Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ทันตแพทยศาสตร์’

ศิรนันท์ พราหมณี

 

“เย้!” เสียงกรีดร้องด้วยความดีใจของเราและเพื่อนๆ ที่ลงมาจากตึกด้วยกัน ใครๆจะมองว่าเย็นวันนี้เป็นแค่เย็นธรรมดาๆ วันหนึ่ง แต่สำหรับพวกเราที่เดินลงบันใดตึกมาด้วยกัน มันคือวันที่หลุดพ้นซะที คลินิกวันสุดท้ายของชีวิตปีหกนิสิตทันตแพทย์

 

สองเดือนถัดมาเราทุกคนมายืนอยู่ด้วยกันกับเพื่อนๆ ร่วมวิชาชีพต่างสถาบัน ณ ที่นี้ ที่คัดสรรทันตแพทย์ใช้ทุน วันนี้เป็นบรรยากาศที่บอกไม่ถูกว่าตื้นเต้น ดีใจ หรือหดหู่กันแน่ ในเมื่อทุกคนต้องแยกย้ายกันไปทั่วทิศ บ้างสมหวัง บ้างพลาดจากที่หวัง แต่เอาน่า อย่างน้อยก็เป็นวันที่หลุดพ้นจากชีวิตเก่าๆ ซะที หกปีในรั้วมหาวิทยาลัย คราวนี้หล่ะจะเป็นหมอฟันเต็มตัว แล้วเราก็ได้ไปในที่ที่อยากไป แต่ที่น่าใจหายคือ ไม่มีเพื่อนๆ ได้มาอยู่ด้วยกันซักคน แต่ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็ได้กลับบ้าน นั่นคือสิ่งที่หวังมานานไม่ใช่เหรอ

 

จนถึงวันที่ได้มาทำงานที่โรงพยาบาลชุมชนในอำเภอเล็กๆ ห่างไกลตัวเมืองที่สุด เริ่มงานคุณหมอด้วยการอุด ขูด ถอนเหมือนกรรมกรเข้าทุกวัน งานที่ว่าเนี้ยะคืออุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน ใครๆ ก็เรียกเราว่าคุณหมอ แหมค่อยรู้สึกมีค่าขึ้นมาหน่อย โรงพยาบาลที่มาอยู่เป็นโรงพยาบาลขนาดกลางไม่เล็กไม่ใหญ่มาก แต่คนไข้ห้องฟันค่อนข้างเยอะ ด้วยความที่คนไข้จากอำเภอใกล้เคียงเดินทางมารับการรักษาได้สะดวก แต่ละวันเลยทำงานแบบอยากให้เสร็จๆ ไป

 

“เหนื่อยโว้ย!” ได้แต่คิดอยู่ในใจ แต่บางวันก็มีงานยากให้ท้าทายตื่นเต้นอยู่บ้างพอหายง่วง ชีวิตเดินวนเวียนซ้ำๆ อย่างนี้ทุกวันอยู่สองเดือน จนวันหนึ่ง

 

“กรี๊ง!” เสียงโทรศัพท์ที่ฝ่ายดังขึ้นตอนใกล้เที่ยง เสียงพี่พยาบาลประจำตึกผู้ป่วยกรอกกลับมาว่า “หมอคะมีคนไข้มะเร็งเม็ดเลือดขาวอยู่ที่หอผู้ป่วย หมอช่วยดูให้หน่อยนะคะ เผื่อจะทำอะไรให้แกได้บ้าง”

 

ความคิดแวบเข้ามา “ตอนใกล้เที่ยงเนี้ยะนะ”

 

“ก็ได้คะ” มโนธรรมสั่งให้พูดออกไปอย่างนั้น “ส่งมาที่ห้องฟันเลยคะ”

 

เกือบๆ เที่ยงผู้ช่วยเริ่มกระวนกระวาย “หมอจะทำจริงเหรอ” เริ่มชั่งใจเอาเหอะไหนๆ ก็รอแล้ว ไม่ทันขาดสายความคิด เสียงพนักงานเปลมาเคาะประตูหน้าห้องฟัน

 

“เข้ามาเลยคะ” ภาพที่เห็นคือคุณยายแก่ๆ นั่งสลึมสลืออยู่บนรถเข็น ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่แยแสต่อโลก เราหันไปอ่านแฟ้มประวัติผู้ป่วย ผลตรวจเลือด ค่าเม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ปกติค่อนข้างสูง เม็ดเลือดแดงปกติ เกร็ดเลือดค่อนข้างต่ำ พนักงานเปลจัดแจงอุ้มยายขึ้นนอนบนเก้าอี้ทำฟัน

 

“อ้าปากสิคะยาย” สิ่งที่มาก่อนคือกลิ่นของเหม็นเน่ารุนแรงโชยมา เรารีบเบือนหน้าหนีโดยไม่ทันให้คนไข้กับญาติสังเกตเห็น ค่อยๆ สูดกลิ่นทีละนิดให้ชิน มือเอื้อมไปหยิบหน้ากากมาคาดเพิ่มสองชั้น ตรวจดูช่องปากมีเศษอาหารเน่าๆ ติดทุกซอกฟัน ฟันทุกซี่โยกอย่างน้อยหนึ่งมิลลิเมตร ในใจคิด

 

“โอ้ยจะบ้าตาย นี่ไม่เคยบ้วนปากเลยใช่ไหมเนี้ยะ แล้วญาติก็ไม่คิดจะทำความสะอาดช่องปากให้ยายเลยใช่ไหม เอ๊! แล้วไอ้ฟันที่โยกจะหลุดเนี้ยะทำไงดี ต้องถอนออกหมดเลยเหรอ แล้วถ้าถอนแล้วเลือดไหลไม่หยุดหล่ะ แต่ถ้าไม่เอาออกแล้วเกิดติดเชื้อขึ้นมาหล่ะ โอ้ยเอาไงดี” หันไปดูนาฬิกาเที่ยงกว่าแล้ว บ่ายนี้มีประชุมด้วย ผู้ช่วยเริ่มกระวนกระวายเป็นห่วงลูกที่บ้าน เราตัดสินใจหันไปบอกญาติ

 

“งั้นวันนี้หมอเอาฟันหน้าล่างออกสองซี่ละกันคะ เพราะโยกมากแล้วไม่น่าเก็บไว้ท่าทางเวลาเคี้ยวจะปวด ที่สำคัญหลังทานอาหารต้องบ้วนน้ำเยอะๆ ญาติต้องหมั่นเขี่ยเอาเศษอาหารที่ติดตามซอกฟันออกให้ด้วยนะคะ” พอทำเสร็จเราก็วิ่งออกไปทานข้าวด้วยความรีบ จนลืมสังเกตยายไปว่ายังคงไม่มีความรู้สึกดีใจกับการรักษาที่ได้รับ ทั้งหมดนั้นกินเวลาไม่ถึงยี่สิบนาที

 

ตอนบ่ายนั่งประชุมอยู่ สิ่งที่เข้ามารบกวนสมาธิตลอดคือภาพทวดของเราตอนยังไม่จากไปด้วยโรคเดียวกับยายเมื่อเช้า ทวดป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวตอนเรายังใช้คำว่านิสิตทันตแพทย์ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนไม่มีเวลาแม้จะได้กอดทวดก่อนสิ้นใจ นั่งอยู่น้ำตาเจ้ากรรมดันไหลออกมา ตกเย็นหลังเลิกประชุม เราก้าวเท้ายาวๆ ไปหอผู้ป่วยด้วยความเร่งรีบ ภาพที่เห็นเมื่อเดินพ้นโค้งประตูคือญาติกำลังพยายามเอาไม้จิ้มฟันเขี่ยเข้าไปในปากยายคนเดิม งกๆ เงิ่นๆ จนจิ้มไปโดนเหงือกที่อักเสบอยู่แล้วเลือดไหลเพิ่มขึ้นอีก เราเปลี่ยนใจเดินไปหาพี่พยาบาล

 

“พี่คะถ้าหมอจะให้ไปส่งผู้ป่วยคนนี้ที่ห้องฟันทุกครั้งหลังทานข้าวเสร็จได้ไม๊คะ” พยาบาลตอบรับด้วยใบหน้างงๆ จากนั้นงานประจำหลังมื้ออาหารของเราคือฉีดล้างทำความสะอาด เขี่ยเศษอาหารและดูแผลถอนฟันที่ทยอยถอนไปให้คุณยาย ที่สำคัญยายเริ่มมีเพื่อนคุยทุกวันวันละสามครั้งเป็นอย่างน้อย

 

หนึ่งสัปดาห์ก่อนมารับพระราชทานปริญญาบัตร ใบหน้าที่เคยหดหู่ของยายเริ่มแช่มชื่นขึ้นตามลำดับ เช้าวันก่อนกลับกรุงเทพฯ เรานั่งรอยายหลังมื้ออาหารเหมือนเคย โทรศัพท์ที่ฝ่ายดังขึ้น

 

“หมอคะคนไข้ที่หมอนัดมาล้างช่องปากวันนี้ คุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วคะ หมอยังนัดไหมคะ”

 

“งั้นไม่ต้องก็ได้คะ แต่ให้ญาติแวะมาที่ห้องฟันก่อนนะคะ หมอจะคุยด้วยหน่อย” เราตอบไปด้วยความดีใจกับคุณยาย

 

และแล้ววันสำคัญที่สุดวันหนึ่งของชีวิตก็มาถึง เรายืนอยู่หน้าพระพักต์ด้วยความตื่นเต้น ก้าวลงมาจากเวทีแล้วตัวยังลอยไม่หาย ออกมาจากหอประชุมฝนยังคงตกหนัก ทุกคนเดินขวักไขว่งุ่นง่านหาญาติที่มารอพบ พลันโทรศัพท์ของเราก็ดังขึ้น เป็นเบอร์ของผู้ช่วยที่ฝ่ายนี่นา เรารีบกรอกเสียงกลับไปด้วยน้ำเสียงลิงโลด

 

“โทรมายินดีละซิ” เสียงปลายสายตอบกลับมาว่า

 

“อ๋อ พี่จำไม่ได้หรอก หมอรับวันนี้เหรอคะ ยินดีด้วยคะ แต่ที่พี่จะบอกคือยายคนนั้นหมอจำได้ไหม” ภาพยายค่อยๆ ปรากฏขึ้นในหัว “เค้าเสียแล้วนะ” เรานิ่งไป คิดอะไรไม่ออก

 

“ก่อนเสียญาติแกบอกว่ายายฝากขอบคุณหมอด้วยที่อยู่เป็นเพื่อนยายตอนอยู่โรงพยาบาล” น้ำตาเอ่อออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่โกรธพี่เค้าซักนิดที่ไม่ได้โทรมาอวยพร แต่รู้สึกอิ่มในใจ คำพูดยายเป็นของขวัญเพียงพอแล้ว

 

มาตอนนี้ผ่านไปหลายอาทิตย์ นึกย้อนกลับไปถึงคำพูดหนึ่งที่เคยได้ยินตอนเรียนอยู่

 

“เราทุกคนจะออกไปเป็นหมอ ไม่ใช่เพราะหมอเรียกตัวเองว่าหมอ แต่อยู่ที่คนไข้รู้สึกว่าเราเป็นหมอ ค่าของคนเราไม่ใช่อยู่ที่การประเมินของตน แต่อยู่ที่เราได้ให้คุณกับบุคคลอื่นและส่วนรวมต่างหาก”

 

ไม่ได้บอกว่าคำพูดนี้ทำให้เราปฏิบัติกับคุณยายอย่างเต็มที่ แต่อยากบอกว่าขอบคุณคุณยายที่ทำให้เรามีสติและกำลังใจที่จะดูแลคนไข้ด้วยความรู้สึกเหมือนดูแลญาติของเรา หากวันหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ต้องเสียใจที่ยังไม่ได้ทำอะไรให้คนรอบข้างอย่างเต็มที่ แล้ว “ค่า” ก็จะบังเกิดในใจ “คุณ”

โฆษณา

Read Full Post »