Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ที่มา’

  triamboy

Assumptionch

ระหว่างที่ผู้เขียนนั่งอ่านหนังสือ  เคียงด้วยกาแฟยามดึกราวห้าทุ่มครึ่งของหน้าร้านเดียวกันนั้นในคือวันที่  24  ธันวาคม  ที่ผ่านมา  น้องที่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกันนั้นได้เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาว่าการทำพิธีมิสซาของชาวคริสต์เป็นอย่างไร  ในตอนแรกข้าพเจ้าไม่ได้อยากไปเท่าที่ควรเนื่องด้วยไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในฝูงชน  แต่ในที่สุดแล้วเพื่อนคนหนึ่งของข้าพเจ้าอยู่  ณ  โบสถ์ซึ่งเปงจุดหมายปลายทางปลายทางที่น้องร่วมโต๊ได้เสนอไว้  ยืนยันอย่างเสียงแข็งว่าคนไม่ได้เยอะเท่าที่ควร  ยังมีที่เพียงพอสำหรับคนสองคน   ด้วยเหตุนี้การเดินทางของเราจึงเริ่มขึ้นยามดึก  ห้าทุ่มสี่สิบห้า…

 

จากการเดินทางครั้งนี้ผู้เขียนได้เรียนรู้  และเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับเทศกาลการฉลองวันคริสมาสต์ในแง่มุมต่างๆ   ตามความเข้าใจของผู้ที่นับถือ  ผู้เขียนจึงอยากนำเสนอเพื่อที่จะสร้างความเข้าใจมากขึ้น  ในทางกลับกันผู้เขียนยังต้องการนำเสนอความเข้าใจในมุมมองของผู้สังเกตการณ์ของผู้เขียนเองด้วย  แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการอธิบายในงานเขียนครั้งนี้  จึงข้อนำเสนอเฉพาะในส่วนของผู้ที่นับถือก่อน  ก่อนที่เวลาจะล่วงเลยเทศกาลเฉลิมฉลองนี้ไปนาน

 

บทนำ:  เบื้องหลังคริสต์มาส

 

คริสต์มาส  คือ  การเฉลิงฉลองการบังเกิดของพระเยซูที่เราเฉลิมฉลองกันในวันที่  25  ธันวาคมของทุกปี  คำว่า  คริสต์มาส  เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษของ  Christmas  ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษโบราณ  คือ  Christes Maesse  ที่แปลว่า  บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า  เพราะการร่วมมิสซาเป็นประเพณีสำคัญที่สุดที่ชาวคริสต์ถือปฏิบัติกันในวันคริสต์มาส  คำว่า  Cristes Maesse  พบครั้งแรกในเอกสารโบราณภาษาอังกฤษ  เมื่อปี  ค.ศ.1038  และคำนี้ก็ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า  Christmas  ในภาษาไทย  คริสต์มาส  ก็มีความหมายเช่นกัน  คำว่า  มาส  แปลว่าเดือน  เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นเดือนที่เราระลึกถึงพระเยซูคริสตเจ้าเป็นพิเศษ  อีกความหมายหนึ่งของคำว่า  มาส  คือ  ดวงจันทร์  ฉะนั้นเราจึงสามารถตีความหมายเป็นภาษาไทยได้อีกอย่างหนึ่ง  คือ  พระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก  เหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างของโลกในในตอนกลางคืน

Church

 

Merry Christmas

 

คำทักทายที่เราได้ฟังบ่อยๆ  ในเทศการนี้คือ Merry X’mas  คำว่า  Merry  ในภาษาอังกฤษโบราณแปลว่า  สันติสุข  และความสงบทางใจ  เพราะฉะนั้นคำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น  เพื่อที่จะขอให้เขาได้รับสันติสุข  และความสงบทางใจ  เนื่องในโอกาสเทศกาลคริสต์มาส

 

ความเป็นมาของเทศกาลคริสต์มาส

 

ชาวไทยฉลองเฉลิมพระชนมพรรษา  ในวันที่  5  ธันวามคมของทุกปี  เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกปี  ในสมัยโบราณมีประเพณีเช่นเดียวกันนี้  อาทิ  ชาวโรมันมีการระลึกถึงการสมภพของพระเจ้าจักรพรรดิ  คนท้องถิ่นอื่นก็ระลึกถึง  และเฉลิมฉลองวันเกิดของกษัตริย์  หรือผู้ปกครองบ้านเมืองของตนด้้วยความยินดี  แม้แต่ชาวยิวในสมัยพระเยซูเองก็มีการเฉลิมฉลองการพระราชสมภพของกษัตริย์เฮรอดเช่นเดียวกัน  เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวคริสต์สมัยโบราณถือเอาประเพรีของชนในท้องถิ่นนั้นมาประยุกต์เข้ากับศาสนา  โดยจัดให้มีการฉลองเพื่อระลึกถึงการบังเกิดของพระเยซู  ที่เขายกย่องเหมือนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลกผู้ทรงเกียรติเลอเลิศ  ประเพณีได้เริ่มจากกรุงโรมในศตวรรษที่  4  และค่อยค่อยเผยแพร่ไปทุกทวีป

 

ทำไมจึงต้องฉลองคริสต์มาสในวันที่  25  ธันวาคม

 

ตามหลักฐานในพระวรสารมีว่า  พระเยซูบังเกิดในสมัยที่จักรวรรดิ ซีซาร์  ออกัสตัส  ให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั้งแผ่นดิน  โดยมีคีรีนิอัส  เป็นเจ้าครองเมืองซีเรีย  โดยในรายละเอียดแล้วพระวรสารไม่ได้กล่าวถึงวัน  หรือเดือนอะไร  สำหรับการเฉลิมฉลอง  สมัยก่อนคริสตชนจึงถือเอาว่าการฉลองคริสต์มาสในวันที่  25  ธันวาคมนั้น  เป็นเพราะเป็นวันเกิดของพระเยซูตามทะเบียนเกิดซึ่งเป็นเอกสารที่คีรีนิอัสเก็บไว้  แต่ในความเป็นจริงแล้วเอกสารนี้ได้สาบสูญหายไปหมดแล้ว  นักประวัติศาสตร์ไม่สามารถค้นพบได้อีกในสมัยต่อมา

 

นักประวัติศาสตร์หาสาเหตุต่างๆว่าทำไมคริสตชนจึงเลือกเอาวันที่  25  ธันวาคมเป็นวันฉลองคริสต์มาสตั้งแต่ศตวรรษที่  4  เป็นต้นมา  และก็ให้คำอธิบายต่างๆกัน  แต่คำอธิบายหนึ่งที่สมเหตุสมผล  หรือมีน้ำหนักมากที่สุด  คือ  ในปีคริสตศักราช  274  จักรพรรดิ  Aurelian  ได้กำหนดให้วันที่  25  ธันวาคมเป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพผู้ทรงพลัง  กล่าวตามความรู้ทางวิชาดาราศาสตร์สมัยนั้น  เห็นว่า  วันนั้นเป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ไกลที่สุดจากเส้นศูนย์สูตรโลก  และเริ่มหมุนไปทางด้านเหนือของท้องฟ้า  วันใหม่เริ่มยาวขึ้น  ชาวโรมันฉลองวันนี้อย่างสง่า  และถือเสมือนว่าเป็นวันฉลองของพระเจ้าจักรพรรดิไปในตัวด้วย  เพราะพระเจ้าจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์  ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมันจึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูแทน  ในวันที่  25  ธันวาคม  ค.ศ.330  เริ่มมีการฉลองวันคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย  เนื่องจากก่อนหน้านั้นมีการเบียดเบียนคริสตชนอย่างรุนแรง  (ตั้งแต่ปี  ค.ศ.64 -313)  ทำให้คริสตชนไม่มีโอกาสฉลองอะไรอย่างเปิดเผย

 

อีกในนัยหนึ่ง  ชาวคริสต์ได้เห็นว่าในพระคัมภีร์เรียกพระเจ้าว่าเป็นดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรม  จึงเห็นว่ามีหลักฐานในพระคัมภีร์สนับสนุนให้ถือวันที่  25  ธันวาคม  เป็นวันเกิดของพระเยซู

old day

วิวัฒนาการแห่งการฉลองวันคริต์มาส

 

การฉลองคริสต์มาสแพร่มาจากกรุงโรมไปยังทุกประเทศ  พร้อมกับศาสนาคริสต์ที่ค่อยๆแผ่ขยายไปในที่ต่างๆ  จนในปี  ค.ศ.1100  ประชาชนก็เป็นคริสตชนทั้งหมดทั่วยุโรป  และก็ได้พบว่ามีการฉลองวันคริสต์มาสพร้อมกันในยุโรป  เพราะถือว่าเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในศาสนา

 

เราสามารถแบ่งวิวัฒนาการของการฉลองวันคริสต์มาสได้เป็น 4  ช่วงเวลา  คือ

 

1.  คริสตศักราช 330 – 1100  ช่วงนี้เป็นช่วงแห่งการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ทีละเล็กทีละน้อย  มีการฉลองวันศริสต์มาส  และเริ่มมีการเริ่มเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระเยซูเป็นเวลา  4  สัปดาห์ก่อนคริสต์มาส  เป็นเวลาเตรียมตัวโดยการใช้โทษบาป  อดอาหาร  และภาวนาเป็นพิเศษ

2.  คริสตศักราช  1100 – ศตวรรษที่  16  ช่วงนี้มีการพัฒนาประเพณีต่างๆที่เกี่ยวกับการฉลองคริสต์มาส  เช่น  มีการแต่งเพลงคริสต์มาส  การทำถ้ำพระกุมาร  ทำต้นศริสต์มาส

3.  คริสตศักราช  16 – 19  ระยะนี้มีการแตกแยกในศริสตศาสนา  เกิดมีนิกายบางนิกายขึ้นมา  ซึ่งบางนิกายไม่สนับสนุนให้มีการฉลองวันคริสต์มาส  ด้วยเหตุผลที่ว่าคริสต์มาสเป็นวันที่มนุษย์เลือกเอาเองโดยได้รับอิทธิพลจากชาวโรมันที่ฉลองด้วยอาทิตย์เสมือนเป็นพระเจ้าของเขา  และชาวบ้านก็ให้ความสำคัญแก่วันนี้มากกว่าวันอาทิตย์  ซึ่งเป็นวันที่พระเจ้ากำหนดให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์  แต่อย่างไรก็ตาม  ชาวคาทอลิกพร้อมกับศริสตศาสนาหลายนิกายเช่น  นิกายลูเทอแรน  เป็นต้น  ยังคงรักษาการฉลองนี้ไว้ด้วยความอบอุ่น  และศรัทธาจนถึงปัจจุบัน

4.  คริสตศักราช  19 – ปัจจุบัน  เริ่มมีประเพณีอื่นทางโลกแทรกเข้ามาซึ่งมีอิทธิพลต่อการฉลองนี้มาก  เช่น  เรื่องซานตาคลอส  การให้ของขวัญ  การส่งบัตรอวยพรคริต์มาส  ซึ่งร้านต่างๆ  ยินดีสนับสนุน  เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่จะขายสินค้า  ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นไปในตัว  ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านทั่วไปก็อาจจะลืมความสำคัญ  หรือความหมายที่แท้จริงของวันคริสต์มาสโดยหันมาให้ความสนใจในสิ่งภายนอกที่เพิ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาในยุคนี้มากขึ้น

ถ้ำพระกุมาร

การทำถ้ำพระกุมาร

 

ตามความในพระคัมภีร์  พระเยซูเกิดในรางหญ้าซึ่งเราไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหน  แต่เนื่องจากในแถบเบธเลเฮมมีถ้ำอยู่มากมายที่พวกดูแลฝูงแกะใช้เป็นที่พักของสัตว์  และตัวเอง  เป็นความคิดของชาวคริสต์ธรรมดาว่า  รางหญ้าที่พระวรสารอ้างถึงนั้นคงอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งในเบธเลเฮม  ประเพณีการทำถ้ำนั้นมาจากอิตาลี  โดยนักบุญฟรังซิส  อัสซีซี  โดยในวันคริสต์มาสปี  ค.ศ. 1223  นักบุญฟรังซิสชวนให้ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านที่  Greccio  ที่ท่านอยู่ร่วมแสดงละคร  มีการเตรียมถ้ำพระกุมาร  และใช้สัตว์จริงๆ  เช่น  วัว  และลาอยู่ในถ้ำด้วย  (การที่ใช้วัวและลา  เนื่องมาจากเป็นสัตว์ที่ชาวบ้านใช้เป็นประจำ)  จากนั้น  ก็จุดเทียนมายืนรอบๆถ้ำที่ทำขึ้น  ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าจนถึงสว่าง  และร่วมมิสซาด้วยกัน  ตั้งแต่นั้นมาประเพณีทำถ้ำพระกุมารทั้งในวัดและในบ้านก็แพร่หลายไปทั่วทุกหนแห่ง

 

christmas tree

ต้นคริสต์มาส

 

ในสมัยโบราณต้นคริสต์มาสหมายถึงต้นไม้ในสวรรค์  ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน  และทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้าตั้งแต่ศตวรรษที่  11  ชาวคริสต์ได้มีการแสดงละครที่หน้าวัด  ถึงความหมายของคริสต์มาส  และได้เอาต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลางเพื่อประดับฉาก  แสดงถึงบาปกำเนิดของอาดัม  และเอวา  ต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน  เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่หาง่ายที่สุดในประเทศเหล่านั้น  การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปี  จนถึงศตวรรษที่  15  พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดงเนื่องจากการแสดงนั้นกลายเป็นการเล่นเหมือนลิเกล้อชาวบ้าน  ผู้ปกครองบ้านเมือง  และศาสนา  ซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง  ชาวบ้านรู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสดูละครสนุกๆแบบนั้นอีก  จึงไปสนุกกันที่บ้านของตน  โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้านของ  เพราะต้นไม้เป็นจุดเด่นในลานวัดที่เคยร่วมสนุกสนานกัน  หลังจากนั้นเริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ล  และแขวนแผ่นขนมปัง  เพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท  ซึ่งก็มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ  จนในที่สุดก็กลายเป็นขนม  และของขวัญอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

 

นอกจากนั้น  ชาวเยอรมันยังมีประเพณีอีกอย่างหนึ่งคือ  มีการจุดเทียนหลายเล่มเป็นรูปพีระมิดไว้ตลอดคืนคริสต์มาส  โดยมีดาวของดาวิดอยู่ที่ยอดพีระมิด  ซึ่งประเพณีที่จะแขวงของขวัญ  และขนมก็ได้รวมกับประเพณีของชาวเยอรมันนี้มาตั้งแต่ศตวรรษที่  16  โดยเอาเทียนมาไว้ที่ต้นไม้เป็นรูปทรงพีระมิด  นี่เป็นที่มาของประเพณีปัจจุบัน  ที่มีการแขวนของขวัญและไฟกระพริบไว้ที่ต้นคริสต์มาส  และมีดาวของดาวิดไว้ยอดสุด  ประเพณีนี้เป็นที่นิยมชมชอบของชาวตะวันตกอยู่มาก

 

แม้ว่าประเพณีการตั้งต้นคริสต์มาสมีความเป็นมาดังกล่าว  ชาวคริสต์ในสมัยนี้ก็ยังนิยมทำกันอยู่  เพราะเห็นว่ามีความหมายถึงพระเยซูผู้เปรียบเสมือนต้นไม้แห่งชีวิตที่เขียวสดเสมอในทุกฤดูกาล  ซึ่งหมายถึงนิรันดรภาพของพระเยซู  และนอกจากนั้นยังหมายถึงความสว่างของพระองค์  เสมือนแสงเทียนที่ส่องในความมืด  กอปรกับยังหมายถึงความชื่นชมยินดี  และความสามัคคีที่พระเยซูประทานให้  เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดรวมของครอบครัวในเทศกาลนั้น

 

ซานตาคลอส

Santa

 

ซานตาคลอส  เป็นจุดเด่น  หรือสัญลักษณ์ที่เด็ก  และผู้คนนิยมมากที่สุดในเทศกาลคริสต์มาส  แต่แท้ที่จริงแล้ว  ซานตาคลอสแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้เลย

 

ชื่อซานตาคลอส  มาจากนักบุญนิโคลัส  ซึ่วเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือ  เป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเด็กๆ  นักบุญองค์นี้เป็นสังฆราชของไมรา  (อยู่ในประเทศตุรกีปัจจุบัน)  มีชีวิตอยู่ในราวศตวรรษที่  4  เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่สหรัฐอเมริกาก็ยังคงรักษาประเพณีนี้ไว้  คือ  ฉลองนักบุญนิโคลัส  ในวันที่  6  ธันวาคม  ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ  และเอาของขวัญมาให้  เด็กอื่นๆที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมาก็รู้สึกอยากมีส่วนร่วมในประเพณีแบบนี้บ้างเพื่อรับของขวัญ  ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จัก  และแพร่หลายไปในอเมริกา  โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างคือ  ชื่อนักบุญนิโคลัสก็เปลี่ยนมาเป็นซานตาคลอส  ฉละแทนที่จะเป็นสังฆราชซึ่งเป็นนักบุญองค์นั้น  ก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วน  ใส่ชุดสีแดง  อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ  มีเลื่อนเป็นพาหนะ  มีกวางเรนเดียร์ลาก  และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส  โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้าน  เพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้นตามความประพฤติของเขา  ลักษณะภายนอกของซานตาคลอสที่ถูกสมมติขึ้นนี้  เหมือนกับจะถูกลอกเลียนแบบมาจาก  Thor  ซึ่งเป็นเทพเจ้าในนิยายโบราณของเยอรมัน  และลอกเลียนแบบนักบุญนิโคลัสที่นำของขวัญมาแจกเด็กๆ  อันที่จริงซานตาคลอสเป็นรูปแบบที่น่ารักเหมาะสำหรับเป็นนิยายให้เด็กๆเชื่อ  แต่อาจจะทำให้คนทั่วไปหันมาสนใจ  ให้ความสำคัญในตัวนิยายนี้แทนการบังเกิดของพระเยซู  ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเทศกาลคริสต์มาสนี้

Singing

การร้องเพลงคริสต์มาส

 

เพลงคริสต์มาสเริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่  5  ซึ่งในสมัยนี้มีทั้งพระสงฆ์และฆารวาสเป็นผู้แต่ง  ร้องเป็นภาษาลาติน  ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่าเน้นถึงความหมายของการเสด็จมาของพระเยซู  แต่ในศตวรรษที่  12  ได้มีวิวัฒนาการใหม่ในด้านเพลงนี้  เริ่มในประเทศอิตาลี  โดยนักบุญฟรังซิส  อัสซีซี  และคณะนักบวชคณะฟรังซิสกัน  เป็นผู้มีส่วนในการสนับสนุนให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่  ซึ่งชาวบ้านชอบ  คือ  มีท่วงทำนองที่ร่าเริ่งกว่าเดิม  และเน้นถึงความชื่นชมยินดี  ในโอกาสคริสต์มาสนี้  เพลงเหล่านี้เป็นภาษาลาติน  และภาษาพื่นเมือง  เพลงหนึ่งที่แต่ในสมัยนั้น  ซึ่งแต่งคำร้องในปี  ค.ศ.1274  และยังใช้กันอยู่จวบจนปัจจุบัน  คือ  เพลงขอเชิญท่านผู้วางใจ  O come, all ye faithfull  หรือในภาษาละตินว่า  Adeste Fideles

 

เพลงคริสต์มาสที่เรานิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่  19  จากประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่  เพลงที่มีชื่อเสียงมากได้แก่  Silent Night, Holy Night  เป็นภาษาไทยว่า  ราตรีสวัสดิ์  ราตรสงัด  ความเป็นมาของเพลงนี้ คือ  วันก่อนฉลองวันคริสต์มาสของปี  ค.ศ.1818  คุณพ่อ Joseph Mohr  เจ้าอาวาสวัดที่  Oberndorf  ประเทศออสเตรีย  ทราบข่าวมาว่าออร์แกนในวัดเสีย  ทำให้วงขับไม่สามารถร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้  มากกว่านั้นเองคุณพ่อเองตั้งใจจะแต่งเพลงคริสต์มาสใหม่  หลังจากที่ได้แต่งเสร็จก็เอาไปให้เพื่อนคนหนึ่ง นามว่า  Franz Gruber  ที่อยู่หมู่บ้านใกล่เคียงใส่ทำนองให้  ในคืนวันที่  24  นั้นเอง  สัตบุรุษวัดนี้ก็ได้ฟังเพลง  Silent Night  เป็นครั้งแรกโดยการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง  และได้กลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดในโลก

Candle light

เทียนและเพลงคริสต์มาส

 

ในสมัยก่อนมีกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในเยอรมันได้เอากิ่งไม้มาประกอบเป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย  แล้วนำเทียน  4  เล่มวางไว้บนพวงมาลัยนั้น  ในตอนกลางคืนของวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเตรียมรับเสด็จทุกคนในครอบครัวจะมารวมกัน  เขาจะทำเช่นนี้ทุกอาทิตย์จนครบ  4  อาทิตย์ก่อนคริสต์มาส  ประเพณีนี้เป็นที่นิยมและแพร่หลายในที่หลายแห่งโดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา  ซึ่งต่อมามีการเพิ่มโดยเอาพวงมาลัยพร้อมกับเทียนที่จุดไว้ตรงกลาง  1  เล่มไปแขวงไว้ที่หน้าต่าง  เพื่อช่วงให้คนที่ผ่านไปมาได้ระลึกถึงการเตรียมตัวรับวันคริสต์มาสที่ใกล้เข้ามา  และพวงมาลัยนั้นยังเป็นสัญลักษณ์ที่คนสมัยโบราณใช้หมายถึงชัยชนะ  แต่ในที่นี้หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก  และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างครบบริบูรณ์ตามแผนการณ์ของพระเป็นเจ้า

มิสซา

การทำมิสซาเที่ยงคืน

 

เมื่อพระสันตะปาปาจูลีอัสที่  1  ได้ประกาศให้วันที่  25  ธันวาคมเป็นวันฉลองพระคริสตสมภพแล้ว  ในปีนั้นเองพระองค์และสัตบุรุษได้พากันเดินสวดภาวนาและขับร้องไปยังตำบลเบะเลเฮม  ยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ  พอไปถึงก็เป็นเวลาเที่ยงคืน  พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซา  ณ  ที่นั่น  เมื่อเสร็จแล้วก็กลับมาที่พักเป็นเวลาเช้ามืดราวๆตีสาม  พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้งหนึ่ง  และสัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ  แต่ก็ยังมีสัตบุรุษหลายคนที่ไม่ได้ไป  พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นคร้งที่  3  เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้น  ด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้  3  ครั้งในวันคริสต์มาสเหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืนในวันคริสต์มาส  และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้  3  มิสซาในโอกาสวันคริสต์มาสเช่นเดียวกัน

 

ความสำคัญของวันคริสต์มาส

 

เราจะเห็นได้ว่า  วันคริสต์มาสเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง  เนื่องจากเป็นการระลึกถึงวันที่พระบุตรของพระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์  พระองค์เป็นพระเจ้าที่จะอยู่กับเราตลอดไป  เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์  เป็นพี่หัวปีที่จะนำมนุษย์ทั้งมวลไปสู่พระบิดาเจ้า  พระองค์เป็นความสำคัญบริบูรณ์ตามคำสัญญาของพระเจ้าที่จะดูแลป้องกันรักษาเราผู้เป็นประชากรของพระองค์  เราเป็นเหมือนลูกแกะที่หายไป  แต่พระเยซูเป็นชุมพาบาลใจดีที่ตามหาเราจนพบ  และจะไม่มีอะไรที่จะแยกเรากับพระองค์ได้อีกเลย

 

มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหน  จะรวยจะจน  คนศรัทธาหรือคนบาป  ล้วนมีความสำคัญต่อหน้าพระเจ้าเสมอ  เพราะตั้งแต่การเสด็จมาบังเกิดของพระเยซูเจ้านั้น  พระเป็นเจ้าพระบิดาทรงเห็นพระฉายาลักษณ์ของพระบุตรในมนุษย์ทุกคน  เราก็เช่นเดียวกัน  เราต้องรัก  รักซึ่งกันและกันเหมือนอย่างที่เรารักพระเจ้า  นั่นหมายถึง  เราต้องเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน  ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นคนยากจน  คนต่างชาติ  หรือคนที่วางตัวเป็นศัตรูกับเรา  ผู้ที่ไม่รักพี่น้องที่เขาแลเห็นได้  ย่อมไม่รักพระเจ้าที่เขาแลเห็นไม่ได้  เราได้รับบทบัญญัตินี้จากพระองค์  คือให้ผู้ที่รักพระเจ้ารักพี่น้องของตนด้วย

Procession

ประเพณีการฉลองคริสต์มาสที่มีความเป็นมาดังกล่าวนี้  ควรเป็นสิ่งที่ชักจูงเราให้เปลี่ยนไปด้วยความรัก  ที่พร้อมจะรับใช้ผู้อื่นอย่างเต็มที่

โฆษณา

Read Full Post »