Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ชาวต่างประเทศ’

นโยบายเศรษฐกิจ 2009 ของ เกาหลีใต้

recommendare

 

สรุป

นโยบายเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีใต้  ปี  พ.ศ. 2552

กับ  การรับมือภาวะถดถอยเศรษฐกิจโลก

 

ความมีดังนี้

 

 

1. มาตรการระยะสั้นเพื่อรักษาระดับการว่างงาน

 

รักษาเสถียรภาพภาคการเงินและตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ลดอัตราดอกเบี้ย  เพิ่มสภาพคล่องในตลาดเงิน สนับสนุนการเงินแก่ผู้ส่งออก/นําเข้า  


สนับสนุน Korea Ex-Im Bank ในการรับประกันและค้ําประกันการส่งออกแก่ผู้ส่งออก  

 

เร่งการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการลงทุนจํานวนร้อยละ 60 ในครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ เพิ่มการสนับสนุนทางการเงินแก่ภูมิภาค โดยเร่งการใช้จ่ายของภาครัฐ ปรับปรุงระบบการเบิกจ่ายเงินงบประมาณใหม่ให้สะดวกยิ่งขึ้น   

 

ใช้เงินงบประมาณกระตุ้นการจ้างงาน รักษาระดับการจ้างงาน สร้างงานใหม่รับเด็กเพิ่งจบการศึกษาเข้าฝากงานมากขึ้น ทั้ง SMEs และงานในภาครัฐ รวมทั้งจ่ายเงินอุดหนุนแก่เอกชนเพื่อให้มีการจ้างงานต่อไป  

 

เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเครือข่ายทางสังคมและเศรษฐกิจ (Economic and Social Safety Net) ให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ยากจนใหม่ (new poverties) และผู้มีรายได้ต่ําที่ได้รับผลกระทบจากการหดตัวของเศรษฐกิจ    


บรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนแก่ผู้มีปัญหาที่อยู่อาศัย หรือผู้ด้อยโอกาสที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ 

 

ให้การศึกษาและสวัสดิการทางสังคมที่ดีขึ้น โดยเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่โรงเรียนเพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียน รวมทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่พ่อแม่มีรายได้ต่ํา   

 

เพิ่มวงเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) และค้ําประกันแก่ชาวนา ชาวประมง SMEs รวมทั้ง ขยายโควต้าการลดอัตราภาษีศุลกากรสําหรับการนําเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ได้แก่  ปุ๋ย เคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร แป้ง อาหารสัตว์  ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น 


ปรับปรุงกฎหมายนิติบุคคลเพื่อจูงใจให้มีการจ้างงานมากขึ้น 

 

2. นโยบายสําหรับอนาคต  

 

ปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคการเงินและภาคเอกชน ให้การช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ในการเพิ่มทุน เพิ่มสภาพคล่องแก่ภาคเอกชน 

 

สนับสนุนธนาคารพาณิชย์แก่ปัญหาสภาพคล่องเอง โดยการเพิ่มทุน การชะลอการจ่ายเงินปันผล รวมทั้งการออกหุ้นกู้เพื่อระดมเงินทุนเอง 

 

สนับสนุนธนาคารพาณิชย์แก้ปัญหาหนี้เสียผ่าน Korea Asset Management Corp. 

 

แก้กฎหมายล้มละลายให้มีความคล่องตัว เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและการปรับโครงสร้างของเอกชนมากขึ้น   

 

พัฒนาผู้นํารุ่นใหม่ (Global young adult leadership program) จํานวน 100,000 คน เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจฟนตัว 

 

ส่งเสริมการสร้าง Green growth infrastructure    

 

ปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานและภาคอุตสาหกรรม ลดกฎระเบียบการจ้างงานพนักงานชั่วคราว

 

ปรับปรุงค่าจ้างขั้นต่ํา โดยจะมีการแก้กฎหมายค่าจ้างเพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานมากขึ้นในอัตราค่าจ้างที่เหมาะสม   

 

ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิรูป National Agricultural Cooperative Federation และ National Federation of Fisheries Cooperatives  


ส่งเสริมการเป็นผู้นําในเวที G-20  และการจัดทําเขตการค้าเสรี 

 

 3. มาตรการเพิ่มศักยภาพและฟนฟูเศรษฐกิจ

 

สนับสนุนอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา 

 

ศึกษาค้นคว้า new growth engine เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของเกาหลี ได้แก่ green industry อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมทั้งธุรกิจบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

 

เพิ่มการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาสําหรับอุตสหกรรมที่เป็นกลจักรสําคัญในการเจริญเติบโต ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจใหม่ๆ 

 

สนับสนุน green industries โดยใช้ green technology สําหรับอุตสาหกรรมประเภท semi- conductor เหล็ก และอุตสาหกรรมยานยนต์

 

สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี่แหล่งพลังงานหลักๆ 9 ประเภท ได้แก่  Solar power, wind power, hydrogen fuel battery, clean fuel, IGCC, CCS, storing energy, LED, Power-IT 


ส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศของเอกชนเกาหลี

 

ส่งเสริมการซื้อกิจการต่างประเทศที่ทําธุรกิจเกี่ยวกับแหล่งพลังงานและเทคโนโลยี่ประเภท  low-carbon green technology โดยใช้บรรษัทเพื่อการลงทุนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกองทุนที่บริหารเงินทุนสํารองระหว่างประเทศ ( Korea Investment Corporation : KIC ) เป็นเครื่องมือในการร่วมลงทุน   

 

จัดตั้ง Global Korea Network เพื่อดึงดูดให้ชาวต่างประเทศที่มีศักยภาพเข้ามาอยู่ในเกาหลี โดยปรับปรุงระบบการยื่นขอวีซ่าและคนเข้าเมืองเพื่อเอื้ออํานวยแก่ชาวต่างประเทศที่มีความสามารถโดยเฉพาะในสาขาการเงินและวิทยาศาสตร์เข้ามาทํางานในประเทศ  

 

อ้างอิง


 

Ministry of Strategy and Finance of Korea

 

โฆษณา

Read Full Post »

triamboy

 

สองสาวลาว

 

ด�กไม้สักการะด้วยส�งใจส�งสาว

ชื่อภาพ – สองสาวรักษ์ศาสนา  และรักเงิน


คำอธิบาย – สองสาวลาวผู้ซึ่งทำหน้าที่ดูแลรักษาวัดร่องขุ่น  วัดร้างสีขาวตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาคู่กับพระธาตุพูสี  สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นที่ตั้งของตัวเมืองหลวงพระบางนั่นเอง  ด้วยงบประมาณที่ขาดแคลนทำให้วัดร่องขุ่นถูกปล่อยร้างเอาไว้  ปราศจากการดูแลจากหน่วยงานของรัฐ  รวมถึงไม่มีพระจำพรรษาด้วย

 

สองสาวลาวในรูปซึ่งทำหน้าที่ดูแลเก็บค่าผ่านทางจำนวนห้าพันกีบ  อยู่  ณ  เชิงบันไดทางขึ้นวัด  ได้เสนอตัวเป็นมัคคุเทศน์  เพื่อที่จะแนะนำ  ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัดให้กับข้าพเจ้า  ระหว่างที่สองสาวลาวพักผ่อนกายพิงฝนังของโบสถ์นั้นเป็นจังหวะที่ทำให้ข้าพเจ้าได้รูปนี้มา  

 

หลังจากที่ข้าพเจ้าสำรวจ  ชมความงามไปรอบๆวัดจนเป็นที่อิ่มเอมใจแล้ว  ได้เวลาที่ต้องลงจากภูเขาและบอกลาเธอทั้งสอง  สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้เขียนเป็นอย่างมากไม่ใช่การเอ่ยคำลา  แต่เป็นการเริ่มต้นการสนทนาเรื่องใหม่  นั่นคือ  การเอ่ยปากขอ “เงิน”  ด้วยเหตุที่ว่าเป็นต้นทุนของการนำเที่ยว  รวมถึงช่อดอกไม้ในมือของทั้งสองที่เตรียมไว้ให้สำหรับการสักการะพระผู้มีพระภาคเจ้า  

 

ตอนจบจะเป็นอย่างไรนั้นไม่สำคัญ  จากการนั่งทบทวนของผู้เขียนช่างน่าสงสารความไร้เดียงสาของเด็กสาวลาวทั้งสองผู้นี้  ที่ทำให้แรงจูงใจของตนเองถูกกำหนดด้วยเงิน  หรือกล่าวได้ว่าตกเป็นทาสน้ำเงิน  ไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ของโลก ท่ามกลางบรรยากาศการเปลี่ยนผ่านสู่กระแสทุนนิยมของประเทศ   คนลาวทุกคนต้องการเงินเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าทันสมัยเพื่อความสะดวกสบายที่มากขึ้น  ซึ่งส่วนใหญ่แล้วต้องนำเข้าจากต่างประเทศ  (ส่วนรั่วไหล) โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย

 

หากพิจารณาให้ดีแล้วภาพเหล่านี้เหมือนตัวสะท้อนเหตุการณ์ใน “อดีต”  และไม่แน่ใจว่าเป็นเหตุการณ์  ณ  “ปัจจุบัน”  ของราชอาณาจักรไทยด้วยหรือไม่  หากมองในแง่ดีแล้วผู้เขียนหวังว่าลักษณะเหล่านี้ของคนไทยมีแนวโน้มที่ลดลง

 

หิ้วด้วยส�งมื�ส�งสาว

ชื่อภาพ –  ร่วมใจสองมือสองสาวลาว

 

คำอธิบาย –  ยามเย็นหลังจากที่ผู้คนท้องถิ่น  หรือชาวลาวเองนั้นเสร็จสิ้นจากการทำงาน  รวมถึงแม่ค้าตลาดสดที่หมดหน้าที่ขายของไปโดยปริยาย  ด้วยที่ผู้คนส่วนใหญ่ได้ทยอยกลับบ้านเพื่อหุงหาอาหารสำหรับสมาชิกครอบครัวทุกคน

 

สองสาวลาวตัวน้อยผู้มีใจเอื้ออารีย์  กำลังใช้สองมือของทั้งสองคนร่วมใจกันช่วยหิ้วตะกร้าบรรจุสินค้าสำหรับขาย  ณ  ตลาดสด  ที่เหลือในวันนั้นของมารดามุ่งตรงสู่บ้านของทั้งสองก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า  และเริ่มหุงหาอาหารเช่นเดียวกับครอบครัวส่วนใหญ่อื่นๆ  เว้นเสียแต่ครอบครัวที่ประกอบอาชีพในเมือง

 

ชีวิตของเด็กในเมืองนั้นการหุงหาอาหารนั้นต้องทำแต่เย็น  โดยส่วนใหญ่แล้วก่อนห้าโมงเย็น  สำหรับหลายหลายคนเริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการหุงหาอาหารภายในครอบครัวมาเป็นการหาซื้ออาหาร  ณ  ร้านอาหารนอกบ้านที่เหมือนจะเพิ่มมากขึ้นทุกวัน  เพื่อแลกกับความสะดวกสบาย  รวมถึงค่าเสียโอกาสจากการที่ต้องออกไปประกอบอาชีพในยามค่ำคืน  ที่มีแรงจูงใจจาก  “น้ำเงิน” 

 

ยามค่ำคืนที่เคยหลับไหลในอดีตสำหรับหลายเมือง  แต่ด้วย  “แสงเสียง”  จากการ “พัฒนา” ทำให้บรรยากาศที่เคยหลับไหลเปลี่ยนไปเป็นความครึกครื้นสนุกสนาน  ว่าไปแล้วอาจดูเหมือนทำให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น  ด้วยเหตุที่ว่าทำให้เกิดการสร้างงาน  สร้างอาชีพที่เกี่ยวข้องตามมาอย่างมาก  ทำให้เกิดกาเพิ่มพูน  “รายได้”  ที่ดูเหมือนจะเพิ่มพูนความสุข  หรือที่บางคนเรียกว่าคุณภาพชีวิตสูงขึ้น

 

ส�งสาวกระโดดโลดเต้น

ชื่อภาพ –  ไร้เดียงสาซึ่งสองสาวชาวเขาลาว

 

คำอธิบาย –  ด้วยความพยายามเข้าถึงชีวิตผู้คนในท้องถิ่นทำให้ผู้เขียนต้องพยายามกระเสือกกระสนหาทางออกจากตัวเมืองแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่ง  หลวงพระบางก็เช่นกันไม่ต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นของลาว  ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเป็นเมือง  ชีวิตผู้คนต่างกำลังเปลี่ยนผ่านทั้งที่รู้ตัว  หรือไม่รู้ตัว  แต่เกิดจากการกระทำโดยรวมของเขาเหล่านั้น  และคนภายนอกที่เข้ามา  มากกว่านั้นหลวงพระบางยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวลำดับหนึ่งของประเทศ  หากพิจารณาจากจำนวนนักท่องเที่ยว  เห็นได้ชัดว่าจากตัวอย่างข้อมูลของจำนวนเที่ยวบินมุ่งสู่หลวงพระบางมีมากถึง  17  เที่ยวบินต่อวัน  ซึ่งมากกว่าเมืองหลวง  หรือนครเวียงจันทร์

 

กว่า  15  กิโลเมตรจากตัวเมืองหลวงพระบาง  ผ่านเจ้ารถถีบสองล้อด้วยค่าเช่าวันละ  250  บาท  ยืนยันได้ว่านี่คือราคาที่ผ่านการต่อรองแล้ว  (ค่าเช่ารถจักร  หรือรถมอร์เตอร์ไซน์ในบ้านเรานั่นเอง  อยู่ที่  วันละ  1000  บาท  ต่อรองอย่างมากได้  800  บาท)  ผ่านหมู่บ้านต่างๆ  ระหว่างสองข้างทาง  ด้วยความสามารถของผู้เขียนที่ในเบื้องต้นแล้วตั้งใจว่าจะปั่นให้ถึง  20  กิโลฯ  (ขาเดียว)  แต่ก็เห็นทีจะไม่เป็นผล  ทำได้เพียง  15  กิโลเมตร  แล้วจึงตัดสินใจทำการพักผ่อนแวะพักกินเฟ๋อ  (ก๋วยเตี๋ยวลาว)  อยู่  ณ  ร้านค้าเดียวประจำหมู่บ้าน

 

ระหว่างที่กำลังลิ้มลองรถชาติเฟ๋อ  ณ  ร้านค้าในหมู่บ้านชาวเขาที่ดูเหมือนจะไม่อร่อยเท่าที่ควรในความรู้สึกของข้าพเจ้า  ได้มีสองเด็กสาวชาวเขาลาวเดินลงมาจากบ้านของตนเอง  ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของร้านค้า  ท่าทีของเธอทั้งสองดูเหมือนเป็นการเดินเล่นอย่างไร้จุดหมายอื่นใด  นอกเหนือจากความสนุกสนาน  หรือกล่าวได้ว่าช่างเป็นความไร้เดียงสาตามประสาเด็กทั่วไปในโลกใบนี้

 

ความสนุกสนานของสองเด็กสาวชาวเขาลาวทั้งสอง  ที่เกิดจากความไร้เดียงสาภายในจิตใจของทั้งสอง  ถูกส่งผ่านออกมาผ่านสีหน้า  รอยยิ้ม  ท่าทางอย่างเห็นได้ชัด  ช่างแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากเด็กที่อาศัยในเมือง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงพระบางที่ห่างออกไปเพียง  15  กิโลเมตรเอง  ที่ความไร้เดียงสาต้องถูกพรากจากตัวพวกเขาเหล่านั้นไปก่อนวัยอันควร  พร้อมกับการเข้ามาของปัจจัย  และเงื่อนไขที่หลากหลายจากกระแสโลกาภิวัฒน์

 

ความไร้เดียงสาที่ถูกพรากไปก่อนวัยอันควรของเด็กหลายหลายคนที่อาศัยในตัวเมือง  ด้วยศักยภาพ  หรือความสามารถของ  “เงิน”  ถูกทดแทนด้วยกิจกรรมหลายหลายอย่าง  อาทิเช่น  

 

การเลิกเรียนในตอนกลางวันสำหรับคนที่ต้องทำงานในตอนกลางใน  ตามร้านอาหารปกติทั่วไป  รวมถึงที่พักในรูปแบบต่างๆที่มากขึ้นทุกวัน  

 

การเลิกเรียนสายสามัญ  เนื่องมาจากสายตาสั้นที่มองเห็นผลตอบแทนระยะสั้น  กับรายได้ตัวเงินที่น้อยของครอบครัว  มากกว่านั้นด้วยข้อบังคับของรัฐที่ต้องมีการรับรองความสามารถทางภาษาก่อนเข้าทำงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  ทำให้ต้องออกมาเรียนภาษาต่างถิ่น  เช่น  อังกฤษ  ฝรั่งเศษ  ญี่ปุ่น  รวมถึงจีนตามโรงเรียนเอกชนสอนภาษาที่เกิดขึ้นจำนวนมากในห้าปีที่ผ่านมา  ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของแนวโน้มนักท่องเที่ยวที่เข้ามา  ด้วยค่าเรียนแต่ละโปรแกรมที่เริ่มต้นตั้งแต่ 2000  –  8000  บาท  ระยะเวลาประมาณสามเดือน

 

การเที่ยวกลางคืนตามสถานบันเทิงรูปแบบต่างของเด็กอายุต่ำกว่า  15  ปี  ถือว่าเป็นเรื่องปกติของชีวิตเด็กเมืองส่วนใหญ่ที่สามารถหารายได้ตัวเงินได้เอง

เป็นต้น

 

ส�งสาวแลกเปลี่ยน

ชื่อภาพ –  สองสาวลาวแลกเปลี่ยน

 

คำอธิบาย –  บรรยากาศยามเช้าตรู่บริเวณใกล้เคียงของตลาดในแต่ละเมืองเต็มไปด้วยเสียงของผู้คนมากมายกำลังต่อรองราคาสินค้า  เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้ากับตัวเงิน  พบเห็นได้ทั่วไปในตลาดเกิดใหม่เกือบทุกแห่ง  มากกว่านั้นในประเทศที่พัฒนาแล้วการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์  รวมถึงสินค้าทางการเงินที่สมมติขึ้นสามารถทำการซื้อขายในตลาดที่มีการพัฒนาซับซ้อนมากขึ้น  อาทิเช่น  ตลาดอนุพันธ์  ตลาดตราสารหนี้  เป็นต้น  ซึ่งรูปแบบมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมทีนั้นมนุษย์แลกเปลี่ยนสิ่งของ  ปัจจัยการผลิต  (แรงงาน  ความรู้)  หรือสินค้ากันโดยตรง

 

สองสาวลาวในรูปก็เช่นกัน  คนหนึ่งที่เป็นเจ้าของไก่กำลังงุ่นง่านกับการจัดการไก่ให้อยู่ในสภาพที่สะดวกในการเคลื่อนย้ายสำหรับลูกค้า  ซึ่งยืนอีกฟากหนึ่งที่กำลังงุ่นง่านไม่แพ้ผู้ขายในการจัดเตรียมเงินเพื่อซื้อไก่ตามมูลค่าที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้า  เงินใช้กันตามมูลค่าที่ตกลงกันนี้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า  และปัจจัยการผลิตได้สะดวกสบายขึ้น  (ต้นทุนการเข้าถึง  รวมกับต้นทุนสะสมของสินค้า)  นั่นสามารถอธิบายให้ชัดเจนขึ้น  ดังนี้คือ  ในทางผู้ขาย  หรือผู้ผลิตไก่  ต้องตั้งราคาของไก่โดยคิดรวมเอา  ต้นทุนสะสมอันได้แก่  ค่าอาหาร  ค่าแรงงานที่จ้างตัวเอง  ค่าคอก  ค่ายา  ค่าซ่อมแซม  รวมถึงค่าเสื่อมราคาปัจจัยการผลิต  ค่าขนส่ง  ค่าปัจจัยการผลิตอื่น  เป็นต้น  ต้นทุนการเข้าถึง  ได้แก่  ค่าของการได้มาซึ่งความรู้ในการเลี้ยง  ดูแล  รวมถึงการตลาด  ความรู้ในการได้มาของไก่  เครือข่ายของผู้เลี้ยงไก่  เป็นต้น

 

ในทางผู้ซื้อไก่  หรือผู้บริโภคนั้นต้องพึงพอใจที่จะซื้อไก่  ณ  ราคาสมเหตุสมผลราคาหนึ่ง   ตามการรับรู้ในอดีต  (ต้นทุนบริโภคสะสม)  ของแต่ละบุคคล  ผ่าน  “เงิน”  ที่ได้มาจากการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งของผู้ซื้อที่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ  อาทิเช่น  แรงงาน  ที่ดิน  เครื่องจักร  หรือความรู้  เป็นต้น

 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าในความเป็นจริงราคาของสินค้าต้องสะท้อนเท่ากับต้นทุนตามที่กล่าวมาข้างต้น  ในความเป็นจริงพบว่าในตลาดเกิดใหม่  หรือประเทศที่เปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจแบบตลาดนั้น  กลไกราคายังทำงานไม่สมบูรณ์  ไม่สมเหตุสมผล  หรือกล่าวได้ว่ายังไม่สะท้อนภาระต้นทุนต่างๆ  เช่น  หลายหน่วยการผลิตของประเทศ  หรือตลาดใหม่เหล่านี้  ไม่สามารถรวมเอาต้นทุนค่าเช่าทางเศรษฐกิจ  อาทิ  เช่น  การจ้างงานตัวเอง  ค่าเช่าการใช้ประโยชน์จากที่ดิน  บ้านของตนเอง  น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ  อาหารจากธรรมชาติ  เป็นต้น  ในทางกลับกันสินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่แล้วนำเข้าจากประเทศที่เปลี่ยนผ่านมาก่อนหน้านี้  อาทิเช่น  ประเทศพัฒนาแล้ว  ประเทศกำลังพัฒนาอื่น  เป็นต้น  ซึ่งกลไกราคาค่อนข้างทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง  และในบางประเทศทำงานจนที่เรียกว่า  “เฟ้อ”  จนเกินไป  ทำให้ราคาสินค้าที่เห็นอยู่สูงกว่าราคาต้นทุนที่แท้จริง  

 

ดังนั้นกล่าวได้ว่าในประเทศที่เร่ิมต้นเปลี่ยนผ่านสู่ระบบตลาดอย่างลาวนั้น  ราคาสินค้าที่ผลิตได้เองในประเทศนั้นอยู่ในระดับต่ำกว่าความเป็นจริง  นำไปสู่ผลตอบแทนในระดับต่ำสู่คนท้องถิ่น  หรือชนในชาติ  ขณะที่ราคาสินค้าที่ต้องนำเข้านั้นอยู่ในระดับสูงกว่าความเป็นจริง  นำไปสู่ผลตอบแทนระดับสูงสู่ผู้ผลิตต่างชาติ  อย่างที่เราเคยเป็นมาในอดีต  ระยะเวลาเริ่มต้นเปลี่ยนผ่าน  เราต้องประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ  และสังคมแห่งชาติที่ตั้งเป้าหมายการพัฒนา  โดยการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า

 

ยังร�ค�ย...โดยส�งสาว

ชื่อภาพ –  สองสาวรอคอยการกลับมา

 

คำอธิบาย –  นอกเหนือจากการพัฒนาในสิ่งต่างๆไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว  และได้รับการประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจด้านดีนี้เป็นส่วนใหญ่  ในทางกลับกันการพัฒนานั้นได้ทำให้การดำเนินไปของสิ่งต่างๆมากมายเป็นไปในทิศทางที่แย่ลง  สาเหตุหลักนั้นมาจากเงื่อนไขของธรรมชาตินั่นเอง  และรวมถึงมนุษย์ด้วย  เพื่อที่จะให้เข้าใจอย่างชัดเจนมากขึ้น  เงื่อนไขที่ว่านี้  คือ  ขีดความสามารถในการดำรงอยู่  สำหรับมนุษย์เองแล้ว  คือ  ขีดความสามารถในการกระทำกิจกรรมบางอย่าง  ในขณะเดียวกันถูดทดแทนด้วยอีกกิจกรรมหนึ่ง  หรือหลายกิจกรรมซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

 

ภาพสองสาวลาวน้อยที่ปรากฎข้างบน  หากพิจารณาแล้วดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอทั้งสอง  แต่จากการสังเกตความเป็นไปของครอบครัวนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้ประจักษ์  เข้าใจหลายสิ่งที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อีกความเป็นไปหนึ่ง  วูบแรกที่ได้เห็นสองสาวลาวน้อยนั้นรู้สึกว่าช่างเป็นเด็นที่น่ารักอีกคู่หนึ่ง  บนระเบียงบันไดที่มีฉากหลังเป็นจานดาวเทียมเพื่อการรับรู้ความเป็นไปภายนอก  ที่นำไปสู่การคาดการณ์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อไป

 

ในความน่ารักของทั้งสอง  หากพิจารณาดูนัยย์ตาของทั้งสองให้ดีแล้ว  พบว่า  ไม่ได้แสดงออกซึ่งความสุข  หรือความสนุกสนาน  แต่กลับสะท้อนความเศร้าหมองที่ดูเหมือนจะสะสมมานานพอในระดับหนึ่ง  เธอทั้งสองดูเหมือนจะนั่งรอคอยบางสิ่งบางอย่างอย่างไร้จุดหมาย  หันซ้ายแล้ว  หันขวาแล้ว  ก็ยังหันสลับไปมาอย่างนั้น  ซึ่งเป็นภาพที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากสองเด็กสาวชาวเขาลาวในภาพก่อนหน้า

 

หลักจากการเฝ้าสังเกตการณ์พักนึงในเวลาใกล้ค่ำ  ได้พบว่า  แม่ของเธอได้เดินทางกลับมาจากการประกอบอาชีพอย่างสุจริต (หรือป่าว)  ในเมืองที่ที่ให้โอกาสในการหารายได้เลี้ยงครอบครัว  ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทั้งประเทศ  ด้วยเหตุนี้ยิ่งตอกย้ำให้ข้าพเจ้าตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาที่ผู้คนส่วนใหญ่เพิกเฉย  หรือละเลย  (เน่ืองจากคงมีเหตุผลพอที่จะคิด  ตัดสินใจได้  แต่เลือกที่จะเพิกเฉย  แล้วกระทำการในทิศทางอื่น)

 

ครอบครัว  ความเป็นอยู่ภายในครอบครัวมีความสำคัญไม่น้อยกว่าความเป็นอยู่นอกครอบครอบ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ทำงาน  ยิ่งหากครอบครัวที่มีผู้คนหลายรุ่น  ก่อนที่เปลี่ยนผ่าน  โดยทั่วไปแล้วครอบครัวทางเอเชียจะอาศัยเป็นครอบครัวเชิงผสม  คือ  มีความเป็นครอบครัวใหญ่  อาศัยรวมกันมากกว่า  2  ชั่วอายุคน  ครอบครัวเหล่านี้ต้องการการลงทุนอย่างจำเป็นยิ่ง  ไม่ต่างจากการทำงาน  หรือประกอบธุรกิจ  การลงทุนนี้ต้องใช้ปัจจัยทุนหลายอย่าง  อาทิเช่น  เวลา  อาหาร  เงิน  การศึกษา  แรงงาน  มนุษยสัมพันธ์  การรักษาพยาบาลทางกาย  รวมถึงการรักษาพยาบาลทางใจ  เป็นต้น

 

การพัฒนาโดยเฉพะในช่วงการเปลี่ยนผ่านของสังคม  ทำให้เกิดปัญหาภายในครอบครัว  (ปัญหาของทุนมนุษย์)  ได้อย่างมาก  เช่น

การละทิ้งเด็ก  คนชราไว้ตามบ้านในชนบท  หรือสถานรับเลี้ยงในเมือง  รวมถึงบ้านพักคนชรา (ว่าไปแล้วการพัฒนาได้สร้างนวัตกรรมทางสังคมหลายอย่าง  อาทิเช่น  บ้านพักคนชรา  สถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน  เป็นต้น)

การละทิ้งผู้พิการ  และทุพพลภาพ

การละทิ้งชนบท  เข้าสู่เมือง

การละทิ้งความสัมพันธ์ครอบครัวเชิงผสม  สู่ความสัมพันธ์ครอบครัวเชิงเดี่ยว

การละทิ้งการพัฒนาในชนบท  ซึ่งเป็นที่มาของผู้มีอำนาจในการจัดการทรัพยากร  (เพราะเป็นเพียงสิ่งที่ทำให้ได้มา)

การมุ่งสู่เมืองของเด็ก  คนชรา  จากการที่ถูกละทิ้ง

การมุ่งสู่เมืองของผู้พิการ  และทุพพลภาพ  จากการที่ถูกละทิ้ง

การมุ่งสู่เมืองของทุกสิ่ง  เพื่อรวมตัวกันสร้างอำนาจต่องรองเรียกร้องผลประโยชน์  รวมถึงการเรียกร้องความเข้าใจ  ความเห็นใจ  รวมถึงใช้บริการจากนวัตกรรมทางสัมคมต่างๆ  เช่น  สถานรับเลี้ยงต่างๆ  รวมถึงสถานรับเลี้ยงนักโทษ  หรือเรือนจำ

การกระจุกตัวความเจริญ  และความเสื่อมในเมือง  ที่ภาพรวมดูเหมือนดำเนินไปได้ของมันเอง  และรอวันล่มสลายไปพร้อมกัน

 

จัดแจงข�งหน้าบ้านน่ารักโดยส�งสาว

ชื่อภาพ –  สองสาวลาวรอผู้ซื้อใจดี

 

คำอธิบาย –   การเปลี่ยนผ่านประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการปกครองแบบสังคมนิยม  สู่การปกครองโดยระบบเศรษฐกิจแบบตลาด  หรือทุนนิยมนั้น  พบว่า  ธุรกิจที่เติบโตได้ดีในช่วงแรกๆนั้นคือ  อุตสาหกรรมท่องเที่ยว  และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง  ด้วยสาเหตุหลักจากความเหลือเฟือของทรัพยากรธรรมชาติ  ที่เหลืออยู่อันน้อยนิดในโลกใบนี้  รวมถึงทรัพยากรทางสังคมที่มีรูปแบบคงเดิมอยู่มาก  ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสหลัก  กอปรกับการถวิลหาต้องการของที่มีอยู่น้อยนิดเหล่านี้ในช่วงเวลาของการพักผ่อน  และต้องการเรียนรู้คำว่า  “ธรรมชาติ”  โดยเฉพาะอย่างประเทศที่พัฒนาแล้ว

 

การไหลเข้าของชนต่างชาติจำนวนมากในประเทศเหล่านี้  พร้อมกับการอ้าแขนเปิดรับจึงไม่ใช้เรื่องแปลก  แต่ทุกคนต่างชอบของแปลกตรงที่ว่า  ชนต่างชาตินั้นชอบ  หรือต้องการเสพบรรยากาศ  ทิวทัศน์  ทรัพยากรธรรมชาติที่แปลก  วัฒนธรรมประเพณี  ความเป็นไปของชนในชาติที่แปลก  ในทางกลับกันชนในชาติชอบ  หรือต้องการเสพบรรยากาศของเงิน  วัตถุที่แปลก  รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่  ทั้งสองฝั่งจึงบรรจบกันด้วยความพอใจที่ดี

 

สองสาวลาวครอบครัวเดียวกันในรูปที่กำลังเปล่ียนผ่านจากอาชีพเดิมมาเป็นแม่ค้า  จึงไม่ต่างจากหนุ่มสาวลาวผู้อื่น  ที่ต้องการเสพบรรยากาศของการมีเงิน  เพื่อที่จะนำไปแลกกับการเสพวัตถุ  เทคโนโลยี  นวัตกรรมใหม่ๆ  เธอทั้งสองขมักเขม้นกับการจัดแจงเตรียมสินค้า  โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นผ้าทอด้วยไหมหลากหลายชนิด  นำมาเปลี่ยนแปรรูปให้มีความหลากหลายตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคชนต่างชาติ  ที่มีรสนิยมชอบของแปลกเช่นกัน  การจัดแจงของต้องทำไปด้วยความเร่งรีบเนื่องจากสถานที่เรียกว่าตลาดนี้เดิมทีกลางวันนั้นใช้เป็นถนนในการสัญจรของยานพาหนะ  ในช่วงของเวลากลางคืนถูกเปลี่ยนเป็นตลาดกลางคืน  พวกเธอเหล่านี้จึงมีเวลาน้อยในการจัดแจงเตรียมสินค้าเพื่อที่จะให้เสร็จทันก่อนที่ลูกค้าชนต่างชาติเริ่มออกจากที่พักออกมาหาอาหารยามค่ำคืน  พร้อมกับการเลือกซื้อของแปลกเหล่านี้ติดไม้ติดมือกลับบ้าน  มากกว่านั้นพวกเธอที่เป็นแม่ค้าด้วยกันเองยังต้องเร่งรีบเตรียมสินค้าเนื่องจากว่าใครที่สามารถจัดแจงเสร็จเรียบร้อยก่อน  นั้นหมายถึงว่า  โอกาส  ในการสร้างรายได้  กำไรนั้นมีมากกว่าคนอื่น  และคาดหวังว่าจะได้รับรายได้มากกว่าแม่ค้าคนอื่นที่ยังจัดแจงไม่เสร็จ  

 

บนตลาดกลางคืนในยามค่ำนั้นจะคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชนต่างชาติ  และแม่ค้าในร้านค้าจำนวนมาก  นั่นไม่ได้หมายความว่าแม่ค้าทุกคนจะสามารถขายของได้  และในทางกลับกันไม่ได้หมายความว่านักท่องเที่ยวชนต่างชาติทุกคนที่มาแวะเวียนจะซื้อของในตลาดกลางคืนแห่งนี้  ดังนั้น  แม่ค้าชาวลาวทุกคนต่างคาดหวังว่าจะมีผู้ซื้อชนต่างชาติใจดีสักคนที่เลือกสินค้าภายในร้านของเธอ  ไม่เสียแล้วนั้นต้องกลับบ้านไปเจอสมาชิกในครอบครัวมือเปล่าอย่างผิดหวัง  ปราศจากเงินติดไม้ติดมือกลับบ้าน  แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าความผิดหวังนี้จะทำให้พวกเธอไม่สามารถยืนบนลำแข้งของตนเองได้  ขณะเดียวกันก็ไม่แน่ใจว่าพวกเธอเหล่านี้จะหมดภูมิคุ้มกันที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคนจนไม่สามารถพึ่งตนเองได้หรือไม่

Read Full Post »

myseat

 

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นบทความที่กลั่นกรองมาจากความคิดของผู้เขียนเพียงผู้เดียว จะถูก-ผิด หรือไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ขออภัย คิดซะว่า ช่างปะไร… ยิ่งดี

ปัญญาชนย่อมไม่ตอบโต้กันด้วยกำลัง แต่เขาเหล่านั้นก็จะปกป้องความเชื่อของตัวเองอย่างสุดแรงเกิด ภายหลังการอภิปรายที่เชียวกราก ยาวนาน ข้อสรุปจักเกิดขึ้น และ มิตรภาพคงยังแน่นแฟ้น เพราะท่านรู้อยู่เสมอว่า ทุกปัจเจกชนล้วนแตกต่างแลมีความคิดทั้งอคติเป็นของตัวเอง…… 

 

ช่วยด้วย…ประเทศไทย หายไปจากข้าพเจ้า

7 กรกฎาคม 2551

ท่านผู้อ่าน   ทุกท่าน    ข้าพเจ้ามีเรื่องจะสารภาพ……………………

      สิ่งหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าอย่างชัดเจน แม้จะอยากปฏิเสธเพียงไร คือ   ข้าพเจ้ากำลังสูญเสียเอกราชความเป็นไทยส่วนตน ให้กับพวกฝรั่ง รวมถึง บางชาติเอเชีย การสูญเสียเอกราชที่ว่านี้ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นการส่วนตัว ไม่มีการนองเลือด หรือ การบังคับ หากแต่ค่อยเป็นค่อยไป แล เยือกเย็นยิ่งนัก การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ มิได้เป็นไปในทางกายภาพ ในทางกลับกัน การดำเนินการนั้นเกิดขึ้นกับความคิดและหัวใจของข้าพเจ้าเอง มันดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นในยามที่เขียนบทความนี้………………………

      ไม่ว่าชาติไหนๆ ในโลกใบนี้ ล้วนแต่มีประวัติศาสตร์ประจำชาติเป็นของตัวเองทั้งสิ้น อาจจะยาวนานนับพันปี หรืออาจจะเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่สิบปี แต่อย่างไรเสีย สิ่งที่อนุชนจะสามารถยืนยันการดำรงอยู่ของชาตินั้นๆ ในโลกใบนี้ได้ มิใช่อดีตที่ผ่านมา หากเป็นตัวตนของชาติที่แสดงอยู่ ถ้าทางรูปธรรม นั่นคือ ประเทศนั้นๆ มีอยู่จริงในแผนที่โลก หากประเทศใดประเทศหนึ่งสูญสิ้นไป ก็จะไม่มีชื่อที่แสดงอยู่บนแผนที่โลก ง่ายๆ…อย่างนั้น หรือในอีกทางหนึ่ง คือตัวตนทางจิตใจ นั่นคือ ชนในชาตินั้นสามารถดำรงไว้ซึ่งความต้องการอันเป็นหนึ่งเดียว ที่จะกอปรขึ้นเป็นชาติของตัวเองได้ การที่ความเป็นชาติจะแห้งเหือดไปนั้น ในความเห็นส่วนตน ข้าพเจ้าคิดว่า ชาติๆนั้นจะต้องสูญสิ้นซึ่งความต้องการที่จะเป็นชาติเดียวกันของตัวพลเมืองเอง1

      อย่างไรเสีย เนื่องด้วยยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมด้วยปืนไฟ หมายจะเอาดินแดนนั้น ได้หมดสิ้นลงไปเป็นร้อยปีแล้ว ดังนั้นการที่ประเทศหนึ่งจะถูกลบให้หายไปจากแผนที่โลกเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ การสูญเสียตัวตนของชาติในเชิงจิตใจนั้นเป็นไปได้ และ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ผ่านทางเครื่องมือแห่งเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ สิ่งนี้เกิดขึ้นบนความตั้งใจล่าอาณานิคมแนวทางใหม่2 กระแสของโลกาภิวัฒน์ และ บางทีก็จากความยินยอมหยิบยื่นให้เอง ด้วยเหตุนี้แนวคิดของความเป็นชาติทางด้านจิตใจนั้น จึงเป็นสิ่งที่ชนในชาตินั้นๆให้ความสนใจ โดยเฉพาะในแง่ของการอนุรักษ์ รักษาไว้ 
            ข้าพเจ้าก็คิดเช่นนั้น …….แต่ก็อย่างที่ได้กล่าวไป.. ปราศจากการบังคับใดๆ ข้าพเจ้ากำลังสูญเสียเอกราชส่วนตัวอย่างช้าๆ… ข้าพเจ้ากำลังหยิบยื่นมันออกไป… โดยไม่ได้สนใจว่าจะมีผู้รับหรือเปล่า อย่างไรเสีย ข้าพเจ้าก็จะส่งมันออกไป แน่นอนเสียเหลือเกิน

1: ค่อนข้างที่จะเป็นความเห็นส่วนตนของข้าพเจ้าเสียมาก บางแง่มุมก็บอกข้าพเจ้าว่า ตัวตนของชาตินั้นแสดงออกด้วยหลายสิ่งกว่านั้น อย่างเช่น เอกลักษณ์ที่ยังคงดำรงอยู่ แต่ข้าพเจ้าเองมองว่า เอกลักษณ์เป็นแค่ส่วนๆหนึ่งของกระบวนการสร้างความแตกต่างและความภูมิใจในชาติ อันจะนำมาซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายดังกล่าว เช่นเดียวกันกับอย่างอื่น

2: แนวคิดจากหนังสือ Confession of an Economics Hit Man, John Perkins (2004)

      ก่อนที่ข้าพเจ้าจะพูดถึงความเปลี่ยนแปลงในทัศนคติ ข้าพเจ้าจำต้องอธิบายแหล่งที่มาของความภาคภูมิใจในชาติตามความคิดของข้าพเจ้าซักครู่หนึ่ง … ข้าพเจ้ากล่าวไปข้างต้นว่าความภูมิใจในชาตินั้นเป็นตัวแปรหลักที่กอปรชาติให้เกิดขึ้น หากไร้ซึ่งความภาคภูมิใจแล้ว ชนในชาติก็ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษไปกับการถือสัญชาติของตน กับการดำรงเอกลักษณ์ของตน ถึงชาตินั้นจะมีอยู่ แต่ก็เสมอเหมือนได้สูญสิ้น เหือดแห้งลงไปแล้วดังนี้ คำถามต่อมาก็คือ ผู้คนรับรู้ความภูมิใจในชาติจากอะไรบ้าง ในความเป็นจริงก็คงจะมีปัจจัยหลายอย่างเหลือเกิน เช่น วัฒนธรรม ภาษา สถาปัตยกรรม ศิลปะ อาหาร เศรษฐกิจ สังคม ผู้คน นิสัย-ทัศนคติ ความก้าวหน้า ความสามารถในการที่จะก้าวหน้า และความน่าจะเป็นที่จะก้าวหน้า เป็นต้น เราอาจยังสามารถแบ่งรายการเหล่านี้ออกได้เป็นสามจำพวกคือ ผลของอดีต สิ่งที่เป็นปัจจุบัน และการก้าวเข้าสู่อนาคต ทั้งหมดนี้ แต่ละคนก็ให้น้ำหนักแตกต่างกันไป สิ่งที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงในบทความ เป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของทั้งหมด 

      นี่ท่าน!!! อย่ามากล่าวโทษว่าข้าพเจ้าผิดนะ อย่าได้หาว่า ข้าพเจ้าไม่รักชาติ ไม่ภูมิใจในชาติ …..แน่นอน ข้าพเจ้าภูมิใจในชาติ แต่…….ในปริมาณที่น้อยลงต่างหาก……..นี่ๆ!!! ท่าน ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนไร้เหตุผลขาดความคิดอ่าน ข้าพเจ้าก็เรียนจบปริญญาเหมือนท่านๆน่ะแหละ ที่ข้าพเจ้านิยม”คนบ้านอื่น”น่ะ ข้าพเจ้าอธิบายได้   ท่านมีเวลาสักครู่ไหม ข้าพเจ้าจะค่อยๆเล่าให้ฟัง

      จริงๆแล้ว สมัยยังเป็นเด็กไร้เดียงสา ข้าพเจ้าจำได้แม่นว่า ข้าพเจ้าก็เป็นคนที่ชาตินิยมพอประมาณ อาจจะไม่ข้นคลั่กขนาดกินข้าวสวย-แกงเขียวหวานทุกมื้อ สเต็ก เค้ก หรือ ไอศกรีม รับประทานไม่ได้ แต่ อย่างน้อย ข้าพเจ้าก็เห็นด้วยกับพี่แอ๊ดในเพลง เมด อิน ไทยแลนด์ พี่อ่ำ ในอัลบั้ม ประเทศไทย I Love You หรือ อีกหลายกระแสชาตินิยมในตอนนั้น แหม! จะไม่ให้ภูมิใจได้อย่างไร ตั้งแต่เราเติบโตขึ้นมา ได้เข้าเรียนในโรงเรียน คุณครูก็บอก ดูรายการนู้น รายการนี้ เขาก็ชมประเทศไทยสารพัด จะว่าไปเราก็ถูกปลูกฝังเรื่องเหล่านี้มาโดยตลอดนี่ครับ แล้วไอ้ความไม่ภาคภูมิใจต่อชาติของข้าพเจ้านั้น… เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรกัน?

      นั่นสิ….มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน !!! 

      บาทที่1 เมืองตาหลิ่ว

      รั้งแรกๆนั้น มันเกิดขึ้น หลายปีมาแล้ว เมื่อข้าพเจ้า คิดว่าตัวเองโตพอที่จะมีสำนึกในสังคม หรือที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่าSocial Concern (ข้าพเจ้าเอาอีกแล้ว คราวนี้เป็นคำฝรั่ง) แท้จริงแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่า มันค่อนข้างจะเป็นการซึมซับมากกว่า เพราะคนไทยที่บริโภคข่าวอยู่บ้างก็จะได้รับรู้เรื่องราวเช่นนี้ปีละหลายๆครั้ง ไม่แน่อาจจะเป็นร้อย…..ท่านผู้อ่านว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของชาติเราไปรึยัง สิ่งที่เราเรียกว่า “ทุจริต” “คอรัปชั่น” และ “โกงชาติ” …คำเหล่านี้ เราได้ยินเมื่อไหร่ เราก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งเลวร้าย บั่นทอนความเจริญ หลายคนรังเกียจนับว่ามันเป็นมหันตภัย และคงมีไม่กี่คนที่รักมัน(พวกนั้นแหละ!) แต่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่ สิ่งที่คนเกือบจะทั้งประเทศ หรือ ทั้งโลกก็ว่าได้ รู้สึกรังเกียจ มันไม่เคยจะละ-ลด-ลงไปจากชาติที่เรารักยิ่งนี้เลย …เมื่อใดก็ตามที่มีการสำรวจว่าประเทศไหน มีสถิติการคอรัปชั่นสูง แน่นอน ประเทศไทยจำต้องเข้าร่วมทุกครั้งไป …ข้าพเจ้าเคยสงสัยว่าเราอาจจะเป็นสมาชิกถาวรไปเสียแล้วก็ได้ เรื่องนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะรู้สึกซ้ำซากจำเจ อาจจะคิดว่าใครๆก็รู้สถิตินี้กันอยู่แล้ว และถ้าท่านรู้สึกซ้ำซากจริงๆ นั่นแหละครับ แปลว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องร้ายแรงมากๆแล้ว ….แล้วทำไม ถึงร้ายแรง? ที่มันร้ายแรงก็เพราะว่ามีใครหลายคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ซ้ำซาก(ผมคนหนึ่ง) จนเหมือนทำให้ทุกคนเริ่มจะชาชิน เหมือนทุกคนจะยอมรับกันได้แล้วว่า การคอรัปชั่นเป็นสิทธิที่ชอบธรรม ในบางโอกาส สำหรับคนบางพวก…… ซึ่งนั่นเป็นเรื่องผิด!!!! ผิดมันหมด ทั้งกฎหมาย มโนธรรม ธรรมภิบาล จรรยาบรร ศีล ผิดหมด คอรัปชั่นก็คือการโกง การโกงก็แทบไม่ต่างจากการขโมย ใช่มั้ยครับ แท้จริงแล้ว การทุจริต-คอรัปชั่น เป็นตัวการที่บั่นทอนทำลายชาติ เป็นการทำลายโอกาสที่จะพัฒนาในแนวทางที่เหมาะสม เหมาะกับคนส่วนใหญ่ การทุจริตคอรัปชั่น คือ ต้นทางแห่งการบิดเบือนหนทางที่จะเป็น หรือควรเป็นโดยตลอดระบบ ทั้งระบบการบริหารจัดการ ให้ผลตอบแทน ผลสำเร็จและทั้งหมด เมื่อเกิดการคอรัปชั่นขึ้น แปลว่า ทรัพยาการที่จะนำไปใช้เพื่อจัดสรร พัฒนา-สร้างความเจริญได้หดหายไป แท้จริงแล้ว มันคือต้นทางแห่งความยากจน คือต้นทางของการสูญเสียโอกาสทางการศึกษา ต้นทางของความขาดแคลนเรื้อรัง ต้นทางของการเร่ร่อน เจ็บป่วย เสียชีวิต เป็นทุกอย่างของเรื่องไร้มนุษยธรรม และ ความไม่เท่าเทียม ทั้งหมดนี้ เริ่มต้นจากเงิน(ทรัพยากร)ก้อนหนึ่งมันหายไป (แต่..ก้อนละไม่น้อย หรือน้อยก็หลายก้อน)

      เมื่อเห็นผลเสียดังนี้ ก็มีคำถามว่าทำไม”ความผิด”อย่างนี้ ทำไมไม่หมดไป ข้าพเจ้าอยากจะยกตัวอย่างดังนี้ ในช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ ในขณะที่ทุกคนยังไร้ซึ่งผลประโยชน์ เป็นนักศึกษา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่หลากหลาย หลายคนยังยึดมั่นในความบริสุทธิ์แห่งจิตใจ แต่ก็มีบางคนที่ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ถ้าเขามีโอกาส เขาต้องโกงเป็นแน่ ซึ่งเมื่อถามไถ่เหตุผล ก็ได้รับคำตอบว่า “ใครๆเขาก็ทำกัน” …….นี่ไง!! ส่วนที่ข้าพเจ้า รู้สึกเสื่อมศรัทธา รู้สึกไม่ชอบในแนวคิดนี้(ที่เกิดขึ้นทั่วไปในชาติ) เพราะไอ้คำที่ทำให้เรื่องเลวร้ายเหมือนกลายเป็นเรื่องปกติ ท่านเพื่อนคู่เสวนาของข้าพเจ้า โดนลัทธิเข้าเมืองตาหลิ่วครอบงำ ท่านจึงเห็นว่าเรื่องเหล่านั้น เป็นเรื่องผิดน้อย ทำได้ไม่เป็นไร ถ้ามีโอกาสนั่นแปลว่า ต้องโกง ถ้าไม่ฉวยไว้ คุณพลาด แบบนั้น แล้วไอ้ลัทธิแบบที่ท่านเชื่อนั้นมาจากไหน…….ก็จะที่ไหนละครับคุณ

      และท่านผู้อ่าน เรื่องนี้ไม่ได้หยุดแค่ที่ปัญหาว่าใครๆก็โกง แต่ปัญหาต่อเนื่องก็คือ ใครพวกนั้นก็มีชีวิตปกติดีสุขสบาย มีลาภ ยศ ชื่อเสียงยาวนาน มั่นคงดี น้อยนักที่จะโดนสงสัย และยิ่งกว่าน้อยมากนักที่ได้ได้รับการตัดสินว่ามีความผิด และแทบจะไม่มีที่เขาพวกนั้นจะได้รับโทษทัณฑ์กันจริงๆ(เพราะท่านก็เล่นซ่อน-แอบไปซะก่อน) ท่านครับบางทีเรื่องนรก-สวรรค์ก็ยากที่จะเชื่อ และในประเด็นนี้ คนไทยก็ต้องไม่ยอมบ้าง ต้องไม่รอให้ท่านพวกนั้นถึงแก่กรรมไปก่อน ความยุติธรรมถึงจะบังเกิด ต้องต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้นของเราด้วย

      ประเด็นคำถามที่เกิดขึ้นก็คือ สิ่งนี้ การทุจริตคอรัปชั่น(ต้องใช้คำว่าทั้งระบบ) สิ่งที่เกาะกินประเทศของเรามายาวนาน มันจะลดลงไป หรือไม่ อย่างไร ในเมื่อคนรุ่นใหม่อย่างพวกข้าพเจ้า เริ่มมีความคิดแบบนี้ตั้งแต่ยังไม่เผชิญชีวิตผู้ใหญ่……. ที่จะเต็มตื้นไปด้วยผลประโยชน์อย่างนั้น

      บาทที่2 ตัวแทน

      ท่านผู้อ่านครับ เหตุผลของข้าพเจ้ายังไม่จบที่ตรงนั้น เมื่อกาลเวลาผ่านไป ข้าพเจ้าเติบโตขึ้น รู้จักคำว่าการเมือง ได้อ่านข่าว ดูโทรทัศน์ ติดตามตามแหล่งต่างๆ ข้าพเจ้าก็พบว่าเพียงเวลาไม่นาน ข้าพเจ้าก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยหน่ายไปกับมัน กับ การสาดโคลน โต้เถียงด้วยวาจาที่สาแก่ใจ กับคำลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่พวกท่านๆออกอากาศ…ที่จริง…ข้าพเจ้าก็หวังเล็กๆ ว่าท่านเหล่านั้น จะรู้สึกหนักในหน้ากากที่เขาสวมอยู่ และถอดมันออกบ้างเมื่อทนไม่ไหว แต่เมื่อล่วงเลยไป ข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยเห็นใครปลดแอกเข้าสู้กับเรื่องโปปดสักคน ท่านผู้อ่านครับ คนพวกนี้ คือกลุ่มคนของบ้านเมือง บางคนเรียกเขาว่าตัวแทน…..ใช่! ข้าพเจ้าเกือบลืมไป …..ตัวแทน……..แล้วเขาได้ทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ สร้างสรรค์รึเปล่า เขาเป็นตัวแทนของเราเข้าไปต่อสู้กับปัญหาของประเทศจริงๆรึเปล่า หรือเขาสู้กันเอง? ตัวอย่างง่ายๆ เราเคยท่องว่าประชาธิปไตยประกอบด้วยฝ่าย บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ 3ฝ่ายนี้คานอำนาจซึ่งกันและกัน แล้วจริงๆระบบเป็นไงครับ บริหาร+พรรครัฐบาล ฝ่ายค้าน ตุลาการ เนี่ยครับประชาธิปไตยแบบบ้านเรา คนก็ไปชินกับมัน เราก็ปล่อยให้ “ตัวแทน”พรรครัฐบาลเชียร์กันไป “ตัวแทน”พรรคฝ่ายค้านก็ค้านลูกเดียว นั่นเป็นงานที่ประเทศไทยจ่ายเงินให้เขาทำหรือครับ? ทำแบบนั้น เขาถูกเลือกโดยเราแต่เขาเป็นตัวแทนของเรารึเปล่าครับ? ทำไมเราถูกรณรงค์ บังคับให้เลือก ทั้งๆที่เราก็รู้ว่า เขาจะไม่รับผิดชอบมันอย่างเต็มที่แต่เขาจะไปสนใจ “อย่างอื่น”เสียมากกว่า ………… คำว่าตัวแทน คือคำหนึ่งที่ประชาชนอย่างข้าพเจ้า มีความรู้สึกนึกคิดอย่างแรงกล้ากับมัน ข้าพเจ้าในฐานะคนไทย ผู้มีสำนึกรักบ้านเกิดเมืองนอน ย่อมอยากจะเห็นประเทศของเราเดินไปข้างหน้า เจริญขึ้น ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และศีลธรรม และมันจะดีขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยตัวแทนของเราเป็นสำคัญ เราผู้ไม่มีอำนาจ ย่อมหวังจะให้ท่านๆนำอำนาจที่ผ่องถ่ายจากเราไป(ในทางทฤษฎี เพราะในทางปฏิบัติ เราไม่เคยมีอำนาจ ฮ่า ฮ่า) ใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความพัฒนา แต่เมื่อมองไปยังผู้เป็นตัวแทนของเรา ข้าพเจ้าก็ยังคลางแคลงใจอยู่ว่า ท่านๆยังอยากจะเห็นสิ่งเดียวกับข้าพเจ้ารึเปล่า …ประชาชนคนอย่างเราอยากจะเห็นการผลักดันนโยบายดีๆ แต่มันก็กลายเป็นคอรัปชั่นเชิงนโยบาย   เราอยากเห็นท่านเอาประโยชน์ของชาติในอนาคตเป็นที่ตั้ง ก็กลายเป็นการหาทุนให้ตนและพวกพ้อง เราอยากจะให้ท่านมองผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว ก็กลายเป็นเรื่องผลักดันเครื่องมือเพื่อคะแนนนิยมไปซะนี่……..

      แย่ไปกว่าที่กล่าวไป ท่านผู้อ่านครับ เรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากปัญหาคอรัปชั่น ปัญหาของตัวแทนที่เกิดขึ้นในบ้านเราเป็นปัญหาเชิงระบบ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเรื้อรัง ที่เกาะกินประเทศไทยมายาวนาน อย่างที่เราเคยได้ยินกันครับ เราเคยได้ยินคนเก่ง คน(น่าจะ)ดี มีชื่อเสียงตอบคำถามว่า ไม่สนใจเล่นการเมืองหรือ? คำตอบของท่านก็คือไม่สนใจ ชีวิตสุขสบายดีแล้ว เล่นการเมืองมัน “เปลืองตัว” …… ทำไมเปลืองตัว เพราะการเมืองล้วนเป็นเกมส์การแข่งขัน วิ่งเข้าสภาและเก้าอี้ ถ้าเราลงเล่น เราก็คือเข้าสู่เกมส์ซึ่งพฤติกรรมทั้งหลายสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเกมส์ เช่น ถ้าคุณไม่ทำ “ความผิด” คนอื่นก็จะทำ และคุณก็จะตกที่นั่งลำบาก มีสิทธิที่จะแพ้เลยทีเดียว เมื่อนั้นคุณก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลงไปร่วมวงบ้าง เพื่อให้ความสามารถในการแข่งขันของคุณไม่ด้อยกว่า (คุณอาจจะคิดว่า เอาน่ะ ก็เขาเริ่มก่อน จริงๆเราไม่อยากทำหรอก) ดังนั้น เกมส์นี้เมื่อเวลาผ่านไปก็จะมีผู้เข้าร่วมเยอะขึ้นๆ และเมื่อมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา เขาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเข้าร่วมกับสิ่งนี้นี้ด้วย และถ้าไม่ทำจริงๆ ก็ต้องถูกเหมารวมอยู่ดีเพราะคุณก็ต้องได้รับผลประโยชน์จากการทำความผิดของพรรคพวกไม่มากก็น้อย ดังนั้นจึงเปลืองตัว(และอาจจะเปลืองตังค์ ถ้าแพ้) ดังนั้นจึงถามว่า แล้วใครดีๆที่ไหนจะเข้ามาเปลี่ยนแปลง นั่นสิครับ คงจะน้อย ไม่มากหรอกครับ เราจึงเห็นพวกหน้าเก่าๆ ครบครันกันอย่างปัจจุบันนี้   อีกปัญหาหนึ่งก็คือ ทุนครับ พรรคการเมืองเกิดขึ้นมา ก็ต้องการเป็นพรรครัฐบาลใช่มั้ยครับ ถ้าอยากเป็นพรรครัฐบาลก็ต้องการคะแนนเสียง และถ้าต้องการคะแนนเสียงก็ต้องหาทุนมาทำประชาสัมพันธ์ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งบนดิน ใต้ดิน บนเวทีและใต้โต๊ะ คำถามก็คือ ทุนนั้นมาจากไหน ก็ต้องมาจากนายทุนผู้ลงทุนใช่มั้ยครับ แล้วคนที่ลงทุนนี่ เขาต้องการผลตอบแทนหรือไม่ แน่นอนครับ เมื่อลงทุน ก็ต้องการเงินทุนบวกผลตอบแทนเป็นธรรมดาแบบตอบได้ทันทีไม่อาศัยทฤษฎี เมื่อเอาเงินตัวเองลงไป ตอนเอาเงินเอากลับ เอาเงินใครกลับครับ ปัญหาคอรัปชั่นของตัวแทนก็ตอบง่ายๆแค่นี้เองครับ….. แต่แก้ยากชะมัด

      ด้วยเรื่องราวข้างต้น ข้าพเจ้าผู้ร่วมชาติไทย รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับตัวแทน ที่พูดว่ารักชาติ เสียสละเพื่อประเทศชาติ(แต่ ใครจะเชื่อ!!! ไม่ใช่ข้าพเจ้าคนหนึ่ง) ข้าพเจ้าเหนื่อยหน่ายกับการฝากความหวังไว้ที่ตัวพวกเขา ซึ่งแท้จริงแล้วข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจเพื่อนร่วมชาติจำนวนหนึ่งที่นำตัวเองไปผูกติดกับพวกเขาอย่างแยกอิสระความนึกคิดของท่านๆไม่ออก ปกป้องแก้ต่างสนับสนุนและศรัทธาเขาเหล่านั้นอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนลืมไปว่าผลประโยชน์ของชาติไม่ได้เป็นผลประโยชน์ของเขา และแท้จริงแล้วท่านมีสิทธิที่จะเชื่อในบางเรื่อง และไม่เชื่อในบางเรื่อง ถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ท่านเหล่านั้นคือตัวแทน ตัวแทนของปวงชนชาวไทย ตัวแทนประเทศไทย สิ่งใดที่ท่านทำ สิ่งนั้นก็คือผู้นำ ตัวแทนของประเทศทำ ถ้าท่านทำดี ก็เป็นข่าวดีของเรา เราก็ยินดีปรีดา ด้วยอนาคตของชาติเราดูดีขึ้น ถ้าท่านทำไม่ดี เราก็เหนื่อยหน่าย หมดหวัง แล้วก็นั่งได้แต่นั่งน้อยใจ ว่าทำไม คนที่น่าจะเป็นที่น่าเชิดชูตาของเรา ท่านไม่รักเมืองไทย เหมือนเราๆบ้าง มานั่งนึกว่า อนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทยจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หนอ…..

      หลายๆชาติในโลกนี้ มีสภาพเศรษฐกิจ สังคม ความเป็นอยู่ของประชาชนที่มั่นคง ก็ด้วยเพราะตัวแทนรุ่นต่อรุ่นของเขาได้สร้างคุณ ความดีงามไว้ให้ อย่างต่อเนื่อง เขาเหล่านั้นได้ทำหน้าที่ของตัวแทนของชาติอย่างเต็มที่ อาจจะไม่ได้ดีเลิศ สะอาดหมดจดร้อยเปอร์เซ็น แต่ท่านก็เลือกทำในสิ่งที่ถูก ที่ควรจะทำ มากกว่า และระบบของเขาก็เอื้ออำนวยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่างรัฐบุรุษของชาติเหล่านี้ ข้าพเจ้าเพียงแต่อยากให้ท่านได้รู้สึกเจ็บในใจ แปลบๆบ้างว่า ทำไม ประเทศที่ท่านอาศัยอยู่ที่นี้ ที่มีคนมากมายกว่า70ล้านคน กลับไม่มีคนเช่นนั้น(คนที่เก่ง ดี และกล้าหาญ)มากพอที่เราๆจะสามารถความหวังในชาติที่จะเจริญขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นของเราได้  

      น่าเสียดายที่ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายแค่ให้เขียนบทความ ไม่ใช่เรื่องสั้นสารคดี รายละเอียดจึงต้องถูกหยุดยั้งไว้แต่เพียงเท่านี้ สิ่งที่ข้าพเจ้าพยายามจะชี้แจงท่านคือ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความภูมิใจในชาตินั้น ก็คือคน และทัศนคติของเขา อย่างที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไป เมื่อเติบโตขึ้น คนเราย่อมรู้อะไรๆมากขึ้น ข้าพเจ้าก็รู้ในพฤติกรรม การกระทำของคนในชาติมากขึ้น แน่นอน หลายอย่างก็เป็นเรื่องที่ดีน่าชื่นชม แต่ หลายการกระทำเป็นสิ่งที่ไม่พึงปราถนา ส่วนใหญ่เราคนไทย จะภูมิใจหนักหนากับสิ่งที่เรามีมาแต่อดีต เช่น ประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม ทรัพยากร แต่น้อยนักที่เราจะยินดีกับสิ่งที่เราทำในโลกปัจจุบัน และสิ่งที่เราจะไปเป็นในอนาคต หากเราพูดถึงคนไทยแบบเหมารวมเป็นองค์ใหญ่ เราจะพบว่ามีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังต้องปรับปรุงอีกมาก และคงต้องใช้แรงกาย แรงใจและความกล้าหาญยิ่งในการแก้ปัญหานี้ ปัญหาความภูมิใจในชาตินั้นน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนรุ่นใหม่ ที่มักจะนำเรื่องราวในโลกกว้างมาเปรียบเทียบกับการเป็นไปในประเทศของเขา และเมื่อเกิดการเปรียบเทียบ ย่อมจะเห็นฝ่ายที่ทำได้ดี และฝ่ายที่ล้มเหลว และถ้าหากชาติเราตกเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้มากเข้า หลายประเด็นเข้า จะเป็นอย่างไร ซึ่งก็ไม่น่าแปลกที่ใครคนหนึ่งจะรู้สึกชื่นชมในชาติพันธุ์ของเขาน้อยลง เมื่อความรู้ ความสามารถในการเปรียบเทียบของเขามากขึ้น ฉะนั้น ความภูมิใจในชาติ การสร้างชาติ ไม่ได้เป็นเรื่องแต่การเรียนหนังสือ การพร่ำพูด แต่ต้องเป็นเรื่องที่หยั่งลึกลงถึงปัญหาจริงของชาติ และต้องทำการแก้ไข บรรเทา ไม่เช่นนั้น ความศรัทธาในชาติ ในเพื่อนร่วมชาติ ก็จะไม่เกิดขึ้น ความต้องการที่จะดำรงชาติก็จะน้อยลง น้อยลง เป็นลำดับไป

      …..

      …

      ..

      นห้วงเวลาที่เรายังศึกษาอยู่ในโรงเรียน และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาวิทยาลัย เราได้รับคำขวัญ เราได้ปฏิญาณ ว่าเราจะจงรักภักดีต่อชาติ นำความรู้ที่ได้ที่มีนั้นไปพัฒนาประเทศชาติ และ เทิดทูนไว้ซึ่งเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน แม้กระทั่งเราเรียนจบ เราก็ปฏิญาณอีกครั้งหนึ่ง ว่าเราจะยึดมั่นในคำสัญญานั้นอย่างเข้มแข็งตลอดช่วงชีวิตของเรา ด้วยสิ่งนี้ ท่านพอจะมองภาพออกใช่หรือไม่ว่า แท้จริงแล้ว ปลายทางสุดท้ายของการศึกษานั้น มุ่งหมายที่สิ่งใดกัน….มันไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ กับการที่จะพูดให้ตรงบท กับเพียงปฏิญาน แต่มันคงจะยากไม่น้อย ที่จะดำรงลมปากของเราไว้ จนมันกลายเป็นคำสัตย์  อย่างไรเสีย ขอให้ท่านอย่าได้ลืม จิตวิญญาณที่ท่านเคยเชิดชู คุณธรรมที่ท่านเคยยึดถือ ลมถอนหายใจในปัญหาของประเทศ เมตตาที่ท่านมีให้แก่สังคม คำสบถต่างๆที่ท่านเคยด่าคนคด ความรู้สึกสมเพชในพวกเขา ในอนาคต จะอีกกี่ปี สิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี ท่านก็คงได้เจอบททดสอบ บทนั้น และคงจะวนเวียนรอบๆตัวท่านไปตลอดทั้งชีวิต แล้วเวลานั้นท่านก็คงจะได้ตัดสินใจ ………………………….

      ……………ประเทศไทยคือประเทศด้อยพัฒนา ตามนิยามของนานาชาติ และ ความเป็นชาติที่ล้มเหลว มันไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวจากเราหรอกครับ คนไทยทุกคน    . ขอบคุณครับ สวัสดีครับ. /   ในอีกแง่มุมหนึ่ง

Read Full Post »