Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ต้นทุน’

triamboy

 

THE MOST IMPORTANCE THING IN COMMUNICATION IS TO HERE WHAT ISN’T BEING SAID.

Peter Drucker.

 

หลายวันมานี้ข้าพเจ้าเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และรัฐบาลผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง  และหลายคนใจจดจ่อต่อการรับรู้ข่าวสารเรื่องนี้ตลอดเวลาด้วยสาเหตุอย่างหนึ่ง  การสื่อสารในปัจจุบันนี้มีวิวัฒนาการจากเดิมมาก  ทำให้ผู้บริโภคข่าวสารได้รับข่าวสารต่างๆมากมายจากอุปกรณ์ต่างๆรอบตัวอย่างไม่มีโอกาสปฏิเสท  อาทิ  ข่าวด่วนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่  โทรทัศน์  หนังสือพิมพ์   หนังสือพิมพ์ออนไลน์  เป็นต้น  หลายครั้งหลายคราพบว่าทำให้ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารคาดการณ์เหตุการณ์ต่างๆเกินกว่าความเป็นจริง  ส่งผลต่อทัศนคติ  ความคิด  ความเชื่อของแต่ละบุคคล  อย่างไรก็ตามแล้วไม่ว่าการนำเสนอ  หรือได้รับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทาง  หรือเครื่องมือไหนมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ  เป็นข้อมูลที่ถูกเลือกมาจากส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากเหตุการณ์นั้น  โดยไม่คำนึงว่าการนำเสนอมีความพอเพียง  (เท่าเทียม  และทั่วถึง)  ในการนำเสนอข้อเท็จจริง  ความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย  ได้แต่นำเสนอบางส่วนจากบุคคลที่เรียกร้อง  พูดโฉ่งฉ่าง  โวยวาย  เป็นต้น  (เพื่อความน่าสนใจของข่าวสาร  ทำให้คนจำนวนมากสนใจ  นำมาซึ่งผลประโยชน์ของผู้นำเสนอ)  ด้วยสาเหตุนี้ทำให้พฤติกรรมของคนในสังคมทุกวันยิ่งบิดเบือนไปในทางที่ไม่พึงประสงค์

 

ในเหตุการณ์หนึ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับคนจำนวนมาก  เหตุการณ์ของสังคม  นั้นมีสมาชิกที่มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก  ซึ่งหมายความว่าทางออกของปัญหา  หรือทางเลือกในการสร้างสรรค์  ดำเนินกิจกรรมมีความหลากหลาย  โดยไม่จำเป็นต้องมี  2  ทางเลือกเพื่อเปรียบเทียบ  หรือให้เลือกข้าง  เพื่อแสดงออกซึ่งพฤติกรรมของบุคคล  อันเนื่องมาจากระดับต้นทุนการบริโภคสะสมที่แตกต่างกัน  อาทิ  การศึกษา  ประสบการณ์  วัฒนธรรม  ความรู้  ข้อเท็จจริง  เป็นต้น  เป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้  ภายใต้ขอบเขต  กฎระเบียบของสังคม  เพื่อความชัดเจนขอยกตัวอย่างต่อเนื่องจากข้างต้น  คือ

 

การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกจากหน้าที่  โดยการเข้ายึดธรรมเนียบรัฐบาล  และสถานที่ราชการต่างๆ  จากกรณีนี้เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่เพียงแต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และรัฐบาล  โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดังนี้

 

1.  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

2.  รัฐบาล  และเจ้าหน้าที่  บุคคลากรของรัฐ

3.  ประชาชนทั่วไป

 

เห็นได้ว่าเหตุการณ์นี้ประกอบไปด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  3  ส่วนหลัก  โดยมีปัจจัยกำหนด  หรือสาเหตุ  คือ  ทางเลือกในการแก้ไขสถานการณ์  โดยสองส่วนแรกนั้นพบว่ามีความชัดเจนในทางเลือกที่มีทิศทางในตรงกันข้าม  คือ  

 

1.  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  เลือกที่จะดำเนินกิจกรรมเพื่อให้รัฐบาลลาออก  โดยอารยะขัดขืน  

2.  รัฐบาลเลือกที่จะอยู่ต่อ  และอดทน  ดำเนินการตอบโต้ภายใต้กระบวนการยุติธรรมต่อการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  

3.  ประชาชนทั่วไปมีทางเลือกที่ชัดเจนอาจอยู่ระหว่างสองข้างเลือกข้างต้นหรือไม่ก็ได้  มีความหลากหลายในรายละเอียดรูปแบบปฏิบัติขึ้นกับแต่ละปัจเจกชน อาจมีจุดร่วมในภาพรวม อาทิ  ประชาชนบางส่วนเลือกที่จะให้มีการประนีประนอม  มีการถอยกันคนละก้าว  และดำเนินกิจกรรมภายใต้กฎกติกาของประเทศเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อบ้านเมือง  และประชาชนทั่วไปมากไปกว่านี้  บางส่วนเลือกไม่เห็นด้วยกับทั้งสองทางเลือก  บางส่วนเลือกที่จะนิ่งเฉย  บางส่วนเลือกที่จะให้เกิดการปะทะ  ใช้ความรุนแรง  เพื่อเหลือเพียงข้างใดข้างหนึ่ง  เป็นต้น

 

หากพิจารณาถึงสัดส่วนของแต่ละองค์ประกอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  พบว่า  ส่วนที่  3  ประชาชนทั่วไปที่มีทางเลือกโดยไม่ได้เรียกร้อง  หรือถูกนำเสนอมีสัดส่วนมากที่สุด  เมื่อเปรียบเทียบกับอีกสองส่วนที่เหลือ  แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า  สองส่วนที่เหลือดูเหมือนจะมีบทบาท  ความสำคัญมากกว่าส่วนของประชาชนทั่วไป  โดยสาเหตุหลักของพฤติกรรมที่บิดเบือนนี้มาจาก  สื่อมวลชน  ทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริง  แต่เป็นข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน  เป็นของสองส่วนนี้เป็นส่วนใหญ่  ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับเวลาที่นำเสนอ  ระดับความสำคัญเนื้อหาของข้อเท็จจริง  เป็นต้น  ทำให้เกิดสภาพแวดล้อม  บริบทของความไม่สมมาตรของข้อมูล  หรือกล่าวได้ว่าต้นทุนในการเข้าถึงอยู่ในระดับสูง  ดังนี้

 

1.  การนำเสนอข้อมูลเพียงบางส่วนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  ของสื่อมวลชน  เป็นอุปสรรคต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนอื่นที่ไม่ได้รับการนำเสนอ  เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิด  ความคาดหวััง  และการกระทำไปยังผู้รับสาร  ทำให้เกิด

2.  ความไม่สมมาตรของข้อมูล  ข้อมูลเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมด  ในบริบทของสังคมใดสังคมหนึ่ง

 

จากปัจจัยทั้งสองที่กำหนดให้ต้นทุนในการเข้าถึงอยู่ในระดับสูง  ทำให้พฤติกรรมของผู้รับสาร  หรือประชาชนทั่วไปมีความบิดเบือน  คือ  ประชาชนทั่วไปที่มีทางเลือกของแต่ละบุคคล  บนความรู้  เหตุผลของตน  เมื่อได้รับการนำเสนอข้อมูลอีกด้าน  มีแรงจูงใจต่อข้อมูล  มีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์  สังเคราะห์  ทำให้ได้รับการแทรกแซงต่อการตัดสินใจเพื่อแสดงพฤติกรรมจากข้อมูลที่ได้รับ  เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากสถานะเดิม  โดยเลือกที่จะเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากขึ้น  หลังจากนั้นเมื่อมีการสะสมการบริโภคข้อมูล  หรือสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องมากขึ้น  เมื่อต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูงสุดท้ายทำให้แสดงพฤติกรรมออกมาชัดเจนโดยเลือกทางเลือกที่ถูกกำหนดมาไม่ว่าทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน   หรือสามารถกล่าวอย่างง่ายได้ว่า  การนำเสนอของสื่อมวลชนด้วยข้อมูลด้านหนึ่ง  เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่  จูงใจให้ผู้รับสารเลือกทางเลือกที่กำหนดมาให้  จนท้ายที่สุดแล้วจะมีทางเลือกน้อยเพียงหนึ่ง  หรือสองทางเลือกที่ปรากฎ  เกิดปรากฎการณ์  “ถูกบังคับให้เลือกข้างอย่างชัดเจน”  นั่นหมายรวมถึงข้างเดียวในที่สุด

 

ในทางกลับกันหากสื่อมวลชนมีการนำเสนอข้อมูลครบทุกด้านจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  มีความสมมาตรของข้อมูล  ทำให้ผู้รับสารมีการถูกแทรกแซง  จูงใจต่อการตัดสินใจเพื่อแสดงพฤติกรรมน้อย   ยังคงสถานะการแสดงพฤติกรรมใกล้เคียงเดิม  เนื่องมาการได้รับสารที่มีความหลากหลาย  มีสภาพแวดล้อม  บริทบที่มีความหลากหลาย  มีทางเลือกที่หลากหลาย  และความหลากหลายนี้บางส่วนมีจุดร่วมกัน  ผู้บริโภคจึงมีความมั่นใจมากขึ้นในการแสดงออกพฤติกรรมเดิมของตนเอง  และถ้าหากทางเลือกของตนได้รับการนำเสนอยิ่งมีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อการแสดงพฤติกรรม  ดังนั้น  สื่อมวลชน  ที่ทำหน้าที่เสนอข้อมูล  ข้อเท็จจริงควรที่จะนำเสนอข้อมูลครบทุกด้าน  จากทุกส่วนที่ได้เสีย  อย่างเท่าเทียมกัน  เพื่อที่จะให้ทุกคนสามารถเลือกทางเลือกของตนเองได้  โดยที่ไม่มีการแทรกแซง   บิดเบือนให้กระทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด  รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในอนาคตก็เป็นได้

 

ฟังสิ่งที่ไม่ได้ยิน  เสียงที่ไม่ได้พูด

ฟังสิ่งที่ได้ยิน  เสียงที่ได้พูด

นั่นคือ  “สังคมอันพึงประสงค์”

Advertisements

Read Full Post »

triamboy

 

จากความพยายามของนายแพทย์มงคล  ณ  สงขลา  กระทรวงสาธารณสุข  และรวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องในการผลักดันการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา  หรือที่รู้จักกันว่าซีแอล  (CL – Compulsary Licensing)  อย่างเป็นรูปธรรมโดยการประกาศใช้ของประเทศไทย  เพื่อใช้ผู้ป่วยสามารถใช้ยาในการรักษาโรคโดยไม่มีอุปสรรคเนื่องมาจากค่าใช้จ่าย  (ความแตกต่างทางรายได้)  หรือราคายาได้อย่างทั่วถึงทุกคน  สิทธิเหนือสิทธิบัตรเป็นเพียงในเครื่องมือของความพยายามในการลดต้นทุนการเข้าถึง  (Access  cost)  ที่สามารถเห็นได้ชัดเจน  ทำให้ทุกคนมีโอกาสอย่างทั่วถึง  และเท่าเทียมมากขึ้นในการได้รับทรัพยากร  โดยได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจากองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติซึ่งเป็นผู้ริเริ่มเครื่องมือนี้  รวมถึงข้อตกลงองค์การค้าโลก  และกฎหมายแห่งราชอาณาจักรไทย

มากกว่านั้นองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติยังมีความพยายามในการลดต้นทุนการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ  อันเนื่องมาจากความสำคัญของจริยธรรมสิ่งมีชีวิต  (Bioethics)  โดยผ่านเครื่องมือต่างๆที่สร้างขึ้น ดังนี้

1.  กฎระเบียบรับรองการเข้าถึงสาธารณสุข ​โดยกำหนดไว้  ดังนี้

     ม.14 ข้อ 2 (a) ระบุว่า การเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่จําเป็นและยาที่จําเป็น เป็นเรื่องสําคัญ  

     ม.15 ข้อ 1 ระบุว่า ประโยชนน์ที่ได้จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หรือการประยุกต์ใช้ใดๆ ควรแบ่งปันให้แก่สังคมโดยรวม และให้แก่นานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่กําลังพัฒนา

2.  ปฏิณญาว่าด้วยจริยธรรมสิ่งมีชีวิต

     มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์รวมทั้งความเท่าเทียมในการกระจายทรัพยากร  มุ่งที่จะพัฒนาจริยธรรมของนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกําหนด นโยบายสาธารณสุขทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ 

เบื้องหลังเจตนารมย์ในการสร้างสรรค์เครื่องมือต่างๆ  เพื่อการลดต้นทุนการเข้าถึงสาธารณสุขของประเทศไทย  มีปัจจัยหลักในการกำหนด  หรือสาเหตุหลัก  ที่พอสรุปได้ดังนี้

1.  ราคายา  และเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีราคาสูง

2.  ความสามารถในการจ่ายค่ารักษาพยาบาล  อาทิ  ค่ายา  ค่าบริการแพทย์  และเครื่องมือทางการแพทย์  เป็นต้น  ของคนส่วนใหญ่ในระดับต่ำ  เนื่องมาจากกำลังซื้อที่น้อยกว่ามากโดยเปรียบเทียบราคายา

3.  ภาวะการกระจุกตัวของสถานบริการทางการแพทย์  และสาธารณสุข  รวมถึงบุคคลากรทางการแพทย์ที่มีความพร้อมในพื้นที่เขตเมืองใหญ่  อาทิ  โรงพยาบาลเฉพาะทาง  โรงพยาบาลศูนย์  เป็นต้น

4.  การกระจายสวัสดิการประชาชนอย่างไม่เท่าเทียม  ในแต่ละกลุ่มบุุคคล  อาทิ  ประกันสังคม  หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ  สิทธิรักษาพยาบาลพนักงานรัฐวิสาหกิจ  เป็นต้น

5.  ความสูญเสียของสังคมอันเนื่องมาจากการให้ความสำคัญของภาวะไม่จำเป็น  อาทิ  การจ่ายยาเพื่อรักษาโรค  ที่สามารถทดแทนด้วยวิธีการรักษาการแพทย์ทางเลือกอื่น  อาทิ  การออกกำลังกาย  โภชนาการที่ดี  การให้การรักษาทางจิต  (รวมถึงการให้กำลังใจ) ยกตัวอย่างโรคเช่น  การให้ฮอร์โมนในคนวัยทอง  การกินแคลเซียมของโรคทางกระดููก  การกินวิตามินซีเพื่อป้องกันไข้หวัด  เป็นต้น  รัฐบาลต้องแบกรับภาระค่าใช่จ่ายอันเนื่องมาจากภาวะไม่จำเป็นเป็นจำนวนมากในแต่ละปี  ในขณะที่ผู้ป่วยในภาวะจำเป็นเนื่องมาจากโรคร้ายแรง  ไม่สามารถเข้าถึงยา  และเครื่องมือทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึง

จากสาเหตุที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น  ล้วนแต่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสาธารณสุขของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทย  และรวมถึงของโลกด้วย  ไม่ว่าจะคนจน  คนในพื้นที่ชนบท  พื้นที่นอกเมืองหลวง  คนที่ประกอบอาชีพที่ไม่มีสวัสดการ  เป็นต้น  ทำให้เขาบุคคลเหล่านั้นเสียโอกาสในการดำรงอยู่ของชีวิต  เห็นได้จากจำนวนคนตายอันเนื่องมาจากการป่วยด้วยโรคต่างๆ  จำนวนมาก  ในแต่ละปี  อย่างน้อยข้าพเจ้าคิดว่าไม่สาเหตุใดก็สาเหตุหนึ่งข้างต้นเป็นภาวะเสียง  หรือสิ่งแวดล้อมที่มีความเสี่ยง  ที่จะส่งเสริมให้โอกาสในการอยู่รอดลดน้อยลง  โดยที่บุคคลเหล่านี้ได้เข้าใจ  และยอมรับความสามารถ  สภาพต่างๆที่เป็นอยู่ของตนเอง  และสังคมอย่างไม่ขัดขืน

ถึงแม้นการประกาศสิทธิเหนือสิทธิบัตรเป็นเพียงการลดต้นทุนการเข้าถึง  ลดอุปสรรคเพียงอย่างเดียวของประชาชนส่วนใหญ่  นั่นคือ  ราคายา  แต่ก็เป็นอุปสรรคหนึ่งอย่างที่ให้โอกาสคนสัดส่วนมากเข้าถึงเมื่อถูกกำจัดไป  หรือทำให้ลดลง  อย่างน้อยโอกาสนี้ถึงแม้เราคนใดคนหนึ่งคิดว่าไม่ได้ใช้ในวันนี้  ข้าพเจ้าคิดว่าสักวันหนึ่งของชีวิตคุณต้องมีโอกาสได้ใช้แน่นอน  โดยที่คุณไม่รู้ตัว

โอกาสที่พอเพียงต่อการอยู่รอดของสมาชิกทุกคนในสังคม  คือ  ความยุติธรรมของสังคม

มาร่วมกันช่วยลดต้นทุนการเข้าถึง

Read Full Post »

triamboy

 

จากทุนที่ไหลออกจากประเทศไทยอย่างรวดเร็วเมื่อปี พ.ศ.  2541  รวมถึงการไม่มีระเบียบวินัยทางการเงินอย่างแพร่หลายนำมาซึ่งการล้มลงของเศรษฐกิจไทย  เกิดวิกฤตทางการเงิน  (เงินทุนไหลออกสุทธิจำนวนมาก  ไหลไปเข้ารัสเซีย  แล้วออกเพื่อไหลไปต่อที่หมายปลายทางใหม่  เพื่อนำความวิบัติไปสู่ที่นั่น)  และวิกฤตหนี้เนื่องมาจากเงินกู้ยืมจากต่างประเทศจำนวนมาก  และระยะสั้นด้วย  (ค่าเงินล้ม  อ่อนค่าอย่างมาก)  ทำให้ผู้ประกอบการทุกภาคกิจกรรมต้องปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว  แล้วนำมาซึ่งปัญหาสังคมมากมาย  อาทิ  คนตกงาน  ไม่มีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต  สุขภาพจิตที่ย่ำแย่ของคนโดยรวม  ฯลฯ  ทำให้ผู้รับผิดชอบการบริหารบ้านเมืองไม่สามารถนิ่งนอนใจได้  และต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหา  อย่างน้อยก็หยุดไว้ไม่ให้แย่กว่าเดิม  ด้วยภาวะการณ์ที่ไม่มีการคาดการณ์  และเตรียมความพร้อมรับมือมาก่อนทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆ  เหมือนกับการลองผิดลองถูกไปเรื่อย  และดูเหมือนว่าไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น  ไม่ว่าความพยายามของรัฐบาลพล.อ.ชวลิต  หรือแม้แต่รัฐบาลใหม่ของนายชวน  ก็ไม่สามารถทำให้ประชาชนพอใจได้เท่าที่ควร  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น  มีการเรียกร้องหาทางเลือกใหม่  กอปรกับโอกาสนี้ทำให้เกิดพรรคใหม่ขึ้นมา  คือ  พรรคไทยรักไทย  และมีคู่แข่งท่ีสำคัญ  และมีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างประชาธิปัติย์  และผลการไว้วางใจจากประชาชนก็เป็นอย่างที่เราทุกคนทราบแล้ว

 

เมื่อถามถึงปัจจัยสำคัญต่อชัยชนะที่เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งนี้  ข้าพเจ้ามองว่า  ปัจจัยสำคัญที่สุด  คือ  พฤติกรรมพรรคการเมืองทั้งสอง  โดยมีความแตกต่างอย่างชัดเจน  แล้วอะไรที่เป็น  “แรงจูงใจเบื้องหลังต่อพฤติกรรมของพรรคการเมืองทั้งสอง”

 

คำตอบที่ชัดเจน  คือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมของพรรคการเมืองแต่ละพรรค  ดังนี้

 

พรรคประชาธิปัติย์   มีต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูง

พรรคไทยรักไทย     มีต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับต่ำ

 

โดยรายละเอียดมีดังนี้

พรรคประชาธิปัติย์

 

มีการก่อตั้งมายาวนานกว่า  62  ปี  ตั้งแต่ปี  พ.ศ.2489  มีประวัติศาสตร์การเรียนรู้  พัฒนาการที่ยาวนาน  จนถือได้ว่าเป็นวิวัฒนาการก็ว่าได้  ทั้งด้านวัฒนธรรมภายในพรรค  อาทิ  วิสัยทัศน์  นโยบาย  เป้าหมาย  กฎระเบียบพรรคเป็นต้น  ที่ค่อยๆล้มลุกคลุกคลาน  ปรับเปลี่ยนจนมีตำแหน่งของตัวเอง  มีจุดยืนที่ชัดเจน  มีรูปแบบวัฒนธรรมที่ชัดเจน  ด้านทรัพยากรบุคคล  ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนจำนวนมากที่เข้ามาเพื่อทำหน้าที่  และออกไปเมื่อหมดวาระ  รวมถึงตัวแทนพรรค  สมาชิกที่มีมายาวนาน  แล้วค่อยๆเพิ่มเติม  ขยายไปตามพื้นที่ต่างๆ  อย่างช้าๆ ด้านความสัมพันธ์ชุมชน  มีความสัมพันธ์ยาวนานในพื้นที่ของตนเอง  และยังคงทำกิจกรรมในพื้นที่ตัวเอง  และพ้นที่อื่นๆ  เรื่อยมา

พรรคไทยรักไทย

 

เพิ่งมีการก่อตั้งขึ้นเมื่อ  กรกฎาคม  2541  ท่ามกลางวิกฤตสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองของไทย  ที่ต้องการทางเลือกใหม่  และมีอายุของพรรคเพียง  9  ปีก่อนที่จะถูกยุบพรรคในที่สุด  พรรคไทยรักไทยจึงมีลักษณะพรรคที่ตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในขณะนั้น  มีรูปแบบปัจจุบันทันด่วน  โดยรวบรวมเงินทุนจากนายทุน  รวมรวมสมาชิกจากกลุ่มต่าง  แล้วจัดตั้งพรรคขึ้น  โดยไม่มีการเรียนรู้  และพัฒนาพรรคมาก่อนหน้านี้  มีลักษณะของการนำความรู้  (know-how) มาเป็นทุนเริ่มต้น  ไม่มีวิวัฒนาการ  จึงไม่สามารถคาดการณ์  หรือบอกแนวโน้มทิศทางในอนาคตได้  หรือกล่าวได้ว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ  (credit)  ไม่มีรูปแบบวัฒนธรรมของพรรคที่ชัดเจน  หรือเป็นวัฒนธรรมแบบสุ่ม  คือวัฒนธรรมที่ตอบสนองความต้องการทุกส่วน  (ส.ส.  ประชาชน  พรรคร่วมรัฐบาล  กลุ่มทุนพรรค)  ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  รวมทั้งไม่มีการสร้างแบบปฏิบัติของพรรค   เป็นกฎที่น่าเชื่อถือ  ที่ยึดถือปฏิบัติร่วมกันชัดเจน  ด้านความสัมพันธ์ชุมชน  จัดหาทรัพยากรจากพรรคที่มีทุนทางสังคมมาก  มาเป็นสมาชิกพรรค  เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกับพรรค  ความสัมพันธ์ะหว่างพรรคกับชุมชนไม่มีความสัมพันธืที่ลึกซึ้ง  และยาวนาน

 

จากการต้นทุนบริโภคสะสมที่อธิบายไว้ข้างต้นของทั้งสองพรรคการเมืองเป็นแรงจูงใจให้มีพฤติกรรมต่างกัน  ดังนี้

รรคประชาธิปัติย์

 

จากรูปแบบวัฒนธรรมที่ชัดเจน  มีความน่าเชื่อถือ  มีความรับผิดชอบ  จึงทำให้พฤติกรรมของพรรค  และสมาชิกในสังคมประชาธิปัตย์มีลักษณะรอบคอบ  เชื่อมั่นต่อวัฒนธรรมพรรคสูง  ไม่สะเพร่า  ค่อยคิดค่อยทำ  หรืออาจมองในทางกลับกันพบว่าการตัดสินใจเป็นไปได้ช้า  จำนวนการตัดสินใจลงมือทำโครงการต่างๆ น้อย  (อาจไม่ทันต่อความต้องการของประชาชนทุกวันนี้ที่มีมากขึ้น)  นโยบายค่อนข้างยึดติดรูปแบบเดิม  ไม่น่าสนใจ  ไม่มีสีสันดึงดูด  ไม่เสนอทางเลือกนโยบายใหม่  เป็นเพราะการนำเสนอเฉพาะนโยบายที่เคยประสบความสำเร็จของพรรค  นโยบายสามารถกระทำได้  ทำให้ความน่าเชื่อถือของนโยบายของพรรคมีมากเพราะมีความเป็นไปได้สูงมาก  รวมถึงต้องคำนึงถึงนโยบายในอดีตอันเป็นตัวสะท้องอัตลักษณ์ของพรรคด้วย  แต่นั่นอาจไม่ได่สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป  ณ  ปัจจุบันนี้  เมื่อได้มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่รัฐบาลก็ทำหน้าที่เพียงรัฐบาล  แต่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องของการบริหารจัดการของพรรค  ไม่ได้เสริมสร้างความเข้มแข็งของฐานเสียงระหว่างเป็นรัฐบาล  นั่นคือการใช้พรรค  รวมถึงสมาชิกของพรรคเพื่อทำกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับพรรค  หรือในทางการตลาดแล้วคิดว่าเป็นเรื่องของการบริหารจัดการแบรนด์  (Brand management)  ทั้งนี้เนื่องมาจากกรอบต่างๆที่ประชาธิปัตย์สร้างไว้เองทำให้ไม่สามารถคิดสร้างสรรค์พรรคได้มากขึ้น  หรือไม่สามารถเพ่ิมต้นทุนการบริโภคสะสมในทางอื่นได้มากขึ้น  ได้แต่ทำในรูปแบบเดิมของการเป็นรัฐบาล

พรรคไทยรักไทย

 

จากพรรคที่เพิ่งได้รับการก่อตั้งใหม่  และไม่มีการสร้างรูปแบบวัฒนธรรมที่ชัดเจน  ทำให้พฤติกรรมของพรรค  และสมาชิกในพรรคไทยรักไทยมีลักษณะคำพูดนำความคิด  ไม่สุขุมรอบคอบ  พูดเร็วทำเร็ว  การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็ว  สามารถเริ่มดำเนินโครงการต่างๆได้ในจำนวนมาก  (มันต่อความต้องการ  ความคาดหวังของประชาชน  (ผู้บริโภค)  ที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันนี้)  โดยไม่ต้องคำนึงถึงอดีตของพรรค  กรอบต่างๆที่ถูกกำหนดขึ้นจากพรรค   ทั้งวัฒนธรรมต่างๆของพรรค  ทำให้นโยบายต่างๆที่ออกมามีความสดใหม่  มีความแตกต่างจากรูปแบบเดิมอย่างมาก  โดยไม่ต้องตำนึงถึงรูปแบบเดิม  มีสีสัน  ดึงดูดความสนใจ  สอดคล้องกับบริทบปัจจุบัน  และเมื่อได้เข้ามาเป็นรัฐบาล  (ได้รับการบริโภค – การไว้วางใจ)  มีการบริหารจัดการตราสินค้าที่ดี  คือ มีการใช้ปรโยชน์จากสถาบันพรรคการเมือง  เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของพรรค  โดยมีการจัดการผ่านพรรค  สมาชิกของพรรค  ตัวแทนเพื่อทำกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับพรรค  เพื่อเกิดประโยชน์ต่อพรรคเองทั้งแง่การได้รับความน่าเชื่อถือ  การขยายฐานเสียง  การสร้างความเข้มแข็งของนโยบาย  การยอมรับนโยบาย  รวมทั้งการสร้างความเป็นเจ้าของนโยบาย  (เพ่ิ่มต้นทุนการบริโภคสะสม) ทำให้คนเห็นประโยชน์จากพรรคไทยรักไทยที่ได้รับเป็นรัฐบาล  ไม่ใช่หมายถึงพรรคไทยรักไทยเพียงอย่างเดียว  หรือรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

 

เห็นได้ว่าต้นทุนการบริโภคสะสมทำให้พฤติกรรมของพรรคการเมืองไทยนั้นมีความแตกต่างอย่างชัดเจน  ซึ่งไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมแบบไหนจะได้รับการรับเลือก  เพราะสุดท้ายแล้วสังคมเองจะเป็นผู้เลือก  และผู้รับผิดชอบต่อผลการเลือก  โดยการตรวจสอบทั้งทางตรง  และทางอ้อม

 

จากต้นทุนการบริโภคสะสมสามารถสรุปพฤติกรรมจากกรณีทั้งสองได้ดังนี้

 

กรณี  ต้นทุนการบริโภคสะสมสูง  มีพฤติกรรมดังนี้

1.  มีรูปแบบปฏิบัติชัดเจน  สามารถคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตได้

2.  มีการปฏิบัติที่น่าเชื่อถือสูง

3.  มีความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติ

4.  มีขอบเขต และข้อจำกัดของการปฏิบัติ

 

กรณี  ต้นทุนการบริโภคสะสมต่ำ  มีผพฤติกรรมในทางตรข้ามกับกรณีต้นทุนการบริโภคสะสมสูง

 

ฉะนั้นเมื่อถามว่าพฤติกรรมพรรคการเมืองแบบไหนมีความเหมาะสม  ก็ต้องกลับไปพิจารณาเงื่อนไขจำเป็นต่อการแสดงพฤติกรรม โดยไม่บิดเบือนวัตถุประสงค์  นั่นคือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูง  ถ้าหากต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับตำ่แล้ว  ทำให้มีโอกาสของการบิดเบือนของพฤติกรรมในระดับสูง  จากข้างต้นสามารถยกตัวอย่างเช่น  มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคการเมืองที่มีต้นทุนการบริโภคสะสมต่ำจะนำเสนอนโยบายแปลกใหม่ๆ  แต่มีความน่าเชื่อถือน้อย  (ถ้าประสบความสำเร็จก็เป็นการเพ่ิมความน่าเชื่อถือ  เพิ่มต้นทุนการบริโภคสะสม),  มีความเป็นไปได้สูงที่สมาชิกของพรรคไม่ปฏิบัติตามวัฒนธรรมของพรรค  (ถ้ามีการลงโทษ  เป็นการเพิ่มต้นทุนการบริโภคสะสม),  มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคการเมืองที่มีต้นทุนการบริโภคสะสมต่ำมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้ตลอดเวลา  เช่น  คณะรัฐมนตรี,  กรรมการบริหารพรรค,  มีความเป็นไปได้ต่ำที่พรรคการเมืองที่มีต้นทุนการบริโภคสะสมต่ำจะนำเสนอนโยบายแปลกใหม่ๆ  แต่มีความน่าเชื่อถือน้อย  (ถ้าประสบความล้มเหลวก็เป็นการลดความน่าเชื่อถือ  ลดต้นทุนการบริโภคสะสมอย่างมาก)  เป็นต้น

 

ส่วนใหญ่ คือ ความต้องการ

ความต้องการ  ไม่ใช่  ความเหมาะสม

Read Full Post »

triamboy

LIFE MUST BE LIVED FORWARD, BUT IT CAN ONLY BE UNDERSTOOD BACKWARD.

Soren Kierkegaard, Denmark Philosopher.

 

คราวที่แล้วเราได้พูดคุยถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรม  และต้นทุนกันแล้ว  และคงมีบางคนลองนำไปอธิบายพฤติกรรมต่างๆ บ้าง  คราวนี้ขอยกตัวอย่างรายละเอียดของพฤติกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน  การเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่องของพฤติกรรม

เมื่อมานั่งคิดดูแล้วหลายๆ ครั้ง  พบว่าคนเราได้ตัดสินใจเพื่อทำอะไรสักอย่าง  โดยคาดการณ์ความเป็นไปได้บนพื้นฐานของข้อมูลในอดีต  เช่น  เมื่อเราตัดสินใจไปงานต่างๆ  เช่น  สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ  การแสดงนิทรรศการต่างๆ  พบว่า  เราคาดการณ์กิจกรรมแต่ละอย่างบนพื้นฐานของข้อมูลในอดีต  เช่น  วัน  เวลา  ที่จัดกิจกรรม  หรือแม้กระทั่งรูปแบบกิจกรรมในงาน  คิดว่าหลายคนเคยโทรนัดเพื่อนไปงานสัปดาห์หนังสือ  พูดคุยถึงเวลา  สำนักพิมพิมพ์ที่มาออกบูท  โดยอ้างอิงจากงานปีที่แล้ว  (ปีนี้ไม่รู้ว่ามติชนมาป่าว…อืม…น่าจะมานะ….ปีที่แล้วก้มานิ)  เรามักจะสามารถพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำ  แต่การคาดการณ์เหล่านี้ไม่ได้ถูกต้องเสมอไปแล้วในปัจจุบันนี้

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับพฤติกรรมบนพื้นฐานของเวลาก่อนหน้า  เพื่อที่จะได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลง  สาเหตุ  และความต่อเนื่องต่อไป

พฤติกรรมบนพื้นฐานของเวลาก่อนหน้า  คือ  รูปแบบการแสดงออกทางพฤติกรรม  มาจากการคาดการณ์  คาดหวัง  พยากรณ์บนพื้นฐานของข้อมูลในช่วงเวลาก่อนหน้า  เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นขอยกตัวอย่างดังนี้

วัน  เวลา  สถานที่จัดงานสัปดาห์หนังสือ  คนส่วนใหญาคาดการณ์บนข้อมูล  ประสบการณ์จากปีที่แล้ว  (การจัดงานครั้งที่แล้ว  บางคนไม่ได้ไปทุกปี)

เงินเฟ้อ  คนส่วนใหญ่คาดการณ์บนตัวเลขเงินเฟ้อของเวลาก่อนหน้าที่รับรู้ (เดือนที่แล้ว  ไตรมาสที่แล้ว  ปีที่แล้ว)

ฤดูฝน  คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากประสบการณ์ของตัวเองที่ได้รับรู้ (บางคนบอกว่าปีที่แล้วเดือนมิถุนายน  บางคนบอกว่ากรกฎาคม)

การสอบผ่านของเพื่อน  คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากการได้สัมผัสเพื่อนคนนั้นในเวลาก่อนหน้า

จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสร้างแบบจำลองทั่วไปของการคาดการณ์ได้ดังนี้

การคาดการณ์  =  ค่าคงที่ + สัมประสิทธิ์ของข้อมูลเวลาก่อนหน้า(ข้อมูลเวลาก่อนหน้า) + ค่าความคลาดเคลื่อน

(expectation = c + b(data(t-n)) + e) , n = 1, 2, 3, …

แต่เหตุการณ์จำนวนมากไม่ได้เป็นเช่นนี้อีกต่อไป  และมีแนวโน้มลดลง  

โดยพบว่าการคาดการณ์ของคนส่วนใหญ่มีความความสัมพันธ์กับข้อมูล  ประสบการณ์ในอดีตน้อยลง  และเพิ่มความสำคัญของข้อมูล  และประสบการณ์  ณ  ปัจจุบันมากขึ้น  และมีแนวโน้มมากขึ้น  (สัมประสิทธิ์ของข้อมูลปัจจุบันมากขึ้น-b2)  จากที่เมื่อก่อนไม่มีการนำข้อมูลปัจจุบันเป็นปัจจัยในการตัดสินใจ  รวมถึงลืม  ไม่คำนึงอดีต  ประสบการณ์มากขึ้น  (คนเดี๋ยวนี้ลืมง่าย)  ทำให้การแสดงออกของพฤติกรรมของมนุษย์มีแนวโน้มที่เป็นพฤติกรรมครั้งเดียวจบมากขึ้น  และมีความสัมพันธ์น้อยลงกับพฤติกรรมก่อนหน้า  ไม่มีรูปแบบปฏิบัติ  หรือแนวโน้ม  มีลักษณะสุ่มมากขึ้น  โดยสามารถสร้างแบบจำลองทั่วไปของการคาดการณ์ได้ดังนี้  

 

การคาดการณ์  =  ค่าคงที่ + สัมประสิทธิ์ของข้อมูลเวลาก่อนหน้า(ข้อมูลเวลาก่อนหน้า) + สัมประสิทธิ์ของข้อมูลเวลาปัจจุบัน(ข้อมูลเวลาปัจจุบัน) + ค่าความคลาดเคลื่อน

(expectation = c + b1(data(t-n)) + b2(data(t)) + e)  , n = 1, 2, 3, …

 

จากตัวอย่างก่อนหน้า  เปลี่ยนเป็นดังนี้

วัน  เวลา  สถานที่จัดงานสัปดาห์หนังสือ คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากข้อมูลอดีตน้อยลง  และเลือกที่จะค้าหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต  สื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ มากขึ้นของการจัดงานปีน้ี

เงินเฟ้อ  คนส่วนใหญ่คาดการณ์บนตัวเลขเงินเฟ้อของเวลาก่อนหน้าน้อยลงมาก  และเลือกที่จะรับรู้จากตัวเลขของหน่วนงานที่เกี่ยวข้องที่เดียว  เช่น  คนที่เรียนมาในขอบเขตของเศรษฐศาสตร์รู้ว่าต้องดูตัวเลขจากแบงค์ชาติ  ชาวบ้านดูจากหนังสือพิมพ์  สหกรณ์อาชีพต่างๆ  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์  คนชั้นกลางดูจากธนาคารพาณิยช์  บริษัทหลักทรัพย์  เป็นต้น

ฤดูฝน  คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากประสบการณ์ของตัวเองที่ได้รับรู้น้อยลงมาก  และหันมารับทราบข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น  เช่น  กรมอุตุนิยมวิทยา  หรือการพยากรณ์จากสื่อต่างๆ  คนที่เล่นอินเตอร์เน็ตสามารถดูพยากรณ์อากาศจากอินเตอร์เน็ต  ชาวบ้านในหมู่บ้านรับฟังเสียงตามสายจากผู้ใหญ่บ้าน  จากคำบอกเล่าปากต่อปาก  เป็นต้น

การสอบผ่านของเพื่อน  คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากการสอบของเพื่อนคนนั้นในเวลาก่อนหน้าน้อยลง  แต่ดูจากกระทำก่อนการสอบมากขึ้น  ดูว่าขยัน  ตั้งใจมากขึ้นเพียงใด

แล้วอะไรเป็นสาเหตุของพฤติกรรมมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไป  หลายๆ คนคงบอกว่าเพราะ  การสื่อสาร   เทคโนโลยี  วิทยาศาสตร์  การค้นคว้า  เป็นต้น  ทุกคำตอบที่บอกมาถูกทั้งหมด  เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการเข้าถึง  (Access  Cost)  ลดลง

ต้นทุนการเข้าถึงลดลง  เนื่องมาจากสาเหตุหลักดังนี้

1.  การเคลื่อนย้ายทุน (เงินตรา  ตราสารทุน  ตราสารหนี้  มนุษย์  เครื่องจักร)  อย่างมีประสิทธิภาพ  (เสรี-อุปสรรคต่างๆน้อยที่สุด,  รวดเร็วที่สุด,  ต้นทุนต่ำที่สุด,  ให้ลูกค้าพีงพอใจที่สุด)  มีการเคลื่อนย้ายปัจจัยทุนระหว่างประเทศมากขึ้นหลังจากที่เงินตรา  ตราสารต่างๆ  เครื่องจักรมีการเคลื่อนย้ายค่อนข้างมีประสิทธิภาพ  แต่หลังจากนี้ไปจะเป็นยุคของการเคลื่อนย้ายมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อทดแทนมนุษย์ที่มีผลิตภาพต่ำ  ต้นทุนสูง  อย่างเช่น  การเคลื่อนย้ายแรงงานในสหภาพยุโรป  (การอพยพแรงงาน  ในปี  ..  ๑๙๙๗  สองในสามของแรงงานที่เพิ่มขึ้นมาจากการอพยพ  ขนาดของการอพยพจะสะท้อนส่วนต่างของค่าจ้างระหว่างประเทศ  ในปัจจุบันธุรกิจมีแนวโน้มที่สูงขึ้นในการใช้แรงงานจากต่างประเทศ  โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความชำนาญเฉพาะทาง  ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการพบว่า  มันเป็นการยากในการหาแรงงานเพิ่ม  แทนที่จะเพิ่มค่าจ้างเพื่อจ้างแรงงานนั้นจากบริษัทอื่น  เราสามารถนำแรงงานจากต่างประเทศมาใช้แทน  ข้อสังเกต  การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิต  และต้นทุนแรงงานลดลง-จากบทความเรื่องโลกาภิวัฒน์  และแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินอนาคต  ของ triamboy)

2.  การเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการอย่างมีประสิทธิภาพ  สำหรับสาเหตุนี้เห็นชัดเจนจากชีวิตประจำวันของเราที่หลายประเทศพยายามผลักดันการสร้างเขตการค้าเสรีให้เกิดขึ้น รวมถึงไทยเองที่เป็นประเทศที่มีการเติบโตโดยการส่งออกเป็นหลัก (Export-lead-growth country)  รวมถึงการปรับโครงสร้างเพื่อให้สอดคล้องกับการเคลื่อนย้ายสินค้า  และบริการ  เช่น  ทูตการค้า  กรมส่งเสริมการส่งออก  เป็นต้น

3.  การเคลื่อนย้ายข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ  จริงอยู่ที่ข้อมูลเป็นทุนอย่างหนึ่งของปัจจัยการผลิต  แต่ขอแยกออกมา  เนื่องจากว่าความสำคัญของข้อมูลที่มีบทบาทมากขึ้นทุกวันนี้  การพัฒนาช่องทางการเคลื่อนย้ายข้อมูลในปัจจุบันนี้ก้าวหน้าไปมากกว่าเมื่อประมาณ 25  ปีก่อนที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต   ที่เปลี่ยนให้การเข้าถึงข้อมูลจากเมื่อก่อนเป็นรูปแบบ  หนึ่งคนไปยังหลายคนผ่านสื่อพื้นฐาน  อย่าง  หนังสือพิมพ์  วิทยุ  โทรทัศน์  แต่ปัจจุบันนี้รูปแบบการติดต่อเป็นแบบหลายผู้ใช้ไปยังหนึ่งผู้ใช้  และเป็นความสัมพันธ์กลับไปกลับมาได้  คือ  หนึ่งผู้ใช้ไปยังหลายผู้ใช้  (หนึ่งคนอาจมีหลายชื่อผู้ใช้งาน  ซึ่งทำหน้าที่เสมือนบุคคล)  ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูล  และส่งออกข้อมูลอย่างง่าย  สะดวกมากขึ้น  (ต้นทุนน้อยมาก)

4.  การให้สิทธิ์มนุษย์เหนือสิทธิ์ของเชื้อชาติ  ศาสนา  ประเทศ  และกำแพงต่างๆ  (ขยายพื้นที่) เช่น การปรังปรุงกฎหมายเพื่อให้ชาวต่างชาติสามารถมีสิทธิ์เป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ  มากขึ้น  หรือกระทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น  เช่น  การประกอบกิจการทางการเงิน  สถาบันทางการเงิน  ธนาคารพาณิยช์  ประกัน(ภัย  ชีวิต  สุขภาพ  การเงิน  รถ  ค้าขายหลักทรัพย์  ตราสาร  ที่เดียวครบวงจร)  เป็นต้น  ต่อไปอาจสามารถมีส่วนร่วมทางการเมือง  เศรษฐกิจ  สังคมก็เป็นได้  โดยผ่านรูปแบบการรวมกลุ่มต่างๆ ก่อนในเบื้องต้น  ตัวอย่างเช่น  สหภาพยุโรปที่ทุกประเทศต้องดำเนินนโยบายทางการคลัง  และการเงินตามมติคณะรัฐมนตรีสหภาพยุโรป  เป็นต้น

5.  การค้นพบ  ปรับปรุง  พัฒนาทางวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  นวัตกรรม  ทรัพยากรมนุษย์  เช่น  การสร้างนวัตกรรมต่างๆ  เช่น  การสร้างโปรแกรมที่เปิดให้ผู้ใช้ทั่วโลกมีส่วนร่วมในการพัฒนา  ปรับปรุง  หรือที่เราเรียกกันว่า  Opensource  เป็นต้น  การพัฒนาศาสตร์การบริหารจัดการต่างๆ  เช่น  การบริหาร  การตลาด  โลจิสติกส์  ห่วงโซ่อุปทาน  เศรษฐศาสตร์ประสาท  เป็นต้น

หากเราลองเปรียบเทียบเหตุการณ์ง่ายๆ  สักหนึ่งเหตุการณ์ในบริบทที่ต่างกันสองช่วงเวลา เช่น  ตารางเวลาของสิ่งต่างๆ  เช่น  เครื่องบิน  ภาพยนตร์  รถประจำทาง  ละคร  ข่าวภาสคค่ำ  เป็นต้น

ช่วงเวลาต้นทุนการเข้าถึงสูง  (ก่อนที่มีการปฏิวัติทางเทคโนโลยี)  พบว่า  การไปดูหนัง  เดินทางโดยเครื่องบิน  ขึ้นรถโดยสาร  ดูละคร  ข่าวภาคค่ำนั้นจะมีเวลาที่แน่นอน  ไม่เปลี่ยนแปลงภายในระยะยาว  หรือไม่เคยเปลี่ยนแปลง  ทุกคนในพื้นที่ที่บริโภคจะทราบ  และจดจำได้  ทำให้การคาดการณ์อยู่บนพื้นฐานของเวลาก่อนหน้าอย่างแนบแน่น  พฤติกรรมต่างๆ  จึงเป็นรูปแบบ  แผนปฏิบัติอย่างแนบแน่นเช่นกัน จากตัวอย่างคือ  ทราบเวลาที่ต้องแสดงพฤติกรรมต่างๆ  (ถ้าต้องการกระทำ) คือ  ไปดูหนัง  ขึ้นเครื่อง  ชมข่าวภาคค่ำ  ดูละคร

ช่วงเวลาต้นทุนการเข้าถึงต่ำ  (ปฏิวัติทางเทคโนโลยี)  พบว่า  ตารางเวลาของสิ่งต่างๆ  มีการเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาสั้นๆมาก  ขนาดเป็นชั่วโมง  นาทีก็มี  ทำให้การคาดการณ์อยู่บนพื้นฐานของเวลาปัจจุบันอย่างแนบแน่น  และก่อนหน้าไม่ค่อยมีนัยสำคัญ  พฤติกรรมต่างๆ  จึงไม่มีรูปแบบ  แผนปฏิบัติอย่างแนบแน่นเช่นเดิม  มีลักษะสุ่มมากขึ้น  ทำครั้งเดียวจบ  จากตัวอย่าง  คือ  เช็คเวลาก่อนที่จะแสดงพฤติกรรมต่างๆ  (ถ้าต้องการกระทำ)  ครั้งหน้าก็เช็คเวลาก่อนกระทำไม่สนว่าครั้งที่แล้วจะไปดูหนังตอนกี่โมง  ขึ้นเครื่องตอนกี่โมง  ข่าวภาคค่ำกี่โมง(อาจมีรายการต่างๆ แทรกได้)  เป็นต้น  (จากการทำแบบสอบถามโดยหน่วยงานของสหภาพยุโรปไปยังบริษัทต่างๆ  เพื่อดูรูปแบบการ เปลี่ยนแปลงราคาสินค้าโดยแยกเป็นหมวดต่างๆ  พบว่า  มีแนวโน้มในการเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าในทุกหมวด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดที่ได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์มากที่สุด  การเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเปลี่ยนแปลงของราคาในธุรกิจค้าปลีกเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงภาวะการแข่งขันที่สูงมาก  จนเรียกว่า “Tesco Effect”  เป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถตั้งราคาที่ได้เปรียบในการแข่งขันโดยง่ายมาก  – จาก  โลกาภิวัฒน์ กับ แนวทางการดำเนินนโบายการเงินอนาคต  ของ  triamboy)  พบว่าในสถาณการณ์นี้คือ  การเปลี่ยนแปลง  “เวลา”  เพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขัน  เป็นต้น

ด้วยสาเหตุหลักที่กล่าวมาข้างต้นทั้งสี่ประการล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดต้นทุนการเข้าถึงเปลี่ยนแปลงลดลง  อาทิ  ราคาท่ีลดลง  กฎระเบียบที่ผ่อนคลายความเคร่งครัด รวมถึงการยกเลิกกฎระเบียบ  ข้อมูลที่มากขึ้นและชัดเจน  เป็นต้น  โดยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกวันของทุกปัจจัย  ทำให้ต้นการเข้าถึงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต  ทำให้การคาดการณ์ของมนุษย์มีแนวโน้มที่เป็นพฤติกรรมครั้งเดียวจบมากขึ้น  และมีความสัมพันธ์น้อยลงกับพฤติกรรมก่อนหน้า  ไม่มีรูปแบบปฏิบัติ  หรือแนวโน้มชัดเจน  มีลักษณะสุ่มมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น  พบว่าในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงมากที่ปัจจัยทั้งสี่มีการเปลี่ยนแปลงในอัตราเร็วที่เพิ่มขึ้น  (ไม่จำเป็นต้องทิศทางเดียวกัน)  หรือมีอัตราเร่งเกิดขึ้น  ย่อมส่งผลให้การแสดงออกของพฤติกรรมของมนุษย์มีแนวโน้มที่เป็นพฤติกรรมครั้งเดียวจบ  และไม่มีความสัมพันธ์น้อยลงกับพฤติกรรมก่อนหน้า  ไม่มีรูปแบบปฏิบัติ  หรือแนวโน้ม  มีลักษณะสุ่มอย่างชัดเจน  ยกตัวอย่างเช่น  การไปชมภาพยนตร์ในปัจจุบันนี้  คือเดินไปที่หน้าโรงภาพยนตร์เลยแล้วเลือกเวลาที่ใกล้เคียงสุด  ไม่มีการเช็คเวลา  และไม่สนใจว่าครั้งที่แล้วดูตอนกี่โมง  เพียงแต่่ว่าถ้าไปที่นี้มีเวลาให้เลือกเยอะพอ   หรือยกตัวอย่างอีกกรณี  คือกรณี  ร้านขายปลีกขนาดใหญ่อย่าง  TESCO LOTUS  ซึ่งราคามีการเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมง  ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้คาดหวังว่าราคาสินค้าที่ซื้อจะมีราคาเท่าไหร่  ไม่ต้องเช็คผ่านแคตตาล็อก  เพียงแต่รู้ว่าถ้าไปที่นี้ก็มีของถูก  ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นพฤติกรรมแบบสุ่มนั่นเอง

และสามารถเขียนเป็นแบบจำลองสมการทั่วไปได้ดังนี้

การคาดการณ์  =  ค่าคงที่ + ค่าความคลาดเคลื่อน

(expectation = c + e)  

โดยค่าคงที่นั้นหมายถึง   การคาดการณ์ในระดับพอเพียง   เช่น  คาดว่า  TESCO LOTUS  มีของถูก  คาดว่า  PARAGON CINEPLEX  มีรอบหนังเยอะ  คาดว่าปั๊มมีน้ำมันขาย

ยังงัยแล้วลองพิจารณาเล่นๆ  กับการเปลี่ยนแปลราคาน้ำมันที่ถี่ขึ้นในทุกวันนี้

 

สุดท้ายแล้วเรากำลังสูญเสีย จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์” 

หรือเรากำลังเรียนรู้และสร้างจิตวิญญาณมนุษย์พันธ์ุใหม่

Read Full Post »

triamboy

MAN IS THE ONLY CREATURE THAT CONSUMES WITHOUT PRODUCING


George Orwell in “Animal Farm” 

 

พฤติกรรมมนุษย์นั้นถ้าหากพิจารณาอย่างผิวเผินแล้วกล่าวได้ว่ามีความหลายหลายมากจนหลายคนไม่อยากทำความเข้าใจ  และพยายามค้นหาเหตุเบื้องหลังที่ทำให้ตัวเราเองแสดงพฤติกรรมต่างๆ  ออกมา  ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่าย  การทำบุญ  รวมถึงการช่วยเหลือผู้อื่นในยามปกติ  และเดือดร้อน  ยิ่งคิดแล้วยิ่งปวดหัว  ในตอนแรกนั้นก็มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามศึกษา  นั้นคือ  นักจิตวิทยา  ได้พยายามจำแนกพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็นสองส่วน  ส่วนแรกคือ  พฤติกรรมอัตโนมัติ  หรือไม่สามารถควบคุมได้  เช่น  การสะดุ้งเมื่อโดนของแหลมมีคม  การกระพริตา  เมื่อมีสิ่งกระทบตา  และการจาม  เมื่อมีสิ่งที่มาระคายเคือง  เป็นต้น  และส่วนหลังเป็นพฤติกรรมที่สาามรถควบคุมได้โดยสติของมนุษย์  ประกอบด้วย  ปัญญา  และอารมณ์  แต่นักจิตวิทยาเชื่อว่าส่วนหลัง-อารมณ์-นั้นมีอิทธิพลมากกว่าปัญญา  ทำให้เราทุกคนยังคงมีโลภ  โกรธ  หลง  อย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง  และหลุดพ้นได้

 

ในอีกมุมมองหนึ่งข้าพเจ้าขอนำเสนอการพิจารณาพฤติกรรมมนุษย์ภายใต้กรอบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรม  และต้นทุน  โดยพิจารณาเงื่อนไขของพฤติกรรมส่วนหลัง  หรือพฤติกรรมที่ควบคุมได้โดยสติมนุษย์  ดังนี้

 

พฤติกรรมของมนุษย์นั้นมาจากการตัดสินใจของตัวมนุษย์เอง  ซึ่งมีแรงจูงใจเป็นปัจจัยกำหนดสำคัญต่อการตัดสินใจ  ซึ่งกำหนดพฤติกรรมในที่สุด  แรงจูงใจนั้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับต้นทุนของที่เกี่ยวเนื่องกับการตัดสินใจ  ซึ่งการตัดสินใจแต่ละเรื่องของมนุษย์นั้นจะมีทางเลือกต่างๆ  โดยเลือกทางเลือกที่ตอบจุดประสงค์หลักของการตัดสินใจนั้น  คือ  ทางเลือกที่มีผลได้มากที่สุด  หรือไม่ก็มีผลเสียน้อยที่สุด  โดยมีต้นทุนที่เกี่ยวข้อง 2  ส่วน  ดังนี้

 

1.  ต้นทุนการเข้าถึง (Access Cost)  หมายถึงต้นทุนที่ให้  หรือสร้างโอกาสแก่ผู้บริโภค  เป็นเงื่อนไขที่ใช้ประกอบการตัดสินใจหรือเรียกได้ว่าแรงจูงใจ  ก่อนที่จะนำไปสู่การตัดสินใจ  เพื่อแสดงพฤติกรรมออกมาทางใดทางหนึ่ง  ยกตัวอย่างเช่น


ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคสบู่  คือ  ต้นทุนการได้มาซึ่งข้อมูล อาทิ  ฉลากบอกประโยชน์  ส่วนประกอบ  เป็นต้น  ราคา

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคกฎหมาย  คือ  ต้นทุนการรวบรวมจำนวนคนเพื่อลงชื่อเสนอร่างกฎหมาย

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคความมั่นคงของประเทศ หรือการไม่มีสงคราม  คือ  ต้นทุน หรือราคาอาวุธยุทโธปกรณ์

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคเพื่อน(มีเพื่อน)  คือ  ต้นทุนการรู้จักกันครั้งแรก  ความยากง่ายในการทำความรู้จัก

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคบุญ  คือ  ต้นทุน  หรือราคาสิ่งของที่บริจาคให้แก่กัน  ความยากง่ายของการบริจาค

ฯลฯ

 

หากให้เข้าใจง่ายมากขึ้นลองพิจารณาดูว่าเราต้องการ(บริโภค)อะไร  แล้วพิจารณาว่าความต้องการนั้นต้องได้มาซึ่งอะไรบ้าง  เพื่อบรรลุความต้องการนั้น  ทั้งนี้สินค้าบางอย่างขึ้นกับมุมมองของสังคม  โดยเฉพาะสินค้าทางสังคม  ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อบริบทเปลี่ยนไปตามกาล  เช่น  ถ้าสังคมมองว่าการบริจาคเลือดเป็นการทำบุญ  นั่นคือ  การที่เราสามารถไปบริจาคเลือดเพื่อทำบุญ  เป็นต้นทุนการเข้าถึงการทำบุญ  ซึ่งในอนาคตสังคมอาจให้คุณค่าอย่างอื่นที่ต้นทุนการเข้าถึงต่ำ หรือสูงกว่านี้เป็นการทำบุญ   ยังงัยเสียแล้วลองฝึกใช้กับตัวอย่างข้างต้นดู

 

โดยส่วนใหญ่แล้วจะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนการเข้าถึง  และแรงจูงใจของมนุษย์มีความสัมพันธ์ตรงข้าม  นั่นคือ  ถ้าต้นทุนการเข้าถึงลดลง  แรงจูงใจของมนุษย์ในการเข้าหาสิ่งนั้นมากขึ้น  หรือในทางกลับกันถ้าต้นทุนการเข้าถึงเพิ่มขึ้น  แรงจูงใจของมนุษย์ในการเข้าหา  หรือให้ความสนใจสิ่งนั้นลดลง  จากตัวอย่างข้างต้นพบว่า

 

ต้นทุนในการเข้าถึงของผู้บริโภคสบู่ลดลง  ไม่ว่าจะสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง  หรือหลายสาเหตุ  เช่น  ราคาลดลง  ข้อมูลฉลากชัดเจน  มีคุณสมบัติแตกต่างชัดเจน  มีการจัดวางในชั้นวางที่สดุดตา  เป็นต้น  พบว่าผู้บริโภคจะมีแรงจูงใจเข้าหา  ให้ความสนใจสบู่นั้นมากขึ้น  หรือในทางกลับกันลดลง

ต้นทุนในการเข้าถึงการบริโภคกฎหมายลดลง  ด้วยสาเหตุต่างๆ  เช่น  จำนวนผู้เข้ารายชื่อเสนอร่างกฎหมายลดลง  หรือความเข้าใจง่ายของกฎหมาย  เป็นต้น  พบว่าผู้บริโภคกฎหมายมีแรงจูงใจที่จะเสนอร่างกฎหมาย  หรือศึกษา  พิจารณากฎหมายมากขึ้นตามลำดับ

ต้นทุนการเข้าถึงการบริโภคความมั่นคงของประเทศ  หรือการไม่มีสงครามลดลง  ด้วยสาเหตุดังตัวอย่างนี้  คือ  ราคาอาวุธยุทโธปกรณ์ลดลง  หรือประเทศเพื่อนบ้านมีความมั่นคั่ง  เสถียรภาพมากขึ้น  เป็นต้น  ทำให้ผู้บริโภคความมั่นคงของประเทศมีแรงจูงใจหาอาวุธเพิ่มมากขึ้น  หรือมีแรงจูงใจที่จะเข้าหาเพื่อนบ้านเพื่อยกระดับคุณภาพความเป็นอยู่มากขึ้นสำหรับกรณีหลัง

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคเพื่อนลดลง  ไม่ว่าสาเหตุใดตามตัวอย่าง  เช่น  การเปิดรับเพื่อนของผู้บริโภค  การเปิดรับเพื่อนของเพื่อน  เป็นต้น  พบว่าผู้บริโภคเพื่อนมีแรงจูงใจเข้าหาเพื่อนมากขึ้น

ต้นทุนการเข้าถึงของผู้บริโภคบุญลดลง  เช่น  การเปลี่ยนบรรทัดฐานการบริจาคเลือดเป็นการทำบุญ  หรือการงดเหล้าเข้าพรรษาเป็นการได้บุญ  เป้นต้น  พบว่าผู้บริโภคบุญมีแรงจูงใจในการบริจาคเลือดมากขึ้น  หรืองดเหล้าในช่วงเข้าพรรษามากขึ้นเพื่อบริโภคบุญ

 

2.  ต้นทุนการบริโภคสะสม  (Accumulated Consumption Cost or Expense)  คือ  ต้นทุนเนื่องมาการบริโภคสิ่งนั้นๆ  หรือการที่ได้ตอบสนองความต้องการด้วยสิ่งๆหนึ่ง  ซึ่งต้นทุนการบริโภคความต้องการแต่ละอย่างต้องเป็นต้นทุนหลายครั้งต่อเนื่องกัน (Flow)  แล้วสะสมไปเรื่อยๆ (Accumulation)  จากตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วสามารถแสดงต้นทุนการบริโภคสะสมได้ดังนี้


ต้นทุนการบริโภคสะสมสบู่  คือ  มูลค่าสบู่ทั้งหมดที่บริโภค  (ปริมาณคูณราคา)

ต้นทุนการบริโภคสะสมกฎหมาย  คือ  ต้นทุนทั้งหมดตั้งแต่การเสนอร่างกฎหมาย  กระทั่งได้รับการพิจารณา (ไม่ว่าจะผ่านความเห็นชอบหรือไม่จากรัฐสภา) จากรัฐสภา  รวมถึงการประกาศและบังคับใช้

ต้นทุนการบริโภคสะสมความมั่นคง  คือ  มูลค่าอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จัดซื้อทั้งหมด

ต้นทุนการบริโภคสะสมเพื่อน  คือ  ต้นทุนจากการกระทำสิ่งต่างๆแก่เพื่อน  เช่น  ให้เพื่อนยืมสมุดจดไปถ่ายเอกสาร  ให้เวลาเพื่อนไปเตะบอล  เล่นเกมส์  ดื่มเหล้าเมื่อเพื่อนชวน  ให้คำปรึกษาต่างๆ  เป็นต้น

ต้นทุนการบริโภคสะสมบุญ  คือ  มูลค่าของเลือดที่บริจาค  เวลาที่เสีย  เป็นต้น

 

จะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนการบริโภคสะสม  และแรงจูงใจสู่การแสดงพฤติกรรมบริโภคนั้นมีความสัมพันธ์ทางเดียวกัน  คือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมลดลง  แรงจูงใจการแสดงพฤติกรรมนั้นลดลง  หรือในทางกลับกันเมื่อต้นทุนการบริโภคสะสมนั้นเพิ่มขึ้น  แรงจูงใจในการแสดงพฤติกรรมนั้นเพิ่มขึ้น   สามารถอธิบายตัวอย่างข้างต้นได้ดังนี้

 

ต้นทุนในการบริโภคสะสมสบู่ยี่ห้อเดิมมากขึ้น (ใช้มาตลอด)  แรงจูงใจในการบริโภคสบู่ยี่ห้อเดิมมากขึ้น  หรือในทางกลับกัน

ต้นทุนในการบริโภคสะสมกฎหมายมากขึ้น (ผลักดัน  ทำวิจัย  หรือเครื่องมืออื่นๆ) แรงจูงใจในการบริโภคกฎหมายนั้นมากขึ้น  หรือ…

ต้นทุนในการบริโภคสะสมความมั่นคงมากขึ้น  (สะสมอาวุธมาก)  แรงจูงใจในการบริโภคความมั่นคงมากขึ้น  หรือ…

ต้นทุนในการบริโภคสะสมเพื่อนมากขึ้น  (ผูกพันธ์มาก)  แรงจูงใจในการบริโภคเพื่อนมากขึ้น  หรือ…

ต้นทุนในการบริโภคสะสมบุญมากขึ้น  (สั่งสมบุญมาก)  แรงจูงใจในการบริโภคบุญมากขึ้น

หลังจากที่ได้อธิบายต้นทุนทั้งสองมาอย่างละเอียดแล้ว  จะได้กล่าวถึงส่วนของการวิเคราะห์

 

การวิเคราะห์  และสรุปผล

ถ้าหากเราตั้งจุดประสงค์ของการตัดสินใจ  หรือของแสดงออกพฤติกรรมแล้ว  กระบวนการในการสร้างแรงจูงใจเพื่อตอบสนองการตัดสินใจ  หรือการแสดงพฤติกรรม  โดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุนทั้งสอง  สามารถอธิบายได้  4  ทางเลือกดังนี้

 

1.  ต้นทุนการเข้าถึง  และต้นทุนการบริโภคสะสมลดลง  พบว่า  ผู้บริโภคมีแรงจูงใจที่จะเข้าหา  หรือสนใจสิ่งนั้น  แต่หลังจากบริโภคสิ่งนั้นแล้วมีแรงจูงใจที่จะบริโภคลดลง  เช่น  การบริโภคกฎหมายเมืองไทยเสนอร่างกฎหมายโดยประชาชน  ทำให้เกิดการบิดเบือนพฤติกรรมผู้เสนอร่าง  และผู้รับร่าง  โดยผู้รับร่างอาจตั้งใจสร้างความปั่นป่วนแก่สังคมได้  และไม่จำเป็นต้องผลักดันให้ผ่าน  ในทางกลับกันผู้รับร่างอาจบิดเบือน  แก้ไขกฎหมายที่รับมาจากประชาชน  แล้วผ่านรัฐสภา  หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือ  การศึกษาไทย  พบว่า นักเรียนมีสถานศึกษาให้เลือกมากมายทั้งของรัฐ  และเอกชน  ใกล้บ้านและไกลบ้าน  ทำให้นักเรียน  นักศึกษาแค่เข้าไปเรียนโดยไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา  มีการหนีเรียน  ไม่สนใจการสอน  อาจารย์ก็มีเวลาว่างทำอย่างอื่นมากขึ้นเพราะนักเรียน  นักศึกษาแสดงพฤติกรรมให้เห็นว่าไม่ต้องสอนมากก็ได้ไม่ต้องการ  หรือการบริโภคเพื่อนก็เช่นกันถึงแม้นจะเปิดรับเพื่อนใหม่  แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์่ต่อมามากขึ้น  ในที่สุดแล้วก็ไม่สนิทกัน  (บริโภคลดลง)

 

2.  ต้นทุนการเข้าถึง  และต้นทุนการบริโภคสะสมเพิ่มขึ้น  พบว่า  ผู้บริโภคมีแรงจูงใจน้อยที่จะเข้าถึง  สนใจสิ่งนั้น  หรือไม่คำนึงถึงเลย  แต่ผู้ที่เข้าไปแล้วพบว่ากลับมีการบริโภคสิ่งนั้นมากขึ้น  ตัวอย่างเช่น  การบริโภคเพื่อนที่ไม่ได้เปิดรับเรามาก  ทำให้เพื่อนจำนวนมากไม่ค่อยได้เข้าหา  แต่เมื่อได้มีโอกาสทำความรู้จัก  และสานปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องแล้วไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม  การบริโภคเพื่อนก็เพิ่มมากขึ้น  (สนิทกันมาก ไปมาหาสู่บ่อย  ปรึกษาได้ทุกเรื่อง)    อีกตัวอย่างคือ  การศึกษาของสถานศึกษาที่มีคุณภาพ  ชื่อเสียง  นักเรียน  นักศึกษาจำนวนมากไม่คิดแม้กระทั่งจะมาสอบ  หรือมาเลือก  มีเพียงคนจำนวนน้อยของสัมคม  มีแรงจูงใจต้องพยายามสอบให้ผ่านการคัดเลือกเพื่อที่จะได้เข้าไปเรียน  เมื่อเข้าได้แล้วต้องพยายามเรียนอย่างแข็งขัน  และแข่งขัน  เพราะต้นทุนการบริโภคสูงเนื่องมาจากการแข่งขัน  (ต้องแข่งสะสมความรู้  ไม่ว่าผ่านเครื่องมือใดก็ตามที)

 

3.  ต้นทุนการเข้าถึงเพิ่มขึ้น  และต้นทุนการบริโภคสะสมลดลง  พบว่า  ผู้บริโภคส่วนมากมีแรงจูงใจจะไม่เข้าหา หรือเกือบจะไม่ให้ความสนใจ  หรือไม่คิดถึงเลย  และสำหรับคนที่ได้บริโภคแล้ว  ก็จะบริโภคลดลง  เช่น  การบริโภคกฎหมายเสนอร่างกฎหมายโดยประชาชนก่อนปี  พ.ศ.  2540  เนื่องจากไม่มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนโดยตรงสามารถเสนอร่างกฎหมายได้  ทำให้ไม่มีประชาชนคนไหนมีแรงจูงใจที่จะไปเสนอร่างกฎหมาย  และอาจจะไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย  และคนที่พยายามก็ตามถึงแม้นจะเสนอผ่านตัวแทนโดยการเลือกตั้ง  ก็ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายนั้นจะไปถึงฝั่งเพราะต้นทุนการบริโภคต่ำหมายถึงเราไม่สามารถเข้าไปบริโภคได้เลย  จะทำให้ต้นทุนการบริโภคสูงยังงัยก็ไม่สูง  เพราะส.ส.ทำหน้าที่นี้  ยังไงแล้วก็สามารถแก้ไข  กฎหมายตามที่ตนเองต้องการได้  ทำให้บิดเบือนความต้องการของประชาชนได้  สุดท้ายแล้วประชาชนบริโภคกฎหมายลดลง

 

4.  ต้นทุนการเข้าถึงลดลง  และต้นทุนการบริโภคสะสมเพิ่มขึ้น  พบว่า  ผู้บริโภคมีแรงจูงใจที่จะเข้าถึง  สนใจสิ่งนั้น  และเมื่อได้บริโภคแล้วมีแรงจูงใจบริโภคมากขึ้น  เช่น  สบู่ที่มีความแตกต่างโดดเด่น  ราคาถูกก็ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค  เมื่อผู้บริโภคใช้ไปเรื่อยๆก็มีความเคยชินก็จะยังคงบริโภคไปเรื่อยๆ  หรือตัวอย่างระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกา  พบว่าต้นทุนการเข้าถึงลดลง  จากสาเหตุ  สถานศึกษาที่เพียงพอ และมีมาตรฐาน  การให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา  วัฒนธรรมการให้ทิปส์แก่เด็กๆที่ทำงาน  ทำให้ผู้บริโภคมีแรงจูงใจมากขึ้นที่เข้าถึงการเรียน  การศึกษา  และเมื่อบริโภคแล้วมีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นที่จะตั้งใจเรียน  ศึกษาหาความรู้จนจบ  เพราะส่วนหนึ่งตระหนักถึงค่าเล่าเรียนที่สูง  (เดิมพันสูง)  ส่วนหนึ่งคือความสำคัญของการศึกษา

 

จากการวิเคราะห์ต้นทุนทั้งสอง  และยกตัวอย่าง  สามารถสรุปได้ว่า  แนวทางการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้มีการแสดงพฤติกรรมตรงกับวัตถุประสงค์  เจตนารมย์  และไม่บิดเบือนขึ้นกับเงื่อนไข 2  ประการ  ดังนี้

1.  เงื่อนไขพอเพียง  คือ  ต้นทุนการเข้าถึงลดลง – มีการให้โอกาสในการเข้าถึงสิ่งต่างๆ  อย่างทั่วถึง  และเท่าเทียมกัน

2.  เงื่อนไขจำเป็น  คือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมเพิ่มขึ้น – มีการสะสม  สั่งสมการบริโภคสิ่งต่างๆ อย่างต่อเนื่อง  รวมถึง การคิดค้น  ความพยายาม  ผลักดัน และการมีส่วนร่วม

 

ยกตัวอย่าง

ทุกประเทศต้องการบริโภคความมั่นคง  ไม่มีสงคราม  เพราะฉะนั้นผู้ผลิตต้องจำหน่ายอาวุธยุทโธปกรณ์ในราคาที่แต่ละประเทศสามารถยอมรับได้ (ต่อรองได้- อย่างเช่นปัจจุบัน  การซื้อขายแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล)  นั่นคือ  ทำให้แต่ละประเทศมีแรงจูงใจ  สนใจอาวุธ  แล้วทุกประเทศต้องมีการจัดซื้ออาวุธสงครามอย่างต่อเนื่อง  หรือสะสมอาวุธนั่นเอง  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วทุกประเทศก็จะต้องการบริโภคความมั่นคงมากขึ้น  ไม่อยากมีสงครามมากขึ้น  (เดิมพันมากขึ้น – แรงจูงใจในการบิดเบือนพฤติกรรมลดลง)  ในทางกลับกันถ้ามีการทำสงคราม  นั่นคือ  การนำมาสู่การสูญเสียเดิมพันจำนวนมากในพริบตาก็เป็นได้


สุดท้ายแล้วก็คือการบริโภคอย่างไม่หยุดยั้ง

Read Full Post »