบาย ส่วนหนึ่งมาจากภาคประชาชนอันอยู่ในรูปแบบของกลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group) เมื่อมีการเสนอแนวความคิดเรื่องการปฏิรูปการเมืองขึ้น ประเด็นนี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันเป็นประเด็นแรกๆ แต่ในไทยกลับไม่มีใครกล่าวถึงและให้ความสนใจ ทั้งๆ ที่ทราบกันดีว่าอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์รุนแรงถึงขั้นสามารถกำหนดทิศทางทางการเมืองทั้งในองค์กรนิติบัญญัติและบริหารได้

 

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาข้างต้นไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนที่เคยทำผ่านๆ มา หากแต่ต้องมีการพิจารณาในเรื่องของการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองฉบับต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือแม้กระทั่งการบัญญัติกฎหมายใหม่ขึ้นมาเพื่อช่วยในการแก้ไขปัญหาในทางการเมืองการปกครองด้วย

 

ในประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่ง ที่จะต้องดำเนินการศึกษาและแก้ไข คือ การจัดสรรอำนาจในองค์กรฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีการออกแบบให้รัฐบาลค่อนข้างอ่อนแอจนเกินไปอันส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินมากพอสมควร

 

ปัญหาทำนองดังกล่าวเคยเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อผู้ร่าง Articles of Confederation ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ได้กำหนดโครงสร้างให้ฝ่ายบริหารมีความอ่อนแอ ทั้งนี้มาจากประสบการณ์ที่เจอมากับกษัตริย์อังกฤษ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพการณ์ทางการเมืองการปกครองแสดงให้เห็นว่าประเทศชาติไม่สามารถเดินหน้าไปได้ภายใต้รัฐบาลที่อ่อนแอ จึงมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางด้านของการจัดสรรอำนาจโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติให้มีความเหมาะสมมากขึ้น

 

เพราะฉะนั้น เพื่อปรับปรุงแก้ไขภาคการเมืองการปกครองของไทยให้มีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพจึงเป็นภาระของผู้ดำเนินการปฏิรูปการเมืองที่จะต้องหาดุลยภาพของอำนาจ (Balance of Power) ให้ได้ องค์กรต่างๆ ต้องไม่มีอำนาจมากหรือน้อยจนเกินไป ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีระบบของการตรวจสอบ การคานและดุลอำนาจซึ่งกันและกันที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรใดมีอำนาจเบ็ดเสร็จซึ่งนำไปสู่การใช้อำนาจไปในทางมิชอบอันกระทบต่อการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้

 

ส่วนประเด็นของการพิจารณาปรับปรุง หรือตรากฎหมายลูกต่างๆ ขึ้นใหม่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาทางด้านการเมืองการปกครอง ผู้มีหน้าที่จะต้องทำการศึกษา แต่ปัญหาหนึ่งที่ผู้เขียนอยากจะขอเสนอแนะก็คือ ประเด็นของระบบการปฏิรูปทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง (Campaign Finance Reform) ซึ่งส่งผลต่อสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยในส่วนหนึ่ง กล่าวคือ ในแต่ละปี หากนำเอางบประมาณของประเทศมาคำนวนแล้วจะเห็นว่าส่วนหนึ่งถูกกันและนำไปใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองไม่ว่าจะผ่านองค์กร หรือตัวบุคคลค่อนข้างมาก

 

หากสามารถจัดระเบียบการใช้เงินดังกล่าวให้ถูกต้องและเหมาะสม งบประมาณของประเทศก็จะไม่บานปลายอย่างที่เป็นอยู่ทุกๆ ปี โดยการจัดระเบียบดังกล่าวสามารถกระทำได้ผ่านมาตรการการปฏิรูปทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง เช่น การกำหนดให้มีการแสดงหลักฐานของงบประมาณอย่างเปิดเผย เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ การกำหนดจำนวนเงินที่เหมาะสมของทางภาครัฐที่สามารถเข้าไปอุดหนุนต่อการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ฯลฯ เป็นต้น ฉะนั้นจะเป็นการลดช่องทางของการทุจริตในการกันงบประมาณแผ่นดินเพื่อไปแสวงหาผลประโยชน์ในทางการเมืองเป็นการส่วนตัวได้

 

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นแล้ว มาตราการปฏิรูปทางการเงินข้างต้นจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเรื้อรังของระบบกลุ่มผลประโยชน์ที่เข้ามาครอบงำระบบการเมืองของประเทศได้ด้วยการกำหนดจำนวนเงินของการบริจาคให้แก่ตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งเองก็ดี หรือตัวพรรคการเมืองเองก็ดี หรือหากไปไกลกว่านั้นก็อาจจะมีการกำหนดว่าบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลใดที่สามารถและไม่สามารถจะบริจาคเงินให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองได้ ดังเช่นที่ได้กำหนดไว้ในประเทศสหรัฐรัฐอเมริกา เป็นต้น โดยประเด็นต่างๆ เหล่านี้จำต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดเพื่อหามาตรฐานที่เหมาะสมกับสภาพสังคมการเมืองของประเทศไทย

 

จริงอยู่แม้ว่าภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 จะได้มีการกล่าวถึงจำนวนเงินในการบริจาคให้กับพรรคการเมืองไว้ แต่ผู้เขียนเห็นการกำหนดอนุญาตให้บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลใดๆ บริจาคเงินให้แก่พรรคการเมืองได้ในจำนวนเงินไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี เป็นจำนวนเงินที่สูงเกินไป อาจไม่สามารถแก้ไขระบบการเมืองแบบนายทุนได้ ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาปฏิรูปจึงควรมาพิจารณาประเด็นนี้เสียใหม่

 

หากกระทำได้เช่นนี้แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าระบบการปฏิรูปทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง จะขจัดเส้นทางอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ในทางการเมือง ทำให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากระบบนายทุนที่จะเข้ามาครอบงำ กำหนดทิศทางทางการเมืองเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอันส่งผลให้เกิดปัญหาทางด้านการเมืองการปกครองในช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ หลักนิติรัฐ หรือที่รัฐธรรมนูญใช้คำว่า “นิติธรรม” ที่ถูกมองข้ามไป ไม่ให้ความเคารพและปฏิบัติตามจากชนชั้นผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง

 

เคยตั้งคำถามไหมว่า ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญไทยมีบทบัญญัติที่ดีมากมายหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบทบัญญัติทางด้านของการเมืองรวมถึงบทบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองในมิติทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ แต่ด้วยเหตุใดปัญหาต่างๆ ยังคงเกิดมาโดยตลอด ทั้งหมดนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่สังคมไทยไม่เป็นนิติรัฐนั่นเอง

 

ถึงแม้จะมีกฎหมายที่ดีเลิศปานใด แต่หากไม่มีผู้ใดเคารพและกระทำตามก็ไร้ประโยชน์ กล่าวคือ แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะมีบทบัญญัติที่ดี หรือตัวบทกฎหมายอื่นๆ จะดีมากมายเท่าใด แต่ถ้าองค์กรและประชาชนมิได้ให้ความเคารพ การเมืองการปกครอง การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน สังคมและเศรษฐกิจที่ดีและมีประสิทธิภาพคงมิอาจเกิดขึ้นได้

 

ผู้เขียนขอย้ำว่าการบัญญัติหลักการต่างๆ ไว้ในตัวบทกฎหมายมิได้หมายความว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้นทั้งหมด อันรวมถึงหลักนิติรัฐ ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการบัญญัติไว้ให้ทุกองค์กรปฏิบัติปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักนิติธรรม แต่กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่าหลายองค์กรมิได้กระทำตามบทบัญญัติดังกล่าวรวมถึงประชาชนด้วย

 

หากพินิจพิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ว่าประเทศที่มีระบบการเมืองการปกครองที่ดี จะเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญและเคารพในหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม ไม่ว่าจะเป็น ประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านี้มิได้มีการบัญญัติหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรมไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนเหมือนประเทศไทย

 

เหตุผลสำคัญที่ทำให้องค์กรต่างๆ และประชาชนของประเทศข้างต้นเคารพในหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม เนื่องจากเขาประพฤติปฏิบัติเป็นประเพณี (Tradition) จนกระทั่งกลายมาเป็นบรรทัดฐาน (Norm) ที่ทุกคนทำกันเป็นปกติวิสัยอยู่แล้ว จึงเป็นโจทย์ใหญ่ให้ผู้ที่จะเข้ามาปฏิรูปการเมืองได้ไปขบคิดว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนในสังคมไทยให้ความเคารพต่อหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรมเช่นเดียวกันกับนานานอารยประเทศ

 

โปรดได้ตระหนักว่ารัฐธรรมนูญมิได้เป็นบ่อเกิดของการปฏิบัติตามหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม หากแต่เป็นเพียงตัวรักษาและธำรงค์หลักการดังกล่าวไว้เท่านั้น ดังนั้น ผู้เขียนเห็นว่าเพียงการนำเอาหลักการดังกล่าวมาบัญญัติอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในรัฐธรรมนูญมิได้เป็นการรับประกันว่าสังคมไทยจะเป็นนิติรัฐ หรือนิติธรรมได้ โดยแนวคิดนี้ยังสามารถตอบโจทย์ในกรณีที่ว่าการบัญญัติหลักการที่สำคัญๆ ทางด้านการเมืองการปกครอง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ การส่งเสริมทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ไว้ในรัฐธรรมนูญก็มิได้ทำให้สังคมไทยเป็นไปตามที่ผู้ร่างต้องการ หากมิได้มีการกระทำตามด้วยเช่นเดียวกัน

 

ท้ายที่สุดนี้ การปฏิรูปทางการเมืองจะสำเร็จเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ต่อเมื่อสามารถทำให้สังคมไทยกลายเป็น“นิติสังคมรัฐ” ได้ อันหมายถึง รัฐที่ทุกคนนั้นอยู่ภายใต้ความเสมอภาคกันทั้งทางด้านของกฎหมาย สังคมและเศรษฐกิจ ฯลฯ มิฉะนั้นแล้ว การปฏิรูปการเมืองในครั้งนี้ก็จะเป็นเพียงการลดกระแสสังคมที่กดดันมาเท่านั้นว่าตนเองได้ทำการปฏิรูปแล้ว ซึ่งก็ไม่ต่างกับการสับไพ่ ที่ไพ่แต่ละใบก็คือไพ่ใบเดิมๆ แทนที่จะเป็นการเปลี่ยนไพ่สำรับใหม่

 

Advertisements

Read Full Post »

recommendare

 

ประเทศไทย จึงขาดทั้ง  “ความรู้”  และขาดทั้ง  “statesman”  ที่เสียสละ

ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์

 

ถอดความ

จากการบรรยายเรื่อง  คนไทยจะหา “ทางออกทางการเมือง”ได้อย่างไร

 

ในหัวข้อ  “อุดมศึกษา กับ การปฏิรูปการเมือง”

เนื่องในโอกาสการประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย – ปอมท

ณ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๒

 

โดย

ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์
ประธานกรรมการกฤษฎีกา

 

ความมีดังนี้

 

ความเบื้องต้น 

 

       บทความนี้ เขียนขึ้นตาม “สาระ” ของการบรรยายที่ผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปพูด ณ “ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย – ปอมท” ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๒ ที่เพิ่งผ่านมา ในหัวข้อ “อุดมศึกษา กับ การปฏิรูปการเมือง” ซึ่ง การบรรยายครั้งนี้ ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนที่กลุ่มเสื้อแดงจะก่อการจลาจลในกรุงเทพฯและพัทยา ในวันที่ ๑๒ – ๑๔ เมษายน และก่อนที่จะมีเหตุการณ์ลอบยิง และพยายามสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล( แกนนำคนสำคัญของกลุ่มเสื้อเหลือง) ด้วยอาวุธปืนสงครามนา ๆ ชนิด ในเช้าวันที่ ๑๗ เมษายน ที่บริเวณสี่แยกบางขุนพรหม ใกล้ที่ทำการธนาคารแห่งประเทศไทย

 

       นอกจากนั้น เป็นการบังเอิญที่การบรรยายของผู้เขียนครั้งนี้ ได้ทำขึ้นก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรี(นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) จะได้กล่าวในรายการ“เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกอภิสิทธิ”ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๙ เมษายน เป็นเวลาหนึ่งวัน และที่น่าสนใจ ก็คือ ปรากฎว่า ผู้เขียนพบว่า เนื้อหาสาระในการบรรยายของผู้เขียนในบ่ายวันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน นั้น มีสาระที่แตกต่างกันความเห็นของท่านนายกรัฐมนตรีในทางตรงกันข้าม แต่จะแตกต่างกันอย่างไรนั้น ท่านผู้อ่านคงต้องอ่านเอาเอง ; และเนื่องจากการบรรยายของผู้เขียน ได้มีขึ้นก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้พูดในรายการดังกล่าว ดังนั้น คงทำให้ไม่มีผู้ใดมากล่าวได้ว่า ผู้เขียนตั้งใจจะโต้แย้งหรือไม่เห็นด้วยกับความเห็นของท่านนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวในรายการวันที่ ๑๙ เมษายน 

 

       ในรายการฯ วันที่ ๑๙ เมษายน ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ดังนี้ “…….. ผมรับโทรศัพท์ ….พบข้อเรียกร้องหลายประการ ประชาชนจำนวนมากที่เห็นว่า กติกาทางการเมืองปัจจุบันไม่เป็นธรรมสืบเนื่องมาจากการรัฐประหาร รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง(กับ)ข้อเรียกร้องนี้ ผมให้ความสำคัญมาตลอด ก่อนเกิดเหตุการณ์ ผมได้ริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขกฎหมายและปฏิรูปการเมือง เพียงแต่เห็นว่า มีประชาชนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้และออกมาเรียกร้องในช่วงปีที่แล้ว ก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ย้อนกลับไปเหมือนปีที่แล้ว จึงเสนอให้สถาบันที่เป็นกลางมาดำเนินการ แต่ยังไม่ได้รับการขานรับจากพรรคฝ่ายค้านที่อาจจะระแวงว่า สถาบันนั้นเป็นกลางจริงหรือไม่ ดังนั้น ครม.และพรรคร่วมรัฐบาลจึงได้ตั้งหลักกันใหม่ ว่า จะให้ทุกพรรคการเมืองให้สรุปว่า ความไม่เป็นกลางในรัฐธรรมนูญและความไม่เป็นประชาธิปไตย มีประเด็นใดบ้างภายใน ๒ สัปดาห์ จากนั้นก็มาพิจารณาดูว่ามีกี่ประเด็น และจะได้รับฉันทามติจากสังคมว่า จะแก้ไขอย่างไร และพร้อมจะเดินหน้าแก้ไขภายหลังระดมความคิดเห็นของพรรคการเมืองแล้ว ก็จะเปิดกว้างต่อไป เชื่อว่าใช้เวลาไม่มากจนเกินไป ส่วนปัญหาเรื่องความขัดแย้งนั้น ………”
       

       ในการบรรยายเรื่อง “อุดมศึกษา กับ การปฏิรูปการเมือง” ผู้เขียนได้แยกออกเป็น ๓ ส่วน 
       ส่วนแรก ว่าด้วย สาเหตุของ“ปัญหาการเมือง”ของคนไทย อยู่ที่ไหน
       ส่วนที่สอง ว่าด้วย คนไทยจะหา”ทางออกทางการเมือง” ได้อย่างไร
       ส่วนที่สาม(บทสรุป) “statesman” คือ บุคคลอย่างไร และทำไมประเทศไทยจึงไม่มี statesman
       
       
       ในการบรรยายวันนั้น ผู้เขียนได้อ้างถึง บทความหลังสุด ๒ บทความ ที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้และใช้เป็นเอกสารประกอบการบรรยาย ในวันนั้น คือ บทความเรื่อง “การปฏิรูปการเมือง(ของคนไทย) ครั้งที่ ๓ จะสำเร็จหรือล้มเหลว (?)” กับบทความ “บทความเขาพระวิหาร ๒” ในหัวข้อเรื่อง “สภาพการเมือง และ สภาพวิชาการทางกฎหมายมหาชน” ; บทความเรื่องแรก ผู้เขียนได้เขียนขึ้นเมื่อเดือน พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่เราจะมี “รัฐบาล”ชุดปัจจุบันเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ( ที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกน) เป็นเวลาหนึ่งเดือน และบทความเรื่องที่สอง ผู้เขียนเขียนตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๕๑ คือ ก่อนการเขียนบทความเรื่องแรกประมาณ ๒ เดือน

 

       ผู้เขียนได้เรียนให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้นทราบว่า การบรรยายของผู้เขียน จะเป็น“ความ”ที่ต่อเนื่องกับ “สาระ”ของบทความทั้งสองข้างต้น แต่โดยที่ผู้เขียนยังไม่มีเวลาที่จะเขียนบทความดังกล่าวต่อไปจนจบ ผู้เขียนจะขอเอา “แนวความคิด”ที่ผู้เขียนตั้งใจจะเขียนในบทความดังกล่าว มาเล่าสู่กันฟัง พอเป็นสังเขป เผื่อจะมีประโยชน์ได้บ้าง สำหรับสถานการณ์ของประเทศไทย ที่เป็นอยู่ขณะนี้

       
       ส่วนที่ (๑) สาเหตุของ“ปัญหาการเมือง”ของคนไทย อยู่ที่ไหน


       
ในการบรรยายส่วนแรกนี้ ผู้เขียนได้เรียนให้ท่านที่มาฟังฯ ว่า ผู้เขียนได้วิเคราะห์และ “กำหนด”สาเหตุของปัญหาการเมืองของเรานี้ไว้แล้วก่อนหน้านี้แล้ว ดังที่ปรากฏอยู่ใน บทความ เรื่อง “การปฏิรูปการเมือง(ของคนไทย) ครั้งที่ ๓ จะสำเร็จหรือล้มเหลว (?)”(เขียนในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑) ซึ่งในตอนท้ายของบทความดังกล่าว ผู้เขียนได้ให้ สารบัญ ที่เป็นหัวข้อที่ผู้เขียนจะเขียนต่อไป (แต่ยังไม่ได้เขียน) โดยในหัวข้อสุดท้ายที่เป็นบทสุดท้าย ของสารบัญดังกล่าว ผู้เขียนได้สรุปผลจากการวิเคราะห์สภาพการเมืองของประเทศไว้ว่า ประเทศไทยไม่สามารถทำการปฏิรูปการเมืองได้ เพราะ ประเทศไทย ขาดทั้ง “ความรู้” และ ขาดทั้ง “statesman (รัฐบุรุษ)” ที่เสียสละ        ดังนั้น ในการบรรยายครั้งนี้ ผู้เขียนจึงจะเริ่มต้นด้วยการบรรยายถึง “สาเหตุ”ของปัญหาการเมืองของคนไทย ซึ่งก็จะมีอยู่ ๒ สาเหตุ คือ ประเทศไทยขาด “ความรู้” และ ประเทศขาด “statesman” 

       

       เพื่อที่จะให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายฯในวันนั้น ได้“ทดสอบ”พิจารณาถึง สาเหตุของปัญหาการเมืองตามสภาพของสังคมไทยที่เป็นจริง ดัวยตนเอง ผู้เขียนได้ขอให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย ลองคิดและ ตอบคำถาม ๓ – ๔ ข้อ ที่ผู้เขียนจะตั้งไว้ แล้วขอให้ท่านผู้มาฟังฯ วินิจฉัยด้วยตัวเอง ว่า ประเทศไทย ขาด “ความรู้” และ ประเทศไทย ขาด “statesman” จริง หรือไม่ 

 

       โดยผู้เขียนได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า ถ้าท่านผู้มาฟังการบรรยายฯ ในฐานะที่ เป็น elite ของคนไทยที่อยู่ในกลุ่มประชาชนที่มีความรู้สูงสุด ทราบและตอบคำถามได้เป็นส่วนใหญ่ ก็จะแสดงว่า ประเทศไทยไม่ขาด“ความรู้” แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าท่านผู้ฟังฯ ยังไม่ทราบ หรือตอบไม่ได้ ก็กรุณาอย่าไปคาดหวังว่า คนไทยอีก ๖๔ ล้านคน ที่ต่างคนต่างต้องทำมามาหากินเป็นประจำวันเพราะความจำเป็นในการดำรงชีวิต และไม่มีเวลาคิดถึงปัญหาบ้านเมือง จะแก้ปัญหาการเมืองได้

       
       (๑.๑) ในประเด็นแรก ประเทศไทยขาด “ความรู้”หรือไม่ 

 

ผู้เขียนได้ตั้งคำถาม ๓ ข้อ (ที่ขอให้ท่านผู้ฟังการบรรยายฯ ตอบเองในใจ เรียงตามลำดับ ดังนี้ 

       คำถามที่หนึ่ง มีว่า ท่านทราบหรือไม่ว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญของไทย (ทั้งฉบับ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ และ ปีพ.ศ. ๒๕๕๐) เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวในโลก ที่มีระบบสถาบันการเมือง(รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร) ที่ไม่เหมือนประเทศใด และท่านทราบหรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญของเราที่ไม่เหมือนใครนั้น คือบทบัญญัติเรื่องอะไร และ ทำไมจึงเกิดขึ้นได้

       คำถามที่สอง มีว่า ท่านทราบหรือไม่ว่า คำว่า “form of government” หมายถึงอะไร และท่านทราบหรือไม่ว่า “form of government”ที่แตกต่างกันนี้ มีผลทำให้การบริหารประเทศมีประสิทธิภาพแตกต่างกัน 

       คำถามที่สาม มีว่า ถ้าท่านได้ยินว่า นักวิชาการคนใดพูดว่า “ถ้าเราไม่บังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองแล้ว “รัฐบาล”ของเราก็จะไม่มีเสถียรภาพ เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต” ท่านคิดว่า คำพูดของนักวิชาการท่านนี้ จริงหรือไม่จริง

       [ หมายเหตุ โดยที่ “สาระ”ที่เป็นคำเฉลยของคำถามเหล่านี้ ผู้เขียนได้เคยเขียนอธิบายไว้ในบทความทางวิชาการไว้ก่อนหน้านี้แล้วนับเป็นร้อย ๆ หน้า (ซึ่งท่านผู้อ่านที่สนใจการเมือง อาจเคยผ่านสายตามาบ้างแล้ว) ดังนั้น ในการบรรยายในวันนั้น ผู้เขียนจึงได้นำสาระมาสรุปอย่างสั้น ๆ เป็นการตอบคำถามดังกล่าว] 

       
       ๑) คำตอบของคำถามที่หนึ่ง (ท่านทราบหรือไม่ว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญของไทย ทั้งฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ และ พ.ศ. ๒ ๕๕๐) เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวในโลก ) ก็คือ รัฐธรรมนูญของประเทศไทยเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวในโลก เพราะรัฐธรรมนูญของเรามีบทบัญญัติให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองและบัญญัติให้พรรคการเมืองมีอำนาจบังคับให้ ส.ส.ต้องปฏิบัติตามมติพรรคการเมือง ฯ กล่าวคือ ถ้าหาก ส.ส.ไม่ปฏิบัติตามมติของพรรคการเมือง พรรคการเมืองสามารถให้ ส.ส. พ้นจากสมาชิกของพรรคการเมืองได้ โดยรัฐธรรมนูญของเราบัญญัติว่า เมื่อ ส.ส พ้นจากสมาชิกของพรรคการเมือง ก็ให้ ส.ส. ต้องพ้นจากสมาชิกภาพของ ส.ส.ไปด้วย 

 

       บทบัญญัตินี้ ตรงกันข้ามกับ “หลักการ” ของระบอบประชาธิปไตยของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพราะ ส.ส.ของทุกประเทศทั่วโลก ต่างมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ของ ส.ส.ได้ตามมโนธรรม (conscience) ของตนเอง 

 

       ดังนั้น พรรคการเมือง ของประเทศไทย (ที่ก่อตั้งโดยนายทุนธุรกิจของเรา ไม่ว่าจะเป็นนายทุนท้องถิ่นหรือนายทุนระดับชาติ จึงได้กลายเป็น “องค์กรสูงสุด – super organ)”ของประเทศ ที่ควบคุมรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรในระบบสถาบันการเมืองของเรา (ที่ใช้ ระบบรัฐสภา – parliamentary system) และทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณะอักษร ที่ สร้าง “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ)” 

 

       การที่ “คนไทย”มองไม่เป็น ปัญหานี้ ก็เพราะความล้มเหลว ของการเรียนการสอนใน “ระดับอุดมศึกษา” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียนการสอนในคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของเรา ที่ต่ำกว่ามาตรฐานสากล ; การเรียนการสอนใน “ระดับอุดมศึกษา”ของเรา ได้สอนนักศึกษาของเราทั้งประเทศ อย่างผิดพลาดไม่ตรงกับความเป็นจริง ( reality) ตลอดมา และดังนั้น ตามความเห็นของผู้เขียน เป็นความรับผิดชอบของวงการนิติศาสตร์ และวงการวิชาการ ที่ปล่อยให้คนไทยทั่วไป เรียก “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ)”ประเทศเดียวในโลกนี้ ว่า เป็นระบอบประชาธิปไตย

       
       “ข้อเท็จจริง”ที่แสดงให้เห็นถึง ความล้มเหลวในการเรียนการสอนกฎหมายในมหาวิทยาลัยของเรา สามารถยืนยันได้จาก “บทความ”ของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์จำนวน ๕ ท่านของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ถือกันว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่ดีสุดในทางกฎหมายมหาชน) ที่ท่านคณาจารย์เหล่านี้ได้เขียนขึ้นเอง ; ท่านคณาจารย์ ฯได้กล่าวไว้ในบทความของท่านว่า ท่าน(คณาจารย์)เห็นว่า ในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมี “ดุลยภาพแห่งอำนาจ ขององค์กรนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ”; ทั้งที่ ตามความเป็นจริง (reality) แล้ว ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ(ลายลักษณ์อักษร)ของประเทศไทย ระบบสถาบันการเมืองของเรา ไม่มีดุลยภาพแห่งอำนาจ ระหว่างองค์กรนิติบัญญัติกับองค์กรบริหาร แต่อย่างใด เนื่องจากรัฐธรรมนูญของประเทศไทย(ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นมา) ได้มีบทบัญญัติ ให้ ส.ส.ของเรา ต้องสังกัดพรรคการเมือง / ให้พรรคการเมืองมีอำนาจให้ ส.ส. พ้นจากการเป็น ส.ส.ได้ / และนายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. (หัวหน้าพรรคการเมือง) ; ซึ่งบทมาตราทั้งสามนี้ เป็นบทบัญญัติที่แตกต่างกับ รัฐธรรมนูญของต่างประเทศ (รวมทั้งรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมันนีและของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศที่ท่านคณาจารย์ดังกล่าวได้ไปศึกษาและจบปริญญาเอกมา) เพราะ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของประเทศดังกล่าว ส.ส.ของเขามีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ได้ตามมโนธรรม – conscience ของตน 

 

       [หมายเหตุ โปรดดูเอกสารที่เกี่ยวข้อง ได้จาก หนังสือ “การกระทำทางรัฐบาล หรือการกระทำของรัฐบาล : ข้อถกเถียงทางวิชาการในระบบกฎหมายมหาชนของไทย” โดย ดร.เอกบุญ วงศ์สวัสดิกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรณาธิการ จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๒]

       
       ๒) คำตอบของคำถามที่สอง (ท่านทราบหรือไม่ว่า คำว่า “form of government” หมายถึงอะไร ฯลฯ ) อันที่จริง คำว่า“form of government” เป็นคำสามัญในตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญ(ของต่างประเทศ) ที่นักกฎหมายรัฐธรรมนูญ(ของต่างประเทศ)ทุกคนรู้ เพราะเป็นคำที่บ่งบอกถึง “การจัดระบบสถาบันการเมือง” ที่เป็นรูปแบบของรัฐบาล 

 

       การศึกษาวิเคราะห์ “form of government – การจัดระบบสถาบันการเมือง” ที่อยู่ในตัวบทรัฐธรรมนูญ ของประเทศต่าง ๆ จะทำให้เราสามารถมองเห็น “หลักการ”สำคัญ ๆ ของระบบสถาบันการเมืองที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ และทำให้เราสามารถนำรัฐธรรมนูญ(ระบบสถาบันการเมือง)ของประเทศต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกันได้ ซึ่งจะทำให้เรารู้ได้ว่า ระบบสถาบันการเมืองในแต่ละรูปแบบ(ของแต่ละประเทศ) มี “ประสิทธิภาพ”มากน้อยเพียงใด และเป็น “ระบบเผด็จการ” หรือเป็นประชาธิปไตย แต่เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างมาก ที่เราไม่ค่อยเห็นนักวิชาการของไทย พูดถึง “form of government” 

 

       เราทุกคน คงเคยฟังรายการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ที่“นักวิชาการ”ของเรามาออกรายการกันบ่อย ๆ และเราคงได้ยินนักวิชาการที่ออกรายการเหล่านั้น บอกกับเรา ว่า นักการเมืองของเรา มีมาตรฐานทางการเมือง แตกต่างกับ “นักการเมือง”ของประเทศอื่น เช่น เมื่อมีเรื่องฉาวเกิดขึ้น นักการเมืองของเขาก็จะแสดงรับผิดชอบด้วยการ“ลาออก” แต่นักการเมืองของเราจะไม่ยอมลาออก โดยอ้างว่า “กฎหมาย”ไม่ได้บังคับให้ลาออก ; แต่ถ้าท่านผู้อ่านสังเกต ท่านจะไม่เคยพบว่า นักวิชาการที่ออกรายการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เหล่านั้น บอกกับเรา(คนไทย) ว่า form of government ของต่างประเทศ (ที่นักการเมืองของเขา มีความรับผิดชอบ มากกว่านักการเมืองของเรานั้น) ใช้ form of government “รูปแบบ”ใด และระบบกฎหมายในการบริหารประเทศของเขา มีอย่างไร แตกต่างกับประเทศไทย อย่างไร ทั้งๆ ที่ form of government และระบบกฎหมายเหล่านี้ เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้นักการเมืองของเขามีความรับผิดชอบ 

 

       การที่นักวิชาการไทยไม่สนใจต่อ “form of government”ของรัฐธรรมนูญ นี้ เป็น “หลักฐาน” อีกประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึง “ความล้มเหลว” ของการเรียนการสอนในระดับอุดมคึกษาของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความล้มเหลวการเรียนการสอนในคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ ของเรา

       
       ผู้เขียนเห็นว่า การที่นักวิชาการ(นักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์)ของไทย ขาดความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ form of government ที่เป็นมาตรฐานของ “ระบบสถาบันการเมือง” และไม่สนใจที่จะติดตามวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการจัดรูปแบบ“ระบบสถาบันการเมือง” ทำให้นักวิชาการไทยไม่มีความสามารถพอ ที่จะวิเคราะห์และสังเกตเห็น “การปรับเปลี่ยน(rationalization) ระบบสถาบันการเมือง” ในรัฐธรรมนูญของประเทศที่พัฒนาแล้ว ( เช่น ประเทศเยอรมันนีและฝรั่งเศส และประเทศอื่น ๆ) ที่เกิดขึ้นหลังจากสงครามครั้งที่สอง ( กลางศตวรรษที่ ๒๐)ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับเปลี่ยนระบบสถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา – parliamentary system (ระบบที่เราใช้อยู่) ที่มีความมุ่งหมายให้กลไกในระบบรัฐสภา เป็นระบบที่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีมาตรการด่าง ๆ กำกับให้สถาบันการเมือง(ในระบบรัฐสภา) ทำงานและบริหารประเทศมุ่งไปสู่จุดหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ( ป้องกันนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแก่งแย่งกันเป็นรัฐมนตรี ของ และในขณะเดียวกัน ป้องกันไม่ให้เกิดการเผด็จการโดยพรรคการเมือง )

 

       การที่นักวิชาการ(นักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์)ของเรา ขาดความรู้ในกฎหมายเปรียบเทียบ และขาดประสบการณ์ในทางวิชาการ จึงทำให้การเขียนรัฐธรรมนูญ แบบไทย ๆ ของเรา เป็นไปอย่างไร้จุดหมาย เพราะนักวิชาการไทยเขียนรัฐธรรมนูญ บนพื้นฐานจากสามัญสำนึก (common sense) และ การอ้างสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน (individualism) 

 

       มาตรฐาน“ความ (ไม่)รู้”ของนักวิชาการในเรื่อง form of government และ การ rationalization ของรัฐธรรมนูญนี้ ปรากฎให้เห็นได้ชัดเจนในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นปีที่เรายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน(พ.ศ. ๒๕๕๐) 

 

       ในขณะที่ทำการร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดทั้งปี พ.ศ. ๒๕๕๐ นั้น ไม่ปรากฏว่า นักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์ ที่มีความรู้ ดีที่สุดของประเทศ (ที่ได้รับคัดเลือกให้ เป็น “ สมาชิกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ” และเป็นกรรมการใน “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ”) ได้พิจารณาถึงประเด็น“ form of government”นี้แต่อย่างใด และไม่มีนักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์ของเรา แม้แต่คนเดียวและแม้แต่ครั้งเดียว ได้กล่าวถึง คำว่า “ form of government” นี้ 

 

       ใน “เอกสารคำชึ้แจงประกอบการร่างรัฐธรรมนูญ” ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วถือว่า เป็นเอกสารที่สำคัญที่สุดสำหรับการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเอกสารที่อธิบายให้คนทั่วไปได้รับรู้ว่า รัฐธรรมนูญได้แก้ไขในประการสำคัญอย่างไร และจะทำให้การเมืองของประเทศ ดีขึ้นได้อย่างไร แต่ปรากฏว่า เอกสารดังกล่าวของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (และสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ที่พิมพ์ออกมาเผยแพร่ต่อประชาชนทั่วไป เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับ “สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เมื่อวันที่ ๒๖ เดือนเมษายน ๒๕๕๐ มีความยาวเพียง ๑๓ หน้า โดยเป็นเพียงเอกสารที่รวบรวม “บทมาตรา”ต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการฯแก้ไข ; คณะกรรมาธิการฯได้ชี้แจงไว้ในเอกสารดังกล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญ(ที่แก้ไขนี้) มี “สาระสำคัญ” ที่มุ่งหมายจะแก้ปัญหาการบริหารประเทศ โดยดำเนินการใน ๔ แนวทางด้วยกัน และแนวทางที่สำคัญที่สุด ที่คณะกรรมาธิการฯได้ยกขึ้นกล่าวเป็นลำดับแรก ก็คือ “การคุ้มครอง ส่งเสริม และการขยายสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อย่างเต็มที่” ; จากเอกสารนี้ ดูเหมือนว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ และ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ของเรา อาจ เข้าใจ “ความมุ่งหมาย”ของการเขียน(ออกแบบ)รัฐธรรมนูญ คลาดเคลื่อน(แตกต่าง)ไปจากการร่างรัฐธรรมนูญของนานาประเทศ และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้รัฐธรรมนูญของเราไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤติทางการเมืองของประเทศได้ ดังสถานการณ์ของประเทศตามที่ปรากฏและเป็นอยู่ในขณะนี้ 

 

       [หมายเหตุ โปรดย้อนไปดูบทความก่อน ๆ ของผู้เขียน ที่อยู่ใน เว็บไซต์ “ http://www.pub-law.net” ที่ผู้เขียนได้เขียนวิเคราะห็ “แนวความคิด” ในการกำหนดรูปแบบของ “องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ – ส.ส.ร.” (ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.๒๕๔๙ ) และวิเคราะห็ ผลงาน(คือ รัฐธรรมนูญ)ที่ได้มาจากการทำงานของ “องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ”(ส.ส.ร. และ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ) ; บทความนี้ ยังไม่ได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือ ] 

       
       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราเคยรับสั่งไว้ เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ “ …..ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ได้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุม“คนไม่ดี” ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ …..”

 

       จุดมุ่งหมายของการวิเคราะห์ form of government ก็มิใช่อะไรอื่นไกล แต่ความจริง ก็คือ เป็นการตรวจสอบโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ ตามแนวทางที่เป็นไปตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั่นเอง คือ ตรวจดูว่า form of government รูปแบบใด จะ เป็นรูปแบบที่ทำให้ “คนดีได้เข้ามาปกครองบ้านเมือง” ได้ ดีที่สุด

       
       ในการบรรยายวันนั้น ผู้เขียนก็ได้ชี้แจง(อย่างสั้น ๆ) ให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย ได้ทราบถึง form of government ที่มีรูปแบบมาตรฐาน ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ๓ แบบ ( คือ ระบบประธานาธิบดี – presidential system / ระบบพรรคการเมืองพรรคเดียว – one party system ของประเทศสังคมนิยม / และระบบรัฐสภา – parliamentary system) และอธิบายให้ทราบว่า form of government ในแต่ละรูปแบบ มี“หลักการ”สำคัญ ๆ ในการจัดระบบสถาบันการเมือง อย่างไร รูปแบบใดเป็น(เสรี)ประชาธิปไตย รูปแบบใดเป็น “เผด็จการ” และอธิบายให้เห็น “ลักษณะเฉพาะ”ของ form of government แต่ละรูปแบบว่า รูปแบบเหล่านี้ทำให้การบริหารประเทศมีประสิทธิภาพ อย่างไร และทำให้”คนดี”ได้เข้ามาปกครองบ้านเมือง ได้อย่างไร ( แม้ว่าระบอบนั้นจะเป็นระบอบคอมมิวนิสต์) ; ผู้เขียนได้อธิบาย วิวัฒนาการของกลไกการจัดระบบสถาบันการเมืองใน “ระบบรัฐสภา – parliamentary system” (ซึ่งเป็นระบบที่ประเทศไทยใช้อยู่) ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงถึง ๓ ช่วงเวลา ตลอดระยะประมาณสองร้อยปีที่ผ่านมา คือ ตั้งแต่รูปแบบดั้งเดิมใน ศตวรรษที่ ๑๙ ที่มีการแยกอำนาจบริหาร โดยกษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจบริหารโดยตรงด้วยพระองค์เอง และต่อมาในต้นศตวรรษที่ ๒๐ ที่กษัตริย์ลดบทบาทลงมาตามระดับการพัฒนาของสภาพสังคมในยุโรป จนถึงยุคปัจจุบันในกลางศตวรรษที่ ๒๐ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ได้มีการแก้ไขจุดอ่อนในระบบรัฐสภา ด้วยการปรับเปลี่ยน – rationalization กลไกในระบบสถาบันการเมือง และในขณะนี้ ระบบรัฐสภา ได้กลายเป็น rationalized systems (เกือบ)ทั้งโลก 

 

       ผู้เขียนไม่อาจทราบได้ว่า สิ่งที่ผู้เขียนบรรยาย(อย่างสั้น ๆ)ในวันนั้น จะเป็นเรื่องที่ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้น ได้เคยมี “ความรู้”มาก่อนแล้วหรือไม่ หรือเป็น “ความรู้ใหม่”ของท่านผู้ที่มาฟังฯ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ; แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้น จะได้นำไป “คิด” และ “ประเมิน”ตอบคำถามด้วยตนเอง ว่า “มาตรฐานความรู้ของนักวิชาการของประเทศไทย”ในปัจจุบันนี้ เป็นอย่างไร

 

       แต่ผู้เขียนขอยืนยันว่า ไม่มี “form of government”ในรัฐธรรมนูญของประเทศใดในโลกนี้ ที่เหมือนกับรัฐธรรมนูญของประเทศไทย คือ เป็นรัฐธรรมนูญ ที่สร้าง “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ)” ผิดหลักการทางสังคมวิทยา(sociology) เพราะเป็นรูปแบบที่เป็นการชักชวนให้บรรดานายทุนธุรกิจ รวมทุนกันจัดตั้งพรรคการเมืองและออกเงินให้ผู้มีสิทธิสมัคร ส.ส. ไปทำการเลือกตั้ง(ในสภาพที่สังคมไทยมีความอ่อนแอฯ) เพื่อนายทุน(เจ้าของพรรคการเมือง)เจะได้ข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐในสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาล (ในระบบรัฐสภา) และจัดสรรโควตากันเป็น”รัฐมนตรี”โดยคำนวณอัตราส่วนตามจำนวนของ ส.ส. ที่อยู่ในสังกัดของพรรคการเมืองของตน และแบ่งปันกันหา”กำไร” ด้วย การทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งทางตรงและทางอ้อม จากทรัพยากรส่วนรวมของชาติ ในสภาพที่กลไกการบริหารประเทศ(กฎหมาย)ของเรา พิกลพิการ

 

       ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ) เกิดขึ้นในประเทศไทยเพราะ “ความเห็นแก่ตัว”ของนายทุนธุรกิจท้องถิ่นเจ้าของพรรคการเมือง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕

 
       
       ๓) คำตอบของคำถามที่สาม ( ถ้าท่านได้ยินว่า นักวิชาการคนใดพูดว่า “ถ้าเราไม่บังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง “รัฐบาล”ก็จะไม่มีเสถียรภาพ” ท่านคิดว่า คำพูดของนักวิชาการท่านนี้ จริงหรือไม่จริง)

 

       ผู้เขียนเชื่อว่า ท่านผู้อ่านคงจำเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาได้ว่า “ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล(ทหาร)” เกิดมาจากการที่ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง เรียกร้อง “ซอง” ในการยกมือสนับสนุนญัตติของรัฐบาล ซึ่งในบางครั้ง ก็ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนว่า ไปแจกซองกันในห้องสุขาของสภาผู้แทนราษฎร ; ซองจะใหญ่หรือซองจะเล็ก ย่อมแล้วแต่ความสำคัญของ “ญัตติ” ; ถ้าเป็นญัตติธรรมดา ซองก็อย่างหนึ่ง แต่ถ้าเป็นการลงมติในเรื่องงบประมาณหรือในเรื่องการลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซองก็จะหนาหน่อย เพราะถ้ารัฐบาลแพ้มติประเภทนี้แล้ว รัฐบาลถึงกับต้องลาออก

 

       คำถามข้างต้นนี้ ตอบได้ไม่ยาก เพียงแต่ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย (ในวันนั้น) จะตอบ “ คำถามเบื้องต้น”เป็นคำถามแรกก่อนว่า ท่านคิดว่า ในโลกนี้ มีรัฐบาลของประเทศใดในโลก หรือไม่ ที่รัฐบาลของเขามีเสถียรภาพได้โดยไม่ต้องบังคับให้ ส.สของเขาต้องสังกัดพรรคการเมือง ; ถ้าทราบว่า “มี” ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายก็สามารถตอบได้ทันทีว่า คำพูดของนักวิชาการที่พูดว่า “ถ้าเราไม่บังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง “รัฐบาล”ก็จะไม่มีเสถียรภาพ”นั้น เป็นคำพูดที่ไม่จริง ; และตามความเป็นจริงในโลก มีหลายประเทศที่รัฐบาลของเขามีเสถียรภาพได้ โดยรัฐธรรมนูญของเขาให้ ส.ส.ของเขามีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส.ได้ตามมโนธรรมของตนเอง 

 

       การที่นักวิชาการท่านนั้นพูดว่า “ถ้าเราไม่บังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง รัฐบาลก็จะไม่มีเสถียรภาพ” สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลเพียง ๒ เหตุผล เท่านั้น คือ เหตุผลประการแรก เพราะ นักวิชาการต้องการจะช่วยเหลือนักการเมืองนายทุนธุรกิจให้ผูกขาดอำนาจรัฐใน”ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมือง” ได้ต่อไป หรือ เหตุผลอีกประการหนึ่ง ก็คือ เพราะนักวิชาการท่านนั้นไม่มีความรู้ หรือมี”ความรู้”ไม่พอ เพราะนักวิชาการท่านนั้นไม่ทราบว่า รัฐบาลของประเทศอื่น ที่เขามีเสถียรภาพได้โดยไม่ต้องบังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคฯลฯ เขาทำได้อย่างไร รัฐธรรมนูญของเขาเขียนอย่างไร และ กฎหมายที่เป็นกลไกการบริหารของเขา มีอย่างไร

       
       สรุปจากคำถามทั้ง ๓ ประการ และหลังจากที่ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย(หรือท่านผู้อ่าน)ได้ ลองตอบคำถามข้างต้นด้วยตนเองแล้ว ผู้เขียนก็เชื่อว่า ท่านฯ คงจะสามารถประเมินได้เอง ว่า “ประเทศไทยขาด ความรู้” หรือไม่ และสามารถประเมินได้ว่า คณาจารย์ในคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นสูงของเรา มีความรู้ “พอ”ที่จะออกแบบ (design)รัฐธรรมนูญที่เป็น “การปฏิรูปการเมือง” ให้แก่คนไทยได้ หรือไม่ 
       

       แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะผ่านข้อนี้ไป ขอท่านผู้อ่านได้โปรดระลึกว่า คำถามทั้ง ๓ คำถามดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นเพียงคำถามที่เกี่ยวกับ “กฎหมายรัฐธรรมนูญ”เท่านั้น แต่ในการแก้ปัญหาของประเทศไทย ยังมีกฎหมายสำคัญ ๆ ที่เป็นพื้นฐานของการบริหารประเทศอยู่อีกไม่น้อย ซึ่งจำเป็นจะต้องแก้ไข(หรือปฏิรูป)ไป พร้อมกับการปฏิรูป “ระบบสถาบันการเมือง” (องค์กรสูงสุดในการใช้อำนาจรัฐ) เช่น กฎหมายเกี่ยวกับระบบกระบวนการยุติธรรม(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจหน้าที่ของตำรวจ) กฎหมายเกี่ยวกับการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น หรือแม้แต่กฎหมายที่เกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ กฎหมายเหล่านี้ต้องการ“การวิจัย”ที่ได้มาตรฐาน และต้องการการกำหนด “ขั้นตอน”ในการปรับเปลี่ยน(transformation) จากสภาพปัจจุบันไปสู่รูปแบบที่ดีกว่าและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ย่อมไม่สามารถทำได้ในทันทีทันใด แต่ต้องอาศัยช่วงเวลาเพื่อการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องการเวลาที่นานพอสมควร 

 

       การปฏิรูปการเมือง ซึ่งจำเป็นจะต้องกระทำพร้อม ๆ กับการปฏิรูประบบบริหาร จึงมิได้ง่ายอย่างที่คิด ; การปฏิรูปการเมือง คงไม่ใช่การไปสอบถามพรรคการเมืองหรือนักการเมืองว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องใดบ้าง อย่างไร แล้วเอามารวม ๆ กันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยเสียงข้างมาก ตามที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเรากำลังทำอยู่ในขณะนี้(เดือนเมษายน)
       


       
(๑.๒) ในประเด็นที่สอง ประเทศไทย ขาด “statesman (รัฐบุรุษ)”ที่เสียสละ หรือไม่ 

 

ประเด็นนี้ เป็นประเด็นสำคัญ ; ผู้เขียนได้เรียนให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้น ทราบว่า แม้ว่าประเทศไทย (หรือประเทศใด ๆ ก็ตาม) ไม่ขาด“ความรู้”จากวงการวิชาการ แต่ ถ้าประเทศนั้น ขาด statesman ที่เสียสละ ประเทศดังกล่าว ก็ไม่สามารถ “ปฏิรูปการเมือง”ได้ เพราะจะไม่มี “ผู้ที่มีอำนาจรัฐ”คนใด นำเอา ความรู้นั้น มาแก้ไขกลไกการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นการ ลดอำนาจของตนเอง และลดโอกาสในการแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเอง

 

       ดังนั้น ประเด็นที่สอง (ประเทศไทย ขาด “statesman – รัฐบุรุษ”ที่เสียสละ หรือไม่) จึงสำคัญไม่น้อยกว่า ประเด็นที่หนึ่ง (ประเทศไทย ขาด “ความรู้” หรือไม่) ; และบางทีแล้ว อาจจะสำคัญยิ่งกว่าการที่ประเทศขาด“ความรู้”เสียอีก เพราะความ(ไม่)รู้ของนักวิชาการ อาจทดแทนได้ด้วยความรู้ของ statesman และเท่าที่ปรากฏจากประวัติศาสตร์ของประเทศที่ทำการปฏิรูปการเมืองได้สำเร็จ statesman ของประเทศนั้นจะมีความรู้ เกินกว่านักวิชาการทั่ว ๆ ไปของประเทศ ( ซึ่งผู้เขียน จะได้นำ “ตัวอย่าง”ของบางประเทศ มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง ใน “ส่วนที่สอง” )

 

       ในการบรรยายในวันนั้น ผู้เขียนได้เรียนให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายทราบว่า ผู้เขียนจะไม่ย้อนประวัติศาสตร์ไปตั้งแต่ การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย ใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ว่า ในอดีตประเทศไทย มี statesman หรือไม่ และทำไม การเมืองของประเทศไทย จึงต้องตกอยู่สภาพเช่นนี้ในขณะนี้ ; และผู้เขียนก็จะไม่ย้อนไปกล่าวถึงปัญหาว่า เพราะเหตุใด การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ที่ผ่านมา จึงล้มเหลวอย่างสมบูรณ์แบบ ประเทศไทยไม่สามารถแก้ปํญหาการเมืองได้ หรือไม่สามารถแม้แต่จะทำให้คนไทยพอมองเห็น “ทางออก”ในการแก้ปัญหาการเมือง 

 

       [ หมายเหตุ ผู้เขียนได้วิเคราะห์ สาเหตุของ “ความล้มเหลว”ของการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ไว้แล้ว ในการบรรยายที่ศาลปกครอง เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๑ ในหัวข้อว่าด้วย “ปัญหาชนชั้นนำ ของสังคมไทย” , โปรดดู วารสารวิชาการศาลปกครอง ปีที่ ๘ เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ๒๕๕๑ ]

 

       ในวันนั้น (วันเสาร์ ที่ ๑๘ เมษายน) ผู้เขียน(ผู้บรรยายในวันนั้น) ได้ขอให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายฯ พิจารณาจาก “ ข้อเท็จจริง” ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ ศึกษาพฤติกรรมของนักการเมือง ที่เป็น“ผู้ใช้อำนาจรัฐ”อยู่ในขณะนี้ ซึ่งได้แก่ บุคคลในรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพราะตามความเป็นจริง “ ผู้ที่มีอำนาจรัฐ”เท่านั้น ที่จะเป็นผู้ที่ทำการปฏิรูปการเมืองได้
       
       ผู้เขียน(ผู้บรรยายในขณะนั้น) ได้ลองลำดับ “เหตุการณ์”ที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้กระทำไป ในระยะเวลา (ประมาณ) ๔ เดือนที่ผ่านมา คือ ตั้งแต่วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ จนถึง (วันที่ ๑๘) เดือนเมษายน ๒๕๕๒ และ ขอให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย(และท่านผู้อ่านบทความนี้) ประเมินและตอบคำถามด้วยตัวท่านเองว่า “การกระทำ”ของนักการเมืองของเราในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นการกระทำของ statesman (หรือใกล้กับการกระทำของ statesman) หรือไม่ 

 

       การติดตามและศึกษา “การกระทำ”ของนักการเมืองอย่างต่อเนื่องเท่านั้น ที่จะทำให้เราสามารถมองเห็น “ความจริง” ที่เป็นความในใจของนักการเมืองนายทุนธุรกิจได้ และสามารถประเมินได้ว่า นักการเมืองเของเรานั้นเป็นบุคคลประเภทใด เป็น statesman หรือ เป็นเพียงนักการเมืองธรรมดาที่เห็นแก่ตัว (ตามธรรมชาติของมนุษย์ทั่ว ๆ ไป ) 

 

       ผู้เขียนได้ลองลำดับเหตุการณ์ ที่เป็น“การกระทำ”ของรัฐบาลและของนายกรัฐมนตรี มาให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้นได้พิจารณา โดยแยกการกระทำฯ ออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ การกระทำที่เกี่ยวกับ“การบริหารประเทศ” (หรือ การบริหารราชการแผ่นดิน) กลุ่มหนึ่ง และ “การกระทำ”ที่เกี่ยวกับการริเริ่ม “การปฏิรูปการเมือง” อีกกลุ่มหนึ่ง และขอให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายฯ ลองพิจารณาและตอบ “คำถาม”สั้น ๆ ด้วยตนเอง 

       
       (ก) “การกระทำกลุ่มแรก”  เป็นการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการบริหารประเทศหรือการบริหารราชการแผ่นดิน โดยผู้เขียนได้รวมรวม “เหตุการณ์”เท่าที่ผู้เขียนจำได้ มาทบทวนให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายได้รับทราบ ดังนี้ 

 

       – รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ได้ใช้ “นโยบาย populist” (ซึ่งนักวิชาการบางท่านเรียกว่า นโยบายประชานิยม แต่ผู้เขียนขอแปลอย่างตรง ๆ ว่า “ นโยบายเอาใจประชาชน” ) เป็นหลัก คือ นโยบายลดแลกแจกแถม รวมทั้งการแจกเช็คช่วยชาติให้แก่ผู้ที่มีรายได้ไม่เกินหนึ่งหมื่นห้าพันบาทต่อเดือน คนละ ๒๐๐๐ บาท 
       – หลังจากการเป็นรัฐบาลไม่กี่วัน ปรากฏเหตุการณ์ที่(อาจ)เป็นการทุจริตคอร์รัปชั่น คือ “ปลากระป๋องเน่า”ในถุงยังชีพ ที่แจกให้แก่ประชาชนที่มีอุบัติภัยทางภาคไต้ ; การแจก “นมบูดหรือนมด้อยคุณภาพ”ให้แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียน อันเนื่องมาจากระบบการผูกขาดจากการจำหน่ายนมโดยแบ่งเป็นเขตและห้ามจำหน่ายนมข้ามเขต ; การนำเงินของแผ่นดินไปแจกให้แก่ราษฎร โดยมีนามบัตรส่วนตัวของรัฐมนตรีแนบไปด้วย
       – รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี มี mega projects หลายโครงการ เช่น การซื้อรถเมล์ ๔๐๐๐ คัน การสร้างรถไฟฟ้าและรถไต้ดินหลายสาย ที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลก่อน
       – รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ได้รับจำนำหรือรับซื้อผลิตผลการเกษตรหลายชนิดเพื่อช่วยเหลือเกษตรที่มีปัญหา และได้มีการจำหน่ายและประมูลขายผลิตผลการเกษตร์ (เช่น ข้าว มันสำปะหลัง) เพื่อระบายสต๊อกที่เก็บไว้ ซึ่งปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนถึงความไม่โปร่งใจและการเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งอยู่แสมอ ๆ
       – รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี มีการโยกย้ายข้าราชการสำคัญหลายตำแหน่ง เช่น ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการ กระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการตำรวจ 
       – รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี สับเปลี่ยนกรรมการใน “รัฐวิสาหกิจ”หลายแห่ง 

 

       อันที่จริง บรรดา การกระทำและเหตุการณ์ที่ผ่านมาของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเราในช่วงเวลา๔ เดือนที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ก็ดูว่า จะเหมือน ๆ กับการกระทำของรัฐบาลก่อนและอดีตนายกรัฐมนตรีได้ทำมาแล้ว ไม่มีแตกต่างอะไรกัน และรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเราทั้งเก่าและปัจจุบัน ก็ดูจะพูด เหมือน ๆ กัน คือ “พูด”ว่า รัฐบาลทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือเพื่อประชาชน หรือเพื่อคนยากจน ; และเมื่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ถูกซักถามในปัญหาต่าง ๆ รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันของเรา ก็จะ“พูด”ว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตาม “กฎหมาย” ซึ่งก็ดูจะเหมือนกับรัฐบาลก่อนและอดีตนายกรัฐมนตรี

       
       ปัญหามีว่า อะไร คือเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ ที่ใช้แยก “การกระทำ” ของนักการเมืองที่เป็น statesman ออกจาก “ การกระทำ” ของนักการเมืองธรรมดา 

       statesman ได้แก่ บุคคลที่มองการแก้ปัญหาประเทศที่จะมีผลต่อเนื่องระยะยาว และคิดถึงอนาคตของประเทศ แม้ว่าจะเป็นเวลาหลังจากที่ตนเองได้หมดอำนาจไปแล้ว ; statesman จึงเป็นผู้ที่แก้ปัญหาในเชิง“ระบบ” มากกว่าการแก้ปัญหาด้วยการใช้อำนาจโดยตนเอง แม้ว่าการสร้างระบบนั้น จะเป็นการลดอำนาจหรือตัดอำนาจของตนเอง เพราะ statesman รู้ว่า การใช้อำนาจโดยไม่สร้าง “ระบบ ”ที่โปร่งใส ย่อมเปิดโอกาสให้นักการเมือง ปิดบังซ่อนเร้นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและทำการทุจริตได้

 

       ผู้เขียนได้ให้ข้อสังเกตสำหรับให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย(และท่านผู้อ่าน) นำไปใช้ ในการพิจารณาและตรวจดู ว่า “การกระทำ”ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน เป็น(หรือใกล้จะเป็น) การกระทำของ statesman หรือไม่ คือ ขอให้พิจารณาดูว่า รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเราได้เอาใจใส่ในการป้องกันการรั่วไหลในการใช้จ่าย”เงินแผ่นดิน”ในนโยบาย populist อย่างไรหรือไม่ / มีความตั้งใจจะทำให้หรือนำ ผู้ที่(อาจ)ไม่สุจริตหรือ(อาจ)แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ(ที่เป็นพรรคพวกของตนเอง) ให้ต้องรับผิดชอบ หรือไม่เพียงใด / สนใจที่จะแก้ไข “กฎหมาย”(มิใช่ แก้ไขโดยการมี “มติคณะรัฐมนตรี”) ที่ทำให้นักการเมือง (ตนเอง) ต้องกระทำการโดยโปร่งใส เพื่อลดการแสวงหาประโยชน์จากการประมูลและการอนุมัติโครงการของรัฐ หรือไม่ / แก้ไขและปรับปรุง “กฎหมาย”เพื่อป้องกัน ระบบ spoils system ที่นักการเมือง(ตนเอง) เอาตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจและตำแหน่งราชการ ให้เป็นการตอบแทนแก่พรรคพวกและข้าราชการที่รับใช้ตนเอง หรือไม่ / ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เปิดเผย และไม่อยู่ภายไต้อิทธิพลของนักการเมือง(ตนเอง) หรือไม่ / ฯลฯ

       
       คำถาม ที่ผู้เขียนขอให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้น(และท่านผู้อ่าน) ตอบ หลังจากที่ได้พิจารณาตามข้อสังเกตดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็คือ ตาม “ข้อเท็จจริง” ที่ปรากฏที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันได้บริหารราชการแผ่นดินมา ในช่วง ๔ เดือน

 

       “ท่านคิดว่า รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเรา กำลังบริหารประเทศ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือ กำลังรอโอกาส เพื่อจะ แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว” 
       


       (ข) “การกระทำ กลุ่มที่สอง”
 ว่าด้วย การริเริ่ม “การปฏิรูปการเมือง” [หมายเหตุ ในการบรรยาย(วันนั้น) ผู้เขียนได้ใช้ “ข้อเท็จจริง”ที่เกี่ยวกับประเด็นนี้เท่าที่ปรากฏในขณะนั้น จนถึงวันที่มีการบรรยาย คือ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๒ ดังนั้น ในบทความนี้ ซึ่งเป็น “สาระ”จากการบรรยายในวันดังกล่าว ผู้เขียนก็จะถือตามข้อความที่ผู้เขียนบรรยายในวันนั้น แม้ว่าจะปรากฏในขณะนี้(หลังการบรรยาย)ว่า ข้อเสนอของท่านนายกรัฐมนตรี(รวมไปถึงการเสนอให้นิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง) ได้ก่อให้เกิด “เหตุการณ์”และ “ความคิดเห็น”ที่แตกต่างกันในระหว่างกลุ่มนักการเมืองและนักวิชาการหลายประการ แต่ผู้เขียนจะยังไม่ขอนำมากล่าวในบทความตอนนี้ และถ้าผู้เขียนมีเวลาพอ ผู้เขียนอานจะนำมาเขียน ป็น “ภาคผนวก” ไว้ในตอนท้ายของบทความนี้ ]

 

       ผู้เขียนได้ให้ “ข้อเท็จจริง”(เกี่ยวกับการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล) กับท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย ฯ ว่า เท่าที่ผ่านมา ในระยะที่เข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ ๆ ในต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๒ รัฐบาลและ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้ความสนใจกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปการเมืองแต่อย่างใด แต่ได้เน้นการแก้ไขปัญหาประเทศเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ และ เพิ่งจะปรากฎในระยะหลังเมื่อไม่นานมานี้ คือ เมื่อกลุ่มเสื้อแดงเริ่มก่อตัวที่จะมีการชุมนุมใหญ่ ท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า จะมอบให้คนที่เป็นกลาง เช่น สถาบันพระปกเกล้า มาช่วยพิจารณาว่า จะแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นใดบ้าง โดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง และรัฐบาลจะขอให้ทุกคนทุกฝ่าย รวมทั้งพรรคการเมืองทุกพรรคมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

 

       ในประเด็นนี้ ผู้เขียนไม่มีข้อเท็จจริงอื่นจะเพิ่มเติม และขอตั้งคำถาม ๓ คำถาม เพื่อให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายฯ ลองเปรียบเทียบพฤติกรรมของนักการเมือง กับพฤติกรรมของตนเอง ดังต่อไปนี้

       คำถามแรก มีว่า ตัวท่านเอง(ท่านที่มาฟังการบรรยาย) “ท่านคิดว่า โดยพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ ผู้ที่จะต้องเสียประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้ตนเองได้เข้ามาผูกขาด “อำนาจรัฐ” ผู้นั้นจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจะทำให้ตนเอง(อาจ)ต้องหมดอำนาจ หรือไม่”

       คำถามที่สอง มีว่า ตัวท่านเอง(ท่านที่มาฟังการบรรยาย) “ท่านคิดว่า บุคคลในรัฐบาลและท่านนายกรัฐมนตรีปัจจุบันนี้ ทราบหรือไม่ทราบว่า โดยพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ คนส่วนใหญ่ย่อมเห็นแก่ตัว และรักษาประโยชน์และอำนาจของตน”

       คำถามที่สาม มีว่า ตัวท่านเอง(ท่านที่มาฟังการบรรยาย) “ถ้าท่านคิดว่า บุคคลในรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีปัจจุบันนี้ ได้ทราบหรือควรทราบอยู่แล้วว่า พฤติกรรมของมนุษย์เป็นอย่างไร 

 

       การที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีปัจจุบันนี้บอกแก่คนทั่วไปว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมือง จะมอบให้คนกลางโดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง และขอให้พรรคการเมืองทุกพรรคและนักการเมือง มาช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านคิดว่า บุคคลในรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ใช้อำนาจรัฐอยู่ปัจจุบันนี้ มี “ความในใจ” ที่ต้องการจะให้มีการปฏิรูปการเมือง หรือไม่”
       


       ผู้เขียนได้กล่าวสรุปในตอนท้ายของการบรรยายในตอนนี้ว่า เมื่อท่านผู้ฟังการบรรยายฯ ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับ “การกระทำ”ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๒ กลุ่ม (การบริหารราชการแผ่นดิน กับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ)ให้แก่ตัวท่านเองแล้ว ผู้เขียนก็เชื่อว่า ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย ซึ่งเป็น elite กลุ่มที่มี “ความรู้”สูงที่สุดของคนไทย คงตอบได้เอง ว่า รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเรา เป็น “statesman” หรือไม่ และ ประเทศไทยของเรา ขาด “statesman ”ที่เสียสละ หรือไม่ 

 

       สำหรับผู้เขียน ผู้เขียนมีความรู้สึกว่า สภาพการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้ ดูหมือนว่า เราจะมีนักการเมือง(นายทุนธุรกิจ)อยู่ ๓-๔ กลุ่ม ต่างแย่งกันและสลับ“ขั้ว”จับกลุ่มกันเข้ามา เพื่อเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและเข้ามาเป็นรัฐบาล(ในระบบรัฐสภา) ภายไต้ชื่อ“พรรคการเมือง” ต่าง ๆ กัน ( ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะเปลึ่ยนชื่อพรรคฯ ไปตามโอกาส) แต่ไม่ว่าพรรคการเมืองของเราจะมี “ชื่อ”เรียกว่าอย่างไร แต่กลุ่มนักการเมืองของเราก็(เกือบ)จะไม่เปลี่ยนแปลง เราคงพบกลุ่มนักการเมืองเดิม ๆ ลูกเมียพี่น้องนามสกุลเดิม ๆ และพรรคพวกเดิม ๆ ที่ร่วมกันลงทุนตั้งพรรคการเมืองและเข้ามาผูกขาด“อำนาจรัฐ” ภายไต้ “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ)” ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของประเทศไทย (ประเทศเดียวในโลก) 

 

       “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ)” เป็นระบบที่บรรดานายทุนธุรกิจของเรา ได้ช่วยกันสร้างขึ้นมา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ และอาศัย “ความรู้ ”(หรือ “ ความไม่รู้” แล้วแต่จะเรียก ) ของคณาจารย์ในคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นสูงของประเทศไทย ชักชวนให้คนไทยทั้งหลายพากันเรียก “ระบบ”นี้ ว่า เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (?) 
    

ประเทศไทย จึงขาดทั้ง “ความรู้” และขาดทั้ง “statesman”ที่เสียสละ
       

 

Read Full Post »

ปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย

recommendare

 

แม้แต่”ความรักลูก”ก็เป็นอาวุธได้ และ “ความรักลูก” คือพฤติกรรม ; ดังนั้น พฤติกรรมของคนทางสังคมวิทยา ก็ถูกใช้เป็นอาวุธได้ 

ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์

 

ถอดความ

จากปาฐกถาพิเศษเรื่อง  ปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย

 

โดย

ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์
ประธานกรรมการกฤษฎีกา

 

ความมีดังนี้

 

ท่านองคมนตรี ท่านประธานศาลปกครองสูงสุด ท่านตุลาการศาลปกครองสูงสุด ท่านตุลาการ ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณที่ทางศาลปกครองได้ให้เกียรติผมมาพูดในวันนี้ โดยในวันที่ ๙ มีนาคม ก็จะเป็นวันที่ครบรอบ ๗ ปีของศาลปกครอง ผมเชื่อว่า ศาลปกครองจะอยู่คู่กับประเทศไทยนานแสนนาน และคงจะเป็นสถาบันที่พัฒนาหลักฎหมายและแก้ “ปัญหา”ให้ประเทศต่อไปข้างหน้า

 

เป็นที่ทราบดีว่า กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายยุคใหม่ เมื่อทางศาลปกครองเชิญผมมาพูด ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดในเรื่องอะไร ท่านทั้งหลายก็มีความรู้มากมาย ผมก็มาคิดว่า ขณะนี้เรามีวิกฤติอยู่และทุกเช้าเราได้ฟังวิกฤติของกฎหมายมหาชนอยู่ตลอดเวลา แม้เมื่อเร็ว ๆ นี้ เราก็มีปัญหาเรื่องการโยกย้ายข้าราชการ เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการว่า เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม มี “การเมือง”แทรกแซงหรือไม่ และข้างหน้าก็คงจะมีปัญหาตามมาอีกมาก ผมก็เลยมานั่งนึกว่าจะเอาเรื่องอะไรมาพูดในวันนี้ ; ขณะนี้ผมกำลังเขียนบทความอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นบทความที่ค่อนข้างยาว และผมคิดว่าบทความนี้จะเป็นบทความชุดสุดท้ายของผม ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าผมจะเขียนจบหรือไม่จบ ; บทความบทนี้เป็นบทความที่เป็นความเห็นของผมเกี่ยวกับ “ทางออก”ของประเทศไทยในภาวะการเมืองปัจจุบัน คือ ถ้าเราหาทางออกได้ เราก็คงจะหลุดพ้นจากวงจร vicious circle ไปได้ แต่ถ้าเราหลุดพ้นจากวงจรไม่ได้ ผมก็คิดว่าข้างหน้าเราคงจะมีเหตุการณ์อีกมากมาย ที่อาจกระทบกระเทือนถึงประวัติศาสตร์ของเราในอนาคตด้วย ; ในบทความดังกล่าว ผมพยายามจะเขียนให้เห็นทุกแง่ทุกมุมของปัญหาสังคมของเรา ขณะนี้ก็เริ่มเขียนมาหลายตอนแล้ว และในบางตอนเมื่อย้อนกลับไปอ่านแล้วก็ยังรู้สึกว่าภาษาค่อนข้างเข้าใจยาก

 

ดังนั้น “เรื่อง”ที่ผมจะพูดในวันนี้ เป็น”ส่วนหนึ่ง”ที่ตัดตอนมาจากบทความขนาดยาวดังกล่าว บางส่วนก็เขียนเป็นบทความและลงเว็บไปแล้ว บางส่วนก็คิดไว้ในใจและตั้งใจจะเขียนเป็นบทความตอนต่อ ๆ ไป ; ผมขอให้”ชื่อ”ของหัวข้อเรื่องที่ผมจะพูดในวันนี้อย่างสั้น ๆ แต่อยากให้เป็น “ชื่อ”ที่มีความหมายค่อนข้างกว้างพอที่จะครอบคลุมปัญหาการเมืองของไทยในขณะนี้ได้ คือ ผมจะพูดเรื่อง “ปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย” ซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือ ปัญหาของสังคม ที่มีสาเหตุมาจาก “ชนชั้นนำ”ของเราเอง

 

นักประวัติศาสตร์ เวลาเขามองย้อนว่าประเทศเราจะเจริญหรือเสื่อม เขาจะดูที่บทบาทของ “ชนชั้นนำ” หรือ Elite ; ถ้าเราอยากจะรู้ว่า ข้างหน้า อนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เราก็ต้องวิเคราะห์บทบาทของ Elite ในปัจจุบัน ; ในบทความที่ผมเขียนและลง Web ไว้ ผมได้นำข้อวิจารณ์ของนักประวัติศาสตร์ต่างประเทศ ที่เขาวิจารณ์และให้ความเห็นว่า เหตุการณ์ของประเทศฝรั่งเศสในยุคปลายศตวรรษที่ ๑๘ คือ ในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ เกิดขึ้นเพราะอะไร ซึ่งผมเชื่อว่า ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วว่า มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในประเทศผรั่งเศสในระยะนั้น โดยผมไม่ต้องกล่าวซ้ำอีก

 

ในการพูดในวันนี้ ผมก็จะขอใช้แนวทางวิเคราะห์ในแนวทางเดียวกันกับนักประวัติศาสตร์ของต่างประเทศ คือ วิเคราะห์ปัญหาของประเทศไทย บนพื้นฐานของ “บทบาทของ Elite”ในปัจจุบัน โดยถือว่า เป็นการเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ท่านที่มีความรอบรู้ช่วยนำไปคิด 

 

โดยในส่วนแรก จะเป็นความนำหรือ”บทนำ” ซึ่งผมจะขอเรียนให้ท่านทราบอย่างสั้น ๆ ว่า ทำไมผมถึงเลือก “หัวข้อ”เกี่ยวกับปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย มาพูด และจากนั้น จะเป็นส่วนที่เป็น”สาระ”ที่ผมตั้งใจจะพูด โดยจะขอแบ่งออกเป็น ๓ ตอน 

 

ตอนที่ ๑ คือ ทำไมเมื่อปีที่แล้ว คือ นับแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่เรามีการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน จนถึงพ.ศ.๒๕๕๐ รวมเวลา ๑ ปี ๓ เดือน เราจึงล้มเหลวใน”การปฏิรูปการเมือง” ซึ่งส่วนนี้ผมได้เขียนไว้ในบทความที่ได้กล่าวถึงแล้ว ซึ่งยังเขียนเข้าใจยาก แต่วันนี้ ผมจะสรุปให้ง่ายขึ้น เพื่อมาดูอย่างรวบรัดว่า เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว เราล้มเหลวเพราะอะไร ชนชั้นนำ หรือ Elite กลุ่มใหนที่รับผิดชอบ

 

ตอนที่ ๒ เราจะมาดูว่า ถ้าเราอยากจะรู้ “อนาคต”ของเราว่าเป็นอย่างไร เราก็ต้องดู Eliteของเรา ณ “ปัจจุบัน” โดยเราจะพิจารณาว่า เราจะต้องสนใจ Elite ของเราประเภทหรือจำพวกใดบ้าง ดังนั้นในตอนที่สองนี้ ผมจะพูดถึง Elite ของเรา ๓ ประเภท ประเภทที่หนึ่ง ก็คือ “นักกฎหมาย” ประเภทที่สอง คือ นักการเมือง ซึ่งแก่ “นายทุนธุรกิจ”ที่มาเล่นการเมืองอยู่ในขณะนี้ และประเภทที่สาม คือ “นักวิชาการประเภท philosophers” ที่มักจะสร้างปัญหาแต่ไม่ได้ช่วยคิดเพื่อแก้ปัญหาให้ประเทศ ;เราจะลองมาคาดคะเนดูว่า Elite ของเรา ๓ ประเภทหรือ ๓ จำพวกนี้ จะพาเราคนไทยไปถึงไหน ในเวลาข้างหน้า 

 

ตอนที่ ๓ จะเป็นตอนสุดท้าย เราจะดูว่า อนาคตของเราจะมืดมน อย่างไร โดยผมจะย่ออย่างสั้น ๆ โดยแยกเป็น ๒ ประเด็น คือ ในประเด็นแรก ผมจะพูดถึง “คุณภาพ”ของ Elite ของเราในอดีตสมัยรัชการที่ ๕ เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นในระยะเดียวกันว่า เป็นอย่างไร และดูว่าในขณะนี้ “คุณภาพ”ของ Elite ในปัจจุบันของเรา ก้าวไปข้างหน้าหรือถอยงหลั และในประเด็นที่สอง ผมจะพูดถึง คือ “กระบวนการยุติธรรม” ของเรา ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการยุติธรรมทางอาญาว่า จะพาเราไปรอดหรือไม่ 

ทั้งหมดนั้น เป็นแนวทางที่ผมกำหนดจะพูด ในวันนี้ นะครับ

 

บทนำ

 

ในส่วนต้นหรือ “บทนำ”ว่า ทำไมผมถึงเลือกเรื่องนี้ คือ “ปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย”มาพูดในวันนี้ ; ผมขอเรียนว่า นักประวัติศาสตร์เขาเคยวิเคราะห์ว่า เหตุที่เกิดความวุ่นวายและมิคสัญญีนองเลือดในประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ เกิดจาก Elite ๒ กลุ่ม 

 

ผมเชื่อว่า ท่านตุลาการศาลปกครองที่จบจากฝรั่งเศสหลายท่าน คงทราบอยู่แล้วว่า Elite กลุ่มแรก ที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดของประเทศฝรั่งเศส ก็มาจากพวกตุลาการนี่แหละครับ ในสมัยนั้นศาลยุติธรรมของฝรั่งเศส เรียกว่า le Parlement และพวกตุลาการเรียกว่า Parlementaires ; พวก Parlementaires นี่แหละครับ คือ กลุ่มแรกที่สร้างปัญหาและทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แก้ปัญหาประเทศไม่ได้ ไม่ว่าจะมีนายกรัฐมนตรีที่เก่งอย่างไร ก็แก้ไม่ได้ ; และกลุ่มที่สอง คือ พวก philosophers ที่นักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส เรียกว่า the Philosophes คือ นักวิชาการที่พูดถึงสิทธิเสรีภาพ แต่ไม่คิดถึงวิธีที่จะแก้ปัญหา 

 

ในรายละเอียดที่ผมเขียนไว้ในบทความในส่วนที่เกี่ยวกับศาล le Parlement นี้ ผมได้กล่าวไว้อย่างสั้น ๆ ว่า ในระยะนั้นตุลาการของฝรั่งเศสมีอำนาจมาก คือ ถ้ารัฐบาลออก”กฎหมาย”อะไรมา ตุลาการมีสิทธิที่จะจดหรือไม่จดทะเบียนกฎหมายสำหรับให้ศาลทั่วประเทศใช้บังคับ ; ถ้าไม่จดทะเบียน ก็หมายความว่าใช้ฟ้องศาลไม่ได้ เพราะศาลไม่บังคับให้ ดังนั้น ในระยะนั้น แม้ว่ารัฐบาลของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จะมีนายกรัฐมนตรีมีชื่อเสียงและเก่งกาจอย่างไรก็ตาม แต่ถ้ากฎหมายที่ตราออกมาเพื่อแก้ปัญหาประเทศ มีผลกระทบกระเทือนสิทธิและประโยชน์ของตุลาการหรือเป็นการปฏิรูประบบศาล ศาลก็จะไม่รับ register และบังคับใช้ไม่ได้ และด้วยเหตุนี้เอง พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จึงแก้ปัญหาประเทศไม่ได้ จนกระทั่งนโปเลียนทำการปฏิวัติ และเข้ามาแก้ปัญหาและปฏิรูประบบศาล จนได้มีศาลปกครองขึ้นมา

 

ดังนั้น เราจะเห็นว่า ในการบริหารประเทศ ศาลซึ่งเป็นองค์กรที่บังคับใช้กฎหมาย จะมีอิทธิพลอยู่มาก ; ปัญหาของเราในขณะนี้ ก็คือ กระบวนการยุติธรรมของเรามี “ปัญหา”หรือเปล่า “นักกฎหมาย”ของเรามีปัญหาหรือเปล่า ทำไมเราจึงต้องมีตุลาการภิวัฒน์ ขอให้ท่านย้อนไปพิจารณาเหตุการณ์ดู ; ขณะนี้ เราคงเห็นอยู่แล้วว่า คตส. ขัดแย้งกับอัยการ กกต. ก็มีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย เจ้าหน้าที่เดิม ๆ ของ DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ถูกโยกย้ายไปหมดแล้ว และ DSI ก็กำลังกล่าวหาว่า กกต.ทำผิดกฎหมาย ฯลฯ ; ถ้าสภาพเป็นอย่างนี้แล้ว สังคมของเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ใครถูกใครผิด ; และในเวลาต่อไปข้างหน้า ก็คงจะมีปัญหาอีกมากนะครับ 

 

ผมเห็นว่า ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมของประเทศอื่น ๆ เขาแก้ปัญหากันไปหมดแล้ว แต่ของเรายังไม่ได้แก้ นี่คือเหตุผลข้อแรก ที่ผมเลือกหัวข้อว่าด้วย “ปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย” มาพูดในวันนี้

 

ปัญหาในเรื่องนักวิชาการประเภท “The Philosophes” ก็เช่นเดียวกัน เราจะเห็นว่า ขณะนี้มีนักวิชาการบางกลุ่มออกมาต่อต้านเผด็จการกัน แต่ดูเหมือนว่า นักวิชาการเหล่านี้จะพูดถึงและต่อต้านเฉพาะ “เผด็จการทหาร” แต่ไม่พูดถึง “เผด็จการโดยนายทุนธุรกิจ” ; เราจะพูดถึงแต่สิทธิเสรีภาพของเอกชนและของตัวเอง แต่ไม่ได้บอกว่า ประเทศเรา จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ; ดังนั้น The Philosophes ก็ยังเป็นปัญหาของเมืองไทย และนี่ก็คือ เหตุผลอีกข้อหนึ่ง ที่ผมเลือกหัวข้อว่าด้วย “ชนชั้นนำที่เป็นปัญหาของสังคมไทย” มาพูด

 

ต่อไปนี้ ผมจะพูดถึงเรื่องใน “สาระ”ที่ผมตั้งใจจะพูด โดยเริ่มต้นจากตอนแรก คือ เมื่อหนึ่งปีสามเดือนที่ล่วงมาแล้ว หลังการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ทำไมเราถึงแก้ปัญหาไม่ได้ โดยจะมองจาก Elite ของเรา 

 

Eliteของเรา ในขณะนั้น คือ “นักการเมืองจำเป็น”ที่กระโดดเข้ามาทำการปฏิวัติ ทั้ง ๆที่ไม่รู้ว่า เมื่อปฏิวัติสำเร็จแล้ว จะต้องทำอะไร พูดง่าย ๆ ก็ คือบริหารประเทศไม่เป็น ; ตรงนี้ ผมเขียนไว้ในบทความแล้ว ผมจะพยายามสรุปให้สั้นที่สุด และต่อจากนั้น ผมจะพูดถึงบทบาทของ Elite ๓ จำพวกหรือ ๓ประเภทของเรา คือ “นักกฎหมาย” ซึ่ง รวมทั้งผู้พิพากษา ตุลาการ และ อาจารย์ คือ รวมนักกฎหมายทั้งหมด ; ส่วน Elite ประเภทที่สอง ซึ่งได้แก่ “นักการเมืองนายทุนธุรกิจ” ที่เป็นเจ้าของพรรคการเมืองอยู่ในขณะนี้ Eliteประเภทนี้ประเทศฝรั่งเศสในยุคปี ๑๗๘๙ ยังไม่มี แต่ของเรามีอยู่ในปัจจุบัน ; ส่วน Elite ประเภทที่สาม คือพวก The Philosophers ซึ่งประเทศฝรั่งเศสก็มี และประเทศไทยของเราก็มี โดยเราจะลองมาวิเคราะห์ดูว่า Elite ทั้ง ๓ ประเภทซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคมเราในปัจจุบัน มีบทบาทอย่างไร ทำเพื่อส่วนตัวหรือทำเพื่อส่วนรวม 

 

นักการเมืองจำเป็น

 

ผมขอเริ่มต้นด้วย “นักการเมืองจำเป็น” คือ Elite ที่เข้ามาใช้อำนาจรัฐด้วยการรัฐประหาร ปัญหาของเรามีว่า เมื่อปฏิวัติมาแล้ว มีอำนาจเต็มที่ แต่ทำไมแก้ปัญหา ประเทศไม่ได้

 

ผมเห็นว่า การที่เราทำไม่สำเร็จ ก็เพราะผู้ที่ทำการปฏิวัติเข้ามา ไม่รู้ว่า”ภารกิจ”ของตัวเองคืออะไร ผมคิดว่า ก่อนที่จะทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ผู้ที่ทำการรัฐประหาร ควรจะต้องกำหนด “ภารกิจ”ของตนเองเสียก่อน 

 

ในบทความที่ผมเขียนไว้ ผมแยกภารกิจสำคัญของการทำรัฐประหารเพื่อแก้ปัญหาของประเทศไว้ ๒ ประการ ซึ่งจะต้องแยกให้ชัดเจน และอย่าปนกัน ;

 

ภารกิจประการแรก ก็คือ “รปฏิรูปการเมือง” ผู้ที่ทำการรัฐประหารเข้ามา จะต้องหา “รัฐธรรมนูญใหม่“ที่ดีกว่าเก่า และภารกิจประการที่สอง คือ การบริหารประเทศในช่วงระหว่างการปฏิวัติ ซึ่งผู้ที่ทำการรัฐประหารจะต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และต้องรีบทำเพราะมีระยะเวลาอันจำกัดสั้น แต่ปรากฏว่า นักการเมืองจำเป็น หรือ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่ผ่านมาแล้ว ไม่ได้ทำ คือไม่ได้กำหนดภารกิจของตนเอง 

 

นอกจากจะต้องกำหนด “ภารกิจ”ของตนเองแล้ว ผู้ที่ทำรัฐประหารจะต้องรู้ด้วยว่า ภารกิจทั้ง ๒ ประการนั้น มี “ลักษณะ”อย่างไร และจะต้องทำอย่างไร “ภารกิจ”จึงจะสำเร็จได้ 

 

การที่จะทำให้ “ภารกิจ”ทั้ง ๒ ประการสำเร็จ จำเป็นจะต้องสร้าง “องค์กร”ขึ้นมาเพื่อปฏิบัติภารกิจ และเครื่องมือในการสร้างองค์กรนี้ ก็คือ “รัฐธรรมนูญชั่วคราว ” ; ผู้ที่ทำรัฐประหารจะต้องรู้ว่า “รัฐธรรมนูญชั่วคราว” จะมีสาระแตกต่างจาก”รัฐธรรมนูญถาวร” ; องค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นตาม รัฐธรรมนูญชั่วคราวจะมีความมุ่งหมายอยู่ ๒ ประการ คือ ประการแรก เพื่อสร้าง “องค์กรที่จะสร้างรัฐธรรมนูญถาวร” และประการที่สอง เพื่อสร้าง “องค์กรสำหรับการบริหารประเทศเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่มีการร่างรัฐธรรมนูญถาวร ซึ่งได้แก่ รัฐบาลชั่วคราวและสภานิติบัญญัติชั่วคราว 

 

ถ้าหาก “องค์กร”ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ดี ผลที่ตามมาก็คือ “รัฐธรรมนูญถาวร”ก็จะออกมาดีไม่ได้ และการบริหารราชการแผ่นดินชั่วคราว ก็จะดีไม่ได้เช่นกัน เพราะ “รุปแบบ” ขององค์กรที่จะปฏิบัติภารกิจผิด มาตั้งแต่ต้น

 

ดังนั้น เราลองมาดูว่าใน “ภารกิจแรก” คือ การปฏิรูปการเมืองหรือการจัดหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้คนไทย นักการเมืองจำเป็นหรือคณะรัฐประหารของเรา สร้าง “องค์กร”อะไรขึ้นมาให้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือรัฐธรรมนูญถาวร 

 

ท่านทั้งหลายทราบดีอยู่แล้วว่า “องค์กร”ที่มาเขียนหรือออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๙ ของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ก็คือ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ”

 

เราลองมาดูโครงสร้างของ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ของคณะปฏิรูปการปกครองฯ หรือของนักการเมืองจำเป็น ว่ามีอย่างไร และท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้วเช่นกันว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญของเรา เป็นรูปแบบ”สภานานาอาชีพ” คือเป็นสภาที่มีสมาชิกที่คัดสรรมาจากระบบสมัชชาแห่งชาติ โดยมีแนวความคิดว่า การร่างรัฐธรรมนูญควรมีส่วนร่วมจากประชาชนหลากหลายอาชีพ เพื่อ “ความเป็นประชาธิปไตย” ; ตรงนี้ ผมขอให้ท่านหยุดคิดสักนิดและลองถามตัวท่านเองว่า สภาที่มีสมาชิกจากนานาอาชีพจะสามารถร่างรัฐธรรมนูญ ได้ดีหรือไม่ หรือว่า รัฐธรรมนูญที่ดีนั้นต้องการความเชี่ยวชาญของนักวิชาการที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในรูปแบบและการร่างรัฐธรรมนูญ ; ทั้งนี้ โดยเราจะยังไม่พิจารณาไปถึงว่า ทำอย่างไร จึงจะออกแบบ “องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ” ที่เป็นไปหลักการของระบอบประชาธิปไตยและในขณะเดียวกันก็อยู่บนพื้นฐานของความเชี่ยวชาญด้วย เพราะถ้าพูดถึงข้อนี้ ก็คงจะต้องพูดไปอีกยาว

 

ในที่นี้ เราคงพูดเพียงว่า ถ้าเรากำหนดรูปแบบของ “องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ” ผิด รัฐธรรมนูญที่เป็น “ผลงาน”ขององค์การยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะออกมาผิด ๆด้วย เหมือนกับที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน คือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เราได้มา เป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ปัญหาการเมืองของเราไม่ได้ และทำให้เราต้องกลับมาสู่ที่เดิม ก่อนมีการรัฐประหาร

 

ความจริง ผมได้เคยเตือนเรื่องนี้ไว้แล้ว คือ ก่อนมีการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ประมาณ ๔เดือน ผมได้ไปปาฐกถาในวันปรีดีพนมยงค์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดูเหมือนว่าจะเป็นเดือนพฤษภาคม ผมได้ยก”นิทาน” ขึ้นมาเรื่องหนึ่ง สมมุติว่า มีประเทศหนึ่งใช้ชื่อว่าสารขันธ์ ซึ่งผมยืมชื่อมาจากท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ประเทศนี้อยากจะออกแบบบ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ให้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ ดังนั้น สภานิติบัญญัติของประเทศสารขันธ์ ก็เลยออกกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง จัดตั้ง”สภาออกแบบบ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ”ขึ้นมา ให้มีสมาชิกสภาเป็นแบบสภานา ๆ อาชีพหลายประเภท โดยกำหนดให้มีสมัชชาการเลือกกันเองขึ้นมาตามประเภทของอาชีพที่เกี่ยวข้อง ประเภทละ ๕ คน คือ จะมีตั้งแต่กลุ่มคนที่มีหน้าที่ต่างๆในบ้าน คือ คนครัว แม่บ้าน คนทำสวน ประเภทละ ๕ คน กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในบ้าน คือ หญิง ๕ คน ชาย ๕ คน เยาวชน ๕ คน แล้วก็มีกลุ่มนักเทคนิคที่เกี่ยวกับการสร้างบ้านและออกแบบบ้าน คือ วิศวกร และ สถาปนิก ประเภทละ ๑๐ คน รวมทั้งหมดทุกประเภท ก็จะมีสมาชิกของ “สภาออกแบบพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ” ประมาณ ๕๐ – ๖๐ คน

 

แล้วให้ “สภาออกแบบบ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ” นี้มาช่วยกันออกแบบบ้าน ด้วยการให้สมาชิกออกเสียงโหวตกันด้วยเสียงข้างมาก “เพื่อความเป็นประชาธิปไตย ว่า จะเอาบ้านรูปแบบใด หลังคาจะเอาอย่างไร ประตูจะเอาแบบไหน หน้าต่างจะเป็นอย่างไร ฯลฯ

 

ถามว่า ในผลสุดท้ายเมื่อเอามารวมกันแล้ว “บ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ”ของประเทศสารขันธ์ จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ซึ่งผมเชื่อว่าทุกท่านคงจะตอบได้ว่า บ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลังนี้คงมีผสมผเส คือ อาจมี “หลังคา”เป็นแบบสเปน “ประตู”เป็นแบบจีน “หน้าต่าง”อาจจะออกมาคล้าย ๆ อังกฤษ ฯลฯ เพราะสภาหรือองค์กรในลักษณะนานาอาชีพนี้ ต่างคนต่างมีความเห็น ต่างคนต่างออกเสียง ; เสียงข้างมากของสภาในแต่ละประเด็นจะออกมาอย่างไร คงไม่มีผู้ใดคาดคะเนล่วงหน้าได้ ; แต่บอกได้อย่างเดียวว่า เมื่อสภาออกแบบบ้าน ฯ ประกอบด้วยสมาชิกนานาอาชีพ ผลก็คือ รูปร่างหน้าตาของบ้าน ฯ ก็คงจะเป็นสัพเพเหระ อย่างละนิด อย่างละหน่อย

 

ผมยกตัวอย่างเรื่องสภาออกแบบบ้าน ฯ นี้ก่อนการรัฐประหาร ๔ เดือน แต่หลังเมื่อมีการรัฐประหารแล้ว เราก็ยังอุตสาห์มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จัดตั้ง “สภาร่างรัฐธรรมนูญนานาอาชีพ”มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาอีก ; และผมก็คิดว่า “ผลงาน” คือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจาก “องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญนานาอาชีพ” ก็คงออกมาอย่างสัพเพเหระ และไม่ดีไปกว่า “บ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ”ของประเทศสารขันธ์ 

 

ผมถามว่าใครเป็นคนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ความจริงผู้ที่ยกร่างก็เป็นนักกฎหมายของเรานี่แหละครับ แต่ใครจะยกร่างก็ไม่สำคัญ เพราะคนที่จะรับผิดชอบนั้นไม่ใช่นักกฎหมาย ; คนที่จะรับผิดชอบ คือ “ผู้ที่ทำการรัฐประหาร” เพราะผู้ที่ทำการรัฐประหาร เป็นผู้ที่นำเอาร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่นักกฎหมายเป็นผู้ร่างนั้น มาประกาศใช้บังคับ 

 

ผู้ที่ทำการรัฐประหารของเรา ขาดความรู้และขาดความสนใจ ไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญนั้นจะใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ดังนั้น ภารกิจประการแรกของการรัฐประหาร จึงล้มเหลว

 

จริง ๆ แล้ว ในการร่างกฎหมายในยุคปัจจุบัน ประเทศที่พัฒนาแล้วเขามีระบบบังคับ ให้ผู้ที่ยกร่างกฎหมายจะต้องจัดทำเอกสารประกอบร่างกฎหมาย หรือ Exposé ซึ่งผู้ยกร่างกฎหมายจะต้องอธิบายให้ได้ว่า กฎหมาย มีเป้าหมายอย่างไร และ รูปแบบของกฎหมายที่ตนเองเขียนขึ้นมานั้น จะสามารถทำให้เป้าหมายหรือภารกิจสำเร็จได้อย่างไร ; แต่บังเอิญ ผู้ที่ทำการรัฐประหารของเราในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ไม่สนใจในเรื่องนี้ การยกร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๙ จึงไม่ได้มีการตรวจสอบ

 

แต่ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งได้แก่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ของเรา สภาร่างรัฐธรรมนูญนานาอาชีพของเราก็อุตส่าห์เขียน Exposé ให้เราเหมือนกัน คือทำเป็น “คำชี้แจงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่” มีอยู่ประมาณ ๑๐ หน้า ; ถ้าท่านมีโอกาสและมีเวลา ก็โปรดไปอ่านดูได้ ; ผมอ่านดูแล้ว แต่ผมไม่คิดว่า คำชี้แจงสาระสำคัญนี้ จะอยู่ในมาตรฐานที่เป็นคำชี้แจงของผู้เชี่ยวชาญในระดับที่จะมายกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัญหานี้ ผมได้วิเคราะห์ไว้ในบทความของผมที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว 

 

ผมจำได้ว่า ในคำชี้แจงดังกล่าว ขึ้นต้นว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความมุ่งหมายใน ๔ แนวทาง และแนวทางแรก ที่ปรากฏในคำชี้แจง ก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีสิทธิเสรีภาพให้มากที่สุด ฯลฯ ซึ่งผมคิดว่า การให้มีเสรีภาพมากที่สุด ไม่ใช่ “เป้าหมาย” ของการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ ; การเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ จะต้องเริ่มต้นด้วยการทำ”ความเข้าใจ”และวิเคราะห์ว่า รัฐธรรมนูญฉบับเดิมก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองได้อย่างไร และอะไร คือข้อผิดพลาดของรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ฯลฯ ; ผมเห็นว่า ถ้าสภาร่างรัฐธรรมนูญของเราแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และเขียน Exposé อธิบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกมาในระดับนี้ ผมคิดว่า ถ้าแปลออกมาเป็นภาษาต่างประเทศ แล้วเอาไปให้นักกฎหมายของต่างประเทศดู ก็อาจจะเสียชื่อกันไปหมดทั้งประเทศ 

 

ความล้มเหลวอันนี้แหละครับ ที่ทำให้สภาพการเมืองของเรา กลับไปเหมือนเดิมก่อนการรัฐประหาร

 

ตรงนี้ ผมขอขยายความให้ยาวสักเล็กน้อย เพราะถ้าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอีกครั้งหนึ่งข้างหน้า ไม่ว่าจะมีการรัฐประหารหรือไม่ก็ตาม เราจะได้แก้รัฐธรรมนูญได้ดีกว่าครั้งนี้

 

ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือมีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราจะต้องพิจารณาแยกสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ ออกเป็นส่วน ๆ และมีประมาณ ๔ – ๕ ส่วน เช่น ส่วนที่หนึ่งเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ส่วนที่สองเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของประชาชน ส่วนที่สามว่าด้วยนโยบายของรัฐ และต่อ ๆ ไป 

 

ส่วนที่สำคัญที่สุด หรือส่วนที่เป็น key ของรัฐธรรมนูญ ก็จะได้แก่ “ระบบสถาบันการเมือง” ที่ว่าด้วย สภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัติ กับรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี นี่แหละครับ และส่วนสำคัญต่อไป ก็จะเป็นบทบัญญัติว่าด้วยศาล และองค์กรอิสระต่าง ๆ

 

“ระบบสถาบันการเมือง” ในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ เรียกว่า Form of Government ซึ่งมีระบบหลัก ๆ อยู่ ๓ -๔ รูปแบบ เช่น ระบบรัฐสภา ซึ่งจะมีทั้งระบบรัฐสภาสมัยใหม่และสมัยเก่า หรือระบบประธานาธิบดี หรือระบบพรรคการเมืองพรรคเดียว คือพรรคคอมมิวนิสต์ ; ในการเขียนหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญของต่างประเทศ จะต้องพิจารณาเป็นข้อแรกก่อนสิ่งอื่นใด ก็คือ Form of Government เพราะ Form of Government เป็น รูปแบบของการจัดองค์กรของรัฐ ที่จะใช้ “อำนาจสูงสุด”ในทางการเมือง ; นักกฎหมายรัฐธรรมนูญจะต้องวิเคราะห์หลักการข้อนี้ก่อนว่า จะใช้รูปแบบใหน และจะปรับเปลี่ยนด้วยเหตุผล ที่เรียกว่า rationalization อย่างไร ; ไม่ใช่แก้ไปอย่างสัพเพเหระตามใจชอบด้วยเสียงข้างมากเพื่อความเป็นประชาธิปไตย ตามที่เราทำมาแล้วในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ 

 

ผมขอให้ข้อสังเกตไว้ว่า ตลอดระยะเวลาที่เราทำการร่างรัฐธรรมนูญกันมาเป็นเวลา ๑๒ เดือนตลอดปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา นักกฎหมายทั้งประเทศไทยรวมทั้งผู้ที่มิได้มีส่วนร่วมอยู่ในสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วย ไม่เคยพิจารณาและไม่เคยใช้คำว่า Form of Government แม้แต่คนเดียว ; สิ่งเหล่านี้บอก “อะไร” แก่เรา 

 

ผมขอเรียนว่า สิ่งเหล่านี้บอกว่าการสอนกฎหมายมหาชนในมหาวิทยาลัยของเราล้าหลัง และเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลา ๗๐ กว่าปี การสอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญของเราล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง 

 

ถ้าเราพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ จากหลักเกณฑ์ของ “Form of Government ” แล้ว เราก็จะทราบได้ทันทีว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ ล้มเหลวเพราะเหตุใด และทำไม การเมืองของเราในปัจจุบันของเรา จึงกลับไปสู่ที่เดิมก่อนมีการรัฐประหาร โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาบทบัญญัติอื่น ๆ ของรัฐธรรมนูญในรายละเอียด 

 

Form of Government ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ ของเรา เหมือนกับ Form of Government ในรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. ๒๕๔๐ คือ ใช้ “ระบบผูกขาดอำนาจในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” เหมือนกัน และข้อนี้ คือ สาเหตุที่ทำให้การเมืองของเราในปัจจุบันของเรา กลับไปสู่ที่เดิมก่อนมีการรัฐประหาร

 

ทำไมผมจึงเรียก ระบบสถาบันการเมืองตามรัฐธรรมนูญของเราว่า เป็นการ “การผูกขาดอำนาจในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ; ผมขออธิบายง่าย ๆ ว่า ใน “ระบบรัฐสภา” หรือ Form of Government นี้ จะมีกลไกหรือหลักการที่เป็น key ของระบบ ที่แตกต่างกับ “ระบบประธานาธิบดี” หรือ “ระบบพรรคการเมืองพรรคเดียวของประเทศสังคมนิยม”

 

ระบบรัฐสภา มีทั้งระบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นระบบ conventional system และ ระบบที่มีการปรับเปลี่ยนแล้ว ที่เรียกว่า rationalized system ซึ่งจะแตกต่างกัน แต่ในที่นี้คงไม่มีเวลาพอที่จะกล่าวถึง ; พูดโดยหลักการแล้ว ใน “ระบบรัฐสภา” จะมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน คือ ถือว่า ใครคุมเสียงข้างมากในสภา คนนั้นเป็นรัฐบาลด้วย ; แต่ข้อที่รัฐธรรมนูญของไทยเรา แตกต่างกับรัฐธรรมนูญของประเทศอื่นทั่วโลก ก็คือ ใน “ระบบรัฐสภา”ของประเทศอื่นทั่วโลกนั้น เขาไม่บังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัด และไม่ให้พรรคการเมืองมีอำนาจบังคับให้ ส.ส.ต้องปฏิบัติตามมติของพรรคการเมือง เหมือนกับรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ; เพราะฉะนั้น ตรงนี้แหละครับ ที่เป็นจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญของประเทศไทย และทำให้ปัญหาการเมืองของประเทศไทยกลับสู่ที่เดิม 

 

ใน “ระบบพรรคคอมมิวนิสต์ของประเทศสังคมนิยม” ซึ่งเป็นระบบผูกขาดอำนาจรัฐโดยพรรคการเมือง เหมือนกับประเทศไทย ; แต่แล้ว เราต้องถามว่า ทำไมผลของการใช้บังคับรัฐธรรมนูญของเขาจึงไม่เหมือนประเทศไทย ; ข้อแตกต่างอยู่ตรงนี้ครับ พรรคการเมืองของเขานั้น “นายทุนนักธุรกิจ”เป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้ ผู้ที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของเขานั้น จะต้องเป็นผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร และนักวิชาการ คือ มีเพียง ๓ อาชีพนี้เท่านั้น ; นอกจากนั้น แม้จะเป็นบุคคลใน ๓ อาชีพนี้ ก็มิใช่ว่าทุกคนจะสามารถจะเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ตามใจชอบนะครับ ผู้ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค จะต้องถูกสกรีนหรือกลั่นกรองโดยระบบพรรคก่อน ; ผู้ที่จะได้รับคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิกพรรคจะต้องเป็นผู้ที่เสียสละและพิสูจน์ “พฤติกรรม”มาแล้วว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามอุดมการณ์ของพรรค และกว่าที่จะเลื่อนลำดับตำแหน่งภายในพรรค ขึ้นไปถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคการเมือง ก็จะมีการสกรีนกันหลายชั้น ; และเมื่อได้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคการเมืองแล้ว จึงจะมีสิทธิเป็นผู้บริหารประเทศระดับสูงตามรัฐธรรมนูญ คือ เป็นประธานาธิบดี หรือเป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นประธานสภานิติบัญญัติ ฯลฯ ซึ่งเป็นตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญได้

 

ถ้าท่านอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อ ๒ – ๓ วันมานี้ ท่านก็จะพบว่า “สภาผู้แทนประชาชน”ตามรัฐธรรมนูญของประเทศจีน เพิ่งเปิดการประชุมเมื่อวันที่ ๓ มีนาคมมานี้เอง และท่านก็จะรู้ว่า หูจินเทา เป็นผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน รุ่นที่ ๔ และขณะนี้เป็นประธานาธิบดีของประเทศจีน และประเทศจีนกำลังจะเตรียมเลือกผู้นำพรรค รุ่นที่ ๕ ; และตาม” ชื่อ”ที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ บุคคลที่มีโอกาสจะขึ้นไปเป็น “ผู้นำพรรค รุ่นที่ ๕” คนหนึ่ง ก็คือ สีจิ้นผิง ซึ่งเคยเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำจังหวัดเจ๋อเจียง และต่อมาย้ายมาเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นจังหวัดหรือมณฑลสำคัญของประเทศจีน ; และแม้ว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งในคราวนี้ คือ ต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๑ หรือ ค.ศ. ๒๐๐๘ ก็มิใช่ว่า สีจิ้นผิง จะได้เป็นผู้นำพรรค รุ่นที่ ๕ อย่างแน่นอนนะครับ สีจิ้นผิงยังจะต้องพิสูจน์พฤติกรรมและการกระทำตามอุดมการณ์ของพรรคไปอีก ๕ ปีข้างหน้า คือ ในปี ค.ศ. ๒๐๑๒ อันเป็นปีที่หูจิ่นเทา ประธานาธิบดีจะก้าวลงจากอำนาจ พรรคคอมมิวนิสต์จีน จึงจะได้พิจารณากันอีกครั้งหนึ่งว่า สีจิ้นผิงจะได้เลื่อนขึ้นเป็นเลขาธิการของพรรคคอมมิวนิสต์ และเข้ามาเป็นประธานาธิบดีจีนตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ 

 

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในการปกครองในประเทศสังคมนิยม พรรคการเมืองที่เข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐ คือพรรคคอมมิวนิสต์ของเขา ; และพรรคของเขาจะเป็นองค์กรที่ “เลือก”ตัวบุคคลที่จะเข้ามาดำรง “ตำแหน่งบริหาร”ตามรัฐธรรมนูญและใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ ; พรรคการเมืองของเขาสกรีนแล้วสกรีนอีกและใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์พฤติกรรมของคน แต่ระบบการผูกขาดอำนาจรัฐในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองของเราตามรัฐธรรมนูญ ก็คือ ใครมี ” เงิน”ออกทุนในการเลือกตั้งของพรรคการเมืองได้มาก และทำให้พรรคการเมืองมีจำนวน ส.ส.มากกว่าพรรคอื่น คนนั้นก็เข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐ คือ เป็นทั้งรัฐบาลและคุม ส.ส.เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ 

 

พูดอย่างง่าย ๆ ก็คือ “ระบบรัฐสภา”ตามรัฐธรรมนูญของเราที่มีการบังคับให้ ส.ส. ของเราต้องสังกัดพรรคการเมือง ฯลฯ เป็นการเอา “อำนาจรัฐ”ทั้งหมดไปขึ้นอยู่กับ จำนวน ส.ส.ของพรรคการเมืองของนายทุนธุรกิจ ; “ผู้ใด” มีเงินมากพอจะออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ให้แก่ผู้ที่สมัครใจมาเป็นพรรคพวก รวมทั้งนักวิชาการที่อยากเล่นการเมืองโดยไม่ต้องลงทุน “ผู้นั้น” ก็เอาอำนาจรัฐไป

 

“ระบบรัฐสภา” ผิดกับ ” ระบบประธานาธิบดี” เพราะในระบบประธานาธิบดี จะมีการแบ่งแยกอำนาจจากผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ออกเป็น ๒ ขั้ว หรือ ๒ สาย คือ ขั้วแรก เป็น “อำนาจบริหาร” ที่ประธานาธิบดีเป็นผู้ใช้ โดยประธานาธิบดีจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง ซึ่งแยกจากการเลือกตั้งของสมาชิกสภานิติบัญญัติ และขั้วที่สอง เป็น “อำนาจนิติบัญญัติ” ที่สภานิติบัญญัติเป็นผู้ใช้ โดยสมาชิกของสภานิติบัญญัติต่างคนต่างสมัครรับเลือกตั้งของตนเอง จะสมัครโดยสังกัดพรรคการเมืองก็ได้หรือไม่สังกัดก็ได้ ; ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ในระบบประธานาธิบดีนั้น จะไม่สามารถเกิด ” ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมือง” หริอ “ระบบเผด็จการโดยประธานาธิบดี” ได้เลย และประธานาธิบดีของเขาไม่มีอำนาจหรืออิทธิพลไปบังคับให้ ส.ส.ต้องปฏิบัติความต้องการของประธานาธิบดี และพรรคการเมืองของเขาก็ไม่มีอำนาจไปบังคับให้ ส.ส.ต้องปฎิบัติตามมติของพรรค 

 

ผมขอเรียนถามท่านว่า ตามข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ขณะนี้ คือ เมื่อรัฐธรรมนูญของเรา ทั้งรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๐ และฉบับ ปีพ.ศ. ๒๕๕๐ ให้อำนาจแก่ “พรรคการเมือง”ในการบังคับ ส.ส.ที่อยูในสังกัดพรรค ต้องปฏิบัติตามมติพรรค ประการหนึ่ง ; และใน “ระบบรัฐสภา”ที่เราใช้อยู่ในรัฐธรรมนูญของเรา กำหนดว่า พรรคการเมืองใดมี ส.ส.จำนวนมากที่สุด พรรคนั้นจะได้เป็นรัฐบาล ประการหนึ่ง ; ประกอบกับ สภาพที่สังคมไทยมีความอ่อนแอและอ่อนไหวต่อการใช้เงินและอิทธิพลทางสังคม อีกประการหนึ่ง ; รวมกันทั้ง ๓ ประการนี้ ขอถามว่า เมื่อรัฐธรรมนูญวางระบบนี้ลงไป คนมีเงินจะทำ “อะไร” 

 

ผมเห็นว่า คำตอบนั้นง่ายเหลือเกิน เพราะเป็นไปตามพฤติกรรมตามธรรมชาติของคน คือ เมื่อรัฐธรรมนูญวางระบบนี้ลงไป คนมีเงินก็ย่อมรวมทุนกันตั้งพรรคการเมือง เพราะว่าประโยชน์ตอบแทนที่จะกลับคืนมานั้นมหาศาล เนื่องจากเป็นการลงทุนเพื่อเข้ามาครอบครองทรัพยากรของชาติทั้งหมด จะเอาตำแหน่งใดก็ได้ จะออกกฎหมายใด ๆ ก็ได้ จะตั้งใครก็ได้ ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะพรรคการเมืองของเรา เป็นทั้งสภาและเป็นทั้งรัฐบาล

 

นี่คือ ความล้มเหลวของ “ภารกิจที่หนึ่ง” ของคณะปฏิรูปการปกครอง หรือนักการเมืองจำเป็น ใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา 

 

ภารกิจที่สอง คือ “การบริหารราชการแผ่นดิน”ในระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ในระหว่างที่มีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราลองมาดูว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มอบหมาย ภารกิจนี้ ให้องค์กรใด

 

ผมขอพูดสั้น ๆ ว่า ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๙ ของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ในการบริหารราชการแผ่นดิน เราก็มีอยู่ ๒ องค์กร คือ เรามี “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” และเรามี “รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี” ; สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็เลือกสรรกันมาอย่างหลากหลาย และมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และสำหรับรัฐบาล ก็มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีก็มาเลือกบุคคลแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีอีกทอดหนึ่ง 

 

ข้อเท็จจริงที่ปรากฎ ก็คือ สมาชิกสภานิติบัญญัติ ฯ ต่างคนต่างทำงานตามใจชอบของตนเอง และรัฐบาล คือ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ใครคิดอะไรได้ก็ต่างคนต่างทำ ; แสภานิติบัญญัติฯ กับรัฐบาล ไม่มี “เป้าหมาย”ร่วมกัน และก็ไม่มีใครมากำหนดหรือพูดถึง “ภารกิจเร่งด่วน” ในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่จะต้องทำให้สำเร็จในช่วงเวลาของการรัฐประหาร ที่มีอยู่ไม่นานนัก

 

ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐบาล ต่างก็บริหารกันไปโดยปราศจาก “เป้าหมาย””ตามที่เห็น ๆ กันอยู่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนใดนึกจะเสนอร่างกฎหมายอะไร ก็ไปรวบรวมเพื่อนฝูงมาร่วมกันลงชื่อเสนอเป็นร่างกฎหมายให้สภาพิจารณา ฯลฯ ถ้าท่านมีเวลา ท่านอาจลองไปขอดู”บัญชีรายชื่อ” กฎหมายและร่างกฎหมายที่บรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเสนอต่อสภาฯ มาพิจารณาดูก็ได้นะครับ ; ทางฝ่ายบริหาร รัฐมนตรีต่างคนต่างเสนอร่างกฎหมายที่ตนเองชอบ คณะรัฐมนตรีก็เห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบ้าง ; ผมเห็นว่า การบริหารประเทศอย่างนี้ ไม่น่าจะเป็นการบริหารประเทศในช่วงที่ประเทศมีปัญหาและมีการรัฐประหาร ด้วยเหตุนี้ ผลงานรัฐบาลในช่วง ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ จึงไม่มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน 

 

เมื่อผมอ่านรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งจะต้องเป็น”เครื่องมือ” ในการทำภารกิจของผู้ที่ทำการรัฐประหาร ที่ได้ประกาศใช้บังคับ ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ ผมจึงสามารถบอกได้ตั้งแต่ต้น คือ หลังจากการรัฐประหารในวันที่ ๑๙ กันยายน ได้เพียง ๑๑ วัน ว่า “การรัฐประหาร”ของคณะปฏิรูปการปกครองฯ จะล้มเหลวอย่างแน่นอน เพราะเห็นได้ชัดว่า รูปแบบของ “องค์กร” ต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวดังกล่าว ไม่สามารถทำให้ “ภารกิจ” ที่คณะปฏิรูปการปกครองฯหรือคณะรัฐประหารควรจะต้องทำได้ ให้สำเร็จลงได้

 

ผมอยากจะเรียนว่า “การบริหารประเทศ”ในช่วงของการปฏิวัติหรือรัฐประหารนั้น มากกว่าและยากกว่าการบริหารประเทศในภาวะปกติ เพราะว่า ประการแรก รัฐบาลและสภานิติบัญญัติ ที่จัดตั้งขึ้นมานั้น มีระยะเวลาทำงานจำกัด และประการที่สอง การที่ประเทศมีปัญหามากมายอยู่ในปัจจุบัน จนถึงกับต้องมี”การปฏิวัติหรือการรัฐประหาร”นั้น ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า กฎหมายซึ่งเป็นระบบบริหารพื้นฐานของประเทศจำนวนมากนั้นไม่ดี ซึ่งคณะปฏิรูปการปกครองฯที่รัฐประหารเข้ามา มี “ภาระ”ที่จะต้องแก้กฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ นอกเหนือไปจาก ที่จะต้องบริหารประเทศที่เป็นภาระประจำวันและเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ที่จะต้องทำให้ดีที่สุดและเร็วที่สุด เท่าที่จะสามารถทำได้ 

 

เมื่อ “การบริหารประเทศ”ในช่วงของการรัฐประหารหรือการปฏิวัติ ทั้งยากกว่า มากกว่า และมีเวลาอันจำกัด ดังนั้น ในการเขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อจัดองค์กรเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งได้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐบาล คณะปฏิรูปการปกครองฯ จำเป็นจะต้องคิดถึง “ภารกิจ”นี้ไว้ในใจ และออกแบบรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้เหมาะสมกับภารกิจ ; และในการเลือกและแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ดี การเลือกตัวบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือแม้แต่เป็นรัฐมนตรีก็ดี การวางระบบการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติกับรัฐบาลก็ดี คณะปฏิรูปการปกครองฯ จะต้องกำหนดขึ้น โดยมี “ความมุ่งหมาย”ที่จะทำให้ภารกิจบรรลุผลสำเร็จ และจะต้องอธิบายให้ประชาชนทั่วไปทราบถึงความตั้งใจดีของคณะปฏิรูปการปกครองฯ 

 

แต่สิ่งเหล่านี้ ปรากฎว่า คณะปฏิรูปการปกครองฯไม่ได้ทำแต่ประการใด และดังนั้น คณะปฏิรูปการปกครองฯ จึงประสบความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงระยะเวลาของการรัฐประหาร ใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๐

 

สรุปได้ว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ได้ประสบความล้มเหลวในภารกิจทั้ง ๒ ประการ คือ (๑)ไม่สามารถหา”รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ที่ดีกว่ารัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่คณะปฏิรูปการปกครองฯได้รัฐประหารและยกเลิกไปได้ และ (๒)ไม่สามารถแก้ไขหรือวางแนวทางไว้สำหรับการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับ “ระบบบริหารพื้นฐานของประเทศ”หลังจากการรัฐประหารได้ และการล้มเหลวนี้ เป็นการล้มเหลวที่เรียกได้ว่า สมบูรณ์แบบที่สุด

 

ในบทความที่ผมได้เขียนไว้ ผมได้เขียนไว้ว่า เหตุที่ “สภาพการเมือง”เราเป็นเช่นนี้ ก็เพราะเราคิดเพียงว่า “ประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้ง” และเราคิดได้เพียงเท่านี้ ; ผมมีความเห็นว่า เราคนไทย”คิด”ไม่เป็น และคนไทยไม่ค่อยสนใจวิชา”นิติปรัชญา” ซึ่งเป็นวิชาที่สอนวิธีคิดให้แก่เรา ; และแม้แต่ในการทำรัฐประหาร คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ ซึ่งเป็น Elite กลุ่มสำคัญในระดับสูงของสังคมไทย ก็ยังไม่คิดที่จะกำหนด”เป้าหมาย” ที่เป็นภารกิจที่ควรจะต้องทำให้สำเร็จ

 

มาถึง ตรงนี้ ผมคงต้องขออนุญาตพูดขยายความในตอนนี้ให้ยาวไปอีกเล็กน้อยอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ โดยผมจะพูดถึงวิธีคิดและนิติปรัชญาของคนไทย 

 

อะไร คือ “จุดหมาย” ของระบอบประชาธิปไตย เรามักจะคิดกันว่า ถ้ามี “การเลือกตั้ง”แล้ว เราก็เป็นประชาธิปไตย และนักการเมืองที่มาเลือกตั้งของเราก็ย้ำบอกให้เราเชื่ออยู่ทุก ๆ วันตลอดเวลาว่า ถ้ามีการเลือกตั้งแล้ว จึงจะเป็นประชาธิปไตย เราคิดของเราอย่างนี้ และผมก็เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านก็ยังคิดอย่างนี้ 

 

ในบทความที่ผมเขียนไว้ ผมอธิบายไว้ว่า “จุดหมาย”ของระบอบประชาธิปไตย คือ การทำให้ “ระบบสถาบันการเมือง” ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และประสานประโยชน์ของปัจเจกชนหรือของเอกชน ให้สอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวม ; นี่ คือ จุดหมายของการปกครองระบอบประชาธิปไตย และ “จุดหมาย”นี้ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่า “รูปแบบ”ของระบบสถาบันการเมือง หรือ form of government จะเป็นอย่างไร

 

แล้วดังนั้น “การเลือกตั้ง” คืออะไร ; ทำไมนักการเมืองของเราจึงพยายามทำให้เราและคนทั่วไปเข้าใจว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือการเลือกตั้ง ; นักการเมืองของเรา ทำอย่างนี้ เพื่อประโยชน์อะไร

 

การเลือกตั้ง ไม่ใช่ “จุดหมาย”ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ; การเลือกตั้งเป็น “วิธีการ”อันจำเป็น ที่จะต้องมีในการปกครองระบอบประชาธิไตย เพราะ เราต้องเลือกผู้แทนเพื่อให้เข้ามาบริหารประเทศแทนคนจำนวนมาก ที่ไม่สามารถมาใช้อำนาจในการบริหารประเทศพร้อมกันด้วยตนเอง แต่ใน “การบริหารประเทศ”ของผู้แทน ผู้แทนจะต้องบริหารให้เป็นไปตาม “จุดหมาย”ของ การปกครองระบอบประชาธิปไตย คือ ประโยชน์ส่วนรวมของสังคม 

 

“การเลือกตั้ง” จึงไม่ใช่ “จุดหมาย” ของระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นวิธีการอันจำเป็นที่จะต้องมีในการปกครองระบอบประชาธิปไตย 

 

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า “จุดหมาย”ของระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่แน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่วิธีการเลือกตั้งและการที่จะกำหนดให้ผู้ได้รับเลือกตั้งมีอำนาจมากน้อยเพียงใด สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปตาม “จุดหมาย”ของระบอบประชาธิปไตย เช่น ในระบบประธานาธิบดี เราจะแยกอำนาจของประธานาธิบดีและอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรออกจากกัน เพื่อให้เป็นระบบที่การควบคุมและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ก็สามารถทำได้

 

ในการกำหนด form of government หรือ รูปแบบของระบบสถาบันการเมือง จึงเป็นศิลปะของกฎหมายมหาชน ที่จะต้องทำให้กลไกหรือระบบสถาบันการเมืองที่จำต้องมีการเลือกตั้งนั้น ทำ”หน้าที่”ไปสู่จุดหมายของการปกครองระบอบประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และมีการประสานประโยชน์ปัจเจกชนให้สอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวม 

 

“จุดหมาย”ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก้บ “การเลือกตั้ง”ในการปกครองในระบอบประชาธิไตย ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ; นักการเมืองนายทุนธุรกิจของเรา ไม่ต้องการให้เรามี “ความรู้”ในเรื่องนี้ เพราะเขารู้ว่า ถ้าเรามีความรู้เรื่องนี้แล้ว เราคนไทยก็อาจจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ ไม่ให้มี “ระบบการผูกขาดอำนาจรัฐ โดยพรรคการเมือง ที่บังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองของนายทุนธุรกิจเจ้าของเงินทุน”

 

สิ่งที่เราจะต้องทำ คือ ทำความเข้าใจให้ดีว่า การเลือกตั้งไม่ใช่ “จุดหมาย”ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่เราจำเป็นต้องมีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ผู้แทนมาบริหารประเทศ แต่เราต้องมี “ความรู้”พอที่จะปรับวิธีการเลือกตั้งและขอบเขต “อำนาจ”ของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมานั้น เพื่อให้เขาทำหน้าที่ที่ทำให้ “จุดหมาย”ของการปกครองเพื่อประโยชน์ส่วนรวมนั้น เป็นผลสำเร็จ ; ซึ่งแน่นอนว่า “ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ย่อมไม่สามารถทำให้จุดหมายของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยบรรลุผลได้ เพราะการขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ตามพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์

 

ปัญหาอยู่ที่ว่า เรามี “ความรู้”พอที่จะปรับเปลี่ยน ที่เรียกว่า rationalization ระบบสถาบันการเมือง เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายได้ หรือไม่ และนี่ คือปัญหาของเรา

 

ดังนั้น ถ้าคณะปฏิรูปการปกครองฯ หรือคณะรัฐประหารประสงค์จะทำให้ประเทศไทยออกนอกวงจรแห่งความเสื่อม vicious circle คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ จำเป็นจะต้องรู้ในสิ่งเหล่านี้และต้องมีความสามารถพอที่เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีการปรับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง ให้มีอำนาจหน้าที่คานกันและสมดุลกันให้ได้ ไม่ใช่เอา “อำนาจรัฐ”นั้น ไปขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในสภาที่มาจาก “การเลือกตั้ง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้งของประเทศไทย ที่สภาพสังคมของเรามีความอ่อนแอ ที่คนส่วนใหญ่ยังยากจนและตกอยู่ภายไต้อิทธิพลของการใช้เงินที่สามารถซื้อเสียงได้ ซึ่งเป็นสภาพการณ์ที่แตกต่างกับสภาพสังคมของประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ประชาชนของเขามีประสบการณ์ทางการเมืองจากวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ; ถ้าตราบใดที่เรายังมีระบบผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจอยู่อย่างนี้ เราก็คงออกนอกวงจรแห่งความเสื่อมเดิม ๆ ไปไม่ได้ 

 

ผมเปรียบเทียบไว้ว่า การเขียนรัฐธรรมนูญของเราที่สร้างระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลก เปรียบเหมือนกับเป็นการเอา “ปลาย่าง”ไปวางไว้ให้แมว แล้วไปสร้างกลไกและองค์กรอิสระให้มาคอยไล่จับแมวที่มากินปลาย่าง แทนที่จะไปคิดและเขียนรัฐธรรมนูญทำให้ปลาย่างไม่ให้เป็นปลาย่าง เหมือน ๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้ว ; ดังนั้น เราจะเห็นว่าเมื่อเราวาง “ปลาย่าง”ไว้อย่างนี้ ผลก็เป็นอย่างนี้ ; ปัจจุบันนี้เราพยายามไล่จับแมวกันยกใหญ่ แต่ไม่เคยมีใครไปมองว่าความผิดพลาดอยู่ที่ “เป้าหมาย”ของแมวที่จะมากิน คือ ระบบการผูกขาดอำนาจรัฐโดยพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา ; อย่างนี้ ผมเห็นว่า เราไม่มีทางที่จะไปจับแมวได้หมด และในที่สุด กลไกและองค์กรอิสระที่จะจับแมวเหล่านี้ ก็จะถูกแมวกัดตายหมด ; ผมคิดว่า เท่าที่พูดมานี้ ท่านคงจะพอเข้าใจปัญหาการเมืองของประเทศไทย ในขณะนี้ได้

 

ปัญหาการเมืองของประเทศไทยข้างหน้านี้ เป็นปัญหาใหญ่ ; ผมมองว่า คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ มีโอกาสแล้ว แต่ไม่มีความรู้และไม่มีความเสียสละพอ ซึ่งเป็นเหตุให้เราต้องกลับมาสู่ที่เดิมอีกครั้ง ใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ คือ ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองของนายทุนธุรกิจ ; และผมก็ไม่ทราบว่า ข้างหน้าเราจะมีโอกาสออกจากวงจรนี้ได้หรือไม่ เพราะคนที่มีอำนาจแล้วจะไม่สละอำนาจของตนเอง 

 

ถ้าหากเราไม่รู้และยังไม่สนใจที่จะแสวงหาความรู้และศึกษาแนวทางที่จะออกจากวงจร ผมเองก็ไม่ทราบว่า จะทำอย่างไร ขณะนี้ ผมคิดว่าเราถูกหลอกตลอดเวลา ; ท่านลองอ่านหนังสือพิมพ์ทุก ๆ วัน แล้วดูว่า มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง มีข่าวว่า จะตั้ง “สหภาพข้าราชการ”เพื่อป้องกันการเมืองแทรกแซงการโยกย้ายข้าราชการประจำที่สุจริตที่ไม่ยอมรับใช้นักการเมือง มีการพยายามที่จะไปเซ็นชื่อขับไล่รัฐมนตรี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่”สาเหตุ”ของปัญหา ; สาเหตุจริง ๆของปัญหา อยู่ที่การผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมืองของนายทุนธุรกิจในระบบรัฐสภา ; เราไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ ด้วยการไล่ตามแก้สิ่งที่เป็น “ผล”ของระบบการผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมือง เพราะแก้อย่างไรก็ไม่หมด ปัญหาข้างหน้ายังจะตามมาอีกมากมาย 

 

การที่จะปฏิรูปการเมืองได้สำเร็จ ผมคิดว่า ประการแรก คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ หรือใครก็ตามที่จะเข้ามาแก้ปัญหาประเทศ จะต้องมี “ความรู้” คือ รู้ว่า ความเสื่อมของการบริหารประเทศเกิดจากอะไร อะไรเป็นสาเหตุ และนอกจากนั้น ยังจะต้องรู้ถึงวิธีการที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยว่า จะแก้ได้อย่างไร ; และเมื่อรู้แล้ว ในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาประเทศ โดยมีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติชั่วคราวและรัฐบาลชั่วคราว คณะรัฐประหารหรือใครก็ตามที่จะมาแก้ปัญหาประเทศ จะต้องกำหนดเป้าหมายและทำให้เกิดการประสานงานระหว่างสภาชั่วคราวกับรัฐบาลชั่วคราวเพื่อให้องค์กรทั้งสอง ทำงานไปสู่เป้าหมาย ไม่ใช่ให้ต่างคนต่างทำ 

 

จริงๆ แล้ว คณะปฏิรูปการปกครอง ฯจะต้องเป็นแกนกลางและกำหนดเป้าหมายไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้ชัดเจนว่าจะทำอะไร เพื่ออะไร และให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ด้วยว่า เป้าหมายของการบริหารประเทศชั่วคราวนั้น คือ อะไร และคณะปฏิรูปการปกครอง ฯ ต้องการจะทำอะไรและทำอย่างไร เพื่อให้เป้าหมายดังกล่าวบรรลุผล 

 

และในขณะเดียวกัน คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ จะต้องมีความเสียสละ และแสดงความเสียสละให้ปรากฏให้ประชาชนได้เห็น ; ความเสียสละ คืออย่างไร ผมก็เขียนไว้ในบทความที่กล่าวถึงแล้ว ; ความเสียสละมีอยู่ ๒ อย่าง ; ข้อที่หนึ่ง ก็คือ คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ จะต้องบอกว่า คณะปฏิรูปการปกครอง จะไม่สืบทอดอำนาจ คือ เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองทำสำเร็จตามภารกิจที่กำหนดไว้แล้ว จะต้องวางกลไกไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะดำเนินการแก้ปัญหาของประเทศต่อไปไปได้โดยอัตโนมัติ ; ข้อที่สอง ก็คือ ในระหว่างที่คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ ใช้อำนาจบริหารประเทศเป็นการชี่วคราวในระหว่างการรัฐประหาร คณะปฏิรูปการปกครองจะต้องบริหารประเทศด้วยความโปร่งใส (Transparency) ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ทั่วไปของกฎหมายมหาชนยุคใหม่ที่จะต้องมีการกำหนด “วิธีการใช้อำนาจ” ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส โดยคณะปฏิรูปการปกครอง ฯ จะต้องไม่หาประโยชน์ให้แก่ตนเอง 

 

เมื่อใดที่ คณะปฏิรูปการปกครองมีความเสียสละทั้ง ๒ ประการนี้ คณะปฏิรูปการปกครอง ก็จะปฏิรูปการเมืองให้คนไทยได้สำเร็จ ; แต่ถ้าคณะปฏิรูปการปกครอง ฯหรือใครก็ตามที่รับอาสามาแก้ไขปัญหาของประเทศ ไม่แสดงความเสียสละสองอย่างนี้ให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่วไป ประชาชนทั่วไปก็จะไม่เชื่อถือ และนอกจากนั้น ก็ยังจะถูกฝ่ายตรงกันข้ามที่เสียประโยชน์ พยายามจะทำลายคณะปฏิรูปการปกครองหรือใครก็ตามที่เข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ ด้วยการไปแสวงหาเรื่องราวที่ดิสเครดิตคณะปฏิรูปการปกครอง ฯลฯ ไม่ว่าเรื่องเหล่านั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ และไม่ว่าเรื่องเหล่านั้นจะเป็นเรื่องใหญ่ หรือเรื่องเล็กน้อย เช่น การมีภริยาสองคนของผู้ที่ศาสนามุสลิม เป็นต้น

 

เท่าที่กล่าวมานี้ เป็นอันจบสาระของตอนแรก ที่ผมตั้งใจจะพูด คือ เรื่องความล้มเหลวของการบริหารประเทศในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เมื่อ ๑ ปี ๓ เดือนที่ล่วงมาแล้ว ; และผู้ที่ต้องรับผิดชอบในความล้มเหลวครั้งสำคัญนี้ ก็คือ โดย Elite ที่เข้ามาบริหารประเทศด้วยการรัฐประหาร ที่ผมเรียกว่า เป็น “นักการเมืองจำเป็น” ที่อาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศ แต่ขาดความรู้และความเสียสละ ; และอันที่จริง สาระในส่วนนี้ ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด จะเป็นส่วนที่ผมได้เขียนไว้ในบทความและลงเว็บไว้แล้ว ผมเพียงแต่เอามาสรุปย่อ ๆ เป็นตอน ๆ ให้ท่านฟัง ; ส่วนสาระที่ผมจะพูดต่อไป จะเป็นส่วนที่ผมกำลังจะเขียนเป็นบทความในตอนต่อๆ ไป แต่ยังไม่ได้เขียน ก็ขอเอามาเล่าเป็นการล่วงหน้าก่อน

 

Elite กลุ่มต่าง ๆ ของสังคมไทย ที่มีบทบาทในทางการเมืองของไทยอยู่ในปัจจุบัน

 

ต่อไปนี้ จะเป็น “สาระ”ในตอนที่สอง ว่าด้วย Elite กลุ่มต่าง ๆ ของสังคมไทย ที่มีบทบาทในทางการเมืองของไทยอยู่ในปัจจุบัน คือ นับตั้งแต่ปีนี้ พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นต้นไป ; และตามที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า ถ้าอยากทราบอนาคตของประเทศ ก็จะรู้ได้จากการศึกษา “พฤติกรรม” ของ Elite ในปัจจุบัน

 

ในประเทศฝรั่งเศส หลังจากเกิดมิคสัญญีเมื่อ ๒๐๐ ปีก่อน นักประวัติศาสตร์ของเขาวิเคราะห์ไว้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดมาจาก Elite ๒ จำพวก คือ กลุ่มแรกได้แก่ พวก “นักกฎหมาย”ที่เป็นผู้พิพากษา ที่เรียกว่า parlementaires และกลุ่มที่สองได้แก่ กลุ่ม “นักวิชาการประเภท The Philosophes” ที่สนใจสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน แต่ไม่สนใจการแก้ปัญหาของสังคม ; สำหรับของไทยเราในปัจจุบัน Eliteที่เป็นพื้นฐานสังคมมีอยู่ ๓ จำพวก ซึ่งได้แก่ (๑)นักกฎหมาย (๒) นายทุนธุรกิจที่เป็นนักการเมือง และ (๓)นักวิชาการประเภท The Philosophes ; ซึ่งจะเห็นได้ว่า Elite ที่มีบทบาททางการเมืองของเรามีมากกว่าประเทศฝรั่งเศสหนึ่งจำพวก การที่ประเทศไทยมีมากกว่าฝรั่งเศส ก็เพราะการเมืองของไทยในปัจจุบัน เรามี “นายทุนธุรกิจ” เจ้าของพรรคการเมือง ที่เข้าผูกขาดอำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเทศฝรั่งเศสไม่มี

 

เราลองมาประเมินดูว่า Elite ๓ จำพวกหรือ ๓ประเภทของเรา มีสภาพเป็นอย่างไร ; Elite แต่ละจำพวกหรือแต่ละประเภท จะช่วย”แก้”ปัญหา หรือจะช่วย”สร้าง”ปัญหา ให้แก่คนไทย โดยผมจะให้ความเห็นของผมอย่างรวบรัดให้สั้นที่สุด ; สำหรับรายละเอียด ผมจะไปเขียนเป็นบทความ

 

นักกฎหมาย

 

เราเริ่มต้นดูจาก Elite กลุ่มแรก คือ “นักกฎหมาย”ก่อน ผมแยกนักกฎหมายออกเป็น ๒ พวก พวกแรกได้แก่นักกฎหมายทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็น ตุลาการ ผู้พิพากษา อัยการ หรือนักกฎหมายอะไรก็ได้ และนักกฎหมายพวกที่สอง ได้แก่ นักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ที่สันนิษฐานว่า จะเป็นผู้ที่ช่วยเขียนหรือออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เรา

 

สำหรับนักกฎหมายทั่วไป ผมจะขอประเมินคุณภาพโดยพิจารณาจาก “วิธีคิด”ของนักกฎหมายของเราว่า นักกฎหมายของเราใช้กฎหมาย บนพื้นฐานของหลัก “นิติปรัชญา”ในยุคศตวรรษที่ ๒๐ หรือว่า ยังติดอยู่กับความคิดเดิม ๆ เมื่อ ๒๐๐ – ๓๐๐ ปีก่อน ; เพราะผมเห็นว่า “วิธีคิด”ของนักกฎหมาย เป็นเครื่องชี้วัด “คุณภาพ”ของนักกฎหมาย ; ผมจะวิเคราะห์พฤติกรรมของนักกฎหมายที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ ให้แก่สังคม คือ การเขียนหรือการออกแบบกฎหมาย การตีความกฎหมาย หรือการใช้กฎหมาย the application of laws ในด้านต่าง ๆ ; และศึกษาดูว่า ในการทำหน้าที่ดังกล่าวนี้ นักกฎหมายของเราได้คำนึงถึง “จุดหมาย – purpose” ของกฎหมาย มากน้อยเพียงใด

 

ผมมีความเห็นว่า การที่นักกฎหมายของเรา ชอบตีความแบบศรีธนนชัยก็ดี หรือนำกฎหมายมาใช้โดยทำตัวเป็นนิติบริกรเพื่อให้บริการแก่นักการเมืองก็ดี เป็นเพราะนักกฎหมายเราใช้กฎหมายโดยไม่คำนึงถึง purpose ของกฎหมาย ; นอกจากนั้น เพราะการที่หนังสือตำรากฎหมายของเรา ที่ยังคงอ้างถึง Montesquieu หรือ Hobbes หรือ Locke หรือ Rousseau เช่น “หลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย” หรือ “สัญญาประชาคม” ในลักษณะที่ทำให้นักศึกษากฎหมายของเรา เข้าใจว่า แนวความคิดดังกล่าว เป็นแนวความคิดในปัจจุบัน มากกว่าที่จะอธิบายให้นักศึกษากฎหมายเข้าใจว่า ความคิดของบุคคลดังกล่าวเป็นวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ และด้วยเหตุนี้ เราจึงยังมีนักกฎหมายจำนวนมากที่ยังหลงติดยึดอยู่กับแนวความคิดหรือนิติปรัชญาเดิม ๆ เมื่อ ๓๐๐ ปีก่อน โดยไม่รู้ว่าความคิดของตนเองล้าหลังไปแล้ว ๑๐๐ – ๒๐๐ ปี ; ท่านในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย ลองพิจารณาทบทวนความจำจากเรื่องที่ท่านได้ผ่าน ๆ มาก็ได้ ว่า สิ่งที่ผมพูดนี้ มีความจริงมากน้อยเพียงใด 

 

ผมขอเรียนว่า นิติปรัชญาในยุค ๒๐๐ ปีที่ผ่านมานี้ได้เปลี่ยนไปจากแนวความคิดเดิม ๆ ไปหมดแล้ว “นิติปรัชญา”ในยุครุ่นหลังนี้ เป็นแนวความคิดกฎหมายเชิงสังคมวิทยา Sociological Approaches เช่น เมื่อนักกฎหมายพูดถึงคำว่า “ประชาชน” นักกฎหมายจะต้องนึกถึง “ประชาชน”บนพื้นฐานของสังคมวิทยา คือ ประชาชนเป็นกลุ่มชนที่มีพฤติกรรม แบ่งเป็นกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ และแต่ละกลุ่มต่างมีผลประโยชน์ส่วนตัวของตนเอง ; ซึ่งหมายความว่า ความหมายของคำว่า “ประชาชน”ในปัจจุบันนี้ ไม่เหมือนกับ ความหมายของ”ประชาชน”ในยุคที่มีการเรียกร้องการปกครอง “ระบอบประชาธิปไตย” ใน สมัย Montesquieu ” เมื่อ ๒๕๐ ปีก่อน คือ ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในโลกยังปกครองกันด้วย”ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช” ที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสิทธิขาด และในระยะนั้น เรากำลังคิดว่า จะจำกัดพระราชอำนาจของกษัตริย์ลงได้อย่างไร ; ดังนั้น ถ้านักกฎหมายของเรายังมี”วิธีคิด”เหมือนเก่าในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช หรือสมัย Montesquieu หรือนักปราชญ์ในยุคนั้น ก็แสดงว่า นักกฎหมายของเรามี “วิธีคิด” ล้าหลังอย่างน้อย ๑๕๐ ปี ; และในปัจจุบันนี้ “โจทก์”ทางการเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว โจทก์ทางการเมืองในปัจจุบัน ได้แก่ “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง”ไม่บริหารประเทศให้เป็นไปตาม “จุดหมาย”ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการทุจริดคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง 

 

Jhering (เยียริ่ง) คือ นักนิติปรัชญาที่ถือกันว่า เป็น”บิดา”ของแนวความคิดนิติปรัชญาเชิงสังคมวิทยาแห่งยุคศตวรรษที่ ๒๐ ได้บอกเราเมื่อ ๑๕๐ ปีมาแล้วว่า “กฎหมาย”มาจากพื้นฐานของสังคม – society ซึ่งก่อนหน้านั้น แนวความคิดทางนิติปรัชญามิได้คิดถึงเงื่อนไขของกฎหมายจากด้านพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ ; ผมได้เขียนไว้ในบทความแล้วว่าสังคมวิทยาเกิดขึ้นเพราะ Auguste Comte ท่านผู้นี้เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า Sociology และหลังจากนั้น แนวความคิดของนิติปรัชญาเชิงสังคมวิทยาก็ตามมา และกลายเป็น “วิธีคิด”ของนักกฎหมายยุคใหม่ 

 

การเขียนกฎหมาย และการตีความกฎหมาย ถ้าไม่คำนึงถึงพฤติกรรมของมนุษย์แล้ว การใช้กฎหมายนั้นก็จะล้มเหลว ; ในระยะ ๑๕๐ ปีที่ผ่านมา นิติปรัชญาเชิงสังคมวิทยาได้ทำให้การเขียนกฎหมายกลายเป็นเทคโนโลยีของการจัดองค์กรและกลไกของรัฐในการควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ เพื่อให้กฎหมายมีผลในทางปฏิบัติตาม “จุดหมาย”ของการตรากฎหมาย คือ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และทำให้การตีความกฎหมาย เป็นเครื่องมือของการอุดช่องว่างของกฎหมาย

 

บางท่านอาจจะเคยได้ยินมาแล้วว่า บทกฎหมายพัฒนาไม่ทันกับพฤติกรรมของคน บางท่านอาจจะเคยได้ยินนักนิติปรัชญาในยุคนี้บางคนกล่าวว่า ในสังคมเรามี Living Law ที่มิใช่ตัวบทกฎหมาย และนักกฎหมายมีหน้าที่ต้องเขียนกฎหมายลายลักษณ์อักษรให้ทันกับวิวัฒนาการของ living Law แต่ถ้ากฎหมายลายลักษณ์อักษรตามไม่ทัน living law แล้ว เรานักกฎหมายในยุคปัจจุบัน จะทำอย่างไร : และแน่นอน ในหลาย ๆครั้ง ตัวบทกฎหมายก็ไม่ชัดเจนด้วยเหตุหลาย ๆ เหตุ ซึ่งทำให้ต้องมีการตีความกฎหมาย ; ปัญหามีว่า “นักกฎหมาย”ที่มีหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม นักกฎหมายจะทำหน้าที่นี้อย่างไร 

 

นักกฎหมายของประเทศที่พัฒนาแล้วได้สร้าง “หลักกฎหมายทั่วไป – the general principle of law ” ขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างของบทกฎหมายไว้เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่บอกว่าไม่มีตัวบทแล้ว ก็ทำอะไรไม่ได้ ; ผมคงไม่ต้องบอกว่า “การอุดช่องว่างของกฎหมาย”คืออะไร และนักกฎหมายมหาชนของประเทศที่พัฒนาแล้วได้สร้าง “หลักกฎหมายทั่วไป”ขึ้นมาได้อย่างไร เพราะท่านคงทราบดีอยู่แล้ว ; “กฎหมายมหาชน” ไม่ใช่กฎหมายอาญา ; “กฎหมายมหาชน” ได้แก่กฎหมายปกครอง – administrative law และ กฎหมายรัฐธรรมนูญ – constitutional law ; ถ้าในกฎหมายแพ่ง ศาลแพ่งมีอำนาจหน้าที่ในการอุดช่องว่างของกฎหมายแพ่งได้ ศาลปกครองก็มีอำนาจหน้าที่ในการอุดช่องว่างของกฎหมายปกครองได้เช่นกัน

 

ตามความจริง หลักกฎหมายที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมหรือหลักการที่ว่าทุกคนจะต้องใช้สิทธิโดยสุจริต เหล่านี้ คนทั่วไปได้รับรู้และถือว่ามีอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้เขียนเป็นตัวบทไว้ให้ครบถ้วนในทุกกรณีเท่านั้น ; ตรงนี้แหละครับ ที่ “คุณภาพ” ของนักกฎหมายของเราแตกต่างกับนักกฎหมายของประเทศที่พัฒนาแล้ว

 

ผมเชื่อว่า ใน “การใช้กฎหมาย”ของนักกฎหมายของเราส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน นักกฎหมายของเราไม่ได้คิดถึงพฤติกรรมทางสังคมวิทยาของคนหรือของชุมชน สิ่งเหล่านี้ขาดหายไปจากความคิดของนักกฎหมายของเรา ; นักกฎหมายของเราไม่เคยคิดว่า พฤติกรรมทางสังคมวิทยาของคน เป็นเงื่อนไขของกฎหมาย ; “ผล”ที่เกิดจากการที่นักกฎหมายของเราขาดคุณสมบัติในเรื่องนี้ ที่เห็นได้ชัดที่สุด ก็คือ ทำให้นักกฎหมายของเราออกแบบและเขียนกฎหมายไม่เป็น ; ผมไม่เข้าใจว่า นักกฎหมายของเราเขียนรัฐธรรมนูญ จนเกิด “ระบบผูกขาดอำนาจในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ “ขึ้นมาได้อย่างไร โดยที่เราเป็นประเทศเดียวในโลกที่เขียนรัฐธรรมนูญอย่างนี้ ไม่มีประเทศไหนเขาเขียนกัน และเราก็เขียนกันมาซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายฉบับ ทั้ง ๆ ที่ผลเสียของระบบผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจก็เห็น ๆ กันอยู่ แต่เราก็ยังคิดว่า นี่คือ “ประชาธิปไตย”

 

Roscoe Pound (รอสโค พาวด์) บอกว่า งานของกฎหมายเป็นงานวิศวกรรมทางสังคม – social engineering และนักกฎหมายเป็น วิศวกรสังคม – social engineer แต่นักกฎหมายของเราโดยทั่วๆไปยังคงเป็นศรีธนญชัย ตีความกฎหมายโดยเล่นถ้อยเล่นคำ โดยไม่มี “จุดหมาย”ของกฎหมายกำกับ ; นักกฎหมายของเราเขียนกฎหมายไม่เป็นและใช้กฎหมายไม่เป็น เพราะนักกฎหมายของเราใม่สนใจนิติปรัชญา 

 

ผู้เขียนเคยเปรียบเทียบไว้ว่า การเรียนวิชา “นิติปรัชญา”เหมือนกับเราเรียนวิชาว่ายน้ำ นักศึกษากฎหมายที่เรียนนิติปรัชญาและสอบได้ร้อยคะแนนเต็ม เพราะเขียนคำตอบได้เหมือนตำรา แต่ไม่ได้หมายความว่านักศึกษากฎหมายนั้นเก่งนิติปรัชญา ; ตำราว่ายน้ำก็เหมือนกัน นักศึกษากฎหมายเขียนคำตอบข้อสอบเหมือนตำราและได้คะแนนเต็ม แต่เมื่อนักศึกษานั้นกระโดดลงน้ำแต่ว่ายน้ำไม่เป็น และนักศึกษาอาจจมน้ำตาย 

 

นิติปรัชญาไม่ได้เรียนเพื่อท่องสอบเอาคะแนน แต่นักกฎหมายเรียนนิติปรัชญาเพื่อทำให้ “วิธีคิด”ทางนิติปรัชญา ให้กลายเป็นคุณสมบัติประจำตัวของนักกฎหมายเอง ; เมื่อนักกฎหมายจะใช้กฎหมาย นักกฎหมายจะต้องดู”จุดหมาย”ของกฎหมายและตรวจดูพฤติกรรมและสภาพทางสังคมวิทยาของคนที่เกี่ยวข้อง และ เมื่อนักกฎหมายทำตัว เอง ให้มีหลักการของนิติปรัชญาแล้วหนหนึ่ง ก็เหมือนกับนักกฎหมายทำตัวเองให้ว่ายน้ำเป็น และเมื่อว่ายน้ำเป็นแล้ว นักกฎหมายก็จะว่ายน้ำเป็นตลอดไป แต่ถ้านักกฎหมายไม่มีนิติปรัชญา นักกฎหมายก็เป็นศรีธนญชัย เพราะนักกฎหมายไม่มีเป้าหมายของกฎหมายในการใช้กฎหมายและในการตีความกฎหมาย และดังนั้น ก็เลยไม่รู้ว่าจะใช้เกณฑ์อะไรมาเป็นเครื่องวัดความถูกต้องและความเป็นธรรม 

 

วิธีคิดทางนิติปรัชญา จึงเป็น “เครื่องวัด”สภาพล้าหลังของนักกฎหมาย และดูเหมือนว่า สภาพของนักกฎหมายทั่วๆไปของเราในปัจจุบัน จะยังคงติดอยู่กับนิติปรัชญาเก่า ๆในทางประวัติศาสตร์ ที่ผ่านพ้นเวลาของการใช้ประโยชน์ไปแล้วไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ปี ; ถ้าท่านสนใจในนิติปรัชญาในยุคศตวรรษที่ ๒๐ ท่านก็อาจไปอ่านได้จากบทความของผมที่อยู่ในเว็บ ซึ่งผมย่อไว้ให้แล้ว รวมทั้งแนวความคิดของนักนิติปรัชญายุคใหม่ ที่สำคัญ ๆ

 

สำหรับนักกฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมทั้งนักกฎหมายที่อ้างตัวเองว่าเป็นนักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมจะขอประเมินคุณภาพจาก “ความรู้”ของนักกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยพิจารณาว่านักกฎหมายรัฐธรรมนูญของเรา มีความรอบรู้เกี่ยวกับการวิวัฒนาการของรูปแบบของ “ระบบสถาบันการเมือง หรือ Form of Government ” มากน้อยเพียงใด เพราะถ้านักกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่มีความรอบรู้ในเรื่องนี้แล้ว ก็เป็นอันสรุปเป็นข้อยุติได้ว่า นักกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทย ไม่มีความสามารถพอที่จะเขียนหรือออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เราได้ เพราะขาดความรู้พื้นฐาน

 

ดังนั้น ในระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเรา ตลอดปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ทั้งในสภาร่างรัฐธรรมนูญและนอกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเวลาปีกว่า ผมติดตามประเด็นนี้มาโดยตลอด และ เมื่อไม่ปรากฎว่า มีนักกฎหมายและนักวิชาการคนใด พูดถึงเรื่อง Form of Government แม้แต่คนเดียว ก็เป็นข้อเท็จจริงที่บอกอยู่ในตัวว่า การสอน “กฎหมายมหาชน”ในมหาวิทยาลัยของเราล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า ในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั่วโลก ” Form of Government ” จะต้องเป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณากันเป็นอันดับแรก เพราะเป็นประเด็นที่จะกำหนดว่า สถาบันการเมืองใดจะใช้อำนาจรัฐอย่างไร มีขอบเขตเพียงใด และมีระบบการถ่วงดุลอำนาจระหว่างสถาบันการเมืองอย่างไร จะควบคุมและกำกับ “พฤติกรรม”ของบุคคลที่มีใช้อำนาจรัฐได้อย่างไร ฯลฯ ; ถ้านักกฎหมายรัฐธรรมนูญของเราสร้างหรือออกแบบ Form of Government ไม่เป็นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปพูดถึงประเด็นอื่น

 

โดยสรุป ผมเห็นว่า ประเทศเราไม่มี “นักกฎหมายรัฐธรรมนูญ”ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ เป็น professional มีแต่มือสมัครเล่น และเมื่อสรุปโดยรวมแล้ว สำหรับ Elite ประเภทแรกของเรา คือ “นักกฎหมาย “เท่าที่ประเมินมาแล้ว ผมมีความเห็น ไม่อยู่ในสภาพที่จะทำ”หน้าที่”พัฒนาสังคมให้แก่คนไทย 

 

นักการเมืองนายทุนธุรกิจ

 

Elite กลุ่มที่สอง คือ “นักการเมืองนายทุนธุรกิจ” ซึ่งผมก็จะขอพูดอย่างสั้นๆ ; ขณะนี้ เราแยกพรรคการเมืองออกเป็นสองฝ่าย คือ พรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน ทั้งนี้ โดยผมจะไม่ระบุ ” ชื่อ”พรรคการเมืองแต่อย่างใด 

 

ผมขอเรียนว่า จากพฤติกรรมที่แสดงออก ทุกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหญ่หรือพรรคเล็ก ไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน ดูเหมือนว่า ทุกพรรคการเมืองต่างต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็น “ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ทั้งสิ้น ; ดังนั้น จะแก้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญเรื่องใดก็ได้ แต่นักการเมืองของเราขออย่าแก้ “ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ก็แล้วกัน ; ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

 

วันหนึ่งเมื่อ ๓ – ๔ เดือนที่ผ่านมา ผมหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่าน พบว่าพรรคฝ่ายค้านแถลงว่า พรรคฝ่ายค้านได้จัดตั้ง “รัฐบาลเงา”ประกบกับรัฐบาล เพื่อจะได้ติดตามการบริหารประเทศของพรรครัฐบาลอย่างใกล้ชิด และหวังว่าในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า พรรคฝ่ายค้านจะได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและจะได้เป็นรัฐบาล 

 

เราลองมาพิจารณาดูว่า ทำไมนักการเมืองในพรรคการเมืองต่าง ๆ ของเรา จึงชอบระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ ผมขออธิบายอย่างง่าย ๆว่า

 

“ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” เกิดจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของเรา ๓ – ๔ มาตราที่กระจัดกระจายกันอยู่ ถ้าไม่อ่านและไม่พิจารณารวมกันก็จะมองไม่เห็นระบบเผด็จการหรือระบบผูกขาดอำนาจนี้ ; ซึ่งแตกต่างกับรัฐธรรมนูญของประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่เขาเขียนไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญว่า ระบอบการปกครองของเขา จะบริหารโดยชนชั้นนำจาก ๓ ประเภท คือ แรงงาน เกษตรกรและนักวิชาการ เท่านั้น ; แต่ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย บทบัญญติมาตราหนึ่ง จะบังคับให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง บทบัญญัติอีกมาตราหนึ่ง ให้พรรคการเมืองมีอำนาจบังคับให้ สส. ต้องทำตามมติพรรค ยกเว้นเรื่องบางเรื่องที่ไม่ใช่สาระสำคัญ และบทบัญญัติอีกมาตราหนึ่ง กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง คือ ต้องเป็น ส.ส. เท่านั้น ; หมายความว่า ถ้านายทุนเอาเงินมารวมทุนกันจัดตั้ง “พรรคการเมือง” แล้วออกเงินค่าใช้จ่ายให้พรรคพวก ไปสมัครรับเลือกตั้งในขณะนี้ คือ ในขณะที่สังคมไทยมีความอ่อนแอและอ่อนไหวต่ออิทธิพลการใช้เงิน และเมื่อได้ ส.ส. จำนวนมาก นายทุนเจ้าของทุนของพรรคการเมืองเหล่านี้ก็จะได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐบาล เพราะเขียนรัฐธรรมนูญจำกัดไว้ให้ตัวเองแล้วว่า คนอื่นที่ไม่ใช่ ส.ส.จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ซึ่งบทบัญญัติจำกัดเช่นนี้ไม่มีในรัฐธรรมนูญของประเทศที่พัฒนาแล้ว ; นอกจากนั้น ยังไม่พอ ถ้าปรากฏว่า ส.ส.ที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากนายทุนธุรกิจเจ้าของพรรคการเมือง ไม่เชื่อฟังหรือหักหลังเจ้าของทุน และพรรคการเมืองมีมติไล่ออกไปจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองแล้ว ก็ยังเขียนรัฐธรรมนูญให้ “การออกจากสมาชิกพรรคการเมือง”นั้น มีผลทำให้ ส.ส.คนนั้นต้องพ้นจากสมาชิกภาพของการเป็น ส.ส. ไปด้วย 

 

ผมขอเรียนว่า ไม่มีรัฐธรรมนูญของประเทศเสรีประชาธิปไตยใด ที่เขียนรัฐธรรมนูญเหมือนประเทศไทย และ อย่าว่าแต่รัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติทั้ง ๓ มาตรานี้รวมบัญญัติไว้ด้วยกันเลยครับ แม้แต่รัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญํติเพียงมาตราเดียว ไม่ว่าจะเป็นมาตราใดมาตราหนึ่งใน ๓ มาตราดังกล่าว ก็ไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญของประเทศเสรีประชาธิปไตย 

 

แต่ทำไมพรรคการเมืองของเราทุกพรรคจึงชอบระบบนี้อยู่ คำตอบก็คือ ทุกพรรคการเมืองต่างก็มี “นายทุนธุรกิจ” เป็นเจ้าของทุนของพรรค และคาดหวังว่าตนเองจะได้มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นรัฐบาลบ้าง ดีกว่าการเลิกระบบที่บังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง และเปิดโอกาสให้ “คนที่ไม่มีเงิน”มาเลือกตั้งแข่งกับพรรคการเมืองของตน

 

มี”ข้อเท็จจริง”ที่น่าศึกษาและน่าวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พฤติกรรม”ของ Elite ประเภทนักการเมืองนายทุนธุรกิจอยู่กรณีหนึ่ง ที่นักวิเคราะห์ไม่ควรจะผ่านไป คือ ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒๓ เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองพรรคใหญ่พรรคหนึ่งที่คาดหวังว่าตนเองจะได้เป็นรัฐบาล เพราะพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามที่มีเงินทุนมหาศาลได้เพลี่ยงพล้ำทางการเมืองเพราะถูกรัฐประหาร และดังนั้น เพื่อความแน่นอนในการที่จะได้เป็นรัฐบาล พรรคการเมืองพรรคใหญ่นี้ได้พยายามทำ “ความตกลง” กับพรรคการเมืองในระดับรอง ๆ ที่จะมี ส.ส. ประมาณ ๒๐ – ๔๐เสียง ไว้เป็นการล่วงหน้า ที่จะร่วมกันเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และมาร่วมกันตั้งรัฐบาล ; แต่ปรากฎว่า พรรคการเมืองพรรคใหญ่พรรคนี้ต้องผิดหวังเพราะไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะพรรคการเมืองในระดับรองนั้น เปลี่ยนใจ และไปร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด

 

สำหรับผม ข้อที่น่าสังเกตในเหตุการณ์ครั้งนี้ ก็คือ “ความไม่รอบรู้ทางการเมือง” ของนักการเมืองชั้นนำ ของพรรคการเมืองพรรคใหญ่ที่เก่าแก่พรรคนี้ ที่ขาดพื้นฐานของนิติปรัชญาเชิงสังคมวิทยา ในศตวรรษที่ ๒๐ ; “ความไม่รอบรู้ทางการเมือง”นี้ ปรากฎให้เห็นอย่างน้อย ๒ ประการ คือ ประการแรก ผมได้เคยวิเคราะห์ไว้ล่วงหน้าอย่างเปิดเผยว่า ในสภาพสังคมที่อ่อนแอเช่นประเทศไทยและในระบบสถาบันการเมืองตามรัฐธรรมนูญที่เป็น “ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา”นี้ เมื่อ “นายทุนระดับชาติ”ร่วมกันลงทุนกันตั้งพรรคการเมืองและเล่นการเมืองแล้ว พรรคการเมืองของนายทุนระดับท้องถิ่นจะไม่มีโอกาสที่จะได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและเป็นรัฐบาลได้อีกต่อไป และผมให้ความเห็นแนะนำไว้ว่า พรรคการเมืองของนายทุนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองพรรคใหญ่ที่เก่าแก่ ควรริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ให้เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็น “ประชาธิปไตย” ที่แท้จริง และไม่ควรคาดหวังกับประโยชน์ส่วนตัวของ”นายทุนท้องถิ่น”ของพรรค ที่จะได้รับจาก”ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา” เพราะกฎเกณฑ์ของระบบเผด็จการเช่นนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ “นายทุนระดับชาติ” (ที่มีเงินทุนมากกว่า) มากกว่าตนเอง ; และ ประการที่สอง การขาดความรู้พื้นฐานทางสังคมวิทยาและพฤติกรรมของมนุษย์ ทำให้นักการเมืองชั้นนำของพรรคการเมืองพรรคใหญ่ดังกล่าว มองข้าม “พฤติกรรม”ของนักการเมืองที่เป็น “นายทุน” ของพรรคการเมืองในระดับรองพรรคอื่นที่มี ส.ส.ระหว่าง ๑๐ – ๔๐ คน เพราะตามความเป็นจริง – reality ผลประโยชน์ส่วนตัวทางการเมือง ย่อมมีน้ำหนักมากกว่า “สัญญาหรือความตกลงระหว่างพรรคการเมือง” ซึ่งนักการเมืองชั้นนำในพรรคการเมืองพรรคใหญ่นี้ ควรจะต้องรู้อยู่แล้ว

 

ผมคิดว่า อาจเป็นที่น่าสงสารสำหรับพรรคการเมืองพรรคใหญ่พรรคนี้ ที่แม้จนกระทั่งในขณะนี้ นักการเมืองชั้นนำของพรรคการเมืองพรรคนี้ ก็ยังคาดหวังว่าจะได้ร้บเสียงข้างมากในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าถ้ามีการยุบสภา ซึ่งผมเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะในปัจจุบันนี้ สภาพสังคมไทยอ่อนแอและมีความอ่อนไหวต่อการใช้เงิน ประกอบกับสภาพกลไกการบริหารประเทศที่พิกลพิการ ซึ่งสภาพทั้ง ๒ ประการนี้ เป็นข้อเท็จจริง – facts ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น พรรคการเมืองของใครมีเงินมาก พรรคการเมืองนั้นก็ได้ สส. มาก สิ่งนี้ เป็นความเป็นจริงทางสังคมวิทยา ; ผมเห็นว่า ความคาดหวังของพรรคการเมืองดังกล่าว คงเป็นเพียง “ความฝัน”

 

นักปรัชญา

 

Elite กลุ่มที่สาม นักวิชาการประเภท “นักปรัชญา – The Philosophes” Elite ประเภทนี้ เป็นประเภทที่หาชื่อเสียงให้ตัวเอง โดยแสดงตนว่า เป็นนักสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน แต่ไม่คิดที่จะหาวิธีแก้ปัญหาให้แก่สังคม

 

ก่อนที่จะมาปาฐกถาที่ศาลปกครองในวันนี้ ผมคิดว่าจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรดี จึงจะพูดได้ง่าย ๆ และท่านผู้ฟังเกิดความเข้าใจ ผมก็เลยแวะไปที่ร้านหนังสือศึกษาภัณฑ์ที่ถนนราชดำเนิน และชื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง คือ หนังสือเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ ; อันที่จริง ผมต้องขอพูดเสียหน่อยว่า “สามัคคี”กันไม่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอไปนะครับ ความสำคัญอยู่ที่ว่าสามัคคีไปทำอะไร ; เพราะ สามัคคีเป็นเพียง “วิธีการ” ถ้าสามัคคีกันทำความดี ก็ดี แต่ถ้าสามัคคีกันไปปล้น ก็ไม่ดี อยู่ที่ว่าสามัคคีกันไปทำอะไร ;”สมานฉันท์” ก็คงมีนัยเหมือน ๆ กัน 

 

ผมจะเอาหนังสือสามัคคีเภทคำฉันท์ มาจะอ่านเนื้อเรื่องให้ท่านฟัง ดูว่าท่านจะคิดอะไรได้บ้าง 

 

ในหนังสือเขาบอกว่า ในกาลโบราณมีกษัตริย์องค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า “พระเจ้าอชาตศัตรู”ครอบครองแคว้นมคธ มีกรุงราชคฤห์เป็นเมืองหลวง มีอำมาตย์ที่สนิทคนหนึ่งชื่อวัสสการพราหมณ์ เป็นผู้ที่ฉลาดและมีความรอบรู้ศิลปศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ; พระเจ้าอชาตศัตรูประสงค์จะไปปราบแคว้นวัชชี ซึ่งมีกษัตริย์ลิจฉวีปกครองอยู่ โดยแคว้นวัชชีเป็นสหพันธรัฐ มีกษัตริย์ผลัดเปลี่ยนกันปกครอง ๑๒ พระองค์ ทุกพระองค์ล้วนอยู่ในธรรมะที่เรียกเป็นภาษาบาลีว่า อปริหานิยธรรม คือเป็นธรรมที่เป็นเหตุแห่งความเจริญ ดังนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูจึงปรึกษากับวัสสการพราหมณ์ว่า จะทำอย่างไร จึงจะทำลายความพร้อมเพรียงของกษัตริย์ลิจฉวีได้ 

 

เมื่อปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว วันหนึ่ง พระเจ้าอชาตศัตรูก็เสด็จออกว่าราชการ แล้วมีดำรัสเป็นเชิงหารือกับพวกอำมาตย์ว่า จะยกกองทัพไปรบกับแคว้นวัชชี และมีเพียงคนเดียวที่ค้านพระเจ้าอชาติศัตรู คือ วัสสการพราหมณ์ ที่กราบทูลทักท้วงว่า ให้ทรงยับยั้งรอไว้ก่อนเพื่อเห็นแก่มิตรภาพ และทำนายว่า ถ้ารบก็จะพ่ายแพ้ ; พระเจ้าอชาตศัตรูทรงฟังแล้วแสดงอาการพิโรธถือว่า หมิ่นพระเดชานุภาพ ให้นำตัววัสสการพราหมณ์ไปลงโทษตามคำพิพากษาตามบทพระอัยการ คือ เฆี่ยน โกนผม ประจาน และขับไล่ออกจากราชอาณาเขต

 

วัสสการพราหมณ์ ยอมทนรับราชอาญาด้วยทุกขเวทนาแสนสาหัสถึงแก่สลบ และเมื่อถูกเนรเทศจากแคว้นมคธ ก็ไปเมืองเวสาลี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นวัชชี แล้วก็ไปผูกมิตรไมตรีกับชาวเมือง ข่าวนี้ทราบไปถึงกษัตริย์ลิจฉวี จึงได้ตีกลองสำคัญขึ้น เชิญกษัตริย์ทั้งหลายมาชุมนุมปรึกษาราชการ กษัตริย์ลิจฉวีประชุมกันแล้วตกลงกันเห็นควรให้พราหมณ์ผู้นี้เข้ามาเพื่อจะได้เห็นท่าทางและฟังความดูก่อน ; ภายหลังที่วัสสการ พราหมณ์ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์ลิจฉวีกราบทูลข้อความ ประกอบกับมีรอยฟกช้ำจากการถูกโบยให้เห็น กษัตริย์ลิจฉวีทุกพระองค์ต่างก็หมดความสงสัย และแต่งตั้งให้วัสสการ พราหมณ์ เป็นครูสอนศิลปวิทยาแก่บรรดาราชกุมาร และให้มีตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาชี้ขาดอรรถคดีอีกตำแหน่งหนึ่ง 

 

วัสสการพราหมณ์ก็เอาใจใส่ราชการเป็นอย่างดี จนกษัตริย์ลิจฉวีให้ความไว้วางใจหมดความสงสัย วัสสการพราหมณ์จึงยั่วยุราชกุมารทั้งหลายผู้เป็นศิษย์ให้แตกร้าวกัน และวัสสการพราหมณ์ก็คอยส่งเสริมเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทให้บังเกิดขึ้นในหมู่ราชกุมารอยู่เนืองนิตย์ จนกระทั่งที่สุดราชกุมารก็แตกความสามัคคีกัน และเมื่อทะเลาะวิวาทกันแล้วก็นำความไปทูลพระชนกคือบิดาของตน ความแตกร้าวก็ลามไปถึงบรรดากษัตริย์ที่เชื่อถ้อยคำโอรสของตนโดยปราศจากการไตร่ตรอง ; วัสสการพราหมณ์ ใช้เวลา ๓ ปี สามัคคีธรรมในระหว่างพวกกษัตริย์ลิจฉวีก็ถูกทำลายลง

 

วัสสการพรามณ์จึงให้คนลอบไปทูลพระเจ้าอชาตศัตรู และพระเจ้าอชาตศัตรูก็กรีฑาทัพเข้าเมืองเวสาลี ; ชาวเมืองเวสาลีตกใจกลัว มุขมนตรีตีกลองสำคัญขึ้นเป็นอาณัติสัญญาณให้ยกทัพมาต่อสู้ แต่กษัตริย์ลิจฉวีก็หาเข้าที่ประชุมไม่ ทุกพระองค์ต่างเพิกเฉยแม้แต่ประตูเมืองทุกทิศก็ไม่มีใครสั่งให้ปิด พระเจ้าอชาติศัตรูยึดแคว้นวัชชีได้โดยง่าย ไม่ต้องเปลืองรี้พลในการรบ

 

เรื่องนี้คืออะไร บอกอะไรแก่เรา ; ผมขอให้ท่านสังเกตเรื่องนี้ว่า แม้แต่”ความรักลูก”ก็เป็นอาวุธได้ และ”ความรักลูก” คือพฤติกรรม ; ดังนั้น พฤติกรรมของคนทางสังคมวิทยา ก็ถูกใช้เป็นอาวุธได้ 

 

ทำไมประเทศมหาอำนาจจึงบอกให้เราเลือกตั้งและให้เอกชนมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ แต่เขาไม่เคยบอกเราว่า ก่อนที่จะเลือกตั้ง ต้องทำ “ระบบการบริหารประเทศ”ให้ดีเสียก่อน และเขาไม่เคยบอกเราว่า การมีสิทธิเสรีถาพของเอกชน จะต้องมีเงื่อนไขอย่างไรเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และต้องทำอย่างไร ; ดังนั้น การที่ประเทศมหาอำนาจบอกว่า ให้คนของเรามีสิทธิเสรีภาพ และให้มีการเลือกตั้งเพื่อความเป็นประชาธิปไตย หมายถึงอะไร 

 

“แนวความคิด”นี้ ถูกส่งเข้ามาในประเทศที่ด้อยพัฒนาเช่นประเทศไทย ในขณะที่ประเทศไทยเต็มไปด้วย Elite ของเราที่มีความคิดในระดับกษัตริย์ลิจฉวีอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือนักวิชาการ ; ในโลกปัจจุบันนี้ “วัสสการพราหมณ์” ไม่จำเป็นต้องส่งมาเป็นตัวคน ไว้ผมยาวและแต่งตัวเป็นพราหมณ์ แต่ “วัสสการพราหมณ์”เป็นแนวความคิดที่ส่งเข้ามาในประเทศ โดยทางหนึ่งทางใดก็ได้ และในประเทศด้อยพัฒนา ย่อมจะมี Elite ที่มี “ความไม่ฉลาด” หรือมี”ความอยากมีชื่อเสียงของตนเอง” ที่เป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ อยู่ทั่วไป

 

ดังนั้น ผมเห็นว่า ถ้าประเทศใด มีนักวิชาการจำพวก the Philosophes คือ นักวิชาการประเภทที่สนใจจะหาชื่อเสียงด้วยการทำตนให้เป็นที่รุ้จักในฐานะนักสิทธิเสรีภาพ โดยไม่สนใจที่จะรู้ว่า สังคมจะแก้ปัญหาอย่างไร และจะทำอย่างไรจึงจะประสานประโยชน์ ระหว่าง “ประโยชนส่วนตัวของปัจเจกชน” กับ “ประโยชน์ของส่วนรวม”ได้ ; นักวิชาการจำพวกนี้จะทำให้ “คนส่วนใหญ่ของประเทศ” กลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัวและคิดถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ; ประเทศใด มี Elite ที่เป็นนักวิชาการ ประเภท the Philosophes จำนวนมาก ประเทศนั้นก็อาจจะเสียเมืองได้ เพราะใครจะไปนึกว่า “ความรักลูก”ก็เป็นอาวุธได้ ใช่ไหมครับ 

 

ท่านคิดว่า ในปัจจุบันนี้ สภาพทางสังคมวิทยาของสังคมไทยเป็นอย่างไร และในประเทศไทย เรามีนักวิชาการจำพวก the Philosophes มากหรือไม่มาก (?)

 

ผมได้ประเมิน Elite ที่เป็นพื้นฐานของสังคมไทย มาครบทั้ง ๓ ประเภทแล้วนะครับ และอนาคตของประเทศไทย ก็ขึ้นอยู่กับ Elite ทั้ง ๓ ประเภทนี่แหละครับ ; ถ้าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยข้างหน้า ก็กรุณาอย่าไปโทษพลเมืองของประเทศไทยทั้ง ๖๓ ล้านคนเศษ เพราะเขาต้องทำมาหากิน แต่ความรับผิดชอบจะอยู่ที่ Elite ของสังคม ของเรานี่เอง

 

อนาคตอันมืดมนของประเทศ

 

มาถึง ตอนที่สาม ที่เป็น “สาระ”ตอนสุดท้ายที่ผมจะพูดในวันนี้ ก็คือ อนาคตอันมืดมนของประเทศ ; ผมมีความเห็นว่า ถ้า Elite ของเรายังมีสภาพเช่นนี้ คือ “ความรู้” ก็มีไม่พอ และยังมีพฤติกรรมที่เห็นแก่ตัวอีกด้วย ประเทศไทยคงเป็นประเทศที่ไม่มีอนาคต

 

ในตอนสรุปนี่ ผมจะขอยกประเด็น ๒ ประเด็นมาพูดอย่างสั้น ๆ ประเด็นที่ ๑ ก็คือ Elite ของเราในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นอย่างไร และประเด็นที่ ๒ คือ สภาพกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย

 

ในประเด็นที่ ๑ ผมมีเจตนาที่จะตรวจสอบดูว่า ชนชั้นนำในอดีตของเราในสมัยรัชกาลที่ ๕ ของเรา มีสภาพทางวิชาการอย่างไร และเมื่อผ่านมาแล้วประมาณ ๑๕๐ ปี สภาพทางวิชาการของชนชั้นนำของเราในปัจจุบัน เป็นอย่างไร โดยผมคงจะไม่เทียบ สภาพวิชาการของเราเองในระหว่างสองเวลาที่ต่างกัน เพราะเป็นที่แน่นอนว่า ถ้าเทียบอย่างนั้น นักวิชาการของเราในปัจจุบันคงจะมีความรู้มากกว่านักวิชาการในสมัยรัชกาลที่ ๕ อย่างแน่นอน เนื่องจากนักวิชาการของเราในปัจจุบันไปเรียนต่างประเทศมากกว่า มีหนังสือตำราอ่านมากกว่า มีวิธีการที่จะหาความรู้ได้มากกว่า แต่ผมจะเทียบมาตรฐานวิชาการของนักวิชาการของเรากับต่างประเทศในระยะเดียวกัน เพื่อดู “ความห่าง”ระหว่างมาตรฐานความรู้ของประเทศที่พัฒนาแล้ว กับมาตรฐานความรู้ของนักวิชาการของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นักกฎหมาย” ว่า ช่องห่างระหว่างมาตรฐานความรู้ดังกล่าวนี้ของนักวิชาการในสมัยรัชกาลที ๕ กับ นักวิชาการในพ.ศ. ๒๕๕๑ ที่เป็นเวลาต่างกัน ๑๕๐ ปีนี้ จะห่างกว้างมากขึ้นหรือลดลง

 

เราทราบแล้วว่า ในปลายศตวรรษที่ ๑๘ ประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นมี “ปัญหา”ในยุคที่ประเทศมหาอำนาจตะวันตกมีนโยบายตามลัทธิขยายอาณานิคม มาคล้าย ๆ กัน และประเทศในทวีปเอเชียตะวันออกที่สามารถรักษาเอกราชไว้ได้ในยุคนั้น ก็มีเพียง ๒ ประเทศเท่านั้น คือประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น ; ในวันนี้ ผมจะขอนำ “ผลสำเร็จ”ของการแก้ปัญหาของประเทศญี่ปุ่นกับของประเทศไทย มาเปรียบเทียบให้ท่านดูความแตกต่างอย่างสั้น ๆ และแน่นอนครับ ความแตกต่างของผลสำเร็จนั้น เกิดจาก “ความรู้”และ”พฤติกรรม”ของ Elite ของประเทศ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ “คุณภาพ”ของ Elite นั่นเอง 

 

สมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นตรงกับสมัยจักรพรรดิญี่ปุ่น พระเจ้ามัตสุฮิโต – Mutsuhito ซึ่งเวลาการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์เกือบจะตรงกัน คือ ห่างกันเพียง ๑ ปี และระยะเวลาหรือความยาวในการครองราชย์ก็ใกล้เคียงกัน คือ รัชกาลที่ ๕ ของเราครองราชย์อยู่ ๔๒ ปี พระเจ้ามัตสุฮิโตครองราชย์ ๔๔ ปี ; รัชกาลที่ ๕ ของเราขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุได้ ๑๕ พรรษา จักรพรรดิญี่ปุ่นขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา เกือบเหมือนกันเช่นเดียวกัน โดยรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ ของเรา จาก ค.ศ.๑๘๖๙ ถึง ๑๙๑๑ และรัชสมัยของจักรพรรดิญี่ปุ่น จาก ค.ศ. ๑๘๖๘ ถึง ๑๙๑๒ ; ต่อไปนี้ เราลองมาดูว่า “ผลงาน” ในรัชสมัยของกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่สองพระองค์ว่าเป็นอย่างไร 

 

แต่ก่อนอื่น อย่าลืมนะครับว่า ในคุณสมบัติส่วนพระองค์แล้ว จักรพรรดิของญี่ปุ่นแล้ว มีข้อเสียเปรียบอย่างมากเมื่อเทียบกับรัชกาลที่ ๕ ของเรา ; รัชกาลที่ ๕ ของเราเรียนรู้ภาษาอังกฤษและการบริหารราชการแผ่นดินมาก่อนที่จะขึ้นครองราชย์ อันเนื่องมาจาก รัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นพระราชบิดาได้ทรงติดต่อกับต่างประเทศ และทรงรู้ปัญหาของประเทศไทยในระยะนั้นเป็นอย่างดี ; ตามความเห็นส่วนตัวของผม รัชกาลที่ ๔ พระองค์ท่านทรงเป็น “มหาราช” รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงถ่ายทอดประสบการณ์ของพระองค์ท่านให้แก่พระราชโอรสพระราชธิดา ฯลฯ แต่ตามประวัติศาสตร์ราชวงศ์ของญี่ปุ่น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเหล่านี้ ; แต่ “อะไร”ล่ะครับ ที่ทำให้ผลงานการบริหารประเทศในช่วงรัชสมัยของกษัตริย์ทั้งสองพระองค์นี้ ต่างกันอย่างมากมาย 

 

โปรดดู “ผลงาน”ของญี่ปุ่นในรัชสมัยของพระเจ้ามัตสุฮิโต เทียบกับรัชสมัยของรัชกาล ที่ ๕ ของเรา นะครับ โดยผมจะเทียบไว้ ๓ หัวข้อ คือ การเลิกซามูไรกับการเลิกทาส การพระราชทานรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน

 

พระเจ้ามัตสุฮิโตเมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว ได้เรียกรัชสมัยของพระองค์ท่านว่า เป็นสมัยเมจิ – enlightened rule แปลว่า “รัชสมัยแห่งความรุ่งโรจน์” หรือ “รัชสมัยแห่งปัญญา”

 

การเลิกซามูไรของญี่ปุ่น เทียบกับการเลิกทาสของประเทศไทย กษัตริย์เมจิของญี่ปุ่นใช้เวลา ๙ ปีในการเลิกซามูไร โดยซามูไรเป็นประเพณีของญี่ปุ่นมานานประมาณ ๒๕๐ ปี แต่การเลิกทาสของประเทศไทย ใช้เวลา ๓๐ ปี 

 

ผมคิดว่า เมื่อไม่นานมานี้ หลายท่านคงจะดูภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai มาแล้ว ภาพยนตร์ดังกล่าว เป็นเรื่องราวหลังจากที่ซามูไรในแคว้นต่าง ๆ ร่วมกันปฏิรูปประเทศญี่ปุ่นแล้ว แต่มีซามูไรในแคว้นหนึ่งที่ไม่ยอมเลิกระบบซามูไรและสิทธิพิเศษของซามูไร โดยเห็นว่า ซามูไรเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ควรรักษาไว้ แต่ถูกซามูไรกลุ่มอื่นที่เห็นว่าถ้าญี่ปุ่นจะปฏิรูปประเทศ ก็ต้องทำให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด อะไรที่เป็นอุปสรรคของการปฏิรูปประเทศ ก็ควรยกเลิกให้หมด ; ภาพยนตร์ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องราวของทหารรัฐบาลญี่ปุ่นยกกำลังไปปราบกลุ่มซามูไรที่ไม่ยอมทำตามกฎหมายที่ออกมายกเลิกระบบซามูไร ทั้งที่ซามูไรที่เป็นกบฎนั้น ยังมีความจงรักภักดีกับจักรพรรดิ แต่ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายยกเลิกซามูไร 

 

การพระราชทานรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น เทียบกับของไทย ต่อมาอีก ๑๔ ปีนับตั้งแต่ครองราชย์ย์ คือ ในปี ค.ศ. ๑๘๘๑ จักรพรรดิเมจิประกาศว่า จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ as a gift เป็นของขวัญแก่ประชาชน และญี่ปุ่นใช้เวลายกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ๘ ปี ญี่ปุนประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก ในปี ค.ศ. ๑๘๘๙ กล่าวคือ นับเวลารวมทั้งหมด ตั้งแต่จักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. ๑๘๖๘ จนถึงเวลาที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ญี่ปุ่นใช้เวลา ๒๓ ปี 

 

สำหรับประเทศไทย รัชกาลที่ ๕ ขึ้นครองราชย์ ในปี ค.ศ. ๑๘๖๙ จนถึงเวลาที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกในปีพศ. ๒๔๗๕ หรือ ค.ศ.๑๙๓๒ ประเทศไทยใช้เวลา ๖๓ปี ต่างกันถึง ๔๐ ปี ; ปัญหาที่นักกฎหมายหรือนักประศาสตร์ของเรา จะต้อง “คิด”และศึกษา ก็คือ เพราะเหตุใด

 

การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินของญี่ปุ่น เทียบกับของไทย ผมคงจะไม่พูดในรายละเอียดว่า ประเทศญี่ปุ่นในสมัยรัชกาลจักรพรรดิเมจิทำอะไรบ้างและทำอย่างไร และประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทำอะไรบ้างและทำอย่างไร ; ผมคิดว่าเราลองมาดู “ผลสำเร็จ”ที่เกิดขึ้นจริงจากการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นหลักฐานที่เห็นได้จริงและพิศูจน์ได้ และถ้าเราคนไทยมี “เวลา”ว่างพอที่จะย้อนกลับไปพิจารณาถึง “สาเหตุ”ของความแตกต่างกันระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น เราคนไทยก็จะพบสิ่งที่เราควรจะรู้ แต่ไม่รู้อีกมาก 

 

ในปี ค.ศ. ๑๘๗๖ อันเป็นปีที่ ๘ หลังจากจักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. ๑๘๖๘ ญี่ปุ่นสามารถสร้างกองทัพเรือที่สามารถไปปิดเมืองท่าของประเทศเกาหลี ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของจีน ให้เปิดทำการค้ากับตน ; เหมือนกับที่นายพลเรือเพอร์รี่ของสหรัฐอเมริกาทำกับตนเอง เมื่อ ค.ศ. ๑๘๕๓ ห่างกันเพียง ๒๓ ปี

 

ในปี ค.ศ. ๑๘๙๔ อันเป็นปีที่ ๒๖ หลังจากจักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์ ญี่ปุ่นทำสงครามกับประเทศจีน เพื่อขยายดินแดนครอบคลุมเกาหลี ประเทศญี่ปุ่นชนะจีนภายในเวลา ๙ เดือน ซึ่งเป็นที่ประหลาดใจของประเทศมหาอำนาจตะวันตกเป็นอย่างมาก และจีนจำต้องสละอิทธิพลเหนือประเทศเกาหลี และยกเกาะไต้หวันให้ประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งการชดใช้เงินเป็นค่าปฏิกรรมสงคราม

 

ในปี ค.ศ. ๑๘๙๙ อันเป็นปีที่ ๓๑ หลังจากจักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์ ประเทศญี่ปุ่นปลดสนธิสัญญาสภาพนอกอาณาเขต – extraterritoriality กับประเทศมหาอำนาจทั้งหมด

 

ในปี ค.ศ. ๑๙๐๔ -๑๙๐๕ อันเป็นปีที่ ๓๖ – ๓๗ หลังจากจักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์ ญี่ปุ่นทำสงครามกับประเทศรัสเซีย และรบชนะรัสเซีย โดยทำลายกองทัพเรือของรัสเซียทั้งกองทัพ นายพลเรือของรัสเซีย ๓คนถูกจับและทหารเรือรัสเซียถูกจับเป็นเชลยกว่า ๗๐๐๐คน และเสียชีวิตกว่า ๔๐๐๐คน และประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาต้องเข้ามาเป็นคนกลางในการเจรจาสงบศึก 

 

ในปี ค.ศ. ๑๙๑๒ อันเป็นปีที่ ๔๔ หรือปิสุดท้ายของจักรพรรดิเมจิ หรือพระเจ้ามัตสุฮิโตสิ้นพระชนม์ ประเทศญี่ปุ่นได้รับการยอมรับว่าเป็น “ประเทศมหาอำนาจ” เท่าเทียมกันสหรัฐอเมริกาและประเทศมหาอำนาจตะวันตก และอาณาเขตของประเทศญี่ปุ่นทางไต้จะลงมาถึงเกาะไต้หวัน และทางตะวันตกครอบคลุมประเทศเกาหลี

 

สำหรับประเทศไทย ผมคงไม่สรุป เพราะท่านในฐานะที่เป็นคนไทยคงทราบดีอยู่แล้วว่า ผลสำเร็จของประเทศไทยในสมัยรัชการที่ ๕ เป็นอย่างไร และในปี ค.ศ. ๑๙๑๑ อันเป็นปีที่ ๔๒ หรือปีสุดท้ายของรัชกาลที่ ๕ ประเทศไทยเราเป็นอย่างไร

 

ต่อไปนี้ ผมคิดว่า เราลองมาทบทวนเหตุการณ์บางเหตุการณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับวงการกฎหมาย เพื่อดู “เหตุผล”ว่า เพราะเหตุใด ประเทศไทยจึงพัฒนาได้ช้ากว่าประเทศญี่ปุ่นมาก

 

รัชกาลที่ ๕ พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต ในปี ค.ศ. ๑๙๑๑ หรือ พ.ศ. ๒๔๕๓ โดยมีพระชนมายุ ๕๗ พรรษา แต่ก่อนที่พระองค์ท่านจะเสด็จสวรรคต ๓ เดือน พระองค์ท่านได้มีพระราชดำรัสปรารภกับราชอำมาตย์ว่า อีก ๓ ปีเมื่อพระองค์ท่านมีพระชนมายุ ๖๐ พรรษา พระองค์ท่านจะสละราชสมบัติและจะให้รัชกาลที่ ๖ พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ประชาชนคนไทย แต่บังเอิญพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ก่อน คนไทยก็เลยไม่ได้รัฐธรรมนูญ และต้องรอมาจนถึงรัชกาลที่ ๗ และเรามีรัฐธรรมนูญฉบับแรก ใน ปีพ.ศ. ๒๔๗๕ หรือ ค.ศ. ๑๙๓๒

 

ผมได้เรียนให้ท่านแล้วว่า คุณสมบัติส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ ๕ นั้น ทรงมีคุณสมบัติที่ได้เปรียบกว่าจักรพรรดิญี่ปุ่นอยู่หลายประการ แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทย ที่ประเทศญี่ปุ่นมีแต่ประเทศไทยไม่มี ก็คือ “คุณภาพและความรู้ ของ Elite” 

 

ท่านลองดูประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นดังต่อไปนี้นะครับ ในปี ค.ศ. ๑๘๕๓ ขณะที่นายพลเรือเพอร์รี่ นำกองเรือรบอเมริกันเข้ามาข่มขู่ประเทศญี่ปุ่นให้เปิดประเทศในทางการค้านั้น ญี่ปุ่นอยู่ในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิโคเมอิ พระราชบิดาของจักรพรรดิมัตสุฮิโต และในระยะนั้น ญี่ปุ่นอยู่ในระบบโชกุน ซึ่งโชกุนจะผู้ใช้อำนาจแทนจักรพรรดิทั้งหมด ซึ่งผมขอแปลระบบโชกุนว่า เป็นระบบผู้สำเร็จราชการผู้มีอำนาจเต็ม plenipotentiary regent 

 

ในขณะที่นายพลเรือเพอร์รี่เข้ามา โชกุนที่ใช้อำนาจแทนจักรพรรดิ์ได้แก่ โชกุน ตระกูลโตกุกาว่า และดังนั้น การทำสัญญาระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่น ก็คือ การทำสัญญาระหว่างนายพลเพอรี่กับโชกุนนั้นเอง ; ตระกูลโตกุกาว่านี้ มีอำนาจครองตำแหน่งเป็นโชกุนต่อเนื่องกันมา ๒๕๐ ปีแล้ว ; ในระบบโชกุนของญี่ปุ่น ก็จะมีหัวหน้ารองลงไปในภูมิภาค เรียกว่า “ไดเมียว” โดยไดเมียวส่วนใหญ่จะอยู่ไต้อาณัติของโชกุน แต่ไดเมียวบางคนก็วางตัวเป็นอิสระ ; ไดเมียวคนสำคัญ ๔ – ๕ ไม่พอใจและไม่เห็นด้วยที่โชกุนโตกุกาว่า เจรจาทำสัญญากับสหรัฐอเมริกา และไม่แน่ใจว่าโชกุนทำสัญญาเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือของประเทศญี่ปุ่น 

 

พวกไดเมียว ๔ – ๕ นี้ จึงพร้อมใจกันปลดโชกุนโตกุกาวาและปฏิวัติยกเลิกระบบโชกุน เอาอำนาจคืนให้จักรพรรดิ ซึ่งพอดีกับจักรพรรดโคเมอิเสด็จสวรรคต พระเจ้ามัตสุฮิโตพระราชโอรส จึงเป็นจักรพรรดิแทนเมื่อมีพระชนมายุเพียง ๑๖ พรรษา

 

ความแตกต่างของ “การปฏิรูปประเทศ”ของประเทศญี่ปุ่น กับของประเทศไทยอยู่ตรงนี้ครับ ประการแรก ก็คือ การปฏิรูปประเทศของประเทศญี่ปุ่นเป็นเจตจำนงร่วมกันขององค์พระจักรพรรดิกับบรรดา Elite ของสังคม ; โดยบรรดาไดเมียวที่มองเห็น “ปัญหาของประเทศ” ในภาวะที่ต้องเผชิญกับพลังอำนาจของประเทศมหาอำนาจ และพร้อมใจกันยกฐานะและมอบอำนาจให้องค์จักรพรรดิเมจิ เป็นศูนย์รวมของการปฏิรูปประเทศ ; ซึ่งแตกต่างกับประเทศไทย การปฏิรูปประเทศของประเทศไทยมาจากพระราชอัจฉริยะของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว และ Elite ของสังคมไทยไม่มีเจตจำนงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่จะปฏิรูปประเทศ 

 

ประการที่สอง ซึ่งสำคัญยิ่งกว่าเหตุประการแรก ก็คือ Elite ของสังคมญี่ปุ่น มีความเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม กล่าวคือ หลังจากที่กลุ่มไดเมียวได้ร่วมใจกันให้จักรพรรดิเป็นศูนย์รวมแห่งอำนาจแล้ว บรรดาไดเมียวทั้งหลายได้พร้อมใจตกกันลงถวายที่ดิน สิทธิ และรายชื่อทะเบียนประชาชนที่เคยเป็นของตน คืนให้จักรพรรดิ์ทั้งหมด ซึ่งได้ทำเสร็จสิ้นภายใน ๒ ปี นับแต่การสถาปนาองค์จักรพรรดิ ; นี่คือ ความแตกต่างประการสอง คือ “คุณภาพ”ของ Elite ของญี่ปุ่นนี้ ดูเหมือนว่า จะไม่มีใน Elite ของสังคมไทยในปัจจุบัน

 

และประการที่สาม Elite ของญี่ปุ่นซึ่งไม่มี “ความรู้”ในระยะนั้น ได้รู้จักตนเองว่าไม่มีความรู้ และตั้งใจจะแสวงหาความรู้และเทคโนโลยี่จากประเทศมหาอำนาจตะวันตก อย่างมีระบบและไม่ชิงดีชิงเด่นระหว่างกัน ; ญี่ปุ่นส่งคณะออกไปศึกษาดูงาน และจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเข้ามาทำงานในด้านต่างๆ อย่างมีแผนงาน ; จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ เขียนไว้ว่า แผนการพัฒนาประเทศเพื่อตามให้ทันประเทศมหาอำนาจในด้านต่าง ๆ รวมกันเป็นเอกสาร ถึง ๕ เล่มใหญ่

 

ในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาระบบสถาบันการเมืองและการปฎิรูประบบบริหารราชการ ปรากฎว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่ง คณะ Elite รุ่นใหม่ที่รับผิดชอบการบริหารประเทศ ออกไปศึกษารูปแบบของการจัดระบบสถาบันการเมืองและการจัดหน่วยงานการบริหารราชการของรัฐ ในประเทศมหาอำนาจอย่างละเอียด โดยเดินทางไปทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆยุโรป รวม ๑๒ ประเทศ และใช้เวลาของการเดินทางไปศึกษาในเที่ยวนั้น เกือบ ๓ ปี

 

จากเอกสารที่ผมได้อ่านๆ มา ผมเองก็รู้สึกแปลกใจว่า Elite ของญี่ปุ่นเป็นชาติที่ขวนขวายหาความรู้และมีวิธีคิดในการทำงานอย่างคาดไม่ถึง ทั้งที่เป็นเวลากว่า ๑๐๐ ปีมาแล้ว ตัวอย่างเช่น Dicey ศาสตราจารย์กฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีชื่อเสียงของอังกฤษที่ตำรารัฐธรรมนูญของไทยในปัจจุบันอ้างอิงกันอยู่ในปัจจุบัน และคนไทยรู้จัก Dicey บ้าง ไม่รู้จักบ้าง แต่ปรากฎว่า คณะทำงานที่ญึ่ปุ่นส่งไปศึกษาเรื่องรัฐธรรมนูญนี้ได้ไปพบตัวจริงและไปสัมภาษณ์ Dicey ด้วยตัวเอง 

 

สิ่งที่ผมแปลกใจอย่างยิ่ง ก็คือ สิ่งที่ผมนำมาเขียนไว้ในบทความของผมที่กำลังเขียนลง web อยู่ในขณะนี้ ในปีพ.ศ. ๒๕๕๑ และยังเขียนไม่จบ ว่า การพัฒนาประเทศของประเทศในยุโรปทั้งหมดในระยะต้นของ constitutionalismนั้น ไม่ว่าจะเป็นเยอรมันนี สวีเดน ฮอลแลนด์ ต่างก็ใช้รัฐธรรมนูญ ที่มี “รูปแบบ”ที่กำหนดให้ อำนาจบริหารเป็นของกษัตริย์และกษัตริย์ทรงใช้อำนาจนี้ด้วยพระองค์เอง และให้อำนาจนิติบัญญัติ เป็นของสภาผู้แทนที่เลือกตั้งมาโดยประชาชน และผมได้วิจารณ์ไว้ว่า รูปแบบรัฐธรรมนูญแบบนี้ ไม่มีสอนอยู่ในตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทยแม้เต่เล่มเดียว ซึ่งทำให้นักศึกษากฎหมาย(ไทย)ในมหาวิทยาลัยของไทยไม่มีประสบการณ์และไม่มีความรู้เกี่ยวกับ “วิวัฒนาการของรูปแบบระบบสถาบันการเมืองในรัฐธรรมนูญ” และดังนั้น นักศึกษากฎหมายในมหาวิทยาลัยของเรา จึงขาด”พื้นฐานความรู้” สำหรับการคิดปรับเปลี่ยน – rationalize รูปแบบของรัฐธรรมนูญ หรือ form of government เมื่อประเทศไทยมีปัญหา

 

ท่านเชื่อหรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญรูปแบบนี้ มีปรากฎอยู่ในแผนปฏิรูปการเมืองของญี่ปุ่นตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๘๙ แล้ว กล่าวคือ Elite ของญี่ปุ่นศึกษาและนำ “รูปแบบ”รัฐธรรมนูญของประเทศมหาอำนาจต่าง ๆมาเปรียบเทียบกัน มานานกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว ในขณะที่เขาทำการปฏิรูปประเทศและจะเขียนรัฐธรรมนูญ ; ซึ่งผิดกับนักกฎหมายและนักวิชาการของคนไทย เพราะในปัจจุบันนี้ ปี ค.ศ. ๒๐๐๘ นักศึกษากฎหมายของไทยยังไม่รู้เลยว่า ในโลกนี้ เคยมีรูปแบบของรัฐธรรมนูญที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ “อำนาจบริหาร”ได้โดยตรง เพราะ อาจารย์ของเราไม่เคยสอน และตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของเราไม่ได้กล่าวถึง 

 

ท่านเชื่อหรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นฉบับแรก ค.ศ. ๑๘๘๙ ไม่ได้เขียนขึ้นตามแนวทางรัฐธรรมนูญของอังกฤษ ตามที่เราเรียนกันอยู่ทุกวันนี้ ; ในคราวนั้น คณะทำงานของญี่ปุ่นได้เดินทางออกไปพบศาสตราจารย์กฎหมายรัฐธรรมนูญในหลายประเทศ รวมทั้งศาสตราจารย์กฎหมายรัฐธรรมนูญของเยอรมันนี ซึ่งในขณะนั้น คือประเทศปรัสเซีย และเท่าที่จำได้ ดูเหมือนว่าคณะทำงานของประเทศญี่ปุ่นได้พบกับ บิสมาร์ค ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศปรัสเซียในขณะนั้นด้วย 

 

ท่านทราบหรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศญี่ปุ่นได้เขียนตามแนวทางรัฐธรรมนูญของประเทศปรัสเซีย โดยไม่ใด้ใช้ตามแนวทางรัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษที่นักวิชาการไทยอ้างและสอนกันมาอย่างผิด ๆ ; รัฐธรรมนูญของปรัสเซีย ใช้ “รูปแบบ”ของรัฐธรรมนูญที่ผมกล่าวมาแล้ว คือ กษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจบริหารได้โดยตรงแม้ว่าจะต้องมีการรับสนองพระบรมราชโองการโดยรัฐมนตรีที่กษัตริย์ทรงแต่งตั้งเองก็ตาม 

 

การที่ Elite ของญี่ปุ่นในขณะนั้น เลือกใช้รัฐธรรมนูญรูปแบบดังกล่าวนี้ก็ไม่ผิดพลาด เพราะเป็นรูปแบบรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้สถาบันกษัตริย์และ Eliteของญี่ปุ่น ร่วมกันคิดร่วมกันทำงาน ภายไต้บารมีของสถาบันกษัตริย์อันเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไปได้ และประเทศญี่ปุ่นก็ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูง ; ซึ่งแตกต่างกับประเทศไทยเรา นักกฎหมายและนักวิชาการเรา รู้จักแต่รูปแบบรัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษที่สอนต่อ ๆ กันมา และไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า รัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษมีวิวัฒนาการมาอย่างไร และใช้เวลาในการวิวัฒนาการมานานแค่ไหน 

 

ผมเข้าใจว่า เมื่อผมเขียนบทความเรื่อง constitutionalism เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ หรือ ค.ศ. ๑๙๙๔ คือ เมื่อ ๑๔ ปีที่แล้ว ผมได้นำ “รูปแบบ”ของรัฐธรรมนูญที่มีระบบสถาบันการเมือง หรือ form of government ต่าง ๆ มาเรียงลำดับไว้ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ และในจำนวนนั้น ผมได้นำรูปแบบของ ระบบรัฐสภา – parliamentary system ที่กษัตริย์เป็นผู้ทรงใช้ “อำนาจบริหาร”โดยตรงมาเขียนไว้ด้วย ; และผมเชื่อว่า บทความของผมเป็นเอกสารฉบับแรกของประเทศไทยที่กล่าวถึงรัฐธรรมนูญรูปแบบนี้ เพราะก่อนหน้านั้น ตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา จะสอนเพียงว่า อำนาจอธิปไตยแยกเป็น ๓ อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ และพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการทางศาล 

 

ขอให้ท่านลองทบทวนความจำของท่านดูก็ได้ว่า ข้อความของหนังสือตำรารัฐธรรมนูญของเราที่ผมกล่าวมาข้างต้นนี้ ยังก้องอยู่ในความคิดของท่านแม้ในขณะนี้ หรือไม่

 

Elite ของญี่ปุ่น เขารู้เรื่องรูปแบบของรัฐธรรมนูญ – form of government ต่าง ๆ ตามกฎหมายเปรียบเทียบ มาก่อน Elite ของเรากว่า ๑๐๐ ปี แล้วเขาเลือกรูปแบบระบบสถาบันการเมืองที่จะทำให้เขาพัฒนาประเทศได้โดยเร็วที่สุด ; จริงอยู่ในขณะนี้ อาจจะเป็นการช้าเกินไป ที่จะนำรูปแบบหรือระบบเดิม ๆ ของรัฐธรรมนูญมาใช้ เพราะในเวลากว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาสภาพสังคมและสภาพการเมืองระหว่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ; แต่ที่ผมนำมาพูดในที่นี้ ก็เพื่อเป็น”ตัวอย่าง”ว่า ก่อนที่เราจะทำอะไร เราต้องหา”ความรู้”ก่อน ; และก็เป็นที่น่าเสียใจ ที่จะต้องเรียนให้ท่านทราบว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเราใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ หรือ ค.ศ. ๒๐๐๗ ซึ่งห่างจากการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศญี่ปุ่น ปี ค.ศ. ๑๘๘๙ เป็นเวลานานถึง ๑๑๘ ปี แต่เรายังไม่มี “นักกฎหมาย”และ”นักวิชาการ”ของประเทศไทยแม้เต่คนเดียว ที่พูดเอ่ยถึง ประเด็นเรื่อง form of government ในการร่างรัฐธรรมนูญ ; และ นี่คือ “คุณภาพ” ของ Elite ประเภทนักกฎหมายและนักวิชาการ ของสังคมไทยในปัจจุบัน ค.ศ. ๒๐๐๘

 

“ความห่าง”ระหว่างมาตรฐานความรู้ของประเทศที่พัฒนาแล้วกับมาตรฐานความรู้ของ'”นักกฎหมาย” และ “นักวิชาการ” ของเราในปัจจุบัน ดูจะกว้างมากขึ้น เมื่อเทียบกับ สมัยรัชกาลที ๕ (?)

 

ผมขอย้อนไปใน ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ของเราสักเล็กน้อย ซึ่งผมเห็นว่า เป็นความผิดพลาดครั้งแรก ในการเขียนรัฐธรรมนูญของเรา ; ผมคิดว่า รูปแบบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นรูปแบบที่ผิด ; รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๗๕ นี้ ผมหมายถึง รัฐธรรมนูญฉบับที่สองของประเทศไทย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย คือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่ใช้บังคับอยู่เพียง ๖ เดือนก็ถูกยกเลิกไป ; รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๗๕ ฉบับที่สองนี้ เป็นรูปแบบที่คณะราษฎร์ปฏิเสธพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์โดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ไม่ใช้รูปแบบของระบบรัฐสภา -parliamentary system ในยุคแรก ๆ ของประเทศในภาคพื้นยุโรปหรือ ไม่ได้ตามอย่างรัฐธรรมนูญของประเทศญี่ปุ่น ปี ค.ศ.๑๘๘๙ หรือ พ.ศ. ๒๔๓๒ ซึ่งจะเป็นรูปแบบที่เปิด “โอกาส”ให้มีความร่วมมือระหว่างสถาบันกษัตริย์และ Elite รุ่นใหม่ และทำให้มีการใช้ทรัพยากรบุคคลของประเทศอย่างเต็มที่และเหมาะสม ;และนอกจากนั้น ถ้าจะพิจารณากันจริง ๆ แล้ว รูปแบบระบบรัฐสภาในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๗๕ ของเรา ก็มิใช่ว่าจะเป็นรูปแบบระบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษ

 

เนื่องจากการเริ่มต้นครั้งแรกที่ผิด ๆในรูปแบบของ “ระบบรัฐสภา” ที่ถูกบิดเบือน ดังนั้น ในเวลาต่อมา รูปแบบรัฐธรรมนูญที่ผิด ๆ ของเรา จึงได้ทำให้เกิดการแย่งชิง “อำนาจรัฐ” ระหว่างกลุ่มทหารกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ; “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง”ก็อ้างสิทธิอันชอบธรรมในการเข้ามาใช้อำนาจรัฐ และเมื่อได้อำนาจมาแล้ว ก็ใช้อำนาจในการแสวงหาประโยขน์ส่วนตัวและทำการทุจริดคอร์รัปชั่นจากทรัพยากรของส่วนรวม และในทางกลับกัน ก็เป็นโอกาสของ “กลุ่มทหาร” ที่จะก้าวเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศเมื่อการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั่วไป 

 

“การแก่งแย่งอำนาจรัฐ”ในระบบรัฐสภา ระหว่างกลุ่ม Elite สองฝ่าย ได้ต่อเนื่องกันมาเป็น เวลาถึง ๖๕ ปี คือ นับจากปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๕ หลังพฤษภาทมิฬ ซึ่งในระหว่างนั้น ประเทศไทยไม่มี “โอกาส”ที่จะพัฒนากฎหมายที่เป็นระบบบริหารพื้นฐานของประเทศแต่อย่างใด; “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง” ก็จะออกกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง ซึ่งก็คือ การเพิ่ม “โอกาส”ในการทุจริดคอร์รัปชั่นให้มากขึ้นและง่ายขึ้นโดยจะได้ไม่ต้องมี”ใบเสร็จ”ให้เห็น ; และนักกฎหมายและนักวิชาการก็เป็นฝักเป็นฝ่าย เข้าเล่นการกับ Elite กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสองกลุ่ม เพื่อแสวงหาประโยชน์ แสวงหาตำแหน่งและความก้าวหน้าให้กับตนเอง และไม่สนใจที่จะหา “ความรู้” ; ประเทศไทยเสียเวลาพัฒนาประเทศไปถึง ๖๕ ปี เพราะการเลือกรูปแบบรัฐธรรมนูญที่ผิดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕

 

ความผิดพลาดครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ หลังพฤษภาทมิฬ ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงกว่าความผิดพลาดครั้งแรก ; ความผิดพลาดของสังคมไทยครั้งนี้ เกิดจากพฤติกรรมของ Elile ของสังคมไทย ๒ กลุ่ม คือ “ความเห็นแก่ตัว” ของ Elite ประเภทที่เป็นนายทุนธุรกิจและเป็นนักการเมือง ที่ต้องการเข้ามาผูกขาดการใช้ “อำนาจรัฐ” ด้วยการเลือกตั้งในขณะที่สภาพสังคมไทยมีความอ่อนแอ และ “ความไม่ฉลาด” และความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ของ Elite ประเภทที่เป็นนักกฎหมายและนักวิชาการของไทย

 

Elite ทั้งสองประเภทนี้ ได้ช่วยกันเขียนรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประเทศไทยมีรูปแบบของรัฐธรรมนูญ – form of government ที่ไม่เหมือนกับรัฐธรรมนูญประเทศใด ๆ ในโลก คือ เป็นรัฐธรรมนูญประเทศเดียวในโลก ที่สร้าง “ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ซึ่งหมายความว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ “การเมือง”เป็น”ธุรกิจ” กล่าวคือ ถ้านายทุนธุรกิจรวมกลุ่มกันตั้งพรรคการเมืองและร่วมทุนกันออกเงินให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งไปทำการเลือกตั้งในสภาพที่สังคมไทยมีความอ่อนแอ ; และถ้านายทุนธุรกิจที่รวมทุนกันนั้น สามารถทำให้ ส.ส.ในสังกัดหรือในอาณัติของตนมีจำนวนมากพอและเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นพรรคเดียวกันหรือหลายพรรคตกลงร่วมกัน นายทุนธุรกิจกลุ่มนั้น ก็เอา “อำนาจรัฐ”ไป ทั้งในการบริหารเป็นรัฐบาล และในการออกกฎหมายในสภานิติบัญญัติ

 

“ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” นี้ เริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๕ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๓๔ หลังพฤษภาทมิฬ และระบบนี้ได้ใช้ ต่อเนื่องกันมา ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ และ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามลำดับ ; ความเลวร้าย – vice ของระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ มีอย่างไร ผมคงไม่ต้องนำมากล่าวในที่นี้ เพราะท่านอาจหาอ่านได้จากหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นประจำได้ทุกวันในขณะนี้

 

ปัญหาของคนไทย ก็คือ เราจะหลุดพ้นจากระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองของนายทุนธุรกิจ ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ได้อย่างไร เพราะพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจที่ผูกขาดอำนาจอยู่ในขณะนี้ ย่อมไม่ยอมแก้ไขระบบนี้ในรัฐธรรมนูญ และตามสภาพในปัจจุบัน สังคมไทยเองยังมีความอ่อนแอและขาดประสบการทางการเมือง คนส่วนใหญ่ของประเทศยังยากจนต้องทำมาหากิน และมีความจำเป็นต้องมองผลประโยชน์ของตนเองระยะสั้น จนไม่มีเวลาพอที่จะคิดถึงปัญหาระยะยาวของประเทศ ; แล้ว ใครจะมาเป็นผู้แก้ปัญหาให้คนไทย (?) ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ

 

ประเด็นที่ ๒ คือ เรื่องกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย ; เรื่องนี้เป็นเรื่อง”ยาก”และเป็นเรื่อง”ใหญ่” ; ที่ผมเอามาพูดในที่นี้ ก็เพื่อเปรียบเทียบกับกรณีของศาล le Parlement ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเรื่องของ “นักกฎหมาย”เหมือนกัน เพราะ ผมได้เรียนให้ท่านทราบแล้วว่า ตุลาการ parlementaires ของศาล le Parlement ของประเทศฝรั่งเศส ได้เคยเป็นสาเหตุอันสำคัญของการล้มเหลวในการแก้ “ปัญหาการเมือง”ของประเทศฝรั่งเศส จนกระทั่งได้กลายเป็นเหตุการณ์รุนแรงในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ ; ผมคิดว่า ในปัจจุบันสภาพกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเราในหลาย ๆ กรณี ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง และความล้มเหลวในการดำเนินคดีได้เป็นสาเหตุสำคัญของความล้มเหลวในการแก้ปัญหาทางการเมืองของประเทศไทย

 

ประเทศไทยมีคดีฟ้องร้องกลับไปกลับมาระหว่างคู่ความเป็นจำนวนมาก มีการกลับคำให้การในระหว่างการสอบสวนและในการพิจารณาคดีในศาลโดยไม่ปรากฎว่ามีการดำเนินคดีฐานให้การเท็จ มีการฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ จนยากที่จะแยกได้ว่าเป็นการฟ้องโดยสุจริตใจ หรือเป็นการฟ้องเพื่อข่มขู่เจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการโดยสุจริต ทั้งนี้โดยไม่พูดถึงความล่าช้าในการสอบสวนและในการดำเนินคดี และความคั่งค้างของคดีจำนวนมาก ; ข้อเท็จจริงต่าง ๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึง “ความผิดปกติ”ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเรา ; และเหตุการณ์เช่นนี้ ผมไม่ค่อยพบในประเทศอื่น

 

การที่ผมใช้คำว่า “กฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา” ก็เพราะผมอยากให้มีความหมายอย่างกว้าง คือ ผมตั้งใจให้มีความหมายรวม ทั้งกฎหมายที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา หรือกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการตำรวจ ข้าราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ อัยการ ผู้พากษา และรวมไปถึงกฎหมายสารบัญญัติในทางอาญา ที่เกี่ยวกับ “อำนาจฟ้อง”ในความผิดอันยอมความและในความผิดต่อรัฐตามประมวลกฎหมายอาญา 

 

กล่าวโดยทั่ว ๆไป สาเหตุของ “ความผิดปกติ”ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเรา น่าจะมีได้หลายประการและหลากหลาย ผมเห็นว่า กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของเรา ดูจะแยกออกเป็น ๓ กระบวนการ มากกว่าที่จะเป็นหนึ่งกระบวนการยุติธรรม โดยขั้นตอนที่หนึ่งการสอบสวนเป็นของตำรวจ ขั้นตอนที่สองการสั่งคดีเป็นของอัยการ และขั้นตอนสุดท้ายการพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นของศาล โดยในแต่ละขั้นตอนมีลักษณะแยกเป็นอิสระจากกัน และไม่ประสานกัน ; และในกฎหมายว่าด้วยการระบบบริหารงานบุคคลก็เช่นเดียวกัน คือ เรามีกฎหมายว่าด้วยข้าราชการตำรวจ กฎหมายว่าข้าราชการฝ่ายอัยการ และกฎหมายว่าด้วยข้าราชการฝ่ายตุลาการ ฯลฯ ซึ่งมีสาระแยกเป็นเอกเทศและต่าง “รวมศูนย์”ในการบังคับบัญขาหรือการกำกับดูแล 

 

ในการดำเนินคดี ถ้าเรื่องยังไม่เสร็จจากการสอบสวนของพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นตำรวจ พนักงานอัยการก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ; พอมาถึงขั้นตอนการสั่งคดีหรือการสั่งฟ้องของอัยการ แม้พนักงานอัยการเห็นข้อบกพร่องของสำนวนและต้องการทำสำนวนให้สมบูรณ์ พนักงานอัยการจะทำการสอบสวนเพิ่มเติมเอง ก็ทำไม่ได้ ต้องส่งกลับไปให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม ; นอกจากนั้น เมื่อ ๓ ปีก่อน คือ ต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๗ เราก็มีพระราชบัญญัติว่าด้วย”ระบบการสอบสวนคดีพิเศษ” เพิ่มเติมขึ้นมาอีก โดยเรามีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คณะกรรมการคดีพิเศษ คณะกรรมการพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขึ้นในกระทรวงยุติธรรม ; ซึ่งดูเหมือนว่า เมื่อเรามี “ปัญหา”ในระบบปกติในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเรา และเรายังแก้ปัญหาไม่ได้หรือแก้ไม่เป็น ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม และเราก็เพิ่ม”ระบบพิเศษ”ขึ้นมา ซึ่งผมสงสัยว่า ในอนาคต ระบบสอบสวนคดีพิเศษนี้ อาจจะเพิ่ม “ปัญหาพิเศษ”ให้แก่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ให้มากขึ้นจากปัญหาที่เรามีอยู่เดิม

 

นอกจากนั้น ในหน้าหนังสือพิมพ์ขณะนี้ ก็ปรากฎข้อขัดแย้งในระหว่างเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม อยู่หลายกรณี เช่น กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอนี้ กำลังจะตั้งข้อกล่าวหาคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต.ว่า กระทำผิดกฎหมาย หรือ กรณีที่อัยการสูงสุดขัดแย้งกับ”คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ” หรือ คตส. ในเรื่อง “อำนาจฟ้องคดี”ในคดีสำคัญเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมือง ซึ่งผมเห็นว่า ข้อขัดแย้งนี้เป็น “ปรากฏการณ์”ที่ค่อนข้างแปลก คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมของเราขัดแย้งกันเอง แทนที่จะร่วมมือกันทำงาน เพื่อให้”จุดหมาย”ของกฎหมายบรรลุผล 

 

และยังมี “ประเด็น”ไปถึงกับว่า อัยการอาจมีอำนาจไปว่าความให้แก่”จำเลย” ที่เป็นหรือเคยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ถูกฟ้องโดย คตส.ในคดีทุจริตคอร์รัปชั่น ; ซึ่งในประเด็นนี้ มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “อัยการสูงสุด”ยังสงวนอำนาจตามกฎหมายที่จะพิจารณาว่า อัยการจะเป็นผู้ว่าคดีให้จำเลยดังกล่าวได้ ในเมื่อได้รับคำร้องขอจากจำเลย ; ซึ่งผมเห็นว่า เป็นเรื่องที่ยิ่งแปลกและยิ่งผิดปกติอย่างมาก

 

ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่า “กระบวนการยุติธรรมทางอาญา”ของเรา ควรจะเป็นอย่างไร และควรแก้ไขอย่างไร แต่ผมเห็นว่า “ความผิดปกติ”ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเราเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะเราได้ปล่อยปละละเลยให้กฎหมายเรื่องนี้เป็นไปตาม “กฎหมาย” ที่ข้าราชการที่เกี่ยวข้องแต่ละฝ่าย ต่างคนต่างเขียนและต่างคนต่างเสนอกฎหมายกันคนละที มานานแล้ว จนกระทั่งกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเราอยู่ในสภาพที่พิกลพิการ ; ผมคิดว่า การที่เราจะออกจาก “ปัญหาที่ผิดปกติ”ของ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเราได้ เราคงจะต้องมี “การวิจัย”ตามหลักวิชาการในแนวทางของนิติปรัชญายุคใหม่ คือ ต้องวิเคราะห์ในเชิงของสังคมวิทยาและกฎหมายเปรียบเทียบ ; เพราะเราจะคงต้องรู้ก่อนว่า ปัญหาของเราเกิดจากอะไร “รูปแบบ”ของระบบกฎหมายของประเทศที่พัฒนาแล้วมีกี่รูปแบบที่จะให้เราเลือก เราจะปรับเปลี่ยน “รูปแบบ”ที่เราเลือกแล้วได้อย่างไรบ้าง และเราจะวางขั้นตอนของการปรับเปลี่ยนกันอย่างไรและจะใช้เวลานานสักเท่าใด 

 

ปัญหาที่แท้จริงของเรา ก็คือ นักกฎหมายและนักวิชาการเราไม่มี”ความรู้”พอที่จะทำการวิจัย แต่เราคงจะต้องมีวิธีการที่จะหา “ความรู้” 

 

ผมคิดว่า เราไม่ควรรอให้เรื่องเหล่านี้เรื้อรังต่อเนื่อง เหมือนกับปัญหา'”นักกฎหมาย”ที่เป็นตุลาการของประเทศฝรั่งเศส ที่เรียกว่า parlementaires ของศาล le Parlement ในอดีต ; ที่ประเทศฝรั่งเศสได้ปล่อยปัญหานี้ไว้ โดยไม่ได้คิดแก้ปัญหาที่เป็น “ปัญหาพื้นฐาน”ของประเทศ จนกระทั่งสภาพทางการเมืองได้กลายเป็นเหตุการณ์รุนแรงขึ้น 

 

ข้อที่ผมเป็นห่วงและกังวล ก็คือ เราคนไทยไม่รู้ว่า “ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา” คือ อุปสรรคสำคัญของการแก้ “ปัญหาทางการเมือง” ผมก็เลยขอถือโอกาสในการมาพูดที่ศาลปกครองนี้ มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ท่านตุลาการของศาลปกครองในฐานะที่เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการยุติธรรมสาขาหนึ่ง ได้รับทราบปัญหานี้และปวดหัวไปพร้อม ๆ กับผม 

 

ผมขอจบตอนสุดท้ายที่ผมจะพูดในวันนี้ คือ อนาคตอันมืดมนของประเทศไทย ที่เกิดจาก “คุณภาพ” ของ Elite ของเราเอง ; และผมขอขอบคุณ “ศาลปกครอง”ที่กรุณาเชิญผมมาพูด และขอขอบคุณท่านตุลาการศาลปกครองที่ให้เกียรติมาฟังข้อคิดเห็นของผม ขอบคุณครับ

 

Read Full Post »

recommendare

สรุป

จากหนังสือเรื่อง  “Theory of Hegemony and Ideology”

 

เขียน  โดย

Dr.Chad Raphael
Santa Clara University

 

แปลและเรียบเรียงโดย
มัทนา เจริญวงศ์
สาขาสื่อสารมวลชน คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ความมีดังนี้

 

ทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่ Hegemony

แก่นของทฤษฎีการครองครองความเป็นใหญ่/ การครอบครองความเป็นเจ้า (Hegemony) ก็คือ ทฤษฎีนี้พยายามจะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความมีเสถียรภาพของอำนาจทางการเมือง และการควบคุมทางสังคมในสังคมทุนนิยมประชาธิปไตย ซึ่งในปัจจุบันประเทศส่วนใหญ่ของโลกล้วนเป็นสังคมลักษณะนี้ทั้งสิ้น เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา, ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปตะวันตก ตลอดจนพยายามอธิบายการเกิดขึ้นของภาวะวิกฤติต่างๆ การเกิดสงครามโลก หรือแม้แต่สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ

 

นักคิดต้นตำรับทฤษฎีนี้ คือ อันโตนิโอ แกรมชี่ ในปี ค.ศ. 1971 แกรมชี่ได้แสดงความเห็นว่า พลังอำนาจทางการเมืองในประเทศเสรีประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ได้ถูกแสดงผ่านรูปแบบที่รัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจนั้น ในลักษณะของการจองจำนักโทษการเมืองในคุก, การสังหารผู้ประท้วงคัดค้าน

 

แต่พลังอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงได้ถูกใช้ผ่าน “อุดมการณ์” (ideology) หรือ ทัศนคติ/มุมมองที่สำคัญในการมองโลก ซึ่งความคิดและสัญลักษณ์ต่างๆที่ประกอบขึ้นมาเป็นอุดมการณ์ โดยทั่วไปจะถูกกำหนดขึ้นมาโดยผู้ปกครอง ด้วยอำนาจที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและ “อุดมการณ์”นี้เองที่เป็นตัวช่วยให้ผู้ปกครองสามารถปกครองพลเมืองของตนได้อย่างราบรื่น หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นที่ยอมรับของพลเมือง (เป็นการยอมรับด้วยใจไม่ใช่ด้วยการบังคับ/ใช้กำลัง)

 

ในยุคเศรษฐกิจแบบศักดินา(ยุคกลางของยุโรป-ทาส คือ แรงงานที่จะต้องอุทิศแรงกายให้แก่เจ้าของที่ดินและมีชีวิตอยู่ภายใต้การกดขี่ของเจ้าของที่ดิน) ทาสจะถูกปกครองโดยชนชั้นศักดินา ขณะเดียวกันชนชั้นศักดินาก็จะถูกปกครองโดยกษัตริย์ ซึ่งในลักษณะสังคมแบบนี้ โครงสร้างทางการเมืองทั้งหมดและชุดความคิด(set of ideas) จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปกครองทาสอย่างชอบธรรมตามกฎหมาย และเพื่อควบคุมดูแลทรัพย์สมบัติความมั่งคั่งของชนชั้นสูงและกษัตริย์

 

ชุดของความคิดหรืออุดมการณ์ในสังคมแบบนี้ ได้แก่ ความคิดที่ว่า “กษัตริย์ คือ ผู้ได้รับพรจากพระเจ้า ” ดังนั้นจึงเป็นความชอบธรรมความถูกต้องที่กษัตริย์จะเป็นผู้ปกครอง แนวคิดนี้ในสมัยปัจจุบันอาจจะ “โบราณ” แต่ก็เป็นความคิดที่ช่วยให้คนสมัยก่อนปกครองสังคมได้ยาวนานนับศตวรรษ

 

แม้ว่าแกรมชี่จะได้รับแรงบันดาลใจหลักๆมาจากคาร์ล มาร์กซ์ แต่ทฤษฎีของแกรมชี่แตกต่างจากทฤษฎีมารก์ซิสต์แบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง

 

ทฤษฎีมาร์กซิสต์แบบดั้งเดิมมีความเชื่อว่า สังคมแต่ละสังคมจะเป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับระบบเศรษฐกิจ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดรูปแบบของสังคม เศรษฐกิจ คือ ฐานของสังคม และเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อโครงสร้างส่วนบน(superstructure) ซึ่งประกอบด้วย สถาบันทางการเมือง, สถาบันที่เกี่ยวข้องกับพลเมือง, วัฒนธรรมและความเชื่อ (1)

 

ตามแนวคิดของมาร์กซ์ เขาเชื่อว่าเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม ความคิดทางการเมืองและพื้นที่ทางวัฒนธรรมของประชาชนในสังคม ซึ่งเมื่อนำแนวคิดของมาร์กซ์ไปอธิบายสังคมศักดินา จะอธิบายได้ว่าความคิดทางการเมืองของพลเมืองที่เชื่อว่า กษัตริย์ คือ ผู้ได้รับพรจากพระเจ้า กษัตริย์จึงมีความชอบธรรมในการปกครองนั้นเป็นผลมาจากระบบเศรษฐกิจแบบศักดินาที่กษัตริย์และชนชั้นสูง คือ เจ้าของที่ดิน ที่ดิน คือ ทรัพย์สิน เป็นสถานที่ที่ทาสต้องมาเพาะปลูก มาทำให้ที่ดินงอกเงย มีค่าขึ้นมา ทว่าทาสไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของหรือเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแรงงานของตน

 

ในขณะที่แกรมชี่เห็นว่า “ชุดของความคิด” และสัญลักษณ์ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นอุดมการณ์ที่ใช้ในการปกครองเป็นปัจจัยที่มีพลัง และเป็นตัวกำหนดโครงสร้างของแต่ละสังคมเท่าๆกับปัจจัยเศรษฐกิจ แต่เรย์มอนด์ วิลเลี่ยม นักคิดชาวอังกฤษเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างส่วนบนและส่วนล่างเป็นความสัมพันธ์ที่ยากจะระบุให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นตัวกำหนดอะไร คือ ต้องพิจารณาด้วยเหตุผล เพราะทั้งสองต่างส่งผลกระทบและสร้างความเปลี่ยนแปลงซึ่งกันและกัน ดังนั้นทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่ จึงแตกต่างจากทฤษฎีมาร์ซิสต์แบบดั้งเดิม โดยเชื่อว่าสถาบันทางวัฒนธรรมและความคิด เป็นปัจจัยที่มีพลังในการขัดเกลามนุษย์ และเป็นตัวบอกว่ามนุษย์จะมีชีวิตอย่างไรต่อไป

 

จะเห็นได้ว่าในทัศนะของแกรมชี่ กลไกหรือพลังที่ใช้ในการควบคุมปกครองสังคมนั้นมีความสลับซับซ้อนมากกว่าที่มาร์กซ์คิด มาร์กซ์สนใจผู้ปกครองโดยนำชนชั้นปกครองไปผูกอยู่กับการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เช่น ใคร คือ เจ้าของโรงงาน, ที่ดิน, เครื่องจักร หรืออะไรก็ตามที่ใช้ผลิตผลผลิตได้

 

สำหรับมาร์กซ์ รัฐบาลและสถาบันทางสังคมต่างๆในสังคมทุนนิยมมีความเป็นอิสระจากเจ้าของปัจจัยการผลิตน้อยมาก รัฐบาลในมุมมองของมาร์กซ์ ก็คือ คณะกรรมการที่ทำหน้าที่จัดการแบ่งสรรผลประโยชน์ทั้งหมดให้ชนชั้นนำอย่างลงตัว

 

แต่แกรมชี่ไม่ได้มองว่าพลังในการปกครองสังคมจะผูกติดอยู่กับชนชั้นนำ (เจ้าของปัจจัยการผลิต) หรือชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่มองว่าสังคมจะถูกปกครองโดยคนกลุ่มหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งๆ พอช่วงเวลาผ่านไปก็เป็นไปได้ที่กลุ่มอื่นจะขึ้นมามีอำนาจแทน ดังนั้นในมุมมองของแกรมชี่ กลุ่มที่ทำหน้าที่ปกครองสังคม จะเรียกว่า “historical bloc” หรือกลุ่มประวัติศาสตร์

 

ลักษณะของ” historical bloc” คือ กลุ่มคนที่มาจากกลุ่มต่างๆไม่จำเป็นต้องเป็นชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง แต่มีผลประโยชน์ร่วมกัน และมีการแบ่งสรรอำนาจทางการเมืองกันได้ลงตัวในห้วงเวลาหนึ่ง (คือ เป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่ตกลงกันได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ) เช่น กรณีการเกิดขึ้นของกลุ่มขวาใหม่ในสหรัฐอเมริกา ที่ช่วยให้รีพับลิกันได้รับชัยชนะทั้งในทำเนียบขาวและในวุฒิสภาในปี 1980 กลุ่มขวาใหม่เกิดจากการรวมตัวกันของคนหลายกลุ่ม(coalition of multinational corporations) อาทิ ชาวเมืองที่ต้องการให้ลดการเก็บภาษีลง กลุ่มคริสเตียนที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม, แรงงานผิวขาวที่ไม่ชอบนโยบายของเดโมแครต อย่างไรก็ตามในปี 1992 บิล คลินตันก็สามารถสลายการรวมตัวกันของกลุ่มขวาใหม่นี้ได้ และทำให้เดโมแครตได้รับชัยชนะไปในที่สุด

 

แกรมชี่ให้คำจำกัดความของ “การครอบครองความเป็นใหญ่” ว่าเป็นกระบวนการที่ชนชั้นซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในสังคมหรือชนชั้นที่เป็นคนจำนวนไม่มาก ใช้สถาบันทางสังคมบางสถาบัน เช่น สถาบันสื่อมวลชน(โดยอาศัยอภิสิทธิ์บางอย่างที่ทำให้เข้าถึงสถาบันเหล่านี้ได้) เป็นเครื่องมือในการธำรงไว้ซึ่งพลังทางการเมืองและเศรษฐกิจของกลุ่มตน โดยผ่าน “อุดมการณ์หลัก” ของสังคมนั่นเอง

 

ตามปกติ”อุดมการณ์หลัก”ของสังคมแต่ละแห่ง ก็คือ ชุดของแนวความคิดพื้นฐานที่จัดว่าเป็นสามัญสำนึกของพลเมืองในสังคมนั้นๆ ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือ ร่องรอยของการจัดสรรอำนาจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย “อุดมการณ์หลัก”ของสังคม ทำให้โครงสร้างของอำนาจดูราวกับว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เรื่องปกติธรรมดา หรือ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องปกติเช่นกันที่ “อุดมการณ์หลัก”จะถูกท้าทายเป็นระยะ (เพราะตามความเชื่อของแกรมชี่ อุดมการณ์เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อรักษาอำนาจเดิมให้คงไว้ เมื่อถูกสร้างขึ้น ไม่ได้มีอยู่เอง จึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่ต้องถูกท้าทายด้วยอุดมการณ์ใหม่ๆจากกลุ่มอื่นที่แสวงหาอำนาจเช่นกัน)

 

ตัวอย่างของอุดมการณ์หลักในสังคม เช่น

1. “ความยากจนเป็นเรื่องธรรมดา” แต่ข้อเท็จจริงในอดีตก็มีหลายสังคมที่จัดสรรผลประโยชน์ความมั่งคั่งให้เท่าเทียมกันอย่างเป็นธรรม ดังนั้นคนส่วนใหญ่ของประเทศจึงไม่จำเป็นต้องยากจน

2. “เราไม่มีทางไปต่อกรกับรัฐบาลหรือข้าราชการได้หรอก” แต่จำนวนที่ประชาชนลุกขึ้นมาฟ้องร้องรัฐบาลก็มีไม่น้อย

3. “คนดำฉลาดน้อยกว่า และขี้เกียจมากกว่าคนผิวขาว คนผิวขาวจึงต้องเป็นนายเพื่อคอยควบคุมการทำงาน แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ก็คือ ทาสผิวดำนั้นทำงานหนักและทำงานได้นานกว่าคนผิวขาว ซึ่งเป็นนาย มิหนำซ้ำยังไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่ามีเชื้อชาติใดเฉลียวฉลาดกว่าเชื้อชาติอื่น

4. “คนเอเชียอ่อนน้อมถ่อมตัว จึงไม่มีทางเป็นผู้นำที่ดีได้” แต่ข้อเท็จจริงก็คือ คนเอเชียก็ปกครองประเทศของตนเองได้ก่อนที่คนผิวขาวจะขึ้นฝั่งมาประเทศเขาเสียอีก

5. “อเมริกาเป็นแดนแห่งโอกาสที่เท่าเทียม” แต่หลายคนกลับเริ่มต้นโอกาสของตนในสลัม ขณะที่หลายคนเริ่มต้นโอกาสจากแมนชั่นสุดหรู

อย่างไรก็ตาม “อุดมการณ์”ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปกครอง จะมีหลักสากลอยู่ กล่าวคือ เป็นอุดมการณ์ที่พยายามทำให้พลเมืองเชื่อว่า “ผลประโยชน์ที่คนบางกลุ่มได้รับเป็นผลประโยชน์ของทุกคน” เช่น นโยบายที่บอกว่าจะเก็บภาษีคนรวยน้อยลง เพื่อให้คนรวยนำเงินมาลงทุนและสร้างงานให้คนว่างงานในสังคม เราจะทราบได้อย่างไรว่า คนรวยเหล่านั้นนำเงินไปสร้างงานจริง และเราจะทราบได้อย่างไรว่างานแต่ละตำแหน่งนั้นต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร

สิ่งเหล่านี้แกรมชี่เชื่อว่า เป็นผลมาจากการทำงานของ”กลไกทางอุดมการณ์” ซึ่งได้ผลกว่าการใช้”กลไกอำนาจรัฐ” เข้าบังคับโดยตรง โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจของกลุ่มตน อำนาจเหล่านี้จะมีประสิทธิผลมากที่สุดเมื่อไม่ได้ใช้ผ่านการอบรมสั่งสอนที่เปิดเผย หรือการเซ็นเซอร์อย่างเป็นทางการ แต่ใช้ผ่านกระบวนการสร้างความเชื่อ ค่านิยม และมุมมองในการมองโลกของบุคคล ดังนั้น”อุดมการณ์”ในความหมายของแกรมชี่ จึงแตกต่างไปจากอุดมการณ์ในความหมายทั่วไปๆ

 

การสร้างและการแพร่กระจายอุดมการณ์เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ในแง่นี้สถาบันวัฒนธรรมจะมีบทบาทสำคัญมาก ในฐานะที่เป็นผู้สร้างมุมมองในการมองโลกที่สำคัญแก่พลเมืองของสังคม นอกเหนือจากสถาบันครอบครัว องค์กรศาสนา และสถาบันสื่อสารมวลชน

 

บทบาทของสื่อมวลชนในมุมมองของทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่

นักทฤษฎีสำนักนี้มักจะมองว่า บทบาทหลักของสื่อมวลชนไม่ได้ทำตัวเป็น”สุนัขเฝ้าบ้าน” เฝ้าติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล แต่มักจะค้ำจุนรัฐบาลทุนนิยมด้วยการพยายามขจัดมุมมองที่ว่า เรามีความแตกต่างทางชนชั้น ข่าวสารในสื่อมักจะถูกขัดเกลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากอุดมการณ์ของผู้ปกครองในสังคมทุนนิยมประชาธิปไตย เช่น การนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับนักการเมืองระดับสูง ความร่วมมือระหว่างผู้นำภาคธุรกิจ และความเป็นมิตร สมานฉันท์ระหว่างกลุ่มทางสังคมและชนชั้นต่างๆ

 

Daniel Hallin ศึกษาการใช้อุดมการณ์ระหว่างสงครามเย็น เพื่อหาคำตอบว่าทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่สามารถนำมาปรับใช้กับสื่อมวลชนได้อย่างไร และพบว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาใช้กลไกอุดมการณ์ทำงานโดยแสดงให้ชาวโลกเห็นว่า นาทีนี้โลกกำลังเป็นสนามสู้รบระหว่าง”โลกเสรี” และลัทธิอันตรายอย่าง “คอมมิวนิสต์”ที่กำลังแผ่อิทธิพลไปทั่วโลกภายใต้การนำของโซเวียต

 

มุมมองเช่นนี้ช่วยทำให้คำว่า “สันติภาพ” หรือ “ความสงบสุข” ซึ่งมักจะถูกสหรัฐอเมริกาใช้อ้างอิงการกระทำของตน เมื่อเข้าไปรุกล้ำ/แทรกแซงอธิปไตยของชาติอื่น เป็นเรื่องสมเหตุสมผล

 

นับแต่ปี 1945 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาพาประเทศต่างๆ (แน่นอนว่ามากที่สุดเท่าที่จะชักจูง หรือบังคับทางอ้อมได้)เข้าสู่ระบบทุนนิยมเสรีโลกที่สหรัฐเป็นผู้นำทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ “สงครามเย็น” ยังทำให้ชาวอเมริกันตระหนักและเชื่อมั่นในภาวะความเป็นผู้นำโลกของประเทศตน ความเชื่อเช่นนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว และช่วยให้ชาวอเมริกันยอมรับการตัดสินใจของรัฐบาลได้อย่างง่ายดาย อาทิ

 

การเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อใช้เป็นค่าประกันชีวิตทหารอเมริกันที่ถูกส่งไปรบที่เกาหลี, เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ภาพภยันอันตรายจากคอมมิวนิสต์ที่คุกคามใกล้เข้ามาอย่างเกินจริง ยังทำให้รัฐบาลสามารถปกปิดนโยบายต่างประเทศ, นโยบายทางการทหารจำนวนมาก ให้เป็นความลับจากสื่อมวลชนและประชาชนได้อย่างชอบธรรม ภายใต้ข้ออ้างว่าเพื่อความมั่นคงของประเทศ

 

นอกจากนี้ Hallin ยังศึกษาเนื้อหาข่าวสงครามเวียดนามที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ระหว่างปี1960-1979 รวมทั้งข่าวสหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซงทางการเมือง และทางการทหารบรรดาประเทศในอเมริกากลาง อาทิ เอลซัลวาดอร์ นิคารากัว ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี1980-1989 แล้วพบว่า หลังสงครามเวียดนามสิ้นสุดลง พลังอำนาจของอุดมการณ์ว่าด้วย “สงครามเย็น” ก็อ่อนแรงลงด้วย เนื่องจากชนชั้นนำเริ่มตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของสภาคองเกรสอย่างเผ็ดร้อน แต่รัฐบาลก็ยังคงใช้อุดมการณ์ดังกล่าวต่อไป

 

ในปี 1980-1989 นักข่าวต่างพากันรายงานว่า รัฐบาลนายเรแกนเรียกร้องให้กองกำลังสหรัฐเข้าแทรกแซงประเทศในกลุ่มอเมริกากลาง ข้อเรียกร้องดังกล่าวถูกนำเสนอในลักษณะที่ชอบธรรม เมื่อยกเหตุผลว่าขณะนั้นคิวบาซึ่งปกครองประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ และสหภาพโซเวียตกำลังมีอิทธิพลเหนือดินแดนดังกล่าว มาประกอบการรายงานข่าว

 

ทัศนะคติในการรายงานข่าวดังกล่าวเป็นมุมมองเดียวกันกับสภาคองเกรส แต่นักข่าวยังตอกย้ำทัศนคตินี้ให้ชัดเจนขึ้นด้วยการรายงานข่าว โดยใช้แหล่งข่าวรัฐบาลและชนชั้นนำทางการเมืองมาเป็นผู้แสดงความคิดเห็น อภิปรายโต้เถียงกันในประเด็นการแทรกแซงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะวิธีการจัดการและรักษาอำนาจในต่างประเทศของสหรัฐให้มีประสิทธิผลมากที่สุด อาทิ การนำเสนอว่าจะนำการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเข้ามาสู่ภูมิภาคนี้ได้อย่างไร และการแสวงหาพันธมิตรทางการทหาร ขณะที่ตีพิมพ์เนื้อหาข่าวเกี่ยวกับความเห็น ท่าทีของพลเมืองอเมริกันที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวน้อยมาก

 

Hallin แสดงความเห็นว่า เหตุการณ์ที่อเมริกากลางแสดงถึงกรอบความคิดที่สหรัฐอเมริกา และโซเวียตมีต่อประเทศโลกที่สามผ่านกลไกอุดมการณ์ว่าด้วยสงครามเย็น กล่าวคือ ประเทศโลกที่สาม ไม่ต่างอะไรกับเวทีต่อสู้ช่วงชิงผลประโยชน์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต เป็นสนามที่ผู้นำโลกใช้เพื่อสำแดงพลังอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง

 

ดังนั้นเนื้อหาข่าวในมุมท้องถิ่น อาทิ รัฐบาลใหม่ที่สหรัฐเข้าไปแทรกแซงนี้ จะจัดการปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมที่เป็นสาเหตุหลักของการต่อสู้ดิ้นรนอย่างไร ความปรารถนาของชาวท้องถิ่นที่อยากปลดแอกประเทศตน จากการครอบครองของกองทัพสหรัฐ ภายหลังจากตกอยู่ภายใต้จักรวรรดินิยมสหรัฐในเวลาไม่กี่ปี ฯลฯ จึงแทบจะไม่มีปรากฏให้เห็น

 

เช่นเดียวกับการรายงานข่าวของประเทศกำลังพัฒนาส่วนมาก ข่าวเกี่ยวกับกลุ่มประเทศอเมริกากลาง มีแนวโน้มจะถูกนำเสนอในลักษณะที่ดินแดนแห่งนี้ปราศจากประวัติศาสตร์ เป็นสถานที่ที่เกิดความขัดแย้งซึ่งเต็มไปด้วยความซับซ้อนยากยิ่งจะเข้าใจ และละเลยการกล่าวถึงชนพื้นเมือง เจ้าของประเทศที่แท้จริง

 

กรอบความคิดลักษณะนี้ย่อมปฏิเสธประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ประวัติศาสตร์ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นผู้สนับสนุนให้ตระกูลเพียงหยิบมือ ทว่ามีฐานะร่ำรวยขึ้นปกครองเอลซัลวาดอร์และนิคารากัว ความละโมบของคนกลุ่มนี้เป็นชนวนปะทุให้เกิดการกบฏในเวลาต่อมา แนวคิดเกี่ยวกับสงครามเย็นจึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้มหาอำนาจทั้งสองประเทศใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ภายใต้ข้ออ้างว่าเข้าไปแทรกแซงการเมือง เศรษฐกิจในประเทศด้อยพัฒนา ป่าเถื่อน เพื่อนำความศิวิไลซ์ไปมอบให้

 

Tod Gitlin นำทฤษฎีการครอบครองความใหญ่มาปรับใช้กับการศึกษาเนื้อหาข่าวภายในประเทศ โดยศึกษาเนื้อหาข่าวโทรทัศน์ของ CBS ในปีค.ศ. 1980 และในหนังสือพิมพ์ News York Times ซึ่งรายงานข่าวเกี่ยวกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมของนักศึกษาในสหรัฐที่เรียกตนเองว่า Students for a Democratic Society (SDS) (2) ในระยะแรกองค์กร SDS ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายประเด็นด้วยกัน อาทิ เรื่องสิทธิพลเมืองของชาวอเมริกัน-อัฟริกัน แต่หลังจากนั้นเยาวชนกลุ่มนี้ก็หันไปทุ่มเท อุทิศตนให้กับการชุมนุมประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม

 

ในปี 1968 กลุ่ม SDS เดินขบวนประท้วงรัฐบาลสหรัฐที่ยังคงดื้อแพ่งส่งทหารไปรบในสงครามเวียดนามที่ถนนกลางนครชิคาโก การประท้วงครั้งนี้จบลงด้วยรัฐบาลสั่งให้กำลังตำรวจเข้ากวาดล้างและทำร้ายผู้เดินขบวน ด้วยไม้กระบองและแก๊สน้ำตา ภาพดังกล่าวแพร่ออกไปทั่วประเทศผ่านจอโทรทัศน์

 

Gitlin เห็นว่า ขบวนการทางสังคมที่มีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการต่อต้านประท้วงนโยบายรัฐและขัดต่อผลประโยชน์ของชนชั้นนำ (elites) เช่น กลุ่ม SDS นั้น ถูกสื่อมวลชนลดคุณค่าเป้าหมายที่แท้จริงลงไป ด้วยการลดความสำคัญหรือแก่นแท้ที่อยู่ในสาร(message) ซึ่งกลุ่ม SDS สื่อสารออกมา ตลอดจนบั่นทอนความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจจากสาธารณะชนในฐานะที่เป็นนักต่อต้านที่กล้าท้าทายอำนาจรัฐ

 

Gitlin เชื่อมั่นว่า มีวิธีการต่างๆมากมายที่นักข่าวใช้ในการรายงานข่าวการเดินขบวนประท้วง การชุมนุมต่อต้าน จะโดยตั้งใจหรือไม่รู้ตัว ดังนี้

1. การทำให้ภาษา (ทั้งวัจนะภาษาและอวัจนภาษา) และเป้าหมายของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไม่มีความสำคัญ

2. การแบ่งแยกอย่างชัดเจน ด้วยการเสนอว่าสมาชิก SDS ทุกคนเป็นพวกนิยมความรุนแรงอย่างสุดขอบ

3. รายงานโดยเน้นไปที่รอยร้าวภายในขบวนการ

4. เพ่งความสนใจไปที่จุดเล็กๆ เรื่องเล็กน้อย เช่น แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้เดินขบวนประท้วง เป็นพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของสังคม , ผู้มาชุมนุมประท้วงไม่ได้อยู่ในฐานะตัวแทนของสาธารณะชน หรือเสนอวาทะ กิริยาท่าทางของผู้เดินขบวน ในทางที่ยั่วยุให้สาธารณะชนโกรธเคือง

5. บิดเบือนจำนวนผู้เข้าร่วมประท้วงให้น้อยลง เพื่อสะท้อนนัยะว่าไม่มีความสำคัญ ไม่มีความหมาย ไม่ใช่เรื่องของคนส่วนใหญ่

6. บิดเบือนผลของการเคลื่อนไหวต่อต้านว่าไร้ค่า ไม่มีผลใดๆทั้งสิ้น

7. เน้นการนำเสนอภาพลักษณ์ผู้ประท้วงในลักษณะที่ผูกติดอยู่กับความรุนแรงเท่าที่จะเป็นไปได้

8. ทำให้ข้อเรียกร้องและป้ายข้อความต่อต้าน กลายเป็นเรื่องที่ขัดต่อ หรือไม่ได้รับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การเรียกผู้ประท้วงขณะเดินขบวนว่า “กลุ่มที่เรียกขานกันว่าขบวนมาร์ชเพื่อสันติภาพ” หรือแสดงให้เห็นว่า บทบาทของผู้ประท้วงนั้น เป็นบทบาทที่แต่งตั้งสถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นผู้นำชุมชน เป็นต้น

Gitlin พบว่าบ่อยครั้งที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวเกี่ยวกับขบวนการ SDS ในลักษณะเดียวกับการรายงานข่าวอาชญากรรม แม้ว่ารัฐธรรมนูญสหรัฐในขณะนั้นจะรับรองสิทธิพื้นฐานของพลเมือง พลเมืองสามารถยื่นอุทธรณ์ให้รัฐบาลแก้ไขปรับปรุงนโยบาย ที่รู้สึกว่าตนถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมได้ รวมทั้งให้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี

 

นอกจากนี้ เนื้อหาด้านลบส่วนใหญ่ยังเป็นผลมาจากสื่อมวลชน มีแนวโน้มในการนำเสนอข่าวโดยเน้นไปที่ตัวเหตุการณ์ มากกว่าให้ความสำคัญกับสถานการณ์ บริบทแวดล้อม, เน้นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมากกว่าข้อตกลง, รายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโดยอิงความคืบหน้าของเหตุการณ์ มากกว่าจะอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอ้างอิงพึ่งพาแหล่งข่าวจากฝ่ายรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่

 

Gitlin ยังแสดงให้เห็นว่า เนื้อหาข่าวในสื่อมวลชนเข้าไปเปลี่ยนแปลงขบวนการทางสังคม (social movement) โดยใช้ประสบการณ์ในฐานะที่เป็นผู้นำนักศึกษาในขบวนการ SDS มาแสดงให้เห็นภาพการขับเคลื่อนของขบวนการทางสังคม ที่อิงแอบอยู่กับเนื้อหาข่าวที่ปรากฏในสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสรรหาสมาชิกใหม่ การกระตุ้นให้สาธารณชนสนใจมุมมองความคิดของพวกเขา ตลอดจนการกระทำของกลุ่มและการทำให้ผู้กำหนดนโยบายหันมารับฟัง

 

เขาพบว่าเนื้อหาในข่าว มีอิทธิพลต่อการเลือกสมาชิกของกลุ่มมาทำหน้าที่ในฐานะโฆษกกลุ่ม และทำให้ผู้นำทางการเมืองกลายเป็นบุคคลมีชื่อเสียง เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แทนที่จะสนใจว่าขบวนการทางสังคมนี้มีเหตุผลอย่างไร ความสนใจก็เปลี่ยนไปอยู่ที่ในบรรดาผู้นำขบวนการ ใครจะพูดจาดุเด็ดเผ็ดมันกว่ากัน การได้ไปปรากฏอยู่ในเนื้อหาสื่อมวลชนบ่อยๆเหมือนจะทำให้ได้รับอภิสิทธิ์อื่นๆตามไปด้วย แม้ว่าการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในทางปฏิบัติ จะได้ประสิทธิผลที่น้อยกว่าการออกไปจัดกิจกรรมภายนอกที่ไม่มีสื่อมวลชนมาทำข่าว เช่น การออกไปเคาะประตูให้ข่าวสารณรงค์ตามบ้านเรือนทีละหลังๆ ก็ตามที

 

นายทุนผู้ให้การสนับสนุนและคนอื่นๆ ก็ยังชอบใช้ความสนใจจากสื่อมวลชนมาเป็นวิธีหนึ่งในการวัดผลกระทบ หรือความสำเร็จของขบวนการทางสังคม ดังนั้นเนื้อหาในสื่อมวลชนจึงสามารถขัดเกลาอัตลักษณ์(identity)ของกลุ่มที่เกิดขึ้นได้ในท้ายที่สุด เนื่องจากสมาชิกของกลุ่มค่อยๆเปลี่ยนตัวเองให้มีสีสันเพื่อดึงความสนใจ ให้ได้มาซึ่งชื่อเสียง การยอมรับจากสื่อมวลชน ซึ่งส่งผลต่อการดึงสมาชิกใหม่ๆมาเข้าร่วมขบวนการอีกทอดหนึ่งด้วย

 

นอกจากนี้ Gitlin ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับภาวะการพึ่งพิงเนื้อหาในสื่อมวลชนว่า ขบวนการทางสังคมบางกลุ่มที่มีจำนวนสมาชิกไม่มาก มักจะพึ่งพาเนื้อหาในสื่อมวลชนสูง เพื่อเผยแพร่มุมมองทัศนะของตน เพราะไม่สามารถระดมประชาชนจำนวนมากให้มาเดินขบวนต่อต้านหรือวิ่งเต้นล็อบบี้รัฐบาลได้ ขบวนการทางสังคมเหล่านี้มักจะออกแบบเครื่องแต่งกาย ริ้วขบวนให้”ขึ้นกล้อง”และ”น่าดึงดูด” เพื่อเอาเรียกความสนใจจากสื่อมวลชน

 

ขณะเดียวกันขบวนการทางสังคมที่มีสมาชิกสนใจเข้าร่วมมาก มีเป้าหมายทางสังคมที่กว้างขวาง มักจะใช้สื่อมวลชนเป็นช่องทางหาสมาชิกใหม่ๆมาเข้าร่วมขบวนการ และเอาชนะใจประชาชนจากโปรแกรมกิจกรรมการเคลื่อนไหวของตน ตัวอย่างที่ดีและร่วมสมัยในกรณีหลังนี้ ก็คือ กลุ่มเคลื่อนไหวที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม และรณรงค์จัดการปัญหาอย่างหลากหลายตั้งแต่ระดับโลกจนถึงพื้นที่บางพื้นที่ อาทิ ปัญหาโลกร้อน การเกิดฝนกรด ไปจนถึงภัยอันตรายต่างๆที่คุกคามสิ่งมีชีวิตบนโลก ซึ่งต้องการความร่วมมือจากประชาคมโลกทั้งหมด เป็นต้น

 

ส่วนขบวนการทางสังคมที่ต้องการแก้ไขปัญหาสังคม ในเชิงปฏิรูปมากกว่าต้องการการเปลี่ยนแปลงในเชิงปฏิวัติ มักจะดูราวกับสามารถเข้าไปควบคุมเนื้อหาในสื่อมวลชน และได้รับความยุติธรรมจากสื่อมวลชนมากกว่า กล่าวโดยสรุปก็คือ สื่อมวลชนจะรายงานข่าวขบวนการทางสังคม ที่แสดงออกว่ามีจุดมุ่งหมายกระตุ้นให้ประชาชน หันมาสนใจปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง มากกว่ารายงานข่าวขบวนการทางสังคมที่มีจุดมุ่งหมายในการท้าทายหรือทวนกระแสทุนนิยม

 

ข้อจำกัดของทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่

ข้อวิพากษ์ทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่ประการหนึ่งก็คือ การถกเถียงในประเด็นที่นักวิชาการสาย Hegemony เชื่อว่า พลังของขบวนการทางสังคมมีรากฐานมาจากการเมือง และการเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาข่าวในสื่อมวลชน เนื่องจากนักวิชาการบางคนเห็นว่าทฤษฎี Hegemony มักจะมองพลเมืองในลักษณะที่เป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้น เพื่อทำกิจกรรมในลักษณะท้าทายอำนาจรัฐ(ขบวนการทางสังคม) และมีพลังที่ประกอบขึ้นจากองค์ประกอบหลายส่วน โดยที่สื่อมวลชนเข้ามามีอิทธิพลต่อการเข้าเป็นสมาชิก และลดคุณค่าความสำคัญของขบวนการลง ทั้งๆที่หลายครั้งขบวนการทางสังคมมักจะเรียนรู้วิธีการที่จะปรับวิธีการต่อสู้ตัวเอง เข้าหาพลังอำนาจของเศรษฐกิจระบบทุนนิยมและรัฐบาล หรือปิดกั้นไม่ให้สาธารณะชนเข้ามามีส่วนร่วมในวาทกรรม(discourse)ที่เกิดขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นถกเถียงเรื่องแนวคิดที่นักทฤษฎี Hegemony แบ่งแยก”การปฏิรูป” ออกจาก “การปฏิวัติ”อย่างชัดเจน ทั้งๆที่ขบวนการทางสังคมที่มีเป้าหมาย ไม่ว่าจะปฏิรูปหรือปฏิวัติ ต่างมีความสัมพันธ์กันอยู่และเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพิจารณาด้วยเหตุผลเป็นกรณีๆไป รวมทั้งการศึกษาเนื้อหาข่าวในสื่อมวลชนโดยปราศจากการยืดหยุ่น ขาดการพิจารณาว่า ในหลายกรณีนักเคลื่อนไหวทางสังคมในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ส่งสาร ได้เรียนรู้ธรรมชาติของข่าว วิธีการรายงานข่าว และรู้จักใช้กลยุทธ์เฉพาะตัวในการส่งสาร เพื่อกระตุ้นให้นักข่าวสนใจเนื้อหาสารของตนโดยไม่ได้สูญเสียอัตลักษณ์และเป้าหมายแรกเริ่มของตนเองแต่อย่างใด เช่น

 

กลุ่มกรีนพีซที่ใช้กลยุทธ์ในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิผล ทำให้สื่อมวลชนหันมาสนใจกิจกรรมรณรงค์ของตนอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ เรื่องการล่าปลาวาฬที่ผิดกฎหมาย การตัดต้นไม้เก่าแก่ในป่าแคลิฟอร์เนียเหนือ การตั้งเตาเผาขยะและกลบฝังขยะมีสารพิษในชุมชนคนผิวสีซึ่งมีรายได้ต่ำ เป็นต้น

 

ส่วนจุดบอดอื่นๆในการนำทฤษฎี Hegemony มาปรับใช้กับการศึกษาสื่อมวลชน ได้แก่ กรณีที่ผู้ศึกษามักมองความสัมพันธ์ระหว่าง ระบบเศรษฐกิจและสถาบันสื่อมวลชนไปในทางลบ โดยที่ในบางกรณีอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น ดังนั้นจึงต้องพึงระลึกไว้ว่า เราใช้ทฤษฎีเป็นเครื่องมือที่พยายามอธิบายบทบาทที่แท้จริง และบทบาทที่ควรจะเป็นของสื่อมวลชนในสังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่อธิบายหน้าที่ของข่าว โดยไม่ได้ให้ข้อเสนอแนะหรือวิสัยทัศน์ในการเสนอข่าวที่ควรเป็นภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

 

อ้างอิง

 

(1) โครงสร้างส่วนบนของสังคมมาจากแนวคิดที่เชื่อว่า สังคมและการจัดรูปองค์กรต่างๆพัฒนาขึ้นมาอย่างเป็นระบบ แต่นักคิดแต่ละคนก็มีความคิดพื้นฐานที่ต่างกันออกไป ตามแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ โครงสร้างส่วนบนของสังคม คือ สถาบันทางกฎหมาย, สถาบันทางสังคม วัฒนธรรมและการเมือง โดยที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจทำหน้าที่เป็นโครงสร้างส่วนล่างหรือฐานให้กับสังคมนั้นๆ (โครงสร้างส่วนล่างในแนวคิดของมาร์กซ์ สำคัญกว่าโครงสร้างส่วนบน เพราะเป็นตัวกำหนด ( determining )ว่าสังคมจะเป็นไปในรูปแบบใด

(2) SDS เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมที่เกิดจากการรวมตัวของเหล่านิสิตนักศึกษาและหนุ่มสาวอเมริกันในระหว่างปี ค.ศ. 1960-1969 มีบทบาทโดดเด่นอย่างมากในการต่อต้านสงครามเวียดนาม

หมายเหตุ : คำว่า Hegemony ซึ่งคุณมัทนา เจริญวงศ์ แปลว่า การคอบครองความเป็นใหญ่ หรือ ครอบครองความเป็นเจ้า นั้น อาจจะไม่เหมาะสม เพราะให้ความรู้สึกในเชิงบังคับควบคุมมากไป (“เป็นใหญ่” “เป็นเจ้า”)

 

กรัมชี่ใช้ศัพท์ภาษาอิตาลี 2 คำ สับเปลี่ยนกัน สำหรับ hegemony คือ egemonia กับ direzione สลับกัน (เป็นส่วนใหญ่ แน่นอนไม่ใช่ทั้งหมด เพระเขาเองมีความไม่แน่นอน ในการให้ความหมาย egemonia เหมือนกัน) ซึ่ง direzione หมายถึง lead, direct “นำ” ซึ่งเข้ากับไอเดียเรื่อง hegemony (เวลาแปลงานของเลนินที่ใช้คำว่า rukuvodstvo ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า hegemony (อย่าลืมว่ากรัมชี่ ยืม-ดัดแปลงไอเดียเรื่อง hegemony มาจากการวิวาทะของชาวพรรครัสเซีย) จะแปลเป็นอิตาลีว่า direzione คือ lead, direct (ดูการอธิบายเรื่องเหล่านี้ของ Quintin Hoare ผู้แปล Prison Notebooks ในฉบับพิมพ์ของ International Publishers หน้า55)

 

เคยเห็นคนแปลในภาษาไทยว่า “อำนาจนำ” ซึ่งอาจจะใกล้กว่า “ความเป็นใหญ่/เป็นเจ้า” แต่โดยส่วนตัวก็ยังไม่ถึงกับแน่ใจเต็มที่นัก (ชอบที่มีคำว่า “นำ” ไม่แน่ใจคำว่า “อำนาจ”)

Read Full Post »

การแยกอำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจบริหารออกจากกัน

recommendare

 

บันทึก

จากบทความหัวข้อ  “การแยกอำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจบริหารออกจากกัน”

 

เขียนโดย

 

อัมมาร สยามวาลา
นักวิจัยเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

ความมีดังนี้

 

ในปัจจุบัน มีกระแสความคิดที่จะให้มีการปฏิรูประบบการเมือง อันสืบเนื่องมาจากความไม่พอใจในระบบที่มีอยู่ แนวทางในการแก้ไขนั้นมีอยู่หลายแนวทาง แนวทางของคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยเป็นเพียงหนึ่งในหลายแนวทางที่เสนอกันอยู่ อีกแนวทางหนึ่งที่มีผู้เสนอทุกครั้งที่มีการร่างรัฐธรรมนูญกัน ก็คือ ให้แยกอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติออกจากกัน ในการพิจารณากันครั้งนี้ ศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ก็ได้แปรแนวทางนี้ให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

 

เนื่องจากการแยกอำนาจกันดังกล่าวนี้ มักจะถูกเสนอให้เป็นทางออกสำหรับปัญหานานับประการของระบบการเมืองไทย ประชาชนโดยทั่วไปจึงควรจะครุ่นคิดอย่างหนัก เพราะถ้ามีการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะเช่นว่านี้แล้ว ก็จะมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อระบบการเมืองและต่อสังคมเศรษฐกิจของไทยอย่างไม่ต้องสงสัย

 

โครงสร้าง

 

สายความรับผิดชอบในระบบที่มีการแยกอำนาจ

 

สรุปอย่างง่ายๆ ที่สุด ในการแยกอำนาจการปกครองส่วนนิติบัญญัติออกจากส่วนบริหาร ฝ่ายบริหารนั้น (ซึ่ง ศ. ชัยอนันต์ เสนอให้เป็นคณะมีจำนวน 20 คน) จะต้องไม่มาจากการเลือกตั้งโดยผ่านสภาผู้แทนราษฎรอย่างในปัจจุบัน แต่จะต้องได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติก็จะได้รับเลือก โดยตรงจากประชาชนเหมือนเดิม (อาจมีการแบ่งเขตเลือกตั้งแตกต่างไปจากปัจจุบันบ้าง แต่นั่นเป็นประเด็นปลีกย่อย) ในเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ต่างก็จะมีที่มาจากประชาชนโดยตรง ก็จะตัดสายความรับผิดชอบ (accountability) ที่คณะรัฐมนตรีในปัจจุบันมีต่อรัฐสภา โดยฝ่ายบริหารจะรับผิดชอบโดยตรง กับประชาชน หากประชาชนไม่พอใจการบริหารประเทศของคณะผู้บริหาร ก็จะมีโอกาสขับไล่คณะนั้นออกไปเมื่อครบวาระสี่ปี ในระหว่างสี่ปีนี้ คณะผู้บริหารก็จะมี โอกาสแสดงฝีไม้ลายมือและมีโอกาสใช้อำนาจในการสั่งการและจัดการได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องพะวักพะวนต่อเสียงในรัฐสภามากเท่าใดนัก ถ้าจะต้องง้อรัฐสภา ก็ต้องง้อในเรื่องงบประมาณ ที่จะต้องให้รัฐสภาอนุมัติเท่านั้น

 

ตารางที่ 1 ข้อแตกต่างของโครงสร้างระบบการเมืองต่าง ๆ

ประเด็น ระบบอังกฤษ/ไทย ระบบอเมริกัน ระบบที่ ศ. ชัยอนันต์ เสนอ
ที่มาของฝ่ายนิติบัญญัติ สภาล่าง (สภาผู้แทนราษฎร) ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเลือกตั้งต่างๆ ในอังกฤษใช้ระบบเขตเดียวคนเดียว ในไทยเขตหนี่งมีผู้แทนไม่เกินสามคน สภาสูงมาจากการแต่งตั้ง ในอังกฤษ มีเจ้านายที่มีตำแหน่งโดยตระกูลอีกด้วย สภาล่างได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเลือกตั้งเขตเดียวคนเดียว สภาสูงได้รับเลือกตั้งจากประชาชนทั้งรัฐ โดยแต่ละรัฐจะมีสภาชิกวุฒิสภารัฐละสองคน สภาผู้แทนราษฏรได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเลือกตั้งเขตเดียวคนเดียว ไม่มีข้อเสนอเกี่ยวกับวุฒิสภา เข้าใจว่าเหมือนเดิม
ที่มาของคณะผู้บริหาร นายกรัฐมนตรีจากสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจมาจากสภาผู้แทนฯ (ส่วนใหญ่) หรือจากข้างนอกก็ได้ ประธานาธิบดี ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งประเทศ และแต่งตั้งคณะผู้บริหาร คณะผู้บริหาร 20 คนได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งประเทศ และอาจแต่งตั้งอีก 30 คนจาก ส.ส. หรือสมาชิกวุฒิสภา สำหรับบุคคลกลุ่มหลัง เมื่อได้รับแต่งตั้ง ยังคงดำรงตำแหน่งในสภา แต่จะไม่มีเสียงในการลงคะแนน
การพ้นวาระของฝ่ายนิติบัญญัติ สำหรับสภาล่าง สี่ปี (อังกฤษห้าปี) หรือเมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา สมาชิกวุฒิสภาไทยมีวาระหกปี และหมุนเวียนกันออก สำหรับสภาสูงอังกฤษสมาชิกเป็นตลอดชีพ สภาล่างมีวาระสองปี สมาชิกสภาสูงมีวาระหกปี หมุนเวียนกันออก สี่ปีสำหรับสภาผู้แทนราษฏร โดยนายกรัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ยุบสภา ส่วนวุฒิสภา ไม่มีการกล่าวถึง เข้าใจว่าเหมือนในปัจจุบัน
การพ้นวาระของคณะผู้บริหาร พร้อมกับสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจ ประธานาธิบดีพ้นวาระทุกสี่ปี หรือเมื่อรัฐสภาดำเนินมาตรการขับไล่ (impeachment) ด้วยกระบวนการกึ่งตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่มีอำนาจสอบสวนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะฝ่ายนิติบัญญัติจะพิจารณาความผิดของฝ่ายบริหาร เพื่อดำเนินคดีต่อฝ่ายบริหารหากมีความผิดจริง
อำนาจทางการคลังและกฎหมายการเงิน รัฐบาลเสนองบประมาณทั้งทางด้านรายได้และรายจ่ายให้แก่สภาผู้แทนราษฎร สภามีสิทธิ์ตัดรายจ่าย แต่ไม่มีสิทธิ์เสนอให้เพิ่มการใช้จ่าย สมาชิกจะเสนอกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลเห็นชอบด้วย รัฐสภาเป็นผู้อนุมัติการใช้จ่ายเงินที่ฝ่ายรัฐบาลเสนอมา และสามารถเสนอโครงการที่ต้องใช้เงินได้ รัฐสภามีหน้าที่จัดหาเงิน (ด้วยการออกกฎหมายภาษีอากร) อีกด้วย รัฐสภามีอำนาจอนุมัติงบประมาณประจำปี มีอำนาจในการจัดหาเงิน มีการกล่าวถึงบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการอนุมัติงบประมาณจังหวัด แต่ไม่ได้ให้รายละเอียด
พรรคการเมือง ในอังกฤษไม่มีข้อบังคับ ในประเทศไทย รัฐธรรมนูญระบุให้ผู้สมัครเป็น ส.ส. ต้องสมัครในนามพรรค หากได้รับเลือกแล้วและย้ายพรรค ก็ต้องพ้นจากการเป็น ส.ส. พรรคจะต้องส่งผู้สมัครเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปไม่น้อยกว่าหนี่งในสี่ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด ในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุว่าจะต้องมีพรรคการเมือง ในการเลือกตั้งทั้งของประธานาธิบดี และของสมาชิกรัฐสภา กฎหมายของรัฐอาจกำหนดให้พรรคการเมืองมีการเลือกตั้งขั้นต้นภายในพรรค (primary election) เพื่อให้ได้ผู้สมัครสำหรับพรรคนั้นๆ ส.ส. ไม่ต้องสังกัดพรรค พรรคจะส่งผู้สมัครจำนวนเท่าไรก็ได้
อำนาจตุลาการ ในอังกฤษ เนื่องจากไม่มีรัฐธรรมนูญ ศาลจึงไม่สามารถใช้รัฐธรรมนูญล้มกฎหมายได้ แต่มีประเพณีปฏิบัติจากระบบ common law พิทักษ์สิทธิของปัจเจก ในไทย ถ้าศาลวินิจฉัยว่ากฎหมายอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ ต้องส่งเรื่องให้ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินชี้ขาดก่อน สามารถลบล้างกฎหมายที่บัญญัติโดยรัฐสภาได้ หากขัดกับรัฐธรรมนูญ ไม่มีการกล่าวถึง

 

ในช่องสุดท้ายของตารางที่ 1 ได้สรุปข้อเสนอเกี่ยวกับโครงสร้างการปกครองที่แยกอำนาจในรูปแบบที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอไว้ โดยเปรียบเทียบกับระบบการปกครอง แบบอังกฤษปนไทยที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ และแบบที่สหรัฐอเมริกาใช้อยู่ นอกจากนี้ ข้อมูลในตารางที่ 1 ยังมิได้จำกัดเฉพาะประเด็นที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เน้นไว้เท่านั้น แต่ได้เติมบางประเด็นที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เสนอไว้แบบผ่านๆ (เช่น เรื่องอำนาจทางการเงิน) หรือที่ไม่ได้กล่าวถึงเลย (เช่น อำนาจตุลาการ) ด้วย เพื่อประกอบการวิเคราะห์ต่อไป โดยเฉพาะเรื่องอำนาจทางการเงินนั้นเป็นเรื่องระดับโครงสร้างที่สำคัญ เพราะฉะนั้นจะขอนำมาวิเคราะห์เสียตั้งแต่ต้น

 

อำนาจการเงินของฝ่ายนิติบัญญัติ

อำนาจเหนือการเงินเป็นหัวใจของการบริหารประเทศ อำนาจนี้รวมถึงอำนาจในการเรียกเก็บภาษีจากประชาชน อำนาจในการใช้จ่ายเงินที่ได้มาจากภาษีอากรเหล่านั้น และอำนาจในการที่รัฐบาลจะกู้หนี้ยืมสินอีกด้วย ถ้าฝ่ายบริหารไม่มีหรือไม่ได้รับอำนาจดังกล่าวก็จะทำอะไรไม่ได้ ในประวัติการต่อสู้ระหว่างรัฐสภากับพระมหากษัตริย์อังกฤษ อำนาจเหนือการเงินของรัฐบาลได้เป็นชนวนสำคัญในข้อขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายนี้ จนในที่สุด พระมหากษัตริย์ต้องทรงยอมผ่อนคลายพระราชอำนาจในด้านนี ้ให้แก่รัฐสภาตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่ 17 และรัฐสภาก็ได้ใช้อำนาจเหนือการเงินเป็นเครื่องมือบังคับสถานการณ์ให้รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีมาจากรัฐสภา อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แทนที่จะเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์ หลังจากหลักการที่กำหนดให้ฝายบริหารต้องมาจากรัฐสภา ได้เป็นที่ยอมรับในศตวรรษที่ 19 ฝ่ายบริหารที่มาจาก รัฐสภานี้กลับเริ่มมีอำนาจเหนือสมาชิกรัฐสภามากขึ้น อำนาจริเริ่มของสมาชิกรัฐสภาก็ถูกบั่นทอนตลอดมา จริงอยู่ ถึงแม้รัฐสภายังคงไว้ซึ่งอำนาจ ที่จะไม่อนุมัติงบประมาณรวมของฝ่ายบริหาร ซึ่งก็เท่ากับเป็นการถอดถอนคณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง เพราะในกรณีนี้ โดยมารยาทแล้วคณะรัฐมนตรีจะต้องลาออก แต่อำนาจของสมาชิกรัฐสภาที่จะเสนอร่างกฎหมายนั้นถูกจำกัดลงอย่างมาก และเมื่อดูในรายละเอียด สมาชิกรัฐสภาจะไม่มีอำนาจในการเสนอร่างกฎหมาย ที่มีผลกระทบทางการเงินเลย กฎหมายเหล่านี้เสนอได้โดยฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้นแผนงานการออกกฎหมายของรัฐสภาแทบจะถูกกำหนดโดยฝ่ายบริหารโดยสิ้นเชิง ในอังกฤษอำนาจหลักของรัฐสภาในปัจจุบันนั้นมีอยู่ตรงที่เป็นที่มา (และที่ไป) ของฝ่ายบริหารเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว รัฐสภาก็จะเป็นแต่เพียงช้างเท้าหลังเท่านั้น ตราบใดที่เสียงข้างมากของเหล่าสมาชิกยังให้ความไว้วางใจกับรัฐบาลอยู่

 

เมื่อสหรัฐฯ ประกาศอิสรภาพจากอังกฤษและร่างรัฐธรรมนูญของตนเองขึ้นมา ก็มองอำนาจการเงินเป็นส่วนสำคัญในระบบการคานอำนาจของรัฐบาล ปฏิกิริยาที่ชาวอเมริกัน มีต่อการกดขี่ข่มเหงโดยมาตรการทางภาษีอากรของรัฐบาลอังกฤษ ทำให้สหรัฐฯ พยายามจัดระบบการปกครอง ที่ทำให้ฝ่ายบริหารขาดพลานุภาพที่จะตั้งตัวเอง ขึ้นมาเป็นเผด็จการ จึงได้ให้อำนาจการเงินอยู่กับรัฐสภา นอกจากนั้นแล้วสมาชิกรัฐสภาในสหรัฐฯ ยังคงอำนาจทางการเงินไว้มาก สมาชิกรัฐสภาสามารถเสนอและอนุมัติ กฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน โดยไม่ต้องรับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหารแต่ประการใด แต่ก็มีการคานอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติโดยให้สิทธิ์แก่ฝ่ายบริหารที่จะไม่อนุมัติ (veto) กฎหมายที่ส่งมาจากรัฐสภาได้

 

แม่แบบระบบรัฐสภาทั้งสองนี้แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายนิติบัญญัตินั้นมีได้สองแบบ แบบแรกคือแบบของอังกฤษ และจะเรียกว่าเป็นแบบอ่อน ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการกำหนดว่า ใครจะมาอยู่ในฝ่ายบริหาร แต่เมื่อกำหนดไปแล้ว ก็แทบจะไม่มีอำนาจอย่างใดนอกเหนือไปจากนี้ โดยเฉพาะจะไม่มีสิทธิในการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ในกรณีของสหรัฐฯ เป็นระบบนิติบัญญัติแบบแข็ง จริงอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนฝ่ายบริหาร แต่ฝ่ายนิติบัญญัติจะมีและจะใช้อำนาจ ในการออกกฎหมาย (โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน) อย่างสมบูรณ์กว่าในกรณีของอังกฤษ ดังนั้นในสหรัฐฯ ฝ่ายนิติบัญญัติจึงมองตัวเองว่ามีฐานันดร เท่าเทียมกับฝ่ายบริหาร และปกติจะมีเรื่องที่ต้องงัดข้อกับฝ่ายบริหารอยู่เนืองๆ

 

ระบบการปกครองของประเทศไทยลอกแบบมาจากอังกฤษ เพราะฉะนั้นฝ่ายนิติบัญญัติเป็นแบบอ่อน สมาชิกรัฐสภาจะถูกจำกัดสิทธิ์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน2 (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม 2538 มาตรา 143) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ประเภทนี้ได้ ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ การจำกัดความว่าอะไรเป็น พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน อะไรไม่เป็น พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน ก็จำกัดสิทธิ์ของ สมาชิกรัฐสภาค่อนข้างมาก (อรพิน 2538)

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ไม่ชัดเจนอยู่สองประการ ประการแรก ในข้อเสนอของ ศ. ชัยอนันต์ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ยังมีอำนาจที่จะไม่อนุมัติกฎหมายที่ฝ่ายบริหารเสนอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายนิติบัญญัติมีสิทธิ์ไม่อนุมัติ พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งถ้าไม่อนุมัติ ฝ่ายบริหารจะไม่สามารถปกครองประเทศได้ ในระบบปัจจุบันรัฐบาล ก็จะต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่ในระบบที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งโดยตรงไม่ปรากฏชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าฝ่ายบริหารเลือกที่จะไม่แยแส ต่อการที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่อนุมัติงบประมาณ และเรียกเก็บภาษีต่อ และใช้เงินต่อไปโดยใช้อำนาจพลการ ก็สามารถอ้างความชอบธรรมอันได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเป็นโล่กำบังได้ ถึงอย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้ว ฝ่ายบริหารจะมีอำนาจคุมตำรวจส่วนกลาง3 และกองทัพ อีกทางหนึ่งที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือ รัฐสภาจะเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารดำเนินการ และสั่งการตามที่ตนต้องการเป็นเงื่อนไขในการอนุมัติงบประมาณ ถ้าเช่นนั้น เอกภาพของฝ่ายบริหารที่ได้จากการมีวาระสี่ปีก็จะค่อยๆ ลดความหมายไป

 

อีกประเด็นหนึ่งที่ยังไม่ชัดเจนก็คือ เมื่อมีการแยกอำนาจแล้ว ส.ส. จะมีอำนาจเสนอร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวด้วยการเงินโดยไม่ต้องได้รับการอนุมัติจากฝ่ายบริหารหรือไม่ ในแง่หนึ่งแล้ว ตรรกะของสถานการณ์ใหม่ที่เสนอมานั้นชวนให้สรุปต่อไปได้ว่า ในเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่มีอำนาจในการกำหนดตัวของผู้บริหารแล้ว ก็น่าจะมีอำนาจในการออกกฎหมายมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน แต่ในเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจน และจะเห็นได้ว่าอำนาจนี้มีความสำคัญมากในการกำหนดบทบาท ของฝ่ายนิติบัญญัติในอนาคต

 

อำนาจตุลาการกับอำนาจนิติบัญญัติ

 

ระบบการเมืองของอังกฤษนั้นมีเอกลักษณ์อยู่อย่างหนึ่ง กล่าวคือ เป็นระบบที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร มีแต่ประเพณีปฏิบัติ และมีหลักการที่สำคัญ ที่ยึดกันมาโดยตลอด คือหลัก parliamentary sovereignty4 กล่าวคือ รัฐสภามีอำนาจสูงสุดในเชิงกฎหมาย แม้ว่าในปัจจุบัน รัฐสภาจะทำหน้าที่เป็นแต่เพียง ช้างเท้าหลังให้แก่ฝ่ายบริหารเสียส่วนใหญ่ แต่สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของคนอังกฤษก็ยังมิได้ถูกคุกคามโดยอำนาจรัฐ เพราะเหตุว่าในการตีความกฎหมายนั้น ศาลอังกฤษจะใช้ระบบ common law ซึ่งเป็นระบบกฎหมายจากคำพิพากษาเดิมๆ และในอดีต ศาลอังกฤษได้ร่วมกับรัฐสภา ต่อสู้กับอำนาจของพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด ระบบ common law จึงมีบทบาทพิทักษ์สิทธิของปัจเจกจากอำนาจรัฐค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยความของศาลอังกฤษนั้น จะขัดกับกฎหมายที่ผ่านโดย รัฐสภาไม่ได้ กระนั้นก็ตาม หากรัฐสภาเห็นว่าคำพิพากษานั้นฝืนเจตนารมณ์ของตน รัฐสภาก็อาจจะยืนยันตามเจตนารมณ์ของตน ด้วยการแก้กฎหมายให้ชัดเจนขึ้น

 

สหรัฐฯ มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร และยังอาศัย common law ที่ได้มาจากอังกฤษอีกด้วย ที่สำคัญที่สุด ศาลสูงสุด (U.S. Supreme Court) สามารถยับยั้งการบังคับใช้กฎหมายที่รัฐสภาบัญญัติขึ้นมาได้ หากเห็นว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ ในกรณีเช่นนี้ ถ้ารัฐสภายังประสงค์ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์เดิม ก็จะต้องเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและยาวนาน อีกทั้งจะต้องได้รับการยินยอมจากรัฐต่างๆ อีกด้วย เพราะฉะนั้น ในสหรัฐฯ จึงถือกันว่า อำนาจตุลาการนั้น มีฐานะเคียงบ่าเคียงไหล่กับอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร

 

ไทยมีประวัติทางกฎหมายแตกต่างจากอังกฤษ เพราะรัฐเป็นผู้ยกเอาประเพณีกฎหมายแบบตะวันตกมาใช้ และได้กำหนดภาระหน้าที่และขอบเขตของฝ่ายตุลาการ โดยไม่ให้มีบทบาทมากนักในการพิทักษ์สิทธิของปัจเจกจากอำนาจรัฐ เหมือนเช่นในอังกฤษ หรือในสหรัฐฯ5 นอกจากนี้ ไทยยังมีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร (ถึงแม้ว่าจะถูกฉีกทิ้งบ่อยครั้งก็ตาม) ซึ่งมีบทบัญญัติในด้านสิทธิของปัจเจกที่ศาลสามารถนำไปประยุกต์ได้ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถ้าหากศาลพิจารณาเห็นว่า ประเด็นกฎหมายบางประเด็นอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ ศาลก็จะต้องส่งประเด็นนั้นมายังตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย การตัดสินใจว่า ประเด็นนั้นมีโอกาสหรือไม่ ที่จะขัดกับรัฐธรรมนูญ ศาลเท่านั้นที่จะวินิจฉัยชี้ขาดได้ คู่ความไม่สามารถที่จะอุทธรณ์การวินิจฉัยดังกล่าว โดยตรงต่อตุลาการรัฐธรรมนูญได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่มีร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านรัฐสภาแล้วแต่ยังไม่ลงพระปรมาภิไธย และหากนายกรัฐมนตรีมีข้อสงสัยว่าร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายกรัฐมนตรีอาจส่งร่าง พ.ร.บ.นั้นไปให้ตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาได้

 

มีข้อน่าสังเกตอยู่อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับตุลาการรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ทั้งในด้านบุคลากรและในสำนวนวินิจฉัย ตุลาการรัฐธรรมนูญของเราจะมีบทบาททางการเมือง มากกว่าในทางกฎหมาย

 

จะเห็นได้ว่าในทุกกรณี อำนาจตุลาการนั้นมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่รูปแบบและบทบาทนั้นแตกต่างไปแล้วแต่กรณี ถ้าหากจะแบ่งแยกอำนาจบริหารและอำนาจปกครองออกจากกันแล้ว บทบาทของอำนาจตุลาการก็คงต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย ในขณะนี้ ยังไม่ประจักษ์ชัดจากข้อเสนอของ ศ. ชัยอนันต์ว่า ที่มาและบทบาทของตุลาการรัฐธรรมนูญควรจะยังเป็นอยู่อย่างเดิมหรือไม่

 

จากโครงสร้างสู่พฤติกรรม

 

โครงสร้างการปกครองในตัวของมันเองคงไม่ได้ให้คุณให้โทษกับประชาชนโดยตรงเท่าใดนัก มีนัยสำคัญก็ในฐานะที่เป็นกรอบกำหนดพฤติกรรมของผู้ที่จะมีบทบาท ในองค์กรต่างๆ ของรัฐ พฤติกรรมเหล่านี้ต่างหากที่จะส่งผลต่อสวัสดิภาพของประชาชน ข้อนี้คงจะไม่เป็นที่ถกเถียงกันมาก ศ. ชัยอนันต์เอง ก็ให้เหตุผลที่ท่านอยากเห็น การเปลี่ยนแปลงว่า โครงสร้างที่เป็นอยู่นำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาหลายประการ ข้อดีที่ท่านเห็นในระบบแยกอำนาจ (ที่ผู้เขียนเห็นด้วย) มีดังต่อไปนี้

 

  • ผู้บริหารประเทศมีโอกาสบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่องจนครบวาระสี่ปี
  • คณะที่จะสมัครมาเป็นคณะผู้บริหารจะต้องมาจากทุกภาคของประเทศ มิฉะนั้นจะไม่มีโอกาสได้รับเลือก เนื่องจากมิได้รับเสียงนิยมอย่างทั่วถึ
  • ประชาชนจะทราบอย่างแน่นอนตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่าผู้ใดจะมาเป็นแกนนำในคณะผู้บริหาร ไม่ปล่อยให้การเลือกสรรรัฐมนตรี เกิดขึ้นจากการเจรจาต่อรองหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจได้บุคคลที่ไม่เป็นที่พอใจสำหรับประชาชนมาเป็นรัฐมนตรี

 

แต่ ศ. ชัยอนันต์ได้อ้างผลดีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ประจักษ์ อาทิเช่น

 

  • เป็นการยากที่จะมีการซื้อเสียงทั่วประเทศ อย่างน้อยในการเลือกตั้งคณะผู้บริหาร
  • ระบบใหม่มีการแบ่งงาน โดยแยกคุณภาพและประสบการณ์ของคนสองกลุ่ม คือฝ่ายบริหารและฝ่ายผู้แทนของประชาชน

 

จะเห็นได้ว่า ทั้งหมดนี้เป็นการอนุมานผลทางพฤติกรรมจากโครงสร้างหรือแบบแผนหลัก ที่ว่า “อนุมาน” นั้น ก็เพราะเหตุว่าประเทศไทยไม่เคยมีระบบ การปกครองแบบใหม่นี้ที่จะชี้ให้เห็นเป็นหลักฐานประจักษ์ชัดได้ว่า การปกครองแบบนี้จะส่งผลอย่างไรต่อพฤติกรรมของประชาชนผู้เลือกตั้ง ของนักการเมือง และของข้าราชการประจำ ที่ดีที่สุดที่จะทำได้ก็คือ ต้องศึกษาผลของการออกแบบระบบการปกครองในประเทศอื่นๆ ที่มีรูปแบบการปกครองคล้ายกับที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอ ว่ามีผลอย่างไร และจากนั้นก็ต้องอนุมานต่อไปว่าผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยหรือไม่ ภายใต้สภาพสังคมของประเทศไทย ทั้งในปัจจุบันและที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

 

โครงสร้างหรือรูปแบบการปกครองมิได้เป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดพฤติกรรมทางการเมือง ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองที่คล้ายคลึงกับในประเทศอังกฤษมาก ดังที่เห็นได้จากตารางที่ 1 แต่พฤติกรรมทางการเมืองนั้นผิดแผกแตกต่างไปจากของอังกฤษมาก การทำนายพฤติกรรมจากโครงสร้าง จึงเป็นเรื่องที่จะต้องทำด้วย ความระมัดระวังอย่างยิ่ง จะต้องคำนึงถึงปัจจัยรอบด้านอื่นๆ อีกมาก เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าในส่วนต่อไปนี้ ผู้เขียนจะยกตัวอย่างพฤติกรรมจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศ ที่ใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่ชัดเจนที่สุด แต่ผู้เขียนก็มิได้ตั้งใจที่จะให้ผู้อ่านเห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้น ในประเทศไทยหากเรานำเอาระบบแบ่งแยกอำนาจมาใช้ ตรงกันข้าม จุดประสงค์ของบทความนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมเหล่านี้มีที่มานอกเหนือไปจากรูปแบบ การปกครองแต่ถ่ายเดียว และถ้าจะแยกอำนาจการปกครองตามแนวของ ศ. ชัยอนันต์ ก็จะต้องศึกษาที่มาอื่นๆ เหล่านี้อีกด้วย

 

ปัจจัยอื่นๆ ที่กำหนดพฤติกรรมนอกเหนือจากโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญนั้นกำหนดโดยวัฒนธรรมทางการเมืองในประเทศไทย (นิธิ 2534) วัฒนธรรมทางการเมือง ในไทยนั้นได้สร้างสมกันมานับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา วัฒนธรรมทางการเมืองนั้น แท้จริงก็คือความเข้าใจและความคาดหวัง ที่ตัวละครทางการเมืองมีต่อพฤติกรรมของตัวละครอื่นๆ ในเวทีเดียวกัน คือที่ประชาชน ผู้ลงคะแนนเสียงมีต่อ ส.ส. และที่ผู้สมัครมีต่อผู้ลงคะแนน ที่ ส.ส. มีต่อรัฐบาล ที่นักเลือกตั้งมีต่อทหาร ที่ทหารมีต่อนักเลือกตั้ง ความคาดหวังทั้งหลายนี้ได้รับการทดสอบและตอกย้ำมาหลายครั้งหลายคราวแล้วใน 60 ปีที่ผ่านมา

 

นอกจากวัฒนธรรมทางการเมืองที่ได้สร้างสมกันมา ยังมีผลงานที่เป็นรูปธรรมของเหล่า ส.ส. ที่ได้รับเลือกมา อาทิเช่น บรรดากฎหมายบ้านเมืองที่ ส.ส.เหล่านี้ ได้ตราขึ้นมาแล้วหลายฉบับ (โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎหมายที่ตราโดยรัฐบาลเผด็จการอีกมากฉบับกว่านั้น) รัฐบาลที่ ส.ส. เหล่านี้มีส่วนในการแต่งตั้งและถอดถอน ก็มีมาแล้วหลายคณะ และได้สร้างความคาดหวังให้แก่ประชาชนว่า บทบาทของรัฐควรจะเป็นอย่างไร เราจะชื่นชมหรือสะอิดสะเอียนกับวัฒนธรรมและผลงาน เหล่านี้มากน้อยอย่างไรก็ตาม แต่มันก็เป็นมรดกตกทอดมา ที่อยู่กับเราโดยที่จะโยนทิ้งออกไปไม่ได้ แม้ว่าเราจะปรับระบบการปกครองกันอย่างถอนรากถอนโคนกันในวันพรุ่งนี้

 

ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องวิเคราะห์ผลกระทบจากโครงสร้างต่อพฤติกรรมของตัวละครทางการเมืองในระดับต่างๆ นับตั้งแต่ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง ไปจนถึงรัฐมนตรีหรือคณะผู้บริหาร

 

พฤติกรรม

 

ลักษณะของกฎหมายในสองระบบ

 

ไม่ว่าในสหรัฐฯ ที่มีการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ หรือในอังกฤษและไทยที่ให้ฝ่ายบริหารมาจากสภานิติบัญญัติ อำนาจในการออกกฎหมาย จะอยู่กับรัฐสภาเหมือนกันทั้งนั้น แต่ลักษณะของกฎหมายที่ออกมานั้นจะแตกต่างกันมาก สาเหตุที่แตกต่างกันนั้นเกิดจากการที่ฝ่ายนิติบัญญัติมี หรือไม่มีอำนาจที่จะเสนอ กฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหาร

 

ถ้ารัฐสภาสามารถออกกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน กฎหมายนั้นก็จะมีรายละเอียดและความซับซ้อนสูงมาก ตัวอย่างเช่น กฎหมายที่ให้การอุดหนุนภาคเกษตรของสหรัฐฯ นั้นจะมีความยาวเป็นร้อยๆ หน้า จะระบุสาระของนโยบายอย่างละเอียด ว่ารัฐจะให้การอุดหนุนสินค้าใดบ้าง จะอุดหนุนได้เท่าไร อีกทั้งกำหนดขอบเขตของการควบคุม การผลิตของฝ่ายบริหารอย่างเคร่งครัด กฎหมายเหล่านี้มักมีอายุที่จำกัด ซึ่งบังคับให้มีการทบทวนกฎหมายแต่ละฉบับเป็นระยะๆ และเปิดโอกาสให้รัฐสภา ควบคุมฝ่ายบริหารได้อีกทางหนึ่ง

 

จะเห็นได้ว่ากฎหมายอย่างที่รัฐสภาอเมริกันออก จะแตกต่างจากกฎหมายส่วนใหญ่ของไทยที่มักมีความยาวไม่เกินยี่สิบหน้า กฎหมายของไทยจะเน้นการให้อำนาจ แก่องค์กรของรัฐในการจัดการและดำเนินนโยบายอย่างกว้างๆ แต่จะไม่กำหนดสาระของนโยบาย ปล่อยให้ส่วนนั้นเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้กำหนด เพราะในทางทฤษฎี ฝ่ายบริหารจะต้องนำนโยบายของตน มาแถลงเพื่อได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาอยู่แล้ว และหากรัฐบาลนำเอากฎหมายไปใช้ในทิศทางที่ไม่ชอบ ก็จะมีโอกาสที่จะได้รับ การคัดค้านท้วงติง จนถึงขั้นได้รับมติไม่ไว้วางใจจากรัฐสภา (อย่างเช่นในกรณีการออกเอกสาร สปก. 4-01 เป็นต้น)

 

ถ้าไทยหันไปยึดแนวทางการแบ่งอำนาจก็จะต้องตั้งคำถามก่อนว่า จะให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจ ในการเสนอกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงินได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่ ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจเช่นนั้น ก็พอจะอนุมานได้ว่า ในระยะยาว รัฐสภาไทยก็จะเริ่มบัญญัติกฎหมายในลักษณะคล้ายกับของสหรัฐฯ มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน หลังจากระยะหนี่ง รูปโฉมของกฎหมายไทยก็จะเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงนี้ก็มีข้อดีข้อเสีย ข้อดีก็คือ สาระของนโยบายจะมีความโปร่งใส และมีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าเดิม ไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามกระแสการเมือง กระแสอารมณ์ หรือกระแสการเงินของรัฐมนตรีผู้ดำเนินนโยบายได้ แต่ขณะเดียวกัน (และนี่คือข้อเสีย) นโยบายที่ระบุไว้ ในกฎหมาย จะรัดตัวฝ่ายบริหารและประเทศชาติมากเกินไป ไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้ทันท่วงที

 

อย่างไรก็ตาม ในระบบใหม่นั้น กฎหมายจะมีสาระทางนโยบายมากขึ้นได้ก็ในระยะยาวเท่านั้น หลังจากระบบใหม่นี้ ได้ถูกนำมาใช้เป็นระยะนานพอที่จะเกิด พฤติกรรมใหม่ในรัฐสภาไทย และนานพอที่รัฐสภาจะออกกฎหมายทดแทนกฎหมายเดิมๆ ที่มีอยู่ แต่กว่าจะถึงวันนั้น การบริหารประเทศก็จะต้องอาศัยกฎหมายเดิม ที่ได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารไว้สูงมาก กฎหมายเหล่านี้บัญญัติโดยรัฐสภาภายใต้ทฤษฎีที่ว่า ในที่สุดแล้ว รัฐสภาสามารถคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารได้ เนื่องจากมีอำนาจที่จะถอดถอนรัฐบาลได้ ดังนั้นหากเราหันไปใช้ระบบแยกอำนาจ โดยไม่ยกเครื่องระบบกฎหมายที่เป็นอยู่ รัฐสภาก็จะมีข้อจำกัดมากในการคุ้มครอง ประชาชนจากการใช้อำนาจค้ำฟ้าที่ฝ่ายบริหารได้รับ จากกฎหมายเก่าที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันในทางไม่ถูกไม่ควรได้

 

ถ้าในระบบใหม่นั้น ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีอำนาจเสนอและออกกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงินโดยไม่ต้องขออนุญาตจากฝ่ายบริหาร กฎหมายไทยก็คงสภาพเหมือนเดิม ปัญหาในการคุ้มครองประชาชนจากการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมของฝ่ายบริหารก็จะมีอยู่อย่างถาวร

 

ผลกระทบต่อนโยบายการคลัง

 

นโยบายการคลังในประเทศไทยในปัจจุบัน นโยบายการคลังในประเทศไทยเป็นนโยบายที่ค่อนข้างรอบคอบระมัดระวังตลอดมา ไม่ว่าในระบบสมบูรณาญาสิทธิราช หรือในช่วงที่ทหารครองประเทศ หรือแม้กระทั่งในระยะประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือเสี้ยวใบมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น เศรษฐกิจไทยในระดับมหภาค จึงมีเสถียรภาพสูงมาโดยตลอด ซึ่งก็ได้นำประโยชน์มาให้แก่ชาติบ้านเมืองมาก

 

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะนโยบายทั้งทางด้านการคลังและการเงินถูกครอบงำโดยข้าราชการประจำมาโดยตลอด ข้าราชการเหล่านี้ก็คือกลุ่มที่เรียกกันว่า เทคโนแครตในกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย ในอดีต นักการเมือง ทั้งที่เป็นทหาร และที่เป็นนักเลือกตั้ง ยินยอมที่จะให้เทคโนแครตเหล่านี้เป็นผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค เทคโนแครตส่วนใหญ่ ก็มีไหวพริบทางการเมือง ดีพอที่จะไม่ไปก้าวก่ายในขบวนการแสวงหาผลประโยชน์ของเหล่าทหารและนักเลือกตั้งทั้งหลาย ยกเว้นถ้าการแสวงหาผลประโยชน์อยู่ในระดับสูง จนไปกระทบกระเทือนกรอบนโยบายในระดับมหภาค ดังเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงต้นๆ สมัยรัฐบาลเปรม เป็นต้น แต่เทคโนแครตก็ต้องอิงอำนาจทหารเพื่อการนี้

 

นอกจากการจัดการนโยบายเศรษฐกิจมหภาคโดยฝ่ายบริหารแล้ว เมื่อสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถริเริ่มกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ก็ไม่เปิดโอกาสที่จะให้ ส.ส. ผลักดันให้รัฐใช้จ่ายเงินจนเกินตัว การจัดการด้านการเงินของประเทศจึงเป็นไปอย่างมีเอกภาพ โดยฝ่ายบริหารและฝ่ายเทคโนแครตเป็นผู้ดำเนินการ

 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองก็ตาม ก็ไม่ควรจะคาดหวังต่อไปว่า เทคโนแครต จะสามารถครอบงำนโยบายการเงินและนโยบาย การคลังได้ต่อไปอีกนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่มี ส.ส.จำนวนไม่น้อยที่หวังจะเลียนแบบนายบรรหาร ศิลปอาชา ในเรื่องการผันเงินงบประมาณเข้าสู่จังหวัดของตน

 

นโยบายการเงินการคลังในระบบการเมืองต่างๆ ในสหรัฐฯ ฝ่ายประธานาธิบดีกับฝ่ายรัฐสภาได้ขับเคี่ยวกัน ที่จะลดการขาดดุลงบประมาณมากว่าสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ จึงน่าจะสรุปในขั้นต้นได้ว่า รูปแบบการเมืองแบบแยกอำนาจบริหารออกจากฝ่ายนิติบัญญัตินั้นจะทำให้วินัยทางการคลังลดลงได้ งานวิจัยในเรื่องนี้อาจให้ข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้น ถึงแม้ว่าจำนวนงานวิจัยยังมีอยู่จำกัด และคลุมแต่เฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น (Roubini and Sachs 1989, Schick 1993) ผลจากงานวิจัยเหล่านี้ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นระบบประธานาธิบดีหรือระบบรัฐสภา แนวทางที่จะมีวินัยทางการคลังได้ ก็จากการมีรัฐบาลที่มีเอกภาพ อย่างเช่นในสหรัฐฯ ผู้วิจัยได้สรุปว่า สาเหตุที่ปัญหาการขาดดุลงบประมาณไม่ได้รับการเยียวยา ก็เพราะประธานาธิบดีและเสียงข้างมากในรัฐสภามาจากต่างพรรคกัน และประเทศในยุโรป ที่ใช้ระบบรัฐสภา และที่มีปัญหาการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง (เช่นเนเธอร์แลนด์ หรืออิตาลี) มักจะเป็นประเทศที่มีรัฐบาลผสมหลายพรรค อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวอยู่นั้น มีโอกาสมากกว่าที่รัฐบาล (รวมทั้งรัฐบาลที่ขาดเอกภาพ) จะรักษาวินัยทางการคลังไว้ได้ เพราะเงินที่หลั่งไหลเข้ามาสู่คลังนั้น ทำให้รัฐบาลสามารถเพิ่มค่าใช้จ่ายได้ระดับหนึ่งโดยไม่ต้องสร้างความเดือดร้อนแก่ใคร ปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจหยุดขยายตัว หรือขยายต่ำกว่าที่คาดไว้ และเกิดความจำเป็นที่รัฐบาลต้องรัดเข็มขัด โดยการที่จะต้องทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสังคมต้องเดือดร้อน รัฐบาลที่ขาดเอกภาพในความหมายที่ให้ไว้นี้ ก็จะไม่สามารถดำเนินมาตรการที่จะให้บางส่วนของสังคมต้องเดือดร้อนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่พัฒนาแล้ว มีภาระทางด้านการประกันสังคมสูง และภาระเหล่านี้มีลักษณะคล้ายสัญญา ที่รัฐในฐานะเป็นตัวแทนสังคมได้ให้ไว้แก่กลุ่มต่างๆ จะเพิกถอนเฉยๆ ไม่ได้ การบริหารงบประมาณจึงไม่สู้จะมีความคล่องตัวเท่าที่ควร

 

ประเทศไทยปัจจุบันนี้เป็นระบบรัฐสภาที่มีรัฐบาลผสม แต่อาศัยที่เศรษฐกิจของประเทศได้ขยายตัวมาอย่างดีโดยตลอด (ยกเว้นในทศวรรษ 2520) ปัญหาเรื่องการขาดดุล งบประมาณจึงยังไม่รุนแรง แต่ถ้าเศรษฐกิจหยุดขยายตัวหรือขยายตัวช้าลง อย่างเช่นที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้น

 

ในประเทศไทยก็มีปัญหาความคล่องตัวในการปรับงบประมาณลงเหมือนกัน เพราะสัดส่วนของงบประมาณที่ต้องใช้เป็นเงินเดือนข้าราชการ (ที่ลดไม่ได้) ก็สูงเกินกว่าครึ่ง ถ้ายิ่งจะมีการประกันสังคมในอัตราที่สูงกว่าปัจจุบัน ปัญหาความคล่องตัวในด้านงบประมาณก็จะหนักขึ้นไปอีก ถ้าไทยยังใช้ระบบรัฐสภาและมีรัฐบาลผสมอยู่ ก็คงจะมีปัญหาการคลังที่เรื้อรังได้เหมือนกัน ถ้าในตอนนั้นเรามีระบบแยกอำนาจ ระหว่างรัฐสภากับคณะผู้บริหาร ปัญหาดังกล่าวจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า ฝ่ายนิติบัญญัติจะใช้อำนาจของตนอย่างเต็มที่หรือไม่ และขึ้นอยู่กับฝีมือในการประนีประนอมระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ

 

ในขณะนี้หลายคนคาดหวังว่า ถ้าหากให้ฝ่ายบริหารได้รับเลือกตั้งโดยตรง และให้มีอายุได้ถึง 4 ปี จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพตลอดวาระ และเมื่อมีเสถียรภาพแล้ว ก็จะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากฝ่ายบริหารไม่ต้องพึ่งการประนีประนอมกัน ระหว่างพรรคหลายๆ พรรคที่มาร่วมรัฐบาลอย่างในปัจจุบัน แต่ถ้ารัฐสภาใช้อำนาจทางการเงินอย่างจริงจัง ข้อขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารก็จะต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งก็หมายความว่า ฝ่ายบริหารจะไม่มี เอกภาพอย่างที่คาด และจะต้องประนีประนอมกับฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ตลอดเวลา

 

วินัยจากพรรคการเมืองและความจงรักภักดีต่อพรรคการเมือง

 

ในการประนีประนอมร่วมมือกันกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ศ. ชัยอนันต์มีข้อเสนอที่จะให้การร่วมมือนั้นราบรื่นยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดให้สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติ เข้ามาร่วมอยู่ในคณะผู้บริหาร แต่ในตำแหน่งรองๆ ลงไป กติกาแบบนี้เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้คณะผู้บริหารสามารถ “ซื้อ” เสียงสนับสนุนในรัฐสภา ด้วยการเอาตำแหน่งมาล่อ แต่เนื่องจากคณะผู้บริหารสามารถดึงสมาชิกรัฐสภาได้ไม่เกิน 30 คน ซึ่ง 30 คนนี้จะมีพรรคพวกของตนอยู่ในสภานิติบัญญัติ ถ้าเลือกคน 30 คนนี้อย่างฉลาดแล้ว ฝ่ายบริหารก็จะมีฐานเสียงในสภานิติบัญญัติอีกด้วย แต่ฐานเสียงนี้จะมีความถาวรยั่งยืนแค่ไหน อยู่ที่วินัยที่พรรคการเมืองจะมีอยู่เหนือสมาชิก

 

ในปัจจุบันนี้ อำนาจที่พรรคการเมืองมีอยู่เหนือการลงคะแนนเสียงของสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรนั้น ไม่ได้เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เกิดจากข้อจำกัด ทางรัฐธรรมนูญที่ให้ผู้สมัครเป็น ส.ส. ต้องสังกัดพรรค และให้ ส.ส. ที่ออกจากพรรคเดิม ไม่ว่าเพราะลาออกหรือเพราะถูกพรรคไล่ออกต้องลงสมัครใหม่ โดยทั่วไป (ยกเว้นในกรุงเทพฯ และในหัวเมืองใหญ่ๆ) ผู้ที่ได้รับเลือกเป็น ส.ส. ไม่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคก็มีสิทธิ์เป็น ส.ส. ได้ ดังนั้น ส.ส. เหล่านี้จึงไม่มีความรู้สึกว่า ตนเป็น ส.ส. ได้ เพราะได้สังกัดพรรคการเมือง ต่างจากในอังกฤษ ที่ประชาชนจะเลือกลงคะแนนตามพรรคเท่านั้น และวินัยของพรรค ในการลงคะแนนเสียงของ ส.ส. ในสภานั้นมีสูงมาก ทั้งๆ ที่ไม่มีบทบัญญัติทางกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญที่บีบบังคับ ส.ส. อยู่

 

ส.ส. ที่ถูกบังคับให้อยู่ภายใต้วินัยของพรรคในประเทศไทยนั้นไม่สามารถขายเสียงของตนให้แก่ฝ่ายรัฐบาลได้ในการลงมติแต่ละครั้ง จริงอยู่ ส.ส. ยังถูกซื้อตัวอยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นการซื้อตัวไปเลยแบบเหมาจ่ายตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง และผู้ซื้อก็จะได้ความ จงรักภักดีไป ตลอดอายุของสภา จนกระทั่งการเลือกตั้งครั้งต่อไป จึงจะประมูลตัวกันใหม่

 

ในระบบที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอนั้น ผู้สมัคร ส.ส. ไม่ต้องสังกัดพรรค สิ่งที่พอจะพยากรณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นก็คือ เมื่อถึงระยะที่จะมีการอนุมัติงบประมาณประจำปี ฝ่ายคณะผู้บริหารก็ต้องซื้อเสียงจากเหล่า ส.ส. ถ้าไม่โดยการยื่นซองให้โดยตรง ก็โดยทางอ้อมโดย จัดสรรงบประมาณให้แก่ท้องที่ของ ส.ส. ให้มากขึ้น

 

เมื่อ ส.ส. สามารถใช้อำนาจของตนดึงดูดทรัพยากรจากฝ่ายบริหารได้เช่นนี้ ก็จะชักนำไปสู่การซื้อเสียงจากประชาชน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ในการดึงดูดทรัพยากรดังกล่าว แม้ว่าเงินที่ต้องใช้ซื้อเสียงนั้นอาจไม่มากเหมือนในกรณีที่ ส.ส. สามารถเป็นรัฐมนตรีได้เองอย่างเช่นในปัจจุบัน

 

ลักษณะท้องถิ่นนิยมและภูมิภาคนิยมของนักการเมือง

 

ผู้ที่จะสมัครอยู่ในคณะผู้บริหารคงจะไม่สามารถแสดงตนเป็นภูมิภาคนิยมได้ เพราะจะต้องได้รับเลือกจากทั้งประเทศ แต่ในระบบที่มีการแบ่งแยกอำนาจ ผู้ที่จะสมัคร มาอยู่เป็นฝ่ายนิติบัญญัตินั้นจะยิ่งมีลักษณะภูมิภาคนิยมหรือท้องถิ่นนิยมยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะเหตุว่าในระบบใหม่นี้ ส.ส. จะยิ่งมีบทบาทในระดับชาติน้อยลงกว่าเดิม การพยากรณ์พฤติกรรมของสมาชิกรัฐสภานี้ สอดคล้องกับพฤติกรรมของสมาชิกรัฐสภาของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

 

การซื้อขายเสียงและคอร์รัปชั่นในระบบต่างๆ

 

ทุกคนทราบดีว่า ปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่นและการซื้อขายคะแนนเสียงในการเลือกตั้งเป็นปัญหาหลักของระบบการเมืองไทยในปัจจุบัน และเป็นปัญหาที่วิเคราะห์และศึกษา หาสาเหตุได้ยากมาก ที่สุดปัญหาหนึ่ง8 ในตลาดวิชาการนั้นมีความเห็นกันอยู่สองฝ่ายด้วยกัน

 

ฝ่ายแรกยืนยันว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นนั้นเป็นปัญหาอันเกิดจากการ “ทุ่มทุนตั้งพรรค สนับสนุน ส.ส. ซื้อเสียง โดยหวังเข้ามาอาศัยตำแหน่งรัฐมนตรีกอบโกยผลประโยชน์” (ชัยอนันต์ 2538:10) เพราะฉะนั้น ถ้าจะขจัดปัญหาคอร์รัปชั่น จะต้องรื้อกลไกการเมืองทั้งระบบให้ “เกมการเมืองเปลี่ยนไปตรงที่ความเกี่ยวโยงระหว่าง อำนาจแฝงภายในพรรคกับการได้เป็นรัฐมนตรี…หมดไป”

 

ฝ่ายที่สองยืนยันว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นนั้นเป็นปัญหาที่มีต้นตอทางประวัติศาสตร์รัฐไทย ระบบการปกครองของเรานั้นผันแปรจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยรัฐประหารของข้าราชการ ไม่ใช่ด้วยวิวัฒนาการหรือโดยการปฏิวัติทางสังคม อำนาจของฝ่ายบริหารยังเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ ที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือตุลาการ ไม่สามารถหรือไม่ประสงค์จะคานไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ายบริหารจึงมีอำนาจและโอกาสที่จะดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อให้รัฐมนตรีหรือข้าราชการได้รายได้จากคอร์รัปชั่น ในความเห็นนี้ คอร์รัปชั่นนั้นเกิดจากโอกาสที่มีอยู่ ภายใต้กลไกของรัฐและระบบกฎหมายในปัจจุบัน หาได้เกิดขึ้นจากการลงทุนหาเสียงเลือกตั้งไม่ ตรงกันข้าม การลงทุนซื้อเสียงนั้นเกิดขึ้นเพราะโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์ในตำแหน่ง ตราบใดที่โอกาสนั้นยังมีอยู่ คอร์รัปชั่นและการซื้อขายเสียงก็จะเป็นปรากฏการณ์ คู่บ้านคู่เมืองอยู่ร่ำไป ในความเห็นของฝ่ายนี้ กระบวนการเลือกตั้งเป็นการเปิดสนามให้มีการแข่งขันให้นักเลือกตั้งทั้งหลาย ไปกอบโกยผลประโยชน์กับเขาบ้าง นักเลือกตั้งก็จะแห่กันมาลงทุนเพื่อจะแย่งสิทธิ์ในการที่เข้าไปเป็นรัฐมนตรี เพราะเมื่อชั่งระหว่างเงินที่ต้องลงไปและรายได้ที่จะได้ การลงทุนนั้นคุ้ม ยิ่งเศรษฐกิจขยายตัว ตำแหน่งรัฐมนตรีก็ยิ่งมีค่ามากขึ้น เงินที่จะต้องทุ่มในการเลือกตั้งก็จะมากขึ้น

 

ข้อแตกต่างระหว่างสองฝ่ายนี้ มิใช่เป็นข้อแตกต่างระหว่างผู้ที่บอกว่าไข่ออกก่อนไก่ กับผู้ที่บอกว่าไก่ออกก่อนไข่เท่านั้น แต่เป็นข้อแตกต่างที่มีผลต่อข้อเสนอแนวทางการแก้ไข ทางออกของฝ่ายที่สองก็คือ การแก้กฎหมายและระบบการตรวจสอบ ซึ่งฝ่ายแรกจะปฏิเสธว่าเป็นการ “หลงทาง”9 ทางที่ถูกก็จะต้องเป็นการแก้กลไกทางการเมือง ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงความเห็นของฝ่ายที่สอง แต่จะตั้งคำถามว่าทางออกของฝ่ายที่หนึ่งที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงเกมการเมืองนั้นจะนำไปสู่ผลที่อ้างว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ โดยจะยึดตาม ทฤษฎีของฝ่ายที่หนึ่งเองอย่างน้อยในขั้นต้นก่อน

 

ตามข้อเสนอที่จะให้คณะที่ประสงค์จะเป็นฝ่ายบริหาร 20 คนเสนอตัวเองเพื่อการเลือกตั้งทั่วประเทศ การที่จะแข่งขันกันทั่วประเทศนั้น แม้จะไม่มีการซื้อเสียงก็ตาม ย่อมต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะต้องทำตัวเองให้เป็นที่รู้จักกับคนทั้งประเทศ ซึ่งก็จะต้องอาศัยสื่อมวลชน และการออกตระเวนหาเสียงอย่างหนักหน่วง นอกจากนี้ถ้าอ่านจากที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เขียนไว้ จุดประสงค์อันหนึ่งที่จะให้มีการเลือกฝ่ายบริหารโดยตรง ก็เพื่อจะบั่นทอนอำนาจที่พรรคการเมืองในขณะนี้มีอยู่ แต่การที่กลุ่มจะจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศได้นั้น ก็ต้องอาศัย infrastructure ทางการเมืองในระดับท้องถิ่นทั่วทุกแห่ง ในขณะนี้มีแต่พรรคใหญ่ๆ และเครือข่ายของ นักเลือกตั้งเท่านั้นที่จะมี infrastructure เช่นว่านั้น เหล่านักเลือกตั้งที่นักวิชาการส่วนใหญ่มองว่าเป็นต้นตอของปัญหาจะสามารถรวมตัวกัน จัดตั้งเครื่องจักรกลในการเลือกตั้งทั่วประเทศได้ดีกว่าคนดีมีวิสัยทัศน์ทั้งหลาย และ infrastructure นั้นก็จะถูกนำมาใช้ในการซื้อเสียงเพื่อทีมฝ่ายบริหารของตนในท้องที่ต่างๆ ได้

 

ครั้นเมื่อได้รับเลือกมาแล้ว คณะผู้บริหารก็ไม่จำเป็นต้องเดือดเนื้อร้อนใจกับการถูกมติไม่ไว้วางใจ (เพราะจะไม่มี) หรือเสียงครหาจากสื่อมวลชนใดๆ ทั้งสิ้น สามารถ “หากิน” ไปได้สบายๆ เป็นเวลาสี่ปีเต็ม ทุกปีเมื่อถึงคราวลงมติ พ.ร.บ. งบประมาณก็ออกมาโปรยเงินบางส่วนให้แก่เหล่า ส.ส. เมื่อครบเทอมแล้ว ถ้าประชาชนเอือมระอาไม่เลือกอีกต่อไป ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะในสี่ปีนั้นจะกอบโกยได้พอที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบายๆ ไปหลายชั่วคน

 

จริงอยู่ ข้อเสนอของ ศ. ชัยอนันต์ได้เปิดให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถริเริ่มกระบวนการถอดถอนฝ่ายบริหารได้ ดังต่อไปนี้

 

“สภาผู้แทนราษฎร … ไม่มีอำนาจในการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่มีสิทธิในการตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะหรือเป็นรายบุคคล เพื่อเสนอรายงานต่อคณะกรรมาธิการพิจารณาความผิดของฝ่ายบริหาร เพื่อดำเนินคดีต่อฝ่ายบริหารหากมีความผิดจริง” (ชัยอนันต์ 2538:9)

 

ศ. ชัยอนันต์มิได้กล่าวต่อไปว่า ถ้ามีความผิดจริงแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับอำนาจของคณะผู้บริหาร

 

อีกประการหนึ่ง ข้อแตกต่างระหว่างมติไม่ไว้วางใจกับกระบวนการที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เสนอไว้ก็คือ การอภิปรายและมติไม่ไว้วางใจในระบบรัฐสภานั้นเป็นมาตรการ ทางการเมือง ส่วนกระบวนการพิจารณาความผิดในระบบแยกอำนาจนั้นเป็นมาตรการกึ่งตุลาการ มาตรฐานในการหาหลักฐานมาหนุนหลังการไม่ไว้วางใจนั้น จะอ่อนกว่าในกรณีหลังมาก จุดประสงค์ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นก็เพื่อลิดรอนความชอบธรรมทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล และมักจะมีจุดมุ่งหมายที่จะแสดงว่า การดำเนินงาน ของรัฐบาลขาดจริยธรรม แม้ว่าจะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม หลักฐานที่อ้างกันทุกครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาก็ล้วนเป็นหลักฐาน ที่ไม่เพียงพอต่อการนำไปสู่ การฟ้องร้องเอาผิดในศาลได้ แต่ถ้าจะให้ได้ผลทางการเมือง ก็จะต้องเป็นหลักฐานที่พอจะมีน้ำหนักอยู่บ้าง แต่วิธีการที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอนั้น ต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก

 

ถ้าเราหันมาดูความสำเร็จของกระบวนการยุติธรรมเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชั่นในเมืองไทย ก็จะเห็นได้ว่า ความสำเร็จนั้นมีน้อยมาก ในระยะ 50 ปีหลังสงครามโลก ครั้งที่สองเป็นต้นมา มีรัฐมนตรีที่ต้องโทษเข้าคุกเพราะคอร์รัปชั่นอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น คงไม่มีใครในเมืองไทยขณะนี้ที่เชื่อว่า นั่นคือจำนวนรัฐมนตรีทุจริต ที่เรามีมาในระยะ 50 ปีที่ผ่านมานี้ กระบวนการเอาผิดโดยการสอบสวนของรัฐสภาก็จะไร้ผลพอๆ กัน แต่บัดนี้ จะไม่มีโอกาสลิดรอนความชอบธรรมทางการเมือง และอำนาจของฝ่ายบริหาร ด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจอีกด้วย

 

สรุป

 

ปัญหาในการพยากรณ์พฤติกรรมของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงของนักการเมือง ที่จะลงสมัครเลือกตั้ง และพฤติกรรมของนักการเมืองเหล่านี้เมื่อเข้ามามีอำนาจ หลังจากโครงสร้างได้เปลี่ยนแปลงไปนั้น เป็นเรื่องยากมาก และมีโอกาสที่จะผิดพลาดได้เสมอ (รวมทั้งความพยายามที่จะพยากรณ์ข้างบนนี้) แต่ทั้งผู้เสนอและผู้ค้าน ก็จำต้องพยากรณ์ให้ได้ มิฉะนั้นจะไม่สามารถโน้มน้าวให้ผู้อื่นเห็นชอบด้วยกับแนวทางที่ตนต้องการ

 

แนวทางวิเคราะห์ที่น่าสนใจอันหนึ่งคือแนวทางการวิเคราะห์วัฒนธรรมการเมืองไทยที่ ศ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้บุกเบิกไว้ (นิธิ 2534) โดยเริ่มจากการแยกพิจารณา “อำนาจ” (คือ ส่วนที่ “ถูกต้องตามกฎหมายและประเพณี”) และ “อิทธิพล” (คือ “อำนาจที่ไม่มีกฎหมายหรือประเพณีรับรอง แต่ก็มีพลังเหมือนกับอำนาจอย่างแรก”) จากจุดเริ่มต้นนี้ ศ. นิธิ สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้หลายอย่าง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ ก็คือส่วนที่ท่านกล่าวถึงบทบาทของ ส.ส. จากสายตาของประชาชน

 

“… ส.ส. ไม่ใช่ผู้ปกครอง แม้แต่หน้าที่ทางนิติบัญญัติก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่าไรนัก ในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม ส.ส. แทบไม่มี ‘อำนาจ’ อะไรเลย จะแต่งตั้งใครเป็นกำนันยังไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ ส.ส. มี ‘อิทธิพล’ ที่แม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดยังเกรงใจ ส.ส. จึงเป็น ‘อิทธิพล’ ให้ราษฎรได้พึ่งพิงช่วยวิ่งเต้นต่อรองกับผู้ปกครองได้อย่างดี

 

คนไทยไม่คิดจะให้ ส.ส. มี ‘อำนาจ’ อะไรมากขึ้น อยากเห็น ส.ส. กระจอกอย่างนั้น แต่ขอให้มี ‘อิทธิพล’ มากๆ เป็นดี ฉะนั้น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลย่อมดีกว่า ส.ส. ฝ่ายค้าน เนื่องจากคาดหวังกันว่า เมื่อเป็นฝ่ายรัฐบาลแล้ว ก็คงมี ‘อิทธิพล’ มากขึ้น เช่น วิ่งเต้นบีบให้ย้ายผู้ว่ายังได้

 

หน้าที่ของ ส.ส. ในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมจึงเป็นผู้วิ่งเต้นต่อรองกับราชการแทนประชาชน และเป็นผู้ใช้ ‘อิทธิพล’ ปกป้องคุ้มครองราษฎร ให้รอดพ้นจากพวกผู้ปกครองคนที่ราษฎรไม่ชอบ ส่วนจะไปยกไม้ยกมือออกกฎบัตรกฎหมายอะไรนั้น ก็ทำไปเถิดเพราะดูจะทำให้มี ‘อิทธิพล’ มากขึ้นดี แต่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่โดยตรงของ ส.ส. ทำก็ได้ หลับไปเสียบ้างก็ได้ หายหน้าไปจากสภาเลยก็ได้ ไม่เป็นไร”

 

การอ้างถ้อยคำเหล่านี้ มิได้มีจุดประสงค์ที่จะให้เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทที่แท้จริงดังกล่าวของ ส.ส. แต่เพื่อให้เห็นอีกมิติหนึ่งในการพิจารณารัฐธรรมนูญ ซึ่งมักจะถูกมองข้ามกันไป ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่เรามี ส.ส. มาอย่างเกือบจะต่อเนื่อง ประชาชนได้เรียนรู้ที่จะใช้ ส.ส. ให้เป็นประโยชน์ และนักเลือกตั้งทั้งหลาย ก็ได้เรียนรู้ที่จะใช้กลไกทางการเมือง ที่จะบริการให้ประชาชนพอใจกับตน (และเพิ่มพูนทรัพย์สินของตนเองไปด้วย)

 

ผู้เขียนเชื่อว่า หากมีการเปลี่ยนแบบแผนการปกครองให้มีการแยกอำนาจฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกันมากกว่านี้ ประชาชนก็จะได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีใช้ ส.ส. และคณะผู้บริหาร (ที่ในตอนนั้นจะอยู่ห่างไกล และสูงส่งกว่ารัฐมนตรีในปัจจุบันมาก) ให้เป็นประโยชน์ได้เหมือนกัน ขณะเดียวกัน นักเลือกตั้งทั้งหลายก็จะปรับเปลี่ยน เรียนรู้จากระบบใหม่เช่นเดียวกัน และจะใช้ระบบนั้นเพื่อให้บริการตามการคาดหวังของประชาชน และเพื่อเพิ่มพูนทรัพย์สินของตนเองไปด้วยเหมือนกับในปัจจุบัน

 

แต่ผู้เขียนเชื่อต่อไปด้วยว่า อัตราการเรียนรู้ของนักเลือกตั้งมืออาชีพนั้นจะสูงกว่าของประชาชนโดยทั่วไป (และจะสูงกว่านักวิชาการ “ที่มีวิสัยทัศน์” แน่ๆ) เพราะฉะนั้น มีโอกาสสูงที่เราจะมีผู้ปกครองประเทศที่ใช้ระบบใหม่ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง โดยที่ประชาชนไม่มีโอกาสใช้ “อิทธิพล” ของ ส.ส. เพื่อปกป้องคุ้มครองตนเองได้ เพราะจุดประสงค์หลักของระบบใหม่ก็เพื่อจะลด “อิทธิพล” ของ ส.ส. นั่นเอง

 

ระบบการเมืองที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นระบบที่ไม่น่าชื่นชมเท่าไรนัก แต่เป็นระบบที่ทุกคนทราบดีว่า โครงสร้างเป็นอย่างไร และพฤติกรรมเป็นอย่างไร ถ้าจะอุปมาอุปไมยก็เปรียบเสมือนวงดนตรีที่เล่นมาหลายสิบปีแล้ว อาจจะมีการเปลี่ยนเครื่องดนตรีบ้างเล็กๆ น้อย ๆ แต่ก็เป็นวงคลาสสิคของอังกฤษที่คนไทยเล่น ผู้ฟังฟังแล้วก็รำคาญ แต่เข้าใจปรับหูของตนเองไม่ให้ต้องรับฟังดนตรีนี้มากจนทนไม่ได้ แต่ ศ. ชัยอนันต์กำลังเสนอให้ไล่วงดนตรีนี้ออกจากเวที ให้เปลี่ยนเครื่องดนตรีใหม่ ให้เป็นวงแจ๊ซอเมริกันผสมไทยสากล และยืนยันว่าวงนี้จะต้องเล่นได้ดีกว่า โดยที่ยังไม่มีใครเคยได้ยินวงดนตรีนี้เล่น และไม่ทราบแม้กระทั่งว่านักดนตรีที่จะมาเล่นนั้น จะเป็นนักดนตรีชุดเดิมแต่หันมาเล่นวงใหม่ ทราบแต่เพียงว่าคนเล่นจะเป็นคนไทย

 

การอุปมาอุปไมยนี้ก็มีข้อจำกัดของมัน ถ้าเป็นการประกวดดนตรี ผู้เขียนก็พร้อมที่จะให้วงใหม่มาเล่นให้ฟังเปรียบเทียบกับวงเก่า และเลือกว่าวงไหนเล่นเก่งกว่า แต่คงจะไม่มีใครเสนอให้ประกวดรัฐธรรมนูญโดยการทดลองใช้รูปแบบใหม่เป็นการชั่วคราว แล้วเลือกเอาฉบับนี้ฉบับนั้น เหตุผลที่ใช้ในการเลือกนั้นจะต้องได้จากข้อคิด และการประเมินสถานการณ์จากประเทศอื่นๆ ที่เคยมีประสบการณ์อย่างนั้น บทความนี้ได้พยายามให้ข้อคิดเหล่านี้และผลการประเมินสถานการณ์จากประเทศอื่นๆ ผสมกับข้อคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมการเมืองของไทย เพื่อชี้ให้เห็นว่า ระบบการแยกอำนาจนั้นก็มีจุดอันตรายอย่างน้อยเท่าๆ กับระบบในปัจจุบัน

 

เอกสารอ้างอิง

ชัยอนันต์ สมุทวณิช. 2538. “ผ่าทางตันการเมืองไทย.” เอกสารสัมมนา สถาบันนโยบายศึกษา 13 ธันวาคม.
นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2534. “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย” ศิลปและวัฒนธรรม 13(1) พฤศจิกายน รวบรวมไว้ใน นิธิ เอียวศรีวงศ์. ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน 2538.
อรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป. 2538. ระบบการเสนอและพิจารณากฎหมายการเงิน. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
Roubini, Nouriel, and Jeffrey D. Sachs. 1989. “Political and Economic Determinants of Budget Deficits in the Industrial Democracies.” European Economic Review 33 (May): 903-938.
Schick, Allen. 1993. “Government versus Budget Deficits.” Pp. 187-236 in R. Kent Weaver and Bert A. Rockman (eds.) Do Institutions Matter: Government Capabilities in the United States and Abroad. Washington DC: The Brookings Institution.

Read Full Post »

รัสเซีย กับ โลกาภิวัฒน์

triamboy

RUSSIA vs Globalisation

 

เมื่อครั้งศึกษาชั้นปีที่  3  ของการเรียนในมหาวิทยาลัย  ผู้เขียนได้มีโอกาสสร้างสรรค์รายงานการศึกษาเรื่อง  “รัสเซีย  กับ  โลกาภิวัฒน์; ผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่อเศรษฐกิจ  สังคมรัสเซีย  และการตั้งรับโลกาภิวัฒน์”  ขึ้น  ด้วยความสนใจของผู้เขียน  และเพื่อนร่วมงาน  ภายใต้การศึกษารายวิชา  การวิเคราะห์ตลาดโลก  Global Market Analysis   ซึ่งสอนโดยอาจารย์ รศ. ดร.สมภพ  มานะรังสรรค์  ผู้เชียวชาญในการสังเกต  ติดตาม  วิเคราะห์สถาณการณ์โลกคนหนึ่ง

 

ผู้เขียนเข้าใจว่างานเขียนที่เกี่ยวข้องกับประเทศรัสเซียที่เป็นภาษาไทยนั้น ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย  และยากต่อการค้นหา  ศึกษา  ท่ามกลางความน่าสนใจมากขึ้นอย่างต่อเนื่องของรัสเซียในพัฒนาการด้านต่างๆ  ดังนั้นการนำมาเผยแพร่  ณ  ที่นี้  ผู้เขียนจึงมีความคาดหวังว่า  ผู้อ่าน  รวมถึงผู้ที่สนใจจะได้รับความรู้  ข้อมูล  อันที่จะนำไปสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อไปแก่ตนเอง  และสังคม

 

 

ความสำคัญและวัตถุประสงค์

 

ความท้าทายสำหรับรัสเซียในการนำประเทศสู่ความทันสมัย  ทัดเทียมอารายะประเทศ  คือ  การบูรณาการโครงสร้างของประเทศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโลก  ทั้งการปรับตัวทางด้านเศรษฐกิจ  การเมือง  และการปรับตัวให้เข้ากับ  บรรทัดฐานสำคัญ  กฎเกณฑ์  ระเบียบ  สถาบันต่างๆของโลก  ต้องใช้เวลานานพอควร  และอย่าคาดหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะนำมาสู่ผลลัพธ์ภายในระยะเวลารวมเร็ว  การกำหนดบทบาท  สถานะของรัสเซียเองบนเวทีโลกจะเป็นในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป  และมีลักษณะ การปรับตัวที่ค่อนข้างขัดแย้งกับ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสิ่งแวดล้อมภายนอก  การเปลี่ยนแปลงนี้ มาจากผลของสิ่งที่เรากำลังวิภาควิจารณ์  ถกเถียงกันอย่างมาก  นั่นคือ  โลกาภิวัฒน์  ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่าคือ  กระบวนการสร้างความเป็นสากล ณ ระดับที่สูงขึ้น  สำหรับรัสเซียแล้ว  กระบวนการนี้  ส่าสุดมีลักษณะอย่างคร่าว  ดังนี้

 

–               การขยายความสัมพันธ์เป็นอย่างมาก  ระหว่าง  การเพิ่มขึ้นของตัวแปรระหว่างประเทศ  และระดับการพึ่งพากันระหว่างประเทศ

–               การบูรณาการของ  เศรษฐกิจ  การเงิน  สังคม  การเมือง  และการจัดการทรัพยากร

–               ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

–               การเปิดเสรีภาพทางการค้า  และพาณิชย์

–               การเปลี่ยนแปลงบทบาทของรัฐบาล  และ  เอ็นจีโอ  ในกระบวนการตัดสินใจ

 

อย่างไรก็ตาม  จุดประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้  คือ  การแสดงพัฒนาการของโลกาภิวัฒน์ในรัสเซีย ภายใต้สภาพแวดล้อมที่แปลกของรัสเซีย  หรือแตกต่างจากประเทศตะวันตก  การศึกษานี้จะกล่าวถึง กระบวนการปรับตัวต่อโลกาภิวัฒน์  และผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ต่อเศรษฐกิจ  และสังคมของรัสเซีย  ภายใต้บริทบภายในประเทศ  โดยการวิเคราะห์ตัวแปรภายใน  และตัวแปรภายนอก  ภายในรายงาน ฉบับนี้จะกล่าวถึง

 

–               ดินแดนย่อยต่างๆ ในรัสเซีย เริ่มมีบทบาทเป็นผู้เล่นในเวทีโลก

 

–               โลกาภิวัฒน์ภายในประเทศรัสเซีย  เป็นไปในลักษณะที่ส่งผลไม่เท่าเทียมกันในแต่ละ เขตการปกครอง  รวมทั้้งเป็นลักษณะที่มีการแข่งขันกันระหว่างดินแดนต่างๆ

 

–               จากความไม่เท่าเทียมกัน  และภาวะการแข่งขันกันนี้  นำมาซึ่ง  โอกาสใหม่ๆ  และความท้าทายต่างๆ  สำหรับรัสเซีย

 

จากผลของโลกาภิวัฒน์  ณ  ปัจจุบันนี้  จำเป็นอย่างยิ่งที่เราไม่ควรคาดการณ์ผลที่เกิดขึ้นเกินจริง  จะเห็นได้้จาก  พัฒนาการของระบบสหพันธรัฐของรัสเซีย  โดยพื้นฐานแล้วเป็นผลมาจากการพัฒนาภาย ในประเทศ  เช่น  การขยายอำนาจในลักษณะแนวดิ่งมากขึ้น  การประกาศใช้กฎ  ข้้้อบังคับ  บังคับใช้กับรัฐบาลของรัฐ  รายงานฉบับนี้ผู้ศึกษาได้ให้ความเห็นไว้ว่า  โลกาภิวัฒน์ในรัสเซียยังด้อยพัฒนา  เนื่องมาจากปัญหาหลักของรัสเซีย  ที่ว่า  ถ้ารัสเซียไม่สามารถบูรณาการกระบวนการต่างๆเข้ากับโลกได้  พร้อมกันนั้นกระแสของโลกาภิวัฒน์ ยังคงหมุนต่อไป  ผลที่จะเกิดขึ้น  คือ  รัสเซียจะแยกตัวออกมาจากโลกาภิวฒน์  และจะด้อยพัฒนา  ในไม่กี่ทศวรรษอันใกล้นี้

 

ความสำคัญในการศึกษาในครั้งนี้  สามารถแสดงได้ดังนี้ 

 

๑.)  แม้นว่าประเทศรัสเซียจะด้อยพัฒนา ในด้านโลกาภิวัฒน์  แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาคมโลก  หรือแต่ละประเทศ  นั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อ การพัฒนาภายในประเทศของรัสเซีย  ในบางบริบท  ผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ไม่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน  หรือไม่สามารถจับต้องได้  แต่เราไม่ควรเพิกเฉยกับผลกระทบที่เกิดจากโลกาภิวัฒน์  เห็นได้ชัดเจนจากกรณี  การปฏิรูปสหพันธรัฐของประธานาธิปดีปูติน  เมื่อ  พฤษภาคม  ค.ศ.  ๒๐๐๐  อันเนื่อง มาจากการพัฒนาของประชาคมโลก  นักลงทุนต่างประเทศมีการสับสนระหว่างกฎของสหพันธรัฐ  และกฎของรัฐ  การปฏิรูปครั้งนี้จึงเกิดจากปัจจัยภายนอก  รวมทั้งจะได้เป็นการกำจัดการปกครองแบบ เขตการปกครองตนเอง  

 

๒.)  ผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น  คือ การแยกตัวออกห่างมากขึ้น จากประเทศตะวันตก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย  และสหภาพยุโรป  ในกรณีของแคว้นคาลินินกราด  แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีความวิตกกังวลกับเส้นแบ่งแยกระหว่างประเทศ ที่มีความเป็นสากล  และรัสเซีย  ในสหภาพยุโรป   

 

๓.)   โลกาภิวัฒน์นำมาสู่การขาดความมีเสถียรภาพ ของรัสเซียทั้งทางเศรษฐกิจ  สังคม  เนื่องจากไม่ทุกประเทศที่สามารถกระทำตามสมมติฐานของ การแบ่งงานกันทำได้ในประชาคมโลก  รัสเซียเอง ก็เป็นเช่นนั้น  รัฐต่างๆ  ยังมีความวิตกกังวลในมุมมอง ที่รัสเซียจะกลายเป็นที่ทิ้งกากปฏิกรนิวเคลียร์ ของประเทศต่างๆ  รวมทั้งจะกลายเป็นแหล่งวัตถุดิบราคาถูก¹ ที่ดีแห่งหนึ่ง  ในขณะเดียวกัน บางแคว้นได้แยกตัวเองออกห่างจากสหพันธรัฐมากขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจ  และสังคม  ด้วยแนวคิดที่ว่า  ดินแดนขนาดเล็กจะมีโอกาสมากว่าที่จะได้รับผลประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์  ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนี้  กระตุ้นให้มีการปฏิกิริยาตอบโต้กับโลกาภิวัฒน์จากผู้มีอำนาจในการปกครอง   

 

๔.)   โลกาภิวัฒน์ได้เปลี่ยนแปลง ความเข้าใจในความมั่นคงของสหพันธรัฐเปลี่ยนไปจากเดิมที่ว่า  ความมั่นคง มีความสัมพันอย่างมากกับ  กองทัพ  อาวุธ  ยุทโธปกรณ์อย่างเดียว  แต่  ณ วันนี้  ความมั่นคงมีความสัมพันธ์ อย่างมากกับ  ขนาดของการบูรณาการประเทศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการโลกาภิวัฒน์  และสถาบันระหว่างประเทศ  สิ่งเหล่านี้สร้างความท้าทายอย่างมากกับสหพันธรัฐ  และผู้มีอำนาจปกครอง ดินแดนต่างๆ

 


 

ขอบเขตการศึกษา

 

เอกสารฉบับนี้ได้ทำการศึกษาถึงผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่อประเทศรัสเซีย  ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ  และสังคม  โดยจะทำการศึกษาสภาพเศรษฐกิจ  และสังคม  ของสหพันธรัฐรัสเซียโดยทำการศึกษาหลังปี  ค.ศ.  ๑๙๙๐  โดยจะเน้นการศึกษาในช่วงเวลานี้  เนื่องจากช่วงเวลานี้  เป็นช่วงที่รัสเซียมีการเปิดประเทศ  อันเป็นผลมาจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต  เปลี่ยนการปกครองจากการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์  เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย  อันมีประธานาธิบดีเป็นประมุข  และปฏิรูปเศรษฐกิจ เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ จากแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาด  หรือทุนนิยม  ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ ที่มีพลวัตสูง ณ  ปัจจุบันนี้

 


 

 

บทที่  ๑:  สภาพทางเศรษฐกิจ  และสังคม

 

แนวคิดเกี่ยวกับช่องว่าง:  ลัทธิดินแดนนิยมในรัสเซีย  และประเทศตะวันตก

 

ปัญหาลัทธิดินแดนนิยมในรัสเซียตกเป็นที่สนใจต่อประชาคมโลกอีกครั้ง  อันเนื่องมาจากเจ้า ของความคิด ลัทธินิยมในประเทศตะวันตกต่างๆ  ต่างประหลาดใจที่ทฤษฎีลัทธิดินแดนนิยมทางตะวันตก  ตรงกับลักษณะ ของสหพันธรัฐรัสเซีย  แต่ทฤษฎีนี้ไม่สามารถใช้อธิบายได้ทุกดินแดน  ทุกแคว้น  ทุกเขตการปกครองของรัสเซียได้  จากการศึกษาจำนวนมาก  เกี่ยวกับนโยบายของดินแดนภาย ใต้การปกครองของรัสเซียในการสร้างความเป็นสากล  สามารถตั้งข้อสมมติได้ดังนี้

 

               ขอบเขตที่กำลังกว้างขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตทางการเมือง  สังคม  เศรษฐกิจนี้  ในไม่ช้าจะไม่สามารถจะบริการ  จัดการได้โดยรัฐบาลกลาง


               ความแตกต่างทางการเมืองชั้นสูง  และการเมืองขั้นต่ำที่เป็นมาแต่อดีต  กำลังจะลดลง  และกำลังรวมทั้งสองรูปแบบเข้าด้วยกัน


                 สถานะของรัฐบาลแต่ละดินแดน  ควรตระหนักถึงความจำเป็นของคนท้องถิ่น  คนพื้นเมือง  ในพื้นที่ซึ่งมีหน้าที่โดยเฉพาะ  คนเหล่านั้นไม่สามารถพอใจได้  ถ้ารัฐบาลของดินแดนนั้น ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบระหว่างประเทศให้มากขึ้น


               นโยบายการสร้างท้องถิ่นในบริบทของการต่างประเทศนั้นแท้จริง  คือ  การสร้างรูปแบบ พฤติกรรมทางอ้อม  โดยรัฐบาลเปลี่ยนแปลงนโยบายที่กำหนดสภาพแวดล้อมทางสังคม  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้  จะแตกต่างกันไปตามรูปแบบความขัดแย้ง  และ ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลาง  และรัฐบาลดินแดนนั้นๆ

 

ท่ามกลางการจับตามองของประชาคมโลก  รัสเซียกำลังหาจุดที่ทำให้เกิดความสมดุลระหว่าง โลกาภิวัฒน์  และการสร้างดินแดน  เขตการปกครอง  หรืออธิบายได้ในอีกทางหนึ่ง   คือ  การให้พันธสัญญา กับภายในประเทศ  และภายนอกประเทศ  โดยการสร้างดินแดน  หรือเขตการปกครองที่พิเศษ  ในรัสเซียมีลักษณะที่ไม่เหมือนใคร  ไม่เหมือนกันประเทศตะวันตก  สามารถอธิบายได้ดังนี้

 

               พลังขับเคลื่อนระว่างประเทศของดินแดนต่างๆ ในรัสเซีย  มีลักษณะคล้ายกับกลยุทธ์ การต่อสู่กับ วิกฤตการมากกว่า  กลยุทธิ์รูปแบบการรวมตัวของรัฐบาลดินแดนต่างๆ  ด้วยเหตุนี้ทำให้ กิจการต่างประเทศของดินแดนนั้นถูกกำหนดโดย  ผู้มีอำนาจทางการเมือง  หรือผู้อำนาจทาง การบริหาร  ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะสนันสนุนโครงการ  ความคิด  ข้อเสนอ  ที่ส่งเสริม ฐานทางการเมืองโดยตรง  เช่น  บอริส  เนมทอฟ  แห่งแค้วนนิจนีนอฟโกรอด,  เยฟจีนี  นาซดราเทนโค  แห่งดินแดนปรีมอร์สกี  และมิคาอิล  นิโคเลฟ  แห่งสาธารณรัฐยาคูตียา  ในความเป็นจริงแล้วกิจการต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่ง  ของการเมืองอุปถัมภ์  ซึ่งใช้โดยแพร่หลาย ในแคว้นต่างๆ


               ในยุโรปตะวันตกนั้น  ความชื่อมั่นในการปกครองตนเองของประเทศต่างๆถูกเติมเต็ม โดยสหภาพยุโรป  ในทางกลับกัน  ผลกระทบโดยตรงจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต  ทำให้การสร้างดินแดน  หรือเขตการปกครองตนเองในรัสเซีย  ถูกพัฒนาภายใต้สถาณการณ์ ที่กระบวนการต่างๆไม่ประสานกัน  ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน  กอปรกับการกระจายอำนาจ จากรัฐบาลกลางไปยังรัฐบาลของดินแดน  เขตการปกครองต่างๆ   เห็นได้ว่ารัสเซีย ไม่เหมือนกับประเทศตะวันตกตรงที่ขาด  แรงขับเคลื่อนของการรวมตัวกันที่แข็งแรง    ที่น่าสนใจคือ  ทัศนคติการต่อต้านการประสานกัน  เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไป โดยเฉพาะ ในกลุ่มผู้นำดินแดนต่างๆ  เช่น  คนแรกที่สนับสนุนทัศนคตินี้  คือ  บอริส  เนมทอฟ  แห่งแค้วนนิจนีนอฟโกรอด  คนถัดมาคือ  เมนติเมอร์  ไฮมีฟ  แห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน  และ  รัสเลน  อูเชฟ  แห่งสาธารณรัฐอินกูเชเตีย  เห็นได้ว่าความไม่แน่นอนในความสามารถ ของรัสเซียที่จะกลายเป็นผู้นำในภูมิภาค  เสมือนเป็นตัวชี้วัดแสดงความอ่อนแอ ในจุดยืนของรัสเซีย


               ความแตกต่างในการรับรู้  เข้าใจ  และการตีความ  “รัฐฐาธิปัตย์”  และหน้าที่ของรัฐ  ในบริบทของโลกปัจจุบันนี้  ยังคงเป็นที่ถกเถียงอย่างมากของผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย ของรัสเซีย  ว่า  เหมาะสมหรือไม่ที่จะยอมรับรัฐฐาธิปัตย์ที่ใช้อยู่ในดินแดนต่างๆ  สำหรับ คนส่วนใหญ่ในรัสเซียที่ยังยึดติดกับแนวคิดที่ว่า  รัฐฐาธิปัตย์แห่งรัฐ  หรือของดินแดนนั้น  ไม่สามารถแบ่งแยกออกเป็นส่วนได้ จะปฏิเสธที่ยอมรับรัฐฐาธิปัตย์ที่มาจากสหพันธรัฐเข้ามา ในรัฐฐาธิปัตย์แห่งรัฐ  ในเนื้อหาของกฎหมายระหว่างประเทศ  เห็นได้ว่า  รัสเซียยังคงต้องเรียนรู้อีกนานว่า  รัฐฐาธิปัตย์  ไม่ได้ถูกใช้แทนสถานะ  หรือระดับของ ความเป็นอิสระทางการเมือง

 


ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างดินแดน

 

ในปี ค.ศ. ๑๙๙๐ มีการกระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางไปยังรัฐบาลดินแดนต่างๆ  ซึ่งเป็นปัจจัยหลักใน การพัฒนาการเมืองของรัสเซีย  แต่อย่างไรก็ตาม  ดินแดนต่างๆมีบทบาทไม่เท่าเทียมในเวทีระหว่างประเทศ  ไม่ทุกดินแดนที่จะมีบทบาทสำคัญ  และแต่ละดินแดนมีบทบาทต่างกัน  ความแตกต่างระหว่าง ดินแดนที่พัฒนามากที่สุด  และน้อยที่สุด  โดยใช้ตัวชี้วัดทางสังคม  และเศรษฐกิจแล้วจะพบว่า มีสัดส่วนต่างกันมากถึง  ๕๐ : ๑


  กลุ่มใหญ่เป็นสมาชิกของรัฐสภาแห่งสหพันธรัฐ  มีนัยสำคัญว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในเวที ประชาคมโลก  เห็นได้้ว่าถ้าดินแดน  แคว้น  หรือเขตปกครองตนเอง  ที่เป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสามกลุ่ม  (ยกเว้นสาธารณรัฐตาตาร์สถาน  เป็นของสองกลุ่มพร้อมกัน)  น่าจะ   ๑.)    มีทรัพยากรที่เพียงพอ ที่จะต่อรองในการมีส่วนกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหพันธรัฐ  และสามารถสร้างแนวทางกลยุทธ์ ในเวทีโลกระยะยาวได้    ๒.)  ต้องการอำนาจมากขึ้นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ  เห็นได้ชัดว่ากลยุทธ์ ของชาวรัสเซียต่างจากชาวตะวันตก  คือ  แสวงหาการปกป้องจากรัฐบาลกลาง  และต้องการการแทรกแซงจากรัฐ  ในการควบคุม  จัดการกับการส่งออก  และนำเข้า  ต่อไปจะอธิบายในรายละเอียดของกลุ่มดังนี้

 


ดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออก

 

กลุ่มแรกนี้ประกอบไปด้วยดดินแดนที่มีศักยภาพมากในการส่งออก (ดินแดนอุตสาหกรรม  หรือดินแดนที่มีทรัพยากรแร่เหลือเฟือ)  สามารถแบ่งออกเป็น    กลุ่ม  ดังนี้    ๑.)  ดินแดนที่มีอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว  (แร่มีค่า,  ทรัพยากรพลังงาน, อื่นๆ)     ๒.)  ดินแดนการค้าทางตะวันออก    ๓.)  ดินแดนอุตสาหกรรมทางการทหาร  อาวุธยุธโทปกรณ์  การบริหารขึ้นอยู่กับความร่วมมือ กับพันธมิตรต่างชาติ  โดยพันธมิตรต่างชาตินี้เล็งเห็นว่าเป็นหนทางเดียวที่จะสร้างกำไรสูงสุด  และสามารถ คืนทุนได้  จากการวิจัยของสถาบันมอสโกสำหรับการศึกษาของชาวอเมริกัน  และชาวแคนาดา  พบว่า    ดินแดนที่ได้รับการจัดลำดับความสำคัญในกลุ่มนี้  เรียงตามลำดับ  ได้แก่  แค้วนเคเมโรโว,  ดินแดนเปียร์ม,  แค้วนสามารา,  แคว้นเชเลียบินสค์,  และดินแดนครัสโนยาสค์  และยังมีอีก    ดินแดน เรียงตามลำดับ  ดังนี้  สาธารณรัฐบัชคอร์โตสถาน,  แคว้นมอสโก,  แค้วนอีร์คุตสค์,  แค้วนมูร์มันสค์,  แค้วนนิจนีนอฟโกรอด,  แค้วนโอเรนบูร์ก,  แค้วนสเวียร์คลอฟสค์,  แคว้นตูย์เมน,  และดินแดนคาบารอฟสค์

 

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออก  มีดังนี้


๑.)  แรงจูงใจทางเศรษฐกิจของกลุ่มนี้มีความแตกต่างอย่างมากจากดินแดนอื่น  เนื่องด้วยความสนใจ  ของคนภายในประเทศรัสเซียส่วนใหญ่  คือ  การทำให้มีค่าน้อยที่สุดของ  ราคา  อาชญากรรม  ระบบบริหารที่มีความยุ่งยาก  เป็นต้น  ด้วยเหตนี้เองทำให้ดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออกนี้มีลักษณะ  คือ  กระตือรือร้นต่อการเปิดประเทศ  และการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ


ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลสหพันธรัฐจะเพิกเฉยต่อบทบาทระหว่างประเทศของกลุ่มดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออกนี้  แต่ในเชิงประจักษ์แล้วจะพบว่าเป็นการยากที่จะสร้างความสมดุลกันระหว่าง     ปรเด็นที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้  คือ  การผลักดันการเปิดประเทศสู่ประชาคมโลก  และการรักษาตลาดของดินแดนต่างๆ  เพื่อผู้ผลิตภายในประเทศ


๒.)  มุมมองที่ต่างกันของรัสเซีย  และประเทศตะวันตกที่มีต่อดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออกนี้  ในมุมมองของรัสเซียเอง  มีความสนใจในการใช้ศักยภาพของดินแดนนี้เพื่อสร้าง  “ระเบียงการลงทุน”  (เหมือนในกรณีของนครสหพันธ์มอสโก  และนครสหพันธ์เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก)  เพื่อสนับสนุนให้มี การพัฒนาของเทคโนโลยีขั้นสูง,  ความรู้,  ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  ในทางตรงกันข้าม  มุมมองของประเทศตะวันตกที่มีความสนใจในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคม  และการพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติ

 

 

สาธารณรัฐแห่งความเชื่อร่วมกัน

 

กลุ่มที่สองนี้ประกอบไปด้วยสาธารณรัฐที่มีความเชื่อร่วมกัน  และไม่ใช่ชาวรัสเซีย  สาธารณรัฐเหล่านี้  เป็นตัวแปรที่มีอำนาจมาก  อันที่จะผลักดันสาธารณรัฐสู่ระบบที่กว้างขึ้นในการร่วมมือกันระหว่างประเทศ  และการร่วมมือกันระหว่างดินแดน  ในการศึกษาถึงเอกลักษณ์ทางความเชื่อร่วมกัน ในฐานะ  ตัวแปรที่มีบทบาทในการสร้างสังคมระหว่างประเทศของสาธารณรัฐ  ดังต่อไปนี้  สาธารณรัฐตาตาร์สถาน,  สาธารณรัฐบัชคอร์โตสถาน,  สาธารณรัฐดาเกสถาน,  สาธารณรัฐตูวา,  สาธารณรัฐบูเรียตียา,  สาธารณรัฐโคมิ,  และสาธารณรัฐคาเรลียา  จากการศึกษาพบข้อมูลเชิงคุณภาพเกี่ยวกับบทบาทระหว่างประเทศของสาธารณรัฐ  ดังนี้  เอกลักษณ์ระหว่างดินแดน  โดยมีจุดร่วมของมรดกทางวัฒนธรรม,  ศาสนา,  และภาษา  สามารถสร้างเครือข่ายของประชากรในดินแดนนั้น  หรือเครือข่ายกลุ่มหนึ่งของประชากรในดินแดน  ตัวอย่าง  กลุ่มประเทศอิสลาม (เช่น  ซาอุดิอารเบีย,  ตุรกี)  ให้ความช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐดาเกสถาน  และสาธารณรัฐอื่นๆ  ในด้านกิจกรรมทางศาสนา  และการศึกษา  ในขณะเดียวกันเป็นที่ทราบกันดี ว่ายังให้การช่วยเหลือ ทางด้านการเมืองอีกด้วย การสร้างช่องทางความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคน ในประเทศและนอกประเทศ ที่มีความเชื่อเป็นจุดร่วมกันนั้น  เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดกิจกรรม ต่างประเทศของสาธารณรัฐเหล่านี้


นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าสาธารณรัฐเหล่านี้  กล้าที่จะแสดงออกถึงจุดยืนของตนเองในเวที ระหว่างประเทศ  โดยการเคลื่อนไหวของกลุ่มเพื่อที่จะสร้างบรรทัดฐาน   กฎระหว่างประเทศอันมีเนื้อหา ที่จะปกป้องความเชื่อของกลุ่มตนเอง  ขณะเดียวกันกลุ่มสาธารณรัฐนี้จะได้รับการช่วยเหลือระหว่างประเทศ ในกรณีที่ถูกกระทำในทางที่  เป็นการกระทบต่ออำนาจการปกครองของตนเองจากรับบาลสหพันฐรัฐ  โดยได้รับการช่วยเหลือทั้งใน ด้านนามธรรม  และรูปธรรม  จากกลุ่ม  องค์กร  ประเทศที่มีจุดร่วมความเชื่อเหมือนกัน

 

สาธารณรัฐแห่งความเชื่อร่วมกันนี้สามารถแบ่งได้เป็น    กลุ่มตามรูปแบบการพัฒนา  ดังนี้

 

๑.)  สาธารณรัฐที่มีรูปแบบการพัฒนา  โดยถูกกระตุ้นให้มีการปกป้อง  รักษาความเชื่อของกลุ่ม  และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม  ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย  อันที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งทางศาสนา  และความรุนแรง  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน  คือ  สาธารณรัฐเชชเนีย


กลุ่มทางสังคมที่มีความเชื่อร่วมกันนี้จะมีลักษณะเฉพาะ  คือ  เป็นสังคมที่ค่อนข้างปิด,  ปกกันการรุกรานจากภายนอก,  ให้ความใส่ใจอย่างมากเกี่ยวกับการรักษาวัฒนธรรม  ศาสนา  และภาษาที่มีมาแต่ด้ังเดิม  มากกว่าการให้ความสนใจในการบูรณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก  การแยกตัวออกจากภายนอกของสาธารณรัฐความเชื่อร่วมกัน  และความรักหวงแหนในดินแดน  เกิดจากการสั่งสม  การยอมรับการมีอยู่จริงของดินแดน  สาธารณรัฐนี้มาเป็นระยะเวลานาน  พร้อมทั้งการปิดกั้น  ไม่ยอมรับ  ข้อมูลข่าวสาร  วัฒนธรรม  และอื่นๆ  จากภายนอก  รูปแบบการจัดการ  การบริหารด้วยตนเองของกลุ่มนี้ค่อนข้างที่จะเป็นลักษณะอนุรักษ์นิยม  ประพฤติตามประวัติศาสตร์แต่เดิมมา  รวมทั้งการต่อต้านการสร้างความทันสมัย  ด้วยความที่ต้องการรักษาภาวะการแยกตัวออกมา  เป็นตัวของตัวเอง  ความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  ไม่เหมือนใคร  รวมทั้งแฟร์ชั่นดั้งเดิม   ก่อนหน้านี้ได้มีความพยายามหลายครั้ง  ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกระบวนการทางการเมือง ของกลุ่มสังคมนี้ให้เป็นไปตามหลักแห่ง  “สากล,”  “อารยะ,”  และ  “มาตรฐานเดียว”  ประสบกับ ความล้มเหลวทุกครั้ง  ตัวอย่าง  กรณี  องค์กรเพื่อความร่วมมือ  และความมั่นคงแห่ง สหภาพยุโรปเข้าไปช่วยเหลือในการจัดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสาธารณรัฐเชชเนีย  ใน  ปี  ค.ศ.  ๑๙๙๗  แต่กระนั้น  เมื่อกระบวนการการเลือกตั้งได้เสร็จสิ้นลง  และอลัน  มาสคาดอฟ  ได้่รับการเลือกตั้ง  ไม่มีการส่งสัญญาณที่เกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตยในเชชเนียอีกเลย  เห็นได้ว่า  การแสดงจุดยืนที่ชัดเจน ของกลุ่มมุสลิมจำนวนมากในรัสเซีย  ที่ไม่สามารถยอมรับรูปแบบโลกาภิวัฒน์ของ ประเทศตะวันตกได้


เห็นได้ชัดเจนว่าการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศของกลุ่มที่มีความเชื่อร่วมกันนำมาสู่ความไม่มี เสถียรภาพต่อความมั่นคงของรัสเซีย  ตัวอย่างที่ดีที่สุดเห็นได้จาก  กรณี  การให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน  เทคโนโลยีแก่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเชเชน  (เชชเนีย)  จากองค์กรการก่อการร้ายจากประเทศมุสลิม  และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ยังเกี่ยวข้องกับดินแดนต่างๆอีกด้วย  ยกตัวอย่าง  กรณีที่สภาความมัั่นคง แห่งสหพันธรัฐ แสดงถึงความวิตกกังวลต่อความร่วมมือระหว่างผู้นำของสาธารณรัฐอะดีเกยา  กับองค์การอิสลามแห่งโลก  และยังรวมถึงรัฐบาลประเทศลิเบียอีกด้วย


๒.)  สาธารณรัฐที่มีรูปแบบการพัฒนา  โดยมีการประยุกต์  ปรับเอาประสบการณ์ทางเศรษฐกิจ ในประชาคมโลกที่เกิดขึ้นมาใช้  ในบริบทพื้นเพของความเชื่อดั้งเดิม  ผู้มีอำนาจแห่งสาธารณรัฐเหล่านี้ พยายามที่จะส่งผ่านเอกลักษณ์ของความเชื่อดั้งเดิม  ผ่านการอธิบายโดยเหตุผล  และตรรกะทางเศรษฐศาสตร์  เพื่อที่จะให้สาธารณรัฐแห่งความเชื่อเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการขอการสนับสนุน การปกครองตนเอง จากรัฐบาลกลาง  และจัดให้มีการสร้างสังคมที่แข็งแรง  ตัวอย่างกรณีนี้  คือ  สาธารณรัฐตาตาร์สถาน

 

 

ดินแดนชายแดน

 

กลุ่มดินแดนที่สามนี้ประกอบไปด้วยดินแดนต่างๆถึง  ๔๕  ดินแดน  ประเทศรัสเซีย มีชายแดนที่ยาวที่สุด ในโลกคิดเป็น  ๖๐,๙๓๓  กิโลเมตร  ติดกับประเทศเพื่อนบ้านถึง  ๑๖  ประเทศ  ๓๒.๖  ของประชากรทั้งหมดอาศัยอยู่ในดินแดนชายแดนนี้  สำหรับการพิจารณาดินแดนนี้จะพิจารณาในมุมมองของ โอกาส  และความท้าทาย

 

โอกาส

 

               ดินแดนชายแดนเหล่านี้มักได้รับการดูแล  ได้รับความพึงพอใจอยู่เสมอจากประเทศเพื่อนบ้าน  โดยเฉพาะประเทศจีน   ที่พยายามอย่างยิ่งที่จะมีอิทธิพลเหนือดินแดนปรีมอร์สกี  ขณะที่ประเทศ ฟินแลนด์เองให้ความสนใจเป็นพิเศษในการให้ความช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐ คาเรลียา


               พื้นที่ขอบเขต  และดินแดนทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้าน  สามารถเพิ่มโอกาส ในการต่อรองกับรัฐบาลกลาง,  เรียกร้องการนับสนุนทางการเงินเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยในส่วน งบประมาณในการดูแลเขตแดน  รวมทั้งต้องการอำนาจโดยตรงในการเข้าไป จัดการรายได้ที่มาจาก  ภาษีศุลกากร  และพยายามข่มขู่รัฐบาลกลางที่จะประกาศเอกราช


               ดินแดนชายแดนนีี้เป็นดินแดนส่วนน้อยของรัสเซียที่มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษโดยสหพันธรัฐ ในการกระทำสัญญาระหว่างประเทศ  การกระทำข้อตกลงทวิภาคี  กฎหมายนี้ยังรวมถึง การบันทึกความร่วมมือระหว่างดินแดนที่มีเขตแดนติดกัน  เช่น  ประเทศฟินแลนด์  (มกราคม  ๑๙๙๒),  ประเทศโปแลนด์  (พฤษภาคม  ๑๙๙๒),  ประเทศคาซัคสถาน  (มกราคม  ๑๙๙๕),  ประเทศยูเครน  (มกราคม  ๑๙๙๕),  ประเทศมองโกเลีย  (มกราคม  ๑๙๙๓),  และประเทศจีน  (พฤษภาคม  ๑๙๙๔)  รวมทั้งยังมีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วย ความร่วมมือระหว่างเขตแดน  ระหว่างประเทศรัสเซีย  ประเทศเบลารุส  ประเทศคาซัคสถาน  และประเทศเคอร์จีเซีย  เมื่อมกราคม  ๑๙๙๙  นอกจากนั้น  เมื่อมิถุนายน  ๑๙๙๘  สภาท่ีปรึกษาแห่งสหพันธรัฐ  ทางด้านการต่างประเทศเสนอให้มีข้อตกลง ความร่วมมือระหว่าง ประเทศกับประเทศที่มีเขตแดนติดต่อกัน


               ปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีเขตแดนติดต่อกันส่งเสริมให้การค้าและการลงทุน  ขยายตัว  หรือเรียกพื้นที่นี้ว่า  “ระเบียงการลงทุน”   โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีผลประโยชน์ ร่วมกัน  ทั้งสองฝ่าย  จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่เขตการค้าเสรี    ที่แรกที่เกิดขึ้น  อยูในพื้นที่ชายแดน  คือ  ยันตรา  ในแคว้นคาลินิินกราด  และ  นาคอดก้า  ในดินแดนปรีมอร์สกี และที่สำคัญอย่างยิ่งดินแดนชายแดนนี้จะเจริญเติบโตมากกว่านี้ ถ้าหากมีธุรกิจที่ให้การบริการ  ขนส่่งระหว่างประเทศ  (ผู้เชี่ยวชาญของประธานาธิบด วลาดิเมียร์  ปูติน  ได้คำนวณไว้ว่าการพัฒนาเครือข่ายการคมนาคมขนส่ง  จะสามารถเพิ่มรายได้มากกว่า  ๘ เท่า  ของรายได้ในขณะนี้


               ดินแดนชายแดนส่วนใหญ่มีการป้องกันโดยการทหารในระดับสูง  ดังนั้นความร่วมมือทางการ ทหารร่วมกันระหว่างดินแดนจะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย  นอกจากนั้น  การทำบันทึก  ข้อตกลงความร่วมมือกันระหว่างผู้บังคับบัญชาทางทหารที่ประจำการ ในภูมิภาค  และผู้มีอำนาจ  ทางการเมืองในดินแดนนัั้น  เป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ปัญหาสังคม ที่เกิดขึ้น  และยังเป็นการขยาย บทบาทของสถาบันทางการเมืองในการดูแลความปลอดภัย  และความมั่นคงในภูมิภาค  หากพิจารณาลงในรายละเอียดที่เกี่ยวกับความร่วมมือกัน ระหว่างดินแดน  จะพบข้อสังเกต เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเอกลักษณ์ของภูมิภาค  เนื่องจากกระบวนการในการสร้าง ความร่วมมือระหว่างดินแดนมีมูลเหตุมาจาก ภาวะการแบ่งแยกเป็น ​๒  ขั้วในอดีต  เป็นตัวกระตุ้น  ให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างดินแดน  เช่น  โครงการระหว่างประเทศบาเรนห์  และยุโรปอาร์กติก,  สภาแห่งประเทศทะเลบอลติก,  การประชุมเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ  ระหว่างกลุ่มประเทศทะเลดำ  เป็นต้น  ดังนั้นในการสร้างดินแดน  จึงหมายถึงกระบวนการในการ  ขยายอำนาจภายในดินแดน  ภายใต้รูปแบบความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน  แต่การสร้างดินแดนนี้  ยังไม่มีความมั่นคงเพียงพอ    ระดับการเมืองขณะนี้  แต่อย่างไรก็ตามยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ  อีกด้วย  เช่น  จะเป็นการง่ายยิ่งขึ้นถ้าดินแดนนั้น  มีความสามัคคี  เป็นหนึ่งเดียวกันในสังคม,  มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติตามเขตภูมิศาสตร์  หรือรู้สึกภูมิใจ  รักและหวงแหนเอกลักษณ์ทาง วัฒนธรรม  เมื่อเรามองภาพรวมจะพบกับ ความยุ่งยากมากขึ้นในการนำเอาส่วนเล็กๆ  หรือดินแดนต่างมาประกอบเป็นภาพใหญ  การรวบรวมเป็นดินแดนอยู่ภายใต้แนวคิดหลัก    ประการ  คือ  ๑.)  ประสบความสำเร็จในการรวบรวม  บูรณาการเข้าด้วยกัน  ๒.)  การพึ่งพาระหว่างกัน  ๓.)  ความเป็นหนึ่งเดียวกันภายในดินแดน  ในกรณีนี้ย่อมเกิดระบบ ที่มีความซับซ้อน  มีขั้นตอนมากมาย  การเหลื่อมล้ำระหว่างเอกลักษณ์ภายในดินแดน  มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น

 

ความท้าทาย

 

การร่วมมือระหว่างดินแดนต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นแบบทวิภาคี  หรือพหุภาคี  เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น กระจายไปทั่ว รัสเซีย  ภาวะที่เกิดขึ้นนี้มีพื้นฐานมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน

 

               ปกติแล้วดินแดนชายแดนตั้งอยู่ในพื้นที่ติดกับ พื้นที่ท่ีมีอารยะธรรม  ทันสมัย  ดังนั้น  กลุ่มประเทศทะเลบอลติก  จึงพิจารณาตนเอง  พบว่ากลุ่มของตนมีความแตกต่าง ทางวัฒนธรรม  แนวคิดนี้เองจึงกระตุ้นให้พยายามแยกตัวออกจากรัสเซีย  นอกจากนั้นดินแดนชายแดนรัสเซีย ทางด้านประเทศฟินแลนด์   ยังต้องเผชิญกับภาวะ การต่อสู้ทางวัฒนธรรมทางตะวันออก  และตะวันตก  และสภาพแวดล้อมทางการเมือง  และเศรษฐกิจแบบยุโรปตอนเหนือที่มีอิทธิพล  ต่อดินแดนเหล่านี้  รวมทั้งกลุ่มเศรษฐกิจ รอบทะเลดำซึ่งมีช่องว่างทางความเชื่อ  ศาสนา  และวัฒนธรรม  สุดท้ายดินแดนทางตะวันออกของรัสเซียเอง  ผู้คนพยายามต่อต้านการ อพยพเข้ามา ของชาวจีน  และได้กลายเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับชาวจีน


               ดินแดนชายแดนเหล่านี้ต้องประสบกับปัญหาการอพยพเข้าเมืองของชาวต่างชาติ  เช่น  ดินแดนทางตะวันออกต้องประสบกับปัญหาแรงงานอพยพชาวจีน,  ปัญหาผู้อพยพลี้ภัยใน ดินแดนสตัฟโรปอล,  แค้วนรอสตอฟ  และดินแดนครัสโนดาร์  ได้มีการคาดการณ์ว่า มีผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย  ประมาณ  ๑ –  ๑.๕  ล้านคน  ต่อปี  เข้ามาในรัสเซีย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านดินแดนชายแดนเหล่านี้  และยังได้สร้างความเสียหายต่อ  โครงสร้าง พื้นฐานของรัสเซียคิดเป็นมูลค่า        หมื่นล้านเหรียญสหรัฐอเมริกาต่อปี  ที่สำคัญกลุ่มคนที่อพยพเข้ามาอย่างผิดกฎหมายนี้มีแนวโน้ม  ในการสร้างดินแดน ของประชากร  ที่มีความเชื่อร่วมกันภายในพื้นที่ของประเทศรัสเซีย  เช่น  ฉนวนกาซ่าห์  และชนเผ่าอาร์เมเนีย  พร้อมทั้งผู้นำของดินแดนเหล่านี้สร้างปัญหาที่ล่อแหลมต่อการปกครอง  โดยสถาปนาตัวเอง  และให้อำนาจในการปกครองเขตปกครองตนเอง   นอกจากนั้นดินแดน ที่ติดกับประเทศเชสเนียร์  ได้แก่  ดินแดนสตาฟโรปอล  และสาธารณรัฐดาเกสถาน  ต้องนำมาตรการการควบคุม หนังสือเดินทางมาใช้  พร้อมกันนี้ยังได้มีการสร้างเครือข่าย ข้อมูลระหว่างดินแดนชายแดน  ๒๓  ดินแดนเข้าด้วยกัน  เพื่อที่จะตรวจสอบ  สังเกตชาวต่างประเทศที่เข้ามาอาศัยในประเทศ  และห้าม  การเข้าประเทศของ กลุ่มผู้นำศาสนา  อาชญากร  เป็นต้น  ในเดือนมีนาคม  ค.ศ.  ๒๐๐๐  รัฐบาลของสาธารณรัฐคาเรลียา  ได้ออกมาตรการค่าธรรมเนียมในการควบคุม  การอพยพเข้า ของแรงงานต่างประเทศ  เข้าสู่สาธารณรัฐ   มาตรการที่ใกล้เคียงกันได้รับการนำมาใช้โดย แค้วนเบลโกรอด  รูปแบบมาตรการ  การจัดการกับบุคคลภายนอกสาธารณรัฐโดยตรงนี้ สร้างความล่อแหลมที่อาจนำไปสู่ปัญหาเอกลักษณ์ทางการเมืองภายในดินแดนนั้น  เห็นได้ อย่างชัดเจนว่าดินแดนชายแดนจำนวนมาก  สาธารณะชนส่วนใหญ่ มีลักษณะความคิด ที่อนุรักษ์นิยม  ชาตินิยม  และมีการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุก


               หน่วยงาน  องค์กรต่างๆ  ของดินแดนชายแดน  ต้องเผชิญกับด้านมืด ของการสร้างความเป็นสากล ไม่ว่าจะเป็น  อาชญากรรม  การทำประมงอย่างผิดกฎหมาย  การล่าสัตว์   การหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย  การลักลอบขนของหนีภาษีและของเถื่อน  เช่น  สิ่งเสพย์ติด  ปืน  อาวุธ  การฟอกเงิน  เป็นต้น  เห็นได้จากตัวอย่างที่ชัดเจน ในดินแดนทาง  ตะวันออก  มีคดีฆาตกรรมผู้ประกอบการชาวจีนจำนวนมาก  ซึ่งส่วนใหญ่โดนฆาตกรรมโดยแก็ง  ชาวจีนด้วยกันเอง  นอกจากนั้นกรณีของดินแดน ปรีมอร์สกี  ตามรายงานของ สำนักงานสรรพากร  พบว่า  การประกอบกิจการจำนวน  ๒๖๓  กิจการ จาก  ๔๗๕  กิจการ  เป็นของผู้ประกอบการ ชาวจีน  ไม่ได้จดทะเบียนการค้ากับสำนักงานสรรพากร  และอีก  ๓๘  กิจกรรมกำลังจะถูกปิดลง  เนื่องจากกระทำการผิดกฎหมาย  ดังนั้น  การให้บริการความปลอดภัย  และความมั่นคง ในดินแดน  ชายแดนนี้ต้องกระทำในลักษณะการป้องกัน  ปกป้องดินแดน จากเหตุการณ์เสี่ยงต่างๆ  เช่นกรณีของ  แค้วนสาคาลิน  มีการจัดตั้งกองพันทหารพิเศษ  ในเดือนมีนาคม  ค.ศ.  ๒๐๐๐  เพื่อป้องกันการทำประมงอย่างผิดกฎหมาย  ตามรายงานของ สำนักงานศุลกากร  พบว่า  มากกว่าร้อยละ  ๗๕  ของผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ที่ผลิตได้ถูกส่งออกไปยังญี่ปุ่นอย่างผิดกฎหมาย


               ดินแดนชายแดนพบว่าตัวเองได้รับอิทธิพลอย่างมากจากประเทศเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่ง  มี ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นว่า  แทนที่ดินแดนชายแดนนี้  (ดินแดนทางตะวันออก  และดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือ)  จะมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ  กลับกลายเป็นผู้เล่น บทบาทตั้งรับต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของประเทศเพื่อนบ้าน ที่แข็งแกร่ง  ไม่ว่าจะเป็น  จีน  สหภาพยุโรป  และในระยะยาวแล้วจะพบว่า มีโอกาสที่จะถูกคุกคามทางเศรษฐกิจ


               ดินแดนชายแดนได้รับภาวะกดดันจากภายนอกอันเนื่องมาจากการเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับ  การเชื่อมต่อทรัพยากร  เทคโนโลยี  ดังเช่นกรณี  ประเทศยูเครนได้เคยระงับการ ส่งไฟฟ้ามายังหมู่บ้าน  ในแค้วนเบรนค์  และยืนยันที่จะรับค่าไฟฟ้าในสกุลเงิน ตรายูเครนเท่านั้น  นอกจากกรณีของแค้วนเบรนค์แล้ว  สาธารณรัฐดาเกสถานยังต้องพึ่งพา การใช้น้ำเพื่อใช้ ในการเกษตรกรรม  โดยนำเข้าน้ำจากประเทศอาเซอร์ไบจาน  ซึ่งมีอำนาจการควบคุมการ ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำซามัวร  จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้  พบว่ามีนัยที่ดินแดนชายแดนนี้้ต้อง  ประสบกับผลกระทบเชิงลบจากประเทศเพื่อนบ้าน  และควรใช้ทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ  เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิด ขึ้นจากต่างประเทศ


               หนึ่งในประเด็น  ที่เป็นที่สนใจและสร้างเป็นหาให้แก่ดินแดนชายแดนเป็นอย่างมากคือ  ช่องว่าง  หรือความแตกต่างของคุณภาพชีวิตของประชากรในดินแดนชายแดนนั้น  และประเทศ ที่พัฒนาแล้วรอบๆ  เห็นได้จากความพยายาม  ความทะเยอทะยานที่จะสร้าง ความร่วมมือร่วมกัน  ระหว่างดินแดน  มีนัย  คือ  คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของประเทศตะวันตก สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้  กับดินแดนต่างๆของรัสเซีย  จากกรณีคำประกาศของรัฐสภา สหภาพยุโรป ในเดือนพฤษภาคม  ๒๐๐๐  ที่ว่า  ในอนาคตอันใกล้นี้  แคว้นนคาลินินกราด  จะเข้าร่วมข้อตกลงพื้นฐานของสหภาพ ยุโรปว่าด้วยการค้าภายในประเทศ  และระหว่างประเทศ   นอกจากนั้นประเทศลิธัวเนียเอง ยังได้แถลงว่า  การใช้นโยบายยกเลิก การหนังสือเดินทางในยุโรปจะไม่ยั่งยืน  ถ้าแค้วนคาลินินกราด  ยังไม่แสดงถึงการเจริยเติบโต ทางเศรษฐกิจ  และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร  และผู้เชี่ยวชาญจากประเทศ เอสโตเนียได้ชี้แจงว่าอุปสรรคสำคัญในการสร้างความร่วมมือกัน  ระหว่างดินแดนชายแดน  และประเทศเพื่อนบ้านรอบทะเลบอลติก  เนื่องมาจาก  กลุ่มประเทศเหล่านี้ไม่สามารถ หลอมรวมรูปแบบวัฒนธรรม  และการเมืองเข้าด้วยกันได้  ดังนั้นการร่วมเป็นหุ้นส่วน อย่างลงตัวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างดินแดนต่างๆ  ทางด้าน ความเห็นจากผุ้เชี่ยวชาญ ประเทศฟินแลนด์  พบว่า  บนพื้นฐานทัศนคติของชาวยุโรป  ความจำเป็นลำดับแรกของ การร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพระหว่างดินแดนชายแดนของประเทศฟินแลนด์  และรัสเซีย  ควรตระหนักว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ไม่ได้สะท้อนอนาคตที่สดใส  และก้าวหน้าเท่าที่ควร


               หนึ่งในความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในดินแดนชายแดนนี้มีรากฐานมาจากการอ้างอิงในนโยบายศุลกากร  ของสหพันฐรัฐเป็นอย่างมาก  ดังนั้นการประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรใหม่ จากรัฐบาลกลาง  ใน  เดือนเมษายน  ค.ศ.  ๒๐๐๐  ได้ทำลาย  และส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจขนาดเล็ก  และขนาดกลาง  ในแคว้นอามูร์  และแคว้นอื่นๆ  ที่มีมูลค่าการค้าจำนวนมากกับประเทศจีน  รวมทั้งหน่วยงานของ แคว้นวอลโกกราด  ได้ออกมาวิจารณ์อย่างหนัก  ในการตัดสินใจ ของรัฐบาลกลาง  โดยเก็บภาษีศุลกากรในอัตราร้อยละ  ๒๕  กับ  น้ำตาลทราย ที่นำเข้าจากประเทศยูเครน  แต่ไม่เก็บภาษีศุลกากรจากการนำเข้าสิ่งทอจาก ประเทศยูเครน  จากนโยบายนี้จะส่งผลให้เป็น การทำลายอุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศ  และดินแดนต่างๆ

 

จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด  จะพบว่า  ดินแดนชายแดนประสบความล้มเหลวในการได้รับ ผลประโยชน์จากโอกาสที่มีอยู่  การลงทุนจากต่างประเทศในดินแดนชายแดนนี้ยังติดลบอยู่   ดินแดนหลายดินแดน ต้องประสบกับปัญหาเศรษฐกิจที่แยกตัวออกไปจากส่วนกลาง  และต่างประเทศ  จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีใคร สามารถยืนยันว่าหน่วยงานต่างๆ  ในดินแดนชายแดนควรจะเพิ่มความเข้มงวด ในการควบคุมการอพยพเข้า  หรือเปิดตลาดในดินแดนต่างๆ  ให้กว้างมากขึ้น  สำหรับนักลงทุนต่างประเทศ  รวมทั้งการขจัด อุปสรรคในการจดทะเบียนการค้าในเมืองใหญ่  และการอำนวยความสะดวกในการเปิดกิจการ  ธุรกิจขนาดเล็ก  ด้วยข้อจำกัด  และความต้องการต่างๆ  ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว  ผู้นำของดินแดน บางคนเห็นด้วย  กับการที่รัฐบาลกลางจะให้สถานะพิเศษถูกต้องตามกฎหมายแก่ดินแดนเหล่านี้

 


 

บทที่    โลกาภิวัฒน์ กับ ๔  ตัวแปรภายใน

 

กระบวนการปรับตัวของรัสเซียเองในการเข้าสู่บทบาทบนเวทีโลก  ค่อนข้างสลับซับซ้อนอยู่พอตัว  อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางความคิด  แนวทางในการปรับตัว  ท่ามกลางปัจจัยภายในต่างๆ   และต่อจากนี้จะได้อธิบายในรายละเอียด

 

๑.  รัฐบาลกลาง

 

ไม่ว่าทั้งบอริส  เยลท์ซิน  และวลาดีเมียร์  ปูติน  ไม่เป็นมิตรต่อการผลักดันประเทศในการตกลงความร่วมมือ ระหว่างประเทศ  และผลักดันประเทศให้เป็นส่วนหนึ่งของโลก  แต่กระนั้น  สงครามโคโซโว  และการขยายอำนาจนาโต้มายังประเทศตะวันออก  ได้ขยายความรู้สึกท่ามกลางผู้นำของรัฐบาลกลางรัสเซีย  ที่ว่า  โลกาภิวัฒน์  คือ  รูปแบบที่มีสหรับอเมริกาเป็นผู้นำในการนำประเทศที่ยังไม่ได้รับเอาโลกาภิวัฒน์ อย่างรัสเซีย  เข้าสู่เวทีโลก  และต่อมามีความพยายามอย่างมากในรัสเซีย  เพื่อที่จะตีความ  โลกาภิวัฒน์  โดยโลกาภิวัฒน์ในทาง  ประเทศตะวันตกแล้่ว  หมายถึง  การเสริมสร้างอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ  และการเมืองแก่ชนชั้นนำ  ภายใต้การจำกัดภายในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นสูง  และความแข็งแกร่ง ทางทหาร  แต่เนื่องจากรัสเซีย  ยังอยู่ในกระบวนการการสร้างชาติ  ดังนั้นแนวความคิดในการกระจายอำนาจ อาจจะขัดแย้งกับความกลัวที่เกิดขึ้น  อันเนื่องมาจากความพยายามออกห่างจากรัฐบาลกลางของดินแดนต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งดินแดนสัดส่วนการมี ส่วนร่วมทางการเมืองในระดับสูง

 

รัฐบาลสหพันธรัฐเล็งเห็นว่าบทบาทของรัสเซียในเวทีโลกยังเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพิจารณาขณะนี้  อันเนื่องมาจากเหตุผล    ประการ  คือ 

 

๑.)  ภูมิหลังภายในประเทศ  สำหรับแนวคิดหลักของโลกาภวัฒน์  มีรากฐานที่ฝังแน่นมาจากประเทศตะวันตก  โดยนิยามโลกาภิวัฒน์  คือ  กำแพงที่พังทลาย,  โลกที่ไร้กำแพง,  รัฐฐาธิปัตย์ที่แตกสลาย  หรือความหมายอื่นๆ  ซึ่งไม่เป็นที่พอใจนักสำหรับนัการเมืองทั้งหลายของรัสเซีย  ในรัสเซียแล้ว  บ่อยครั้ง  โลกาภิวัฒน์ถูกตีความว่าเป็นตัวการที่ทำลาย  ขัดขวางการรวมตัวกันของดินแดนต่างๆในประเทศ   รัฐบาลกลางเองได้ตอบโต้โลกาภิวัฒน์โดยการยอมรับการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่ ไม่ใช่องค์กรของรัฐ ในระดับสูง  เช่น  เอ็นจีโอ  สำนักงานของดินแดนต่างๆ  เทศบาลเมือง  เป็นต้น  ในการเข้ามาทำหน้าที่ร่วมกับรัฐ  แต่มีผู้คนส่วนน้อยในเครมลิน  สงสัยเกี่ยวกับข้อสมมติของรัฐฐาธิปัตย์  คือ  แนวทางพื้นฐานในการเข้าใจการจัดการชีวิตทางสังคมสมัยใหม่  และให้บริการสินค้าสาธารณะ  เนื่องจากโลกาภิวัฒน์ได้ทำให้เครื่องมือในการดำเนินนโยบายของประเทศได้อ่อนแอลง ดังนั้นรัฐบาล สหพันฐรัฐพบการคุกคามจากโลกาภิวัฒน์ในบางเวลา

 

การรับรู้  “โลกาภิวัฒน์”  ของชาวรัสเซีย  ได้เผยให้เห็นช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างรัสเซีย  และประเทศ ทางตะวันตก  ช่องว่างที่ว่านี้สามารถอธิบายไ้ด้วยความจริงที่ว่า  ในบริบทของประเทศตะวันตกแล้ว  ส่วนสำคัญ ที่สุดของ  โลกาภิวัฒน์  คือ  ผู้เล่น  และตัวแทนทางสังคม  มากกว่าที่จะเป็น  “รัฐ”  เช่น  กลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ  กลุ่มพันธมิตรผู้ผลิต  บริษัทเอกชน  เป็นต้น  ในความเป็นจริงแล้ว  พบว่า  โลกาภิวัฒน์  เป็นบทประยุกต์ของ  ทฤษฎีการค้าเสรี  สู่  การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  ดังนั้น  จึงพึ่งพากับบทบาทการแลกเปลี่ยนทาง เศรษฐกิจของภาคเอกชน  จะเห็นได้ว่านี่ไม่ใช่เพียงกรณีรัสเซียเท่านั้น  ที่ภาคเอกชนยังไม่ได้รับการพัฒนา  แต่สิ่งเหล่านี้กำลังก่อตัวไปทั่วโลก

 

๒.)  สาเหตุนี้พบได้จากการพัฒนาในพื้นที่  หรือประเทศอื่นๆ  รอบโลก  อันเนื่องมาจากการปรากฏขึ้นของ สังคม  การเมือง  และเศรษฐกิจรูปแบบใหม่  ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นกลางกับเขตทางภูมิศาสตร์  จะพบว่า  เอกลักษณ์ของดินแดนนั้นยังคงเป็นบทบาทสำคัญในการก้าวสู่เวทีสากล  ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน ในกรณีนี้  คือ  การเกิดขึ้นของรัฐใหม่,  การขัดแย้งของแนวเส้นเขตแดน,  ความวิตกกังวลกับการอพยพ เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย  เป็นต้น  ท่ามกลางภาวะที่ช่องว่างทางสังคม  เศรษฐกิจ  การเมือง  ที่กว้างขึ้น  และกว้างขึ้นทุกวันนี้  ระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ประเทศตะวันตก (จีน,  อิรัก,  อิหร่าน,  ลิเบีย,  อินเดีย,  เป็นต้น)  และประเทศตะวันตก  กลายเป็นสิ่งที่ท้าทาย  และคำถามสำหรับรัสเซียในการรับเอาโลกาภิวัฒน์

 

 

๒.)  ดินแดนต่างๆ

 

เป็นที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ที่ผู้มีอำนาจในการบริหารเหนือดินแดนจำนวนมาก  สามารถพัฒนา ไปยังจุดที่เสรีมากขึ้น  โดยเปรียบเทียบกับรัฐบาลกลาง  ในการสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศ   พบได้ชัดเจนในกรณี  เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก,  แคว้นนิจนีนอฟโกรอด,  แคว้นสามารา,  แค้วนนอฟโกรอด  และสาธารณรัฐตาตาร์สถาน  ดินแดนเหล่านี้เป็นผู้บุกเบิกในการนำเสนอ  กฎหมายในการจูงใจการลงทุนจาก นักลงทุนชาวต่างประเทศ  ตามที่ผู้ว่าการเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์กสคนก่อนหน้า  นายอนาโตลี  ซอบชัค ซึ่งเป็นที่โด่งดังในเรื่องความคิดเสรีภาพ  รัฐบาลของซอบชัค  เมื่อ  ค.ศ.  ๑๙๙๓  ได้เซ็นต์บันทึกข้อตกลงร่วมมือ ทางเศรษฐกิจกับ ประเทศคอมมิวนิสต์เก่ามากมาย  รวมทั้งประเทศลิธัวเนีย  และประเทศบัลแกเรีย  ขณะที่รัฐบาล กลางยังเริ่มได้เล็กน้อย  คณะผู้บริหารของแค้วนนอฟโกรอด  ละเลยกับข้อบังคับของรัฐบาลกลาง  โดยบังคับใช้  กฎหมายใหม่ในการถือครองที่ดิน  ซึ่งอนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถเช่าที่ดินได้เป็นเวลา  ๔๙  ปีต่อครั้ง  ด้วยเหตุผลที่ชัดเจน  คือ  ดินแดนต่างๆ  ไม่สามารถรับได้กับกฎหมายที่อำนวยความสะดวกกับบางดินแดน  ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับนักการเมือง  ขณะที่ดินแดนเหล่านี้ได้ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน  คือ  การเติบโตทางเศรษฐกิจ  และพยายามกระตุ้น ให้เศรษฐกิจผูกกับเศรษฐกิจของต่างประเทศ

 

ตัวอย่างอันชัดเจน  เช่น  ดินแดนที่ไม่พอใจกับการเรียบเก็บอัตราภาษีศุลกากรในระดับสูง  โดยรัฐบาลกลาง  และความพยายามกีดกันไม่ให้มีการเซ็นข้อตกลงความร่วมมือกันในระดับดินแดน  บ่อยครั้งที่ประกอบการในดินแดนเหล่านี้ต้องประสบกับภาวะที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  จากเครื่องมือที่นำเข้ามาจากหุ้นส่วนทางตะวันตก  เนื่องมาจาก  ระดับอัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บกับ เครื่องมือเหล่านี้อยู่    ระดับสูงถึง  ร้อยละ  ๓๐  ของมูลค่าเครื่องมือ  ผู้บริหารดินแดนเหล่านี้จึงวิจารณ์รัฐบาลกลางอย่างหนักหน่วง ที่ให้ความสนใจในการสร้าง ฐานะทางการคลังที่แข็งแกร่ง  แต่ไม่ใส่ใจต่อความต้องการทาง เศรษฐกิจของดินแดนนั้น

 

นอกจากนั้นดินแดนต่างๆ  พยายามเรียกร้องให้รัฐบาลกลางให้ความสนใจกับประเด็นนิเวศวิทยา    สามารถสะท้อนได้จากตัวอย่างดังนี้  คือ  ผู้บริหารของแคว้นคีรอฟ  ได้แต่งตั้งคณะกรรมการในการควบคุม การนำเข้าสารเคมีเพื่อการผลิตอาวุธเข้ามาในแคว้นคีรอฟ  นอกจากนั้นประเด็นของการรักษาความปลอดภัย ให้แก่ประชากรในสังคม  และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม  กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งลำดับแรก  ในการบริหารของรัฐบาลดินแดนต่างๆ  เหมือนกันนั้น  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อมของสาธารณรัฐโคมิ  ได้ตั้งโปรแกรมการวิจัยทางนิเวศวิทยาในศึกษาผลกระทบอันเนื่องมาจาก  การทดลองขีปนาวุธรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม

 

ความแตกต่างระหว่างกลยุทธ์ภูมิศาสตร์การเมืองของรัฐบาลกลาง  และกลยุทธ์ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ของรัฐบาลดินแดนต่างๆ  ถูกเรียกว่า  “หนีรถถัง  ปะตลาด,”  หรือ  “นักรบ  ปะทะ  พ่อค้า”  ความแตกต่างระหว่าง ทั้งสองกลยุทธ์เห็นได้ชัดเจนในดินแดนชายแดน  ความเห็นนี้เป็นที่แพร่หลาย ท่ามกลางผู้เชียวชาญ  ที่ว่า  ความ พยายามส่งเสริมหน้าที่เป็นช่องทางติดต่อของดินแดนชายแดน  จะกลายเป็นแนวโน้มสำคัญที่เห็นได้ชัดเจน  เช่นกรณีชายแดนทางด้านตะวันตก  โดยเฉพาะส่วนที่ติดต่อกับ ประเทศนอร์เวย์  และประเทศฟินแลนด์  รวมทั้ง  ชายแดนทางด้านตะวันออก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่ติดต่อกับประเทศจีน

 

ขณะเดียวกันนั้น  จะพบว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้แคว้นคาลินินกราดต้องประสบกับภาวะถดถอย ทางเศรษฐกิจมากกว่ารัสเซียเอง  เมื่อ  ค.ศ.  ๑๙๙๑  เนื่องมาจากความสนใจของกรุงมอสโก ในการใช้วิธีการเจรจา ทางการทหาร  รวมทั้งคำตอบในประเด็นความปลอดภัยระหว่างรัสเซีย  และประเทศรอบทะเลบอลติก  ด้วยเหตุนี้เอง  ได้ชะงักความสนใจของชาวยุโรปที่จะเข้ามาลงทุน  รวมทั้งมีการยับยั้งการเจรจาที่เริ่มอยู่ก่อนแล้ว เช่น  การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจเสรี  นอกจากนั้นนโยบาย ทางเศรษฐกิจเองไม่ได้เอื้อประโชยน์ต่อชาวรัสเซียเอง  ความสนใจของคนชนบท  รัฐบาลกลางได้เรียกเก็บ ภาษีศุลกากรในอัตราที่สูงกับสินค้าที่มาจากประเทศเอสธัวเนีย  เข้าสู่แคว้นปสคอฟ  เพื่อเป็นการลงโทษ แคว้นปสคอฟในการพยายามสร้างบทบาทเป็นประตูสู่ยุโรปเหนือ


รัฐบาลกลางให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ  เห็นได้จากความขัดแย้งในความสนใจ  ในกรณีนี้  การสร้างดินแดนขึ้นใหม่  จึงเป็นคำตอบที่ชัดเจน  และท้าทายต่ออำนาจรัฐ  แต่อย่างไรก็ตามยังมีการโต้เถียง ในประเด็นของระดับอำนาจระหว่างรัฐบาลกลาง  และดินแดน  ที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างทางสังคมของรัสเซียมา ช้านาน  และเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  จึงเป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลกลางจะคิด  และกระทำในลักษณะรูปแบบ  “ความสนใจที่สำคัญของประชาชน”,  “ความเคารพ  ให้เกียรติชนในชาติ”  ขณะเดียวกันรัฐบาลของดินแดนต่างให้ความสนใจ กับกลยุทธ์การอยู่รอดทางเศรษฐกิจ  ใบบริบทที่กว้างขึ้น  คือ  บริบทระหว่างประเทศ  รวมทั้งยังนำแนวคิดความปลอดภัย  และมั่นคงของเมืองมาใช้ด้วย 

 

นอกจากนั้นควรทำความเข้าใจเบื้องต้น  เกี่ยวกับสภาพความเป็นจริงที่สำคัญในขณะนี้  คือ  ๑.)  กลยุทธ์ภูมิศาสตร์  เศรษฐกิจของดินแดน  เป็นช่วงที่เพิ่งตั้งไข่  นั่นคือ  เพิ่งเริ่มต้น  เพิ่งสร้างแนวโน้มที่ชัดเจน  การร่วมมือระหว่างกัน  และการเหลื่อมทับกันไม่ว่าจะเป็นประเด็น  ระบบนิเวศ  ภูมิศาสตร์การเงิน  หรือ  ภูมิศาสตร์เกษตรกรรม  ๒.)  แนวคิดเกี่ยวกับภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ  ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในหมู่ชนชั้นนำของดินแดนต่างๆ  ในรัสเซีย  แนวทาง ในการดำเนินการภูมิศาสตร์เศรษฐกิจยังมีอุปสรรคขัดขวางอยู่หลายประการ  คือ  ก.)  แนวคิดของภาระกิจของดินแดนยังไม่ชัดเจน  อ่อนแอ  ไม่มีวิสัยทัศน์   ยึดติดกับรูปแบบเดิม  ข.)  ความร่วมมือเชิงลบระหว่างกลุ่มผู้บริหารรัฐบาลดินแดน  เช่น  การป้องกันอุตสาหกรรม ภายในดินแดนจากภาวะ การแข่งขันจากภายนอก  เห็นได้ชัดว่า  ตัวกำหนดโลกาภิวัฒน์  ยังไม่มีความแข็งแกร่งพอที่จะชี้นำการตัดสินใจ เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่างประเทศ  ๓.)  ไม่ควรคาดหวังว่า  การดำเนินกลยุทธ์ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ  ของดินแดนจะปราศจากความรุนแรง   ความขัดแย้ง  ในการนำภูมิศาสตร์เศรษฐกิจมาใช้เป็นกลยุทธ์  ดินแดนต่างๆ  ควรที่จะเรียนรู้มันให้ดี  และเตรียมตัวที่จะรับมือกับ  “สงครามภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ”,  “อาวุธภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ”  และ  “การขยายลัทธิภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ”  เป็นต้น

 

การดำเนินนโยบายทางการทูตของดินแดนต่างๆ  ได้สร้างภาวะยุ่งยากแก่รัฐบาลกลาง  อันเนื่องมาจาก เหตุผล  ดังนี้ 

 

๑.)  บทบาทของผู้นำดินแดนต่างๆ  ในเวทีระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ซึ่งอาจ ต่อต้านแนวทางภูมิศาสตร์การเมืองของรัฐบาลกลาง  รวมทั้งกฎระเบียบระหว่างประเทศ  ดังนั้นสาธารณรัฐ บัชคอร์โตสถาน  และสาธารณรัฐฮาคาซียา  โดยมีกฎหมายระหว่างประเทศที่ บางส่วนมาจากของรัฐจอร์เจีย  สหรัฐอเมริกา  

 

๒.)  เกิดความหวาดกลัวขึ้นท่ามกล่างปัญญาชน  และนักการเมือง  ที่ว่า  การดำเนินนโยบาย ต่างประเทศของดินแดน  โดยไม่สามารถควบคุมได้  ในระยะยาวแล้วอาจก่อให้เกิดการแยกตัวออกจากสหพันฐรัฐ  เห็นตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจนคือ  ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลาง  และชนชั้นนำของดินแดน  ในประเด็นการ ปฏิเสธหลายครั้ง ของสภาสูงแห่งสหพันฐรัฐในการผ่านกฎหมายว่าด้วย  ความพยายามรักษา  ส่งเสริม  สนับสนุน การรวมเป็นหนึ่งเดียวของดินแดนต่างๆของรัสเซีย  ซึ่งได้ให้อำนาจแก่หน่วยงานของรัฐบาลกลาง ในการประกาศ  ดินแดนนั้น   ให้เป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถควบคุมได้เป็นการชั่วคราว  และยังใช้อำนาจในการบังคับใช้กฎหมายใน ดินแดนนั้น  เพื่อนำมาสู่ภาวะปกติ  

 

๓.)  รัฐบาลกลางแห่งสหพันรัฐได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงในกรณี  บทบาทบนเวทีโลกของการเมือง ในดินแดนต่างๆ  ทำให้กระบวนการการดำเนินนโยบายต้องประสบกับ ความยุ่งยาก  และสร้างอุปสรรคต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลกลาง    จุดนี้เป็นการยากที่จะ ชัดจูง  เนื่องจาก  ประชาธิปไตย  คือ  การแข่งขันของสถาบัน  ที่ไม่จำกัดจำนวนผู้เล่นทางการเมือง  ดังนั้น  จากการวิพากษ์วิจารณ์ของรัฐบาลกลาง  สามารถกล่าวได้ว่า  การดำเนินนโยบายต่างประเทศควร ได้รับการส่งเสริม และสนับสนุนอย่างกว้างขวาง  และส่งเสริมให้นำมาปฏิบัติ  ส่งผลเป็นรูปธรรม  อย่างน้อยก็ในช่วงเวลา ที่ประกาศใช้  ในความเป็นจริงแล้ว  การดำเนินกลยุทธ์ระยะยาว สำหรับการดำเนินนโยบายต่างประเทศของ รัสเซียต้องได้รับการขัดเกลา  และประเด็นที่สำคัญ ลำดับแรกก็ถูกสับเปลี่ยนไปเรื่อย  ขณะที่ความเป็นไปได้ของ ภาวะต่างๆเป็นที่ถกเถียงอย่างมาก  ไม่ว่า  การตกลงความร่วมมือกันเพื่อความปลอดภัยกับประเทศจีน  การเข้าร่วมองค์กรของประเทศเซอร์เบีย  การเผชิญหน้ากับนาโต  เป็นต้น

 


๓.  ดินแดนขนาดใหญ่

 

โครงการการสร้างดินแดนขนาดใหญ่  เป็นส่วนหนึ่งของวาระทางการเมืองของรัสเซียในทศวรรษที่  ๑๙๙๐  แนวความคิดนี้ถูกพฒนาขึ้นโดย  พรรคยาโบลโก  เพื่อผลักดัน  ส่งเสริม  การให้ความสำคัญกับ  จุดรวมของการพัฒนาดินแดน  ให้กลายเป็นศูนย์กลางของดินแดนขนาดใหญ่ทั่วรัสเซียในอนาคต  หนึ่งในข้อสนับสนุนที่สำคัญ  คือ  ส่วนใหญ่ของดินแดนขนาดเล็กมีสถานะทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ  ดังนั้นไม่ สามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้  สร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งได้  รวมทั้งไม่สามารถค้นหาจุดเด่นของตัวเองใน ตลาดโลกได้  ซึ่งต่อมานายปรีมาคอฟ  นายกรัฐมนตรีของรัสเซียเองยังมีความเห็นสอดคล้องกับความคิดนี้


ความพยายามเริ่มต้นในการที่จะนำเอาแนวคิดองค์กรระหว่างดินแดน  กลับไปยังต้นทศวรรษ  ๑๙๙๐  เมื่อผู้นำของสหพันธรัฐ  พยายามสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ  ตัวอย่างเช่น  ข้อตกลงไซบีเรียน   ข้อตกลงวอลก้า  เป็นต้น  แต่อย่างไรก็ตาม  องค์กรเหล่านี้ประสบความล้มเหลว ในการเป็นทำหน้าที่บทบาททางการเมือง  และกำลังขาดการร่วมมือมากขึ้นเรื่อยๆ  เนื่องด้วยความไม่ชัดเจน ในประเด็นกฎหมาย  และความขัดแย้งหลาย ประการระหว่างดินแดน

 

ในเดือนพฤษภาคม  ค.ศ.​​  ๒๐๐๐  นายปูตินก้าวสู่การดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีคนใหม่ทำให้แนวคิดเก่า  ในการเปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมดของดินแดนต่างๆของรัสเซีย ถูกนำมาใช้อีกครั้ง  ตามคำประกาศของ ประธานาธิบดี  ลงวันที่  วันที่  ๑๓  พฤษภาคม  ค.ศ.  ๒๐๐๐  ได้กำหนด    เขตการปกครองตามสหพันธรัฐ  แต่ละเขตการปกครองจะควบคุมโดยตัวแทนประธานาธิบดี  เขตการปกครองดินแดนที่เกิดขึ้นใหม่นี้เกิดขึ้น พร้อมกับเขตการปกครองทางทหาร  และ    คน  จาก    คนที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทน   ดำรงตำแหน่งนายพล   จากที่กล่าวมาข้างต้น  นำไปสู่สมมติฐานที่ว่า  ประเด็นความมั่นคง  และความปลอดภัย  เป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้  ขณะที่ปูตินเองเรียกการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า  การปฏิรูปการบริหารแห่งรัฐ  ภายใต้การปกครอง ระบอบประธานาธิบดี    และเป็นที่ชัดเจนว่าผลลัพธ์จากการ กระทำครั้งนี้จะส่งผลกระทบหลักต่อ รัฐแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย  การปกครองโดยตัวแทนประธานาธิบดีจะใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่ในการควบคุม เขตการปกครอง  และตัวแทนเหล่านี้อาจเพิ่มบทบาททางการเมืองมากขึ้น  และกลายเป็นผู้เฃ่นสำคัญ มากกว่ารัฐแห่งสหพันธรัฐทั่งเวทีในประเทศ  และนอกประเทศ

 

 

๔.  เมืองใหญ่

 

ถ้าให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางและดินแดนต่างๆ  ถูกพิจารณาในรูปแบบของภูมิศาสตร์การเมือง  และภูมิศาสตร์เศรษฐกิจแล้ว  ข้อถกเถียงระหว่างดินแดนและหน่วยงานของเมืองต่างๆ  คงอยู่บนพื้นฐาน ของประเด็นกระบวนการการกระจายอำนาจ  และการจัดสรรทรัพยากรที่ยังไม่เรียบร้อย  โดยตามสถาบัน ทางการ เมืองแล้ว  การปกครองตนเองของท้องถิ่น  ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบอำนาจแห่งรัฐ  ด้วยเหตุนี้และเชิงประจักษ์ในการแข่งขันการเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุด  เป็นการเปิดทางเข้ามามี บทบาททางการเมือง  และสนับสนุนการท้าทายอำนาจของผู้ว่าการของเมือง

 

ตั้งแต่ปี  ค.ศ.  ๑๙๙๘  รัสเซียเข้าร่วมปฏิณญาแห่งสหภาพยุโรปว่าด้วยการปกครองตนเองของท้องถิ่น  ทำให้เมืองได้รับกรอบกฎหมายสำคัญในการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ  ตั้งแต่การเข้าเป็นสมาชิก สภาสหภาพยุโรป  ปี ค.ศ.  ๑๙๙๖  รัสเซียได้ให้ปฏิณญาในการปฏิบัติตามกฎว่าด้วยเมืองที่ประกาศใช้ในปี  ค.ศ.  ๑๙๙๒  โดยทำให้การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองระดับรากหญ้า  เป็นประเด็นการพิจารณา ระหว่างประเทศ

 

การปกครองตนเองของท้องถิ่น  อันแสดงถึงการก่อตั้ง  และการปรากฏของระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้ จริง  ได้รับทั้งความสนใจ  และการช่วยเหลือทางการเงิน  จากกลุ่มเอ็นจีโอต่างประเทศ  เช่น  กองทุนโซรอส  ได้จัดตั้งโครงการ  “เมืองเล็กในรัสเซีย”  โดยมีวัตถุประสงค์  เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในระดับรากหญ้า  ในการบริหารจัดการตัวเอง  และช่วยเหลือเมืองที่ไม่ได้ ปกครองในรูปแบบศูนย์กลางเข้ามามีส่วนร่วม  ในสังคมอินเตอร์เน็ตระดับโลก  นอกจากนั้่นกองทุนอเมริกัน  ยูเรเชีย  โดยสำนักงาน     กรุงมอสโก  มีการสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการพิเศษ  สำหรับการปกครองตนเองของท้องถิ่น  และสถาบันวิจัยไตรเองเกล  ทำงานภายใต้องค์กรยูเซด  ได้ร่วมมือกับสถาบันเมืองแห่งรัสเซีย  ในการดำเนินโครงการจำนวนมากมาย  เพื่อที่จะ  รายงานความคืบหน้า  สถานะทางการเงินของเมือง  และทำประชาพิจารณ์ในประเด็นงบประมาณ

 

เมืองหลักๆ  ของรัสเซียมีความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน  ความจำเป็นพื้นฐานต่างๆ ในการก้าวสู่ บทบาทเวทีโลก  เมืองเหล่านี้มีทั้งระบบการคมนาคมขนส่ง  และเครือข่ายการติดต่อสื่อสาร  การบริการ  การธนาคาร  และอุตสาหกรรม  เป็นต้น  ร้อยละ  ๖๐ – ๙๐  ของบริษัท  หรือกิจการที่เป็นของต่างชาติตั้งอยู่ในเมืองใหญ่  โดยเฉพาะสองเมืองใหญ่ของรัสเซีย  คือ  มอสโก  และเซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก  และบ่อยครั้งถูกหมายถึงประตูสู่โลกาภิวัฒน์ที่มีพลวัตสูง  ดังนั้นจึงไม่เป็นที่แปลกใจที่  นายลูซคอฟ  กลายเป็นบุคคลที่มีประวัติทางการเมืองสูง  และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

 

บทบาทของเมืองที่ผูกเศรษฐกิจไว้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของต่างชาติมีความสำคัญอย่างยิ่ง  เช่น  ผู้บริหารของดินแดนครัสโนดาร์  และแคว้นยารอสลัฟล์  เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภายในเขตเมือง 

 

เมืองยังมีบทบาทสำคัญในการนำประเทศสู่ความเป็นสากล  อารยะประเทศ  ทัดเทียมนานาประเทศ  เนื่องมาจากที่ว่าปัจจุบันนี้  นายกเทศมนตรีเมืองหลายเมืองเป็นคนวัยหนุ่ม  อายุน้อย  มีความคิดที่เปิดเสรีภาพ มากขึ้น  มากกว่าผู้ว่าการ  และยังมีความเฉลียวฉลาดมากกว่า  รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนจาก  กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก  และขนาดกลาง  บุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่ก่อร่างสร้างตัวมาด้วยตัวเอง  เป็นกลุ่มประชาธิปไตย  ที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากลัทธิคอมมิวนิสต์

 

ขอขอบใจผู้สนใจทุกท่าน

 


Read Full Post »

recommendare

Ubonrat

บันทึก

จากรายงานหัวข้อ “วาทกรรม  และ  วงศาวิทยาการปฏิรูปสื่อ”

 

รายงาน  โดย

รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์  

ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ปี 2551-2552

คณะนิเทศศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

พิมพ์เผยแพร่ใน

สื่อวิทยุโทรทัศน์ไทยใต้เงื้อมมือ กสช., กรุงเทพ: สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

และ Friedrich-Ebert-Stiftung (FES), 2548

 

ความมีดังนี้

 

สถานะของการปฏิรูปสื่อวิทยุและโทรทัศน์เดินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง นับจากวันที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ ประกาศใช้ในเดือนตุลาคมเมื่อ ๘ ปีที่แล้ว จุดเปลี่ยนที่ว่านี้ หลายคนมีความเชื่อว่า มีสาเหตุมาจากการก่อตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติหรือ กสช. เพราะคนกลุ่มนี้คือผู้ที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายว่าใครจะได้รับการจัดสรรความถี่ คนที่อยู่ในวงการสื่อสารมวลชนต่างเฝ้าติดตามอย่างใจจดใจจ่อว่า ๗ อรหันต์เป็นคนในโผไหน และจะมีการแบ่งสันปันส่วนคลื่นความถี่ใหม่อย่างไรหรือไม่ หรือจะเข้ามาเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มไหนเป็นพิเศษ

 

แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหนต่างก็มองความเปลี่ยนแปลงจากผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้งทั้งสิ้น สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของคลื่นวิทยุและโทรทัศน์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการหรือผู้รับสัมปทานเอกชน เป้าหมายหลักคือการรักษาสมบัติเดิมเอาไว้ให้ถึงที่สุด ส่วนผู้ที่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ครั้งแรกในรอบ ๕๐ ปีที่ความฝันในการเป็นผู้ดำเนินการหรือประกอบการวิทยุและโทรทัศน์จะกลายเป็นจริงขึ้นมา

 

วาทกรรมสองด้าน : ประชาชนมีสิทธิพูด รัฐห้ามประชาชนพูด

การปฏิรูปสื่อเป็นวาทกรรมใหม่ ที่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมภายหลังเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ๒๕๓๕ เสนอโต้แย้งกับวาทกรรมหลัก (dominant discourse) ของรัฐในเรื่องการเป็นเจ้าของคลื่นความถี่วิทยุและโทรทัศน์ รัฐได้ให้ความหมายและเอกลักษณ์แก่วิทยุและโทรทัศน์ในฐานะเป็นสื่อของรัฐ ตอกย้ำต่อเนื่องหลายสิบปีจนประชาชนรับรู้และรับเชื่อว่า มีเพียงรัฐเท่านั้นที่มีสิทธิเป็นเจ้าของ ความรู้ที่รัฐกำหนดและให้ความหมายเช่นนี้ ถูกถ่ายทอดให้มีสถานะเป็น “ความจริง” (truth) ในขณะเดียวกัน วาทกรรมหลักของรัฐก็ได้ปิดกั้นวาทกรรมอื่น ๆ ไม่ให้มีพื้นที่ทางสังคม รวมทั้งถูกปฏิเสธความชอบธรรมว่าไม่มีสถานะแห่งความจริง และมิใช่ความรู้

 

ปัจจุบัน เรื่องของการปฏิรูปสื่อได้เผยให้เห็นว่ามีความรู้ภาคปฏิบัติการ และมีความรู้ทางทฤษฎีรองรับจนสามารถท้าทายวาทกรรมหลักเรื่องสื่อของรัฐได้ ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องความรู้และอำนาจที่แตกต่างกันระหว่างรัฐและภาคประชาชน ซึ่งในเรื่องนี้จะได้กล่าวถึงต่อไปในส่วนที่สองของบทความ

 

ส่วนแรก : สาระสำคัญของวาทกรรมการปฏิรูปสื่อ

ในส่วนแรกจะกล่าวถึงสาระสำคัญของวาทกรรมการปฏิรูปสื่อ คือวาทกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งมีความเป็นนามธรรมอยู่สูงมาก และเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยากในความเชื่อของชนชั้นนำและปัญญาชน พวกเขาส่วนใหญ่เชื่อว่าประชาชนจะไม่ตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงทรัพยากรคลื่นความถี่โดยตรง แต่การก่อตัวของกระแสความเคลื่อนไหววิทยุชุมชนตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ น่าจะเป็นประจักษ์พยานได้เป็นอย่างดีว่า ประชาชนพร้อมทุกเมื่อในการแสดงตนเป็นเจ้าของสิทธิ และสามารถเข้ามาใช้สิทธิอันชอบธรรมของตนได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 

ปฏิบัติการทางวาทกรรมของกลุ่มวิทยุชุมชนเป็นคลื่นที่ปะทะโดยตรงกับวาทกรรมของรัฐที่ยังคงยึดมั่นอยู่ว่าคลื่นความถี่นั้น มีแต่รัฐที่มีสิทธิเป็นเจ้าของ การพูดและแสดงความคิดเห็นก็มีแต่รัฐที่มีสิทธิหรืออภิสิทธิ์เหนือประชาชนคนธรรมดา ดังนั้น ระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการควบคุมการใช้คลื่นความถี่เพื่อการสื่อสารทางวิทยุและโทรทัศน์ จึงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

 

มิหนำซ้ำ ยังกลับถูกนำมาใช้เพื่อกีดกั้นการใช้สิทธิของภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ พระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๔๙๘ ไปจนถึงมติและคำสั่งที่ลดทอนการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๙ ในเรื่องการพูดและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนผ่านสื่อรูปแบบต่าง ๆ

 

รัฐ ประชาสังคม และภาคประชาชนถือวาทกรรม (discourse) คนละชุด และมีการปฏิบัติการทางวาทกรรม (discursive practice)

 

ด้วยประวัติศาสตร์ กฎเกณฑ์ ความรู้ และอำนาจที่ต่างระดับกัน ในฝ่ายประชาสังคมและภาคประชาชนยึดถือวาทกรรมหลักในเรื่องสิทธิเสรีภาพที่ว่า การพูดและแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ (natural rights) ที่ทุกคนได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด สิทธิเสรีภาพเช่นว่านี้ ครอบคลุมกว้างขวางในเรื่อง “สิทธิเสรีภาพที่จะมีความคิด ความเชื่อ การพูดและการแสดงออกซึ่งความคิดและความเชื่อด้วยวาจา หรือด้วยสื่อ หรือศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ” (ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พ.ศ. ๒๔๙๑ มาตรา ๑๙)

 

บนหลักการพื้นฐานนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ รวมทั้งรัฐธรรมนูญภายใต้ระบบการเมืองแบบรัฐสภาของไทยก่อนหน้านี้ ได้ให้การรับรองและคุ้มครองไว้อย่างชัดแจ้ง หากพิเคราะห์ที่มาและที่ไปของสิทธิเสรีภาพในการคิด เชื่อ และแสดงความคิดเห็น (ซึ่งย่อมจะเหมือนหรือแตกต่างกันมากน้อยอย่างไรก็ได้) จะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของตะวันตก ไม่ใช่เรื่องนำเข้าจากต่างประเทศ หรือไม่ใช่เรื่องที่ไม่เป็นไทย (un-Thai) ดังที่ผู้ปกครองของไทยมักนำมาใช้ตอบโต้ประชาชน หากเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว เหตุใดรัฐธรรมนูญไทยหลายฉบับและรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยจึงถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะต้องมีการบัญญัติและให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลและสื่อมวลชนไว้อย่างกว้างขวาง

 

แท้ที่จริงแล้ว หลักการพื้นฐานที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีสภาพที่ครอบคลุมทั้งสามัญชน ชนชั้นนำและชนชั้นปกครองอย่างเสมอหน้ากันตามนัยแห่งนิติธรรม ดังนั้น จึงหมายความว่าหลักการของสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทำให้แต่ละฝ่ายต่างก็ได้รับความเสมอภาคกันภายใต้การคุ้มครองอย่างเป็นธรรมของกฎหมาย อย่างไรก็ดี หากปราศจากการรับรองสิทธิเสรีภาพในการคิด การเชื่อ และการแสดงความคิดเห็น หรือการคิด อ่าน พูด เขียนเสียแล้ว ชนชั้นนำและชนชั้นปกครองก็จะตกอยู่ในฐานะสูญเสียสิทธิเสรีภาพเช่นเดียวกับสามัญชนคนทั่วไป ที่การพูดหรือการแสดงความคิดเห็นกลายเป็นเรื่องนอกการคุ้มครองของกฎหมายแม่บท

 

แต่ด้วยประวัติศาสตร์วาทกรรมที่แตกต่างกันคนละขั้วระหว่างรัฐกับประชาชน รัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐยังคงมีพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ตนเป็นผู้กำหนดว่าประชาชนมีสิทธิเสรีภาพหรือไม่มีสิทธิเสรีภาพในเรื่องใดบ้าง และในฐานะผู้มอบสิทธิเสรีภาพให้ประชาชนจึงมีอำนาจและอภิสิทธิ์เหนือประชาชน เราจึงเห็นข้อบังคับและระเบียบพิเศษหลายอย่างหลายประการที่ชนชั้นนำและชนชั้นปกครองตราขึ้น เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการพูดและแสดงความคิดเห็นของตน อาทิ

 

พระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๔๙๘

ที่ตั้งอยู่บนวาทกรรมว่ารัฐเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คลื่นแต่เพียงผู้เดียว จึงได้เขียนบทบัญญัติให้อภิสิทธิ์แก่รัฐในการเข้าถึงคลื่นความถี่ และห้ามผู้อื่นที่ไม่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ หากจะทำก็ต้องทำในนามของรัฐในระบบสัมปทาน ซึ่งเท่ากับเป็นการกำหนดมาตรการห้ามประชาชนพูดนั่นเอง นัยของวาทกรรมใน พ.ร.บ. วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์คือ การให้พูดเฉพาะเท่าที่อนุญาต และหากไม่พูดตามที่รัฐให้อนุญาต ก็จะถูกยึดใบอนุญาตคืน ไม่ให้พูดอีกต่อไป

 

กฎข้อบังคับในลักษณะนี้ จึงเท่ากับเป็นการจำกัดสิทธิในการพูดและการแสดงความคิดเห็นอย่างแจ้งชัด รัฐกำหนดประกาศิตว่าจะให้ใครพูดก็ได้ ไม่ให้ใครพูดก็ได้ เมื่อให้พูดแล้ว ยังต้องพูดเท่าที่ขีดเส้นกำหนดไว้ให้เท่านั้น หากพูดเกินเลยออกไป ก็จะถูกตัดสิทธิทันที

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประวัติศาสตร์ความคิดที่ชี้ว่ารัฐคือผู้กำหนดว่าประชาชนมีสิทธิพูดมากน้อยเพียงใดก็ได้แสดงตนออกมาอีก ในคราวนายกรัฐมนตรีพบสื่อมวลชนครั้งแรกเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๔๘ สื่อมวลชนถูกนายกรัฐมนตรียกป้ายบอกว่าคำถามไม่สร้างสรรค์ อันที่จริง สื่อมวลชนเป็นตัวแทนของประชาชนเท่า ๆ กับที่นายกรัฐมนตรีก็เป็นตัวแทนของประชาชนเช่นกัน แต่ในเวทีดังกล่าวสื่อมวลชนถูกกำหนดกรอบการพูดและการถามไว้แล้ว สื่อมวลชนจึงมีหน้าที่ถามเท่าที่นายกรัฐมนตรีอนุญาตให้ถาม นอกเหนือกว่านั้นถือว่าเกินเส้นที่ขีดไว้ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้ถามหรือไม่อนุญาตให้พูด แม้รัฐธรรมนูญจะรับรองสิทธิเสรีภาพในการพูดของสื่อมวลชน แต่ปฏิบัติการทางวาทกรรมของรัฐผ่านอำนาจนายกรัฐมนตรี ยังตรึงติดอยู่กับการใช้อภิสิทธิ์พูดฝ่ายเดียว ถามเอง ตอบเอง ห้ามสื่อมวลชนพูด หรือถาม หรือวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นนอกกรอบ

 

วงศาวิทยาการปฏิรูปสื่อ  วงศาวิทยาการแห่งการต่อสู้ทางอำนาจ

 

กระบวนการปฏิรูปสื่อได้ล้มล้างความเชื่อและจารีตในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ที่รัฐไทยตีกรอบไว้อย่างแน่นหนาตลอดมา อย่างน้อยที่สุด วาทกรรมการปฏิรูปสื่อได้เปิดเผยให้เห็นการผูกขาดครอบครองสื่อของรัฐว่ามีความไม่ชอบธรรมอย่างไรบ้าง

 

การผูกขาดสื่อที่ผ่านมาได้สร้างพลังอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจให้แก่รัฐและบุคคลของรัฐในรูปแบบต่าง ๆ ในและนอกระบบการเมืองและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ปฏิบัติการวาทกรรมของรัฐยังได้สร้างจารีตปฏิบัติ ความคิด ความเชื่อ คุณค่า และสถาบันที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ ขึ้นมา รัฐสามารถสะสมความรู้ และอาศัยระเบียบกฎเกณฑ์จากจารีต ความเชื่อมาใช้จัดการกับความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน ในยามปกติ รัฐสั่งการและสร้างวาทกรรมหลัก ผ่านสื่อของรัฐครอบงำความคิดประชาชน ในยามวิกฤตสื่อของรัฐทำงานในลักษณะบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร เพื่อคงอำนาจครอบงำของวาทกรรมหลักไว้

 

ส่วนที่สอง ประยุกต์แนวคิดมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) มาใช้กับเรื่องการปฏิรูปสื่อ

ส่วนที่สองของบทความจะนำเอาแนวความคิดของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) นักวิชาการชาวฝรั่งเศสที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความรู้ (knowledge) และอำนาจ (power) ในการต่อสู้ของวาทกรรมและปฏิบัติการทางวาทกรรมมาประยุกต์ใช้กับเรื่องการปฏิรูปสื่อโดยย่อ อาศัยวิธีศึกษาที่เรียกว่า Genealogy หรือวงศาวิทยาตามที่ธงชัย วินิจจะกูล (๒๕๓๔) บัญญัติศัพท์ไว้ เพื่อวิเคราะห์ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและความรู้ที่เกิดขึ้นในเรื่องการปฏิรูปสื่อ และชี้ให้เห็นถึง “วิทยุชุมชน” ซึ่งเป็นสิ่งที่ใหม่ที่ปรากฏตัวขึ้น (emergence)

 

แม้ว่าความรู้เกี่ยวกับวิทยุชุมชนจะเป็นความรู้ใหม่สำหรับสังคมไทย แต่กลับมีพลังอำนาจในการต่อกรกับรัฐ เนื่องจากอำนาจที่แฝงอยู่ในความรู้เรื่องนี้มีเหนือความรู้ที่รัฐมีอยู่ สิ่งที่สังคมเคยเชื่อว่าเป็นความจริง และมีอำนาจครอบงำเหนือสังคมกำลังถูกสั่นคลอน เพราะพลังของอำนาจที่แนบเนื่องมากับความรู้ชุดใหม่นี่เอง

 

ในอดีตที่ผ่านมา รัฐมีความรู้และมีอำนาจในเรื่องการควบคุมสื่อวิทยุและโทรทัศน์อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รัฐมีทั้งกฎหมายและหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางสถาบัน (institutional apparatus) และมีเทคนิควิธีการ (techniques) ที่ใช้ในการควบคุมหรือลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎระเบียบต่าง ๆ เครื่องมือเหล่านี้ปรากฏอยู่ในรูปของ กฎหมาย ระเบียบ มาตรการการดำเนินงาน อาทิ ระเบียบเรื่องใบอนุญาตผู้ประกาศ ใบอนุญาตผู้ผลิตรายการ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอำนาจแฝงฝังอยู่ เป็นกลยุทธ์ในเชิงความสัมพันธ์ของอำนาจที่ต้องมีความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นฐานสนับสนุน

 

เช่นเรื่องใบอนุญาตผู้ประกาศ อาศัยความรู้ในเรื่องการอ่านและพูดออกเสียงภาษาไทย และรัฐโดยกรมประชาสัมพันธ์ คือผู้มีอำนาจกำหนดว่าการออกเสียงที่ถูกต้องคือการออกเสียงแบบไหน ผู้ที่สอบไม่ผ่านหรือไม่มีใบอนุญาต จะไม่มีสิทธิในการเป็นผู้ประกาศหรือผู้ผลิตรายการ

 

ในความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และอำนาจนั้น มีข้อน่าสนใจว่า อำนาจต้องได้รับการสนับสนุนจากความรู้ แต่ในขณะเดียวกัน อำนาจก็เป็นตัวกำหนดด้วยว่าอะไรคือความรู้ อะไรไม่ใช่ความรู้ และมีเพียงความรู้บางลักษณะเท่านั้น จึงจะถูกยอมรับว่าเป็นความรู้ที่ถูกต้อง ใช้ได้ และเป็นความจริง เช่น แม้ว่าผู้ประกาศบางคนจะมีความรู้ภาษาถิ่นเป็นอย่างดี อ่านและพูดได้ชัดเจน ถูกต้อง และไพเราะ แต่กลับเป็นความรู้ที่รัฐขีดกั้นว่า ภาษาถิ่นไม่ใช่ความรู้สำหรับการเป็นผู้ประกาศทางวิทยุและโทรทัศน์ เช่นนี้แล้ว ภาษาไทยกลางจึงเป็นความรู้เพียงหนึ่งเดียวที่ถูกต้อง มีสถานภาพเป็นความรู้ที่เป็นความจริงไปด้วยพร้อมกัน

Chart

แผนภูมิวงศาวิทยาการปฏิรูปสื่อในสังคมไทย (๒๕๓๕ – ๒๕๔๘) แสดงให้เห็นการปรากฏการณ์ซึ่งเป็นสาแหรกคู่ขนานที่นำมาสู่การปฏิรูปสื่อ สาแหรกหนึ่งคือการเรียกร้องผู้นำประชาธิปไตยในเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ๒๕๓๕ และการเคลื่อนไหวปฏิรูปการเมือง ซึ่งนำไปสู่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐อีกสาแหรกหนึ่งคือ การที่รัฐบิดเบือนข้อมูลข่าวสารและผูกขาดการครอบครองสื่อ ซึ่งนำมาสู่บทบัญญัติในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน (มาตรา ๓๙) สิทธิในการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ของประชาชน (มาตรา ๔๐) และสิทธิของนักสื่อสารมวลชนในการพูดความจริงตามจรรยาบรรณวิชาชีพ (มาตรา ๔๑)การเผยตัวของวาทกรรมการปฏิรูปสื่อ บนฐานความรู้และอำนาจชุดใหม่ที่ว่า คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสาธารณะของประชาชนและสังคมไทย และทุกคนมีสิทธิเข้าถึงทรัพยากรคลื่นความถี่ได้โดยตรง เป็นวาทกรรมที่หักล้างวาทกรรมหลักของรัฐลงอย่างสิ้นเชิง เป็นการปฏิเสธอำนาจของรัฐในการผูกขาดการเป็นเจ้าของคลื่นความถี่และการเป็นเจ้าของสื่อของรัฐ

 

ความเคลื่อนไหวเพื่อปฏิบัติการทางวาทกรรมของการปฏิรูปสื่อตามมาตรา ๔๐ ได้เผยตัวออกมาเป็นปฏิบัติการทางวาทกรรม ๓ กลุ่ม คือ

๑. การยกร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
๒. การสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.)
๓. การก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนในจังหวัดต่าง ๆ

 

ปฏิบัติการทางวาทกรรมของการปฏิรูปสื่อเรื่องแรก รัฐจำเป็นต้องออกกฎหมายลูกรองรับมาตรา ๔๐ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ต้องมีกฎหมายภายใน ๓ ปี ในกระบวนการร่างกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มีการต่อสู้ของวาทกรรม ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการเห็นการปฏิรูปอย่างถอนรากถอนโคน ประกอบด้วยตัวแทนของส่วนราชการกลไกรัฐที่เป็นเจ้าของคลื่น เสนอให้สาระสำคัญของกฎหมาย มุ่งที่การจัดตั้งองค์กรอิสระกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่เพียงองค์กรเดียว ทำหน้าที่ดูแลทั้งการใช้คลื่นเพื่อกิจการโทรคมนาคมและกิจการวิทยุ-โทรทัศน์

อีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายนักวิชาการ ต้องการให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ กำหนดเนื้อหาในเรื่องการประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์เป็นประเด็นหลัก เพื่อให้มีการวางกรอบกติกาในการปฏิรูปสื่อไว้ในกฎหมาย และให้แยกองค์กรกำกับดูแลออกเป็น ๒ องค์กร คือองค์กรหนึ่งกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม อีกองค์กรหนึ่งกำกับดูแลกิจการวิทยุและโทรทัศน์
ผลของการต่อสู้ระหว่างวาทกรรมฝ่ายปฏิรูปและฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิรูป ทำให้พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ๒๕๔๓ มุ่งไปที่สาระในเรื่องการจัดตั้งองค์กรอิสระเป็นด้านหลัก และละเลยเนื้อหาในเรื่องการประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ทั้งหมด กลายเป็นข้ออ้างของรัฐบาลและกรมประชาสัมพันธ์ ที่ยังคงนำพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาบังคับใช้ แม้ว่าจะขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ก็ตาม

 

ในการจัดทำพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ๒๕๔๓ ฝ่ายปฏิรูปสื่อสามารถเสนอหลักการสำคัญ ๓ เรื่องเป็นวาทกรรมใหม่ในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ๒๕๔๓ ได้สำเร็จ ได้แก่เรื่องการจัดตั้งองค์กรอิสระ ๒ องค์กร ในการกำกับดูแลการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ คือคณะกรรมกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)

 

เรื่องการจัดประเภทผู้ประกอบการกิจการวิทยุและโทรทัศน์ที่ให้แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน และเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ให้แก่ภาคประชาชน (มาตรา ๒๖)

 

ผลจากการออกพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ๒๕๔๓ ทำให้องค์ประกอบของวาทกรรมหลักของรัฐ ในการควบคุมและครอบงำสื่อวิทยุและโทรทัศน์เริ่มถูกสั่นคลอน อำนาจในการจัดการทรัพยากรในแบบที่เคยปฏิบัติมา ถูกท้าทายด้วยอำนาจและความรู้ใหม่ในกฎหมายฉบับนี้ ดังจะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวเรื่องวิทยุชุมชนที่จะกล่าวถึงต่อไป

 

ปฏิบัติการทางวาทกรรมของการปฏิรูปสื่อเรื่องที่สอง คือเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ในระยะแรกหลังจากที่กฎหมายประกาศใช้ รัฐและองค์กรภาคประชาสังคมได้ให้ความสนใจเรื่องการสรรหาคณะกรรมการ กสช. เป็นอย่างมาก เรื่องนี้จึงเป็นเวทีปฏิบัติการทางวาทกรรมของฝ่ายปฏิรูปสื่อและฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิรูปสื่อ ที่ต้องการช่วงชิงพื้นที่ในคณะกรรมการ กสช. ๗ ที่นั่งมาเป็นของฝ่ายตนให้ได้มากที่สุด ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และอำนาจในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างกรรมการสรรหา และผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ กสช.

 

ฝ่ายปฏิรูปสื่อได้อาศัยข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนของกรรมการสรรหา และผู้สมัครหลายคนเป็นแนวการต่อสู้ทางวาทกรรม และนำความรู้ดังกล่าวไปพึ่งอำนาจศาลปกครองในการวินิจฉัยชี้ขาดว่ากระบวนการสรรหาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อีกด้านหนึ่ง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีอาศัยอำนาจในฐานะผู้รับหน้าที่จัดการสรรหา ร่วมกับคณะกรรมการสรรหา ทำการช่วงชิงความชอบธรรมและยืนกรานว่าการสรรหาเป็นไปโดยชอบแล้ว

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ หลังจากล่วงเลยมาเกือบ ๕ ปี คณะกรรมการสรรหาได้เสนอรายชื่อผู้ผ่านการสรรหา ๑๔ รายไปยังวุฒิสภา เพื่อเลือกผู้สมัคร ๗ รายเป็นกรรมการ กสช. คาดว่าการคัดเลือกจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน ๒๕๔๘ (ขณะที่เผยแพร่บทความชิ้นนี้ การคัดเลือกดังกล่าวได้เสร็จสิ้นลงแล้ว – บรรณาธิการ)

 

ปฏิบัติการทางวาทกรรมของการปฏิรูปสื่อเรื่องที่สาม คือการก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนในจังหวัดต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าในระหว่างที่เวทีการสรรหากรรมการ กสช. กำลังมีการต่อสู้อย่างเข้มข้น ภาคประชาชนเริ่มก่อการเคลื่อนไหวจัดตั้งวิทยุชุมชนขึ้น และค่อย ๆ ขยายตัวไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ภายในเวลา ๒ ปีมีสถานีก่อตั้งขึ้นกว่า ๑๐๐ แห่ง แต่ในปริมณฑลของศูนย์กลางอำนาจเช่นกรุงเทพมหานคร กลับปรากฏว่าไม่มีสถานีวิทยุชุมชนในระยะแรกนี้ การเผยตัวของนวัตกรรมใหม่เช่นวิทยุชุมชน จึงเกิดขึ้นในขอบเขตที่อยู่ไกลจากสายตา และการควบคุมอันเข้มงวดของรัฐชั่วขณะหนึ่ง

 

ภาคประชาชนถูกปรามาสแต่แรกว่าขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องรายการวิทยุ เรื่องการบริหารจัดการ และเรื่องเทคนิค ซึ่งหมายถึงการสร้างเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียง และการติดตั้งอุปกรณ์ห้องส่งวิทยุ และข้อสำคัญเรื่องเงินทุนในการการก่อตั้งสถานี คำถามที่เกิดขึ้นคือ สถานีวิทยุที่ตั้งอยู่บนหลักการคลื่นของประชาชน ดำเนินการโดยประชาชน เพื่อประชาชนจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าไม่มีเงินรายได้จากค่าโฆษณา แต่ด้วยการสนับสนุนของภาคประชาสังคม และภาคประชาชนด้วยกันเองในด้านเงินทุนและความรู้ การจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนของภาคประชาชนจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อความรู้ในด้านต่าง ๆ ถูกนำมาบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างถูกต้อง สถานีวิทยุชุมชนจึงเริ่มออกอากาศ

 

“บัดนี้ ประชาชนมีเสียงแล้ว ประชาชนพูดได้แล้ว”

เสียงที่ออกอากาศในวิทยุชุมชนทุกเสียง เป็นเสียงที่สร้างพลังอำนาจให้แก่ประชาชนและชุมชนอย่างไม่อาจประเมินค่าได้ ที่สุดแล้ว ความรู้และอำนาจที่ถูกผนึกเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่นส่งผลให้ประชาชนเป็นอิสระจากการครอบงำของวาทกรรมหลัก ความเกรงกลัวกฎหมายหรือมาตรการลงโทษของรัฐมลายหายไป มิใช่เพราะว่าประชาชนไม่เคารพกฎหมาย หรือดื้อแพ่งต่อรัฐอย่างปราศจากเหตุผล หากเป็นเพราะประชาชนมีความเชื่อมั่นในกฎหมายแม่บท ที่อยู่เหนืออำนาจของกฎหมายอื่น ๆ ที่เป็นกฎหมายชั้นรองลงมา

 

ทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ยังเป็นกฎหมายที่ประชาชนได้ร่วมเคลื่อนไหวผลักดัน มีส่วนเป็นเจ้าของอย่างเต็มภาคภูมิ จึงเป็นเครื่องประกันสิทธิเสรีภาพที่มีสถานะเป็น “ความจริง” โดยนัยนี้ วาทกรรมเรื่องสิทธิเสรีภาพ และการจัดตั้งวิทยุชุมชนจึงเผยตัวออกมาเป็นวาทกรรมหลัก และถูกหยิบยกขึ้นมาเทียบชั้นกับวาทกรรมของรัฐ

 

เสียงของประชาชนที่เคยถูกปิดกั้นให้เงียบสนิทได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ประชาชนสามารถเปล่งเสียง “สัจจะวาจา” ออกมาได้อย่างเสรี กำแพงหนาทึบที่รัฐผูกขาดครอบครองสื่อถูกทลายลง ด้วยอำนาจของความจริงที่ได้เผยตัวขึ้นมาอย่างกระจ่างแจ้ง รัฐจึงไม่อาจอ้างความชอบธรรมใด ๆ มาผูกขาดการเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ได้อีกต่อไป

 

ถึงแม้ว่าอำนาจของวาทกรรมหลักของรัฐจะขาดพลังไป แต่รัฐก็ใช้ความพยายามอย่างสูงในการเข้าควบคุมการขยายตัวของวิทยุชุมชนนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ เป็นต้นมา โดยการอ้างอิงหลักกฎหมายเดิมที่ห้ามประชาชนเข้าถึงคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ และอ้างจารีตของการใช้กฎหมายว่า ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายลูก ประชาชนไม่สามารถก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนได้ เท่ากับเป็นการถอยกลับไปยังอดีตอันไกลโพ้นในยุคศักดินา และยุคเผด็จการทหารที่ไม่อนุญาตให้ประชาชนพูด

 

ส่วนประชาชนขัดขืนการปิดกั้นของรัฐ ด้วยการอ้างวาทกรรมใหม่ที่เป็นกฎหมายสูงสุดคือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ประชาชนเชื่อว่ารัฐธรรมนูญมีอำนาจและมีความศักดิ์สิทธิ์ในการคุ้มครองวิทยุชุมชน แต่เนื่องจากประชาชนขาดการสนับสนุนจากสถาบันและจารีตใหม่ ๆ ที่เพิ่งมีการริเริ่มขึ้น ขณะที่รัฐมีสถาบันและจารีตต่าง ๆ เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น ภาคประชาชนจึงต้องแสวงหากลไกที่คาดว่าจะให้ความชอบธรรมแก่ปฏิบัติการทางวาทกรรมของประชาชน ได้แก่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนักวิชาการ ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นต้องยอมรับภาคประชาชน และมีมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ รับรองจุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชน ดังนี้

 

มาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราวรับรองวิทยุชุมชน
ฉบับภาคประชาชนและสำนักงานปลัดฯ สำนักนายกฯ

ภาคประชาชน สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ นักวิชาการ นักวิชาชีพ และองค์กรพัฒนาเอกชน ได้ร่วมกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง จัดทำมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราววิทยุชุมชนขึ้น มีสาระหลักสำคัญคือให้มีคณะกรรมการที่ขึ้นมาทำหน้าที่กำกับดูแลที่มาจาก 3 ฝ่าย ได้แก่

1. ตัวแทนสหพันธ์วิทยุชุมชนหรือภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง
2. นักวิชาการ
3. หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
ให้คณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินการวิทยุชุมชนและรับขึ้นทะเบียน

 

มติคณะรัฐมนตรี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ อนุญาตให้มีจุดผ่อนผันสำหรับวิทยุชุมชน ในระหว่างเปลี่ยนผ่านจากระบอบเก่าสู่ระบอบใหม่ หรือวาทกรรมใหม่ในการปฏิรูปสื่อ โดยให้ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะภาคประชาชน มีส่วนร่วมในการดูแลการดำเนินการวิทยุชุมชน นับเป็นนิมิตรใหม่ที่ให้ประชาชนและรัฐใช้อำนาจร่วมกัน เพื่อสนับสนุนหลักการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน

แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติการทางวาทกรรมที่มีอำนาจไม่เท่าเทียมกัน เช่น รัฐกับประชาชน ฝ่ายที่ด้อยอำนาจย่อมเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ และตกอยู่ในสภาพที่จะถูกจัดการไม่ให้ลุกขึ้นมาท้าทายวาทกรรมหลัก ในกรณีของวิทยุชุมชนที่กล่าวข้างต้น การต่อสู้ระหว่างวาทกรรมใหม่ของประชาชนกับวาทกรรมหลักของรัฐที่สถาปนามายาวนาน เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนยืดเยื้อ เนื่องจากรัฐไม่ต้องการให้วิทยุชุมชนดำเนินการอย่างอิสระ จึงได้ใช้กลไกของกฎหมายและสถาบันอำนาจต่าง ๆ ที่แวดล้อมเรื่องคลื่นความถี่และวิทยุ-โทรทัศน์ทั้งหมด มาจัดการเพื่อบังคับให้ประชาชนสยบยอมและกลับมาเป็นผู้อยู่ใต้อำนาจอีกครั้ง

อันที่จริง การใช้กลไกทางกฎหมายผนวกกับกลไกทางการเมืองในการเข้ามาจัดการควบคุมวิทยุชุมชนในช่วงปลายปี ๒๕๔๕ ถูกตอบโต้โดยภาคประชาชนจนรัฐต้องกลับไปคิดหาเทคนิควิธีการใหม่ กล่าวคือคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า ให้จัดทำวิทยุชุมชนได้ แต่ให้ผ่าน อบต. และให้อยู่ในการควบคุมของกรมประชาสัมพันธ์ ภาคประชาชนอ่านกฎหมายและตีความด้วยประสบการณ์ได้ไม่ยากว่าวิทยุ อบต. เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐระดับท้องถิ่น วิทยุ อบต. จึงเป็นเพียงสาขาของวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่วิทยุชุมชนในความหมายที่เป็นวิทยุของภาคประชาชนที่เป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐและทุน ข้อเสนอของรัฐบาลให้เปลี่ยนวิทยุชุมชนเป็นวิทยุ อบต. เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชนจึงตกไป

 

มาตรการและหลักเกณฑฺ์ชั่วคราววิทยุชุมชน
ฉบับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ตามคำร้องขอของกรมประชาสัมพันธ์ ตุลาคม 2545

กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งได้เตรียมโครงการวิทยุ อบต. สำหรับการจัดระเบียบวิทยุชุมชนไม่เห็นด้วยกับมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราวตามมติที่ประชุมของสำนักปลัดฯ ที่เกิดจากมติคณะรัฐมนตรี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ได้ส่งเรื่องไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความใหม่

ผลการตีความของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีสาระสำคัญสอดคล้องกับโครงการวิทยุ อบต. ของกรมประชาสัมพันธ์ทั้งหมด คือ

๑. การดำเนินการวิทยุชุมชนสามารถดำเนินการได้โดยผ่าน อบต.
๒. การดำเนินการวิทยุชุมชนในระหว่างยังไม่มี กสช. สามารถทำได้โดยการออกอากาศในนามกรมประชาสัมพันธ์ เครื่องส่งที่ใช้ก็ต้องจดทะเบียนในนามกรมประชาสัมพันธ์เช่นกัน
๓. ผู้บริหารจัดการสถานีและผู้ประกาศต้องผ่านการฝึกอบรมจากกรมประชาสัมพันธ์ รวมถึงต้องมีการตรวจสอบการดำเนินรายการจากกรมประชาสัมพันธ์ด้วย

 

เมื่อเรื่องวิทยุ อบต. ใช้ไม่ได้ผล รัฐได้คิดหาวิธีการต่อไปอีก ในคราวนี้ใช้เทคนิควิธีการ ๒ ด้าน คือการใช้กลไกระดับบน ควบคู่กับกลไกระดับนโยบายและแผน ได้แก่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการกฤษฎีกา กรมประชาสัมพันธ์ และกรมไปรษณีย์โทรเลข โดยให้กรมประชาสัมพันธ์นำเอามติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้ว กลับไปให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาลงมติใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อลบล้างมติวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ที่สนับสนุนการดำเนินการวิทยุชุมชนของภาคประชาชน ดังรายละเอียดข้างล่างนี้

 

กลไกรัฐปฏิบัติการแก้มติคณะรัฐมนตรี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕


10 ก.พ. 46 – สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นต่อข้อหารือของกรมประชาสัมพันธ์ กรณีการดำเนินการวิทยุชุมชน

 

31 มี.ค. 46 – (ข่าว นสพ.มติชน น.5) คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายและระบบราชการ) ซึ่งมีนายวิษณุ เครืองาม เป็นประธาน มีมติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ไม่เห็นด้วยกับร่างมาตรการหลักเกณฑ์ชั่วคราว จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนที่คณะทำงานฯ ซึ่งมีนายบุญเลิศ ศุภดิลก ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเป็นผู้ร่างขึ้น ร่วมกับตัวแทนนักวิชาการและสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ แต่มีมติให้ไปใช้แนวทางของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการกลาง ประกอบด้วย ผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์ กรมไปรษณีย์โทรเลข สำนักงานปลัดฯ เพื่อกำกับดูแล โดยให้ผู้ต้องการจะดำเนินการวิทยุชุมชน แสดงความต้องการผ่าน อบต. เพื่อนำเสนอคณะกรรมการกลางพิจารณาผู้เหมาะสมที่จะดำเนินการวิทยุชุมชน ทั้งนี้กรมประชาสัมพันธ์และกรมไปรษณีย์โทรเลข จะร่วมกันตรวจสอบมาตรฐาน เครื่องส่งที่จะใช้งบประมาณของ อบต. และจดทะเบียนในนามของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์มีนโยบายจัดให้ใช้สถานีวิทยุของกรมที่ส่งกระจายเสียงอยู่ หรือใช้สถานีวิทยุย่อยที่จัดตั้งขึ้นใหม่ โดยกรมประชาสัมพันธ์จะเป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินรายการวิทยุชุมชนแต่ละสถานี ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์จะผ่อนปรนระเบียบข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของประชาชน

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ เท่ากับเป็นการล้มข้อตกลงระหว่างสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ ที่มีการจัดตั้งวิทยุชุมชนไปแล้วกว่า 140 สถานีกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีการตกลงกัน และยกร่างเป็นหลักเกณฑ์ชั่วคราวขึ้น และจากมติฯ ดังกล่าว จะส่งผลให้กรมประชาสัมพันธ์มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว ในการควบคุมการดำเนินการวิทยุชุมชน ซึ่งขัดต่อแนวทางการปฏิรูปสื่อ ที่ต้องการให้ชุมชนมีอิสระในการจัดการวิทยุชุมชนของตนเอง

 

17 เม.ย. 46 – คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภาเชิญ ดร.บุญเลิศ ศุภดิลก ในฐานะประธานคณะทำงานกำหนดมาตรการ เพื่อควบคุมดูแลการใช้คลื่นความถี่ของวิทยุชุมชน เข้าให้ข้อมูลกรณีมติของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายและระบบราชการ) และความเห็นของสำนักงานปลัดสำนักสำนักนายรัฐมนตรี เรื่อง มาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราววิทยุชุมชน

 

4 พ.ค. 46 – คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภา เชิญตัวแทนกรมไปรษณีย์โทรเลข เข้าให้ข้อมูลกรณีมติของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายและระบบราชการ) และความคิดเห็นของกรมไปรษณีย์โทรเลขเรื่องมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราววิทยุชุมชน

 

11 พ.ค. 46 – คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภา เชิญ ดร.วิษณุ เครืองาม ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายและระบบราชการ) เข้าให้ข้อมูลกรณีมติของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายและระบบราชการ) เรื่องมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราววิทยุชุมชน ซึ่งดร.วิษณุได้พูดถึงนโยบายของรัฐบาลว่า มีนโยบายให้ผ่อนปรนการดำเนินการตาม พรบ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 สำหรับการดำเนินทดลองออกอากาศวิทยุชุมชนของภาคประชาชน และจะเร่งดำเนินการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. โดยเร็ว

 

24 มิ.ย. 46 – ครม. มีมติเรื่องมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราวจุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชน ดังนี้

1. เห็นควรมอบให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เร่งรัดดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ให้เสร็จเรียบร้อยโดยเร็ว
2. เห็นควรมอบให้กรมประชาสัมพันธ์ ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในฝ่ายบริหารและมีสถานีวิทยุกระจายเสียงในสังกัด รับไปพิจารณาจัดสรรเวลาให้ชุมชนได้ใช้ออกอากาศให้มากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อทดแทนการที่ประชาชนหรือชุมชนต้องตั้งสถานีวิทยุขึ้นเอง

 

3. โดยที่ร่างมาตรการและหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้ คณะทำงานได้ยกร่างขึ้นในระหว่างกรมประชาสัมพันธ์หารือปัญหาข้อกฎหมาย ไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงเห็นควรให้กรมประชาสัมพันธ์รับร่างมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราวในเรื่องนี้ และข้อสังเกตของสำนักนายกรัฐมนตรีไปพิจารณาว่า จะสามารถดำเนินการตามมาตรการและหลักเกณฑ์ดังกล่าว ให้เหมาะสมสอดคล้องรองรับ กสช. และ กทช. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เพียงใดหรือไม่ โดยให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปประกอบการพิจารณา และให้เชิญผู้แทนกรมไปรษณีย์โทรเลขไปร่วมพิจารณาด้วย

เมื่อมีการนำร่างเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2546 ได้มีการตัดตัวแทนสหพันธ์วิทยุชุมชนออกไป คงเหลืออยู่แต่ตัวแทนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและนักวิชาการเท่านั้น

 

30 ก.ค. 46 – กรมประชาสัมพันธ์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการร่างมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราวจุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชน

ที่มา : คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.), ๒๕๔๗

 

จะเห็นได้ว่าขั้นตอนในการปฏิบัติการแปรรูปมติคณะรัฐมนตรีรวมระยะเวลาทั้งสิ้น ๖ เดือน ใช้กระบวนการตีความทางกฎหมาย และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อหาเทคนิควิธีการจัดการควบคุมภาคประชาชน ในระหว่างนั้น คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภาได้เข้ามาค้ดง้างการจัดการของรัฐ แต่ก็ขาดกลไกอื่น ๆ ที่มีอำนาจมาช่วยสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมาธิการ ผลลัพธ์จากการต่อสู้ของวาทกรรมภาคประชาชนและรัฐในเวทีระดับนโยบาย จึงปรากฏข้อสรุปเป็นมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ ที่ตัดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนออกไป และยกอำนาจให้กับกรมประชาสัมพันธ์ในการวางหลักเกณฑ์ควบคุมวิทยุชุมชนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

 

สาระสำคัญอีกข้อหนึ่งในมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ คือการที่ระบุให้ “กรมประชาสัมพันธ์ ส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในฝ่ายบริหาร และมีสถานีวิทยุกระจายเสียงในสังกัด รับไปพิจารณาจัดสรรเวลาให้ชุมชนได้ใช้ออกอากาศให้มากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อทดแทนการที่ประชาชนหรือชุมชนต้องตั้งสถานีวิทยุขึ้นเอง” ซึ่งตีความหมายเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากว่า รัฐไม่ต้องการให้ประชาชนจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชน แต่ต้องการให้ไปใช้เวลาของสถานีวิทยุในหน่วยงานของรัฐ

 

จากมติคณะรัฐมนตรี ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ ที่แปรรูปแล้ว คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) ได้จัดทำมติจัดระเบียบวิทยุชุมชนโดยให้มาจดทะเบียนกับ กกช. และให้โฆษณาได้ ๖ นาที/ชั่วโมง ซึ่งเป็นการปรับกลยุทธ์มาเป็นกึ่งควบคุม และเปิดโอกาสให้ระบบทุนเข้ามาร่วมจัดการกับวิทยุชุมชนด้วยอีกแรงหนึ่ง

 

วาทกรรมในรูปรัฐผนวกทุน มีประสิทธิผลในการส่งเสริมให้วิทยุชุมชนขยายตัวแบบก้าวกระโดด เกิดการลงทุนโดยกลุ่มเอกชน กลุ่มนักการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับชาติ รวมทั้งนักวิทยุ-โทรทัศน์นับพันสถานี มาตรการจัดการกับวิทยุชุมชนลำดับสุดท้ายของรัฐ ได้สร้างความโกลาหลขนานใหญ่ในสายตาของรัฐ เพราะมาตรการใหม่นี้ ทำให้มีบรรยากาศการแย่งชิงจับจองคลื่นความถี่ที่อยู่เหนือการคาดการณ์ พร้อม ๆ กับที่วิทยุชุมชนถูกแปรเปลี่ยนเป็นวิทยุพาณิชย์ไปในทันที ด้วยการโฆษณาสินค้าตามมติของ กกช. แต่สถานีวิทยุส่วนใหญ่กลับไม่ได้ไปจดทะเบียนกับกรมประชาสัมพันธ์

 

ประการสำคัญมติ กกช. มีสาระที่ขัดแย้งกับมติคณะรัฐมนตรี ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ ที่ต้องการให้หน่วยราชการที่มีสถานีวิทยุให้เวลาแก่ชุมชนในการออกอากาศ ไม่ใช่ให้มีการจัดตั้งสถานีเพิ่มมากขึ้น ในอำนาจรัฐด้วยกันเองก็เห็นความแตกร้าวของวาทกรรม การช่วงชิงอำนาจ และการใช้กลยุทธ์แอบแฝง

 

ถึงปัจจุบันคณะกรรมการ กกช. ได้บิดเบนวาทกรรมการปฏิรูปสื่อของภาคประชาชนและหลักการวิทยุชุมชนให้กลายพันธุ์เป็นวิทยุพาณิชย์ สาแหรกของวาทกรรมที่เพิ่มขึ้นมาอีกสาแหรกหนึ่งมีลักษณะที่สร้างความสับสนและขัดแย้งในระหว่างกลุ่มวิทยุชุมชน

 

อย่างไรก็ดี ข้อที่น่าสนใจคือเมื่อมีผู้ปฏิบัติการวาทกรรมเพิ่มมากขึ้น ก็มีความแตกต่างหลากหลายของความคิด และวิธีการดำเนินการวิทยุชุมชน / วิทยุพาณิชย์ขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย อำนาจและความรู้เรื่องวิทยุชุมชน ได้กระจายออกไปสู่ภาคประชาชนและภาคเอกชนหลายกลุ่ม การออกอากาศด้วยกำลังส่งสูง รูปแบบและสาระของรายการ รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นที่อิสระเสรี จากเรื่องศาสนาถึงความบันเทิง จากเรื่องการเมืองถึงวัฒนธรรม จากเรื่องชุมชนและท้องถิ่นไปถึงเรื่องระดับชาติ จากเรื่องการพัฒนาถึงการวิจารณ์การเมือง ทำให้เนื้อหารายการวิทยุชุมชนมีความสดใหม่และแหลมคม ผิดจากสื่อกระแสหลักที่เซ็นเซอร์ตนเองอย่างหนักเพื่อให้อยู่รอด ภายใต้สถานการณ์ที่กำลังเผชิญหน้ากับการถูกคุกคามและควบคุมจากรัฐ

 

การจัดระเบียบวิทยุชุมชนอย่างเข้มข้นจึงติดตามมาอีกระลอกหนึ่ง หลังจากที่เคยจับกุมคุณเสถียร จันทร ผู้ดำเนินการสถานีวิทยุชุมชนอ่างทองเมื่อปี ๒๕๔๖ (ดูรายละเอียดในภาคผนวก) ในคราวนี้ รัฐได้อ้างกฎหมายวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ในเรื่องการควบคุมเครื่องส่งที่รบกวนคลื่นวิทยุการบิน และกฎหมายวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๔๙๘ ในเรื่องการควบคุมเนื้อหาสาระรายการที่จะกระทบกับความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

 

ในปี ๒๕๔๘ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ได้ดำเนินการปิดสถานีวิทยุชุมชนในต่างจังหวัดและกรุงเทพ รวม ๑๔ แห่ง โดยอ้างเหตุรบกวนคลื่นวิทยุการบิน ความจริงในเรื่องนี้รัฐต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนต่อสาธารณชนอย่างปราศจากข้อสงสัย เพราะการที่รัฐอ้างความรู้ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง ที่คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงทำให้อำนาจในเรื่องนี้มีความคลุมเครือ หากพิสูจน์ไม่ชัดแจ้ง และไม่อาจยืนยันได้ว่าความรู้ดังกล่าวคือความจริง อำนาจการคุกคามกดดันวิทยุชุมชนของรัฐก็ขาดพลัง

 

สำหรับกรณีสถานีวิทยุ ๙๒.๒๕ เอฟเอ็ม วิทยุชุมชนคนรักประชาธิปไตย เป็นที่ทราบดีว่าถูกปิดเพราะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แม้ว่าผู้ดำเนินงานของสถานีคุณอัญชลี ไพรีรักษ์ จะยืนหยัดต่อสู้และตอบโต้การคุกคามของรัฐ แต่สถานีก็ถูกปิดไปในที่สุด เหลือเพียงการออกอากาศทางอินเทอร์เน็ต  หลังจากนั้น คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ได้เสนอมาตรการขั้นเด็ดขาดต่อนายกรัฐมนตรี (หนังสือที่ ทช. ๑๐๐๑/๓๓๒๙ ลงวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๘) ขอให้ปิดสถานีวิทยุชุมชนทั้งหมด นับเป็นข้อเสนอที่รุนแรงที่สุด และขัดแย้งกับมาตรการผ่อนผันของมติคณะรัฐมนตรี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ และ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖

 

วาทกรรมสุดท้าย : วิทยุชุมชนต้องอยู่กับภาคประชาชน

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘ ตอกย้ำให้หน่วยงานของรัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะคลื่นวิทยุที่รบกวนวิทยุการบิน (ดูรายละเอียดมติ ครม. ในภาคผนวก) และให้มีการตรวจสอบเนื้อหารายการที่กระทบกับความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน  ขณะเดียวกัน มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘ ก็ยืนยันให้ชุมชนมีกลไกสื่อสารภายในชุมชน และยืนยันแนวทางการดำเนินการวิทยุชุมชน ภายใต้โครงการจุดปฏิบัติการเตรียมความพร้อมวิทยุชุมชน ในสูตรกำลังส่ง ๓๐ วัตต์ เสาอากาศสูง ๓๐ เมตร และรัศมีการออกอากาศ ๑๕ กิโลเมตร

 

วาทกรรมสุดท้ายของรัฐ ได้ยืนยันให้มีการผ่อนผันแก่วิทยุชุมชนต่อไป โดยอ้างอิงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่ก็วางแนวทางที่เป็นการจัดระเบียบทางเทคนิค และเนื้อหาสาระของวิทยุชุมชนที่อ้างอิงกฎหมาย ระเบียบ และจารีตที่เป็นวาทกรรมปฏิปักษ์ปฏิรูป

 

จากแผนภูมิวงศาวิทยาการปฏิรูปสื่อจะเห็นได้ว่ารัฐโดยอำนาจของรัฐบาล ไม่สามารถต่อกรกับอำนาจของวาทกรรมภาคประชาชนเรื่องสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นคลื่นความถี่ฯ ได้รับรองไว้ จำต้องใช้กลไกของรัฐในระดับรองลงมาและคำสั่งบริหารคือ มติคณะรัฐมนตรีมาคัดง้างกับอำนาจของกฎหมายที่มาจากฝ่ายนิติบัญญัติ นอกจากนี้ ยังได้พยายามสร้างให้สังคมเกิดความเข้าใจว่าการรบกวนคลื่นวิทยุการบินเป็น “ความจริง” เพื่อให้มีอำนาจและความชอบธรรมในการจับกุมวิทยุชุมชน ที่ไม่ยอมรับการจัดระเบียบของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีที่เสนอรายการที่วิพากษ์วิจารณ์และท้าทายอำนาจรัฐ

 

ในส่วนภาคประชาชนได้พัฒนาความรู้ใหม่จากเรื่องวิทยุชุมชน โดยอาศัยระเบียบ หลักเกณฑ์ และจารีต ค่านิยมที่เป็นอำนาจของชุมชน หรือสถาบันประชาชนมาเป็นฐานในการต่อสู้กับรัฐ นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังได้เรียนรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพจากปฏิบัติการวาทกรรมของประชาชน ตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ๒๕๓๕ การเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และยึดถือแนวทางของมาตรา ๓๙ และ มาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญ รวมทั้งมาตรา ๒๖ ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ๒๕๔๓ ในเรื่อง “การจัดสรรคลื่นความถี่อย่างน้อยร้อยละ ๒๐ ให้แก่ภาคประชาชน” มาเป็นพื้นฐานของวาทกรรมการเข้าถึงทรัพยากรคลื่นความถี่

 

ดังนั้น วาทกรรมสุดท้ายของภาคประชาชนในเรื่องการปฏิรูปสื่อจึงมีส่วนที่เป็น “ความจริง” อันเดียวกันกับวาทกรรมสุดท้ายของรัฐ เพราะต่างยึดถือหลักการสิทธิเสรีภาพตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่ในส่วนของการจัดระเบียบโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดคลื่นด้วยเหตุผลใดก็ตาม วาทกรรมของรัฐและภาคประชาชนแตกต่างกันคนละขั้ว

 

วาทกรรมการปฏิรูปสื่อของภาคประชาชนยืนยันตลอดมาว่าสิทธิเสรีภาพในการใช้คลื่นความถี่ได้รับการรับรองไว้แล้วในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.๒๕๔๓ และในมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ในทางกฎหมายจึงสามารถโต้แย้งได้ว่า รัฐไม่อาจปิดสถานีวิทยุชุมชนได้ กล่าวคือ เมื่อสถานีวิทยุชุมชนที่มีการจัดตั้งขึ้นเป็นไปตามบทบัญญัติ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แม้ยังไม่ได้รับการจัดสรรคลื่นในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบใหม่ แต่ก็ได้รับผ่อนผันให้ออกอากาศต่อไปได้ตามมติคณะรัฐมนตรี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕, มติคณะรัฐมนตรี ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ และมติคณะรัฐมนตรี ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘

 

จากสภาพที่เป็นอยู่นี้ จึงพิเคราะห์ได้ว่าสถานีวิทยุชุมชนมีสิทธิเสรีภาพในการออกอากาศตามที่รับรองไว้ในมาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น” และได้รับการคุ้มครองต่อไปตามข้อความในวรรคสามที่ว่า “การสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้”

 

ความรู้ได้นำไปสู่การเผยตัวของสิ่งใหม่ที่ท้าทายรัฐ ทำให้รัฐไม่อาจควบคุมประวัติศาสตร์สื่อและสิทธิเสรีภาพให้ดำรงอยู่ในสภาพเก่า ๆ ต่อไปได้ หมดยุคสื่อของรัฐในแบบเดิม และในที่สุดสภาพการณ์ใหม่นี้เอง ที่ทำให้รัฐต้องกระจายการเข้าถึงและจัดสรรคลื่นใหม่ จากปฏิบัติการทางวาทกรรมของภาคประชาชนอย่างไม่มีทางเลือก

 

ความรู้คืออํานาจ  

อํานาจกําหนดว่าอะไรคือความจริง 

อํานาจกําหนดว่าอะไรคือความรู้   

ความรู้กําหนดว่าอะไรคือความจริง

 

บรรณานุกรม

ธงชัย วินิจจะกูล (2534). รายงานโครงการวิจัยเสริมหลักสูตรเรื่อง วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์แบบวงศาวิทยา (Genealogy). คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

 

ภาคผนวก

๑. มาตรา ๓๙, ๔๐ และ ๔๑ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ ๒๕๔๐

 

มาตรา ๓๙  “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได้เวันแต่โดยอาศัยอํานาจตามบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุมครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน 

 

การสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทํามิได้

 

การให้นําข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนําไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ จะกระทํามิได้ เว้นแต่จะกระทําในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงครามหรือการรบ แต่ทั้งนี้จะต้องกระทําโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งได้ตราขึ้นตามความวรรคสอง 

 

เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ 

 

การให้เงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นอุดหนุนหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้” 

 

มาตรา ๔๐  “คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคมเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ 

 

ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกํากับดูแลการ ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม  ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ 

 

การดําเนินการตามวรรคสอง ต้องคํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับ ท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น  รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม” 

 

มาตรา ๔๑  “พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจํากัดตามรัฐธรรมนูญโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจรรยาบรรณและการประกอบวิชาชีพ 

 

ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ในกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง”  

 

๒. มาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. ๒๕๔๓

 

มาตรา ๒๖  “ในการจัดทําแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะระดับชาติ อย่างน้อยต้องครอบคลุมองค์ประกอบของเนื้อหาสาระดังต่อไปนี้ 

 

(๑) การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม 

(๒) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม 

(๓) การเกษตรและการส่งเสริมอาชีพอื่น ๆ 

(๔) ความมั่นคงของรัฐ 

(๕) การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชน 

(๖) การกระจายข้อมูลข่าวสารของรัฐสภาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐสภากับประชาชน 

(๗) การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่ และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

 

ในการจัดทําแผนแม่บทกิจการกะจายเสียงและกิจการโ?รทัศน์ และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะระดับท้องถิ่น อย่างน้อยจะต้องให้มีสถานีวิทยุกระจายเสียงประจําจังหวัด และสถานีวิทยุโทรทัศน์  สําหรับการกระจายข้อมูลข่าวสารของประชาชนเพื่อการพัฒนาด้านต่าง ๆ   และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและเพียงพอ 

 

ให้ กสช. สนับสนุนให้ตัวแทนประชาชนสาขาอาชีพต่าง ๆ ในจังหวัดมีการรวมกลุ่มกันเพื่อเสนอแนะความเห็นแก่ กสช. ในการดําเนินงานตามอํานาจหน้าที่ของ กสช. การจัดทําแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวต้องคํานึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างผู้ประกอบการภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยจะต้องจัดให้ภาคประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ ในกรณีที่ภาคประชาชนยังไม่มีความพร้อม ให้ กสช. ให้การสนับสนุน 

 

เพื่อให้ภาคประชาชนมีโอกาสใช้คลื่นความถี่ในสัดส่วนที่กําหนด เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชนได้ใช้ และการสนับสนุนการใช้คลื่นความถี่ของภาคประชาชน  ให้ กสช. กําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับลักษณะของภาคประชาชนที่พึงได้รับการจัดสรร และสนับสนุนให้ใช้คลื่นความถี่ รวมทั้งลักษณะการใช้คลื่นความถี่ที่ได้รับการจัดสรร โดยอย่างน้อยภาคประชาชนนั้นต้องดําเนินการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะ และไม่แสวงหากําไรในทางธุรกิจ. 

 

๓. ตัวอย่างการใช้กลไกของรัฐในการจัดการกับผู้ขัดขืนอำนาจ

กรณีการจับกุมนายเสถียร จันทร ผู้ดำเนินการสถานีวิทยุชุมชนอ่างทอง ๒๕๔๖ – ๒๕๔๘


6 ก.พ. 46 พนักงานสอบสวน สภ.อ.ไชโย ส่งสำนวนคดีวิทยุชุมชนอ่างทอง ไปยังผู้กำกับการตำรวจอ่างทอง เห็นควรสั่งไม่ฟ้องคดี

11 ก.พ. 46 ผู้กำกับการตำรวจอ่างทองส่งสำนวนคดีวิทยุชุมชนอ่างทอง ไปยังผู้บังคับการตำรวจอ่างทอง เห็นควรสั่งไม่ฟ้องคดี

13 ก.พ. 46 ผู้บังคับการตำรวจอ่างทอง ส่งสำนวนคดีวิทยุชุมชนอ่างทองไปยังหัวหน้าอัยการจังหวัดอ่างทอง เห็นควรสั่งไม่ฟ้องคดี

13 ก.พ. 46 บันทึกรายงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย สภ.อ.ไชโย จ.อ่างทอง พิจารณาสั่งไม่ฟ้องกรณี การออกหมายจับกุมผู้ประสานงานวิทยุชุมชนอ่างทอง

25 เม.ย. 46 หัวหน้าอัยการจังหวัดอ่างทองส่งสำนวนคดีวิทยุชุมชนอ่างทอง ไปยังอธิบดีอัยการเขต 1 เห็นควรสั่งไม่ฟ้องคดี

พ.ค. 46 กรมไปรษณีย์โทรเลขยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปยังอธิบดีอัยการเขต 1 และอัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ฝ่ายคดีอาญาเขต 1 ได้เรียกสำนวนเอกสารมาสอบเพิ่มเติมฝ่ายผู้กล่าวหา

27 มิ.ย. 46 อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ฝ่ายคดีอาญาเขต 1 เห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอ จึงส่งเรื่องไปยังอธิบดีอัยการเขต 1 มีความเห็นแย้งความเห็นอัยการผู้ตรวจสำนวนและอัยการจังหวัดอ่างทอง เห็นควรสั่งฟ้องคดีวิทยุชุมชนอ่างทอง

3 ก.ค. 46 อัยการพิเศษ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพฯ ใต้ รักษาการแทนรองอธิบดีอัยการเขต 1 พิจารณาสำนวนเห็นสมควรสั่งฟ้อง โดยให้ความเห็นว่า การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดตามข้อกล่าว หาและคดีมีหลักฐานพอฟ้อง และสั่งฟ้องผู้ต้องหาตามข้อกล่าวหา และขอศาลสั่งริบของกลางลำดับที่ 1 และจัดการเกี่ยวกับของกลางอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 85

4 ก.ค. 46 อธิบดีอัยการเขต 1 มีความเห็นตามที่อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ฝ่ายคดีอาญาเขต 1 และรองอธิบดีอัยการเขต 1 เสนอ

29 ก.ค. 46 สำนักงานอัยการอ่างทอง มีหนังสือให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปเพื่อฟ้องถึง ผกก.ตร. อ่างทอง ภายในวันที่ 14 ส.ค. 46 เพื่อฟ้องต่อศาลจังหวัดอ่างทอง

13 ส.ค. 46 นายเสถียร จันทร (ผู้ต้องหา) ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม (ซึ่งจะเท่ากับการขยายระยะเวลาการสิ้นสุดการประกันตัว / การนำตัวไปสั่งฟ้องในเวลาเดียวกัน) และขอเลื่อนระยะเวลาการประกัน (เพื่อบอกกับพนักงานสอบสวน / อัยการจังหวัดเป็นลายลักษณ์) ขอให้สอบหลักฐานเอกสารและพยานเพิ่มเติม

20 ส.ค. 46 อัยการสูงสุดมีคำสั่งถึงอัยการเขต 1 ให้ดำเนินการทบทวนคำสั่งฟ้องคดีวิทยุชุมชนอ่างทอง ตามที่นายเสถียร จันทร ผู้ถูกกล่าวหาได้ยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรม

26 เม.ย. 47 สำนักงานอัยการสูงสุดจะมีวินิจฉัยยืนตามอัยการเขต1 ให้ฟ้องคดีฯ หลังจากที่กรมประชาสัมพันธ์ได้มีนโยบายเตรียมการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุชุมชน 1,500 สถานี เมื่อต้นปีที่ผ่านมา (รายละเอียดตามข้อมูลสถานการณ์ด้านนโยบายวิทยุชุมชน)

4 พ.ค. 47 นายเสถียร จันทร ผู้ประสานงานวิทยุชุมชนอ่างทอง ได้ไปดำเนินการมอบตัวและประกันตัวต่อศาลจังหวัดอ่างทอง

24 พ.ค. 47 ศาลจังหวัดอ่างทอง นัดวันสืบพยานต่อเนื่อง ในเดือน พฤศจิกายน 2548 ข้อกล่าวหากรณีวิทยุชุมชนอ่างทองที่ถูกสั่งฟ้องในชั้นศาลมี 2 ข้อ คือ

1. การมีเครื่องส่งไว้ในครอบครอง และการใช้เครื่องส่งโดยไม่ได้มีการขออนุญาต
2. การเปิดสถานีและดำเนินการส่งกระจายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

มีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘

๔. มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘ เรื่อง “แนวทางการแก้ไขปัญหาวิทยุชุมชน” (๗ ข้อ)

 

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันท์ เวชชาชีวะ) เสนอแนวทางการแกไขปญหาวิทยุชุมชน ดังนี้ 

(๑) ยืนยันในหลักการสนับสนุนให้ชุมชนมีกลไกในการสื่อสารภายในชุมชน 

(๒) ยืนยันแนวทางการดําเนินการวิทยุชุมชนภายใต้โครงการจุดปฏิบัติการเตรียมความพร้อมวิทยุชุมชน 

(๓) ยืนยันการอนุญาตให้โฆษณาได้ไม่เกินชั่วโมงละ ๖ นาที 

(๔) บังคับใชักฎหมายอย่างจริงจังต่อเนื่อง 

(๕) ให้มีการติดตามตรวจสอบเนื้อหาการจัดรายการ 

(๖) สนับสนุนให้มีการสัมมนาระดมความคิดเห็นและติดตามการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาในอนาคต 

(๗) ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีความเห็นเพิ่มเติมว่า การกําหนดให้วิทยุชุมชนสามารถโฆษณาได้ไม่เกินชั่วโมงละ ๖ นาที ในหลักการควรให้ดําเนินการได้เฉพาะการโฆษณาภาพลักษณ์ของสินค้าหรือกิจการซึ่งเป็นของท้องถิ่นหรือในชุมชนนั้น ๆ เท่านั้น จึงขอให้รับประเด็นดังกล่าวไปพิจารณาประกอบกับความเห็นของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โดยให้หารือรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ด้วย  

 

ส่วนการแก้ไขปัญหาโดยจัดให้วิทยุชุมชนเข้าอยู่ในระบบวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์จะเป็นการแก้ไขปัญหาส่วนหนึ่งได้โดยให้ประสานงานร่วมกับ กรมประชาสัมพันธ์ และสํานักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติพิจารณาดําเนินการ โดยให้หารือรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ด้วย.

Read Full Post »

Older Posts »