Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ’

กรณีศึกษา การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม พ.ศ.2546

torplus

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมาในสังคมไทยตั้งแต่เริ่มมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดนั่นคือการทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งนี้เนื่องจากอำนาจในการปกครองประเทศมักตกอยู่ในมือกลุ่มผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่กลุ่มที่มีผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน1 หรือเป็นเพราะประชาชนชาวไทยยังไม่มีความเข้าใจถึงอำนาจหน้าที่ของตนในการปกครองระบอบนี้ ตลอดเวลาที่ดำเนินมาถึงปัจจุบัน ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบด้านลบต่อประเทศชาติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ผลร้ายอย่างชัดเจนก็คือการดูดเงินที่สามารถนำไปสร้างสาธารณะประโยชน์แก่สังคมให้ไปสู่กลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เป็นการส่งผลกระทบภายนอกในทางลบแก่สังคม (Negative external benefit) เมื่อมีเงินรั่วไหลออกไปในการดำเนินงานของโครงการต่างๆ นั่นคือการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการดำเนินงาน ประชาชนผู้ซื้อสินค้าและใช้บริการก็จะต้องจ่ายค่าบริการต่างๆในราคาแพงขึ้น เป็นการลดทอนอัตราความเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจได้ ส่งผลกระทบไปถึงระบบการปกครองบ้านเมือง นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังค่านิยม และวัฒนธรรมที่เห็นประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้องของตนเป็นตัวอย่างที่ผิดๆแก่เยาวชนและคนทั่วไปในสังคมอีกด้วย

 

การทุจริตคอร์รัปชั่นโดยทั่วไปนั้น มีสาเหตุและกระบวนการอยู่ด้วยกัน 3 ประการ เริ่มจากการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม (Conflict of Interest) กระบวนการนี้เกิดขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่งเข้ามามีตำแหน่ง หน้าที่ และอำนาจที่สามารถบิดเบือนเป้าหมายที่แท้จริงแต่เดิมของกิจการหรือโครงการต่างๆเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องได้ หลังจากการขัดกันของผลประโยชน์นี้เกิดขึ้น บุคคลนั้นก็จะทำการแสวงหาค่าเช่า (Rent seeking) นั่นคือการแสวงหาผลประโยชน์จากการสร้างความเหนือกว่าแก่ผู้ใดผู้หนึ่งในตลาดการแข่งขัน ซึ่งมักเป็นการสร้างการผูกขาด หรือกึ่งผูกขาด ตามมาด้วยกระบวนการสุดท้ายคือการกระจายผลประโยชน์ (Diversification) ซึ่งกระบวนการนี้นับเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะถึงแม้จะเกิดกระบวนการทั้งสองกระบวนการแรก แต่สามารถกระจายผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นให้แก่ประชนชนทุกคนในระบบเศรษฐกิจนั้น การกระทำดังกล่าวก็ไม่ถือเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด

 

ที่กล่าวมานั้นเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นในรูปทั่วไป อย่างไรก็ตามในปัจจุบันที่มาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีการปรับปรุงมากขึ้น รูปแบบของการทุจริตคอร์รัปชั่นจึงมีการพัฒนาปรับตัวไปเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปรามปรามนั้นด้วย เหมือนดั่งเชื้อโรคที่มีการพัฒนาตัวเองเพื่อต้านทานกับยาปฏิชีวนะอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ในปัจจุบันเราจึงได้ยินคำว่า “การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” อย่างหนาหู ซึ่งการคอร์รัปชั่นรูปแบบนี้มีการพัฒนาสลับซับซ้อนขึ้นมาก จนแม้ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังไม่สามารถชี้ชัดหรือเอาผิดกับกรณีต่างๆที่เข้าข่ายการคอร์รัปชั่นประเภทนี้ได้ ดังกรณีที่ผู้วิจัยจะได้นำมาเสนอในบทความนี้ คือเรื่องการจัดเก็บภาษีในกิจการโทรคมนาคม เมื่อปีพ.ศ.2546

 

การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคมนี้ หากมองเพียงผิวเผินก็จะดูเป็นการสร้างผลประโยชน์ให้แก่สังคมโดยรวม เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการผูกขาดกิจการการให้บริการโทรคมนาคม 2 ประเภทคือ โทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์พื้นฐาน เป็นแนวทางในการแปรสัญญาสัมปทาน หรือยกเลิกสัญญาสัมปทานการให้บริการโทรคมนาคมของบริษัท ทีโอที จำกัด (ทศท.) และ บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (กสท.) เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรมในตลาด2 แนวคิดนี้ถูกเสนอขึ้นมาโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อการศึกษาการยกเลิกสัมปทานที่มีมา 2 แนวทางไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากแนวทางหนึ่งเอกชนต้องจ่ายค่าชดเชยสำหรับการยกเลิกสัญญาเป็นมูลค่าสูงมาก3 ในขณะที่อีกแนวทางหนึ่งก็คิดค่าชดเชยต่ำจนเกินไปจนได้รับการคัดค้านว่า จะทำให้รัฐเสียประโยชน์4

 

ตามที่ได้กล่าวมาว่าหากมองเพียงผิวเผินนโยบายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมนั้นน่าจะให้ผลประโยชน์ต่อทั้งผู้ให้บริการและผู้บริโภคมากกว่า เมื่อตลาดกิจการโทรคมนาคมมีการแข่งขันกันอย่างเสรี แต่การออกนโยบายนี้ของรัฐบาลมีขั้นตอนและกระบวนการที่ส่อให้เห็นถึงการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้อง และเป็นการสร้างผลกระทบด้านลบต่อทรัพย์สินสาธารณะ ซึ่งจะเห็นได้จากข้อสังเกตดังต่อไปนี้

 

ข้อสังเกตแรก เมื่อแรกเริ่มการกำหนดนโยบาย คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2546 อนุมัติพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตสูงถึงร้อยละ 50 ของรายได้จากการให้บริการ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 ได้ปรับลดอัตราการจัดเก็บภาษีเหลือร้อยละ 2 สำหรับการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน และร้อยละ 10 สำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นแนวทางการเปิดเสรีในกิจการโทรคมนาคมทั้งๆที่ ประเทศไทยนั้นมีความผูกพันตามข้อตกลงการเปิดเสรีบริการโทรคมนาคมภายในสิ้นปี 2549 ตามกรอบข้อตกลงที่มีกับองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) เฉพาะกิจการ โทรเลข เทเล็กซ์ เท่านั้น แนวทางที่รัฐบาลต้องการเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมนี้จึงเป็นการเกินกว่ากรอบความผูกพันที่มีตามข้อตกลงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ในช่วงระหว่างที่มีการพิจารณา ได้มีการคัดค้านจากหลายส่วนงานที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม เนื่องจากเห็นว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตนั้นไม่ควรจัดเก็บจากบริการโทรศัพท์เนื่องจากไม่ได้เข้าข่ายสินค้าฟุ่มเฟือยที่จะต้องเก็บภาษี นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มต้นทุนของผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้ามาให้บริการแข่งขัน ซึ่งเป็นการขัดกับแนวทางการสร้างการแข่งขันอย่างเสรีในกิจการนี้อีกด้วย

 

ข้อสังเกตที่สอง เมื่อต่อมาเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดแนวทางการหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องส่งให้แก่รัฐวิสาหกิจที่ได้รับสัมปทานกิจการโทรคมนาคม นั่นคือกำหนดให้เอกชนที่จ่ายส่วนแบ่งรายได้สามารถนำเงินที่จ่ายภาษีไปหักลดจากส่วนแบ่งรายได้ที่จะส่งให้รัฐวิสาหกิจได้ เช่น บริษัทเอไอเอส เดิมจ่ายส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 25 ให้กับ ทศท.ในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็ให้แบ่งเป็นจ่ายส่วนแบ่งให้กับ ทศท.ร้อยละ 15 และจ่ายภาษีสรรพสามิตร้อยละ 10 ซึ่งทำให้บริษัทผู้ได้รับสัมปทานในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ต้องสูญเสียรายได้จากส่วนแบ่งรายได้นี้ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2549 เป็นจำนวนเงินกว่า 47,262 ล้านบาท ทำให้ทั้ง ทศท.และ กสท.เกือบถึงภาวะล้มละลายทีเดียว และหากยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมนี้ไปก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้จัดเก็บของรัฐบาลมากนักเพราะทั้งสองบริษัทที่ได้รับสัมปทานกิจการโทรคมนาคมไปจะต้องจ่ายเงินปันผลคืนแก่กระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อยู่แล้วในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน ส่วนในแง่ของบริษัทผู้ได้สัมปทานก็จะได้มีเม็ดเงินมาใช้จ่ายในการบริหารก่อนจะส่งคืนสู่รัฐ

 

ข้อสังเกตที่สาม เมื่อคณะรัฐมนตรีมีการตีความพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมกำหนดให้รัฐวิสาหกิจต้องเสียภาษีดังกล่าวตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้อีกด้วย เท่ากับต้องเสียภาษีจากรายรับในกิจการของตนเอง และเสียภาษีแทนเอกชนไปพร้อมกัน ในกรณีของ ทศท.ต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติมอีกกว่า 735 ล้านบาท ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อรัฐวิสาหกิจอย่างชัดเจน โดยกรมสรรพสามิตได้ให้ข้อแก้ต่างว่า ทศท.เป็นผู้ประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตหรือสัมปทานจากรัฐจึงมีหน้าทีเสียภาษีทั้งหมดซึ่งขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ว่าผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานภาครัฐหรือ ภาคเอกชน มีหน้าที่จะต้องชำระภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมโดยถ้วนทั่ว และเสมอหน้ากัน (Equality before The Law)

 

ข้อสังเกตสุดท้าย เมื่อบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญากับ กสท.ได้ฉวยโอกาสนำภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากเงินค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Access Charge) ทั้งที่สัญญาการเชื่องโยงโครงข่ายไม่ได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานตามขอบเขตที่คณะรัฐมนตรีกำหนดไว้แต่ประการใด ซึ่งความสูญเสียของ กสท.นี้นับเป็นเงินถึงกว่า 6,150 ล้านบาททีเดียว

 

ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ มีข้อต้องคำนึงด้วยว่า ผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์เป็นอันมากในกรณีนี้คือ ทศท.และ กสท.ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ นั่นก็คือประชาชนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เมื่อบริษัททั้งสองสูญเสียผลประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน ก็เท่ากับประชาชนเป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์เหล่านั้นให้กับบริษัทเอกชนเพียงไม่กี่บริษัท นอกจากนี้ในขณะที่มีมติของคณะรัฐมนตรีนี้ออกมา ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเคยเป็นผู้บริหาร และถือหุ้นในบริษัทเอไอเอส ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่ได้รับผลประโยชน์จากพระราชกำหนดนี้ไปอย่างน้อย 29,121 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์การเข้าข่ายทุจริตคอร์รัปชั่นที่กล่าวไว้ในด้านบนแล้วพบว่า เกณฑ์การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม เนื่องจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นอดีตผู้บริหารและถือหุ้นของบริษัทเอไอเอส ซึ่งได้รับผลประโยชน์ไปอย่างมากจากพระราชกำหนดนี้ และเป้าหมายที่แท้จริงของพระราชกำหนดที่ต้องการให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีในกิจการโทรคมนาคม ถูกบิดเบือนให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตซึ่งนับเป็นต้นทุนสำหรับบริษัทขนาดเล็กที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาด จึงถือว่าเข้าข่ายเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม เกณฑ์การแสวงหาค่าเช่าพบว่าการที่สร้างผลประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชน เหนือประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจที่ได้รับสัญญาสัมปทานกิจการโทรคมนาคม และพระราชกำหนดนี้ยังเป็นการกีดกันการเข้ามาแข่งขันใหม่ของบริษัทอื่นๆอีกด้วย จึงเป็นการสร้างผลตอบแทนแก่บริษัทเอกชนกลุ่มนี้เหนือกว่าที่มีการแข่งขันอย่างเสรี เป็นการเข้าข่ายการแสวงหาค่าเช่า เกณฑ์สุดท้ายคือการกระจายผลประโยชน์ เป็นประเด็นที่มีความน่าสนใจมากตรงที่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ตกอยู่กับใครคนหนึ่งคนเดียว หรือบริษัทแห่งเดียว แต่ตกกลับบริษัทเอกชนที่ให้บริการโทรคมนาคมหลายบริษัท ได้แก่ เอไอเอส ดีแทค ทรู ทีทีแอนด์ที และดีพีซี ซึ่งบริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีเจ้าของเดียวกัน และเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกันด้วย ดังนั้นผู้ที่สร้างการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม และแสวงหาค่าเช่าจึงตอบได้ว่าเขาได้สร้างผลประโยชน์ให้แก่ทุกบริษัทในกิจการโทรคมนาคมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ได้ให้แก่พวกพ้องของตนอย่างเดียว ประเด็นนี้จึงทำให้กรณีศึกษานี้แตกต่างไปจากการทุจริตคอร์รัปชั่นในรูปแบบทั่วๆไป ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ากรณีศึกษานี้เข้าข่าย “การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” ทั้งนี้ผู้วิจัยเชื่อว่ายังมีเกณฑ์อื่นอีกทีสำคัญในการกำหนดกรอบลักษณะ และความหมายของการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย แต่ทั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการค้นคว้าวิจัยของผู้วิจัย5

 

จากเหตุผลทั้งหลายที่ได้กล่าวมาจึงทำให้มีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาขอให้พิจารณาส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่าพระราชกำหนดดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ โดยมีประเด็นส่งพิจารณาด้วยกัน 3 ประเด็น

 

ประเด็นแรกคือการขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา40 วรรคหนึ่ง เพราะ รัฐใช้กลไกทางภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพในการใช้สอยทรัพยากรการสื่อสารของประชาชน

 

ประเด็นที่สองพิจารณาว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคมโดยกระทรวงการคลังเป็นการแทรกแซงอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ที่ได้รับอำนาจให้ควบคุมกิจการโทรคมนาคมทั้งหมดโดยรัฐธรรมนูญ

 

ประเด็นสุดท้ายกล่าวถึงการที่การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตนี้เป็นการสร้างต้นทุนต่อหน่วยการให้บริการของผู้ประกอบการรายใหม่ที่สูงกว่าผู้ประกอบการรายเก่าซึ่งได้สิทธิพิเศษจากสัญญาร่วมการงาน มีฐานลูกค้าและพัฒนาเครื่องหมายการค้าแล้ว จึงเป็นการขัดต่อหลักเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา50

 

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2548 เห็นว่า

 

ประเด็นที่หนึ่ง การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเป็นเรื่องการดำเนินการทางนโยบายของฝ่ายบริหารเพื่อจัดหารายได้เข้ารัฐ มิได้เป็นการริดรอนสิทธิและเสรีภาพการใช้ประโยชน์สาธารณะจากทรัพยากรสื่อสารของชาติแต่อย่างใด

 

ประเด็นที่สอง การตราพระราชกำหนดเก็บภาษีสรรพสามิตนั้น มิใช่การกำหนดเงื่อนไขที่ใช้ในการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการ ซึ่งเป็นอำนาจของ กทช.จึงมิใช่การใช้อำนาจซ้ำซ้อนหรือแทรกแซงการใช้อำนาจของ กทช.

 

ประเด็นที่สาม การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งมีมาตรการรองรับในการขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันและการคุ้มครองของผู้บริโภค

 

ตุลาการเสียงข้างมาก 11 คนจึงวินิจฉัยว่าไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ

 

ตุลาการเสียงข้างน้อย 3 คน วินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการแทรกแซงการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเป็นการกีดกันเสรีภาพในการประกอบกิจการและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ตลอดจนกระทบกระเทือนถึงสัมปทานซึ่งมีผลสมบูรณ์อยู่แล้วขณะที่ประกาศใช้

 

ตุลาการอีก 1 คน วินิจฉัยให้ยกคำร้อง

 

ล่าสุดศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งรับฟ้องกรณีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อกล่าวหามีการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดกรณีใช้อำนาจหน้าที่ในการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต โดยศาลฯนัดเปิดคดีครั้งแรกในวันที่ 15 ตุลาคม 2551 อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังไม่ได้เข้ามาตามหมายเรียกของศาล และคดีก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาหรือไต่สวนแต่อย่างใด

 

นี่จึงเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าความครอบคลุมของกฎหมายไทยยังไม่กว้างพอที่จะเอาผิดกับการทุจริตคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายที่สลับซับซ้อนเช่นนี้ได้ ทั้งนี้เนื่องจากความไม่ชัดเจนในประเด็นการกระจายตัวของผลประโยชน์ที่แม้จะเอื้อผลประโยชน์แก่พวกพ้องตนเองจริง แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการนั้นด้วย และการที่จุดประสงค์ของนโยบายเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม แต่แท้จริงแอบแฝงผลประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้องไว้โดยไม่เปิดเผย จึงสำคัญมากที่จะต้องมีการศึกษา วิจัยลักษณะและความหมายของการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำไปพัฒนามาตรฐานการป้องกันและปรามปรามการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ทำให้นโยบายอื่นๆในอนาคตเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง ไม่มีการเอื้อผลประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งอย่างแอบแฝงอีกต่อไป

โฆษณา

Read Full Post »

recommendare

บันทึก

จากกิจกรรม  เสวนาหัวข้อ “นิติรัฐ  กับ  สังคมไทย”

งานสัมมนาใหญ่ประจำปีครั้งที่ 1 ของสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย

ณ  โรงแรมสยามซิตี พญาไท   วันที่  16-17  ธันวาคม  2551

บรรยาย  โดย

นายจรัญ ภักดีธนากุล                      ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายอุระ หวังอ้อมกลาง                    อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ

นายสุเมธ ตันติเวชกุล                      นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

ศาสตราจารย์ ดร.นันวัฒน์ บรมานันท์  คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศาสตราจารย์ ดร. บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กล่าวดังนี้

 

นายจรัญ ภักดีธนากุล

นายจรัญ  กล่าวถึงการแก้ปัญหาทางการเมืองว่า มี  4  หัวข้อใหญ่ๆ ได้แก่

1.ประชาธิปไตย 

2.รัฐธรรมนูญ

3.การเมือง

4.ศาลรัฐธรรมนูญ

นายจรัญ กล่าวถึงประชาธิปไตยว่า เป็นระบอบการที่ยึดถือเอาประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลัก ไม่ใช่ ทหาร ข้าราชการ หรือแม้กระทั่งกลุ่มศาลตุลาการ หรือนักลงทุน ใดๆ และไม่ใช่ของนักการเมืองอย่างแน่อนอน เพราะฉะนั้นนักการเมืองควรจะยึดหลักของการทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ไม่ใช่ยึดอำนาจเอาไว้เสียเอง โดยเฉพาะนักการเมืองที่มาจากเสียงของประชาชน ควรจะยิ่งทำเพื่อประชาชน เพราะถ้าหากปฏิบัติได้เช่นนี้ ปัญหาในในบ้านเมืองจะแก้ไขได้อย่างแน่นอน

 

ส่วนของรัฐธรรมนูญ นั้น นายจรัญกล่าวว่า รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กฎหมายสูงสุดของประเทศ หากแต่เป็นผลประโยชน์และความสุขของประชาชน ไม่ใช่ยึดติดอยู่ที่ตัวบทกฎหมายหรือทฤษฎีใดของโลก ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์หรือความสุขของประชาชนก็เป็นได้ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่สิ่งสำคัญของโลก แต่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป จนเป็นผลประโยชน์ของสามัคคีเภทหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

เมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้อยากร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่เป็นภาวะประเทศสูญสิ้นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้ประเทศสะดุดล้มระบอบประชาธิปไตย จึงคิดว่าต้องให้มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรโดยเร็ว และตนไม่ได้คิดร่างรัฐธรรมนูญดีที่สุดในโลก จึงอาสามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อไม่ให้มีการถ่วงรัฐธรรมนูญให้ล่าช้าออกไป ส่วนการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเลือกจังหวะ แต่ที่ผ่านมากลับมุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ดูกาละเทศะ

 

การจะแก้ไขกฎหมายนั้น 1.อย่าให้มิจฉาทิฐิแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องแก้ด้วยสัมมาทิฐิโดยบริสุทธิ์ใจ อย่าแก้เพื่อนาย เพื่อพรรค 2.เมื่อจะแก้กฎหมายอาญาอย่าให้อาชญากรแก้ เพราะจะทำให้สังคมที่มีสุจริตชนส่วนใหญ่เกิดความบรรลัย และ 3.ถ้าจะแก้ปัญหาทุจริตซื้อเสียงเลือกตั้งอย่าให้นักเลือกตั้งแก้ไข เพราะนักเลือกตั้งสร้างปัญหาและได้เปรียบการซื้อเสียง

 

ตุลากรศาลรัฐธรรมนูญกล่าวอีกว่า ควรจะรีบทำรัฐธรรมนูญให้เป็นลายลักษณ์อักษรออกมาให้เร็วที่สุด แต่ไม่จำเป็นต้องดีที่สุด เพื่อดึงอำนาจรัฐธรรมนูญเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญว่า ควรจะให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานั้นๆ เป็นผู้แก้ไข ไม่ใช่ให้นักเลือกตั้งมาแก้ และอย่าแก้เพื่อผลประโยชน์ส่วนหนึ่งส่วนใดของตัวเอง    พร้อมกันนี้ นายจรัญ ยังได้ยกตัวอย่างกรอบความคิดแก้ปัญหารัฐธรรมนูญปี 50  ซึ่งมี 4 ประการดังนี้

 

1.ปัญหาการเมืองแทรกแซงองค์กรตรวจสอบอิสระ 
2.ปัญหาเรื่องการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง
3.ปัญหาการเมืองสามารย์ หรือทุนสามารย์ครอบงำการเมืองเพื่อผลประโยชน์
4.ขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากรัฐธรรมนูญปี 40 เพื่อวางรากฐานทางกฎหมาย

 

นอกจากนี้ นายจรัญ ยังกล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องไม่ขึ้นอยู่กับอำนาจของการเมือง และต้องมีความเป็นตุลากรอย่าแท้จริง ยกตัวอย่างเหตุการณ์ศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบ 3 พรรคการเมืองครั้งล่าสุด โดยระบุว่า เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่นคลอนเป็นอย่างมาก  พร้อมยืนยัน ศาลได้ตัดสินจากความเป็นจริง และตนไม่เคยได้รับคำสั่งมาจากใครทั้งสิ้น

 

ส่วนการปรับปรุงแก้ไขศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตนเห็นว่า 1.คนส่วนใหญ่ยังจัดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลการเมืองหรือกึ่งการเมือง ซึ่งตนอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นฝ่ายตุลาการจริงๆ ไม่มีปัจจัยทางการเมืองเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซง เป็นอิสระจากทุกฝ่ายและอย่าเรียกเป็นศาลการเมือง 2.ในยุคแรกศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เป็นศาลเหนือกว่าศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง หรือมีอำนาจตรวจสอบแก้ไขล้มล้างคำพิพากษาของศาลอื่นๆ เพราะศาลรัฐธรรมนูญต้องอิสระจากศาลอื่นๆ ด้วย นอกจากนิติบัญญัติและบริหาร  3.ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถผูกขาดตีความรัฐธรรมนูญทุกมาตราตามที่เข้าใจกัน แต่พิจารณาได้เฉพาะที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจได้ ศาลก็เพิ่งเริ่มสร้างความเชื่อศรัทธาจากประชาชนยังไม่มาก แต่กลับมีการตั้งข้อระแวงทำให้ประชาชนคล้อยตามได้ง่าย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญประคองภารกิจให้ผ่านพ้นการทดสอบได้ และเชื่อมั่นได้ว่าไม่มีการรับคำสั่งจากใครจะทำให้เกิดความศรัทธาขึ้นได้

 

คดียุบพรรค ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่นคลอน ถึงกลับมีบางคนเสนอให้ยกเลิกนั้น ผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เลว แต่ขอยืนยันว่าผมไม่เคยรับใบสั่งจากใครเด็ดขาด และตุลาการทั้ง 9 คน ตั้งใจที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเติบโตเข้มแข็งต่อไป เป็นโจทย์ที่ยาก แต่หากทำสำเร็จก็จะสร้างองค์กรทางตุลาการให้สังคมได้ แต่ถ้าทำไม่สำเร็จก็เตรียมตัวม้วนเสื่อกลับบ้าน

 

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการเมืองนั้น นายจรัญ กล่าวว่า  พรรคการเมืองที่เข้ามาและแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวเอง และพรรคการเมืองของตน  เปรียบเป็นปีศาจทางการเมือง เป็นนักเลือกตั้งที่หิวหระหายหวังแย่งชิงตำแหน่ง ไม่สมควรที่จะได้รับการยกย่องว่า เป็นนักเลือกตั้ง และถือเป็นการทำลายสถาบันการเมืองให้เสื่อมโทรมลงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งควรจะมีความขาวสะอาด และเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

——————————————————————————————————————————-

นายอุระ หวังอ้อมกลาง

ปัจจุบันมีการพูดถึงตุลาการภิวัตน์กันมาก โดยตุลาการภิวัตน์เป็นแนวคิดของนักกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับผู้พิพากษาในการสร้างหรือพัฒนากฎหมายจากการตัดสินคดีและเขียนคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งง่ายกว่าการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ

 

ตุลาการภิวัตน์เป็นการใช้อำนาจตุลาการที่แผ่กว้างขึ้น ครอบคลุม 4 ประการ คือ 1.ถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร 2.กำกับการกระทำของฝ่ายบริหาร 3.ตัดสินนโยบายของสาธารณะ  4.ตัดสินคดีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยคำนึงถึงสภาพที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่าตุลาการภิวัตน์ในปัจจุบัน ไม่ได้ถ่วงดุลฝ่ายบริหารอย่างเดียว แต่กลับเปิดให้ตุลาการเข้าไปยุ่งฝ่ายการเมืองมากกว่าปกติ เช่น การเป็นกรรมการสรรหาองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจทำให้ตุลาการมีปัญหาความเป็นกลาง ในการทำหน้าที่ตรวจสอบ

 

กรณีศึกษาเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมือง ซึ่งมีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าศาลไม่เปิดให้ผู้ถูกร้องได้สืบพยานหักล้างความผิด และเร่งวินิจฉัยคดีเกินไปนั้น ก็เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าข้อเท็จจริงคดียุบพรรคการเมืองเป็นที่ยุติแล้วว่าทำผิด โดยการชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และการตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งแล้ว ศาลจึงไม่รับฟังข้อเท็จจริงอีก เพราะไม่มีผลทำให้คดีเกิดเปลี่ยนแปลงได้  ส่วนการตัดสินคดีโดยเร็วก็เห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังวุ่นวาย

——————————————————————————————————————————-

นายสุเมธ ตันติเวชกุล

รู้สึกว่าสังคมไทยขณะนี้มีความแปรปรวน เนื่องจากวิวัฒนาการทางการกฎหมายต้องการให้ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันโลก แต่ปัญหาคือความเข้าใจกฎ กติกา ซึ่งคนไทยทั่วไปไม่เข้าใจว่าเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้จะไปทำอะไรที่ไหน ต้องมีแผน 1 แผน 2 แผน 3 ต้องสำรวจทางเข้าออกให้ดี เพราะอาจจะมีคนมาปิดล้อม ตื่นเช้ามาแต่งตัวออกจากบ้านต้องดูให้ดี ใส่เสื้อสีนี้ไปไหนได้บ้าง ไม่เข้าใจว่าทำไมบ้านเมืองเราเป็นอย่างนี้

สิ่งที่เรากำลังประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่น่าเกิดขึ้น สังคมเราตอนนี้มีสองสี เหมือนการเล่นกีฬา คนทั่วไปไม่เข้าใจกติกาก็เหมือนเล่นกีฬาแต่ไม่เข้าใจกฎ รู้แค่เพียงคร่าวๆ ผู้เล่นก็ตีความเข้าข้างตัวเอง อีกฝ่ายหนึ่งก็ตีความเข้าข้างตัวเอง กรรมการเองก็แย่ ผู้พิพากษา ตุลาการ จะตัดสินคดีแต่ละครั้ง มีคำถามตามว่าตัดสินถูกต้องหรือไม่ การอ่านคำพิพากษาแต่ละครั้ง จึงต้องใช้เวลานาน เพื่ออธิบายความหมายให้คนทั่วไปเข้าใจให้กระจ่างว่าตัดสินด้วยความเป็นธรรมเพื่อลดความขัดแย้ง

 

ปัญหาความขัดแย้งเกิดจากความไม่เข้าใจ เป็นปัจจัยสำคัญ ปัจจัยอื่นเช่นผลประโยชน์หรือเงิน ไม่ต้องพูดถึง คนที่ออกมาประท้วงนั้น เมื่อถามว่ามาประท้วงทำไมก็บอกว่าไม่รู้ มาด้วยอารมณ์ว่าถ้ามันทำอย่างนั้น ถ้ามันทำอย่างนี้ต้องออกมาประท้วง ตรงนี้อันตราย บ้านเมืองใดไม่มีนิติรัฐ ไม่มีขื่อมีแปอยู่ไม่ได้ หากพูดว่าต้องการสิทธิ ต้องมีความรับผิดชอบควบคู่ไปด้วย หากพูดว่าต้องการเสรีภาพ ก็จะต้องมีวินัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกมองข้ามไป

——————————————————————————————————————————-

ศาสตราจารย์ ดร.นันวัฒน์ บรมานันท์ 

กล่าวเสริมถึงเรื่องรัฐธรมนูญ ปี 2540 ว่า ในช่วงที่มีรัฐประหาร ตนมีความเห็นว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้มีความผิดอะไร ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญเพราะ น่าจะเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ ไม่สมควรมีคำสั่งยุบศาล แต่เมื่อได้รัฐธรรมนูญปี 50 มานั้นก็พบว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีความไม่เป็นกลาง หากแต่ก็ไม่มีการแก้ไขในยุคของนายสมัคร สุนทรเวช ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา จนกระทั่ง นายสมัคร คิดจะแก้ไข แต่ก็เกิดเหตุการณ์ยุบพรรคขึ้นเสียก่อน  ทั้งนี้ นับตั้งแต่กรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ขึ้นมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการแก้ไขใดๆ รัฐธรรมนูญปี 50 จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่มีทั้งข้อดีและข้อเสียพอๆ กัน

 

นอกจากนี้ ดร.นันทวัฒน์ ยังระบุว่า โอกาสในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีสูงมาก หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ประกาศยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว โดยเฉพาะมาตราว่าด้วยการยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค ตนขอเสนอแนวคิดตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีองค์ประกอบจากนักวิชาการทั้งหมด ที่มีประสบการณ์ทางการเมือง หรือตรวจสอบองค์กรต่างๆ เพราะจะมีความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์จริง จึงจะได้รัฐธรรมนูญที่เหมาะสมต่อไป

——————————————————————————————————————————-

ศาสตราจารย์ ดร. บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ

ศาสตราจารย์ ดร. บุญศรี  กล่าวถึงศาลรัฐธรรมนูญกับประชาชน ว่า จะต้องมีการก่อตั้งองค์กรที่จะทำให้รัฐธรรมนูญกับประชาชนมีความผูกพันกัน ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญในประเทศไทยให้ความคุ้มครองประชาชนไม่ทั่วถึงทำให้ประชาชนไม่ผูกพันกับรัฐธรรมนูญ

 

ดร.บุญศรี ยังกล่าวว่า ควรจะมีการจัดองค์กรภายในเสียใหม่ ให้มีบุคคลากรเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะทำให้องค์คณะทำงานได้ง่ายขึ้น เรียกได้ว่า เป็นอีกบทบาทหนึ่งเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในรัฐธรรมนูญมากขึ้น ควรจะแก้ไขปัญหาไปในทางที่ถูก   พร้อมยังกล่าวว่า การรัฐประหารนั้นเป็นสิ่งที่กฎหมาย เพราะฉะนั้นคณะที่ทำการรัฐประหารจึงทำการยกเลิกรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะทำให้การรัฐประหารนั้นเป็นการไม่ผิดกฎหมายเพื่อหาผู้นำประเทศคนใหม่ และการที่จะแก้รัฐธรรมนูญได้นั้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย นายกรัฐมนตรี คนใหม่ ก็จะต้องเป็นคนที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ ซึ่งต้องไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และจะต้องเป็นผู้ที่มาช่วยแก้ปัญหาของประเทศอย่างแท้จริง

 

“ประชาชนจะต้องเลือกคนที่รู้จักนิสัยใจคอ ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ ประเทศไทยจะพัฒนาได้อย่าก้าวไกล ” ดร. บุญศรี กล่าว

Read Full Post »