Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ตลาดเงิน’

นโยบายเศรษฐกิจ 2009 ของ เกาหลีใต้

recommendare

 

สรุป

นโยบายเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีใต้  ปี  พ.ศ. 2552

กับ  การรับมือภาวะถดถอยเศรษฐกิจโลก

 

ความมีดังนี้

 

 

1. มาตรการระยะสั้นเพื่อรักษาระดับการว่างงาน

 

รักษาเสถียรภาพภาคการเงินและตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ลดอัตราดอกเบี้ย  เพิ่มสภาพคล่องในตลาดเงิน สนับสนุนการเงินแก่ผู้ส่งออก/นําเข้า  


สนับสนุน Korea Ex-Im Bank ในการรับประกันและค้ําประกันการส่งออกแก่ผู้ส่งออก  

 

เร่งการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการลงทุนจํานวนร้อยละ 60 ในครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ เพิ่มการสนับสนุนทางการเงินแก่ภูมิภาค โดยเร่งการใช้จ่ายของภาครัฐ ปรับปรุงระบบการเบิกจ่ายเงินงบประมาณใหม่ให้สะดวกยิ่งขึ้น   

 

ใช้เงินงบประมาณกระตุ้นการจ้างงาน รักษาระดับการจ้างงาน สร้างงานใหม่รับเด็กเพิ่งจบการศึกษาเข้าฝากงานมากขึ้น ทั้ง SMEs และงานในภาครัฐ รวมทั้งจ่ายเงินอุดหนุนแก่เอกชนเพื่อให้มีการจ้างงานต่อไป  

 

เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเครือข่ายทางสังคมและเศรษฐกิจ (Economic and Social Safety Net) ให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ยากจนใหม่ (new poverties) และผู้มีรายได้ต่ําที่ได้รับผลกระทบจากการหดตัวของเศรษฐกิจ    


บรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนแก่ผู้มีปัญหาที่อยู่อาศัย หรือผู้ด้อยโอกาสที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ 

 

ให้การศึกษาและสวัสดิการทางสังคมที่ดีขึ้น โดยเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่โรงเรียนเพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียน รวมทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่พ่อแม่มีรายได้ต่ํา   

 

เพิ่มวงเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) และค้ําประกันแก่ชาวนา ชาวประมง SMEs รวมทั้ง ขยายโควต้าการลดอัตราภาษีศุลกากรสําหรับการนําเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ได้แก่  ปุ๋ย เคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร แป้ง อาหารสัตว์  ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น 


ปรับปรุงกฎหมายนิติบุคคลเพื่อจูงใจให้มีการจ้างงานมากขึ้น 

 

2. นโยบายสําหรับอนาคต  

 

ปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคการเงินและภาคเอกชน ให้การช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ในการเพิ่มทุน เพิ่มสภาพคล่องแก่ภาคเอกชน 

 

สนับสนุนธนาคารพาณิชย์แก่ปัญหาสภาพคล่องเอง โดยการเพิ่มทุน การชะลอการจ่ายเงินปันผล รวมทั้งการออกหุ้นกู้เพื่อระดมเงินทุนเอง 

 

สนับสนุนธนาคารพาณิชย์แก้ปัญหาหนี้เสียผ่าน Korea Asset Management Corp. 

 

แก้กฎหมายล้มละลายให้มีความคล่องตัว เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและการปรับโครงสร้างของเอกชนมากขึ้น   

 

พัฒนาผู้นํารุ่นใหม่ (Global young adult leadership program) จํานวน 100,000 คน เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจฟนตัว 

 

ส่งเสริมการสร้าง Green growth infrastructure    

 

ปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานและภาคอุตสาหกรรม ลดกฎระเบียบการจ้างงานพนักงานชั่วคราว

 

ปรับปรุงค่าจ้างขั้นต่ํา โดยจะมีการแก้กฎหมายค่าจ้างเพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานมากขึ้นในอัตราค่าจ้างที่เหมาะสม   

 

ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิรูป National Agricultural Cooperative Federation และ National Federation of Fisheries Cooperatives  


ส่งเสริมการเป็นผู้นําในเวที G-20  และการจัดทําเขตการค้าเสรี 

 

 3. มาตรการเพิ่มศักยภาพและฟนฟูเศรษฐกิจ

 

สนับสนุนอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา 

 

ศึกษาค้นคว้า new growth engine เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของเกาหลี ได้แก่ green industry อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมทั้งธุรกิจบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

 

เพิ่มการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาสําหรับอุตสหกรรมที่เป็นกลจักรสําคัญในการเจริญเติบโต ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจใหม่ๆ 

 

สนับสนุน green industries โดยใช้ green technology สําหรับอุตสาหกรรมประเภท semi- conductor เหล็ก และอุตสาหกรรมยานยนต์

 

สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี่แหล่งพลังงานหลักๆ 9 ประเภท ได้แก่  Solar power, wind power, hydrogen fuel battery, clean fuel, IGCC, CCS, storing energy, LED, Power-IT 


ส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศของเอกชนเกาหลี

 

ส่งเสริมการซื้อกิจการต่างประเทศที่ทําธุรกิจเกี่ยวกับแหล่งพลังงานและเทคโนโลยี่ประเภท  low-carbon green technology โดยใช้บรรษัทเพื่อการลงทุนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกองทุนที่บริหารเงินทุนสํารองระหว่างประเทศ ( Korea Investment Corporation : KIC ) เป็นเครื่องมือในการร่วมลงทุน   

 

จัดตั้ง Global Korea Network เพื่อดึงดูดให้ชาวต่างประเทศที่มีศักยภาพเข้ามาอยู่ในเกาหลี โดยปรับปรุงระบบการยื่นขอวีซ่าและคนเข้าเมืองเพื่อเอื้ออํานวยแก่ชาวต่างประเทศที่มีความสามารถโดยเฉพาะในสาขาการเงินและวิทยาศาสตร์เข้ามาทํางานในประเทศ  

 

อ้างอิง


 

Ministry of Strategy and Finance of Korea

 

Advertisements

Read Full Post »

triamboy

 

เมื่อวานยามบ่าย  หลังจากที่ได้รับประทานอาหารเที่ยงเสร็จข้าพเจ้าได้มีโอกาสนำหน่วนความจำภายนอกขนาด  150  กิกะไบต์มาสำรวจดู  ได้มีโอกาสดูรูปเก่าๆมากมายอีกครั้ง  ทำให้รำลึกถึงความหลังต่างๆมากมาย  มากกว่านั้นได้มีโอกาสเปิดดูไฟล์สารคดีประเทศอาร์เจนตินาเมื่อปี  2545  ที่บันทึกเอาไว้โดยปราศจากการเปิดดูมาก่อน   จากการสำสรวจ  พบว่า  ได้ประหลาดใจกับบรรยากาศของเกษตรกรชาวอาร์เจนตินาหลายกลุ่มได้ออกมาร้องป่าว  ตะโกน  พร้อมกับตีถังใส่่นมขนาดใหญ่  20 ลิตร   นอกเหนือจากนั้นยังพบว่ามีการเผายางรถยนต์ที่ไม่ได้ใช้แล้วตลอดสองข้างทางที่ปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันสีดำจากมันเอง  เหมือนกับว่าพวกเขาเหล่านี้ต้องการสื่อสารอะไรสักอย่างกับผู้คนที่ผ่านไปมาได้รับรู้

 

จากการสำรวจจึงพบว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเหล่านี้ออกมาเรียกร้องความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ  เกษตรกรเอง  ที่ถูกเอาเปรียบจากร้านสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในเมือง  โดยเขาเหล่านั้นต้องขายนมโคให้ห้างสรรพสินค้าในราคาลิตรละ  0.06  เปโซ  (1.2  บาท)  ในขณะที่ห้างสรรพสินค้าเหล่านี้นำนมโคเหล่านี้ไปขายในราคาลิตรละ  1.2  เปโซ  (24  บาท)  ซึ่งห่างกันถึง   20  เท่า  หรือ  2000 %   ลองตระหนักดูว่าถ้าเหตุการณเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทยมันจะหดหู่ขนาดไหนถึงความไม่ยุติธรรมที่ชัดเจนขนาดนี้  เราจะแค่ออกมาตีถังใส่นมข้างถนนเหรอ  ผู้เขียนคิดว่าคนไทยคงต้องเรียกร้องและต่อสู้มากกว่านี้

 

อาร์เจนตินาเป็นประเทศหนึ่งที่เพิ่งประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ  เมื่อปี  ค.ศ. 2000  หลังจากการเปิดให้มีไหลเวียนของเงินทุนอย่างเสรี  และต่อเนื่องจากการเกิดวิกฤตของแม็กซิโกในปี  1994  ไทยและเอเชียตะวันออก  ในปี  1997  รัสเซียในปี  1998  บราซิลในปี  1999  และตุรกีในปี  2000  พร้อมกับอาร์เจนตินา  และเหยื่อรายต่อไปในอนาคตที่ไม่แน่นอน   ประเทศเหล่านี้เป็นตัวอย่างของผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่หลายคนได้ทราบกันเป็นอย่างดี   โดยมีสาเหตุหลักมาจาก  “ฉันทามติวอชิงตัน”  ที่ประกอบด้วย  5  นโยบายหลักดังนี้

1.  เปิดเสรีการค้าและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยการส่งออก

2.  เปิดเสรีตลาดการเงินและเคลื่อนย้ายทุนการเงินอย่างเสรี

3.  มาตรการเข้มงวดทางการเงินการคลัง

4.  การแปรรูปกิจการ

5.  ความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน

อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่ปฏิบัติตามฉันทามติอย่างเคร่งครัด  และรวดเร็ว  โดยการเปิดเสรีการเงิน  รื้อทิ้งอุปสรรคทางการค้า  การลงทุน  แปรรูปกิจการทั้งของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  และเอกชน  สร้างความยืดหยุ่นแก่ตลาดแรงงาน  ดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรึงกับค่าเงินดอลลาร์อเมริกา  รวมทั้งดำเนินนโยบายการเงินและการคลังอย่างเข้มงวด  เรียกได้ว่า  ทำตามบทเรียนทุกกระเบียดนิ้ว  ยังไงเสียแล้วผลลัพธ์ได้ปรากฎชัดแก่สายตาชาวโลกทุกวันนี้  

 

เดิมทีเป็นประเทศอาร์เจนตินา  (ชนชาติอาร์เจนตินาเป็นเจ้าของ)  ที่รำ่รวยมาก  เนื่องมาจากทรัพยากร  หรือทุนจำนวนมหาศาล  พื้นที่ที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าประเทศอินเดีย  ประชากรเกือบ  100  ล้านคน  ตัั้งแต่การดำเนินนโยบายตามฉันทามติวอชิงตัน  บางอย่างได้เปลี่ยนไปเป็น  อาร์เจนตินาเป็นประเทศ  (หลายชนชาติเป็นเจ้าของ)  ที่รำ่รวยมาก  เนื่องมาจากทรัพยากร  หรือทุนจำนวนมหาศาล  พื้นที่ที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าประเทศอินเดีย  ประชากรเกือบ  100  ล้านคน  หรือมีการเปลี่ยนความเป็นเจ้าของทุนเกิดขึ้น  ประเทศไม่ได้หมายความว่าต้องมีชนชาตินั้นชนชาติเดียวที่ดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  หรือประเทศไม่ได้หมายถึงอัตลักษณ์อย่างเดิมที่เราเข้าใจ  คือ  ประเทศนั้นต้องมีชนชาติหลัก  มีภาษาประจำชาติ  มีการแต่งการประจำชาติ  มีทุนวัฒนธรรมประจำชาติต่างๆ  เป็นต้น   จากนโยบายหลักทั้ง  5  ส่งเสริม  ผลักดัน  และทำให้ความเป็นเจ้าของทุน  (ทรัพยากร  วัฒนธรรม  ฯลฯ)  ได้เปลี่ยนไปโดยผ่านวิธีการที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ  การแปรรูปกิจการของรัฐ  และรัฐวิสาหกิจ  รวมทั้งเอกชน  จากเดิมทีที่ประชาชน  ชนชาตินั้นเป็นเจ้าของร่วมกันทั้งประเทศผ่านการตัดสินใจดำเนินการโดยรัฐ  มาเป็นของชนชาติอื่น  อาจจะเพียงคนเดียว  หรือหลายคน  รวมทั้งของชนชาติอื่นทั้งประเทศผ่านกองทุนความมั่งคั่งแต่ละประเทศที่มีรัฐของชนชาตินั้นดำเนินการ  จากกรณีของประเทศอาร์เจนตินา  พบว่า  มีการแปรรูปกิจการที่มีอยู่เกือบทุกอย่างทั้งของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  และเอกชนให้แก่  “ชนต่างชาติ”  อาทิ

สินค้าสาธารณะ

ไฟฟ้า    ทั้งประเทศมีการแปรรูปให้แก่ชนต่างชาติทั้งหมด  ดังนี้  ทางเหนือแปรรูปให้แก่สเปน  และฝรั่งเศส  ทางใต้ให้แก่อเมริกา  และชิลี  พื้นที่ชายฝั่งให้แก่ชิลี

ถนน      ถนนทางหลวงทั้งประเทศแปรูปให้แก่ชนต่างชาติ  หลายชนชาติ  ทำให้เกิดปัญหา  อุปสรรคจากการเก็บค่าผ่านทางหลายต่อ  หลายราคาในระดับสูงตามความเป็นเจ้าของ

รถไฟ     มีการแปรรูปสองสายหลัก  คือ  สายที่  1  ยาวกว่า  4600  กิโลเมตร  สายที่  2  ยาวกว่า  3000  กิโลเมตร

การบิน   มีการแปรรูปสายการบินแห่งชาติให้แก่ชนต่างชาติ  และเปิดเสรีการทำกิจการให้บริการการบินพาณิชย์

ประปา   แปรรูปกิจการทั้งประเทศให้แก่ชนต่างชาติ

นำ้มัน    ขายสัมปทานน้ำมันสำรองทั้งหมดที่มีในประเทศ  ทั้งบนบก  และทะเลกว่า  21000  ล้านบาร์เรล

โทรศัพท์ แปรรูปกิจการทั้งหมดแก่ชนต่างชาติ

ที่ดิน     พบว่าขายที่ดินกว่า  51%  ของเนื้อที่ประเทศให้แก่ชนต่างชาติ

ฯลฯ

สินค้าเอกชน

ที่ดิน    ขายที่ดินแก่ชนต่างชาติเกือบหมด  ต้องอาศัยกันในสลัม

วัว,  ม้า,  ไก่  มีการนำมาประมูล  ณ  ศาลาประมูลที่สามารถพบเห็นได้ทั่วในชุมชุนของอาร์เจนตินา

ธนาคารพาณิชย์

สื่อโทรทัศน์   วิทยุ

ฯลฯ

มากกว่านั้นยังแก้ไขกฎหมายเพื่อสนับสนุนการแปรรูปกิจการทุกอย่าง  และทำลายกิจการที่มีอยู่  จากการแข่งขันของชนต่างชาติ  เช่น

การตั้งร้านขายปลีกขนาดใหญ่ของ  Carrfour  (ฝรั่งเศส)  พบว่ามีสาขาทั้งหมดกว่า  377  สาขา  (พ.ศ.2545)  สำหรับประชากร  37.3  ล้านคน  (พ.ศ.2545)

ข้อสังเกต

มีประเทศที่ออกกฎหมายเพื่อป้องกันการค้าปลีกขนาดใหญ่  170  ประเทศ  (รวมถึงฝรั่งเศสเอง)

ทีประเทศที่ไม่ได้ออกกฎหมายเพื่อป้องกันการค้าปลีกขนาดใหญ่  24  ประเทศ  (รวมถึงอาร์เจนตินา  และไทย)

ในกรณีของฝรั่งเศสนั้นมีการตรากฎหมายการป้องกันกรค้าปลีกขนาดใหญ่  โดยกำหนดไว้ว่า  ในเขตพื้นที่  หรือรัศมีที่จะจัดตั้งร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ต้องมีจำนวนประชากรมากกว่า  40,000  คน  ถ้าหากมีจำนวนประชากรน้อยกว่า  40,000  คนจะต้องตั้งกรรมมาธิการพิจารณาที่มาจากคนในท้องที่นั้น  เพื่อพิจารณาการจัดตั้ง

 

จากกรณีของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ออกมาประท้วงข้างถนนด้วยวิธีการต่างๆ  นั้นสาเหตุหลักมาจากการพยายามสื่อสาร  เรียกร้องความไม่ยุติธรรมผ่านช่องทางที่สามารถทำได้  ในขณะที่ผู้ทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริง  ร้องเรียนรัฐบาล  ชี้นำสังคม  คือ  “สื่อ”  ของชนต่างชาติ  กลับเพิกเฉยต่อการเรียกร้องของชนชาติเดิม  มากกว่านั้นยังบิดเบือนการนำเสนอโดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง  ทำให้ชนชาติเดิมในประเทศมีโอกาสน้อยมากในการติดต่อสื่อสารกับรัฐบาลที่เป็นชนชาติเดียวกัน  เสมือนสภาวะสุญญากาศระหว่างชนชาติเดียวกัน  ก่อนที่จะสูญสิ้นความเป็นชนชาติเดียวกันในอนาคต

 

จากการแปรรูปกิจการทั้งประเทศจะนำมาซึ่งความสูญสิ้นของชนชาติเดียวกัน  คือ  ไม่ความสามารถดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองตามความต้องการของชนชาติเดียวกันได้  อาทิ

กิจกรรมทางสังคม

อุปสรรคจากความเป็นเจ้าของของชนต่างชาติ  ได้แยกสังคมออกเป็นส่วนย่อย  มีการปฏิสัมพันธ์น้อย  ไม่สามารถแลกเปลี่ยนทุน  เช่น  สินค้า  ทรัพยากร  ข้อมูล  ความสัมพันธ์  ความสนิทสนน  เป็นต้น  เนื่องจากการแลกเปลี่ยนทุนพวกนี้ต้องมีต้นทุนจำนวนมาก  คือต้นทุนการเข้าถึงในระดับสูง  เช่น  ค่าผ่านทางหลายด่านจากการใช้ถนนของเอกชนชนต่างชาติ  สื่อที่เป็นของชนต่างชาติที่นำเสนอเพียงดานที่เจ้าของต้องการเพื่อผลประโยชน์ชนต่างชาติด้วยกัน  เป็นต้น  ทำให้เกิดแรงจูงใจท่ีต้องละทิ้งการดำเนินกิจกรรมทางสังคม  (การบริโภคสินค้าทางสังคมในระดับตำ่มาก)​  จึงมีแนวโน้มของการปฏิสัมพันธ์ลดลง  และเสี่ยงต่อการแตกสลายของสังคม  สูญสิ้นความเป็นสังคมชนชาติเดียวกัน

มากกว่านั้น  พบว่าสังคง  และองค์ประกอบทางสังคมกำลังถูกสร้างขึ้นมาใหม่  หรือกล่าวได้ว่าเขียนประวัติศาสตร์ใหม่  ตามความต้องการของเจ้าของทุนชนต่างชาติ  ที่ไม่ค่อยจะคำนึงถึงทุนสังคมในอดีต  อาทิ  วัฒนธรรม  ศิลปะ  ประเพณี  เป็นต้น  ผ่านสื่อ  วัฒนธรรมจากการดำเนินกิจการ  ธุรกิจ  โดยที่ชนชาติเดิมมีโอกาสในการต่อรองทางสังคมน้อยมาก  ได้แต่เพียงพยายามเขียน  รักษาประวัติศาสตร์เดิมให้เหลือมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

กิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ด้วยปัจจัยความเป็นเจ้าของทุนของชนต่างชาติ  ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องเป็นไปตามเจ้าของทุนชนต่างชาติ  ที่มีเป้าหมายหลักของการเคลื่อนย้ายผลกำไรกลับสู่ประเทศแม่  เสมือนรูปแบบการพัฒนาการขั้นสูงกว่าของลัทธิพาณิชย์นิยม  และลัทธิล่าอาณานิคมในอดีต  ชนชาติเดิมที่เป็นเพียงอดีตเจ้าของทุน  มีทางเลือกเดียวที่สามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ  คือ  ลูกจ้าง  เป็นลูกจ้างเกือบทั้งประเทศ  ที่มีความยืดหยุ่นของแรงงานมาก  จนเรียกได้ว่าไม่มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ  จะถูกจ้าง  หรือออกจากงานเป็นเรื่องปกติมาก  มากกว่านั้นยังเป็นลูกจ้างที่ไม่มีอำนาจในการต่อรอง  ทั้งส่วนบุคคล  การรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน  แม้กระทั่งรัฐบาลชนชาติเดียวกัน

 

กิจกรรมทางการเมือง

เมื่อปัจจัยทุนทั้งหลายเป็นของชนต่างชาติเกือบทั้งสิ้น  การเมืองที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของชนชาติเดิม  เป็นเพียงการอ้างความชอบธรรมของนักการเมืองชนชาติเดิมเดียวกัน   เพื่อความอยู่รอดของนักการเมือง  ในขณะที่ความเป็นเจ้าของทุนตกเป็นของชนต่างชาติ  ทางเลือกเดียวเพื่อความอยู่รอดที่มีอยู่จึงไม่ต่างอะไรจากประชาชนทั่วไป  นั่นคือ  ลูกจ้าง  ลูกจ้างของชนต่างชาติ  ไม่ใช่ลูกจ้างของชนชาติเดิมเดียวกัน  แต่อาจเป็นตรรกะที่ถูกต้องก็ได้  ถ้าพิจารณาว่าต้องปกป้องผลประโยชน์ของเจ้าของทุน  และเพิกเฉยต่ออดีตเจ้าของทุน  (เสมือนหน้าที่ของผู้บริหารบริษัท)  การเมืองไม่มีประสิทธิภาพสำหรับคนชนชาติเดิม  ไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์  ความยุติธรรมให้กับชนชาติเดิม  ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของชนชาติเดิมที่มีเพียงทุนแรงงาน  และทุนความคิดอย่างเดียวที่เหลืออยู่ติดตัวอยู่  กลับตอบสนองต่อความต้องการของชนต่างชาติ  ดังนั้นจึงพบว่าการเมืองจึงไม่ใช่ทางเลือก  หรือทางออกของชนชาติเดิมอีกต่อไป  ถ้าหากบริบทยังเป็นของเจ้าของทุนอย่างเดียว  ไม่ได้เป็นไปเพื่อบริบทของประเทศที่มีลูกจ้าง  (ทุนแรงงาน)   ที่เป็นชนชาติเดิม  และเจ้าของทุนที่เป็นชนต่างชาติ  ถ้าหากชนชาติเดิมในประเทศถูกบีบให้จนตรอกแล้ว  เป็นไปได้สูงมากที่ความเป็นเจ้าของอาจจะกลับมาเป็นของชนชาติเดิมอีกครั้ง  ด้วยการทำสงครามครั้งสุดท้าย   การลุกฮือเพื่อต่อต้านชนต่างชาติ  และการเมืองที่ตอบสนองต่อชนต่างชาติที่มีทุนจำนวนมาก

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น  พบว่าชนชาติเดิมในพื้นที่ประเทศเดียวกันนี้มีแนวโน้มที่จะสูญสิ้นความเป็นชนชาติเดียวกัน  ซึ่งกำลังจะกลายเป็นอัตลักษณ์ในรูปแบบเดิมของพื้นที่นี้ที่มีภาษาประจำชาติ  วัฒนธรรมประเพณีประจำชาติ  ธงประจำชาติ  มีประวัติศาสตร์ของชนชาตินี้ในพื้นที่นี้  เป็นต้น  ในทางกลับกันพบว่า  ในพื้นที่เดียวกันนี้  เรากำลังจะมีชนต่างชาติหลายชนชาติเข้ามาเป็นองค์ประกอบการดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  กำลังสร้างอัตลักษณ์ใหม่ในพื้นที่นี้  ที่มีชนหลายชาติ  มีภาษาหลายภาษาประจำพื้นที่  มีธงหลายชาติประจำในพื้นที่เดิมนี้  มีวัฒนธรรมประเพณีหลายชาติ  มีประวัติศาสตร์ของชนหลายชาติในพื้นที่เดียวกันนี้ที่กำลังถูกเขียนขึ้นใหม่เพียงด้านเดียว หรือว่าเรากำลังต้องการ

 

ความหลากหลายที่ไม่เท่าเทียมกันของหลายชนชาติ

และความสูญสิ้นของชนชาติเดียวกัน

ในพื้นที่เดิมที่เราเป็นเพียง  “อดีต”  ที่ถูกเมิน

Read Full Post »