Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘จดหมาย’

จดหมายเหตุ วิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทย พฤษภา’๓๕

triamboy

เกริ่นสมมติ.

๑. บทความมีความอคติของบทความ, ด้วยการนำเสนอคำพูดที่ผู้เขียนคัดเลือกมาเองตามเหตุผลของตน, นำเสนอเพียงบางส่วน, บางแง่มุม, จากบางคน, เท่านั้น, โดยเฉพาะบุคคลในวงการสื่อมวลชนบางส่วนเท่านั้น.

๒. ความอคติบางส่วนมาจากบริบทที่บทความนี้เกิดขึ้นอย่างมีนัยยะ.

๓. ข้อความทั้งหมดไม่ได้มีการดัดแปลง, หรือแก้ไขแต่ประการใด.

๔. บทความนี้เป็นการตีพิมพ์บทเสวนา, วิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทย, จัดโดยสถาบันด้านสื่อสารมวลชนทั่วประเทศ, สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย, สมาคมหนังสือพิมพ์ในพระบรมราชูปถัมภ์, องค์กรพัฒนาชนบท, ในวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๕, ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เกริ่มตามความตั้งใจ.

๑. เรียนรู้, และถ่ายทอดข้อเท็จจริงบางส่วนของวิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทยจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง.

๒. เรียนรู้, และถ่ายทอดข้อเท็จจริงบางส่วนของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬผ่านการรับรู้ของตัวแทนภาคสื่อมวลชนเป็นหลัก.

๓. สังเกตพฤติกรรมการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความตามอายุของแต่ละคน.

๔. เปรียบเทียบพฤติกรรมการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความ ณ พฤษภาฯ ๓๕ กับห้วงเวลาปัจจุบัน, ผู้ซึ่งยังมีชีวิตอยู่และปรากฎในการรับรู้ของชนไทยทั่วไป, อาทิ, ประเวศ วะสี, สุทธิชัย หยุ่น, สมเกียรติ อ่อนวิมล, เป็นต้น. มากกว่านั้น, ยังสังเกตพัฒนาการการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความทั้งในแง่เนื้อหา, อารมณ์, รูปแบบการถ่ายทอด, เป็นต้น.

๕. คาดหวังต่อผลจากการรับรู้จะสร้างความคิดความเข้าใจ, และความคาดการณ์ในเบื้องหน้าที่สมเหตุสมผลมากขึ้น, โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับรู้โดยอ้อมของชั่วอายุคนของข้าพเจ้า, และกำเนิดต่อจากข้าพเจ้า.

บางข้อความสร้างความประหลาดใจให้กับข้าพเจ้าเป็นอย่างคาดไม่ถึง, คนคนนี้เคยใช้คำพูดอย่างนี้เหรอ!!, คนคนนี้แสดงอารมณ์ได้ตรงขนาดนี้เหรอ!!

ลองอ่านเพื่อพิจารณาความคาดไม่ถึงของพฤติกรรมในต่างห้วงเวลาของแต่ละปัจเจกบุคคล. ความไม่สมำเสมอบางอย่างดึงดูดให้ข้าพเจ้าสนใจมากขึ้น.

เริ่ม …

“สารที่มันทำหน้าที่ในการสื่อมาโดยตลอด จึงได้แก่ การนำเอาโลกของชนชั้นสูงไม่ว่าจะเป็นจริงหรือเป็นจินตนาการก็ตามมาสู่ความฝันและเริงรมย์ แม้เพียงชั่วขณะหนึ่งของชาวบ้าน”

“เมื่อใดก็ตามที่ผู้มีอำนาจคิดจะทำอะไรที่มิดีมิร้าย โทรทัศน์, วิทยุ, หนังสือพิมพ์ จะถูกจับใส่กรง สวมกุญแจลั่นดานมิให้ภาพแห่งความเป็นจริงถูกถ่ายทอดไปสู่ประชาชนได้ และเมื่อได้ “ห้าม” การเสนอข่าวอย่างหนึ่งแล้ว ก็จะต้อง “ป้อน” ข่าวที่ผู้มีอำนาจอยากจะเสนอด้วย”

“ความจริงเรื่องการปิดข่าวหรือเซ็นเซอร์ข่าวทางโทรทัศน์นั้นไม่ใช้เรื่องลับหรือยากต่อการรับรู้ คนไทยชินและทำใจกับพฤติการณ์ดังกล่าวได้ง่ายกว่าคนในประเทศตะวันตก ส่วนหนึ่งเพราะโทรทัศน์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเป็นกระบอกเสียงหรือพยายามจะเป็นสื่อมวลชนมาตั้งแต่ต้น”

“เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้คิดจะช่วยเจ้านายด้วยการเซนเซอร์ข่าวทีวีนั้นประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการปิดข่าว สิ่งที่ได้จากการกระทำดังกล่าว คือ การตอกย้ำให้เห็นแนวคิดแบบเก่าในเรื่องอำนาจ การพยายามรักษาสถานะเดิมของชนชั้นผู้นำไทย”

“เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กๆถูกผู้ใหญ่หลอกในสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรือสลักสำคัญต่อความมั่นคงหรือพัฒนาการของประเทศเลยแม้แต่น้อย หากแต่จะเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้มีอำนาจ (แต่ไม่มีบารมี) ต่างหาก”

“แต่ใครก็ไม่รู้ในสถานีโทรทัศน์และในกองทัพไทยก็ยังคงพยายามจะขีดเส้นตีกรอบของการรับรู้ข่าวสารของคนไทยระดับกลางและล่างให้เหมือนการนั่งดูลิเกหรือละครเท่านั้น โดยไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนั้นกำลังเป็นการทำสงคราม (การเมือง) กับคนเหล่านี้”

บุญโฮม อิงชัยภูมิ, บรรณาธิการสำนักพิมพ์เคล็ดไทย, บานชื่น.

“พวกมึงเนี่ยทำบ้านเมืองชิบหายวายป่วงหมด มึงอย่าเสือกทำอีกนะ ใครทำปฏิวัติรัฐประหารอีก เป็นการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์”

“สังคมทุกระดับ ทั้งครอบครัว ชุมชน สังคมโลก ล้วนต้องการหลุดพ้นจากความบีบคั้นทั้งสิ้น ถ้ามีเผด็จการก็เกิดความบีบคั้น มนุษย์จะชอบประชาธิปไตย ชอบการมีส่วนร่วม ชอบความเสมอภาค ชอบการกระจายอำนาจ”

นพ. ประเวศ วะสี, นักวิชาการและหนึ่งในกลุ่มพลเมืองอาวุโส

“ตราบใดถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ยังมองว่า สื่อสารมวลชนของรัฐ คือ การทำงานเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลแล้ว สิ่งนี้คือความหายนะของบ้านเมือง”

“แต่ข้าราชการของเราพยายามที่จะปกป้องนาย ผมไม่อยากจะเรียนว่าเป็นการสอพลอ แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้สื่อมวลชนของรัฐได้รับการปิดกั้น”

“ประชาชนมีความรู้สึกว่า เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ถูกต้องก็ไปดูเหตุการณ์ ซึ่งก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมในการที่จะรวมตัวที่จะชุมนุม เมื่อทีวีไม่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ ก็จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปสัมผัสในที่เกิดเหตุ”

“ในบ้านเมืองเราจะทำอะไรสักอย่าง แทนที่จะเอาข้อเท็จจริงมาพูด จะต้องเป็นลักษณะของโฆษณาชวนเชื่อ หรือพูดง่ายๆก็คือ ระหว่างพีอาร์ หรือ พับลิครีเลชัน จะกลายเป็นลักษณะอีกอย่าง เป็นเรื่องของจิตวิทยา หรือปฏิบัติการจิตวิทยา คือกลายเป็นว่าความจริงในบ้านเมืองพูดกันไม่ได้แล้ว จะต้องชี้นำซะก่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย”

ถวัลย์ศักดิ์ สุขวรรณ, ผู้อำนวยการสำนักข่ายไทย อสมท.

“ทางรัฐบาลมิได้สั่งด้วยวาจา ไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ว่าก็มีเจ้าหน้าที่บางท่านที่สั่งกันด้วยวาจา หรือแฟกซ์มา เราก็ได้ให้ความร่วมมือ”

ประสิทธิ์ หิตะนันท์, ผู้อำนวยการ อสมท.

“เสรีภาพนี้หมายถึงการที่เราจะพูดจะเสนออะไรได้ตามที่เราคิด เราชอบ เราพึงพอใจ แต่เราจะต้องให้โอกาสฝ่ายตรงข้ามได้เสนอสิ่งที่เป็นความต้องการของเขา ปรารถนาของเขาด้วย”

จำนงค์ กุมาลย์วิสัย,  คณะบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาลัยศรีประทุม.

“ทีวีถูกอำนาจบางอำนาจบีบคั้นคุกคามอยู่ตลอดเวลา จนถึงวันน้ีอำนาจที่บีบคั้นคุกคามนั้นจะไม่มีวันหมดไป ตราบใดที่ทีวียังไม่มีเสรีภาพอย่างแท้จริง”

“สาเหตุที่ออกผมเลือกอยู่สองอย่างครับ คือ เลือกเงิน กับ ศรัทธาประชาชน ผมขอเลือกศรัทธาจากประชาชน”

“จริงหรือเปล่าครับที่ทำงานกันอย่างกล้าๆกลัวๆ ช่วยตอบด้วยครับ มันยังคงเป็นอย่างนั้นอยู่ ถ้าตราบใดทีวีไม่ได้เป็นของประชาชน”

จักรพันธุ์ ยมจินดา, อดีตผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗ สี.

“การพัฒนาการเมืองไทยให้ยั่งยืนไปจริงๆไม่ได้ขึ้นอยู่กับกองทััพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เด็ดขาด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาเลย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง แต่ขึ้นอยู่กับสังคมทั้งสังคม สังคมต้องมีความเข้มแข็งในทุกๆส่วน”

“ความจริงผมคิดว่าหลักการใหญ่ทางสังคมทุกสังคมที่สำคัญที่สุด ถ้ามันจะต้องอยู่ได้ก็คิดว่าอยู่บนพื้นฐานความจริง ถ้ามีความจริงเป็นพื้นฐานในสังคมเสียอย่าง เราตัดสินปัญหา เราตัดสินใจทุกเรื่องได้อย่างถูกต้อง”

ธีรยุทธ บุญมี, อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

“เมื่อเครื่องบินที่ผ่านระหว่างประเทศลงมาถึงสนามบินดอนเมืองแล้ว ผู้ประกาศบนเครื่องบินประกาศบอกว่า ขณะนี้เราได้นำผู้โดยสารมาถึงประเทศไทย โปรดหมุนเข็มนาฬิกากลับไป ๒๐ ปี”

“การที่โทรทัศน์เป็นอย่างนี้ ผมคิดว่ามันเนื่องมาจากเหตุผล ๓ ประการ ประการแรก เกี่ยวกับกฎหมายบอกให้เป็นอย่างนั้น ประการที่สอง ก็อิทธิพลของคนบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในรัฐบาลและคนรับใช้ของรัฐบาล ใช้อิทธิพลของคนในรัฐบาลไปข่มขู่สถานีโทรทัศน์ ประการที่สาม ก็เนื่องมาจากความรู้สำนึกของคนในสถานีโทรทัศน์นั่นเอง ที่มีบางคน ไม่ใช่อยู่โดยยอมเป็นเครื่องมือเขาบางคน”

“คำสั่งของ กบว. ที่บางคนบอกว่าแปลว่า “กูบ้าแล้วโว้ย” ยังมีอยู่ บอกว่าห้ามไม่ให้สถานีวิทยุเอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน เพราะฉะนั้น บางสถานีวิทยุก็เลยทำเป็นว่าผู้สื่อข่าวของตัวเองออกไปหาข่าวอย่างนั้นมาอย่างนี้มา ผมเองก็ดี พรรคพวกผมเองก็ดี เพื่อนๆในฉบับอื่นก็ดี นั่งฟังไป เอ๊ะ นี่มันข่าวเราเขียนนิ”

มานิจ สุขสมจิตร, บรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ.

“ไม่มีวันหรอกครับที่เราจะมีเสรีภาพอย่างแท้จริง มันมีเป็นชั่วครั้งชั่วคราว ในประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ของผมคิดว่ามีเมื่อรัฐบาลเผลอ เผลอบ้างวันสองวัน บางค่ำบางคืน ปีสองปี”

“การบิดเบือนข่าวสาร เห็นแต่ละช่องเสียงเหมือนกัน ภาพเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าการบังคับให้เชื่อเหมือนๆกัน แต่เป็นการบังคับไม่ให้เชื่อเหมือนๆกัน”

สมเกียรติ อ่อนวิมล, บริษัท แปซิฟิกอินเตอร์คอมมิวนิเคชัน จำกัด.

“การปิดกั้นข่าวสารคืออาชญากรรมขั้นแรกที่ได้ปรากฎครั้งนี้ ก่อนที่ได้ใช้กระสุนด้วยซ้ำไป”

“แม้กระทั่งที่เป็นคำสั่งภาวะฉุกเฉิน ไม่ทราบว่าใครฉุกเฉิน ประชาชนอยู่สบายดี ไปรวมตัวกันเรียกร้องแสดงความคิดเห็น และเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ไม่มีอะไรฉุกเฉินเลย”

“ถ้าเรายอมเชื่อและยอมรับทั้งหมด เราก็ยังคงเป็นแบบสังคมไทยๆ ต่อไป คือ เราจะให้อภัยซึ่งกันและกันต่อไป”

“เป็นธรรมชาติของคนไทยและเราก็จะลืมไป แล้วก็จะให้อภัย แล้ววันดีคืนดีก็มาคุยอย่างนี้อีก และก็มีข้อเสนออย่างนนี้อีก”

“เพราะผมสงสารประเทศขอเราเองที่เขาคิดว่าประชาชนจะฟังและยอมรับเขาได้ เขาลืมไปแล้วว่าประชาชนไม่ได้โง่อย่างที่คิด ประชาชนอาจจะให้อภัยเขาอีก เขาคิดอย่างนั้นครับ และนั่นคือ สิ่งที่เราผิดพลาด”

“ผมอยากจะบอกว่าระหว่างธรรมะ กับ อธรรม เราเป็นกลางไม่ได้ครับ ระหว่างภาพที่เราเห็น ภาพทีวีที่ทหารยิงประชาชน กับ ภาพที่ทหารมาเอายาดมให้ประชาชนที่เป็นลม ถ้าเราบอกว่าจะให้ความสำคัญกับสองรูปนี้เท่ากันแล้วเป็นกลาง บ้านน้ีเมืองนี้ล่มจมครับ”

“จริงๆแล้วคนไทยเป็นคนที่อดกลั้นมากๆนะครับ ก่อนหน้าที่เกิดเรื่องราว ทุกคืนเรานั่งอยู่่ที่บ้านทานข้าว ทุ่มครึ่งเปิดทีวีดูหมดทุกช่อง ใช้รีโมทคอนโทรล ลูกที่นั่งอยู่เรียนมัธยมยังถามว่า พ่อทำไมทุกช่องมันเหมือนกันหมด หน้าคนนี้ออกทุกช่องเหมือนกันหมด คนที่สองก็ทุกช่องหน้าเหมือนกันหมด และคนไทยอดทนมาตลอด คนไทยไม่เคยโกรธ ไม่เคยบอกว่ากูรับไม่ได้ ถ้าเป็นคนอื่นเป็นต่างประเทศที่เขาต้องจ่ายภาษีและจ่ายค่าทีวี เขาเอาก้อนหินขว้างแล้ว ทั้งหมดนี้เราให้อภัยกัน”

“ถ้าผมพูดจริงๆตามความรู้สึกหมด จะไม่มีเพื่อนเหลือเลย แต่ถ้าไม่มีเพื่อนเหลือเลยและแลกกับความสำนึกขอคนไทยทั้งหมด”

สุทธิชัย หยุ่น, นักหนังสือพิมพ์จากเดอะเนชั่น.

“ข่าวที่ยัดเยียดมากนั้น คนไม่รับและผลักออก รายการเพื่อแผ่นดินไทยเป็นรายการวิทยุที่คนไทยฟังน้อยที่สุด ทั้งๆที่ถ่ายทอดมากที่สุด  พอหกโมงเคารพธงชาติ ทุกคนเอาเทปยัดใส่วิทยุหมด”

“คือกลัวหมด เอะอะอะไรก็กลัวไว้ก่อน เตะออกไว้ก่อน เหมือนลูกบอลจะเข้าประตูเตะออกไว้ก่อนปลอดภัย”

“เขาให้คนที่สนิทชิดเชื้อ ยกหูไปหาสปอนเซอร์ เจ้าของโฆษณาบอกว่าคุณสนับสนุนหนังสือพิมพ์ที่โจมตีนายผมเหรอ เข้าฟังแล้วเขาหนาวครับ ขอถอนไปตั้งเยอะ เขาถอนไป”

สุภาพ คลี่ขจาย, นักหนังสือพิมพ์จากแนวหน้า.

“รู้สึกว่ายุคนี้แหละเป็นยุคที่ตกต่ำที่สุดของข่าวโทรทัศน์ คือ ถูกให้บิดเบือนข้อเท็จจริงต่างๆ”

“เมื่อเป็นฝ่ายค้านพร้อมที่จะให้อิสระเสรีภาพ หรือต่อว่าโทรทัศน์นักหนาว่าไม่เสนอข่าว แต่พอเป็นฝ่ายรัฐบาลเอง กลับควบคุมโทรทัศน์อย่างหนักแน่นเลย”

พนม บุญสาลี, บรรณาธิการข่าวไทยสกายทีวี.

“เฮียสุออกมาพูด อย่าให้คนออกนอกบ้าน ปรากฎว่ากลับเป็นการเรียกร้องให้คนออก การมาพูดกล่าวร้ายก็ดี ไม่ว่าพูดถึงสภาเปรโซเดียม หรือเป๊บโวเดนท์ก็ตาม ก็ปรากฎว่าไม่มีใครเชื่อเพราะว่าคนได้สิ้นความเชื่อถือในสื่อประเภททีวี”

“การสั่งปิดหนังสือพิมพ์นั้นจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่จะต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมให้ศาลสั่ง”

“ตัวเลขจากการที่ผู้ร่วมชุมนุมนั้นเนี่ย ในด้านรายได้นี่จากรายได้ ๒ หมื่นถึง ๕ หมื่นบาทมีถึง ๑๕.๕ เปอร์เซ็นต์ รายได้ ๕ หมื่นบาทขึ้นไปมีถึง ๖.๒ เปอร์เซ็นต์ ผู้มาร่วมชุมนุมเป็นภาคเอกชนถึง ๔๕.๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นเจ้าของกิจการถึง ๑๓.๗ เปอร์เซ็นต์ และมาจากภาคราชการถึง ๑๔.๘ เปอร์เซ็นต์ และที่น่าแปลกใจคือ นักเรียน นักศึกษามีเพียงแค่ ๘.๔ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าแกนนำในการเคลื่อนไหวยุคนี้ไม่เหมือนกับยุค ๑๔ ตุลาอีกต่อไปแล้ว”

สุวัฒน์ ทองวัฒนากุล, นักหนังสือพิมพ์จาก ผู้จัดการ.

“มีบุรุษผู้หนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้เป็นรัฐมนตรี และเคยเป็นนักวิชาการมหาวิทยาลัยนิด้ามาก่อน ได้โทรศัพท์พูดกับผมว่า มองต่างมุมน่ะปิดแน่นอน ได้พูดกับผมว่ารายการอย่างนี้มันอยู่ไม่ได้ รายการอย่างนี้เป็นรายการที่คอยว่าทหาร คอยว่ารัฐบาล มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นความเพ้อฝันของคนบางคน ที่บอกว่าสื่อมวลชนนั้นเป็นสื่อของรัฐ หมายความว่าของประชาชน มันฝันทั้งเพ ผมอยากจะให้คุณถวัลย์ศักดิ์ได้ฟังไว้ตรงนี้นะครับ เขาบอกว่าเป็นความฝันทั้งเพ ทั้งหมดนี้เขาบอกว่าจริงๆแล้วสื่อจะต้องเป็นของรัฐหมายถึงรัฐบาล บุคคลผู้เป็นผู้บริหารรัฐบาลจะต้องใช้ ถ้าหากว่าเราไม่สามารถให้มีดคนอื่นมาฟาดฟันตัวเราเองได้”

“ถ้าหากว่าเราไปดูสัมปทานช่อง ๗ ดูสิครับ จ่ายเงินเพียงน้อยนิดให้กับกองทัพบกแล้วที่เหลือจ่ายกันบนโต๊ะใต้โต๊ะอย่างไร ช่อง ๓ ก็เช่นเดียวกัน มีการจ่ายสัมปทานกัน”

“ทั้งนี้เพราะสื่อดังกล่าวมิอาจสะท้อนข่าวสารความเป็นจริง แต่ถูกกล่าวหากันแพร่หลายว่า เป็นสถาบันแห่งการแสวงหาความจริงที่ชอบแถลงข่าวเท็จ”

“เพราะว่าการครอบงำสื่อมวลชน อารยชนถือว่าเป็นการครอบงำบุคคล ครอบงำมนุษย์ อย่างไม่เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นคน และสุดท้ายก็เป็นการปิดกั้นการพัฒนามนุษย์ พัฒนาสังคม พัฒนาประเทศชาติ”

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

โฆษณา

Read Full Post »

photrakan

เรียน ท่านบรรณาธิการ มติชน

ขอกราบประทานโทษมา ณ ที่นี้ ถ้าเกิดจดหมายฉบับนี้ ได้ทำผิดธรรมเนียมปฏิบัติโดยการส่งมายังที่อยู่นี้โดยตรง. ทีแรกผมเองก็วางแผนที่จะเขียนจดหมายแต่เนื่องด้วยเวลาไม่อำนวย

ผมขอเรียนเนื้อความที่ผมต้องการจะบอกเล่ามาในรูป จดหมายอิเล็กทรอนิกส์

ผมอ่าน คอลัมน์ หวงอี้ สุดยอดนักเขียนจีนกับนักเขียน no name ฝรั่ง 4 ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันที่ หนึ่ง มกราคมแล้ว เกิดความรู้สึกขัดเคืองเป็นอันมาก เนื้อหาในตอนนี้ออกไปทางที่นักเขียนพยายามที่จะตอบคำถามของ

Dr. Needham ว่าทำไมประเทศตะวันตกถึงก้าวล้ำเหนือประเทศตะวันออกไปได้ ทั้งๆที่ประเทศตะวันออกคิดศิลปวิทยาการอันลึกล้ำ

มาตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว.ผบพบว่าผู้เขียนได้พยายามตอบคำถามโดยมีแนวคิดดังต่อไปนี้

1. ชาวตะวันตกได้ “ทะลวงกรอบทลายกรง” ก่อให้เกิดการปฏิวัติวิทยาศาสตร์จนในที่สุดได้กลายเป็นผู้นำโลก ในขณะที่ ชาวตะวันออก(รวมถึงไทยด้วย)ยัง งมงาย และ “ไม่ลบหลู่”ความเชื่อโบราณ.

2. ชาวจีน อินเดียไม่เคยผ่านขั้นตอนอัน “ตกต่ำ” เช่นเดียวกับ ที่ประเทศตะวันตกเคยผ่านยุคมืดทางประวัติศาสตร์ ทำให้ฝังใจหัวปักหัวปำ ยึดมั่นในตำราโบราณ

3. ความรู้ของจีนไม่เป็นสากล เป็นจริงและใช้ได้ผลแค่ในกรอบวัฒนธรรม

ผมเคารพในสิทธิของแต่ละคนในการอธิบาย ความแตกต่างของพลวัตการพัฒนาของมนุษยชาติ, คำถามเฉกเช่นเดียวกับของ Dr. Needham มีคนเคยถามนับไม่ถ้วน ในบริบทของ คนดำเทียบกับคนผิวขาว หรือว่า ประเทศโลกที่สามกับประเทศอื่นๆ. แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ผู้เขียนได้เสนอมาทั้งสามข้อด้านบน นั้น “ตื้นเขิน” และ ขาดข้อสนับสนุนที่มีน้ำหนักเพียงพอ อย่างไม่น่าให้อภัย.

ข้อที่หนึ่ง ความคิดที่ชวนโน้มนำว่า วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือพัฒนาเป็นเครื่องมือเดียว และ ขัดแย้งกับภูมิปัญญาโบราณ

ผู้เขียนลืมประเทศญี่ปุ่นไปแล้วหรือครับ. ประเทศญี่ปุ่นยังคงรักษาศาสนาและวัฒนธรรมของเขาเอาไว้ได้อย่างดีโดยที่ไม่ได้ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์. ทำไมความงมงายในศาสตร์โบราณจำเป็นต้องเกิดจาก ผู้ที่ขาดความยั้งคิด และ ไร้ความสามารถในการคิดตามหลักวิทยาศาสตร์เท่านั้นหรือ?

ผู้เขียนยกเรื่อง ฮวงจุ้ย มาในเชิงที่ดูแคลนว่า มิได้สำนึก เลยว่า สำเภาจีนจริงๆ แล้วมาจากคำว่า junk มัวแต่อ้างตำราโบราณ อี้จิง เรือ ในภาษาจีนนั้น เขียนเป็นตัวอักษรเดียวกัน ว่า 船 ในสมัยอดีตกาล ชาวจีนใต้เป็นผู้ชำนาญการเดินเรือเพื่อค้าขายมาแต่โบราณกาลา แม้แต่ชาวจีนเหนือเมื่อได้เห็นถึงกับต้องจดบันทึกไว้ในตำรา “ของแปลกแดนใต้” และก็เป็นจีนใต้นี้อีกที่ทำให้ สำเภาจีน นั้นขจรจายไปทั่วโลก 船 ถึงแม้ภาษาแมนดารินอ่านว่า ฉ๋วน แต่ถ้าเทียบภาษาของชาวจีนใต้เช่น ฮกเกี้ยน หรือ แต้จิ๋ว คำนี้จะอ่าน ว่า “จุ๋ง”. คำอ่านและเสียงนี้เดินทางไปพร้อมกับชาวจีนที่อพยพไปยังส่วนต่างๆของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นไทย มาเลเซีย และได้ ข้ามผ่านไปยังดินแดนตะวันตกเมื่ออังกฤษ มาล่าอาณานิคมแถวนี้

จุ๋ง สามารถเขียนเป็นภาษา มลายู ได้ว่า jung dgung ซึ่ง ภาษามลายู นั้น เสียง u จะอ่านเป็นเสียง

like ‘oo’ in “hoop”, in open positions or like ‘o’ in “hope” in close position (อิงจากhttp://www.101languages.net/malay/vowels.html )

แม้ว่าภาษามลายูจะสะกด junk แต่คำอ่าน น่าจะคล้ายกับคำว่า จุง มากกว่า จั๊งก์ ที่แปลว่าขยะแน่นอน ! เรือสำเภาจีน มีเสียงเรียกอย่างนี้มาแต่โบราณกาลแล้ว แต่เพียงเผอิญมีภาษาตะวันตกภาษาหนึ่งเลียนเสียงไป แล้วรูปร่างคล้ายกับคำว่า ขยะ เท่านั้น.

มีเหตุผลอันสมควรประการใดที่ผู้เขียนคิดว่า ผู้ที่เชื่อในศาสตร์ฮวงจุ้ยนั้น ควร “สำนึก” ว่าจริงๆ แล้ว สำเภานั้นคือ ขยะ ? ท่านคิดว่าการที่สำเภาจีนสุดท้ายแปรผันกลายเป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า junk แล้วทำให้ฮวงจุ้ยกลายเป็นศาสตร์ที่เมามาย เอาแต่อ้างอี้จิง เช่นนั้นเหรอ ?

ข้อที่สอง ผมไม่ทราบว่าอินเดียเคยผ่านยุคมืดหรือไม่. แต่ประเทศจีน นั้นเคยผ่านยุคมืดทางปัญญา แน่นอนและหลายครั้งด้วย ! จิ๋นซีฮ่องเต้เคยกระทำการเผาตำราอันโด่งดัง ซึ่งนักประวัติศาสตร์รุ่นหลังก็เชื่อกันว่า ทำไปเพื่อล้างบาง

ความเชื่อหลายร้อยหลายพันสำนักที่ปรากฏก่อนรวมเป็นแผ่นดินเดียวกัน. จีนเคยมียุคสงครามมากมาย หลายครั้งปกครองด้วยทหาร ไม่ต้องพูดถึง ความเชื่อ ศรัทธาควรเป็นแบบใด ในยุค เข้มแข็งคือ พลัง หลายครั้ง นักคิดในประเทศจีนได้ท้วงถามถึงศาสตร์โบราณที่เขาเคยภูมิใจ … จนถึงขั้นลบหลู่ไปเมื่อมีการ ปฏิวัติวัฒนธรรมเมื่อเร็วๆ นี้. ประเทศจีน ณ ปัจจุบัน ยังคงยกย่องพัฒนา วิทยาศาสตร์ และ กำจัดความเชื่อไร้สาระที่เรียกว่า 迷信 กันอยู่เนือง ๆ

แต่ในขณะเดียวกันกลับเกิดปรากฏการณ์ เห่อความรู้โบราณ 国学迷 ขึ้น, มีการเอาตำราเก่ามาเล่าใหม่ ให้เหมาะกับปัจจุบัน ถึงขั้นคิดว่าจะสร้างเป็น คณะ ในมหาวิทยาลัยปักกิ่งขึ้น. ผู้เขียนจะอธิบายอย่างไร ? การที่ศาสตร์โบราณตกต่ำจะนำไปสู่

กระบวนการสร้างความรู้ใหม่ที่ดีกว่า ที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์” เสมอไปหรือ?

สืบเนื่องมาถึงข้อที่สาม ตัวอย่างของความเป็นสากลของตะวันตก ผู้เขียนเขียนในรูปความเย็น คือ ร้อนน้อย และธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหล่านี้สามารถสืบย่อยลงไปถึงหน่วยที่ ไม่อาจกังขาได้ในเชิงเคมี. ผมเห็นด้วยกับความเป็นสากลตรงนี้ แต่เพียง

เพราะว่า ได้กำหนดหน่วยที่ชัดเจน วัดได้และ เป็นสากล นั้นไม่ได้นำไปสู่เหตุผลในการหักล้างความรู้ในศาสตร์จีน. เหตุไฉน พอมีตารางธาตุแล้วถึงทำให้ธาตุเหล่านี้ไม่เป็นจริง ? กระบวนการในโลกใบนี้มีแต่เพียงมาตรวัดเดียวเท่านั้นหรือ ?

แพทย์ แผนจีน เคยเกือบถูกรื้อถอนออกจากประวัติศาสตร์ เพราะว่าไม่สามารถตรวจวัดได้ทางวิทยาศาสตร์ (แต่อนึ่งก็เป็นเพราะ หมอเถื่อน มีจำนวนมากมาย ด้วยเช่นกัน ), ถึงขั้นห้ามตั้งสถาบัน ห้ามรับลูกศิษย์ และ ห้ามจดทะเบียนเพิ่ม … คือบังคับให้สูญพันธ์ !

แต่ ณ ปัจจุบัน ศาสตร์ที่เคยเป็น เรื่องหลอกลวง ทั้งเพ กลายมาเป็น ทางเลือกแรก ๆ ในการแพทย์ทางเลือกทั่วโลก ดังเช่น ฝังเข็ม รวมไปถึง รำไท้เก๊ก ชี่กง. ขัดแย้งกับที่ท่านบอกว่า “วิทยาศาสตร์แบบจีน ๆ ไม่ได้เป็นสากลเลย ไม่เป็นจริงที่อื่นใด และ จริงเฉพาะในอารยธรรมจีน เท่านั้น ” หรือไม่?

ผมอยากเสนอ คือ ศาสตร์และความรู้หลายๆอย่าง อาจจะถูกถ่ายทอดกันมาอย่างมัวเมา และไม่ได้ตรวจสอบกันอย่างเป็นระบบระเบียบก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า มีเพียงวิทยาศาสตร์เป็นคำตอบเดียวเท่านั้นที่สามารถตอบโจทย์ไขปริศนาอันลึกลับมากมายของชีวิตได้อย่างถ้วนหน้า.

หรือนั่นเป็นเพียงมายาคติของการลัทธินับถือตะวันตกและวิทยาศาสตร์ ว่า เหนือกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในทุกพื้นที่ของโลก?

ตอนจบของบทความนั้น ที่จบได้อย่างน่าโมโห จนถึงขั้นทำให้ผมต้องเขียนจดหมายฉบับนี้ก็คือ

“ซึ่งอันที่จริง ก็สอดคล้องกับสำนวนจีนโบราณ แต่มักหลงลืมกันแล้วว่า “ทราบได้อย่างไรว่า การที่ชายชราสูญเสียม้ากลางฤดูหนาว มันเป็นสิ่งที่เลวร้ายสำหรับชายชราคนนั้นจริง ๆ ” “.

ผม ค่อนข้างมั่นใจว่า สำนวนนั้นคือ 塞翁失马 焉知非福

ข้อแรก ผู้เขียนอ้างอิงมาจากไหนว่า นี่เป็นสำนวนจีนที่ “มักหลงลืมกันแล้ว” ? นี่เป็นสำนวนที่ลึกล้ำ ชวนคิด และ นำมาใช้กันอย่างแพร่หลายมาก ๆ ในกรณีที่พบเจอเรื่องดีร้าย ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท อย่าปล่อยให้เหตุการณ์ชักนำ สั่งสอน

ให้มองข้ามผ่านการเวลาและเรื่องราวเพื่อค้นพบ ความจริงแท้ที่ซ่อนอยู่หลังเหตุการณ์,

ผมอ่านท่าไหนก็ไม่ทราบว่ามันไปสอดคล้องกับกรณีที่ผู้เขียนบอกว่า ต้องตรวจสอบความรู้โบราณ ตามกาลเวลาที่ผันแปรไปได้อย่างไร?

และสุดท้าย ก็คือ ท่านไปได้ สำนวนนี้มาจากที่ใด และเคยได้ยินเรื่องราวของสำนวนนี้จริงหรือไม่?

เนื้อเรื่องไม่มีส่วนไหนที่เกี่ยวกับฤดูหนาวเลย ! ผมสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะ คำว่า 塞 นั้นคล้ายกับคำว่า 寒 ที่แปลกว่าหนาวก็เป็นได้.

ผมอยากทราบคำอธิบายหน่อยครับ เพราะผมเชื่อว่าสิ่งเดียวที่จะทำให้ภูมิปัญญาตะวันออกตกต่ำและมีคุณค่าไม่เทียบเท่ากับวิทยาศาสคร์ ก็คือ การที่มีผู้รู้ไม่จริง อ้างอิงอย่างผิดๆ และทำให้ศาสตร์ตะวันออกดูเป็นเรื่องหลักลอย ขาดผู้มีสติไตร่ตรอง เช่นดังบทความนี้นั่นเอง.

(เสริมอีกนิดนึงนะครับ ผลงานของ Needham ที่ผู้เขียนเขียนว่า หาเจอใน google เพียงแค่ พิมพ์ scc นั้นก็ไม่จริงนะครับ. ผมลองหาในหน้าหนึ่งหน้าสองของทั้ง google.com และ google.co.th แล้ว น่าผิดหวังมากๆ)

ขอบคุณที่สละเวลาของท่านมาอ่านนะครับ

สุดท้ายก็หวังว่าจะได้นำคำติชมของผมไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคุณภาพของมติชนรายสัปดาห์ให้ดียิ่งๆขึ้นไปนะครับ

ขอบคุณครับ

ภูดิท โพธิ์ตระการ

photrakan@gmail.com

02/01/10

Read Full Post »