Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ธรรมศาสตร์’

recommendare

บทความเรื่อง  ”สองมาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย : กรณีศึกษาเขายายเที่ยง”

โดย

อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความมีดังนี้

กรณีเขายายเที่ยงเป็นตัวสะท้อนระบบสองมาตรฐานอย่างหนึ่ง และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ที่อยู่ในสังคมไทยมาช้านาน นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผิดไปจากความคาดหมาย ที่การทำผิดกฎหมายของคนใหญ่คนโตกับคนทั่วไปจะได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน คือ เมื่อคนใหญ่โตทำผิดก็มักจะไม่ผิด หรือแม้จะผิดและต้องรับโทษแต่กระบวนการในการนำตัวมาลงโทษ ก็ต้องใช้เวลานานกว่าคนธรรมดาสามัญ

ระบบสองมาตรฐานคืออะไร พูดกันโดยภาษาชาวบ้าน ก็คือระบบที่จัดการกับปัญหาข้อเท็จจริงที่เหมือนกันให้แตกต่างกันออกไป ตามหลักมาตรฐานเดียวกันแล้ว ข้อเท็จจริงที่เหมือนกันต้องปฏิบัติอย่างเดียวกัน แต่หลักสองมาตรฐานเอาเรื่องอย่างเดียวกันมาปฏิบัติไม่ให้เหมือนกัน และที่มากไปกว่าปัญหาเขายายเที่ยงคือ เรื่องนี้มันเป็นปัญหาในทางโครงสร้างของกฎหมายด้วย

ระบบสองมาตรฐานที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายไทย ก็อย่างเช่น บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 ที่รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศ คปค. คำสั่งของหัวหน้า คปค. และการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว ต้องเข้าใจว่ากฎหมายที่เราเรียกว่าพระราชบัญญัตินั้น ไม่ว่าจะออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มันก็ตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้ตลอด แต่โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 มีกฎหมายประเภทหนึ่งคือประกาศ คปค. หรือคำสั่งของหัวหน้า คปค.จะไม่สามารถถูกตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้

อาจมีผู้แย้งว่าตรวจสอบไม่ได้ได้อย่างไร เพราะมีการยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 และศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่ามันไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ผมยังยืนยันว่าพูดไม่ผิด คือ เมื่อมีการรับรองให้ประกาศ คปค. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว แม้จะมีการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าเนื้อหาของประกาศ คปค. จะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญยังไง ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถจะชี้ได้ว่ามันไม่ชอบเพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 309 รับรองความชอบให้มันแล้ว และหากศาลรัฐธรรมนูญกล้าบอกว่ามันไม่ชอบ ก็ถือว่าศาลจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งมีผลให้ถูกถอดถอนได้ เรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในโครงสร้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ยังปรากฏหลักความไม่เสมอภาคของกฎหมายต่างชนิดในแง่มุมของการตรวจสอบ

นอกจากประกาศ คปค. แล้ว กรณีจำนวนคะแนนเสียงเกี่ยวกับการผ่านร่างกฎหมายก็ดูจะสะท้อนถึงหลักสองมาตรฐานเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน แม้วุฒิสภาลงมติให้ผ่าน 70 ไม่ให้ผ่าน 53 ซึ่งเมื่อพิจารณาจากบททั่วไปของรัฐธรรมนูญแล้ว ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องถือว่าถูกคว่ำในชั้นวุฒิสภาเพราะคะแนนเสียงให้ผ่านมีไม่เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา แต่เมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา 302 วรรค 5 บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินนั้น การผ่านหรือไม่ให้ผ่านกฎหมาย ให้นับจากคะแนนเสียงไม่ให้ผ่านเป็นหลัก คือ ถ้าคะแนนเสียงไม่ให้ผ่านมีไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา แม้คะแนนเสียงให้ผ่านจะน้อยกว่าคะแนนเสียงไม่ให้ผ่านก็ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 302 วรรค 5 ก็ถือว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบแล้ว ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องแปลก เพราะขณะที่ร่างกฎหมายอื่นๆ การผ่านกฎหมายจะนับจากคะแนนเสียงให้ผ่าน แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ คะแนนเสียงไม่ให้ผ่านจะเป็นตัววัดว่าร่างกฎหมายนั้นผ่านความเห็นชอบแล้วหรือไม่ เรื่องนี้ ถ้ามองให้ลึกลงไป นี่เป็นเทคนิคการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อยื่นดาบอย่างไม่ลืมหูลืมตาให้กับบางองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในช่วงของการรัฐประหาร

นี่เป็นเรื่องสองมาตรฐานที่ปรากฏอยู่ในโครงสร้างของกฎหมายอย่างตัวรัฐธรรมนูญเอง และหากท่านสงสัยว่ารัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติในลักษณะนี้ได้ยังไง ก็ต้องตามไปดูเอาเองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ใครเป็นผู้ยกร่าง

นอกจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว ระบบสองมาตรฐานยังปรากฏร่องรอยอยู่ในการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายด้วย

กรณีของกองทัพ มีคนสองกลุ่มใหญ่ๆ ต่างใช้เสรีภาพการชุมนุมในลักษณะพอๆ กัน แต่ท่านเห็นบทบาทของกองทัพหรือไม่ว่าทำไมการชุมนุมของคนกลุ่มหนึ่งกองทัพจึงกระวีกระวาดจัดการ แต่พอการชุมนุมของคนอีกกลุ่มหนึ่งกองทัพกลับไม่ค่อยทำอะไร และเมื่อรัฐบาลพยายามจะทำแล้ว ผู้มีอำนาจในกองทัพกลับออกมาพูดให้ลาออกเสียอีก ความจริงแล้ว ถ้ากองทัพเป็นกลไกตัวหนึ่งของรัฐเทียบเคียงว่าเป็นเบรกรถ ไม่ว่าคนมาแตะเบรกจะเป็นใคร ใส่เสื้อสีอะไร รถต้องหยุด แต่การดำเนินการของกองทัพเสมือนว่าไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเบรกหรือเป็นคันเร่ง พอคนหนึ่งมาเหยียบก็เป็นเบรก แต่อีกคนมาเหยียบดันกลายเป็นคันเร่ง สุดแท้แต่ว่าคนเหยียบใส่เสื้อสีอะไร นี่เป็นปัญหาใหญ่เชิงระบบ

กรณี ปปช. น่าสงสัยว่าทำไมบางเรื่องหยิบมาพิจารณาเร็วมาก แต่บางเรื่องก็ช้าเสียจนแทบจะหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลไม่ค่อยได้ สำหรับ กกต.เอง ผมกำลังรอดูอยู่ว่าคดีบริจาคเงิน 258 ล้านให้กับพรรคประชาธิปัตย์ สุดท้ายจะออกมาอย่างไร ผมจะไม่พูดเรื่องปัญหาทางเทคนิคเกี่ยวกับการตั้งคณะอนุกรรมการซ้ำไปซ้ำมา แต่อยากจะดูว่าตัวเนื้อหาของคดีเมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับเรื่องอื่นๆ แล้ว มันจะมีระบบสองมาตรฐานหรือไม่

อีกกรณีหนึ่งเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของอัยการ สิ่งที่ทุกท่านจะต้องไม่ลืมก็คือว่า วันนี้ข้อหาเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกพูดกันมากว่ามีการดำเนินคดีที่สอดคล้องกับความมุ่งหมายของกฎหมายจริงๆ หรือเพื่อการทำลายล้างทางการเมือง ทำไมคนกลุ่มหนึ่งถูกเร่งให้ดำเนินคดีและมีการฟ้องร้องไปบ้างแล้ว แต่กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง อัยการกลับสั่งไม่ฟ้องด้วยเหตุผลว่ามันไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ คำถามคือ เอาเกณฑ์ไหนมาวินิจฉัยว่าอะไรเป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ และเกณฑ์นั้นมีคำอธิบายบนพื้นฐานการไม่เลือกปฏิบัติหรือไม่

นี่เป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ปรากฏร่องรอยของระบบสองมาตรฐาน

สำหรับระบบสองมาตรฐานในการวินิจฉัยคดีของศาล หากดูกรณีของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยมีเหตุผลอย่างหนึ่งว่า เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 รับรองให้มันชอบ อย่างนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 มันสร้างระบบสองมาตรฐานแล้วศาลเอามาใช้เป็นเหตุผลในคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยของศาลก็ถือว่าเป็นการรับรองระบบสองมาตรฐานไว้ด้วยเช่นกัน

คำถามมีว่าระบบสองมาตรฐานที่สะท้อนผ่านบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย และคำวินิจฉัยของศาล มันเกิดมาได้ยังไง

บทสรุปในชั้นนี้คือว่า วันนี้เราอยู่ในช่วงของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างคนสองกลุ่ม โดยคนกลุ่มหนึ่งมีความต้องการทำลายล้างทางการเมืองกับคนอีกกลุ่ม ซึ่งการทำลายล้างอย่างนี้จะไม่อาจสำเร็จขึ้นได้เลย ถ้าทุกอย่างดำเนินการไปบนพื้นฐานของความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ เมื่อเป็นอย่างนี้ เป้าหมายจึงสำคัญกว่าวิธีการ และเมื่อเป้าหมายอย่างนี้ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหารและระหว่างรัฐประหาร ถึงวันนี้จึงไม่จำเป็นต้องเหนียมอายในการเลือกปฏิบัติอีกต่อไป เพราะเมื่อคนร่างรัฐธรรมนูญยังไม่เหนียมอาย แล้วคนที่ใช้กฎหมายจะอายไปทำไม

คำถามต่อไปก็คือ เมื่อระบบสองมาตรฐานมันปรากฏอยู่ ผลจากนี้จะเป็นอย่างไร ความรุนแรงจะเกิดขึ้นไหม

วันนี้ผมเห็นว่าระบบสองมาตรฐานมีอยู่จริง และมันไม่ได้เป็นระบบที่เกิดมาจากความไม่ตั้งใจ มันเกิดมาจากความจงใจที่ทำให้ระบบนี้เกิดขึ้นมาเพื่อทำลายล้างทางการเมือง เมื่อระบบสองมาตรฐานมันเกิดมาจากความตั้งใจอย่างนี้ การจะหวังให้ทุกอย่างกลับมาสู่มาตรฐานเดียวจึงไม่ต้องหวัง และระบบสองมาตรฐานนี้จะยังคงดำเนินต่อไปและจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่คู่ต่อสู้ทางการเมืองกลุ่มหนึ่งยังไม่ถูกทำลายล้างจนราบคาบ

แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถ้ามองเหตุปัจจัยตามหลักอิทัปปัจจยตา กรณีแรก เมื่อการปฏิบัติในลักษณะสองมาตรฐานยังดำเนินการต่อ และฝ่ายที่ถูกกระทำยอมรับการกระทำนั้น ทุกอย่างก็จบ ระบบสองมาตรฐานก็จะดำเนินการต่อไปจนกว่าเป้าหมายสุดท้ายจะเสร็จสิ้น แต่ในกรณีที่สอง หากผู้ถูกกระทำเขาไม่ยอมรับ ซึ่งผมเชื่อว่าเขาคงจะยอมรับไม่ได้ มันจะเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่

หากการต่อสู้กันยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ ระบบสองมาตรฐานจะดำเนินไปเหมือนเดิม แต่หากควบคุมไม่ได้แล้ว รัฐประหารจะเกิดขึ้นภายใต้เหตุผลเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ แต่ถามว่าแล้วจบไหม ผมคิดว่ามันไม่จบ การต่อสู้ที่เกิดขึ้นอีกต่อไปจะเป็นการต่อสู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสังคมจะเกิดความวุ่นวายอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน พูดง่ายๆ คือมีโอกาสที่จะเกิดสงครามกลางเมือง

โดยผลอย่างนี้ ทำไมฝ่ายหนึ่งถึงยังกล้าทำให้ระบบสองมาตรฐานนั้นคงอยู่ ผมเห็นว่าวันนี้ระบบการเมืองไทยมาถึงทางสองแพร่งสำคัญ และไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ คุณทักษิณถูกถือว่าเป็นจุดเชื่อมสำคัญจุดหนึ่งบนทางสองแพร่งนี้ว่าประเทศจะหักเหไปทางไหน ด้วยเหตุนี้ เพื่อทำลายล้างคุณทักษิณให้ได้ แม้จะใช้ระบบสองมาตรฐานก็จำเป็นต้องทำ แต่ผลของการทำอย่างนี้ ประเทศยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงมากขึ้นไปอีก และจะไม่ใช่ความรุนแรงชนิดที่ท่านเคยเห็นมาก่อนในประเทศไทยที่มีผลแค่เกิดการระเบิดตึกสักตึกหนึ่ง แต่มันจะเป็นความรุนแรงที่นำไปสู่การทำลายระบบโครงสร้างของประเทศ

หากถามว่าจะป้องกันอย่างไร ผมเห็นว่าคงหาทางป้องกันได้ยากเพราะมีคนอยากให้เกิด ความรุนแรงย่อมไม่เกิดหากคนทั้งสองขั้วยินดีจะไม่ให้เกิด แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งตั้งใจทำลายล้างอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงวิธีการว่าชอบหรือไม่ ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่อีกฝ่ายจะต้องสู้ และเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง มันก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะเกิดความรุนแรง

ผมวางใจกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทยแล้ว สถานการณ์ตอนนี้เหมือนมีสึนามิที่กำลังจะมาขึ้นฝั่ง เราทำได้เพียงอย่างเดียวคือดูว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร และถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ เราจะสร้างบ้านสร้างเมืองกันใหม่แบบไหน ส่วนใครจะเป็นผู้รอดอยู่ อนาคตจะเป็นผู้ให้คำตอบ

[ หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้ปรับปรุงจากเนื้อหาคำอภิปรายของผู้เขียนเรื่อง ” สองมาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย : กรณีศึกษาเขายายเที่ยง ” ซึ่งจัดขึ้นที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553 โดยผู้เขียนเพียงปรับปรุงถ้อยคำบางส่วน แต่เนื้อหาสาระยังคงเดิมตามคำอภิปราย ]

Advertisements

Read Full Post »

จดหมายเหตุ วิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทย พฤษภา’๓๕

triamboy

เกริ่นสมมติ.

๑. บทความมีความอคติของบทความ, ด้วยการนำเสนอคำพูดที่ผู้เขียนคัดเลือกมาเองตามเหตุผลของตน, นำเสนอเพียงบางส่วน, บางแง่มุม, จากบางคน, เท่านั้น, โดยเฉพาะบุคคลในวงการสื่อมวลชนบางส่วนเท่านั้น.

๒. ความอคติบางส่วนมาจากบริบทที่บทความนี้เกิดขึ้นอย่างมีนัยยะ.

๓. ข้อความทั้งหมดไม่ได้มีการดัดแปลง, หรือแก้ไขแต่ประการใด.

๔. บทความนี้เป็นการตีพิมพ์บทเสวนา, วิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทย, จัดโดยสถาบันด้านสื่อสารมวลชนทั่วประเทศ, สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย, สมาคมหนังสือพิมพ์ในพระบรมราชูปถัมภ์, องค์กรพัฒนาชนบท, ในวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๕, ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เกริ่มตามความตั้งใจ.

๑. เรียนรู้, และถ่ายทอดข้อเท็จจริงบางส่วนของวิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทยจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง.

๒. เรียนรู้, และถ่ายทอดข้อเท็จจริงบางส่วนของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬผ่านการรับรู้ของตัวแทนภาคสื่อมวลชนเป็นหลัก.

๓. สังเกตพฤติกรรมการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความตามอายุของแต่ละคน.

๔. เปรียบเทียบพฤติกรรมการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความ ณ พฤษภาฯ ๓๕ กับห้วงเวลาปัจจุบัน, ผู้ซึ่งยังมีชีวิตอยู่และปรากฎในการรับรู้ของชนไทยทั่วไป, อาทิ, ประเวศ วะสี, สุทธิชัย หยุ่น, สมเกียรติ อ่อนวิมล, เป็นต้น. มากกว่านั้น, ยังสังเกตพัฒนาการการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความทั้งในแง่เนื้อหา, อารมณ์, รูปแบบการถ่ายทอด, เป็นต้น.

๕. คาดหวังต่อผลจากการรับรู้จะสร้างความคิดความเข้าใจ, และความคาดการณ์ในเบื้องหน้าที่สมเหตุสมผลมากขึ้น, โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับรู้โดยอ้อมของชั่วอายุคนของข้าพเจ้า, และกำเนิดต่อจากข้าพเจ้า.

บางข้อความสร้างความประหลาดใจให้กับข้าพเจ้าเป็นอย่างคาดไม่ถึง, คนคนนี้เคยใช้คำพูดอย่างนี้เหรอ!!, คนคนนี้แสดงอารมณ์ได้ตรงขนาดนี้เหรอ!!

ลองอ่านเพื่อพิจารณาความคาดไม่ถึงของพฤติกรรมในต่างห้วงเวลาของแต่ละปัจเจกบุคคล. ความไม่สมำเสมอบางอย่างดึงดูดให้ข้าพเจ้าสนใจมากขึ้น.

เริ่ม …

“สารที่มันทำหน้าที่ในการสื่อมาโดยตลอด จึงได้แก่ การนำเอาโลกของชนชั้นสูงไม่ว่าจะเป็นจริงหรือเป็นจินตนาการก็ตามมาสู่ความฝันและเริงรมย์ แม้เพียงชั่วขณะหนึ่งของชาวบ้าน”

“เมื่อใดก็ตามที่ผู้มีอำนาจคิดจะทำอะไรที่มิดีมิร้าย โทรทัศน์, วิทยุ, หนังสือพิมพ์ จะถูกจับใส่กรง สวมกุญแจลั่นดานมิให้ภาพแห่งความเป็นจริงถูกถ่ายทอดไปสู่ประชาชนได้ และเมื่อได้ “ห้าม” การเสนอข่าวอย่างหนึ่งแล้ว ก็จะต้อง “ป้อน” ข่าวที่ผู้มีอำนาจอยากจะเสนอด้วย”

“ความจริงเรื่องการปิดข่าวหรือเซ็นเซอร์ข่าวทางโทรทัศน์นั้นไม่ใช้เรื่องลับหรือยากต่อการรับรู้ คนไทยชินและทำใจกับพฤติการณ์ดังกล่าวได้ง่ายกว่าคนในประเทศตะวันตก ส่วนหนึ่งเพราะโทรทัศน์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเป็นกระบอกเสียงหรือพยายามจะเป็นสื่อมวลชนมาตั้งแต่ต้น”

“เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้คิดจะช่วยเจ้านายด้วยการเซนเซอร์ข่าวทีวีนั้นประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการปิดข่าว สิ่งที่ได้จากการกระทำดังกล่าว คือ การตอกย้ำให้เห็นแนวคิดแบบเก่าในเรื่องอำนาจ การพยายามรักษาสถานะเดิมของชนชั้นผู้นำไทย”

“เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กๆถูกผู้ใหญ่หลอกในสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรือสลักสำคัญต่อความมั่นคงหรือพัฒนาการของประเทศเลยแม้แต่น้อย หากแต่จะเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้มีอำนาจ (แต่ไม่มีบารมี) ต่างหาก”

“แต่ใครก็ไม่รู้ในสถานีโทรทัศน์และในกองทัพไทยก็ยังคงพยายามจะขีดเส้นตีกรอบของการรับรู้ข่าวสารของคนไทยระดับกลางและล่างให้เหมือนการนั่งดูลิเกหรือละครเท่านั้น โดยไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนั้นกำลังเป็นการทำสงคราม (การเมือง) กับคนเหล่านี้”

บุญโฮม อิงชัยภูมิ, บรรณาธิการสำนักพิมพ์เคล็ดไทย, บานชื่น.

“พวกมึงเนี่ยทำบ้านเมืองชิบหายวายป่วงหมด มึงอย่าเสือกทำอีกนะ ใครทำปฏิวัติรัฐประหารอีก เป็นการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์”

“สังคมทุกระดับ ทั้งครอบครัว ชุมชน สังคมโลก ล้วนต้องการหลุดพ้นจากความบีบคั้นทั้งสิ้น ถ้ามีเผด็จการก็เกิดความบีบคั้น มนุษย์จะชอบประชาธิปไตย ชอบการมีส่วนร่วม ชอบความเสมอภาค ชอบการกระจายอำนาจ”

นพ. ประเวศ วะสี, นักวิชาการและหนึ่งในกลุ่มพลเมืองอาวุโส

“ตราบใดถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ยังมองว่า สื่อสารมวลชนของรัฐ คือ การทำงานเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลแล้ว สิ่งนี้คือความหายนะของบ้านเมือง”

“แต่ข้าราชการของเราพยายามที่จะปกป้องนาย ผมไม่อยากจะเรียนว่าเป็นการสอพลอ แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้สื่อมวลชนของรัฐได้รับการปิดกั้น”

“ประชาชนมีความรู้สึกว่า เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ถูกต้องก็ไปดูเหตุการณ์ ซึ่งก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมในการที่จะรวมตัวที่จะชุมนุม เมื่อทีวีไม่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ ก็จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปสัมผัสในที่เกิดเหตุ”

“ในบ้านเมืองเราจะทำอะไรสักอย่าง แทนที่จะเอาข้อเท็จจริงมาพูด จะต้องเป็นลักษณะของโฆษณาชวนเชื่อ หรือพูดง่ายๆก็คือ ระหว่างพีอาร์ หรือ พับลิครีเลชัน จะกลายเป็นลักษณะอีกอย่าง เป็นเรื่องของจิตวิทยา หรือปฏิบัติการจิตวิทยา คือกลายเป็นว่าความจริงในบ้านเมืองพูดกันไม่ได้แล้ว จะต้องชี้นำซะก่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย”

ถวัลย์ศักดิ์ สุขวรรณ, ผู้อำนวยการสำนักข่ายไทย อสมท.

“ทางรัฐบาลมิได้สั่งด้วยวาจา ไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ว่าก็มีเจ้าหน้าที่บางท่านที่สั่งกันด้วยวาจา หรือแฟกซ์มา เราก็ได้ให้ความร่วมมือ”

ประสิทธิ์ หิตะนันท์, ผู้อำนวยการ อสมท.

“เสรีภาพนี้หมายถึงการที่เราจะพูดจะเสนออะไรได้ตามที่เราคิด เราชอบ เราพึงพอใจ แต่เราจะต้องให้โอกาสฝ่ายตรงข้ามได้เสนอสิ่งที่เป็นความต้องการของเขา ปรารถนาของเขาด้วย”

จำนงค์ กุมาลย์วิสัย,  คณะบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาลัยศรีประทุม.

“ทีวีถูกอำนาจบางอำนาจบีบคั้นคุกคามอยู่ตลอดเวลา จนถึงวันน้ีอำนาจที่บีบคั้นคุกคามนั้นจะไม่มีวันหมดไป ตราบใดที่ทีวียังไม่มีเสรีภาพอย่างแท้จริง”

“สาเหตุที่ออกผมเลือกอยู่สองอย่างครับ คือ เลือกเงิน กับ ศรัทธาประชาชน ผมขอเลือกศรัทธาจากประชาชน”

“จริงหรือเปล่าครับที่ทำงานกันอย่างกล้าๆกลัวๆ ช่วยตอบด้วยครับ มันยังคงเป็นอย่างนั้นอยู่ ถ้าตราบใดทีวีไม่ได้เป็นของประชาชน”

จักรพันธุ์ ยมจินดา, อดีตผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗ สี.

“การพัฒนาการเมืองไทยให้ยั่งยืนไปจริงๆไม่ได้ขึ้นอยู่กับกองทััพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เด็ดขาด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาเลย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง แต่ขึ้นอยู่กับสังคมทั้งสังคม สังคมต้องมีความเข้มแข็งในทุกๆส่วน”

“ความจริงผมคิดว่าหลักการใหญ่ทางสังคมทุกสังคมที่สำคัญที่สุด ถ้ามันจะต้องอยู่ได้ก็คิดว่าอยู่บนพื้นฐานความจริง ถ้ามีความจริงเป็นพื้นฐานในสังคมเสียอย่าง เราตัดสินปัญหา เราตัดสินใจทุกเรื่องได้อย่างถูกต้อง”

ธีรยุทธ บุญมี, อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

“เมื่อเครื่องบินที่ผ่านระหว่างประเทศลงมาถึงสนามบินดอนเมืองแล้ว ผู้ประกาศบนเครื่องบินประกาศบอกว่า ขณะนี้เราได้นำผู้โดยสารมาถึงประเทศไทย โปรดหมุนเข็มนาฬิกากลับไป ๒๐ ปี”

“การที่โทรทัศน์เป็นอย่างนี้ ผมคิดว่ามันเนื่องมาจากเหตุผล ๓ ประการ ประการแรก เกี่ยวกับกฎหมายบอกให้เป็นอย่างนั้น ประการที่สอง ก็อิทธิพลของคนบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในรัฐบาลและคนรับใช้ของรัฐบาล ใช้อิทธิพลของคนในรัฐบาลไปข่มขู่สถานีโทรทัศน์ ประการที่สาม ก็เนื่องมาจากความรู้สำนึกของคนในสถานีโทรทัศน์นั่นเอง ที่มีบางคน ไม่ใช่อยู่โดยยอมเป็นเครื่องมือเขาบางคน”

“คำสั่งของ กบว. ที่บางคนบอกว่าแปลว่า “กูบ้าแล้วโว้ย” ยังมีอยู่ บอกว่าห้ามไม่ให้สถานีวิทยุเอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน เพราะฉะนั้น บางสถานีวิทยุก็เลยทำเป็นว่าผู้สื่อข่าวของตัวเองออกไปหาข่าวอย่างนั้นมาอย่างนี้มา ผมเองก็ดี พรรคพวกผมเองก็ดี เพื่อนๆในฉบับอื่นก็ดี นั่งฟังไป เอ๊ะ นี่มันข่าวเราเขียนนิ”

มานิจ สุขสมจิตร, บรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ.

“ไม่มีวันหรอกครับที่เราจะมีเสรีภาพอย่างแท้จริง มันมีเป็นชั่วครั้งชั่วคราว ในประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ของผมคิดว่ามีเมื่อรัฐบาลเผลอ เผลอบ้างวันสองวัน บางค่ำบางคืน ปีสองปี”

“การบิดเบือนข่าวสาร เห็นแต่ละช่องเสียงเหมือนกัน ภาพเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าการบังคับให้เชื่อเหมือนๆกัน แต่เป็นการบังคับไม่ให้เชื่อเหมือนๆกัน”

สมเกียรติ อ่อนวิมล, บริษัท แปซิฟิกอินเตอร์คอมมิวนิเคชัน จำกัด.

“การปิดกั้นข่าวสารคืออาชญากรรมขั้นแรกที่ได้ปรากฎครั้งนี้ ก่อนที่ได้ใช้กระสุนด้วยซ้ำไป”

“แม้กระทั่งที่เป็นคำสั่งภาวะฉุกเฉิน ไม่ทราบว่าใครฉุกเฉิน ประชาชนอยู่สบายดี ไปรวมตัวกันเรียกร้องแสดงความคิดเห็น และเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ไม่มีอะไรฉุกเฉินเลย”

“ถ้าเรายอมเชื่อและยอมรับทั้งหมด เราก็ยังคงเป็นแบบสังคมไทยๆ ต่อไป คือ เราจะให้อภัยซึ่งกันและกันต่อไป”

“เป็นธรรมชาติของคนไทยและเราก็จะลืมไป แล้วก็จะให้อภัย แล้ววันดีคืนดีก็มาคุยอย่างนี้อีก และก็มีข้อเสนออย่างนนี้อีก”

“เพราะผมสงสารประเทศขอเราเองที่เขาคิดว่าประชาชนจะฟังและยอมรับเขาได้ เขาลืมไปแล้วว่าประชาชนไม่ได้โง่อย่างที่คิด ประชาชนอาจจะให้อภัยเขาอีก เขาคิดอย่างนั้นครับ และนั่นคือ สิ่งที่เราผิดพลาด”

“ผมอยากจะบอกว่าระหว่างธรรมะ กับ อธรรม เราเป็นกลางไม่ได้ครับ ระหว่างภาพที่เราเห็น ภาพทีวีที่ทหารยิงประชาชน กับ ภาพที่ทหารมาเอายาดมให้ประชาชนที่เป็นลม ถ้าเราบอกว่าจะให้ความสำคัญกับสองรูปนี้เท่ากันแล้วเป็นกลาง บ้านน้ีเมืองนี้ล่มจมครับ”

“จริงๆแล้วคนไทยเป็นคนที่อดกลั้นมากๆนะครับ ก่อนหน้าที่เกิดเรื่องราว ทุกคืนเรานั่งอยู่่ที่บ้านทานข้าว ทุ่มครึ่งเปิดทีวีดูหมดทุกช่อง ใช้รีโมทคอนโทรล ลูกที่นั่งอยู่เรียนมัธยมยังถามว่า พ่อทำไมทุกช่องมันเหมือนกันหมด หน้าคนนี้ออกทุกช่องเหมือนกันหมด คนที่สองก็ทุกช่องหน้าเหมือนกันหมด และคนไทยอดทนมาตลอด คนไทยไม่เคยโกรธ ไม่เคยบอกว่ากูรับไม่ได้ ถ้าเป็นคนอื่นเป็นต่างประเทศที่เขาต้องจ่ายภาษีและจ่ายค่าทีวี เขาเอาก้อนหินขว้างแล้ว ทั้งหมดนี้เราให้อภัยกัน”

“ถ้าผมพูดจริงๆตามความรู้สึกหมด จะไม่มีเพื่อนเหลือเลย แต่ถ้าไม่มีเพื่อนเหลือเลยและแลกกับความสำนึกขอคนไทยทั้งหมด”

สุทธิชัย หยุ่น, นักหนังสือพิมพ์จากเดอะเนชั่น.

“ข่าวที่ยัดเยียดมากนั้น คนไม่รับและผลักออก รายการเพื่อแผ่นดินไทยเป็นรายการวิทยุที่คนไทยฟังน้อยที่สุด ทั้งๆที่ถ่ายทอดมากที่สุด  พอหกโมงเคารพธงชาติ ทุกคนเอาเทปยัดใส่วิทยุหมด”

“คือกลัวหมด เอะอะอะไรก็กลัวไว้ก่อน เตะออกไว้ก่อน เหมือนลูกบอลจะเข้าประตูเตะออกไว้ก่อนปลอดภัย”

“เขาให้คนที่สนิทชิดเชื้อ ยกหูไปหาสปอนเซอร์ เจ้าของโฆษณาบอกว่าคุณสนับสนุนหนังสือพิมพ์ที่โจมตีนายผมเหรอ เข้าฟังแล้วเขาหนาวครับ ขอถอนไปตั้งเยอะ เขาถอนไป”

สุภาพ คลี่ขจาย, นักหนังสือพิมพ์จากแนวหน้า.

“รู้สึกว่ายุคนี้แหละเป็นยุคที่ตกต่ำที่สุดของข่าวโทรทัศน์ คือ ถูกให้บิดเบือนข้อเท็จจริงต่างๆ”

“เมื่อเป็นฝ่ายค้านพร้อมที่จะให้อิสระเสรีภาพ หรือต่อว่าโทรทัศน์นักหนาว่าไม่เสนอข่าว แต่พอเป็นฝ่ายรัฐบาลเอง กลับควบคุมโทรทัศน์อย่างหนักแน่นเลย”

พนม บุญสาลี, บรรณาธิการข่าวไทยสกายทีวี.

“เฮียสุออกมาพูด อย่าให้คนออกนอกบ้าน ปรากฎว่ากลับเป็นการเรียกร้องให้คนออก การมาพูดกล่าวร้ายก็ดี ไม่ว่าพูดถึงสภาเปรโซเดียม หรือเป๊บโวเดนท์ก็ตาม ก็ปรากฎว่าไม่มีใครเชื่อเพราะว่าคนได้สิ้นความเชื่อถือในสื่อประเภททีวี”

“การสั่งปิดหนังสือพิมพ์นั้นจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่จะต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมให้ศาลสั่ง”

“ตัวเลขจากการที่ผู้ร่วมชุมนุมนั้นเนี่ย ในด้านรายได้นี่จากรายได้ ๒ หมื่นถึง ๕ หมื่นบาทมีถึง ๑๕.๕ เปอร์เซ็นต์ รายได้ ๕ หมื่นบาทขึ้นไปมีถึง ๖.๒ เปอร์เซ็นต์ ผู้มาร่วมชุมนุมเป็นภาคเอกชนถึง ๔๕.๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นเจ้าของกิจการถึง ๑๓.๗ เปอร์เซ็นต์ และมาจากภาคราชการถึง ๑๔.๘ เปอร์เซ็นต์ และที่น่าแปลกใจคือ นักเรียน นักศึกษามีเพียงแค่ ๘.๔ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าแกนนำในการเคลื่อนไหวยุคนี้ไม่เหมือนกับยุค ๑๔ ตุลาอีกต่อไปแล้ว”

สุวัฒน์ ทองวัฒนากุล, นักหนังสือพิมพ์จาก ผู้จัดการ.

“มีบุรุษผู้หนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้เป็นรัฐมนตรี และเคยเป็นนักวิชาการมหาวิทยาลัยนิด้ามาก่อน ได้โทรศัพท์พูดกับผมว่า มองต่างมุมน่ะปิดแน่นอน ได้พูดกับผมว่ารายการอย่างนี้มันอยู่ไม่ได้ รายการอย่างนี้เป็นรายการที่คอยว่าทหาร คอยว่ารัฐบาล มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นความเพ้อฝันของคนบางคน ที่บอกว่าสื่อมวลชนนั้นเป็นสื่อของรัฐ หมายความว่าของประชาชน มันฝันทั้งเพ ผมอยากจะให้คุณถวัลย์ศักดิ์ได้ฟังไว้ตรงนี้นะครับ เขาบอกว่าเป็นความฝันทั้งเพ ทั้งหมดนี้เขาบอกว่าจริงๆแล้วสื่อจะต้องเป็นของรัฐหมายถึงรัฐบาล บุคคลผู้เป็นผู้บริหารรัฐบาลจะต้องใช้ ถ้าหากว่าเราไม่สามารถให้มีดคนอื่นมาฟาดฟันตัวเราเองได้”

“ถ้าหากว่าเราไปดูสัมปทานช่อง ๗ ดูสิครับ จ่ายเงินเพียงน้อยนิดให้กับกองทัพบกแล้วที่เหลือจ่ายกันบนโต๊ะใต้โต๊ะอย่างไร ช่อง ๓ ก็เช่นเดียวกัน มีการจ่ายสัมปทานกัน”

“ทั้งนี้เพราะสื่อดังกล่าวมิอาจสะท้อนข่าวสารความเป็นจริง แต่ถูกกล่าวหากันแพร่หลายว่า เป็นสถาบันแห่งการแสวงหาความจริงที่ชอบแถลงข่าวเท็จ”

“เพราะว่าการครอบงำสื่อมวลชน อารยชนถือว่าเป็นการครอบงำบุคคล ครอบงำมนุษย์ อย่างไม่เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นคน และสุดท้ายก็เป็นการปิดกั้นการพัฒนามนุษย์ พัฒนาสังคม พัฒนาประเทศชาติ”

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

Read Full Post »

แนวทางการทำงานบอล

triamboy

 

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้นำเสนอเรื่องราวงานบอลที่เกิดขึ้น  ผ่านการเรียบเรียงงานเขียนในอดีตของข้าพเจ้าเองในบทความเรื่อง  “ครั้ง 1 ของคน 1 คน กับอีกงาน 1 : ย้อยมอง “คุณค่า” ผ่านงานบอล”  เมื่อวันที่  19  มกราคมไปแล้วนั้น  ข้าพเจ้าได้พยายามทบทวนสิ่งอื่นที่เกิดขึ้นหลังจากเวลานั้น  แล้วได้พบว่า  หลังจากนั้นเป็นเวลา  2  เดือน ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเขียนงานขึ้นมาอีกงานหนึ่งเพื่อส่งมองให้กับน้องๆ  ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในรุ่นถัดมา  และใช้ประกอบการสัมมนาถ่ายทอดงานขององค์การบริหารสโทสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชุดใหม่อีกด้วย

 

บทความชิ้นนี้นำเสนอข้อสรุปเบื้องหลังของการวางแผนการทำงานบอลตามการรับรู้ของข้าพเจ้า  (ผู้เขียน)  เองในฐานะเป็นบุคคลคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของงานบอลร่วมกับอีกหลายชีวิต  

 

ความมีดังนี้

 

 


  

 

แนวทางการทำงานบอล

 

การจัดโครงสร้างงานบอล


การจัดโครงสร้างการดำเนินงาน  และการจัดการประสานงานภายใน  ได้แก่ทีมงาน  มหา -วิทยาลัย  และสมาคมนิสิตเก่าฯ  รวมทั้งการจัดการประสานงานภายนอก  ได้แก่  ทีมงานธรรมศาสตร์  และสมาคมศิษย์เก่าธรรมศาสตร์  โดยทั่วไปแล้วเป็นการกำหนดหน้าที่  ภาระงาน  และขอบเขตความ รับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคนภายในงานบอล  เพื่อให้สมาชิกแต่ละคนสามารถปฏิบัติงานได้ตรงตาม หน้่าที่ที่ได้รับมอบหมาย  การจัดโครงสร้างงานบอลที่เหมาะสมทำให้การดำเนินงานของงานบอลเป็น ไปตามแผนงานที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ  และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในที่สุด

 

ปัจจัยที่นำมาพิจารณาในการจัดโครงสร้างงานบอล

 

การจัดโครงสร้างงานบอลในแนวตั้ง

 

๑.)  เอกภาพของหัวหน้างาน (การบังคับบัญชา)  นั่นหมายถึง  หลักการที่กำหนดให้ผู้ใต้บังคับ บัญชามีผู้บังคับบัญชาในระดับเหนือตนเองขึ้นไปเพียงคนเดียว  (ในกรณีประธานคู่ก็เช่นกัน  ประธานคู่ มีคำสั่งงานเดียวกันเป็นข้อสรุป)  ที่จะมีอำนาจ  ในการสั่งงาน


๒.)  บทบาท  (หน้าที่)  อำนาจ  และความรับผิดชอบ  ทีมงานหลัก  (ผู้บริหาร)  จะเป็นผู้กำหนด ขอบเขตอำนาจ  หน้าที่  และความรับผิดชอบให้กับคนช่วยงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)


๓.)  ช่วงของการควบคุม  โดยกำหนดจำนวนทีมงานช่วยงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)  ที่หัวหน้า งาน  (ผู้จัดการ)  จะสามารถอำนวยการ  สั่งงาน  และดูแลควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ


๔.)  อำนาจการตัดสินใจที่ศูนย์กลาง  และการกระจายอำนาจการตัดสินใจไปสู่ทีมงาน  (ผู้ใต้ บังคับบัญชา  รวมทั้งพนักงานระดับล่าง)  การดึงอำนาจการตัดสินใจไว้ที่ศูนย์กลางนั้น  หัวหน้างาน  หรือทีมหัวหน้างาน  (ผู้บริหาร)  จะมีอำนาจในการตัดสินใจปัญหาของงานบอล   รวมทั้งข้อสรุปสำคัญ  โดยไม่มอบอำนาจการตัดสินใจให้กับทีมช่วยงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)  ส่วนการกระจายอำนาจการ ตัดสินใจไปสู่ทีมงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา  รวมทั้งพนักงานระดับล่าง)  นั้นเป็นการมอบอำนาจในการ ตัดสินใจปัญหาของงานบอลในบางเรื่องให้กับทีมงานสามารถตัดสินใจเองได้  การจัดโครงสร้าง งานบอลที่เหมาะสม  หัวหน้างาน  หรือทีมหัวหน้างาน  (ผู้บริหาร)  ต้องพิจารณาการดึงอำนาจ  และการกระจายอำนาจในการตัดสินใจไปสู่ระดับล่างอย่างเหมาะสม

 

การจัดโครงสร้างงานบอลในแนวนอน


๑.)  การแบ่งงานกันทำ  แบ่งความรับผิดชอบให้กับทีมงานในหน่วยงาน  ฝ่ายเดียวกัน อย่างเหมาะสม


๒.)  การจัดแผนกงาน  เป็นกระบวนการจัดกลุ่มงานที่ต้องทำร่วมกันเข้าไว้ในฝ่าย  หรือแผนก เดียวกัน  เพื่อให้งานบอลทำงานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้อย่างดีที่สุด  โดยมีปัจจัยที่นำมาพิจารณาในการ จัดแผนกงาน  ดังนี้


              การแบ่งโดยพิจารณาหน้าที่ในงานบอล  อาทิ  ประสานงานกับสมาคม

              การแบ่งโดยพิจารณากิจกรรมของงานบอล  อาทิ  การแสดง  พาเหรด

              การแบ่งโดยพิจารณาที่ตั้งของคณะ  หน่วยงานในมหาวิทยาลัย

              การแบ่งโดยพิจารณาหน่วยงานที่ต้องประสานงาน  ติดต่อ

 

ขั้นตอนการจัดโครงสร้างงานบอล


ขั้นที่  ๑.)  การวิเคราะงานต่างๆ  ที่ต้องกระทำ  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของงานบอล  ซึ่งจะนำมาใช้ในการกำหนดหน้าที่  ภาระงาน  และความรับผิดชอบ


ขั้นที่  ๒.)  การพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว  ซึ่งจะนำมากำหนดตำแหน่งงาน


ขั้นที่  ๓.)  การจัดรวมงานเป็นกลุ่ม  เพื่อจะนำมากำหนดเป็นฝ่าย  แผนก


ขั้นที่  ๔.)  กำหนดวิธีการรายงานผลการปฏิบัติงาน  และการสั่งงาน  อาทิ  การจัดสายการสั่งงาน  (การบังคับบัญชา)  ภายในโครงสร้างงานบอล    การประชุมทีม  การประชุมใหญ่

 

การอำนวยการ

 

การอำนวยการนั้นเป็นกระบวนการที่ผู้นำ  หรือทีมของหัวหน้างาน  (ผู้จัดการ)  ใช้หน้าที่ที่ได้ รับอำนาจ  มอบหมาย  กอปรกับความสามารถของตนในการชักจูงให้ทีมงานปฏิบัติตามแนวทางการ ทำงานตามที่ได้วางแผนไว้  ให้ดำเนินไปในทิศทางที่เหมาะสม  และบรรลุเป้าหมายของงานบอล ในสุดท้าย  ผู้นำที่ประสบผลสำเร็จไม่ใช่มีความสามารถแค่เป็นคนจัดการที่ดี   แต่มากกว่านั้นต้องมี ความสามารถในการนำผู้ช่วยงาน  ผู้ร่วมทีม  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)  ให้ปฏิบัติงานตามที่ตนต้องการ  และเป้าหมายของงานบอลได้ด้วย  โดยปกติแล้วการนำเป็นหน้าที่ที่สำคัญอย่างหนึ่งของกาสรจัดการ  คือ  การอำนวยการ  และการประสานความร่วมมือกับบุคคลต่างๆ  ที่เป็นสมาชิกของงานบอล  ซึ่งรวมถึงหน้าที่ต่างๆ  อาทิ  การจูงใจผู้ช่วยงาน  ทีมงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)  การออกคำสั่ง ปฏิบัติงานด้านต่างๆ  ให้บรรลุป้าหมาย  การกำหนดวิธีการติดต่อสื่อสารภายในงานบอลให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด  รวมทั้งการแก้ไขปัญหาและข้อขัดแย้งต่างๆ  ที่เกิดขึ้นกับสมาชิกงานบอล  รวมทั้งงานบอลโดยรวม

 

การควบคุม

 

การควบคุมนั้นเป็นการติดตามผลการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้น  การเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงาน ที่เกิดขึ้นจริง  หรือที่ทำไป  กับเป้าหมายที่วางไว้  วิเคราะห์ความแตกต่างที่เกิดขึ้น  ถ้ามีปัญหาต้อง ค้นหาสาเหตุ  และหาวิธีการแก้ไขสำหรับการปฏิบัติงานต่อไป

 

ขั้นตอนการควบคุม  ทำได้ดังนี้


ขั้นที่  ๑.)  การวัดผลงานที่เกิดขึ้น

ขั้นที่  ๒.)  การเปรียบเทียบผลงานที่เกิดขึ้นกับเป้าหมาย  หรือมาตรฐานที่วางไว้

ขั้นที่  ๓.)  การหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น  ในกรณีผลงานที่ได้ต่ำกว่ามาตรฐาน  หรือเป้าหมายที่วางไว้

 

ที่บอกมาทั้งหมดนี้  โดยรวมแล้ว  ถึงแม้ว่างานบอลจะมีความพร้อมในด้านทุนทางการเงิน  ทุนทรัพยากรมนุษย์  ทุนวัฒนธรรมแล้ว  ถ้าหากการจัดการที่เหมาะสม  ผลที่ตามมาอาจทำให้การ ดำเนินงานประสบอุปสรรค  หรือความล้มเหลวได้  อันเนื่องมาจากผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถเข้าใจ ระบบงาน  หรือไม่สามารถมองภาพรวมของการปฏิบัติงานได้  ทำให้การปฏิบัติงานไม่เป็นไปในทิศทาง เดียวกัน  เกิดความซ้ำซ้อน  หรือกระทั่งความขัดแย้งกัน  ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน  และนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด  การจัดการที่ดีจึงเป็นเครื่องมือของผู้นำที่จะสร้างความสอดคล้อง  สมดุล  และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของงานบอลเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดที่ทุกคน ได้ร่วมกันวางไว้

 

เต้  นิติพัฒน์   ศิริพงศ์

12.49  นาฬิกา

10  มีนาคม  2551


 


 

ทักษะที่สำคัญ

 

บางคนอาจเคยมีประสบการณ์ ในการทำงานร่วมกับหัวหน้างานที่มีความสามารถ  หรือการทำงาน ร่วมกับหัวหน้างานที่ไม่สามารถจัดการให้การทำงานเป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้  ความแตกต่างของ หัวหน้างานทั้งสองประเภทนี้อยู่ที่  ความสามารถ  และทักษะทางการจัดการของหัวหน้างานแต่ละคน  หัวหน้างานที่สามารถจัดการงานให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ  สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้  จำเป็นต้องอาศัยทักษะการจัดการที่สำคัญ  อาทิ

 

ทักษะด้านเทคนิคการปฏิบัติงาน


เป็นทักษะที่ต้องใช้ความรู้  ความสามารถเฉพาะทางในการปฏิบัติงาน  โดยทักษะนี้เกิดจาก การเรียนรู้จากสถาบันการศึกษา  การฝึกอบรมวิธีการปฏิบััติงานจนเกิดความชำนาญ  การทำกิจกรรม  หัวหน้างานระดับต้นต้องมีทักษะด้านเทคนิควิธีปฏิบัติงาน  เพื่อที่จะสามารถให้คำแนะนำ  หรือหาวิธีแก้ไข ปัญหาในระดับปฏิบัติการได้  สามารถสอนงาน  พัฒนาทักษะด้านการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ให้กับผู้ช่วยงาน  หรือทีมงานได้

 

ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์


เป็นความสามารถของหัวหน้างานที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งจะส่งผล โดยตรงต่อการติดต่อประสานงาน  สร้างความรู้สึกผูกพัน  และความร่วมมือระหว่างสมาชิกภายใน   และภายนอกงานบอล  หัวหน้างานทุกระดับจำเป็นต้องมีทักษะด้านนี้  เพราะงานด้านการจัดการจะต้อง เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารทั้งภายใน  และภายนอกงานบอลอยู่ตลอดเวลา

 

ทักษะด้านความคิดอ่าน


เป็นความสามารถในการวิเคราะห์  วินิจฉัยสถานการณ์  และคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตได้  รวมทั้งความสามารถในการคิดใหม่  หัวหน้างานต้องมีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างมีระบบ  นำมา ประมวลผลเพื่อวิเคราะห์ปัญหา  หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบัน  และอนาคต  ทำให้สามารถ ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว  ทันต่อเหตุการณ์  สามารถคาดคะเนผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นได้  มองเห็น โอกาสใหม่ๆในการดำเนินงาน  มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล  และชัดเจน  ซึ่งทักษะด้านนี้เป็นสิ่งจำเป็นของ หัวหน้างานทุกระดับ  โดยเฉพาะหัวหน้างานระดับสูง  งานบอลที่มีหัวหน้างานที่มีทักษะด้านการสร้าง ความคิดสูงจะสามารถนำงานบอลฝันฝ่าปัญหา  และอุปสรรคต่างๆให้ผ่านพ้นไปได้ดี

 

ทักษะด้่านการตัดสินใจ


เป็นความสามารถในการเข้าใจถึงสภาพ  และข้อจำกัดของปัญหา  สามารถกำหนดทางเลือก  และเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา  ความสามารถในการตัดสินใจเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งของ หัวหน้างาน  โดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจประกอบด้วยขั้นตอน  ดังนี้

         การตระหนักถึงปัญหา  หรือโอกาสของงานบอล

         รวบรวมข้อมูลที่ต้องใช้ประกอบการตัดสินใจ

         กำหนดทางเลือกต่างๆในการแก้ไขปัญหา

         ประเมินผลลัพธ์ของทางเลือกแต่ละทาง

         ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด

         นำผลการตัดสินใจไปปฏิบัติ

         ติดตาม  ประเมินผลที่เกิดขึ้น  และนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจครั้งต่อไป

 

ทักษะการบริหารเวลา


โดยเฉพาะการทำงานในงานบอล  ที่ต้องติดต่อประสานงานกับคนจำนวนมาก  การบริหารเวลาที่ ผิดพลาดจะทำให้เกิดต้นทุน  และการสูญเสีย  โดยเฉพาะการเสียเวลา  หัวหน้างานจึงต้องให้ความสำคัญ ต่อการบริหารเวลา  การบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพสามารถทำได้โดยวิธีเหล่านี้  อาทิ

         ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน  และงานเอกสารให้น้อยลง           หลีกเลี่ยงกาสรทำงานที่ซำ้ซ้อนกันให้มากที่สุด

         ลดการใช้โทรศัพท์  และการเดินทางที่ไม่จำเป็น

         วางแผน  และเตรียมการประชุมโดยใช้เวลาน้อยที่สุด  แต่ให้ข้อสรุป  และผลลัพธ์เดิม

         กระจาย  หรือมอบหมายงานให้ทีมงาน  ผู้ช่วยอย่างเหมาะสม

 

ที่กล่าวไปข้างต้นเป็นเพียงทักษะบางส่วน  ที่สำคัญ  สำหรับบางส่วนงาน  หรือทั้งหมดอาจจำเป็นต้องเพิ่ม ทักษะอื่น  ทั้งนี้แล้วแต่บริบทที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

 

 

เต้

7.48  นาฬิกา

15  มีนาคม  2551


 


  

 

Read Full Post »

triamboy

 

เวลา  นั้นเป็นตัวบ่งชี้มิติของทุกกิจกรรม  พฤติกรรม  ความเป็นไป  ของมนุษย์  สัตว์ร่วมโลก  ต้นไม้  รวมถึงสิ่งแวดล้อมทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้น  และมีมาแต่เดิม  ทำให้เกิดการเรียนรู้  ตระหนัก  ระลึก  เข้าใจได้ถึงอดีต  รับรู้  กระทำการในปัจจุบัน  และคาดการณ์ได้ถึงอนาคต  หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่ง  คือ  เวลา  บอกเล่าถึง  ต้นทุนการบริโภคสะสมของแต่ละหน่วยการตัดสินใจ  ที่เป็นองค์ประกอบของธรรมชาติหน่วยย่อยนั้นนั้น  ซึ่งต้นทุนการบริโภคสะสมนี้เองที่เป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการตัดสินใจแสดงออกซึ่งพฤติกรรมในทิศทางหลากหลายมากน้อยของแต่ละหน่วยนั้น

 

จากความสำคัญของ  เวลา  ทำให้มีการสร้างบทความนี้ขึ้นมาด้วยเหตุ  ดังนี้

 

๑.  เวลา  ในช่วงปลายเดือนมกราคมของทุกปี  เป็นประเพณีปฏิบัติ  ทำกิจกรรมงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์  สะสมต่อเนื่องกันมา  ทำให้ข้าพเจ้าซึ่งมีความสัมพันธ์กับกิจกรรมนี้  ได้กลับมา  “ย้อนมอง”  กิจกรรมนี้อีกครั้ง  ผ่านการรวบรวม  และเรียบเรียงความเป็นไป  (สะสม)  ของกิจกรรมนี้ในอดีต

 

๒.  เวลา  ในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าเองเพิ่งเสร็จสิ้นจากกิจกรรมต่างๆ  ทั้งที่ให้ความสำคัญกับตนเองมาก  และคนอื่นมาก  เป็นช่วงเวลาสั้นๆที่จะ  “ทบทวน”  อดีตที่ผ่านมาในหลายประเด็น  รวมทั้งกิจกรรมงานบอลนี้ด้วย

 

๓.  เวลา  ในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์  หน่วยตัดสินใจที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจกิจกรรมงานบอลนี้มากขึ้นกว่าปกติ  กอปรกับความคาดหวังจากข้าพเจ้าเองที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนี้  ได้คาดหวังว่า  พยายามถ่ายทอดสิ่งที่สะสมมาในอดีต  เพื่อการตัดสินใจที่สมบูรณ์มากขึ้นของหน่วยต่างๆในปัจจุบัน  และอนาคต

 

คำขออภัย  และขอขอบใจ

 

๑.  ขออภัยที่นำเอาเนื้อหาที่พาดพิงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง  นอกเหนือจากข้าพเจ้า  โดยที่ไม่ได้แจ้งให้ท่านบุคคลเหล่านั้นทราบล่วงหน้า

 

๒.  ขออภัยอย่างสูง  หากบทความนี้ทำให้ท่านบุคคลที่ถูกพาดพิงได้รับความเสียหายไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง  ข้าพเจ้าเองไม่ได้มีเจตนาทำร้าย  สร้างความเสียหายแก่บุคคลที่ถูกพาดพิง  ผ่านงานเขียนครั้งนี้

 

๓.  ขอขอบใจอย่างมากสำหรับความเห็นใจ  เข้าใจ  และให้อภัยข้าพเจ้า

 

กรอบการพิจารณาความคิด

 

ข้าพเจ้าเองตั้งใจนำเสนอผ่านมิติของ  เวลา  แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าจะเรียงลำดับตามเวลาที่เกิดขึ้นก่อน  ในทางกลับกับ  ข้าพเจ้าเชื่อว่าการนำเสนอโดยเริ่มจากจุดตั้งต้น  และจุดที่แสดงถึงผลสรุป (ผลลัพธ์) สุดท้าย  จากความตั้งใจเจตนารมย์ร่วมกัน (พยายามรวบรวม  และยอมรับร่วมกัน)  ของหน่วยตัดสินใจที่เกี่ยวข้อง  หลังจากนั้นจะเป็นการนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง  (การบริโภคสะสม)  ตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้นก่อน  ดังนี้

 

จุดตั้งต้น

 

  พวกเราทุกคนต่างมาจากทุกส่วนของประเทศ  มารวมกันที่จุฬาฯ  ทุกคนได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน    สังคมแห่งนี้  งานฟุตบอลประเพณี ก็เช่นกัน  เป็นโอกาสอันดีที่เราคนจุฬาฯด้วยกันเอง  และชาว ธรรมศาสตร์ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันอีกครั้ง  ยิ่งสังคมปัจเจกชนได้ ปรากฎชัดเจนขึ้น  ยิ่งน้อยกิจกรรมทางสังคมที่สามารถหล่อหลอม คนส่วนใหญ่ได้  เหตุนี้เราจึงให้ความสำคัญกับคนงานบอลทุกคนที่เป็น คนจุฬาฯ  คนจุฬาฯ  คือ  “เจ้าของงานบอล”  ไม่ใช่แค่คน เข้าร่วมงาน  ไม่ใช่แค่คนมีส่วนร่วม  แต่เป็นเจ้าของ  ทุกความคิดเห็น  ทุกแรงกาย  จากทุกส่วน  เราร่วมรับฟัง  ร่วมแสดงความคิดเห็น  ร่วมทำงาน  ร่วมกันสร้าง  และรักษาประเพณีดีงามยิ่งใหญ่สืบไป 

——————————————————————————————————————————-

 

จุดสุดท้ายของเจตนารมย์ร่วมกัน

 

ถึง เจ้าของงานบอลทุกคน


ก่อนอื่นขอขอบใจทุกทุกคนในความห่วงใย และกำลังใจตลอดเวลาที่ผ่านมา ตอนนี้อาการดีขึ้นมากแล้ว  เริ่มเดิน นั่งได้บ้างแล้ว หมอบอกว่าโชคดีมากที่กระดูกหักด้านหน้า ถ้าหักข้างหลังแล้วคงแย่ เพราะเกี่ยวกับไขสันหลัง ไม่ก็เอ๋อเหมือนที่น้องนัทบอกก็ได้ ที่ได้ออกจากโรงพยาบาลนั้นก็เพราะว่าหมอเขาไล่่ จะได้เอาเตียงให้คนที่ลำบากกว่า จริงแล้วเขาคงเห็นว่าเราสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว จึงให้ออก  คนไทยเราเป็นคนเมตตา มีน้ำใจ เกื้อกูลกัน เมื่อรู้ว่าใครเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ไปให้กำลังใจเขา คนไข้ที่ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เมื่อได้รับกำลังใจ ใจก็สบาย ความเจ็บป่วยก็หายเร็ววัน วันนี้ก็เหมือนกัน เรามาให้กำลังใจคนงานบอลทุกคน

 

เข้าเรื่องกันเลย ตอนที่ได้รับหน้าที่ให้เป็นคนประสานงานงานบอลครั้งที่ 64 ได้ตัดสินใจแล้วว่าต้องทำตามหน้าที่ให้ดี ถึงแม้นว่าจะเคยทำงานนี้มาบ้างแล้วในปีกลาย ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้หน้าที่ทุกอย่างแล้ว เรากลับต้องเตรียมตัวหนักกว่าเดิม เพราะได้รู้จุดบอด ปัญหา เพื่อเป็นการไม่ประมาท  ต้องย้อนศึกษางานเก่าหลายปี ดูวัตถุประสงค์ รูปแบบกิจกรรม และโครงสร้างที่สอดคล้องกับทุกส่วน  ตอนที่เริ่มวางโครงสร้าง ได้ชักจูงเพื่อน น้องมานั่งดูกันว่าส่วนไหนดี ส่วนไหนไม่ดี ควรปรับเปลี่ยน ตรงไหน ทุกคนได้ช่วยกันคิด พอเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา หลังจากนั้นส่วนที่สำคัญมาก คือ คนที่ จะมาทำหน้าที่แต่ละส่วน ขอความช่วยเหลือคนโน้นที คนนี้ที ทั้งที่เคยรู้จักกันมาก่อน และบางคน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต้องหน้าด้านไปขอความช่วยเหลือ เพราะเราไม่สามารถทำคนเดียวได้ ด้วยเลือดจุฬาฯ ด้วยกันแล้ว เรารู้สึกปลื้มใจมาก ที่หลายคนให้ความช่วยเหลือ มากน้อย แล้วแต่กำลัง ทุกคนล้วนเสียสละผลประโยชน์ส่วนตน ทุกคนมีความตั้งใจดีที่จะช่วย ต้องขอบใจทุกคนมาก

 

ถึงวันนี้ เป็นที่รู้กันดีว่าคนงานบอลทุกคนได้พยายามอย่างเต็มความสามารถตามหน้าที่ ฝันฝ่าอุปสรรคมากมาย ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ทุกคนเอาใจคนทำงานด้วยกัน ช่วยเหลือกัน เกื้อกูลกัน  ทำให้การดำเนินงานที่ผ่านมาสำเร็จด้วยดี เป็นที่เข้าใจกันดีว่า เวลานี้ บ้านเมืองอยู่ในช่วงโศกเศร้าอาดรู  อันเนื่องมาจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระพี่นางเธอฯ เมื่อต้นเดือนทีผ่านมา ยังผลกระทบมายังการดำเนินงานงานบอลครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีการวางแผนรับมือของพวกเราแล้วก็ตาม ด้วยพระราช ประสงค์ของในหลวงในการจัดพระราชพิธี กระแสสังคม รวมทั้งการกราบบังคมทูลเชิญในหลวง เป็นองค์ประธาน นั้นเป็นสิ่งที่เหนือกว่าความคาดหมาย และเหนือกว่าการแก้ไขของเราได้

 

ถึงแม้นว่า ผลสรุปวันนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการจัดงานบอลครั้งนี้ ต้องเลื่อนออกไปเกินกว่าวิสัยที่คนงานบอลทุกคนสามารถร่วมมือ ร่วมใจกันจัดให้มีขึ้นได้ วันนี้เราบอกชัดแล้วว่ามาให้กำลังใจคนงานบอลทุกคน  คนที่เราหน้าด้านชักจูงมา ให้ทุกคนตั้งสติมั่น อย่าคิดว่าที่ผ่านมาเราเหนื่อยเปล่า อย่าคิดว่าเวลาอีกไม่นานเกือบถึงวันงาน เข้าใจว่าไม่มีใครอยากให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้น การตัดสินใจของคนงานบอลทุกคน ที่ยังยืนยันที่จะจัดงานบอลขึ้นในวันที่ 19 มกรา หรืิอ 9 กุมภา รวมทั้งการยอมรับการเลื่อนงานบอลของผู้ใหญ่ ารตัดสินใจยากยิ่งของคนงานบอลครั้งนี้ เป็นความสำเร็จเสมอการจัดงานบอลเช่นกัน เป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่ ที่คนงานบอลทุกคนได้เสียสละจนวาระสุดท้าย เป็นงานบอลในแบบของเราเองเป็นงานบอลที่เรา คนงานบอลทุกคนจดจำตลอดไป  มากกว่านั้นแม้ว่าข้อสรุปเป็นดังที่กล่าวมา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะจบกัน ณ วันนี้ เราคงต้องมีกิจกรรมบางอย่างทำร่วมกัน เพื่อเป็นการจบงานบอลครั้งนี้ของคนงานบอลทุกคนอย่างที่เราภูมิใจ อย่างที่ เราทำกันมาเป็นปีที่ 64

 

ขอบใจทุกคน

เต้

——————————————————————————————————————————-

 

แต่ละจุดระหว่างการเดินทาง

 

ถึงเป้ง ณิก วุ้น แม็ค เอ็มมี่ ตาล

 

มีเรื่องอยากให้ช่วยอย่างนึง เกี่ยวกับท่านรองอธิการบดี ดังนี้

 

๑.) ฝากขอบคุณท่านในนามทีมงานบอล 64 ถ้าให้ดีพาทีมงานไปขอบคุณพร้อมกัน ยิ่งเร็วยิ่งดี อย่าปล่อยไว้หลายวัน และอย่าลืมเอาพวงมาลัยติดไม้ติดมือไปด้วยยิ่่งดี

 

๒.) ฝากทำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีลักษณะแจ้งข้อสรุปของนิสิต (ฝ่ายเชียร์ และพาเหรด) ตามที่ได้สรุปร่วมกับท่านรอง และท้ายข้อสรุปนั้นเป็นการลงชื่อรับรองจากทีมงานอันประกอบด้วยประธาน รองประธาน และทุกคนจนครบ 26 คน (ถ้าไม่พอ เอาลงกระดาษอีกหนึ่งแผ่นได้) เพื่อเป็นการรับรองข้อสรุปของเรา ยื่นให้แก่ท่านรอง เป็นการแสดงออกให้เห็นชัดเจน และยืนยันว่าทางนิสิตมีข้อสรุปเหมือนท่าน และจะไม่หักหลังท่าน ไม่เสียแล้วอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าเราทุกคนได้ให้สัตย์กับท่านไว้แล้ว หากภายหลังพบว่าการจัดงานในเดือนเมษามีการร่วมมือระหว่าง สนจ. และทีมงานนิสิต (พวกเรา)  แล้วการสู้เพื่อเราของท่านรองในวันนี้ก็ไม่มีนัยสำคัญ และท่านเองก้เป็นเหมือนตัวตลกที่แสดงตามบท และเราเองจะไม่มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป  และเหตุทีี่สำคัญอีกอย่างนึง ท่านสามารถใช้กระดาษแผ่นนี้ให้เกิดประโยชน์ในการต่อรองกับ สนจ. และอนาคตของงานบอลในปีต่อไป ที่ท่านกำลังจะเริ่มสะสาง ณ บัดนี้  (การสนับสนุนงบจาก สนจ. อาจเปลี่ยนเป็นจากมหาลัยเอง รวมถึงการทำเสื้อเชียร์ด้วย เป็นต้น)

 

จึงอยากให้ทุกคนคอยสนับสนุนให้ความช่วยเหลือท่าน เพราะยังไงเสียแล้วเราเชื่อมั่นว่าท่านจะทำเต็มความสามารถของท่านที่จะให้งานบอลขอลเรามีพัฒนาการที่ดีขึ้่น ขจัดปัญหาเชิงโครงสร้าง และอยากให้เป็นกิจกรรมที่หลอมรวมจุฬาฯ เป็นหนึ่งเดียว เช่นเดียวกับที่เราทุกคนพยายามทำอยู่เช่นกัน

 

ขอบใจมาก
เต้
๘ มกราคม ๕๑
๐.๒๐ นาฬิกา

——————————————————————————————————————————-

 

ถึง  เป้ง ณิก วุ้น แม็ค เอ็มมี่  ตาล  และพีช

 

เข้าใจว่าเวลานี้ทุกคนเริ่มตั้งสติได้  ฝากกำชับเรื่องที่สำคัญบางเรื่อง เพื่อลดปัญหา ความ วุ่นวาย  ความไม่เข้าใจกันที่จะเกิดขึ้น ดังนี้

 

๑.)  เรื่องข้อสรุปของงานบอลปีนี้  โดยอธิบายอย่างชัดเจนทั้งส่วนของภาพรวม  ว่างานจะ เลื่อน  โดยเกิดขึ้นเมื่อไหร่  รูปแบบใด  พร้อมทั้งอธิบายในส่วนย่อยลงมา  คือ  ส่วนของ นิสิตจุฬาฯ  สรุปเช่นใด  ส่วนของผู้ใหญ่สรุปเช่นใด  และส่วนของนักศึกษาธรรมศาสตร์ สรุปเช่นใด  ทั้งนี้ข้อสรุปแต่ละส่วนเป็นเอกภาพจากกัน  ทั้งนี้เข้าใจว่าคนทำงานบางส่วน อาจเกิดความสับสน  หรือปัญหาต่างๆ  อาทิ  แล้วสรุปว่างานบอลจะเลื่อน  หรืองด  แล้วส่วนงานของเราต้องทำยังไงต่อไป  แล้วธรรมศาสตร์เห็นเขาบอกว่าจะมีต่อไป  เป็นต้น

 

๒.)  สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า  การปฏิบัติกิจกรรมมีแนวทางการปฏิบัติอย่างไรต่อไป อาทิ  ๑.)  ยังคงเตรียมงานทุกอย่างต่อไปให้แล้วเสร็จ  และเก็บอุปกรณ์  พร้อมทั้งสรุปงาน ทุกอย่างเพื่อส่งมอบต่อไป  หรือ  ๒.)  หยุดการเตรียมงานทุกอย่าง  และเก็บอุปกรณ์  พร้อมทั้งสรุปงานทุกอย่างเพื่อส่งมอบต่อไป  หรือ  ๓.)  แนวทางอย่างอื่นที่เป็นไปได้  เป็นไปได้ควรอธิบายถึงฝ่ายย่อยใน    ฝ่ายใหญ่  เช่น  ผู้นำเชียร์  ถนนนี้สีชมพู  เป็นต้น  ทั้งนี้ ไม่ว่าจะได้ข้อสรุปจะออกมาอย่างไร  อาจจะเลือกทางเลือกเพียงทางเลือกเดียว  หรืออาจเลือก ทั้งสองทางเลือกแตกต่างกันตามฝ่ายย่อย

 

๓.)  สุดท้ายแล้วคงต้องมีกิจกรรมบางอย่างเพื่อเป็นการร่วมมือ  ร่วมใจ  ทำกิจกรรมร่วมกัน ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปตามภาระหน้าที่  เพื่อเป็นการสรุป ส่งต่อ  และปิดงานบอลที่ทุกคน ร่วมกันสืบสานต่อเป็นปีที่  64  ในแบบฉบับของเราเอง  ทั้งนี้ในเรื่องนี้ทางเรา  และธรรมศาสตร์ในส่วนของกร  และทีมงานได้คุยกันไว้บ้างแล้ว  ว่าแนวทางการจัด กิจกรรมร่วมในส่วนของนิสิต  นักศึกษาทั้งสองสถาบันเป็นอย่างไร  มีข้อเสนอ  อาทิ  การจัดค่ายสร้างจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์  เป็นครั้งแรก  การจัดกิจกรรมส่งท้าย  เลี้ยงขอบคุณสต๊าฟงานร่วมกัน    สนามจุ๊บ  เป็นต้น

 

๔.)  หลังจากที่ได้แนวทางการปฏิบัติงานในปีนี้  และดำเนินการสำเร็จลุล่วงแล้ว  พร้อมที่จะ ส่งต่อให้ทีมงานชุดต่อไป  เรื่องทีมงานชุดต่อไปที่จะเข้ามาทำงานบอลในช่วงเดือนเมษายน  ต้องมีข้อแนะนำต่อไปว่าจะให้มีทีมงานหรือไม่  ไม่ให้มีเพราะจะไม่มีการเข้าร่วมจัดกิจกรรม จากส่วนนิสิตเลย  ถ้าให้มีจะเป็นไปในรูปแบบใด  เท่าที่เราแนะนำได้  คือ  ต้องเป็นทีมงาน ที่ได้รับอนุญาตจากทางมหาลัย​ โดยอธิการบดี  หรือตัวแทนอธิการบดี  ซึ่งต้องมีหนังสือ แสดงความจำนงขอความช่วยเหลือจากทาง  สนจ.  มายังมหาลัยก่อนหน้านี้แล้ว  ทั้งนี้ต้อง ได้รับความเห็นชอบจากทางมหาลัย  และที่สำคัญกว่านั้นคือเราต้องไม่ขัดกับข้อสรุปของเรา ที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้  ไม่งั้นเสียแล้วเราเองไม่มีความน่าเชื่อถือเสียเลย และสิ่งที่มหาลัยได้ ยืนหยัดในจุดยืนที่เป็นข้อสรุปของเราก็เป็นเรื่องตลกเช่นกัน  ส่วนความรู้สึกของท่านรอง ก็ไม่ต่างกับทางมหาลัยด้วย   เข้าใจว่าในระหว่างที่ท่านรองอยู่ในหน้าที่  และพ้นจากวาระแล้ว  เราก็ไม่ควรหักล้างคำพูดของเราเอง  จะดียิ่ง  เพราะจะดีต่อทีมงานบอลเราเองในปัจจุบัน  และต่อไปในอนาคต  ในการดำเนินการต่างๆ  รวมทั้ง

 

๕.)  การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของงานบอล   ในส่วนของการขาดเอกภาพในการจัดการ  ทั้งนี้ที่ผ่านมาในช่วงเกือบสิบปีที่ผ่านมาการจัดงานบอลของจุฬาฯ  จะจัดขึ้นโดยมี  สนจ.  เป็นเจ้าภาพ  ซึ่งเป็นสมาคม  หรือหน่วยงานที่ขึ้นตรง  และอ้างอิงกับมหาวิทยาลัย  เป็นที่รู้กันดีว่าด้วยการทำงานภายใต้โครงสร้างดังกล่าวนี้  ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ  ในการจัดการ  อาทิ  การขอความช่วยเหลือจากนิสิตในการจัดกิจกรรม  การผลิตเสื้อ ประจำงานบอล  การเบิกจ่ายงบประมาณ  และเป็นปัญหาที่ทีมงานบอลทุกปีประสบมา  และพยายามถ่ายทอด  บอกต่อกับทีมงานรุ่นถัดไป  ถึงแม้ว่าทีมงานแต่ละปีจะรับทราบถึง ปัญหาดังที่กล่าวมาแล้ว  แต่ไม่สามารถจัดการ  หรือแก้ไขได้  ด้วยหลายเหตุปัจจัย  พอสรุปได้ดังนี้  ๑.)  เหตุจากโครงสร้างการทำงาน  ๒.)  อำนาจในการต่อรองของนิสิต ที่เป็นทีมงาน  และ  ๓.)  การเข้าใจถึงปัญหา  สาเหตุ  แนวทางการแก้ไข  รวมทั้งความมุ่งมั่น ที่จะแก้ปัญหาของทีมงาน เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ยังคงวนเวียนเป็นวัฏจักรของทีมงานบอลต่อไป  ถ้าหากไม่ได้รับการแก้ไข  เราจึงมีความพยายามที่จะหยุดวัฏจักรนี้ โดยการแก้ปัญหาเชิง โครงสร้างที่สะสมมานานแล้ว  แต่ทั้งนี้ไม่สามารถสำเร็จลุล่วงได้  ถ้าหากไม่ได้รับความ ร่วมมือจากทีมงานทุกส่วน    ก่อนอื่นนั้นขอความร่วมมือจากทุกคนให้หนักแน่นในสิ่งที่เรา ได้ตัดสินใจแล้ว  เพราะว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีทีสุด    เวลานั้น  ภายใต้สภาพแวดล้อม ขณะนั้น  นั้นหมายรวมทั้งการตัดสินใจของเราต่อการเลื่อนการจัดงานของผู้ใหญ่ด้วย  แล้วหลังจากนี้  เราอาจจะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง  ในรายละเอียดแล้ว แนวทางที่เป็นไปได้อยากให้ทุกคนช่วยกันคิด  รวมถึงตัวเราเองด้วยแล้ว เราจะแจ้งให้ทราบ อีกที

 

ขอบใจมาก

เต้

  มกราคม  ๒๕๕๑

๑๓.๓๓  นาฬิกา

——————————————————————————————————————————-

 

ถึง  เป้ง ณิก วุ้น แม็ค เอ็มมี่  ตาล  และพีช

 

นึกแล้วบางที  ทุกคนอาจจะรู้สึกว่าเต้ส่งแต่งานเข้ามาเรื่อย  ยังไงเสียแล้วต้องขอโทษด้วย  เราเกรงว่าไม่บอกวันนี้  วันหน้าจะลืมเสีย  สำหรับรายละเอียดของการปรับโครงสร้างงานบอล ที่ค้างไว้ของคราวที่แล้ว  ขอส่งแยกเนื้อหาออกมาอีกฉบับนึง  คราวนี้ยังคงเป็นเรื่องที่คิดว่า ต้องสะสางให้แล้วเสร็จต่อไป  ดังนี้

 

๑.)  การเงิน  สำหรับเรื่องนี้ไม่ว่าแนวทางการทำงานที่ชัดเจนจากที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้จะออกมา เช่นไร  สำหรับเรื่องนี้แล้ว  เป็นกระบวนการที่ต้องทำอยู่แล้ว  ทั้งนี้ต้องขอฝากเหรัญญิก  ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักของงานนี้  ในการสรุปค่าใช้จ่ายของงานบอลที่เสร็จสิ้น  พร้อมทั้งหลักฐาน ทางการเงินให้เป็นที่เรียบร้อย  พร้อมทั้งมีรองประธานเป็นผู้คอยสนับสนุนให้การทำงานของ เหรัญญิกดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย  ตามความคิดเห็นของเราแล้ว  กระบวนการเหล่านี้ ควรเสร็จสิ้นก่อนกลางเดือนกุมภาพันธ์  ทั้งนี้ต้องประสานงานกับพี่น้อย  ในฐานะตัวแทน ของฝ่ายเชียร์  และพาเหรด  รวมทั้งพี่วิไลซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวก  และแนะนำขั้นตอนให้ กระบวนการเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กำหนด


๒.)  สื่อประชาสัมพันธ์  ที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีว่า  การทำงานของประชาสัมพันธ์งานบอล เป็นที่น่าพอใจ  การติดตั้งสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อเชิญชวน  เป็นที่ปรากฎแก่นิสิต  และบุคคลากรทุกคนเป็นอย่างดี  ทั้งนี้เมื่อการทำงานได้ดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว  ในส่วนของการประชาสัมพันธ์ก็เช่นกัน  จะต้องมีการดำเนินการเก็บสื่อประชาสัมพันธ์  อาทิคัตเอาท์  ธงราว  ธงญี่ปุ่น  เป็นต้น  ทั้งนี้การดำเนินการเก็บจะมีกระบวนการอย่างไร  นั้นเป็นสิทธิ์ของฝ่ายประชาสัมพันธ์โดยตรง  และอยากฝากถึงกระบวนการเก็บสื่อ ประชาสัมพันธ์  ให้คำนึงถึงประโยชน์การใช้งานสูงสุด  ส่วนของคัตเอาท์จะมีการเก็บรักษา อย่างไร  ที่ไหน  ใครเป็นผู้ดูแล  หรือจะให้ทีมงานผู้แข่งขัน  อบจ.  นำไปใช้ประโยชน์  หรือหน่วยงานอื่นของจุฬาฯ  อาทิคณะ  ชมรม  ก็เป็นได้  ทั้งนี้ให้พิจารณาดู เอาประโยชน์เป็นที่ตั้ง  และความยั่งยืนของการใช้ประโยชน์  ส่วนเรื่องแผ่นพลาสติกไวนิวล์  สามารถรวบรวมไว้ทำประโยชน์อะไรได้บ้าง  หรือสามารถให้ใครนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้


๓.)  การประชาสัมพันธ์  การชี้แจงงานบอล  ส่วนนี้อยากให้พิจารณาดูว่า  เมื่อเราได้กำหนด ความชัดเจนของงานบอลตามประเด็นแรกที่ได้แจ้งไปก่อนหน้านี้แล้ว  การสร้่างความชัดเจน ของงานบอลก็เป็นส่วนสำคัญ  ไม่ว่าจะผ่านสื่อต่างๆ  อาทิ  การบอกเล่า  การชี้แจง  ไปรษณีย์อิเล็คโทรนิกส์  เว็บไซท์  เป็นต้่น  อยากให่พิจารณาดูว่าที่ผ่านมา  การสร้าง ความชัดเจนผ่านสื่อต่างๆ  มีผลลัพธ์อย่างไร  ต่อกลุ่มคนใด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่ เกี่ยวข้องกับงานบอลโดยตรง  อาทิ  คนงานบอล  นิสิตจุฬาฯในส่วนของนิสิตปัจจุบัน  นิสิตจุฬาฯในส่วนของนิสิตเก่า  ชุมนุมเชียร์ของธรรมศาสตร์  เป็นต้น  ถ้าหากพิจารณา แล้วว่าผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ  มีความชัดเจนในข้อสรุปงานบอล  และเป็นที่ทราบโดยทั่วกัน  ก็ไม่จำเป็นต้องมีการทำสื่อประชาสัมพันธ์ขึ้นมาชี้แจง  ถ้าหากไม่แล้วพยายามพิจารณาดูว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีการสร้างความชัดเจนขึ้น  และผ่านสื่ออะไรบ้าง  ตามตัวอย่างที่ กล่าวมาแล้ว  ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายตามมาอย่างมาก  สำหรับเนื้อหาในการ ชี้แจงเข้่าใจว่าควรเป็นเนื้อหาเพียงเนื้อหาเดียวที่เป็นข้อสรุปชัดเจน  ถ้าเป็นไปได้ควรต้องมี การอ้างอิงแหล่งของข้อมูลที่ชัดเจน  และน่าเชื่อถือ  อาจจะเป็นบุคคล  หรือหน่วยงาน  ก็แล้วแต่เห็นสมควร  และควรมีระยะเวลากำกับชัดเจน

 

สำหรับวันนี้  มีเพียงแค่นี้  ใครมีความคิดเห็นต่าง  หรือเสริม  หรือ  เพิ่มประเด็นที่เห็นสมควร  ให้ปรึกษาหารือกัน  ได้ข้อสรุป  แล้วดำเนินการทันที  อย่างไรเสียแล้วต้องขอโทษด้วยที่ไม่ สามารถช่วยอะไรได้มาก  ต้องฝากทีมงานทุกคนช่วยดำเนินการต่อให้เสร็จสิ้น

 

ขอบใจ

เต้

๑๖.๒๙  นาฬิกา

๑๑  มกราคม  ๒๕๕๑

——————————————————————————————————————————-

 

ถึงเป้ง ณิก วุ้่น แม็ค เอ็มมี่  ตาล  และพีช

 

วันนี้อยากจะเล่าให้ทราบถึงความเคลื่อนไหวของ  สนจ.  เพื่อที่ทุกคนสามารถใช้เป็นข้อมูลใน การตัดสินใจทำการต่างๆ  ได้ดีขึ้น  ล่าสุดเมื่อวันศุกร์  ที่  ๑๑  มกราคม  ที่ผ่านมา   ทาง  สนจ.  โดยพี่วิไล  และพี่เต้  ได้ติดต่อสอบถามมาถึงการเข้าร่วมฝ่ายเชียร์  และพาเหรด  (ส่วนของ นิสิตปัจจุบัน)  ของงานบอลที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้  ซึ่งมีความพยายามที่จะให้ ฝ่ายเชียร์  และพาเหรดเข้าร่วมในงานบอลที่จะถึงนี้  (อาจมีการเปลี่ยนแปลง)  และใน วันพฤหัสบดีที่  ๑๙  มกราคม  ที่จะถึงนี้จะมีการประชุม    กรมสรรพากร  เพื่อกำหนด ความชัดเจนของงานบอล  ในทุกประเด็นหลัก  อาทิ  วัน  เวลา  รูปแบบกิจกรรม  เป็นต้น  ทั้งนี้ทาง  สนจ.  มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะให้นิสิตเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้  ส่วนหนึ่งเท่าที่ ฟังมาจากพี่วิไล  ได้ความว่า  ทาง  สนจ.  เข้าใจว่านิสิตเอง  อยากทำงานบอล  และพยายาม ชักจูงให้เปลี่ยนใจ  รวมทั้งเข้าใจว่าทางท่านรองเป็นผู้บังคับนิสิตให้ได้ข้อสรุป  ตามที่ท่าน ต้องการ  และที่สำคัญคือทาง  สนจ.  อยากให้เราเข้าร่วม  เพื่อที่จะสามารถมัดมือชก  ได้สะดวกกว่าการที่ท่านรองเป็นตัวแทน  ทั้งแง่น้ำหนักการตอบคำถาม  ความน่าเชื่อถือ  และความหนักแน่นของนิสิต  เป็นต้น  ยังไงแล้วเข้าใจว่าการประชุมที่จะถึงนี้  ท่านรอง ยังคงเป็นตัวแทนของพวกเรา  และคงยืนหยัดสู้  และเราทุกคนยังคงปฏิบัติดีเช่นเดิม

 

ให้ทุกคนหนักแน่น  และเหนียวแน่น  ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี

 

ขอบใจทุกคนมาก

เต้

๑๔   มกราคม  ๒๕๕๑
๑๐.๓๓  นาฬิกา

 ——————————————————————————————————————————-


ถึง  เป้ง  วุ้น  ณิก  แม็ค  เอ็มมี่  ตาล  และพีช

 

เมื่อวานนี้  ประมาณสามทุ่ม  เราได้มีโอกาสคุยกับท่านรอง  ในหลายประเด็น  สรุปความได้ดังนี้

 

๑.)  การประชุมในวันพฤหัสบดีที่  ๑๗  มกราคม  นี้    กรมสรรพากร  ในการกำหนด ความชัดเจนของงานบอล  ๖๔  ทั้งประเด็นของวัน  เวลา  รูปแบบกิจกรรม  ทั้งนี้โดยตัวแทน ของฝ่ายเชียร์  และพาเหรด  จะมอบหมายให้นางสาวอัจฉราวรรณ  หรือพี่น้อย  เข้าร่วม การประชุม  เนื่องด้วยท่านรองติดประชุมคณะกรรมการสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ  ซึ่งจัดขึ้น    ครั้งในหนึ่งเดือน  และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านจากหน่วยงานภายนอก เข้าร่วมในการนี้


๒.)  สำหรับเรื่องที่ประชุม  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายเชียร์  และพาเหรด  นั่นคือ  รูปแบบ กิจกรรมทั้งหมดในส่วนของเรา  ซึ่งเป็นมติที่ประชุม  ตามที่ได้สรุปมาก่อนหน้านี้  ทั้งนี้ ฝ่ายเชียร์  และพาเหรดก็ยังคงให้ข้อสรุปเช่นเดิมต่อไป  ทั้งนี้ในส่วนของมหาวิทยาลัย  โดย อธิการบดี  และรองอธิการ  (ท่านรอง)  มีความเห็นตรงกันในข้อสรุปของนิสิต  และ ยืนยันตามข้อสรุปนั้น  ถึงแม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันนี้  ทาง  สนจ.  เองพยายามดิ้นรน  และติดต่อโดยตรงมายังนิสิต  เพื่อที่จะยังคงกิิจกรรมในส่วนของฝ่ายเชียร์  และพาเหรดต่อไป


๓.)  เนื่องด้วยข้อสรุปนี้ทำให้กิจกรรมของฝ่ายเชียร์  และพาเหรด  ในส่วนของการเงิน ต้องมีการจัดการสรุปค่าใช้จ่าย  และรวบรวมหลักฐานทางการเงินให้เป็นที่เรียบร้อยภายใน เดือนมกราคมนี้  ทั้งนี้ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง  ถ้าหากมากกว่างบประมาณ ที่รองจ่ายมา  โดยหลักการแล้วสมควรต้องได้รับมาเท่าที่จ่ายจริง  ทั้งนี้ต้องแจ้งให้ท่านรองทราบ ว่าส่วนที่เกินมา  เป็นจำนวนเท่าไร  และอะไรที่ได้จ่ายไปแล้วบ้าง  เพื่อที่ท่านรองจะได้ ประสานงานเรื่องนี้ต่อไปยัง  สนจ.  เพื่อจัดการเบิกจ่ายต่อไป  และขอฝากข้อสังเกต  สำหรับเรื่องนี้  ระวังงบประมาณส่วนที่แจ้งให้ท่านรองทราบ  ควรจะสอดคล้องกับงบที่แจ้งให้ ท่านทราบแต่ต้นแล้ว  เป็นไปได้ที่ท่านจะจำได้ว่าในบางประเด็น  ไม่ได้ตามที่เราตกลงกัน ไว้ตั้งแต่ต้น  ยังไงเสียแล้วควรทำเป็นสองส่วน  คือ  รายจ่ายจริงทั้งหมดของเรา   และรายจ่าย ที่สอดคล้องกับที่เสนอท่านรอง  (สนจ.)  สำหรับเรื่องผู้สนับสนุนกิจกรรมในส่วนของนิสิต  ต้องมาจัดการปัญหาต่างๆ  ทั้งการให้ผลประโยชน์ตอบแทน  อาทิ  บอลลูน  ท่านให้ข้อเสนอมาว่า  สามารถนำมาติดตั้งที่สยามได้  ทั้งนี้พวกนี้ต้องลองทำรายการมา  แล้วนำมาปรึกษาท่านรอง


๔.)  การเก็บสื่อประชาสัมพันธ์  ท่านรองท่านมีความเข้าใจดีอย่างยิ่งว่าสถานการณ์  ขณะนี้อยู่ในช่วงโศกเศร้า  ทั้งส่วนของการสิ้นพระชนม์  และการเลื่อนงานบอลออกไป  โดยที่นิสิตไม่สามารถจัดการได้  เรื่องนี้เป็นประเด็นที่สำคัญเช่นกัน  เท่าที่ฟัง  เข้าใจว่าทางมหาลัยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก  น่าด้วยเหตุผลหลายประการ  อาทิ  ความชัดเจนของการเลื่อนงาน  ถ้าหากไม่มีงานแล้ว  ในส่วนของมหาลัยต้องชัดเจน  และเรื่องของความสะอาด  เรียบร้อย  ภายในมหาลัย โดยความเห็นของเราแล้วเรื่องนี้เราก็ ควรให้ความสำคัญ  และช่วยท่านจัดการให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว  โดยท่านรองเองได้เสนอว่า ท่านจะลองคุยกับเจ้าหน้าที่หอพักให้มาช่วยเก็บสื่อประชาสัมพันธ์  โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น  ทางมหาลัยจะรับผิดชอบดูแลให้  ทั้งนี้ข้อเสนอนี้  ยังไม่ได้สรุปชัดเจน  ทางท่านเอง จะลองคุยดูหลายๆ  ส่วน  เพื่อที่จะจัดการให้เสร็จสิ้นรวดเร็ว

 

ใจความสรุปการสนทนา  สรุปตามที่ได้กล่าวมานี้

 

ขอบใจมาก

เต้

๑๖  มกราคม  ๒๕๕๑

๑๒.๕๕  นาฬิกา

——————————————————————————————————————————-

 

ถึง  เป้ง ณิก วุ้น  แม็ค  เอ็มมี่  ตาล  และพีช

 

เมื่อค่ำวานนี้  เราได้มีโอกาสคุยกับเป้งเกี่ยวกับเรื่องการเงิน  เนื่องด้วยขณะนี้สถานะทางการเงิน ของงานบอลครั้งนี้  ในเบื้องต้นแล้วสามารถสรุปคร่าวๆ  ได้ว่ารายจ่ายมากกว่ารายรับ โดยฐานะ ทางการเงินติดลบประมาณ    ล้านบาท  ซึ่งเป็นที่หนักใจอย่างยิ่ง  ด้วยแหล่งของรายได้แแต่ละ แหล่ง  ยังไม่มีความแน่นอนในประเด็นของการได้มา  และจำนวน  ดังนั้นจึงปรึกษาร่วมกันถึง แนวทางของแหล่งรายได้  สามารถจัดหาจากไหน  ในบางส่วนเพิ่มเติมจากที่ได้คุยกับเป้ง  สามารถสรุปแหล่งรายได้  ได้ดังนี้


 ๑.)   สนจ.

๒.)  ผู้สนับสนุนในส่วนของนิสิต

๓.)  การติดตั้งสื่อประชาสัมพันธ์ในสยามสแควร์  (อาจขายเพิ่มก็เป็นได้)

๔.)  ขายเสื้อสต๊าฟ  หมวกงานบอล

๕.)  จัดกิจกรรมขอบคุณสตาฟ  และให้มีผู้สนับสนุนออกบูท

 

โดยในส่วนของ  สนจ.  คงต้องคุนกับท่านรอง  ในส่วนของผู้สนับสนุน  วุ้นเป็นคนดูแลและใน เบื้องต้นสามารถให้คำตอบคร่าวๆ  ได้ภายในวันศุกร์นี้  ส่วนของการติดตั้งสื่อตอบแทนใน สยามสแควร์  ต้องปรึกษากับท่านรอง  ท่านยินดีช่วยเหลือ  ส่วนการขายเสื้อสตาฟ  และ หมวกงานบอลให้ปรึกษาหารือความเป็นไปได้

 

ทั้งนี้  สำหรับการขายเสื้อสต๊าฟควรขายให้กับสต๊าฟ

ราคาขายเสื้อ  แนะนำว่าน่าจะขายที่ราคา  ๖๔  บาทเพื่อเป็นการรำลึกถึงงานบอลครั้งนี้  สำหรับการขายหมวกงานบอล  ควรขายให้กับบุคคลทั่วไป  รวมทั้งสต๊าฟที่สนใจ  ซื้อเป็นที่ระลึก (ให้คุยกับพี่ปุ้ยก่อน  ว่ามีความจำเป็นต้องนำมาขายเพื่อหารายได้           เป็นไปได้แค่ไหน)    สำหรับราคาขายหมวก  แนะนำว่าน่าจะขาย  ๔๖  บาท  เพื่อล้อกับราคาเสื้อ


มากกว่านั้นถ้าเรานำเอาถุงผ้างานบอลมารวมเข้ากับเสื้อ  และหมวก  และดูความเป็นไปได้ ที่จะจัดรวมกันเป็นแพคเกจ  แล้วจำหน่ายในราคา  ๑๒๐  บาท  นอกจากเป็นการเพิ่มรายได้แล้ว  ยังเป็นการลดต้นทุนสินค้าคงคลังอีกด้วย       

 

การจำหน่ายในครั้งนี้อยากให้อธิบายให้ทุกคนเห็นใจ  และเข้าใจว่าเราทำโดยไม่ได้หวังผลกำไรแต่หารายได้เพื่อชดเชยรายจ่าย อันเนื่องมาจากรายการสินค้าที่ซื้อแล้ว  และสั่งไว้ เพื่อเตรียมการ

 

ประเด็นที่สำคัญเช่นกัน  คือ  สถานที่จัดจำหน่าย  ให้ขอสถานที่หน้าสหกรณ์  ก็เห็นว่า เหมาะสมอยู่  พร้อมกันนั้น    สถานที่จัดจำหน่ายควรมีการแจกสื่อประชาสัมพันธ์ของ งานบอล  ซึ่งมีเนื้อหาที่ชี้แจงประเด็นต่างๆ  เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกำหนดการงานบอลด้วย  เพื่อช่วยสร้างความชัดเจน  และความเข้าใจของทุกคนให้ตรงกันมากขึ้น

 

สำหรับคนที่มีแนวทางอื่นแนะนำ  ประเด็นที่บกพร่อง  สามารถปรึกษา  และดำเนินกาต่อไป

 

ขอบใจมาก

เต้ 

๑๗  มกราคม  ๒๕๕๑ 

เวลา  ๐.๓๙  นาฬิกา 

——————————————————————————————————————————-

 

“คุณค่า”  ขึ้นอยู่กับแต่ละหน่วยการตัดสินใจ

แต่เราไม่สามารถให้คุณค่าได้เหมาะสม  ถ้าละเลย  “ย้อนมอง”

โดยเฉพาะ  “รากเหง้า”  ของหน่วยการตัดสินใจ

พร้อมกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

 

สำหรับข้าพเจ้าเองแล้ว  ได้มองเห็น  “คุณค่า”  งานบอลทั้งในประเด็นเดิม

และประเด็นใหม่  ผ่านการกลับไปมองอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งผู้เขียนตั้งใจไว้ว่า

ไม่ต้องการนำเสนอคุณค่าที่ได้รับ  แต่ต้องการนำเสนอกิจกรรมที่สะสม

ไว้ในอดีต  เพื่อให้หน่วยการตัดสินใจทั้งที่เกี่ยวข้อง  และไม่เกี่ยวข้อง

สามารถให้ คุณค่า สมบูรณ์มากขึ้น

 

ปัญหามากมายในปัจจุบัน  ส่วนใหญ่แล้วข้าพเจ้าเชื่อว่ามาจาก  

การพยายามพัฒนา   การพยายามก้าวหน้า

“ที่ยายามละเลยการบริโภคสะสมในอดีต – ประวัติศาสตร์”

ทั้งที่พยายามย้อนมอง  และลืมมองกลับไป

ด้วยเหตุของผลประโยชน์ระยะสั้น

Read Full Post »

triamboy

CU TU Ball

เมื่อพูดถึงงานบอล นิสิตจุฬาฯ และนักศึกษาธรรมศาสตร์น้อยคนนักที่ไม่รู้จักงานบอล

เมื่อพูดถึงกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยที่ทุกคนตั้งตาคอยทุกปีก็ต้องเป็นงานบอล

เมื่อพูดถึงช่วงเวลาที่มีความสุข สนุก ผ่านร้อนหนาวมาด้วยกันอันยาวนาน ก่อนที่จะจบแต่ละปีก็ไม่พ้นงานบอล

เคยคิดบ้างไหม ทำไมงานบอลถึงมีความสำคัญในมิติต่างๆ ตามการรับรู้ของแต่ละคน

เคยคิดบ้างไหม ทำไมงานบอลที่จัดต่างกรรมต่างวาระ สามารถจัดอย่างต่อเนื่องยาวนานมาถึงครั้งที่ 64

หรืองานบอลเป็นเพียงงานที่ต้องเข้าร่วม …

 

งานบอลถือกำเนิดเมื่อปี 2477 โดยศิษย์เก่าสวนกุหลาบที่เข้ามาเรียนต่อยังจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ซึ่งได้เล็งเห็นความสำคัญของการเชื่อมความสัมพันธ์ และเสริมสร้างความสามัคคีระหว่างนิสิต นักศึกษาทั้งสองสถาบันอย่างต่อเนื่อง ทำให้งานบอลที่รู้จักกันทุกวันนี้ หรือการแข่งขันฟุตบอลระหว่างจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ถือกำเนิดขึ้น ณ ทุ่งพระสุเมรุ ท้องสนามหลวง โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมืองในสมัยนั้นรับเป็นเจ้าภาพ และถือปฏิบัติสืบมาจนทุกวันนี้ว่าทั้งสองสถาบันจะสลับกันเป็นเจ้าภาพ

 

งานบอลครั้งแล้วครั้งเล่า จากครั้งที่หนึ่งจนถึงครั้งที่ 64 โดยนิสิต นักศึกษาทั้งสองสถาบันผ่านความคิด การแสดงออกที่ต่างกรรมต่างวาระ ทำให้มีการเติบโต พัฒนาทั้งแก่นของงานที่มีการเพิ่มเติมจุดประสงค์ และส่วนของรูปแบบที่มีการพัฒนา ปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมไปจากเดิมมากเพื่อให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ ท่ามกลางการแนะนำ สนับสนุนจากศิษย์เก่าที่เคยผ่านงานนี้มาก่อน และศิษย์ปัจจุบันที่เป็นผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งมหาวิทยาลัยที่รับผิดชอบความเสี่ยงทั้งหลายจากงานบอล และอำนวยทรัพยากรต่างๆที่จำเป็นต่อการจัดงาน

 

จากงานบอลครั้งแรกซึ่งจัดขึ้นเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ สร้างความสามัคคีระหว่างนิสิต นักศึกษาสองสถาบัน โดยมีกิจกรรมแค่เพียงการแข่งขันฟุตบอลระหว่างสองสถาบัน เมื่อเวลาผ่านไปผลจากการสร้างความสัมพันธ์ของนิสิต นักศึกษาทั้งสองสถาบันค่อยเพิ่มขึ้น ความสามารถในการสร้างสรรค์มากขึ้น ความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น และผลจากโลกที่สามารถเคลื่อนย้ายทุกอย่างได้เสรี หรือโลกาภิวัฒน์ ทำให้จุดประสงค์ค่อยเพิ่มมากขึ้น กรอบกิจกรรมต่างๆ ขยายเติบโตไปในทางที่ดี อาทิ การเชียร์ เพื่อให้กำลังใจแก่นักบอลทั้งสองสถาบัน และสร้างความฮึกเหิมแก่กองเชียร์เองได้ก่อให้เกิด สแตนด์เชียร์ซึ่งทำหน้าที่โดยนิสิต นักศึกษาทั้งสองสถาบันเพื่อเติมเต็มสแตนด์เชียร์ทั้งสองฝั่ง รวมทั้งการเชียร์ผ่านเพลงเชียร์ อาทิการบูมมหาวิทยาลัย เพลงประจำมหาวิทยาลัย และการเล่นอุปกรณ์เชียร์ต่างๆ จากชมรมเชียร์ ซึ่งมีความหลากหลาย และแปลกใหม่ขึ้นทุกวัน โดยมีประธานเชียร์ และเชียร์ลีดเดอร์ เป็นผู้นำในการเชียร์ และในอีกทางหนึ่งก็ให้ความสนุกสนานแก่สแตนด์เชียร์ ทั้งนี้มีฝ่ายประสานสแตนด์ผู้อยู่เบื้องหลังในการควบคุม ประสานงานกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสแตนด์เชียร์ รวมทั้งสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญอย่างมาก คือการทำให้สแตนด์เต็มก่อนอีกฝั่ง โดยมีกลุ่มนิสิตจุฬาฯ ที่รวมกลุ่มกันมาเองเป็นประจำทุกปี อาทิเชียร์ีศาจ และ CU Angels คอยตระเวนไปในที่ใกล้เคียงบริเวณงาน เพื่อเร่งระดมพลนิสิตเข้ามาเชียร์บอลอย่างไม่รีรอ และสร้างสีสันไปโดยรอบมหาวิทยาลัย และที่สำคัญไม่น้อยคือ ขนวนถนนนี้สีชมพู ซึ่งเป็นการนัดรวมพลชาวสีชมพูจำนวนมหาศาลพร้อมใจกันเดินไปตามถนนพญาไทที่เป็นสีชมพูเฉพาะวันนี้เท่านั้น สู่สนามศุภชลาศัยเพื่อไปขึ้นสแตนด์เชียร์อย่างพร้อมเพรียงกัน เป็นการแสดงออกถึงความรักกลมเกลียวของชาวจุฬาฯ โดยแต่เดิมนั้นก่อนการแข่งขันฟุตบอลในช่วงบ่าย นิสิตจุฬาฯ และนักศึกษาธรรมศาสตร์จะออกจากบ้านแต่เช้าด้วยเสื้อเชียร์มหาวิทยาลัยจำนวนมากได้เดิน และขับรถเล่นไปตามท้องถนนในกรุงเทพ ทำในวันนั้นกรุงเทพจะเต็มไปด้วยสีชมพู และเหลืองแดง ทำให้เกิดความฮึกเหิม และสามัคคีอย่างมาก หลังจากนั้นก็จะไปบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมก่อนที่จะเข้าสู่สนาม อาทิ การทำบุญที่วัด การปลูกต้นไม้ การทำความสะอาดสถานที่ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงจุดประสงค์ข้อนี้ไว้เหมือนเดิมเช่นกัน โดยมีกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ภายในมหาวิทยาลัย และนอกมหาวิทยาลัย อาทิ เลือดไม่แบ่งสี สมุดเพื่อน้อง สอนน้องตาบอด ทำกิจกรรมบ้านเด็กอ่่อน เป็นต้น โดยมีฝ่ายบำเพ็ญประโยชน์ และตัวแทนนิสิตเป็นแกนนำในการจัดกิจกรรม นอกจากนี้ภายในสนามยังมีการเพิ่มความสนุกสนานจากวงดนตรีที่ได้รับความนิยม รวมทั้งปอมปอมเชียร์จากกลุ่มนิสิตจุฬาฯ อีกด้วย

 

มากกว่านั้น เมื่อยามประเทศตกอยู่ในสถานการณ์คับขันไม่ว่าทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคมก็ตาม บรรดานิสิต นักศึกษาทั้งสองสถาบันเป็นผู้นำในการร่วมต่อสู้ทางอุดมการณ์ และเรียกร้องความยุติธรรมเพื่อสังคม ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากวลีที่ยังอบอวลในบรรยากาศของทั้งสองสถาบัน คือ เกียรติภูมิจุฬาฯ คือ เกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน และ ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน ทำให้กิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากประชาชนกิจกรรมหนึ่ง คือ งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ หรืองานบอลนั้นเอง เป็นกิจกรรมที่นอกจากกระชับความสัมพันธ์แล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่ให้โอกาสในการแสดงออกทางความคิดของเหล่านิสิต นักศึกษาทั้งสองสถาบัน เพื่อชี้นำสังคม และเชิดชูสถาบันของประเทศ โดยเสนอผลงาน สะท้อนปัญหาต่างๆ และทางออก ผ่านขบวนพาเหรด จึงนับเป็นจุเริ่มต้นของขบวนพาเหรดในงานฟุตบอล ซึ่งมีขบวนที่ได้รับความสนใจ และกระแทกสังคมเป็นอย่างมาก คือ ขบวนล้อการเมือง โดยแต่เดิมนั้นขบวนพาเหรดที่จะได้เข้าไปเดินในงานบอลนั้นต้องผ่านการคัดเลือกจากขบวนพาเหรดของกีฬาเฟรชชีในตอนต้นปี ซึ่งเป็นตัวแทนทางความคิด และการแสดงออกของนิสิตจุฬาฯ แต่ละคณะ แต่ต่อมาภายหลังกิจกรรมต่างๆ ต่างจัดขึ้นเพื่อตอบจุดประสงค์ของกิจกรรมที่ชัดเจนขึ้น ทำให้เปลี่ยนจากที่มาที่หลากหลาย มาเป็นการแสดงออกที่มีที่มาที่แคบขึ้นโดยผ่านตัวแทนแต่ละคณะมาอภิปรายร่วมกัน หลังจากที่ได้ข้อสรุปแล้วส่วนที่รับผิดชอบนำไปสร้างงานต่อ แต่อย่างไรก็ตามจุดประสงค์ของขบวนพาเหรดก็ยังคงเดิม แต่อาจปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมแล้วแต่โอกาส สภาพการณ์บ้านเมืองจะอำนวย

 

ท่ามกลางการพัฒนาของประเทศจากเศรษฐกิจที่มีพื้นฐานมาจากการเกษตรกรรม เป็นประเทศอุตสาหกรรมเป็นหลัก มีการอพยพจากชนบทสู่เมือง ความเจริญทางด้านต่างๆ กระจุกตัวที่เมืองหลวง ความต้องการทุนทางด้านต่างๆมากขึ้น กระทั่งด้านการศึกษาก็ไม่พ้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดรับนิสิตเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี รวมทั้งเปิดสาขาวิชาให้มีความหลากหลายมากขึ้น ข้อมูลข่าวสารสามารถส่งผ่านได้ง่ายขึ้นผ่านการประชาสัมพันธ์ ด้วยปัจจัยกำหนด และบริบทที่เปลี่ยนไปทำให้รูปแบบงานบอลมีการเติบโตเป็นอย่างมาก มีการประชาสัมพันธ์ รวมถึงกิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อให้มีการสื่อสารระหว่างนิสิตกันเองได้อย่างทั่วถึงท่ามกลางจำนวนนิสิตที่มากขึ้น รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้นิสิตได้เข้ามามีส่วนในการคิด แสดงออก เสมอเหมือน เจ้าของงานบอล อาทิ การประชาสัมพันธ์ภายในมหาวิทยาลัย ผ่านสื่อตีพิมพ์ เช่น โปสเตอร์ ธงราว ธงญี่ปุ่น เป็นต้น และกิจกรรมสนับสนุน เช่น เปิดเทศกาลงานบอล เชียร์เวียน เชียร์รวม สัปดาห์งานบอล CU CUP หรือการแข่วขันฟุตบอลระหว่าง 18 คณะ ถนนนี้สีชมพู และรถป็อป เป็นต้น รวมถึงการประชาสัมพันธ์ภายนอก เช่น งานแถลงข่าว การเยี่ยมสื่อ การออกรายการโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เป็นต้น กิจกรรมทั้งหมดนี้นอกจากมุ่งประชาสัมพันธ์งานบอล สร้างอารมณ์ บรรยากาศ สีสันแก่ผู้ได้พบเห็น ได้เข้าใจถึงจุดประสงค์ของงาน และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการปฏิบัติงาน เข้าร่วม หรือสนับสนุนงานบอลในทางใดทางหนึ่งแล้วยังเป็นการสร้าง และส่งผ่านวัฒนธรรมของจุฬาฯ เราเองผ่านรุ่นน้องรุ่นใหม่ที่เข้ามา ได้เรียนรู้ และซึมซับสิ่งดีงาม แล้วรักษาและหวงแหนเพื่อรุ่นน้องของเรา และจุฬาฯต่อไปในอนาคต

 

กิจกรรมทั้งหมดที่กล่าวมาได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่่งจากคนเบื้้องหลังในการอำนวยความสะดวก อาทิ สาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งทำหน้าที่โดยอำนวยการ 2 ได้แก่ สถานที่ จราจร แสงเสียง รักษาความปลอดภัย ยานพาหนะ พยาบาล ปฏิคม วิทยุ พัสดุ และส่วนงานสนับสนุนกิจกรรมเสร็จสิ้นก่อนวันงาน ทำหน้าที่โดยอำนวยการ 1 ได้แก่ เสื้อ บัตร หาทุน สาราณียกร ตกแต่งสถานที่ แลนด์มาร์ค นอกจากนี้ยังมีงานควบคุม วางแผน ประสานงาน การเงิน และธุรการ รับสมััครทีมงาน เป็นต้น ทำหน้าที่โดยประสานงานกลาง ได้แก่ ประธารจัดงาน รองประธานจัดงาน เลขานุการ เหรัญญิก ทรัพยากรบุคคล ประธานฝ่ายต่างๆ เลขานุการฝ่าย และเหรัญญิกฝ่าย

 

จะเห็นได้ว่างานบอลนั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แต่หมายถึงกิจกรรมทุกกิจกรรมซึ่งมีความสำคัญเสมอกัน และเกี่ยวข้องกัน โดยต่างส่งเสริม และสนับสนุนกัน โดยมีคณะ ชุมนุม กลุ่มคน ทีมงาน และบุคคล เป็นคนโดยจิตวิญญาณจุฬาฯ ทำกิจกรรมตามหน้าที่ของตน และมากกว่าในบางครั้ง เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดเดียวกันของงานบอล คือ เจ้าของงานบอลทุกคนมีความสุข โดยทุกคนเป็นเจ้าของงานบอล ด้วยเหตุนี้เองงานบอลจึงเป็นที่รู้จักของทุกคน งานบอลจึงมีความสำคัญในมิติต่างๆ ตามการรับรู้ของแต่ละคน ในทุกปีทุกคนตั้งตาคอยเพื่อร่วมเป็นเจ้าของงานบอล และงานบอลยังคงอยู่ต่อไปคู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

สุดท้ายนี้ผู้เขียนหวังว่างานบอล และรวมถึงกิจกรรมต่างๆ สำหรับบุคคลที่มีอำนาจโดยชอบ เป็นผู้จัดการโอกาส และเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ จะสามารถกระจายให้โอกาสอย่างเสมอกัน และทั่วถึง โดยความแตกต่างของรูปแบบกิจกรรม เป็นเพียงหน้าที่แตกต่างกัน โดยจัดให้ตรงกับคนที่เหมาะสม หากไม่แล้ว ท่านกำลังจะสร้างความสูญสิ้นทางอุดมการณ์แก่สังคม และจะเป็นการลำบากต่อการทำกิจกรรมของรุ่นหลัง สังเกตได้จากตัวอย่างที่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น ในสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเอง และสำหรับคนที่มีจิตวิญญาณจุฬาฯ แต่ไม่มีโอกาส ผู้เขียนเชื่อว่า หากท่านคงมั่นในจิตวิญญาณ มานะทำกิจกรรมอย่างเต็มความสามารถ และเจตนารมย์ วันหนึ่งผลแห่งการกระทำของท่านเอง จะนำมาซึ่งโอกาสนั้นเอง จากบทเรียนชีวิตของผู้เขียน เชื่อว่าในชีวิตของคนมีสิ่งสำคัญเพียงสองอย่าง อย่างแรก คือ ทำตัวเองให้พร้อม อย่างหลัง คือ โอกาส ทั้งโอกาสที่เข้ามา และโอกาสที่เข้าหา ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว การก้าวไปสู่อีกจุดหนึ่งคงเป็นไปได้น้อยมาก

ขอบคุณที่ให้โอกาสแก่ผู้เขียน มา ณ ที่นี้

Read Full Post »