Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘จุฬา’

จดหมายเหตุ วิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทย พฤษภา’๓๕

triamboy

เกริ่นสมมติ.

๑. บทความมีความอคติของบทความ, ด้วยการนำเสนอคำพูดที่ผู้เขียนคัดเลือกมาเองตามเหตุผลของตน, นำเสนอเพียงบางส่วน, บางแง่มุม, จากบางคน, เท่านั้น, โดยเฉพาะบุคคลในวงการสื่อมวลชนบางส่วนเท่านั้น.

๒. ความอคติบางส่วนมาจากบริบทที่บทความนี้เกิดขึ้นอย่างมีนัยยะ.

๓. ข้อความทั้งหมดไม่ได้มีการดัดแปลง, หรือแก้ไขแต่ประการใด.

๔. บทความนี้เป็นการตีพิมพ์บทเสวนา, วิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทย, จัดโดยสถาบันด้านสื่อสารมวลชนทั่วประเทศ, สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย, สมาคมหนังสือพิมพ์ในพระบรมราชูปถัมภ์, องค์กรพัฒนาชนบท, ในวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๕, ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เกริ่มตามความตั้งใจ.

๑. เรียนรู้, และถ่ายทอดข้อเท็จจริงบางส่วนของวิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทยจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง.

๒. เรียนรู้, และถ่ายทอดข้อเท็จจริงบางส่วนของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬผ่านการรับรู้ของตัวแทนภาคสื่อมวลชนเป็นหลัก.

๓. สังเกตพฤติกรรมการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความตามอายุของแต่ละคน.

๔. เปรียบเทียบพฤติกรรมการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความ ณ พฤษภาฯ ๓๕ กับห้วงเวลาปัจจุบัน, ผู้ซึ่งยังมีชีวิตอยู่และปรากฎในการรับรู้ของชนไทยทั่วไป, อาทิ, ประเวศ วะสี, สุทธิชัย หยุ่น, สมเกียรติ อ่อนวิมล, เป็นต้น. มากกว่านั้น, ยังสังเกตพัฒนาการการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความทั้งในแง่เนื้อหา, อารมณ์, รูปแบบการถ่ายทอด, เป็นต้น.

๕. คาดหวังต่อผลจากการรับรู้จะสร้างความคิดความเข้าใจ, และความคาดการณ์ในเบื้องหน้าที่สมเหตุสมผลมากขึ้น, โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับรู้โดยอ้อมของชั่วอายุคนของข้าพเจ้า, และกำเนิดต่อจากข้าพเจ้า.

บางข้อความสร้างความประหลาดใจให้กับข้าพเจ้าเป็นอย่างคาดไม่ถึง, คนคนนี้เคยใช้คำพูดอย่างนี้เหรอ!!, คนคนนี้แสดงอารมณ์ได้ตรงขนาดนี้เหรอ!!

ลองอ่านเพื่อพิจารณาความคาดไม่ถึงของพฤติกรรมในต่างห้วงเวลาของแต่ละปัจเจกบุคคล. ความไม่สมำเสมอบางอย่างดึงดูดให้ข้าพเจ้าสนใจมากขึ้น.

เริ่ม …

“สารที่มันทำหน้าที่ในการสื่อมาโดยตลอด จึงได้แก่ การนำเอาโลกของชนชั้นสูงไม่ว่าจะเป็นจริงหรือเป็นจินตนาการก็ตามมาสู่ความฝันและเริงรมย์ แม้เพียงชั่วขณะหนึ่งของชาวบ้าน”

“เมื่อใดก็ตามที่ผู้มีอำนาจคิดจะทำอะไรที่มิดีมิร้าย โทรทัศน์, วิทยุ, หนังสือพิมพ์ จะถูกจับใส่กรง สวมกุญแจลั่นดานมิให้ภาพแห่งความเป็นจริงถูกถ่ายทอดไปสู่ประชาชนได้ และเมื่อได้ “ห้าม” การเสนอข่าวอย่างหนึ่งแล้ว ก็จะต้อง “ป้อน” ข่าวที่ผู้มีอำนาจอยากจะเสนอด้วย”

“ความจริงเรื่องการปิดข่าวหรือเซ็นเซอร์ข่าวทางโทรทัศน์นั้นไม่ใช้เรื่องลับหรือยากต่อการรับรู้ คนไทยชินและทำใจกับพฤติการณ์ดังกล่าวได้ง่ายกว่าคนในประเทศตะวันตก ส่วนหนึ่งเพราะโทรทัศน์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเป็นกระบอกเสียงหรือพยายามจะเป็นสื่อมวลชนมาตั้งแต่ต้น”

“เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้คิดจะช่วยเจ้านายด้วยการเซนเซอร์ข่าวทีวีนั้นประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการปิดข่าว สิ่งที่ได้จากการกระทำดังกล่าว คือ การตอกย้ำให้เห็นแนวคิดแบบเก่าในเรื่องอำนาจ การพยายามรักษาสถานะเดิมของชนชั้นผู้นำไทย”

“เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กๆถูกผู้ใหญ่หลอกในสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรือสลักสำคัญต่อความมั่นคงหรือพัฒนาการของประเทศเลยแม้แต่น้อย หากแต่จะเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้มีอำนาจ (แต่ไม่มีบารมี) ต่างหาก”

“แต่ใครก็ไม่รู้ในสถานีโทรทัศน์และในกองทัพไทยก็ยังคงพยายามจะขีดเส้นตีกรอบของการรับรู้ข่าวสารของคนไทยระดับกลางและล่างให้เหมือนการนั่งดูลิเกหรือละครเท่านั้น โดยไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนั้นกำลังเป็นการทำสงคราม (การเมือง) กับคนเหล่านี้”

บุญโฮม อิงชัยภูมิ, บรรณาธิการสำนักพิมพ์เคล็ดไทย, บานชื่น.

“พวกมึงเนี่ยทำบ้านเมืองชิบหายวายป่วงหมด มึงอย่าเสือกทำอีกนะ ใครทำปฏิวัติรัฐประหารอีก เป็นการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์”

“สังคมทุกระดับ ทั้งครอบครัว ชุมชน สังคมโลก ล้วนต้องการหลุดพ้นจากความบีบคั้นทั้งสิ้น ถ้ามีเผด็จการก็เกิดความบีบคั้น มนุษย์จะชอบประชาธิปไตย ชอบการมีส่วนร่วม ชอบความเสมอภาค ชอบการกระจายอำนาจ”

นพ. ประเวศ วะสี, นักวิชาการและหนึ่งในกลุ่มพลเมืองอาวุโส

“ตราบใดถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ยังมองว่า สื่อสารมวลชนของรัฐ คือ การทำงานเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลแล้ว สิ่งนี้คือความหายนะของบ้านเมือง”

“แต่ข้าราชการของเราพยายามที่จะปกป้องนาย ผมไม่อยากจะเรียนว่าเป็นการสอพลอ แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้สื่อมวลชนของรัฐได้รับการปิดกั้น”

“ประชาชนมีความรู้สึกว่า เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ถูกต้องก็ไปดูเหตุการณ์ ซึ่งก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมในการที่จะรวมตัวที่จะชุมนุม เมื่อทีวีไม่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ ก็จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปสัมผัสในที่เกิดเหตุ”

“ในบ้านเมืองเราจะทำอะไรสักอย่าง แทนที่จะเอาข้อเท็จจริงมาพูด จะต้องเป็นลักษณะของโฆษณาชวนเชื่อ หรือพูดง่ายๆก็คือ ระหว่างพีอาร์ หรือ พับลิครีเลชัน จะกลายเป็นลักษณะอีกอย่าง เป็นเรื่องของจิตวิทยา หรือปฏิบัติการจิตวิทยา คือกลายเป็นว่าความจริงในบ้านเมืองพูดกันไม่ได้แล้ว จะต้องชี้นำซะก่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย”

ถวัลย์ศักดิ์ สุขวรรณ, ผู้อำนวยการสำนักข่ายไทย อสมท.

“ทางรัฐบาลมิได้สั่งด้วยวาจา ไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ว่าก็มีเจ้าหน้าที่บางท่านที่สั่งกันด้วยวาจา หรือแฟกซ์มา เราก็ได้ให้ความร่วมมือ”

ประสิทธิ์ หิตะนันท์, ผู้อำนวยการ อสมท.

“เสรีภาพนี้หมายถึงการที่เราจะพูดจะเสนออะไรได้ตามที่เราคิด เราชอบ เราพึงพอใจ แต่เราจะต้องให้โอกาสฝ่ายตรงข้ามได้เสนอสิ่งที่เป็นความต้องการของเขา ปรารถนาของเขาด้วย”

จำนงค์ กุมาลย์วิสัย,  คณะบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาลัยศรีประทุม.

“ทีวีถูกอำนาจบางอำนาจบีบคั้นคุกคามอยู่ตลอดเวลา จนถึงวันน้ีอำนาจที่บีบคั้นคุกคามนั้นจะไม่มีวันหมดไป ตราบใดที่ทีวียังไม่มีเสรีภาพอย่างแท้จริง”

“สาเหตุที่ออกผมเลือกอยู่สองอย่างครับ คือ เลือกเงิน กับ ศรัทธาประชาชน ผมขอเลือกศรัทธาจากประชาชน”

“จริงหรือเปล่าครับที่ทำงานกันอย่างกล้าๆกลัวๆ ช่วยตอบด้วยครับ มันยังคงเป็นอย่างนั้นอยู่ ถ้าตราบใดทีวีไม่ได้เป็นของประชาชน”

จักรพันธุ์ ยมจินดา, อดีตผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗ สี.

“การพัฒนาการเมืองไทยให้ยั่งยืนไปจริงๆไม่ได้ขึ้นอยู่กับกองทััพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เด็ดขาด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาเลย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง แต่ขึ้นอยู่กับสังคมทั้งสังคม สังคมต้องมีความเข้มแข็งในทุกๆส่วน”

“ความจริงผมคิดว่าหลักการใหญ่ทางสังคมทุกสังคมที่สำคัญที่สุด ถ้ามันจะต้องอยู่ได้ก็คิดว่าอยู่บนพื้นฐานความจริง ถ้ามีความจริงเป็นพื้นฐานในสังคมเสียอย่าง เราตัดสินปัญหา เราตัดสินใจทุกเรื่องได้อย่างถูกต้อง”

ธีรยุทธ บุญมี, อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

“เมื่อเครื่องบินที่ผ่านระหว่างประเทศลงมาถึงสนามบินดอนเมืองแล้ว ผู้ประกาศบนเครื่องบินประกาศบอกว่า ขณะนี้เราได้นำผู้โดยสารมาถึงประเทศไทย โปรดหมุนเข็มนาฬิกากลับไป ๒๐ ปี”

“การที่โทรทัศน์เป็นอย่างนี้ ผมคิดว่ามันเนื่องมาจากเหตุผล ๓ ประการ ประการแรก เกี่ยวกับกฎหมายบอกให้เป็นอย่างนั้น ประการที่สอง ก็อิทธิพลของคนบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในรัฐบาลและคนรับใช้ของรัฐบาล ใช้อิทธิพลของคนในรัฐบาลไปข่มขู่สถานีโทรทัศน์ ประการที่สาม ก็เนื่องมาจากความรู้สำนึกของคนในสถานีโทรทัศน์นั่นเอง ที่มีบางคน ไม่ใช่อยู่โดยยอมเป็นเครื่องมือเขาบางคน”

“คำสั่งของ กบว. ที่บางคนบอกว่าแปลว่า “กูบ้าแล้วโว้ย” ยังมีอยู่ บอกว่าห้ามไม่ให้สถานีวิทยุเอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน เพราะฉะนั้น บางสถานีวิทยุก็เลยทำเป็นว่าผู้สื่อข่าวของตัวเองออกไปหาข่าวอย่างนั้นมาอย่างนี้มา ผมเองก็ดี พรรคพวกผมเองก็ดี เพื่อนๆในฉบับอื่นก็ดี นั่งฟังไป เอ๊ะ นี่มันข่าวเราเขียนนิ”

มานิจ สุขสมจิตร, บรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ.

“ไม่มีวันหรอกครับที่เราจะมีเสรีภาพอย่างแท้จริง มันมีเป็นชั่วครั้งชั่วคราว ในประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ของผมคิดว่ามีเมื่อรัฐบาลเผลอ เผลอบ้างวันสองวัน บางค่ำบางคืน ปีสองปี”

“การบิดเบือนข่าวสาร เห็นแต่ละช่องเสียงเหมือนกัน ภาพเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าการบังคับให้เชื่อเหมือนๆกัน แต่เป็นการบังคับไม่ให้เชื่อเหมือนๆกัน”

สมเกียรติ อ่อนวิมล, บริษัท แปซิฟิกอินเตอร์คอมมิวนิเคชัน จำกัด.

“การปิดกั้นข่าวสารคืออาชญากรรมขั้นแรกที่ได้ปรากฎครั้งนี้ ก่อนที่ได้ใช้กระสุนด้วยซ้ำไป”

“แม้กระทั่งที่เป็นคำสั่งภาวะฉุกเฉิน ไม่ทราบว่าใครฉุกเฉิน ประชาชนอยู่สบายดี ไปรวมตัวกันเรียกร้องแสดงความคิดเห็น และเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ไม่มีอะไรฉุกเฉินเลย”

“ถ้าเรายอมเชื่อและยอมรับทั้งหมด เราก็ยังคงเป็นแบบสังคมไทยๆ ต่อไป คือ เราจะให้อภัยซึ่งกันและกันต่อไป”

“เป็นธรรมชาติของคนไทยและเราก็จะลืมไป แล้วก็จะให้อภัย แล้ววันดีคืนดีก็มาคุยอย่างนี้อีก และก็มีข้อเสนออย่างนนี้อีก”

“เพราะผมสงสารประเทศขอเราเองที่เขาคิดว่าประชาชนจะฟังและยอมรับเขาได้ เขาลืมไปแล้วว่าประชาชนไม่ได้โง่อย่างที่คิด ประชาชนอาจจะให้อภัยเขาอีก เขาคิดอย่างนั้นครับ และนั่นคือ สิ่งที่เราผิดพลาด”

“ผมอยากจะบอกว่าระหว่างธรรมะ กับ อธรรม เราเป็นกลางไม่ได้ครับ ระหว่างภาพที่เราเห็น ภาพทีวีที่ทหารยิงประชาชน กับ ภาพที่ทหารมาเอายาดมให้ประชาชนที่เป็นลม ถ้าเราบอกว่าจะให้ความสำคัญกับสองรูปนี้เท่ากันแล้วเป็นกลาง บ้านน้ีเมืองนี้ล่มจมครับ”

“จริงๆแล้วคนไทยเป็นคนที่อดกลั้นมากๆนะครับ ก่อนหน้าที่เกิดเรื่องราว ทุกคืนเรานั่งอยู่่ที่บ้านทานข้าว ทุ่มครึ่งเปิดทีวีดูหมดทุกช่อง ใช้รีโมทคอนโทรล ลูกที่นั่งอยู่เรียนมัธยมยังถามว่า พ่อทำไมทุกช่องมันเหมือนกันหมด หน้าคนนี้ออกทุกช่องเหมือนกันหมด คนที่สองก็ทุกช่องหน้าเหมือนกันหมด และคนไทยอดทนมาตลอด คนไทยไม่เคยโกรธ ไม่เคยบอกว่ากูรับไม่ได้ ถ้าเป็นคนอื่นเป็นต่างประเทศที่เขาต้องจ่ายภาษีและจ่ายค่าทีวี เขาเอาก้อนหินขว้างแล้ว ทั้งหมดนี้เราให้อภัยกัน”

“ถ้าผมพูดจริงๆตามความรู้สึกหมด จะไม่มีเพื่อนเหลือเลย แต่ถ้าไม่มีเพื่อนเหลือเลยและแลกกับความสำนึกขอคนไทยทั้งหมด”

สุทธิชัย หยุ่น, นักหนังสือพิมพ์จากเดอะเนชั่น.

“ข่าวที่ยัดเยียดมากนั้น คนไม่รับและผลักออก รายการเพื่อแผ่นดินไทยเป็นรายการวิทยุที่คนไทยฟังน้อยที่สุด ทั้งๆที่ถ่ายทอดมากที่สุด  พอหกโมงเคารพธงชาติ ทุกคนเอาเทปยัดใส่วิทยุหมด”

“คือกลัวหมด เอะอะอะไรก็กลัวไว้ก่อน เตะออกไว้ก่อน เหมือนลูกบอลจะเข้าประตูเตะออกไว้ก่อนปลอดภัย”

“เขาให้คนที่สนิทชิดเชื้อ ยกหูไปหาสปอนเซอร์ เจ้าของโฆษณาบอกว่าคุณสนับสนุนหนังสือพิมพ์ที่โจมตีนายผมเหรอ เข้าฟังแล้วเขาหนาวครับ ขอถอนไปตั้งเยอะ เขาถอนไป”

สุภาพ คลี่ขจาย, นักหนังสือพิมพ์จากแนวหน้า.

“รู้สึกว่ายุคนี้แหละเป็นยุคที่ตกต่ำที่สุดของข่าวโทรทัศน์ คือ ถูกให้บิดเบือนข้อเท็จจริงต่างๆ”

“เมื่อเป็นฝ่ายค้านพร้อมที่จะให้อิสระเสรีภาพ หรือต่อว่าโทรทัศน์นักหนาว่าไม่เสนอข่าว แต่พอเป็นฝ่ายรัฐบาลเอง กลับควบคุมโทรทัศน์อย่างหนักแน่นเลย”

พนม บุญสาลี, บรรณาธิการข่าวไทยสกายทีวี.

“เฮียสุออกมาพูด อย่าให้คนออกนอกบ้าน ปรากฎว่ากลับเป็นการเรียกร้องให้คนออก การมาพูดกล่าวร้ายก็ดี ไม่ว่าพูดถึงสภาเปรโซเดียม หรือเป๊บโวเดนท์ก็ตาม ก็ปรากฎว่าไม่มีใครเชื่อเพราะว่าคนได้สิ้นความเชื่อถือในสื่อประเภททีวี”

“การสั่งปิดหนังสือพิมพ์นั้นจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่จะต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมให้ศาลสั่ง”

“ตัวเลขจากการที่ผู้ร่วมชุมนุมนั้นเนี่ย ในด้านรายได้นี่จากรายได้ ๒ หมื่นถึง ๕ หมื่นบาทมีถึง ๑๕.๕ เปอร์เซ็นต์ รายได้ ๕ หมื่นบาทขึ้นไปมีถึง ๖.๒ เปอร์เซ็นต์ ผู้มาร่วมชุมนุมเป็นภาคเอกชนถึง ๔๕.๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นเจ้าของกิจการถึง ๑๓.๗ เปอร์เซ็นต์ และมาจากภาคราชการถึง ๑๔.๘ เปอร์เซ็นต์ และที่น่าแปลกใจคือ นักเรียน นักศึกษามีเพียงแค่ ๘.๔ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าแกนนำในการเคลื่อนไหวยุคนี้ไม่เหมือนกับยุค ๑๔ ตุลาอีกต่อไปแล้ว”

สุวัฒน์ ทองวัฒนากุล, นักหนังสือพิมพ์จาก ผู้จัดการ.

“มีบุรุษผู้หนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้เป็นรัฐมนตรี และเคยเป็นนักวิชาการมหาวิทยาลัยนิด้ามาก่อน ได้โทรศัพท์พูดกับผมว่า มองต่างมุมน่ะปิดแน่นอน ได้พูดกับผมว่ารายการอย่างนี้มันอยู่ไม่ได้ รายการอย่างนี้เป็นรายการที่คอยว่าทหาร คอยว่ารัฐบาล มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นความเพ้อฝันของคนบางคน ที่บอกว่าสื่อมวลชนนั้นเป็นสื่อของรัฐ หมายความว่าของประชาชน มันฝันทั้งเพ ผมอยากจะให้คุณถวัลย์ศักดิ์ได้ฟังไว้ตรงนี้นะครับ เขาบอกว่าเป็นความฝันทั้งเพ ทั้งหมดนี้เขาบอกว่าจริงๆแล้วสื่อจะต้องเป็นของรัฐหมายถึงรัฐบาล บุคคลผู้เป็นผู้บริหารรัฐบาลจะต้องใช้ ถ้าหากว่าเราไม่สามารถให้มีดคนอื่นมาฟาดฟันตัวเราเองได้”

“ถ้าหากว่าเราไปดูสัมปทานช่อง ๗ ดูสิครับ จ่ายเงินเพียงน้อยนิดให้กับกองทัพบกแล้วที่เหลือจ่ายกันบนโต๊ะใต้โต๊ะอย่างไร ช่อง ๓ ก็เช่นเดียวกัน มีการจ่ายสัมปทานกัน”

“ทั้งนี้เพราะสื่อดังกล่าวมิอาจสะท้อนข่าวสารความเป็นจริง แต่ถูกกล่าวหากันแพร่หลายว่า เป็นสถาบันแห่งการแสวงหาความจริงที่ชอบแถลงข่าวเท็จ”

“เพราะว่าการครอบงำสื่อมวลชน อารยชนถือว่าเป็นการครอบงำบุคคล ครอบงำมนุษย์ อย่างไม่เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นคน และสุดท้ายก็เป็นการปิดกั้นการพัฒนามนุษย์ พัฒนาสังคม พัฒนาประเทศชาติ”

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

Read Full Post »

triamboy

CU TU Ball

เมื่อพูดถึงงานบอล นิสิตจุฬาฯ และนักศึกษาธรรมศาสตร์น้อยคนนักที่ไม่รู้จักงานบอล

เมื่อพูดถึงกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยที่ทุกคนตั้งตาคอยทุกปีก็ต้องเป็นงานบอล

เมื่อพูดถึงช่วงเวลาที่มีความสุข สนุก ผ่านร้อนหนาวมาด้วยกันอันยาวนาน ก่อนที่จะจบแต่ละปีก็ไม่พ้นงานบอล

เคยคิดบ้างไหม ทำไมงานบอลถึงมีความสำคัญในมิติต่างๆ ตามการรับรู้ของแต่ละคน

เคยคิดบ้างไหม ทำไมงานบอลที่จัดต่างกรรมต่างวาระ สามารถจัดอย่างต่อเนื่องยาวนานมาถึงครั้งที่ 64

หรืองานบอลเป็นเพียงงานที่ต้องเข้าร่วม …

 

งานบอลถือกำเนิดเมื่อปี 2477 โดยศิษย์เก่าสวนกุหลาบที่เข้ามาเรียนต่อยังจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ซึ่งได้เล็งเห็นความสำคัญของการเชื่อมความสัมพันธ์ และเสริมสร้างความสามัคคีระหว่างนิสิต นักศึกษาทั้งสองสถาบันอย่างต่อเนื่อง ทำให้งานบอลที่รู้จักกันทุกวันนี้ หรือการแข่งขันฟุตบอลระหว่างจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ถือกำเนิดขึ้น ณ ทุ่งพระสุเมรุ ท้องสนามหลวง โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมืองในสมัยนั้นรับเป็นเจ้าภาพ และถือปฏิบัติสืบมาจนทุกวันนี้ว่าทั้งสองสถาบันจะสลับกันเป็นเจ้าภาพ

 

งานบอลครั้งแล้วครั้งเล่า จากครั้งที่หนึ่งจนถึงครั้งที่ 64 โดยนิสิต นักศึกษาทั้งสองสถาบันผ่านความคิด การแสดงออกที่ต่างกรรมต่างวาระ ทำให้มีการเติบโต พัฒนาทั้งแก่นของงานที่มีการเพิ่มเติมจุดประสงค์ และส่วนของรูปแบบที่มีการพัฒนา ปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมไปจากเดิมมากเพื่อให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ ท่ามกลางการแนะนำ สนับสนุนจากศิษย์เก่าที่เคยผ่านงานนี้มาก่อน และศิษย์ปัจจุบันที่เป็นผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งมหาวิทยาลัยที่รับผิดชอบความเสี่ยงทั้งหลายจากงานบอล และอำนวยทรัพยากรต่างๆที่จำเป็นต่อการจัดงาน

 

จากงานบอลครั้งแรกซึ่งจัดขึ้นเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ สร้างความสามัคคีระหว่างนิสิต นักศึกษาสองสถาบัน โดยมีกิจกรรมแค่เพียงการแข่งขันฟุตบอลระหว่างสองสถาบัน เมื่อเวลาผ่านไปผลจากการสร้างความสัมพันธ์ของนิสิต นักศึกษาทั้งสองสถาบันค่อยเพิ่มขึ้น ความสามารถในการสร้างสรรค์มากขึ้น ความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น และผลจากโลกที่สามารถเคลื่อนย้ายทุกอย่างได้เสรี หรือโลกาภิวัฒน์ ทำให้จุดประสงค์ค่อยเพิ่มมากขึ้น กรอบกิจกรรมต่างๆ ขยายเติบโตไปในทางที่ดี อาทิ การเชียร์ เพื่อให้กำลังใจแก่นักบอลทั้งสองสถาบัน และสร้างความฮึกเหิมแก่กองเชียร์เองได้ก่อให้เกิด สแตนด์เชียร์ซึ่งทำหน้าที่โดยนิสิต นักศึกษาทั้งสองสถาบันเพื่อเติมเต็มสแตนด์เชียร์ทั้งสองฝั่ง รวมทั้งการเชียร์ผ่านเพลงเชียร์ อาทิการบูมมหาวิทยาลัย เพลงประจำมหาวิทยาลัย และการเล่นอุปกรณ์เชียร์ต่างๆ จากชมรมเชียร์ ซึ่งมีความหลากหลาย และแปลกใหม่ขึ้นทุกวัน โดยมีประธานเชียร์ และเชียร์ลีดเดอร์ เป็นผู้นำในการเชียร์ และในอีกทางหนึ่งก็ให้ความสนุกสนานแก่สแตนด์เชียร์ ทั้งนี้มีฝ่ายประสานสแตนด์ผู้อยู่เบื้องหลังในการควบคุม ประสานงานกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสแตนด์เชียร์ รวมทั้งสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญอย่างมาก คือการทำให้สแตนด์เต็มก่อนอีกฝั่ง โดยมีกลุ่มนิสิตจุฬาฯ ที่รวมกลุ่มกันมาเองเป็นประจำทุกปี อาทิเชียร์ีศาจ และ CU Angels คอยตระเวนไปในที่ใกล้เคียงบริเวณงาน เพื่อเร่งระดมพลนิสิตเข้ามาเชียร์บอลอย่างไม่รีรอ และสร้างสีสันไปโดยรอบมหาวิทยาลัย และที่สำคัญไม่น้อยคือ ขนวนถนนนี้สีชมพู ซึ่งเป็นการนัดรวมพลชาวสีชมพูจำนวนมหาศาลพร้อมใจกันเดินไปตามถนนพญาไทที่เป็นสีชมพูเฉพาะวันนี้เท่านั้น สู่สนามศุภชลาศัยเพื่อไปขึ้นสแตนด์เชียร์อย่างพร้อมเพรียงกัน เป็นการแสดงออกถึงความรักกลมเกลียวของชาวจุฬาฯ โดยแต่เดิมนั้นก่อนการแข่งขันฟุตบอลในช่วงบ่าย นิสิตจุฬาฯ และนักศึกษาธรรมศาสตร์จะออกจากบ้านแต่เช้าด้วยเสื้อเชียร์มหาวิทยาลัยจำนวนมากได้เดิน และขับรถเล่นไปตามท้องถนนในกรุงเทพ ทำในวันนั้นกรุงเทพจะเต็มไปด้วยสีชมพู และเหลืองแดง ทำให้เกิดความฮึกเหิม และสามัคคีอย่างมาก หลังจากนั้นก็จะไปบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมก่อนที่จะเข้าสู่สนาม อาทิ การทำบุญที่วัด การปลูกต้นไม้ การทำความสะอาดสถานที่ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงจุดประสงค์ข้อนี้ไว้เหมือนเดิมเช่นกัน โดยมีกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ภายในมหาวิทยาลัย และนอกมหาวิทยาลัย อาทิ เลือดไม่แบ่งสี สมุดเพื่อน้อง สอนน้องตาบอด ทำกิจกรรมบ้านเด็กอ่่อน เป็นต้น โดยมีฝ่ายบำเพ็ญประโยชน์ และตัวแทนนิสิตเป็นแกนนำในการจัดกิจกรรม นอกจากนี้ภายในสนามยังมีการเพิ่มความสนุกสนานจากวงดนตรีที่ได้รับความนิยม รวมทั้งปอมปอมเชียร์จากกลุ่มนิสิตจุฬาฯ อีกด้วย

 

มากกว่านั้น เมื่อยามประเทศตกอยู่ในสถานการณ์คับขันไม่ว่าทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคมก็ตาม บรรดานิสิต นักศึกษาทั้งสองสถาบันเป็นผู้นำในการร่วมต่อสู้ทางอุดมการณ์ และเรียกร้องความยุติธรรมเพื่อสังคม ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากวลีที่ยังอบอวลในบรรยากาศของทั้งสองสถาบัน คือ เกียรติภูมิจุฬาฯ คือ เกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน และ ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน ทำให้กิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากประชาชนกิจกรรมหนึ่ง คือ งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ หรืองานบอลนั้นเอง เป็นกิจกรรมที่นอกจากกระชับความสัมพันธ์แล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่ให้โอกาสในการแสดงออกทางความคิดของเหล่านิสิต นักศึกษาทั้งสองสถาบัน เพื่อชี้นำสังคม และเชิดชูสถาบันของประเทศ โดยเสนอผลงาน สะท้อนปัญหาต่างๆ และทางออก ผ่านขบวนพาเหรด จึงนับเป็นจุเริ่มต้นของขบวนพาเหรดในงานฟุตบอล ซึ่งมีขบวนที่ได้รับความสนใจ และกระแทกสังคมเป็นอย่างมาก คือ ขบวนล้อการเมือง โดยแต่เดิมนั้นขบวนพาเหรดที่จะได้เข้าไปเดินในงานบอลนั้นต้องผ่านการคัดเลือกจากขบวนพาเหรดของกีฬาเฟรชชีในตอนต้นปี ซึ่งเป็นตัวแทนทางความคิด และการแสดงออกของนิสิตจุฬาฯ แต่ละคณะ แต่ต่อมาภายหลังกิจกรรมต่างๆ ต่างจัดขึ้นเพื่อตอบจุดประสงค์ของกิจกรรมที่ชัดเจนขึ้น ทำให้เปลี่ยนจากที่มาที่หลากหลาย มาเป็นการแสดงออกที่มีที่มาที่แคบขึ้นโดยผ่านตัวแทนแต่ละคณะมาอภิปรายร่วมกัน หลังจากที่ได้ข้อสรุปแล้วส่วนที่รับผิดชอบนำไปสร้างงานต่อ แต่อย่างไรก็ตามจุดประสงค์ของขบวนพาเหรดก็ยังคงเดิม แต่อาจปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมแล้วแต่โอกาส สภาพการณ์บ้านเมืองจะอำนวย

 

ท่ามกลางการพัฒนาของประเทศจากเศรษฐกิจที่มีพื้นฐานมาจากการเกษตรกรรม เป็นประเทศอุตสาหกรรมเป็นหลัก มีการอพยพจากชนบทสู่เมือง ความเจริญทางด้านต่างๆ กระจุกตัวที่เมืองหลวง ความต้องการทุนทางด้านต่างๆมากขึ้น กระทั่งด้านการศึกษาก็ไม่พ้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดรับนิสิตเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี รวมทั้งเปิดสาขาวิชาให้มีความหลากหลายมากขึ้น ข้อมูลข่าวสารสามารถส่งผ่านได้ง่ายขึ้นผ่านการประชาสัมพันธ์ ด้วยปัจจัยกำหนด และบริบทที่เปลี่ยนไปทำให้รูปแบบงานบอลมีการเติบโตเป็นอย่างมาก มีการประชาสัมพันธ์ รวมถึงกิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อให้มีการสื่อสารระหว่างนิสิตกันเองได้อย่างทั่วถึงท่ามกลางจำนวนนิสิตที่มากขึ้น รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้นิสิตได้เข้ามามีส่วนในการคิด แสดงออก เสมอเหมือน เจ้าของงานบอล อาทิ การประชาสัมพันธ์ภายในมหาวิทยาลัย ผ่านสื่อตีพิมพ์ เช่น โปสเตอร์ ธงราว ธงญี่ปุ่น เป็นต้น และกิจกรรมสนับสนุน เช่น เปิดเทศกาลงานบอล เชียร์เวียน เชียร์รวม สัปดาห์งานบอล CU CUP หรือการแข่วขันฟุตบอลระหว่าง 18 คณะ ถนนนี้สีชมพู และรถป็อป เป็นต้น รวมถึงการประชาสัมพันธ์ภายนอก เช่น งานแถลงข่าว การเยี่ยมสื่อ การออกรายการโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เป็นต้น กิจกรรมทั้งหมดนี้นอกจากมุ่งประชาสัมพันธ์งานบอล สร้างอารมณ์ บรรยากาศ สีสันแก่ผู้ได้พบเห็น ได้เข้าใจถึงจุดประสงค์ของงาน และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการปฏิบัติงาน เข้าร่วม หรือสนับสนุนงานบอลในทางใดทางหนึ่งแล้วยังเป็นการสร้าง และส่งผ่านวัฒนธรรมของจุฬาฯ เราเองผ่านรุ่นน้องรุ่นใหม่ที่เข้ามา ได้เรียนรู้ และซึมซับสิ่งดีงาม แล้วรักษาและหวงแหนเพื่อรุ่นน้องของเรา และจุฬาฯต่อไปในอนาคต

 

กิจกรรมทั้งหมดที่กล่าวมาได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่่งจากคนเบื้้องหลังในการอำนวยความสะดวก อาทิ สาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งทำหน้าที่โดยอำนวยการ 2 ได้แก่ สถานที่ จราจร แสงเสียง รักษาความปลอดภัย ยานพาหนะ พยาบาล ปฏิคม วิทยุ พัสดุ และส่วนงานสนับสนุนกิจกรรมเสร็จสิ้นก่อนวันงาน ทำหน้าที่โดยอำนวยการ 1 ได้แก่ เสื้อ บัตร หาทุน สาราณียกร ตกแต่งสถานที่ แลนด์มาร์ค นอกจากนี้ยังมีงานควบคุม วางแผน ประสานงาน การเงิน และธุรการ รับสมััครทีมงาน เป็นต้น ทำหน้าที่โดยประสานงานกลาง ได้แก่ ประธารจัดงาน รองประธานจัดงาน เลขานุการ เหรัญญิก ทรัพยากรบุคคล ประธานฝ่ายต่างๆ เลขานุการฝ่าย และเหรัญญิกฝ่าย

 

จะเห็นได้ว่างานบอลนั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แต่หมายถึงกิจกรรมทุกกิจกรรมซึ่งมีความสำคัญเสมอกัน และเกี่ยวข้องกัน โดยต่างส่งเสริม และสนับสนุนกัน โดยมีคณะ ชุมนุม กลุ่มคน ทีมงาน และบุคคล เป็นคนโดยจิตวิญญาณจุฬาฯ ทำกิจกรรมตามหน้าที่ของตน และมากกว่าในบางครั้ง เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดเดียวกันของงานบอล คือ เจ้าของงานบอลทุกคนมีความสุข โดยทุกคนเป็นเจ้าของงานบอล ด้วยเหตุนี้เองงานบอลจึงเป็นที่รู้จักของทุกคน งานบอลจึงมีความสำคัญในมิติต่างๆ ตามการรับรู้ของแต่ละคน ในทุกปีทุกคนตั้งตาคอยเพื่อร่วมเป็นเจ้าของงานบอล และงานบอลยังคงอยู่ต่อไปคู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

สุดท้ายนี้ผู้เขียนหวังว่างานบอล และรวมถึงกิจกรรมต่างๆ สำหรับบุคคลที่มีอำนาจโดยชอบ เป็นผู้จัดการโอกาส และเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ จะสามารถกระจายให้โอกาสอย่างเสมอกัน และทั่วถึง โดยความแตกต่างของรูปแบบกิจกรรม เป็นเพียงหน้าที่แตกต่างกัน โดยจัดให้ตรงกับคนที่เหมาะสม หากไม่แล้ว ท่านกำลังจะสร้างความสูญสิ้นทางอุดมการณ์แก่สังคม และจะเป็นการลำบากต่อการทำกิจกรรมของรุ่นหลัง สังเกตได้จากตัวอย่างที่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น ในสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเอง และสำหรับคนที่มีจิตวิญญาณจุฬาฯ แต่ไม่มีโอกาส ผู้เขียนเชื่อว่า หากท่านคงมั่นในจิตวิญญาณ มานะทำกิจกรรมอย่างเต็มความสามารถ และเจตนารมย์ วันหนึ่งผลแห่งการกระทำของท่านเอง จะนำมาซึ่งโอกาสนั้นเอง จากบทเรียนชีวิตของผู้เขียน เชื่อว่าในชีวิตของคนมีสิ่งสำคัญเพียงสองอย่าง อย่างแรก คือ ทำตัวเองให้พร้อม อย่างหลัง คือ โอกาส ทั้งโอกาสที่เข้ามา และโอกาสที่เข้าหา ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว การก้าวไปสู่อีกจุดหนึ่งคงเป็นไปได้น้อยมาก

ขอบคุณที่ให้โอกาสแก่ผู้เขียน มา ณ ที่นี้

Read Full Post »