Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘นิติรัฐ’

recommendare

บันทึก

จากกิจกรรม  เสวนาหัวข้อ “นิติรัฐ  กับ  สังคมไทย”

งานสัมมนาใหญ่ประจำปีครั้งที่ 1 ของสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย

ณ  โรงแรมสยามซิตี พญาไท   วันที่  16-17  ธันวาคม  2551

บรรยาย  โดย

นายจรัญ ภักดีธนากุล                      ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายอุระ หวังอ้อมกลาง                    อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ

นายสุเมธ ตันติเวชกุล                      นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

ศาสตราจารย์ ดร.นันวัฒน์ บรมานันท์  คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศาสตราจารย์ ดร. บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กล่าวดังนี้

 

นายจรัญ ภักดีธนากุล

นายจรัญ  กล่าวถึงการแก้ปัญหาทางการเมืองว่า มี  4  หัวข้อใหญ่ๆ ได้แก่

1.ประชาธิปไตย 

2.รัฐธรรมนูญ

3.การเมือง

4.ศาลรัฐธรรมนูญ

นายจรัญ กล่าวถึงประชาธิปไตยว่า เป็นระบอบการที่ยึดถือเอาประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลัก ไม่ใช่ ทหาร ข้าราชการ หรือแม้กระทั่งกลุ่มศาลตุลาการ หรือนักลงทุน ใดๆ และไม่ใช่ของนักการเมืองอย่างแน่อนอน เพราะฉะนั้นนักการเมืองควรจะยึดหลักของการทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ไม่ใช่ยึดอำนาจเอาไว้เสียเอง โดยเฉพาะนักการเมืองที่มาจากเสียงของประชาชน ควรจะยิ่งทำเพื่อประชาชน เพราะถ้าหากปฏิบัติได้เช่นนี้ ปัญหาในในบ้านเมืองจะแก้ไขได้อย่างแน่นอน

 

ส่วนของรัฐธรรมนูญ นั้น นายจรัญกล่าวว่า รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กฎหมายสูงสุดของประเทศ หากแต่เป็นผลประโยชน์และความสุขของประชาชน ไม่ใช่ยึดติดอยู่ที่ตัวบทกฎหมายหรือทฤษฎีใดของโลก ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์หรือความสุขของประชาชนก็เป็นได้ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่สิ่งสำคัญของโลก แต่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป จนเป็นผลประโยชน์ของสามัคคีเภทหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

เมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้อยากร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่เป็นภาวะประเทศสูญสิ้นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้ประเทศสะดุดล้มระบอบประชาธิปไตย จึงคิดว่าต้องให้มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรโดยเร็ว และตนไม่ได้คิดร่างรัฐธรรมนูญดีที่สุดในโลก จึงอาสามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อไม่ให้มีการถ่วงรัฐธรรมนูญให้ล่าช้าออกไป ส่วนการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเลือกจังหวะ แต่ที่ผ่านมากลับมุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ดูกาละเทศะ

 

การจะแก้ไขกฎหมายนั้น 1.อย่าให้มิจฉาทิฐิแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องแก้ด้วยสัมมาทิฐิโดยบริสุทธิ์ใจ อย่าแก้เพื่อนาย เพื่อพรรค 2.เมื่อจะแก้กฎหมายอาญาอย่าให้อาชญากรแก้ เพราะจะทำให้สังคมที่มีสุจริตชนส่วนใหญ่เกิดความบรรลัย และ 3.ถ้าจะแก้ปัญหาทุจริตซื้อเสียงเลือกตั้งอย่าให้นักเลือกตั้งแก้ไข เพราะนักเลือกตั้งสร้างปัญหาและได้เปรียบการซื้อเสียง

 

ตุลากรศาลรัฐธรรมนูญกล่าวอีกว่า ควรจะรีบทำรัฐธรรมนูญให้เป็นลายลักษณ์อักษรออกมาให้เร็วที่สุด แต่ไม่จำเป็นต้องดีที่สุด เพื่อดึงอำนาจรัฐธรรมนูญเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญว่า ควรจะให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานั้นๆ เป็นผู้แก้ไข ไม่ใช่ให้นักเลือกตั้งมาแก้ และอย่าแก้เพื่อผลประโยชน์ส่วนหนึ่งส่วนใดของตัวเอง    พร้อมกันนี้ นายจรัญ ยังได้ยกตัวอย่างกรอบความคิดแก้ปัญหารัฐธรรมนูญปี 50  ซึ่งมี 4 ประการดังนี้

 

1.ปัญหาการเมืองแทรกแซงองค์กรตรวจสอบอิสระ 
2.ปัญหาเรื่องการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง
3.ปัญหาการเมืองสามารย์ หรือทุนสามารย์ครอบงำการเมืองเพื่อผลประโยชน์
4.ขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากรัฐธรรมนูญปี 40 เพื่อวางรากฐานทางกฎหมาย

 

นอกจากนี้ นายจรัญ ยังกล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องไม่ขึ้นอยู่กับอำนาจของการเมือง และต้องมีความเป็นตุลากรอย่าแท้จริง ยกตัวอย่างเหตุการณ์ศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบ 3 พรรคการเมืองครั้งล่าสุด โดยระบุว่า เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่นคลอนเป็นอย่างมาก  พร้อมยืนยัน ศาลได้ตัดสินจากความเป็นจริง และตนไม่เคยได้รับคำสั่งมาจากใครทั้งสิ้น

 

ส่วนการปรับปรุงแก้ไขศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตนเห็นว่า 1.คนส่วนใหญ่ยังจัดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลการเมืองหรือกึ่งการเมือง ซึ่งตนอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นฝ่ายตุลาการจริงๆ ไม่มีปัจจัยทางการเมืองเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซง เป็นอิสระจากทุกฝ่ายและอย่าเรียกเป็นศาลการเมือง 2.ในยุคแรกศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เป็นศาลเหนือกว่าศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง หรือมีอำนาจตรวจสอบแก้ไขล้มล้างคำพิพากษาของศาลอื่นๆ เพราะศาลรัฐธรรมนูญต้องอิสระจากศาลอื่นๆ ด้วย นอกจากนิติบัญญัติและบริหาร  3.ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถผูกขาดตีความรัฐธรรมนูญทุกมาตราตามที่เข้าใจกัน แต่พิจารณาได้เฉพาะที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจได้ ศาลก็เพิ่งเริ่มสร้างความเชื่อศรัทธาจากประชาชนยังไม่มาก แต่กลับมีการตั้งข้อระแวงทำให้ประชาชนคล้อยตามได้ง่าย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญประคองภารกิจให้ผ่านพ้นการทดสอบได้ และเชื่อมั่นได้ว่าไม่มีการรับคำสั่งจากใครจะทำให้เกิดความศรัทธาขึ้นได้

 

คดียุบพรรค ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่นคลอน ถึงกลับมีบางคนเสนอให้ยกเลิกนั้น ผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เลว แต่ขอยืนยันว่าผมไม่เคยรับใบสั่งจากใครเด็ดขาด และตุลาการทั้ง 9 คน ตั้งใจที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเติบโตเข้มแข็งต่อไป เป็นโจทย์ที่ยาก แต่หากทำสำเร็จก็จะสร้างองค์กรทางตุลาการให้สังคมได้ แต่ถ้าทำไม่สำเร็จก็เตรียมตัวม้วนเสื่อกลับบ้าน

 

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการเมืองนั้น นายจรัญ กล่าวว่า  พรรคการเมืองที่เข้ามาและแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวเอง และพรรคการเมืองของตน  เปรียบเป็นปีศาจทางการเมือง เป็นนักเลือกตั้งที่หิวหระหายหวังแย่งชิงตำแหน่ง ไม่สมควรที่จะได้รับการยกย่องว่า เป็นนักเลือกตั้ง และถือเป็นการทำลายสถาบันการเมืองให้เสื่อมโทรมลงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งควรจะมีความขาวสะอาด และเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

——————————————————————————————————————————-

นายอุระ หวังอ้อมกลาง

ปัจจุบันมีการพูดถึงตุลาการภิวัตน์กันมาก โดยตุลาการภิวัตน์เป็นแนวคิดของนักกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับผู้พิพากษาในการสร้างหรือพัฒนากฎหมายจากการตัดสินคดีและเขียนคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งง่ายกว่าการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ

 

ตุลาการภิวัตน์เป็นการใช้อำนาจตุลาการที่แผ่กว้างขึ้น ครอบคลุม 4 ประการ คือ 1.ถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร 2.กำกับการกระทำของฝ่ายบริหาร 3.ตัดสินนโยบายของสาธารณะ  4.ตัดสินคดีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยคำนึงถึงสภาพที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่าตุลาการภิวัตน์ในปัจจุบัน ไม่ได้ถ่วงดุลฝ่ายบริหารอย่างเดียว แต่กลับเปิดให้ตุลาการเข้าไปยุ่งฝ่ายการเมืองมากกว่าปกติ เช่น การเป็นกรรมการสรรหาองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจทำให้ตุลาการมีปัญหาความเป็นกลาง ในการทำหน้าที่ตรวจสอบ

 

กรณีศึกษาเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมือง ซึ่งมีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าศาลไม่เปิดให้ผู้ถูกร้องได้สืบพยานหักล้างความผิด และเร่งวินิจฉัยคดีเกินไปนั้น ก็เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าข้อเท็จจริงคดียุบพรรคการเมืองเป็นที่ยุติแล้วว่าทำผิด โดยการชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และการตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งแล้ว ศาลจึงไม่รับฟังข้อเท็จจริงอีก เพราะไม่มีผลทำให้คดีเกิดเปลี่ยนแปลงได้  ส่วนการตัดสินคดีโดยเร็วก็เห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังวุ่นวาย

——————————————————————————————————————————-

นายสุเมธ ตันติเวชกุล

รู้สึกว่าสังคมไทยขณะนี้มีความแปรปรวน เนื่องจากวิวัฒนาการทางการกฎหมายต้องการให้ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันโลก แต่ปัญหาคือความเข้าใจกฎ กติกา ซึ่งคนไทยทั่วไปไม่เข้าใจว่าเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้จะไปทำอะไรที่ไหน ต้องมีแผน 1 แผน 2 แผน 3 ต้องสำรวจทางเข้าออกให้ดี เพราะอาจจะมีคนมาปิดล้อม ตื่นเช้ามาแต่งตัวออกจากบ้านต้องดูให้ดี ใส่เสื้อสีนี้ไปไหนได้บ้าง ไม่เข้าใจว่าทำไมบ้านเมืองเราเป็นอย่างนี้

สิ่งที่เรากำลังประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่น่าเกิดขึ้น สังคมเราตอนนี้มีสองสี เหมือนการเล่นกีฬา คนทั่วไปไม่เข้าใจกติกาก็เหมือนเล่นกีฬาแต่ไม่เข้าใจกฎ รู้แค่เพียงคร่าวๆ ผู้เล่นก็ตีความเข้าข้างตัวเอง อีกฝ่ายหนึ่งก็ตีความเข้าข้างตัวเอง กรรมการเองก็แย่ ผู้พิพากษา ตุลาการ จะตัดสินคดีแต่ละครั้ง มีคำถามตามว่าตัดสินถูกต้องหรือไม่ การอ่านคำพิพากษาแต่ละครั้ง จึงต้องใช้เวลานาน เพื่ออธิบายความหมายให้คนทั่วไปเข้าใจให้กระจ่างว่าตัดสินด้วยความเป็นธรรมเพื่อลดความขัดแย้ง

 

ปัญหาความขัดแย้งเกิดจากความไม่เข้าใจ เป็นปัจจัยสำคัญ ปัจจัยอื่นเช่นผลประโยชน์หรือเงิน ไม่ต้องพูดถึง คนที่ออกมาประท้วงนั้น เมื่อถามว่ามาประท้วงทำไมก็บอกว่าไม่รู้ มาด้วยอารมณ์ว่าถ้ามันทำอย่างนั้น ถ้ามันทำอย่างนี้ต้องออกมาประท้วง ตรงนี้อันตราย บ้านเมืองใดไม่มีนิติรัฐ ไม่มีขื่อมีแปอยู่ไม่ได้ หากพูดว่าต้องการสิทธิ ต้องมีความรับผิดชอบควบคู่ไปด้วย หากพูดว่าต้องการเสรีภาพ ก็จะต้องมีวินัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกมองข้ามไป

——————————————————————————————————————————-

ศาสตราจารย์ ดร.นันวัฒน์ บรมานันท์ 

กล่าวเสริมถึงเรื่องรัฐธรมนูญ ปี 2540 ว่า ในช่วงที่มีรัฐประหาร ตนมีความเห็นว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้มีความผิดอะไร ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญเพราะ น่าจะเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ ไม่สมควรมีคำสั่งยุบศาล แต่เมื่อได้รัฐธรรมนูญปี 50 มานั้นก็พบว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีความไม่เป็นกลาง หากแต่ก็ไม่มีการแก้ไขในยุคของนายสมัคร สุนทรเวช ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา จนกระทั่ง นายสมัคร คิดจะแก้ไข แต่ก็เกิดเหตุการณ์ยุบพรรคขึ้นเสียก่อน  ทั้งนี้ นับตั้งแต่กรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ขึ้นมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการแก้ไขใดๆ รัฐธรรมนูญปี 50 จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่มีทั้งข้อดีและข้อเสียพอๆ กัน

 

นอกจากนี้ ดร.นันทวัฒน์ ยังระบุว่า โอกาสในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีสูงมาก หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ประกาศยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว โดยเฉพาะมาตราว่าด้วยการยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค ตนขอเสนอแนวคิดตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีองค์ประกอบจากนักวิชาการทั้งหมด ที่มีประสบการณ์ทางการเมือง หรือตรวจสอบองค์กรต่างๆ เพราะจะมีความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์จริง จึงจะได้รัฐธรรมนูญที่เหมาะสมต่อไป

——————————————————————————————————————————-

ศาสตราจารย์ ดร. บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ

ศาสตราจารย์ ดร. บุญศรี  กล่าวถึงศาลรัฐธรรมนูญกับประชาชน ว่า จะต้องมีการก่อตั้งองค์กรที่จะทำให้รัฐธรรมนูญกับประชาชนมีความผูกพันกัน ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญในประเทศไทยให้ความคุ้มครองประชาชนไม่ทั่วถึงทำให้ประชาชนไม่ผูกพันกับรัฐธรรมนูญ

 

ดร.บุญศรี ยังกล่าวว่า ควรจะมีการจัดองค์กรภายในเสียใหม่ ให้มีบุคคลากรเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะทำให้องค์คณะทำงานได้ง่ายขึ้น เรียกได้ว่า เป็นอีกบทบาทหนึ่งเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในรัฐธรรมนูญมากขึ้น ควรจะแก้ไขปัญหาไปในทางที่ถูก   พร้อมยังกล่าวว่า การรัฐประหารนั้นเป็นสิ่งที่กฎหมาย เพราะฉะนั้นคณะที่ทำการรัฐประหารจึงทำการยกเลิกรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะทำให้การรัฐประหารนั้นเป็นการไม่ผิดกฎหมายเพื่อหาผู้นำประเทศคนใหม่ และการที่จะแก้รัฐธรรมนูญได้นั้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย นายกรัฐมนตรี คนใหม่ ก็จะต้องเป็นคนที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ ซึ่งต้องไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และจะต้องเป็นผู้ที่มาช่วยแก้ปัญหาของประเทศอย่างแท้จริง

 

“ประชาชนจะต้องเลือกคนที่รู้จักนิสัยใจคอ ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ ประเทศไทยจะพัฒนาได้อย่าก้าวไกล ” ดร. บุญศรี กล่าว

โฆษณา

Read Full Post »